ซาอุฯ บอมบ์ท่าเรือเยเมน สกัดอาวุธจากยูเออี พร้อมเตือนเอมิเรตส์ทำตัว “อันตรายอย่างยิ่ง”

ซาอุฯ บอมบ์ท่าเรือเยเมน สกัดอาวุธจากยูเออี พร้อมเตือนเอมิเรตส์ทำตัว "อันตรายอย่างยิ่ง"

30 ธ.ค. 2568 15:39 น.

ซาอุฯ บอมบ์ท่าเรือเยเมน สกัดอาวุธจากยูเออี พร้อมเตือนเอมิเรตส์ทำตัว “อันตรายอย่างยิ่ง”

กองทัพซาอุดีอาระเบียได้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศถล่มท่าเรือเมืองมูคาลลา ทางตอนใต้ของเยเมน โดยระบุว่าเป็นปฏิบัติการเพื่อทำลายอาวุธและยุทโธปกรณ์ที่ส่งมาจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เพื่อสนับสนุนกองกำลังแบ่งแยกดินแดน “สภาเปลี่ยนผ่านแดนใต้” (STC) พร้อมออกแถลงการณ์เตือนยูเออีโดยตรงว่า การกระทำดังกล่าวกำลังนำไปสู่สถานการณ์ที่ “อันตรายอย่างยิ่ง”

สำนักข่าวซาอุดี (SPA) รายงานอ้างคำแถลงของกองทัพว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเรือขนส่งสินค้าที่เดินทางมาจากท่าเรือฟูไจราห์ของยูเออี ได้ทำการปิดระบบติดตามและแอบลำเลียงอาวุธรวมถึงยานยนต์หุ้มเกราะจำนวนมากส่งให้แก่กลุ่ม STC

กองทัพซาอุฯ ระบุว่าอาวุธเหล่านี้ถือเป็นภัยคุกคามที่จวนตัวและเป็นการยกระดับความขัดแย้งที่ทำลายสันติภาพ จึงได้ตัดสินใจใช้กำลังทางอากาศโจมตีเป้าหมายอย่างจำกัดในช่วงกลางคืนเพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียต่อพลเรือน ขณะที่ข้อมูลจากนักวิเคราะห์ระบุว่าเป้าหมายหลักคือเรือ “Greenland” ซึ่งจดทะเบียนในเซนต์คิตส์ และพบประวัติการเดินทางออกจากยูเออีเมื่อวันที่ 22 ธันวาคมที่ผ่านมา

แม้ว่าซาอุดีอาระเบียและยูเออีจะเป็นพันธมิตรใกล้ชิดในหลายประเด็นและเป็นสมาชิกกลุ่มเอเปก เช่นเดียวกัน แต่ในสงครามเยเมน ทั้งสองประเทศกลับสนับสนุนขั้วอำนาจที่แตกต่างกันในการต่อสู้กับกลุ่มกบฏฮูตีที่อิหร่านหนุนหลัง ความขัดแย้งครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงการแข่งขันเพื่อแผ่อิทธิพลเหนือภูมิภาคทะเลแดงและนโยบายเศรษฐกิจที่เริ่มแยกทางกันอย่างชัดเจน

กระทรวงการต่างประเทศของซาอุดีอาระเบียได้ออกแถลงการณ์โจมตียูเออีโดยตรงเป็นครั้งแรก โดยระบุว่าพฤติการณ์ของยูเออีในการหนุนหลังกลุ่มแบ่งแยกดินแดนให้รุกคืบยึดพื้นที่นั้น เป็นการกระทำที่สุ่มเสี่ยงและเป็นอันตรายต่อเสถียรภาพของภูมิภาค

ภายหลังเหตุโจมตี กองกำลังฝ่ายต่อต้านกบฏฮูตีในเยเมนได้ประกาศภาวะฉุกเฉิน และมีคำสั่งยุติความร่วมมือกับยูเออีทุกรูปแบบ พร้อมทั้งยื่นคำขาดให้กองกำลังของเอมิเรตส์ทั้งหมดออกจากดินแดนเยเมนภายใน 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังสั่งระงับการเดินทางข้ามพรมแดน ท่าเรือ และสนามบินทุกแห่งเป็นเวลา 72 ชั่วโมง เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากซาอุดีอาระเบียเท่านั้น

ในขณะที่ความขัดแย้งระหว่างซาอุฯ และยูเออีพุ่งสูงขึ้น สถานการณ์รอบทะเลแดงก็ยังคงตึงเครียด โดยมีรายงานว่าอิสราเอลได้ให้การรับรองสถานะความเป็นรัฐอิสระของ “โซมาลีแลนด์” เป็นชาติแรกในรอบ 30 ปี ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มกบฏฮูตีที่ขู่จะโจมตีเป้าหมายของอิสราเอลในพื้นที่ดังกล่าวทันที

นอกจากนี้ สงครามตัวแทนระหว่างซาอุฯ และยูเออี ยังปรากฏให้เห็นในความขัดแย้งที่ประเทศซูดาน ซึ่งทั้งสองชาติเลือกสนับสนุนฝ่ายตรงข้ามกัน ทำให้ภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาตะวันออกกำลังตกอยู่ในสภาวะเปราะบางอย่างยิ่ง.

ที่มา Associated Press

สหรัฐฯ เปิดฉากถล่มเรือขนยาเสพติดในมหาสมุทรแปซิฟิก ดับ 2 ราย

สหรัฐฯ เปิดฉากถล่มเรือขนยาเสพติดในมหาสมุทรแปซิฟิก ดับ 2 ราย

30 ธ.ค. 2568 12:51 น.

สหรัฐฯ เปิดฉากถล่มเรือขนยาเสพติดในมหาสมุทรแปซิฟิก ดับ 2 ราย

กองบัญชาการภาคใต้สหรัฐฯ เผยปฏิบัติการโจมตีทางทหารต่อเรือต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องเครือข่ายก่อการร้ายในน่านน้ำสากลในมหาสมุทรแปซิฟิก คร่าชีวิต 2 ราย ไม่มีทหารสหรัฐฯ ได้รับบาดเจ็บ เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ “Southern Spear” ที่มุ่งตัดเส้นทางค้ายาเสพติดและก่อให้เกิดเสียงวิจารณ์จากสภาคองเกรสและองค์กรสิทธิมนุษยชน

กองบัญชาการภาคใต้ของสหรัฐฯ (SOUTHCOM) แถลงผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า เมื่อวันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม ที่ผ่านมา กองกำลังเฉพาะกิจร่วม “Southern Spear” ได้ปฏิบัติการโจมตีด้วยอาวุธต่อเรือลำหนึ่งในน่านน้ำสากล ซึ่งดำเนินการโดยกลุ่มที่ถูกระบุว่าเป็นองค์กรก่อการร้าย ตามคำสั่งของนายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ปฏิบัติการครั้งนี้ส่งผลให้ชายบนเรือเสียชีวิต 2 ราย โดยไม่มีเจ้าหน้าที่ทหารของสหรัฐฯ ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธการ “Operation Southern Spear” ในสมัยรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ที่พุ่งเป้ากวาดล้างขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ

ปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตจากปฏิบัติการโจมตีเรือต้องสงสัยขนยาเสพติดสะสมแล้วอย่างน้อย 107 ราย โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ขึ้นบัญชีผู้เสียชีวิตเหล่านี้เป็น “ผู้ต่อสู้ที่ผิดกฎหมาย” (Unlawful Combatants) ซึ่งส่งผลให้กองทัพสามารถใช้กำลังอาวุธสังหารได้โดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบทางกระบวนการยุติธรรม ตามข้อกำหนดลับของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ท่ามกลางการตั้งคำถามจากกลุ่มสิทธิมนุษยชนและสมาชิกสภาคองเกรสบางส่วน

การโจมตีล่าสุดเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาระบุว่า สหรัฐฯ ได้ทำลาย “สถานประกอบการขนาดใหญ่” ในพื้นที่ท่าเรือของเวเนซุเอลา ซึ่งเขาอ้างว่าเป็นจุดที่ใช้โหลดยาเสพติดขึ้นเรือ โดยระบุสั้นๆ ว่าพื้นที่ดังกล่าว “ไม่เหลืออีกต่อไปแล้ว”

นอกจากนี้ แหล่งข่าวระบุว่า CIA ได้ใช้โดรนโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกบริเวณท่าเรือชายฝั่งเวเนซุเอลาเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการโจมตีเป้าหมายภายในดินแดนเวเนซุเอลาโดยตรงครั้งแรกที่โลกได้รับรู้ ควบคู่ไปกับการส่งกองเรือรบปิดล้อมเรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตร

ด้านประธานาธิบดี นีโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา ได้ออกมาประณามการส่งกำลังทหารของสหรัฐฯ ในน่านน้ำทะเลแคริบเบียนว่าเป็น “การก่อการร้ายทางจิตวิทยา” ขณะที่สภาแห่งชาติเวเนซุเอลาได้เร่งอนุมัติกฎหมายใหม่ กำหนดโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี สำหรับใครก็ตามที่ให้การสนับสนุน “การโจรสลัด” หรือ “การปิดล้อม” เพื่อตอบโต้มาตรการของทรัมป์

ในขณะที่สถานการณ์ตึงเครียดขึ้น ทรัมป์ปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับเป้าหมายสุดท้ายในเวเนซุเอลา แต่ยังคงย้ำคำเตือนเดิมว่าคงจะ “ฉลาดกว่า” หากมาดูโรยอมก้าวลงจากตำแหน่ง ก่อนที่สถานการณ์จะรุนแรงไปกว่านี้.

ที่มา CNN

“ทรัมป์” เมินจีนซ้อมรบปิดล้อมไต้หวัน ลั่น “ไม่กังวล” เชื่อความสัมพันธ์ “สี จิ้นผิง” ยังดีเยี่ยม

"ทรัมป์" เมินจีนซ้อมรบปิดล้อมไต้หวัน ลั่น "ไม่กังวล" เชื่อความสัมพันธ์ "สี จิ้นผิง" ยังดีเยี่ยม

30 ธ.ค. 2568 11:54 น.

“ทรัมป์” เมินจีนซ้อมรบปิดล้อมไต้หวัน ลั่น “ไม่กังวล” เชื่อความสัมพันธ์ “สี จิ้นผิง” ยังดีเยี่ยม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุ “ไม่กังวล” ต่อการซ้อมรบทางทหารของจีนรอบเกาะไต้หวัน มองเป็นกิจกรรมที่ทำมานานกว่า 20 ปีแล้ว ขณะกองทัพจีนเปิดฉากซ้อมรบสองวันจำลองการปิดล้อมและยึดพื้นที่สำคัญของเกาะ เพื่อตอบโต้แนวโน้มเอกราชและการแทรกแซงจากภายนอก พร้อมย้ำว่าตนมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ออกมาให้สัมภาษณ์ล่าสุดถึงกรณีที่กองทัพจีนเปิดฉากซ้อมรบครั้งใหญ่รอบเกาะไต้หวัน โดยระบุว่าเขา “ไม่รู้สึกกังวล” ต่อสถานการณ์ดังกล่าว แม้ว่าการซ้อมรบในครั้งนี้จะเป็นการจำลองสถานการณ์การปิดล้อมเกาะไต้หวันอย่างเต็มรูปแบบก็ตาม

“ผมมีความสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยมกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง และเขาก็ไม่ได้บอกอะไรผมเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่แน่นอนว่าผมเห็นมันแล้ว” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าว พร้อมเสริมว่ากองทัพเรือจีนซ้อมรบในพื้นที่ดังกล่าวมานานกว่า 20 ปีแล้ว จึงไม่มีอะไรที่เขาต้องกังวล

การซ้อมรบระยะเวลา 2 วันซึ่งเริ่มต้นเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (29 ธ.ค.)  เกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากสหรัฐฯ ประกาศข้อตกลงขายอาวุธครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งให้แก่ไต้หวัน มูลค่ากว่า 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.46 แสนล้านบาท) ซึ่งรวมถึงเครื่องยิงจรวดล้ำสมัยและขีปนาวุธหลายประเภท สร้างความไม่พอใจให้กับรัฐบาลจีนเป็นอย่างมาก

กองทัพจีนระบุว่าการซ้อมรบครั้งนี้เป็น “คำเตือน” ต่อกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในไต้หวันและการแทรกแซงจากภายนอก โดยในวันอังคารมีการซ้อมยิงกระสุนจริงต่อเนื่อง 10 ชั่วโมง ครอบคลุมพื้นที่ 5 จุดรอบเกาะไต้หวัน พร้อมระดมทั้งเรือทำลายล้าง เรือฟริเกต และเครื่องบินทิ้งระเบิด เพื่อทดสอบขีดความสามารถในการประสานงานระหว่างกองทัพเรือและกองทัพอากาศ

กระทรวงกลาโหมไต้หวันรายงานว่า พบเครื่องบินรบของจีนถึง 130 ลำวนเวียนอยู่รอบเกาะเมื่อเช้าวันอังคาร โดยในจำนวนนี้กว่า 90 ลำได้บินข้าม “เส้นแบ่งกึ่งกลางช่องแคบ” ซึ่งเป็นแนวเขตแดนไม่เป็นทางการในช่องแคบไต้หวัน นอกจากนี้ยังพบเรือรบจีนอีกกว่า 10 ลำ ทำให้ไต้หวันต้องสั่งการให้กองทัพเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดและเตรียมระบบขีปนาวุธชายฝั่งให้พร้อมตอบโต้

ด้านประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ ของไต้หวัน โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียตำหนิจีนว่า การยกระดับแรงกดดันทางทหารไม่ใช่สิ่งที่มหาอำนาจที่มีความรับผิดชอบควรทำ พร้อมยืนยันว่าไต้หวันจะไม่เป็นฝ่ายจุดชนวนความขัดแย้ง แต่จะทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ

ซูซาน เชิร์ก อดีตรองผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ วิเคราะห์ว่า การซ้อมรบครั้งนี้จีนต้องการส่งสัญญาณไปที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” มากกว่าชาวไต้หวัน เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อการขายอาวุธ ขณะเดียวกันเธอก็กังวลว่า ทรัมป์อาจมีแนวทางการเมืองแบบ “เน้นการแลกเปลี่ยน” ซึ่งเขาอาจยอมลดระดับความช่วยเหลือทางทหารต่อไต้หวัน เพื่อแลกกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือข้อตกลงทางการค้ากับจีนในอนาคต

ขณะที่ นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ย้ำชัดเจนว่า จีนจำเป็นต้องตอบโต้อย่างรุนแรงต่อการยั่วยุของกลุ่มหนุนเอกราชในไต้หวัน และการขายอาวุธของสหรัฐฯ โดยยืนยันว่า “การรวมชาติ” เป็นภารกิจทางประวัติศาสตร์ที่จีนต้องทำให้สำเร็จ.

ที่มา BBC

นักวิทย์ยืนยัน ปี 2025 เป็นหนึ่งในสามปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

นักวิทย์ยืนยัน ปี 2025 เป็นหนึ่งในสามปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

30 ธ.ค. 2568 11:13 น.

นักวิทย์ยืนยัน ปี 2025 เป็นหนึ่งในสามปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

นักวิทยาศาสตร์ยืนยัน ปี 2025 เป็นหนึ่งในสามปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก เหตุเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลไม่หยุด ส่งผลภัยพิบัติทั่วโลก คร่าชีวิตผู้คน-สร้างความเสียหายนับไม่ถ้วน

วันที่ 29 ธันวาคม 2568 นักวิทยาศาสตร์จาก World Weather Attribution (WWA) รายงานวิเคราะห์ล่าสุดที่ระบุว่า ปี 2568  ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในสามปี ที่ร้อนที่สุดเท่าที่มีการบันทึกมา โดยระบุว่า พฤติกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล เป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ภาวะโลกร้อนรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจน

รายงานวิเคราะห์ ซึ่งเผยแพร่ในยุโรปเมื่อวันอังคาร ระบุว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ค่าเฉลี่ยอุณหภูมิของโลกในช่วง 3 ปี พุ่งทะลุเพดาน 1.5 องศาเซลเซียส ตามกรอบข้อตกลงปารีสปี 2558 เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม โดยผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ต่ำกว่าระดับนี้มีความสำคัญต่อการปกป้องชีวิตมนุษย์และหลีกเลี่ยงหายนะด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก

แม้ปี 2568 จะอยู่ในช่วง ลานีญา ซึ่งตามธรรมชาติช่วยลดอุณหภูมิโลก แต่ความร้อนยังคงอยู่ในระดับสูง นักวิจัยชี้ว่ามาจากการเผา น้ำมัน ก๊าซ และถ่านหิน อย่างต่อเนื่อง ซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมในชั้นบรรยากาศ โดยเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วคร่าชีวิตผู้คนหลายพันราย และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ หลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  

นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า ภัยพิบัติที่ถี่และรุนแรงขึ้นกำลังทดสอบขีดความสามารถในการรับมือของมนุษย์ หรือที่เรียกว่า “ขีดจำกัดของการปรับตัว” โดยยกตัวอย่าง เฮอริเคนเมลิสซา ที่ทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็ว จนประเทศหมู่เกาะอย่าง จาเมกา คิวบา และเฮติ ไม่สามารถรับมือความเสียหายได้ทัน.

สิงคโปร์เริ่มบังคับใช้โทษ “เฆี่ยน” แก๊งสแกมเมอร์-บัญชีม้า สูงสุด 24 ครั้ง

สิงคโปร์เริ่มบังคับใช้โทษ "เฆี่ยน" แก๊งสแกมเมอร์-บัญชีม้า สูงสุด 24 ครั้ง

30 ธ.ค. 2568 11:08 น.

สิงคโปร์เริ่มบังคับใช้โทษ “เฆี่ยน” แก๊งสแกมเมอร์-บัญชีม้า สูงสุด 24 ครั้ง

รัฐบาลสิงคโปร์ยกระดับการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ขั้นสูงสุด เริ่มบังคับใช้บทลงโทษ “เฆี่ยน” สำหรับผู้กระทำผิดฐานฉ้อโกงและบัญชีม้า ขั้นต่ำ 6 ครั้ง สูงสุด 24 ครั้ง มีผลตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค. เป็นต้นไป หลังยอดความเสียหายจากสแกมเมอร์พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

ตั้งแต่วันอังคารที่ 30 ธันวาคม 2025 เป็นต้นไป กฎหมายอาญาฉบับแก้ไขของสิงคโปร์จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ โดยกำหนดให้การ “เฆี่ยน” เป็นบทลงโทษภาคบังคับสำหรับความผิดฐานฉ้อโกงขั้นรุนแรง เพื่อเป็นการป้องปรามขบวนการมิจฉาชีพที่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างหนัก

กระทรวงมหาดไทยสิงคโปร์แถลงว่า “การต่อสู้กับสแกมเมอร์ถือเป็นภารกิจเร่งด่วนระดับชาติ” เนื่องจากสถิติตั้งแต่ปี 2020 จนถึงครึ่งแรกของปี 2025 พบว่าสิงคโปร์มีผู้ตกเป็นเหยื่อกว่า 190,000 ราย และสูญเสียเงินรวมกันสูงถึง 2,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8.8 หมื่นล้านบาท)

ผู้ที่เป็นสมาชิกกลุ่มมิจฉาชีพ ผู้สรรหาคนเข้าขบวนการ หรือตัวการในการหลอกลวง จะต้องได้รับโทษ เฆี่ยนอย่างน้อย 6 ครั้ง และสูงสุดไม่เกิน 24 ครั้ง นอกเหนือจากโทษจำคุกและปรับเงิน

สำหรับ “บัญชีม้า” หรือผู้ที่ยินยอมมอบบัญชีธนาคาร ข้อมูล Singpass หรือซิมการ์ดให้มิจฉาชีพนำไปใช้ จะถูกลงโทษ เฆี่ยนสูงสุด 12 ครั้ง ตามดุลยพินิจของศาล

ปัญหาการฉ้อโกงในสิงคโปร์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงประชาชนทั่วไป แม้แต่อดีตนายกรัฐมนตรี “ลี เซียนลุง” ก็เคยเปิดเผยว่าเขาเคยตกเป็นเหยื่อการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์แล้วไม่ได้รับของเช่นกัน ขณะเดียวกัน ทางการยังคงเดินหน้าทลายเครือข่ายไซเบอร์สแกมข้ามชาติที่ใช้แรงงานทาสในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อหลอกลวงเหยื่อในรูปแบบ “โรแมนซ์ สแกม” หรือการหลอกให้รัก และการลงทุนคริปโตเคอร์เรนซี

ล่าสุด ตำรวจสิงคโปร์ยังได้สั่งอายัดทรัพย์สินกว่า 115 ล้านดอลลาร์ที่เชื่อมโยงกับมหาเศรษฐีชาวอังกฤษ-กัมพูชา ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังฐานที่ตั้งสแกมเมอร์ขนาดใหญ่ในกัมพูชา

ทั้งนี้ นอกจากการเพิ่มโทษทางอาญาแล้ว รัฐบาลสิงคโปร์ยังได้ออกมาตรการป้องกันคู่ขนาน เช่น แอปพลิเคชัน ScamShield และสายด่วนแห่งชาติ เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ และเน้นย้ำให้ระมัดระวังการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลทุกรูปแบบ.

ที่มา AFP

“คาเลดา เซีย” อดีตนายกฯ หญิงคนแรกของบังกลาเทศ ถึงแก่อสัญกรรมในวัย 80 ปี

"คาเลดา เซีย" อดีตนายกฯ หญิงคนแรกของบังกลาเทศ ถึงแก่อสัญกรรมในวัย 80 ปี

30 ธ.ค. 2568 10:34 น.

“คาเลดา เซีย” อดีตนายกฯ หญิงคนแรกของบังกลาเทศ ถึงแก่อสัญกรรมในวัย 80 ปี

“คาเลดา เซีย” อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของบังกลาเทศและผู้นำพรรค BNP หลังต่อสู้กับโรคร้ายมาอย่างยาวนาน ปิดตำนานคู่ปรับทางการเมืองแห่งทศวรรษของอดีตนายกฯ “ชีค ฮาสินา” ขณะที่บุตรชายเตรียมสานต่อภารกิจนำพรรคสู้ศึกเลือกตั้งใหญ่ปีหน้า

พรรคชาตินิยมบังกลาเทศ (BNP) แถลงผ่านเฟซบุ๊กวันนี้ (30 ธ..ค.) ว่า นางคาเลดา เซีย อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ทรงอิทธิพล ได้ถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบเมื่อเวลา 06.00 น. ณ โรงพยาบาลในกรุงธากา ขณะมีอายุได้ 80 ปี หลังจากเผชิญกับอาการป่วยเรื้อรังหลายโรคมาเป็นเวลานาน

ทีมแพทย์เปิดเผยว่าอาการของนางเซียเข้าขั้นวิกฤตตั้งแต่ช่วงวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยเธอต้องใช้เครื่องช่วยหายใจเพื่อประคับประคองอาการ อย่างไรก็ตาม ด้วยปัญหาสุขภาพที่รุมเร้า ทั้งโรคไต โรคหัวใจ และปอดบวม ประกอบกับอายุที่มากขึ้น ทำให้การรักษาพยาบาลหลายอย่างเป็นไปได้อย่างจำกัด ท่ามกลางสมาชิกครอบครัวที่มาดูใจเป็นครั้งสุดท้าย รวมถึง นายทาริก ราห์มาน บุตรชายที่เพิ่งเดินทางกลับจากลี้ภัยในต่างประเทศ

นางคาเลดา เซีย ก้าวเข้าสู่สปอตไลท์ทางการเมืองในฐานะภริยาของอดีตประธานาธิบดี เซียอูร์ ราห์มาน แต่หลังจากการลอบสังหารสามีในการรัฐประหารเมื่อปี 1981 เธอได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมืองอย่างเต็มตัวจนกลายเป็นผู้นำพรรค BNP

ความสำเร็จสูงสุดของเธอเกิดขึ้นในปี 1991 เมื่อเธอสร้างประวัติศาสตร์เป็น “นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของบังกลาเทศ” หลังนำพรรคชนะการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยครั้งแรกในรอบ 20 ปี และได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้งในปี 2001-2006

ชีวิตทางการเมืองของนางเซียเต็มไปด้วยความผันผวน โดยเฉพาะความขัดแย้งที่ดุเดือดนานหลายทศวรรษกับ นางชีค ฮาสินา ผู้นำพรรคสันนิบาตอวามิ ซึ่งผลัดกันขึ้นครองอำนาจและเป็นฝ่ายค้านมาโดยตลอด ในปี 2018 นางเซียถูกตัดสินจำคุกในข้อหาคดีทุจริตภายใต้รัฐบาลของฮาสินา ซึ่งเธอยืนยันมาเสมอว่าเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง

เธอกลับมาได้รับอิสรภาพอีกครั้งเมื่อปีที่แล้ว หลังจากเกิดการประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่จนทำให้นางฮาสินาต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ และแม้สุขภาพจะย่ำแย่ พรรค BNP เคยประกาศว่านางเซียมีแผนจะลงเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ซึ่งเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกหลังการปฏิวัติ

การจากไปของนางเซียเกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญที่พรรค BNP กำลังเตรียมตัวกลับมามีอำนาจอีกครั้ง โดยคาดการณ์ว่า นายทาริก ราห์มาน วัย 60 ปี บุตรชายของเธอที่เพิ่งเดินทางกลับบังกลาเทศเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังลี้ภัยในกรุงลอนดอนนาน 17 ปี จะขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศคนใหม่หากพรรคชนะการเลือกตั้ง

ทางด้านนายมูฮัมหมัด ยูนุส ผู้นำรัฐบาลรักษาการ ได้ออกมากล่าวแสดงความเสียใจและยกย่องนางเซียว่าเป็น “แรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ของคนในชาติ” พร้อมขอให้ชาวบังกลาเทศร่วมกันสวดภาวนาให้ดวงวิญญาณของเธอไปสู่สุคติ.

ที่มา BBC

พระสงฆ์–ประชาชนกัมพูชากว่า 2,500 คน ร่วมพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้เสียชีวิตปะทะชายแดนไทย–กัมพูชา

พระสงฆ์–ประชาชนกัมพูชากว่า 2,500 คน ร่วมพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้เสียชีวิตปะทะชายแดนไทย–กัมพูชา

30 ธ.ค. 2568 08:38 น.

พระสงฆ์–ประชาชนกัมพูชากว่า 2,500 คน ร่วมพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้เสียชีวิตปะทะชายแดนไทย–กัมพูชา

พระสงฆ์–ประชาชนกัมพูชากว่า 2,500 คน ร่วมพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้เสียชีวิตจากเหตุปะทะชายแดนไทย–กัมพูชา หลังสองประเทศบรรลุข้อตกลงหยุดยิง 

วันที่ 29 ธันวาคม 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พระสงฆ์และประชาชนชาวกัมพูชามากกว่า 2,500 คน เข้าร่วมพิธีทางพุทธศาสนา เพื่อไว้อาลัยแก่ทหารและพลเรือนที่เสียชีวิตจากเหตุความขัดแย้งตามแนวชายแดนกัมพูชา–ไทย โดยพิธีจัดขึ้นที่ อนุสรณ์สถานวิน-วิน ในกรุงพนมเปญ

พิธีนี้นำโดยพระสงฆ์กว่า 100 รูป มีนักเรียนและพุทธศาสนิกชนจำนวนมากเข้าร่วม เพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่ผู้เสียชีวิต พร้อมภาวนาให้เกิดสันติภาพอย่างถาวร ภายหลังทั้งสองประเทศบรรลุข้อตกลง หยุดยิงเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม หลังการสู้รบยืดเยื้อนานเกือบ 20 วัน โดยอนุสรณ์สถานวิน-วิน ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อปี 2561 เพื่อรำลึกถึงการยุติสงครามกลางเมืองของกัมพูชา ถูกเลือกเป็นสถานที่ประกอบพิธีในครั้งนี้ สะท้อนความหมายเชิงสัญลักษณ์ของการยุติความรุนแรงและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

รายงานข่าวระบุว่า การปะทะตามแนวชายแดนที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบราย และประชาชนเกือบ 1 ล้านคน ต้องอพยพออกจากพื้นที่ ขณะที่ข้อตกลงหยุดยิงซึ่งได้รับการสนับสนุนจากหลายประเทศ รวมถึง จีนและสหรัฐฯ กำหนดให้ทั้งสองฝ่ายยุติปฏิบัติการทางทหารทั้งหมด ห้ามยิงหรือเคลื่อนกำลังโดยยั่วยุ และคุ้มครองทั้งเป้าหมายทางทหาร พลเรือน และโครงสร้างพื้นฐานตลอดแนวชายแดน.

ที่มา AP

เนทันยาฮูพบทรัมป์ จี้ฮามาสปลดอาวุธ ขู่อิหร่านอย่าพัฒนาอาวุธ

เนทันยาฮูพบทรัมป์ จี้ฮามาสปลดอาวุธ ขู่อิหร่านอย่าพัฒนาอาวุธ

30 ธ.ค. 2568 06:11 น.

เนทันยาฮูพบทรัมป์ จี้ฮามาสปลดอาวุธ ขู่อิหร่านอย่าพัฒนาอาวุธ

นายกรัฐมนตรีอิสราเอลเดินทางเข้าพบโดนัลด์ ทรัมป์ ที่รัฐฟลอริดา และหารือกันในหลายประเด็นทั้งเรื่องกาซากับอิหร่าน ซึ่งนายทรัมป์เตือนว่าอย่าหวนกลับมาพัฒนาอาวุธอีกครั้ง

เมื่อวันจันทร์ที่ 29 ธ.ค. 2568 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้เปิดรีสอร์ต มาร์-อา-ลาโก ต้อนรับการมาเยือนของนาย เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เพื่อหารือครั้งสำคัญเกี่ยวกับการผลักดันแผนการพักรบในฉนวนกาซาที่ยังคงเปราะบางให้ก้าวไปสู่ระยะต่อไป

ผู้นำทั้งสองยังได้หารือกันในประเด็นเรื่องอิหร่าน โดยทรัมป์กล่าวว่า หากเตหะรานเริ่มสร้างโรงงานนิวเคลียร์ขึ้นมาใหม่ สหรัฐฯ จะ “ทำลายทิ้งให้สิ้นซาก”

ทรัมป์ยังได้ลดกระแสข่าวลือเรื่องความตึงเครียดกับเนทันยาฮู โดยระบุว่า “เขาสามารถเป็นคนที่รับมือได้ยากมาก” แต่อิสราเอล “อาจไม่คงอยู่แล้ว” หากไม่มีการนำของเนทันยาฮู ภายหลังจากเหตุการณ์ที่กลุ่มฮามาสบุกโจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566

ในการแถลงข่าวที่มาร์-อา-ลาโก นายทรัมป์กล่าวชื่นชมว่าการประชุมกับนายเนทันยาฮูนั้น เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยอมรับว่าแม้ทั้งสองผู้นำจะมีความเห็นที่ “แตกต่างกันน้อยมาก” ทว่าพวกเขายังคงมีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องวิธีจัดการกับปัญหาความรุนแรงโดยกลุ่มชาวยิวผู้ตั้งถิ่นฐานในเขตเวสต์แบงก์ ที่ถูกอิสราเอลยึดครอง

“เราได้หารือกัน เป็นการหารือครั้งใหญ่และยาวนานเกี่ยวกับเรื่องเวสต์แบงก์ ผมคงไม่พูดว่าเราเห็นพ้องตรงกัน 100% ในเรื่องนี้ แต่เราจะได้ข้อสรุปเกี่ยวกับเวสต์แบงก์อย่างแน่นอน” ทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าว

เมื่อถูกจี้ถามว่ายังมีประเด็นใดบ้างที่ยังตกลงกันไม่ได้ ทรัมป์บอกกับ CNN ว่า “ผมไม่อยากทำอย่างนั้น (บอกรายละเอียด) มันจะมีการประกาศในช่วงเวลาที่เหมาะสม แต่เขา (เนทันยาฮู) จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง”

นายทรัมป์บอกด้วยว่า กลุ่มฮามาสจะได้รับเวลาที่สั้นมาก ๆ ในการปลดอาวุธเพื่อเคลื่อนเข้าสู่เฟสที่สองของแผนการสันติภาพ และเขาไม่กังวลเรื่องการดำเนินการของอิสราเอล รวมถึงความเร็วในการขับเคลื่อนเข้าสู่เฟสที่สองด้วย

“ผมไม่ได้กังวลในสิ่งที่อิสราเอลกำลังทำอยู่เลย ผมกังวลในสิ่งที่คนอื่นกำลังทำ หรืออาจจะเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่ได้ทำมากกว่า แต่อิสราเอลน่ะผมไม่กังวล พวกเขาทำตามแผนที่วางไว้ พวกเขาแข็งแกร่งมาก” นายทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าว และเสริมว่า “อิสราเอลปฏิบัติตามแผนอย่างครบถ้วน 100%”

ในประเด็นเรื่องอิหร่าน ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่า อิหร่านอาจกำลังพยายามสร้างขีดความสามารถด้านอาวุธขึ้นมาใหม่ในสถานที่ที่ต่างไปจากจุดที่สหรัฐฯ เคยโจมตีไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

“ผมหวังว่าอิหร่านจะไม่พยายามเสริมกำลังอาวุธตามที่ผมได้อ่านมา ว่าพวกเขากำลังสร้างทั้งอาวุธและสิ่งอื่น ๆ ขึ้นมา” นายทรัมป์กล่าว “หากเป็นเช่นนั้นจริง พวกเขาก็คงไม่ได้ใช้สถานที่เดิมที่เราทำลายจนราบคาบไปแล้ว แต่อาจจะใช้สถานที่แห่งอื่นแทน”

ทรัมป์ได้เตือนอิหร่านอีกครั้งเกี่ยวกับการฟื้นฟูโครงการขีปนาวุธพร้อมขู่ว่าจะเกิดผลลัพธ์ที่ “รุนแรงมาก” หากอิหร่านยังคงดำเนินการต่อไป และเสริมด้วยว่า แม้เขาจะไม่เชื่อว่าอิหร่านพยายามขยายขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ แต่เขาก็กังวลว่าอิหร่าน “อาจจะกำลังมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม” โดยไม่ได้ระบุรายละเอียดที่เจาะจงไปมากกว่านี้

“หากพวกเขาทำเช่นนั้นจริง เราจะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องกำจัดการเสริมกำลังนั้นอย่างรวดเร็ว” นายทรัมป์กล่าว “เรารู้ดีว่าพวกเขากำลังมุ่งหน้าไปทางไหน กำลังทำอะไร และผมหวังว่าพวกเขาจะไม่ทำมันจริง ๆ”

ทรัมป์กล่าวทิ้งท้ายว่า “นี่เป็นเพียงสิ่งที่เราได้ยินมา ซึ่งตามปกติแล้ว ที่ไหนมีควัน ที่นั่นก็มักจะมีไฟ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ฟอร์บส์ประกาศ นักร้องสาว “บียอนเซ่” ขึ้นแท่นมหาเศรษฐีพันล้านครั้งแรก

ฟอร์บส์ประกาศ นักร้องสาว “บียอนเซ่” ขึ้นแท่นมหาเศรษฐีพันล้านครั้งแรก

30 ธ.ค. 2568 05:19 น.

ฟอร์บส์ประกาศ นักร้องสาว “บียอนเซ่” ขึ้นแท่นมหาเศรษฐีพันล้านครั้งแรก

ฟอร์บส์ประกาศว่า บียอนเซ่ นักร้องสาวชื่อดังระดับโลกก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีพันล้านของโลกได้เป็นครั้งแรก และมีคอนเสิร์ตกับอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

เมื่อ 29 ธ.ค. 2568 นิตยสาร “ฟอร์บส์” (Forbes) ผู้นำเสนอข่าวสารด้านธุรกิจ การเงิน และไลฟ์สไตล์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกของสหรัฐฯ ประกาศให้ บียอนเซ่ นักร้องสาวชื่อดัง เป็นเศรษฐีพันล้าน (billionaire) อย่างเป็นทางการแล้ว ทำให้เธอเป็นศิลปินเพลงรายที่ 5 ที่ได้ก้าวเข้าสู่ทำเนียบกลุ่มบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก

ฟอร์บส์รายงานว่า ซูเปอร์สตาร์ชาวอเมริกันรายนี้ได้เข้าร่วมกลุ่มศิลปินระดับอีลิทที่มีทรัพย์สินแตะระดับ 10 หลัก หรือ พันล้าน (หน่วยดอลลาร์) ซึ่งรวมถึง เทย์เลอร์ สวิฟต์, ริฮันนา, บรูซ สปริงส์ทีน และ เจย์-ซี สามีของเธอ ซึ่งนิตยสารทางธุรกิจฉบับนี้ระบุว่า เขามีทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ 2.5 พันล้านดอลลาร์

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ฟอร์บส์เคยประเมินมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของบียอนเซ่ไว้ที่ 800 ล้านดอลลาร์และคาดการณ์ว่าเธอจะก้าวข้ามขีดจำกัดสู่การเป็นเศรษฐีพันล้านเป็นครั้งแรก หลังจากประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องมานานหลายปี

ทัวร์คอนเสิร์ต “Renaissance World Tour” ในปี 2566 ของเธอทำรายได้รวมไปเกือบ 600 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้เธอกลายเป็นหนึ่งในไอคอนของวงการเพลงป็อปที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกเคียงคู่กับ เทย์เลอร์ สวิฟต์

บียอนเซ่ได้อำนวยการสร้างภาพยนตร์บันทึกการแสดงคอนเสิร์ตดังกล่าว ซึ่งเป็นทัวร์เดี่ยวครั้งแรกของเธอในรอบ 7 ปี และจัดจำหน่ายโดยตรงผ่านข้อตกลงกับเครือโรงภาพยนตร์ AMC ซึ่งทำให้เธอได้รับส่วนแบ่งเกือบครึ่งหนึ่งจากรายได้บ็อกซ์ออฟฟิศทั่วโลกของภาพยนตร์เรื่องนี้ที่มีมูลค่า 44 ล้านดอลลาร์

ขณะเดียวกัน อัลบั้ม Cowboy Carter ในปี 2567 ของเธอ ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองและให้ความสำคัญกับรากเหง้าของคนผิวดำในดนตรีคันทรี ได้รับการยกย่องจากนักวิจารณ์และคว้ารางวัลอัลบั้มแห่งปี จากงานประกาศรางวัลแกรมมี (Grammy Awards) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่บียอนเซ่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ หลังเคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงมาแล้วถึง 4 ครั้ง

ฟอร์บส์ประเมินว่าทัวร์ Cowboy Carter ซึ่งมีการปรากฏตัวของแขกรับเชิญอย่าง เจย์-ซี, ลูกสองในสามคนของพวกเขา รวมถึงเพื่อนร่วมวงเดสทินีส์ไชลด์ (Destiny’s Child) สามารถกวาดรายได้จากการจำหน่ายบัตรไปได้รวมกว่า 400 ล้านดอลลาร์ และอีก 50 ล้านดอลลาร์จากการจำหน่ายสินค้าหน้างานคอนเสิร์ต

แม้ว่าทัวร์ครั้งนี้จะทำลายสถิติยอดจำหน่ายบัตรที่สนามทอตแนมฮอตสเปอร์ในลอนดอน และที่สตาดเดอฟร็องส์ในปารีส แต่มันก็ประสบปัญหาการขายบัตรที่ล่าช้า จนผู้จัดต้องตัดสินใจลดราคาบัตรบางส่วนเพื่อหวังให้มีผู้ชมเต็มทุกที่นั่ง

อย่างไรก็ตาม ทัวร์นี้มีราคาบัตรระดับพรีเมียมที่สูงที่สุดในบรรดาศิลปินที่มาเยือนสหราชอาณาจักรในปี 2568 โดยมีราคาสูงถึง 950 ปอนด์ (ราว 40,500 บาท) ในขณะที่บัตรที่ถูกที่สุดมีราคา 71 ปอนด์ (ราว 3,000 บาท)

ฟอร์บส์ระบุเพิ่มเติมว่า การแสดงโชว์ช่วงพักครึ่งเวลาพิเศษสำหรับการถ่ายทอดสดเกม NFL ในวันคริสต์มาสครั้งแรกของ Netflix ทำรายได้ให้บียอนเซ่ประมาณ 50 ล้านดอลลาร์ และมีรายได้อีก 10 ล้านดอลลาร์จากการเป็นพรีเซนเตอร์โฆษณาชุดใหญ่ของแบรนด์ลีวายส์ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เซเลนสกีปฏิเสธข้อกล่าวหา ยูเครนส่งโดรนโจมตีบ้านปูติน

เซเลนสกีปฏิเสธข้อกล่าวหา ยูเครนส่งโดรนโจมตีบ้านปูติน

30 ธ.ค. 2568 02:08 น.

เซเลนสกีปฏิเสธข้อกล่าวหา ยูเครนส่งโดรนโจมตีบ้านปูติน

เซเลนสกี ปฏิเสธคำกล่าวอ้างของเจ้าหน้าที่รัสเซียที่ว่า เคียฟส่งโดรนเกือบร้อยลำโจมตีบ้านพักของ วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ขณะที่ปูตินยืนยันจะตอบโต้อย่างรุนแรง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันจันทร์ที่ 29 ธ.ค. 2568 ว่า นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาของรัสเซียที่ว่า ฝ่ายยูเครนส่งโดรนโจมตีหนึ่งในที่พักของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน พร้อมทั้งกล่าวหามอสโกว่าพยายามขัดขวางการเจรจาสันติภาพ

ก่อนหน้านี้ นายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย อ้างว่ายูเครนส่งอากาศยานไร้คนขับ (UAV) พิสัยไกลจำนวน 91 ลำ เข้าโจมตีบ้านพักรับรองของประธานาธิบดีปูตินในภูมิภาคนอฟโกรอด ทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัสเซียเมื่อคืนที่ผ่านมา แต่ถูกยิงสกัดได้ทั้งหมด โดยที่ไม่พบผู้บาดเจ็บหรือความเสียหายแต่อย่างใด

เซเลนสกีปฏิเสธคำกล่าวอ้างนี้ โดยระบุผ่าน X ว่านี่เป็น “คำโกหกตามแบบฉบับของรัสเซีย” ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อให้รัฐบาลเครมลินของรัสเซีย มีข้ออ้างในการโจมตียูเครนต่อไป

เซเลนสกีกล่าวหาอีกว่า ก่อนหน้านี้รัสเซียเองต่างหากที่เป็นฝ่ายมุ่งเป้าโจมตีอาคารรัฐบาลต่างๆ ในกรุงเคียฟ และว่า “เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่โลกจะต้องไม่นิ่งดูดาย เราไม่อาจยอมปล่อยให้รัสเซียทำลายความพยายามในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนได้”

ด้านทางการรัสเซียระบุว่า จากนี้จะมีการทบทวนจุดยืนของตนเองในการเจรจาสันติภาพ ทั้งนี้ ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าปูตินอยู่ที่ใดในช่วงเวลาที่ถูกอ้างว่าเกิดการโจมตีดังกล่าว

“เมื่อพิจารณาถึงความเสื่อมทรามถึงขีดสุดของระบอบอาชญากรรมในเคียฟ ซึ่งได้เปลี่ยนไปใช้นโยบายการก่อการร้ายโดยรัฐ จุดยืนในการเจรจาของรัสเซียจะถูกนำมาทบทวนใหม่” นายลาฟรอฟกล่าว

อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวทาสส์ (Tass) ของรัสเซียรายงานว่า นายลาฟรอฟได้กล่าวทิ้งท้ายว่ารัสเซียไม่ได้มีความตั้งใจที่จะถอนตัวจากการกระบวนการเจรจากับสหรัฐฯ

ทั้งนี้ ทำเนียบขาวสหรัฐฯ เปิดเผยในวันจันทร์ว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ “เสร็จสิ้นการต่อสายพูดคุยในเชิงบวก” กับปูติน ภายหลังจากการหารือระหว่างสหรัฐฯ และยูเครนเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

โดยนายยูริ อูชาคอฟ ที่ปรึกษานโยบายต่างประเทศของรัฐบาลรัสเซียบอกกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันจันทร์ว่า ในระหว่างการพูดคุยนั้น ปูตินได้ชี้ให้เห็นว่าเหตุโจมตีที่พักของเขาตามที่รัสเซียกล่าวอ้างนั้น เกิดขึ้นแทบจะทันทีหลังจากการเจรจาระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ กับเซเลนสกี ซึ่งสหรัฐฯ มองว่าเป็นความสำเร็จ

นายอูชาคอฟอ้างด้วยว่า “ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตกใจกับข้อมูลนี้ เขารู้สึกโกรธและบอกว่าเขาไม่อยากจะเชื่อว่ามีการกระทำที่บ้าคลั่งเช่นนี้เกิดขึ้น นอกจากนี้ยังมีการระบุด้วยว่า เรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อแนวทางที่สหรัฐฯ จะใช้ในการร่วมงานกับเซเลนสกีอย่างไม่ต้องสงสัย”

อย่างไรก็ตาม ทำเนียบขาวสหรัฐฯ ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องการโจมตีที่รัสเซียกล่าวอ้างแต่อย่างใด

นายอูชาคอฟเสริมว่า ปูตินได้ประกาศว่า “การกระทำอันเป็นการก่อการร้ายที่ไร้ความยั้งคิด” ครั้งนี้ จะได้รับการตอบโต้อย่าง “รุนแรงที่สุด”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc