เฮลิคอปเตอร์การแพทย์ตก บนเขาคิลิมันจาโร ดับสลด 5 ศพ

เฮลิคอปเตอร์การแพทย์ตก บนเขาคิลิมันจาโร ดับสลด 5 ศพ

26 ธ.ค. 2568 05:27 น.

เฮลิคอปเตอร์การแพทย์ตก บนเขาคิลิมันจาโร ดับสลด 5 ศพ

เกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกบนยอดเขาคิลิมันจาโร ในแทนซาเนีย ขณะปฏิบัติภารกิจทางการแพทย์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ศพ รวมชาวต่างชาติ

สำนักงานการบินพลเรือนของประเทศแทนซาเนียแถลงในวันพฤหัสบดีที่ 25 ธ.ค. 2568 ว่า เกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกบริเวณภูเขาคิลิมันจาโร ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 5 ศพ ขณะที่สื่อท้องถิ่นรายงานว่าอากาศยานลำดังกล่าวอยู่ระหว่างการปฏิบัติภารกิจกู้ชีพทางการแพทย์

องค์การอุทยานแห่งชาติแทนซาเนียระบุในแถลงการณ์ว่า ผู้เสียชีวิตประกอบด้วยมัคคุเทศก์และแพทย์ เป็นชาวแทนซาเนียทั้งคู่, นักบินชาวซิมบับเว และนักท่องเที่ยวชาวสาธารณรัฐเช็กอีก 2 ราย

สำนักงานการบินพลเรือนฯ บอกอีกว่า เฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวตกลงใกล้กับค่ายบาราฟู (Barafu Camp) บนภูเขาเมื่อวันพุธที่ผ่านมา แต่ยังไม่มีการเปิดเผยว่าอะไรเป็นสาเหตุทำให้เฮลิคอปเตอร์ลำนี้ตก

อนึ่ง ยอดเขาคิลิมันจาโร เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในทวีปแอฟริกา มีความสูงเกือบ 6,000 เมตร (20,000 ฟุต) เหนือระดับน้ำทะเล ในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาปีนเขาคิลิมันจาโรประมาณ 50,000 คน

หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น Mwananchi รายงานว่าเฮลิคอปเตอร์ลำนี้ตกที่ระดับความสูงระหว่าง 4,670 ถึง 4,700 เมตร

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

โบลโซนาโร อดีต ปธน.บราซิล ผ่าตัดรักษาไส้เลื่อนสำเร็จ

โบลโซนาโร อดีต ปธน.บราซิล ผ่าตัดรักษาไส้เลื่อนสำเร็จ

26 ธ.ค. 2568 04:26 น.

โบลโซนาโร อดีต ปธน.บราซิล ผ่าตัดรักษาไส้เลื่อนสำเร็จ

ชาอีร์ โบลโซนาโร อดีตประธานาธิบดีบราซิล เข้ารับการผ่าตัดไส้เลื่อนและประสบความสำเร็จด้วยดี หลังจากเขาได้รับอนุญาตจากศาลให้ออกจากคุกเพื่อรับการรักษาได้

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 ธ.ค. 2568 นางมิเชล ภริยาของนายชาอีร์ โบลโซนาโร อดีตประธานาธิบดีบราซิลที่ถูกลงโทษจำคุก เปิดเผยว่า สามีของเธอเข้ารับการผ่าตัดรักษาโรคไส้เลื่อนคู่ (Double Hernia) เป็นที่เรียบร้อยและประสบผลสำเร็จด้วยดี

อดีตผู้นำรายนี้กำลังรับโทษจำคุก 27 ปี โทษฐานพยายามก่อรัฐประหาร หลังจากที่เขาพ่ายแพ้การเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2565 ให้กับคู่แข่งฝ่ายซ้ายอย่าง ลูอิส อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา

ศาลฎีกาของบราซิลได้อนุญาตให้นายโบลโซนาโรในวัย 70 ปี เดินทางออกจากห้องขังในกองบัญชาการตำรวจส่วนกลางที่เขาถูกคุมขังอยู่ เพื่อไปยังโรงพยาบาลในกรุงบราซีเลียซึ่งเป็นเมืองหลวง และเข้ารับการผ่าตัดรักษาโรคได้

ก่อนที่จะเข้ารับการผ่าตัด นายชาอีร์ โบลโซนาโร ได้ประกาศสนับสนุน นายฟลาบิโอ บุตรชายคนโตของเขา ในการลงสมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีปี 2569

อดีตประธานาธิบดีได้ประกาศการตัดสินใจของเขาผ่านจดหมายที่เขียนด้วยลายมือ ซึ่งถูกนำมาอ่านโดยนายฟลาบิโอ โบลโซนาโร ที่บริเวณด้านหน้าโรงพยาบาลซึ่งบิดาของเขากำลังเข้ารับการรักษา

“ตลอดชีวิตของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้ต่อสู้ในศึกที่ยากลำบาก ยอมจ่ายราคาที่แสนแพงด้วยทั้งสุขภาพและครอบครัว เพื่อปกป้องสิ่งที่ข้าพเจ้าคิดว่าดีที่สุดสำหรับประเทศของเรา” โบลโซนาโรเขียนไว้ในจดหมาย

“ข้าพเจ้าขอมอบสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของคนเป็นพ่อ นั่นคือลูกชายของข้าพเจ้าเอง เพื่อปฏิบัติภารกิจในการกอบกู้ประเทศบราซิลของเรา”

นายฟลาบิโอ โบลโซนาโร วุฒิสมาชิกวัย 44 ปี ได้ประกาศการตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีในนามพรรคลิเบอรัล (Liberal Party) ของบิดาไปก่อนหน้านี้แล้ว

เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา นายฟลาบิโอกล่าวว่าบิดาได้มอบหมาย “ภารกิจในการสานต่อโครงการระดับชาติของเรา” ให้แก่เขา แต่จดหมายของนายชาอีร์ โบลโซนาโร ซึ่งถูกเผยแพร่โดยสื่อมวลชนบราซิล ถือเป็นการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าวุฒิสมาชิกผู้นี้ได้รับการสนับสนุนจากบิดาอย่างเต็มที่

ทางด้านประธานาธิบดีลูลา ดา ซิลวา ผู้นำคนปัจจุบัน ประกาศแล้วว่าเขามีแผนจะลงสมัครรับเลือกตั้งอีกครั้งในการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่จะมีขึ้นในเดือนตุลาคม 2569

ทั้งนี้ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี 2565 ต้องตัดสินกันในการเลือกตั้งรอบที่สอง (Run-off) ซึ่งเป็นการขับเคี่ยวกันระหว่างนายโบลโซนาโร ที่ขณะนั้นเป็นประธานาธิบดี กับนายลูลา อดีตประธานาธิบดีของบราซิล

เมื่อนายลูลาชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงที่สูสีกันมาก นายโบลโซนาโรจึงปฏิเสธที่จะยอมรับผลการเลือกตั้ง และถูกกล่าวหาว่า ร่วมกับผู้นำระดับสูงทางทหารวางแผนเพื่อขัดขวางไม่ให้นายลูลาเข้ารับตำแหน่ง

แม้ว่าแผนการดังกล่าวจะไม่ได้รับแรงสนับสนุนจากกองทัพมากพอที่จะดำเนินการต่อไปได้ แต่ก็นำไปสู่เหตุการณ์บุกรุกอาคารรัฐบาลโดยกลุ่มผู้สนับสนุนของโบลโซนาโร เมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2566

โบลโซนาโรถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาวางแผนก่อรัฐประหาร และถูกตัดสินจำคุกเมื่อเดือนกันยายนปีนี้

แต่ถึงแม้ว่าจะถูกตัดสินว่ามีความผิดแล้ว โบลโซนาโรผู้พ่อก็ยังคงมีอิทธิพลทางการเมืองอย่างมาก สภาคองเกรสของบราซิลได้ผ่านร่างกฎหมายเมื่อสัปดาห์ก่อน เพื่อลดโทษจำคุกของเขาลงอย่างมาก แต่ประธานาธิบดีลูลากล่าวว่าเขาจะใช้สิทธิยับยั้ง (Veto) ร่างกฎหมายดังกล่าว

อนึ่ง คาดว่านายชาอีร์ โบลโซนาโร จะถูกส่งตัวกลับไปยังกองบัญชาการตำรวจส่วนกลางเพื่อคุมขังต่อทันทีที่คณะแพทย์อนุญาต

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

โป๊ปเลโอที่ 14 มีพระราชดำรัสวันคริสต์มาสครั้งแรก วอนโลกยุติขัดแย้ง

โป๊ปเลโอที่ 14 มีพระราชดำรัสวันคริสต์มาสครั้งแรก วอนโลกยุติขัดแย้ง

26 ธ.ค. 2568 01:53 น.

โป๊ปเลโอที่ 14 มีพระราชดำรัสวันคริสต์มาสครั้งแรก วอนโลกยุติขัดแย้ง

โป๊ปเลโอที่ 14 มีพระราชดำรัสวันคริสต์มาสเป็นครั้งแรก โดยพระองค์ตรัสถึงปัญหาความขัดแย้งทั่วโลก โดยวิงวอนให้รัสเซียกับยูเครนหันหน้าเจรจากัน และแสดงความเป็นห่วงชาวกาซา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ประทานพระดำรัสเนื่องในโอกาสวันคริสต์มาสครั้งแรก ที่จัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ ในนครรัฐวาติกัน เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2568 โดยพระองค์ทรงเรียกร้องให้ยูเครนและรัสเซียค้นหา “ความกล้าหาญ” ในการเจรจาโดยตรงเพื่อยุติสงคราม

โป๊ปเลโอที่ 14 ทรงเรียกร้องให้ยุติความขัดแย้งต่าง ๆ ทั่วโลกในระหว่างการประทานพร “Urbi et Orbi” ซึ่งตามประเพณีแล้วประมุขแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิกจะมีพระราชดำรัสแก่คริสต์ศาสนิกชน ที่มารวมตัวกันในนครรัฐวาติกันในวันคริสต์มาส

สมเด็จพระสันตะปาปาตรัสถึงกรณีของยูเครนว่า “ขอให้เสียงอึกทึกของอาวุธสงครามสงบลง และขอให้ฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ภายใต้การสนับสนุนและความมุ่งมั่นของประชาคมโลก จงค้นหาความกล้าหาญที่จะหันหน้าเข้าหากันเพื่อสนทนาอย่างจริงใจ โดยตรง และให้เกียรติซึ่งกันและกัน”

คำอ้อนวอนของโป๊ปเลโอมีขึ้นในขณะที่การเจรจาเรื่องข้อตกลงสันติภาพระหว่างยูเครนกับรัสเซีย ซึ่งนำโดยสหรัฐอเมริกายังคงดำเนินต่อไป โดยสหรัฐฯ พยายามจัดทำข้อตกลงที่เป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่าย แต่การเจรจาโดยตรงระหว่างรัสเซียและยูเครนยังไม่เกิดขึ้น

โป๊ปเลโอยังทรงตำหนิความวุ่นวายและความขัดแย้งที่กำลังรุมเร้าส่วนอื่นๆ ของโลก รวมถึงในประเทศไทยและกัมพูชา ซึ่งเกิดการปะทะกันตามแนวชายแดนที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต แม้จะมีการประกาศหยุดยิงไปเมื่อเดือนกรกฎาคมก็ตาม และทรงขอให้ “มิตรภาพอันยาวนาน” ของนานาประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับการฟื้นฟู และขอให้ทุกฝ่าย “ร่วมกันทำงานเพื่อมุ่งสู่การคืนดีและสันติภาพ”

ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน ในขณะที่โป๊ปเลโอที่ 14 ทรงแสดงธรรมเนื่องในวันคริสต์มาส ที่มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ พระองค์แสดงความเสียพระทัยต่อสภาพความเป็นอยู่ของคนไร้บ้านทั่วโลก และความเสียหายที่เกิดจากความขัดแย้งต่างๆ

“เนื้อหนังของประชากรที่ไร้ทางสู้ช่างเปราะบางเหลือเกิน พวกเขาต้องบอบช้ำจากสงครามมากมาย ทั้งที่ยังดำเนินอยู่หรือสิ้นสุดลงแล้ว โดยทิ้งไว้เพียงซากปรักหักพังและบาดแผลที่ยังไม่ปิดสนิท” สมเด็จพระสันตะปาปาตรัส

พระองค์ตรัสด้วยว่าเรื่องราวการประสูติของพระเยซู แสดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรง “กางเต็นท์อันเปราะบางของพระองค์” ท่ามกลางผู้คนในโลก ก่อนจะทรงตั้งคำถามว่า ในเมื่อเป็นเช่นนั้น “เราจะไม่นึกถึงเต็นท์ในฉนวนกาซา ที่ต้องตากฝน ลม และความหนาวเย็นมานานหลายสัปดาห์ได้อย่างไร?”

ทั้งนี้ ฉนวนกาซาได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการทิ้งระเบิดของอิสราเอลในสงครามที่ยืดเยื้อมานานสองปี ซึ่งมีชนวนเหตุมาจากการโจมตีอิสราเอลของกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2566

ตอนนี้พายุฤดูหนาวกำลังซ้ำเติมสถานการณ์อันเลวร้ายของประชากร 2.1 ล้านคนในกาซา ซึ่งเกือบทั้งหมดต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น และบ้านเรือนของพวกเขาได้รับความเสียหายหรือถูกทำลาย ในขณะที่หน่วยงานบรรเทาทุกข์ต่างเรียกร้องให้อิสราเอลอนุญาตให้ส่งเต็นท์และสิ่งของจำเป็นเร่งด่วนเข้าไปในฉนวนกาซามากขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

คิงชาร์ลส์ที่ 3 อวยพรวันคริสต์มาส เรียกร้องความสามัคคีในโลกที่แบ่งแยก

คิงชาร์ลส์ที่ 3 อวยพรวันคริสต์มาส เรียกร้องความสามัคคีในโลกที่แบ่งแยก

26 ธ.ค. 2568 00:14 น.

คิงชาร์ลส์ที่ 3 อวยพรวันคริสต์มาส เรียกร้องความสามัคคีในโลกที่แบ่งแยก

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งอังกฤษ ทรงมีพระราชดำรัสเนื่องในวันคริสต์มาส เรียกร้องให้มีความสามัคคีกัน ท่ามกลางโลกที่แบ่งแยกมากขึ้นเรื่อยๆ

สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งอังกฤษ มีพระราชดำรัสเนื่องในวันคริสต์มาส เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 ธ.ค. 2568 โดยพระองค์ทรงระลึกถึงจิตวิญญาณในสมัยสงคราม และทรงเรียกร้องให้ชุมชนต่างๆ ร่วมแรงร่วมใจกันในโลกที่ทวีความแตกแยกมากขึ้น และทรงกระตุ้นให้ผู้คนหันมา “ทำความรู้จักกับเพื่อนบ้านของเรา” มากขึ้น

ในพระราชดำรัสเนื่องในวันคริสต์มาสของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ซึ่งบันทึกวิดีโอไว้ล่วงหน้าที่โบสถ์เวสต์มินสเตอร์แอบบีย์ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ตรัสว่า “เมื่อข้าพเจ้าได้พบปะกับผู้คนที่มีความเชื่อต่างกัน ข้าพเจ้ารู้สึกมีกำลังใจอย่างยิ่งที่ได้ยินว่าพวกเรามีสิ่งร่วมกันมากเพียงใด”

“ด้วยความหลากหลายอันยิ่งใหญ่ของชุมชนของเรา เราจะสามารถค้นพบความเข้มแข็งภายในตนเอง เพื่อทำให้แน่ใจว่า ความถูกต้องจะได้รับชัยชนะเหนือความผิด”

พระองค์ยังรำลึกถึงวันครบรอบ 80 ปี วัน VE Day (วันแห่งชัยชนะในยุโรป) และวัน VJ Day (วันแห่งชัยชนะเหนือญี่ปุ่น) ในสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยทรงยกย่องใน “ความกล้าหาญและการเสียสละ” ของคนรุ่นสมัยสงคราม รวมถึงความสมัครสมานสามัคคีของพวกเขาเมื่อต้องเผชิญกับความทุกข์ยาก และตรัสว่า เราไม่ควรละเลย “คุณค่า” ที่ชุมชนต่างๆ ร่วมมือร่วมใจกันท่ามกลางความท้าทายอันยิ่งใหญ่เช่นนั้น

“สิ่งเหล่านี้คือคุณค่าที่หล่อหลอมประเทศของเรา … ในขณะที่เราได้ยินเรื่องความแตกแยก ทั้งในบ้านเราเองและในต่างประเทศ สิ่งเหล่านี้คือคุณค่าที่เราต้องไม่ละสายตาไปอย่างเด็ดขาด”

คิงชาร์ลส์ทรงยกย่อง “ความกล้าหาญที่เกิดขึ้นโดยสัญชาตญาณ” ของผู้ที่เข้าช่วยเหลือในเหตุการณ์ฉุกเฉินต่างๆ เช่น เหตุโจมตีที่หาดบอนไดในประเทศออสเตรเลีย

ในวิดีโอยังแสดงให้เห็นภาพคิงชาร์ลส์เสด็จเยือนโบสถ์ยิวในเมืองแมนเชสเตอร์ และเผยแพร่ภาพตอนที่พระองค์เสด็จเยือนนครรัฐวาติกันอย่างเป็นทางการในปีนี้ โดยพระองค์ตรัสถึง “ช่วงเวลาประวัติศาสตร์แห่งความเป็นหนึ่งเดียวกันทางจิตวิญญาณ” เมื่อครั้งที่พระองค์ทรงสวดมนต์ร่วมกับสมเด็จพระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14

กษัตริย์แห่งอังกฤษยังทรงเรียกร้องให้เกิดความเงียบสงบในขณะที่ “โลกของเราดูเหมือนจะหมุนเร็วขึ้นเรื่อยๆ” และยกคำพูดของ ที. เอส. เอเลียต (T.S. Eliot) กวีชื่อดัง เกี่ยวกับการค้นหา “จุดที่หยุดนิ่งของโลกที่กำลังหมุนไป” ด้วย สื่อถึงผลกระทบจากเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีต่อชุมชน และว่าผู้คนอาจลองพิจารณาทำ “การดีท็อกซ์ทางดิจิทัล”

อนึ่ง นี่นับเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันแล้ว ที่พระเจ้าชาร์ลส์มีพระราชดำรัสเนื่องในวันคริสต์มาสจากนอกพระราชวังบักกิงแฮม โดยพระองค์ทรงใช้โบสถ์ภายในเวสต์มินสเตอร์แอบบีย์ เพื่อตรัสเกี่ยวกับ “การแสวงบุญ” ของชีวิตและบทเรียนสำหรับยุคปัจจุบัน

ข้อความวันคริสต์มาสในปีนี้ พระเจ้าชาร์ลส์ไม่ได้ตรัสถึงความท้าทายส่วนพระองค์เลย รวมถึงเรื่องพระพลานามัย หลังจากเมื่อไม่นานมานี้ พระองค์ทรงบันทึกวิดีโอข้อความว่ามี “ข่าวดี” ที่การรักษาโรคมะเร็งของพระองค์จะลดลงในปีหน้า และไม่มีการตรัสถึงพระอนุชา แอนดรูว์ เมานต์แบ็ตเทน-วินด์เซอร์ ผู้กำลังพัวพันกับเรื่องอื้อฉาวด้วย

ในขณะที่ภาพยนตร์สั้นประกอบพระราชดำรัสมุ่งเน้นไปที่ การปฏิบัติพระกรณียกิจของสมาชิกราชวงศ์อื่นๆ รวมถึงเจ้าชายวิลเลียมและเจ้าหญิงเคท โดยมีภาพของเจ้าชายจอร์จ เสด็จเยือนองค์กรการกุศลเพื่อคนไร้บ้าน “The Passage” เป็นครั้งแรก ซึ่งพระองค์เสด็จไปพร้อมกับพระบิดา เจ้าชายวิลเลียม เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สถานทูตกัมพูชา เตือน ปชช.เลี่ยงเดินทางผ่านไทย อ้างเจอปัญหามากมาย

สถานทูตกัมพูชา เตือน ปชช.เลี่ยงเดินทางผ่านไทย อ้างเจอปัญหามากมาย

25 ธ.ค. 2568 22:28 น.

สถานทูตกัมพูชา เตือน ปชช.เลี่ยงเดินทางผ่านไทย อ้างเจอปัญหามากมาย

สถานทูตกัมพูชาในหลายประเทศ เตือนพลเมืองของตัวเองและนักท่องเที่ยว ให้หลีกเลี่ยงเดินทางไปกัมพูชาผ่านสนามบินไทย หรือสายการบินของไทย อ้างเผชิญปัญหาที่ไม่เป็นธรรมมากมาย

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 ธ.ค. 2568 สถานทูตของกัมพูชาในหลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย, อังกฤษ และ ญี่ปุ่น ออกประกาศผ่านเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของตัวเอง เตือนให้พลเมืองและนักท่องเที่ยว หลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านสนามบินไทย หรือสายการบินของไทย เพื่อเข้าสู่กัมพูชา อ้างต้องเผชิญกับปัญหายุ่งยากเกินปกติมากมาย

ประกาศของสถานทูตกัมพูชาประจำออสเตรเลียอ้างว่า “มีรายงานเกี่ยวกับความยากลำบากที่นักเดินทางไปยังราชอาณาจักรกัมพูชาต้องเผชิญในระหว่างการต่อเครื่อง (Transit) ในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักเดินทางชาวยุโรปบางส่วนที่ต่อเครื่องในประเทศไทยได้ถูกตรวจสอบด้วยมาตรการที่เกินกว่าเหตุและไม่สมเหตุสมผล”

มาตรการดังกล่าวรวมถึง การซักถามและขั้นตอนการดำเนินงานที่ยาวนานก่อนขึ้นเครื่อง, การเรียกร้องหลักฐานแสดงทรัพยากรทางการเงินที่เพียงพออย่างไม่ยุติธรรม และ การตรวจสอบการจองที่พักในกัมพูชาอย่างเข้มงวดเกินไป

ประกาศอ้างอีกว่า “ในกรณีที่รุนแรงกว่านั้น มาตรการข้างต้นได้มาพร้อมกับปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการตรวจค้นและจัดการกระเป๋าสัมภาระที่ผิดพลาด ซึ่งส่งผลให้สัมภาระที่เช็คอินสูญหายเมื่อเดินทางถึงกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา” และเพื่อเป็นการระมัดระวัง จึงขอแนะนำเป็นอย่างยิ่งให้นักเดินทางเลือกเส้นทางอื่นในการเดินทางไปยังกัมพูชา

ขณะที่ประกาศของสถานทูตกัมพูชาในอังกฤษกับญี่ปุ่นก็มีเนื้อหาคล้ายกัน แต่ในประกาศที่อังกฤษ สถานทูตกัมพูชามีการเน้นย้ำด้วยว่า “เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าว นักเดินทางจึงได้รับคำแนะนำให้พิจารณาหลีกเลี่ยงการต่อเครื่องผ่านประเทศไทยและการใช้สายการบินของไทยเป็นการชั่วคราว เมื่อเดินทางไปยังกัมพูชา”

“โปรดทราบว่ายังมีสายการบินและเส้นทางการบินอื่นๆ อีกมากมายที่ยังคงให้บริการที่มีคุณภาพและการต่อเครื่องที่ราบรื่น โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติและให้ความเคารพต่อนักเดินทางอย่างเหมาะสม” และ “ราชอาณาจักรกัมพูชายังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยและยินดีต้อนรับทุกท่าน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

โซเชียลจีนเดือด รุมวิจารณ์ “นโยบายลูกคนเดียว” หลังการเสียชีวิตของอดีตแม่ทัพการคุมประชากร

โซเชียลจีนเดือด รุมวิจารณ์ "นโยบายลูกคนเดียว" หลังการเสียชีวิตของอดีตแม่ทัพการคุมประชากร

25 ธ.ค. 2568 15:42 น.

โซเชียลจีนเดือด รุมวิจารณ์ “นโยบายลูกคนเดียว” หลังการเสียชีวิตของอดีตแม่ทัพการคุมประชากร

ชาวเน็ตจีนแห่คอมเมนต์วิจารณ์นโยบายลูกคนเดียวในอดีต หลังการเสียชีวิตของ “เผิง เพ่ยหยุน” อดีตประธานคณะกรรมการวางแผนครอบครัวฯ โดยมองว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้ประชากรจีนลดฮวบและเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว พร้อมระบุ “เด็กที่ไม่มีโอกาสได้เกิด กำลังรอคุณอยู่ในภพหน้า”

กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกโซเชียลมีเดียของจีนตลอดสัปดาห์นี้ เมื่อข่าวการเสียชีวิตของ นางเผิง เพ่ยหยุน (Peng Peiyun)อดีตประธานคณะกรรมการวางแผนครอบครัว ผู้ควบคุมนโยบายลูกคนเดียวของจีนในช่วงปี 1988-1998 ได้รับกระแสตอบรับที่เต็มไปด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ แทนที่จะเป็นการไว้อาลัยตามปกติ

นางเผิงเสียชีวิตลงที่กรุงปักกิ่งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (21 ธ.ค.) ในวัยเกือบ 96 ปี โดยสื่อของรัฐบาลจีนได้ยกย่องเธอว่าเป็น “ผู้นำที่โดดเด่น” ในงานด้านสตรีและเด็ก อย่างไรก็ตาม ในแพลตฟอร์มเว่ยป๋อ กลับเต็มไปด้วยข้อความตัดพ้อและโจมตีผลลัพธ์ของนโยบายที่เธอเคยกำกับดูแล

หนึ่งในข้อความที่มีผู้โพสต์ระบุถึงการบังคับทำแท้งและทำหมันที่เป็นผลพวงจากนโยบายคุมกำเนิดสุดโต่งในอดีต ระบุ “เด็กๆ เหล่านั้นที่สูญเสียไป กำลังรอคุณอยู่ที่นั่น (ภพหน้า)” 

นโยบายลูกคนเดียวถูกนำมาใช้ระหว่างปี 1980 ถึง 2015 เนื่องจากความกังวลเรื่องประชากรล้นประเทศ ซึ่งส่งผลให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายอย่างรุนแรงในระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่มีค่านิยมอยากมีบุตรชายเพื่อสืบสกุลและดูแลยามแก่เถอะ จนนำไปสู่ปัญหาการทำแท้งทารกเพศหญิงและการทอดทิ้งเด็ก

ชาวเน็ตรายหนึ่งโพสต์ว่า “ถ้าเราเลิกใช้นโยบายลูกคนเดียวก่อนหน้านั้นสัก 10 ปี ประชากรจีนคงไม่ดิ่งเหวขนาดนี้!” ขณะที่อีกรายเสริมว่า “เด็กเหล่านั้นถ้าได้เกิดมา ตอนนี้คงอยู่ในวัยเกือบ 40 ปี ซึ่งเป็นวัยที่สร้างพลังให้ประเทศได้มากที่สุด”

ปัจจุบัน จีนกำลังเผชิญกับภาวะประชากรลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยข้อมูลล่าสุดในปี 2024 ประชากรลดลงเหลือ 1.39 พันล้านคน และเสียตำแหน่งประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกให้กับอินเดียไปเมื่อปี 2023

แม้ในช่วงปี 2010 นางเผิงจะเริ่มเปลี่ยนทัศนคติและเสนอให้ผ่อนปรนนโยบายลง แต่ดูเหมือนจะสายเกินไป ปัจจุบันรัฐบาลจีนพยายามทุกวิถีทางเพื่อกระตุ้นอัตราการเกิด ทั้งการให้เงินอุดหนุนเลี้ยงดูเด็ก การเพิ่มวันลาคลอด และสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาสังคมสูงวัยและการขาดแคลนแรงงานได้

วิกฤตนี้สร้างความกังวลว่าเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกอย่างจีน จะต้องแบกรับภาระงบประมาณมหาศาลในการดูแลผู้สูงอายุ ท่ามกลางจำนวนคนวัยทำงานที่น้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งจะกลายเป็นระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจในอนาคตอันใกล้.

ที่มา Reuters

เศรษฐีใหม่รับคริสต์มาส ลอตเตอรีพาวเวอร์บอลแตกที่รัฐอาร์คันซอ คว้าแจ็กพอต 5.6 หมื่นล้านบาท

เศรษฐีใหม่รับคริสต์มาส ลอตเตอรีพาวเวอร์บอลแตกที่รัฐอาร์คันซอ คว้าแจ็กพอต 5.6 หมื่นล้านบาท

25 ธ.ค. 2568 14:28 น.

เศรษฐีใหม่รับคริสต์มาส ลอตเตอรีพาวเวอร์บอลแตกที่รัฐอาร์คันซอ คว้าแจ็กพอต 5.6 หมื่นล้านบาท

ตั๋วลอตเตอรีพาวเวอร์บอลที่ขายในรัฐอาร์คันซอ คว้าแจ็กพอตมหาศาล 1.817 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 56,480 ล้านบาท จากการออกรางวัลงวดคืนคริสต์มาสอีฟ หลังไม่มีผู้ถูกรางวัลยาวนานกว่า 3 เดือน นับเป็นรางวัลใหญ่ที่สุดของเพาเวอร์บอลปี 2025 และมากเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ โดยผู้ถูกรางวัลมีทางเลือกรับเงินก้อน 834.9 ล้านดอลลาร์ก่อนหักภาษี

สำนักงานลอตเตอรีพาวเวอร์บอล ประกาศผลการออกรางวัลประจำคืนวันพุธที่ผ่านมา (24 ธ.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งตรงกับวันคริสต์มาสอีฟ โดยปรากฏว่ามีผู้ซื้อสลากจากรัฐอาร์คันซอเพียงรายเดียวที่ถูกรางวัลแจ็กพอต หลังไม่มีผู้ถูกรางวัลใหญ่มานานกว่า 3 เดือน โดยหมายเลขที่ออกได้แก่ 04, 25, 31, 52, 59 และหมายเลขพาวเวอร์บอล คือ 19

แรงซื้อสลากในช่วงโค้งสุดท้ายส่งผลให้มูลค่าเงินรางวัลพุ่งสูงเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรก โดยสรุปยอดรวมแจ็กพอตอยู่ที่ 1.817 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 56,480 ล้านบาท) ซึ่งถือเป็นเงินรางวัลแจ็กพอตที่ใหญ่ที่สุดของปี 2025 เงินรางวัลที่สูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ลอตเตอรีของสหรัฐอเมริกา

ทั้งนี้ ผู้โชคดีสามารถเลือกรับเป็นเงินสดก้อนเดียวก่อนหักภาษี มูลค่า 834.9 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 25,953 ล้านบาท)

แมตต์ สตรอว์น ประธานกลุ่มผลิตภัณฑ์พาวเวอร์บอล กล่าวแสดงความยินดีว่า “นี่คือรางวัลที่จะเปลี่ยนชีวิตไปอย่างสิ้นเชิง ขอขอบคุณผู้เล่นทุกคนที่ร่วมสนุก เพราะทุกใบที่ซื้อมีส่วนช่วยสนับสนุนโครงการและบริการสาธารณะทั่วประเทศ”

สถิติที่น่าสนใจจากการถูกรางวัลครั้งนี้ประกอบด้วยเป็นการถูกแจ็กพอตหลังจากไม่มีใครถูกรางวัลติดต่อกันถึง 46 งวด ครั้งสุดท้ายคือ 6 ก.ย. 2025 นอกจากนั้น ยังนับเป็นครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์ของรัฐอาร์คันซอที่มีผู้ถูกรางวัลแจ็กพอต โดยครั้งแรกเกิดเมื่อปี 2010 และเป็นการถูกรางวัลใหญ่ในวันคริสต์มาสอีฟครั้งแรกในรอบ 14 ปี นับตั้งแต่ปี 2011

พาวเวอร์บอลออกแบบมาให้แจ็กพอตสะสมจนมีมูลค่ามหาศาล เนื่องจากโอกาสในการถูกรางวัลใหญ่มีเพียง 1 ใน 292.2 ล้าน เท่านั้น อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สลากระบุว่าโอกาสในการถูกรางวัลสมนาคุณอื่นๆ ที่เล็กลงมานั้นมีสูงกว่ามาก

ปัจจุบันสลากพาวเวอร์บอลจำหน่ายในราคาใบละ 2 ดอลลาร์ ครอบคลุมพื้นที่ 45 รัฐ รวมถึงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี., เปอร์โตริโก และหมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐฯ.

ที่มา AP

“ทรัมป์” ต่อสายคุยเด็กวันคริสต์มาสอีฟ เตือนระวัง “ซานต้านิสัยไม่ดี” แอบเข้าประเทศ

"ทรัมป์" ต่อสายคุยเด็กวันคริสต์มาสอีฟ เตือนระวัง "ซานต้านิสัยไม่ดี" แอบเข้าประเทศ

25 ธ.ค. 2568 12:57 น.

“ทรัมป์” ต่อสายคุยเด็กวันคริสต์มาสอีฟ เตือนระวัง “ซานต้านิสัยไม่ดี” แอบเข้าประเทศ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และเมลาเนีย เปิดบ้านพักมาร์อาลาโก รับสายเด็กๆ ทั่วอเมริกาผ่านสายด่วน NORAD เจ้าตัวหยอดมุกระวัง “ซานต้านิสัยไม่ดี” ลอบเข้าเมือง และการหยอกล้อเรื่องถ่านหินในถุงเท้าคริสต์มาส พร้อมย้ำจุดยืนสนับสนุนถ่านหินว่าเป็นพลังงาน “สะอาดและสวยงาม” ก่อนตบท้ายด้วยการอวยพรคริสต์มาสถึงกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้าม

ในช่วงค่ำของวันคริสต์มาสอีฟ (24 ธ.ค.) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง เมลาเนีย ทรัมป์ ได้ร่วมสืบสานประเพณีรับสายโทรศัพท์จากเด็กๆ ที่โทรเข้ามายังหน่วยบัญชาการป้องกันอวกาศอเมริกาเหนือ (NORAD) ซึ่งจัดกิจกรรมจำลองการติดตามเส้นทางการเดินทางของซานตาคลอสไปทั่วโลก

ในระหว่างการสนทนากับเด็กวัย 4 ขวบ และ 10 ขวบจากรัฐโอคลาโฮมา ทรัมป์ได้สอดแทรกประเด็นเรื่องการตรวจสอบผู้เดินทางเข้าประเทศในสไตล์ของเขาว่า “เราต้องมั่นใจว่าซานต้าเป็นคนดี ซึ่งซานต้าเป็นคนดีมากอยู่แล้ว” เขากล่าวต่อว่า “เราต้องการให้แน่ใจว่าเขา (ซานต้า) ไม่ได้ถูกแทรกซึม และเราจะไม่มี “ซานต้านิสัยไม่ดี” ลักลอบแทรกซึมเข้ามาในประเทศของเรา” อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้ขยายความเพิ่มเติมว่าซานต้านิสัยไม่ดีหมายถึงอะไร

ช่วงเวลาที่เรียกเสียงหัวเราะได้มากที่สุด คือตอนที่ทรัมป์คุยกับเด็กหญิงวัย 8 ขวบจากรัฐแคนซัส เมื่อเขาถามเธอว่าอยากได้ของขวัญอะไร และเด็กหญิงตอบกลับมาทันทีว่า “อะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ถ่านหิน” (ตามความเชื่อที่ว่าเด็กนิสัยไม่ดีจะได้ถ่านหินเป็นของขวัญ)

ทรัมป์รีบตอบกลับด้วยสโลแกนหาเสียงสุดโปรดของเขาว่า “หนูหมายถึงถ่านหินที่สะอาดและสวยงามน่ะเหรอ?” ท่ามกลางเสียงหัวเราะของคนในห้อง แม้แต่เมลาเนียที่รับสายอยู่อีกเครื่องยังต้องหันมายิ้ม “ถ่านหินน่ะสะอาดและสวยงามนะ โปรดจำไว้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม… แต่หนูคงไม่อยากได้ถ่านหินสะอาดๆ ใช่ไหม?” ซึ่งเด็กหญิงยืนยันว่าเธออยากได้ตุ๊กตาบาร์บี้ เสื้อผ้า และขนมมากกว่า

เมื่อเด็กชายวัย 8 ขวบจากรัฐนอร์ทแคโรไลนาถามว่า ซานต้าจะโกรธไหมถ้าไม่มีใครวางคุกกี้ไว้ให้ ทรัมป์ตอบว่าซานต้าคงไม่โกรธแต่อาจจะผิดหวัง พร้อมแซวรูปร่างของซานต้าว่า “หนูรู้ไหมว่าซานต้าเขาออกจะไปทาง “เชรูบิก” (Cherubic) หน่อย หรือพูดง่ายๆ คือค่อนข้างเจ้าเนื้อนั่นแหละ ผมว่าซานต้าน่าจะอยากกินคุกกี้นะ”

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังแอบแซวเมลาเนียที่นั่งอยู่ข้างๆ ขณะที่เธอกำลังตั้งใจฟังเด็กๆ ในสายว่า “ดูสิ เธอมีสมาธิจดจ่อได้ดีมาก โดยที่ไม่ต้องฟังเสียงผมเลยสักนิด”

แม้ในสายจะพูดคุยกับเด็กๆ อย่างสนุกสนาน และบ่นว่าอยากคุยทั้งวันแต่ต้องกลับไปจัดการเรื่องสงครามรัสเซีย-ยูเครนต่อ แต่ทรัมป์ยังคงรักษาธรรมเนียมการโพสต์โซเชียลมีเดียถึงคู่ปรับทางการเมืองเหมือนเช่นปี 2024 และปี 2017

โดยในปีนี้เขาโพสต์ข้อความว่า: “สุขสันต์วันคริสต์มาสแด่ทุกคน รวมถึงพวก “เศษสวะฝ่ายซ้ายจัด” ที่กำลังพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อทำลายประเทศของเรา แต่พวกเขากำลังล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า”

ที่มา AP

กงสุลใหญ่นิวยอร์ก เร่งประชาสัมพันธ์คนไทย 10 มลรัฐ รีบลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร

กงสุลใหญ่นิวยอร์ก เร่งประชาสัมพันธ์คนไทย 10 มลรัฐ รีบลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร

25 ธ.ค. 2568 12:31 น.

กงสุลใหญ่นิวยอร์ก เร่งประชาสัมพันธ์คนไทย 10 มลรัฐ รีบลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร

กงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์ก เดินหน้าประชาสัมพันธ์เชิงรุก เชิญชวนคนไทยผู้มีสิทธิเลือกตั้งใน 10 มลรัฐ รีบลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร ให้ทันภายใน 5 ม.ค. 2569 

นางสาวสมใจ ตะเภาพงษ์ กงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์ก เดินหน้าประชาสัมพันธ์เชิงรุกผ่านทุกช่องทาง โดยมุ่งเจาะกลุ่มสมาคมและชมรมคนไทยในพื้นที่เขตรับผิดชอบของสถานกงสุลใหญ่ฯ ครอบคลุม 10 มลรัฐ ได้แก่ คอนเนคทิคัต  เมน แมสซาชูเซตส์ นิวแฮมเชียร์ นิวเจอร์ซีย์ นิวยอร์ก โอไฮโอ เพนซิลเวเนีย โรดไอแลนด์ และเวอร์มอนต์ เพื่อเชิญชวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่พำนักอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว รีบลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรทางอินเทอร์เน็ต สำหรับการเลือกตั้งทั่วไปปี พ.ศ. 2569

ทั้งนี้ การลงทะเบียนสามารถดำเนินการได้ระหว่างวันที่ 20 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2569 (ตามเวลาประเทศไทย ตลอด 24 ชั่วโมง) หากพ้นกำหนดดังกล่าว ผู้มีสิทธิจะไม่สามารถออกเสียงเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรได้

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคมที่ผ่านมา ระหว่างเวลา 11.00–16.00 น. (เวลาท้องถิ่น) ศูนย์วัฒนธรรมไทยแห่งรัฐนิวยอร์ก เมืองควีนส์ ได้จัดงานฉลองเทศกาลคริสต์มาสให้แก่นักเรียน ผู้ปกครอง และสมาชิกศูนย์ฯ โดยมีคนไทยจากสมาคมไทยในรัฐนิวยอร์กและรัฐใกล้เคียงเข้าร่วมงานประมาณ 200 คน

ในโอกาสนี้ คุณสุจิตรา ปาลีวงศ์ ประธานศูนย์วัฒนธรรมไทยแห่งรัฐนิวยอร์ก ได้เชิญนางสาวสมใจ ตะเภาพงษ์ กงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์ก และกงสุล ธรรมจิตร ฐิติมนตรี เข้าร่วมงานด้วย โดยระหว่างร่วมงานดังกล่าว นางสาวสมใจ ตะเภาพงษ์ ได้กล่าวประชาสัมพันธ์และชี้แจงรายละเอียดขั้นตอนการลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรทางอินเทอร์เน็ต โดยระบุว่า ผู้มีสิทธิสามารถลงทะเบียนได้ด้วยตนเองผ่านเว็บไซต์ https://boraservices.bora.dopa.go.th/election/popout/

นอกจากนี้ สถานกงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์ก ยังพร้อมอำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่ประสบปัญหาในการลงทะเบียนออนไลน์ โดยสามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่สถานกงสุลใหญ่ฯ ในวันและเวลาราชการ ทั้งนี้ เอกสารที่ใช้ประกอบการลงทะเบียน ได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชน และหนังสือเดินทางไทยสำหรับผู้ที่บัตรประชาชนหมดอายุหรือสูญหาย สถานกงสุลใหญ่ฯ สามารถดำเนินการจัดทำให้ใหม่ได้

ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่อีเมล์ Info@thaicgny.com และเว็บไซต์ https://newyork.thaiembassy.org

สำหรับการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี พ.ศ. 2566 ที่สถานกงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์ก จัดให้มีการลงคะแนนเสียงทางไปรษณีย์ มีผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งทั้งหมด 2,980 คน และมีผู้มาใช้สิทธิจริง 2,597 คน

ไพโรจน์ ปักษาษิณ ผู้สื่อข่าวประจำรัฐนิวยอร์ก รายงาน.

แอลจีเรียผ่านกฎหมายประกาศ “การล่าอาณานิคมของฝรั่งเศสเป็นอาชญากรรม”

แอลจีเรียผ่านกฎหมายประกาศ "การล่าอาณานิคมของฝรั่งเศสเป็นอาชญากรรม"

25 ธ.ค. 2568 11:20 น.

แอลจีเรียผ่านกฎหมายประกาศ “การล่าอาณานิคมของฝรั่งเศสเป็นอาชญากรรม”

รัฐสภาแอลจีเรียมีมติเป็นเอกฉันท์ผ่านร่างกฎหมายกำหนดให้การล่าอาณานิคมของฝรั่งเศสเป็น “อาชญากรรม” และกำหนดให้การยกย่องหรือเชิดชูอาณานิคมเป็นความผิดทางกฎหมาย ขณะที่ความสัมพันธ์ทางการทูตของทั้งสองประเทศดิ่งลงเหวแตะจุดต่ำสุดในรอบ 6 ทศวรรษ

รัฐสภาแอลจีเรียมีมติเป็นเอกฉันท์ผ่านกฎหมายฉบับใหม่ ระบุว่าการยึดครองอาณานิคมของฝรั่งเศสต่อแอลจีเรียเป็น “อาชญากรรม” และกำหนดให้การยกย่องหรือเชิดชูอาณานิคมเป็นความผิดทางกฎหมาย ซึ่งสถานีโทรทัศน์ของรัฐรายงานว่า กฎหมายยังเรียกร้องให้ฝรั่งเศสแสดงคำขอโทษอย่างเป็นทางการและชดเชยความเสียหาย

การผ่านกฎหมายดังกล่าวเกิดขึ้นในจังหวะที่ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศตึงเครียดมากขึ้น ผู้สังเกตการณ์จำนวนมากประเมินว่าต่ำสุดนับตั้งแต่แอลจีเรียได้รับเอกราชเมื่อ 63 ปีก่อน

ช่วงการยึดครองตั้งแต่ปี 1830 ถึง 1962 ถูกบันทึกว่ามีการสังหารจำนวนมาก การเนรเทศครั้งใหญ่ และสิ้นสุดด้วยสงครามประกาศเอกราชอันนองเลือด แอลจีเรียระบุว่ามีผู้เสียชีวิต 1.5 ล้านคน ขณะที่นักประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสประเมินตัวเลขต่ำกว่านั้นมาก

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง เคยยอมรับว่าการล่าอาณานิคมแอลจีเรียเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ แต่ยังไม่เคยกล่าวคำขอโทษอย่างเป็นทางการ

รายงานระบุว่า ในห้องประชุมสมาชิกรัฐสภาคล้องผ้าพันคอสีธงชาติและร่วมตะโกน “ไชโยแอลจีเรีย” ขณะปรบมือรับรองกฎหมาย โดยบทบัญญัติสำคัญระบุว่าฝรั่งเศสมีความรับผิดชอบทางกฎหมายต่อโศกนาฏกรรมที่ก่อให้เกิดขึ้น และการชดเชยอย่างครบถ้วนและยุติธรรมเป็น “สิทธิ์ที่ไม่อาจโอน” ของรัฐและประชาชนแอลจีเรีย ฝรั่งเศสยังไม่ได้ออกความเห็นต่อการลงมติดังกล่าว

กระแสนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อชาติตะวันตกให้ชดเชยความเสียหายจากการค้าทาสและล่าอาณานิคม รวมถึงการทวงคืนโบราณวัตถุที่ถูกลักลอบนำออกไปและยังเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ต่างประเทศ แอลจีเรียเรียกร้องให้ฝรั่งเศสส่งคืนปืนใหญ่บรอนซ์ศตวรรษที่ 16 “บาบาเมอร์ซูก” ซึ่งเชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์คุ้มครองนครแอลเจียร์ และถูกกองทัพฝรั่งเศสนำออกไปเมื่อปี 1830 โดยปัจจุบันจัดแสดงที่เมืองเบรสต์ทางตะวันตกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส

ก่อนหน้านี้ในปี 2020 ฝรั่งเศสได้ส่งคืนอัฐิของนักรบแอลจีเรีย 24 คนที่ต่อสู้ต่อต้านกองกำลังอาณานิคมในศตวรรษที่ 19 ขณะเดียวกันเมื่อเดือนที่ผ่านมา แอลจีเรียเป็นเจ้าภาพการประชุมประเทศแอฟริกาผลักดันประเด็นความยุติธรรมและการชดเชย รัฐมนตรีต่างประเทศอาห์เหม็ด อัตตาฟ ระบุว่ากรอบกฎหมายจะทำให้การชดเชยไม่ถูกมองว่าเป็น “ของขวัญหรือบุญคุณ”

ความสัมพันธ์ยิ่งตึงตัวหลังปีที่แล้ว เมื่อนายมาครงประกาศยอมรับอธิปไตยของโมร็อกโกเหนือเวสเทิร์นซาฮาราและสนับสนุนแผนปกครองตนเองจำกัด ขณะที่แอลจีเรียหนุนขบวนการโปลิซาริโอที่เรียกร้องเอกราช และถือเป็นพันธมิตรหลัก

ในอีกกรณีหนึ่ง นักเขียนเชื้อสายฝรั่งเศส-แอลจีเรีย “บูอาเล็ม ซ็องซาล” ถูกจับที่สนามบินแอลเจียร์และถูกตัดสินจำคุก 5 ปีในข้อหาบั่นทอนความมั่นคงแห่งชาติ จากถ้อยคำที่ถูกมองว่าตั้งคำถามต่อพรมแดนของประเทศ ก่อนจะได้รับอภัยโทษจากประธานาธิบดีอับเดลมัดจิด เทบบูน เมื่อเดือนที่ผ่านมา.

ที่มา BBC