โอ๊ยเล่าเรื่อง : ฮีโร่มหัศจรรย์ เลดี้บัค และ แคทนัวร์ (Ladybug And Cat Noir : The movie)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/779015

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ฮีโร่มหัศจรรย์ เลดี้บัค และ แคทนัวร์  (Ladybug And Cat Noir : The movie)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ฮีโร่มหัศจรรย์ เลดี้บัค และ แคทนัวร์ (Ladybug And Cat Noir : The movie)

วันเสาร์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ฮีโร่มหัศจรรย์ เลดี้บัค และ แคทนัวร์ อาจจะมีหน้าหนังที่ชวนให้นึกถึงรวมเหล่ายอดคนพิทักษ์โลก (The Incredibles) ของค่ายดิสนีย์ แต่เอาเข้าจริงๆ มีแต่ภาพของตัวเอกที่ชวนให้นึกถึง แต่ไม่มีอะไรที่เหมือนหรือคล้ายกันเลย แอนิเมชั่น 3D สวยๆ น่ารัก เรื่องดังจากฝั่งฝรั่งเศส แนวซูเปอร์ฮีโร่ที่มาแบบครบรส มีทั้งฉากแอ๊กชั่นต่อสู้ ทั้งในรูปแบบกังฟู ปล่อยพลังในแบบซูเปอร์ฮีโร่ อาวุธคู่กายเรื่องรักโรแมนติก ความรักโดยที่ไม่รู้ คนที่ตัวเองแอบชอบคือคนใต้หน้ากากดราม่า ปมปัญหาครอบครัว เดินเรื่องแบบมิวสิคัล มีทั้งเพลงเล่าเรื่อง เพลงที่ตัวละครโต้ตอบกัน และเพลงฟังสบายๆ ในหลายแนว โดยเฉพาะเพลง “Stronger Together แค่เรามีกัน” ไพเราะมากๆ ทั้งเสียงต้นฉบับและเสียงไทย

ในเวอร์ชั่นเสียงไทย ได้ทีมพันธมิตร นำทีมโดย โต๊ะ-พันธมิตร(ปริภัณฑ์ วัชรานนท์) ให้เสียงไทย โดยได้สองศิลปินรุ่นใหม่อย่างตันหยง-อรณิชา สุมงคลวุฒิกุล  ผู้ให้เสียง “มาริเนตต์” หรือ เลดี้บัคและ โบ๊ท-คนาวิน เชื้อแถว หรือ “SOBBOY” (ศิลปินเดี่ยวจากค่ายเพลงชื่อดังอย่าง Spicy Disc (สไปร์ซซี่ ดิสก์) อดีตสมาชิกวงสมเกียรติ) ร็อกสตาร์ มาให้เสียง “เอเดรียน” หรือ แคทนัวร์รับหน้าที่พากย์เสียงและขับร้องเพลงเวอร์ชั่นไทยทั้ง 7 เพลง

นอกจากจะพากย์เสียงและร้องเพลงแล้ว ตันหยง-อรณิชา ยังได้สร้างสรรค์และเรียบเรียงเนื้อเพลงจากการควบคุมการสร้างโดย เชาวเลข สร่างทุกข์ ผู้อยู่เบื้องหลังผลงานเพลงเจ๋งๆ มากมาย แท็กทีม“คณะดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล” รวมถึงได้อาจารย์สอน Voiceอย่าง ครูเหมี่ยว-ชัญญาพัชร์ มาควบคุมการร้องอย่างมีมาตรฐาน

ตัวหนังใช้เวลาช่วงต้นเรื่องปูรายละเอียดตัวละคร ที่มาที่ไปการได้มาของพลังวิเศษ การเป็น เลดี้บัค แคทมัวร์ รวมไปถึงฮอว์กมอธ ตัวร้ายกับลูกสมุนอย่างชัดเจน  ดังนั้น คนที่ไม่เคยรู้จัก ไม่เคยรู้เรื่องราวหรือไม่เคยดูมาก่อนก็สามารถสนุกสนานได้อย่างเต็มที่

ในส่วนของเจ้าเหมียว “แคทนัวร์” ผู้ที่นอกจากจะมีใบหน้าอันหล่อเหลาเป็นอาวุธแล้ว เขายังมี กระบองพิฆาต ที่สามารถใช้ฟาดปราบเหล่าวายร้ายให้เรียบไม่มียั้ง พร้อมคุณสมบัติยืดหดได้ทุกขนาดทุกสถานการณ์ตามใจสั่ง นอกจากนี้แล้วพ่อหนุ่มเหมียวพิฆาตยังมาพร้อมกับพลังพิเศษที่เรียกว่า คาตาคลิซึม (Cataclysm) หรือ พลังแห่งการทําลายล้าง ที่เขาสามารถสั่งการใช้งานเพื่อทําลายทุกสิ่งได้อย่างไม่มีข้อยกเว้นและไม่มีใครสามารถต้านทานได้

ในด้านของฝั่งตัวร้ายหรือ “ฮอว์กมอธ” เองก็ใช่ว่าจะน้อยหน้าซูเปอร์วายร้ายระดับพระกาฬผู้นี้มาพร้อมกับอาวุธประจำตัวที่เรียกว่า“ไม้เท้าแห่งความมืด” ที่เป็นแหล่งกักเก็บพลังแห่งความชั่วร้ายทั้งหมดเอาไว้ โดยฮอว์กมอธมีการใช้งานร่วมกับพลังพิเศษที่เรียกว่า“อาคุม่า” หรือ “พลังแห่งความมืด” ที่สามารถใช้เปลี่ยนคนธรรมดาที่มีจิตใจชั่วร้ายให้กลายเป็นปีศาจไร้สำนึก เพื่อออกมาสร้างความเดือดร้อนให้กับปารีสทั้งเมืองเต็มไปด้วยความโกลาหลตามแผนการของเขานั่นเอง

หนังดูสนุกสนานไปแบบเรื่อยๆ ชวนติดตาม ตลอดทั้งเรื่องผสมครบทุกรสได้อย่างดี ทั้งฉากบู๊ ดราม่า เรื่องรัก อารมณ์ มุขน่ารักๆในหนังยังให้ภาพสวยของนครปารีสที่เหมือนกับภาพจริงๆ ไม่ใช่แอนิเมชั่นและบทเพลงเพราะๆ จะติดอยู่นิดเดียวคือ ฉากต่อสู้ช่วงไคลแมกซ์มันดูง่ายไปสักนิด น่าจะมีอะไรไปมากกว่านี้ดูกันแบบเพลินๆ สบายๆ ในแบบแอนิเมชั่นฝรั่งเศส แดนน้ำหอม ที่มีโทนหนังละมุมต่างไปจาก ฝั่งฮอลลีวู้ดไม่น้อยทีเดียว 8/10

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Analog Squad ทีมรักนักหลอก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/777985

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Analog Squad ทีมรักนักหลอก

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Analog Squad ทีมรักนักหลอก

วันเสาร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Analog Squad ทีมรักนักหลอก มีหน้าหนังเป็นเรื่องสนุกสนานเฮฮา ดูสบายๆ แต่เอาเข้าจริงๆ เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น ตัวหนังอะไรมากกว่านั้น หนังมีหลากหลายอารมณ์ ขำขัน รอยยิ้ม ดราม่าครอบครัวที่หนัก มิตรภาพของเพื่อนร่วมงาน เพื่อนฝูง ความรักของพ่อแม่ พี่น้อง หนุ่มสาว หรือแม้แต่แอ๊กชั่นไล่ล่า

พล็อตหลักของเรื่องว่าด้วยเรื่องของการแก้ปัญหา การหนีปัญหา การโกหก เพื่อให้คนอื่นมีความสุข ผ่านทางครอบครัวของปอนด์ที่พ่อกับลูกผิดใจกันเพราะพ่อตรงเกินไป ลูกต้องการเอาตัวรอด ครอบครัวเก๊กกับแม่ที่เป็นอดีตดาวโป๊ ครอบครัวบุ้งกับความลับของพ่อ

ต้น-นิธิวัฒน์ ธราธร ทำ Analog Squad ทีมรักนักหลอกออกมาดูดี เล่าเรื่องสนุก ไม่ซับซ้อน ค่อยๆ เผยปมความลับเรื่องปกปิดของแต่ละคน ดึงให้คนดูตามดูได้แบบไม่น่าเบื่อ มีจังหวะในส่วนอารมณ์ต่างๆได้ดีหนังพาย้อนกลับไปหาความทรงจำในอดีต ในยุค Y2K ช่วงนับถอยหลังสู่ปี 2000 สู่สหัสวรรษใหม่

ปีเตอร์-นพชัย ชัยนาม ยังคงดีงาม พลังการแสดงเข้มๆ ล้นๆ เป็น ปอนด์ หนุ่มใหญ่ที่มีปมปัญหาล้มเหลวทั้งครอบครัว การงาน ดราม่าหนักท่าทางโทรมอินดี้แอ๊กชั่นรัวๆ

ลิลลี่ สาวโสด แฟนเก่าปอนด์ ผู้ล้มเหลวในชีวิตคู่ และมีความลับที่ปกปิดกับทุกๆ คน น้ำฝน-กุลณัฐ กุลปรียาวัฒน์ เล่นบทนี้ได้ดี สวยน่ารักตามวัย ดูเป็นสาวขาลุยๆ ในแบบรุ่นใหญ่ได้ดี จนอดรัก ลิลลี่ ขึ้นมา

เจเจ-กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม เป็น เก๊ก ที่หล่อ น่ารัก มีเสน่ห์ เล่นแบบลื่นไหล ดูดีทั้งบทกะล่อนใสๆ เรียกรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ หรือบทดราม่า แสดงอารมณ์ ดูแล้วเชื่อทั้งในการเป็นลูกชายตัวดีของแม่ปูเป้หรือ น้องม่อน (กำมะลอ)

ปริมมี่-วิพาวีร์ พัทธ์ณศิริ ดูเป็นธรรมชาติ สาวทอม ลุคสาวเท่ที่มีความน่ารักสดใสในตัวเอง ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะ บุ้ง หรือแม็ก ก็ตาม ดูแล้วหลงรักในความสดใสน่ารักหรืออดสงสารเมื่อเห็นน้ำตาของเธอ

อ้อง-สุรสีห์ อิทธิกุล เป็น ปู่เขียว เล่นนิ่งๆ ดูดีเป็นธรรมชาติดูอบอุ่น ไม่ต้องเล่นเยอะ ยิ่งตอนที่ร้องเพลง รักไม่รู้ดับ ให้ย่าสดใส หรือ ตอนนี้เคลียร์ปัญหาคาใจกับ ปอนด์ เล่นเอามีน้ำตา

ตุ๊ก-วิยะดา โกมารกุล ณ นคร มารับบท ย่าสดใส คุณย่าที่คอยประสานสิบทิศ เล่นเป็นธรรมชาติดูเป็นตัวเอง ดูกลืนเด่นในทุกๆ ฉากส่งให้ตัวละครตัวอื่นได้ดี

โยโกะ ทาคาโน่ กลับมาโชว์หุ่นเซ็กซี่ ในบท ปูเป้ ปารัช แม่ของ เด็กอดีตนางแบบนู้ดชื่อดัง ผู้หันมาเป็นเจ้าของโฮสเทล มาในแบบสบายๆ น่ารัก แต่พอบทดราม่ากับลูกชายเล่นได้ดีจริงๆ

อ่อง-กษาปณ์ จำปาดิบ ดูอบอุ่นกับบทรัก เพื่อนร่วมงานรุ่นพี่ที่เก๊กเรียกว่าป๋า เป็นทั้งที่ปรึกษา เพื่อนกินเพื่อนเที่ยว และมีบางสิ่งบางอย่างที่เกี่ยวพันกับ เก็ก

พิมฐา-ฐานิดา มานะเลิศเรืองกุล ในบท แม็ก (ตัวจริง) สวยใส สดใสน่ารัก ขโมยซีนในทุกๆ ฉากที่ออกมา ร่วมด้วย ธีรวัฒน์ อนุวัฒน์อุดมมารับบทพ่อของ บุ้ง-อชิรพล จินะปัญโญ รับบทเป็น บี๋ น้องชาย บุ้ง เอม-ภูมิภัทร ถาวรศิริ ในบท ปอนด์ ในวัยรุ่น ภูมิ รังสีธนานนท์ รับบทเป็น เมฆ เพื่อนซี้ของ ปอนด์

Analog Squad ทีมรักนักหลอก ทีมนักแสดงที่เข้าขา เล่นดี เรื่องดี บทดี โปรดักชั่นเยี่ยม เสื้อผ้าหน้าผมย้อนกลับไปยุคปี 2000 ได้อย่างสมจริง ภาพวิวสวยๆ ของพังงา ดนตรีประกอบที่ช่วยสร้างความเหงาให้กับเรื่องและตัวละคร รวมไปถึงเพลงประกอบ เพลงคุ้นหูในยุคนั้น เพลงนำเรื่อง หรือเพลงคลาสสิกอย่าง รักไม่รู้ดับ Analog Squad ทีมรักนักหลอก คือ หนังไทยที่ชอบ 1/5 ชอบปี 2566 เลยครับ เป็นหนังในโครงการทีไทยทีมันส์ ของ Netflix ที่ชอบต่อจาก Delete, Hungerคนหิว เกมกระหาย, The Murderer และ มนต์รักนักพากย์ ซีรี่ส์ไทยๆ ส่งท้ายปี ชอบๆ รักๆ เรื่องนี้ได้ใจไปเต็มๆ 10/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : อควาแมน กับอาณาจักรสาบสูญ (Aquaman and the Lost Kingdom)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/776664

โอ๊ยเล่าเรื่อง : อควาแมน กับอาณาจักรสาบสูญ (Aquaman and the Lost Kingdom)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : อควาแมน กับอาณาจักรสาบสูญ (Aquaman and the Lost Kingdom)

วันเสาร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หลังจากที่ อควาแมน (Aquaman) เปิดตัวใน จัสติซ ลีก (Justice League) และมีภาคเดี่ยวของตัวเองใน อควาแมน เจ้าสมุทร (Aquaman) (2518) ที่ได้ เจมส์วาน พักงานจักรวาลหนังผีมาทำจนสร้างประวัติการณ์เป็นหนัง DC ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลมาปีนี้ เจ้าสมุทร กลับมาสร้างความสนุกให้กับแฟนๆ อีกครั้งในอควาแมน กับอาณาจักรสาบสูญ (Aquaman and the Lost Kingdom)พล็อตหลักของภาคนี้ยังคงเหมือนภาคแรก ออกในแนวจักรๆ วงศ์ๆ กำลังภายใน การชิงบัลลังก์ การแก้แค้นแทนพ่อที่ตายแล้ว พลังด้านมืด ด้านสว่าง และปมความขัดแย้งระหว่างพี่น้องที่เพิ่มเติมเข้าในส่วนของสาระ คือ การพูดถึงเรื่องปัญหาโลกร้อน มลภาวะ ที่จะทำลายโลก ส่วนที่ลดน้อยลงคือเรื่องราวความรัก ที่เหลือเพียงเส้นเรื่องบางๆ เท่านั้น

เจมส์ วาน สนุกสนานกับการทำ อควาแมน 2 มากๆ ครบรสภาพ CG ฉากใต้น้ำ บนทะเล ในป่า กลางหุบเขา ดูดีไปหมด ความสนุกของ อควาแมน 2 มีบรรยากาศของหนังหลายๆ แบบมารวมกันหนังขาย CG แอ๊กชั่นของหนังซูเปอร์ฮีโร่ บรรยากาศของหนังผจญภัยตามหาขุมทรัพย์ในโลกโบราณ หุบเขาที่เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายสัตว์โบราณ ฉากในอาณาจักรต้องคำสาป ทหารผี นายผู้ต้องคำสาปเลือด นี่มันอภินิหารกองพันซี่โครง (Army Of Darkness) (1992) ชัดๆ คิงส์ฟิช ปลาจอมสลัดตัวร้าย อดนึกถึง จับบ้า ใน สตาร์วอร์ส ไม่ได้

นักแสดงทุกคนกลับมาร่วมรับบทเดิมที่เคยแสดงเอาไว้ เจสัน โมมัว ยังคงเป็น เจ้าสมุทร อควาแมน ที่น่ารัก ใช่เลยเหมือนเดิม ให้ความรู้สึกของความเป็นฮีโร่ ที่มีทั้งความเข้มแข็ง ไปพร้อมๆ กับความอ่อนโยน

อาร์เธอร์ เคอร์รี/อควาแมน ตอนนี้ต้องสร้างสมดุลในภารกิจทั้งการเป็นกษัตริย์แห่งแอตแลนติส และคุณพ่อมือใหม่ และต้องจับมือกับน้องชายในการปกป้องโลกบนบกและพื้นน้ำ

แพทริค วิลสัน ดาราคู่บุญของ เจมส์วาน ในบท ออร์มขโมยซีน เด่นมากๆ ในทุกๆ ฉาก ดูแล้วลืมความร้ายในภาคแรกไปเลยแม้ภาคนี้รอยตีนกาบนหน้าอาจจะเห็นชัด แต่ด้วยบทหนัง การแสดงที่น่ารักกำลังดี เคมีความสัมพันธ์ของ อาร์เธอร์ กับ ออร์ม ของเจสัน โมมัว กับ แพทริค วิลสัน ดูเข้ากันมากๆ ช่วยเพิ่มทั้งรอยยิ้มความสนุกให้กับเรื่องมากขึ้น

น่าเสียดายที่บท เมร่า ราชินีแห่งแอตแลนติส และคุณแม่ของผู้สืบทอดบัลลังก์ ที่สวมบทโดย แอมเบอร์ เฮิร์ท แม้จะออร่านางเอก แต่กลับถูกลดบทบาทลงไป กลายเป็นตัวประกอบไปแบบชัดเจน

เป็นหนัง DC ที่ครบเครื่องเรื่องฮีโร่ สนุกได้แบบไม่ต้องดาร์ก หรือมีด้านมืด และมาแบบคนเดียวโดดๆ ไม่ต้องมีฮีโร่คนอื่นๆในจักรวาลมาเอ่ยถึงพูดถึง แม้กระทั่งโผล่หน้ามาเลยสักคนเดียวการได้เห็นเจ้าสมุทร ขี่ม้าน้ำออกศึก เหมือนที่เคยเห็นภาพในการ์ตูน ที่เคยดูในสี่ยอดมนุษย์ นี่คือดีงามสุดๆ ปลายช่วงท้ายเอนเครดิตมีติ่งที่มาเรียกรอยยิ้มส่งท้ายสนุกเพลินๆ ตลอดเรื่อง เป็นหนัง DC ที่ไม่ทำให้ผิดหวัง ชอบระดับ 10/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : วองก้า (Wonka)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/775376

โอ๊ยเล่าเรื่อง :  วองก้า (Wonka)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : วองก้า (Wonka)

วันเสาร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ชาร์ลี กับ โรงงานช็อกโกแลต (Charlie and the Chocolate Factory) คือวรรณกรรมเยาวชนแนวแฟนซี ที่ โรลด์ ดาห์ล แต่งเอาไว้เมื่อปี 1964 เป็นหนังสือเด็กอีกเล่มหนึ่งที่เคยอ่านและชื่นชอบ และมาอินมากๆ เมื่อ ทิม เบอร์ตัน นำมาสร้างเป็นหนังในปี 2005 ที่ได้ จอห์นนี่ เด็ปป์ มารับบท วิลลี่ วองก้า เจ้าของโรงงานช็อกโกแลต ที่เด่นจนเป็นภาพจำมากกว่า เฟรดดี้ ไฮมอร์ ที่เล่นเป็น ชาร์ลี ตัวเอกซะอีก (นิยายเรื่องนี้เคยถูกนำมาสร้างเป็นหนังครั้งแรกในชื่อ Willy Wonka & The Chocolate Factory ในปี 1971 มี จีน ไวเลอร์ แสดงนำ)

วองก้า (Wonka) ถ่ายทอดเรื่องราวสุดมหัศจรรย์ของวิลลี่ วองก้า นักประดิษฐ์ผู้เก่งกาจระดับโลก นักมายากล และผู้ผลิตช็อกโกแลตผู้เป็นที่รัก ก่อนที่จะมาสร้างโรงงานช็อกโกแลตและตามทายาทผู้สืบทอดโรงงานจนมาเจอเด็กน้อยชาลี เริ่มตั้งแต่ ทำตามฝัน เข้ามาในเมืองใหญ่ ถูกโกง ถูกจับไปใช้แรงงาน ถูกขัดขวางการตั้งร้านจากนายทุนร้านช็อกโกแลต ถูกใช้แรงงานจากเจ้าของโรงแรมกับคู่หูจอมโหด และมิตรภาพที่ได้รับจาก นูเดิล เด็กรับใช้ กับกลุ่มเพื่อนๆ ทั้ง 4 ที่เจอในโรงแรม

ผู้กำกับ พอล คิง สร้างเรื่องขึ้นมาใหม่ โดยอิงจากคาแร็กเตอร์ หลักๆ ของตัว บิลลี่ วองก้า ที่โรลด์ ดาห์ล ได้แต่งเอาไว้ โดยเลือกที่จะทำ วองก้า (Wonka) ออกมาเป็นหนังแฟนตาซีมิวสิคัล เต็มไปด้วยจินตนาการ เหมือนหลุดเข้าไปสู่โลกของความฝัน ผ่านเสื้อผ้าหน้าผมฉาก โปรดักชั่นยิ่งใหญ่อลังการ สีสันสดใส

วองก้า (Wonka) มาพร้อมกับบรรยากาศของหนังเด็กหนังที่สร้างจากวรรณกรรมเยาวชน ดูง่าย ย่อยง่าย ไม่ต้องคิดอะไรมาก ตัวละครมีความเป็นตัวการ์ตูน ตัวร้ายตัวดี ชัดเจนในความเป็นแฟนตาซี แม้ตัวหนังจะมีความเป็นเด็กสูง แต่ยังแฝง/พูดถึงปัญหาสังคม ชนชั้น แรงงาน นายทุน การคอร์รัปชั่น ติดสินบนแทรกเอาไว้ตลอดเรื่อง เพียงแต่ด้วยการนำเสนอ การเล่าเรื่องไม่ทำให้หนังออกมาซีเรียส จริงจัง มีแต่ความผ่อนคลาย ดูสบายๆเพลงประกอบดีงามๆ ไพเราะทุกๆ เพลง สมกับที่เป็นหนังเพลงหนังมิวสิคัล บทเพลงต่างๆ มาได้ถูกจังหวะ เนื้อเพลงเข้ากับเรื่อง มีทั้งเพลงเล่าเรื่องและเพลงน่ารักฟังสบายๆ ฟังแล้วติดหู 

