อิหร่านประท้วงใหญ่ ค่าเงินดิ่งเหวแตะ 1.42 ล้านเรียลต่อดอลลาร์สหรัฐ ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติลาออก

อิหร่านประท้วงใหญ่ ค่าเงินดิ่งเหวแตะ 1.42 ล้านเรียลต่อดอลลาร์สหรัฐ ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติลาออก

31 ธ.ค. 2568 12:03 น.

อิหร่านประท้วงใหญ่ ค่าเงินดิ่งเหวแตะ 1.42 ล้านเรียลต่อดอลลาร์สหรัฐ ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติลาออก

สถานการณ์ในอิหร่านกลับมาตึงเครียด เมื่อประชาชนและกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าในกรุงเตหะรานรวมถึงเมืองใหญ่ทั่วประเทศ พร้อมใจกันออกมาชุมนุมประท้วง หลังค่าเงินเรียล ร่วงทำสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์แตะ 1.42 ล้านเรียลต่อดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้นายโมฮัมหมัด เรซา ฟาร์ซิน ผู้ว่าการธนาคารกลางอิหร่าน ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งเพื่อแสดงความรับผิดชอบ

รายงานระบุว่า บรรดาผู้ค้าในย่านเศรษฐกิจสำคัญอย่างถนนซาดี และย่านชูช ใกล้กับตลาดแกรนด์บาซาร์ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางประวัติศาสตร์ ได้พากันปิดร้านและออกมารวมตัวกัน นอกจากนี้ยังมีรายงานการประท้วงในเมืองใหญ่ทั้ง อิสฟาฮาน, ชีราซ และมัชฮัด โดยในบางจุดของกรุงเตหะราน เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องใช้แก๊สน้ำตาเพื่อสลายการชุมนุม ซึ่งการประท้วงครั้งนี้ถือเป็นครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การเสียชีวิตของ มาห์ซา อามินี เมื่อปี 2022

ค่าเงินเรียลของอิหร่านดิ่งลงไปแตะระดับ 1.42 ล้านเรียลต่อดอลลาร์สหรัฐเมื่อวันอาทิตย์ (28 ธ.ค.)  ก่อนจะกระเตื้องขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 1.38 ล้านเรียลในวันจันทร์ ซึ่งหากย้อนกลับไปในปี 2022 เมื่อนายฟาร์ซินรับตำแหน่ง ค่าเงินยังอยู่ที่ระดับ 430,000 เรียลต่อดอลลาร์เท่านั้น

การอ่อนค่าอย่างรวดเร็วส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาสินค้า โดยอัตราเงินเฟ้อเดือนธันวาคมพุ่งสูงถึง 42.2% ส่วนราคาอาหาร พุ่งทะยานสูงถึง 72% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข เพิ่มขึ้น 50% นักวิเคราะห์เตือนว่าอิหร่านกำลังเข้าสู่สภาวะ “Hyperinflation” หรือเงินเฟ้อขั้นรุนแรง ซ้ำเติมด้วยแผนการปรับขึ้นภาษีในปีงบประมาณใหม่ที่จะเริ่มในเดือนมีนาคม และการปรับราคาขายปลีกน้ำมันในช่วงที่ผ่านมา

เศรษฐกิจของอิหร่านถูกซ้ำเติมด้วยปัจจัยความไม่มั่นคงหลายด้าน โดยเฉพาะหลังสงคราม 12 วันกับอิสราเอลเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา รวมถึงความกังวลเรื่องการเผชิญหน้ากับสหรัฐฯ นอกจากนี้ เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา องค์การสหประชาชาติได้ประกาศกลับมาคว่ำบาตรทางนิวเคลียร์ต่ออิหร่านอีกครั้ง ซึ่งทำให้ทรัพย์สินในต่างประเทศถูกอายัดและระงับการค้าอาวุธ ยิ่งเป็นการปิดประตูทางรอดทางเศรษฐกิจของประเทศ

ปัจจุบัน ประชาชนชาวอิหร่านต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างหนัก จากค่าเงินที่เคยอยู่ที่เพียง 32,000 เรียลต่อดอลลาร์ในช่วงข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 แต่กลับพุ่งสูงขึ้นกว่า 40 เท่าในปัจจุบัน หลังสหรัฐฯ ถอนตัวจากข้อตกลงในปี 2018 เป็นต้นมา.

ที่มา Associated Press

เกาหลีใต้ประกาศยุติฟาร์มเพาะเลี้ยงและสกัดน้ำดีหมีอย่างเป็นทางการ เริ่ม 1 ม.ค. นี้

เกาหลีใต้ประกาศยุติฟาร์มเพาะเลี้ยงและสกัดน้ำดีหมีอย่างเป็นทางการ เริ่ม 1 ม.ค. นี้

31 ธ.ค. 2568 11:23 น.

เกาหลีใต้ประกาศยุติฟาร์มเพาะเลี้ยงและสกัดน้ำดีหมีอย่างเป็นทางการ เริ่ม 1 ม.ค. นี้

กระทรวงสิ่งแวดล้อมเกาหลีใต้ประกาศห้ามเพาะพันธุ์ ครอบครอง และสกัดน้ำดีจากหมีเพื่อการพาณิชย์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมเป็นต้นไป พร้อมโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี ยุติอุตสาหกรรมที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ยาวนาน ขณะยังมีหมีราว 200 ตัวในฟาร์มรอการย้ายไปศูนย์พักพิง และยังถกเถียงเรื่องเงินชดเชยเกษตรกร

กระทรวงสิ่งแวดล้อม พลังงาน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของเกาหลีใต้ แถลงการณ์อย่างเป็นทางการว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมนี้เป็นต้นไป เกาหลีใต้จะสั่งห้ามการเพาะเลี้ยง การครอบครอง และการสกัดน้ำดีหมีอย่างเด็ดขาด เพื่อยุติอุตสาหกรรมที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในเรื่องทารุณกรรมสัตว์มาอย่างยาวนาน

ภายใต้กฎหมายคุ้มครองสิทธิสัตว์ฉบับแก้ไขใหม่ ผู้ที่ฝ่าฝืนจะมีโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ถึง 5 ปี โดยรัฐบาลจะให้ระยะเวลาผ่อนปรน แก่เกษตรกรเป็นเวลา 6 เดือน แต่จะถูกลงโทษทันทีหากมีการตรวจพบการสกัดน้ำดีในช่วงเวลานี้ ซึ่งนโยบายนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงร่วมกันเมื่อปี 2022 ระหว่างรัฐบาล เกษตรกร และกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสัตว์

อุตสาหกรรมฟาร์มหมีเริ่มขึ้นในเกาหลีใต้ช่วงต้นทศวรรษ 1980 โดยมีการนำเข้าหมีจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงมาเลเซีย เพื่อสกัดน้ำดีจากถุงน้ำดี โดยเฉพาะหมีควายหรือ Moon Bear มาใช้เป็นยาสมุนไพรและอาหารเสริมบำรุงพละกำลัง อย่างไรก็ตาม ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ความนิยมในผลิตภัณฑ์เหล่านี้ลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีตัวเลือกยาชนิดอื่นที่ราคาถูกกว่า รวมถึงความตระหนักรู้ของสาธารณชนเกี่ยวกับความโหดร้ายต่อสัตว์ที่ต้องถูกขังในกรงแคบตลอดชีวิต

ปัจจุบันยังมีหมีประมาณ 199 ตัว ถูกเลี้ยงอยู่ในฟาร์ม 11 แห่งทั่วประเทศ แม้ปีนี้จะมีการเข้าซื้อและย้ายหมี 21 ตัวไปยังเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าของรัฐในจังหวัดจอลลาแล้ว แต่ยังมีปัญหาความขัดแย้งเรื่อง “เงินชดเชย” ที่เกษตรกรต้องการในราคาสูงกว่าที่รัฐเสนอ

นายคิม กวาง-ซู เลขาธิการสมาคมผู้เพาะเลี้ยงหมี ซึ่งเลี้ยงหมีไว้ 78 ตัว ระบุว่า “นี่เป็นนโยบายที่แย่มาก” เกษตรกรหลายคนต้องยอมขายหมีในราคาถูกเพียงเพื่อความอยู่รอด แต่เขาก็ยืนยันว่าจะปฏิบัติตามกฎหมายที่ออกมา

กลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสัตว์ต่างชื่นชมความมุ่งมั่นของรัฐบาล แต่ได้แสดงความกังวลอย่างหนักใน 2 ประเด็นหลัก เนื่องจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งแรกรับหมีได้จำกัด ขณะที่แห่งที่สองถูกเลื่อนการเปิดไปถึงปี 2027 เนื่องจากปัญหาน้ำท่วม กลุ่มสิทธิสัตว์เรียกร้องให้รัฐสนับสนุนการสร้าง “เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเอกชน” เพื่อให้หมีเหล่านี้ได้ใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายในสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติจริงๆ มากกว่าการถูกส่งไปอยู่ตามสวนสัตว์ต่างประเทศเพียงอย่างเดียว

คิม ซอง-ฮวาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อม ยืนยันว่า “แผนการยุติฟาร์มหมีคือเจตนารมณ์ของประเทศที่จะปรับปรุงสวัสดิภาพสัตว์ป่าและทำตามพันธสัญญาในระดับสากล เราจะพยายามปกป้องหมีเหล่านี้จนถึงตัวสุดท้าย”.

ที่มา Associated Press

รถไฟท่องเที่ยวมาชูปิกชูชนประสานงา ดับ 1 เจ็บกว่า 40 ราย นักท่องเที่ยวนับร้อยติดค้าง

รถไฟท่องเที่ยวมาชูปิกชูชนประสานงา ดับ 1 เจ็บกว่า 40 ราย นักท่องเที่ยวนับร้อยติดค้าง

31 ธ.ค. 2568 10:53 น.

รถไฟท่องเที่ยวมาชูปิกชูชนประสานงา ดับ 1 เจ็บกว่า 40 ราย นักท่องเที่ยวนับร้อยติดค้าง

เกิดอุบัติเหตุรถไฟประสานงากันอย่างรุนแรงบนทางรถไฟที่มุ่งหน้าไปยังเมืองโบราณสมัยอินคา “มาชูปิกชู” มรดกโลกชื่อดังของประเทศเปรู เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ส่งผลให้คนขับรถไฟเสียชีวิต 1 ราย และนักท่องเที่ยวบาดเจ็บกว่า 40 ราย เจ้าหน้าที่เร่งลำเลียงผู้บาดเจ็บไปยังเมืองกุสโก ขณะที่นักท่องเที่ยวจำนวนมากยังคงติดอยู่ในพื้นที่ยากต่อการเข้าถึง

แรงกระแทกจากการชนทำให้พนักงานขับรถไฟเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 1 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 40 ราย ในจำนวนนี้มีผู้บาดเจ็บสาหัสถึง 20 ราย โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้ระดมรถพยาบาลกว่า 20 คันเข้าพื้นที่ เพื่อลำเลียงผู้ประสบภัยไปรักษาตัวยังสถานพยาบาลในเมืองกุสโก

ขณะเดียวกัน สถานทูตสหรัฐฯ ในเปรูยืนยันว่ามีพลเมืองอเมริกันได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุครั้งนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม ทางตำรวจยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบและยืนยันเอกลักษณ์บุคคลของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า มีนักท่องเที่ยวนับร้อยคนยังคงติดค้างอยู่ในจุดเกิดเหตุเพื่อรอการอพยพ ซึ่งเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากจุดเกิดเหตุตั้งอยู่บนเส้นทางระหว่างสถานีโอยันตายทัมโบ และ เมืองอากวัส กาเยนเตส ซึ่งเป็นพื้นที่หุบเขาที่ภูมิประเทศทุรกันดารและเข้าถึงยาก ซึ่งใช้เวลาเดินทางปกติราว 90 นาที โดยรถไฟทั้งสองขบวนอยู่ภายใต้การให้บริการของบริษัทเปรูเรล และอินคาเรล

แม้สาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้จะยังไม่ได้รับการยืนยันแน่ชัด แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่ยืดเยื้อระหว่างผู้ให้บริการขนส่งไปยังมรดกโลกแห่งนี้ โดยชุมชนท้องถิ่นได้แสดงความไม่พอใจเกี่ยวกับกระบวนการประมูลสัมปทานที่ขาดความโปร่งใส

สำหรับ “มาชู ปิกชู” ถือเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาแอนดีส การเข้าถึงพื้นที่ทำได้เพียงการนั่งรถไฟและต่อรถบัส หรือการเดินเท้าผ่านเส้นทางอินคาเทรลเท่านั้น ทำให้ธุรกิจขนส่งในแถบนี้มีกำไรมหาศาลและมีการแข่งขันสูงท่ามกลางความกังวลเรื่องปัญหาการท่องเที่ยวล้นเมืองในปัจจุบัน.

ที่มา BBC

“ฮุน มาเนต” พร้อมภริยา ไปเยี่ยมให้กำลังใจทหาร-ตร.บาดเจ็บจากการสู้รบตามแนวชายแดน

“ฮุน มาเนต” พร้อมภริยา ไปเยี่ยมให้กำลังใจทหาร-ตร.บาดเจ็บจากการสู้รบตามแนวชายแดน

31 ธ.ค. 2568 10:08 น.

“ฮุน มาเนต” พร้อมภริยา ไปเยี่ยมให้กำลังใจทหาร-ตร.บาดเจ็บจากการสู้รบตามแนวชายแดน

นายกรัฐมนตรี “ฮุน มาเนต” ของกัมพูชา พร้อมภริยา ไปเยี่ยมให้กำลังใจทหารและตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบตามแนวชายแดน ซึ่งถูกส่งตัวไปรักษาต่อในกรุงพนมเปญ ยกย่องความกล้าหาญพร้อมขอบคุณทีมแพทย์ 

วันที่ 30 ธันวาคม 2568 นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา พร้อมด้วยนางเพชร จันมุนี ภริยา เดินทางเข้าเยี่ยมและให้กำลังใจทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ในสนามรบ ซึ่งถูกส่งตัวไปรับการรักษาต่อในโรงพยาบาลหลายแห่งในกรุงพนมเปญ

นายกฯ กัมพูชา โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ระบุว่า ตัวเขาและภริยาได้เข้าเยี่ยมเพื่อส่งกำลังใจแก่ทหารและตำรวจผู้กล้าหาญ ที่ได้รับบาดเจ็บจากการปกป้องประเทศ และขอแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อการเสียสละอันยิ่งใหญ่ของทุกนาย ในภารกิจปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา

นายกรัฐมนตรีกัมพูชายังอวยพรให้ทหารและตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บทุกนาย ฟื้นตัวโดยเร็ว มีสุขภาพแข็งแรง เพื่อจะได้กลับไปปฏิบัติหน้าที่และกลับไปใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวอีกครั้ง

ขณะเดียวกัน  ฮุน มาเนต ได้กล่าวขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน โดยเฉพาะ แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ ที่ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด ในการดูแล เคลื่อนย้าย และรักษาทหาร–ตำรวจจากโรงพยาบาลในพื้นที่ชายแดน มายังสถานพยาบาลในกรุงพนมเปญด้วยความเอาใจใส่สูงสุด

การเยี่ยมครั้งนี้สะท้อนท่าทีของรัฐบาลกัมพูชาในการพยายามสร้างภาพให้ความสำคัญต่อสวัสดิภาพของกำลังพล หลังเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาที่เพิ่งยุติลง ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 27 ธันวาคมที่ผ่านมา.

ที่มา Freshnews

ไปรษณีย์เดนมาร์ก ยุติส่งจดหมายแล้ว หลังให้บริการมา 400 ปี

ไปรษณีย์เดนมาร์ก ยุติส่งจดหมายแล้ว หลังให้บริการมา 400 ปี

31 ธ.ค. 2568 06:02 น.

ไปรษณีย์เดนมาร์ก ยุติส่งจดหมายแล้ว หลังให้บริการมา 400 ปี

ไปรษณีย์เดนมาร์กยุติการส่งจดหมายอย่างเป็นทางการแล้ว หลังจากให้บริการมานานกว่า 400 ปี หลังจำนวนการส่งลดลงอย่างหนัก เพราะการมาถึงของยุคดิจิตอล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สำนักงานไปรษณีย์เดนมาร์ก ยุติการให้บริการส่งจดหมายแล้ว ในวันอังคารที่ 30 ธ.ค. 2568 หลังจากให้บริการดังกล่าวมานานถึง 401 ปี โดยสาเหตุมาจากการมาถึงของยุคดิจิตอล ซึ่งทำให้การส่งจดหมายลดลงอย่างรวดเร็ว

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้เดนมาร์กกลายเป็นประเทศแรกในโลกที่ตัดสินใจว่า จดหมายแบบกระดาษไม่ใช่สิ่งจำเป็นหรือคุ้มค่าทางเศรษฐกิจอีกต่อไป

“ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เราพบว่าปริมาณการส่งจดหมายในเดนมาร์กลดลงอย่างมาก การสื่อสารส่วนใหญ่ของเราในปัจจุบันเป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์” อิซาเบลลา เบ็ค ยอร์เกนเซน หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ PostNord หรือ สำนักงานไปรษณีย์เดนมาร์ก กล่าวกับสำนักข่าว ABC

“เราเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการปรับตัวสู่ระบบดิจิทัลมากที่สุดในโลก”

อนึ่ง จำนวนจดหมายที่ถูกส่งในเดนมาร์กลดลงถึง 90% ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2543 PostNord เคยส่งจดหมายเกือบ 1,500 ล้านฉบับ แต่ในปี 2567 ที่ผ่านมา ปริมาณลดลงเหลือเพียง 110 ล้านฉบับเท่านั้น

เมื่อมีการส่งจดหมายน้อยลง ราคาแสตมป์จึงพุ่งสูงขึ้น โดยในปัจจุบันการส่งจดหมายมาตรฐานหนึ่งฉบับในเดนมาร์กมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 29.11 โครน (ประมาณ 230 บาท)

PostNord ระบุว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็นเรื่องที่ “ยากลำบาก” แต่ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ส่งผลให้มีการเลิกจ้างงานประมาณ 1,500 ตำแหน่ง หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1 ใน 3 ของพนักงานทั้งหมด

PostNord ระบุอีกว่า จากนี้ไปบริษัทจะมุ่งเน้นไปที่บริการส่งพัสดุที่ทำกำไรเพียงอย่างเดียว ซึ่งยังคงเติบโตขึ้นทุกปีตามการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการช้อปปิ้งออนไลน์

“คนทั้งโลกกำลังจับตามองอยู่ในขณะนี้ และฉันคิดว่าบริษัทไปรษณีย์และผู้ให้บริการรายอื่นๆ ต่างให้ความสนใจกับการตัดสินใจที่เราเลือกทำ” นางยอร์เกนเซนกล่าว “ที่จริงแล้วสาธารณชนในเดนมาร์กค่อนข้างมีความเข้าใจต่อเรื่องนี้ เพราะคนส่วนใหญ่จำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่พวกเขาส่งจดหมายด้วยตัวเองคือเมื่อไหร่”

แต่การตัดสินใจนี้ไม่ได้ถูกยอมรับจากทุกคน โดยกลุ่มรณรงค์บางกลุ่มเตือนว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลที่รวดเร็วเกินไปอาจทำให้กลุ่มผู้สูงอายุและผู้คนในพื้นที่ห่างไกลถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

“ยังมีคนอีกจำนวนมากที่ต้องพึ่งพาการส่งจดหมายอย่างสม่ำเสมอ” มาร์ลีน ริชอย คอร์เดส จากกลุ่ม DaneAge ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ TV2 ของเดนมาร์ก “จดหมายเหล่านี้รวมถึงใบนัดหมายของโรงพยาบาล การแจ้งเตือนฉีดวัคซีน หรือเอกสารตัดสินใจเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยที่บ้านด้วย”

ตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นมา PostNord ได้เริ่มทยอยรื้อถอนตู้ไปรษณีย์สีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ทั้ง 1,500 ตู้ที่ตั้งอยู่ทั่วประเทศ ตู้ไปรษณีย์ 1,000 ตู้แรกถูกขายเพื่อการกุศลหมดภายในเวลาเพียง 3 ชั่วโมง ในราคาตู้ละประมาณ 472 ดอลลาร์ (ราว 16,000 บาท) ส่วนตู้อื่นๆ จะถูกนำไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์

“ผู้คนให้ความสนใจอย่างมหาศาล มีคนหลายแสนคนพยายามเข้ามาซื้อตู้ไปรษณีย์ตอนที่เราเปิดขาย และเราจะนำอีก 200 ตู้มาประมูลในปีหน้า” นางยอร์เกนเซนกล่าว

อย่างไรก็ตาม PostNord จะยังคงให้บริการส่งจดหมายไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างสวีเดน ซึ่งประชากรที่นั่นยังมีการปรับตัวสู่ระบบดิจิทัลน้อยกว่า

ชาวเดนมาร์กยังคงสามารถส่งจดหมายรักหรือการ์ดคริสต์มาสในปี 2026 ได้ แต่ต้องส่งผ่านบริษัทเอกชนเท่านั้น โดยพวกเขาจะต้องนำไปฝากส่งที่ร้านค้า หรือยอมจ่ายเงินเพิ่มเพื่อให้พนักงานมารับจดหมายที่บ้าน ซึ่งสามารถทำนัดหมายได้ผ่านทางออนไลน์หรือแอปพลิเคชัน

ทั้งนี้ ตามกฎหมายแล้ว ชาวเดนมาร์กจะต้องสามารถส่งจดหมายได้เสมอ หากบริษัทเอกชนหยุดให้บริการส่งจดหมาย รัฐบาลมีหน้าที่ต้องเข้ามาจัดหาผู้ให้บริการรายใหม่แทน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : abc

ทาเทียนา ชลอสเบิร์ก หลานสาว JFK เสียชีวิตแล้ว ในวัยเพียง 35 ปี

ทาเทียนา ชลอสเบิร์ก หลานสาว JFK เสียชีวิตแล้ว ในวัยเพียง 35 ปี

31 ธ.ค. 2568 05:28 น.

ทาเทียนา ชลอสเบิร์ก หลานสาว JFK เสียชีวิตแล้ว ในวัยเพียง 35 ปี

ทาเทียนา ชลอสเบิร์ก หลานสาวของ จอห์น เอฟ. เคนเนดี อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ เสียชีวิตแล้วในวัยเพียง 35 ปี เดือนเดียวหลังเธอเปิดเผยว่า ตัวเองป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า น.ส.ทาเทียนา ชลอสเบิร์ก หลานสาวของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ จอห์น เอฟ. เคนเนดี เสียชีวิตแล้วด้วยวัย 35 ปี เพียงเดือนเดียวหลังจากเธอออกมาเปิดเผยว่า ตนเองป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย และจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน

เมื่อวันอังคารที่ 30 ธ.ค. 2568 ครอบครัวของชลอสเบิร์กประกาศข่าวการเสียชีวิตของเธอผ่านโพสต์บนโซเชียลมีเดียที่แชร์โดยมูลนิธิห้องสมุดจอห์น เอฟ. เคนเนดี โดยระบุว่า “ทาเทียนาผู้แสนงดงามของเราจากไปแล้วเมื่อเช้านี้ เธอจะอยู่ในใจของพวกเราตลอดไป”

เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ชลอสเบิร์ก ซึ่งเป็นผู้สื่อข่าวสายสิ่งแวดล้อม ออกมาประกาศว่าเธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งชนิดรุนแรง โดยเธอระบุในบทความ ว่า เธอจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่ถึงหนึ่งปี

ทั้งนี้ ชลอสเบิร์ก เป็นบุตรสาวของ เอ็ดวิน ชลอสเบิร์ก ดีไซเนอร์ชื่อดัง และ แคโรไลน์ เคนเนดี นักการทูตและอดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ

ในบทความที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร The New Yorker เมื่อเดือนก่อน ภายใต้หัวข้อ “การต่อสู้กับเลือดของฉัน” (A Battle With My Blood) ชลอสเบิร์กเปิดเผยว่าเธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน (AML) เมื่อเดือนพฤษภาคม 2567 หลังจากที่เธอเพิ่งให้กำเนิดบุตรคนที่สองได้ไม่นาน

“ความรู้สึกแรกของฉันคือ ลูกๆ ของฉัน—ใบหน้าของพวกเขาที่ติดตรึงอยู่ในห้วงคำนึงของฉันตลอดเวลา—จะจำฉันไม่ได้” เธอเขียนไว้ในบทความ และบรรยายถึงการรักษาที่เธอได้รับ ทั้งการทำเคมีบำบัดและการปลูกถ่ายไขกระดูก แต่เธอก็ยอมรับว่าแพทย์ไม่ได้ให้ผลการพยากรณ์โรคที่ดีนัก

เธอยังเขียนถึงความเจ็บปวดที่เธอกังวลว่าการจากไปของเธอจะส่งผลกระทบต่อครอบครัว ซึ่งเป็นครอบครัวที่ต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมมาแล้วหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นคุณตาของเธอ ประธานาธิบดีเคนเนดี ที่ถูกลอบสังหารในปี 2507 และ จอห์น เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ น้าชายของเธอที่เสียชีวิตจากเหตุเครื่องบินตกในปี 2542

ขณะที่ แจ็ค ชลอสเบิร์ก น้องชายของเธอ กำลังอยู่ในช่วงลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในนิวยอร์ก

“ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ฉันพยายามเป็นคนดีมาโดยตลอด เป็นนักเรียนที่ดี เป็นน้องสาวที่ดี และเป็นลูกสาวที่ดี เพื่อที่จะปกป้องแม่และไม่เคยทำให้ท่านต้องเสียใจหรือโกรธเลย” ชลอสเบิร์กเขียน

“แต่ตอนนี้ ฉันกลับกลายเป็นผู้ที่เพิ่มโศกนาฏกรรมครั้งใหม่ให้แก่ชีวิตของท่าน และให้แก่ชีวิตครอบครัวของเรา โดยที่ฉันไม่สามารถทำอะไรเพื่อหยุดยั้งมันได้เลย”

ในบทความความเรียงของเธอ ชลอสเบิร์กยังได้แสดงความผิดหวังต่อการแต่งตั้ง โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ ผู้เป็นน้าชายของเธอ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ด้วย

อนึ่ง ก่อนที่เธอจะมีบทความเกี่ยวกับการวินิจฉัยโรคซึ่งกลายเป็นกระแสไปทั่ว ชลอสเบิร์กสร้างชื่อเสียงในฐานะผู้สื่อข่าวสายสิ่งแวดล้อมที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก

เธอเป็นผู้เขียนหนังสือเรื่อง “Inconspicuous Consumption: The Environmental Impact You Don’t Know You Have” นอกจากนี้ เธอยังเขียนบทความเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศและประเด็นอื่นๆ ให้กับนิตยสาร New York Times ด้วย

เมื่อเดือนธันวาคม 2564 เธอได้รายงานข่าวเกี่ยวกับการทดลองในท้องถิ่นเพื่อนำพลังงานจากรถไฟใต้ดินลอนดอนมาใช้ผลิตความร้อนให้กับอาคารบ้านเรือน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

“ฉันคิดว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก และมันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุกสิ่งทุกอย่าง” เธอให้สัมภาษณ์กับ NBC News ในปี 2562 “มันเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์และธรรมชาติ แต่ก็ยังเป็นเรื่องของทั้งการเมือง สุขภาพ และธุรกิจด้วย สำหรับฉันในฐานะนักข่าว นี่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องราวที่สำคัญมากที่ต้องบอกเล่าออกไป”

เธอระบุอีกว่า “และถ้าฉันสามารถช่วยสื่อสารเรื่องนี้ได้ นั่นอาจจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ เข้ามามีส่วนร่วมและช่วยกันแก้ปัญหานี้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

UAE ประกาศ จะถอนทหารจากเยเมน หลังซาอุฯ ทิ้งบอมบ์ท่าเรือ

UAE ประกาศ จะถอนทหารจากเยเมน หลังซาอุฯ ทิ้งบอมบ์ท่าเรือ

31 ธ.ค. 2568 02:34 น.

UAE ประกาศ จะถอนทหารจากเยเมน หลังซาอุฯ ทิ้งบอมบ์ท่าเรือ

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ประกาศจะถอนทหารที่เหลือออกจากเยเมนแล้ว หลังสภาประธานาธิบดียกเลิกข้อตกลง ขณะที่ซาอุฯ โจมตีท่าเรืออย่างถล่มขบวนขนอาวุธ UAE

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประกาศในช่วงบ่ายวันอังคารที่ 30 ธ.ค. 2568 ว่าจะถอนกองกำลังที่เหลือทั้งหมดออกจากเยเมน หลังจากซาอุดีอาระเบียตอบรับข้อเรียกร้องของสภาประธานาธิบดีเยเมนที่ต้องการให้กองกำลังของ UAE ถอนตัวออกไปภายใน 24 ชั่วโมง

การประกาศของเอมิเรตส์มีขึ้นหลังจากกองกำลังพันธมิตรทางทหารที่นำโดยซาอุดีอาระเบีย โจมตีทางอากาศใส่สิ่งที่ซาอุดีอาระเบียอ้างว่า เป็นขบวนขนส่งอาวุธสำหรับกองกำลังแบ่งแยกดินแดนที่ UAE สนับสนุน ที่เมืองมูกัลลา เมืองท่าทางตอนใต้ของเยเมน

UAE ได้ปฏิเสธว่าขบวนขนส่งดังกล่าวไม่ได้บรรจุอาวุธ พร้อมทั้งแสดงความ “เสียใจอย่างยิ่ง” ต่อข้อกล่าวหาของซาอุดีอาระเบีย

ทั้งนี้ ซาอุดีอาระเบียและ UAE ต่างเป็นพันธมิตรกันในสงครามต่อต้านกลุ่มกบฏฮูตีที่อิหร่านหนุนหลังในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แต่การสู้รบกันเองระหว่างกลุ่มต่างๆ ที่ทั้งสองฝ่ายสนับสนุนนั้น ได้ทำให้รอยร้าวระหว่างสองประเทศนี้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ซาอุดีอาระเบียสนับสนุนรัฐบาลเยเมนที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ ขณะที่ UAE สนับสนุนสภาเปลี่ยนผ่านภาคใต้ (STC) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องการแยกตัวเป็นอิสระในเยเมนตอนใต้

ซาอุดีอาระเบียกล่าวหา UAE ด้วยว่า กดดันกลุ่มแบ่งแยกดินแดนให้โจมตีกองกำลังรัฐบาลที่ซาอุดีอาระเบียหนุนหลังในสองจังหวัดทางตะวันออกได้แก่ ฮาดรัมมาวต์ (Hadramawt) และ อัล-มาห์รา (al-Mahra) พร้อมทั้งเตือนว่าจะใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อเผชิญหน้ากับการกระทำที่ “เป็นอันตรายอย่างยิ่ง” ดังกล่าว

กระทรวงกลาโหมของ UAE อธิบายว่า การตัดสินใจถอนกำลังครั้งนี้เกิดขึ้น “เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ล่าสุดและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพของภารกิจต่อต้านการก่อการร้าย” โดยไม่ได้มีการกล่าวถึงการโจมตีจากกองกำลังพันธมิตรหรือคำเตือนจากซาอุดีอาระเบียแต่อย่างใด

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของ UAE ออกมาประณามข้อกล่าวหาที่ระบุว่า พวกเขาใช้อิทธิพลกดดัน หรือออกคำสั่งให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในเยเมน ดำเนินการปฏิบัติการทางทหารที่จะบ่อนทำลายความมั่นคงของซาอุดีอาระเบีย หรือพุ่งเป้าโจมตีบริเวณชายแดน

ก่อนหน้านี้ ประธานสภาประธานาธิบดีเยเมนซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 8 คน (รวมถึงผู้แทนจากกลุ่ม STC) ได้ประกาศยกเลิกข้อตกลงร่วมด้านการป้องกันประเทศกับ UAE และสั่งให้กองกำลังของ UAE เดินทางออกไปภายใน 24 ชั่วโมง “เพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยของพลเมืองทุกคน พร้อมทั้งยืนยันในเจตนารมณ์ที่จะรักษาความเป็นปึกแผ่น อธิปไตย เสถียรภาพ และบูรณภาพแห่งดินแดนของเยเมน”

นายราชาด อัล-อาลีมี ประธานาธิบดีเยเมน ยังได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นเวลา 90 วัน โดยระบุว่าเป็นความจำเป็นเพื่อเผชิญหน้ากับกลุ่มฮูตี และสิ่งที่เขาอธิบายว่าเป็น “ความขัดแย้งภายในที่นำโดยกลุ่มทหารขบถที่รับคำสั่งมาจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์”

ทางด้านผู้นำกลุ่ม STC กล่าวว่า คำขาดที่สั่งให้ UAE ถอนกำลังนั้นเป็นการตัดสินใจเพียงฝ่ายเดียวและไม่มีพื้นฐานทางกฎหมายรองรับ พร้อมยืนยันว่า UAE จะยังคงเป็น “พันธมิตรหลัก” ในศึกการสู้รบกับกลุ่มกบฏฮูตีต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

โจรใช้สว่านเจาะห้องนิรภัย ฉกทรัพย์สินธนาคารเยอรมัน 1.1 พันล้านบาท

โจรใช้สว่านเจาะห้องนิรภัย ฉกทรัพย์สินธนาคารเยอรมัน 1.1 พันล้านบาท

31 ธ.ค. 2568 01:45 น.

โจรใช้สว่านเจาะห้องนิรภัย ฉกทรัพย์สินธนาคารเยอรมัน 1.1 พันล้านบาท

ตำรวจเยอรมันกำลังล่าตัวแก๊งโจรใช้สว่านเจาะห้องนิรภัย กวาดทรัพย์สินกว่า 1.1 พันล้านบาท เผยคนร้ายลงมืออย่างเป็นมืออาชีพมาก

เมื่อวันอังคารที่ 30 ธ.ค. 2568 ตำรวจเยอรมนีเปิดเผยว่า เกิดเหตุกลุ่มหัวขโมยใช้สว่านขนาดใหญ่เจาะเข้าไปในห้องนิรภัยของธนาคารสาขาหนึ่งทางตะวันตกของเยอรมนี พร้อมกวาดเงินสดและทรัพย์สินมีค่ารวมมูลค่าประมาณ 30 ล้านยูโร (ราว 1,100 ล้านบาท) หลบหนีไปได้

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ธนาคารสปาร์คาสเซอ (Sparkasse) บนถนนนีนโฮฟสตราสเซอ (Nienhofstrasse) ในย่านบูเออร์ (Buer) ของเมืองเกลเซนเคียร์เชิน โดยหลังจากเจาะเข้าไปในห้องนิรภัยแล้ว คนร้ายได้งัดตู้เซฟมากกว่า 3,000 ตู้ ซึ่งภายในบรรจุทั้งเงินสด ทองคำ และเครื่องประดับ

โฆษกตำรวจเผยว่า พวกเขาได้รับแจ้งเหตุหลังจากสัญญาณเตือนอัคคีภัยดังขึ้นในช่วงเช้ามืดของวันจันทร์ และเปรียบเทียบเหตุการณ์นี้กับภาพยนตร์แนวโจรกรรมชื่อดังของฮอลลีวูดอย่าง Ocean’s Eleven โดยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AFP ว่า การลงมือครั้งนี้ “ทำได้อย่างเป็นมืออาชีพมาก”

จากการสืบสวนเบื้องต้นคาดว่า คนร้ายบุกเข้าไปในธนาคารและหลบหนีออกไปทางลานจอดรถที่อยู่ติดกัน โดยพยานระบุว่าเห็นชายหลายคนถือถุงขนาดใหญ่บริเวณบันไดของลานจอดรถในช่วงคืนวันเสาร์ต่อเนื่องถึงวันอาทิตย์

ภาพจากกล้องวงจรปิดเผยให้เห็นรถยนต์ยี่ห้อ ออดี (Audi) รุ่น RS 6 สีดำ ขับออกจากลานจอดรถในช่วงเช้ามืดของวันจันทร์ โดยตำรวจยอมรับว่า ในขณะนี้ยังไม่มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยรายใด และกลุ่มผู้ก่อเหตุยังคงอยู่ระหว่างการหลบหนี

ทางด้านลูกค้าธนาคารที่ได้รับผลกระทบได้รับคำแนะนำให้ติดต่อธนาคารสปาร์คาสเซอ ซึ่งได้จัดตั้งสายด่วนไว้รองรับแล้ว ขณะที่ตำรวจต้องเข้าตรึงกำลังบริเวณทางเข้าสาขาเมื่อวันอังคาร หลังจากมีลูกค้าจำนวนมากมารวมตัวกันเพื่อเรียกร้องขอข้อมูล

ข้อความบนเว็บไซต์ของธนาคารสปาร์คาสเซอ ระบุว่า ธนาคารสาขาที่ถูกโจรกรรมจะยังคงปิดให้บริการในวันอังคาร โดยทางธนาคารแจ้งว่า ตู้เซฟของลูกค้าถึง 95% ถูกคนร้ายงัดเปิดออก ดังนั้นโอกาสที่ลูกค้าจะได้รับผลกระทบจึงมี “สูงมาก”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

จีนเสนอกฎหมาย ควบคุมปัญญาประดิษฐ์ ปกป้องเด็กจากแชตบอต

จีนเสนอกฎหมาย ควบคุมปัญญาประดิษฐ์ ปกป้องเด็กจากแชตบอต

30 ธ.ค. 2568 23:46 น.

จีนเสนอกฎหมาย ควบคุมปัญญาประดิษฐ์ ปกป้องเด็กจากแชตบอต

จีนเสนอกฎหมายใหม่ เพื่อควบคุมปัญญาประดิษฐ์ คุ้มครองเด็กและเยาวชน และป้องกันไม่ให้แชตบอตให้คำแนะนำที่อาจนำไปสู่การทำร้ายตัวเอง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอังคารที่ 30 ธ.ค. 2568 ว่า รัฐบาลจีนเสนอกฎหมายควบคุมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ฉบับใหม่ที่เข้มงวดกว่าเดิม เพื่อสร้างกลไกคุ้มครองเด็กและเยาวชน พร้อมทั้งป้องกันไม่ให้แชตบอตให้คำแนะนำที่อาจนำไปสู่การทำร้ายตัวเองหรือการใช้ความรุนแรง

ภายใต้ร่างกฎหมายดังกล่าว ผู้พัฒนาจะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าโมเดล AI ของตนจะไม่สร้างเนื้อหาที่ส่งเสริมการพนันด้วยเช่นกัน

การประกาศครั้งนี้มีขึ้นหลังจากที่มีการเปิดตัวแชตบอตจำนวนมากทั้งในประเทศจีนและทั่วโลก โดยเมื่อมีการสรุปและประกาศใช้อย่างเป็นทางการ กฎหมายเหล่านี้จะถูกบังคับใช้กับผลิตภัณฑ์และบริการด้าน AI ทั้งหมดในจีน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการควบคุมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และกำลังถูกตรวจสอบอย่างหนักเรื่องความปลอดภัย

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าว ซึ่งเผยแพร่เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาโดย สำนักงานบริหารไซเบอร์สเปซแห่งประเทศจีน (CAC) ครอบคลุมถึงมาตรการคุ้มครองเด็ก รวมถึงการกำหนดให้บริษัท AI ต้องมีฟังก์ชันการตั้งค่าส่วนบุคคล มีการจำกัดระยะเวลาการใช้งาน และต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองก่อนจะให้บริการแชตบอตในเชิง “เพื่อนทางอารมณ์” (emotional companionship)

CAC ระบุด้วยว่า ผู้ให้บริการแชตบอตจะต้องจัดเตรียมพนักงานที่เป็นมนุษย์ให้เข้ามาควบคุมการสนทนาแทนทันที หากบทสนทนานั้นเกี่ยวข้องกับการจบชีวิตตัวเองหรือการทำร้ายตัวเอง และต้องแจ้งให้ผู้ปกครองหรือผู้ติดต่อฉุกเฉินทราบในทันที

นอกจากนั้น ผู้ให้บริการ AI ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าบริการของตนจะไม่สร้างหรือเผยแพร่ “เนื้อหาที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ ทำความเสื่อมเสียต่อเกียรติยศและผลประโยชน์ของชาติ [หรือ] บ่อนทำลายความสามัคคีของชาติ”

อย่างไรก็ตาม CAC กล่าวว่าทางหน่วยงานให้การสนับสนุนการนำ AI มาใช้งานในด้านต่างๆ เช่น การส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น และการสร้างเครื่องมือสำหรับเป็นเพื่อนดูแลผู้สูงอายุ ตราบใดที่เทคโนโลยีนั้นมีความปลอดภัยและเชื่อถือได้ พร้อมกันนี้ยังได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณชนด้วย

อนึ่ง ในช่วงปี 2568 DeepSeek บริษัท AI ของจีนเพิ่งตกเป็นข่าวพาดหัวไปทั่วโลกหลังจากทะยานขึ้นสู่อันดับหนึ่งของชาร์ตแอปพลิเคชันยอดนิยม และในเดือนนี้ Z.ai และ Minimax สองสตาร์ทอัพของจีนซึ่งมีผู้ใช้งานรวมกันหลายสิบล้านคน ก็เพิ่งประกาศแผนการที่จะจดทะเบียนเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบของ AI ที่มีต่อพฤติกรรมมนุษย์เริ่มถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

แซม อัลต์แมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ OpenAI ผู้สร้าง ChatGPT กล่าวในปีนี้ว่า วิธีที่แชตบอตตอบโต้ในบทสนทนาที่เกี่ยวข้องกับการทำร้ายตัวเอง ถือเป็นหนึ่งในปัญหาที่ยากที่สุดของบริษัท

เมื่อเดือนสิงหาคม ครอบครัวหนึ่งในแคลิฟอร์เนียยื่นฟ้อง OpenAI หลังการเสียชีวิตของลูกชายวัย 16 ปี โดยพวกเขากล่าวหาว่า ChatGPT สนับสนุนให้เขาตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง ทำให้คดีนี้กลายเป็นครั้งแรกที่มีการฟ้องร้องทางกฎหมายกล่าวหาว่า AI มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ยูโรสตาร์ ระงับบริการรถไฟทั้งหมด เหตุไฟฟ้าขัดข้องในอุโมงค์ช่องแคบอังกฤษ

ยูโรสตาร์ ระงับบริการรถไฟทั้งหมด เหตุไฟฟ้าขัดข้องในอุโมงค์ช่องแคบอังกฤษ

30 ธ.ค. 2568 22:09 น.

ยูโรสตาร์ ระงับบริการรถไฟทั้งหมด เหตุไฟฟ้าขัดข้องในอุโมงค์ช่องแคบอังกฤษ

ยูโรสตาร์ประกาศระงับบริการรถไฟทั้งหมด หลังจากเกิดปัญหาไฟฟ้าขัดข้องในอุโมงค์ช่องแคบอังกฤษ ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการเดินทางของประชาชนในช่วงวันหยุดปีใหม่

เมื่อวันอังคารที่ 30 ธ.ค. 2568 ยูโรสตาร์ (Eurostar) ประกาศระงับการให้บริการรถไฟทั้งหมดในยุโรป หลังเกิดปัญหาขัดข้องของระบบจ่ายกระแสไฟฟ้าภายในอุโมงค์ช่องแคบอังกฤษ ส่งผลให้เกิดความสับสนวุ่นวายในหมู่นักเดินทาง ในช่วงเทศกาลท่องเที่ยวช่วงปีใหม่ ซึ่งจะมีผู้ใช้บริการหนาแน่นที่สุด

ผู้โดยสารจำนวนมากต้องเร่งหาทางเลือกอื่นในการเดินทาง หลังจากยูโรสตาร์ประกาศเลื่อนเที่ยวรถไฟทุกเที่ยวระหว่างลอนดอน, ปารีส, อัมสเตอร์ดัม และบรัสเซลส์

“เกิดปัญหาการจ่ายกระแสไฟฟ้าในอุโมงค์ช่องแคบอังกฤษ ส่งผลให้รถไฟขนส่ง (shuttle train) ขบวนหนึ่งต้องหยุดชะงักอยู่ภายใน” โฆษกของยูโรสตาร์กล่าว “การเดินทางไปและกลับจากลอนดอนทั้งหมดจะถูกระงับจนกว่าจะมีประกาศให้ทราบต่อไป”

เว็บไซต์ของยูโรสตาร์ระบุว่า แม้แต่เส้นทางเดินรถบนภาคพื้นทวีปที่ไม่ได้ใช้อุโมงค์ช่องแคบอังกฤษ เช่น เส้นทางระหว่างปารีสและบรัสเซลส์ ก็ถูกยกเลิกด้วยเช่นกัน

ประกาศของยูโรสตาร์ทำให้มีผู้โดยสารจำนวนมากพร้อมกระเป๋าเดินทางของพวกเขา ตกค้างอยู่ที่สถานีรถไฟหลายแห่งเช่น สถานีเซนต์แพนคราส ในลอนดอน และสถานีการ์ดูนอร์ และนักเดินทางหลายคนก็แสดงความไม่พอใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านสื่อ

“ฉันผิดหวังมาก เดิมทีพวกเราตั้งใจจะไปฉลองคืนข้ามปีกันที่ปารีส” เจสสิก้า ผู้ประสานงานธุรกิจวัย 21 ปี ซึ่งวางแผนจะเดินทางไปฝรั่งเศสกับเพื่อนอีกสามคน ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AFP ที่ลอนดอน “พวกเรากำลังลองดูว่าจะหาตั๋วใหม่อื่นๆ ได้ไหม ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็คงต้องอยู่ที่ลอนดอนต่อ”

ด้านโจดี้ (ไม่เปิดเผยนามสกุล) จองที่พักผ่าน Airbnb ในเมืองหลวงของฝรั่งเศสไว้จนถึงวันที่ 4 มกราคม สำหรับตัวเธอ สามี และลูกสาววัย 4 ขวบ แต่รถไฟของเธอกลับถูกยกเลิก “พวกเราไม่สามารถหาตั๋วสำหรับวันพรุ่งนี้ได้เลย มันทำให้แผนวันหยุดของเราพังไปหมด ตอนนี้กำลังลองหาเส้นทางอื่นอยู่”

บริษัท Getlink ผู้ให้บริการอุโมงค์ช่องแคบอังกฤษระบุว่า การจราจรของรถไฟจะค่อยๆ กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในช่วงบ่ายวันอังคาร อย่างไรก็ตาม ผู้โดยสารยังคงตกอยู่ในสภาพที่ไม่รู้ว่าจะได้เดินทางเมื่อไหร่ หรือจะได้เดินทางหรือไม่

ทั้งนี้ เมื่อปี 2567 ยูโรสตาร์มียอดผู้โดยสารสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 19.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นเกือบ 5% จากปี 2566 โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาชมงานโอลิมปิกและพาราลิมปิกในปารีส

ยูโรสตาร์ถือเป็นผู้ครองตลาดเพียงรายเดียวในการให้บริการรับส่งผู้โดยสารผ่านอุโมงค์ที่เชื่อมระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศส นับตั้งแต่เปิดให้บริการในปี 2537

อย่างไรก็ตาม ริชาร์ด แบรนสัน นักธุรกิจชาวอังกฤษผู้ก่อตั้งสายการบินเวอร์จิน (Virgin) ได้ประกาศความมุ่งมั่นที่จะเปิดให้บริการคู่แข่ง ขณะที่บริษัท “เทรนอิตาเลีย” (Trenitalia) ของอิตาลี ก็ได้แสดงเจตจำนงที่จะเข้ามาแข่งขันกับยูโรสตาร์ในเส้นทางปารีส-ลอนดอน ภายในปี 2572 เช่นกัน

การหยุดชะงักในวันอังคารนี้ถือเป็นเหตุการณ์ล่าสุดที่ส่งผลกระทบต่อยูโรสตาร์ ในช่วงเวลาที่บริษัทกำลังเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องราคาตั๋วที่สูงลิ่ว โดยเฉพาะในเส้นทางปารีส-ลอนดอน

เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ก็เกิดปัญหาไฟฟ้าขัดข้องจนทำให้ยูโรสตาร์ต้องยกเลิกการให้บริการและเกิดความล่าช้าอย่างหนักมาแล้ว ขณะที่ในเดือนมิถุนายน เหตุลักลอบตัดสายเคเบิลบนรางรถไฟทางตอนเหนือของฝรั่งเศสก็ทำให้เกิดปัญหาต่อเนื่องถึงสองวัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna