เช็กอาการลูกน้อย เข้าสู่ภาวะ “เป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย” หรือยัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473415

เช็กอาการลูกน้อย เข้าสู่ภาวะ “เป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย”หรือยัง

8 กรกฎาคม 2564 – 12:22 น.

คลายหลายข้อสงสัยของพ่อแม่ ลูกเข้าสู่สภาวะ”เป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย” หรือยัง รู้เท่าทัน ป้องกันได้

ภาวะเป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย หรือสภาวะที่เด็กโตเร็วกว่าปกติ (Precocious Puberty) พบได้ในเด็ก ทั้งเพศหญิงและชาย โดยจะพบในเด็กหญิงมากกว่าเด็กชายประมาณ 8 – 20 เท่า พ่อแม่ผู้ปกครองจำเป็นที่จะต้องหมั่นสังเกต เพราะมักมีความผิดปกติแอบแฝงอยู่

สัญญาณเตือนแบบไหน ที่เรียกว่าเริ่มเข้าสู่สภาวะ เป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย ไปเช็คกัน

เช็กอาการลูกน้อย เข้าสู่ภาวะ "เป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย"หรือยัง

เด็กผู้ชาย

ลูกอัณฑะ และ องคชาติขยายตัว

เริ่มมีขนที่บริเวณอวัยวะเพศ และรักแร้

สิว หน้ามัน กลิ่นตัว และ เสียงแตก

ส่วนสูงเพิ่มขึ้น

เด็กผู้หญิง

– เต้านมเจริญขึ้น

– เริ่มมีขนบริเวณอวัยวะเพศ และรักแร้

– สิว หน้ามัน กลิ่นตัว

– สะโพกผาย

– มีตกขาว และประจำเดือน

– ส่วนสูงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

เช็กอาการลูกน้อย เข้าสู่ภาวะ "เป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย"หรือยัง

สาเหตุที่พบ 

– กรรมพันธุ์  ถ้าพ่อแม่มีประวัติเข้าสู่วัยหนุ่มสาวเร็ว เช่น พ่อเสียงแตกเร็ว หรือแม่มีประจำเดือนเร็ว ลูกก็อาจจะเป็นหนุ่มเป็นสาวเร็วได้
– สิ่งแวดล้อม ภาวะโภชนาการ ซึ่งปัจจุบันพบมากขึ้น จากการกินอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น ชอบรับประทานของทอด ของมัน อาหารไขมันูสูง ก็มักจะเข้าสู่วัยหนุ่มสาวเร็วกว่าปกติ

– พยาธิสภาพ พยาธิสภาพในสมอง เช่น ก้อนเนื้องอก สมองเคยขาดออกซิเจน หรือเคยติดเชื้อมาก่อน หรือเคยได้รับการฉายรังสี ก็จะไปกระตุ้นให้ต่อมใต้สมอง สร้างฮอร์โมนเพศมาได้  หรือ พยาธิสภาพในต่อเพศ เช่น ถุงน้ำในรังไข่ในเด็กหญิง ก็จะทำให้มีการสร้างฮอร์โมนเพศมากขึ้น

** แต่พบว่า 90 เปอร์เซ็น ของเด็กหญิงที่เป็นสาวเร็วมักไม่มีสาเหตุ ส่วนอีก 10 เปอร์เซ็น คือมีพยาธิสภาพ ในขณะที่เด็กชายมักจะมีพยาธิสภาพถึง 90 เปอร์เซ็น ดังนั้น ในเด็กชายจึงต้องทำการตรวจเพิ่มเติมทุกราย

หากเด็กตกอยู่ในภาวะเป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย สิ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองควรทำคือ

  • บอกให้รู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น อธิบายตามจริง ห้ามโกหกเด็ดขาด
  •  ตรวจสอบข้อมูลและให้ความรู้อย่างถูกต้อง
  • ถ้าต้องเข้ารับการรักษาให้บอกถึงผลเสียหากไม่รีบรักษา
  • หมั่นให้ความรู้เรื่องเพศตามความเหมาะสม เพื่อให้เข้าใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย

รู้หรือยัง..วิธีช่วยผู้ได้รับ “สารพิษ” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473384

รู้หรือยัง..วิธีช่วยผู้ได้รับ”สารพิษ”

8 กรกฎาคม 2564 – 08:37 น.

หากคุณเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ที่มีคนได้รับ”สารพิษ” จะมีวิธีช่วยคนที่ตกเป็น”เหยื่อ”ได้อย่างไร

สารพิษ(Poisons) หมายถึงสารเคมีที่มีสภาพเป็นของแข็ง ของเหลวหรือก๊าซซึ่งสามารถเข้าสู่ร่างกายโดยการรับประทาน การฉีด การหายใจหรือการสัมผัสทางผิวหนังแล้วทำให้เกิดอันตรายต่อโครงสร้างและหน้าที่ของร่างกาย ด้วยปฏิกิริยาทางเคมี อันตรายจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับคุณสมบัติ ปริมาณและทางที่ได้รับสารพิษนั้น

ชนิดของสารพิษ

สารพิษที่ทำให้เกิดอันตรายต่อมนุษย์มาจากหลายแหล่งด้วยกันอาจเป็นพิษจากสัตว์เช่น งูพิษ ผึ้ง แมลงป่อง พิษจากพืช เช่น เห็ดพิษ  พิษจากแร่ธาตุต่าง ๆ เช่น ตะกั่ว ฟอสฟอรัส สารหนูและพิษจากสารสังเคราะห์ต่างๆ เช่นยาฆ่าแมลง ยาปราบวัชพืช ยาอันตรายรวมทั้งสารสังเคราะห์ที่ใช้ในครัวเรือนเช่น น้ำยาฟอกขาว น้ำยาขัดห้องน้ำ  

สารพิษสามารถจำแนกตามลักษณะการออกฤทธิ์ได้ 4 ชนิด ดังนี้

-ชนิดกัดเนื้อ(Corrosive ) สารพิษชนิดนี้จะทำให้เนื้อเยื่อของร่างกายไหม้ พอง ได้แก่ สารละลายพวกกรดและด่างเข้มข้น น้ำยาฟอกขาว

-ชนิดทำให้ระคายเคือง(Irritants ) สารพิษชนิดนี้จะทำให้เกิดอาการปวดแสบ ปวดร้อนและอาการอักเสบในระยะต่อมาได้แก่ ฟอสฟอรัส  สารหนู อาหารเป็นพิษ  ซัลเฟอร์ไดออกไซด์

-ชนิดที่กดระบบประสาท(Narcotics ) สารพิษชนิดนี้จะทำให้หมดสติ หลับลึก ปลุกไม่ตื่น ม่านตาหดเล็ก ได้แก่ ฝิ่น  มอร์ฟีน พิษจากงูบางชนิด

-ชนิดที่กระตุ้นระบบประสาท (Dililants) สารพิษชนิดนี้จะทำให้เกิดอาการเพ้อคลั่ง ใบหน้าและผิวหนังแดง ตื่นเต้นชีพจรเต้นเร็ว ช่องม่านตาขยายได้แก่  ยาอะโทรปีน ลำโพง 

การประเมินภาวะการได้รับสารพิษ

การได้รับสารพิษ เป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการปฐมพยาบาลที่รีบด่วนและเฉพาะเจาะจง ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือ จะต้องประเมินจำแนกให้ได้ว่าอาการผิดปกติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยนั้นว่าเกิดจากสารพิษใด

นอกจากประเมินอาการแล้วยังจำเป็นต้องสังเกตสภาพการณ์ สิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยร่วมด้วย ดังนี้

-การคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง น้ำลายฟูมปากหรือมีรอยไหม้นอกบริเวณริมฝีปาก มีกลิ่นสารเคมีบริเวณปาก

-เพ้อ ชัก หมดสติ  มีอาการอัมพาตบางส่วนหรือทั่วไป  ขนาดช่องม่านตาผิดปกติ อาจหดหรือขยาย

-หายใจขัด หายใจลำบาก มีเสมหะมาก มีอาการเขียวปลายมือปลายเท้าหรือบริเวณริมฝีปาก ลมหายใจมีกลิ่นสารเคมี

-ตัวเย็น เหงื่อออกมาก มีผื่นหรือจุดเลือดออกตามผิวหนัง

สภาพการณ์หรือสิ่งแวดล้อมที่บ่งชี้ถึงภาวะการได้รับสารพิษ

-เกิดอาการผิดปกติขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน โดยที่ผู้ป่วยเป็นคนที่แข็งแรงสมบูรณ์มาก่อน

-เกิดอาการขึ้นกับคนหลาย ๆ คน  หรืออยู่ในสิ่งแวดล้อมเดียวกัน

-ในบริเวณที่พบผู้ป่วยมีภาชนะบรรจุสารพิษหรือเป็นแหล่งของสัตว์มีพิษเช่น งูพิษ แมงป่อง แมงกะพรุนไฟ

-มีปัญหาทางด้านจิตใจ ได้แก่ เป็นโรคเรื้อรังรักษาไม่หาย มีประวัติพยายามฆ่าตัวตาย ผิดหวังในชีวิตหรือการทำงาน มีศัตรูปองร้าย

การปฐมพยาบาลผู้ที่ได้รับสารพิษ

จำแนกตามวีถีทางที่ได้รับ 3 ทาง ดังนี้

-การปฐมพยาบาลผู้ที่ได้รับสารพิษทางปาก
-การปฐมพยาบาลผู้ที่ได้รับสารพิษทางการหายใจ
-การปฐมพยาบาลผู้ที่ได้รับสารพิษทางผิวหนัง

การปฐมพยาบาลผู้ที่ได้รับสารพิษทางปาก

ผู้ช่วยเหลือต้องทำการประเมินผู้ที่ได้รับสารพิษก่อนแล้วจึงพิจารณาดำเนินการช่วยเหลือ ดังนี้

-ทำให้สารพิษเจือจาง  ในกรณีรู้สึกตัวและไม่มีอาการชักโดยการดื่มน้ำชาซึ่งหาได้ง่ายแต่ถ้าได้นมจะดีกกว่าเพราะว่าจะช่วยเจือจางสารพิษแล้ว ยังช่วยเคลือบและป้องกันอันตรายต่อเยื่อบุทางเดินอาหาร

-นำส่งโรงพยาบาล  เพื่อทำการล้างท้องเอาสารพิษออกจากกระเพาะอาหาร

-ทำให้ผู้ป่วยอาเจียนเพื่อเอาสารพิษออกจากกระเพาะอาหารในกรณีที่ต้องใช้เวลานานในการนำส่งผู้ป่วย เช่น ใช้นิ้วล้วงคอ ใช้ไม้พันสำลีกวาดคอซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้รู้สึกอยากขย้อน อยากอาเจียน

ข้อห้ามในการทำให้ผู้ป่วยอาเจียน

-หมดสติ
-ได้รับสารพิษชนิดกัดเนื้อ เช่น กรด ด่าง
-รับประทานสารพิษพวก น้ำมันปิโตรเลียม เช่น น้ำมันก๊าด เบนซิน
-มีสุขภาพไม่ดี เช่น โรคหัวใจ

-ให้สารดูดซับสารพิษในระบบทางเดินอาหารเพื่อลดปริมาณการดูดซึมสารพิษเข้าสู่ร่างกาย 

สารที่ใช้ได้ผลดีคือ Activated charcoal มีลักษณะเป็นผงถ่านสีดำใช้ 1 ช้อนโต๊ะ ละลายน้ำ 1 แก้วให้”ผู้ป่วย”ดื่ม ถ้าหาไม่ได้อาจใช้ไข่ขาว 3 -4 ฟองตีให้เข้ากัน ให้”ผู้ป่วย”รับประทานซึ่งควรใช้ในกรณีดังต่อไปนี้

-รับประทานสารพิษเข้าไปเกินครึ่งถึง 1 ชั่วโมงเพราะสารพิษผ่านกระเพาะอาหารลงไปยังลำไส้แล้ว การให้อาเจียนอาจไม่ได้ผล

-หลังจากทำให้อาเจียนแล้วไม่แน่ใจว่าสารพิษจะถูกขับออกมาหมดโดยการอาเจียน

-ไม่สามารถทำให้ ผู้ป่วยอาเจียนได้

-นำส่งโรงพยาบาลเมื่อให้การปฐมพยาบาลแล้วขณะนำส่งให้สังเกต อาการและอาการแสดง ตลอดเวลาและให้การช่วยเหลือถ้าผู้ป่วยหยุดหายใจและหัวใจหยุดเต้นโดยการนวดหัวใจและการผายปอด

การปฐมพยาบาลผู้ที่ได้รับ”สารกัดเนื้อ” (Corrosive substances )

กรด ด่าง เป็นสารเคมีที่พบในชีวิตประจำวันซึ่งนำมาใช้ในครัวเรือนและโรงงานอุตสาหกรรม เช่น กรดซัลฟริก  กรดไฮโดรคลอริก  โซเดียมคาร์บอเนต

อาการและอาการแสดง

ไหม้พอง  ร้อนบริเวณริมฝีปาก  ปาก  ลำคอและท้อง  คลื่นไส้ อาเจียน กระหายน้ำและมีอาการภาวะช็อค ได้แก่ ชีพจรเบา ผิวหนังเย็นชื้น

การปฐมพยาบาล

-ถ้ารู้สึกตัวดีให้ดื่มนม
-อย่าทำให้อาเจียน
-รีบนำส่งโรงพยาบาล

การปฐมพยาบาลผู้ที่ได้รับสารพวกน้ำมันปิโตรเลียม

เป็นผลิตภัณฑ์ที่พบได้ทั้งในบ้านและโรงงานอุตสาหกรรม สารพวกนี้ได้แก่ น้ำมันก๊าด เบนซิน ยาฆ่าแมลงชนิดน้ำมัน เช่น DTT

อาการและอาการแสดง

แสบร้อนบริเวณปาก คลื่นไส้ อาเจียนซึ่งอาจสำลักเข้าไปในปอดทำให้หายใจออกมามีกลิ่นน้ำมันหรือมีกลิ่นน้ำมันปิโตรเลียม อัตราการหายใจและชีพจรเพิ่ม อาจมีอาการขาดออกซิเจนซึ่งอาจรุนแรงมาก มีเขียวตามปลายมือ ปลายเท้า

การปฐมพยาบาล

-รีบนำส่งโรงพยาบาล
-ห้ามทำให้อาเจียน
-ระหว่างนำส่งโรงพยาบาล ถ้าผู้ป่วยอาเจียนให้จัดศีรษะต่ำเพื่อป้องกันการสำลักน้ำมันเข้าปอด

การปฐมพยาบาลผู้ที่ได้รับยาแก้ปวด ลดไข้

ยาแอสไพรินและพาราเซตามอล พบบ่อยในเด็กที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์และผู้ที่มีปัญหาทางด้านจิตใจ

อาการและอาการแสดงของผู้ที่ได้รับยาแอสไพริน

หูอื้อเหมือนมีเสียงกระดิ่งในในหู การได้ยินลดลง เหงื่อออกมาก ปลายมือปลายเท้าแดง ชีพจรเร็ว คลื่นไส้อาเจียน หายใจเร็ว ใจสั่น

อาการและอาการแสดงของผู้ที่ได้รับยาพาราเซตามอล(ไทรีนอล )

ยานี้จะถูกดูดซึมเร็วมากโดยเฉพาะในรูปของสารละลาย ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ง่วงซึม เหงื่อออกมาก ความดันโลหิตต่ำ สับสน เบื่ออาหาร

การปฐมพยาบาล

-ทำให้สารพิษเจือจาง
-ทำให้อาเจียน
-ให้สารดูดซับสารพิษ ที่อาจหลงเหลือในระบบทางเดินอาหาร
-ให้กำลังใจเพื่อให้ผู้ป่วยสงบ
-นำส่งโรงพยาบาล

การปฐมพยาบาลผู้ที่ได้รับสารพิษทางการหายใจ

สารพิษที่เข้าสู่ทางการหายใจได้แก่ ก๊าซพิษซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภทดังนี้

-ก๊าซที่ทำให้ร่างกายขาดออกซิเจน เกิดอาการ วิงเวียน หน้ามืด เป็นลมหมดสติถึงแก่ความตายได้ เช่น คาร์บอนมอนนอกไซด์ คาร์บอนไดออกไซด์ ไฮโดรเจน ไนโตรเจน

ปัจจุบันพบว่าก๊าซที่ทำให้เกิดปัญหาค่อนข้างบ่อยได้แก่ คาร์บอนมอนนอกไซด์โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ ๆ ที่มีปัญหาการจราจรคับคั่ง อากาศเป็นพิษ

คาร์บอนมอนนอกไซด์ เป็นก๊าซไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของน้ำมันเชื้อเพลิงเมื่อหายใจเข้าไปในร่างกายก๊าซนี้จะแย่งที่กับออกซิเจนในการจับกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงทำให้เม็ดเลือดแดงไม่สามารถไปยังเนื้อเยื่อทั่วร่างกายได้ร่างกายจึงมีอาการของการขาดออกซิเจนซึ่งถ้าช่วยเหลือไม่ทันจะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต เช่น ในกรณีที่มีผู้เสียชีวิตในรถยนต์ 

ก๊าซที่ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ คอ หลอดลม และปอด ถ้าได้รับในปริมาณมากอาจทำให้ตายได้ เช่น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไม่มีสีแต่มีกลิ่นฉุน พบได้ในโรงงานอุตสาหกรรม ใช้ทำกรดกำมะถัน 

ก๊าซที่ทำให้อันตรายทั่วร่างกาย ได้แก่ ก๊าซอาร์ซีน ไม่มีสีกลิ่นคล้ายกระเทียม พบได้ในโรงงานอุตสาหกรรมใช้ทำแบตเตอรี่ เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะทำให้เม็ดเลือดแดงแตก ปัสสาวะเป็นเลือด ดีซ่าน ตาเหลือง ตัวเหลือง

การปฐมพยาบาล

-กลั้นหายใจและรีบเปิดประตู หน้าต่างเพื่อให้อากาศถ่ายเท มีอากาศบริสุทธิ์เข้ามาในห้อง ปิดท่อก๊าซหรือขจัดต้นเหตุของพิษนั้น ๆ

-นำผู้ป่วย ออกจากบริเวณที่เกิดเหตุไปยังที่มีอากาศบริสุทธิ์

-ประเมินการหายใจและการเต้นของหัวใจ ถ้าไม่มีให้ผายปอดและนวดหัวใจ

-นำส่งโรงพยาบาล

การปฐมพยาบาลผู้ที่ได้รับสารพิษทางผิวหนัง

สารพิษที่สามารถเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังที่พบบ่อย ได้แก่ สารเคมีและสารพิษที่เกิดจากการถูกสัตว์มีพิษกัดหรือต่อย เช่น ต่อ แตน ผึ้ง ตะขาบ แมงป่อง แมงกะพรุนไฟ  งูพิษ

การปฐมพยาบาลเมื่อสารเคมีถูกผิวหนัง

-ล้างด้วยน้ำสะอาดนาน ๆ  อย่างน้อย 15 นาที

-อย่าใช้ยาแก้พิษทางเคมีเพราะความร้อนที่เกิดจากปฏิกิริยาอาจทำให้เกิดอันตรายมากขึ้น

-บรรเทาอาการปวดและรักษาช็อค

-ปิดแผลแล้วนำส่งโรงพยาบาล

การปฐมพยาบาลเมื่อสารเคมีเข้าตา

-ล้างตาด้วยน้ำนาน 15นาทีโดยการเปิดน้ำก๊อกไหลรินค่อย ๆ
-อย่าใช้ยาแก้พิษทางเคมีเพราะความร้อนที่เกิดจากปฏิกิริยาอาจทำให้เกิดอันตรายมากขึ้น
-บรรเทาอาการปวดและรักษาช็อค
-ปิดตาแล้วนำส่งโรงพยาบาล

ที่มา : กรมแพทย์ทหารเรือ

เช็ค อิน กิน เที่ยว “สวนอินทผลัมคุณแอน” จ.สระแก้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473342

เช็ค อิน กิน เที่ยว “สวนอินทผลัมคุณแอน” จ.สระแก้ว

8 กรกฎาคม 2564 – 06:01 น.

เช็ค อิน กิน เที่ยว “สวนอินทผลัมคุณแอน” จ.สระแก้ว ขายถูก ขายดี ขายไว

สวนอินทผลัมคุณแอน” ที่เคยเป็นข่าวโด่งดังปีที่แล้วขายถูก ขายดี ขายไว” จนหมดสวนมาแล้ว โดยปีนี้เป็นปีที่ 2 คุณแอนเจ้าของสวนอินทผาลัมเล่าให้ฟัง ด้านผลผลิตของอินทผลัมปีนี้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างดี และราคาก็ยังอยู่ในช่วงขาขึ้น ส่งสั่งซื้อทางออนไลน์ จนแทบไม่พอในปีนี้  ทำให้ชาวสวนมีกำลังใจก็อยากเชิญชวนพี่น้อง มาชิมช็อปกัน ส่วนเรื่องมาตรการ covid 19 เรามีความพร้อม

สวนอินทผาลัมคุณแอน” เรามีการป้องกันอย่างดี โดยมาตรการคัดกรอง ล้างมือสวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง ช่วงเยี่ยมชม และลงแปลงเยี่ยมชมการปลูกอินทผลัมที่เป็นพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรยุคใหม่ ได้อย่างดี”ด้านคุณปาณิสรา หรือแอนเศวตโชติธนากรและคุณสุรเชษฐ์ วัฒนพลพัน เจ้าของสวนอินทผลัม ทางเรามีกลุ่มบริษัทเลิศรส ที่มีการแปรรูปอินทผลัม เป็นน้ำอินทผลัม ทั้งผลสดและผลแห้ง 

เช็ค อิน กิน เที่ยว "สวนอินทผลัมคุณแอน" จ.สระแก้ว

สำหรับการปลูกอินทผลัม ต้องดูแล เอาใจใส่เป็นพิเศษทุกขั้นตอน เนื่องจากอินทผลัมเป็นพืช ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจากต่างประทศ ดังนั้น การดูแลจึงต้องดูแลเป็นพิเศษได้ปลูกอินทผลัม มีทั้งพันธุ์บาฮี พันธุ์โคไนซี่และพันธุ์อื่นอีกกว่า 50 สายพันธุ์ และพันธุ์ที่คนไทยกำลังนิยมกินกันในขณะนี้เป็นพันธุ์บาฮี ผลจะมีสีเหลืองกับพันธุ์โคไนซี่ ผลจะมีสีแดง 

นายสุรเชษฐ์ วัฒนพลพันธ์ และคุณแอน กล่าว ปีนี้ผลผลิต ดีกว่าปีที่แล้วก็อยากให้มาเยี่ยมชมและชิมที่สวนเลยครับ ว่ารสชาติเป็นอย่างไร สมคำร่ำลือไหม สำหรับตลาดอินทผลัม ส่วนใหญ่เชื่อว่าตลาดอินทผลัมยังไปอีกไกล และในช่วงนี้มีคนเข้ามาซื้อต่อเนื่อง ก่อนที่จะเปิดตัวเร็วๆนี้” อย่างเป็นทางการ” 

เช็ค อิน กิน เที่ยว "สวนอินทผลัมคุณแอน" จ.สระแก้ว
เช็ค อิน กิน เที่ยว "สวนอินทผลัมคุณแอน" จ.สระแก้ว

สำหรับราคาอินทผลัมตอนนี้ ถ้าเป็นพันธุ์บาฮี อยู่ที่ 400-600 บาทต่อกิโลกรัม ถ้าเป็นพันธุ์โคไนซี่ อยู่ที่ประมาณ 650 บาทต่อกิโลกรัม และที่นี่จะขายต้นพันธุ์ด้วย เป็นต้นพันธุ์เนื้อเยื่อจากต่างประเทศ เรายังไม่สามารถเพาะเองได้ ราคาอยู่ที่ต้นละ 2,000- 2,500 บาท ข้อดีของพันธุ์ที่ได้จากเนื้อเยื่อคือไม่กลายพันธุ์ ดังนั้นต้นพันธุ์ที่นำมาขาย จะรับประกันได้ถึงรสชาติ หวาน กรอบ ถ้าลูกค้าต้องการพันธุ์นำไปปลูก สามารถติดต่อได้ที่ “สวนอินทผลัมคุณแอน”  ก็ตั้งจีพีเอส มาได้เลย หรือติดต่อได้ที่ โทร.084-5985888 สวนอินทผลัมคุณแอน มีเนื้อปลูกทั้งหมด 50 ไร่ ได้ปลูกมาเป็นเวลา 2 ปีแล้ว มีต้นพันธุ์กว่า 1,000 ตัน ทั้งนี้ อินทผลัมถือว่าเป็นพืชแนวทางใหม่ สร้างรายได้สูงให้แก่เกษตรกร สำหรับพันธุ์ที่ปลูกในประเทศไทย สำหรับกินผลสดและเป็นผลไม้ที่ส่งเสริมสุขภาพ มีกากอาหารเยอะ เป็นน้ำตาลเชิงเดี่ยว ” ไม่ก่อให้เกิดความอ้วน” อีกด้วย

ที่มา..นายยุทธนาพึ่งน้อย ผู้สื่อข่าวจังหวัดสระแก้ว 

เชื่อหรือไม่ว่า การ “เปิดไฟนอน” ขัดขวางเมลาโทนิน เสี่ยงเกิดโรค #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473316

เชื่อหรือไม่ว่า การ “เปิดไฟนอน” ขัดขวางเมลาโทนิน เสี่ยงเกิดโรค

8 กรกฎาคม 2564 – 01:05 น.

เชื่อหรือไม่ว่า การทานอาหารมื้อใหญ่ภายใน 3 ชั่วโมงก่อนนอน รวมถึง การ “เปิดไฟนอน” ขัดขวางการหลั่งของสารเมลาโทนิน ทำให้มีความเสี่ยงเกิดโรค

คนที่หัวถึงหมอนแล้ว “หลับสะบาย” จัดได้ว่าโชคดีสะท้อนให้เห็นว่าสุขภาพกายและสุขภาพจิตแข็งแรงดี แต่ควรเปิดไฟนอน หรือควรเปิดเป็น Night Light หรือไฟหรี่ เหล่านี้สำคัญอย่างไรต่อสุขภาพ จริงหรือเปิดไฟนอนขัดขวางการหลั่งสาร “เมลาโทนิน”เสี่ยงเกิดโรค

เกี่ยวกับเรื่องนี้ รศ.พญ.นฤชา จิรกาลวสาน กรรมการบริหารศูนย์นิทราเวช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้ให้ความรู้ในเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพจากการเปิดไฟนอนตอนกลางคืนว่า เป็นการขัดขวางการหลั่งของสารเมลาโทนินซึ่งหลั่งจากส่วนหนึ่งในสมอง มีความสำคัญต่อระบบต่างๆ ในร่างกาย ดังนั้นผู้ที่เปิดไฟนอนหรือมีการพักผ่อนที่ไม่ดีอาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคอัลไซเมอร์ โรคอ้วน

“เมลาโทนินเป็นฮอร์โมนที่หลั่งออกมาในช่วง 2 ชั่วโมงก่อนเข้านอน มีหน้าที่ควบคุมการนอนหลับ และระบบต่างๆ ในร่างกาย เช่น ระบบเมตาบอลิซึม ระบบประสาทอัตโนมัติ ความดัน ความจำ เมลาโทนินจะถูกยับยั้งโดยแสง ดังนั้นมีโอกาสที่การนอนเปิดไฟจะส่งผลให้เมลาโทนินถูกกด ส่งผลให้นอนไม่ดี และอาจทำให้เกิดโรคต่างๆได้” รศ.พญ.นฤชา ระบุ

การพักผ่อนที่ดีนั้นช่วยเรื่องความจำและการเรียนรู้ ดังนั้นหากเมลาโทนินถูกขัดขวางการหลั่ง อาจส่งผลต่อระบบความจำ ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ในระยะแรกส่วนหนึ่งพบว่ามีการลดลงของสารเมลาโทนิน

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Internal Medicine ที่ศึกษาในผู้หญิงกว่า 4 หมื่นคน เรื่องการเปิดและปิดไฟนอนที่อาจส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัว หลังจากการติดตามในระยะ 5 ปี พบว่าคนที่เปิดไฟนอนมีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้นกว่าคนที่ปิดไฟนอน

โดยน้ำหนักเพิ่มขึ้นถึง 5 กิโลกรัม ดังนั้นความสว่างจากการเปิดไฟนอนจึงมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัว

ศ.พญ.นฤชา ให้คำแนะนำว่า ควรปิดไฟให้สนิทก่อนนอน หลีกเลี่ยงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีแสง เช่น โทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ ก่อนนอน 1 ชั่วโมง เพราะเป็นการกระตุ้นการตื่นตัวและเป็นการรบกวนการหลั่งสารเมลาโทนิน

ถ้าหากมีความจำเป็นที่จะต้องเปิดไฟนอน ควรเปิดเป็น Night Light หรือไฟหรี่ นอกจากนี้ควรจะเข้านอนและตื่นนอนในเวลาเดียวกับทุกวัน หลีกเลี่ยงการทานอาหารมื้อใหญ่ภายใน 3 ชั่วโมงก่อนนอน

ขอบคุณที่มา: ศูนย์นิทราเวช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

บอกลา “หน้ามัน” ด้วย 8 วิธีง่ายๆ แบบธรรมชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473345

บอกลา “หน้ามัน” ด้วย 8 วิธีง่ายๆ แบบธรรมชาติ

7 กรกฎาคม 2564 – 21:10 น.

“หน้ามัน” เป็นอาการที่ใบหน้ามีไขมันส่วนเกินเยอะเกินไป ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาไม่มากก็น้อย สำหรับคนผิวมัน เพราะจะทำให้เกิดสิวอุดตัน หน้าหมองคล้ำระหว่างวันได้ง่าย แต่งหน้าไม่ค่อยติด ต้องคอยซับหน้าอยู่เสมอ

ยิ่งสภาพอากาศในบ้านเราที่ร้อนอบอ้าวขนาดนี้ ยิ่งง่ายมากที่จะทำให้ผิวหน้าของเรามันได้ตลอดเวลา ยิ่งแก้ก็เหมือนจะยิ่งเป็นหนักขึ้น ทำให้เสียความมั่นใจกันอย่างมาก โดยสาเหตุหลักๆแล้ว อาการ “หน้ามัน” จะมาจากกรรมพันธุ์เป็นหลัก ยังมีปัจจัยอื่นๆ เช่น อารมณ์ ความเครียด อากาศเปลี่ยนแปลง ความร้อน ฮอร์โมน การสัมผัส การใช้สกินแคร์ที่มากเกินความจำเป็น  

 บอกลา "หน้ามัน" ด้วย 8 วิธีง่ายๆ แบบธรรมชาติ

และสำหรับวิธีแก้ “หน้ามัน” สูตรธรรมชาติ แบบง่ายๆ มีอยู่ 8 วิธีด้วยกัน ที่อยากจะแนะนำ โดยใช้วัตถุดิบธรรมชาติใกล้ตัวของเรา และ มีสรรพคุณในการช่วยลดความมันบนใบหน้า ที่สามารถทำได้เองง่ายๆ และ ไม่เป็นอันตรายต่อผิวหน้า ดังนี้

1. “มะเขือเทศ” สรรพคุณจะทำให้ผิวพรรณสดใส ช่วยในเรื่องของการควบคุมความมันบนใบหน้าได้ ซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆ เพียงนำมะเขือเทศสดมาล้างทำความสะอาด หั่นแล้วปั่นให้ละเอียด นำมาพอกให้ทั่วใบหน้าทิ้งไว้ 15- 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้ง ก็จะสามารถลดอาการ “หน้ามัน” ลงได้

 บอกลา "หน้ามัน" ด้วย 8 วิธีง่ายๆ แบบธรรมชาติ

2. “มะละกอสุก” นำมาพอกหน้าจะช่วยลดความมันได้ เพราะในมะละกอสุก อุดมไปด้วยวิตามินซีและอีสูง มีส่วนช่วยในการลดความมันและรอยด่างดำบนใบหน้า ทั้งยังช่วยขัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกไปด้วย เพียงแค่นำมะละกอสุก 1 ชิ้น มาบดให้ละเอียด แล้วบีบน้ำมะนาวประมาณครึ่งลูกผสมลงไปให้เข้ากัน ใส่น้ำผึ้งอีก 2 ช้อนโต๊ะ คนให้เป็นเนื้อเดียวกัน นำส่วนผสมที่ได้มาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ต่อด้วยน้ำเย็น ก็จะช่วยได้

 บอกลา "หน้ามัน" ด้วย 8 วิธีง่ายๆ แบบธรรมชาติ

3. “น้ำมะนาว” นำน้ำมะนาวปริมาณ 1 ช้อนโต๊ะ มาผสมกับน้ำเปล่า 2 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากันแล้วนำสำลีก้อนจุ่มลงไปแล้วนำไปเช็ดหน้าให้ทั่วทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด แนะนำให้ทำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง จะช่วยลดความมันบนใบหน้า

 บอกลา "หน้ามัน" ด้วย 8 วิธีง่ายๆ แบบธรรมชาติ

4. “แตงกวา” จะช่วยในเรื่องเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้า ลดความหมองคล้ำและริ้วรอย แค่นำแตงกวามาหั่นบางๆ แช่ลงในน้ำผึ้ง แล้วนำมาแปะตามใบหน้า ใช้เวลาครึ่งชั่วโมงแล้วล้างออก ให้ทำอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง ก็จะช่วยลดอาการ “หน้ามัน” ได้ดี

 บอกลา "หน้ามัน" ด้วย 8 วิธีง่ายๆ แบบธรรมชาติ

5. “ว่านหางจระเข้” ช่วยลดความมันบนใบหน้า เพียงแค่นำวุ้นว่านหางที่ล้างจนสะอาดไร้ยางแล้ว มาสไลซ์เป็นแผ่นบางๆ แล้ววางให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างออก เพียงเท่านี้หน้าของคุณจะใสขึ้น นอกจากจะช่วยลดความมันแล้ว ยังช่วยให้หน้าชุ่มชื้นขึ้นอีกด้วย 

 บอกลา "หน้ามัน" ด้วย 8 วิธีง่ายๆ แบบธรรมชาติ

6. “มะขามเปียก” มีวิตามิน AHA กระตุ้นเซลล์ผิว ลดสิว ลดความมัน แค่เรานำมะขามเปียกมาพอกหน้าไว้ก่อนนอนทิ้งไว้ 10-15 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น จะช่วยลดอาการ “หน้ามัน” ได้อย่างดี

 บอกลา "หน้ามัน" ด้วย 8 วิธีง่ายๆ แบบธรรมชาติ

7. “แอปเปิ้ล+น้ำผึ้ง” ให้เตรียมแอปเปิ้ล 1 ผล และน้ำผึ้ง 4 ช้อนโต๊ะ นำแอปเปิ้ลมาปอกเปลือกแล้วล้างให้สะอาด และ หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ นำไปใส่ในเครื่องปั่น และ ใส่น้ำผึ้งลงไป ปั่นส่วมผสมทั้งสองให้ละเอียด แล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วล้างออกให้สะอาด

 บอกลา "หน้ามัน" ด้วย 8 วิธีง่ายๆ แบบธรรมชาติ

8. “หัวไชเท้า” อุดมด้วยวิตามินซี ฟอสฟอรัส และ วิตามินบี ทำให้ผิวมีความชุ่มชื้น เปล่งปลั่ง ฆ่าเชื้อแบคทีเรียบนผิวหน้าได้  เพียงใช้หัวไชเท้าแช่เย็น 2ช้อนชา นมสด 3 ช้อนโต๊ะ แตงกวาปั่น 1ช้อนชา คนให้เข้ากันพอกหน้าไว้ 10 นาที และ ล้างออกทำอาทิตย์ละ 2 ครั้ง จะช่วยลดความมันของหน้าได้

 บอกลา "หน้ามัน" ด้วย 8 วิธีง่ายๆ แบบธรรมชาติ

“5 จุด” ถ่ายภาพฤดูฝน ณ สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ที่นักท่องเที่ยวห้ามพลาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473299

“5 จุด”ถ่ายภาพฤดูฝน ณ สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ที่นักท่องเที่ยวห้ามพลาด

7 กรกฎาคม 2564 – 21:00 น.

ฤดูฝนแบบนี้ผู้เขียน จึงนึกถึงภาพเก่า ๆ ที่ได้ไปทริป สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี อีกหนึ่งที่ท่องเที่ยวที่ควรไปยลสัมผัสวัฒนธรรม ซึ่งช่วงหน้าฝนแบบนี้ใครบอกว่าถ่ายรูปไม่สวย เราเลยชี้พิกัด บอกเป้า 5 จุดถ่ายภาพ มาให้ชมกัน แต่ฤดูฝนนี้น่าจะลำบาก เพราาะติดเรื่องโควิด19

สังขละบุรี” จังหวัดกาญจนบุรี เป็นอีหนึ่งพิกัด สำหรับนักท่องเที่ยวที่ถือเป็นจุดหมายปลายทาง ที่จะได้ใกล้ชิดกับวัฒนธรรมของของคนพื้นถิ่นที่คาบเกี่ยววิถีชีวิตของคน 2 ชนชาติ เพราะเขตแดนของประเทศไทย และเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา ที่มีคนไทยเชื้อสายมอญอาศัยอยู่ ส่งผลให้อารยธรรมที่หลากหลายได้ผนวก ผสานกัน ณ ที่แห่งนี้ กลายเป็นเอกลักษณ์และความน่าพิศมัยของชาวสังขละบุรี ที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบ 

อย่างที่ทราบกันดีว่า หากเราตั้งต้นเดินทางจาก กรุงเทพมหานคร ไปยังห่าง สังขละบุรี นะยะทางคร่าว ๆ อยู่ที่กว่า 300 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 5-6 ชั่วโมง ในรูปแบบนักท่องเที่ยว ที่ใช่ขนส่งสาธารณะ จากกรุงเทพฯ ไปยังปลายทาง

"5 จุด"ถ่ายภาพฤดูฝน ณ สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ที่นักท่องเที่ยวห้ามพลาด

จากประสบการณ์ของผู้เขียนเอง เราเดินทางโดยนั่งรถตู้ “หมอชิต-กาญจนบุรี“ประมาณ 05.30 น. ซึ่งรถจะไปจอดที่ ขนส่งกลางของจังหวัดกาญจนบุรี ในเวลาประมาณ 7.00 น.+ จากนั้นเราต่อรถตู้อีกที จาก”กาญจนบุรี-สังขละบุรี” ที่เขียนบอกไว้ ซึ่งเวลาเกือบ 8 โมง รถตู้คันดังกล่าวจะถึงยังปลาย”สังขละบุรี”ประมาณ 12.00 น.+ กว่าๆ แน่นอนว่าช่วงว่างในการนั่งรถตู้เกือบครึ่งวันนั้น ไม่ต้องทำอะไรหลับได้ยาว ๆ หรือ จะเตรียมเสบียงไว้ก็ได้ แต่อย่าทานเยอะถ้าปวดท้องขึ้นมาลำบากเอาเรื่อง

เมื่อเราถึงที่พักแล้วก็สามารถเช่ามอเตอร์ไซค์ไว้ขับเล่นได้ตามสบาย แน่นอนว่าครึ่งวันหลังใช้เวลาดื่มด่ำกับบรรยากาศตอนเย็น ๆ ของพื้นที่วางแผนเที่ยว หาเสบียงทานตอนกลางคืน เพื่อทริปตอนเช้าดีกว่า ลืมบอกไปว่าทริปนี้เรามาช่วงฤดูฝนพอดี ฉะนั้นภาพที่ออกมาจะดูเย็น ๆ แปลกตาไปอีกแบบ  

หลังจาเมาท์ไปเยอะแล้วเข้าเนื้อหาที่จะนำเสนอเลยแล้วกัน เพราะทริปนี้มีแต่ฝน เราเลยให้ชื่อว่า “ฤดูฝนมนต์ สังขละบุรี”เพราะเชื่อว่าน้อยคนที่อยากถ่ายรูปในช่วงนี้ ในจะกล้องที่ไม่ถูกกับน้ำ ไหนจะชุด หน้าผม นางแบบนายแบบ ไหนจะการเดินทาง 

https://www.facebook.com/PhoenBKK

1. สำหรับจุดแรกที่คุณจะได้ภาพเก๋ ๆ คือ “สถานที่พัก”เพราะเราต้องเปิดข้อมูลตามรีวิวแล้ว ว่าอยากพักแบบไหน ส่วนทริปของผู้เขียนเรานอนแพ ที่ถูกปลูกอยู่ริมเขื่อน บอกเลยฟินมาก 

2. ถัดมาเราต้องไปยัง”สะพานอุตตมานุสรณ์ หรือ สะพานมอญ” ซึ่งเป็นสะพานไม้ยาวที่สุดในประเทศไทยที่มีความยาวมากถึง 850 เมตร แถมแต่ละช่วงก็มีภาพถ่ายของนักท่องเที่ยวให้ชมต่างกันไป 

"5 จุด"ถ่ายภาพฤดูฝน ณ สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ที่นักท่องเที่ยวห้ามพลาด

3. ถัดมา “วัดวังก์วิเวการาม หรือ วัดหลวงพาออุตตมะ”วัดนี้เดิมเป็นวัดเก่าที่ตั้งใหม่ เพราะวัดเก่าเดิมนั้นโดนน้ำท่วมเนื่องจากการผลของการสร้างเขื่อน ชาวมอญจึงย้ายขึ้นมาสร้างใหม่ในพื้นที่ปัจจุบัน อันนี้เรามาในพื้นที่ทั้งทีต้องเข้าไปกราบไหว้ สักการะสิ่งศักดิ์กันสักหน่อยเพื่อความสบายใจ และสิริมงคล

4. “เจดีย์พุทธคยา”สีทองอร่าม เป็นอีกหนึ่งพิกัดที่สามารถเดินทางไปถ่ายได้ นอกจากมีความสวยงามแล้ว ยังได้เห็นงานพุทธศิลป์รูปแบบวัดในประเทศเมียนมาให้เราได้เรียนรู้กันด้วย ซึ่งด้านหน้าทางเข้าก่อนถึงบันไดขึ้นเจดีย์มีสิงห์ 2 ตัว แบบมอญตั้งอยู่ทางเข้า 

5. สุดท้ายแล้วสำหรับคนมีเวลาน้อย “สังขละบุรี”นอกจากจะต้องล่องเรือแล้ว กิจกรรมยาวเช้าอย่างนุ่งชุดมอญตักบาตร ทานไข่กระทะ ต้องไม่ควรพลาด พลาด เราจะได้เห็นคนพื้นที่ ที่จะแต่งตัวมาต้อนรับ และได้เก็บภาพเป็นความประทับใจไว้ แน่นอนว่านี่คือ “ไฮไลท์”ของทริปเลยก็ว่าได้

"5 จุด"ถ่ายภาพฤดูฝน ณ สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ที่นักท่องเที่ยวห้ามพลาด
"5 จุด"ถ่ายภาพฤดูฝน ณ สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ที่นักท่องเที่ยวห้ามพลาด

จริงแล้วผู้เขียนยังได้ไปอีกหลายจุด แต่ขอบอกพิกัดพิเศษ ๆ ที่ต้องไปก็น่าจะเพียงพอ ซึ่ง “สังขละบุรี”ครั้งนี้ภาพรวมแม้ว่าเราจะทำกิจกรรมที่บอกกันอย่างฉุ่มฉ่ำ แต่ก็ถือว่าได้ภาพสวย ๆ อีกแบบที่อยากให้ไปสัมผัสกัน ลองแวะไปปักหมุดเช็คอินตามสไตล์ของแต่ละคนกันได้ 

“ไม่มีแผ่ว” 4 กลุ่ม “ไม้ใบ” ไม่มีวันตาย ผู้ค้ารายใหม่แห่เข้าตลาด “ไม้ด่าง” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473343

“ไม่มีแผ่ว” 4 กลุ่ม “ไม้ใบ” ไม่มีวันตาย ผู้ค้ารายใหม่แห่เข้าตลาด “ไม้ด่าง”

7 กรกฎาคม 2564 – 20:57 น.

วงการต้นไม้ กระแส “ไม่มีแผ่ว” 4 กลุ่ม “ไม้ใบ” ยอดนิยมราคายังพุ่งสูงขึ้น ดันผู้ค้ารายใหม่แห่เข้าตลาด “ไม้ด่าง”

กระแสต้นไม้ที่กำลังมาแรงในขณะนี้ ที่น่าจับตามอง คือไม้ในร่ม ไม้ด่าง ไม้เลี้ยงในบ้าน อย่างไม้ใบ ในตระกูล Monstera ตระกูลPhilodendron โดยเฉพาะในกลุ่ม Monstera full mint ที่กำลังเป็นที่ฮือฮา มีราคาสูงถึงหลักล้าน ตามติดมาด้วยไม้ในกลุ่ม Alocasia ต่างๆ และกลุ่มกล้วยด่างต่าง ๆ และยังมีแยกย่อยไปอีกเช่น ตระกูล Syngonium หรือตระกูลเงินไหลมา สำหรับเทรนด์ในช่วงนี้ จะไปอยู่ที่ความสวยงาม ด่าง และหยิบต้องได้ กลายเป็นกระแสแทบจะทั้งสิ้น และสิ่งที่ทำให้เกิดเป็นกระแสนิยม มักจะตามมาด้วยเรื่องราวดราม่า ซึ่งนั่น ยิ่งส่งเสริมให้กระแสของต้นไม้ กลายเป็นที่สนใจมากขึ้น 

"ไม่มีแผ่ว" 4 กลุ่ม "ไม้ใบ" ไม่มีวันตาย ผู้ค้ารายใหม่แห่เข้าตลาด "ไม้ด่าง"

ผู้ขายรายหนึ่ง ให้ข้อมูลว่า สถานการณ์ของโควิด-19 นับเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้วงการต้นไม้ขยายตัวมากขึ้น หลายคนสนใจเพราะชื่นชอบในการปลูกต้นไม้ และมองว่าต้นไม้ราคาแพง เป็นหนึ่งในเครื่องประดับ ที่อวดโฉมความงามในบ้านเรือน ยิ่งไม้ราคาสูง ยิ่งเพิ่มบารมี ในขณะเดียวกัน อีกกลุ่มที่ก้าวเข้ามาในวงการต้นไม้  คือกลุ่มที่มองเห็นหนทางในการสร้างรายได้เสริม จากต้นไม้ที่มีราคาแพงเหล่านั้น ในช่วงเริ่มการระบาดโควิด-19 ระลอกแรก กระแสต้นไม้เริ่มมีมาครั้งแรก ดารามีชื่อเสียงหลายคน ส่งผลให้ราคาต้นไม้พุ่งสูงขึ้น แต่ก็เพียงในกลุ่มเล็กๆไม่กี่กลุ่มเท่านั้น แต่วงการต้นไม้ มีวงจรการหมุนเวียนของกระแสอย่างต่อเนื่อง จากไม้ใบ ไปยังไม้ด่าง มาสู่กล้วย หลายตัวเกิดมาอย่างรวดเร็ว และกระแสตกลงไป แต่มีอยู่เพียง 4 กลุ่มที่ ที่ยังคงมีราคาพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง และยาวนาน ได้แก่

ไม้ในกลุ่มMonstera ที่มียังมีราคาสูงขึ้น ตั้งแต่เริ่มขายใบละ 5 พัน ขยับตัวขึ้นมาถึง ใบละ 3-4 แสนบาท และยังคงมีความนิยมมากในกลุ่มMonsteraด่าง แทบทุกสายพันธุ์ ทั้ง Monstera albo variegata,monsteramint,Monstera Borsigiana Aurea Variegated,monsterawhitemint 

"ไม่มีแผ่ว" 4 กลุ่ม "ไม้ใบ" ไม่มีวันตาย ผู้ค้ารายใหม่แห่เข้าตลาด "ไม้ด่าง"

ไม้กลุ่ม Philodendron  ก็ไม่มีวี่แววว่าราคาจะตกลง ความนิยมยังคงเพิ่มสุงขึ้น และยิ่งเพิ่มมากขึ้น เมื่อมาในกลุ่มฟิโลด่าง เช่น  Philodendron billietiae variegated,Philodendron violin var

"ไม่มีแผ่ว" 4 กลุ่ม "ไม้ใบ" ไม่มีวันตาย ผู้ค้ารายใหม่แห่เข้าตลาด "ไม้ด่าง"

ไม้กลุ่มAlocasia ก็ยังไม่มีวี่แววที่จะแผ่วลง จากที่มีความสวยงามจากใบที่แปลกตา ยังมีความด่าง เข้ามาทำให้ราคาพุ่งขึ้นอีกด้วย เช่น Alocasia serendipity variegated และที่น่าจับตามองอีกนึงกลุ่มคือ Syngonium

"ไม่มีแผ่ว" 4 กลุ่ม "ไม้ใบ" ไม่มีวันตาย ผู้ค้ารายใหม่แห่เข้าตลาด "ไม้ด่าง"

เนื่องด้วยตลาดของต้นไม้ เป็นตลาดที่ไม่มีราคากลาง ขึ้นอยู่กับความต้องการซื้อ และการหายาของต้นไม้แต่ละชนิด ทำให้อำนาจการต่อรองเรื่องราคาขึ้นอยู่กับผู้ขาย ขณะที่จำนวนของใบ ยิ่งมาก ยิ่งราคาสูง เนื่องจากผู้ซื้อไม่น้อยมองเห็นโอกาส ที่จะต่อยอดในการหารายได้พิเศษ ตลาดของต้นไม้ แต่เดิมนิยมส่งออกนอก เพราะได้ราคาดีกว่า แต่วันนี้ราคาในไทยพุ่งสูงขึ้น ทำให้ตลาดในไทยคึกคักมากขึ้น โดยเฉพาะ มอนสเตร่า กับฟิโล ที่สามารถส่งออกขายได้ โดยไม่ติดไซเตส

“วิธีกินให้ผอม” ด้วยการจัดจานที่แสนง่าย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473338

“วิธีกินให้ผอม” ด้วยการจัดจานที่แสนง่าย

7 กรกฎาคม 2564 – 20:24 น.

วิธีกินให้ผอม ด้วยการจัดจานที่แสนง่าย ทำร่วมกับ การเลือกกินในปริมาณที่เหมาะสม ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ซึ่งในส่วนของการจัดจานก็ไม่ยาก ลองมองจานออกเป็น 3 ส่วน

ส่วนที่ 1 ผักสดและผลไม้หวานน้อย 1:2 ส่วนของจาน

ในส่วนของผักผลไม้ เลือกผักใบเขียว คะน้า บล็อกโคลี่ ปวยเล้ง จะลวก จะผัดน้ำมันน้อย ๆ หรือเน้นผักสด อย่างผักสลัด ผักที่ทานดิบก็ได้ จากนั้นเสริมด้วยผลไม้หวานน้อย ๆ กากใยสูง 5-6 ชิ้น ต่อมื้อ ก็ช่วยให้มื้อนี้ได้วิตามิน และไฟเบอร์ครบถ้วนแล้ว

"วิธีกินให้ผอม" ด้วยการจัดจานที่แสนง่าย

ส่วนที่ 2 โปรตีนดี 1:4 ส่วนของจาน

เลือกกินอกไก่เลาะเอาหนังออก เนื้อปลา เนื้อวัวไม่ติดมัน ต่อมื้อ 120 – 150 กรัม อย่าลืมลดโซเดียมด้วยการปรุงรสอ่อน ๆ แนะนำให้ผัดด้วยน้ำ หรือจี่ไฟปานกลาง แต่ถ้าไม่ถนัด สามารถเลือกผัดด้วยน้ำมัน แต่ใส่เพียงเล็กน้อยพอ

ส่วนที่ 3 คาร์โบไฮเดรตดี 1:4 ส่วนของจาน

เราสามารถเลือกอาหารที่เป็นแป้งแบบไม่ขัดสี อย่างข้าวกล้อง ข้าวไรเบอรี่ ขนมปังโฮวีต  มันม่วง  หรือข้าวโอ๊ตได้ ซึ่งในสัดส่วนของคาร์โบไฮเดรตก็ต้องยอมรับว่า เป็นแหล่งพลังงานที่ร่างกายต้องการ ฉะนั้นไม่ควรมองข้าม หรือละเลย แค่เลือกให้เหมาะสมเท่านั้นก็พอ

สุดท้ายอย่าลืมว่า การกินอาหาร เราต้องกินในปริมาณที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย ซึ่งไม่ใช่แค่สัดส่วน การประกอบอาหารแต่ละประเภทก็สำคัญ ฉะนั้นในคนที่กำลังควบคุมน้ำหนัก แนะนำให้เลือกวิธีการปรุงที่ลดไขมันให้น้อยที่สุด เปลี่ยนมาลวก ต้ม ย่าง แทนการทอด ผัด ก็จะช่วยหลีกเลี่ยงไขมันที่ไม่จำเป็นได้ส่วนหนึ่งเช่นกัน

"วิธีกินให้ผอม" ด้วยการจัดจานที่แสนง่าย
"วิธีกินให้ผอม" ด้วยการจัดจานที่แสนง่าย
"วิธีกินให้ผอม" ด้วยการจัดจานที่แสนง่าย
"วิธีกินให้ผอม" ด้วยการจัดจานที่แสนง่าย
"วิธีกินให้ผอม" ด้วยการจัดจานที่แสนง่าย

23 ก.ค.นี้รู้กัน ใครอยู่เบื้องหลัง “โรคระบาด” จุดเริ่มต้นผีดิบยุคโชซอน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473312

23 ก.ค.นี้รู้กัน ใครอยู่เบื้องหลัง “โรคระบาด” จุดเริ่มต้นผีดิบยุคโชซอน

7 กรกฎาคม 2564 – 17:56 น.

ค้นพบที่มา “โรคระบาด” จากสมุนไพรคืนชีพ จุดเริ่มต้น “ผีดิบ” ในยุคโชซอน กับภาคพิเศษของซีรีส์ฟอร์มยักษ์ Kingdom ที่ Netfilx พร้อมให้ชม 23 ก.ค.นี้

Kingdom (ผีดิบคลั่ง บัลลังก์เดือด) ซีรีส์ซอบบี้เกาหลีทาง Netflix ที่มีแฟน ๆ ในไทย รอคอยตอนต่อไปมากที่สุด ล่าสุดได้ปล่อยทีเซอร์ตัวเต็มอย่างเป็นทางการออกมาแล้วในวันนี้ (8 ก.ค.64)

23 ก.ค.นี้รู้กัน ใครอยู่เบื้องหลัง "โรคระบาด" จุดเริ่มต้นผีดิบยุคโชซอน

ฮือฮามาตั้งแต่ตอนจบแค่ 2 นาทีในซีซั่น 2 ที่เปิดตัว “ชอนจีฮยอน” นางเอกเกาหลีชื่อดังจากภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ My Sassy Girl “ยัยตัวร้ายกับนายเจี๋ยมเจี้ยม” มารับบท “อาชิน” ตัวละครใหม่ของ Kingdom (ผีดิบคลั่ง บัลลังก์เดือด) ที่น่าจะกุมเบื้องหลัง และเบาะแสที่ทำให้เกิดโรคระบาดคืนชีพกษัตริย์ จนนำหายนะมาสู่แผ่นดินโชซอน

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2564 Netflix ได้ปล่อยตัวอย่าง ผีดิบคลั่ง บัลลังก์เดือด: อาชินแห่งเผ่าเหนือ (Kingdom: Ashin of the North)  ฉบับสั้นเพียงกว่า 20 วินาทีออกมาพร้อมประกาศวันฉายตอนพิเศษ 23 ก.ค.นี้

23 ก.ค.นี้รู้กัน ใครอยู่เบื้องหลัง "โรคระบาด" จุดเริ่มต้นผีดิบยุคโชซอน

ในตัวอย่างตอนพิเศษ เปิดภาพแรกด้วยหนูน้อยอาชินเดินถือคบไฟเข้าไปในถ้ำมืด ภายในถ้ำได้พบสัญลักษณ์แปลก ๆ บนก้อนหิน กับ “สมุนไพรคืนชีพ” ลึกลับ “จะปลุกคนตายให้คืนชีพ มีราคาที่ต้องแลก” จุดระทึกของโรคระบาด โดยทีเซอร์ทางการตัวล่าสุดได้ขยายเรื่องราวที่อาชินวัยเยาว์ได้เข้าไปขอร้องให้ “แก้แค้น” แต่ถูกปฏิเสธจากทางการโชซอน

23 ก.ค.นี้รู้กัน ใครอยู่เบื้องหลัง "โรคระบาด" จุดเริ่มต้นผีดิบยุคโชซอน

ผีดิบคลั่ง บัลลังก์เดือด: อาชินแห่งเผ่าเหนือ (Kingdom: Ashin of the North) ตอนพิเศษ จะทำให้ผู้ชมได้รู้เรื่องราวมากขึ้น ผ่านตัวละครอาชิน หญิงสาวจากแดนเหนือ ซึ่งน่าจะทำให้ได้รู้ที่มาของการแพร่เชื้อผีดิบในเรื่อง Kingdom ที่ยากต่อการควบคุม แถมระบาดรวดเร็ว

Kingdom: Ashin of the North ได้ “คิมซองฮุน” ผู้กำกับคนเดิมจากซีซั่นแรก และผู้ดูแลภาพรวมในซีซีน 2 กลับมานั่งแท่นผู้กำกับอีกครั้ง ส่วนมือเขียนบท “คิมอึนฮี” ที่ทำให้ทั้ง 2 ซีซั่นของ Kingdom ประสบความสำเร็จยังคงรับหน้าที่นี้เหมือนเดิม

23 ก.ค.นี้รู้กัน ใครอยู่เบื้องหลัง "โรคระบาด" จุดเริ่มต้นผีดิบยุคโชซอน

“โรคระบาด” ที่ไม่ได้มีจุดกำเนิดมาตามธรรมชาติ หรือไวรัสไม่ได้มาเอง แต่เป็นเพราะอะไร… อีกอึดใจเดียวได้รู้กัน 

“ไซฟ่อน” เครื่องชงกาแฟมีคลาสของคอกาแฟ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/473310

“ไซฟ่อน”เครื่องชงกาแฟมีคลาสของคอกาแฟ

7 กรกฎาคม 2564 – 17:46 น.

“ไซฟ่อน” เครื่องชงกาแฟมีคลาส ของคอกาแฟ ให้รสสัมผัสนุ่ม ละมุนลิ้น ต้นกำเนิดจากฝรั่งเศส

คอกาแฟหลายคน คงรู้จักเครื่องชงกาแฟแมชชีน ดริป หรือ อีกกระแสที่กำลังมาแรง โมกาพอท แต่มีเครื่องชงกาแฟอีกรูปแบบ ที่พึ่งเริ่มเข้ามาเป็นกระแส คอกาแฟตัวจริง คงพอได้สัมผัสลิ้มลองบ้างแล้ว นั่นคือ เครื่องชงกาแฟแบบ“ไซฟ่อน” ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมมากในขณะนี้

"ไซฟ่อน"เครื่องชงกาแฟมีคลาสของคอกาแฟ

เครื่องชงกาแฟ“ไซฟ่อน” คือการต้มกาแฟด้วยกาต้มแบบสูญญากาศ ที่ให้รสชาติกาแฟหอมแบกลมกล่อม นุ่มละมุน เนื่องจากการต้มแบบนี้ ได้สกัดเอาน้ำมันกาแฟออกมาจากเมล็ดกาแฟบดได้อย่างเต็มที่ 

ส่วนสิทธิบัตรที่เก่าแก่ที่สุด ที่เครื่องต้มแบบสุญญากาศ มีการบันทึกไว้ว่า Loeff of Berin เป็นผู้ที่จดทะเบียนคนแรกในปี ค.ศ. 1830 ซึ่งถือเป็นกาสูญญากาศต้นแบบ และต่อมาผู้ออกแบบ และจดสิทธิบัตรเครื่องต้มสุญญากาศที่ประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1840 เป็นผู้หญิงจากเมืองลียงประเทศฝรั่งเศสที่ชื่อว่า Marie Fanny Amelne Massot เธอเป็นผู้มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักกันดีในนาม Mme Vassieux ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้ยื่นขอจดสิทธิบัตร

"ไซฟ่อน"เครื่องชงกาแฟมีคลาสของคอกาแฟ

กาต้มของเธอชนิดนี้ ถือเป็นกาต้มที่หรูหราในสมัยนั้น แปลกใหม่ ซับซ้อน มีสไตล์ ให้รสชาติกาแฟที่กลมกล่อมแปลกใหม่ กาแฟที่ชงออกมามีรสชาติ และกลิ่นชัดเจนกว่าเครื่องชงกาแฟแบบอื่น ๆ และแม้กระบวนการชง จะทำยากกว่ากาแฟทั่วไปสักหน่อย แต่การต้มด้วยเครื่องสูญญากาศ ก็กลายเป็นที่นิยมของชนชั้นกลาง – สูง ในยุโรปในเวลาไม่นาน

เครื่องต้มกาแฟแบบไซฟ่อน แพร่หลายอยู่ในยุโรปกว่าครึ่งศตวรรษ จนกระทั้งในปี ค.ศ. 1910 Mrs. Ann Bridges and Mrs. Sutton สองพี่น้องจากรัฐแมสซาชูเซตส์ได้ยื่นจดสิทธิบัตรอุปกรณ์ที่เรียกว่า “Silex” ซึ่งเป็นแก้วสูญญากาศทำจากแก้ว Pyrex ที่ผลิตโดย Corning Glass Works ในนิวยอร์ก และพวกเขาได้รับสิทธิบัตรเครื่องต้ม Silex รวมถึงสัญญาการผลิตให้กับโรงแรมชั้นนำ รวมถึงสถานประกอบการเชิงพาณิชย์อื่น ๆ มากมาย

และนั่นคือต้นแบบของกาต้นแบบ Siphon ก่อนจะแพร่หลายเข้าสู่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก รวมถึงญี่ปุ่น ประเทศนักประดิษฐ์ที่ต่อมาได้พัฒนาสิ่งที่เรียกว่า Japanese Style Siphon ซึ่งออกแบบให้กาต้ม Siphon ต้มได้ง่าย และสะดวกขึ้น พร้อมทั้งให้รสชาติกาแฟชัดเจน ละมุน และดีเยี่ยมในทุกมิตินั่นเอง อ่านประวัติศาสตร์กันแล้ว หลายคนคงนึกอยากดื่มกาแฟดี ๆ สักแก้วกันแล้วใช่มั้ย