ทิโมธี ชาลาเมต์ เสน่ห์ล้นเหลือ เอาหนังอยู่ เด่นจนแบกหนังไว้ได้ทั้งเรื่อง ดีงามทั้งความหล่อ ความน่ารัก การแสดง ทั้งร้องทั้งเต้น สุดยอดจริงๆ เล่นได้น่ารัก ฉีกไปจากที่ จอห์นนี่ เด็ปเคยแสดงเอาไว้

น้องคาลาห์ เลน ในบทสาวน้อยนูเดิล ก็เล่นได้แบบน่ารักน่าเอ็นดู จับคู่เป็นคู่หูคู่ฮากับ ทิโมธี ได้อย่างเข้าขาลงตัว

ฮิวจ์ แกรนต์ โดดเด่นมากๆ เล่นได้น่ารักกับบท อูมปา ลูมป้า คนตัวจิ๋วสีส้ม ผมสีเขียวที่ตามทวงหนี้ วองก้า หรือแม้แต่ มิสเตอร์บีนโรแวน แอทคินสัน มาในบทหลวงพ่อในโบสถ์ แค่เห็นหน้าก็ขำกระจายแล้ว รวมทั้งหมดนักแสดงฝีมือเยี่ยม ก็เข้ามาช่วยเสริม ทำให้หนังดูดีดูสนุกมากขึ้น ทั้งกลุ่มตัวร้ายและตัวดี 

วองก้า (Wonka) เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าได้มีโอกาสเข้าไปดูจอใหญ่ๆ อย่าง IMAX จะยิ่งเพิ่มอรรถรสในการรับชม ยิ่งทำให้รู้สึกเหมือนต้องมนต์มายากลของ วองก้า ตกในภวังค์เหมือนเข้าไปสัมผัสกับโลกที่อบอวลเต็มไปด้วยช็อกโกแลตจริงๆ มิวสิคัลแฟนตาซี โลกสวย อารมณ์ดี เด็กดูได้ดูสนุก ผู้ใหญ่ดูดีมีสอนใจเพลิดเพลิน จำเริญใจ สนุกสนานไปกับ วิลลี่ วองก้า ในแบบที่โดนใจเต็มๆ 10/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : สลิธ โปรเจกต์ล่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/774080

โอ๊ยเล่าเรื่อง : สลิธ โปรเจกต์ล่า

โอ๊ยเล่าเรื่อง : สลิธ โปรเจกต์ล่า

วันเสาร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หนังเรื่องล่าสุดของค่ายไฟว์สตาร์ ที่ฉีกแนวมาทำหนังแนวแอ๊กชั่นไซไฟ หลังจากที่สนุกสนานมันมือกับการทำหนังผีหนังสยองขวัญมาพักใหญ่จนแทบจะนึกว่า ค่ายห้าดาว ทำหนังแนวเดียว สลิธ โปรเจกต์ล่า คือ ผลงานการกำกับของ  ปี๊ด-ปัญจพงศ์ คงคาน้อย (ซับบาลาและ 7 Days เรารักกันจันทร์-อาทิตย์) กับ ยุ่น-ศุภวิชช์ สุวรรณเนตร (เอ็มวี “ฆาตกรต่อเนื่อง”)

หนุ่มลึกลับ ถูกรถตู้ของ ซี กับเพื่อนๆ ชน จนความจำเสื่อม ซี เลยนำเขามาดูแล พร้อมตั้งชื่อให้ว่า เนมเนม เข้ามาร่วมทีมการแข่งขัน เกมส์ การต่อสู้ของ ซี กับเพื่อนๆ ในบริษัทผลิตเกมส์ของพ่อซีทุกคนถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับ สลิธ เทพเจ้าในตำนาน ที่ว่า เลือด ของเหล่า สลิธ สามารถรักษาโรคร้ายต่างๆและทำให้คนเป็นอมตะไม่แก่เฒ่าความสัมพันธ์ของ เนม กับ ซี ค่อยๆ ก่อนตัวขึ้นความลับของ เนม ค่อยๆ คลี่คลายขณะเดียวกันก็มี อิคิทา ชายลึกลับออกมาตามล่าเนม

สลิธ โปรเจกต์ล่า ชัดเจน ในความเป็นหนังแอ๊กชั่นไซไฟ  โทนหนังบรรยากาศ ออกมาดูล้ำ ก้าวไปข้างหน้า ทั้ง เรื่องราว เหตุการณ์ หรือแม้แต่ นักแสดง ก็ยังเป็นเด็กรุ่นใหม่พล็อตเรื่องเส้นเรื่องของ สลิธ โปรเจกต์ล่า ไม่ใช่ของใหม่เส้นเรื่องเดิมๆ พล็อตเดิมที่คุ้นเคยกันมาดีในยุคที่หนังฮ่องกงเฟื่องฟู ตัวหนังถูกแย่งออกเป็นช่วงๆ ออกเป็นหลายแนว ในช่วงปูเรื่องเริ่มเรื่อง ออกมาในแนวหนังรักวัยรุ่น ช่วงโดดเข้าสู่โลกการแข่งเกมส์ ก่อนที่จะมาถึง สลิธลุยแหลก เน้นแอ๊กชั่น โดยมีดราม่า เรื่องครอบครัว แทรกมาเป็นระยะ หนังออกแบบโลกอนาคต ได้ดี เสื้อผ้าหน้าผมบรรยากาศ ผู้คน เมือง ความล่มสลาย มลภาวะเป็นพิษ ที่ ทำลายโลก แม้จะดูหลอกตา ดูเป็นฉากมากกว่าจะเป็นโลกจริงๆ ก็ตาม บทสรุปช่วงท้ายก็ทำได้ไม่เลว

ฉากแอ๊กชั่น ดูจริงจัง ทำออกมาได้ไม่เลว เพียงแต่ในยุคนี้พ.ศ. ภาพที่มา น่าจะมีอะไรๆ มากกว่านี้ แถมช่วงต้นๆ เรื่อง การปรากฏตัวของ หนุ่มลึกลับ มันดูง่าย แทบไม่ได้โชว์ฝีมืออะไรยังดี ที่ฉากแอ๊กชั่นช่วงท้ายเรื่องดูสนุกตัว สลิธ ดีไซน์ ออกมาได้น่าสนใจ

ลุค อิชิคาว่า พลาวเด้น ในบทเนม มาพร้อม ความหล่อ ทะลุจอ ดูดีในทุกๆ ฉาก เล่นแบบทื่อๆ เข้ากับคาแร็กเตอร์จับคู่กับ มุกดา นรินทร์รักษ์ ในบทของซี ที่บทเด่น เดินเรื่องตลอด

อาร์ต-พศุตม์ บานแย้ม มาพร้อมมาดบุคลิกเดิมๆ ที่คุ้นตากันดีจากในจอทีวี ในบท ดร.ชาร์ล เจ้าของโปรเจกต์สลิธ  เจฟฟรี่คอนแร็ด โคลัมเบรส มารับบท พ่อของ ซี ต้นเรื่อง

สลิธ โปรเจกต์ล่า คือหนังไทย ที่ชัดเจนในความเป็นหนังของคนรุ่นใหม่ มีอะไรใหม่ๆ สำหรับหนังไทย แต่อาจจะไม่สนุกนักสำหรับ คอหนังไทยบ้านๆ หนังไม่มีดาราดังๆ ตัวสลิธ อาจจะดูไกลตัวไปบ้าง คนที่ไม่ใช่คอเกมส์คงไม่อินไม่สนุก แต่ก็ต้องปรบมือให้ ในการทุ่มเท ผลิตงานล้ำๆ แบบนี้ออกมา สลิธโปรเจกต์ล่า ดูได้เพลินๆ ดูได้เรื่อยๆ สบายๆ หนังไซไฟ แบบไทยๆ ที่ไม่ได้มีมาให้ดูได้บ่อยๆ นักสนุกระดับ 5/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : 30 วัน โคตร(เกลียด)เธอเลย (Love Reset)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/771297

โอ๊ยเล่าเรื่อง : 30 วัน โคตร(เกลียด)เธอเลย  (Love Reset)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : 30 วัน โคตร(เกลียด)เธอเลย (Love Reset)

วันเสาร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หนังรักโรแมนติกคอเมดี้ หนังรอม-คอมจากแดนกิมจิเรื่องล่าสุดที่จับเอา คังฮานึล กับ จองโซมิน สองพระ-นางที่เคยจูงมือกันสร้างความประทับใจมาแล้วจาก Twenty หนังดราม่าคอเมดี้ Twenty (2015) เมื่อ 8 ปีก่อน มาแสดง

ผู้กำกับ นัมแดจุง ทำ 30 วัน โคตร(เกลียด)เธอเลย (Love Reset) มาครบสูตรสำเร็จของหนังรอม-คอม หัวเราะ/ยิ้มแบบมีความสุขไปพร้อมกับการแตกสลายของครอบครัวเส้นเรื่องอาจจะดูธรรมดาๆ เล่าเรื่องง่ายๆ ดูสบายๆ มีการหักมุม มีมุขเซอร์ไพรส์ให้สนุกได้ตลอดเวลาในแบบที่คาดไม่ถึงง่ายๆ แต่ได้ผลดี หลายมุขอดขำไม่ได้แม้จะเป็นมุขธรรมดาๆ หรือบางมุขเอากันแบบนี้เลยเหรอ เพลินไปกับการขึ้นศาล การสู้คดีหย่าร้างในเกาหลี ในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน (กฎหมายเกาหลีศาลจะไกล่เกลี่ยให้เวลาตัดสินใจก่อนจะตัดสินหย่าให้ และถ้าไม่มาแสดงตัวภายใน 90 วันถือเป็นโมฆะ) สนุกไปกับบรรยากาศในกองถ่ายหนังของนางเอก การทำงานทนายของพระเอก บรรยากาศเบาๆ ในบาร์ยิ้มไปกับชีวิตประจำวันในคอนโดฯในเมืองใหญ่ อบอุ่นไปกับบรรยากาศครอบครัวในชนบท

คังฮานึล รับบทตลกที่สุดๆ ทั้งภายนอกภายในอินเนอร์มาแบบเต็มๆ พร้อมที่จะทำให้เราหัวเราะสนุกไปกับ สิ่งที่เขาจะต้องเจอ

จองโซมิน สวยมีเสน่ห์ น่ารักในแบบของโปรดิวเซอร์สาวในกองถ่าย ลูกคุณหนูที่ทำตามใจตัวเองทุกอย่าง ดูแล้วอดที่จะหลงรักเธอได้ง่ายๆ และขำไปกับบทรั่วๆ ในคาแร็กเตอร์ของฮงนารา

คังฮานีล กับ จองโซมิน เคมีเข้ากัน เล่นได้แบบเข้าขา ส่งบทกันไป-มาสุดๆ ทั้งบทสนุกสนานเฮฮา ยิ้มไปกับช่วงรักเบาๆ โรแมนติกหรือเศร้า ลุ้นเอาใจช่วยในช่วงดราม่า และยังทำให้เกิดความรู้สึกรอดู ลุ้นไปกับตัวหนังว่าสุดท้าย ท้ายที่สุดแล้วทั้งคู่จะได้หย่ากันหรือไม่ ความสัมพันธ์พังๆจะก่อตัวขึ้นมาใหม่ได้อีกหรือไม่

30 วัน โคตร(เกลียด)เธอเลย (Love Reset)มีโครงเรื่องที่ชวนให้นึกถึง Long Live Love ลอง ลีฟ เลิฟการนำเสนอประเด็นที่พูดเรื่องเดียวกัน การหย่าร้าง การย้อนกลับไปทบทวนความทรงจำดีๆ เพียงแต่หนังไทยเราออกไปในแนวแฟนตาซี แต่ของเกาหลีอยู่ในโลกแห่งความจริง นานแล้วที่ไม่ได้ดูหนังเกาหลีที่ดูแล้วขำกระจาย หัวเราะจนเก้าอี้โยก หัวเราะจนเกือบตกเก้าอี้ดูแบบมีความสุขตลอดเรื่องจนไม่อยากให้หนังจบ หัวเราะจนน้ำหูน้ำตาไหลได้ใจไปเต็ม 10/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เดอะ ฮังเกอร์เกมส์ ปฐมบทเกมล่าเกม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/769890

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เดอะ ฮังเกอร์เกมส์  ปฐมบทเกมล่าเกม

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เดอะ ฮังเกอร์เกมส์ ปฐมบทเกมล่าเกม

วันเสาร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

THE HUNGER GAMES : THE BALLAD OF SONGBIRDS & SNAKES ถือเป็นภาพยนตร์เรื่องที่ห้าของแฟรนไชส์ THE HUNGER GAMES กำกับโดย ฟรานซิส ลอว์เรนซ์ ที่กลับมาคุมบังเหียนอีกครั้ง หลังจากที่เคยกำกับใน The Hunger Games : Catching Fire และ The Hunger Games : Mockingjay- Part 1 and 2

ร่วมมุ่งหน้าสู่การแข่งขัน “เกมล่าชีวิต ครั้งที่ 10” เมื่อ“คอริโอเลนัส สโนว์” ทายาทคนสุดท้ายของตระกูลที่ล่มสลายจากสงครามในแคปปิตอล เขาได้รับมอบหมายให้เป็นพี่เลี้ยงของ“ลูซี เกรย์ แบร์ด” เครื่องบรรณาการจากเขต 12 ท่ามกลางความเป็นความตาย ทั้งสองต้องสู้สุดเกมเพื่อต้านอำนาจจากเบื้องบน และพิสูจน์ให้ชาวพาเน็มรู้ว่า “ใครคือศัตรูที่แท้จริง ใครคืออสรพิษที่ซ่อนอยู่ในเกมนี้”

เดอะ ฮังเกอร์เกมส์ ปฐมบทเกมล่าเกม เล่าเรื่องสนุกชวนติดตาม เล่าเรื่องแบบมีลูกเล่น มีชั้นเชิง กระชับฉับไว มีช่วงยืดๆน่าเบื่อน้อยมาก ประเด็นต่างๆ ของ The Hunger Game มาครบทั้งการเมือง ปรัชญา จิตวิทยา การเจาะลึกเข้าไปสู่จิตใจคนการเอาตัวรอด มิตรภาพ การโฆษณาชวนชื่อ มีการโยงสิ่งละอันพันละน้อยที่เราเจอ มาจากภาคก่อนๆ เข้ามา ขยายความ ที่มาที่ไปได้อย่างน่าสนใจ

ตัวหนังแบ่งออกเป็น 3 พาร์ท 3 ตอน บทที่ 1 พี่เลี้ยงเมนเทอร์ปูตัวละครหลัก คอริโอเลนัส สโนว์  กับ  ลูซี เกรย์ แบร์ดเน้นๆ ไปที่ฝ่ายแคปปิตอล ที่ตัวหนังทำได้ดี รู้จักตัวละคร กับฝ่ายกบฏ บทที่ 2 วันชิงชัยสนุกตื่นเต้นไปกับการเข้าสู่ เกมล่าชีวิต คอยลุ้นตามดูพระเอกในการช่วยเหลือนางเอกให้รอดในเกมได้นานที่สุดบทที่สาม ผู้พิทักษ์สันติภาพบทสรุป ส่งท้ายจุดหักเห ความรักความสัมพันธ์ของสโนว์ กับ ลูซี่ เกี่ยวกับโยงกับ เขต 12 หลายช่วงทำได้ดี แต่ก็ยังรู้สึก เหตุผลต่างๆ มันดูง่ายไป ยังไม่สามารถ ทำให้เราเชื่อในการกระทำได้ (ในบทที่ 3 นี้ ดูไปๆ ชวนให้นึกถึงสโนว์ในเรื่องนี้ ไม่ต่างอะไรกับ อนาคิน สกายวอล์กเกอร์ ในสตาร์วอร์สที่ถูกด้านมืดครอบงำ)

