นั่งรถไฟเที่ยว “องค์พระปฐมเจดีย์” สัมผัสวิถีริมทาง กับบรรยากาศย้อนยุค #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472535

นั่งรถไฟ เที่ยว “องค์พระปฐมเจดีย์” สัมผัสวิถีริมทาง กับบรรยากาศย้อนยุค

1 กรกฎาคม 2564 – 15:38 น.

นั่งรถไฟ เที่ยว “องค์พระปฐมเจดีย์” สัมผัสวิถีริมทาง กับบรรยากาศย้อนยุค และประวัติศาสตร์อันน่าหลงไหล

หลังจากตรากตำทำงานมาตลอดทั้งสัปดาห์ หลายๆ คนมักเลือก ที่จะใช้วันหยุดสุดสัปดาห์อยู่กับครอบครัว หรือเลือกทำกิจกรรมอยู่กับลูก กับหลาน แต่เชื่อว่า หลายๆคนมักใช้เวลานี้ ออกไปเติมพลัง นั่งจิบกาแฟ สัมผัสบรรยากาศแบบโล่งโล่ง โปร่งสบาย กับธรรมชาติ และผืนแผ่นน้ำทะเล ดังนั้น ในช่วงแนะนำสถานที่ท่องเที่ยววันนี้ จึงขอถือโอกาสเชิญชวนท่านผู้อ่าน เข้ามาสัมผัสกับบรรยากาศการ “นั่งรถไฟ” ท่องเที่ยวแบบกินลม ที่หลายๆคน อาจไม่เคยได้สัมผัส โดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ “องค์พระปฐมเจดีย์” จังหวัดนครปฐม

นั่งรถไฟ เที่ยว "องค์พระปฐมเจดีย์" สัมผัสวิถีริมทาง กับบรรยากาศย้อนยุค

เริ่มจากขึ้นที่สถานีรถไฟธนบุรี กับการซื้อตั๋วรถไฟชั้น 3 ในราคาเพียงแค่ 10 บาท หรือหากจะไปขึ้นที่สถานีกรุงเทพฯ ราคาตั๋วรถไฟชั้น 3 ก็จะอยู่ที่ 14 บาท และถ้าจะขึ้นรถเร็วที่พ่วงขบวนชั้น 3 ราคาตั๋วก็จะปรับเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย รวมแล้วประมาณ 20 บาท

เมื่อซื้อตั๋วเสร็จเรียบร้อย ก็แบกเป้ขึ้นรถไฟ ไปหาที่นั่งกันได้เลย..ครับ..

และเมื่อขบวนรถไฟเริ่มขยับ ทุกท่านก็จะได้รับทราบถึงเรื่องราวต่างๆ จากเจ้าขบวนรถไฟ ที่กำลังออกวิ่งไปตามรางที่ถูกกำหนดไว้ โดยภาพที่ทุกท่านเห็น และได้สัมผัส คือเรื่องราวและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านริมสองข้างทาง ที่ผันแปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัย จากอดีตขบวนรถไฟ อาจวิ่งผ่านท้องไร่ท้องนา แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นชุมชนบ้านพักอาศัย ซึ่งภาพที่เกิดขึ้นคือการเล่าเรื่องราวจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

เมื่อรถไฟวิ่งเข้าตัวเมืองนครปฐม สามารถมองเห็น “องค์พระปฐมเจดีย์” ตั้งเด่นตระการตาอยู่เบื้องหน้า ซึ่งจุดนี้สามารถแวะเวียนเข้ามาชมความงามได้ โดยสามารถลงรถไฟได้ที่สถานีใกล้กับตลาด และย่ำเท้าเพียงไม่กี่อึดใจ ก็จะสามารถเข้าไปสัมผัสกับบรรยากาศอันร่มรื่น และความอลังการของ “องค์พระปฐมเจดีย์” ที่ยิ่งใหญ่

นั่งรถไฟ เที่ยว "องค์พระปฐมเจดีย์" สัมผัสวิถีริมทาง กับบรรยากาศย้อนยุค

สำหรับ “องค์พระปฐมเจดีย์” นั้น ได้รับการปฏิสังขรร์มาหลายยุค หลายสมัย จากสถูปทรงโอ่งคว่ำ คือ สมัยสุวรรณภูมิ ตั้งแต่แรกสร้างปฐมเจดีย์ ราว พ.ศ. 350 – ราว พ.ศ. 1000

ต่อมาในช่วง สมัยทวารวดี เป็นสมัยที่ก่อสร้างเพิ่มเติมองค์พระปฐมเจดีย์ ตั้งแต่ราว พ.ศ.1000 ไปจนถึง พ.ศ. 1600
 

กระทั่งถึงช่วงสมัย “องค์พระปฐมเจดีย์” เกิดทรุดโทรม ตั้งแต่ พ.ศ.1600 จนถึง พ.ศ.2396 จนถึงสมัยปัจจุบัน จึงได้มีการปฏิสังขรณ์ กันเรื่อยมา
 

“องค์พระปฐมเจดีย์” มีเรื่องเล่าเป็นตำนานกันว่า พระยากง พระยาพาน เล่าว่า พระยากง ผู้ครองเมืองศรีวิชัย หรือ นครชัยศรี พระมเหสี ได้ประสูตรพระกุมารออกมา  โดยโหรทำนายว่า กุมารมีบุญญาธิการมาก แต่จะทำปิตุฆาต จึงรับสั่งให้นำกุมารไปฆ่าทิ้งในป่า ราชบุรุษสงสาร จึงได้นำกุมารไปทิ้งไว้ในป่า ยายหอมพบจึงเก็บมาเลี้ยงจนโต เมื่อเติบใหญ่ จึงลายายหอมขึ้นไปเมืองเหนือถึงสุโขทัย บังเอิญพบช้างพระเจ้าแผ่นดินสุโขทัยอาละวาด สลัดหมอควาญหลุด และไล่แทงผู้คน กุมารจึงฆ่าช้างเสีย ความทราบถึงพระเจ้าแผ่นดิน จึงชุบเลี้ยงกุมารเป็นบุตรบุญธรรม

นั่งรถไฟ เที่ยว "องค์พระปฐมเจดีย์" สัมผัสวิถีริมทาง กับบรรยากาศย้อนยุค

 จนกระทั่งกุมาร ยกทัพมารบกับพระยากง พระยากงเสียทีถูกกุมารฟันคอขาด กุมารได้ยกทัพเข้าไปตั้งอยู่ในเมือง และต้องการพระมเหสีของพระยากงเป็นภรรยา แต่มีเหตุดลใจให้ทราบว่าเป็นพระมารดา จึงตั้งอธิฐานว่า ถ้าหญิงผู้นี้เป็นมารดาจริง ขอให้น้ำนมไหลออกจากถันทั้งคู่ ถ้าไม่ใช่อย่าให้ปรากฎเช่นนั้น

แต่แล้วก็เกิดน้ำนมไหลจากถันทั้งคู่จริง เมื่อแม่ลูกรู้จักกันและทราบว่า “พระยากง” คือบิดาก็เสียใจ โกรธยายหอมที่ไม่บอกตั้งแต่ต้น จึงจับยายหอมฆ่าเสีย ต่อมาเกิดสำนึก ให้อำมาตย์นิมนต์พระอรหันต์มาบิณฑบาตในวัง และถามไถ่ถึงวิธีแก้ไข ได้ความว่า จะต้องสร้างเจดีย์ใหญ่สูงเท่ากับนกเขาเหิน กรรมจึงจะเบาบางลง จึงรับสั่งให้สร้างเจดีย์ดังกล่าวไว้ที่นครปฐม แล้วบรรจุพระบรมธาตุพระเขี้ยวแก้วไว้ในเจดีย์ใหญ่ด้วย

ในปีพุทธศักราช 2557 กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ได้ประกาศขึ้นทะเบียนวรรณกรรมพื้นบ้านตำนานพญากง พญาพาน เป็นมรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรมของชาติ

เจาะลึก “วัคซีน โควิด-19” มีกี่ชนิดอะไรบ้างข้อห้ามและข้อควรระวังอาการหลังฉีด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472508

เจาะลึก “วัคซีน โควิด-19” มีกี่ชนิดอะไรบ้างข้อห้ามและข้อควรระวังอาการหลังฉีด

1 กรกฎาคม 2564 – 12:45 น.

