ของดีใกล้ตัว 7 ประโยชน์ของ “กล้วยน้ำว้า” มีประโยชน์มากกว่าที่คิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472372

ของดีใกล้ตัว 7 ประโยชน์ของ “กล้วยน้ำว้า” มีประโยชน์มากกว่าที่คิด

30 มิถุนายน 2564 – 13:38 น.

“กล้วยน้ำว้า” นับเป็นผลไม้ที่อยู่คู่คนไทยมานาน เป็นทั้งอาหารเด็ก อาหารกลางวันนักเรียน ผลไม้ให้พลังงานนักกีฬา ของหวานของผู้ใหญ่ ไปจนถึงผลไม้นิ่มๆ เคี้ยวง่ายของผู้สูงอายุ

นอกจากรสชาติอร่อยหวานหอมจนสามารถนำมารับประทานได้ทั้งแบบสดๆ และ แปรรูปเป็นสารพัดขนมแล้ว ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมายด้วย วันนี้มีประโยชน์ของ “กล้วยน้ำว้า” มาฝาก “กล้วยน้ำว้า” เป็นผลไม้ที่มีทั้งเส้นใยอาหาร โพแทสเซียม แคลเซียม 

ของดีใกล้ตัว  7 ประโยชน์ของ "กล้วยน้ำว้า" มีประโยชน์มากกว่าที่คิด

เรามาดูกัน “กล้วยน้ำว้า” มีประโยชน์อะไรบ้าง

1.  “ช่วยระบบขับถ่ายดีขึ้น” กล้วยน้ำว้าสุก ช่วยแก้อาการท้องผูกเพราะอุดมไปด้วยไฟเบอร์ที่ละลายน้ำได้จึงช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น อุจจาระนิ่ม จึงช่วยป้องกันโรคริดสีดวงทวาร

2.  “แก้ท้องเสีย” กล้วยน้ำว้าดิบ มีสารแทนนินซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย เพียงนำผง “กล้วยน้ำว้า” ดิบมาชงดื่มก็จะช่วยแก้อาการท้องร่วง แก้ท้องเสียได้

ของดีใกล้ตัว  7 ประโยชน์ของ "กล้วยน้ำว้า" มีประโยชน์มากกว่าที่คิด

3. “รักษาโรคกระเพาะอาหาร” กล้วยน้ำว้าดิบสามารถช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร เพราะในกล้วยดิบมีสารที่ชื่อว่า แทนนิน มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย และ ยังมีสารอีกตัวที่สำคัญคือ เซโรโทนิน ที่จะช่วยกระตุ้นให้กระเพาะอาหารผลิตเยื่อเมือกมากขึ้น จึงช่วยเคลือบแผลที่กระเพาะ ลดการระคายเคือง และลดความแสบร้อนลงได้

4.  “กระตุ้นระบบย่อยอาหาร” กล้วยน้ำว้าสุก นั้นมีประโยชน์ช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหารทำให้ย่อยง่ายมากขึ้น เนื่องจากแป้งทนการย่อยจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลเมื่อกล้วยสุก

ของดีใกล้ตัว  7 ประโยชน์ของ "กล้วยน้ำว้า" มีประโยชน์มากกว่าที่คิด

5. “ดับกลิ่นปาก” กล้วยน้ำว้าสุก สามารถดับกลิ่นปากได้ดี เพียงรับประทานก่อนสุกในตอนเช้า แล้วจึงแปรงฟัน ทานติดต่อกันเป็นเวลา 1 สัปดาห์ รับรองว่าช่วยระงับกลิ่นปากให้หายไปได้

ของดีใกล้ตัว  7 ประโยชน์ของ "กล้วยน้ำว้า" มีประโยชน์มากกว่าที่คิด

6.  “ช่วยให้นอนหลับสบาย” หากใครที่นอนไม่หลับให้ลองรับประทานกล้วยน้ำว้าสุกก่อนนอนก็จะช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ ทำให้นอนหลับสบายตลอดคืน

ของดีใกล้ตัว  7 ประโยชน์ของ "กล้วยน้ำว้า" มีประโยชน์มากกว่าที่คิด

7. “ผลไม้สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน” กล้วยน้ำว้าสุกมีดัชนีน้ำตาลต่ำ มีค่า GI  เพียง  37  การรับประทาน กล้วยน้ำว้าสุกจึงช่วยให้ร่างกายดูดซึมน้ำตาลไปใช้อย่างช้าๆ กล้วยน้ำว้า จึงเป็นผลไม้ที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

ของดีใกล้ตัว  7 ประโยชน์ของ "กล้วยน้ำว้า" มีประโยชน์มากกว่าที่คิด

เน็ตในบ้านไม่แรงลากเก้าอี้ “เรียนออนไลน์” ข้างถนน ชาวเน็ตแห่ชื่นชมเด็กใฝ่ดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472374

เน็ตในบ้านไม่แรงลากเก้าอี้ “เรียนออนไลน์” ข้างถนน ชาวเน็ตแห่ชื่นชมเด็กใฝ่ดี

เน็ตในบ้านไม่แรงลากเก้าอี้ "เรียนออนไลน์" ข้างถนน ชาวเน็ตแห่ชื่นชมเด็กใฝ่ดี30 มิถุนายน 2564 – 13:31 น.

ชาวเน็ตแห่ชื่นชมเด็กใฝ่ดีลากเก้าอี้มานั่ง “เรียนออนไลน์” ข้างถนน เหตุสัญญาณอนเทอร์เน็ตในบ้านไม่ดี

เรื่องราวอมยิ้มวันนี้มาจากประเทศมาเลเซีย ผู้ใช้ทวิตเตอร์รายหนึ่งทวีตภาพหลานชายที่ออกมานั่ง “เรียนออนไลน์” ข้างถนน ทั้งนี้ เนื่องจากสัญญาณอินเทอร์เน็ตในบ้านไม่ดี ทำให้การเรียนสะดุด ภาพเสียงติดขัดขาดหายตลอด แต่พอลองเดินหาจุดที่สัญญาณอินเทอร์เน็ตเสถียรกลับเป็นว่าหน้าบ้านริมถนนนั้นไหลลื่น เด็กๆ จึงตัดสินใจลากเก้าอี้มาเรียนตรงนี้ กลายเป็นที่ประจำในการเรียนออนไลน์ในทุกๆ วัน

หลังจากที่เรื่องราวใฝ่เรียนของเด็กน้อยถูกเผยแพร่ออกไป ปรากฏว่า ทวีตดังกล่าวมีคนกดไลก์ถึง 32,700 ไลก์ และถูกรีทวีตไปมากกว่า 24,000 หมื่นครั้ง ในเวลาเพียง 1 สัปดาห์หลังทวีต ขณะที่ คอมเมนต์ 1,783 ครั้ง ส่วนมากชื่นชมในความตั้งใจเรียน แก้ปัญหาโดยไม่ยกมาเป็นข้ออ้างไม่เรียนหนังสือ โดยน้าชายของเด็ก ผู้โพสต์ทวิตเตอร์ดังกล่าวกำลังหาวิธีทำให้สัญญาณอินเทอร์เน็ตในบ้านดีขึ้น เพื่อให้หลานได้เรียนหนังสือสะดวกและปลอดภัย

เรียนออนไลน์, อินเทอร์เน็ต
เรียนออนไลน์, อินเทอร์เน็ต

CR : @AimanPaku

“เกอร์ทรูด” เจ้าเป็ดแสนรู้ที่มากับทรงผมแสนเก๋ ผู้มอบความสุขในบ้านพักคนชรา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472366

“เกอร์ทรูด” เจ้าเป็ดแสนรู้ที่มากับทรงผมแสนเก๋ ผู้มอบความสุขในบ้านพักคนชรา

30 มิถุนายน 2564 – 13:25 น.

เกอร์ทรูด ชื่อของเจ้าเป็ดตัวขาวที่มีทรงผมแสนเก๋ที่ไม่มีใครเหมือน เจ้าเป็ดตัวน้อยโด่งดังและกลายเป็นดาราดังขึ้นปกนิตยสารไปหลายเล่มนอกจากนี้ “เกอร์ทรูด” ยังทำหน้าที่มอบความสุขให้ผู้คนในบ้านพักคนชราอีกด้วย

ใครที่เป็นสาวกคนรักสัตว์อยู่แล้วบอกเลยว่าอ่านไปต้องยิ้มไปแน่ๆ เรามาเริ่มทำความรู้จักเจ้าเป็ดที่มีทรงผมแสนเก๋ตัวนี้กันก่อน น้องเป็ดชื่อว่า “เกอร์ทรูด”  เจ้าของคือ Holly Mead จากเพนซิลเวเนียซึ่งเธอไม่ใช่เกษตรกรเลี้ยงเป็ดแต่ เธอกับครอบครัวเป็นแค่คนรักสัตว์ และพวกเขาก็เลี้ยงเป็ดในฐานะสัตว์เลี้ยง และเธอก็ไปสะดุดตาเป็ดตัวหนึ่งที่เธอเลี้ยงไว้

 "เกอร์ทรูด" เจ้าเป็ดแสนรู้ที่มากับทรงผมแสนเก๋  ผู้มอบความสุขในบ้านพักคนชรา

และเจ้าเป็ดตัวนั้นมีชื่อว่า “เกอร์ทรูด” มีทรงผมที่น่าอิจฉาที่สุดเพราะไม่เหมือนกับเป็ดตัวไหนโดยเจ้าของได้บอกเพิ่มเติมเกี่ยวกับเป็ดที่รักของเธอว่า “เกอร์ทรูดตอนนี้มีอายุ 3 ปีครึ่ง ซึ่งความพิเศษของเจ้าเป็ดผมสวยตัวนี้เริ่มจากไข่ของ“เกอร์ทรูด” มีขนาดใหญ่กว่าใบอื่น เมื่อโตขึ้นก็เริ่มเห็นความแตกต่างนั่นคือทรงผมแสนเก๋และสิ่งนี้นำพาให้เจ้าเป็ดตัวนี้กลายเป็นดาราดังขึ้นปกในนิตยสาร  แท็บลอยด์ในสหราชอาณาจักร แลมีงานโฆษณาอีกด้วย ทั้งหมดนี้เริ่มต้นจากรูปถ่ายที่เจ้าของถ่ายเล่นๆจนกลายเป็นไวรัล