ทอม บลายธ์ ในบท คอริโอเลนัส สโนว์ เล่นดี หล่อ มีเสน่ห์ มีพัฒนาการตามบทที่ค่อยโตขึ้นเรื่อยๆ

เรเชล เซกเลอร์ โดดเด่น มีเสน่ห์มากกับบท ลูซี เกรย์ แบร์ดการแสดงดูลื่นไหล ไม่หมด ดูเด่น ไม่แพ้ ภาคก่อนๆ ที่ เจนนิเฟอร์ ลอเลนซ์ เคยทำเอาไว้เป็นภาพจำของหนังชุดนี้  

นอกจากนี้ ยังได้พลังการแสดงของ ไวโอลา เดวิส ในบท ดร.โวลัมเนีย กอล เกมเมกเกอร์ที่อำมหิตที่สุดในประวัติศาสตร์ปีเตอร์ ดิงเคลจ ในบท คาสกา ไฮบอตทอม ผู้ให้กำเนิดเกมล่าเกมเพื่อนรักของพ่อสโนว์ ที่ดูจะไม่ขอบขี้หน้าหลานชายนัก

เจสัน ชวาร์ตซ์แมน รับบท ลูเครเทียส “ลักกี้” ฟลิกเกอร์แมนบรรพบุรุษของ ซีซาร์ ฟลิกเกอร์แมน พิธีกร เกมส์ในทุกๆ ปีฮันเตอร์ เชเฟอร์ รับบท ไทกริส ญาติของสโนว์ ตัวละครนี้เคยโผล่มาใน The Hunger Games : Mockingjay-Part 2 

ฟรานซิส ลอว์เรนซ์ กลับมากำกับภาคนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม ตัวหนังดูเพลินไปกับตัวเรื่อง ดราม่าเข้มข้น แอ๊กชั่นกำลังดี เรื่องราวความรักความขัดแย้งของพระ-นาง มิตรภาพของเพื่อน การทรยศหักหลัง การเอาตัวรอด ซีจีอลังการงานสร้าง ภาพที่สวยงาม การตัดต่อที่ทำให้หนังดูกระชับ เคมีนักแสดงเข้ากันและที่ชอบมากๆ โดนใจสุดๆ คือเพลงคันทรีทุกๆ เพลงของ ลูซี่ ไพเราะมาก ฟังแล้วละลายทุกเพลง เพลิดเพลินมากๆ 153 นาที ผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ไม่เคยชอบหนังชุดมาก่อนเลยสักภาค แต่ภาคนี้ได้ใจไปเต็มๆ 9/10 คะแนนครับ

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ธี่หยด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/767057

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ธี่หยด

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ธี่หยด

วันเสาร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ธี่หยด เรื่องผีในตำนานที่ดังมากในกระทู้พันทิปเมื่อหลายปีก่อนของ กฤตานนท์ (กิตติศักดิ์ กิตติวิรยานนท์) ที่เล่าเรื่องจริงที่เกิดกับครอบครัวของแม่ของเขา ในปี 2515 จากกระทู้ในพันทิป ธี่หยด ถูกต่อยอดมาเป็นหนังสือในชื่อ ธี่หยด…แว่วเสียงครวญคลั่งและกลับมาฮือฮาอีกครั้งเมื่อกลับนำมาเล่าในรายการโกสต์สตอรี่และล่าสุด ช่องสาม เอ็มสตูดิโอ และ  Mind @ Work นำมาสร้างเป็นหนังว่ากันว่า ธี่หยด น่ากลัว สยดสยอง คอเรื่องผีแฟนพันธุ์แท้ที่นิยมฟังเรื่องผีต้องเคยรับรู้เรื่องนี้

ธี่หยด เล่าเรื่องเดินเรื่องเรียงตามลำดับเหตุการณ์ตามเรื่องเล่า เป๊ะๆเพียงแต่มีการตัดเติมเสริมลดทอนรายละเอียดต่างๆ ในระหว่างทางรวมทั้งใส่ในส่วนความสัมพันธ์ ความรักในครอบครัว ความรักของพี่กับน้อง พ่อแม่กับลูกๆ เพิ่มในส่วนดราม่ามากกว่าที่จะเน้นไปที่เรื่องผีๆ สางๆ แต่เพียงอย่างเดียว ช่วยเพิ่มความลุ้นเอาใจช่วยกับครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวนี้

ธี่หยด มาพร้อมกับบรรยากาศความน่ากลัวของหนังผี ภาพบรรยากาศน่ากลัวๆ ของต่างจังหวัด ต้นไม้ใหญ่ ความมืดมิด เสียงวังเวงรอบๆ ตัว ในยามค่ำคืน 

คุ้ย-ทวีวัฒน์ วันทา ทำ ธี่หยด ออกมาดูลงตัวในทุกๆ ส่วนตัวหนังฉลาดที่ไม่นำเสนอในเรื่องเล่าของ หยาด เจ้าของเรื่อง เลยทำให้ หนังมีลุ้นตามดูตัวละครไปเรื่อยๆ ทำให้ตัวพี่น้องครอบครัวนี้ดูเด่นมีความสำคัญเท่าๆ กัน

ณเดชน์ คูกิมิยะ มาแบบจัดเต็ม พลังล้นเหลือ เข้ากับบทของ ลุงยักษ์สามสาวพี่น้องดูเป็นพี่น้องกันจริงๆ จนทำให้หลงรักพร้อมที่จะเอาใจช่วยเมื่อเจอผี เดนิส เจลีลชา คัปปุน ในบท หยาด ลูกสาวคนโต สวย น่ารักมิ้ม-รัตนวดี วงศ์ทอง เป็น แย้ม ที่ดูน่ารัก สวยใส แต่พอผีร้ายแผลงฤทธิ์ก็เล่นได้น่ากลัว โดยเฉพาะแววตา นีน่า-ณัฐชา เจสสิกา พาโดวันในบท น้องยี่ น่ารักในแบบเด็กน้อยที่ทำให้คนดูลุ้น เมื่อ ยี่ ต้องเผชิญหน้ากับผี รวมไปถึงอีก 2 หนุ่ม  จูเนียร์-กาจบัณฑิต ใจดี, เฟรนด์-พีระกฤตย์พชรบุณยเกียรติ  ยศ กับ ยอด  หล่อ ดูดี เข้ามาเสริมทำให้เรื่องเข้มข้นขึ้น

ปราย-ปรเมศร์ น้อยอ่ำ ในบท เฮียฮั่ง กับ เฟรช-อริศรา วงษ์ชาลีในบท บุญเย็น พ่อกับแม่ คาแร็กเตอร์ เจน พ่อหัวรั้นไม่เชื่ออะไรง่ายๆ กับ แม่ ที่ทำทุกอย่างเพื่อปกป้องลูกน้อย

รวมทั้ง พอเจตน์ แก่นเพชร ในบท ลุงพุฒิหมอผี มาด บุคลิกท่าทาง ดูเป็นหมอผีเก๋าเกมจริงๆ เช่นเดียวกับ องอาจ เจียมเจริญพรกุลที่มารับบท ลุงประพันธ์ ก็เล่นได้ไม่เลวทีเดียว อีกคนที่ต้องชมคือ ออม-มานิตา ชอบชื่น ที่รับบทเป็นผีสาวชุดดำ มาเรื่อยๆ ไม่ต้องเล่นอะไรมากมายแต่ก็ทำให้คนกลัวได้

ธี่หยด ดูน่ากลัวด้วยตัวหนัง โปรดักชั่น องค์ประกอบโดยรวม ภาพการตัดต่อ เสียง ดนตรีประกอบ ทุกอย่างสร้างความหลอน ขนหัวลุกได้ดีเพียงแต่สำหรับคอหนังผี ตัวเรื่อง อาจจะธรรมดาไปสักนิด เดาทางได้ตัวผีไม่ได้น่ากลัวมากมายนัก จังหวะสะดุ้ง ตกใจจากในตัวหนังแทบจะไม่มี เสียงลึกลับ ธี่หยด ในหนัง ฟังแล้วไม่ชวนขนหัวลุก ผิดกับเพลงโปรดเถิดดวงใจ ที่ดังขึ้นครั้งใด เสียว สยองเข้าไปถึงข้างใน  ธี่หยด อาจจะไม่ค่อยโดนใจนักกับความเป็นหนังผี แต่ถูกใจ ชอบบรรยากาศความน่ากลัวโดยรวมของตัวหนัง นักแสดงที่เล่นดี เข้าขากันเป็นอย่างดี เลยทำให้ เป็นหนังผีไทยอีกเรื่องที่ดูได้แบบเพลินๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ เอาไปเลย 8/10 กะโหลก

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘เพื่อน(ไม่)สนิท’ เมื่อภาพยนตร์(ไม่)สั้น เหวี่ยงทุกคนให้มาเป็นเพื่อนกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/765574

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘เพื่อน(ไม่)สนิท’ เมื่อภาพยนตร์(ไม่)สั้น เหวี่ยงทุกคนให้มาเป็นเพื่อนกัน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ‘เพื่อน(ไม่)สนิท’ เมื่อภาพยนตร์(ไม่)สั้น เหวี่ยงทุกคนให้มาเป็นเพื่อนกัน

วันเสาร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ในตอนแรกเห็นชื่อเรื่องแล้วนึกว่า GDH ทำหนังเรื่องนี้ออกมาอารมณ์เดียวหรือล้อเลียน หนังดังในค่ายตัวเอง อย่างเพื่อนสนิทแต่เอาจริง ไม่ใช่อย่างที่คิด เพื่อน(ไม่)สนิท มีเส้นเรื่องง่ายๆ คือเด็กหนุ่มที่ทำหนังสั้นเพื่อเข้าเรียนต่อ จากการนำเอาเรื่องของเพื่อนที่เสียชีวิต เขาบอกใครๆ ว่าเป็นเพื่อนสนิท หนังน่าจะออกมาในแนวใสๆดูสบายๆ ถ้าใครได้ดูตัวอย่างหนังแล้วคิดว่าหนังมีเพียงแค่นั้นบอกเลยตัวหนังจริงมีอะไรมากกว่านั้น ตัวอย่างเป็นเพียงแค่ไกด์นำทางว่าจะเจอะเจออะไร

เพื่อน(ไม่)สนิท จะพาเราให้หวนนึกถึงมิตรภาพคำว่าเพื่อน เพื่อนสมัยเรียน เพื่อนที่มีทั้งดี/ไม่ดี เพื่อนที่สนิท/ไม่สนิท เพื่อนๆ ร่วมโรงเรียน หนังเดินเรื่องไวไม่ยืดยาด บทหนังทำออกมาได้ดี สลับไป-มาระหว่างความสนุกสนานกับดราม่าได้อย่างกลมกลม มีมุขหักมุม มุขเซอร์ไพรส์สลับไป-มา หนังไม่พาย้อนอดีต ไม่มีแฟนตาซี เดินเรื่องอยู่ปัจจุบัน พาเดินไปข้างหน้า ก่อนจะค่อยๆ เฉลยภาพในอดีตได้อย่างเนียนๆ ดูดี หนังเน้นย้ำขยี้อารมณ์ไปกับคำว่าเพื่อน ค่อยๆ ให้เราซึมซับไปกับตัวละคร หลายตอนโดนใจ เคยผ่านเรื่องราวคล้ายๆในหนังเลยทำให้อินน้ำตาไหลออกมาแบบไม่รู้ตัว

โทนี่-อันโทนี่ บุยเซอเรท์ มาในบท เป้ ที่มีทั้งมุมขาว-ดำมีปมในใจ เล่นได้แบบลื่นไหลทำให้สนุกไปกับหนัง ดูดีทั้งในส่วนเฮฮา สบายๆ หรือดราม่าหนัก แบกหนังเอาไว้ได้ ใบปอ-ธิติยา จิระพรศิลป์เด่นมากๆ ที่มีครบรส แก่นๆ ก๋ากั๋นน่ารักๆ บทกุ๊กกิ๊กสบายๆ หรือบทที่ขยี้อารมณ์ เคยชอบมากจากบท มีกับยู ในเธอกับฉันกับฉัน แต่มาในเรื่องนี้หลงรักใบปอหมดใจ พร้อมที่จะเสียน้ำตาในทุกฉากที่หน้าเธอเปื้อนน้ำตา จั๊มพ์-พิสิฐพล เอกพงศ์พิสิฐ ในบท โจ ที่ดูสดใสใครอยู่ใกล้เป็นต้องมีความสุข แม้ว่าเขาเป็นเพียงเด็กธรรมดาที่ไม่เก่งไม่เด่น ต้องชมที่ออร่ามาจัดเต็ม จนรู้สึกถึงภาพโจ ลอยมาบนจอ ฟลุ๊ค-ธนกร ติยานนท์ ในบท ปิง ผู้ใฝ่ฝันเป็นนักเขียนบทตามรอยพระบิดาโนแลนด์ตัวขโมยซีนในเรื่อง รวมไปถึงบรรดาแก๊งเด็กเนิร์ดอีก 2 หนุ่ม 1 สาว ที่ถ่ายหนังที่เล่นกันได้เข้าขา ช่วยเติมเต็มความสนุกให้กับตัวเรื่อง อิงครัตน์ ดำรงค์ศักดิ์กุล ในบท โอม เพื่อนผู้ป่วยไข้ เพื่อนสนิทผู้กลับมาและกำลังจะจากไป มาไม่มากแต่ดีงามฟ้อนด์-ณัฐทิชา จันทรวารี เลขาฯสวยหวานน่ารักๆ ในบท หลิวดาวโรงเรียนที่ โจ หลงรักตามจีบ

อัตตา เหมวดี และสองโปรดิวซ์เซอร์ บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ (จาก One for the Road วันสุดท้าย…ก่อนบายเธอ) กับ วัน-วรรณฤดีพงษ์สิทธิศักดิ์ ทำ เพื่อน(ไม่)สนิท ออกมาได้โดนใจ ดีงามทั้งบทดี ภาพสวย ตัดต่อกระชับ ดนตรี/เพลงประกอบโดนๆ นักแสดงเล่นดีเล่นได้เข้าขา เพื่อน(ไม่)สนิท คือหนังฟู้ดกู๊ดในสไตล์ของ GDHที่จะชวนให้คนดูย้อนกลับไปหวนนึกถึงเพื่อนในวัยเด็ก มิตรภาพที่มีให้กัน และเชื่อแน่ว่าน่าจะตรงกับชีวิตจริงของหลายคน มากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป เพื่อน(ไม่)สนิท โดนใจ ดูไปหัวเราะไปปาดน้ำตาไป เป็นหนังไทยอีกเรื่องที่เข้าไปอยู่ในใจเรียบร้อยแล้วเป็นหนังไทยที่โดนใจอันดับต้น ชอบ ปีนี้เลยทีเดียว ดีใจ สมควรแล้วที่เพื่อน(ไม่)สนิท ถูกส่งเป็นตัวแทนหนังไทยไปออสการ์ ครั้งที่ 96 ชอบๆ ชอบมากๆ ได้ใจไปเต็มๆ 10/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : มนต์รักนักพากย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/764131

โอ๊ยเล่าเรื่อง : มนต์รักนักพากย์

โอ๊ยเล่าเรื่อง : มนต์รักนักพากย์

วันเสาร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“ก่อนจะเริ่มต้นความฝัน ควรหาสิ่งที่เรารักให้เจอก่อน”

มนต์รักนักพากย์ คือ หนังไทยเรื่องล่าสุดของ Netflix ที่ได้ อุ๋ย-นนทรีย์ นิมิบุตร มาสร้างสรรค์งานพาย้อนกลับไปสู่อดีตยุคปี 2513 กับหนังกลางแปลงการพากย์หนัง และ มิตร ชัยบัญชา โดย มนต์รักนักพากย์ เล่าเรื่องสนุกไม่ยืดยาด มีครบรส สนุกสนานไปกับการเดินทาง เล่าเรื่องในสไตล์หนังโร้ดมูฟวี่ความสัมพันธ์ ความรัก ความขัดแย้ง การเดินทางที่ค่อยๆ ให้เกิดการเรียนรู้ของตัวละคร โดยใช้เรื่องราวของการพากย์หนัง 16 มม. ในยุคที่ตื่นตัว ก่อนที่จะมีการปรับเปลี่ยนมาเป็นเส้นเรื่องในการเล่าเรื่อง เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงจากหนังขายยามาเป็นหนังเปิดวิกเก็บเงิน การเพิ่มนักพากย์ชายจริงหญิงแท้แทนคนเดียวพากย์ทั้งเสียงผู้หญิงผู้ชาย ที่สำคัญคือการนำ มิตร ชัยบัญชา กลับมาให้แฟนๆ ได้เจออีกครั้ง และให้คนรุ่นใหม่ได้รับรู้ถึงพลังความยิ่งใหญ่ของพระเอกอันดับหนึ่งท่านนี้ หนังมีคำพูดซึ้ง มีฉากประทับใจ ฉากที่โดนๆ หลายตอนทั้งฉากที่ทำให้ดูไปยิ้มไป หัวเราะ หรือฉากบีบคั้นอารมณ์จนอดที่จะน้ำตาซึมหรือเสียน้ำตาแบบไม่ทันตั้งตัว

อุ๋ย-นนทรีย์ นิมิบุตร กลับมาท็อปฟอร์มอีกครั้งในหนังที่ดูสบายๆในแบบของหนังไทยแท้ๆ ที่ดูไม่เชย องค์ประกอบทุกๆ อย่างผสมกลมกลืนกันได้อย่างลงตัว มีพลังชวนให้นึกถึง งานมาสเตอร์พีซชิ้นเก่าๆ มารวมกันการออกแบบงานสร้าง งานฉาก พาย้อนกลับไปยุค 2513 รถขายยา หนังกลางแปลง ของ เอก เอี่ยมชื่น ภาพสวยๆ ของ เปีย-ธีระวัฒน์ รุจินธรรม ดนตรีประกอบที่ไพเราะของ ชาติชาย พงษ์ประภาพันธ์ และที่ชอบมากเป็นพิเศษ คือ เพลงประกอบฝีมือ บรรณ สุวรรณโณชิน นายห้าง ใบชาซอง ไพเราะทุกเพลงไม่ว่าจะเป็น ฟ้าสีทอง (ร้องโดย พัสเชษฐ์ สื่อรุ่งเรื่อง) เพลงจังหวะสนุกสนานที่เข้ากับการเดินทางในต่างจังหวัด หรือเพลงในบาร์อย่าง รักปักใจ (ร้องโดย นรัฏฐา กรีพานิช)สิ้นสวาท (ร้องโดย เหมือนฝัน มนูญผล) และ บาร์หัวใจ (ร้องโดย วรวลัญช์ธารทองสกุล) ที่เป็นอีกหนึ่งเวอร์ชั่นที่เพราะมาก จนต้องฟังซ้ำไป-ซ้ำมา รวมถึง เพลงสิบหมื่น ที่ เวียร์ ร้องในช่วงท้าย ฟังแล้วจุกอก เข้าไปถึงข้างใน

ภาพ/เสื้อผ้า/หน้าผม/ฉาก/บรรยากาศ/ดนตรี/เพลงประกอบ บทหนัง การแสดงที่ลื่นไหลเข้ากันดีของ 4 นักแสดง และ มิตร ชัยบัญชา รวมทั้งหมดหนัง16 มม. หนังมิตร ที่ปรากฏบนจอนั้นทุกเรื่องเคยผ่านตา เคยดูมาแล้วในบรรยากาศของการพากย์เสียง แต่ใน มนต์รักนักพากย์ กลับให้ความรู้สึกที่ต่างไปจากที่เคยดูมา

เวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ โชว์พลังการแสดงเป็น หัวหน้ามานิตย์ที่ทรงพลัง ดึงคนดูให้เข้าถึงความเป็นนักพากย์จริงๆ เหมือนเกิดมาเพื่อบทนี้โดยเฉพาะ

หนูนา-หนึ่งธิดา โสภณ ในบท เรืองแข ที่ดูสวย น่ารัก เสียงใสและจริตจะก้านสุดยอด ทำให้เพลิดเพลิน สนุก หรือเศร้าไปกับฉากดราม่าแม้อาจจะมีบางฉากที่ดูแล้วไม่อิน หลุดๆ หรือดูเป็นการแสดงอยู่บ้างแต่รวมๆ แล้วก็ดูดี อดหลงรัก เรืองแข ไม่ได้

เก้า-จิรายุ ละอองมณี เค้นพลังการแสดง ออกมาได้อย่างเต็มที่ต้องชม เก้าที่เล่นได้แบบเนียนๆ เล่น ละเอียดมาก

สามารถ พยัคฆ์อรุณ สวมวิญญาณ ของ ลุงสมาน คนขับรถผู้ใจดี แสดงเหมือนไม่แสดง ทุกฉากที่ออกมาดูมีความอบอุ่น

สิ่งที่ไม่ชอบ มากๆ ของหนัง คือตัว มิตร ชัยบัญชา ในเรื่องที่ดูยังไงๆก็ไม่ใช่ แม้จะมาในชุดอินทรีแดง ภายใต้หน้ากาก ทรงผม เรียวหนวด ที่แต่ก็ไม่ใช่อยู่ดี ตัวเล็ก หน้าเรียว ดูก๊องแก๊ง ออร่าไม่มี เพราะไม่เชื่อในตัวละครตัวนี้ทำให้ไม่รู้สึกอินกับฉากที่ เวียร์ ไปเจอะเจอมิตรในกองถ่าย ทั้งๆ ที่น่าจะเป็นฉากหนึ่งที่โดนใจและชื่นชอบ หรือฉากในงานศพ มิตร ภาพของ เวียร์ ในงานศพ มันดูสร้างเซต แมทช์ภาพเข้าไป เลยไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ แม้จะมีส่วนที่ไม่ชอบ มีสิ่งที่ขัดใจอยู่บ้าง แต่ มนต์รักนักพากย์ ก็ยังเป็นหนังไทยที่ชอบมาก มากกว่า 2499 อันธพาลครองเมือง หรือนางนาก ซะอีก และบอกเลย มนต์รักนักพากย์ ถูกจัดเป็นหนึ่งในหนังไทยในดวงใจไปเรียบร้อยแล้ว 10/10 คะแนนเต็ม (ถ้าไม่มีส่วนที่ไม่ชอบ อาจจะได้เกิน 10 คะแนน)