ผิวชรากับการดูแลผิวหนังของผู้สูงวัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/652490

วันที่ 11 พ.ค. 2564 เวลา 07:21 น.

ผิวชรากับการดูแลผิวหนังของผู้สูงวัยศ.คลินิก พญ.ณัฏฐา รัชตะนาวิน เผยการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังเมื่อสูงวัย ปัจจัยของผิวชรา การป้องกัน รักษา และอันตรายที่ไม่ควรมองข้ามอย่าง “มะเร็งผิวหนัง”

ในปี 2564 นี้ นอกจาก Covid-19 จะมีการระบาดอย่างรุนแรงเป็นรอบที่ 3 แล้ว ยังเป็นที่คาดการณ์ว่าในปี 2564 ประชากรไทยที่อายุมากกว่า 60 ปี ซึ่งมีจำนวน 20% ของประชากรทั้งประเทศ หรือประมาณ 13 ล้านคน โดยอายุเฉลี่ยของผู้หญิงจะอยู่ที่ 80 ปี และผู้ชาย 73 ปี ดังนั้นความรู้เรื่องการดูแลผิวหนังของผู้สูงวัย จึงมีความสำคัญและจำเป็นมากขึ้นสำหรับประชาชนทั่วไปทั้งที่ยังไม่เป็นผู้สูงวัย

ศ.คลินิก พญ.ณัฏฐา รัชตะนาวิน ประธานฝ่ายแพทย์และจริยธรรม สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของอวัยวะต่าง ๆ รวมทั้งผิวหนังซึ่งเป็นอวัยวะที่อยู่นอกสุดของร่างกาย และมีขนาดใหญ่ที่สุด จะพบได้จากอายุที่เพิ่มขึ้นและปัจจัยภายนอกที่สำคัญ ได้แก่ แสงแดด, มลภาวะ, ควันบุหรี่, ความเครียดและแอลกอฮอล์

การเปลี่ยนแปลงของผิวหนังเมื่อสูงวัยขึ้นจะเกิดขึ้นกับชั้นผิวหนังทั้ง 3 ชั้น คือ

  • ชั้นหนังกำพร้า เป็นชั้นนอกสุดจะมีลักษณะบางลง หากเกิดแผลการซ่อมแซมจะช้าลง ผิวหนังแห้งมากขึ้น เนื่องจากต่อมไขมันผลิตลดลง ผิวผู้สูงวัยจึงขาดไขมันเคลือบผิวทำให้การสูญเสียน้ำจากผิวเพิ่มขึ้น
  • ชั้นหนังแท้ ส่วนประกอบสำคัญคือคอลลาเจนและอีลาสติก หน้าที่หลักคือ การทำให้ผิวหนังยืดหยุ่นและช่วยในการยึดเกาะของเส้นเลือด ดังนั้นเมื่อสารเหล่านี้ลดลงจะพบรอยย่นสึก ผิวหนังหย่อนคล้อย และการเกิดจ้ำเลือดง่าย โดยเฉพาะพื้นที่ที่ถูกแสงแดดเสมอ เช่น บริเวณแขนด้านนอกหรือหลังมือ เนื่องจากการลดลงของคอลลาเจนจะเพิ่มมากขึ้นหากผิวหนังบริเวณนั้นถูกแสงแดดเสมอ
  • ชั้นไขมัน ก็จะลดความหนาลงด้วย โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า โหนกแก้ม ซึ่งจะทำให้รูปหน้าเปลี่ยนไปจากใบหน้ากลมในวัยเด็ก

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีความแตกต่างกันตามพันธุกรรมและเชื้อชาติ โดยคนไทยซึ่งเป็นคนเอเชีย อาศัยอยู่ในพื้นที่อากาศที่ไม่หนาวจัด ความชื้นสูง ดังนั้น ปัญหาผิวแห้งจะรุนแรงน้อยกว่าในพื้นที่อากาศหนาวเย็นและมีความชื้นต่ำ แต่คนไทยอาศัยในพื้นที่ที่มีแสงแดดจัด ซึ่งแสงแดดประกอบด้วยแสง 3 ประเภท คือ

  1. แสงที่ให้ความสว่าง
  2. แสงอินฟราเรดที่ให้ความอบอุ่น
  3. แสงอัลตราไวโอเลต ซึ่งเป็นแสงที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าและมีปริมาณเพียง 5% ของแสงแดด แต่มีพลังงานสูงและมีบทบาทสำคัญในการทำให้ผิวชราเพิ่มขึ้น

ผิวหนังของคนไทยมีเซลล์สร้างสีจึงผลิตสารเมลานินที่มีประสิทธิภาพสูงในการดูดจับ พลังงานและแสงแดดทุกประเภท ดังนั้น จึงจะมีการทำลายของสารคอลลาเจนช้ากว่าและพบมะเร็งผิวหนังน้อยกว่าคนผิวขาวตาสีฟ้ามาก แต่ข้อเสียคือผิวคล้ำหรือมีกระดำได้เร็วกว่าคนผิวขาว

การดูแลผิวหนังของผู้สูงวัย จึงประกอบด้วย 2 ส่วน คือ

การป้องกัน คือการหลบเลี่ยงแสงแดดจัดในช่วง 10.00–15.00 น. การอยู่ในที่ร่ม กางร่ม สวมเสื้อผ้าปกคลุม สวมหมวกปีกกว้างและหนา สวมแว่นกันแดด และใช้ครีมกันแดดบริเวณผิวหนังที่ไม่สามารถปกคลุมด้วยวิธีที่กล่าวมาแล้ว เช่น บริเวณใบหน้าและหลังมือ เป็นต้น

ข้อจำกัดของครีมกันแดด คือไม่สามารถกันแสงแดดได้ทั้ง 3 ประเภทจะกันได้ดีมากสำหรับแสงอัลตราไวโอเลตและจะเสื่อมสภาพไปหากถูกน้ำหรือการเช็ดถู และการทาไม่ทั่วถึงตามคำแนะนำที่กำหนด คือ 2 มก./ผิวหนัง 1 ตร.ซม.ประสิทธิภาพของครีมกันแดดก็จะลดลง ผู้สูงวัยที่ป้องกันแสงแดดอย่างสม่ำเสมอควรต้องรับประทานวิตามินดีเสริมเพิ่มเนื่องจากแสงอัลตราไวโอเลตบี (UVB) จากแสงแดดเป็นปัจจัยกระตุ้นการผลิตวิตามินดีที่ผิวหนัง

มลพิษเป็นปัญหาสำคัญของทวีปเอเชีย โดยมลพิษอาจจะผ่านผิวหนังหรือเกิดจากการสูดดม เมื่อผิวหนังสัมผัสมลพิษ จะทำให้เกิดการสร้างอนุมูลอิสระและการลดลงของสารต้านอนุมูลอิสระที่ผิวหนัง เช่น วิตามินซี วิตามินอี การสัมผัสสาร PM 2.5 จะเพิ่มความชราของผิวหนัง ได้แก่ รอยย่น กระดำ และลดการซ่อมแซมของผิวหนัง

การรักษาหลัก คือลดการกระตุ้นจากปัจจัยภายนอก 6 ประการและการลดความแห้งของผิวหนัง โดย

1.ลดการใช้น้ำร้อนและอุ่นจัดในการอาบน้ำ

2.ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดควรเลือกที่มีความเป็นด่างน้อย ค่า pHประมาณ 5-6 มีความชุ่มชื้นหลังจากล้างออก เป็นสบู่สังเคราะห์ก้อนหรือเหลวก็ไม่แตกต่างกัน แต่ไม่มีความจำเป็นต้องมีสารประกอบเป็นพิเศษหรือมีราคาสูง หากไม่สามารถหาได้สามารถใช้สบู่ทั่วไปแต่ฟอกบริเวณ มือ เท้า รักแร้ ใต้ร่มผ้า เท่านั้น แต่งดบริเวณ แขน ขา ลำตัว ซี่งการใช้เพียงน้ำเปล่าล้างก็สะอาดเพียงพอแล้ว

3.ทาสารให้ความชุ่มชื้น เช่น โลชั่น ครีม น้ำมัน หรือขี้ผึ้งทันทีหลังอาบน้ำไม่นานกว่า 5 นาที เลือกให้เหมาะสมกับฤดูกาล เช่น ฤดูร้อนควรใช้โลชั่น ฤดูหนาวควรใช้ครีมหรือน้ำมัน ความถี่อย่างน้อย 2 ครั้งต่อวัน โดยในช่วงที่มีอากาศหนาวและแห้งควรทาครีมทุก 4 ชม. และควรใช้ผ้าชุบน้ำประคบผิวก่อนทาครีมทุกครั้งหากไม่ได้ทาทันทีหลังอาบน้ำ

4.เลือกสวมเสื้อผ้าที่เหมาะกับอากาศ

5.หากมีอาการคันร่วมด้วย มักจะพบบริเวณหน้าแข้งหรือลำตัวบริเวณสะโพก ควรทาครีมเพิ่มความชุ่มชื้นทุก 4 ชม. หากไม่ดีขึ้นอาจพิจารณาเปลี่ยนเป็นขี้ผึ้งหรือน้ำมัน

6.หากผื่นคันไม่ดีขึ้นหลังเปลี่ยนวิธีอาบน้ำและทาครีมเพิ่มความชุ่มชื้นแล้ว ควรปรึกษาแพทย์เนื่องจากอาการคันที่ผิวหนัง นอกจากปัญหาความแห้งของผิวหนังแล้ว อาจเกิดจากยาที่รับประทานหรือโรคภายในร่างกาย เช่น โรคเบาหวาน โรคไต โรคตับ ได้

มะเร็งผิวหนัง

สำหรับปัญหาที่ผู้ป่วยหลายๆ คน มักจะเป็นกังวล คือ มะเร็งผิวหนัง ซึ่งพบได้บ่อยมากในชาวตะวันตก โดยเฉพาะผู้ที่ชอบทำกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น อาบแดด แต่สำหรับคนไทยหรือคนเอเชียทั่วไป ปัญหามะเร็งผิวหนังพบอุบัติการณ์ที่ต่ำมากเนื่องจากคนไทยมีผมดำ ตาดำ มีเมลานินช่วยในการกรองแสงแดด และไม่ชอบกิจกรรมกลางแจ้งหรือผิวสีแทน นอกจากนี้ ผิวหนังเป็นอวัยวะที่อยู่ภายนอกสุด จึงสามารถมองเห็นรอยโรคได้รวดเร็วและชัดเจนกว่ามะเร็งที่อวัยวะอื่นๆ

ชนิดของมะเร็งผิวหนัง

สำหรับมะเร็งผิวหนังมี 3 ชนิด มักพบบริเวณผิวหนังที่ถูกแสงแดดเสมอ เช่น ใบหน้า ริมฝีปากล่าง แขนด้านนอก หน้าอก หลัง

ชนิดที่ 1 พบได้มากที่สุด เกิดจากเซลล์ผิวหนังล่างสุดของหนังกำพร้า เรียกว่า Basal Cell Carcinoma ลักษณะเป็นตุ่มแข็งสีเหมือนผิวหนังหรือสีดำ โตช้า หากมีขนาดใหญ่อาจมีแผลตรงกลาง

ชนิดที่ 2 เกิดจากผิวหนังชั้นหนังกำพร้าส่วนบน เรียกว่า Squamous Cell Carcinoma อาจมีลักษณะเป็นตุ่มนูนหรือเป็นแผลตื้นขยายออกช้า ๆ

ชนิดที่ 3 เกิดจากเซลล์สีดำหรือไฝขนาดใหญ่ที่มีมาแต่กำเนิด เรียกว่า Melanoma เป็นชนิดที่มักกระจายได้เร็วจึงอันตรายกว่า 2 ชนิดแรก และพบได้น้อยที่สุดในมะเร็งผิวหนังทั้งหมด คนไทยพบประมาณ 0.5 คนต่อประชากร 100,000 คน มักพบบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า ซอกนิ้ว ใต้เล็บ

ดังนั้น หากมีตุ่มนูนหรือแผลเรื้อรังนานกว่า 6 เดือน ควรมาพบแพทย์ และหากมีไฝหรือจุดดำบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า ซอกนิ้ว ขนาดใหญ่กว่า 0.5 ซม. ควรมาพบแพทย์เช่นกัน

สัญญาณเตือนมะเร็งลำไส้ใหญ่ รู้ไว้ให้สังเกตตัวเอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/652366

วันที่ 10 พ.ค. 2564 เวลา 07:08 น.

สัญญาณเตือนมะเร็งลำไส้ใหญ่ รู้ไว้ให้สังเกตตัวเองมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 3 ในผู้ชาย และพบมากเป็นอันดับ 4 ในผู้หญิง คือ “มะเร็งลำไส้ใหญ่” ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เผยสัญญาณเตือนมะเร็งลำไส้ใหญ่…รู้ไว้เพื่อสังเกตตัวเอง

รู้หรือไม่ว่า “มะเร็งลำไส้ใหญ่” เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 3 ในผู้ชาย และพบมากเป็นอันดับ 4 ในผู้หญิง โดยพบว่า 30–40 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยเมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้มีการแพร่กระจายไปต่อมน้ำเหลืองหรืออวัยวะอื่นไปแล้ว ดังนั้น การรู้จักสังเกตอาการเตือน และมาส่องกล้องคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่เมื่อถึงอายุที่เหมาะสม จะช่วยให้พบติ่งเนื้อที่เป็นสาเหตุ แล้วตัดออกเพื่อป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้ถ้าพบมะเร็งก็จะเป็นโรคในระยะต้นๆ ซึ่งโอกาสที่จะรักษาหายขาดสูงขึ้น

นายแพทย์สุกิจ ภัทรเจียรพันธุ์ ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่าในปี 2018 สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ได้เก็บรวบรวมข้อมูลและพบว่ามีผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่รายใหม่เพิ่มขึ้นมากถึง 17,500 คน ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะแพร่กระจายแล้ว สะท้อนว่าคนไทยยังตื่นตัวในการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่น้อยมาก การมาคัดกรองมะเร็งด้วยการส่องกล้องลำไส้ใหญ่เมื่อถึงอายุที่เหมาะสมคือ 50 ปี ถ้าไม่มีประวัติมะเร็งลำไส้ใหญ่ในครอบครัว แต่ถ้ามีญาติสายตรงเป็นควรมารีบตรวจตั้งแต่อายุ 40 ปี นอกจากนี้ยังควรสังเกตสัญญาณเตือนของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่พบบ่อย ได้แก่

1. ถ่ายเป็นเลือด มูกเลือด หรือ ขับถ่ายผิดปกติไปจากเดิม เช่น อุจจาระออกมาเป็นเม็ดเล็กลง

2. อาการซีด ซึ่งอาจเกิดจากการเสียเลือดเรื้อรัง แม้ไม่มีเลือดในอุจจาระที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า

3. คลำได้ก้อนที่ท้อง ซึ่งมีลักษณะเป็นก้อนแข็งนูนออกมาบริเวณท้องน้อยด้านขวา

4. บางรายอาจมีอาการของลำไส้อุดตัน เช่น อาการปวดท้อง ท้องอืด อาเจียน และถ่ายอุจจาระหรือผายลมลดลง 

ทั้งนี้ ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่ แบ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เราปรับเปลี่ยนได้ และปรับเปลี่ยนไม่ได้ สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้ ได้แก่ อายุที่มากขึ้น โดยพบว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ทั้งหมด อยู่ในกลุ่มอายุ 60 – 75 ปี และอีกปัจจัยคือ พันธุกรรม เช่น มีคนในครอบครัวที่เป็นสายเลือดเดียวกันเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ จะทำให้มีโอกาสเป็นมากขึ้น

ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนได้ เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการบริโภค เช่น เนื้อแปรรูปจำพวกไส้กรอก แหนม กุนเชียง ลูกชิ้น หมูยอ และเนื้อแดงที่ผ่านความร้อนสูงจำพวกเนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อแพะ เนื้อแกะ เนื่องจากเนื้อแดงเมื่อโดนความร้อนสูง ๆ จะทำให้เกิดสารที่ชื่อว่า อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน (Aromatic Hydrocarbons) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งในลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้ปัจจัยเสี่ยงอื่นที่พบบ่อยยังมีการสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และโรคอ้วนด้วย

หากรู้ตั้งแต่ระยะแรกจะทำให้การรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ไม่มีความซับซ้อน โดยในผู้ป่วยบางคนที่มีติ่งเนื้อที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ รวมถึงผู้ป่วยที่มีก้อนมะเร็งและเป็นมะเร็งในระยะเริ่มต้นแล้ว สามารถใช้เทคโนโลยีการผ่าตัดผ่านกล้องในการรักษาโดยไม่มีแผลได้ (endoscopic submucosal dissection) ซึ่งแพทย์จะต้องประเมินโดยใช้เทคโนโลยีปรับแสงสี (Narrow band imaging) ก่อน ว่าตัวโรคอยู่ในระยะที่สามารถทำได้หรือไม่ หากทำไม่ได้ ก็จะใช้วิธีตัดลำไส้ผ่านกล้องแทน (laparoscopic colectomy) ซึ่งข้อดีคือ แผลเล็ก เสียเลือดน้อย เจ็บน้อย นอนโรงพยาบาลสั้นลง และลดการเกิดผลแทรกซ้อนจากการผ่าตัด เช่น การติดเชื้อที่แผล ผู้ป่วยจึงกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วขึ้น

‘ไฮบริด ฟิตเนส’ เทรนด์คนรักสุขภาพยุคโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/652358

วันที่ 09 พ.ค. 2564 เวลา 13:30 น.

‘ไฮบริด ฟิตเนส’ เทรนด์คนรักสุขภาพยุคโควิด-19สายฟิตเมืองไทยยังรอคอยการกลับไปออกกำลังกายในฟิตเนส ฟิตเนส เฟิรส์ท เผยเทรนด์คนรักสุขภาพยุคใหม่ ‘ไฮบริด ฟิตเนส’ พฤติกรรมใหม่ที่เกิดขึ้นระหว่างโควิด-19

จากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ตั้งแต่ปี 2020 ทำให้เกิดมาตรการและข้อจำกัดต่างๆ มากมายในสังคม โดยรัฐบาลในแต่ละประเทศได้ออกข้อกำหนดหลายขั้นตอนเพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของไวรัส COVID-19 ภายในชุมชน ทำให้หลายธุรกิจต้องเร่งปรับตัวและเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต เพื่อให้ธุรกิจตัวเองอยู่รอดและผู้คนได้กลับมาใช้ชีวิตเหมือนปกติโดยเร็วที่สุด อย่างไรก็ตามมีผลการสำรวจกลุ่มตัวอย่างคนรักการออกกำลังกายกว่า 4,000 คน ในฮ่องกง อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ รวมถึงประเทศไทย ที่แสดงให้เห็นว่าการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 และข้อจำกัดในการใช้ฟิตเนสคลับ ไม่สามารถหยุดยั้งความตั้งใจในการออกกำลังกายของพวกเขาได้ จึงเป็นที่มาของการหาทางเลือกใหม่ๆ ให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป ทั้งการออกกำลังกายผ่านทางออนไลน์ หรือ การทำคลาสการออกกำลังกายเสมือนจริงมาทดแทนเพื่อที่จะดูแลสุขภาพให้แข็งแรงและรักษารูปร่างให้ดูดีควบคู่กันไป

“ไฮบริด ฟิตเนส” ทางเลือกใหม่ของคนรักสุขภาพ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ปัจจุบัน

ธุรกิจฟิตเนส เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ดังกล่าว โดยจะเห็นได้จากตลอด 2 ปีที่ผ่านมา การออกกำลังกายได้มีการปรับเปลี่ยนไปจากเดิม ทั้งการเพิ่มโปรแกรมการออกกำลังกายผ่านทางแพล็ตฟอร์มออนไลน์ รวมไปถึงการทำคลาสการออกกำลังกายเสมือนจริง ซึ่งนำมาสู่การออกกำลังกายแบบผสมผสาน หรือ “ไฮบริด ฟิตเนส” คือการที่ผู้ออกกำลังกายผสมผสานทั้งการออกกำลังกายที่ฟิตเนสควบคู่ไปกับการเลือกออกกำลังกายได้จากที่บ้านผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ เพื่อให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป

ล่าสุด Evolution Wellness Group ผู้นำอันดับหนึ่งธุรกิจฟิตเนสคลับในเอเชีย เจ้าของแบรนด์ฟิตเนสชื่อดัง ได้แก่ ฟิตเนส เฟิรส์ท (Fitness First), เซเลบริตี้ ฟิตเนส (Celebrity Fitness), โกฟิต (GoFit), ชิ ฟิตเนส (Chi Fitness), ไฟเออร์ ฟิตเนส (Fire Fitness), และ ไฟฟ์ เอเลเม็นท์ส (Fivelements) ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของผู้คนต่อวิถีการออก

กำลังกายที่เปลี่ยนไป โดยทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่างที่ชื่นชอบการออกกำลังกายกว่า 4,000 คน ในฮ่องกง อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และ ไทย ซึ่งโดยภาพรวมพบว่า จากการระบาดของ COVID-19 และข้อจำกัดในการใช้ฟิตเนสคลับ ไม่ได้เป็นสิ่งที่หยุดยั้งความตั้งใจในการออกกำลังกายของพวกเขาได้ โดยพวกเขายังคงหาทางเลือกรูปแบบใหม่ ทั้งการออกกำลังกายผ่านทางออนไลน์ หรือ การทำคลาสการออกกำลังกายเสมือนจริงมาทดแทนเพื่อที่จะดูแลสุขภาพให้แข็งแรงและรักษารูปร่างให้ดูดีควบคู่กันไป

โดยพบว่า 90% ของผู้คนมีความพยายามที่จะค้นหาวิธีการออกกำลังกายแม้จะอยู่ในช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยข้อจำกัด โดย 39% ของผู้คนยังคงออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ และ 75% ของคนไทยที่ชื่นชอบการออกกำลังกายได้มีการเข้าร่วมโปรแกรมออกกำลังกายผ่านออนไลน์ เช่น คลาส LIVE ของฟิตเนส เฟิรส์ท ที่ออกแบบมาให้เหมาะสมกับความต้องการของสมาชิก และยังคงดำเนินการในรูปแบบนี้มาจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 จะลดลงหรือหมดไป สิ่งนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าความต้องการการออกกำลังกายแบบไฮบริด จะอยู่กับผู้ที่รักการออกกำลังกายอย่างถาวร ดังนั้นผู้ให้บริการฟิตเนสจึงต้องคิดหาวิธีการตอบสนองความต้องการเหล่านี้รวมถึงความสามารถในการนำเสนอเนื้อหาที่มีคุณภาพ

สายฟิตเมืองไทย ยังรอคอยการไปฟิตเนส

สำหรับกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกายชาวไทย พบว่า การออกกำลังกายที่ฟิตเนสคลับยังเป็นสิ่งที่คนไทยรอคอยเนื่องด้วยข้อจำกัดต่างๆ ในการออกกำลังกายที่บ้านอาจไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการและสร้างแรงจูงใจในการออกกำลังกายได้เท่ากับการออกกำลังกายในฟิตเนสคลับ โดยพบว่า 51% รู้สึกไม่พอใจกับประสบการณ์การออกกำลังกายที่บ้านเนื่องจากไม่มีอุปกรณ์ออกกำลังกายที่เหมาะสม 48% ขาดแรงจูงใจ 40% ขาดสภาพแวดล้อมที่สร้างแรงจูงใจ ในขณะที่มีถึง 83% ที่พึงพอใจกับการออกกำลังกายในฟิตเนสคลับ และ 60% ให้ความเห็นว่าพวกเขาอดใจรอไม่ไหวที่จะกลับไปออกกำลังกายในฟิตเนสคลับและจะกลับไปทันทีที่สามารถทำได้

และจากผลการสำรวจยังพบว่า ความพึงพอใจในการออกกำลังกายช่วงระหว่างการปิดคลับลดลงเหลือ 61% จากเดิม 80% ในช่วงก่อนเกิดการระบาดของ COVID-19 ด้วยเหตุผลห้าอันดับแรก คือ 44% ขาดอุปกรณ์ออกกำลังกายที่บ้าน 42% ขาดแรงจูงใจหรือความเกียจคร้าน 37% ขาดบรรยากาศที่จูงใจ 35% ขาดสิ่งอำนวยความสะดวกหรืออุปกรณ์ออกกำลังกายที่เหมาะสม และ 26% พื้นที่ภายในบ้านไม่สะดวกแก่การออกกำลังกาย

ผู้คนยังคงตระหนักถึงความสำคัญของการออกกำลังกาย

นอกจากนี้สิ่งที่น่าสนใจจากกระแส COVID-19 ที่เกิดขึ้นส่งผลให้ผู้คนหันมาสนใจการดูแลสุขภาพร่างกายมากยิ่งขึ้น ทำให้พบว่ามุมมองในการออกกำลังกายจากเดิมที่เป้าหมายจะเน้นเฉพาะบุคคล เช่น การลดน้ำหนัก การเพิ่มกล้ามเนื้อ หรือการสร้างความแข็งแรงให้กับส่วนต่างๆ ของร่างกาย ปรับเปลี่ยนมาเป็นการออกกำลังกายเพื่อให้สุขภาพโดยรวมให้ดีขึ้น

ไซมอน ฟลินท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Evolution Wellness Group ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลการสำรวจว่า “ผลสำรวจนี้ทำให้เรารู้ว่า ผู้คนยังคงตระหนักถึงความสำคัญของการออกกำลังกาย แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่สิ่งต่างๆ ต้องหยุดชะงักและพบกับข้อจำกัดมากมาย แต่ผู้คนส่วนใหญ่ยังพยายามที่จะรักษากิจวัตรการออกกำลังกายของตนไว้ โดยเราเชื่อว่าเมื่อสถานการณ์ต่างๆ กลับสู่สภาวะปกติ หลังจากมีการส่งมอบวัคซีนให้กับประชาชนส่วนใหญ่แล้ว สมาชิกส่วนใหญ่จะยังคงกลับมาใช้บริการฟิตเนสคลับเช่นเดิม และอาจมีสมาชิกบางส่วนที่มีรูปแบบการออกกำลังกายที่เปลี่ยนไปโดยจะเป็นการผสมผสานทั้งการออกกำลังกายในคลับและโซลูชั่นการออกกำลังกายที่บ้านควบคู่กันไป เพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านการออกกำลังกายของพวกเขามากขึ้น”

รพ.พระราม9 มอง วัคซีนโควิด-19 ‘ความหวัง ทางเลือก และทางรอด’ ของคนไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/652315

วันที่ 08 พ.ค. 2564 เวลา 14:08 น.

รพ.พระราม9 มอง วัคซีนโควิด-19 ‘ความหวัง ทางเลือก และทางรอด’ ของคนไทยหลังจากผ่านพ้นปฏิทินปี 2021 มา 5 เดือนเต็ม ในที่สุดประเทศไทยก็กำลังเดินหน้าเข้าสู่ขั้นต่อไปของการ “ฉีดวัคซีน” ไวรัสโควิด-19 หรืออีกนัยหนึ่ง คือการเปิดให้ประชากรไทยลงทะเบียนผ่านแพลตฟอร์ม “หมอพร้อม” เพื่อเตรียมตัวรับวัคซีนอย่างทั่วถึง

แต่ประเด็นที่ใครหลายคนอยากรู้ก่อนจรดนิ้วลงทะเบียน คงหนีไม่พ้นเรื่องสองยี่ห้อวัคซีน “ม้าเต็ง” อย่าง ‘แอสตร้าเซนเนกา (AstraZeneca)’ และ ‘ซิโนแวค (Sinovac)’ ที่ถูกถามถึงกันไม่เว้นวัน ว่า ‘ประสิทธิภาพ’ รวมถึง ‘ผลข้างเคียง’ ที่เกิดขึ้น จะคุ้มค่าพอให้เราเลิกแขนเสื้อขึ้นฉีดหรือไม่

แต่ก่อนจะพูดเจาะลึกถึงสองม้าเต็ง เราอยากจะขยายความถึงม้าเบอร์อื่นๆ ให้ชัดเจนขึ้นเสียก่อน เพื่อง่ายต่อการเทียบข้อแตกต่าง และชั่งน้ำหนักความคุ้มค่าของวัคซีนแต่ละชนิดอย่างชัดเจนที่สุด

วัคซีนโควิด-19 มีกี่ชนิด

นายแพทย์สมชัย ลีลาศิริวงศ์ ที่ปรึกษาผู้จัดการความเสี่ยง โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลกับเราว่า วัคซีนที่ใช้ป้องกันโรคโควิด 19 ทั้งหมดในปัจจุบัน มีอยู่ 4 ชนิดหลัก ๆ โดยแบ่งจากเทคนิคที่ใช้ในการผลิตวัคซีนโควิด 19 ได้แก่

mRNA vaccines หรือวัคซีนชนิดสารพันธุกรรม เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่เคยใช้กับการพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคอีโบล่า วัคซีนชนิดนี้จะใช้สารพันธุกรรมของโควิด-19 หรือเชื้อไวรัสซาร์ส-โควี-2 (SARS-CoV-2) เข้าไปกำกับการสร้างโปรตีนส่วนหนาม (spike protein) และทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโควิด-19 ออกมา โดยมี BioNTech/Pfizer และ Moderna เป็นสองยี่ห้อที่ใช้เทคโนโลยีนี้

Viral vector vaccines หรือวัคซีนชนิดใช้ไวรัสเป็นพาหะ พัฒนาโดยการนำไวรัสที่ถูกทำให้อ่อนฤทธิ์ลงแล้ว หรือไม่สามารถแบ่งตัวได้อีก มาตัดแต่งพันธุกรรมเพื่อใช้เป็นพาหะ แล้วฝากสารพันธุกรรมของโควิด-19 เข้าไป ทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมา ซึ่งเทคนิคนี้เป็นวิธีที่สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดี

เนื่องจากเลียนแบบการติดเชื้อที่ใกล้เคียงธรรมชาติ โดยมีวัคซีนจาก Johnson & Johnson, Sputnik V รวมถึง ‘Oxford – AstraZeneca’ ที่ผลิตจากเทคนิคนี้

Protein-based vaccines หรือวัคซีนที่ทำจากโปรตีนส่วนหนึ่งของเชื้อ ไวรัสซาร์ส-โควี-2 (SARS-CoV-2)  โดยการนำเอาโปรตีนบางส่วนของโควิด-19 เช่น โปรตีนส่วนหนาม มาผสมกับสารกระตุ้นภูมิ ก่อนฉีดเข้าร่างกาย แล้วนำมาผสมกับสารกระตุ้นภูมิ เมื่อฉีดเข้าไปแล้วจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัส ใช้กันมานานแล้ว เพราะเป็นเทคนิคที่ใช้ผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ และวัคซีนตับอักเสบชนิดบี ซึ่ง Novavax เป็นหนึ่งยี่ห้อที่ใช้เทคนิคนี้ในการผลิต

Inactivated vaccines หรือวัคซีนชนิดเชื้อตาย เป็นการผลิตขึ้นจากการนำเชื้อโควิด-19 มาทำให้ตายด้วยสารเคมีหรือความร้อน ก่อนฉีดเข้าร่างกายเพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัส เทคนิคนี้ผลิตได้ค่อนข้างช้า และต้นทุนสูง เนื่องจากต้องผลิตในห้องปฏิบัติการนิรภัยระดับ 3 ซึ่งเจ้าที่ใช้เทคนิคนี้คือ Sinopharm และ ‘Sinovac’

เมื่อรับรู้ถึงที่มาที่ไปของเทคนิคที่ใช้ในการผลิตวัคซีนในแต่ละชนิด ความคาดหวังต่อมาคงหนีไม่พ้นปัจจัยด้านความเสี่ยง หรือ ‘ผลข้างเคียง’ ที่ดูจะมีหลายอาการจนน่าสับสัน ซึ่งจริงๆ แล้วผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ ผู้มีผลข้างเคียงส่วนใหญ่มักมีอาการร่วมกัน อย่าง จุดปวด บวม แดง คัน หรือช้ำ ตรงจุดฉีดวัคซีน, อาการคลื่นไส้ – มีไข้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ รวมถึงรู้สึกอ่อนเพลียและไม่สบายตัว ซึ่งเป็นผลข้างเคียง “ชนิดไม่รุนแรง” ที่พบแทบในวัคซีนทุกชนิด

“ประเด็นที่คนไทยกำลังกังวลคือ ข่าวผลข้างเคียงที่รุนแรง โดยเฉพาะภาวะลิ่มเลือดอุดตันจากวัคซีนแอสตร้าเซนเนกา” โดย “สำนักงานการแพทย์ยุโรป (EMA) ประกาศว่าวัคซีนชนิดนี้ อาจมีความเชื่อมโยงกันกับภาวะดังกล่าว หลังมีรายงานว่ามีผู้ป่วยภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลังได้รับการฉีดวัคซีนเข็มแรก”

“แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หลายหน่วยงานด้านสาธารณสุขระดับโลกรายงานตรงกันว่า หากเทียบสัดส่วนประชากรที่รับการฉีดแล้ว ภาวะดังกล่าวมีสัดส่วนเกิดขึ้นต่ำมาก เมื่อพิจารณาในภาพรวมแล้ว หลายฝ่ายจึงให้ข้อสรุปว่า การเดินหน้าฉีดวัคซีนเพื่อลดโอกาสเสียชีวิตจากโควิด-19 จะมีประโยชน์มากกว่าการระงับใช้วัคซีนไปเลย”

ส่วนอีกหนึ่งที่กำลังเข้าสู่ประเทศไทยหลักล้านโดส อย่าง ซิโนแวค แม้ล่าสุดจะถูกเอ่ยถึงอาการข้างเคียงคล้ายอัมพฤกษ์ ซึ่งอาจเป็นความผิดปกติทางระบบประสาทชั่วคราว แต่ก็ยังไม่มีข้อมูลยืนยันที่ชัดเจนในหัวข้อดังกล่าว

ด้วยรายงานต่างๆ นานา ของทั้ง แอสตร้าเซนเนกา และ ซิโนแวค อาจจะยากเสียหน่อยที่จะยกวัคซีนทั้งสองให้เป็นม้าตัวความหวังของประเทศไทย แต่อย่างน้อยที่สุดแล้วทั้งคู่ต่างก็เป็นวัคซีนที่ได้รับการรับรองจากองค์กรอนามัยโลกแล้ว มีการอนุมัติใช้แล้วในหลายประเทศ และยังผ่านการขึ้นทะเบียนและได้รับการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ประเทศไทย อย่างถูกต้อง

โดย รศ.พญ.รวีรัตน์ สิชฌรังษี กุมารแพทย์ด้านโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน ให้ข้อมูลวัคซีนทั้งสองชนิดว่า “ในประเทศไทย จะใช้ แอสตร้าเซนเนกา ฉีดให้กับผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป บริเวณต้นแขนรวม 2 โดส ห่างกัน 10-12 สัปดาห์ และหลีกเลี่ยงการฉีดให้กับผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องอย่างมาก ส่วน ซิโนแวค จะฉีดให้กับผู้ที่มีอายุระหว่าง 18-59 ปี บริเวณต้นแขนรวม 2 โดสเช่นกัน แต่ห่างกัน 2-4 สัปดาห์ และยกเว้นผู้ที่อยู่ในพื้นที่ระบาดรุนแรง จะต้องฉีดห่างกัน 2 สัปดาห์เท่านั้น”

“ประเทศไทยเริ่มดำเนินการฉีดวัคซีนให้กลุ่มเสี่ยงทั้ง 4 ไปแล้ว ซึ่งประกอบด้วย บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้า, ผู้มีโรคประจำตัวหรือโรคกลุ่มเสี่ยง, ผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมโรคโควิด-19 ซึ่งหลังจากมีการนำเข้าวัคซีนมากขึ้น กระทรวงสาธารณสุขจึงได้เริ่มดำเนินการวางแผนงานฉีดวัคซีนให้คนทั่วไป กับโรงพยาบาล 1,500 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงโรงพยาบาลพระรามเก้า ผ่านแพลตฟอร์ม หมอพร้อม”

แพลตฟอร์ม “หมอพร้อม” จะเปิดให้ลงทะเบียนผ่าน LINE Official Account ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมนี้ เป็นต้นไป อีกทั้งยังเปิดให้ประชาชนได้ศึกษาวิธีใช้งาน รวมถึงรายละเอียดที่ต้องแจ้ง ผ่านทางเว็บไซต์ https://หมอพร้อม.com อีกด้วย

แม้จะสรุปไม่ได้ว่าการฉีดวัคซีนทั้งสองชนิด เป็นทางรอดของคนไทย 100% หรือไม่ แต่เราก็เชื่อว่าการเข้าถึงข้อมูลของวัคซีนโควิด-19 ที่มากพอ จะช่วยสร้างความหวังให้คนไทยได้ ตัดสินใจเลือก “ทางเลือก” ในการก้าวผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ด้วยตัวเอง

ภาพข่าว/REUTERS 

3 ระดับ จัดการมูลฝอยติดเชื้อช่วงโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/651956

วันที่ 04 พ.ค. 2564 เวลา 10:33 น.

3 ระดับ จัดการมูลฝอยติดเชื้อช่วงโควิด-19กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ยกระดับการจัดการมูลฝอยติดเชื้อในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค โควิด-19 แบ่งการจัดการเป็น 3  ระดับ พร้อมเผยแนวโน้มปริมาณมูลฝอยติดเชื้อเพิ่มขึ้น แต่ในภาพรวมยังบริหารจัดการได้

นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ณ วันที่ 29 เมษายน 2564 มียอดผู้ป่วยสะสมอยู่ที่ 63,570 คน ส่งผลให้มีมูลฝอยติดเชื้อตั้งแต่มกราคม-เมษายน 2564 เพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 22.9 หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 28.4 ตันต่อวัน โดยคาดการณ์แหล่งกำเนิดมูลฝอยติดเชื้อโควิดจากโรงพยาบาล 2.85 กิโลกรัมต่อเตียงต่อวัน โรงพยาบาลสนาม 1.82 กิโลกรัมต่อเตียงต่อวัน State Quarantine 1.32 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน  และจากห้องปฏิบัติการ (Lab) 0.05 กิโลกรัมต่อตัวอย่าง

ได้มีข้อเสนอเพื่อเตรียมการรองรับการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อโควิด-19 ในด้านการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อ ซึ่งได้แบ่งเป็น 3 ระดับสถานการณ์ คือ 1) ระดับสถานการณ์ปกติ มีหน่วยงานรับกำจัดมูลฝอยติดเชื้อหลัก จำนวน 14 แห่ง สามารถกำจัดได้ 273.5 ตันต่อวัน และ Onsite Treatment จำนวน 27 แห่ง กำจัดได้ 27 ตันต่อวัน  2) ระดับสถานการณ์ระดับปานกลาง จัดการใช้ทรัพยากรที่มีศักยภาพเทียบเท่าเตาเผามูลฝอยติดเชื้อ โดยใช้เตาเผากากของเสีย กำจัดได้ 50 ตันต่อวัน และเตาเผาปูนซิเมนต์ และ 3) ระดับสถานการณ์รุนแรงใช้วิธีการจำกัดมูลฝอยติดเชื้อด้วยการทำลายเชื้อ และเผาในเตาเผามูลฝอยทั่วไป

นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวต่อไปว่า แนวทางการจัดการมูลฝอยติดเชื้อในครัวเรือนหรือชุมชน กรณีพบผู้ติดเชื้อหรือกลุ่มเสี่ยง เพื่อลดการเกิดมูลฝอยติดเชื้อและลดการแพร่กระจายของเชื้อโควิด–19 นั้น หากในพื้นที่ระบบการเก็บขนมูลฝอยติดเชื้อไม่สามารถเข้าถึงได้ให้ใช้วิธีการ ดังนี้

1) เก็บรวบรวมและทำลายเชื้อ โดยใส่ถุงขยะ 2 ชั้น ถุงใบแรกที่บรรจุมูลฝอยติดเชื้อ ให้ราดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อหรือน้ำยาฟอกขาว จากนั้นมัดปากถุงให้แน่น แล้วฉีดพ่นด้วยสารฆ่าเชื้อ (สารโซเดียมไฮโปรคลอไรท์ 5,000 ppm หรือแอลกอฮอล์ 70 เปอร์เซ็นต์) บริเวณปากถุงแล้วซ้อนด้วยถุงขยะอีก 1 ชั้น แล้วมัดปากถุงชั้นนอกให้แน่น และฉีดพ่นด้วยสารฆ่าเชื้ออีกครั้ง

2) เคลื่อนย้ายไปพักยังที่พักที่จัดไว้เฉพาะ เพื่อรอประสานให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาเก็บขนไปกำจัดอย่างถูกต้อง 

3) ภายหลังจัดการมูลฝอยแล้วล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ทันที

สำหรับประชาชนทั่วไปหากต้องทิ้งหน้ากากอนามัย ควรปฏิบัติตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ เริ่มจากถอดหน้ากาก โดยจับสายรัดและถอดหน้ากากอนามัยจากด้านหลัง จากนั้นให้พับหรือม้วนหน้ากากส่วนที่สัมผัสกับใบหน้าเข้าหากัน  จนมีขนาดเล็กแล้วมัดด้วยสายรัดให้แน่น โดยหากสถานที่นั้นมีจุดทิ้งหน้ากากไว้เป็นการเฉพาะ ให้ทิ้งลงในถังหรือภาชนะนั้น

“กรณีสถานที่นั้นไม่มีจุดสำหรับทิ้งหน้ากากอนามัย ให้นำหน้ากากอนามัยที่พับแล้วใส่ถุงพลาสติก จากนั้นมัดหรือปิดปากถุงให้แน่น ก่อนทิ้งลงในถังหรือภาชนะรองรับขยะทั่วไปที่มีฝาปิดมิดชิด เพื่อนำไปกำจัดอย่างถูกต้อง และต้องล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำทุกครั้งหลังการทิ้ง” อธิบดีกรมอนามัย กล่าวในที่สุด

ชวนเลิกสูบบุหรี่ระหว่างรอฉีดวัคซีน ช่วยภูมิคุ้มกันฟื้นตัวดีขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/651955

วันที่ 04 พ.ค. 2564 เวลา 10:30 น.

ชวนเลิกสูบบุหรี่ระหว่างรอฉีดวัคซีน ช่วยภูมิคุ้มกันฟื้นตัวดีขึ้นCovid-19 : แพทย์รามาฯ เผยวิจัยจากอิตาลี พบคนสูบบุหรี่ที่ฉีดวัคซีนป้องกันโควิด ภูมิคุ้มกันขึ้นต่ำกว่าคนไม่สูบบุหรี่ถึง 40% เหตุบุหรี่ทำลายภูมิคุ้มกันในร่างกาย พร้อมชวนคนไทยเลิกสูบบุหรี่ระหว่างรอฉีดวัคซีนป้องกันโควิด ชี้หากเลิกสูบ 1-2 เดือนภูมิคุ้มกันฟื้นตัวดีขึ้น

ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวถึงงานวิจัยชิ้นใหม่โดยทีมวิจัยจากอิตาลี ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากกระทรวงอุดมศึกษาและวิจัยของรัฐบาลอิตาลี พบว่า การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยตัวหนึ่งที่ทำให้ประสิทธิภาพของวัคซีนได้ผลน้อยลง งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาวิจัยตรวจระดับภูมิคุ้มกันร่างกายต่อเชื้อไวรัสโควิด-19 (Anti SARS-Cov2 antibodies) ภายหลังจากได้รับวัคซีนประเภท COVID-19 mRNA ของ Pfizer/BioNTech ครบ 2 เข็ม ในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์จำนวน 86 คน ผลการศึกษา พบว่า คนที่สูบบุหรี่จะมีระดับภูมิคุ้มกันเฉลี่ยอยู่ที่ 1,099 U/ml ในขณะที่คนที่ไม่สูบบุหรี่จะอยู่ที่ระดับ 1,921 U/ml หรืออาจจะกล่าวได้ว่าคนที่สูบบุหรี่หลังจากได้รับวัคซีนแล้วระดับภูมิคุ้มกันเชื้อไวรัสโควิด-19 จะขึ้นต่ำคนที่ไม่สูบบุหรี่ถึง 40%

นอกจากนี้ งานวิจัยชิ้นนี้ยังชี้ว่า คนอ้วนหรือคนที่มีความดันโลหิตสูงก็มีแนวโน้มที่ระดับภูมิคุ้มกันหลังจากฉีดวัคซีนจะได้ผลน้อยกว่า

ดร.พญ.เริงฤดี กล่าวว่า ทาง พญ.มิกิโกะ วาตานาเบะ หัวหน้าทีมวิจัยตั้งข้อสังเกตว่า การที่คนสูบบุหรี่มีระดับภูมิคุ้มกันขึ้นต่ำกว่าคนไม่สูบบุหรี่นั้น คล้ายกับกรณีของวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่พบผลคล้ายกันคือภูมิคุ้มกันไข้หวัดใหญ่ของคนสูบบุหรี่จะลดลงอย่างรวดเร็วกว่าคนไม่สูบบุหรี่ ซึ่งน่าจะเป็นผลจากการสูบบุหรี่ที่จะทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานไม่ปกติ เป็นผลทำให้เกิดการติดเชื้อโรคต่าง ๆ ง่ายกว่าคนไม่สูบ อย่างไรก็ตาม กลไกที่ทำให้คนสูบบุหรี่ตอบสนองต่อวัคซีนป้องกันโควิด-19 น้อยกว่าคนไม่สูบบุหรี่นั้นจำเป็นต้องมีการศึกษารายละเอียดต่อไป

ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช  กล่าวเพิ่มเติมว่า รายงานกระทรวงสาธารณสุขสหรัฐอเมริกา สรุปชัดเจนว่า    สารเคมีจากควันบุหรี่ทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายและปอดลดลง เพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อของปอด และทำให้เกิดโรคที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันอีกหลาย ๆ โรค และหากเลิกสูบบุหรี่ ภายในระยะเวลาประมาณ 1-2 เดือน ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะเริ่มทำงานดีขึ้นโดยปอดจะกลับมาทำงานดีขึ้นช่วยกำจัดเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย  ดังนั้นในระหว่างที่คอยรับการฉีดวัคซีน คนที่สูบบุหรี่จึงควรเลิกสูบทันที  ซึ่งนอกจากจะลดความเสี่ยงที่จะติดเชื้อโควิด-19 ลงปอดรุนแรงแล้ว การเลิกสูบบุหรี่ยังจะทำให้ร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันโรคโควิด-19  ได้เต็มที่เมื่อได้รับการฉีดวัคซีนอีกด้วย

เก่งใช่ย่อย “สายฟ้า-พายุ” อวดเบื้องหลังในชุดมาสคอตหยดนม งานนี้ “แม่ชม” สุดแฮปปี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/466908

เก่งใช่ย่อย “สายฟ้า-พายุ” อวดเบื้องหลังในชุดมาสคอตหยดนม งานนี้ “แม่ชม” สุดแฮปปี้

15 พฤษภาคม 2564 – 12:30 น.

เก่งใช่ย่อย “สายฟ้า-พายุ” อวดเบื้องหลังในชุดมาสคอตหยดนม A2 “แม่ชม” สุดแฮปปี้ งานนี้ไม่ต้องเทคเยอะ คอนเฟิร์มพัฒนาการสองแฝดก้าวล้ำไปอีกขั้น

เรียกความสดใสให้กับชาวโซเชียลได้อีกครั้ง เมื่อสองแฝดแสบซ่า “สายฟ้า-พายุ” พรีเซ็นเตอร์ขวัญใจ พาบุกเบื้องหลังกองถ่ายภาพยนตร์โฆษณา เอนฟาโกร เอพลัสทู มายด์โปร ที่เพิ่งจะออนแอร์ไปหมาดๆ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา 
งานนี้สองแฝดต้องรับภารกิจโชว์ฝีมือการแสดงเหนือระดับขึ้นไปอีกขั้นในลุคมาสคอตน้องหยดนม A2 สุดคิวต์ ประกบคุณแม่ชม “ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต” และเพื่อนๆอีกกว่า 20 คน เรียกได้ว่าทั้งแม่และลูกปล่อยของกันเต็มที่ ยิ่งได้ยินเพลงโปรดก็วาดลวดลายออกสเต็ปสู้กล้องแบบไม่มีใครยอมใคร เห็นแล้วน่ารักน่าหยิกคูณสองเลยทีเดียว

แม่ชมเปรยถึงเบื้องหลังของพัฒนาการของเด็กๆกว่าที่สองแฝดจะทำการแสดงได้เป๊ะปังขนาดนี้ ชนิดเทคเดียวผ่าน ว่า ชมคิดว่าลูกเราจะมีพัฒนาการที่ดี พร้อมเรียนรู้ไปกับสิ่งใหม่ๆรอบตัวได้ดี ต้องมาจากพื้นฐานสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงและจิตใจที่พร้อมอยู่เสมอ นอกจากให้ความรักและเวลาอย่างเต็มที่แล้วโภชนาการของลูกเป็นสิ่งสำคัญ ถึงตอนนี้พี่แฝดจะทานอาหารทั้ง 3 มื้อแล้ว แต่ชมก็ยังเสริมเขาด้วยนมอย่างต่อเนื่อง โดยเลือกนมสูตรที่มีโปรตีน A2 เพราะจะย่อยง่าย ช่วยให้ลูกสบายท้อง ร่วมด้วยสารอาหารอื่นๆที่มีประโยชน์ต่อการเติบโตและพัฒนาการของลูก

ทุกสิ่งที่ชมเลือกให้ลูก ชมเลือกแต่สิ่งที่ดีที่สุดเสมอ เพราะชมเชื่อว่าสิ่งที่มาจากธรรมชาติย่อมดีที่สุดสำหรับลูก ชมเชื่อมั่นในแบรนด์เอนฟาเสมอมา และวันนี้เอนฟาก็มากับนวัตกรรมใหม่ล่าสุด เอนฟาโกร เอพลัสทู มายด์โปร นมสูตรพรีเมี่ยมที่มีโปรตีน A2 โปรตีนคุณภาพจากวัวคัดสรรสายพันธุ์ดั้งเดิมตามธรรมชาติ ที่มีโครงสร้างโปรตีนใกล้เคียงกับโครงสร้างโปรตีนของเบต้าเคซีนพี่พบในนมแม่ ซึ่งย่อยง่าย ช่วยให้ลูกสบายท้อง ร่วมกับ MFGM DHA สารอาหารสำคัญที่พบในนมแม่ นอกจากนี้ยังมี FOS ใยอาหารสุขภาพ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่รอบด้านของสายฟ้าและพายุ

แม้สองแฝดจะเคยถ่ายหนังโฆษณามาบ้างแล้ว แต่ครั้งนี้ฝีมือพัฒนาไปอีกขั้น แม่ชมเผยเคล็ดลับให้ฟังว่า สิ่งหนึ่งที่ชมไม่เคยมองข้ามเลย คือ เรื่องการย่อยของลูก เมื่อไรที่ลูกไม่สบายท้อง ปวดท้อง ท้องอืด หรือแน่นท้อง เขาก็จะเล่นได้น้อยลง กินได้น้อยลง ขับถ่ายไม่เป็นปกติ จนบางครั้งหงุดหงิดงอแง อารมณ์ไม่ดีตามมา กลายเป็นอุปสรรคใหญ่ของการเรียนรู้ที่ชมคาดไม่ถึง

“แต่เมื่อเขาสบายท้องก็จะอารมณ์ดีพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัวตลอดเวลา นี่แหละจุดเริ่มต้นที่ชมให้ความสำคัญ พอถึงเวลาเข้าฉาก ชมปล่อยให้เขาได้เล่นเต็มที่ เป็นธรรมชาติที่สุดในแบบของเขา ทำให้ชมรู้สึกว่าพี่ๆเติบโตขึ้นมาก อย่างวันนี้ชมรู้เลยว่าพัฒนาการของเขาก้าวล้ำไปอีกขั้น พี่สายพี่ยุเข้าใจในบรีฟงาน เข้ากับเพื่อนๆพี่ๆในกองถ่ายได้ดี และพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆตลอดเวลา ทั้งการใส่ชุดมาสคอตหยดนม A2 ที่พี่ๆไม่เคยใส่มาก่อน และกล้าที่จะเข้าใกล้และจับวัวซึ่งเขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน ยิ่งได้เห็นลูกเติบโตเป็นเด็กที่มีหัวคิดและหัวใจที่ดีแบบนี้ คนเป็นแม่อย่างชมก็ภูมิใจ และตอกย้ำว่าการที่ชมพยายามเลือกสรรแต่สิ่งดีๆให้ลูกมันส่งผลถึงพัฒนาที่ก้าวล้ำอย่างต่อเนื่องของลูกในวันนี้จริงๆ”

5 ขนมกินเล่น กินเพลินไม่กลัวอ้วน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/466589

5 ขนมกินเล่น กินเพลินไม่กลัวอ้วน

12 พฤษภาคม 2564 – 13:51 น.

5 ขนมกินเล่น กินเพลินไม่กลัวอ้วน

สำหรับคนที่กำลังลดน้ำหนักอยู่แต่ยังติดกินขนมขบเคี้ยว หรือคนที่ชอบกินขนมขบเคี้ยวมากๆ แต่ก็กล้วอ้วน คุณสามารถเลือกซื้อขนมแคลอรี่น้อยๆมากินแทนได้แถมยังอร่อยด้วย ถือคติว่าถ้าเลิกกินไม่ได้ก็เปลี่ยนเมนูขนมให้แคลอรี่น้อยลงก็ยังดี ทาง คมชัดลึก จึงนำขนมกินเล่นแบบสุขภาพดีมาแนะนำ

1. ทาโร่

ทาโร่รสเข้มข้น มีพลังงาน 70 กิโลแคลอรี *4%, น้ำตาล 4 กรัม *6%, ไขมัน 0 กรัม *0%, โซเดียม 410 มิลลิกรัม *21% (*คิดเป็นร้อยละของปริมาณสูงสุดที่บริโภคได้ต่อวัน) ถ้าคิดจะลดความอ้วนแล้วต้องเลือกทาโร่ ปลาเส้นเคี้ยวเพลินแถมยังช่วยให้อิ่มท้อง เน้นโปรตีนแบบไร้ไขมัน กินได้แบบเพลินๆ

 2. เถ้าแก่น้อยสาหร่ายญี่ปุ่น

เถ้าแก่น้อยสาหร่ายญี่ปุ่นรสคลาสสิค มีพลังงาน 340 กิโลแคลอรี *17%, น้ำตาล 0 กรัม *0%, ไขมัน 32 กรัม *49%, โซเดียม 170 มิลลิกรัม *7% (*คิดเป็นร้อยละของปริมาณสูงสุดที่บริโภคได้ต่อวัน) ทำมาจากสาหร่ายคุณภาพเกรดพรีเมียมพันธุ์ AJINSUKE NORI สำหรับคนรักสุขภาพโดยเฉพาะ

3. อองเทร่หมูแผ่น

อองเทร่หมูแผ่นรสบาร์บีคิวคลาสสิค มีพลังงาน 60 กิโลแคลอรี *3%, น้ำตาล 7 กรัม *10%, ไขมัน 18 กรัม *34%, โซเดียม 230 มิลลิกรัม *10% (*คิดเป็นร้อยละของปริมาณสูงสุดที่บริโภคได้ต่อวัน) ไม่ว่าจะกิจกรรมไหนๆ ก็ไม่ต้องกลัวหิว ได้ประโยชน์เต็มๆคำ โปรตีนสูง แคลอรี่ต่ำ แถมยังอร่อยกินได้เรื่อยๆ

4. ซันไบทส์ 

ซันไบทส์รสออริจินัล มีพลังงาน 140 กิโลแคลอรี *54%, คาร์โบไฮเดรต 20 กรัม *7%, โปรตีน 2 กรัม *4%, โซเดียม 160 มิลลิกรัม *7% (*คิดเป็นร้อยละของปริมาณสูงสุดที่บริโภคได้ต่อวัน) กินได้หลากหลายโอกาส ไมว่าจะเป็นของว่าง หรือช่วงเวลาสนุกๆ อย่างปาร์ตี้ อร่อยดีและมีประโยชน์

5. เบนโตะปลาหมึกบด

เบนโตะปลาหมึกบดรสลาบ มีพลังงาน 60 กิโลแคลอรี *3%, น้ำตาล 3 กรัม *5%, ไขมัน 0 กรัม *0%, โซเดียม 380 มิลลิกรัม *16% (*คิดเป็นร้อยละของปริมาณสูงสุดที่บริโภคได้ต่อวัน) อร่อยซี๊ด เผ็ด มันส์กันแบบต่อเนื่องทุกคำ

“โอ๊ต” ท้าดวลชวน “เผือก-อาร์ต-แจ๊ส” แบกไก่ไปตีป้อมกับเนสกาแฟ ทริปเปิ้ล เอสเปรสโซ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/466162

“โอ๊ต” ท้าดวลชวน “เผือก-อาร์ต-แจ๊ส” แบกไก่ไปตีป้อมกับเนสกาแฟ ทริปเปิ้ล เอสเปรสโซ

8 พฤษภาคม 2564 – 15:00 น.

“โอ๊ต” ท้าดวลชวน “เผือก-อาร์ต-แจ๊ส” แบกไก่ไปตีป้อมกับเนสกาแฟ ทริปเปิ้ล เอสเปรสโซ

งานนี้ขิงกันสุดๆ เมื่อ “โอ๊ต ปราโมทย์” ยันตัวเองไม่ใช่ไก่ พร้อมท้าดวลเพื่อนๆคอเกมเมอร์อย่าง “ดีเจเผือก” , “ดีเจอาร์ต” และ “แจ๊ส ชวนชื่น” มาประชันลีลาแบกไก่ในการแข่งขัน “เนสกาแฟ ทริปเปิ้ล เอสเปรสโซ ตื่นคูณสาม อีสปอร์ต ชาเลนจ์ แบกไก่ไปตีป้อม”

ครั้งแรกที่เหล่าคนดังและโปรเพลเยอร์ชื่อดังรับอาสาเป็นหัวหน้าทีมและเปิดโอกาสให้แฟนๆ หรือผู้เล่นมือใหม่มาสมัครร่วมทีมเป็นไก่ รวม 10 ทีม เพื่อประชันฝีมือในเกม ROV ผ่านทางออนไลน์ที่บ้านไปยาวๆ 3 สัปดาห์ ชิงรางวัลรวมมูลค่ากว่า 500,000 บาท งานนี้ทั้งมันส์ทั้งอึด

ขิงกันจัดหนักตั้งแต่ก่อนแข่ง เพราะแฟนๆก็รู้กันดีว่าสี่คนนี้ฝีมือเจ๋งกันอยู่แล้ว โดยเฉพาะ “โอ๊ต ปราโมทย์” คนนี้ไม่ต้องพูดเยอะ ออกมาขิงก่อนใครว่า “พี่ก็ไม่ไก่อยู่แล้ว” แถมโพสต์ไอจีรับสมัครเทพ ROV ตีป้อม 4 ตำแหน่งว่า “ไหนใครอยากร่วมทีม ROV ก็กรอกรหัสใต้ห่วงแล้วเลือกทีมโอ๊ต ย้ำๆเลือกทีมโอ๊ตนะ เดี๋ยวพี่แบกเอง” ใครอยากอยู่ทีมพี่โอ๊ตให้รีบจัดด่วน

ทางด้าน “แจ๊ส” มือดีตำแหน่งฟาร์มป่าขาโหด รอซัดทีมคู่ต่อสู้ เจ้าตัวโพสต์ในไอจีรับสมัครสมาชิกในทีมว่า “ตัวจริงพี่ดูตลก ในเกมซัดหมดนะครับ ใครอยากอยู่ทีมพี่ ส่งเลขบัญชี เห้ยย ส่งรหัสเนสกาแฟ ทริปเปิ้ล เอสเปรสโซ มาเลย” ใครชอบขาโหด ยิ่งส่งรหัสมาก ก็ยิ่งมีสิทธิ์มากนะทุกคน แจ๊สแข่งสัปดาห์ที่สองวันที่ 9 พฤษภาคม 2564 สมัครร่วมทีมได้ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน – 6 พฤษภาคม 2564

งานนี้มีมันส์เพราะ ดีเจเผือก ที่ออกมาซุยในวิดีโอโปรโมททัวร์นาเม้นต์ว่า “ทีมโอ๊ตอ่ะ มีแต่ไก่ มาอยู่ทีมเฮียดีกว่า” แถมเรียกคะแนนเสียงจากแฟนๆผ่านไอจีให้มาร่วมทีมว่า “อีกครั้ง กับการลงแข่งขัน E-Sport ใครไก่ เดี๋ยวรู้ ไม่รู้จักแคร์รี่พรสวรรค์ซะแล้ว มาช่วยเฮียตีป้อมหน่อย”

และศึกตีป้อมครั้งนี้จะขาดความมันส์จากดีเจอาร์ตได้ยังไง บอกเลยว่าเป็นเกมเมอร์เหมือนกันอย่าง ดีเจอาร์ต งานนี้ก็ได้ออกมาโพสต์หาลูกทีมทั้งใน FB และ IG แถมโม้ไว้เบาๆ เหมือนกันว่า “ทีมพี่ไม่มีไก่ ใครคิดว่าเล่น ROV เก่ง ยกมือขึ้น กำลังหาลูกทีมอยู่”งานนี้ตื่นคูณสาม อึดคูณสามทั้งทัวร์นาเม้นต์แน่นอน แฟนๆ และเหล่าเกมเมอร์ห้ามพลาด มีถ่ายทอดสด ให้ได้เชียร์ทีมโปรดผ่านช่องทางเฟซบุ๊กเนสกาแฟ https://www.facebook.com/Nescafe.TH/ และยูทูบของเนสกาแฟ และเหล่าโปรเพลเยอร์ ซึ่งจะมีการแจกรางวัลและกิจกรรมต่อเนื่องตลอดการไลฟ์ในวันอาทิตย์ของทุกสัปดาห์

กำหนดการแข่งขัน

สัปดาห์แรก แข่งขันวันที่ 2 พฤษภาคม 2564 ทีมโอ๊ต ปราโมทย์ และ ทีมดีเจอาร์ต 
สมัคร 16 เมษายน 2564 – วันที่ 29 เมษายน 2564 และ ประกาศผล วันที่ 30 เมษายน 2564
สัปดาห์ที่สอง แข่งขันวันที่ 9 พฤษภาคม 2564 ทีมแจ๊ส ชวนชื่น และ ทีมโอ๊ต ปราโมทย์
สมัคร 30 เมษายน 2564 – วันที่ 6 พฤษภาคม 2564 และ ประกาศผล วันที่ 7 พฤษภาคม 2564
สัปดาห์สุดท้าย แข่งขันวันที่ 16 พฤษภาคม 2564 ทีมโอ๊ต ปราโมทย์ และทีมดีเจเผือก 
สมัคร 7 พฤษภาคม 2564 – วันที่ 13 พฤษภาคม 2564 และ ประกาศผล วันที่ 14 พฤษภาคม 2564

ใครอยากอยู่ทีมไหนหรือเชียร์ทีมไหน ก็เข้ามาร่วมลุ้นได้ง่ายๆ เพียงซื้อเนสกาแฟ ทริปเปิ้ล เอสเปรสโซ กระป๋องพร้อมดื่ม 1 กระป๋อง และนำรหัสใต้ฝาห่วงกระป๋อง 10 หลักมาลงทะเบียนในช่องทาง LINE Official Account: @NESCAFETH เพื่อลุ้นต่อที่ 1 สมัครแข่งขันกับเหล่าคนดังและโปรเพลเยอร์ ระหว่างวันที่ 16 เมษายน 2564 – 16 พฤษภาคม 2564 เท่านั้น 1 รหัสต่อ 1 สิทธิ์ 

ลุ้นต่อที่ 1 ลุ้นสมัครร่วมแข่งขันกับเหล่าคนดังและโปรเพลเยอร์ 

ลุ้นต่อที่ 2 ลุ้นโหวตเชียร์ ทีมที่ชอบเพื่อชิงของรางวัล เสื้อการแข่งขันดีไซน์สุดคูล 1 ตัว จำนวน 99 รางวัล

ลุ้นต่อที่ 3 ลุ้นรางวัลใหญ่และรางวัลอื่นๆ รวมมูลค่ากว่า 500,000 บาท อาทิ โทรศัพท์มือถือ iPhone รุ่น 12 Pro Max , เครื่องเล่นเกม Sony PS 5 (Digital Edition) , เก้าอี้เกมมิ่ง DXRacer X Bacon Time Limited Edition , หูฟังเกมมิ่ง HYPER-X CLOUD FLIGHT S WIRELESS , เครื่องดื่ม NESCAFE Triple Espresso 10 กระป๋อง , บัตรเติมเงิน Garena Shells

และยังสามารถสะสมแต้มคูณสามกับกิจกรรม Line Loyalty Program ใน LINE Official Account: @NESCAFETH เพื่อลุ้นรับรางวัลมากมาย อาทิ สร้อยทอง ทีวี บัตรเติมเงิน

ดูวิธีการสมัครได้ที่ https://www.facebook.com/247857058681/posts/10162942052213682/?d=n 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.nescafe.com/th/th-th/nescafe-triple-espresso-esport-challenge

จากใจ “คูเปอร์-ปอย” ขอบคุณแฟนคลับ #mypepo อยู่ข้างกันครบ 1 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/466161

จากใจ “คูเปอร์-ปอย” ขอบคุณแฟนคลับ #mypepo อยู่ข้างกันครบ 1 ปี

8 พฤษภาคม 2564 – 14:55 น.

จากใจ “คูเปอร์-ปอย” ขอบคุณแฟนคลับ #mypepo อยู่ข้างกันครบ 1 ปี

เรียกได้ว่าเป็นแรงใจในการทำงานของสองหนุ่ม “คูเปอร์-ภัทรพสิษฐ์ ณ สงขลา” และ “ปอย-กฤษณพงศ์ สุนทรชัชเวช” คู่จิ้นสุดฮอตจากซีรีส์ “My Engineer มีช็อป มีเกียร์ มีเมียรึยังว่ะ” , Bitter Sweet Theseries ผลงานจากค่าย ไทร ครีเอชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด อย่างมากเลยทีเดียว

ล่าสุดวันนี้ 7 May ครบรอบ 1 ปี #mypepo ของแฟนคลับคูเปอร์ปอย ที่ให้การสนับสนุนทุกผลงานของน้องๆ ซึ่งมีแฟนคลับส่งคำอวยพรมาให้มากมายพร้อม #1yAnniversaryMypepo งานนี้สองหนุ่มคูเปอร์ปอย จึงทำคลิปขอบคุณแฟนๆ และเตรียมมีเซอร์ไพรส์ แต่จะเป็นอะไรต้องติดตาม บอกได้คำเดียวว่า ห้ามพลาด https://youtu.be/gQnjFe64p2s

นอกจากนี้รายการ “เล่าไป เล่ามา” ใน facebook Tri Creation ทุกวันพฤหัสจะมีน้องๆจากซี่รี่ส์ “My Engineer มีช็อป มีเกียร์ มีเมียรึยังว่ะ” ผลัดเปลี่ยนกันมาพูดคุยกันตลอด สัปดาห์ไหนใครมาเข้าไปอัพเดทกันได้เลยนะจ๊ะ