กู้ภัยภูซาง เดินหน้าแจกถุงยังชีพช่วยชาวบ้าน 250 ชุด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กู้ภัยภูซาง เดินหน้าแจกถุงยังชีพช่วยชาวบ้าน 250 ชุด

กู้ภัยภูซาง เดินหน้าแจกถุงยังชีพช่วยชาวบ้าน 250 ชุด24 มิถุนายน 2563 – 14:43 น.

สมาคมกู้ชีพกู้ภัยภูซางการกุศล (หน่วยกู้ภัยภูซาง) จังหวัดพะเยา เดินหน้าแจกถุงยังชีพ ถังเก็บน้ำ และเชื้อเห็ดนางฟ้าให้ชาวบ้านตำบลป่าสัก 250ชุด เพื่อเป็นการบรรเทาทุกข์เบื้องต้นให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากพิษของ covid-19

เมื่อเวลา 09.00น. วันที่ 24 มิถุนายน 2563 ที่วัดป่าสัก ต.ป่าสัก อ.ภูซาง จ.พะเยา สมาคมกู้ชีพกู้ภัยภูซางการกุศล(หน่วยกู้ภัยภูซาง) จังหวัดพะเยา ได้จัดแจกถุงยังชีพเครื่องอุปโภคบริโภค พร้อมถังเก็บน้ำชนิดล้อลากและ ก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้า ให้กับชาวบ้านหมู่ที่ 4 บ้านป่าสักตำบลป่าสัก อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา จำนวน 27 ครอบครัว พร้อมด้วยมอบให้กับชาวบ้านหมู่ที่ 9 บ้านข่วงแก้วตำบลป่าสัก อีกจำนวน 9 ครอบครัว เพื่อเป็นการบรรเทาทุกข์เบื้องต้นให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากพิษของ covid-19 โดยมี พระครูโกศลอรัญวัตร เจ้าอาวาสวัดป่าสัก เป็นประธานในการมอบสิ่งของให้กับชาวบ้าน

ด้าน น.ส.ลำดวน มะยุลา เลขานุการ สมาคมกู้ชีพกู้ภัยภูซางการกุศล (หน่วยกู้ภัยภูซาง) จังหวัดพะเยาได้กล่าวว่าทางสมาคมฯ มีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือประชาชนในเขตตำบลป่าสัก อำเภอภูซาง ซึ่งเป็นพื้นที่รับผิดชอบที่ต้องดูแลประชาชนในระบบการแพทย์ฉุกเฉินอยู่แล้ว ครั้งนี้ทางสมาคมฯ จึงจัดถุงยังชีพรวมทั้งสิ้น 250 ชุดเพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชนในบางส่วน ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เดินสายแจก มาแล้ว 8 หมู่บ้าน กว่า 200 ชุด ซึ่งในถุงยังชีพประกอบไปด้วย ข้าวสาร 5 กิโลกรัม 1 ถุง, น้ำมันพืช 1 ขวด, น้ำปลา 1 ขวด, น้ำตาลทราย 1 ถุง และน้ำดื่มสิงห์ขนาดบรรจุ 1.5 ลิตรจำนวน 6 ขวด พร้อมทั้งยังมอบถังเก็บน้ำชนิดล้อลาก ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ โดยผลิตมาจากพลาสติกกันกระแทกอย่างดี สามารถจะให้ผู้สูงอายุลากถังน้ำไปได้อย่างสะดวกในทุกพื้นที่ พร้อมกันนี้ยังมอบเชื้อก้อนเห็ดนางฟ้า ให้ครอบครัวละ 10 ก้อน เนื่องจากเห็ดนางฟ้าปลูกง่ายและออกผลผลิตให้กินได้ 2-3 เดือนซึ่งจะทำให้ชาวบ้านมีเห็ดไว้ปรุงอาหารได้ตลอดซึ่งจะลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในครอบครัวได้อย่างดี

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

ทั้งนี้ทางสมาคมฯ ต้องขอขอบคุณ “สิงห์อาสา” โดยบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ และมูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี ที่สนับสนุนน้ำดื่มสิงห์ให้กับสมาคมฯ มาโดยตลอดในทุกงาน รวมถึงขอบคุณ บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ที่สนับสนุนในทุกๆกิจกรรมของสมาคมฯ มาโดยตลอดเช่นกัน ทั้งนี้หากประชาชนในเขตอำเภอภูซาง หรือทุกพื้นที่ของประเทศไทย ได้รับความเดือดร้อนในทุกๆเรื่อง หากทางสมาคมฯ ทราบหรือมีผู้แจ้งเข้ามา ทางสมาคมฯ ก็ยินดีที่จะช่วยเหลือในทุกรูปแบบตามกำลัง ซึ่งสามารถโทรศัพท์เข้ามาแจ้งได้ที่ 088-060-1669 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ปัญญา เพชรแก้ว ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดพะเยา

รพ.มุกดาหาร ชี้แจง หลังญาติผู้ป่วยร้องเรียนการเก็บค่ามัดจำแลกบัตรเฝ้าไข้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

รพ.มุกดาหาร ชี้แจง หลังญาติผู้ป่วยร้องเรียนการเก็บค่ามัดจำแลกบัตรเฝ้าไข้

รพ.มุกดาหาร ชี้แจง หลังญาติผู้ป่วยร้องเรียนการเก็บค่ามัดจำแลกบัตรเฝ้าไข้24 มิถุนายน 2563 – 14:13 น.

โรงพยาบาลมุกดาหาร ชี้แจงกรณีเก็บค่ามัดจำแลกบัตรเฝ้าไข้ 20-100 บาท ขณะที่ทางโรงพยาบาลไม่มีนโยบาย เป็นการสื่อสารผิด และให้หยุดการกระทำดังกล่าวแล้ว

เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2563  จากกรณีชาวบ้านร้องเรียนสื่อ โรงพยาบาลมุกดาหาร เก็บค่ามัดจำแลกบัตรเฝ้าไข้ 20-100 บาท หรือเยี่ยมคนไข้ที่มารักษาตัวในโรงพยาบาล หลังจากคนไข้ออกจากโรงพยาบาล หรือเยี่ยมคนไข้แล้ว จะต้องนำบัตรมาแลกเงินคืนตามที่มัดจำไว้ แถมตอนขอคืนเงินก็ล่าช้า ขณะที่โรงพยาบาลมุกดาหารชี้แจงว่าทางโรงพยาบาลไม่มีนโยบาย เป็นการสื่อสารผิด และให้หยุดการกระทำดังกล่าวแล้ว

ด้านนายแพทย์ สุเทพ จันทรเมธีกุล รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมุกดาหาร กล่าวว่า ทางโรงพยาบาลมุกดาหาร โดยท่านผู้อำนวยการ  ไม่มีนโยบายที่จะเรียกเก็บเงินมัดจำจากญาติผู้ป่วย แต่ที่เป็นข่าวอาจจะเนื่องจากการสื่อสารจากทางข้างบนลงไปข้างล่าง อาจจะทำให้เข้าใจผิด ทำให้ทราบข่าวก็ได้ตักเตือน และแจ้งให้งดการกระทำดังกล่าวแล้ว ถ้าผู้ป่วยและญาติได้ผลกระทบจากการกระดังกล่าวแล้ว ก็ขอให้ร้องเรียนหรือแจ้งมาที่โรงพยาบาลมุกดาหารได้ตลอดเวลา

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

อนุศักดิ์ เสาวภา  แสนวิเศษ ผู้สื่อข่าวภูมิภาคจังหวัดมุกดาหาร

มุกดาหาร ซ้อมแผนเตรียมความพร้อมการแพร่ระบาดโควิด-19 รับเปิดเรียน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

มุกดาหาร ซ้อมแผนเตรียมความพร้อมการแพร่ระบาดโควิด-19 รับเปิดเรียน

มุกดาหาร ซ้อมแผนเตรียมความพร้อมการแพร่ระบาดโควิด-19 รับเปิดเรียน24 มิถุนายน 2563 – 13:57 น.

จังหวัดมุกดาหารประชุมซ้อมแผนเตรียมความพร้อมป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ในสถานศึกษา

วันนี้ 24 มิ.ย.2563 นายชยันต์ ศิริมาศ ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เป็นประธานการประชุม โครงการซ้อมแผนเตรียมความพร้อมป้องกัน และยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ในสถานศึกษา จังหวัดมุกดาหาร ณ หอประชุม 250 ปีมุกดาหาร ถนนแก้วกินรี อำเภอเมืองมุกดาหาร โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ศึกษาธิการจังหวัดมุกดาหาร ผู้บริหารสถานศึกษา บุคลากรกาศึกษา ผู้แทนจากโรงเรียนประถมศึกษา/มัธยมศึกษา/อาชีวศึกษา และโรงเรียนเอกชน วิทยากรจากโรงพยาบาลมุกดาหาร/สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี/ศึกษาธิการจังหวัด/ขนส่งจังหวัด ร่วมประชุมซ้อมแผนครั้งนี้ จำนวน 190 คน

นายประวิตร ศรีบุญรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดมุกตาหาร กล่าวว่า จังหวัดมุกดาหาร เป็นจังหวัดชายแดน มีผู้เดินทางเข้าออกระหว่างประเทศ รวมถึงผู้เดินทางจากประเทศที่มีการระบาดของโรคโควิด-19 เข้ามาในพื้นที่จังหวัดมุกดาหารจำนวนมาก จำเป็นที่ต้องมีการเตรียมความพร้อมรับมือการระบาดของโรคที่อาจเกิดขึ้นให้เป็นไปอย่างมีระบบ มีประสิทธิภาพ ทันเหตุการณ์ โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ซึ่งในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 สถานศึกษาทุกแห่งทั่วประเทศจะเปิดทำการเรียนการสอน

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

อย่างไรก็ตาม จังหวัดมุกดาหาร ได้มีการเตรียมความพร้อมในการเปิดสถานศึกษาในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 โดยเตรียมจุดคัดกรองสำหรับการรับส่งนักเรียน มีการวัดอุณหภูมิ /นักเรียน ครู รวมถึงบุคลากรในโรงเรียนต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา /เพิ่มจุดล้างมือ /มาตรการทำความสะอาดพื้นที่สัมผัสร่วมต่างๆ ภายในโรงเรียน /กำหนดจำนวนนักเรียนต่อห้อง ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ ได้ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข จัดทำคู่มือแนวทางการปฏิบัติให้สถานศึกษาได้ปฏิบัติตาม โดยเน้นความปลอดภัยในการแพร่ระบาดของโควิด-19

อนุศักดิ์  เสาวภา  แสนวิเศษ ผู้สื่อข่าวภูมิภาคังหวัดมุกดาหาร

“คดีมหากาพย์” ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาครูจอมทรัพย์คุก 2 ปี 8 เดือน ครูอ๋อง1 ปี 3 เดือน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“คดีมหากาพย์” ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาครูจอมทรัพย์คุก 2 ปี 8 เดือน ครูอ๋อง1 ปี 3 เดือน

"คดีมหากาพย์" ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาครูจอมทรัพย์คุก 2 ปี 8 เดือน ครูอ๋อง1 ปี 3 เดือน24 มิถุนายน 2563 – 13:21 น.

“คดีมหากาพย์” ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาครูจอมทรัพย์คุก 2 ปี 8 เดือน ครูอ๋องเจอ 1 ปี 3 เดือน

 วันที่ 24 มิถุนายน 2563 เวลา 09.30 น. ศาลจังหวัดนครพนม ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในคดีดำที่ อ.295/61 คดีแดงที่ 812/62 มีพนักงานอัยการจังหวัดนครพนมเป็นโจทก์ฟ้อง จำเลยจำนวน 8 คน ในข้อหาร่วมกันสร้างหลักฐานเท็จต่อเจ้าพนักงานฯ ประกอบด้วย 1.นางจอมทรัพย์ ศรีบุญหอม หรือแสนเมืองโคตร 2.นายสุริยา นวนเจริญ หรือครูอ๋อง 3.นางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ 4.นางรจนา จันทรัตน์ 5.นายเสน่ห์ สุพรรณ 6.น.ส.วาสนา เพ็ชรทอง 7.นายนิรันดร์ แสนเมืองโคตร และ 8.นางทองเรศ วงศ์ศรีชา

 โดยก่อนที่ทั้งหมดจะขึ้นไปฟังคำพิพากษา นางจอมทรัพย์มาพร้อมกับบุตรชายและญาตินั่งกันอยู่ที่โรงอาหารด้านหลังศาลฯ ซึ่งนายประทีป นวลเศรษฐ ทนายความของนางจอมทรัพย์กล่าวเพียงสั้นๆว่า ยังพอมีความหวังว่าศาลฯจะเมตตา ขณะที่นางจอมทรัพย์ไม่ขอพูดอะไรทั้งสิ้น จากนั้นก็เดินทางเข้าประตูด้านหลังขึ้นไปยังชั้น 2 ของศาลจังหวัดนครพนม

 ศาลฯใช้เวลาอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ประมาณ 1 ชั่วโมง วินิจฉัยพิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้จำคุกจำเลยที่ 1 คือนางจอมทรัพย์ เป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 2 นายสุริยาหรือครูอ๋อง เป็นเวลา 1 ปี 3 เดือน จำเลยที่ 3 นางทัศนีย์ 2 ปี จำเลยที่ 7 นายนิรันดร์ 1 เดือน 10 วัน และจำเลยที่ 8 นางทองเรศ 1 ปี 6 เดือน ส่วนจำเลยที่ 4,5,6 ศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้อง

พรุ่งนี้ คดีมหากาพย์ ครูจอมทรัพย์ ศาลอุทธรณ์  นัดอ่านคำพิพากษา #คมชัดลึกl

คดีมหากาพย์ดังกล่าว สืบเนื่องจากกรณีนางจอมทรัพย์ตกเป็นจำเลยในข้อหาขับรถยนต์ชน นายเหลือ พ่อบำรุง เสียชีวิต เมื่อปี 2548  พื้นที่ สภ.นาโดน ต.สร้างเม็ก อ.เรณูนคร จ.นครพนม ต่อสู้กันถึง 3 ศาล  และเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2556 ศาลฎีกาพิพากษาตัดสินจำคุก 3 ปี 2 เดือน แต่นางจอมทรัพย์จำคุกแค่ 1 ปี 6 เดือน ก็ได้รับพระราชทานอภัยโทษออกจากเรือนจำกลางนครพนม เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2558 หลังพ้นโทษได้ร้องขอความเป็นธรรมเพื่อให้กระทรวงยุติธรรมช่วยรื้อฟื้นคดีใหม่ โดยอ้างว่าตนเองตกเป็นแพะ

วันที่ 9 มกราคม 2560 พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดยุติธรรม พร้อมด้วยนายนิธิต ภูริคุปต์ เลขานุการศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ได้เข้าไปช่วยเหลือครูจอมทรัพย์ในการยื่นคำร้องต่อศาลขอให้รื้อคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ โดยนางจอมทรัพย์ ยืนยันว่าขณะเกิดเหตุตนอยู่กับครอบครัวที่บ้าน ซึ่งอยู่ที่จังหวัดสกลนครติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้มีคำสั่งให้รื้อฟื้นคดีฯ เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2559ตามที่นางครูจอมทรัพย์ร้องขอ เนื่องจากเห็นว่าคำร้องมีมูลพอที่จะรื้อฟื้นคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ได้ เนื่องจากนางจอมทรัพย์ อ้างว่ามีหลักฐานกรณี นายสับ วาปี ยื่นคำร้องขอชำระเงินแทนนางจอมทรัพย์ ในวันที่ 10 มิถุนายน 2557  ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้นางจอมทรัพย์ ชำระเงิน 170,000บาท ให้กับบุตรของผู้ตาย และนายสับยังให้ข้อเท็จจริงกับนางจอมทรัพย์ ว่าตัวเองเป็นคนขับรถชนผู้ตายและได้หลบหนี แต่ต่อมาทราบข่าวว่านางจอมทรัพย์ ถูกจำคุกทั้งที่ไม่ได้เป็นผู้กระทำจึงสำนึกผิด

กระทั่งศาลจังหวัดนครพนมนัดสืบพยานตามที่นางจอมทรัพย์ร้องขอใน พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นมาพิจารณาใหม่ ระหว่างวันที่ 8-10 กุมภาพันธ์  2560 โดยอ้างชื่อนายสับ วาปี ที่ออกมายอมรับว่าเป็นคนขับรถชนคนตายตัวจริง ซึ่งเป็นเหตุให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับรื้อฟื้นคดีดังกล่าว ซึ่งนายสับจึงมีความสำคัญต่อคดีนี้เป็นอย่างมาก เพราะนั่นเท่ากับว่านางจอมทรัพย์ไม่ได้ขับรถชนคนตาย ทำให้ตำรวจตกเป็นจำเลยของสังคมในทันที

และหากนางจอมทรัพย์สามารถรื้อฟื้นคดีได้สำเร็จ ก็สามารถลบล้างมลทินได้ทั้งหมดที่เคยรับโทษมาก่อนหน้านี้ และสามารถกลับเข้าไปรับราชการได้เหมือนเดิม หากเกษียณก็จะได้รับบำนาญตลอดชีวิต นอกจากนี้จะได้รับค่าเยียวยาจากการถูกคุมขังวันละ 500 บาท ซึ่งถูกติดคุก 1 ปี 6 เดือน เป็นเวลา 545 วัน คิดเป็นเงินจำนวน 272,500 บาท ตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนแก่ผู้เสียหาย และค่าทดแทน และค่าใช้จ่าย แก่จำเลยในคดีอาญาฉบับใหม่ และยังมีสิทธิที่จะขอค่าเยียวยาจากกระทรวงศึกษาธิการได้ในช่วงที่อยู่ในเรือนจำ รวมทั้งยังสามารถฟ้องร้องทางแพ่ง เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งทำให้ตนเองขาดประโยชน์ในการประกอบอาชีพอีกด้วย

ต่อมา พ.ต.ท.ทงศักดิ์ โพธิ์โหน่ง พนักงานสอบสวน สภ.เรณูนคร เจ้าของคดี(สภ.นาโดน ท้องที่เกิดเหตุในขณะนั้นไม่มีอำนาจการสอบสวน) ออกมายืนยันว่า พยานหลักฐานที่รวบรวมไว้ เชื่อมโยงได้ทุกขั้นตอนไม่มีเลศนัย ไม่ได้เรียกร้องรับผลประโยชน์ใดๆ จากผู้ใดทั้งสิ้น ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต

ด้าน พล.ต.อ. ปัญญา มาเม่น จเรตำรวจแห่งชาติ(ในขณะนั้น) ยืนยันว่านางจอมทรัพย์ขอรื้อคดีพบสิ่งผิดปกติหลายอย่าง และมีขบวนการรับจ้างรับติดคุก โดยมีผู้ร่วมขบวนการประมาณ 6 คน เป็นข้าราชการ อดีตข้าราชการ และพลเรือนแบ่งหน้าที่กันทำ เพื่อหาประโยชน์จากเงินเยียวยา และมีพยานสำคัญที่ตำรวจได้สอบปากคำคือ อดีต ส.ว.มุกดาหารที่เคยได้รับการติดต่อว่าจ้างให้ทำหน้าที่ทนายความคดีนี้ และยังพบว่า ขบวนการนี้เริ่มเคลื่อนไหว หลังจากศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกฟ้องนางจอมทรัพย์ คล้ายกับเห็นช่องทางแสวงหาผลประโยชน์ และการสืบสวนยังพบอีกว่า ขบวนการนี้ทำมาแล้วหลายครั้งในพื้นที่ภาคอีสาน มีทั้งที่ทำสำเร็จและไม่สำเร็จ ส่วนในความเคลื่อนไหวของนางจอมทรัพย์ มีการรับและจ่ายเงินให้คนในขบวนการบางส่วนแล้ว

กระทั่งวันที่ 17 พฤศจิกายน 2560  ศาลฎีกาได้ออกนั่งบัลลังก์ พิจารณายกคำร้องของนางจอมทรัพย์ หลังพยานหลักฐานต่างๆ ไม่น่าเชื่อถือ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแจ้งความดำเนินต่อขบวนการจ้างแพะช่วยแกะ เริ่มจากนายสับเข้ามอบตัว พร้อมเปิดปากรับสารภาพว่าไม่ได้ขับรถชนคนตายตามที่ให้การต่อตำรวจในตอนต้น แต่มีนายสุริยา หรือครูอ๋อง มาติดต่อและรับปากจะให้เงิน 4 แสนบาท แลกกับการรับผิดแทน แต่ยังไม่มีการจ่ายเงินกัน

และเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2560 ศาลจังหวัดนครพนมได้อนุมัติหมายจับนางจอมทรัพย์และพวก ในคดีซ่องโจร และให้การเท็จต่อศาลฯ หลังศาลฯออกหมายจับเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกจับกุมครูจอมทรัพย์ในบ้านพักเขตอำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร พร้อมฝากขังศาลจังหวัดนครพนม โดยไม่อนุญาตให้ประกันตัว ขณะที่นายสุริยาหรือครูอ๋องเผ่นหนีออกจากบ้าน (ทั้งที่ก่อนหน้านี้เมียครูอ๋องท้าทายเจ้าหน้าที่ตำรวจเหยงๆว่า ถ้าผัวตัวเองผิดจริงทำไมไม่มาจับ เพราะขณะนั้นหมายจับยังไม่ออก)ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมได้ที่สถานีรถไฟหลักสี่ กทม. ส่วนจำเลยรายอื่นๆ ถูกดำเนินคดีตามที่หลักฐานพยานโยงไปถึง

โดยวันที่  6 มีนาคม 2562 ศาลจังหวัดนครพนม ได้มีคำพิพากษาตัดสินจำคุก 1.นางจอมทรัพย์ ศรีบุญหอม หรือแสนเมืองโคตร เป็นเวลา 8 ปี ในข้อหาสร้างหลักฐานเท็จ 2.นายสุริยา นวนเจริญ หรือครูอ๋อง เพื่อนของเธอถูกตัดสินเป็นเวลา 7 ปี 9 เดือน 3.นายนิรันดร์ แสนเมืองโคตร  อดีตสามีนางจอมทรัพย์  เจอเบาะๆ  2 เดือน ด้วยข้อหาเดียวกัน ส่วนคนอื่นๆ คือ 4.นางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ จำคุก 2 ปี 19 เดือน และ 6.นางทองเรศ วงศ์ศรีชา จำคุก 2 ปี 12 เดือน ส่วนจำเลยที่ 6-8 คือนายเสน่ห์ สุพรรณ นางรจนา จันทรัตน์ และ น.ส.วาสนา เพ็ชรทอง ศาลได้พิพากษายกฟ้อง

ข่าว/ภาพ ทวี อภิสกุลชาติ ผู้สื่อข่าวจังหวัดนครพนม

เสียหายหนัก นักท่องเที่ยว “มือบอน” ขีดเขียนผนังถ้ำโบราณอายุพันปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เสียหายหนัก นักท่องเที่ยว “มือบอน” ขีดเขียนผนังถ้ำโบราณอายุพันปี

เสียหายหนัก นักท่องเที่ยว "มือบอน" ขีดเขียนผนังถ้ำโบราณอายุพันปี 24 มิถุนายน 2563 – 13:21 น.

นักท่องเที่ยว “มือบอน” ขีดเขียนผนังถ้ำโบราณอายุพันปีพระสงฆ์ที่วัดถ้ำเขาปินะ ต.นาวง อ.ห้วยยอด จ.ตรัง สุดทนต้องใช้มัคคุเทศก์จิตอาสาตามประกบนักท่องเที่ยว ซึ่งนอกจากจะให้ความรู้เรื่องความเป็นมาของถ้ำเขาปินะที่มีอายุนับพันปีแล้ว ยังเป็นการเฝ้าระวังคนมือบอนด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดตรังว่า ที่วัดถ้ำเขาปินะ ต.นาวง อ.ห้วยยอด จ.ตรัง ช่วงนี้เริ่มมีประชาชนและนักท่องเที่ยวทยอยเดินทางไปเที่ยวชมโบราณสถานและโบราณวัตถุที่พบภายในถ้ำซึ่งมีอายุเก่าแก่นับพันปีหลังมีมาตรการผ่อนคลายเฟส 4  ซึ่งถ้ำเขาปินะ มีความสูงประมาณ 250 เมตร เปิดให้นักท่องเที่ยวเที่ยวชมหินงอกหินย้อยและความสวยงามของถ้ำน้อยใหญ่ต่างๆ อีก 6 ชั้น แต่ละชั้นมีประวัติความเป็นมาที่แตกต่างกัน โดยชั้นที่ 6 มีพระปรมาภิไธยย่อ “ปปร” ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 เมื่อครั้งเสด็จประพาสถ้ำเขาปินะ จ.ตรังอยู่ด้วย แต่ก็ยังมีคนมือบอนแอบปีนขึ้นไปเขียนชื่อของตัวเองให้อยู่สูงกว่าพระปรมาธิไธยย่อ

ซึ่งแต่เดิมทางวัดได้เปิดให้นักท่องเที่ยวเดินเที่ยวชมอย่างอิสระ แต่ปรากฎว่ามีนักท่องเที่ยวหลายราย นำสีเปรย์และปากกาไปฉีดพ่นและเขียนชื่อของตัวเอง ชื่อของคนรัก หรือวาดภาพต่าง ๆ ลงบนผนังถ้ำทั้ง 6 ชั้น ซึ่งไม่สามารถลบออกได้ ทางวัดจึงต้องอาศัยจิตอาสาในพื้นที่ ทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์คอยให้ความรู้เรื่องประวัติความเป็นมาของถ้ำเขาปินะ เพื่อจะได้สอดส่องพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวไปในตัว ป้องกันไม่ให้ผนังถ้ำและหินงอกหินย้อยชำรุดเสียหายมากไปกว่านี้ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

โดยนายเสถียร ศรีคง อายุ 44 ปีมัคคุเทศก์จิตอาสาชาวตำบลนาวงกล่าวว่า ท่านมาเยี่ยมชมและเก็บความประทับใจไว้ในใจได้ แต่อย่าขีดเขียนบนฝาผนังถ้ำเพราะจะทำให้เป็นภาพที่ไม่ดีไม่สวยงาม จึงขอความร่วมมือด้วยในฐานะของคณะกรรมการถ้ำวัดเขาปินะ และน่าเสียดายที่นักท่องเที่ยวหลายคนไม่มีจิตสำนึกได้ทิ้งร่องรอยเอาไว้ จึงย้ำอีกครั้งให้ช่วยกันเก็บเฉพาะสิ่งที่เห็นไว้ในใจตลอดไป และขอขอบคุณทุกคนที่มาเยี่ยมวัดถ้ำเขาปินะ

ภาพ/ข่าว ถนอมศักดิ์ หนูนุ่ม ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดตรัง

นายกเหล่ากาชาดพะเยา ส่งมอบมอบวีลแชร์ ให้ผู้ป่วยที่ยากไร้ในพื้นที่อ.จุน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

นายกเหล่ากาชาดพะเยา ส่งมอบมอบวีลแชร์ ให้ผู้ป่วยที่ยากไร้ในพื้นที่อ.จุน

นายกเหล่ากาชาดพะเยา ส่งมอบมอบวีลแชร์ ให้ผู้ป่วยที่ยากไร้ในพื้นที่อ.จุน24 มิถุนายน 2563 – 11:40 น.

นายกเหล่ากาชาดพะเยา จัดทำโครงการรถวีลแชร์ให้กับผู้ป่วย – คนพิการ เพื่อผู้ที่ยากไร้และด้อยโอกาส ทั้งหมดจำนวน 75 คัน ทั่วทั้ง 9 อำเภอ

วันนี้ (24 มิถุนายน 2563) นางฐิฐา เชียงวงศ์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดพะเยา ร่วมกับ นางธัญญวรัตม์ พรหมวาทย์ นายกกิ่งกาชาดอำเภอจุน สาธารณสุขอำเภอจุน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ร่วมกันแจกวีลแชร์ (เก้าอี้รถเข็นสำหรับผู้ป่วยและผู้พิการ) ให้ผู้พิการ ผู้ป่วยที่ด้อยโอกาส และเป็นผู้ยากไร้ ในอำเภอจุน 5 ราย เพื่อให้คนป่วยและผู้ดูแลได้มีสุขกายและสุขภาพจิตที่ดี

นางฐิฐา เปิดเผยว่า ด้วยทางสภากาชาดไทยฝ่ายจัดหารายได้ ได้ร่วมกับภริยาทูต ได้จัดงบประมาณปี 2562 สนับสนุนกิจกรรมของเหล่ากาชาด จ.พะเยา จำนวนเงิน 200,000 บาท จึงได้จัดทำโครงการรถวีลแชร์ให้กับผู้ป่วย – คนพิการ เพื่อผู้ที่ยากไร้และด้อยโอกาส ทั้งหมดจำนวน 75 คัน ทั่วทั้ง 9 อำเภอ โดยมาจากการคัดเลือกโดย สาธารณสุขอำเภอจุน  โรงพยาบาลจุน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและกำนัน ผู้ใหญ่บ้านอำเภอ ร่วมกันพิจารณา จนสามารถแจกจ่ายให้ผู้ป่วยฯ 5 ราย คือ 1.นางอริสา  ปัญญาวิชัย อายุ 66 ปี หมู่ที่ 8 ตำบลห้วยข้าวก่ำ อำเภอจุน จังหวัดพะเยา, 2.นายมูล อินต๊ะปัญญา อายุ 95 ปี หมู่ที่ 3 ตำบลลอ อำเภอจุน จังหวัดพะเยา, 3.นางฟอง สักลอ อายุ 63 ปี หมู่ที่ 8 ตำบลหงส์หิน อำเภอจุน จังหวัดพะเยา, 4.นางจ๋อย สักลอ อายุ 85 ปี หมู่ 13 ตำบลหงส์หิน อำเภอจุน จังหวัดพะเยา และ 5.นางสาวเตียว วงเวียน อายุ 43 ปี หมู่ที่ 10 ตำบลหงส์หิน อำเภอจุน จังหวัดพะเยาติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

นายไพรสณฑ์ ราหูรักษ์ นายก ทต.ห้วยข้าวก่ำ เปิดเผยว่า รู้สึกดีใจที่ชาวบ้านในเขต ทต.ห้วยข้าวก่ำ เป็นหนึ่งในคนที่ได้รับรถเข็นวีลแชร์ เพราะจะทำให้ทั้งคนป่วยและญาติมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สุขภาพจิตที่ดีขึ้น โดยปกติ อปท.ทั่วประเทศมีแนวทางการดูแลผู้ป่วย ผู้พิการหรือกลุ่มผู้ดอยโอกาสทางสังคมอยู่แล้ว ซึ่งทาง ทต.ห้วยข้าวก่ำ ก็ปฎิบัติตามภารกิจหน้าที่มาตลอด ทั้งสนับสนุนเบี้ยเลี้ยงชีพ เบี้ยผู้พิการหรือสวัสดิการอื่นๆตามสมควร และรู้สึกขอบคุณเหล่ากาชาดจังหวัดพะเยาที่กรุณามอบรถเข็นวีลแชร์ให้กับผู้ป่วยติดเตียง คนพิการหรือคนด้อยโอกาสเพื่อที่เขาจะได้มีความสุขในการดำรงชีวิตให้มากกว่าเดิม 

นพพร ทาทาน ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.พะเยา

เกษตรกร ต.วังบัว ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงนำทาง ปรับที่ 2 ไร่ ปลูกดอกกระเจียวสร้างรายได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เกษตรกร ต.วังบัว ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงนำทาง ปรับที่ 2 ไร่ ปลูกดอกกระเจียวสร้างรายได้

เกษตรกร ต.วังบัว ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงนำทาง ปรับที่ 2 ไร่ ปลูกดอกกระเจียวสร้างรายได้24 มิถุนายน 2563 – 11:06 น.

เกษตรกรตำบลวังบัว น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สู่ความมั่นคงทางอาหารที่ยั่งยืน ปรับพื้นที่ 2 ไร่ ปลูกดอกกระเจียว สร้างรายได้ หลังผ่านวิกฤติการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2563 ที่สวนดอกกระเจียวจันทา โดยนายสยาม จันทา เกษตรกรเศรษฐกิจพอเพียง ตั้งอยู่เลขที่ 449 หมู่ที่ 7 ตำบลวังบัว อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร นายสยาม จันทา หันหลังให้จากการขายแรงงานต่างแดนมุ่งสู่บ้านเกิด ใช้พื้นที่เพียง 2 ไร่สร้างรายได้รายวัน ด้วยการปลูกดอกกระเจียวสายพันธุ์เพชรน้ำผึ้ง แซมปลูกพืชผักสวนครัว ไม้ผลยืนต้น เลี้ยงเป็ดเนื้อขายพันธุ์ โดยเริ่มต้นจากการหาความรู้ดูจากยูทูป และขอคำแนะนำจากสำนักงานเกษตรจังหวัดกำแพงเพชร เกษตรอำเภอคลองขลุง และสมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดกำแพงเพชร เพราะเห็นว่าในพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร ยังมีคนปลูกน้อยอยู่และเป็นพืชที่ปลูกง่าย ไม่ต้องใช้สารเคมี เพียงใส่ปุ๋ยคอกให้น้ำเพียงพอ ใช้ระยะเวลาประมาณ 3 เดือน ดอกกระเจียวจะเริ่มออกดอก สามารถเก็บขายได้ทันที เมื่อได้ความรู้จนมั่นใจว่า ผลผลิตที่ออกมามีตลาดรองรับอย่างแน่นอน

จึงได้ซื้อพันธุ์ดอกกระเจียวลงมือปลูก เริ่มแรกๆ ยังไม่มีคนยอมรับ ด้วยความไม่ย่อท้อขยายพันธุ์ปลูกเรื่อยมาจนได้ 1 ปี มีดอกให้เก็บขายทุกวัน ในกิโลกรัมละ 70 บาท เฉลี่ยแล้ว มีรายได้จากการขายดอกกระเจียววันละ 400 บาท พ่อแม่ค้ามารับซื้อถึงที่ มีไม่เพียงพอต่อความต้องการ ในช่วงฤดูฝนเดือนพฤษภาคม ถึง เดือนตุลาคม ดอกกระเจียวจะออกดอกทุกวัน ผู้บริโภคนิยมนำดอกกระเจียวนำมาปรุงอาหารประเภท ผัด ลวกจิ้ม แกงส้ม ชุบแป้งทอด หรือรับประทานสด เป็นต้น นอกจากขายดอกแล้วยังขายพันธุ์ มีรายได้เพิ่มอีกด้วย สำหรับภายในแปลงดอกกระเจียว ปลูกพืชผักสวนครัวแซมระหว่างร่องไว้กินเองได้ทุกวัน ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายภาคครัวเรือน ไม่ต้องสิ้นเปลืองมีเงินเหลือเก็บ ส่วนไม้ผลไม้ยืนต้น เมื่อโตเต็มวัยสามารถเก็บผลผลิตขายได้เช่นกัน ที่สำคัญจะช่วยบังแสงแดดให้ร่มเงาแทนสแลนที่จะหมดสภาพไป ในส่วนของเป็ดเนื้อเลี้ยงไว้ เพื่อขยายพันธุ์ขาย เป็นการเพิ่มช่องทางรายได้ให้กับภาคครัวเรือนอีกช่องทางหนึ่ง อาหารของเป็ดส่วนหนึ่งได้จากใบดอกกระเจียวสับให้เป็นชิ้น แล้วให้เป็ดกินลดรายจ่ายลงไปได้อีกด้วย

ขณะที่นายสดุดี พุทธัง นายอำเภอคลองขลุง พร้อม นายสมเด็จ ดีแป้น รองนายก อ.บ.ต วังบัว ,นายถวิล สีวัง สมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดกำแพงเพชร (ผู้ทรงคุณวุฒิด้านพืช) เจ้าหน้าที่เกษตร ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำท้องถิ่น ลงพื้นที่เยี่ยมชมศึกษาข้อมูล เพื่อเตรียมส่งเสริมให้เป็นศูนย์เรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเป็นสถานที่ศึกษาดูงาน ศูนย์เรียนรู้ของเกษตรกรจากพื้นที่ต่างๆ ก่อนจะร่วมกันรับประทานอาหารที่ประกอบขึ้นจากดอกกระเจียวและพืชผักสวนครัวที่ปลุกในพื้นที่ดังกล่าว

วิทยา จตุรภาค ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดกำแพงเพชร

ฝันที่เป็นจริง”ยายต้อย”หญิงพิการเลี้ยงหลาน 2คน ผู้ใจบุญสร้างบ้านให้งบ 3แสนบาท #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ฝันที่เป็นจริง”ยายต้อย”หญิงพิการเลี้ยงหลาน 2คน ผู้ใจบุญสร้างบ้านให้งบ 3แสนบาท

24 มิถุนายน 2563 – 10:55 น.

ฝันที่เป็นจริง”ยายต้อย”หญิงพิการเลี้ยงหลาน 2คน ประธานมูลนิธิมหาสารคามการกุศลจีเสียงเกาะ สร้างบ้านให้งบ 3 แสนบาท ยืนยันใช้เวลาก่อสร้างไม่เกิน 1 เดือน

นายสมเพ็ชร งามศิริจิตต์ ประธานมูลนิธิมหาสารคามการกุศลจีเสียงเกาะ นายวิเชียร อุทรส นายกเทศมนตรีตำบลโกสุมพิสัย นางสุวิมล แสงเรือง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ โรงพยาบาลโกสุมพิสัย พร้อมคณะ ได้เดินทางไปเยี่ยมเยียน นางจำปี บุญมาธรรม อายุ 54 ปี หรือยายต้อยพิการ และหลานสาว 2 คน คือ เด็กหญิง ชนิกานต์ ศิริบาล อายุ 11 ปีและเด็กหญิง บุญทริกา ศิริบาล อายุ 9 ปีบ้านเลขที่ 99 หมู่ที่ 22 บ้านคุ้มกลาง ตำบลหัวขวาง อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม พร้อมกันนี้ได้นำช่างก่อสร้างไปดูพื้นที่เพื่อออกแบบและสร้างหลังใหม่ให้แก่ นางจำปี และหลาน นอกจากนี้ยังได้มอบเงิน จำนวน 5,000 บาท ให้กับยายต้อยและหลานเพื่อช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในครอบครัวเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น

โดยนายสมเพ็ชร งามศิริจิตต์ ประธานมูลนิธิมหาสารคามการกุศลจีเสียงเกาะ ได้กล่าวว่า ต้องการให้ครอบครัวของยายหลานได้มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงแข็งแรง และปลอดภัยโดยเร็วที่สุดตามที่รับปากไว้ ทางมูลนิธิจึงได้เร่งดำเนินการนำช่างก่อสร้างมาดูพื้นที่ เพื่อออกแบบและดำเนินการให้เร็วที่สุด โดยจะเร่งดำเนินการให้ยายและหลาน ๆ มีบ้านหลังใหม่ ในราคา 3 แสนบาท ภายในเวลาไม่เกิน 1 เดือน โดยทางเทศบาลตำบลโกสุมพิสัย จะเข้าทำการปรับระดับพื้นที่ใต้ถุนบ้านเนื่องจากฤดูฝน น้ำท่วมขัง ส่วนทีมพยาบาล โรงพยาบาลโกสุมพิสัย จะมาดูแลสุขภาพ โดยยายต้อยและหลานอีก 2 คน จะได้ไปอาศัยอยู่กับพี่สาวคือนางปรานี ดวงอ่อนนาม หรือยายตุ่น เป็นการชั่วคราวจนกว่าจะสร้างบ้านแล้วเสร็จ

ทั้งนี้นางจำปี หรือยายต้อย ประกอบอาชีพปลูกผักสวนครัวขาย แต่โชคร้ายเมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว ประสบอุบัติเหตุพลัดตกจากต้นมะกล่ำต้น หรือ ผักอีหล่ำ ขณะกำลังเก็บผักให้หลานทั้งสองขายเพื่อนำเงินไปโรงเรียน  ทำให้ต้องกลายเป็นผู้พิการ ส่วนลูกสาวยายต้อย ที่ทำงานอยู่สมุทรปราการ ที่ส่งเงินมาให้ประมาณเดือนละ 1,000 บาท ในการส่งเสียเลี้ยงดูหลาน แต่ในช่วงที่ผ่านมา ลูกสาวก็มาเจอปัญหาโควิด 19 ทำให้ไม่ได้ทำงานจึงขาดรายได้ ไม่มีเงินส่งมาให้ลูก ๆ โดยปัจจุบันเด็กหญิง ชนิกานต์ ศิริบาล อายุ 11 ปี เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/6 และ เด็กหญิง บุญทริกา ศิริบาล อายุ 9 ปี เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/6 โดยเด็กทั้งสองเรียนอยู่ที่โรงเรียนศรีโกสุมวิทยามิตรภาพที่ 209 

พิเชษฐ  ยากรี ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.มหาสารคาม 

“น้องแป้ง”วัย10ปี ขาพิการครอบครัวลำบาก บางครั้งพ่อไม่มีเงินซื้อผ้าอ้อมอนามัยให้ลูก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“น้องแป้ง”วัย10ปี ขาพิการครอบครัวลำบาก บางครั้งพ่อไม่มีเงินซื้อผ้าอ้อมอนามัยให้ลูก

"น้องแป้ง"วัย10ปี ขาพิการครอบครัวลำบาก บางครั้งพ่อไม่มีเงินซื้อผ้าอ้อมอนามัยให้ลูก 24 มิถุนายน 2563 – 09:57 น.

“น้องแป้ง”วัย10ปี ขาพิการครอบครัวลำบาก บางครั้งพ่อไม่มีเงินซื้อผ้าอ้อมอนามัยให้ลูก แอบร้องให้ไม่ให้ลูกเห็น บางครั้งลูกสาวพิการถูกรถทับเอ่ยปากอยากไปโรงเรียน ทำเอาผู้เป็นพ่อน้ำตาตกใน

วันที่ 24 มิถุนายน 2563 เวลา 08.00 น.นายบุญปัน อ่อนจันทร์ อายุ45 ปี บ้านเลขที่78 บ้านทันสมัย ตำบลน้ำรอบ อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี ได้เล่าเรื่องราวอันสุดสะเทือนใจให้ฟังว่า เมื่อเด็กหญิงแป้ง หรือ เด็กหญิงสุธีธิดา อ่อนจันทร์ ตอนอายุ 3 ขวบประสบอุบัติเหตุมีรถยนต์คนที่สนิทกันเป็นอย่างดีมาทำไร้มันอยู่ในหมู่บ้านระหว่างเกิดเหตุน้องแป้งนั้นเล่นกับเพื่อนๆอยู่แล้วรถคันดังกล่าวก็ถอยหลังและทับเข้าที่ขาทั้งสองข้างของน้องแป้งอย่างไม่ตั้งใจ ส่งผลให้น้องแป้งนั้นขาลีบไม่มีเรี่ยวแรงหรือจะเรียกว่าพิการก็ว่าได้ โดยคู่กรณีที่ขับรถทับขาน้องแป้งนั้นก็แสดงความรับผิดชอบนำตัวน้องแป้งไปส่งที่โรงพยาบาลและโดยผ่อนจ่ายเพื่อแสดงความรับผิดชอบเป็นรายปีละ 40,000 บาท และในตอนนี้น้องแป้งอายุ 10 ปีแล้ว บ่นว่าอยากไปโรงเรียนกับเพื่อนๆทั้งที่ขานั้นเดินไม่ได้เวลาน้องแป้งนั้นจะไปไหนในบ้านต้องใช้วิธีใช้แขนดันตัวแล้วถัดไปซึ่งเป็นภาพที่สุดสลดเวลาน้องแป้งนั้นใช้แขนดันตัวไปตามบ้าน หรือเวลา”น้องแป้ง”อยากไปไหนนายบุญปันก็จะต้องอุ้มน้องแป้งไปหรือไม่ก็ใส่รถวิวแชร์ซึ่งรถวิวแชร์นั้นมีสภาพเก่ามาก

   นายบุญปัน นั้นบอกว่าใจขณะนี้ นางพรรณนิภา มะธิปวัตตา ผู้เป็นแม่นั้นจำต้องอยู่บ้านดูลูกอยู่บ้านจึงออกไปทำงานหารายได้มาจุนเจือครอบครัวไม่ได้ นายบุญปันทำงานเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวเพียงคนเดียวโดยประกอบอาชีพเป็นพนักงานส่งจดหมายอยู่ที่ ไปรษณีย์ สาขาอำเภอลานสัก ได้เงินเดือน 12,000 บาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายหรือดูแลน้องแป้งที่จำเป็นต้องใช้แพมเพิส ถึงวันละ 4 ตัว เพราะน้องแป้งเวลาขับถ่ายนั้นไม่เป็นเวลาเพราะหลังจากที่โดนรถทับขาก็เป็นมาเรื่อยเรื่องระบบขับถ่าย บางครั้งเวลาปวดปัสสาวะก็ไม่รู้ตัวเองว่าปวดก็จะไหลนองพื้นบ้านหากไม่มีกางเกงอนามัย จนบางครั้งไม่มีเงินที่จะซื้อก็จำต้องใช้กระดาษทิชชู่นั้นพันไว้ นายบุญปันนั้นมีลูก 2 คนคนโตนั้นเป็นเด็กชายกำลังเรียนอยู่ชั้น ม.3 ส่วนน้องแป้งนั้นตั้งแต่โดนรถทับขาจำต้องหยุดเรียนไปในตอนนี้น้องแป้งบ่นว่าอยากไปเรียนหนังสือมากๆนายบุญปันเผยว่าน้องแป้งพูดว่าอยากไปโรงเรียนบางครั้งต้องแอบไปร้องให้กับเมียเพราะสงสารลูกจับใจ ไม่อยากให้ลูกสาวนั้นเห็นน้ำตาผู้เป็นพ่อ ตั้งแต่น้องแป้งโดนรถทับที่ขาเวลาผ่านไป 7 ปี  นายบุญปันและนางพรรณนิภา นั้นได้ดูแลน้องแป้งมาตลอดเอาใจใส่และรักเป็นอย่างมาก น้องแป้งนั้นเป็นเด็กที่พูดจาฉะฉานและพูดเพราะน่าเอ็นดูเป็นอย่างมาก

   ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวได้ติดต่อขอความช่วยเหลือในเบื้องต้นจาก นายณรงค์ฤทธิ์ นุปิง ผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดอุทัยธานี จึงนำผ้าอ้อมอนามัย กระดาษทิชชู่ และสิ่งของจำเป็นที่ดูแลผู้ป่วยและตุ้กตาที่น้องแป้งบนว่าอยากได้มามอบให้กับครอบครัวน้องแป้งและมอบเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้จำนวน 3,000 บาท ให้ไว้ใช้จ่ายในครอบครัว และบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดอุทัยธานีนำสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นมามอบให้เช่นกัน หากใครอยากช่วยเหลือหรือเห็นใจน้องแป้งเด็กหญิงที่โดนรถทับขาติดต่อได้ที่ เบอร์โทรศัพท์ของนายบุญปันผู้เป็นพ่อ 065-4433723 

นันทศักดิ์ วัฒนพานิช ผู้สื่อข่าวภูมิภาคจ.อุทัยธานี 

“นกหวีดเรียกปลา” ตำรวจไทยยุคโควิด ปลูกผักสวนครัว เลี้ยงกบ เลี้ยงปลา เพื่อเป็นแบบอย่าง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“นกหวีดเรียกปลา” ตำรวจไทยยุคโควิด ปลูกผักสวนครัว เลี้ยงกบ เลี้ยงปลา เพื่อเป็นแบบอย่าง

"นกหวีดเรียกปลา" ตำรวจไทยยุคโควิด ปลูกผักสวนครัว เลี้ยงกบ เลี้ยงปลา เพื่อเป็นแบบอย่าง24 มิถุนายน 2563 – 09:57 น.

นกหวีดเป็นอุปกรณ์ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร ผู้ตัดสินกีฬา ลูกเสือ หรือใช้เป็นอุปกรณ์ฉุกเฉินเพื่อส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ แต่ปลาดุกที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บึงสามพัน จ.เพชรบูรณ์ เลี้ยงไว้ ได้ยินเสียงนกหวีดเมื่อไหร่ ก็จะกรูกันว่ายเข้าฝั่งเพื่อมากินอาหาร

วันที่ 23 มิถุนายน 2563 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า จากกรณีที่เกิดการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ซึ่งกำลังแพร่ระบาดทั้งในประเทศไทย และอีกหลายประเทศเกือบทั่วโลกในขณะนี้ ซึ่งประเทศไทยถึงแม้สถานการณ์จะส่อเค้าในทางที่ดีขึ้น โดยไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ภายในประเทศครบ 28 วัน แล้วก็ตาม แต่ประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังไม่ไว้วางใจ เนื่องจากหลายประเทศยังมีการแพร่ระบาดอย่างหนักอยู่ จากสถานการณ์ดังกล่าว นอกจากจะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่แล้ว ยังทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ค่อยกล้าออกจากบ้าน งดการเดินทางถ้าไม่จำเป็น รวมทั้งงดการจัดกิจกรรมทางสังคมที่เสี่ยงต่างๆ และจากสถานการณ์ดังกล่าว ยังส่งผลกระทบต่อปัญหาเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ พ.ต.ท.ชลอ ช้างเผือก รอง ผกก.ป.สภ.บึงสามพัน อ.บึงสามพัน จ.เพชรบูรณ์ นายตำรวจน้ำดี ที่ได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน และเห็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ ควรปฏิบัติตัวเป็นแบบอย่างที่ดีในสังคมเพื่อประชาชน และถือเป็นการรณรงค์ให้ประชาชนเล็งเห็นความสำคัญของการปลูกผักสวนครัว รั้วกินได้

จึงได้เชิญชวนข้าราชการตำรวจใน สภ.บึงสามพัน ใช้เวลาว่างจากการทำงานอยู่ที่บ้านให้เป็นประโยชน์ โดยหันมาปลูกผักสวนครัวทุกชนิด รวมทั้งเลี้ยงไก่ เลี้ยงกบ เลี้ยงปลา ไว้เพื่อประกอบอาหารภายในครัวเรือน เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่าย ในช่วงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และไม่ต้องเดินทางไปซื้อกับข้าวหรือวัตถุดิบที่ตลาด เพื่อลดความแออัดในชุมชน

โดย พ.ต.ท.ชลอ ช้างเผือก ได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนาย ใช้พื้นที่ว่างทุกตารางเมตร หลัง สภ.บึงสามพัน ให้เกิดประโยชน์ที่สูงสุด ปรากฎว่าได้ผลดีเกินคาด พืชผักสวนครัวที่ปลูกไว้เจริญงอกงาม ให้ผลผลิตเป็นอย่างดี ปัจจุบันจึงได้ขยายผลขุดสระน้ำขนาดใหญ่ เพื่อเลี้ยงปลาดุกจำนวนกว่าหมื่นตัว และที่แปลกไม่เหมือนที่ใดก็คือ เมื่อปลาดุกได้ยินเสียงนกหวีด ก็จะกรูกันว่ายขึ้นมากินอาหารเหนือผิวน้ำบริเวณใกล้ฝั่ง เหมือนเป็นสัญญาณรับรู้กันว่า ได้เวลาแล้วที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์จะนำอาหารมาให้

โดย พ.ต.ท.ชลอ ช้างเผือก กล่าวว่า มีเคล็ดลับวิธีการฝึกนิสัยเรียกปลาดุกด้วยเสียงนกหวีด ซึ่งปลาดุกทุกตัวก็สามารถฝึกได้ ซึ่งปัจจุบันมีวัตถุดิบทั้งเนื้อสัตว์และพืชผักสวนครัว นำมาประกอบเป็นอาหารกลางวันเลี้ยงข้าราชการตำรวจด้วยกันได้ทุกวัน โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนายสลับกันทำหน้าที่เป็นพ่อครัวทำอาหารมื้อกลางวัน อาทิ ผัดเผ็ดปลาดุก แกงเขียวหวานไก่ ผัดผักบุ้งไฟแดง ผัดเผ็ดกบ ผักพริกอ่อนขิงไก่ แกงปลาดุกกระชาย และแกงหน่อไม้ เป็นต้น โดยจะทำวันละ 1-2 เมนู สลับกันไป ทุกวัน

ชัยวัฒน์ ปานนิล ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดเพชรบูรณ์