มาแล้วเลขเด็ดครอบครัวตะเคียนท้องแก่ หลังอันเชิญมาประดิษฐานไว้ด้วยกันที่วัดเต่าทอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

มาแล้วเลขเด็ดครอบครัวตะเคียนท้องแก่ หลังอันเชิญมาประดิษฐานไว้ด้วยกันที่วัดเต่าทอง

มาแล้วเลขเด็ดครอบครัวตะเคียนท้องแก่ หลังอันเชิญมาประดิษฐานไว้ด้วยกันที่วัดเต่าทอง23 มิถุนายน 2563 – 22:48 น.

มาแล้วเลขเด็ดครอบครัวตะเคียนท้องแก่ หลังอันเชิญมาประดิษฐานไว้ด้วยกันที่วัดเต่าทอง บ้านตาโมม ต.สะกาด อ.สังขะ จ.สุรินทร์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 23 มิถุนายน 2563 ที่วัดเต่าทอง บ้านตาโมม ต.สะกาด อ.สังขะ จ.สุรินทร์ ได้มีการประกอบพิธีอันเชิญครอบครัวตะเคียนท้องแก่มาไว้ด้วยกัน ท่ามกลางชาวบ้านตาโมม บ้านตาโมมพัฒนา และชาวบ้านใกล้เคียงที่รู้ข่าว ต่างเดินทางมาร่วมพิธีในครั้งนี้เป็นจำนวนมาก โดยพิธีเริ่มเวลาประมาณ 09.50 น. อาจารย์ผู้ประกอบพิธีได้พาชาวบ้านขอขมาหลวงพ่อใหญ่ และอันเชิญต้นตะเคียนทองผู้เป็นสามี ขึ้นประดิษฐานในที่จัดไว้ก่อน ซึ่งการยกไปไว้ในที่ใหม่เป็นไปด้วยความทุลักทุเล เพราะต้นตะเคียนทองมีขนาดใหญ่และยาวตั้ง 17 เมตร ใช้เวลาเคลื่อนย้ายโดยใช้รถแบคโฮ 3-4 ครั้ง จึงสามารถนำไปตั้งไว้ในที่ใหม่ได้

จากนั้นนายศุภสรณ์ ชัยนนท์ ผู้ใหญ่บ้านตาโมมพัฒนา หมู่ที่ 12 ได้นำชาวบ้านไปอันเชิญตาทองและยายบุญมี พร้อมด้วยลูกหลานและบริวาร มาไว้ที่ศาลหลังใหม่ ซึ่งชาวบ้านตาโมมและชาวบ้านตาโมมพัฒนา ได้ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างให้ เพื่อให้อยู่คู่กับครอบครัวตะเคียนในวัดเต่าทอง

ต่อมา เวลาประมาณ 11.30 น. จึงได้ทำการเคลื่อนย้าย เจ้าแม่ตะเคียนท้องแก่และลูกสาว ที่ตั้งอยู่ใกล้องค์พระธาตุ เพื่อนำมาไว้กับสามี ในขณะที่จะทำการเคลื่อนย้ายขึ้นรถบรรทุก ปรากฏว่ารถเกียร์หลุด ต้องใช้เวลาซ่อมเกือบครึ่งชั่วโมง จึงสามารถนำเจ้าแม่ตะเคียนท้องแก่มาประดิษฐานได้ และในช่วงที่รอชาวบ้านได้ช่วยกันอุ้มและแบกต้นตะเคียนที่เป็นบริวาร มาไว้ยังที่ใหม่ด้วย

สำหรับครอบครัวตะเคียนท้องแก่ เป็นต้นตะเคียนที่ขุดมาจากที่นาของนายศุภสรณ์ ชัยนนท์ ผู้ใหญ่บ้านตาโมมพัฒนา หมู่ที่ 12 ในเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคม และถูกนำมาไว้ในวัดเต่าทองแต่คนละที่กัน และวันนี้ชาวบ้านจึงพร้อมใจกัน อันเชิญครอบครัวตะเคียนท้องแก่มาไว้ด้วยกัน และสร้างศาลหลังใหม่ ให้ตาทองและยายบุญมี ไว้ไกล้กันกับครอบครัวตะเคียนท้องแก่ด้วย

เมื่อเสร็จพิธีชาวบ้านต่างก็นำน้ำมาอาบให้ครอบครัวตะเคียนท้องแก่ พร้อมประพรมน้ำหอม ทาแป้ง นำมาลัยและผ้าสีมาผูกให้ บางคนก็ส่องหาโชคลาภตามต้นตะเคียน เพื่อจะนำไปเสี่ยงโชค และต่างก็ได้เห็นตัวเลขแตกต่างกันไป เช่น 375 942 42 45 48 69 75  จึงได้พากันนำไปซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลเพื่อเสี่ยงโชคในงวดที่จะถึงนี้ต่อไป

ภาพ/ข่าว: สมพุด เกตขจร
เรียบเรียง / ชูชัย ดำรงสันติสุข ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.สุรินทร์

พรุ่งนี้ คดีมหากาพย์ ครูจอมทรัพย์ ศาลอุทธรณ์ นัดอ่านคำพิพากษา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

พรุ่งนี้ คดีมหากาพย์ ครูจอมทรัพย์ ศาลอุทธรณ์  นัดอ่านคำพิพากษา

พรุ่งนี้ คดีมหากาพย์ ครูจอมทรัพย์ ศาลอุทธรณ์  นัดอ่านคำพิพากษา 23 มิถุนายน 2563 – 22:48 น.

พรุ่งนี้ ลุ้นอีกคดีมหากาพย์ ครูจอมทรัพย์ ศาลอุทธรณ์  นัดอ่านคำพิพากษา คดีครูจอมทรัพย์พร้อมพวก ปั้นพยานเท็จ หลังศาลชั้นต้นตัดสินจำคุกเมื่อต้นปี


 เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.นครพนม ความคืบหน้า เกี่ยวกับคดีดัง มหากาพย์ ครูจอมทรัพย์ ยังไม่จบ ล่าสุด ศาลอุทธรณ์ ภาค 4  ได้ นัดฟังคำพิพากษา  ที่ศาลจังหวัดนครพนม ในช่วงเช้า วันที่ 24 มิถุนายน 2563  สืบเนื่องจาก กรณี เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2562  ศาลชั้นต้น คือศาลจังหวัดนครพนม ได้อ่านคำพิพากษา เกี่ยวกับคดีครูจอมทรัพย์  พร้อมพวก ฐานความผิดสร้างพยานเท็จ  หลังจากออกมาเรียกร้องต่อกระทรวงยุติธรรม ให้มีการรื้อฟื้นคดีใหม่  หลัง นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร  อายุ 58 ปี อดีตข้าราชการครู ชาว จ.สกลนคร   ถูกดำเนินคดีตัดสินจำคุกในคดี ขับรถชนคนตาย เหตุเกิดเมื่อปี 2548  ในพื้นที่ ต.พระซอง อ.เรณู จ.นครพนม จนกระทั่งถูกดำเนินคดี และศาลตัดสินจำคุก เมื่อปี 2554  โดยศาลชั้นต้น ตัดสินจำคุก 3 ปี 2 เดือน ตั้งแต่ปี 2549 ส่วนศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2552 แต่ศาลฎีกา ยืนตามศาลชั้นต้น  เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2556  ภายหลังถูกส่งเข้าเรือนจำ เจ้าตัวได้รับพระราชทานอภัยโทษออกมา รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน  จนกระทั่ง มีการยื่นต่อกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอรื้อฟื้นคดีตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญา ขึ้น พิจารณาใหม่ พ.ศ.2526  อ้างว่าตกเป็นแพะ

แต่สุดท้ายคดีพลิก ทางตำรวจมีการสอบสวนพบหลักฐาน  ว่ามีการสร้างพยานหลักฐานเท็จ  ทำให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยกคำร้องครูจอมทรัพย์เกี่ยวกับการขอรื้อฟื้นคดีใหม่  ยืนยันไม่ได้เป็นแพะตามคำร้อง นอกจากนี้ ทางตำรวจ ได้ รวบรวมพยานหลักฐาน ดำเนินคดีใหม่อีกรอบ กับ  นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร  ฐานความผิดรวม 4 ข้อหา คือ 1. แจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน 2. ร่วมกันแจ้งเจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ 3. ร่วมเบิกความเท็จ และ 4. ซ่องโจร  ซึ่งมีหลักฐานสำคัญที่ตำรวจพบคือ เกิดขบวนการปั้นพยานหลักฐานเท็จ โดยมี เพื่อนสนิท ครูจอมทรัพย์ คือ ครูอ๋อง สุริยา นวลเจริญ เป็นคนสร้างพยานหลักฐานเท็จขึ้น พร้อมเคยนำตัว นายเสริฐ รูปสะอาด  ไปรับสารภาพว่า เป็นคนขับรถ กระบะโตโยต้า ทะเบียน บค 56 มุกดาหาร ชนคนตาย  จากนั้นได้พบหลักฐานบันทึกประจำวันขัดแย้งกัน คือ  มี นายสับ วาปี  เป็นคนขับรถชนคนตาย  ในคดีเดียวกัน  กลายเป็นข้อพิรุธ ให้ตำรวจขยายผลสืบสวนพบข้อเท็จจริง ว่า ทั้ง 2 ราย ถูกว่าจ้าง   ให้เป็นคนรับผิดแทน ครูจอมทรัพย์  แต่ นายเสริฐ รูปสะอาด ขับรถไม่เป็น จึงมีการเปลี่ยนตัว นายสับ วาปี  มาขับรถแทน  กลายเป็นหลักฐานสำคัญ  มัดขบวนการสร้างแพะ และนำคดีดังกล่าว กลับสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อดำเนินคดี เอาผิดครูจอมทรัพย์ กับพวก รวม 8 คน
ต่อมาเมื่อ  วันที่ 6 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมา ศาลชั้นต้น คือศาลจังหวัดนครพนม มีคำพิพากษาตัดสิน เกี่ยวกับคดีครูจอมทรัพย์ พร้อมพวก ฐานความผิดรวม 4 ข้อหา คือ 1. แจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน 2. ร่วมกันแจ้งเจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ 3. ร่วมเบิกความเท็จ และ 4. ซ่องโจร  โดยศาลได้พิจารณาตัดสินให้ 1. นางจอมทรัพย์  แสนเมืองโคตร จำคุก 8 ปี  2. นายสุริยา นวลเจริญ หรือครูอ๋อง เพื่อนสนิท สั่งจำคุก 7 ปี 9 เดือน  3. นางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ สั่งจำคุก 2 ปี 19 เดือน  รวมถึง  4. นางทองเรศ วงศ์ศรีชา ทั้ง 2 เป็น พยานปากสำคัญที่เคยออกมายืนยันว่า ครูจอมทรัพย์ ไม่ได้ขับรถชนคนตาย  ศาลสั่งจำคุก 2 ปี 12 เดือน 5. นายนิรันดร์  แสนเมืองโคตร อดีตสามีครูจอมทรัพย์   ศาลสั่งจำคุก 2 เดือน  โดยทั้งหมดไม่รอลงอาญา  นอกนั้น มี นายเสน่ห์ สุพรรณ  นางรจนา จันทรัตน์  (เพื่อนครูจอมทรัพย์)  และ นางวาสนา เพ็ชรทอง ซึ่งเป็นหลานสาว  ศาลยกฟ้อง  นอกจากนี้ ในการพิจารณาตัดสินคดี ศาลได้ยกฟ้อง ฐานความผิดซ่องโจร แก่จำเลยทั้งหมด  

ส่วน  นายสับ วาปี  ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตัดสิน ไปก่อนนี้ตั้งแต่ เดือนตุลาคม 2561 ให้ จำคุก 2 ปี 10 เดือน รวมถึงภรรยา คือ  นางจันทร์ วาปี สั่งจำคุก 1 ปี 9 เดือน  โดยไม่รอลงอาญา แต่ นายเสริฐ รูปสะอาด ทางตำรวจได้กันไว้เป็นพยานฝ่ายโจทย์ เนื่องจากให้การที่เป็นประโยชน์ในคดี  โดยภายหลังศาลชั้นต้นตัดสิน ทางจำเลยทั้งหมด ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาล และอยู่ระหว่างการปล่อยตัวชั่วคราว
ล่าสุด เกี่ยวกับคดีครูจอมทรัพย์ ในวันที่ 24 มิถุนายน 2563 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้นัดอ่านคำพิพากษา ที่ศาลจังหวัดนครพนม  เกี่ยวกับคดีดังกล่าว ตามที่จำเลย รวม  7 คน  ที่ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น  จึงได้มีการพิจารณาตามกระบวนการของกฎหมาย  ซึ่งจะต้องรอผลการพิจารณาของศาลอีกครั้ง หากยังยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ทางจำเลยทั้งหมดยังมีสิทธิ์ที่จะยื่นฎีกา ภายใน 30 วัน หลังอ่านคำตัดสินศาลอุทธรณ์  แต่จะต้อง ขอยื่นคำร้องขอประกันตัว ปล่อยตัวชั่วคราวต่อศาล  เพื่อพิจารณาตามขั้นตอน แต่หากศาลไม่อนุญาต จะต้องถูกส่งตัวไปขังที่เรือนจำกลางนครพนม 
 

ข่าว/ภาพ ประทีป วชิระธัญญากุล ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.นครพนม

สนพ.ปราจีนบุรี รับลูก8หน่วยงานรัฐ อุ้มเด็กจนจบม.3ไม่ได้เรียนต่อ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สนพ.ปราจีนบุรี รับลูก8หน่วยงานรัฐ อุ้มเด็กจนจบม.3ไม่ได้เรียนต่อ

23 มิถุนายน 2563 – 20:45 น.

สนพ.ปราจีนบุรี รับลูก8หน่วยงานรัฐ อุ้มเด็กจนเรียนจบม.3ไม่ได้เรียนต่อ ให้เข้ารับการอบรมฝึกวิชาชีพ หวังสร้างอนาคตให้แก่เด็กที่ขาดโอกาสทางการศึกษา เน้นเรียนจบ มีงานทำเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2563 นายวรพจน์ แววสิงห์งาม รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี เป็นประธานพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมให้แก่นักเรียนครอบครัวยากจนที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับ (ม.3)  ซึ่งเป็นการฝึกภายในโครงการเพิ่มทักษะด้านอาชีพแก่นักเรียนฯ ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ลงนามความร่วมมือร่วมกับ 8 หน่วยงาน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : สนพ.ปราจีนบุรี เปิดสอนหลักสูตรธุรกิจข้าวกล่องเดลิเวอรี่ สร้างรายได้

ประกอบด้วย สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและกรมจัดหางาน

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุน รวมทั้งประสานความร่วมมือในการพัฒนานักเรียนที่จบการศึกษาภาคบังคับที่ฐานะยากจน และขาดโอกาสในการศึกษาต่อของทุกจังหวัด ให้มีทักษะด้านอาชีพในการเข้าสู่ตลาดแรงงานในฐานะแรงงานฝีมือ เพื่อหารายได้ช่วยครอบครัวให้มีความมั่นคงทางอาชีพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยมีนักเรียนกลุ่มเป้าหมายที่สนใจและสมัครฝึก จำนวน 25 คน 

รองผู้ว่าฯ ปราจีนบุรี กล่าวต่อไปว่า การดำเนินงานโครงการมีกลไกในการดำเนินงาน ทั้งสิ้น 12 ขั้นตอน ที่แต่ละหน่วยงานที่ร่วม MOU ต้องดำเนินงานตามบทบาทหน้าที่ ทั้งนี้ การดำเนินการฝึกทักษะครั้งนี้ เป็นขั้นตอนที่ 8 ที่หน่วยงานสังกัดกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

โดยสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานปราจีนบุรี (สนพ.ปราจีนบุรี) รับผิดชอบ และเปิดฝึก ให้กับนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย ในสาขาช่างเครื่องปรับอากาศขนาดเล็ก 11 คน สาขาช่างไฟฟ้าในอาคาร 12 คน และสาขาช่างซ่อมคอมพิวเตอร์ 2 คน ซึ่งเด็กจะฝึกกับสำนักงานฯ 2 เดือน หลังจากนั้น จะส่งไปฝากฝึกกับในสถานประกอบกิจการอีก 1 เดือน เพื่อหาประสบการณ์จริงในการทำงาน และเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวนักเรียน

ด้าน นางสาววนิดา เงินรูปงาม ผอ.สนพ.ปราจีนบุรี กล่าวว่า การฝึกอบรมในครั้งนี้ จะฝึกให้แก่เด็กที่ขาดโอกาสทางการศึกษา ให้มีความรู้ความสามารถ นำไปประกอบอาชีพ โดยเน้น เรียนจบ มีงานทำ เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ นายวรพจน์ แววสิงห์งาม รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี  ยังได้เดินเยี่ยมชมภารกิจต่างๆของ สนพ.ปราจีนบุรี อาทิ โครงการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน การฝึกอบรม หลักสูตรข้าวกล่องเดลิเวอรี่ การประเมินและรับรองความรู้ความสามารถ เป็นต้น 

สนพ.ปราจีนบุรี รับลูก8หน่วยงานรัฐ อุ้มเด็กจนจบม.3ไม่ได้เรียนต่อ
สนพ.ปราจีนบุรี รับลูก8หน่วยงานรัฐ อุ้มเด็กจนจบม.3ไม่ได้เรียนต่อ

“และทางจังหวัดฯ ได้เน้นย้ำให้แก่เจ้าหน้าที่ วิทยากร รวมถึงผู้เข้ารับการฝึกทุกคน ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างเคร่งครัด ตามข้อแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข ด้วยการ กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา” รองผู้ว่าฯปราจีนบุรี กล่าวทิ้งท้าย

สนพ.ปราจีนบุรี รับลูก8หน่วยงานรัฐ อุ้มเด็กจนจบม.3ไม่ได้เรียนต่อ
สนพ.ปราจีนบุรี รับลูก8หน่วยงานรัฐ อุ้มเด็กจนจบม.3ไม่ได้เรียนต่อ
สนพ.ปราจีนบุรี รับลูก8หน่วยงานรัฐ อุ้มเด็กจนจบม.3ไม่ได้เรียนต่อ
สนพ.ปราจีนบุรี รับลูก8หน่วยงานรัฐ อุ้มเด็กจนจบม.3ไม่ได้เรียนต่อ

สำนักพุทธออกโรงจี้เร่งคืนสภาพเดิม โบสถ์สีชมพู ไม่เหมาะสม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สำนักพุทธออกโรงจี้เร่งคืนสภาพเดิม โบสถ์สีชมพู ไม่เหมาะสม

23 มิถุนายน 2563 – 20:31 น.

จากกรณีที่เพจเฟซบุ๊ก “ชัยภูมิเมืองต้องห้ามพลาด” ได้โพสต์ภาพเปรียบเทียบโบสถ์หลังเก่า อายุร่วม100 ปี สภาพเดิม เปรียบเทียบกับภาพโบสถ์สภาพปัจจุบันที่ผ่านการบุรณะแล้วซึ่งกลายเป็นโบสถ์สีชมพูหวานแวว ของวัดแห่งหนึ่งที่บ้านแก้ง อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ

23มิถุนายน2563 ขณะที่ทางด้านพระราชชัยสิทธิสุนทร รองเจ้าคณะจังหวัดชัยภูมิ ในฐานะเจ้าอาวาสวัดไพรีพินาศ หรือวัดกลางเมืองเก่า  ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ออกมาแสดงความคิดเห็นในกรณีที่โบสถ์วัดแจ้ง ตำบลบ้านแก้ง จังหวัดชัยภูมิ ที่มีการบูรณะซ่อมแซม แล้วนำสีชมพูมาทำการทาทับรอบตัวโบสถ์ จนกลายเป็นข่าวดังไปแล้วนั้นว่า ยอมรับว่ารู้สึกไม่สบายใจและเป็นห่วงความรู้ของเจ้าอาวาสวัดแจ้ง ส่วนตัวเชื่อว่าพระท่านทำไปด้วยจิตบริสุทธิ์ ไม่มีเจตนาอื่นแอบแฝง แต่หลังจากเกิดเรื่องท่านก็ยินดีที่จะแก้ไข ซึ่งในทางปฎิบัติเวลานี้ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะกรมศิลปากร ได้สั่งไม่ให้ดำเนินการใดๆ กับโบสถ์หลังนี้ ในระหว่างที่กรมศิลปากรกำลังเร่งทำเรื่องขึ้นทะเบียน เป็นวัตถุโบราณ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ตนมองว่าทุกสิ่งในโลกนี้ย่อมมีทางออกเสมอและหากค้นพบ ก็สามารถพลิกด้านมืดเป็นด้านสว่างได้ เช่นเดียวกับกรณีวัดแจ้งนี้ ตนในฐานะรองเจ้าคณะจังหวัดชัยภูมิ ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลด้านโบราณวัตถุ โดยเฉพาะสิ่งปลูกสร้างต่างๆ จะถือเอากรณีที่เกิดนี้เป็นกรณีศึกษาและออกเป็นนโยบาย เพื่อเข้าที่ประชุมในวันที่10กรกฎาคม ที่จะถึงนี้ เพื่อขอให้มีมติที่ประชุม พิจารณานำไปปฎิบัติเป็นแนวทางเดียวกันทุกวัดในจังหวัดชัยภูมิ แนวปฎิบัตินี้ตนได้ปรึกษากับระดับผู้บริหารคณะสงฆ์ โดยมีเจ้าคณะจังหวัดเป็นประธานแล้ว ซึ่งทุกวัดหากจะดำเนินการใดๆกับสิ่งปลูกสร้างหรือวัตถุโบราณ ที่มีอายุคาดว่าจะเกิน50-100ปี ทุกอย่าง จะต้องแจ้งให้กับคณะสงฆ์จังหวัดได้ทราบ

ด้านนาย รัชฎ์ ศิริ  นายช่างศิลปกรรมชำนาญงาน  สำนักศิลปากรที่10นครราชสีมา  ชี้แจงว่าโบสถ์วัดแจ้งแห่งนี้ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับกรมศิลปกรและจากการตรวจสอบแล้วคาดว่าโบสถ์หลังนี้น่าจะมาอายุกว่า204ปี รวมทั้งประวัติของวัดเข้าเงื่อนไขสามารถดำเนินการขึ้นทะเบียนได้สำหรับการบูรณปฏิสังขรณ์ ดังกล่าว  สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้จัดสรรงบประมาณให้ดำเนินการ จำนวน 202,400บาท ซึ่งสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดชัยภูมิได้แต่งตั้งคณะกรรมการออกตรวจติดตามการใช้เงินอุดหนุนประจำปีงบประมาณ2563 ตามอำนาจหน้าที่โดยลงพื้นที่ตรวจติดตามการใช้เงินอุดหนุนดังกล่าว ในวันที่11มิถุนายน2563  พบว่าการบูรณปฏิสังขรณ์ อยู่ในระหว่างดำเนินการยังไม่แล้วเสร็จมีการทาสีไปแล้วเป็นบางส่วนซึ่งกรรมการได้ทักท้วงการใช้สีที่สดใสไม่เหมาะสมกับการเสนาสนะที่เก่าแก่และมีประวัติศาสตร์ที่สำคัญของท้องถิ่นแล้ว หลังจากกรณีดังกล่าวถูกเผยแพร่อย่างกว่างขวาง สำนักศิลปกรที่10นครราชสีมา  สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดชัยภูมิ สำงานงานวัฒนธรรมจังหวัดชัยภูมิ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงปรากฏว่าการดำเนินการดังกล่าวเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการและไม่มีเจตนาอื่นใดนอกจากการซ่อมแซมปรับปรุงเพื่อความมั่นคงถาวรมากขึ้นซึ่งทางวัดพร้อมที่จะดำเนินการแก้ไขให้คืนสู่สภาพเดิมภายใต้คำแนะนำและแนวทางปฎิบัติของผู้เชียวชาญจากสำนักศิลปากรที่10นครราชสีมาต่อไป

ขณะที่หลังเกิดเหตุการณ์กรณีดังกล่าวและได้มีการเผยแพร่ออกไปทางสื่อโซเชียลและสื่อหลักอย่างกว้างขวางและเป็นที่สนใจของประชาชนจำนวนมาก ด้านนายณรงค์ศักดิ์ อ้อทอง ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดชัยภูมิ ได้ทำหนังสือชี้แจงกรณีโบสถ์สีชมพูของวัดแจ้ง ไปยังนาย กอบชัย บุญอรณะ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิแล้วเช่นกัน

ภาพข่าว พรอนันต์ พันเชื้อ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.ชัยภูมิ

https://embed.komchadluek.net/api/embeded/434892/35304

เปิดรับสมัครแล้ว “นางสาวถิ่นไทยงาม 2563” เวทีแรกหลังโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เปิดรับสมัครแล้ว “นางสาวถิ่นไทยงาม 2563” เวทีแรกหลังโควิด-19

 เปิดรับสมัครแล้ว "นางสาวถิ่นไทยงาม 2563" เวทีแรกหลังโควิด-1923 มิถุนายน 2563 – 19:55 น.

เปิดรับสมัครแล้ว สาวๆ ที่อายุระหว่าง 17-26 ปี รีบสมัครเข้าประกวด “นางสาวถิ่นไทยงาม 2563” แบบนิวนอร์มอล เวทีแรกหลังโควิด-19

ครึ่งปีแรกของปี 2563 ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นช่วงแห่งความซบเซาที่สุดของการประกวดนางงามในบ้านเรา โดยจะเห็นข่าวคราวความเคลื่อนไหวของเวทีระดับท้องถิ่นและเวทีระดับประเทศ ที่ต่างทะยอยออกมาให้เห็นเป็นระยะ ทั้งงดการจัดประกวดหรือเลื่อนอย่างไม่มีกำหนด แต่ล่าสุด เวที “นางสาวถิ่นไทยงาม” ที่สร้างประวัติศาสตร์ให้วงการางงามไทยมาอย่างยาวนานถึง 70 ปี พร้อมแล้วที่จะเป็นเวทีแรกที่กลับมาสร้างความคึกคักในแบบ New Normal

สินีนารถ เองตระกูล เปิดเผยว่า “รูปแบบการประกวดในปี 2563 นี้ จะมุ่งเฟ้นหาสาวงามที่เพียบพร้อมด้วยความสวย บุคลิกภาพดี มีความสามารถรอบด้าน พร้อมที่จะนำเสนอและถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นไทที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลในยุค New Normal ได้อย่างเต็มภาคภูมิ ภายใต้แนวคิด ”คุณค่าความงดงามวิถีใหม่“

โดยการคัดสรรผู้ได้รับตำแหน่งนางสาวถิ่นไทยงาม และรองฯ ทุกคน จะต้องเข้มข้นที่สุด แต่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบการประกวดให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตรูปแบบใหม่ในปัจจุบัน โดยยังคงรักษาวัฒนธรรมและความงดงามในความเป็นไทยไว้อย่างสวยงาม ซึ่งในรอบตัดสินนั้น ได้ทาบทามคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายวงการ และจะจัดขึ้นในรูปแบบที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ในวันเสาร์ 1 สิงหาคม 2563 ณ โรงแรม เอซ พาร์ค โฮเต็ล (ESC Park Hotel) รังสิต

ธัญญาเรศ เองตระกูล กรรมการบริหาร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับปีนี้เรายังคงจัดเต็มเรื่องเงินรางวัลไว้เช่นเดิม โดยผู้ครองมงกุฎ นางสาวถิ่นไทยงาม จะได้รับเงินรางวัล 500,000 บาท พร้อมมงกุฎเพชร ส่วนรองชนะเลิศอันดับ 1 จะได้รับเงินรางวัล 200,000 บาท และรองชนะเลิศอันดับ 2 (จำนวน 3 คน) จะได้รับเงินรางวัลคนละ 100,000 บาท พร้อมด้วยประกันชีวิตจากทิพยประกันชีวิต และประกันภัยสำหรับผู้หญิงจากทิพยประกันภัย ผลิตภัณฑ์จาก BB Care รวมถึงการได้รับตำแหน่งเป็น พรีเซนเตอร์ของ บีบี คลินิก อีก 1 ปี

“นอกจากนี้เรายังมีเงินสดและของรางวัลสำหรับตำแหน่งพิเศษอีกหลายตำแหน่ง จึงอยากชวนน้องๆ สาวๆ ทุกคนได้ลองมาสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ที่หาไม่ได้ที่ไหน รับรองว่า เราจะพาคุณก้าวไปสู่เวทีแห่งชีวิตจริงที่ยิ่งใหญ่และสวยงามกว่าเดิม พร้อมโอกาสในวงการบันเทิง จึงอยากเชิญชวนให้มาสมัครและมาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวถิ่นไทยงามกัน” ธัญญาเรศ กล่าว

 เปิดรับสมัครแล้ว "นางสาวถิ่นไทยงาม 2563" เวทีแรกหลังโควิด-19
 เปิดรับสมัครแล้ว "นางสาวถิ่นไทยงาม 2563" เวทีแรกหลังโควิด-19

สาวๆ ที่อายุระหว่าง 17-26 ปี สามารถสมัครเข้าร่วมประกวดเวที “นางสาวถิ่นไทยงาม 2563″ ได้ด้วยการสมัครออนไลน์ผ่านทางแฟนเพจ Facebook : นางสาวถิ่นไทยงาม ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563 นี้

กลับมาสร้างความคึกคักในแบบ New Normal สำหรับเวทีการประกวด “นางสาวถิ่นไทยงาม 2563″ นับเป็นเวทีประกวดนางงามระดับประเทศเวทีแรกที่คัมแบ็คหลังวิกฤติโควิด-19 สาวงามท่านใดสนใจประกวด เวทีนี้ พร้อมเปิดรับสมัครแบบ ออนไลน์ แล้ว

 เปิดรับสมัครแล้ว "นางสาวถิ่นไทยงาม 2563" เวทีแรกหลังโควิด-19
 เปิดรับสมัครแล้ว "นางสาวถิ่นไทยงาม 2563" เวทีแรกหลังโควิด-19

“สวนนงนุชพัทยา”ส่งเสริมไทยเที่ยวไทย เปิดประตูปันสุข 6 จว.10 เขตกทม.เข้าฟรี ตลอด กรกฎาคม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“สวนนงนุชพัทยา”ส่งเสริมไทยเที่ยวไทย เปิดประตูปันสุข 6 จว.10 เขตกทม.เข้าฟรี ตลอด กรกฎาคม

"สวนนงนุชพัทยา"ส่งเสริมไทยเที่ยวไทย เปิดประตูปันสุข 6 จว.10 เขตกทม.เข้าฟรี ตลอด กรกฎาคม23 มิถุนายน 2563 – 19:36 น.

อย่าพลาดโอกาส! สวนนงนุชพัทยา ส่งเสริมไทยเที่ยวไทย เปิดประตูปันสุข 6 จังหวัด 10 เขต กทม.เข้าฟรี “กรกฎาคม”

เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.2563 นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เปิดเผยต่อสื่อมวลชน ในการส่งเสริมโครงการ “ไทยเที่ยวไทย” ประตูปันสุขสู่พี่น้องชาว พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี อ่างทอง ชัยนาท สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และกรุงเทพมหานคร 10 เขต คือ บางเขน สายไหม ดอนเมือง หลักสี่ จตุจักร บึงกุ่ม บางกะปิ ลาดพร้าว วังทองหลาง ห้วยขวาง พกบัตรประชาชนเข้าชมอาณาจักรสวนสวยติด 1 ใน 10 ของโลก ฟรีไม่จำกัดรอบตลอดเดือน “กรกฎาคม”

สวนนงนุชพัทยา ปัจจุบันได้ผุดแหล่งท่องเที่ยวใหม่มากมาย ที่ล้วนมีความแปลกสวยงาม ยิ่งใหญ่สุดอลังการ อาทิ สวนDinosaur ไทย 12 ชนิด ภาพวาดจากหิน และนั่งรถชมเนิร์สเซอร์รี่ ตะบองเพชร สับปะรดสี สวนชวนชม สวนกระถาง โกสน หมากผู้หมากเมีย และสวนปาล์ม นอกจากนี้ ยังมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย และโชว์ช้างแสนรู้ ทุกวัน โดยวันจันทร์-ศุกร์ วันละ 1 รอบ ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ วันละ 2 รอบ จึงขอเชิญชวนคนไทยได้ออกมาเที่ยว เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยให้ดีขึ้น

ณัฐภูมินทร์ ปานรักษ์ ผู้สื่อข่าวภูมิภาคจ.ชลบุรี 

เตรียมวางแผนเที่ยว 8 อุทยาน กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี พร้อมเปิด 1 ก.ค.นี้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เตรียมวางแผนเที่ยว 8 อุทยาน กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี พร้อมเปิด 1 ก.ค.นี้

เตรียมวางแผนเที่ยว 8 อุทยาน กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี พร้อมเปิด 1 ก.ค.นี้  23 มิถุนายน 2563 – 19:35 น.

เปิดแน่… อุทยานฯ 8 แห่ง 3 จังหวัด ดีเดย์ เปิด 1ก.ค. 2563 แบบ New Normal ใครกลัวคิวเต็มรีบจองก่อน ใช้แอพลิเคชั่น” Que Q “

วันที่ 23 มิ.ย.2563 นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง)เปิดเผยว่า ได้เข้าร่วมประชุม Video Conference โดยมีนาย วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน พร้อมด้วย นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม  นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช  รวมทั้งผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์  กรมอุทยานฯ ทั่วประเทศ

นายวราวุธ ฯได้ให้นโยบายกับทุกสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ ของกรมอุทยานฯ ให้เตรียมความพร้อม ในการเปิดการท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติ เพื่อให้ประชาชนเข้าชม และท่องเที่ยวตามธรรมชาติแบบ New Normal โดยเว้นระยะห่าง ใช้ระบบคัดกรอง และจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวโดยใช้แอพพลิเคชั่น”ไทยชนะ” โดยเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวทำการจองล่วงหน้า โดยใช้แอพลิเคชั่น” Que Q ” พร้อมกันในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563  

ทั้งนี้ในวันที่ 28 มิถุนายน 2563 นี้ทุกอุทยานแห่งชาติ จะเชิญชวนหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำชุมชน และ ประชาชน ในท้องถิ่น มาร่วมทดสอบดูความพร้อม ในการเปิดการท่องท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติ ในรูปแบบ New Normal ก่อนการเปิดจริง สำหรับสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) มี 8 อุทยานแห่งชาติ ที่เปิดการท่องเที่ยว ยกเว้นอุทยานแห่งชาติลำคลองงู เพียงแห่งเดียว ที่จะเปิดการท่องเที่ยวในเดือน พฤศจิกายน2563

สำหรับอุทยานฯที่จะเปิดทั้งหมด อยู่ในพื้นที่รวม 3 จังหวัดมี กาญจนบุรี ราชบุรี และสุพรรณบุรี  โดยจังหวัดกาญจนบุรี มี 6 แห่ง ประกอบด้วย  อุทยานแห่งชาติเอราวัณ มีน้ำตกเอราวัณ มี 7 ชั้น น้ำใสแจ๋วดังมุกมรกต อุทยานแห่งชาติไทรโยค มีน้ำตกไทรโยคใหญ่ สูงถึง 8 เมตร ไหลลงมาเป็นม่านละอองน้ำ พร่างพรายตา อย่างสวยงาม อุทยานแห่งชาติ เขื่อนศรีนครินทร์ มีน้ำตกห้วยขมิ้น อันลือชื่อ อุทยานแห่งชาติเขาแหลม มีจุดชมวิวป้อมปี่ ที่มีวิวทิวทัศน์สวยที่สุดในจังหวัดกาญจน์ และน้ำตกเกริงกระเวีย ที่ชวนน่าหลงไหล  อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ มีเนินกูดดอย  เนินช้างเผือก  น้ำตกจ็อกกระดิ่น อันสวยงามลืมไม่ลง อุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์ มี น้ำตกหน้าผา และถ้ำธารลอด สิ่งมหัศจรรย์เขาหินปูนยุบตัว เป็นสะพานธรรมชาติขนาดมหึมา  ส่วนที่จังหวัดราชบุรี มี 1 แห่ง อุทยานแห่งชาติ เฉลิมพระเกียรติไทยประจัน พบเรื่องแปลกแต่จริงที่ น้ำพุร้อนโป่งกระทิง เพียงเราปรบมือ ฉับพลันจะมีพรายน้ำและฟองอากาศผุดขึ้นมา จังหวัดสุพรรณบุรี มี 1 แห่ง อุทยานแห่งชาติพุเตย  ชมทะเลหมอกบนยอดเขาเทวดา ที่สูงถึง 1,123 เมตรจากระดับน้ำทะเล  ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตทุกคนต้องขึ้นไปสัมผัส ทุกแห่งพร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยวให้ดื่มด่ำกับธรรมชาติ อันสวยงาม ในรูปแบบ New Normal ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 นี้ ตามนโยบายของท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

วุฒิเดช ก้อนทองคำ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ. กาญจนบุรี

พะเยาแล้งจัด นาข้าวเสียหายนับหมื่นไร่ วอนภาครัฐช่วยหลือเร่งด่วน!! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

พะเยาแล้งจัด นาข้าวเสียหายนับหมื่นไร่ วอนภาครัฐช่วยหลือเร่งด่วน!!

พะเยาแล้งจัด นาข้าวเสียหายนับหมื่นไร่ วอนภาครัฐช่วยหลือเร่งด่วน!!23 มิถุนายน 2563 – 17:47 น.

พะเยาแล้งจัด นาข้าวเสียหายนับหมื่นไร่ วอนภาครัฐช่วยหลือเร่งด่วน!! เบื้องต้นชาวนาอยากได้พันธ์ข้าวมาก่อนเป็นอันดับแรก

ช่วงบ่าย วันนี้ (23 มิ.ย.2563) ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ บริเวณ ทุ่งลอ บ้านป่าแดง ม.11 ต.น้ำแวน อ.เชียงคำ จ.พะเยา หลังจากทราบว่าชาวนาประสบปัญหาภัยแล้งเนื่องจากฝนทิ้งช่วง ทำให้ข้าวที่ปลูกไว้กำลังยืนต้นตายเสียหายเป็นจำนวนเกือบหมื่นไร่  นายต่วนกฤต  จันทนะ ประธานอาสาสมัครกระทรวงเกษตรฯ พะเยา (อกม.พะเยา) กล่าวว่า เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาฝนขาดช่วงมากว่า 1 เดือน ทำให้ต้นข้าวที่ปลูกไว้ในนาของตนเองพร้อมชาวนาคนอื่นๆเกือบ 200 คน ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก เนื่องจากต้นข้าวในทุ่งลอ ที่มีเนื้อที่กว่า 2 หมื่นไร่  กินพื้นที่ 2 อำเภอ 3 ตำบล ได้แก่ ตำบลน้ำแวน, ตำบลอ่างทอง อำเภอเชียงคำ และตำบลทุ่งรวงทอง อ.จุน ส่วนในพื้นที่ตำบลน้ำแวน มีชาวนาที่ได้ลงทะเบียนไว้กับทาง อบต.น้ำแวน มีกว่า 1 หมื่นไร่ ดังนั้นจึงเป็นพื้นที่ประสบภัยแล้งกินพื้นทีมากกว่าที่อื่น จึงได้รวมตัวกันมาวิงวอนและขอความช่วยเหลือชี้แนะจากทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจะมีมาตรการช่วยเหลือชาวนาอย่างไรบ้าง และในขณะนี้พันธ์ข้าวที่ใช้ปลูกก็ไม่มีเหลือ เบื้องต้นชาวนาอยากได้พันธ์ข้าวมาก่อนเป็นอันดับแรก

ด้าน นางวิลาสินี ใจด้วง รักษาการ หัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตร จังหวัดพะเยา กล่าวว่า ความช่วยเหลือเบื้องต้นในขณะนี้ จะต้องสำรวจจำนวนเกษตรกรและพื้นที่ที่ประสบภัยทั้งหมดว่ามีเท่าไหร่ โดยให้ทางผู้นำหมู่บ้านรวบรวมรายชื่อ ส่งไปยัง อบต.ในพื้นที่ , สำนักงานเกษตรอำเภอ และส่งหนังสือรายงานให้นายอำเภอในท้องที่รับทราบ เพื่อดำเนินการประชุมปรึกษาหารือ แล้วรายงานต่อไปยัง สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยจังหวัด ให้รับทราบพร้อมรายงานไปยัง ผู้ว่าราชการจังหวัดรับทราบ เมื่อได้หลักฐานข้อเท็จจริงแล้วจึงจะประกาศให้เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติ (ภัยแล้ง)ได้ และจะทำการช่วยเหลือต่อไป

ในขณะที่ชาวนารับฟังเจ้าหน้าที่ได้อธิบายชี้แจงปัญหาดังกล่าว ได้มีโทรศัพท์สายตรงมาจาก นายวิสุทธิ์ ไชยณรุน ส.ส. เขต 2  เปิดลำโพงพูดคุยกับชาวนา กล่าวว่า “ตนเองรับทราบถึงความเดือดร้อนของชาวนาแล้ว ตนเองจะได้นำปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ไปพูดคุยกันในที่ประชุม ครม.จะที่ถึงนี้และตนเองจะให้มีการเร่งรัดการจัดทำฝนหลวง พร้อมจะสั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยาประกาศให้เป็นพื้นที่ประสบภัย (ภัยแล้ง) และให้ทางสำนักงานเกษตรอำเภอ ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายโดยด่วน อีกทั้งจะเรียกร้องให้รัฐบาลชดเชย ดอกเบี้ย ธกส.ให้กับเกษตรกรชาวนาอีกด้วย” ชาวนาที่ได้ยินดังนั้นต่างพากันปรบมือโห่ร้องแสดงความดีใจก่อนที่จะแยกย้ายกันเดินทางกลับ 

นพพร ทาทาน ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.พะเยา

พลาดแล้วป้า ฮาทั้งตลาด ผ้าปิดตา คว้ามาเป็นแมส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

พลาดแล้วป้า ฮาทั้งตลาด ผ้าปิดตา คว้ามาเป็นแมส

พลาดแล้วป้า ฮาทั้งตลาด ผ้าปิดตา คว้ามาเป็นแมส23 มิถุนายน 2563 – 16:18 น.

พลาดแล้วป้า ฮาทั้งตลาด ผ้าปิดตา คว้ามาเป็นแมส ความน่ารักปนฮาครูใช้ผ้าปิดตาสีดำสวมแทนแมส หลังออกจากบ้านในช่วงโควิด 19 ต้องสวมใส่หน้ากาผ้าอนามัยทุกครั้ง ด้วยความคล้ายทำให้หยิบผิดผ่านจุดคัดกรองเจ้าหน้าที่พบเห็นทักทายจึงรู้ทำให้ฮากันทั้งตลาด

วันที่ 23 มิ.ย. 2563 พบความน่ารัก ความฮา ของครูโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดอ่างทอง ที่เดินผ่านจุดคัดกลองบริเวณตลาดสดเทศบาล 2 ตำบลตลาดหลวง อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง โดยการใช้ผ้าปิดตาสีดำสำหรับเวลานอน สวมแทนแมสผ้าสีดำมาด้วยความมั่นใจ หลังออกจากบ้านในช่วงโควิด-19 ต้องสวมใส่หน้ากาผ้าอนามัยทุกครั้ง ด้วยความคล้ายทำให้หยิบผิด และสวมใส่ผิดมาแบบไม่รู้ตัว และเมื่อเดินผ่านจุดคัดกรอง ที่ต้องสแกน คิวอาร์โค้ดไทยชนะ หรือลงลายมือชื่อ ที่บริเวณจุดคัดกลอง ทางเจ้าหน้าที่พบเห็นทักทายเมื่อเห็นว่าหน้ากากอนามัยนั้นแปลกตาจึงถามคุณครูดู จึงรู้ว่าสวมใส่ผิดชนิดกันมา เรียกว่าทำให้ฮาแบบหน้ารักกันไปกันทั้งตลาด

ด้านนางสาว พูรดา รัตนประสาทพร เจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองอ่างทอง ที่อยู่บริเวณจุดคัดกรองเล่าให้ฟังว่าขณะที่กำลังทำการตรวจวัดไข้และเชิญให้ลงสแกน คิวอาร์โค้ดไทยชนะ หรือลงลายมือชื่อ พบเห็นคุณครูโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่ง สวมใสหน้ากากอนามัยสีดำแบบแปลกตาจึงได้ทักคุณครูไปทำให้รู้ว่า สวมใส่มาผิดมาซึ่งไปหยิบผ้าปิดตาสีดำที่ใช้สวมใส่เวลานอนมาปิดจมูกและปากก่อนออกจากบ้านแทนแมสสีดำ

ทำเรียกเสียงฮาแบบน่ารักของผู้พบเห็นไปทั้งตลาด และยังได้เจอเพื่อนครูโรงเรียนเดียวกันด้วย ที่บริเวณหน้าตลาดสดเทศบาล2 แล้วจับมือทักทายกัน แต่เมื่อเพื่อนครูรุ่นพี่หันมามองแมสที่สวมใส่มา พบว่าสวมผ้าปิดตาสีดำสำหรับนอนแทนแมสสีดำ ทำให้ครูเขินอาย และฮาแบบหน้ารัก ของคุณครูก่อนเดินทางกลับบ้านต่อไป

ภาพ/ข่าว : ศุภเสกข์  แสงตระการ  ผู้สื่อข่าวภูมิภาค  จ.อ่างทอง

พระและโยมฝันตรงกัน ก่อนพบตะเคียน 9 ต้น ในบ่อทรายเก่า เตรียมอัญเชิญแต่ต้องสะดุด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

พระและโยมฝันตรงกัน ก่อนพบตะเคียน 9 ต้น ในบ่อทรายเก่า เตรียมอัญเชิญแต่ต้องสะดุด

พระและโยมฝันตรงกัน ก่อนพบตะเคียน 9 ต้น ในบ่อทรายเก่า เตรียมอัญเชิญแต่ต้องสะดุด23 มิถุนายน 2563 – 14:51 น.

ฮือฮาพบตะเคียน 9 ต้นในบ่อทรายเก่า พระสงฆ์จากจังหวัดอุทัยธานี และชาวบ้านในจังหวัดอ่างทอง ฝันตรงกันจึงมาตามฝันที่บ่อทรายเก่า เพื่ออัญเชิญแต่ต้องยุติกลางคันเนื่องจากเจ้าของสถานที่ไม่อนุญาต

วันที่ 23 มิ.ย. 63 ฮือฮา พบต้นตะเคียนขนาดใหญ่ จำนวน 9 ต้น ที่บริเวณบ่อทรายเก่ากลางทุ่งนาบริเวณหมู่ที่ 9 ตำบลคำหยาด อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง โดยมีชาวบ้านนักเสี่ยงดวง  ที่ทราบข่าวต่างเดินทางมาดูการอัญเชิญ แม่ตะเคียน 9 ต้น ขึ้นจากบ่อทรายเก่า กันอย่างคึกคัก แต่ต้องมีการยุติการอัญเชิญกลางคันเนื่องจากเจ้าของสถานที่ไม่อนุญาต

ด้าน พระมหาสามารถ อธิปัญโย พระสำนักสงฆ์หลวงพ่อสดถ้ำพุหวาย ตำบลบ้านไร่ อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี เล่าให้ฟังว่า ได้นิมิเห็นหญิงสาวอยู่ภายในบ่อทรายเก่า จำนวน 9 คน จึงได้เดินทางมามาตรวจดูพบว่ามีต้นตะเคียนขนาดใหญ่อยู่จำนวน 9 ต้น เพื่อนำไปขอโชคลาภที่สำนักสงฆ์จำนวน 1 ต้น และบังเอิญได้พบกับทาง นายไพโรจน์ พัฒสาตร์ อายุ 40 ปี ที่เดินทางมาอัญเชิญแม่ตะเคียนที่บ่อทรายแห่งนี้เช่นกัน และเมื่อได้คุยกันจึงทำให้ทราบว่า เกิดจากความฝันที่คล้ายกันและเดินทางพบกันที่สถานที่แห่งนี้

ด้าน นายไพโรจน์ เล่าให้ฟังว่า ตนเองก็ฝันว่ามีหญิงสาวอยู่ในบ่อทรายเก่า แห่งหนึ่ง จำนวน 9 คน คาดว่าเป็นแม่ตะเคียน จึงได้เดินทางมาดู ตามฝันพบว่าที่บ่อทรายเก่า พบว่ามีต้นตะเคียนขนาดใหญ่ จำนวน 9 ต้น อยู่ในบ่อทรายเก่าจริงอย่างในฝัน จึงเตรียมการอัญเชิญขึ้นจากบ่อทราย แต่ต้องยุติไป เนื่องเจ้าเจ้าของสถานที่ไม่อนุญาต

ภาพ/ข่าว : ศุภเสกข์  แสงตระการ  ผู้สื่อข่าวภูมิภาค  จ.อ่างทอง