SALAWAN ปล่อยคอลเลคชั่นใหม่ “A WAY DAY” Beach Lifestyle ฝีมือคนไทยที่กำลังมาแรง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/681493

วันที่ 26 เม.ย. 2565 เวลา 11:20 น.SALAWAN ปล่อยคอลเลคชั่นใหม่ “A WAY DAY” Beach Lifestyle ฝีมือคนไทยที่กำลังมาแรง

SALAWAN New Collection “A WAY DAY” แบรนด์แฟชั่นกางเกงว่ายน้ำชายสุดเท่จากฝีมือคนไทยที่คุณต้องมีไว้ครอบครอง!!!

SALAWAN แบรนด์แฟชั่นกางเกงว่ายน้ำชายแนว Beach Lifestyle จากฝีมือคนไทยที่กำลังมาแรง โดย SALAWAN ได้หยิบเอาความสวยงามของท้องทะเลไทยจากการออกไปท่องเที่ยวใช้ชีวิตทำกิจกรรมเพื่อเชื่อมต่อกับธรรมชาติ ด้วยสีสันสนุกสนานและลายพิมพ์ ที่อินสไปร์จากเรื่องราวการเดินทางในดินแดนแห่งธรรมชาติ ซึ่งได้ดีไซน์ด้วยการสร้างสรรค์ลวดลายผ้าที่คงความมีสไตล์และเอกลักษณ์เฉพาะตัวเพื่อตอบโจทย์หนุ่มๆ ที่รักในการแต่งตัว

สำหรับ SALAWAN ไม่ได้จำกัดแต่เพียงเป็นกางเกงว่ายน้ำเท่านั้น แต่ยังเพิ่มดีเทลความเท่สุดเก๋ และความคล่องตัวจึงเหมาะกับการสวมใส่ในวันหยุดพักผ่อนอีกด้วย ด้วยองค์ประกอบที่เพียบพร้อมด้วยจุดแข็ง ไม่ว่าจะเป็นการตัดเย็บอย่างทันสมัย เรื่องราวของที่มาแต่ละลวดลาย เนื้อผ้าที่ยืดหยุ่น ใส่สบาย และแห้งเร็ว

อีกหนึ่งจุดแข็งที่สำคัญของ SALAWAN คือการสร้างสินค้าด้วยการผลิตมาจากผ้ารีไซเคิล ซึ่งทำมาจากขวดพลาสติกที่ใช้แล้ว โดยกางเกงว่ายน้ำ 1 ตัวของ SALAWAN ผลิตมาจากขวดพลาสติกถึงจำนวน 5 ขวด เรียกได้ว่าเป็นกางเกงว่ายน้ำรักษ์โลกนั่นเอง เพื่อนักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม

ล่าสุดกับคอลเลคชั่นใหม่ของ SALAWAN ภายใต้ชื่อ A Way Day โดยได้นำเสนอกางเกงว่ายน้ำที่ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผสมผสานด้วยสีสันและลายผ้าที่แตกต่างกันกับ 4 คาแรคเตอร์สุดเท่ ประกอบด้วย

  • Shark Wave แสงสีส้มของพระอาทิตย์ตอนตะวันลับขอบฟ้าตกกระทบกับเกลียวคลื่นในทะเล  เพิ่มความสนุกกับเหล่าเจ้าปลาฉลามกับลังแวกว่าย
  • Skyline Palm Tree เส้นขอบฟ้ากับสีสันของช่วงตะวันลับขอบฟ้าของชายหาดภูเก็ตที่ตัดกับต้นมะพร้าวริมหาดเป็นแรงบันดาลใจ แสงตะวันลับขอบสีชมพูตัดกับต้นมะพร้าวช่วงเวลาที่ที่หน้าลงไหลและเงียบสงบของท้องทะเล
  • Skyline Surfer เส้นขอบฟ้าที่ตัดกับนักเล่นเซิร์ฟที่กำลังโชว์ลีลาในกีฬาสุดเท่อย่างการโต้คลื่น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ของจังหวัดภูเก็ต
  • Chang Bangkok 2022 กางเกงว่ายน้ำแนว Beach Lifestyle ที่มาพร้อมกับลายผ้าที่สร้างสรรค์ด้วยการเอาช้างที่เป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองประจำชาติไทยมาประยุกต์ให้ดูทันสมัยแต่ยังคงความเป็นไทย พูดเลยว่าถ้าได้สวมใส่แล้วไม่มีเอ้าท์อย่างแน่นอน

นอกจากนี้ ยังมี New Salawan Solid color 4 เฉดสีใหม่   Phuket Sunrise, Black Sand, Phi Phi Purple, Similan Blue ให้ทุกคนค้นพบความสนุกสร้างจิตวิญญาณให้กับวันหยุดอีกด้วย  พบกับ SALAWAN คอลแลคชั่น A WAY DAY ได้แล้วที่ Facebook : Salawanbkk , Instargram : Salawan_Official , Line official Account : @salawan

ปลุกกระแสกีฬาเอ็กซ์ตรีมทั่วไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/681470

วันที่ 26 เม.ย. 2565 เวลา 09:35 น.ปลุกกระแสกีฬาเอ็กซ์ตรีมทั่วไทย

เก็บตกภาพความประทับใจ ในงาน “HATYAI EXTREME FESTIVAL 2022” ปิดฉากยิ่งใหญ่ สร้างกระแสกีฬา Extreme ทั่วไทยคึกคัก

เรียกว่าปลุกกระแสคนรักเอ็กซ์ตรีมขึ้นมาอีกครั้ง โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มอบหมายการกีฬาแห่งประเทศไทย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พร้อมผนึกกำลังสมาคมกีฬาเอ็กซ์ตรีมแห่งประเทศไทย และสมาคมกีฬากระดานโต้คลื่นแห่งประเทศไทย กับงานแข่งขันกีฬา Extreme สุดยิ่งใหญ่ประจำปี พร้อมกิจกรรมต่างๆ มากมายในงานสร้างความคึกคักในหมู่นักกีฬา  ผู้ชม และนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศไทย เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมและรับชมการแข่งขัน Surfskate , Skateboard , Inline Speed Skate และ Speed Surfskate รวม 4 ชนิดกีฬา กับบททดสอบที่ท้าทาย สร้างความตื่นตาตื่นใจตั้งแต่วันแรกจนนาทีสุดท้าย  

การจัดการแข่งขัน “Hatyai Extreme Festival 2022” ถือเป็นความสำเร็จในการสร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการกีฬาเอ็กซตรีมในประเทศไทย และสร้างการยอมรับให้คนทั่วไปมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกีฬาทั้ง 4 ชนิด ส่งเสริมให้วงการกีฬา Extreme เป็นที่แพร่หลาย มีการเติบโตสู่เส้นทางนักกีฬามืออาชีพทั้งในการแข่งขันระดับชาติและระดับโลก  

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า “การแข่งขัน Hatyai Extreme Festival 2022 ได้โชว์ศักยภาพของนักกีฬาไทย  ตลอดจนความร่วมมือระหว่างผู้จัดงานภาครัฐ เอกชน และคนในท้องที่ จึงทำให้การจัดงานครั้งนี้ประสบความสำเร็จ ส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นการใช้จ่ายในจังหวัดสงขลาให้คึกคักอย่างมาก ซึ่งในปี 2022 นี้ เราจะไม่หยุดพัฒนาและต่อยอดกระแสกีฬา Extreme ในแต่ละภูมิภาคทั่วประเทศ พร้อมสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงกีฬาให้เกิดขึ้นไปพร้อมๆ กัน ”

ติดตามภาพงานการแข่งขัน  “HATYAI EXTREME FESTIVAL 2022” ได้ที่ https://fb.watch/csDhcHhbCv/

ทำไมการพัฒนาถึงไม่ยั่งยืน?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/681469

วันที่ 26 เม.ย. 2565 เวลา 09:34 น.ทำไมการพัฒนาถึงไม่ยั่งยืน?

โดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

เราลงทุนเพื่อพัฒนาองค์กร เพื่อยกศักยภาพบุคลากร แต่ผลที่ได้มักต่ำกว่าที่คาดหวัง เพราะอะไร

ประการแรก เพราะเรายังติดอยู่ในกรอบความคิดเดิมๆ ที่เน้นเพียงเพื่อความมีประสิทธิภาพแต่เราต้องปรับมุมมองใหม่ ให้เป็นการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน

สอง ต้องเข้าใจว่าองค์กรคือระบบที่เกิดจากการเชื่อมโยงของมิติต่างๆ ที่หลากหลาย ปัญหาต่างๆ จึงทับซ้อนกันอย่างลึกซึ้ง แต่การจัดการกับปัญหานั้นกลับดำเนินไปในลักษณะเส้นตรงเชิงเดี่ยว แยกส่วน การพัฒนาจึงไม่ยั่งยืน

สาม เพราะขาดความเข้าใจถึงธรรมชาติของศักยภาพอย่างเป็นองค์รวม ที่มีทั้งที่แสดงออกมาภายนอกเพียงเล็กน้อย แต่มีเก็บไว้อีกมากมายอยู่ภายใน เราจึงมักให้ความสำคัญแต่เพียงการพัฒนาทักษะด้านการจัดการ แต่เข้าไม่ถึงฐานรากของชีวิต จึงไม่สามารถพัฒนาศักยภาพและขับออกมาได้อย่างเต็มที่

สี่ เพราะขาดวิสัยทัศน์ ขาดเป้าหมายชีวิต หาตัวเองไม่เจอ ขาดแรงบันดาลใจ ขาดความมุ่งมั่น จึงไม่สามารถนำตนเองให้ยืนหยัดรับมือกับความท้าทายที่ผ่านเข้ามาได้

ห้า เพราะต่างวัยต่างความคิด ติดกรอบเดิมๆ อยู่ใน Comfort Zone ไม่เปลี่ยน ไม่เล่นเชิงรุก มีทัศนคติติดลบ มองภาพเป้าหมายต่างกัน จึงไปคนละทาง

หก เพราะไม่ใฝ่เรียนรู้ ขาดการคิดเชิงระบบ จึงแก้ปัญหาไม่เป็นองค์รวม จึงไม่อาจสร้างนวัตกรรมที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจได้

เจ็ด เพราะไม่เห็นคุณค่าตนเอง ขาดความเชื่อมั่น จึงไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้อย่างเหมาะสม นำไปสู่การทำลายในทุกความสัมพันธ์ และตัดโอกาสตนเองในการก้าวสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น

แปด เพราะในการสื่อสารมักเอาความคิดตนเองเป็นใหญ่ เอาตนเองเป็นศูนย์กลาง ไม่เปิดใจกว้างรับฟัง ไม่เข้าใจกัน ไม่ไว้ใจกัน จึงไม่อาจสร้างทีมงานบนฐานของศรัทธาได้

และเก้า เพราะไม่เห็นคุณค่าในความแตกต่าง จึงไม่อาจพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่จะขับเคลื่อนองค์กรให้บรรลุเป้าหมายอย่างมีส่วนร่วม เกื้อกูล ไปในทิศทางเดียวกันได้

ความท้าทายต่างๆ เหล่านี้มีผลกระทบต่อการดำเนินงาน และเป็นตัวปิดกั้นมิให้การพัฒนาไปสู่ความยั่งยืนท่านคิดว่าอะไรคือรากของปัญหา อะไรทำให้องค์กรแตกต่างกัน แล้วท่านจะรับมือกับปัญหาเหล่านี้อย่างไร ท่านจะนำความเข้าใจดังกล่าวไปกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงนำองค์กรสู่ความยั่งยืนได้อย่างไรผมมั่นใจว่าเรื่องราวที่นำมาแลกเปลี่ยนในครั้งนี้คงเป็นประโยชน์นะครับ

บ้านนริศ ข้าวแกงใต้สไตล์โฮมมี่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/681602

วันที่ 27 เม.ย. 2565 เวลา 15:01 น.บ้านนริศ ข้าวแกงใต้สไตล์โฮมมี่

ปักหมุดจุดหรอย ที่ร้านอาหาร “บ้านนริศ” ข้าวแกงใต้สไตล์โฮมมี่ ข้าวแกงรสมือใต้ที่แตกไลน์มาจากความสำเร็จของ “กลับนครฯ”

เรื่องและภาพ วารุณี มณีคำ

โพสต์ทูเดย์กินเที่ยวเปิดวาร์ปร้านอาหารแบรนด์น้องใหม่ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น รายล้อมด้วยบรรยากาศแบบละมุน ทว่า Contrast ด้วยรสอาหารที่จัดเสิร์ฟแบบจัดจ้านสไตล์อาหารใต้ พื้นถิ่นดินแดนแห่งเครื่องเทศและสมุนไพรเมืองร้อน ร้านข้าวแกงสมัยใหม่ที่ทำให้คนกรุงเทพฯ ได้คลายความคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอน “นครศรีธรรมราช”

เรากำลังพูดถึง “บ้านนริศ” ร้านอาหารทานง่ายที่กินได้ทุกวัน ซึ่งมาพร้อมกับสโลแกน “ข้าวแกงใต้สไตล์โฮมมี่” การันตีดีกรีความอร่อยร้อนแรงด้วยแม่ครัวที่มีความชำนาญด้านการปรุงอาหาร ผ่านการลิ้มรสของคนย่านร่มเกล้า-ลาดกระบัง มาเกือบทศวรรษ ภายใตแบรนด์ “กลับนครฯ” สุดยอดอาหารปักษ์ใต้ที่มีกว่า 10 สาขาในปัจจุบัน

คุณนริศรา พุทธสุภะ เจ้าของร้าน เผยว่า “ร้านบ้านนริศ ข้าวแกงใต้สไตล์โฮมมี่ มาจากการต่อยอดความสำเร็จของแบรนด์กลับนครฯ สุดยอดอาหารปักษ์ใต้ ที่เปิดมานานเกือบ 10 ปี โดยตั้งใจให้เป็นร้านอาหารที่บรรยากาศน่านั่ง ดูอบอุ่น เลือกใช้สีขาวและงานไม้มาช่วยปรับ Mood ให้รู้สึกเหมือนว่ากำลังนั่งทานอาหารในบ้าน ได้อารมณ์กึ่งคาเฟ่ที่เชื้อเชิญลูกค้าให้มาสัมผัสกับอาหาร เครื่องดื่ม ของหวาน และแน่นอนว่าบ้านนริศ ยังคงนำเสนออาหารใต้ในรสชาติดั้งเดิม พร้อมเสิร์ฟอาหารทานง่ายที่คนกรุงคุ้นเคย เพื่อตอบโจทย์ทุกกลุ่มลูกค้า และเป็นหนึ่งในตัวเลือกร้านอาหารที่คนย่านลาดกระบังและใกล้เคียงจะนึกถึง”

ด้านเมนูอาหารทางร้านจะปรับเปลี่ยนกันไปในแต่ละวัน โดยมีให้เลือกอร่อยตามใจกว่า 40 อย่าง เมนูซิกเนเจอร์ อาทิ เมนูแกงไตปลา ที่ใช้พริกแกงใต้รสเด็ดกับปลาโอ เพิ่มคุณค่าทางโภชนาการด้วยฟักทอง ถั่วฝักยาว และขาดไม่ได้คือหน่อไม้หั่นเต๋าชิ้นพอดีคำ 

ถัดมาเป็น คั่วกลิ้ง ทั้งคั่วกลิ้หมูสับ คั่วกลิ้งหมูชิ้น คั่วกลิ้งกระดูกหมู เมนูที่ผัดมาแห้งๆ แบบออริจินอล ตามด้วย แกงพริกซี่โครงหมู ซี่โครงหมูในน้ำพริกแกงเข้มข้น เคี่ยวนานกว่า 2-3 ชั่วโมงจนรสชาติแทรกซึมเข้าเนื้อใน

มาร้านอาหารใต้ถ้าไม่ลอง แกงส้มปลากะพงยอดมะพร้าว เหมือนมาไม่ถึง ที่นี่ใช้เครื่องแกงส้มใต้ เผ็ด หอม เครื่องแน่น สีเหลืองสวย แกงกับปลากะพงสดใหม่ ชิ้นใหญ่ เนื้อหวาน ไร้กลิ่นคาว ตามด้วยดมนูขนมจีนน้ำยาปู น้ำยาปลาทู น้ำยากะทิ เข้มข้นรสจัดจ้าน และบางวันจะมีเมนู ผัดหมี่กะทิ ของดีสูตรอร่อยที่มีเฉพาะเมืองนครศรีธรรมราช เลือกใช้ เส้นเล็กผัดคลุกเคล้ากับน้ำพริก เติมกะทิเพื่อความกลมกล่อม 

สำหรับคนไม่กินเผ็ด แนะนำ หมูผัดเคย หรือหมูผัดกะปิ ใช้กะปิอย่างดีที่ส่งตรงจากนครฯ เอกลักษณ์คือความหอม รสชาติกลมกล่อม ไม่เหม็น ไม่เค็ม ผัดกับหมูเนื้อแดงส่วนสะโพก เครื่องแกง และสะตอ ใบเหลียงผัดไข่ หมูหวาน ไข่พะโล้ แซลมอนกระเทียมพริกไทย

นอกจากนี้ ยังมีเมนูอร่อยให้เลือกอีกเพียบ อาทิ แกงเนื้อมะเขือพวง แกงพริกไก่ใบยี่หร่า พะแนง ปลาช่อนทะเลผัดพริกไทดำ ผัดปลาจาระเม็ดสามรส ผัดขิง ผัดหอยลาย ปลาทูต้มเค็ม ต้มจืด ผัดผัก ห่อหมก ปลาทอดขมิ้น ปลาทูทอด ไข่ดาวเค็มไชยา ไข่ต้ม หมูยอ ส่วนข้าวมีให้เลือกทั้งข้าวหอมมะลิ และข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี่ กินกับผักแกล้มสดๆ ที่มีบริการฟรีคู่กับน้ำพริกกะปิ ทั้งยอดมันปู ยอดมะม่วงหิมพานต์ มะเขือ แตงกวา ถั่วฝักยาว และผักนานาชนิด

ตบท้ายด้วยเครื่องดื่มหวานเย็นชื่นใจ อย่างชาเย็น โอเลี้ยง เก๊กฮวย น้ำกระเจี๊ยบ น้ำส้ม น้ำลูกสำรอง น้ำสมุนไพร และของหวาน อาทิ ลูกตาลนมสด พุดดิ้งมะพร้าว สละลอยแก้ว

ร้านบ้านนริศ ข้าวแกงใต้สไตล์โฮมมี่ เปิดบริการอาหารเช้า และอาหารกลางวัน แบบปรุงสุกใหม่ๆ ในราคาเข้าถึงได้ เมนูราดข้าว 1 อย่าง 55 บาท สั่งเป็นกับข้าวเริ่มต้นที่ 65 บาท เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 06.30-16.00 น. มีจัดส่งผ่านแอปเดลิเวอรี่ ไลน์แมน ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เพจเฟซบุ๊ก บ้านนริศ สอบถามเพิ่มเติมโทร. 065 101 1455

Eat Out กับแมริออท บอนวอย จัดโปรโมชั่นอาหาร 3 ระดับ ตลอด 2 เดือน จากโรงแรมและรีสอร์ทกว่า 40 แห่งทั่วประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/681637

วันที่ 27 เม.ย. 2565 เวลา 14:40 น.Eat Out กับแมริออท บอนวอย จัดโปรโมชั่นอาหาร 3 ระดับ ตลอด 2 เดือน จากโรงแรมและรีสอร์ทกว่า 40 แห่งทั่วประเทศ

ฉลองความหรรษาในการรับประทานอาหารกับเทศกาลอาหารทั่วไทย โดยแมริออท บอนวอย ตลอด 2 เดือน กับ “Eat Out กับแมริออท บอนวอย” เสนอโปรโมชั่นอาหาร 3 ระดับ ตลอดเดือน พ.ค.-มิ.ย.นี้ ที่โรงแรมและรีสอร์ทกว่า 40 แห่งทั่วประเทศ

เตรียมพบกับความพิเศษที่จะมาเติมความสุขครั้งใหญ่ เมื่อ แมริออท บอนวอย ฉลองความสุขที่เหนือกาลเวลาของการมีเพื่อนดีๆ และอาหารที่ยอดเยี่ยมในประเทศไทยตลอดเดือนพฤษภาคม และมิถุนายนนี้ ด้วยการเปิดตัวโปรแกรม “Eat Out กับแมริออท บอนวอย” (Eat Out with Marriott Bonvoy) เทศกาลอาหารที่จัดขึ้นทั่วประเทศ

โดยมอบสิทธิพิเศษมากมาย เป็นส่วนลดการรับประทานอาหารสำหรับสมาชิกแมริออท บอนวอย ณ โรงแรมและรีสอร์ทเกือบ 40 แห่งทั่วประเทศเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม – 30 มิถุนายน 2565 ความหรรษาของการรับประทานอาหารตลอด 2 เดือนนี้ ร้านอาหารในโรงแรมของแมริออทจะนำเสนออาหารที่ดีที่สุดให้ผู้รับประทานอาหารสามารถใช้สิทธิประโยชน์จากโปรโมชั่น 3 ระดับ ดังนี้

ระดับที่ 1 นำเสนอประสบการณ์การรับประทานอาหารที่หลากหลาย ในราคาเพียง 950 บาท

ระดับที่ 2 ราคา 1,150 บาท และระดับที่ 3 ราคา 1,450 บาท คิดเป็นส่วนลดพิเศษถึง 20 – 50% โดยโปรโมชั่นนี้ยังสามารถใช้ได้กับอีเวนต์เกี่ยวกับอาหารและเครื่องดื่มที่น่าทึ่งอีกมากมาย รวมถึงอาหารจานอร่อยจากโรงแรมและบาร์ที่เข้าร่วมรายการ

ตัวอย่างเช่น เกาะสมุย โปรโมชั่นระดับที่ 1 มีบริการที่ห้องอาหารริมหาด “ล่องทะเล” ที่ เชอราตัน สมุย รีสอร์ท แอนด์ สปา นำเสนออาหารไทยปักษ์ใต้แบบเซตเมนูสำหรับ 2 ท่าน ในราคาเพียง 950 บาท คิดเป็นการลดราคา 25% จากราคาปกติ หรือที่ห้องอาหาร Favola ที่ เลอ เมอริเดียน เชียงใหม่ นำเสนอเซตเมนูอาหารอิตาเลียนสำหรับครอบครัว มีทั้งสลัด แอนติพาสตี พาสต้า พิซซ่า และของหวานสำหรับโปรโมชั่นระดับที่ 1 ในราคาเพียง 950 บาทต่อเซ็ต

สำหรับตัวเลือกอื่นๆ โปรโมชั่นระดับที่ 2 เช่นที่ คอร์ทยาร์ด บาย แมริออท พัทยาเหนือ ที่เปิดตัวใหม่ แขกจะได้อร่อยไปกับซี่โครงหมูย่างอันเป็นเมนูซิกเนเจอร์ ที่ Cafe22 ในราคาสุดเย้ายวนใจที่ 1,150 บาท และที่ เลอ เมอริเดียน เขาหลัก รีสอร์ท แอนด์ สปา ที่ซึ่งพิซซ่าแท้สไตล์อิตาเลียน Stella di Terra ของห้องอาหาร The Pizzeria มีบริการในราคา 1,150 บาท

ขณะเดียวกันในกรุงเทพฯ คนรักอาหารจีน สามารถมุ่งไปยังห้องอาหาร Fei Ya ที่โรงแรมเรอเนซองส์ แบงค็อก ราชประสงค์ ซึ่งเป็ดปักกิ่ง อบไม้ลิ้นจี่อันเลื่องชื่อ มีบริการในโปรโมชั่นระดับที่ 3 ราคา 1,450 บาท เช่นเดียวกับเซตเมนูอาหารอิตาเลียนที่ Giorgio ของ รอยัล ออคิด เชอราตัน โฮเทล แอนด์ ทาวเวอร์ส ซึ่งมีอาหารจุใจ 3 คอร์ส รวมไวน์ 1 ขวด และชาหรือกาแฟ สำหรับ 2 คน

นี่เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น ยังมีโรงแรมและรีสอร์ทอีกมากมายทั่วประเทศไทยที่จะนำข้อเสนอสุดพิเศษในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ ด้วยทางเลือกมากมายในราคาที่เข้าถึงได้สำหรับผู้อยู่ในประเทศ การรับประทานอาหารนอกบ้านาจะไม่มีครั้งไหนที่คุ้มค่ากว่านี้อีกแล้ว

โปรแกรม Eat Out กับแมริออท บอนวอย ให้บริการเฉพาะสมาชิกของแมริออท บอนวอย หากยังไม่ได้เป็นสมาชิก คลิกที่นี่ เพื่อสมัครสมาชิก ฟรี! สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ โปรแกรม Eat Out with Marriott Bonvoy และการจองมื้ออาหารของคุณในประเทศไทย กรุณาเยี่ยมชมที่ http://restaurants.marriottbonvoy.com/th

ชวนเที่ยวทิพย์ตะลอนทัวร์เมืองใหญ่ 3 ทวีปผ่านวัฒนธรรมการดื่มกาแฟ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/681450

วันที่ 26 เม.ย. 2565 เวลา 09:10 น.ชวนเที่ยวทิพย์ตะลอนทัวร์เมืองใหญ่ 3 ทวีปผ่านวัฒนธรรมการดื่มกาแฟ

3 ทริปเที่ยวทิพย์ตะลอนทัวร์เมืองใหญ่ 3 ทวีป! เนสเพรสโซ เปิดโลกวัฒนธรรมไปกับกาแฟ World Explorations ใหม่ ส่งตรงรสชาติสุดลงตัวสำหรับคอเอสเพรสโซ

เคยสงสัยไหมว่า … ทำไมชาวปารีสถึงชอบนั่งจิบกาแฟที่คาเฟ่?

… คนบราซิลดื่มกาแฟกันทั้งวันจริงไหม?

… แล้วชาวตุรกีมีวัฒนธรรมการดื่มกาแฟที่เก่าแก่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 จริงหรือเปล่า?

มาร่วมท่องวัฒนธรรมหาคำตอบไปกับกาแฟเนสเพรสโซ ในกลุ่ม World Explorations ใหม่ที่เหมาะกับการดื่มกาแฟแบบเอสเพรสโซตั้งแต่วันนี้! 

Paris

เริ่มต้นขอพาคอกาแฟทัวร์ดินแดนยุโรปบุกปารีส กับ World Explorations Paris Espresso หากพูดถึงวัฒนธรรมการดื่มกาแฟฉบับ ปารีเซียง คงต้องย้อนกลับไปสู่ช่วง ปี ค.ศ. 1644 ที่เป็นครั้งแรกที่ชาวปารีสได้เริ่มดื่มด่ำกาแฟ เมื่อกาแฟเป็นที่รู้จักมากขึ้น ทำให้คาเฟ่เริ่มผุดขึ้นมากมาย จนเกิดเป็นสภากาแฟ โดยร้านกาแฟได้กลายมาเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนข่าวสารต่างๆ และความคิด รวมถึงเป็นสถานที่พบปะสำคัญแม้ในยามสงคราม จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “ที่หลบภัยของคนเกียจคร้านและที่พักพิงของคนยากจน”

จากประวัติศาสตร์ต่างๆ นานา ทำให้ปารีสกลายเป็นเมืองสุดชิคที่มีวัฒนธรรมกาแฟเป็นเอกลักษณ์ หันไปทางไหนก็เจอคาเฟ่ให้นั่งจิบกาแฟคลายเครียดได้ทุกหัวมุมถนน หากใครกำลังเศร้าๆ เหงาๆ แต่ยังไม่มีแพลนไปไหน ขอแนะนำให้หยิบโต๊ะและเก้าอี้ออกไปนั่งในสวน มองดูเหล่านกชมไม้เที่ยวปารีสทิพย์แบบห่างไกลโควิด ด้วยการจิบกาแฟ World Explorations Paris Espresso จากเนสเพรสโซ ผสานวัฒนธรรมกาแฟแท้ๆจากปารีส มอบรสชาติความเข้มระดับ 6 พร้อมกลิ่นความหอมของธัญพืชและฟรุตตี้ ให้อารมณ์เหมือนจิบกาแฟอยู่ที่ เทอเรซ คาเฟ่ในกรุงปารีส สามารถดื่มด่ำวัฒนธรรมการดื่มกาแฟของชาวปารีเซียงได้เป็นอย่างดี

Rio de Janeiro

หลังจากตะลอนทัวร์ยุโรปเรียบร้อยแล้ว ขอพาคนรักกาแฟเปลี่ยนบรรยากาศมาที่อเมริกาใต้ ณ ดินแดนแห่งสีสัน รีโอเดจาเนโร (Rio de Janeiro) สวมบทเป็นชาวบราซิล ต้อนรับแขกทุกคนด้วย Cafézinho หรือกาแฟถ้วยเล็ก โดยบราซิลขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่ส่งออกกาแฟรายใหญ่ที่สุดในโลก ดังนั้นจึงมีคำกล่าวที่ว่า “ทุกเวลาคือเวลาของการดื่มกาแฟ” โดยในอดีต เนื่องจากราคากาแฟค่อนข้างสูง จึงถือเป็นสัญลักษณ์แห่งการแบ่งชนชั้น โดยบราซิลนั้นจะมีวัฒนธรรมที่เรียกว่า Cafézinho เป็นการเสิร์ฟกาแฟถ้วยเล็กเพื่อต้อนรับแขกโดยเฉพาะ เป็นสัญลักษณ์แห่งการต้อนรับอันอบอุ่นและความใส่ใจ

โดยเนสเพรสโซได้หยิบยกวัฒนธรรมการดื่มกาแฟสุดเก๋มาบรรจบกับรสชาติคั่วเข้มของเมล็ดกาแฟอาราบิก้าของบราซิล ที่มีกลิ่นอายความหอมจากไม้จันทร์และสมุนไพร พร้อมแต่งแต้มจิตวิญญาณเมืองแห่งเทศกาลที่จะทำให้คุณท่องไปใน Rio de Janeiro นครแห่งสีสันกับ World Explorations Rio de Janeiro Espresso โดยหากคอกาแฟท่านใดอยากลองดื่มกาแฟตามแบบฉบับของชาวบราซิลอย่างแท้จริง เราแนะนำให้ใส่แคปซูลเพิ่มเป็น 2 ช็อต เพื่อลิ้มรสชาติกลมกล่อมนุ่มละมุนของกาแฟเอสเพรสโซอย่างที่ผู้คนในเมือง Rio de Janeiro เรียกกันว่า “Carioca”

Istanbul

มาแลนด์ดิ้งปิดท้ายทริปกันที่ดินแดนแห่งสองทวีปอย่างประเทศตุรกี ที่เชื่อว่า “กาแฟคือหน้าต่างของหัวใจ” เพราะชาวตุรกีเชื่อว่า กาแฟสามารถบอกหรือทำนายสิ่งต่างๆได้ไม่แพ้แววตา! กาแฟได้ถูกจารึกไว้ในวัฒนธรรมตุรกีมาอย่างยาวนานและถือเป็นส่วนประกอบสำคัญในชีวิตประจำวัน โดยชาวตุรกีเชื่อว่า กาแฟหนึ่งแก้ว จะถูกจดจำด้วยมิตรภาพนานนับ 40 ปี โดยกาแฟถือเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพและความจริงใจ หากมีแขกเหรื่อมาเยี่ยมบ้าน ชาวตุรกีก็มักจะเสิร์ฟกาแฟตุรกีดั้งเดิมพร้อมน้ำเปล่าเพื่อแสดงถึงความยินดีและการต้อนรับอันอบอุ่น ในทางกลับกัน การรับแก้วกาแฟมาดื่มยังถือเป็นการให้เกียรติเจ้าบ้านอีกด้วย หรือแม้แต่การทำพิธีการสู่ขอของบ่าวสาวตุรกี กาแฟก็ยังมีบทบาทสำคัญไม่น้อย เจ้าสาวจะต้องแสดงฝีมือการชงกาแฟให้แก่ครอบครัวเจ้าบ่าว เพื่อพิสูจน์ถึงความเป็นแม่ศรีเรือนของเธอและความจริงใจที่มีต่อเจ้าบ่าวอีกด้วย

หากอยากลองสัมผัสรสชาติกาแฟแห่งวัฒนธรรมของสองทวีป เนสเพรสโซขอมอบรสชาติความเข้มระดับ 8 จาก World Explorations Istanbul Espresso ให้เนื้อกาแฟที่หนาและนุ่มนวล เจือความฟรุตตี้ของผลไม้ป่าที่สุกแล้ว พร้อมกลิ่นหอมของอัลมอนด์พาให้ย้อนเวลากลับไปในบรรยากาศของเส้นทางการค้าโบราณของเมืองตุรกีที่มีรากฐานวัฒนธรรมของการดื่มกาแฟที่เก่าแก่

Le Du X World Explorations

และความพิเศษในครั้งนี้ เนสเพรสโซ ประเทศไทย ได้เตรียมกิจกรรมสุดพิเศษให้กับเหล่าคอกาแฟ ผ่านการจับมือกับฤดู (Le Du) ร้านอาหารที่ดีที่สุดของเอเชีย ลำดับที่ 4 จากการจัดอันดับ Asia’s 50 Best Restaurants ปีล่าสุด รังสรรค์เมนูสุดพิเศษที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกาแฟ World Explorations ทั้ง 3 รสชาติใหม่ โดยเชฟต้น – ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร เปิดประสบการณ์อาหารที่ผสมผสานด้วยกาแฟ ทำให้คุณลืมการดื่มกาแฟแบบเดิมๆ โดยเหล่าคอกาแฟ

สามารถร่วมลุ้นรางวัลรับประทานคอร์สสุดพิเศษที่ร้านฤดู (Le Du) แบบเอ็กซ์คลูซีฟได้ง่ายๆ เพียงซื้อแคปซูลกาแฟในกลุ่ม World Explorations แพ็ค 10 และเล่นเกมตอบคำถาม เพื่อลุ้นเป็นผู้โชคดี 15 รางวัล รางวัลละ 2 ที่นั่ง โดยกิจกรรมจะจัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ – 30 เมษายน 2565 ติดตามรายละเอียดได้ที่เฟซบุ๊คเพจ https://www.facebook.com/Nespresso.Thailand

เตรียมแพ็คกระเป๋าเที่ยวทิพย์ผ่านวัฒนธรรมกาแฟสามเมืองได้ง่ายๆ กับแคปซูล World Explorations 3 รสชาติใหม่ ในราคาแคปซูลละ 24 บาท ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่เนสเพรสโซบูติกทุกสาขา หรือทางเว็บไซต์เนสเพรสโซ https://www.nespresso.com/th/ และเนสเพรสโซ แอปพลิเคชั่นสำหรับ iPhone, iPad และ Android TM

3 หัวใจสำคัญของนวัตกรรมทางการแพทย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/681595

วันที่ 27 เม.ย. 2565 เวลา 10:51 น.3 หัวใจสำคัญของนวัตกรรมทางการแพทย์

รามาธิบดี ผลักดัน 3 แนวคิดต้นแบบพัฒนานวัตกรรมการแพทย์ยุคใหม่ เพื่อสุขภาพคนไทยที่ยั่งยืน

เนื่องใน “วันรามาธิบดี” วันที่ 3 พฤษภาคมที่กำลังจะถึงนี้ เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงวันที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศ มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินเปิดคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และเปิดให้บริการแก่ประชาชนคนไทยในฐานะโรงเรียนแพทย์และโรงพยาบาลที่พึ่งของประชาชนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2512

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี จึงได้จัดแถลงข่าวเพื่อตอกย้ำถึงพันธกิจสำคัญในการผลิตบุคลากรการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พัฒนางานวิจัยและองค์ความรู้เพื่อพัฒนาระบบสาธารณสุขไทย รวมไปถึงการดูแลผู้ป่วยโดยนำนวัตกรรมการแพทย์เข้ามาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในทุกช่วงอายุอย่างยั่งยืน โดยมีมูลนิธิรามาธิบดีฯ ทำหน้าที่เป็นสะพานบุญที่ช่วยระดมทุนเพื่อสนับสนุนทุกพันธกิจ และส่งต่อการให้…ไม่สิ้นสุด

ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี  จวบจนปัจจุบัน  คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีได้ดูแลรักษาพยาบาลผู้ป่วยมากกว่า 2 ล้านคนต่อปี และผลิตบุคลากรการแพทย์ได้มากกว่า 18,000 คน  ประกอบด้วย แพทย์  พยาบาล  รวมทั้งแพทย์และพยาบาลเฉพาะทาง นักวิทยาศาสตร์ฉุกเฉินการแพทย์ และนักเวชศาสตร์สื่อความหมาย ซึ่งบัณฑิตเหล่านี้ก็จะกระจายกันออกไปดูแลผู้ป่วยในสังคมทั่วประเทศ สิ่งที่รามาธิบดีเน้นย้ำอยู่เสมอคือการให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างเท่าเทียม เพราะผู้ป่วยทุกคนมีสิทธิเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพ นอกจากนี้รามาธิบดียังมีการพัฒนานวัตกรรมการแพทย์อยู่เสมอ เพื่อการดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างครอบคลุมและขับเคลื่อนวงการแพทย์ไทยให้ก้าวหน้าต่อไป”

โดยความหมายของ 3 หัวใจสำคัญของนวัตกรรมทางการแพทย์ที่รามาธิบดีมุ่งเน้นพัฒนา แบ่งออกได้ดังนี้

ด้านการสร้างแพทย์

รามาธิบดีมีการพัฒนานวัตกรรมการศึกษา โดยจัดทำ 2 หลักสูตรร่วมกับ 2 คณะของมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อรับมือกับยุค Disruption และเพื่อตอบสนองความสนใจที่หลากหลายของนักศึกษาแพทย์ โดยได้ร่วมมือกับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ผลิต “แพทย์นวัตกร” ซึ่งเป็นแพทย์ที่มี 2 ปริญญา หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต และวิศวกรรมศาสตร์มหาบัณฑิต รวมถึงความร่วมมือกับวิทยาลัยการจัดการในการผลิต “แพทย์นักบริหาร” เพื่อส่งเสริมให้แพทย์มีทักษะและความพร้อมในการบริหารจัดการโรงพยาบาล และองค์กรด้านสาธารณสุขตั้งแต่ระดับชุมชนจนถึงระดับประเทศ นอกจากนี้ยังมีหลักสูตรผลิต “นักฉุกเฉินการแพทย์ทางด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา – Sport Paramedic” เป็นหลักสูตรร่วมระหว่างภาควิชาฉุกเฉินการแพทย์ และสาขาวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา 

ด้านการวิจัย

เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านโรคที่รักษายาก ผ่านการพัฒนานวัตกรรมและการวิจัยตัวอย่างงานวิจัยที่โดดเด่น เช่น การวิจัยด้านนวัตกรรมสร้างอวัยวะเทียมที่มีชีวิต (Tissue Regeneration) ซึ่งทำให้เกิดการผลิตกระดูกเทียมเยื่อหุ้มสมองเทียม การรักษาโรคด้วยเม็ดเลือดขาวซึ่งกระตุ้นภูมิต้านทานต่อเซลล์มะเร็ง การปลูกถ่ายอวัยวะ เช่น ตับ และไต สำหรับไตได้ ดำเนินการไปแล้วกว่า 2.9 พันราย ซึ่งถือว่ามากที่สุดในประเทศไทย การปลูกถ่ายอวัยวะตับจากพ่อแม่สู่ลูกที่มีภาวะตับวาย โดยทำสำเร็จเป็นรายแรกในประเทศไทย เปลี่ยนลิ้นหัวใจเทียมโดยไม่ต้องผ่าตัด และนวัตกรรมรักษาลิ้นหัวใจรั่วด้วยการใช้คลิปหนีบ เป็นต้น

ด้านการรักษาและสร้างสุขภาพ

รามาธิบดีมีการส่งเสริมแนวทางการรักษาโรคและดูแลสุขภาพในการแพทย์ยุคใหม่ ที่ตอบโจทย์ความท้าทายเชิงระบบ โดยมีแนวคิดว่าการรักษาหลายอย่างสามารถทำได้ที่ “บ้าน” ซึ่งตัวอย่างนวัตกรรมการรักษาที่โดดเด่น ได้แก่ นวัตกรรมระบบการให้บริการผู้ป่วยนอกผ่าน Telemedicine ซึ่งคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีเป็นผู้นำด้านนี้ รวมถึงนวัตกรรมเคมีบำบัดที่บ้านสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง ที่ช่วยให้เกิดการรักษาด้วยเคมีบำบัดอย่างตรงเวลาและลดการใช้เตียงในโรงพยาบาล ซึ่งนำมาสู่การผลักดันเชิงนโยบายสาธารณสุขของประเทศไทย ที่ส่งผลให้เกิดการประหยัดค่าใช้จ่ายเชิงสาธารณสุขอย่างมาก

นางสาวพรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ ผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดีฯ ได้กล่าวเสริมว่า “บทบาทสำคัญของมูลนิธิรามาธิบดีฯ คือการเป็นสะพานบุญแห่งการให้ เพราะการให้สร้างความสุขทั้งต่อผู้ให้และผู้รับ  มูลนิธิฯ ยังคงเดินหน้าส่งต่อน้ำใจและการช่วยเหลือจากผู้ให้ไปสู่ผู้ป่วย ผ่านโครงการต่าง ๆ ทั้งในรูปแบบของการช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล การจัดหาเครื่องมือแพทย์ การสนับสนุนงานวิจัย การก่อสร้างอาคารสถานที่เพื่อขยายศักยภาพการรับรองดูแลผู้ป่วย ซึ่งทั้งหมดนี้มุ่งหวังให้ผู้ป่วยให้มีโอกาสเข้าถึงการรักษาอย่างเต็มประสิทธิภาพในทุกระดับชั้น และพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชนในภาพรวม

ในปีนี้มูลนิธิฯ มีความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการการผลักดันให้เกิดโครงการนวัตกรรมการแพทย์เพื่อผู้สูงวัยและผู้ป่วยระยะ เพื่อรองรับสังคมแห่งผู้สูงวัย โดยโครงการนี้ได้มีการพัฒนานวัตกรรมในการสร้างศูนย์ต้นแบบการดูแลสุขภาวะผู้สูงอายุอย่างครบวงจร หวังว่าจะดูแลผู้คนในทุกช่วงวัยให้มีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีจวบจนนาทีสุดท้าย โดยจะผลักดันให้เป็นศูนย์ต้นแบบการเรียนรู้ต่อไป ซึ่งโครงการต่างๆ ของรามาธิบดีที่กล่าวมานี้จะไม่สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาคประชาชน ในนามของมูลนิธิเราจึงมุ่งมั่นทำงานเพื่อสานต่อการให้ที่ยิ่งใหญ่นี้ให้คงอยู่ในสังคมสืบต่อไป” นางสาวพรรณสิรี กล่าวทิ้งท้าย

เนื่องในวันรามาธิบดี จึงขอเรียนเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการให้ ด้วยการซื้อเสื้อ “หัวใจอินฟินิตี้” ราคา 199 บาท ทางช่องทางต่าง ๆ เช่น LINE @ramafoundation, www.ramafoundation.or.th, มูลนิธิรามาธิบดีฯ หรือบริจาคเงินสมทบทุนมูลนิธิรามาธิบดีฯ สอบถามโทร 02-201-1111

MIDO เปิดตัว Multifort Skeleton Vertigo เรือนเวลาหรูที่ได้แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมระดับโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/681353

วันที่ 24 เม.ย. 2565 เวลา 16:45 น.MIDO เปิดตัว Multifort Skeleton Vertigo เรือนเวลาหรูที่ได้แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมระดับโลก

สร้างลุคให้โดดเด่นได้ในทุกโอกาสกับ “มิโด” (MIDO) ที่ล่าสุดเปิดตัว “มัลติฟอร์ต สเกเลตัน เวอร์ติโก้” เรือนเวลาหรูที่ได้แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมระดับโลกอย่าง สะพานซิดนีย์ฮาร์เบอร์ โดยมีแบรนด์แอมบาสเดอร์หนุ่ม “คิม ซู ฮยอน” ร่วมถ่ายทอดความงดงามผ่านไลฟ์สไตล์อันโดดเด่น

ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครบครัน และดีไซน์งดงามเหนือกาลเวลา ไปกับเรือนเวลาหรูจาก “มิโด” (MIDO) แบรนด์นาฬิกาชั้นนำจากสวิตเซอร์แลนด์ ในเครือเดอะ สวอท์ช กรุ๊ป เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) ในคอลเลกชั่นล่าสุด “มัลติฟอร์ต สเกเลตัน เวอร์ติโก้” (Multifort Skeleton Vertigo) ที่สะกดทุกสายตาด้วยหน้าปัดแบบเปลือย ซึ่งเผยให้เห็นถึงความงดงามของชิ้นส่วนกลไกอย่างชัดเจน อีกทั้งยังโดดเด่นด้านฟังก์ชั่นการใช้งาน ความสวยงาม และความแข็งแกร่ง ที่ได้แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมอันโด่งดังของโลกอย่าง สะพานซิดนีย์ฮาร์เบอร์ (Sydney Harbour Bridge) ในประเทศออสเตรเลีย โดยนาฬิกาเรือนแรกจากตระกูล “มัลติฟอร์ต” (Multifort) และสะพานซิดนีย์ฮาร์เบอร์ (Sydney Harbour Bridge) ยังได้ถูกสร้างขึ้นพร้อมกันในสมัยทศวรรษที่ 1930 อีกด้วย

MIDO แบรนด์นาฬิกาที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 100 ปี นับตั้งแต่ จอร์จ แชแรน เริ่มก่อตั้งบริษัท MIDO G.Schaeren & Co. AG ขึ้นที่เมืองโซโลธูร์น ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ตั้งแต่ ค.ศ. 1918 ภายใต้ปรัชญาของการสร้างสรรค์แบรนด์ให้อยู่เหนือกาลเวลาด้วยแนวคิดการออกแบบที่ร่วมสมัย ผ่านการคัดเลือกวัสดุคุณภาพเยี่ยมที่มีความหรูหรา ทนทาน และยังคงไว้ซึ่งฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครบถ้วน

แบรนด์แอมบาสเดอร์หนุ่มชื่อดัง “คิม ซู ฮยอน” ได้กล่าวถึงนาฬิกาเรือนโปรด Multifort Skeleton Vertigo ว่า “นาฬิการุ่นนี้มีการออกแบบที่ไม่เหมือนใคร เพราะคุณจะได้เห็นกลไกการทำงานของนาฬิกาผ่านการดีไซน์ตัวเรือนแบบเปลือย ซึ่งนาฬิกาที่มีการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์นั้น สามารถสร้างความโดดเด่นให้กับการแต่งตัวได้เป็นอย่างดี อย่างนาฬิกาเรือนนี้สามารถใส่ได้ทั้งกับลุคคลาสสิก อย่างสูท หรือลุคแคชชวลอย่างกางเกงยีนส์และเสื้อยืด ก็สามารถสร้างคาแรคเตอร์ที่โดดเด่นได้แล้ว”

สำหรับ Multifort Skeleton Vertigo เป็นเรือนเวลาจากตระกูล Multifort ที่มีทั้งความโดดเด่นด้วยดีไซน์สไตล์สปอร์ต ชวนให้หลงใหลด้วยหน้าปัดและฝาหลังแบบเปลือย ที่สามารถมองเห็นการทำงานของกลไกอัตโนมัติคาลิเบอร์ 80 ที่อยู่ด้านใน ด้วยรายละเอียดการดีไซน์สุดประณีตบรรจง พร้อมลวดลายแนวตั้งบนหน้าปัดที่ได้แรงบันดาลใจจากเส้นสายเคเบิ้ลอันแข็งแกร่งที่ยึดตัวสะพานไว้ ผสมผสานเอกลักษณ์อันโดดเด่นด้วยลวดลายเจนีวา สไตรป์ พร้อมเทคนิคการทำสีแอนทราไซต์ เพื่อให้ได้รูปลักษณ์ที่ล้ำสมัย โดยตัวเข็มชั่วโมงและเข็มนาทีถูกเคลือบด้วยสารเรืองแสงซูเปอร์ ลูมิโนวา สีขาว ที่ช่วยให้อ่านค่าเวลาได้ง่ายและแม่นยำมากขึ้นแม้ในที่มืด พร้อมกระจกคริสตัลแซฟไฟร์ที่ช่วยป้องกันแสงสะท้อนบนหน้าปัดทั้งสองด้าน ส่วนตัวเรือนนั้นมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 42 มิลลิเมตร พร้อมฝาหลังที่สลักโลโก้ ‘MIDO’ ไว้อย่างชัดเจน และเม็ดมะยมแบบขันเกลียว เรียบโก้ด้วยสายรัดสแตนเลสสตีลและตัวล็อคแบบบานพับที่ทำจากเหล็กเคลือบซาติน อีกทั้งยังสามารถสำรองพลังงานยาวนานถึง 80 ชั่วโมง พร้อมบาลานซ์สปริงที่ทำจากนิวาครอน ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยในการต้านแรงแม่เหล็ก และป้องกันการกระแทกได้เป็นอย่างดี และฟังก์ชั่นดำน้ำลึกได้ถึงระดับ 100 เมตร

เคล็ดลับการเลือกนาฬิกาสำหรับคนที่เริ่มต้นอยากสะสม

การสะสมนาฬิกาที่เป็นงานอดิเรกของใครหลายคนนั้น นอกจากจะสะสมเพื่อชื่นชมความงดงาม หรือนำมาสวมใส่เพื่อเติมเต็มคาแรคเตอร์ให้สมบูรณ์แบบแล้ว ยังสามารถสะสมเพื่อเป็นการลงทุนได้อีกด้วย ดังนั้นองค์ประกอบสำคัญในการเลือกซื้อจะต้องประกอบไปด้วยแบรนด์ระดับโลกซึ่งเป็นที่รู้จัก เพราะแบรนด์ระดับโลกนั้นจะมีเรื่องราวประวัติศาสตร์มายาวนานจึงสามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้ มีความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบแต่ละคอลเลกชั่นจึงสามารถสร้างมูลค่าได้เป็นอย่างดี รวมถึงดีไซน์ที่ต้องมีความคลาสสิกเหนือกาลเวลา สามารถสวมใส่ได้ทุกยุคสมัย และฟังก์ชั่นการใช้งานก็ต้องตอบโจทย์ได้อย่างครบครัน

พบกับ Multifort Skeleton Vertigo จากเรือนเวลาสัญชาติสวิตเซอร์แลนด์แบรนด์ MIDO นาฬิกาดีไซน์หรูคุณภาพมาตรฐานตามแบบฉบับ Swiss made ได้ที่เคาน์เตอร์ MIDO เซ็นทรัล, โรบินสัน, เดอะมอลล์ และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ หรือสั่งผ่านทางออนไลน์ MIDO Official Store ใน Shopee และ Lazada และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติ่มได้ที่เว็บไซต์ www.midowatches.com, LINE Official Account: @midothailand หรือติดต่อได้ที่เบอร์ 02-610-0299

Pomelo เปิดตัวคอลเลคชั่นพิเศษฉลองวันคุ้มครองโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/681329

วันที่ 24 เม.ย. 2565 เวลา 12:55 น.Pomelo เปิดตัวคอลเลคชั่นพิเศษฉลองวันคุ้มครองโลก

“Pomelo” ฉลองวันคุ้มครองโลกด้วยคอลเลคชั่นพิเศษ พร้อมย้ำความมุ่งมั่นเดินหน้าโครงการ “Down to Earth”

Pomelo (โพเมโล) แฟชั่นแพลตฟอร์มอันดับ 1 ใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เฉลิมฉลองวันคุ้มครองโลกด้วยการยกระดับความคิดริเริ่มในการผลิตสินค้ากลุ่มยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายใต้โครงการ “Down to Earth” เป็นปีที่สองติดต่อกัน ผ่านแนวคิด “Make it Count” ตอกย้ำความมุ่งมั่นที่มีมายาวนานในการนำเสนอเครื่องแต่งกายและผลิตภัณฑ์ที่นำเทรนด์และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงทีละขั้นด้วยการเปิดตัวคอลเลคชั่นพิเศษซึ่งมีวางจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป   

โครงการ “Down to Earth” 

วันคุ้มครองโลกปีนี้ โพเมโล เปิดตัวคอลเลคชั่นสุดพิเศษ ในสินค้ากลุ่มยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งทำจากวัสดุและกระบวนการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงผ้าฝ้าย ทั้งนี้ โพเมโลภูมิใจที่ได้ร่วมงานกับ The Better Cotton Initiative (BCI) เพื่อคัดสรรผ้าฝ้ายที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คอลเลคชั่นฤดูร้อนจำนวน 31 ชิ้น ซึ่งทำจากผ้าที่ผ่านกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการทำงานที่มีจริยธรรม ซึ่งรวมถึงผ้าฝ้ายและผ้าเดนิมที่มีกระบวนการผลิตที่ไม่ทำลายคุณภาพของน้ำโดยคอลเลคชั่นนี้นำเสนอผลงานชิ้นสำคัญที่มาพร้อมสีสันและลายพิมพ์ที่เต็มไปด้วยความสดใส ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากแคว้น คัมปาเนีย (Campania) สถานที่ท่องเที่ยวบนชายฝั่งทางตอนใต้ของอิตาลี  

‘Down to Earth’ คือโครงการหลักที่รวมเอาความคิดริเริ่มต่าง ๆ เกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทั้งหมดของ โพเมโล โดยมีเป้าหมายที่จะพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมแฟชั่นในอนาคตทั้งในระยะเวลาอันใกล้และในระยะยาว ภายในปี 2565 โพเมโลยังได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็น 40% สำหรับการเลือก ใช้วัตถุดิบ ที่มีความยั่งยืนมากขึ้นสำหรับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ภายใต้แบรนด์โพเมโล ซึ่งสะท้อน ให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงและมอบสินค้าแฟชั่นที่ทั้งอินเทรนด์และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในขณะเดียวกัน  

นายเดวิด โจว ประธานกรรมการบริหาร (ซีอีโอ) และ ผู้ร่วมก่อตั้ง โพเมโล แฟชั่น กล่าวว่า “ในช่วงเวลาที่เรากำลังก้าวสู่ความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแฟชั่น เรายังคงให้ ความสำคัญต่อการสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อชุมชนและโลกของเรา การผลักดันประเด็นการอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนทั่วทั้งภูมิภาคของโพเมโล เราเลือกทำโดยการผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้ฝ้ายที่ปลูกและเก็บเกี่ยวด้วยกระบวนการที่มีความยั่งยืน เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถเพลิดเพลินกับสินค้าที่มีคุณภาพและมีความสวยงามทันสมัย ซึ่งผลิตขึ้นด้วยวิธีการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่สุดเท่าที่จะเป็น ไปได้”  

“นอกจากนี้ เทคโนโลยีแบบเฉพาะบุคคล (Personalization technology) ของเรายังช่วยให้ลูกค้าสามารถเลือก ซื้อสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในแบบที่ตนเองชอบ ซึ่งผลิตและได้รับการคัดสรรสำหรับลูกค้าที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์ ‘Sustainable Edit” ซึ่งมีสินค้าที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นสินค้าจาก แบรนด์ที่เป็นมิตรต่อโลก สินค้ากลุ่ม Pre-Loved ผลิตภัณฑ์ดูแลบ้าน (earth care homeware) และผลิตภัณฑ์ เพื่อความงาม เป็นต้น”  

รวมพลัง มุ่งหน้าสู่ความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

โพเมโลภูมิใจที่ได้เป็นพันธมิตรกับแบรนด์ที่มีเป้าหมายเดียวกัน ในการเดินหน้าสร้างอนาคตที่ยั่งยืนมากขึ้น ในโลกแฟชั่นโดยที่ผ่านมาโพเมโลได้ส่งเสริมแบรนด์ชั้นนำที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมบนแพลทฟอร์มของเรา อาทิ Sabina, Born on Saturday, HVISK, V Activewear, Le Specs, L’occitane, Innisfree, Skin 1004, Laneige และ Cotton On และ แบรนด์อื่น ๆ อีกมากมายที่แชร์แนวคิดร่วมกันและให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมใน ทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันคุ้มครองโลกปีนี้ โพเมเลได้จับมือกับแบรนด์ อาทิ Sabina, Mymomsaysimcool, Memories Brand , Zentury Vintage, Imnotamorningperson, และ Vick’s 

“ปัจจุบันเรามีแบรนด์มากกว่า 500 แบรนด์ ทั้งแบรนด์ระดับนานาชาติ แบรนด์ของดีไซเนอร์ไทย และแบรนด์ต่าง ๆ จากอินสตาแกรมที่กำลังมาแรงที่สุด ทั้งหมดรวบรวมไว้ในแพลตฟอร์มของเรา แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น ก็คือ การที่เรายังคงมีความมุ่งมั่นในเรื่องของความยั่งยืนและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทั้งในเรื่องของการนำเสนอแบรนด์ของเราเอง และการประสานความร่วมมือกับแบรนด์ต่าง ๆ ที่มีความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม โดยในขณะเดียวกัน เรายังคงมุ่งมั่นที่จะร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง และสร้างสรรค์สิ่งที่ดีกว่า เพื่ออนาคต เพื่อสิ่งแวดล้อม และเพื่อทุกคน” เดวิด โจว กล่าวเสริม 

ก้าวเดินบนเส้นทางสู่ความยั่งยืน 

โพเมโลได้คำนึงสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ปี 2561 โพเมโล ได้เปิดตัวคอลเลคชั่นแคปซูล “Purpose” เพื่อเผยความตระหนักในเรื่องการ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในทุกผลิตภัณฑ์ของคอลเลคชั่นนี้ โดยภายใต้การสร้างสรรค์คอลเลคชั่นนี้ โพเมโลได้สำรวจกระบวนการผลิตและการเลือกใช้วัตถุดิบใหม่ ๆ เช่น การเลือกใช้ผ้าฝ้ายออร์แกนิก ผ้ารีไซเคิล และผ้าเหลือใช้ เพื่อนำมาใช้ในแนวทางที่ยั่งยืนมากขึ้น จากความสำเร็จของคอลเลคชั่นนี้ โพเมโลได้ขยายแนวคิดในการสร้างสรรค์นี้ไปยังกลุ่มสินค้าต่าง ๆ ของโพเมโลในวงกว้างมากขึ้น 

ต่อมาในปี 2563 โพเมโล ริเริ่มคอลเลคชั่นหน้ากากผ้าเพื่อสังคม “Pomelo Cares” เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ และบุคลากรทางการแพทย์ในช่วงการระบาดใหญ่ของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ โพเมโล ยังร่วมมือกับ วีจีไอ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ ‘Trash to Treasure’ เปลี่ยนขยะเหลือใช้แทนถุงของโพเมโล และปรับปรุงร้านค้าต่าง ๆ ด้วยแนวคิด 3R: ลดการใช้ ใช้ซ้ำ และนำกลับไปใช้ใหม่ (Reduce, Reuse, and Recycle) 

และตั้งแต่เดือนมกราคม 2564 โพเมโลยังได้เปิดตัว E-commerce Mailers ที่ย่อยสลายได้ 100% โดยมีเป้าหมายเพื่อลดปริมาณการใช้บรรจุภัณฑ์ให้เหลือน้อยที่สุด โดยร่วมมือกับ Grounded Packaging ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มระดับโลกที่นำเสนอโซลูชันบรรจุภัณฑ์ตามสั่ง นอกจากนี้ยังมีความพยายามที่จะรักษาสิ่งแวดล้อมในรูปแบบอื่น ๆ รวมถึงการนำกระดาษรีไซเคิลที่ผ่านการรับรอง FSC ซึ่งออกแบบมาเพื่อสร้างความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมและลดของเสียจากบรรจุภัณฑ์ที่เหลือใช้ 

ทั้งนี้ เพื่อต่อยอดการพัฒนาอย่างยั่งยืนของโพเมโลและเติมเต็มความหมายให้กับคุ้มครองโลกในปีนี้โพเมโลยัง ได้เปิดตัวกลุ่มผลิตภัณฑ์ ‘Sustainable Edit” โดยมีวางจำหน่ายแล้วที่เว็บไซต์ pomelofashion.com แอปพลิเคชัน และที่ร้าน Pomelo ในประเทศไทย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป  

เคล็ดลับนักวิ่ง : เติมพลังด้วยอาหารปลอดกลูเตน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/681347

วันที่ 25 เม.ย. 2565 เวลา 07:10 น.เคล็ดลับนักวิ่ง : เติมพลังด้วยอาหารปลอดกลูเตน

สายวิ่งต้องรู้!! เคล็ดลับเติมพลังด้วย “อาหารปลอดกลูเตน” ทางเลือกสำหรับเหล่านักวิ่งที่แพ้กลูเตน

สำหรับนักวิ่งแล้ว สิ่งสำคัญนอกจากการฟิตร่างกายแล้ว คือการเลือกทานอาหารที่อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต เพื่อเพิ่มพลังงานเสริมความแกร่งให้การวิ่ง แต่ก็มี นักวิ่งอีกหลายคนที่แพ้กลูเตนในคาร์โบไฮเดรต เจนเนอราลี่ เผยเคล็ดลับเติมพลังงานให้นักวิ่งที่แพ้กลูเตนเพื่อเป็นตัวช่วยในการวางแผนพิชิตเส้นชัยได้ตามเป้าหมาย โดย Aisling Pigott นักโภชนาการและผู้ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับอาหารเพื่อสุขภาพ เผยว่า

อาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตส่วนใหญ่มักจะมีกลูเตนอยู่เล็กน้อย แต่ถ้าผู้ที่แพ้กลูเตนจะทำให้เกิดอาการต่าง ๆ เช่น ท้องอืด ท้องร่วง และปวดท้อง ส่งผลต่อการวิ่งระยะไกล ๆ ดังนั้น ทางเลือกสำหรับเหล่านักวิ่งที่แพ้กลูเตน คือเลือกคาร์โบไฮเดรตที่ปลอดกลูเตน

ปัจจุบันมีทางเลือกสำหรับอาหารที่ปลอดกลูเตนมากขึ้น เช่น พาสตา ขนมปัง เค้ก และซีเรียลบาร์ ซึ่งมีจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านอาหาร แม้ว่าอาหารเหล่านี้จะมีราคาแพงกว่าอาหารทั่วไปเล็กน้อย แต่ก็ทำให้ยังได้รับพลังงานจากคาร์โบไฮเดรต เปลี่ยนอาหาร อาหารหลักตามธรรมชาติที่ปลอดกลูเตนมีให้เลือกมากมาย เช่น ข้าว มันฝรั่ง ถั่วเมล็ดแห้งและถั่วต่าง ๆ รวมถึงผลิตภัณฑ์จากนม เป็นต้น

ถัดมาคือต้อง วางแผนการทานล่วงหน้า อาหารที่ควรทานตอนเย็นก่อนวิ่ง ต้องเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต ไขมันต่ำ โปรตีนและไฟเบอร์ในปริมาณเล็กน้อย เพื่อให้แน่ใจว่าสะสมไกลโคเจนไว้ได้มากพอ เช่น พาสตา 1 ถ้วย (พร้อมซอส) ทำให้ได้รับคาร์โบไฮเดรตอย่างเต็มที่และปลอดกลูเตนด้วย ในตอนเช้าก่อนวิ่งประมาณ 2 ชั่วโมง อาหารเช้าที่มีไข่ เห็ด หรือมะเขือเทศบนขนมปังปลอดกลูเตนก็เป็นตัวเลือกที่ดี โดยให้ลองทานระหว่างซ้อมวิ่งเพื่อดูว่าจะไม่เกิดปัญหาใด ๆ ต่อลำไส้ ระหว่างวิ่งมาสักระยะหนึ่งแล้ว เจลและเครื่องดื่มชูกำลัง จะเป็นทางเลือกที่ช่วยเติมพลังให้ได้ โดยไม่มีผลกระทบต่อผู้ที่มีปัญหาเรื่องกลูเตน แต่ให้ระวังขนมจำพวกบาร์และซีเรียลบาร์ที่ให้พลังงานบางประเภท เพราะมักจะมีกลูเตนรวมอยู่ด้วย

นักวิ่งทุกคนควรเริ่ม ฟื้นฟูร่างกายหลังวิ่งเสร็จ ภายใน 20 นาที โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นโรคเซลิแอค เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคกระดูกพรุน ซึ่งทำให้กระดูกแตกหักได้ง่ายขึ้น นักวิ่งเหล่านี้ควรดื่มนมวัวหรือผลิตภัณฑ์อื่นที่ไม่ใช่นมที่เพิ่มแคลเซียมพิเศษไปด้วย จะช่วยเสริมสร้างกระดูกและโปรตีนที่ช่วยซ่อมแซมร่างกายได้ รวมถึงการดื่มนมช็อกโกแลตหรือโปรตีนเชคก็นับว่าเป็นทางเลือกที่ดีเช่นกัน สำหรับผู้ที่ชอบดื่มนม และควรทานอาหารที่ประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ผัก และผลไม้เสริมด้วย

เมื่อร่างกายพร้อมแล้วก็พร้อมร่วมวิ่งพิชิตใจตัวเองในงาน “เขาค้อ มาราธอน 2022” (Khaokho Marathon 2022) กิจกรรมวิ่งมาราธอนสุดยิ่งใหญ่แห่งปี ที่จะมีขึ้นในวันที่ 5 มิถุนายน 2565 ณ จอลลี่ แลนด์ อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมสิทธิพิเศษโดยเจนเนอราลี่ ไทยแลนด์ ในฐานะผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ ได้มอบ โดยสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครได้ที่ Khaokho Marathon 2022  และติดตามเนื้อหาสาระดีๆ ด้านสุขภาพ และเคล็ดลับการวางแผนสร้างหลักประกันในชีวิต จากเจนเนอราลี่ได้ที่นี่