“วัคซีน โควิด-19” มีกี่ชนิด อะไรบ้าง ข้อห้ามและข้อควรระวังในการฉีด หากมีอาการดังต่อไปนี้ รีบไปพบแพทย์

การฉีด “วัคซีน โควิด-19” เป็น “วาระแห่งชาติ” เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งปัจจุบันทั้งภาครัฐและเอกชนต่างออกมารณรงค์เชิญชวนให้คนไทยฉีดวัคซีนกันให้ครบ ทุกคน ทั้งประเทศ ซึ่ง ณ ตอนนี้เรามีวัคซีนหลัก แอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) และ ซิโนแวค (Sinovac) ขณะที่มี ซิโนฟาร์ม (Sinopharm) เป็นวัคซีนทางเลือก และอนาคตอีก 2 ตัว ที่จะตามมา วัคซีนโมเดอร์นา (Moderna) และ วัคซีนไฟเซอร์ (Pfizer) แม้จะมีเหตุผลและความกังวัลเกี่ยวกับการฉีดวัคซีน โควิด-19 อยู่บ้าง แต่ก็นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นและทางออกที่จะช่วยแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 (COVID-19) ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ให้กับคนทั่วทั้งโลกได้อย่างดีที่สุด 

วัคซีน โควิด-19 มีกี่ชนิด อะไรบ้าง

วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ในปัจจุบัน มี 4 ชนิด ด้วยกัน ได้แก่

1. วัคซีนชนิดสารพันธุกรรม เอ็มอาร์เอ็นเอ (mRNA)

วัคซีนกลุ่มนี้ ใช้เทคโนโลยีใหม่สังเคราะห์สารพันธุกรรมเอ็มอาร์เอ็นเอ (messenger RNA: mRNA) ที่เฉพาะเจาะจงกับเชื้อไวรัส วัคซีนจะทำหน้าที่พา mRNA เข้าเซลล์ และ กํากับให้เซลล์ผลิตสารโปรตีนสไปค์ของเชื้อไวรัส ซึ่งโปรตีนนี้จะกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้สร้างแอนติบอดีขึ้นมาต่อต้านเชื้อ

วัคซีนที่มีใช้ในปัจจุบัน ได้แก่ วัคซีนของบริษัท Pfizer และ Moderna จากข้อมูลในปัจจุบันวัคซีนชนิดนี้มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้ประมาณ 95% ป้องกันการป่วยรุนแรงและป้องกันการเสียชีวิตได้ 100% วัคซีนไฟเซอร์ ของบริษัท Pfizer ควรได้รับการฉีด 2 เข็มเข้ากล้ามเนื้อ ห่างกัน 3 สัปดาห์ ส่วน วัคซีนโมเดอร์นา ของบริษัท Moderna ควรได้รับการฉีด 2 เข็มเข้ากล้ามเนื้อ ห่างกัน 4 สัปดาห์

2. วัคซีนชนิดใช้ไวรัสเป็นพาหะ (Recombinant viral vector vaccine)

วัคซีนกลุ่มนี้ ใช้ไวรัสที่สามารถตัดแต่งพันธุกรรม เช่น ไวรัสอะดีโน (Adenovirus) โดยนำมาดัดแปลงพันธุกรรมให้ไม่สามารถแบ่งตัวได้ และใส่สารพันธุกรรมของไวรัสโรคโควิด-19 ติดไปด้วย เมื่อนํามาฉีดไวรัสพาหะเหล่านี้จะเลียนแบบการติดเชื้อตามธรรมชาติ โดยกระตุ้มภูมิคุ้มกันทั้งระบบให้สร้างแอนติบอดีย์ต่อไวรัสโรคโควิด-19 ตามสารพันธุกรรมที่ใส่เข้าไป อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะเป็นวัคซีนที่ไวรัสอะดีโนไม่แบ่งตัว แต่ยังจัดเป็นไวรัสที่มีชีวิต เมื่อเข้าสู่ร่างกายจึงยังไม่แนะนำให้ใช้ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องอย่างมาก จนกว่าจะมีข้อมูลที่ชัดเจนมากกว่านี้

ปัจจุบันวัคซีนชนิดนี้ที่ใช้กันแพร่หลายมี 4 แบรนด์ ได้แก่ ไวรัสอะดีโนของชิมแพนซี (Chimpanzee adenovirus) โดยบริษัท AstraZeneca (แอสตร้าเซนเนก้า) มีประสิทธิภาพป้องกันอาการประมาณ 70 – 80% ป้องกันการเสียชีวิตได้ 100% , ไวรัสอะดีโนของมนุษย์สายพันธุ์ 5 (Human adenovirus type 5) โดยบริษัท CanSinoBio มีประสิทธิภาพป้องกันอาการประมาณ 60% , ไวรัสอะดีโนของมนุษย์สายพันธุ์ 26 (Human adenovirus type 26) โดยบริษัท Johnson and Johnson (จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน) มีประสิทธิภาพป้องกันอาการประมาณ 64 – 72% และ ไวรัสอะดีโนของมนุษย์สายพันธุ์ 5 และ 26 (Human adenovirus type 5 and26) โดยบริษัท Gamaleya ของรัสเซีย มีประสิทธิภาพป้องกันอาการประมาณ 90%

3. วัคซีนที่ทําจากโปรตีนส่วนหนึ่งของเชื้อ (Protein subunit vaccine)

วัคซีนที่ผลิตโดยเทคโนโลยีนี้ ทั่วโลกมีความคุ้นเคยมานาน เพราะใช้ในการผลิตวัคซีนหลายชนิด เช่น วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี เป็นต้น ผลิตโดยการ สร้างโปรตีนของเชื้อไวรัส ด้วยระบบ cell culture , yeast , baculovirus เป็นต้น แล้วนํามาผสมกับสารกระตุ้นภูมิ เมื่อฉีดเข้าสู่ร่างกายจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนตีบอดีต่อต้านโปรตีนสไปค์ของไวรัสโรคโควิด-19

วัคซีนที่มีใช้ในปัจจุบัน คือ วัคซีนแบรนด์ Novavax ซึ่งผลิตจาก baculovirus และใช้ Matrix M เป็นตัวกระตุ้นภูมิ มีประสิทธิภาพป้องกันอาการประมาณ 60 – 90% ป้องกันการเสียชีวิตได้ 100%

4. วัคซีนชนิดเชื้อตาย (Inactivated vaccine)

วัคซีนกลุ่มนี้ผลิตโดยนําไวรัสโรคโควิด-19 มาเลี้ยงขยายจํานวนมาก และนํามาทำให้เชื้อตาย การฉีดวัคซีนจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัสทุกส่วน เสมือนได้รับเชื้อไวรัสโดยตรงแต่ไม่ทำให้เกิดโรค เพราะเชื้อตายแล้ว เทคโนโลยีนี้เป็นวิธีที่ใช้กับวัคซีนตับอักเสบเอ โปลิโอชนิดฉีด จึงมีความคุ้นเคยในประสิทธิภาพและความปลอดภัยมานาน แต่เนื่องจากการเพาะเลี้ยงไวรัสต้องใช้ความระมัดระวังมาก ทําให้ผลิตได้ช้าและมีราคาแพง วัคซีนที่มีใช้ในปัจจุบัน ได้แก่ วัคซีนซิโนแวค ของบริษัท Sinovac มีประสิทธิภาพป้องกันอาการประมาณ 50 – 70% ป้องกันการเสียชีวิตได้ 100%

ข้อห้ามและข้อควรระวังในการฉีดวัคซีน โควิด-19

วัคซีนทุกชนิดมีข้อห้าม คือ แพ้สารที่เป็นส่วนประกอบของวัคซีน และเนื่องจากวัคซีนเหล่านี้เป็นวัคซีนใหม่ จึงอาจไม่มีความรู้ในเรื่องปฏิกิริยาการแพ้ที่พบไม่บ่อย ในช่วงแรกจึงควรฉีดวัคซีนเหล่านี้ในสถานพยาบาลหรือสถานที่ที่ให้การช่วยเหลือกรณีมีปฏิกิริยารุนแรง และควรเฝ้าระวังอาการหลังการฉีดอย่างน้อย 30 นาที

หากมีอาการดังต่อไปนี้ หลังได้รับวัคซีน โควิด-19 รีบไปพบแพทย์ ณ สถานพยาบาลใกล้บ้าน หรือ โทร. 1669 เพื่อรับบริการทางการแพทย์ฉุกเฉิน

– ไข้สูง

– หนาวสั่น

– ปวดศีรษะรุนแรง

– เหนื่อยแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก หรือ หายใจไม่ออก

– อาเจียน มากกว่า 5 ครั้ง

– ผื่นขึ้นทั้งตัว ผิวหนังลอก

– มีจุดจ้ำเลือดออกจํานวนมาก

– ใบหน้าเบี้ยว หรือ ปากเบี้ยว

– แขนขาอ่อนแรง กล้ามเนื้ออ่อนแรง ไม่สามารถทรงตัวได้

– ต่อมน้ำเหลืองโต

– ชัก หรือหมดสติ

อ่านข่าว – คาดไม่ผิด “คลัสเตอร์ศูนย์เด็กเล็ก” เพจดัง – หมอศิริราช ชี้ วิกฤติเดลตาพุ่งพรวด

อ่านข่าว – “ล็อกดาวน์” ด่วน “โควิด-19” ระลอก 4 มาแน่ นักวิชาการนิด้า เตือน 7 วันอันตราย

 ข้อมูล : โรงพยาบาลสินแพทย์

รู้จัก “แผลกดทับ” อย่าปล่อยไว้ให้รุนแรง อันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472459

รู้จัก “แผลกดทับ” อย่าปล่อยไว้ให้รุนแรง อันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

1 กรกฎาคม 2564 – 10:30 น.

“แผลกดทับ” หากไม่รีบรักษานอกจากรุนแรงจนต้องพักฟื้นในโรงพยาบาล อาจเกิดการติดเชื้อจากแผลกดทับอาจอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

เมื่อพูดถึง “แผลกดทับ” นับเป็นแผลที่ส่งผลกับการใช้ชีวิตโดยตรง เพราะมีการกดทับลงไปจนเนื้อตายและเกิดแผลขึ้นมา แผลลักษณะนี้มักพบในผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหว ทำกิจกรรมน้อย รวมทั้งผู้สูงอายุ หากไม่รีบรักษานอกจากรุนแรงจนต้องพักฟื้นในโรงพยาบาล อาจเกิดการติดเชื้อจากแผลกดทับอาจอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

รู้จักแผลกดทับ

แผลกดทับเป็นแผลที่เกิดจากการกดทับลงไปเป็นเวลานาน ทำให้ผิวหนังหรือเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังถูกทำลายแบบเฉพาะที่ เกิดเนื้อตายและแผลขึ้นมา อาจมีอาการเจ็บปวดร่วมด้วย ส่วนใหญ่จะเกิดบริเวณปุ่มกระดูกต่างๆ เช่น ส้นเท้า ก้นกบ ด้านข้างสะโพก เป็นต้น

ปัจจัยเสี่ยงแผลกดทับ

– ขาดการเคลื่อนไหว เช่น นอนติดเตียงตลอดเวลา

– เคลื่อนไหวไม่ค่อยดี

– ผอม ผิวหนังบาง ขาดน้ำ ขาดอาหาร

– โรคเบาหวาน โรคเกี่ยวกับเส้นเลือด

– ควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ ทำให้เกิดความอับชื้นจากการใส่ผ้าอ้อมขณะนอนหลับ

ลักษณะแผลกดทับ

แผลกดทับสามารถระบุระยะที่เป็นได้จากระดับของเนื้อเยื่อที่ถูกทำลาย

ระยะที่ 1 ผิวหนังมีรอยแดง ๆ ใช้มือกดแล้วรอยแดงไม่จางหายไป ผิวไม่ฉีกขาด

ระยะที่ 2 ผิวหนังเสียหายบางส่วน แผลตื้น ไม่พอง ไม่เป็นตุ่มน้ำใส

ระยะที่ 3 แผลลึกถึงชั้นถึงไขมัน สูญเสียผิวหนังทั้งหมด

ระยะที่ 4 แผลลึกมองเห็นถึงกระดูก เอ็น กล้ามเนื้อ สูญเสียผิวหนังทั้งหมด

นอกจากนี้ ยังมีแผลกดทับที่เรียกว่า Deep Tissue Injury (DTI) เป็นแผลกดทับที่มักเกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่ไม่ค่อยเคลื่อนไหว ผิวหนังไม่ฉีกขาด มีสีม่วงเข้มหรือสีเลือดนกปนน้ำตาล หรือพองเป็นตุ่มน้ำปนเลือด อาจเจ็บปวดร่วมด้วย ไม่สามารถระบุระยะที่เป็นได้

ตรวจวินิจฉัยแผลกดทับ

การตรวจวินิจฉัยแผลกดทับ แพทย์จะพิจารณาจากข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยเป็นสำคัญ ได้แก่ ปัญหาสุขภาพ สมรรถภาพการเคลื่อนไหว ประวัติการเกิดแผลกดทับ ตำแหน่งที่เกิดแผลกดทับ การกลั้นปัสสาวะและอุจจาระ ระบบไหลเวียนเลือด ฯลฯ

วิธีการรักษาแผลกดทับ

หัวใจสำคัญในการรักษาแผลกดทับ คือ การลดภาวะเสี่ยงจากการกดทับ ช่วยให้ผู้ป่วยเกิดแรงกดทับที่อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งน้อยลง ดูแลแผล บรรเทาอาการเจ็บแผล ป้องกันการติดเชื้อที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งการรักษาแบบองค์รวมจะช่วยให้สามารถดูแลได้ครบทุกด้าน วิธีการรักษาแผลกดทับ ได้แก่

– ลดแรงกดทับ โดยจัดท่านอนผู้ป่วยให้พลิกตัวทุก 2 ชั่วโมง หากนอนตะแคงควรนอนที่ 30 – 45 องศา นอนหนุนศีรษะไม่สูงเกิน 30 องศา ไม่นั่งกดทับแผล

– ดูแลแผล เนื่องจากแผลจะหายในที่ที่มีความชุ่มชื้นอยู่บ้าง ดังนั้นในการทำแผลแพทย์จะพิจารณาน้ำหลั่งจากแผล ถ้าน้ำหลั่งเยอะ จะใช้วัสดุที่ดูดซับได้ดี แต่ถ้าน้ำหลั่งน้อยมาก แพทย์จะใช้วัสดุปิดแผลที่ไม่ติดแผลมากนัก จากนั้นแพทย์จะพิจารณาพื้นแผล เนื้อตาย ขอบแผล ประเมินภาวะติดเชื้อ โดยจะเลือกวัสดุปิดแผลที่เหมาะกับประเภทของแผลเป็นสำคัญ เพื่อให้แผลหายเร็วขึ้นและลดการเสียดสีที่ผิวหนัง

– การตัดเนื้อตาย แพทย์จะทำการตัดเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายออกไป เพราะแผลกดทับจะหายได้ต้องไม่มีการติดเชื้อหรือเนื้อเยื่อตาย โดยแพทย์อาจนำส่วนของกล้ามเนื้อ ผิวหนัง หรือเนื้อเยื่อในร่างกายของผู้ป่วยมาปิดแผลและกระดูกในบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากแผลกดทับ และแพทย์อาจให้ยาปฏิชีวนะและการดูแลต่างๆ เพิ่มเติมตามความเหมาะสม

เครื่องมือและเทคโนโลยีดูแลแผลกดทับ

– อุปกรณ์ช่วยลดแรงกดทับ เช่น ฟูกชนิดพิเศษ เตียงลม แผ่นโฟมลดแรงเสียดสีและแรงกดทับ

– TCOM เครื่องประเมินระดับออกซิเจนรอบแผลที่ขาและเท้าในผู้ป่วยที่มีปัญหาหลอดเลือดและแผลเรื้อรัง เพื่อดูระดับการขาดออกซิเจน การประเมินการตอบสนองต่อการรักษาด้วยการศัลยกรรมหลอดเลือดเพื่อนำไปสู่แนวทางการรักษาที่เหมาะสม โดยจะตรวจวัดบริเวณขอบหรือรอบแผล ทำนานครั้งละ 1 – 2 ชั่วโมง

– เครื่องช็อกเวฟ (Radial Shock Wave Therapy) การรักษาด้วยคลื่นเสียงกระแทกความถี่สูงที่สร้างแรงกระแทกที่แผลอย่างเหมาะสม มีคุณสมบัติในการกระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อบริเวณแผลให้หายเร็วขึ้น สามารถรักษาแผลเรื้อรังได้ทุกระยะ  

– การบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูง (Hyperbaric Oxygen Therapy – HBOT) การรักษาโดยให้ผู้ป่วยหายใจด้วยออกซิเจนบริสุทธิ์ 100% ขณะนอนอยู่ในห้องที่มีความดันภายในมากกว่าความกดดันของบรรยากาศ  (Hyperbaric Chamber)  เพื่อให้เนื้อเยื่อรอบแผลได้รับออกซิเจนในปริมาณที่สูงกว่าการให้ออกซิเจนตามปกติ ช่วยแก้ไขภาวะพร่องออกซิเจน ลดการบวมของเนื้อเยื่อ ส่งเสริมการซ่อมแซมบาดแผลและการสร้างเส้นเลือดใหม่ ช่วยเม็ดเลือดขาวในการกำจัดและทำลายเชื้อโรค

การดูแลรักษาแผลกดทับเป็นเรื่องสำคัญ เพราะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโดยตรง ดังนั้นการรักษาโดยแพทย์เฉพาะทางที่พร้อมด้วยเครื่องมือและเทคโนโลยีในการรักษา ย่อมช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ ลดความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น ทำให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง

ข้อมูล : โรงพยาบาลกรุงเทพ

“รถ EV” จะมีในบ้านเราจริงเหรอ? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472472

“รถ EV” จะมีในบ้านเราจริงเหรอ?

1 กรกฎาคม 2564 – 06:53 น.

เทรนด์โลก “รถ EV” หรือยานยนต์ไฟฟ้า ไร้ควัน ไม่ปล่อยมลพิษ แต่ในไทยจะมี “รถ EV” เกลื่อนถนนแทนที่รถยนต์เติมน้ำมัน ได้จริงหรือไม่

เทรนด์ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทำให้ “รถ EV” หรือ ยานยนต์ไฟฟ้า เป็นตลาดที่เติบโตสวนทางธุรกิจอื่นในสถานการณ์โควิด-19

บริษัทรถยนต์ยักษ์หลายแห่งปรับตัว บ้างเลิกผลิตรถบางรุ่น หันมาลงทุนกับการผลิต “รถไฟฟ้า” และ “รถไฮบริด” เต็มตัว คาดการณ์กันว่าในปี 2030 (พ.ศ.2573) ทั่วโลกจะมีการใช้สูงถึง 25-40 ล้านคัน จากปัจจุบัน 10 ล้านคัน

สำหรับในบ้านเรา “รถ EV” จะมีใช้อย่างแพร่หลายจริงหรือไม่ อะไรเป็นข้อจำกัดบ้าง

ปัจจุบันในประเทศไทย คนยังใช้รถไฟฟ้ากันไม่มากนัก โดย ศูนย์วิจัยกรุงไทย (Krungthai COMPASS) ได้เปิดเผยจำนวนยานยนต์ไฟฟ้าในไทย สิ้นปี 2563 มีการใช้เพียง 1.9 แสนคัน หรือเพียง 1% ของยานยนต์ทั้งหมด

นอกจากเรื่องราคารถ EV ในปัจจุบันที่ยังค่อนข้างสูงแล้ว อีกข้อจำกัดสำคัญที่ ทำให้คนไทยลังเลที่จะตัดสินใจซื้อรถ EV มาใช้งานคือสถานที่ชาร์จไฟ

โดยปัจจุบัน สถานีชาร์จรถ EV มีของการไฟฟ้านครหลวง, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, ปตท. และ EV Any where ที่เป็นของบริษัทเอกชน จุดที่ตั้งส่วนใหญ่ยังเทียบจำนวนไม่ได้กับปั๊มน้ำมัน

"รถ EV" จะมีในบ้านเราจริงเหรอ?

“รถ EV” ที่ขายดีในโลกนี้ เป็นรถเฉพาะรุ่นที่เสียบปลั๊กชาร์จไฟฟ้าเข้าแบตเตอรีได้ ประเภท Plug-in Hybrid (PHEV) และ Battery Electric Vehicle (BEV) อธิบายง่าย ๆ ได้ดังนี้

PHEV ใช้พลังงานผสมระหว่างน้ำมันเชื้อเพลิงกับไฟฟ้าจากแบตเตอรีเสียบปลั๊กชาร์จไฟได้ ความจุแบตเตอรี 6-14 kw วิ่งได้ 25-50 กิโลเมตร 

BEV ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี 100% ต้องเสียบปลั๊กชาร์จไฟเข้าแบตเตอรีเท่านั้น เช่น Teala Model3 ความจุแบตเตอรี 60-90 kw วิ่งได้ 25-50 ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง

ซึ่ง “รถ EV” ควรชาร์จไฟจนเต็มประจุ 1 ครั้งทุกสัปดาห์ เพื่อเป็นการกระตุ้นเซลล์เก็บประจุให้ทำงานครบ ช่วยลดการเสื่อมของแบตเตอรี ในการใช้งานระยะยาว

ค่าไฟในการชาร์จ รถ EV ถูกกว่าค่าน้ำมัน ประมาณ 0.7 – 1 บาท ต่อกิโลเมตร ขณะที่การเติมน้ำมันรถไป ประมาณ 3 บาท ต่อการวิ่ง 1 กิโลกรัม ประหยัดค่าเชื้อเพลงรถได้มากกว่า 3 เท่า สำหรับการชาร์จไฟเองที่บ้าน ส่วนการชาร์จที่สถานี อาจมีการบวกค่าบริการเพิ่ม แต่ ๆ การชาร์จไฟเองที่บ้าน ไม่ใช่การนำปลั๊กไปเสียบได้ทันที!!!

เพราะสายไฟบ้านทั่วไปในไทย ทนกระแสไฟได้ 10 A แต่สายชาร์จที่มากับรถ EV สามารถดึงกระแสไฟสูงสุดถึง 12 A เกินสายไฟบ้านรับได้ หากจะชาร์จไฟที่บ้าน ต้องเดินสายไฟใหม่ เป็น 4 Sq.mm. ขึ้นไป สำหรับเต้าเสียบนี้เท่านั้น และต้องเดินสายดินด้วย

ดังนั้นการจะชาร์จไฟที่บ้านทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาก เป็นเหตุผลหนึ่งที่คนยังไม่ซื้อ “รถEV” นอกจากนี้ราคาอะไหล่ อู่ซ่อม ที่ยังมีข้อมูลไม่มากเท่ากับรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน ก็เป็นอีกโจทย์ที่ต้องเร่งส่งเสริม 

"รถ EV" จะมีในบ้านเราจริงเหรอ?

อีก 7 ปีไทยจะใช้ “รถ EV” ล้านคัน!!

กลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ดร.มานะ นิมิตรวานิช ผู้อำนวยการฝ่าย ศูนย์วิจัยกรุงไทย (Krungthai COMPASS) ได้วิเคราะห์สถานการณ์ “ยานยนต์ไฟฟ้า” มองว่า ไทยมีข้อได้เปรียบ จากการที่เป็นฐานผลิตยานยนต์เครื่องยนต์ ICE แบบดั้งเดิมมาอย่างยาวนาน ประกอบกับกลยุทธ์การทำตลาดของผู้ผลิตยานยนต์ OEM ในประเทศ ที่ยังคงเน้นทำตลาดยานยนต์ไฟฟ้าไฮบริดตามบริษัทแม่ในญี่ปุ่น

ยอดใช้ยานยนต์ไฟฟ้าสะสมในไทยมีโอกาสแตะ 1 ล้านคันได้ในปี 2028 ( พ.ศ.2571) หรือขยายตัวเฉลี่ยราว 24% ต่อปี โดยคาดว่ายอดใช้ “รถไฮบริด” จะมีสัดส่วนสูงถึง 93% ของยานยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด

นอกจากนี้ มาตรการภาครัฐที่จะสนับสนุนทั้งผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย มีโอกาสต่อยอดเป็นฐานผลิตยานยนต์ไฟฟ้าไฮบริด ที่แข็งแกร่งของภูมิภาคในอนาคตด้วย

แม้ดูว่าการทำให้คนไทยใช้ “รถ EV” ให้มากขึ้น ยังต้องทำอะไรอีกมาก แต่ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ที่คุ้มค่า เพราะจุดเด่นของ “รถ EV” ที่ไม่ปล่อยมลพิษ จะมาช่วยปัญหาที่เมืองใหญ่ต้องเผชิญอย่างหนักหน่วงได้  

อ้างอิง : 

Krungthai COMPASS

https://www.motorexpo.co.th/news/2797

https://travel.trueid.net/detail/Y6egna82V3zG

ภาพประกอบจากhttps://unsplash.com/s/photos/ev-car

เลือก “อาหารแมว” อย่างไรให้เหมาะกับเจ้าเหมียวตัวโปรด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472414

เลือก “อาหารแมว” อย่างไรให้เหมาะกับเจ้าเหมียวตัวโปรด  

30 มิถุนายน 2564 – 21:30 น.

“อาหารแมว” ในปัจจุบันมีให้เลือกมากมายหลากหลายยี่ห้อ แต่สิ่งสำคัญต้องเลือกให้เหมาะกับน้องแมวของเราด้วย เพื่อที่เขาจะได้รับประโยชน์สูงสุด 

     เชื่อว่าหลายบ้านคงเลี้ยงแมวกันอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะทาสแมวตัวยง มักจะเลือกสิ่งของหรืออาหารให้กับแมวตัวโปรดของคุณ

     คมชัดลึกออนไลน์ มีวิธีการเลือกอาหารแมวมาให้สำหรับผู้ที่เริ่มต้นที่จะเลี้ยงแมว หรือ กำลังจะรับแมวมาเลี้ยง     

      อาหารที่จะให้แมวของเรารับประทานเข้าไปนั้น จำเป็นต้องเลือกอาหารสำหรับแมวถึงจะดี เนื่องจากอาหารแมวจะมีสารอาหารเฉพาะแมว ต่างจากอาหารชนิดอื่น ๆ 

     ตามปกติแล้วอาหารแมวจะแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก คือ 

     อาหารเปียก

     – อาหารเปียกถือว่าเป็นอีกหนึ่งขวัญใจแมวก็ว่าได้ เนื่องจากมีน้ำผสมอยู่ในอาหาร ทำให้ทานง่าย มีกลิ่นที่เย้ายวนเจ้าเหมียว  

    อาหารเม็ด หรือ แห้ง 

    -มีข้อดีคือสามารถเก็บเอาไว้ได้นาน ราคาไม่แพง มีสูตรให้เลือกมากมาย สามารถเททิ้งไว้ให้แมวได้โดยไม่ต้องกลัวเสีย 

    วิธีเลือกอาหารให้เหมาะกับแมว

    เลือกตามช่วงอายุของแมว 

     – การเลือกอาหารตามช่วงอายุของแมว จะเกิดผลดีกับน้องแมวมากที่สุด เนื่องจากในแต่ล่ะช่วงวัยจะต้องการสารอาหารไม่เหมือนกัน

     อย่างเช่น ลูกแมว หรือ แมวเด็ก ที่จะต้องการสารอาหารมากเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นโปรตีนและแคลเซียม และที่สำคัญจะมีผลต่อการพัฒนาของแมวด้วย 
    
     ขณะที่แมวโต หรือ แมววัยรุ่น ควรเลือกอาหารตามพฤติกรรมของแมว เพื่อให้ตรงตามความต้องการที่สุด ส่วนแมวโตเต็มวัย จะเป็นช่วงที่จะเป็นต้องเลือกอาหารที่มีผลต่อการป้องกันโรค หรือ ลดความเสี่ยงโรค

     สุดท้ายแมวที่มีอายุ 7 ปี ขึ้นไป ซึ่งจะเป็นช่วงวัยที่จะเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ จึงจำเป็นต้องมีการเลือกอาหารอย่างใกล้ชิด 

     -เลือกตามที่อยู่อาศัยและสายพันธุ์ เช่น สูตรเลี้ยงในบ้าน สูตรเฉพาะแมวบางพันธุ์        

     แมวมักจะถูกเลี้ยงต่างสถานที่กัน จึงทำให้ความต้องการสารอาหารไม่เหมือนกัน เช่น แมวที่เลี้ยงในระบบปิด อย่างในบ้าน หรือ คอนโด ควรเลือกอาหารแมวสูตรเลี้ยงในบ้าน

     เนื่องจากจะมีการคำนวนสารอาหารมาพอดีกับการใช้พลังงานของแมว และจะไม่ให้แมวเกิดสภาวะอ้วน 

    -เลือกตามการควบคุมโภชนา เช่น สูตรลดอ้วน สูตรอาหารสำหรับแมวป่วย แมวท้อง 

    หากพบว่าแมวของตัวเองอ้วนเกินไปส่อจะทำให้เกิดโรคต่าง ๆ จำเป็นต้องเลือกอาหารแมวสูตรที่เหมาะสม เพื่อควบคมน้ำหนัก และ ป้องกันโรค

     นอกจากนี้ในส่วนแมวที่ตั้งท้อง ช่วงนี้ต้องเลือกอาหารที่ดีและเหมาะเนื่องจากจะทำให้แม่แมวสุขภาพดีและส่งผลต่อการคลอดของแม่แมวอีกด้วย 

     ทั้งหมดเป็นเพียงแต่เคล็ดลับเล็ก ๆ ที่นำมาฝากให้กับมือใหม่หรือผู้ที่กำลังคิดจะหาเจ้าแมวเหมียวมาเป็นสมาชิกในบ้านสักตัวหนึ่ง เท่านั้น 

เช็กก่อน ควรเลือกซื้อ “เครื่องดื่มผสมวิตามินซี” สุดฮิตที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างไร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472412

เช็กก่อน ควรเลือกซื้อ “เครื่องดื่มผสมวิตามินซี” สุดฮิตที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างไร

30 มิถุนายน 2564 – 16:47 น.

รู้หรือไม่ว่า “วิตามินซี” สลายตัวง่ายมาก จากหลายปัจจัยด้วยกัน เราควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ “เครื่องดื่มผสมวิตามินซี” อย่างไร

“เครื่องดื่มผสมวิตามินซี” สุดฮิตที่กำลังเป็นที่นิยม โดยผู้ที่ซื้อมาหวังจะได้รับประโยชน์จาก “วิตามินซี” ตามปริมาณที่ระบุไว้บนฉลาก แต่รู้หรือไม่ว่า วิตามินซีสลายตัวง่ายมาก จากหลายปัจจัยด้วยกัน ว่าแต่ปัจจัยที่มีผลต่อการสลายตัวของวิตามินซี มีอะไรบ้างนะ และเราควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มผสมวิตามินซีอย่างไร มาติดตามกันเลย

ปัจจัยที่มีผลต่อการสลายตัวของวิตามินซี

1. อุณหภูมิสูง ความร้อน แสงสว่าง เป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้วิตามินซีเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง และสลายตัวอย่างรวดเร็ว

2. ออกซิเจน

3. ประเภทและชนิดของผลิตภัณฑ์อาหาร

4. ความเป็นกรด – ด่าง

5. ภาชนะบรรจุที่เป็นโลหะ

6. รูปแบบ (Form) ของวิตามินที่เติมลงในผลิตภัณฑ์

คำแนะนำแก่ผู้บริโภค

1. เครื่องดื่มผสมวิตามินซี เป็นเพียงผลิตภัณฑ์ทางเลือกในการเสริมสารอาหารสำหรับผู้บริโภคที่มีการบริโภคผักและผลไม้ไม่เพียงพอ

2. เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีการเก็บรักษาอย่างเหมาะสม

3. ควรเลือกซื้อเครื่องดื่มผสมวิตามินซีที่บรรจุในภาชนะทึบแสง หรือบรรจุภัณฑ์แบบ Multi-layer material

4. ควรรับประทานอาหารหลากหลายในปริมาณที่พอเหมาะและออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อให้สุขภาพแข็งแรง

5. การรับประทานวิตามินซีปริมาณสูงเป็นประจำ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นนิ่วในไต

เครื่องดื่มผสมวิตามินซี, วิตามินซี

ข้อมูล : สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

ภาพล่าสุด “แกรนด์แคนยอน” ยุค “โควิด” สวยราวกับเมืองนอก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472419

ภาพล่าสุด “แกรนด์แคนยอน” ยุค “โควิด” สวยราวกับเมืองนอก

30 มิถุนายน 2564 – 16:37 น.

“แกรนด์แคนยอน” ยุค “โควิด” ราวกับเมืองนอก สายแคมป์ปิ้ง ห้ามพลาด เร็วๆ นี้มีกิจกรรมตั้งแคมป์

แกรนด์แคนยอน” จ.ชลบุรี จากเหมืองหินเก่ากลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ เหมืองหินเก่าที่ถูกทิ้งร้าง ด้วยความบังเอิญจากการทำเหมืองในอดีต วันนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่กลางเมืองชลบุรี ใกล้บางแสน 

ความสวยงามที่เกิดจากความบังเอิญ “แกรนด์แคนยอน” จ.ชลบุรี เป็นหุบเขาที่เกิดจากการระเบิดเพื่อทำเหมืองหินในอดีต พอกิจการของเหมืองได้ยุติลง ธรรมชาติได้เยียวยาตัวเอง จนเป็นภาพที่สวยงามอย่างที่เห็น น้ำสีเขียวมรกต ต้นไม้เขียวขึ้นแซมให้สดชื่นตา มีร้านอาหารเล็ก ๆ ก่อนทางเขาไว้คอยบริการ อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ต้องเตือนกันหน่อยซึ่งในที่ที่มีความสวยงามมาก ๆ ยังคงแฝงไปด้วยอันตราย เพราะบางจุดยังไม่มีเครื่องป้องกันที่ดี สิ่งที่ระวังคือ ระวังตกลงไปเบื้องล่าง ส่วนอื่น ๆ ถือว่าเป็นที่ที่เหมาะกับการถ่ายรูปมาก ๆ ใครชอบถ่ายรูปบอกเลยต้องมาสักครั้ง และไม่ไกลจากรุงเทพฯ เลย 

ปัจจุบันเนื่องจากสถานการณ์ “โควิด-19” ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปที่ “แกรนด์แคนยอน” น้อยลง จะมีก็แค่คนในพื้นที่เท่านั้น ที่จะได้เห็นความสวยงามที่พอนักเที่ยวมากันน้อย ธรรมชาติก็ได้ฟื้นฟูในตัวของมันจนกลายเป็นภาพอย่างที่เห็น ต้องบอกว่าสวยงามมาก ๆ ราวกับอยู่เมืองนอกเลยจริง ๆ

นอกจากนี้ โดยเฉพาะสายแคมป์ปิ้ง ที่แกรนด์แคนยอน เตรียมที่จะเปิดให้บริการพื้นที่แคมป์ปิ้งด้วยในช่วงเดือน สิงหาคม 2564 ที่จะถึงนี้ โดยผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนจองพื้นที่กางเต็นท์ล่วงหน้าได้แล้วทางไลน์ออฟฟิเชียล อย่างไรก็ตาม ต้องดูสถานการณ์ในตอนนั้นอีกครั้งหนึ่งว่าจะจัดได้จริงแค่ไหน จะมีการจัดการอย่างไรเพื่อให้มีความปลอดภัยจากสถานการณ์ “โควิด” ในตอนนี้มากที่สุดซึ่งต้องติดตามดูกันต่อไป 

ภาพล่าสุด "แกรนด์แคนยอน" ยุค "โควิด" สวยราวกับเมืองนอก
ภาพล่าสุด "แกรนด์แคนยอน" ยุค "โควิด" สวยราวกับเมืองนอก
ภาพล่าสุด "แกรนด์แคนยอน" ยุค "โควิด" สวยราวกับเมืองนอก
ภาพล่าสุด "แกรนด์แคนยอน" ยุค "โควิด" สวยราวกับเมืองนอก
ภาพล่าสุด "แกรนด์แคนยอน" ยุค "โควิด" สวยราวกับเมืองนอก
ภาพล่าสุด "แกรนด์แคนยอน" ยุค "โควิด" สวยราวกับเมืองนอก
ภาพล่าสุด "แกรนด์แคนยอน" ยุค "โควิด" สวยราวกับเมืองนอก

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เช็กเลย “ลงทะเบียน” ฉีด “ซิโนฟาร์ม” ที่ชลบุรี มี รพ.ไหนบ้าง

4 แหล่งท่องเที่ยวขานรับนโยบาย “Phuket Sandbox” เปิดประเทศไม่มีการกักตัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472394

4 แหล่งท่องเที่ยวขานรับนโยบาย “Phuket Sandbox” เปิดประเทศไม่มีการกักตัว

30 มิถุนายน 2564 – 15:25 น.

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เตรียมพร้อมแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติ 4 แห่งในสังกัด รองรับ “Phuket Sandbox”

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขานรับนโยบายรัฐบาล การเปิดประเทศไทยสำหรับนักท่องเที่ยวโดยไม่มีการกักตัว ตามโครงการ Phuket Sandbox เตรียมพร้อมแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติในจังหวัดภูเก็ต ทั้งทางด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสถานที่ ด้านบุคลากร และด้านมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ โควิด-19 ตามมาตรฐาน SHA Plus ของกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อดูแลนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้ามา ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 เป็นต้นไป พร้อมจัดทำข้อกำหนด และแนวทางปฏิบัติ / ข้อห้ามเกี่ยวกับกิจกรรมทางทะเล ทั้งฉบับภาษาไทย และภาษาอังกฤษ เพื่อประชาสัมพันธ์แก่นักท่องเที่ยวให้ได้สัมผัสธรรมชาติด้วยวิถีใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

โดยแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติที่สำคัญในจังหวัดภูเก็ต ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีจำนวน 4 แห่ง ประกอบด้วย อุทยานแห่งชาติสิรินาถ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาพระแทว ป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาโต๊ะแซะ และ สถานแสดงพันธุ์พืชน้ำภูเก็ต ซึ่งทั้ง 4 แห่งได้รับการรับรองตามมาตรฐาน SHA Plus เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมาตรฐานดังกล่าวเป็นการรับรองว่า สถานประกอบการมีมาตรการทางสุขอนามัยในการควบคุมโรคโควิด-19 อีกทั้งมีพนักงานในสถานประกอบการได้รับวัคซีนป้องกัน โควิด-19 ครบ 2 เข็มแล้วเกินกว่า 70% ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมในการเปิด Phuket Sandbox รับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าจังหวัดภูเก็ตโดยไม่ต้องกักตัว 

สำหรับการเตรียมพร้อมเพื่อรับนักท่องเที่ยว ของแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติแต่ละแห่ง ได้มีการจัดทำข้อกำหนด เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติในการเข้าชมและเข้าใช้สถานที่ รวมถึงข้อห้ามต่างๆ เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ทั้งยังได้มีการกำหนดจำนวนปริมาณนักท่องเที่ยวที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ เพื่อเพิ่มระยะห่างและลดความแออัดในการเข้าเยี่ยมชม อาทิ

1. อุทยานแห่งชาติสิรินาถ มีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญและน่าสนใจ ประกอบด้วย หาดในยาง ซึ่งมีความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยวได้วันละ 200 คน/วัน , หัวแหลม – อ่าวปอ , หาดลายัน และ จุดชมวิวเครื่องบินขึ้น – ลง หาดไม้ขาว ซึ่งมีความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยวได้วันละ 100 คน/วัน โดยในเรื่องสถานที่ อุทยานแห่งชาติสิรินาถ ได้มีการทำความสะอาดพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว มีการจัดการสิ่งแวดล้อม (ขยะ/น้ำเสีย) วันละ 2 รอบ มีการซ่อมแซมสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ห้องน้ำ ห้องสุขา เป็นต้น ส่วนในเรื่องความพร้อมของบุคลากร เจ้าหน้าที่ของอุทยานแห่งชาติสิรินาถได้รับการฉีดวัคซีนป้องกัน โควิด-19 แล้ว 96% ตลอดจนให้เจ้าหน้าที่สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา นอกจากนี้ ในเรื่องความปลอดภัย ได้จัดเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง อีกทั้งได้มีจัดเตรียมพร้อมอุปกรณ์ด้านการกู้ชีพและกู้ภัยในกรณีฉุกเฉิน มีการจำกัดนักท่องเที่ยว โดยให้นักท่องเที่ยวลงทะเบียนจองเข้าอุทยานแห่งชาติสิรินาถล่วงหน้า ผ่านแอปพลิเคชัน QueQ มีจุดคัดครองบริเวณด่านเก็บค่าบริการ มีการตรวจวัดอุณหภูมิ จุดล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ และให้มีการ Cheek – in / Cheek – Out ผ่านแอปฯ ไทยชนะ ด้วย

สำหรับข้อกำหนด แนวทางปฏิบัติ/ข้อห้ามในการเข้าชมอุทยานแห่งชาติสิรินาถ ได้แก่ 1) ห้ามขีดเขียน 2) ห้ามสูบบุรี่ 3) ห้ามบรรจุภัณฑ์พลาสติก 4) ห้ามทิ้งขยะ 5) ห้ามก่อกองไฟ 6) ห้ามเสียงดัง 7) ห้ามเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 8) ห้ามปีน/ห้ามเดินออกนอกเส้นทาง และ 9) ไม่นำพืชพรรณและทรัพยากรธรรมชาติออกจากพื้นที่

2. เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาพระแทว มีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญและน่าสนใจ ประกอบด้วย น้ำตกบางแป และ น้ำตกโตนไทร ซึ่งมีความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยวได้วันละ 150 คน/วัน โดยในเรื่องสถานที่ เปิดบริการให้นักท่องเที่ยวพักผ่อนและลงเล่นน้ำได้บริเวณน้ำตกบางแป และ น้ำตกโตนไทร มีการจัดการสิ่งแวดล้อม (ขยะ/น้ำเสีย) วันละ 1 รอบ ในเรื่องความพร้อมของบุคลากร เจ้าหน้าที่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกัน โควิด-19 แล้ว 90% และให้เจ้าหน้าที่สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา นอกจากนี้ ได้จัดเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง อีกทั้ว มีจุดคัดครอง มีการตรวจวัดอุณหภูมิ จุดล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ ให้บริการเจ้าหน้าที่และนักท่องเที่ยว และให้ลงทะเบียน QR Code ด้วย

สำหรับข้อกำหนด แนวทางปฏิบัติ/ข้อห้ามในการเข้าชมเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาพระแทว ได้แก่ 1) ห้ามล่าสัตว์  2) ห้ามให้อาหารสัตว์ป่าทุกชนิด 3) ห้ามเก็บพันธุ์ไม้/ดอกไม้ 4) ห้ามนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าในศูนย์ฯ และ 5) ห้ามก่อกองไฟ

3. ป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาโต๊ะแซะ มีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญและน่าสนใจ ประกอบด้วย วัดเจริญสมณกิจ , จุดชมวิวเขาโต๊ะแซะ , ศาลเจ้าพ่อเขาโต๊ะแซะ , จุดชมลิง , จุดให้อาหารลิง , และลานออกกำลังกาย โดยในเรื่องสถานที่และการจัดการสิ่งแวดล้อม (ขยะ/น้ำเสีย) มีการจัดการทุกวัน มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในบริเวณพื้นที่ตลอด 24 ชม. มีการลงทะเบียนผู้เข้าใช้บริการในแหล่งท่องเที่ยวหรือสแกน QR-Code หมอชนะ ตลอดจนมีมาตรการคัดกรองวัดไข้และอาการเสี่ยงก่อนเข้าสถานศึกษา กำหนดให้สวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยตลอดเวลา มีจัดจุดล้างมือหรือเจลแอลกอฮอล์อย่างเพียงพอ อีกทั้ง จัดระยะห่างระหว่างบุคคลอย่างน้อย 1-2 เมตร นอกจากนี้ ให้มีการทำความสะอาดเครื่องออกกาลังกายสม่ำเสมอ และไม่จัดกิจกรรมรวมกลุ่มคนจำนวนมาก ตลอดจนให้เหลื่อมเวลาและลดเวลาทำกิจกรรมด้วย

4. สถานแสดงพันธุ์พืชน้ำภูเก็ต มีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญและน่าสนใจ ประกอบด้วย โครงกระดูกวาฬบรูด้า , พะยูน , แอ่งน้ำจำลองเลี้ยงดาวทะเลปลิงทะเล , ปลาว่ายน้ำกลับหัว , ป่าโกงกางจำลอง , ปลาในแนวปะการัง , ฉลามกบฉลามหูดำ , โชว์ดำน้ำให้อาหารปลา , และปลาหมอทะเล โดยสถานแสดงพันธุ์พืชน้ำภูเก็ต แห่งนี้ มีความพร้อมสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ 1,000 คน/วัน  มีการจัดการสิ่งแวดล้อม (ขยะ/น้ำเสีย) โดยงดการใช้ถุงพลาสติกในการจำหน่ายสินค้า และให้มีการแยกประเภทถังขยะ โดยในด้านความพร้อมของสถานที่และบุคลากร ได้จัดเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และมีระบบกล้องวงจรปิด กำหนดให้เจ้าหน้าที่และผู้เข้าชมทุกคน ใส่หน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัย ทำเครื่องหมายเว้นระยะ 1-2 เมตร กำหนดให้เจ้าหน้าที่ทุกคน (ที่แพทย์อนุญาต) ไปฉีดวัคซีนป้องกัน โควิด-19 ภายในเดือนมิถุนายน 2564 ทำความสะอาดพื้นที่ที่สัมผัสบ่อยด้วยน้ายาฆ่าเชื้อ จัดหาแอลกอฮอล์เจลให้ผู้เข้าชม ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายผู้เข้าชมทุกคน และให้ผู้เข้าชมทุกคนลงทะเบียนก่อนเข้าชมหรือลงทะเบียนในแอปพลิเคชัน ไทยชนะ

สำหรับข้อกำหนด แนวทางปฏิบัติ/ข้อห้ามในการเข้าชมสถานแสดงพันธุ์พืชน้ำภูเก็ต และการทำกิจกรรมทางทะเล ได้แก่ 1) ไม่เก็บทุกสิ่งที่มีชีวิตในทะเลไปเป็นของที่ระลึก 2) ไม่เหยียบย่ำบริเวณแนวปะการัง 3) ไม่ทำอันตรายต่อสัตว์ทุกชนิด 4) ไม่ทิ้งขยะลงในท้องทะเล 5) ไม่ซื้อของที่ระลึกที่ทำจากปะการัง สัตว์ทะเล เป็นส่วนประกอบ 6) ไม่นำเรือเข้าใกล้แนวปะการังน้ำตื้นมากเกินไป 7) ไม่ทิ้งสมอในแนวปะการัง ผูกเรือไว้ในทุ่นจอดเรือในบริเวณที่จัดได้

4 แหล่งท่องเที่ยวขานรับนโยบาย "Phuket Sandbox" เปิดประเทศไม่มีการกักตัว
Phuket Sandbox, โควิด-19
Phuket Sandbox, โควิด-19
Phuket Sandbox, โควิด-19
Phuket Sandbox, โควิด-19
Phuket Sandbox, โควิด-19
Phuket Sandbox, โควิด-19
Phuket Sandbox, โควิด-19
Phuket Sandbox, โควิด-19

ค้นพบ “จมูก” สัมพันธ์กับ “อวัยวะเพศ” นักวิจัยพิสูจน์มาแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472361

ค้นพบ”จมูก”สัมพันธ์กับ”อวัยวะเพศ นักวิจัยพิสูจน์มาแล้ว 

30 มิถุนายน 2564 – 14:30 น.

วิจัยกันจริงจัง สำหรับนักวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ที่ออกมาตีแผ่บทความจากการรวบรวมข้อมูลว่าแท้จริงแล้ว จมูกบุรุษเพศนั้น สัมพันธ์กับอวัยวะเพศชายของแต่ละคนด้วย ซึ่งถูกตีพิมพ์ลงในวารสาร  Basic and Clinical Andrology 

องค์ความรู้หลายอย่างเกิดขึ้นจากการวิจัย ทดลอง นอกจากเพื่อพิสูจน์คำบอกเล่าแล้ว ยังเป็นการพิสูจน์สมมติฐาน ทฤษฎี และข้อสงสัยของนักวิทยาศาสตร์ นำไปสู้วิวัฒนาการ และพัฒนาการคิดค้นสิ่งต่าง ๆ เพื่อต่อยอดตอบโจทย์ความต้องการ การแก้ปัญหาสิ่งต่าง ๆ อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งการวิจัย ทดลอง ก็ขึ้นอยู่กับความสนใจในแต่ละเรื่อง วันนี้เราเลยหยิบความรู้แบบเบาสมองจากวารสารชื่อดังมาเผยแพร่ เกี่ยวกับประเด็น “จมูกบุรุษ เชื่อมโยงสัมพันธ์กับอวัยวะเพศชาย) 

 ค้นพบ"จมูก"สัมพันธ์กับ"อวัยวะเพศ นักวิจัยพิสูจน์มาแล้ว 

ประเด็น”จมูกบุรุษ เชื่อมโยงสัมพันธ์กับอวัยวะเพศชาย”นั้น เป็นงานวิจัยที่ถูกตีแผ่ลงในวารสารBasic and Clinical Andrology ที่เกี่ยวกับอวัยวะสืบพันธุ์ทางคลินิก ซึ่งเป็นงานวิจัยจัดทำขึ้นโดยนักวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งศึกษาจากศพของเพศชายจำนวน 126 ศพ หลังจากที่เสียชีวิตมาเป็นเวลา 3 วัน เพื่อวัดส่วนต่างๆ ของร่างกายนั่นเอง

ข้อมูลในวารสารเปิดเผยว่า งานวิจัยดังกล่าวมี เป้าหมายเพื่อศึกษาขนาดของอวัยวะเพศชาย ว่ามีการเชื่อมโยงกับอายุ หรือส่วนต่างๆ ในร่างกายหรือไม่ และผลก็คือ นักวิจัยค้นพบว่าคนที่มีจมูกใหญ่ จะมีขนาดอวัยวะเพศเมื่อแข็งตัว ยาวไม่ต่ำกว่า 5.3 นิ้ว ส่วนคนที่มีจมูกเล็ก จะมีขนาดอวัยวะเพศเมื่อแข็งตัว ยาวไม่เกิน 4.1 นิ้วเท่านั้น ซึ่งการวัดขนาดมีทั้งการชั่งน้ำหนักถุงอัณฑะ การวัดเส้นรอบวง เอาไปเปรียบเทียบกับส่วนต่างๆ ของร่างกาย

โดยผลสรุปจากการวิจัย และการศึกษาตามข้อมูลนั้น นักวิจัยได้ชี้ว่า “ความจริงคือ ขนาดของจมูกนั้นมีความเชื่อมโยงกับขนาดความยาวของอวัยวะเพศชาย จริงเมื่อยืดออกมา ซึ่งไม่เกี่ยวกับอายุ ส่วนสูง หรือน้ำหนัก แต่เป็นสิ่งที่ถูกกำหนดเอาไว้ตั้งแต่ก่อนที่จะเกิดแล้ว ” ผลสรุปของงานวิจัยกล่าว แม้จะมองว่ามันเป็นงานวิจัยที่ค่อนข้างจะไม่มีสาระ และแก่นสารอะไรมาก แต่ทว่าผลของมันก็สามารถทำความเข้าใจได้ถึงกระบวนการเติบโตของอวัยวะเพศชาย และลักษณะบนใบหน้า

 ค้นพบ"จมูก"สัมพันธ์กับ"อวัยวะเพศ นักวิจัยพิสูจน์มาแล้ว 
 ค้นพบ"จมูก"สัมพันธ์กับ"อวัยวะเพศ นักวิจัยพิสูจน์มาแล้ว 

ซึ่งอาจนำไปสู่การคาดคะเนระดับสารแอนโดรเจนของทารกที่อยู่ในครรภ์ได้ ที่มีผลต่อการพัฒนาในเกี่ยวกับกลไกการทำงานทางเพศนั่นเอง อย่างไรก็ตามงานวิจัยนี้ระบุว่า เป็นการทดลองที่ทำแค่ในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น จากนี้ไปนักวิจัยจะหาทางขยายผลการศึกษาไปยังภูมิภาคอื่นๆ เพื่อหาความเชื่อมโยงต่อไป

ทั้งนี้ในประเด็นเรื่องของการวัดขนาดเพศชาย ในเมืองไทยนั่น ก็มีข้อสังเกตที่มักจะใช้กันทั่วไปและเล่าสู่กันฟัง ซึ่งไม่ได้มีการออกมาวิจัยเป็นเรื่อง เป็นราวเหมือนต่างประเทศ บางข้อมูลเล่าว่า ” สามารถวัดขนาดความยาวของอวัยวะเพศชายได้ดูการดูจากนิ้วกลาง ตั้งแต่ข้อต่อนิ้วจรดปลายนิ้ว จะได้ขนาดเท่ากลับความยาวของอวัยวะเพศเมื่อขยายตัว บางคนเชื่อว่าขนาดเล็บนิ้วหัวแม่มือ ยังบอกขนาดเส้นรอบวงของอวัยวะเพศชายได้ด้วย ” 

 ค้นพบ"จมูก"สัมพันธ์กับ"อวัยวะเพศ นักวิจัยพิสูจน์มาแล้ว 

ขอบคุณข้อมูล : Basic and Clinical Andrology

คุณเชื่อไหม..”14 ลางบอกเหตุ” ตามความเชื่อโบราณ จะมีโชค หรือดวงตก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/472376

คุณเชื่อไหม..”14ลางบอกเหตุ”ตามความเชื่อโบราณ จะมีโชค หรือดวงตก

30 มิถุนายน 2564 – 13:42 น.

คุณเชื่อไหม..”14ลางบอกเหตุ”ตามความเชื่อโบราณ จะมีโชค หรือดวงตก

เคยไหมที่คุณมักรู้สึกว่าตัวพบเจอเรื่องราวประหลาดใจทีไม่เคยเจอมาก่อน วันนี้ได้”คมชัดลึก”ได้รวบรวม “ลางบอกเหตุ” ที่เกี่ยวโยงกับเรื่องเงินๆ ทองๆ ที่คนโบราณต่างมีความเชื่อว่า ใครที่ประสบพบเจอเรื่องดังกล่าวจะมีเงินทองไหลเข้ามา รับทรัพย์ไม่ขาดมือ หรือ กำลังจะดวงตก พบแต่เรื่องไม่ดี ให้เตรียมตัวป้องกัน ระมัดระวังและหาทางแก้ไขไว้

สำหรับ”14ลางบอกเหตุ”ตามความเชื่อโบราณ จะมีโชค หรือดวงตก มีดังนี้ 

คุณเชื่อไหม.."14ลางบอกเหตุ"ตามความเชื่อโบราณ จะมีโชค หรือดวงตก

1. จิ้งจกร้องทัก ถ้าจิ้งจกร้องทัก ห้ามออกจากบ้านเด็ดขาดโดยเฉพาะการเดินทางไกลอาจจะไม่ปลอดภัย โดยถ้าเสียงนั้นอยู่ด้านหลังหรือตรงศีรษะให้เลื่อนการเดินทาง แต่หากเสียงร้องทักอยู่ด้านหน้าหรือซ้ายให้เดินทางได้ จะทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นสะดวกสบาย

คุณเชื่อไหม.."14ลางบอกเหตุ"ตามความเชื่อโบราณ จะมีโชค หรือดวงตก

2. ตุ๊กแกร้องตอนกลางวัน คนโบราณเชื่อว่า ตุ๊กแก คือ วิญญาณของปู่ย่าตายายที่ตายไปแล้วมาอาศัยอยู่ คอยคุ้มครองลูกหลานจากภัยอันตรายนั่นเอง แต่ตามปกติแล้วตุ๊กแกที่อาศัยในบ้านมักจะร้องตอนกลางคืน ดังนั้นถ้าร้องตอนกลางวันถือเป็นลางบอกเหตุร้าย

คุณเชื่อไหม.."14ลางบอกเหตุ"ตามความเชื่อโบราณ จะมีโชค หรือดวงตก

3. นกแสกเกาะหลังคาบ้าน ถ้านกแสกเกาะหลังคาบ้านจะเกิดลางร้าย เพราะนกแสกเป็นนกที่ถือว่าให้ความอัปมงคล เนื่องจากโดยธรรมชาตินกแสกมักจะไม่มาปะปนอยู่ตามที่อยู่อาศัยของคน จึงเป็นที่มาว่าหากนกแสกมาอยู่ตามบ้านเรือน นั่นคือลางร้ายที่กำลังจะมาแล้ว

คุณเชื่อไหม.."14ลางบอกเหตุ"ตามความเชื่อโบราณ จะมีโชค หรือดวงตก

4. นกถ่ายรดบนศีรษะ ถ้านกถ่ายรดบนศีรษะเชื่อว่าจะโชคร้าย หากกำลังจะออกเดินทางแล้วถูกนกถ่ายรดที่ศีรษะซะก่อน ให้หยุดการเดินทางทันที หรือเลื่อนกำหนดออกไปเป็นวันรุ่งขึ้น

คุณเชื่อไหม.."14ลางบอกเหตุ"ตามความเชื่อโบราณ จะมีโชค หรือดวงตก

5. ได้ยินเสียงคนร้องทักตอนกลางวัน ถ้าตอนกลางคืนถ้าได้ยินเสียงคนร้องทักห้ามขานรับ เพราะเชื่อว่าเป็นเสียงของดวงวิญญาณอาจจะมาหลอนมาหลอกหรือเป็นการเชิญวิญญาณเข้าบ้าน

คุณเชื่อไหม.."14ลางบอกเหตุ"ตามความเชื่อโบราณ จะมีโชค หรือดวงตก

6. สัตว์ป่าเข้าบ้าน เชื่อว่าจะนำความอัปมงคลมาให้ ควรจุดธูปเทียน ดอกไม้และเชิญให้ออกจากบ้าน พร้อมกับขอพรให้นำพาสิ่งดีงามมาให้

คุณเชื่อไหม.."14ลางบอกเหตุ"ตามความเชื่อโบราณ จะมีโชค หรือดวงตก

7. หวีหักคาผม หากกำลังหวีผมแล้วหวีหักคาผม เชื่อว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีตามมาให้นำหวีนั้นทิ้งไปเลย ไม่ให้เก็บไว้ใช้หรือนำไปซ่อมมาใช้ใหม่ ก็คล้ายๆกับความเชื่อที่ว่าไม่ให้ใช้ของที่หักหรือชำรุดแล้วนั่นเอง

คุณเชื่อไหม.."14ลางบอกเหตุ"ตามความเชื่อโบราณ จะมีโชค หรือดวงตก

8. ได้กลิ่นธูป ถ้าหากตอนกลางคืนถ้าได้กลิ่นธูปลอยมา เชื่อว่าจะเป็นดวงวิญญาณของคนสนิท ญาติที่เสียชีวิตแล้วกำลังมาหา

คุณเชื่อไหม.."14ลางบอกเหตุ"ตามความเชื่อโบราณ จะมีโชค หรือดวงตก

9. นกที่เลี้ยงไว้ร้องตอนกลางคืน คนโบราณมีความเชื่อว่าถ้าหากนกในกรงที่เลี้ยงไว้ร้องในเวลากลางคืนจะมีเรื่องร้าย เชื่อว่าจะมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง หรือเกิดเรื่องไม่ดีภายในบ้านต้องระมัดระวังตัวให้มาก ๆ

คุณเชื่อไหม.."14ลางบอกเหตุ"ตามความเชื่อโบราณ จะมีโชค หรือดวงตก

10. งูเลื้อยตัดหน้ารถ แสดงว่าจะมีโชคลาภเรื่องเงินทอง หลายคนเชื่อและมักจะนำเลขรถซื้อสลากฯ 

คุณเชื่อไหม.."14ลางบอกเหตุ"ตามความเชื่อโบราณ จะมีโชค หรือดวงตก

11. เหรียญตก หากใครเดินไปเจอเหรียญตกให้เก็บเป็นเหรียญนำโชค

12.ชนก่อนหวยออก หลายคนเชื่อว่า เคราะห์ร้าย แต่บางคนนำเลขรถมาซื้อสลากฯ เพราะเชื่อว่าเมื่อมีเคราะห์ไปแล้ว ความโชคดีเรื่องเงินทองจะตามมา

13.คนโบราณเชื่อว่า หากใครเขม่นคิ้วขาว จะมีโชคลาภ หรืออาจได้ลาภลอย

14. มือลอก คันมือ- มือลอก โดยเฉพาะฝ่ามือและหากยิ่งเป็นมือซ้าย แสดงว่ากำลังจะมีลาภด้านเงินทอง อย่างไรก็ตามลางบอกเหตุเป็นความเชื่อที่มีมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือร้ายที่เกิดขึ้น การมี สติ จะช่วยให้ผ่านพ้นอุปสรรค เคราะห์ต่าง ๆ ได้

ข้อมูลจาก https://www.horoworld.com