 "เกอร์ทรูด" เจ้าเป็ดแสนรู้ที่มากับทรงผมแสนเก๋  ผู้มอบความสุขในบ้านพักคนชรา

“เกอร์ทรูด” เป็นเป็ดสายพันธุ์ซึ่งมงกุฎขาว หรือเป็ดไฮโซ เป็ดชั้นสูง เป็ดขุนนาง เป็นเป็ดที่ถูกพัฒนาสายพันธุ์มาจากเป็ดหัวเขียวหรือเป็ดป่า เป็นที่รู้จักในหมู่เกษตรกรมาหลายร้อยปีแล้ว มักถูกเลี้ยงในเขตอบอุ่นในประเทศซีกโลกเหนือ มีขนาด 3-4 กิโลกรัมและในปัจจุบันนิยมนำมาเลี้ยงเป็นสัตว์สวยงาม

 "เกอร์ทรูด" เจ้าเป็ดแสนรู้ที่มากับทรงผมแสนเก๋  ผู้มอบความสุขในบ้านพักคนชรา

เนื่องจาก“เกอร์ทรูด”   ถูกเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยง มันจึงมีการเชื่อฟังที่ดี และมีความสามารถที่มากกว่าเป็ดทั่วไปด้วย นั่นคือ การเป็นสัตว์สนับสนุนทางอารมณ์“เกอร์ทรูด” มักจะไปเยี่ยมคนชราที่พักคนชราบ่อยๆ เพื่อมอบความสุขและรอยยิ้มให้พวกเขา ซึ่งบรรดาคุณตา คุณยายก็ชอบมากด้วย

 "เกอร์ทรูด" เจ้าเป็ดแสนรู้ที่มากับทรงผมแสนเก๋  ผู้มอบความสุขในบ้านพักคนชรา

มีรายงานการศึกษาวิจัยมาเป็นเวลานานแล้วว่า การเป็นเจ้าของสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัข แมว นก เป็ด ไก่ หรือปลา นั้น สามารถช่วยเยียวยาผู้ป่วยได้จริง ผู้สูงอายุที่อยู่ในชุมชนหลายคนกำลังมองหาวิธีที่จะรักษาสภาพจิตใจและร่างกายให้แข็งแรงเมื่ออายุมากขึ้น แต่ก็ไม่มีรายงานการศึกษาใดยืนยันทางวิทยาศาสตร์ว่าช่วยบำบัดโรคได้มากน้อยเพียงใด เอาเป็นว่าเมื่ออยู่กับ สัตว์เลี้ยง ไม่ว่าจะเพศไหนวัยไหนก็มีความสุข

 "เกอร์ทรูด" เจ้าเป็ดแสนรู้ที่มากับทรงผมแสนเก๋  ผู้มอบความสุขในบ้านพักคนชรา
 "เกอร์ทรูด" เจ้าเป็ดแสนรู้ที่มากับทรงผมแสนเก๋  ผู้มอบความสุขในบ้านพักคนชรา

ที่มา www.boredpanda.com

เปิด 10 อาหาร “บำรุงสมอง” เสริมความจำ-ป้องกันโรคสมองเสื่อม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472346

เปิด 10 อาหาร “บำรุงสมอง” เสริมความจำ-ป้องกันโรคสมองเสื่อม

30 มิถุนายน 2564 – 10:09 น.

เปิด 10 อาหาร “บำรุงสมอง” ช่วยเสริมความจำ ป้องกันโรคสมองเสื่อม

หลายคนมักจะคุ้นเคยกันว่าภาวะสมองเสื่อมคือเรื่องของคนสูงวัยที่จดจำอะไรไม่ค่อยได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ววัยรุ่น วัยทำงาน เป็นอีกหนึ่งกลุ่มเสี่ยงที่มีอาการหลงลืมได้ วันนี้เราจะพาไปส่อง 10 อาหารช่วย “บำรุงสมอง” เสริมความจำ ป้องกันโรคสมองเสื่อม 

1.ข้าวกล้องงอก ในข้าวกล้องงอกอุดมไปด้วยสาร GABA (กาบา) ซึ่งเป็นสารที่เราอาจเคยได้ยินว่าด้วยเรื่องของสรรพคุณช่วยบำรุงสมอง และรักษาโรคทางระบบประสาทต่างๆ ด้วยเพราะสารชนิดนี้มีอยู่มากในข้าวกล้องงอกถึง 15 เท่า หากเทียบกับข้าวกล้องปกติทั่วไป ทั้งยังมีส่วนช่วยป้องกันสมองถูกทำลาย ที่อาจเป็นสาเหตุของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้

2.ช็อกโกแลต เป็นอาหารช่วยบำรุงสมอง แต่ดีที่สุดต้องเป็นดาร์กช็อกโกแลตที่มีงานวิจัยจาก Loma Linda University รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ช่วยยืนยันออกมาหลายปีแล้วว่า ดาร์กช็อกโกแลตสามารถช่วยบำรุงสมอง การจดจำ และการเรียนรู้ได้ แถมยังช่วยลดภาวะความเครียดได้เป็นอย่างดี

เปิด 10 อาหาร "บำรุงสมอง" เสริมความจำ-ป้องกันโรคสมองเสื่อม

3.ขนมปังโฮลวีต เป็นหนึ่งในแหล่งพลังงานชั้นดีจากคาร์โบไฮเดรต และมีน้ำตาลน้อยกว่าขนมปังปกติ จึงสามารถทดแทนข้าวได้ นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยใยอาหารและจมูกข้าว ที่มีหน้าที่ช่วยบำรุงสมองในด้านของการช่วยกระตุ้นให้สมองทำงานได้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง

4.นมถั่วเหลือง มีสรรพคุณช่วยต้านอนุมูลอิสระ และนมถั่วเหลืองยังเต็มไปด้วยวิตามินบีและเลซิติน ซึ่งเป็นสารบำรุงสมอง ช่วยดูแลการทำงานของระบบประสาทและความจำ ลดความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุ

5.ธัญพืช โดยเฉพาะธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี เช่น เมล็ดงา เมล็ดดอกทานตะวัน ที่ยังคงคุณภาพของสารวิตามินเอและแมกนีเซียมไว้ได้มาก ซึ่งเป็นสารที่เข้าไปทำหน้าที่หล่อเลี้ยงสมองได้ดี ทั้งยังเป็นแหล่งรวมของโปรตีน โอเมก้า และเส้นใยอาหารที่มีคุณภาพมากมาย ธัญพืชจึงถูกนับให้เป็นอีกหนึ่งอาหารบำรุงสมองที่ได้รับความนิยมมากที่สุด

เปิด 10 อาหาร "บำรุงสมอง" เสริมความจำ-ป้องกันโรคสมองเสื่อม

6.เนื้อปลา เนื้อปลามีส่วนช่วยบำรุงสมองได้เป็นอย่างดี จากกรดไขมันและโอเมก้า 3 ซึ่งทำหน้าที่เสริมสร้างผนังเซลล์ประสาทในสมองให้แข็งแรงขึ้น โดยเฉพาะปลาจากน้ำทะเลลึกอย่างปลาทูน่าและปลาแซลมอน

7.ผักปวยเล้ง หรือราชาแห่งผัก ด้วยเพราะสรรพคุณและประโยชน์ที่มีมากของผักปวยเล้ง ซึ่งนักวิจัยจาก Brigham and Women’s Hospital จากประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุถึงประโยชน์ของผักชนิดนี้ว่าช่วยชะลออาการสมองเสื่อมในคนสูงอายุได้ ทั้งยังมีเอนไซม์ช่วยเสริมความแข็งแรงของเซลล์ประสาท เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองได้

เปิด 10 อาหาร "บำรุงสมอง" เสริมความจำ-ป้องกันโรคสมองเสื่อม

8.แปะก๊วย สมุนไพรที่ขึ้นชื่อเรื่องสรรพคุณช่วยรักษาโรคสมองเสื่อม หรืออาการหลงลืมที่เกิดจากความเสื่อมถอยของสมอง นอกจากนี้แปะก๊วยยังมีสรรพคุณช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดในสมองอีกด้วย

9.ผลไม้ตระกูลเบอร์รี นอกจากสรรพคุณด้านผิวพรรณแล้ว ผลไม้จำพวกเบอร์รียังมีส่วนช่วยป้องกันการสูญเสียความจำระยะสั้น ส่งเสริมประสิทธิภาพการเพิ่มจำนวนเซลล์ประสาทในส่วนของฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) โดยตรง

10.ผักโขม ผักที่มากด้วยเอนไซม์ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้เซลล์สมองและปลายเซลล์ประสาท นอกจากนี้ในผักโขมยังอุดมไปด้วยกรดโฟลิกที่เป็นประโยชน์ต่อการช่วยปกป้องความจำ คอยทำหน้าที่รักษาสมดุลน้ำในร่างกาย

เปิด 10 อาหาร "บำรุงสมอง" เสริมความจำ-ป้องกันโรคสมองเสื่อม

ข้อมูล cigna

ผง “โกโก้” ธรรมชาติประโยชน์ทางด้านสุขภาพต่อผู้สูงอายุ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472345

ผง “โกโก้”ธรรมชาติประโยชน์ทางด้านสุขภาพต่อผู้สูงอายุ

30 มิถุนายน 2564 – 09:49 น.

“โกโก้” และช็อกโกแลต มีที่มาจากเมล็ดโกโก้ ความต่างคือโกโก้ผ่านกระบวนการแปรรูปและรีดไขมัน การบริโภคทำได้ทั้งแบบผงสำหรับโรยหน้าขนม หรือใช้เป็นส่วนผสมในของหวาน และชงเป็นเครื่องดื่ม ผง”โกโก้”ธรรมชาติเหมาะกับผู้สูงอายุ ด้วยคุณสมบัติของสารอาหารภายใน

ผง โกโก้ธรรมชาติ มีไขมันต่ำ ไม่มีน้ำตาล ไม่มีสารเคมีและยังคงสารอาหารต่างๆที่มีประโยชน์จากเมล็ดโกโก้ไว้ได้สูง เมื่อชงกับน้ำร้อนจะให้กลิ่นหอมเอกลักษณ์ของช็อกโกแลต  เหมาะกับผู้สูงอายุที่ต้องการหลีกเลี่ยงอาหารหวานและไขมันสูง นอกจากนี้ยังมีคุณประโยชน์ต่างๆอาทิ

1. ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคอัลไซเมอร์  งานวิจัยหลายๆฉบับบ่งชี้ตรงกันว่าสารฟลาโวนอล (Flavonols) ซึ่งเป็นหนึ่งในสารต้านอนุมูลอิสระที่พบใน “โกโก้” มีส่วนช่วยในการเพิ่มปริมาณการไหลเวียนของโลหิตที่ไปเลี้ยงสมอง ส่งผลให้ประสิทธิภาพความจำและการทำงานของสมอง เพิ่มสูงขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ   การบริโภคโกโก้อย่างสม่ำเสมอ จึงอาจมีส่วนช่วยในการป้องกันโรคเกี่ยวกับความเสื่อมถอยของการทำงานของสมอง เช่น โรคอัลไซเมอร์

2. ช่วยลดความดันโลหิต  ความดันโลหิตสูงเป็นอีกภาวะหนึ่ง ที่ผู้สูงอายุต้องเผชิญ สารฟลาโวนอลใน“โกโก้”  มีส่วนช่วยกระตุ้นให้เนื้อเยื่อบุโพรงผนังหลอดเลือดผลิตไนตริกออกไซด์ (Nitric oxide) ซึ่งเป็นตัวส่งสัญญาณให้หลอดเลือดขยายตัว ทำให้การไหลเวียนโลหิตดีขึ้น ส่งผลให้ความดันโลหิตลดลงได้

3. ช่วยลดคอเลสเตอรอล  การศึกษาวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่าการบริโภคผงโกโก้ช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี หรือ LDL (Low-density Lipoprotein) ที่เกิดปฏิกิริยาออกซิไดซ์ (Oxidized LDL) ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัว ลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ด้วยความที่ผงโกโก้มีปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระสูง จึงช่วยในการทำงานของหลอดเลือดและลดการเกิดปฏิกิริยาระหว่างไขมันและอนุมูลอิสระลงได้เป็นอย่างดี ทั้งยังช่วยเพิ่มปริมาณคลอเลสเตอรอลชนิดดี (High-density Lipoprotein) ได้อีกด้วย

4. ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ  จากการที่สารต้านอนุมูลอิสระในโกโก้ช่วยส่งเสริมการทำงานของหลอดเลือด ลดความดันโลหิต และลดปริมาณคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี จึงมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจในระยะยาวไปด้วยในตัว

ผง "โกโก้"ธรรมชาติประโยชน์ทางด้านสุขภาพต่อผู้สูงอายุ
ผง "โกโก้"ธรรมชาติประโยชน์ทางด้านสุขภาพต่อผู้สูงอายุ

                                                                                      ผลโกโก้ 

5. ช่วยให้มีสุขภาพจิตที่ดี   การทานช็อกโกแลตหรือดื่มโกโก้แล้วมีความสุขไม่ใช่เรื่องบังเอิญและไม่ใช่เพราะรสชาติอย่างเดียว มีผลการวิจัยที่เผยว่าการทานช็อกโกแลตช่วยกระตุ้นให้สมองหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน (Endorphin) ซึ่งเป็นสารแห่งความสุขและสารบรรเทาอาการปวดตามธรรมชาติ นอกจากนี้โกโก้ยังมีสารประกอบตามธรรมชาติอีกหลายๆชนิดที่ส่งผลให้เกิดความรู้สึกดีๆและผ่อนคลาย

สารธีโอโบรไมน์ (Theobromine) ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นอ่อนๆช่วยให้รู้สึกสดชื่นกระปี้กระเปร่า สาร Phenylethylalanine ซึ่งเป็นสารแก้ซึมเศร้าตามธรรมชาติ ช่วยกระตุ้นศูนย์ความสุขในสมองและเป็นสารตัวเดียวกับที่สมองหลั่งออกมาในช่วงเวลาที่เรากำลังอินเลิฟ และสาร Tryptophan ซึ่งเป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่มีส่วนช่วยในการผลิตเซโรโทนิน (Serotonin) สารแห่งความสุขสงบ

การรับประทานโกโก้ให้ได้ประโยชน์  คือสัดส่วนผงโกโก้วันละ 1 ช้อนโต๊ะ จะช่วยเสริมสร้างให้หัวใจแข็งแรง  อาจโรยหน้าขนมหรือชงเป็นเครื่องดื่ม  ควรกินโกโก้ที่เป็นโกโก้แท้ 100% และไม่ควรใส่ส่วนผสม นมหรือน้ำตาล  การกินโกโก้แบบเพิ่มนมและน้ำตาล จะทำให้ระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดสูงขึ้น ส่งผลให้เป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคหลอดเลือดหัวใจ โกโก้มีสารทีโอโบรมายสูง มีฤทธิ์คล้ายคาเฟอีนอ่อนๆ ถ้ากินเข้าไปปริมาณมาก อาจทำให้ใจสั่นและนอนไม่หลับ

*** ขอขอบคุณเนื้อหาจาก 

https://www.lifestyleissue.com/
https://www.chocolasia.com/

ผง "โกโก้"ธรรมชาติประโยชน์ทางด้านสุขภาพต่อผู้สูงอายุ
ผง "โกโก้"ธรรมชาติประโยชน์ทางด้านสุขภาพต่อผู้สูงอายุ
ผง "โกโก้"ธรรมชาติประโยชน์ทางด้านสุขภาพต่อผู้สูงอายุ
ผง "โกโก้"ธรรมชาติประโยชน์ทางด้านสุขภาพต่อผู้สูงอายุ
ผง "โกโก้"ธรรมชาติประโยชน์ทางด้านสุขภาพต่อผู้สูงอายุ

เด็กวิทย์ฯ ม.อ. พัฒนา AR จำลองตึกคณะรับน้องแบบ New Normal #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472311

เด็กวิทย์ฯ ม.อ. พัฒนา AR จำลองตึกคณะ รับน้องแบบ New Normal

30 มิถุนายน 2564 – 09:00 น.

เด็กวิทย์ฯ ม.อ. พัฒนา AR จำลองตึกฟักทองของคณะเสมือนจริง เปิด Edutainment ผ่านเกม Minecraft สร้างแรงบันดาลใจชีวิตวัยเรียนแบบ New Normal คว้ารางวัลจากสมาคมสถาปนิกสยามฯ

“เรียนออนไลน์มันเหงา หาอะไรสนุกๆ ทำดีกว่า”

จากจุดเริ่มต้นที่อยากอุดช่องโหว่ ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) หาดใหญ่ ต้องเรียนต้องสอนผ่านทางออนไลน์เป็นหลัก เช่นเดียวกับสถาบันการศึกษาส่วนใหญ่ ทำให้เกิดเป็นไอเดีย สร้างคอมมูนิตี้ที่สนุกๆ ผ่านเกมออนไลน์

เด็กวิทย์ฯ ม.อ. พัฒนา AR จำลองตึกคณะ รับน้องแบบ New Normal

“ศูนย์ปาฐกถาประดิษฐ เชยจิตร” ของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ม.อ.หาดใหญ่ หรือที่นักศึกษาอาจารย์คุ้นเคยในชื่อเล่นว่า “ตึกฟักทอง” ถูกสร้างเป็นเมืองเสมือนจริง ลงไปในเกม Minecraft ที่นักเรียนมัธยม วัยเฟรชชี่ชอบเล่น ฝีมือของกลุ่ม นายอลงณ์กต แย้มสุวรรณและนายธีรนันท์ เพชรสุข นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะวิทยาศาสตร์

ตึกฟักทองเสมือนจริง ออกแบบให้นักศึกษาปัจจุบันและนักศึกษาใหม่ ได้เข้ามาอยู่ในเกม เพื่อเดินชมบรรยากาศคณะ แบบ New Normal ในช่วงที่มหาวิทยาลัยยังเปิด On-site ไม่ได้

Minecraft เป็นเกมที่ผู้เล่นสามารถสร้างเมืองขึ้นมาแล้วเข้าไปทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยกันได้

เด็กวิทย์ฯ ม.อ. พัฒนา AR จำลองตึกคณะ รับน้องแบบ New Normal

ดร.ชินพงศ์ อังสุโชติเมธี รองหัวหน้าสาขาฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม สาขาวิทยาศาสตร์คำนวณ คณะวิทยาศาสตร์ ม.อ.หาดใหญ่ ที่ปรึกษาของนักศึกษาชั้นปี 2 ทีมสร้างสรรค์ Edutainment โปรเจคนี้ บอกเล่ากับ “คมชัดลึกออนไลน์” ด้วยความภาคภูมิใจในฝีมือลูกศิษย์ว่า

ที่มาเกิดจากคุยกับนักศึกษาเล่นๆ ว่า เทอมหน้าเรียนออนไลน์ 100% เราทำอะไรสนับสนุน เด็กปี 1 เล่นๆ สนุกๆ กันดีกว่า ก็เลยแชร์กันว่า เด็กๆ มัธยมชอบเล่นเกม Minecraft เกมจำลองโลกเสมือนจริง ที่ผู้เล่นสามารถเข้าไปทำกิจกรรมต่างๆ เช่น ขุดดิน สร้างตึกได้ ซึ่งอาจารย์ก็เล่นไม่เก่ง แต่นักศึกษาถนัด

เรามีเซิร์ฟเวอร์ให้จ่ายค่าเซิร์ฟเวอร์ให้ พวกเขาไปเซตทีมงานกันมา 4-5 คน ช่วยกันสร้างโปรเจคนี้ นำคณะวิทย์ฯ ที่มีแลนด์มาร์คเป็น ศูนย์ปาฐกถาประดิษฐ เชยจิตร หรือชื่อเล่นว่าตึกฟักทอง ตามแรงบันดาลใจในการออกแบบตึก เข้าไปไว้ในเกม Minecraft ให้นักศึกษาปี 1 ที่สนใจมาเดินเล่นคณะวิทย์ฯ กับรุ่นพี่ได้

“ตามความตั้งใจให้เกมนี้เป็นการจำลองรับน้องแบบ New Normal กำลังจะเพิ่มอีเว้นท์ใหม่ๆ เข้าไปในเกม เช่นว่า เราจะเอามอสเตอร์ เข้าไปปล่อย แล้วให้เด็กปี  1 มาช่วยกันป้องกันตึกคณะวิทย์ฯ จากพวกสัตว์ประหลาด ตอนนี้ยังมีข้อจำกัด เพราะเกม Minecraft เล่นได้ไม่เกินครั้งละ 200 คน ก็มีเตรียมแผนในเกมอื่นๆ ที่แมสขึ้นอาจเป็น ROV และมีอีกหลายเกมที่นักศึกษาเสนอกันมา ช่วงเรียนออนไลน์ 100 % ไม่ค่อยแฮปปี้ที่จะต้องออนไลน์ แต่ไม่มีทางเลือกเลยหาอะไรสนุกๆ เล่นทั้งๆ ที่ออนไลน์แล้วกัน เอ็นเตอร์เทนเด็กปี 1”

การเรียนการสอนแบบออนไลน์เต็มรูปแบบในระดับอุดมศึกษา ทั้งอาจารย์ ทั้งนักศึกษาต้องใช้พลังงานสูงมาก โดยเฉพาะการวัดผล อาจารย์ไม่สามารถออกเป็นข้อสอบให้นักศึกษาทำ เหมือนตอนอยู่ในห้องเรียนที่มหาวิทยาลัยได้

ต้องให้นักศึกษาทำ “งาน” มาส่ง ซึ่ง 7-8 วิชาแห่กันสั่งงานพร้อมๆ กัน นักศึกษายุคเรียนออนไลน์เต็มที่แบบนี้ เขารับภาระหนักมาก แต่อาจารย์ก็จำเป็นต้องให้ “งาน” เพื่อการวัดผลที่ชัดเจนกว่าให้สอบทางออนไลน์

และอีกอุปสรรค คือนักศึกษาหลายคนอุปกรณ์สำหรับเรียนออนไลน์ไม่พร้อม ก็ต้องมาช่วยกันทำให้นักศึกษาทุกคนได้เข้าถึงวิชาความรู้ ซึ่งเทอมนี้ทุกคนหนักและเหนื่อยเหมือนๆ กัน แต่ก็ต้องช่วยกันให้ทุกคนผ่านเทอมนี้ไปให้ได้ โดยที่การเรียนการสอนก็ยังไปได้ดีที่สุดภายใต้ข้อจำกัด

เด็กวิทย์ฯ ม.อ. พัฒนา AR จำลองตึกคณะ รับน้องแบบ New Normal

แนวคิดในการออกแบบตึกฟักทอง หรือศูนย์ปาฐกถาประดิษฐ เชยจิตร ได้รับรางวัล อาคารอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่น ประจำปี 2559 ประเภทอาคารสถาบันและอาคารสาธารณะ จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์

ใครสนใจอยากไปเล่นเกมเที่ยวทิพย์ที่ “ตึกฟักทอง” คณะวิทย์ฯ ม.อ. ตอนนี้ก็สามารถดาวน์โหลดโปรแกรมเกม Minecraft Java Edition version 1.16.5 โดยเข้าไปที่โหมด Multiplayer และระบุ IP Server ว่า 134.209.105.43 รายละเอียดเพิ่มเติมติดตามได้ที่เพจเฟซบุ๊กนี้  https://www.facebook.com/SciPSUESports

How to เตรียมผิวให้พร้อมก่อนเปิดกล้องประชุมออนไลน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/656636

วันที่ 29 มิ.ย. 2564 เวลา 10:10 น.

How to เตรียมผิวให้พร้อมก่อนเปิดกล้องประชุมออนไลน์Work From Home แบบไม่โทรม!! แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แนะวิธีเตรียมผิวสวยให้พร้อมก่อนการประชุมทางออนไลน์ (VDO Conference)

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในปัจจุบัน ทำให้หลายบริษัทได้ปรับเปลี่ยนวิธีมาเป็นการทำงานที่บ้าน (Work from home) แน่นอนว่าต้องมีการประชุมทางออนไลน์แบบเปิดกล้อง (VDO Conference) กันอยู่บ่อยๆ แต่เมื่อไม่ต้องเดินทางออกไปไหน ไม่ต้องพบเจอใคร หลายคนอาจละเลยเรื่องการดูแลเสื้อผ้า หน้า ทรงผม ทำให้ไม่พร้อมสำหรับการเปิดกล้องเพื่อประชุมออนไลน์ เพราะไม่อยากโชว์หน้าสด หน้าโทรม หน้าไม่พร้อม 

แบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผม ธัญ (THANN) คำถึงความกังวลดังกล่าวจึงได้เชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงามมาแนะวิธีเตรียมผิวสวยให้พร้อมก่อนการประชุมทางออนไลน์ (VDO Conference) กับผลิตภัณฑ์ดูแลผิวในกลุ่มชิโซะ (Shiso) พร้อมชวนเซเลบริตี้สาวสวยมาเผยเคล็ดลับการดูแลสุขภาพผิวหน้าให้พร้อมสำหรับทุกสถานการณ์

แพทย์หญิงอวิกา รงค์ทอง ผู้เชี่ยวชาญด้านด้านผิวหนังและความงาม แนะวิธีเตรียมผิวสวยให้พร้อมก่อนการประชุมทางออนไลน์ว่า “การดูสุขภาพร่างกายและผิวพรรณเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างสม่ำเสมอ ถึงแม้ว่าในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ทำให้หลายคนต้องทำงานที่บ้าน (Work from home) เมื่อไม่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ ไม่ต้องพบเจอใคร ก็อาจละเลยหรือไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการดูแลผิวได้เท่าที่ควร ผิวจึงเกิดความเสื่อมโทรม ดูไม่สดใส สาเหตุอาจเกิดได้หลายปัจจัย เช่น

  • การไม่ทาครีมบำรุงผิว รวมถึงการอยู่ในห้องปรับอากาศตลอดเวลา ก็ทำให้ผิวแห้งกร้าน เกิดผด เกิดสิว
  • การไม่ทาครีมกันแดด เพราะคิดว่าอยู่แต่ในบ้านไม่ได้ออกไปไหน แต่ที่จริงแล้วรังสียูวีเอ (UVA) ก็สามารถสะท้อนทะลุกระจกเข้ามากระทบผิวเราได้ นอกจากนั้นยังมีแสงจากหลอดไฟในบ้าน หน้าจอมือถือ และแสงจากคอมพิวเตอร์ ที่สามารถทำให้ผิวเสื่อมได้ในระยะยาว
  • การไม่ทำความสะอาดผิว หรือทำความสะอาดผิวไม่หมดจด เพราะคิดว่าไม่ได้แต่งหน้า แต่ครีมกันแดดที่เราทาผิวไปนั้นหากล้างด้วยน้ำธรรมดาจะล้างออกได้ไม่หมด เมื่อล้างออกไม่หมดเกิดการสะสมทำให้ผิวเกิดการอุดตันได้
  • ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ การรับประทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ ก็ล้วนส่งผลทำให้เกิดปัญหาผิวเสื่อมโทรมได้เช่นกัน

แน่นอนว่าการเวิร์คฟอร์มโฮมนั้นต้องมีการประชุมทางออนไลน์แบบเปิดกล้องกันอยู่เกือบจะทั้งวัน ทำให้หลายคนเริ่มเกิดความกังวลเกี่ยวกับปัญหาผิวต่างๆ เราจึงควรแบ่งเวลาอย่างเหมาะสมเพื่อดูแลตัวเอง เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารสกัดธรรมชาติที่มีคุณสมบัติในการบำรุงผิวที่มีความโดดเด่นในการมอบความชุ่มชื้น ช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวจากความแห้งกร้านและความเสื่อมสภาพของผิว เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ รวมถึงไม่ละเลยขั้นตอนการทำความสะอาดและดูแลผิว เช่น

  • การล้างทำความสะอาดผิวหน้าด้วยเฟซวอช วันละสองครั้งก็เพียงพอ ไม่บ่อยจนเกินไป ผิวจะได้ไม่เกิดการระคายเคือง
  • การใช้โทนเนอร์ทุกครั้งหลังการล้างหน้า โดยเช็ดไปตามแนวรูขุมขนบนใบหน้า จากหน้าผากไปทางด้านข้างขมับ บริเวณใต้ตาเช็ดลงไปที่บริเวณกรอบหน้า โดยจะทำให้ผิวสะอาดและพร้อมรับการบำรุงในขั้นตอนต่อไป
  • การเลือกครีมบำรุงให้เหมาะกับสภาพผิว ถ้าหากผิวมันก็ควรที่จะเลือกครีมที่มีเนื้อบางเบา หากมีผิวแห้งก็เลือกเนื้อครีมที่มีความเข้มข้น เน้นให้ความชุ่มชื้นเพื่อเติมน้ำให้กับผิว การเลือกครีมบำรุงที่เหมาะกับสภาพผิวก็จะช่วยให้ผิวเราได้รับการบำรุงอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และที่สำคัญไม่ลืมทาครีมกันแดดทุกวันเพื่อป้องกันรังสียูวีเอที่อาจจะทะลุส่องมาถึงผิวเราได้
  • ผ่อนคลายผิวอาทิตย์ละครั้งด้วยมาส์กเพื่อฟื้นฟูผิวให้สว่างสดใสยิ่งขึ้น หรือในระหว่างวันหากผิวดูอ่อนล้า ก็สามารถใช้สเปรย์น้ำแร่ฉีดเติมความชุ่มชื่นให้ผิวได้

ด้านเซเลบริตี้เผยเคล็ดลับการดูแลสุขภาพผิวให้สดใสแข็งแรงตามแบบฉบับตนเอง เริ่มที่ ปรมา ไรว่า เผยว่า “ช่วงนี้ต้องเวิร์คฟอร์มโฮม ไม่ได้ออกไปไหนเลย ทำให้ต้องอยู่ในบรรยากาศเดิมๆ เกือบทั้งวัน ก็อาจจะมีอารมณ์เบื่อบ้าง รู้สึกไม่ค่อยสดชื่นบ้าง แต่เราก็ต้องปรับตัวเพราะเป็นสถานการณ์ที่เลี่ยงไม่ได้ ถึงแม้ว่าจะต้องทำงานที่บ้านแต่เราก็ยังต้องเตรียมตัวให้พร้อมเสมอ นอกจากความพร้อมเรื่องงานแล้วการดูแลสุขภาพและผิวพรรณก็ต้องพร้อมด้วย ซึ่งเราให้ความสำคัญกับการทำความสะอาดผิวหน้า โดยจะพิถีพิถันกับขั้นตอนนี้เป็นพิเศษ เริ่มจากล้างหน้าด้วย เพียวริฟายอิ้ง เฟซ วอช เพื่อขจัดสิ่งสกปรกและคิ วามมันส่วนเกิน แล้วตามด้วยแอสตริเจนต์ โทนเนอร์ เพื่อกระชับรูขุมขน และบำรุงผิวด้วยไฮเดรติ้ง อิมัลชั่น เพื่อคืนความชุ่มชื้นสู่ผิว เพราะเมื่อผิวมีสุขภาพดีจะทำให้เรามั่นใจและพร้อมทำงานในทุกๆ วัน”

ถัดมาที่ พรรษพร ลี้อิสสระนุกูล เล่าวว่า “ช่วงนี้ก็เริ่มชินกับการเวิร์คฟอร์มโฮมแล้ว การที่เราไม่ต้องเข้าออฟฟิศก็ทำให้เราประหยัดเวลาในการเดินทาง สามารถแบ่งเวลาให้กับงานต่างๆ ได้ดีขึ้น รวมถึงมีเวลาเหลือที่จะไปออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพและผิวพรรณมากขึ้นด้วย สำหรับวันที่ไม่มีประชุมหรือถ่ายงาน เราก็จะไม่แต่งหน้าเลยเพื่อปล่อยผิวให้ได้พัก โดยเราจะใช้ด้วยไฮเดรติ้ง อิมัลชั่น เป็นโอเวอร์ไนท์มาส์กสำหรับฟื้นฟูสภาพผิวระหว่างที่เรานอนหลับ และหากวันไหนที่ต้องประชุมทางออนไลน์เราก็จะใช้รีไวทอลไลซิ่ง เฟซ มาส์ก เพื่อฟื้นฟูผิวให้กระจ่างใสให้พร้อมก่อนการประชุมแค่ใช้เวลาเพียง 15 นาที”

ปิดท้ายที่ ธัญรดี พลาฤทธิ์ เผยว่า “สถานการณ์โควิดแบบนี้แน่นอนว่าเราก็ต้องปรับตัวและเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานพอสมควร โดยหันมาเน้นการทำงานออนไลน์มากขึ้น เพื่อให้งานดำเนินได้อย่างรวดเร็วไม่มีติดขัด และด้วยความที่ต้องทำงานร่วมกับทีมผู้บริหาร พันธมิตรคู่ค้า รวมถึงลูกค้า ก็จะมีการนัดประชุมทางออนไลน์กันเป็นประจำเพื่ออัพเดตงานและสถานการณ์ต่างๆ  โดยในวันที่ต้องประชุมทางออนไลน์ เราเองก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อม แต่งตัวให้เรียบร้อย ถึงแม้จะไม่ได้ออกไปพบเจอใคร แต่เราก็ชอบแต่งหน้าทุกวันเพื่อให้ดูสวยงาม แต่เราก็ไม่ลืมที่จะให้ความสำคัญกับการล้างทำความสะอาดผิวหน้า เพื่อชำระเครื่องสำอางและสิ่งสกปรกด้วย เพียวริฟายอิ้ง เฟซ วอช และเช็ดตามด้วย แอสตริเจนต์ โทนเนอร์ เพื่อปรับสภาพผิวและกระชับรูขุมขน พร้อมบำรุงผิวด้วย ไฮเดรติ้ง อิมัลชั่น เพื่อเต็มเติมความชุ่มชื้นสู่ผิว”

เปิดโผคนไทยคุยอะไรในทวิตเตอร์?! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/656692

วันที่ 29 มิ.ย. 2564 เวลา 09:55 น.

เปิดโผคนไทยคุยอะไรในทวิตเตอร์?!ทวิตเตอร์เผย 4 วัฒนธรรมการพูดคุยทรงพลังของชาวทวิตภพ

ทวิตเตอร์เป็นพื้นที่ที่ผู้คนเข้ามาพูดคุยและคอนเน็คกัน ทำให้เกิดชุมชนต่างๆ และผู้คนเข้ามามีส่วนร่วมในบทสนทนาอย่างต่อเนื่อง คนไทยเข้ามาบนทวิตเตอร์เพื่ออัปเดตว่ามีอะไรที่กำลังเกิดขึ้น #WhatsHappening ตลอดจนเข้าร่วมบทสนทนาในหัวข้อที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นวงการบันเทิง กีฬา รายการทีวี ภาพยนตร์ ความงาม หรือสถานการณ์ปัจจุบัน ผู้คนจะเข้ามาค้นหาและแชร์เรื่องราวที่เป็นข้อมูลอัปเดตล่าสุดของหัวข้อเรื่องนั้นๆ ตลอดจนเรื่องราวอีกมากมายที่เกิดขึ้นบนทวิตเตอร์

บทสนทนา ถือเป็นหัวใจของทวิตเตอร์ จะเห็นได้ว่าเพียงทวีตเดียวสามารถสร้างอิมแพ็คไปในวงกว้าง ทวิตเตอร์จึงได้ทำการวิจัยเพื่อศึกษาลงลึกในกว่า 64,000 ทวีตบนทวิตเตอร์ประเทศไทย เพื่อค้นหาพลังของทวีตและชาวทวิตภพมีวิธีกำหนดวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองได้อย่างไรผ่านชุมชนและบทสนทนา

นายมาร์ติน ยูเรน หัวหน้าแผนกงานวิจัย ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและระดับโลกของทวิตเตอร์ เปิดเผยว่า “เป้าหมายของทวิตเตอร์ตั้งแต่แรกเริ่มคือการได้ทราบถึงมุมมองที่ถูกต้องแม่นยำในบทสนทนาของคนไทยบนทวิตเตอร์ บางครั้งบางบทสนทนาก็สามารถส่งเสียงได้ดังกว่าบทสนทนาอื่นๆ ซึ่งสิ่งที่เราค้นพบคือ บทสนทนาของคนไทยมีความหลากหลายและมีชีวิตชีวา ผลจากงานวิจัยของทวิตเตอร์แสดงให้เห็นว่า หัวข้อในการสนทนามีการทับซ้อนกันอย่างน่าสนใจจนทำให้เกิดเป็นธีมทางวัฒนธรรมหลัก 4 รูปแบบ ซึ่งการค้นพบของเราในครั้งนี้จะช่วยให้คนไทยมีความเข้าใจชุมชนที่หลากหลายบนทวิตเตอร์ได้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกันยังเป็นการนำเสนอข้อมูลเชิงลึกให้กับแบรนด์ไทยและต่างชาติได้ทราบถึงหัวข้อและธีมของการสนทนาอันเป็นเอกลักษณ์บนทวิตเตอร์ในประเทศไทย”

การวิจัยนี้พบวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของการพูดคุยบนทวิตเตอร์ประเทศไทย 4 รูปแบบ ซึ่งประกอบด้วยหัวข้อบทสนทนาที่มีความชัดเจน 11 หัวข้อ แสดงให้เห็นว่า การแสดงออกของชาวทวิตภพสะท้อนถึงวัฒนธรรมไทยในขณะเดียวกันสะท้อนความชอบและความสนใจต่างๆ ในบทสนทนาอย่างหลากหลายและกระจายในวงกว้างมากซึ่งนับเป็นเอกลักษณ์ของผู้คนบนทวิตเตอร์ในประเทศไทย

1. บันทึกส่วนตัว – การพูดคุยในชีวิตประจำวัน, ความรักและความสัมพันธ์ และการสะท้อนมุมมองความคิด

ธีมวัฒนธรรมการพูดคุยนี้นับได้ว่ามีพื้นที่บนทวิตเตอร์มากที่สุดโดยมีสัดส่วนถึง 45% ของปริมาณบทสนทนาทั้งหมดบนทวิตเตอร์ประเทศไทย และเป็นหัวข้อที่ผู้คนเข้ามาร่วมพูดคุยในชีวิตประจำวัน โดยมีการแชร์เรื่องราว

เกี่ยวกับกิจวัตรการเดินทาง และสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของตัวเอง นอกจากนี้ทวิตเตอร์ยังเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการที่ผู้คนบอกเล่าเรื่องจริงจากใจและทวีตเรื่องราวเกี่ยวกับความรักและความสัมพันธ์ ทั้งในเรื่องของข้อบกพร่องของตัวเอง ความปรารถนาต่างๆ และการมีช่วงเวลาที่ดีกับคนสำคัญของพวกเขา

ชาวทวิตภพมักจะแชร์ปัญหาที่พบเจอในแต่ละวัน ซึ่งเป็นการสะท้อนมุมมองความคิดต่างๆ ซึ่งเรื่องราวที่เอามาแชร์อาจจะเป็นแค่เรื่องของการปวดเมื่อยร่างกายเล็กๆ น้อยๆ เช่น อาการปวดหัวหรืออาการเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า จนถึง การชอบแสดงความคิดเห็นในเรื่องของสภาพอากาศ โดยเฉพาะอากาศที่ร้อนจนแทบทนไม่ไหวและอยากให้ฤดูฝนมาถึงไวๆ

2. “เชื่อมต่อกับคนคอเดียวกัน” ต้องมาที่ทวิตเตอร์ – เหตุการณ์ปัจจุบัน, แพสชั่น และตลาดนัดออนไลน์

ทวิตเตอร์ได้กลายเป็นส่วนที่มีความสำคัญต่อชีวิตของคนไทย จากงานวิจัยพบว่า การเชื่อมต่อกับคนคอเดียวกัน มีสัดส่วน 35% ของปริมาณบทสนทนาทั้งหมดบนทวิตเตอร์ประเทศไทย คนไทยได้ใช้ทวิตเตอร์อย่างกระตือรือร้นเพื่อให้มีการเชื่อมต่อกับชุมชนของเขาอยู่ตลอดเวลา รวมถึงเพื่อเป็นการอัปเดต #WhatsHappening ในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น คนไทยมักจะทวีตเกี่ยวกับหลากหลายเหตุการปัจจุบันอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่เรื่องโควิด-19 สกุลเงินคริปโต ไปจนถึงการเมืองในประเทศและในแถบภูมิภาคนี้

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดนตรี กีฬา อาหาร หรือการช้อปปิ้ง ชาวทวิตภพมักจะแชร์แพสชั่นที่มีต่อหัวข้อเรื่องดังกล่าวบน ทวิตเตอร์ หรือเรื่องของความงาม อาหาร ร้านอาหาร และเทรนด์แฟชั่นล่าสุด คนไทยมีความกระตือรือร้นที่จะรีวิวสินค้าที่พวกเขาซื้อมาหรือสถานที่ที่ได้ไปมา สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจ ทวิตเตอร์คือสถานที่ในการขายสินค้าได้เป็นอย่างดี อาทิ อาหารพวกโฮมคุ้กกิ้ง ขนมหวาน เสื้อผ้า สินค้าจากบรรดาแฟนด้อมและงานฝีมือ คนไทยสามารถทำให้ทวิตเตอร์ กลายเป็นตลาดนัดออนไลน์ ที่พวกเขาสามารถทำได้ทั้งนำเสนอสินค้าและแสดงความคิดสร้างสรรค์บนทวิตเตอร์

3. สิ่งสวยงามที่ดีต่อใจ – แกลอรี่ศิลปะ, คนดังและแฟนด้อม, และความหวังและความฝัน

บทสนทนารูปแบบนี้มีสัดส่วน 16% ของปริมาณบทสนทนาทั้งหมดบนทวิตเตอร์ประเทศไทย ชาวทวิตภพจะทวีตข้อความเกี่ยวกับความสนใจที่มีร่วมกัน ซึ่งสามารถสร้างความประหลาดใจให้กับผู้ใช้งานคนอื่นๆ ด้วย การทำ แกลอรี่ศิลปะ เหมือนเวลาที่ทำอัลบั้มรูปภาพหรือการทำหนังสือ scrapbook เพราะคนที่ใช้ทวิตเตอร์ชอบแชร์ สถานที่สวยๆ หรือสิ่งของที่สวยงามในชีวิตประจำวัน เช่น ภาพคาเฟ่ บ้านสวยๆ วิวธรรมชาติ ชายหาดสวยๆ และอื่นๆ คนดังและแฟนด้อม เป็นอีกหนึ่งหัวข้อของบทสนทนายอดนิยม ซึ่งเป็นการสนทนาที่สนุกสนานและมีสีสันเป็นอย่างมาก การทวีตถึงศิลปิน K-Pop โดยเฉพาะศิลปินชาวไทยอย่างแบบแบม (@BamBam1A) และ #Lisa จากวงแบล็กพิงค์ (@BLACKPINK) จนถึงศิลปินในประเทศอย่างเป๊ก ผลิตโชค(@peckpalit), วง 4EVE (@4eveOfficial) และเรียกได้ว่าคนไทยเป็นแฟนพันธุ์แท้ของเซเล็บดาราไทย

แม้ว่าสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 จะยังคงอยู่และสร้างความยากลำบากให้กับหลายๆ คน ทวิตเตอร์ยังเห็นว่าคนไทยมีความหวังและความฝัน เห็นได้จากธีมหลักของบทสนทนาที่ผู้ใช้งานจะทวีตถึงความหลังในอดีตถึงทริปที่เคยไปเที่ยวและการเข้าไปมีส่วนร่วมในการเข้าไปเม้นต์ถามคนอื่นๆ ว่า “หลังหมดโควิดแล้ววางแผนจะไปเที่ยวที่ไหน”

4.การส่งพลังบวกให้ตัวเองและคนรอบข้าง – การเฉลิมฉลอง และ พลังบันดาลใจ

การส่งพลังบวกให้ตัวเองและคนรอบข้างคิดเป็นสัดส่วน 4% ของบทสนทนาทั้งหมด โดยใจความของบทสนทนาในธีมนี้มุ่งสร้างแรงจูงใจและแรงบันดาลใจในการแสดงด้านที่ดีที่สุดของตัวเองออกมา ในอีกด้านทวิตเตอร์ก็เปรียบเสมือนเป็นพื้นที่ของการเฉลิมฉลอง ชาวทวิตภพมีความภูมิใจในการแบ่งปันความสุขและเฉลิมฉลองในทุกเหตุการณ์ อาทิ งานฉลองสำเร็จการศึกษา การได้เกรดดีๆ วันเกิด หรือ การฉลองครบรอบ ฯลฯ

คนไทยนั้นต่างมีน้ำใจโอบอ้อมอารีในการทำให้อีกฝ่ายมีความรู้สึกที่ดีขึ้น ในแบบของ พลังบันดาลใจ ทวิตเตอร์จึงเปรียบเสมือนเครือข่ายในการช่วยเหลือสนับสนุนกัน ในช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทวีตข้อความทั่วๆ ไปที่เป็นการส่งพลังบวกให้กับทุกคนในชุมชนโดยรวม ไม่ได้เป็นการระบุเจาะจงถึงบุคคลใดแต่เป็นการให้กำลังใจกับคนอื่นๆ ที่ต้องการทำลังใจอาจเลื่อนทวีตผ่านมาเห็น

มากดติดตาม @TwitterThailand เพื่ออัปเดตกับสิ่งที่เกิดขึ้นบนทวิตเตอร์ประเทศไทยกันได้เลย!

9 เทรนด์ใหม่มาแรง จัดงานแต่งงานยุคโควิดยังไงให้ปัง…ไม่พังแน่! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/656606

วันที่ 28 มิ.ย. 2564 เวลา 10:10 น.

9 เทรนด์ใหม่มาแรง จัดงานแต่งงานยุคโควิดยังไงให้ปัง...ไม่พังแน่!ในช่วงที่ผ่านมา ว่าที่บ่าวสาวอย่างคุณอาจกำลังใช้เวลากับการเลือกแบบแหวนแต่งงานอยู่ที่บ้าน ซึ่งหลังจากที่เหตุการณ์โควิด-19 กลับมาระบาดระลอกใหม่ เป็นช่วงที่เราได้ยินกันว่าการจัดงานแต่งงานของคู่บ่าวสาวหลายคู่ ต้องปรับเปลี่ยนไปจากแบบแผนเดิมที่เคยมีมา บางคู่ละเว้นประเพณีและลำดับพิธีแต่งงานบางส่วนออกไป บางคู่เสาะหาไอเดียการจัดงานแต่งงานแบบใหม่ ๆ

ครั้งนี้เรามี 9 เทรนด์การจัดงานแต่งงานในยุคโควิด ไอเดียสุดปังมาฝากคู่บ่าวสาว โดยคุณวิธ สุดใจอำพัน จากร้านเพชร Above Diamond เพื่อให้ทุกท่านดื่มด่ำกับบรรยากาศการเฉลิมฉลอง ได้จัดงานแต่งงานอย่างเหมาะสมลงตัว ได้มีโมเมนท์สวมแหวนแต่งงาน และที่สำคัญได้มีความสุขไปกับทุกคนในครอบครัว เหมาะสมที่สุดกับยุคโควิดช่วงนี้ มาดูกันเลย!

9 เทรนด์จัดงานแต่งงานสุดปังยุคโควิด

1. จัดงานแต่งงานเล็ก ๆ แบบไมโครเวดดิ้ง

การจัดงานแต่งงานแบบเล็ก ๆ หรือ “ไมโครเวดดิ้ง” (Micro Wedding) คือ งานแต่งที่มีจำนวนแขกไม่มากไม่น้อยประมาณ 40-50 คน กำลังเหมาะสม เป็นเทรนด์การจัดงานแต่งในยุคโควิดที่กำลังฮิตที่สุด เพราะมีการปรับขนาดงานแต่งให้เล็กลงมา โดยเชิญเฉพาะแขกคนสนิทที่เป็นเหมือนคนในครอบครัวจริง ๆ เท่านั้น … คุณยังสามารถมีงานเลี้ยงฉลอง มีพิธีแต่งงาน และ แลกแหวนแต่งงานได้ตามปกติ เพียงแค่จัดในขนาดงานที่เล็กลงมาเท่านั้น เป็นตัวเลือกที่เรามักเห็นคู่บ่าวสาวส่วนใหญ่เลือกทำกัน เหมาะสำหรับคนที่วางแผนแต่งงานในยุคโควิดที่สุด และยังสามารถช่วยคุณจัดงานแต่งงานแบบประหยัดได้อีกด้วย!

2. DIY จัดงานหมั้นเล็ก ๆ จัดงานแต่งแบบเรียบง่าย เน้นพิธีสู่ขอ และสวมแหวนแต่งงาน

พูดถึงการจัดงานแต่งงาน คุณคิดว่าสิ่งไหนที่คุณอยากให้มีในงานแต่งของคุณมากที่สุด? พิธีไหนที่ตัดออกไปไม่ได้? ในยุคโควิดนี้ เป็นช่วงเวลาที่คุณสามารถ DIY ลำดับพิธีงานแต่งงานของคุณในแบบที่คุณต้องการได้มากที่สุดแล้ว จินตนาการถึงโมเมนท์ที่คุณอยากให้มีในงานแต่งของคุณ คู่บ่าวสาวส่วนใหญ่เลือกจัดงานแต่งงานเล็ก ๆ เพียงแค่มีงานหมั้น พิธีแต่งงานทางศาสนาหรือตามประเพณีความเชื่อที่บ้าน บางบ้านเน้นแค่พอมีพิธีสู่ขอ และ แลกแหวนแต่งงาน แหวนเพชร แหวนทอง มอบสินสอด จดทะเบียนสมรส และเลี้ยงฉลองทานข้าวในบรรยากาศครอบครัว เพื่อให้งานแต่งงานรวบรัดที่สุด โดยเน้นความสุขไปที่การได้มีครอบครัวใหม่สร้างขึ้นและมีญาติ ๆ คนรู้จักมาร่วมแสดงความยินดี ก็ถือว่าครบ ลงตัวที่สุด

3. จัดงานแต่งงานกลางแจ้ง เน้นอากาศปลอดโปร่ง พื้นที่ถ่ายเทเพียงพอ

หนึ่งในคีย์เวิร์ดสำคัญ สำหรับการจัดงานแต่งงานในยุคโควิด หนีไม่พ้น “การเว้นระยะห่าง” ซึ่งตีโจทย์ออกมา แปลว่าสิ่งที่คู่บ่าวสาวต้องการก็คือ “การจัดงานแต่งงานกลางแจ้ง” เพื่อให้อากาศถ่ายเท คู่บ่าวสาวจะได้เฉลิมฉลองการแต่งงานในสวน หรือ Outdoor ที่ช่วยตัดความกังวลเรื่องการแพร่เชื้อในห้องแคบออกไป พร้อมกับได้ภาพแต่งงานสวย ๆ สวมแหวนแต่งงานท่ามกลางบรรยากาศหุบเขา หรือ แต่งงานในสวนสไตล์อังกฤษ แบบอบอุ่น เป็นกันเอง ซึ่งธีมงานหรือรูปแบบงานจะออกมาเป็นแบบใดก็ไม่มีปัญหา เน้นปลอดภัยไว้ก่อน และแต่ง Backdrop บรรยากาศสวย ๆ ตามใจคู่บ่าวสาวชอบ ไม่ต้องซ้ำใคร

4.ระบุที่นั่งอย่างชัดเจน และจัด Pod Seating

นอกจากจะเน้นเรื่องการเว้นระยะห่างในงานแต่งงาน และจัดงานแต่งงานกลางแจ้งแล้ว ในยุคโควิดนี้ คู่บ่าวสาวยังฮิตที่จะจัดโต๊ะที่นั่งแบบ Pod Seating หรือ อธิบายให้เห็นภาพง่าย ๆ ก็คือ เป็นโต๊ะทานข้าวสำหรับ 2 ท่าน อาจเป็นโต๊ะกลมหรือโต๊ะเหลี่ยม คลุมผ้าขาวและตกแต่งให้เข้ากับบรรยากาศงานแต่งงาน แต่เป็นการจัดที่นั่งให้นั่งได้ไม่เกินโต๊ะละ 2 ท่าน … เพราะโดยปกติในงานแต่งงาน แขกมักมากันเป็นคู่ จำนวน 2 ท่านอยู่แล้ว ซึ่งเราจะได้เห็นการตกแต่งงานแต่งงานแบบเก๋ ๆ ที่เป็นโต๊ะแยกเล็ก ๆ สำหรับ 2 ท่าน สวย น่ารัก กำลังดี

5. จ้าง Formal Dinner Service หรือ Fine Dining มาฉลองที่บ้าน

ไม่ว่าจะเป็นสวนหลังบ้าน หรือ ภายในบ้าน คุณก็สามารถจัดงานแต่งงาน เลี้ยงฉลองได้เต็มที่ไปด้วยเทรนด์การจ้าง Catering หรือ ร้านอาหารชื่อดัง ให้เชฟมาทำอาหารในทานในงานเลี้ยงที่บ้านแบบ Fine Dining หรือ จะจ้าง Catering เป็นคอร์ส หรือ เป็นบุฟเฟ่ต์ก็ได้ คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้ฉลองพิธีแต่งงานและทานอาหารดีดีพร้อมหน้าพร้อมตาไปกับคนที่คุณรู้ใจมากไปกว่านี้แล้วว่าไหม?

6. Live Stream Wedding

แม้ว่าเพื่อน ๆ หรือ ญาติผู้สูงอายุที่อยู่ต่างจังหวัด หรือเพื่อนร่วมงานอาจจะมาร่วมกับคุณในช่วงเวลาที่คุณจะสวมแหวน แลกแหวนแต่งงาน ไม่ได้ แต่คุณก็ยังสามารถ Live Streaming ให้คนที่คุณรักชมภาพบรรยากาศสด ๆ ในการสวมแหวน พิธีหมั้น พิธีมอบสินสอด และ โมเมนท์น่ารัก ๆ ความสนุกต่าง ๆ ในงานแต่งงานของคุณได้ เป็นการแบ่งปันบรรยากาศถ่ายทอดสด และคุณยังสามารถให้เพื่อน ๆ ที่คุณรักร่วมแสดงความคิดเห็น เชียร์เจ้าบ่าวตอนเล่นเกมกั้นประตู ผ่าน Live Streaming ได้อีกด้วย

7. บอกลาพิธีแต่งงานแบบดั้งเดิม

ในยุคโควิด คู่บ่าวสาวหลายคู่เลือกที่จะตัดลำดับพิธีงานแต่งงานแบบดั้งเดิมบางข้อออกไป เช่น การเชิญประธานขึ้นอวยพรคู่บ่าวสาว, ตัดเค้กแต่งงาน, งานเลี้ยงแต่งงาน, After Party หรือแม้แต่พิธีแต่งงานทางศาสนา เพื่อให้เหมาะกับข้อจำกัดในช่วงโควิด … เรามักเห็นหรือจะได้เห็นว่าคู่บ่าวสาวบางคู่เลือกที่จะตัดสิ่งที่ทำไม่ได้หรือไม่สมควรทำออกแล้ว แล้วโฟกัสไปที่การจัดงานแต่งงานสไตล์ที่พวกเขาชอบ และเป็นตัวของพวกเขาอย่างแท้จริงแทน เราอาจจะไม่ได้เห็นพิธีแต่งงานแบบให้เจ้าสาว Walk Down เข้าสู่งาน, ไม่มีซุ้มกระบี่, ไม่มีเพื่อนเจ้าสาวโปรยดอกไม้

8.อาหารกลายเป็นไฮไลท์หลักของงานแต่งงาน

เราจะเห็นว่าคู่บ่าวสาวอาจให้ความสำคัญกับประสบการณ์การทานอาหารอร่อย ๆ ในงานแต่งงาน มากกว่าการทานอาหารแบบรวดเร็ว ลดการใส่ใจพรีเซนเทชั่นงานแต่ง การพูดบนเวที การเปิดฟลอร์เต้นรำ หรือ After Party แบบก่อนยุคโควิด … คู่บ่าวสาวหลายคู่เลือกที่จะให้ความสำคัญไปที่อาหารของแขกมากกว่า โดยให้งานแต่งงานนี้เปรียบเสมือนกับการเชิญแขกคนสำคัญมาทานอาหารดีดี ในบรรยากาศอันงดงามหรืออบอุ่นแบบงานแต่งงาน ชูโรงด้วยการจ้างเชฟร้านดัง หรือ โรงแรมดัง มาเนรมิตรประสบการณ์พิเศษ ทำให้งานแต่งงานของคุณดูเซ็กซี่ ซู่ซ่า รับรองว่าใครเห็นก็พูดต่อกันเป็น Talk of the Town … โควิดทั้งที แต่งานแต่งนี้ไม่กร่อยนะจ้ะ

9.จัดงานแต่งงานอย่างประหยัด ทุ่มงบไปกับสิ่งที่คุณให้คุณค่า

และด้วยเทรนด์ฮิต การจัดงานแต่งงานยุคโควิด ที่เราได้บอกคุณไปก่อนแล้ว 8 ข้อด้านบนนี้ ที่คุณจะเห็นได้ว่า เทรนด์ที่กำลังมาคือการตัดสิ่งที่ไม่สำคัญหรือสำคัญน้อยกว่าออกไปด้วยเหตุผลความจำเป็นบางประการ คุณจะเห็นได้ว่าคุณมีโอกาสมากมายที่จะได้จัดงานแต่งงานในแบบที่คุณอยากได้ การจัดงานเลี้ยงฉลองแต่งงานอาจเป็นอีเวนท์เดียว วันเดียว เดี๋ยวเดียวก็จบ … คู่บ่าวสาวบางคู่จึงสามารถตัดงบบางส่วนที่ไม่จำเป็นออก และสามารถเพิ่มงบมากขึ้นไปที่ “แหวนแต่งงาน” ให้คนที่คุณรัก โดยอาจวางแผนเก็บแหวนวงนี้เป็นมรดกให้กับลูกสาวหรือลูกชายในอนาคต หรือเก็บไว้เป็นของขวัญให้คนรักของคุณได้จดจำ เมื่อเราทำทุกอย่างเหมาะสมเพียงพอแล้ว จะมีอะไรดีไปกว่าได้เซฟงบ แล้วมีเงินเหลือ เพิ่มแหวนคู่ หรือ แหวนแต่งงาน ลงทุนกับราคาเพชร อีกสักนิดอีกสักหน่อยให้เต็มกะรัต ให้คู่ควรกับความรักที่คุณตั้งใจมอบให้เจ้าสาวที่รักของคุณ

เป็นอย่างไรบ้างสำหรับ 9 เทรนด์การจัดงานแต่งงาน มาแรง สุดปัง ในยุคโควิดนี้ หวังว่าคู่บ่าวสาวจะได้ไอเดียดีดีในการจัดงานแต่งงานยุคโควิดนี้ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับงานแต่งงานของคุณ และขอแสดงความยินดีล่วงหน้ากับคุณด้วย

ศักยภาพถดถอย เพราะเข้าใจผิดต่อความรู้สึกผิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/656604

วันที่ 28 มิ.ย. 2564 เวลา 09:40 น.

ศักยภาพถดถอย เพราะเข้าใจผิดต่อความรู้สึกผิดโดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

สาวโสดคนหนึ่ง ทำงานหนัก หาเงินเพื่อเลี้ยงตนเอง ช่วงหยุดยาวจึงอยากไปขับรถเล่น พักผ่อนอยู่กับธรรมชาติตามป่าเขา เธอชวนเพื่อนสนิทคนหนึ่งไปด้วย แต่เพื่อนเธอไม่ว่างและขับรถไม่เป็น เพื่อนเธอจึงปฏิเสธ แต่เธอพยายามรบเร้าอยู่หลายครั้งจนเพื่อนใจอ่อน โดยชวนแฟนของเพื่อนไปด้วย ช่วยขับรถระหว่างทางเกิดอุบัติเหตุ เธอไม่เป็นอะไร เพื่อนเธอบาดเจ็บสาหัส แฟนเพื่อนเสียชีวิต เธอเสียใจมากและโทษตัวเองว่าเป็นต้นเหตุ หากว่าไม่ชวนเพื่อนและแฟนของเพื่อนไปด้วย ก็คงไม่มีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น เธอรู้สึกผิดอย่างมาก นึกขึ้นมาทีไร เจ็บปวด เสียใจ และอยากย้อนเวลากลับไปเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่มันย้อนเวลาไม่ได้ และชีวิตเธอก็เปลี่ยนไป กลายเป็นคนที่ขาดความเชื่อมั่น รู้สึกผิดในใจลึกๆ กลายเป็นคนซึมเศร้า ศักยภาพถดถอย ไม่อาจพลิกฟื้นตนเองให้กลับมาเข้มแข็งได้ ชีวิตไม่มีความสุข เพราะเธอคิดว่าเธอคือต้นเหตุ

ในช่วงชีวิตเราย่อมต้องมีเหตุการณ์ในทำนองนี้ที่ว่า มีบางอย่างเกิดขึ้นในอดีต และส่งผลเสียต่อทั้งตนเองและความสัมพันธ์กับผู้อื่น โดยคิดว่าตนคือต้นเหตุ เพราะคิดว่าหากว่าตนไม่ทำอย่างนั้น มันก็คงไม่มีเรื่อง มันเป็นความรู้สึกผิดที่เกาะกัดกินใจตนเองและเสียใจมายาวนาน จนเป็นรากฝังลึกลงเป็นปมในใจ ความรู้สึกผิดนี้ ตนก็พยายามจะลืมๆ มันไป แต่ทำไม่ได้ มันแวะเวียนมาบ่อยๆ นึกถึงทีไร รู้สึกผิดหวังในตนเอง คิดอยากจะย้อนเวลากลับไปแก้ไข แต่มันเป็นไปไม่ได้

ความรู้สึกผิดนี้มันบั่นทอนจิตใจ ความรู้สึก ทำให้ตนขาดความเชื่อมั่น ภายในเปราะบาง อ่อนไหวต่อเหตุการณ์เชิงลบที่เข้ามากระทบ ชีวิตจึงเต็มไปด้วยแรงกดดัน คิดมาก วิตกจริต และบ่อยครั้งที่เจอเรื่องแย่ๆ แล้วรู้สึกท้อถอย จมอยู่กับความผิดหวัง ไม่สามารถพลิกฟื้นคืนสภาพตนเองให้กลับมาเข้มแข็งได้

และนี่คือเหตุผลสำคัญที่ส่งผลให้บุคคลไม่สามารถระเบิดศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่

  • บ่อยครั้งที่ท่านมีความคิดดีๆ แต่ไม่กล้านำเสนอ ขาดความเชื่อมั่น คิดไปว่ามันจะเข้าท่าหรือ เดี๋ยวก็คงโดนด่ากลับมาอีก แล้วก็ล้มเลิกไป
  • ทำไมตนจึงอ่อนไหวต่อความรู้สึกคนอื่นมากเกินไป เวลามีคนเตือน ตนจึงรู้สึกหวั่นไหว
  • ทำไมตนจึงเปราะบาง ขาดภูมิต้านทาน ไม่หนักแน่น ไม่ยืนหยัด ไม่อดทน ไม่อาจทนต่อแรงเสียดทานได้
  • คิดเองไม่เป็น คอยแต่จะตามคนอื่น กลัวพลาด ไม่สามารถนำตนเองได้ ไม่เล่นเชิงรุก
  • ทำไมเวลาใครได้รับการชื่นชม ตนรู้สึกกัดกินใจตนเอง เหมือนมีใครมาแย่งของๆ ตนไป
  • ทำไมตนจึงปฏิเสธไม่เป็น ไม่เป็นตัวของตัวเอง บ่อยครั้งทำให้ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก
  • ตนเป็นผู้นำองค์กร แต่ทำไมไม่สามารถสร้างทีมงานให้ไปในแนวทางเดียวกันได้ ตนจึงเสียโอกาสก้าวหน้า ผลงานไม่เข้าตา องค์กรไม่บรรลุเป้าหมาย ส่วนรวมก็เสียหาย

แล้วท่านคิดว่าอะไรที่คอยฉุดรั้งศักยภาพท่านไว้ ท่านสงสัยไหมว่าทำไม รากของปัญหาคืออะไร แล้วจะแก้ยังไง?

เมื่อพิจารณาถึงรากของปัญหา โดยปกติ คนเราไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ไม่มีทางที่จะทำสำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบ 100% ได้มากบ้าง น้อยบ้าง แตกต่างกัน และก็โดยทั่วไปที่คนเราย่อมต้องมีความพลาดพลั้ง หรือได้ทำในสิ่งที่ผิดพลาดลงไปในอดีต แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา

ปัญหาก็คือว่า คนเรามักจะเอาความพลาดพลั้งจากการที่ไม่ถึงเป้าหมายในเชิงรูปธรรมที่วัดได้ หรือเอาความพลาดพลั้งในอดีตที่ตนได้ทำลงไปนั้น มาสร้างความรู้สึกผิดขึ้นในใจตนเอง ตรงนี้ซิคือประเด็น!!

ภาวะดังกล่าวคือ ความรู้สึกผิด คิดว่าตนคือต้นเหตุของปัญหา มันเป็นภาวะที่เห็นตนเองติดลบ เห็นว่าตนเองใช้ไม่ได้ รู้สึกว่าตนไม่เอาไหน ไม่ได้เรื่อง คิดไปว่าตนขาดประสิทธิภาพ ด้อยกว่าคนอื่น หรือด้อยกว่าที่ตนคิด หรือเกิดความสงสัยว่าทำไมจึงต่ำกว่ามาตรฐาน ตนน่าจะทำได้ดีกว่านี้ หรือตีความว่าทำไมแค่นี้ถึงคิดไม่ออก ทำไม่สำเร็จ โดยรวมก็คือ ตนไม่เห็นคุณค่าตนเอง

เมื่อเห็นตนเองไร้ค่า จึงเกิดความสงสัยในตนเอง ขาดความเชื่อมั่น ทำให้ภายในอ่อนแอ เปราะบาง ขาดความมั่นคง ขาดภูมิต้านทาน อ่อนไหวไปตามกระแสหรือสิ่งที่เข้ามากระทบ โดยเฉพาะเวลาที่มีแรงกดดันจากภายนอก แต่ด้วยความที่เป็นคนที่มีความคาดหวังสูง จึงรับไม่ได้ จึงเกิดความขัดแย้งภายใน กลายเป็นแรงกดดัน มากๆ เข้าก็เลยคิดมาก วิตกจริต กดดันตนเอง หงุดหงิดง่าย เจ้าอารมณ์ ควบคุมตนเองไม่ได้ แล้วชอบเหวี่ยงใส่คนอื่น ซึมเศร้า และในบางกรณีกลับมาทำร้ายตนเอง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเพราะตนไปเอาความพลาดพลั้งในอดีตมาทำร้ายตัวตนของตนเองอย่างเข้าใจผิด ปัญหาของบุคคลจึงเป็นเรื่องของ “ความเข้าใจผิดต่อความรู้สึกผิด” ตรงนี้แหละที่เป็นประเด็น ที่เอาความเข้าใจผิดต่อความรู้สึกผิดมาทำร้ายตนเอง มาทำลายคุณค่าตนเอง

เมื่อมีความพลาดพลั้งเกิดขึ้น และหากบุคคลใดมีกรอบความคิดว่าความพลาดพลั้งคือความผิดแล้ว ความรู้สึกดังกล่าวมันจะเข้ามาโจมตีที่ตัวตนของบุคคลคนนั้น และสร้างความรู้สึกผิดขึ้นในใจ ความรู้สึกผิดนี้เองที่จะบั่นทอนความเชื่อมั่นในตนเอง สร้างความหวั่นไหวขึ้นภายใน บุคคลที่ไม่สามารถก้าวข้ามพ้นความรู้สึกผิดนี้ไปได้ จึงไม่สามารถขับศักยภาพภายในตนเองออกมาได้อย่างเต็มที่ ทั้งหมดนี้จึงเป็นเรื่องเสียหายที่เกิดจากความเข้าใจผิดต่อความพลาดพลั้ง และนี่คือสาเหตุหลักที่คอยฉุดรั้งศักยภาพของบุคคลให้ถดถอย ไม่สามารถนำตนเองได้อย่างน่าเสียดาย และเป็นรากของปัญหาในทุกความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ดังนั้น ความสามารถในการปลดปล่อยศักยภาพจึงมาจากการที่ตนเห็นตนเองเป็นใคร อย่างไร

เมื่อพิจารณาถึงทางออกของปัญหาในประเด็นความรู้สึกผิดต่อตนเองนี้ เราพบว่าทุกการแสดงออกมาจากกรอบความคิด (หรือภาพในใจ) หรือ Mindset กรอบความคิดคือตัวตน ตัวตนต้องการคุณค่าและความหมาย คนเราผ่านมาทั้งเรื่องบวกและลบมากมายทั้งชีวิต ในส่วนที่เป็นลบนั้น มันคือความรู้สึกผิดต่อตนเอง แต่นั่นมิใช่ปัญหา ประเด็นมันอยู่ที่ว่าเราไปรับรู้และเข้าใจมันผิด ดังนั้น บุคคลที่อยู่ในภาวะถดถอยนั้นเป็นเพราะว่า ตนยังเข้าใจผิดต่อความรู้สึกผิดที่มีต่อตนเอง

เราจึงควรมาทำความเข้าใจกับตัวตนของตนเองเสียใหม่ โดยย้อนกลับเข้ามาภายในเพื่อทำความเข้าใจตนอง ยอมรับว่ามันเกิดขึ้นจริง มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ห้ามปฏิเสธ หากเรายอมรับมัน นั่นเท่ากับว่าเรายอมรับตนเอง มันเป็นการเข้าใจตนเอง ให้อภัยตนเอง มันคือการเห็นคุณค่าตนเอง ภาวะนี้เท่านั้นที่บุคคลจะสามารถก้าวข้ามพ้นภาวะติดลบภายในใจไปได้ ภายในบุคคลจึงเข้มแข็ง เกิดความเชื่อมั่นและมีความมั่นคงภายใน ความมั่นคงภายในนี้เองจะเป็นก้าวสำคัญที่บุคคลจะเริ่มปรับฟื้นคืนสภาพตนเองให้กลับมาได้ การเห็นคุณค่าตนเองจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะไขไปสู่การสร้างการนำตนเองเชิงรุกได้อย่างยั่งยืน