ความท้าทายของ อรรชกา สีบุญเรือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/503352

ความท้าทายของ อรรชกา สีบุญเรือง

โดย…วราภรณ์ เทียนเงิน

 เป็นความท้าทายไม่น้อยกับ อรรชกา สีบุญเรือง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ต้องสานต่อและผลักดันการขับเคลื่อนประเทศไทย สู่ประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

อรรชกา เริ่มต้นทำงานในช่วงแรกที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ต่อมาก็ได้ทำงานในหลายหน่วยงานของกระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ไปจนถึงกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และตำแหน่งรองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม จนถึงตำแหน่ง รมว.อุตสาหกรรม รวมเป็นกว่า 33 ปีที่อยู่ในแวดวงอุตสาหกรรม

“การทำงานตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีความสนุกกับการทำงานมาตลอด ทำให้ทำงานจนลืมเวลาไปเลย โดยการทำงานอยู่ในหน่วยงานภาครัฐ และเลือกที่จะเป็นข้าราชการ ซึ่งไม่เลือกไปทำงานภาคเอกชนหรือไปรับตำแหน่งในเงินเดือนสูง เพราะการได้รับราชการเรามีความสุข สนุกทำงาน” อรรชกา กล่าว

รวมถึงการได้ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในการดำรงชีวิต และไม่ใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือย อีกทั้งการทำงานข้าราชการเป็นงานที่มีความมั่นคง ซึ่งหลักการทำงานของ อรรชกา ก็พร้อมเปิดให้ทุกกคนต่างมีส่วนร่วมในการทำงาน และทุกคนต่างทำงานเป็นทีม ทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นได้ทั้งหมด ตั้งแต่ระดับลูกน้องและไม่มีกำแพง อีกทั้งการทำงานในกระทรวงอุตสาหกรรมที่ทุกคนต่างพร้อมช่วยกันทำงาน

“ขณะเดียวกัน ที่ผ่านมามุ่งมั่นทำงานด้วยความซื่อสัตย์และโปร่งใสในการทำงาน มีความภูมิใจและมีความสบายใจที่ได้ทำงานอย่างตรงไปตรงมา รวมถึงการทำงานในกระทรวงอุตสาหกรรมในช่วงที่ผ่านมา ได้เห็นโครงการลงทุนต่างๆ ที่ผลักดันเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในประเทศ พร้อมกับได้พบกับนักธุรกิจ ได้เผชิญกับทุกสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ได้อธิบายข้อมูลให้นักลงทุนได้รับทราบ พร้อมกับการแก้ไขปัญหา ทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศและต่างประเทศที่มาต่อเนื่อง ทุกอย่างทำให้ได้เรียนรู้ และมีการปรับตัวมาตลอดในทุกสถานการณ์”

ดังนั้น การเข้ามารับตำแหน่ง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่มีหน่วยงานในสังกัดจำนวนมาก อรรชกา บอกว่า ทุกหน่วยงานมีความสำคัญ จึงพร้อมนำแนวคิดการทำงานในแบบเดียวกัน มาปรับใช้กับกระทรวง รวมถึงการผลักดันให้ทุกหน่วยงานของกระทรวง ร่วมมือกันทำงาน และทุกหน่วยงานสามารถทำงานร่วมกันได้ทั้งหมด ทุกคนสามารถนำเสนอมุมมองในทุกความเห็น เพื่อร่วมมือทำงานในกระทรวง และทำงานเป็นทีม

 “อีกสิ่งสำคัญคือ การได้เข้ามาทำงานในกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ที่มีคนเก่งจำนวนมาก ทั้งนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ที่มีความสามารถ รวมถึงมีบุคลากรในกระทรวงที่เรียนจบในปริญญาเอกมากกว่า 900 คน ดังนั้นจึงมั่นใจที่จะประสานงานและร่วมมือทำงานกันได้อย่างดี”

อรรชกา กล่าวต่อว่า การทำงานที่กระทรวงวิทย์ฯ ถือว่ามีระยะเวลาทำงานไม่มากนัก ดังนั้นจะต้องมีเป้าหมายในการทำงาน พร้อมเร่งขับเคลื่อนโครงการต่างๆ โดยโครงการหลักจำนวนหลายโครงการ ทั้งการร่วมปฏิรูปการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ รวมถึงการผลักดันงานวิจัยไปให้เกิดผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในฐานราก ทั้งกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โอท็อป และส่งเสริมผู้ประกอบการเกษตรด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการสตาร์ทอัพในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องผ่านโครงการต่างๆ

“เป้าหมายทั้งหมดคือการผลักดันให้ประเทศไทย มีสัดส่วนการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) ให้มากขึ้น หรือมีสัดส่วน 1% ภายในปี 2561 พร้อมทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนจากประเทศที่มีรายได้ปานกลาง สู่ประเทศที่มีรายได้สูงในระยะเวลา 20 ปี สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของรัฐบาล” อรรชกา ระบุ

อย่างไรก็ตาม แม้งานจะหนัก แต่หากทำด้วยความสุข ก็สามารถผลักดันโครงการต่างๆ ให้เกิดขึ้นได้ และในเวลาว่างก็มักจะอ่านหนังสือเพื่อเติมอาหารสมอง รวมทั้งไปพบปะเพื่อนฝูง ถือเป็นวิธีสร้างความสุขแบบง่ายๆ เติมเต็มพลังชีวิตให้กลับมาสู้กับงานอีกครั้ง

 

หนูน้อยท่องป่าใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/503350

หนูน้อยท่องป่าใหญ่

โดย…กั๊ตจัง

“ช่วงวันหยุดเทศกาลเป็นช่วงวันหยุดยาว ที่เราจะได้มีโอกาสเดินทางท่องเที่ยวและใช้เวลาอยู่ด้วยกันให้นานที่สุด และเป็นจังหวะดีที่น้องถิงถิงได้เรียนรู้ชีวิตกับผู้ใหญ่คนอื่นๆ ในครอบครัว และวิ่งเล่นในสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม”

จันทิมา ดาลัดจรัสแสง คุณแม่น้องถิงถิง (ด.ญ.ฟ้านำพร วัฒนาภิรมย์ อายุ 3 ขวบครึ่ง) เล่าเรื่องราวการเที่ยวของน้องถิงถิงกับครอบครัวใหญ่แสนอบอุ่น เธอเล่าต่อว่า

“ส่วนมากของเราจะเป็นการเที่ยวกับครอบครัวใหญ่ มีคุณปู่คุณย่าน้าอา และครอบครัวเล็กๆ ของเราเอง รวม 10 กว่าชีวิต เวลาเที่ยวส่วนมากเราจะเดินทางกันไปช่วงเทศกาลปีใหม่ และดูก่อนว่าวันหยุดในปลายปีนั้น เราจะหยุดได้กี่วัน แล้วถึงค่อยจัดสถานที่เที่ยวที่เราอยากจะไป แต่ส่วนมากแล้วจะเป็นสถานที่เที่ยวทางธรรมชาติ

“อย่างก่อนหน้านี้เราจะไปเที่ยวกันภาคเหนือแบบไม่ซ้ำกันสักที่ อย่างเช่นปีนี้เราไปเชียงใหม่ ปีถัดมาเราก็จะไปเที่ยวที่เชียงรายกันต่อ ซึ่งเราก็จะไปเที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยวที่เขานิยมกัน ส่วนที่พักก็แล้วแต่ว่าถ้าเกิดเป็นสถานที่เที่ยวป่าแล้วก็จะไปกางเต็นท์ แต่ถ้าสถานที่นั้นคนน่าจะเยอะมากๆ เราก็จะจองรีสอร์ท แต่หลักๆ เราจะเน้นสถานที่เที่ยวทางธรรมชาติมากกว่า

ปีล่าสุด จันทิมา บอกว่าไปเที่ยวกันที่เขาใหญ่ กางเต็นท์นอนกัน ที่เลือกเขาใหญ่เพราะคุณปู่คุณย่าอายุมากแล้ว จึงอยากเลือกสถานที่เที่ยวที่อากาศดี และไม่ไกลจากกรุงเทพฯ เท่าไหร่นัก เขาใหญ่จึงเป็นสถานที่ที่เหมาะสมที่สุด

“ตอนแรกก็คิดว่าไปแล้วคนน่าจะเยอะ แต่จริงๆ แล้วพอไปถึงปรากฏว่าคนไม่เยอะอย่างที่คิด ไปถึงเราก็เริ่มกางเต็นท์ พาน้องเดินป่า ปลายปีที่แล้วจำได้ว่าคนน้อยกว่าที่คิด อาจจะเป็นเพราะเศรษฐกิจไม่ดี คนจึงออกมาเที่ยวน้อยกว่าที่คิด”

จันทิมา ขยายความว่าที่ชอบเที่ยวกันแบบครอบครัวใหญ่ เพราะไปแล้วรู้สึกสนุก ได้พูดคุยกันระหว่างญาติพี่น้องแล้วก็ช่วยกันดูแลเด็กได้ดีกว่า

“อย่างน้องถิงถิงเอง ก็จะได้ใกล้ชิดกับผู้ใหญ่ที่สูงอายุกว่า อย่างเช่นรุ่นคุณปู่คุณย่าที่ช่วยดูแลสอนน้องในอีกแบบหนึ่ง อีกรุ่นอย่างคุณอาคุณน้าก็จะช่วยดูแลสอนน้องถิงถิงในอีกแบบ จะช่วยสอนน้องว่าต้องเจออะไร อันนี้ควรทำไหม มีสิ่งไหนควรทำและไม่ควรทำเวลาเข้าป่าบ้าง ตัวน้องเองนอกจากจะได้เรียนรู้ประสบการณ์จากผู้ใหญ่แล้ว ยังเป็นการฝึกปรับตัว ใช้ชีวิตอยู่ในป่า ได้เจอผู้คนและสัมผัสกับธรรมชาติ”

เคล็ดลับการพาเด็กไปนอนเต็นท์ในป่า สิ่งที่ต้องเตรียมตัวก็คือเครื่องป้องกันแมลงและยุง แต่สิ่งที่จันทิมากลัวและกังวลมากที่สุด ก็คือเรื่องของสุขภาพ

“เพราะเวลาอยู่ในป่ากลางวันจะร้อนมาก พอตกเย็นอากาศก็จะหนาว เด็กก็จะเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยง่าย เลยเตรียมพวกยาสามัญประจำบ้านไป เช่น ยาลดไข้ ยาแก้ไอ มีน้ำเกลือล้างจมูก อีกอย่างที่ต้องระวังก็คือพวกงู ตะขาบ สัตว์มีพิษ แต่ด้วยความที่เราไปเที่ยวครอบครัวใหญ่ ก็จะมีคนดูน้องค่อนข้างเยอะ เราก็ค่อนข้างจะวางใจได้ ไม่ค่อยกลัวอะไรมาก อีกอย่างหนึ่งก็คือเวลาที่เราไปเที่ยวป่า สัตว์มีพิษเหล่านี้ตัวเล็กมักจะกลัวคนที่มาพร้อมกันเยอะๆ ก็จะไม่ค่อยเข้ามายุ่มย่ามกับบริเวณที่มนุษย์อยู่

“ถามว่าการไปนอนกางเต็นท์ในป่าแล้วเด็กๆ จะนอนลำบากไหม สำหรับตัวน้องถิงถิงเอง เราพาเขาเที่ยวตั้งแต่อายุได้ประมาณ 3 เดือน เด็กจะค่อนข้างปรับตัวได้ดี ไม่มีปัญหาเรื่องการออกนอกบ้าน แปลกที่แปลกทางแล้วนอนไม่หลับ ไม่มีปัญหาเหล่านี้”

สุดท้าย จันทิมา บอกว่าการพาลูกมาเที่ยวนอกบ้านบ่อยๆ เป็นผลดีกับเด็กให้รู้จักดูแลธรรมชาติ และการที่ลูกได้อยู่กับคนที่เป็นผู้ใหญ่มากกว่า เวลาพูดคุยก็จะคุยกันด้วยเหตุผล เป็นเด็กที่มีเหตุผลในตัวเอง พูดคุยอธิบายได้ง่าย

“เวลาไปเที่ยวจะสอนลูกให้ระวังอันตรายรอบตัว อย่างเช่นเจอคนแปลกหน้า รอบตัวบางคนก็เป็นคนดี บางคนก็เป็นคนไม่ดี ไม่มีทางรู้เลยว่าเขาจะคิดดีหรือหวังดีกับลูกแค่ไหน เวลามีข่าวเกี่ยวกับเรื่องการทำร้ายเด็ก ก็จะให้ลูกดูและอธิบายให้ลูกฟัง และสอนวิธีป้องกันให้กับลูก

“โดยเฉพาะการเป็นเด็กผู้หญิงยิ่งต้องรู้จักระมัดระวังตัวให้มาก บางคนอาจจะบอกว่าเด็กไม่รู้เรื่องหรอก แต่ที่จริงแล้วลูกเรียนรู้จากพ่อแม่และคนรอบข้างอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นการพาลูกไปเที่ยวนอกบ้านจึงเป็นห้องเรียนที่ดีที่สุดสำหรับลูกเสมอ”

เดินทางแบบนัวนวลกับ กับ ‘ผู้ชายนวลๆ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/503349

เดินทางแบบนัวนวลกับ กับ ‘ผู้ชายนวลๆ’

โดย…รอนแรม ภาพ : ภาคิน พึ่งบัว

 ไม่ได้สุดไปทางใดทางหนึ่ง แต่อยู่กึ่งกลางกำลังพอดี คือคำจำกัดความของคำว่า “ผู้ชายนวลๆ” เพจเฟซบุ๊กสุดนวลของ เต้-ภาคิน พึ่งบัว วิศวกรหนุ่มวัย 28 ปี ที่มีงานอดิเรกเป็นการเดินทาง

เขากล่าวว่า ตนเป็นพนักงานออฟฟิศทั่วไป ที่มีวันหยุดเป็นวันนักขัตฤกษ์ แต่แทนที่จะออกไปเดินห้าง เขาเลือกที่จะนั่งรถลงเรือไปเที่ยวต่างจังหวัด แล้วกลับมาถ่ายทอดประสบการณ์ผ่านตัวอักษรกับภาพถ่ายในพื้นที่เล็กๆ อย่างเพจเฟซบุ๊กและพันทิป

“เดือนหนึ่งผมจะเดินทาง 2-3 ทริป โดยใช้วันหยุดเสาร์-อาทิตย์เป็นเวลาเที่ยว”

เพจผู้ชายนวลๆ เกิดขึ้นตั้งแต่เดือน ก.พ. 2559 แต่เต้เพิ่งลงมือทำอย่างจริงจังเมื่อต้นเดือน มิ.ย.นี้เอง

“พอเราไปเที่ยวมาแล้ว ก็อยากจะกลับมาเล่าให้เพื่อนฟัง ด้วยภาษาพูดเหมือนกำลังคุยกับเพื่อน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นทริปในประเทศที่ผมอยากไปเอง เพราะโดยส่วนตัวชอบเที่ยวธรรมชาติ ชอบความเป็นพื้นบ้าน สัมผัสบรรยากาศ เหมือนเที่ยววิถีชุมชน หรืออาจเป็นเพราะผมว่ายน้ำไม่เป็นก็ได้ เลยชอบเที่ยวป่าเขามากกว่า (หัวเราะ) ในเพจเลยมีแต่สีเขียวๆ”

โพสต์ที่สร้างชื่อให้ผู้ชายนวลๆ ต้องกล่าวถึง “ภูสอยดาว” ทริปเดินป่าขึ้นเขาที่ยากเย็น แต่เขากลับประทับใจตลอดระยะทาง จนลืมไปแล้วว่าจุดหมายปลายทางก็สำคัญไปแพ้กัน และทริป “เชียงคาน” ที่เขาประทับใจจนต้องกลับไปถึง 3 ครั้ง

“ผมไปเที่ยวทุกครั้งจะเต็มที่กับการเที่ยว ผมจะไม่ทำบัญชีค่าใช้จ่าย เพราะพอไปเที่ยว ผมอยากไปใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ ร้านนี้ดีก็อยากไปกิน เราทำงานเหนื่อยมาทั้งเดือนแล้ว ก็อยากลงทุนกับการเดินทางตามเรตของมนุษย์เงินเดือน”

 นอกจากนี้ เต้ยังกล่าวด้วยว่า ตนเริ่มต้นทำเพจด้วยการเดินทางเองทั้งหมด ดังนั้น ถ้าในอนาคตพื้นที่ตรงนี้สามารถสร้างรายได้ตนคงไม่ปฏิเสธ แต่จะไม่นำมาเป็นหลักในการเดินทาง เพราะตนไม่อยากนำเงินมาซื้อความสุข และไม่อยากมีกฎเกณฑ์มากมายจนเสียความเป็นตัวเอง

“คนที่เข้ามาอ่านหรือเข้ามาดูรูปในเพจผู้ชายนวลๆ อย่างแรกเลยเขาจะได้ความสุขและรอยยิ้มกลับไป เพราะทุกคนสามารถมีความรู้สึกร่วมไปกับการเดินทางนั้น ได้ผ่านเรื่องราวที่ผมเขียนเหมือนเล่าให้เพื่อนฟัง นอกจากนี้ ผมอยากฝากไปถึงมนุษย์เงินเดือนทุกท่านว่า เราทุกคนมีเวลาเท่ากัน มีวันหยุดเท่ากัน ถ้าเราแบ่งวันหยุดไปเปลี่ยนที่นอน ไปหาที่พักผ่อนใหม่ๆ สักวันสองวัน มันอาจจะเป็นการสร้างแรงบันดาลใจ ทำให้มีกำลังใจใหม่ๆ เพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตในเมืองหลวงที่วุ่นวายได้ต่อไปอย่างมีพลัง”

ส่งท้ายด้วยข้อความสั้นๆ ที่เขามักกล่าวอยู่เสมอว่า

“การได้… เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตใครสักคน การได้… รู้จักและเรียนรู้สิ่งต่างๆ ไปด้วยกัน การได้… เดินทางไปในกาลเวลาของกันและกัน การได้… พบเจอคนที่เดินเคียงข้างไปกับเราในทุกๆ ความฝัน อย่า… รีบร้อนเดินทางไปถึงฝั่งฝัน ใส่ใจข้างๆ ทางใส่ใจคนที่เดินข้างๆ กัน คำตอบ… ของการเดินทางคือ การพบเจอคำว่า “ความรัก” อย่างแท้จริง” นี่สินะที่เรียกว่า ผู้ชายนวลๆ

 

 

เปิดใจ เปิดความสัมพันธ์ (ได้) เพื่อนใหม่ สุนันทา ยูรนิยม – ณัชชา จิตตานนท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/503344

เปิดใจ เปิดความสัมพันธ์ (ได้) เพื่อนใหม่ สุนันทา ยูรนิยม - ณัชชา จิตตานนท์

โดย…มัลลิกา ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

 ในสถานีวิทยุ 88.5 E-D-S มีดีเจอยู่หลายคน แต่ ดีเจนัน-สุนันทา ยูรนิยม กับ ดีเจฟางข้าว-ณัชชา จิตตานนท์ ก็ต้องชะตา กลายมาเป็นคู่ซี้ปึ้กกัน

นอกจากเป็นดีเจร่วมคลื่นแล้ว ทั้งคู่ยังเป็นดีเจเสียงสวยทรงพลังอีกด้วย ดีเจนันเคยผ่านเวทีประกวดร้องเพลงเอเอฟ ส่วนดีเจฟางข้าว ก็เคยอยู่บนเวทีเดอะวอยซ์ ทีมโค้ชก้องมาก่อน

ทั้งคู่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่เคยฟังผลงานของกันมาบ้าง อย่างดีเจนันบอกว่า จำดีเจฟางข้าวได้เพราะ “ขนตา” อันโดดเด้ง สะดุดตาไม่แพ้เสียงร้อง ส่วนสไตล์ลุคคูลบอยของดีเจนันก็เข้าตาดีเจฟางข้าวเช่นกัน

เมาท์ดีเจนัน กับเรื่องจั๊กจี้ปัญหาหัวใจ

“ในคลื่นมีดีเจ 9 คน เราก็สนิทกันทุกคน แต่กับนันจะสนิทมาก เพราะนันโทรมาคุยตลอดเวลา คุยทุกเรื่อง ทั้งเรื่องงานที่คลื่น เรื่องร้องเพลง ไม่สบายใจเรื่องอะไรก็โทรมา มันก็แสดงให้เห็นว่าเขาไว้ใจเรา เลือกบอกสิ่งที่ไม่สบายใจให้เราฟัง แล้วเราก็ค่อยๆ ปลอบกันไป ก็เลยยิ่งสนิทกันมากขึ้น

“ดูเหมือนเราจะต่างกัน แต่จริงๆ หนูก็แมนๆ เหมือนกัน แต่มีความหวานมากกว่านัน และเราก็พูดคุยกันตรงๆ ทำให้คุยกันสบายใจ ช่วงแรกต้องออกไปทำงานของคลื่นด้วยกัน ก็มีเขินๆ กันบ้าง แต่ด้วยความที่เฟรนด์ลี่ทั้งสองฝ่าย ก็เลยเข้าถึงกันได้ง่ายขึ้น

“ที่คลื่นมีกิจกรรมเยอะ มีประชุมด้วย ทำให้แต่ละคนได้ศึกษากันไปด้วยว่ามีคาแรกเตอร์ยังไง ที่หนูมองนัน เขาเหมือนคนมั่นใจ แต่มีความเซนซิทีฟในเรื่องของอารมณ์ เก็บคำพูดของคนอื่นมาคิด ที่นันเหมือนจะเฮฮา อารมณ์ดีตอนอยู่กับเพื่อนๆ แต่เขามีมุมที่ลึกกว่าภาพที่เราเห็น”

ไม่เพียงปัญหาเรื่องงานที่ดีเจนันชอบมาคุยกับดีเจฟางข้าว แต่เรื่องปัญหาหัวใจก็นำมาปรึกษาเหมือนกัน พูดถึงหัวข้อนี้ ดีเจฟางข้าวก็เมาท์เพื่อนอย่างออกรสทันที

“นางชอบทะเลาะกับแฟน แล้วเอาปัญหาตรงนี้ของนางมาเป็นปัญหาของคนอื่นด้วย บ่อยมาก นางตัดปัญหาทะเลาะกับแฟนไม่ได้ เวลาทำงานนางจะชอบเอาเรื่องนี้มาปน อยู่กับเพื่อนเราเข้าใจ แต่ก็เป็นห่วงถ้านางไปอยู่กับคนที่ไม่รู้จัก ไม่เข้าใจ กลัวคนอื่นจะว่านางหรือเปล่า

“ที่นางทะเลาะกับแฟนบ่อย เพราะนันนี่เจ้าชู้มาก (ลากเสียงยาวมากกก) มีอยู่วันหนึ่งนางร้องไห้ โดนแฟนจะเลิก เราก็แนะนำโหดๆ ไป แต่สุดท้ายก็ต้องมาปลอบ ให้ปรับที่ตัวเอง ที่จริงนันรู้หมดแหละ แต่ก็ไม่ทำ (หัวเราะ)”

ไม่ได้เป็นแค่ที่ปรึกษาเท่านั้น ถึงเวลาดีเจฟางข้าวมีปัญหา ก็ได้เพื่อนนันนี่แหละช่วยปลอบ

“ประทับใจทุกครั้งเวลาที่เรามีปัญหา เขาไม่เคยทิ้งเลย เวลามีปัญหาคนแรกที่คิดถึงคือนัน เขาพร้อมที่จะฟัง เขาเออออไปด้วย เพราะจริงๆ เราไม่ได้ต้องการปลอบ เราต้องการมีคนระบาย(หัวเราะ) ตรงนี้ดีสำหรับหนูแล้ว

“อย่างเวลาออกงานอีเวนต์ด้วยกัน อยู่กับนันสบายใจ นันเอนเตอร์เทนคนเก่งมาก เรายืนร้องมีสมาธิกับตัวเอง แต่นันเขาเล่นกับคนดู จูงมือเราเดินไปเล่นกับคนดู ทำให้เรามีปฏิสัมพันธ์กับคนดู บรรยากาศก็สนุกขึ้น

“เท่าที่รู้จักกันมา นันน่ารัก เป็นเพื่อนที่จริงใจมาก มีอะไรก็พูด ทำให้เราได้เห็นตัวเราเองในมุมที่คนอื่นเห็น แล้วเราก็ปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น”

ดีเจฟางข้าว สวยเว่อร์ เสียงดีว่าส์ แต่นอยด์จัด

โดนเพื่อนเผาเรือนไปแล้ว ได้เวลาดีเจนัน พูดถึงเพื่อนใหม่ ที่หัวใจคลิกตรงกันบ้าง

“ตอนแรกเลยที่เห็นฟางข้าว ดูเขาเป็นคนแรงๆ เพราะการแต่งตัว ก็รู้จักเขามาประมาณหนึ่ง เป็นนักร้องสายแจ๊ซ เป็นดีว่าส์ มีความมั่นใจ แต่เราไม่ได้ตั้งแง่ว่า เขาเป็นคนยังไงนะ แค่รู้สึกว่า เขามั่นใจ

“ก่อนหน้านั้นดูเขาประกวด และจำว่าเขาชื่อ ข้าวฟ่าง ไม่ใช่ฟางข้าว ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็จำชื่อเขาผิด แต่ตอนนั้นไม่ได้จำเสียงอะไรเลย จำได้จากขนตา ดกดำมาก ขนตาเขาขนาดนี้ร้องเพลงจะเพราะขนาดไหน ขนตาฟางข้าวเด่นออกมา เด่นมาก ทุกวันนี้ยังเป็นภาพติดตา

“ตอนแรกๆ ดีเจผู้หญิงจับกลุ่มคุยกันก่อน สนิทกันด้วยเพศสภาพ พอเราทำงานสักพัก ต้องมีการแลกเปลี่ยนทัศนคติ ใครจัดเป็นยังไง เป็นลักษณะของการปรึกษา เพราะเรามาจัดรายการใหม่ทั้งคู่

“ภายนอกฟางข้าวดูบ้าๆ บอๆ ไม่มีสาระ แต่รู้ว่าเขาจริงจังในการทำงาน เราเลยรู้สึกว่า ถ้าปรึกษาคนที่จริงจังกว่าเราจะไปกันใหญ่ เราน่าจะทอนตัวเอง เวลาปรึกษาฟางข้าว เขามักบอกช่างมันเถอะ เขามีวิธีพูดของเขา ที่อย่างน้อยที่สุดทำให้เราสบายใจ”

พอสนิทกันมากขึ้น ลุคของดีเจฟางข้าวที่แต่งตัวสวยแซ่บเว่อร์ก็ถูกแทนที่ด้วยความฮา ความโก๊ะ ถึงขนาดใช้คำว่า ติ๊งต๊องกันเลยทีเดียว

“ฟางข้าวเป็นคนที่เข้าถึงง่าย แต่การแต่งตัวของนางจะเว่อร์ๆ หน่อย แต่งตัวดี สวยตลอด แต่ละงานต้องไม่ซ้ำกัน เห็นเขาแต่ละทีคิดเลยว่าแต่ละชุดไปเอามาจากไหน ทำไมชุดได้ขนาดนี้ ในมุมของคนจ้างงานคงแฮปปี้ เขาเต็มที่จริงๆ”

แม้จะเป็นเพื่อนใหม่ แต่ถ้าได้เปิดใจ และให้ใจไปแล้ว ระยะเวลาไม่สำคัญเท่ากับความจริงใจที่ให้กัน

“นันไม่ค่อยเปิดใจกับเพื่อนใหม่สักเท่าไร ไม่ใช่มนุษยสัมพันธ์แย่ แต่เราก็ไม่ได้เฟรนด์ลี่ขนาดนั้น ไม่ได้เปิดตัวเองกับทุกคน แต่เราค่อยๆ เปิดทีละนิด

“สำหรับฟางข้าวมีอะไรบางอย่างที่เขาจริงใจ ซึ่งในความเป็นเพื่อน ที่มาอันดับแรก ขอความจริงใจ ที่เขาให้ใจกับเรา พอได้เราก็ให้คืนมากด้วย ที่รู้สึกว่าเขาคือเพื่อนที่จริงใจ จากเหตุการณ์เรื่องงาน ใครพูดไรนิดไรหน่อยเรารู้สึกไปหมด เราเครียดมากจริงๆ แต่บางอย่างที่เขาพูดกับเราโคตรเจ๋ง เตือนสติเรา ทำให้รู้สึกว่าเลือกปรึกษาถูกคนแล้ว

“อย่างเรื่องความรักที่เลือกปรึกษาฟางข้าว เพราะความรักเราควรจะปรึกษาคนที่เขามีความรักมั่นคง เพราะเราเป็นคนอารมณ์ร้อน ขี้เบื่อ หงุดหงิดง่าย มีข้อเสียของการใช้ชีวิตคู่เยอะ ก็ปรึกษาเขามีมุมมองของผู้หญิงที่เราไม่เข้าใจ ฟางข้าวมีคำตอบให้เรา เขาใส่ใจรับฟังปัญหาของเรา ตั้งใจฟังจริงๆ ด่าเราก็ได้ ซึ่งเราว่าเขาติเพื่อก่อ เขากล้าพูดความจริงกับเรา”

เห็นดีเจฟางข้าวร่าเริงมาก แต่ในฐานะเพื่อนก็ทะลุทะลวงภาพลวงตานี้ไปได้

 “ที่เรารู้สึก เวลาคุยที่ร่าเริงมากๆ เวลาที่เขาน้อยใจ หรือมีปัญหา เขาจะมีอาการมากกว่าคนอื่น อย่างเราถ้าไม่ได้ออนสเตจจะเป็นแบบนี้ ไม่ได้มีอารมณ์วับๆ แวมๆ แต่ฟางข้าวเวลาดาวน์อาหารชัดเจนมาก เขาจะมีความกังวลตลอด และชอบกดดันตัวเอง ที่จริงสิ่งที่เขาทำดีแล้วนะ เขาเป็นคนตั้งใจ ซึ่งมันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ถ้าลากเส้นต่อมันต้องขึ้น เพราะฐานเขามั่นคง”

 

ภัคสุรางค์ โหสกุล ‘บลิ๊ง อิท แบค’ ความรักติดอยู่ในกระเป๋า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/503343

ภัคสุรางค์ โหสกุล ‘บลิ๊ง อิท แบค’ ความรักติดอยู่ในกระเป๋า

โดย…ปอย ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรจ

 ผู้หญิงหลายคนยอมรับโดยดุษณีว่า กระเป๋าแบรนด์เนมคือส่วนหนึ่งของชีวิตบ่งบอกรสนิยมหรูหราสง่างาม ซึ่งถ้านับจำนวนกระเป๋าหลายสิบใบในตู้สะสม ก็ต้องจัดให้อยู่ในกลุ่ม “Hermes lover”

สำหรับนักธุรกิจที่เริ่มต้นงานจากความรัก ภัคสุรางค์ โหสกุล ด้วยความหลงใหลในแบรนด์กระฉ่อนโลก จึงกลายมาสู่การสร้างแบรนด์ของตัวเอง สาวๆ ไทยที่หิ้วแอร์เมส ล้วนรู้จัก “Insert Bag” หรือที่จัดระเบียบกระเป๋าสัญชาติไทย ยี่ห้อ “บลิ๊ง…อิท แบค” (Blink… It Bag) กันทั้งนั้น

อินเสิร์ต แบ๊ค ยี่ห้อนี้ไม่ได้โด่งดังแค่ในเมืองไทยเท่านั้น โลกธุรกิจออนไลน์ นำพา “บลิ๊ง…อิท แบค” ก้าวไปสู่กระเป๋าแอร์เมสของสาวกทั่วโลก

“ตอนนี้ก็โดนก๊อบปี้เยอะค่ะ แต่ดิฉันพูดได้เต็มเสียงเลยว่าเราคือเจ้าแรกๆ ในเมืองไทย ที่ทำ ‘ที่จัดระเบียบกระเป๋า’ หรือที่เรียกว่า ‘Insert Bag’ ขึ้นมา เพราะความรักกระเป๋าแบรนด์นี้มาก ดิฉันใช้ทะนุถนอมสุดๆ แต่พอวางปุ๊บ ด้วยการเป็นกระเป๋าหนังแท้ ด้วยวัสดุธรรมชาติก็ยุบลงมาไม่เป็นทรงตั้งแข็งๆ สวยๆ แล้วด้านในก็ว่างเปล่าไม่มีช่องให้เก็บของอะไรเลย ดิฉันคิดว่าคนคิดดีไซน์กระเป๋าใบนี้ขึ้นมา ก็เพื่อหิ้วสวยๆ ไม่ใช่เพื่อการใช้งานหนักๆ เพราะถ้าวัดจากการใช้งานของตัวเอง ใบโปรดมากก็จะไม่ใส่อะไรไว้ข้างในเลยค่ะ หิ้วกระเป๋าเปล่าๆ ออกไปทำธุระนอกบ้าน ดิฉันเชื่อว่าคนใช้แอร์เมสหลายๆ คนต้องทำแบบนี้ค่ะ”

ภัคสุรางค์ นักธุรกิจหญิงเจ้าของแบรนด์ บลิ๊ง…อิท แบค กล่าวถึงจุดเริ่มต้นพร้อมเสียงหัวเราะ กับนิสัยการใช้กระเป๋าแบรนด์ทะนุถนอมเหนืออื่นใด ผู้หญิงหลายๆ คนคงไม่ปฏิเสธว่าตัวเองก็เป็นแบบนี้

“แต่อย่างไรเราก็ต้องใส่ของในกระเป๋าถือนะคะ ดิฉันจึงคิดแก้ปัญหานี้โดยอยากจัดระเบียบของในกระเป๋าไม่ให้ปนกันมั่ว ให้หยิบขึ้นมาใช้ง่าย จึงขอให้เพื่อนที่มีโรงงานตัดเย็บลองทำที่ใส่ของ โดยใช้ผ้าจากไต้หวัน ผ้า knitting fabric ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นผ้ากันกระแทก ตัดเย็บเป็นกระเป๋ารองด้านในทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า เพื่อวางรองซ้อนในกระเป๋าได้ อินเสิร์ต แบ๊ค ใบแรก เกิดจากการแก้ปัญหาให้ตัวเองจริงๆ เลยค่ะ

“แล้วพอเราโพสต์อินสตาแกรมก็กลายเป็นว่า สาวกแอร์เมสหลายคนที่มีปัญหาแบบเรา ก็ไถ่ถามกันเข้ามามากมายเลยค่ะ เป็นจุดเริ่มต้นจากทำไม่กี่ใบให้เพื่อนๆ ใช้กัน จึงกลายบอกกันปากต่อปากในโลกออนไลน์ซึ่งกระจายไปไวมากเลยค่ะ”

ภัคสุรางค์ บอกที่มาที่ไปธุรกิจ อินเสิร์ต แบ๊ค ยี่ห้อไทยแท้ และวันนี้ได้เพิ่มแอคเซสซอรี่ส์เพิ่มความเก๋ไก๋นำเทรนด์แฟชั่น สำหรับใช้คู่กับกระเป๋าแบรนด์เนมชั้นนำอีกหลายๆ อย่าง เช่น เครื่องประดับห้อยกระเป๋า สายกระเป๋าหลากสีสันขยายธุรกิจให้สนุกสนานได้ขึ้นอีก

ของจำเป็น (ต้องใช้) ในกระเป๋าแบรนด์ดัง

ภัคสุรางค์ แนะนำตัวเองว่าเป็นเวิร์กกิ้งวูแมน ทำงานปูนซีเมนต์นครหลวง ตำแหน่ง Senior Customer Event Specialist การคลุกคลีอยู่กับงานด้านมาร์เก็ตติ้ง จึงนำหลัก 4P มาใช้ได้ กับการเริ่มต้นสร้างสรรค์แบรนด์ของตัวเอง

“ถ้าของเราดีอยู่แล้วทุกอย่างก็ตรงไปตรงมาค่ะ ดิฉันเพียงนำประสบการณ์ด้านการตลาดใช้เป็นกลยุทธ์ในการวางแผนมีอยู่ด้วยกัน 4 ข้อ คือ ผลิตภัณฑ์ (Product) ตรงความต้องการของลูกค้า คุณภาพของสินค้ามาก่อนข้อแรก อินเสิร์ต แบ๊ค ทำขึ้นมาเพื่อแอร์เมสโดยเฉพาะค่ะ เพราะฉะนั้นทุกอย่างที่เลือกใช้ก็จะตอบโจทย์ข้อนี้ด้วย ดิฉันเคยซื้อกระเป๋าอินเสิร์ตจากเมืองนอก เป็นผ้าไนลอนเนื้อแข็งค่อนข้างหนัก แล้วการใช้ผ้าแข็งๆ พอใส่ในกระเป๋าใหญ่ก็ยิ่งหนัก แล้วที่สำคัญทำให้กระเป๋าเราเป็นรอยเพราะความแข็งของผ้าดันหนังกระเป๋าเห็นชัดเจน

“ดิฉันเลือกใช้หาซื้อผ้าอย่างดีที่ไต้หวัน แล้วส่งให้โรงงานเพื่อนที่ทำกระเป๋า ผ้าเนื้อนิ่มน้ำหนักเบา เรียกว่าปรับปรุงในแบบ Lightweight แก้ปัญหาจากรุ่นเก่าๆ ที่ผู้หญิงต้องแบกทั้งน้ำหนักกระเป๋า และที่จัดระเบียบกระเป๋าด้านในเพิ่มเข้าไปอีก

“ข้อสองราคา (Price) ไม่แพงค่ะราคาไม่ถึงพันบาท คนสั่งของเข้ามาจึงสั่งได้ครั้งละจำนวนมากกว่าสิบใบก็มีค่ะ ดิฉันก็ไม่ทราบเลยว่าใครเป็นใคร? พอจ่ายเงินผ่านบัญชี อ้าว…เห็นชื่อจึงเพิ่งทราบว่าสาวกแอร์เมสตัวจริง ก็เลยรีเควชกลับไปว่าซื้อคราวหน้าจะลดให้ 10% นะคะ ขอใช้ช่วยโพสต์ผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวให้ด้วยค่ะ ลูกค้าน่ารักทุกคนโพสต์กันกระหน่ำ

“ซึ่งต้องยอมรับเลยค่ะ เซเลบริตี้ตัวจริงของแบรนด์นี้ เป็นเวิร์ดออฟเมาท์ที่มีอิทธิพลจริงๆ กลายเป็นข้อ 3 ช่องทางการจัดจำหน่าย (Place) และข้อ 4 การส่งเสริมการตลาด (Promotion) ไปโดยอัตโนมัติ”

เมื่อเริ่มเป็นที่รู้จัก ภัคสุรางค์ บอกว่าก็มีร้านขายกระป๋าแบรนด์นี้มาขอไปวางในร้าน ทั้งขาย หรือแถมให้ลูกค้ารายใหญ่เพิ่มกลยุทธ์ในร้านของเขาอีกทอดหนึ่งด้วย

“ในเวลานี้ดิฉันออกแบบของประดับของใช้เป็นแอคเซสซอรี่ส์กระเป๋าอีกหลายๆ อย่างเลยค่ะ แต่ชิ้นที่ดิฉันภาคภูมิใจมากที่สุด ก็ยังเป็นอินเสิร์ต แบ๊ค ชิ้นแรกที่เราคิดขึ้นมาเริ่มธุรกิจ บลิ๊ง…อิท แบค ของตัวเอง ซึ่งเป็นชิ้นที่ไม่คาดคิดเลยค่ะว่าจะก้าวกระโดดเป็นที่รู้จักได้ในปีเดียว มันเป็นชิ้นที่ดิฉันขอเรียกว่ามหัศจรรย์ เป็นของใช้ที่คิดแก้ปัญหาง่ายๆ จากตัวเอง จากความรักกระเป๋าไม่อยากให้กระเป๋าหนัก-เสียทรง-เป็นรอย ฟังก์ชั่นเพื่อการใช้งานได้จริง แล้วยังช่วยกันรอยเล็บเวลาหาของ ซึ่งทำให้หนังด้านในยังคงความใหม่อีกด้วย และเป็นสิ่งที่สาวกทุกคนต้องเลือกใช้มันค่ะ”

ด้วยความรักกระเป๋า ภัคสุรางค์ ดีไซน์เครื่องประดับกระจุกกระจิกสำหรับกระเป๋าใบนี้อีกหลายๆ ชิ้น ของสวยงามเหล่านี้ก่อกำเนิดด้วยความรักเป็นจุดเริ่มต้นเช่นเดียวกัน

“กระเป๋าเบอร์กิ้นใบละ 5-6 แสนบาท ฤดูฝนแบบนี้เปียกฝนทำอย่างไร? ดิฉันก็ออกแบบเอาท์เตอร์คลุมมาขายด้วยค่ะ กำไรต่อใบน้อยมากๆ นะคะ แต่เราทำเพื่อความสนุกและเพื่อให้ขยายต่อยอดธุรกิจสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งต่อไปได้อีก อย่างเช่นเสื้อแจ็กเกจคลุมกระเป๋าขนมิงค์ เพิ่มกิมมิคไม่จำเจ ก็ต้องใช้ขนมิงค์แท้นำเข้าจากต่างประเทศถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ ราคาไม่สูงมาก  ดิฉันตั้งเป้าให้ธุรกิจอยู่ได้ไม่ต้องมีกำไรมหาศาล (บอกพร้อมรอยยิ้ม) แต่อยากให้ทุกคนจับต้องได้และมีความสุขกับแบรนด์ของเรา

“เวลานี้ดีไซน์ของใช้ใหม่ๆ ต่อจาก อินเสิร์ต แบ็ค ในกลุ่มที่ห้อยและสายกระเป๋าก็นำไปใช้กับกระเป๋ายี่ห้ออะไรก็ได้ ถ้ามีหูห้อยก็ใช้ได้ด้วยนะคะ ดิฉันก็อยากให้ทุกๆ คนมีกำลังซื้อได้ใช้ของเราเพิ่มขึ้นด้วยค่ะ”

เมื่อธุรกิจความรักเติบโต

จุดเริ่มต้นเกิดจากนิสัยเจ้าระเบียบของผู้หญิงโดยแท้ การคิดของใช้ในกระเป๋าเพื่อช่วยจัดให้ของในกระเป๋าเป็นระเบียบ รักษากระเป๋าให้อยู่ทรงแถมกันรอยกระเป๋าหนังด้านในให้คงความสวยใหม่อยู่เสมอ ทำให้ยืดอายุการใช้งานได้นานวันขึ้นได้อีก

ภัคสุรางค์ บอกของเมื่อขายได้ด้วยประโยชน์ใช้สอยจริงๆ จึงทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น วันนี้จึงต้องเพิ่มช่องทางการจำหน่ายเพิ่มขึ้น ตามการเติบโตของธุรกิจ

“ดิฉันเคยซื้อกระเป๋าอินเสิร์ตผ่านระบบเพย์เพล เป็นระบบธุรกิจที่ทำให้สามารถจ่ายเงินและโอนเงินผ่านทางอินเทอร์เน็ต จึงกำลังศึกษาเพิ่มเรื่องนี้ขึ้นด้วยค่ะ แล้วในเดือน ส.ค.ปีนี้ก็จะไปเปิดคีออสมีหน้าร้านเล็กๆ ที่ห้างสยามสแควร์วัน เพื่อขยายช่องทางการจำหน่ายอีกช่องทางหนึ่ง ให้ได้พบปะเพื่อนๆ คอเดียวกัน

“แล้วการที่เรามีของเพิ่มขึ้น ก็ต้องมีหน้าร้านโชว์สินค้าให้ชัดเจน อย่างเช่นสายกระเป๋าก็เปลี่ยนสี 20 กว่าแบบไปตามแต่ซีซั่น มีสีเปลี่ยนไปตามเทรนด์แฟชั่น

“การมีหน้าร้านจะทำให้รู้ปัญหาของลูกค้าเร็วขึ้นด้วยค่ะ ยกตัวอย่างบางคนมีกระเป๋าสีเงินแต่อะไหล่สีทอง ดิฉันจึงคิดสายกระเป๋าที่สามารถปรับเปลี่ยนอะไหล่ได้ทั้งสีเงิน และสีทอง ให้สลับใช้ตามใจชอบ หรือความยาวก็เพิ่มให้สะพายได้ทั้งการสะพายข้าง และสะพายโอเวอร์ครอส หรือสายสะพายหนังงูก็ใช้หนังงูจริง สาวๆ ก็กลัว ก็ต้องบอกนะคะว่าเราอบโอโซนทุกชิ้นค่ะ

“ทุกๆ ชิ้นดิฉันตั้งราคาไม่แพง กระเป๋าอินเสิร์ตราคาแตะพันบาทเท่านั้นค่ะ ทุกชิ้นอิมพอร์ตวัสดุต่างประเทศทั้งหมด ซึ่งจุดประสบความสำเร็จการทำธุรกิจสำหรับดิฉัน ไม่ใช่เพียงความร่ำรวยค่ะ แต่ความสุขยิ้มแก้มปริคือได้เห็นคนใช้แบรนด์ของเรา ดิฉันกลับคิดว่าถ้าเงินมากก็คิดมาก และเคร่งเครียดมากขึ้นตามจำนวนเงินนะคะ แล้วถ้าคิดว่าความร่ำรวยคือความสำเร็จ ดิฉันคงต้องตามเช็กตามฟ้องพวกที่ก๊อบปี้ดีไซน์งานของเรา แต่การที่ไม่ได้ตั้งไว้แบบนั้น จึงไม่เคร่งเครียดเลยกับการก๊อบปี้ ก๊อบปี้ชิ้นนี้ได้ เราก็ไปคิดงานใหม่ๆ ไปก็ตามก็ลอกเลียนแบบให้ทันได้แล้วกันนะคะ ครีเอทีฟ กับก๊อบปี้บางครั้งก็ใกล้กันแค่เส้นบางๆ คิดแบบนี้ดีกว่าค่ะไม่เครียด”

จากธุรกิจ จากความรัก ก็กลายเป็นว่าในกลุ่มสาวกแอร์เมส วันนี้ไม่มีใครไม่รู้จักรองกระเป๋าชั้นใน ยี่ห้อ “บลิ๊ง…อิท แบค” ที่กลายเป็นของจำเป็นสำหรับกระเป๋าแบรนด์เนมไปแล้ว

 

งานประติมากรรมประกอบพระเมรุมาศ อาสาด้วยใจ-อิ่มใจทุกวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/503341

งานประติมากรรมประกอบพระเมรุมาศ อาสาด้วยใจ-อิ่มใจทุกวัน

โดย…วราภรณ์ ภาพ : ภัทรชัย ปรีชาพานิช

 มีผู้คนจำนวนมากอยากมีส่วนร่วมในการทำความดีเพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทำความดีถวายในแบบที่ตนพอมีกำลังความสามารถ เช่นเดียวกับ หนุ่ย-บวรลักษณ์ สุขชัย ช่างปั้นวัย 52 ปี ที่ขันอาสามาเป็นหนึ่งในจิตอาสาช่วยงานประติมากรรมประกอบพระเมรุมาศ ในส่วนงานประติมากรรมประกอบพระเมรุมาศ โดยทำงานอาสาอยู่ที่โรงปั้น สำนักช่างสิบหมู่ จ.นครปฐม

หน้าที่การเป็นจิตอาสาของช่างหนุ่ยในครั้งนี้คือ ด้วยประสบการณ์ด้านงานปั้นมาเป็นระยะเวลานาน เขามีหน้าที่เก็บรายละเอียดองค์เทวดานั่งรอบพระเมรุมาศต่างๆ ให้มีความคมชัด เรียบเนียนที่สุด ได้แก่ มหาเทพ 4 องค์ เช่น พระพรหม พระนารายณ์ พระศิวะ และพระอินทร์ รวมทั้งท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ ได้แก่ ท้าวเวสสุวรรณ ท้าวธตรฐ ท้าววิรูปักษ์ ท้าววิรุฬหก

ช่างหนุ่ย เล่าถึงความตั้งใจของการมาเป็นจิตอาสาในครั้งนี้ว่า แม้เขาเป็นคนต่างจังหวัด แต่ก็เคยเข้ามาเรียนและทำงานอยู่ในกรุงเทพมหานครนานกว่า 14 ปี โดยเขาเคยฝากผลงานปั้นที่ตนเองรู้สึกภาคภูมิใจคือ การเป็นช่างปั้นรูปปั้น “ช้างไชโย” แมสคอตงานกีฬาเอเชียนเกมส์ เมื่อครั้งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ และเขาเป็นหนึ่งในผู้ปั้นแมวซีเกมส์ที่ไทยเป็นเจ้าภาพในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์มาแล้ว แต่การอยู่ในกรุงเทพฯ เหมือนไม่ใช่ตัวเขา เขาจึงกลับไปทำงานอยู่ที่บ้านเกิด จ.ราชบุรี ที่ให้ทั้งความสุขกายสุขใจที่มากกว่า

“อยู่กรุงเทพฯ ก็ดี แต่ก็ไม่สุขใจเหมือนอยู่บ้าน ความสุขมันต่างกัน ราชบุรีมันแท้จริง คนจริงใจกว่าทั้งสิ่งแวดล้อม ผู้คนและอากาศ อยู่กรุงเทพฯ ก็ดี ดีในแง่การทำการค้า การทำงานเราหางานในบริษัททำมั่นคงได้ แต่อยู่บ้านทำงานที่เราพอทำได้ พอมีพอกิน อากาศก็บริสุทธิ์ ผู้คนที่ต่างจังหวัดก็มีความจริงใจ ผมทำงานแบบพอมีพอกิน ทำนาบ้าง แค่นี้ชีวิตก็เพียงพอแล้วครับ”

สำหรับการมาเป็นอาสาสมัครในครั้งนี้ ช่างหนุ่ย บอกว่าถือเป็นการได้นำความรู้ทางด้านงานปั้นที่เคยเรียนในรั้วเพาะช่าง สาขาประติมากรรม ให้เกิดประโยชน์ทั้งตนเองและประเทศชาติ ซึ่งเขาก็ยังทำงานในแวดวงงานปั้นมาโดยตลอด

“ทั้งแมวซีเกมส์และช้างไชโยที่ผมปั้น ผมก็ปั้นตามที่นักออกแบบออกแบบมาอีกที ปัจจุบันผมก็ยังทำงานปั้นเหมือนจริงอยู่ แต่ถ้าช่วงไม่มีงานมารองรับการปั้น ว่างๆ ผมก็ไปทำนาปลูกข้าวประมาณ 3 ไร่ของตัวเองที่ จ.ราชบุรี ใกล้กรุงเทพฯ แค่นี้เอง พอทางสำนักช่างสิบหมู่ประกาศว่ารับจิตอาสามาทำงานปั้น ผมจึงไม่ลังเลเลย เพราะอยากทำงานถวายพระองค์ท่านอยู่แล้ว”

การเป็นจิตอาสางานนี้ของช่างหนุ่ย ถือเป็นงานแรกอย่างเต็มรูปแบบ ไม่นับรวมตอนช่วยงานของกำนันในหมู่บ้าน รวมทั้งทำซุ้มเฉลิมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9 อยู่เป็นระยะๆ

 “แรงดึงดูดที่ให้ผมอยากมาเป็นจิตอาสางานประกอบพระเมรุมาศนี้ ผมมาเพราะในหลวงอย่างเดียวเลย เมื่อตอนเรียนมีงานครองราชย์ 60 ปี กำนันบอกให้ผมเขียนคำว่าทรงพระเจริญให้หน่อย ผมคิดว่าให้เขียนแค่นั้นได้ไง ผมจึงทำซุ้มในหมู่บ้าน โดยมีคนในหมู่บ้านมาช่วยกันทำซุ้มเฉลิมพระเกียรติในวาระเฉลิมฉลองครั้งนั้นของราชบุรี และผมก็ทำกิจกรรมต่อเนื่องอีก 3-4 งาน เกี่ยวกับการเฉลิมพระเกียรติพระองค์

“เช่นเดียวกับครั้งนี้ที่ผมอยากทำอะไรเพื่อพระองค์ เคยคิดว่าผมจะไปเป็นอาสาสมัครขี่มอเตอร์ไซค์รับส่งคนที่จะมาเคารพพระบรมศพที่สนามหลวงดีไหม แต่คิดว่าผมน่าจะใช้ความสามารถที่ผมมีดีกว่า เพราะขี่มอเตอร์ไซค์ใครๆ ก็ขับได้ แต่ช่างฝีมือหายาก ผมมาช่วยงานปั้นประติมากรรมที่สำนักช่างสิบหมู่ นครปฐม ดีกว่า”

เมื่อเดือน ต.ค. 2559 ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชสวรรคต ช่างหนุ่ยได้ถวายความอาลัยด้วยการจัดทำซุ้มที่หน้าบ้านเป็นเวลา 4 เดือน ทำร่วมกับลูกน้องอีก 2 คน ตลอดจนไปร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีที่หน้าซุ้มเมื่อวันปีใหม่ที่ผ่านมา รวมทั้งจัดงานทำบุญ 100 วันแห่งการสวรรคตเพื่อถวายพระองค์ด้วย

“คือกิจกรรมใดที่จะทำเพื่อเป็นแสดงความอาลัยได้ ผมจะทำทันที ผมมาเป็นจิตอาสาตั้งแต่เดือน มี.ค. เป็นจิตอาสารุ่นแรกๆ แม้หมดรุ่นที่ 2 ไปแล้ว ผมก็ยังมา หน้าที่หลักๆ ของผมคือทำอะไรก็ได้ที่จะช่วยให้งานดีขึ้น ช่วยเติมเต็มให้งานสมบูรณ์ เช่น ผมทำได้ทั้งงานปั้น งานขี้ผึ้ง แล้วแต่อาจารย์จะสั่ง อันไหนงานเร่ง ผมจะไปช่วยเก็บงานให้มีความละเอียด ผมทำได้หมดไม่เกี่ยงงานเลย

“ความรู้สึกที่ผมได้มาทำงานถวาย ผมรู้สึกอิ่มใจทุกวัน ผมขี่มอเตอร์ไซค์มาจากราชบุรี เช้าไปเย็นกลับทุกวัน เพราะผมมีความศรัทธาทำงานถวายท่าน ตั้งใจเต็มที่ เพราะผมยังมาด้วยใจล้วนๆ สิ่งที่ได้ ผมได้มาเจอเพื่อนร่วมสถาบัน ทั้งรุ่นเพื่อน รุ่นพี่ รุ่นน้องร่วมสถาบันก็ได้มาเจอกัน”

สุดท้าย ช่างหนุ่ยอยากบอกไปถึงทุกคนว่า สามารถทำงานอะไรก็ได้เพื่อถวายพระองค์ ซึ่งวิธีที่ง่ายที่สุดคือทำตัวเป็นคนดี ทำแค่นี้พ่อหลวงก็ทรงรู้สึกดีพระทัยแล้ว

“ผมจะทำงานถวายจนงานปั้นเสร็จ จนงานย้ายไปที่สนามหลวงก็จะไปช่วย ผมอยู่ในส่วนฟันเฟืองอันเล็กๆ หรือเป็นน้ำมันเครื่องที่ช่วยหยอดให้งานไปได้สวยงาม ผมจะทำอย่างเต็มที่ ต่อให้ต้องทำนานกี่เดือนผมก็จะทำ เพื่อให้งานพระเมรุมาศ ณ ท้องสนามหลวง ออกมาแล้วงดงามสมบูรณ์สมพระเกียรติที่สุดครับ”

 

ทศพร วิศวเมธีกุล หญิงแกร่งบนแท่นปิโตรเลียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/503340

ทศพร วิศวเมธีกุล หญิงแกร่งบนแท่นปิโตรเลียม

โดย…ดวงนภา ประเสริฐพงษ์

 วิศวกรสาวร่างเล็กบนแท่นสำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียมกลางทะเลอ่าวไทย อาจไม่ใช่ภาพจำที่หลายคนคุ้นชินนัก แม้ในปัจจุบันจะเป็นยุคที่ผู้หญิงและผู้ชายต่างลุกขึ้นมาทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กันก็ตาม เนื่องด้วยสภาวะแวดล้อมการทำงานและการอยู่อาศัยที่ไม่ได้สะดวกสบายนัก ประกอบกับสังคมในการทำงานที่เพื่อนร่วมงานมากกว่า 95% เป็นผู้ชาย จึงต้องมีการปรับตัวเข้าหากันทั้งเรื่องงานและการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน

วิศวกรปิโตรเลียม คือวิศวกรผู้ทำงานเกี่ยวกับการเจาะและการผลิตน้ำมันหรือก๊าชธรรมชาติขึ้นมาจากแหล่งกักเก็บใต้ผิวดิน ลักษณะงานมีทั้งภาคออกแบบ ศึกษา วางแผน และภาคสนาม

ในการเจาะและผลิตปิโตรเลียมนั้นจะใช้วิศวกรปิโตรเลียม เมื่อน้ำมันหรือก๊าซถูกขนส่งมาถึงโรงกลั่นแล้ว ช่วงนี้จะเรียกว่า Downstream วิศวกรเคมีจะทำหน้าที่กลั่นปิโตรเลียมออกเป็นองค์ประกอบต่างๆ จากนั้นนักปิโตรเคมีจะนำส่วนประกอบที่ได้จากการกลั่นไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น เม็ดพลาสติก และ PVC เป็นต้น

เมืองไทยยังมีความต้องการวิศวกรปิโตรเลียมอยู่อีก เนื่องจากมีการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมขึ้นมาเรื่อยๆ อีกทั้งบริษัทน้ำมันหลายๆ แห่งรับคนไทยทดแทนตำแหน่งชาวต่างชาติมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ปริมาณงานจะค่อนข้างขึ้นอยู่กับราคาน้ำมัน ถ้าน้ำมันราคาตกก็จะหางานยากกว่าปกติ

ส่วนใหญ่วิศวกรปิโตรเลียมจะไม่ได้ทำงานที่แท่นเจาะหรือแท่นผลิตตลอดเวลา งานส่วนมากจะอยู่ภาคพื้นดินที่บริษัท จะออกไซต์งานบ้างเป็นครั้งคราว มีบางส่วนที่จะต้องออก Offshore เป็นประจำ เวลาเดินทางไปแท่นก็จะไปได้ 2 วิธี คือ นั่งเรือ หรือนั่งเฮลิคอปเตอร์

 ผู้หญิงก็สามารถทำงานในฟิลด์นี้ได้เหมือนกัน ไม่มีปัญหา งานบางอย่างผู้หญิงทำได้ดีกว่าผู้ชายเสียอีก อย่างไรก็ตาม จำนวนวิศวกรปิโตรเลียมที่เป็นผู้หญิงมีจำนวนค่อนข้างน้อย

ความยากลำบากที่ว่าก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับ ทศพร วิศวเมธีกุล หรือตูน วิศวกรเครื่องมือวัดและควบคุม ฝ่ายบำรุงรักษาและตรวจสอบ โครงการบงกชใต้ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม วัย 28 ปี เพราะเธอบอกว่าการทำงานต้องทำได้ทุกส่วน ยิ่งเรารักในงานนั้น เราต้องทำความรู้จักกับทุกพาร์ตของงานนั้นให้ครบถ้วน

ทศพร เล่าว่า เธอเริ่มทำงานกับ ปตท.สผ. ตั้งแต่ปี 2555 หลังจบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเริ่มต้นจากการทำงานในตำแหน่งวิศวกรบนบก ทำงานอยู่ที่แหล่งปิโตรเลียมลานกระบือ จ.กำแพงเพชร และย้ายมาทำงานบนแท่นตั้งแต่ปี 2559

โดยการทำงานบนแท่นสำรวจและผลิตปิโตรเลียมนั้น ต้องใช้ชีวิตกินอยู่หลับนอนบนแท่นกลางทะเลตลอด 24 ชั่วโมง เป็นเวลารวม 21 วัน จากนั้นจึงจะได้หยุดพักผ่อนและกลับขึ้นฝั่งอีก 21 วัน และหลังจากนั้นก็กลับไปที่แท่นอีกครั้ง จะหมุนวนเช่นนี้ไปตลอด โดยในจำนวนนี้มีผู้หญิงปฏิบัติงานเพียง 5 คนเท่านั้น จากพนักงานทั้งหมด 200 กว่าคน

“การใช้ชีวิตบนแท่นและการปรับตัวในสังคมการทำงานที่เพื่อนร่วมงานส่วนใหญ่เป็นผู้ชายไม่ใช่อุปสรรค เพราะที่คณะตอนเรียนเพื่อนผู้ชายมากกว่าผู้หญิงอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาในการทำงาน แต่ที่ต่างออกไปคือต้องใช้ชีวิตอยู่บนแท่นซึ่งเปรียบเสมือนบ้านหลังเดียวกันกับเพื่อนร่วมงานตลอด 24 ชั่วโมง แต่ก็ไม่ได้มีอะไรที่น่ากังวล เพราะระบบการดูแลเรื่องความปลอดภัยถือว่าดี มีห้องสำหรับผู้หญิงแบ่งชัดเจน เพื่อนร่วมงานก็ให้เกียรติกันมาก จริงๆ ชอบที่จะมาเรียนรู้หน้างานนะ” ทศพรเล่า

ทศพร บอกว่า สำหรับการทำงานนั้น เธอชอบทำงานที่ได้เห็นของจริง ได้แก้ปัญหาจริงๆ แต่การทำงานในออฟฟิศยังไม่ตอบสนองการเรียนรู้ของเธอ เพราะต้องขอข้อมูลจากคนที่อยู่หน้างาน ดังนั้นสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำงานนั้น การได้มาเห็นหน้างานและได้มาแก้ปัญหาจริงๆ ถือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

“สถานการณ์ที่ตื่นเต้นที่สุดตั้งแต่เคยเจอระหว่างทำงานบนแท่น คือโปรดักชั่นแพลตฟอร์มที่ต้องทำงานตลอดเวลา เพราะต้องผลิตก๊าซตลอดเวลา เกิดมีปัญหาขึ้นมาทำให้ผลิตก๊าซไม่ได้ ขณะที่เราต้องผลิตก๊าซซัพพลายเพื่อขายและผลิตไฟฟ้าตลอดเวลา เวลาแพลนต์ชัตดาวน์ก็จะกดดันมาก เพราะปกติเวลาอยู่ในออฟฟิศเราจะไม่เจอสถานการณ์แบบนี้ แต่อยู่บนแท่นต้องแก้ไขสถานการณ์ให้กลับมาให้ได้ เป็นปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องแก้ทันที ส่วนเวลาเกิดปัญหาจะต้องมีทีมที่เกี่ยวข้องเข้าไปแก้ไขทันที แม้เกิดปัญหาตอนกลางคืนก็ต้องพร้อม”

 การทำงานเป็นทีมเวิร์ก เมื่อเกิดปัญหาเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ ทศพร ผ่านช่วงเวลาที่หนักหนาในการทำงานมาได้ เธอบอกว่าไม่เคยรู้สึกกดดันจากการทำงานจนทำให้ท้อใจ แต่จะเป็นความตื่นเต้นมากกว่า เมื่อเวลาเกิดเหตุฉุกเฉินในแต่ละครั้ง เพราะต้องช่วยกันกู้สถานการณ์กลับมาให้เร็วที่สุด

“แม้ว่าจะเต็มที่กับการทำงานขนาดไหนก็ต้องมีการแบ่งเวลาพักผ่อนด้วย สำหรับกิจกรรมส่วนใหญ่ที่พนักงานบนแท่นทำเหมือนๆ กัน คือ การออกกำลังกาย เล่นดนตรี บางครั้งพวกผู้ชายเล่นโต๊ะบอลกัน เราก็ไปเล่นกับเขา ตอนเย็นๆ เลิกงานก็มีเล่นดนตรีด้วยกันบ้าง โดยเรารับหน้าที่เป็นนักร้องนำ เราอยากร้องเลยขอเขา ซึ่งพี่ๆ ก็ให้เราร้องด้วย กิจกรรมส่วนใหญ่ก็เป็นประมาณนี้ ช่วงหลังๆ มานี้เราก็มีการติวข้อสอบโทอิกกันด้วย ล่าสุดพิ่งสอบปิดคอร์สกันไป ก็ทำกันเองช่วยๆ กันติว พยายามหากิจกรรมมาทำร่วมกันตลอด ดังนั้นจึงไม่เบื่อเลยเวลาอยู่ที่นี่”

ส่วนประเด็นเรื่องของสวัสดิการและค่าตอบแทนของคนทำงานบนแท่นนั้น ทั้งผู้หญิงและผู้ชายได้รับเท่าเทียมกัน เพราะการเดินทางมาปฏิบัติงานกลางอ่าวไทยที่ห่างไกลจากฝั่งกว่า 200 กิโลเมตร ต้องนั่งเฮลิคอปเตอร์มาที่แท่น และอยู่อาศัยในห้องพักใกล้แท่นขุดเจาะที่โอเปอเรตตลอดเวลา ถือว่าเป็นความเสี่ยงในการปฏิบัติงานอย่างหนึ่ง ดังนั้นค่าตอบแทนจึงมากกว่าพนักงานบนฝั่ง

ทศพร กล่าวว่า สำหรับคนที่อยากเป็นวิศวกรทำงานที่แท่นสำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียมแบบเธอนั้น สิ่งสำคัญคือครอบครัวต้องเข้าใจและสนับสนุนเต็มที่ เพราะเป็นธรรมดาที่ครอบครัวต้องเป็นห่วงมากเป็นพิเศษสำหรับผู้หญิงที่ต้องทำงานกลางทะเล และมีแต่เพื่อนร่วมงานส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย

“ส่วนตัวนั้นโชคดีที่ครอบครัวเข้าใจ และเมื่อมาทำงานก็ต้องมีความมุ่งมั่นและตั้งใจจริง ถึงแม้จะเป็นผู้หญิงรักสวยรักงาม แต่ก็ต้องพร้อมเลอะได้ทุกสถานการณ์ ส่วนการทำงานให้มีความสุขนั้นเธอยึดหลักการง่ายๆ คือ ต้องเปิดใจ อยู่ง่าย กินง่าย พร้อมปฏิบัติงานในช่วงเวลาที่ฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง”

สำหรับการวางแผนชีวิตระยะยาวนั้น ทศพร บอกว่า เมื่ออายุมากขึ้นคงต้องกลับมาทำงานบนฝั่ง เพราะโดยปกติแล้วตำแหน่งที่เธอรับผิดชอบอยู่จะต้องมีการสลับสับเปลี่ยนคนทำงานเป็นประจำอยู่แล้ว โดยพนักงานจะปฏิบัติงานบนแท่นเฉลี่ย 3-5 ปี

ดังนั้น จึงไม่มีความกังวลว่าเมื่อแก่ตัวลงจะทำงานไม่ได้ ขณะเดียวกันเธอมองว่าการได้ลงไปปฏิบัติงานโดยเห็นสถานการณ์หน้างานทั้งยามปกติและยามฉุกเฉินเสมือนเป็นกำไรในชีวิตการทำงาน มากกว่าจะมองว่าเป็นความยากลำบาก เพราะทำให้เธอได้เห็นสถานการณ์จริงและได้ประสบการณ์จากหน้างาน เพื่อมีสติและหาวิธีแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม พร้อมกับได้เรียนรู้วิธีการต่างๆ จากเพื่อนร่วมงานอีกด้วย

“การใช้ชีวิตบนแท่นและการปรับตัวในสังคมการทำงานที่เพื่อนร่วมงานส่วนใหญ่เป็นผู้ชายไม่ใช่อุปสรรค เพราะที่คณะตอนเรียนเพื่อนผู้ชายมากกว่าผู้หญิงอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาในการทำงาน”

“ถึงแม้จะเป็นผู้หญิงรักสวยรักงาม แต่ก็ต้องพร้อมเลอะได้ทุกสถานการณ์ ส่วนการทำงานให้มีความสุขนั้นเธอยึดหลักการง่ายๆ คือ ต้องเปิดใจ อยู่ง่าย กินง่าย พร้อมปฏิบัติงานในช่วงเวลาที่ฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง”

 

นภัสนันท์ พันพึ่ง ไอทีสำคัญต่องานพีอาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กรกฎาคม 2560 เวลา 11:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/503023

นภัสนันท์ พันพึ่ง ไอทีสำคัญต่องานพีอาร์

โดย…ภาดนุ ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

แก๊ก-นภัสนันท์ พันพึ่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทริปเปิล เอท ไอเดียส์ คือผู้บริหารสาวเก่งมากความสามารถในแวดวงพีอาร์แถวหน้าของเมืองไทย แน่นอนว่าคนยุคนี้กับการใช้ไอทีแกดเจ็ตเป็นของคู่กัน สำหรับเธอคนนี้ล่ะ ไอทีมีความสำคัญอย่างไรบ้าง

“แก๊กเปิดบริษัทพีอาร์ คอยให้คำปรึกษาทางด้านการประชาสัมพันธ์ให้กับลูกค้าและองค์กรต่างๆ ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่มาได้ 10 ปีแล้ว หลักๆ แล้วเราจะรับทำการสื่อสารแบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการวางกลยุทธ์ ทำข่าวพีอาร์ งานอีเวนต์เปิดตัวสินค้า หรือแนะนำลูกค้าในการซื้อโฆษณาลงสื่อต่างๆ ก็ทำได้หมด

เราเป็นบริษัทขนาดกลาง มีพนักงานทั้งหมด 10 กว่าคน จากเดิมแก๊กเคยทำงานด้านพีอาร์และมาร์เก็ตติ้งให้กับโรงแรมมาก่อน จึงเห็นช่องทางว่าเมื่อ 5-6 ปีที่ผ่านมา มีบูทีกโฮเต็ลเกิดขึ้นเยอะมาก ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะไม่มีพีอาร์อินเฮาส์ โรงแรมเหล่านี้จึงมาจ้างพีอาร์เอเยนซี เพราะสะดวกกว่า จึงเป็นโอกาสให้เราเปิดบริษัทและนำเสนอการทำพีอาร์ให้บูทีกโฮเต็ลเหล่านี้มาตั้งแต่แรกๆ กระทั่งต่อยอดมาสู่การรับงานพีอาร์แบบครบวงจรทุกสายงานอย่างในปัจจุบันนี้ค่ะ”

ด้วยความเป็นเวิร์กกิ้งวูแมนที่ต้องทำงานทุกวัน ดังนั้นไอทีแกดเจ็ตประจำตัวที่จะขาดไม่ได้ก็คือ สมาร์ทโฟนและแล็ปท็อป เรียกว่าเป็นสองไอเท็มหลักที่ต้องอยู่ข้างกายเธอตลอดแทบจะ 24 ชั่วโมง

“เวลาที่แก๊กไปประชุมงานกับลูกค้า ก็จะต้องมีแล็ปท็อปตัวเก่งเครื่องนี้ไปด้วย เมื่อก่อนเคยลองใช้แท็บเล็ตนะ แต่รู้สึกว่าไม่ถนัด เพราะเวลาพิมพ์ข้อความมันไม่สะดวกเท่าการใช้แล็ปท็อป ที่สำคัญแล็ปท็อปที่แก๊กใช้นั้นจะต้องน้ำหนักเบาด้วย ก็เลยเลือก HP หน้าจอ 13 นิ้ว เพราะน้ำหนักแค่ 1.2 กก.เท่านั้น จึงสามารถนำติดตัวไปได้ทุกที่

สำหรับสมาร์ทโฟนนั้น แก๊กเชื่อว่าคนยุคนี้ขาดไม่ได้เลย เพราะถ้าขาดไปการติดต่อต่างๆ การสนทนา การส่งข้อมูลทางไลน์ในวันนั้นก็จะหายไปเลย แก๊กเลือกซัมซุงโน้ต 5 ที่จริงใช้มาตั้งแต่โน้ต 3 และ 4 แล้ว ข้อดีคือไม่ต้องพกสมุดเพื่อจดโน้ตหลายเล่ม เพราะมือถือรุ่นนี้สามารถใช้ปากกาที่ติดมากับเครื่อง จดโน้ตเกี่ยวกับงานแล้วเซฟไฟล์ลงเครื่องได้เลย เรื่องถ่ายรูปนี่ยิ่งหายห่วง ซึ่งมันสะดวกกว่าพกสมุดโน้ต เพราะในหนึ่งวันเราต้องประชุมกับลูกค้าหลายราย มือถือรุ่นนี้จึงตอบโจทย์ได้ดี

อย่างที่รู้ว่าการเป็นพีอาร์เอเยนซีในยุคดิจิทัล เราต้องรู้เท่าทันทุกข่าวทุกความเคลื่อนไหวของลูกค้า แก๊กจึงใช้บริการโปรแกรม Tap Social Media Monitoring หรือเครื่องมือที่ช่วยดักจับข้อมูลข่าวสารต่างๆ ในโซเชียลมีเดีย ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของงานพีอาร์เลยก็ว่าได้ เพราะข้อมูลที่รวดเร็วและถูกต้อง จะช่วยให้เราวิเคราะห์คู่แข่งหรือแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ได้ดี

ปัจจุบันแก๊กใช้บริการของโปรแกรมชื่อ ‘โธธ โซเชียล’ ซึ่งเป็นบริษัทของคนไทยนี่แหละ เขาก็จะส่งรายงานมาทางอีเมลให้เราทุกวัน หากมีคอมเมนต์หรือคอมเพลนจากลูกค้าเกี่ยวกับตัวสินค้าหรือบริการ เราก็จะรีบแจ้งต่อแบรนด์สินค้าที่เราเป็นพีอาร์ให้ได้อย่างรวดเร็ว จึงถือว่าโปรแกรมนี้ช่วยงานเราได้เยอะมากๆ”

สาวเก่งทิ้งท้ายว่า การได้รับข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็วฉับไวโดยใช้ไอทีแกดเจ็ต มีความจำเป็นต่องานพีอาร์อย่างมาก เพราะในยุคนี้มีคู่แข่งมากมาย หากใครมีข้อมูลข่าวสารที่แม่นยำและรวดเร็วกว่า ก็ย่อมเป็นผลดีต่องานพีอาร์อย่างแน่นอน

 

ตามส่องนักแข่งดาวรุ่ง แวดวงสนามแข่งรถไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กรกฎาคม 2560 เวลา 10:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/502967

ตามส่องนักแข่งดาวรุ่ง แวดวงสนามแข่งรถไทย

เรื่อง ภาดนุ

ในงานแข่งรถ Thailand Super Series 2017 หรือบางแสน กรังด์ปรีซ์ ครั้งที่ 11 ซึ่งจัดขึ้นที่สนามบางแสน สตรีท เซอร์กิต จ.ชลบุรี มีนักแข่งรถหนุ่มสาวดาวรุ่งที่น่าจับตามอง ซึ่งแต่ละคนเคยคว้ารางวัลจากสนามแข่งมาแล้วหลายรายการ ลองไปทำความรู้จักกับพวกเขากันดีกว่า

บูม-กันตธีร์ กุศิริ หนุ่มหล่อเข้ม (วัย 24 ปี) จากสังกัด Liqui Moly Team Engstler คือนักแข่งรถรุ่นใหม่ที่มีอนาคตของเมืองไทย

“ผมหัดขับรถแข่งมาตั้งแต่อายุ 11 ปี โดยเริ่มจากขับโกคาร์ตกับพี่ชาย (แบงก์-กันตศักดิ์ กุศิริ) คือเราสองพี่น้องโตมากับสนามแข่งรถ เพราะพ่อแม่ทำงานที่นั่น ผมก็เลยชอบมาตั้งแต่เด็ก เมื่อมีรุ่นพี่มาซ้อม ผมก็มักจะลงไปหัดขับกับเขาที่สนามพีระเซอร์กิต พัทยาอยู่เสมอ

พออายุ 15 ปีก็ลงแข่งครั้งแรกที่สนามพีระเซอร์กิตนี่แหละ เป็นการแข่งของนักขับมือใหม่ ตอนนั้นผมได้ที่ 5 ก็ยังไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นนักแข่งรถนะ มาเริ่มจริงจังก็ตอนอายุ 17 ปี ขณะเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย หลังเลิกเรียนผมมักจะมาซ้อมขับรถอย่างต่อเนื่องและเริ่มที่จะลงแข่งบ้าง”

แบงก์-กันตศักดิ์ กุศิริ

บูมบอกว่า เขาลงแข่งมาหลายสนาม โดยรายการแรกคือ “แจ๊ซ วัน เมก เรซ” แล้วจึงขยับมาในรุ่น 1,500 ซีซี 1,600 ซีซี และ 2,000 ซีซี รายการใหญ่ๆ ที่เคยแข่งมาก็คือ ซูเปอร์คาร์ ส่วนรายการที่ใช้ความเร็วมากที่สุดก็คือ ฟอร์มูลา 3

“เรื่องที่ผมรู้สึกภูมิใจที่สุดก็คือ การได้ไปลงแข่งรถ ฟอร์มูลา 3 ที่ประเทศเบลเยียม ในรายการ ‘ยูโร ฟอร์มูลา โอเพ่น’ ตอนนั้นผมสมัครในฐานะมือใหม่ แต่ก็คว้าอันดับ 3 กลับมาได้ จึงรู้สึกภูมิใจมาก ที่ผ่านมาผมเคยลงแข่งในสนามแข่งรถฟอร์มูลา 3 ในยุโรปมาหลายรายการ มีครั้งนึงที่ผมได้อันดับที่ 5 ในการแข่งขันรถฟอร์มูลา 3 ที่อังกฤษ ครั้งนี้ก็รู้สึกภูมิใจที่ตัวเองอายุแค่ 23 ปี แต่ก็ติดอันดับกับเขาได้

โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าการแข่งรถนี่ปลอดภัยนะ ด้วยความแข็งแรงของตัวรถ อุปกรณ์ป้องกัน และกฎกติกา ถ้าเราขับโดยใช้ความเร็วอยู่ในลิมิตก็น่าจะปลอดภัย การเหยียบคันเร่งด้วยความเร็วเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์จริงในตอนนั้นที่คนขับจะต้องเจอ ซึ่งเขาจะรู้ว่าควรแก้ไขสถานการณ์อย่างไร ในสนามแข่งจะมีกฎกติกาบังคับอยู่แล้ว ถ้าเราไม่ทำอะไรที่เกินลิมิตก็ไม่น่าจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้”

แบงก์-กันตศักดิ์ กุศิริ

สนามที่บูมแข่งอยู่ตอนนี้ก็คือ TCR Asia และ Thailand Super Series ซึ่งใช้ซูเปอร์คาร์ในการแข่ง ที่ผ่านมาเขาสามารถคว้าแชมป์ Thailand Super Series 2015 รุ่น Super 2000 มาครองได้สำเร็จ เพราะเก็บคะแนนสะสมได้สูงสุด

“ในอนาคตผมตั้งเป้าไว้ว่า อยากลงแข่งในรายการที่อินเตอร์มากขึ้น เช่น การแข่งรถรุ่น GT ที่สนามแข่งในยุโรปซึ่งใช้รถซูเปอร์คาร์แข่ง ทุกวันนี้ผมก็พยายามพัฒนาฝีมือขึ้นเรื่อยๆ เพราะรุ่นจีทีจะใช้ความเร็วมากกว่าฟอร์มูลา 3 แถมนักแข่งก็จะเก่งกว่า มันจึงท้าทายมากๆ อย่างล่าสุดที่สนามบางแสน สตรีท เซอร์กิต ครั้งนี้ผมลงแข่งในรุ่น GTM โดยใช้รถปอร์เช่ ซึ่งก็สามารถคว้าแชมป์รุ่นนี้มาได้ด้วยครับ”…ติดตามได้ที่ FB : Boom Kantadhee Kusiri

ด้าน ท็อป-ธนาตย์ เสถียรถิระกุล หนุ่มตี๋น่ารัก (วัย 24 ปี) ทายาทอดีตนักแข่งรถของไทย มงคล เสถียรถิระกุล เป็นอีกหนุ่มที่รักการแข่งรถเป็นชีวิตจิตใจ

“ผมเริ่มหัดขับรถแข่งตั้งแต่อายุ 9 ขวบเพราะมีคุณพ่อและพี่ชาย (มั่นคง เสถียรถิระกุล) เป็นนักแข่งรถมาก่อน ผมเริ่มจากฝึกขับโกคาร์ต ตามด้วยฟอร์มูลา 3 อยู่ 4 ปี มาปีนี้ก็เริ่มขับซูเปอร์คาร์ ซึ่งรถที่ผมใช้ก็คือปอร์เช่ สำหรับสนามที่ผมเคยลงแข่งครั้งแรกก็คือสนามที่ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งจะมีนักแข่งเก่งๆ จากทั่วโลกมาลงแข่งเยอะมาก

ท็อป-ธนาตย์ เสถียรถิระกุล

ตอนนั้นผมขับรถรุ่น เรโนลต์ อาร์เอส 01 พอแข่งไปผมเก็บคะแนนได้ดีพอสมควร เมื่อจบการแข่งขันก็ได้อันดับที่ 4 คือผมจะแข่งที่ต่างประเทศซะส่วนใหญ่ เพิ่งกลับมาลงแข่งที่เมืองไทยในปีนี้ โดยลงแข่งในรายการ Porsche Carrera Cup Asia 2017 ซึ่งก็ได้อันดับที่ 5 ส่วนในปี 2516 ที่ผ่านมาผมได้อันดับที่ 2 ในรายการ LMP3 Asian Le Mans จากสนามแข่งรถบุรีรัมย์มาด้วย”

ท็อปบอกว่า การจะเป็นนักแข่งรถที่ดีจะต้องมีระเบียบวินัย เพราะหากไม่มีคุณสมบัติข้อนี้อยู่ในตัว ก็อาจจะยากที่จะสามารถขับชนะนักแข่งรถระดับอินเตอร์ได้ เพราะพวกนี้ฝีมือขั้นเทพมากๆ

“สำหรับผมในการลงแข่งแต่ละรายการก็มีโอกาสฝึกซ้อมไม่เยอะนัก เพราะแต่ละครั้งต้องเสียเงินค่อนข้างแพง ก่อนลงแข่งผมจะฝึกซ้อมแค่ 2 ครั้ง อย่างที่รู้กันดี ว่าการแข่งรถเป็นกีฬาที่ใช้ความเร็ว จึงอาจเกิดอุบัติเหตุได้ทุกเมื่อถ้าเราประมาท ดังนั้นตอนลงแข่งทุกครั้ง ‘สติ’ และ ‘สมาธิ’ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่นักแข่งทุกคนจะต้องมี

ความหวังในการเป็นนักแข่งรถอาชีพของผมก็คือ อยากมีโอกาสได้ร่วมแข่งขันในรายการ Le Mans แบบ 24 ชั่วโมง ซึ่งจัดขึ้นที่ฝรั่งเศสแค่ปีละครั้งเท่านั้น ส่วนในอนาคตผมก็คงลงแข่งในรายการต่างๆ ที่สามารถลงได้ไปเรื่อยๆ ตอนนี้ยังไม่คิดไปไกลมากนัก ขอทำวันนี้ให้ดีที่สุดก็พอ”…ติดตามที่ FB : tanartstofficial และไอจี : tanartst

ปิดท้ายด้วยนักแข่งสาว (วัย 24 ปี) แคท-ณัฐนิช ลีวัฒนาวรากุล จากสังกัด Morin Racing Team …”แคทเรียนจบปริญญาตรี สาขาการสื่อสารเพื่อการจัดการนวัตกรรม จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เดิมทีแคทชอบเล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีมอยู่แล้ว พอคุณพ่อชวนไปขับรถโกคาร์ตก็เลยชอบ ประกอบกับน้องชายลงแข่งรถด้วย แคทก็เลยบอกคุณพ่อว่าอยากลงแข่งบ้าง

แคท-ณัฐนิช ลีวัฒนาวรากุล

แคทลงแข่งครั้งแรกตอนอายุ 20 ปี ในรายการ “โตโยต้า วัน เมก เรซ” แล้วได้รางวัลที่ 4 จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ชอบการแข่งรถตั้งแต่นั้น หลังจากลงแข่งสนามแรก แคทก็ซ้อมที่สนามพีระเซอร์กิตมาเรื่อยๆ ในระยะหลังก็มีไปซ้อมที่สนามบุรีรัมย์ด้วย เพราะได้ไปดูการแข่งขันที่นั่นด้วย”

แคทบอกว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเธอได้รับคำแนะนำจากพี่ๆ นักแข่งรถมากมาย ทำให้ได้เรียนรู้เทคนิคและได้รับการสอนจากพี่ๆ ใน RMI Racing Team ทำให้ฝีมือพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ

“ปัจจุบันนี้แคทช่วยที่บ้านดูแลกิจการผลิตอะไหล่มอเตอร์ไซค์ พร้อมทั้งฝึกซ้อมและลงแข่งรถมาได้ 4 ปีแล้ว ที่แคทชอบกีฬาแข่งรถเพราะรู้สึกว่ามันมีเสน่ห์ ท้าทาย เวลาขับรถแล้วทำให้มีสมาธิมากขึ้น นิ่งขึ้น เพราะต้องโฟกัสอยู่กับการขับเท่านั้น แม้จะยังชอบกีฬาอื่นๆ อยู่ด้วย แต่การแข่งรถก็ทำให้แคทประสบความสำเร็จมากที่สุดแล้วค่ะ”

ที่ผ่านมา เธอสามารถคว้าแชมป์ Vios Lady Cup 2014 แชมป์ Honda One Make Race 2015 แชมป์ Thailand Super Series 2015 รุ่น Super Production Class C แชมป์ RAAT Endurance 6 Hours-Division 1 ที่สนามบางแสน สตรีท เซอร์กิต และล่าสุดอันดับที่ 3 จากรายการ Thailand Super Series 2017 ประเภท TCR Thailand รุ่น Amateur

“สำหรับการซ้อมแคทจะซ้อมก่อนแข่ง 1-2 วัน เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายสูง แต่ตอนนี้ก็เริ่มมีสปอนเซอร์จากทีมโมริน เรซซิ่ง ที่แคทสังกัด และทีมสิงห์เข้ามาบ้างแล้ว ที่ผ่านมาสนามแข่งที่รู้สึกประทับใจก็คือ ไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรี่ส์ 2015 ซึ่งเก็บคะแนนรวมทั้ง 4 สนาม แล้วคะแนนอยู่ในอันดับที่ 1 ทำให้คว้าแชมป์ประจำปีมาได้ ความฝันของแคทคือการ ได้ไปแข่งในรายการ TCR Asia ซึ่งแคทเชื่อว่าจะทำให้สามารถฝึกปรือฝีมือตัวเองให้เก่งขึ้นได้”…ติดตามที่ ไอจี : katkatttt และ FB : Morin Racing Team n

 

คราฟต์เทรนด์ 2018 ปีแห่งการหลอมรวมและวิถีแห่งความสงบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กรกฎาคม 2560 เวลา 16:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/502780

คราฟต์เทรนด์ 2018 ปีแห่งการหลอมรวมและวิถีแห่งความสงบ

เรื่อง โยธิน อยู่จงดีภาพ SACICT

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา กระแสของงานหัตถศิลป์หรืองานคราฟต์ เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีเท่านั้นที่เข้ามามีบทบาทในชีวิต แต่ความเรียบง่ายในการใช้ชีวิตก็เริ่มเป็นสิ่งที่ผู้คนถวิลหาด้วยเช่นกัน แนวความคิดเหล่านี้ชัดเจนมากขึ้นในงานเสวนา เปิดตัวหนังสือ “SACICT Craft Trend 2018” ที่จัดโดยศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ และอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง

เทรนด์แห่งการหลอมรวม

ในระหว่างเวลาที่ผู้คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจกับเทคโนโลยีจนทำให้ความสนใจในงานหัตถกรรมถูกละเลยไปชั่วขณะ ด้วยองค์ความรู้ด้านหัตถกรรมนั้นมักถูกสืบทอดเฉพาะคนภายในท้องถิ่นหรือถ่ายทอดกันในเฉพาะครอบครัว ยิ่งทำให้ความรู้อันมีค่าเหล่านี้ถูกกลบลบเลือนไปตามเวลา จนกระทั่งการมาของโซเชียลมีเดียที่เข้ามาปลุกกระแสงานหัตถกรรมให้กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง

เจรมัย พิทักษ์วงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง บอกกับเราว่า ในการมองประเด็นเรื่องเทรนด์ไหนที่กำลังมาแรงในปีหน้า ต้องมองว่าเทรนด์ปัจจุบันคืออะไรและอะไรที่เริ่มเข้ามา

“สิ่งที่เรากำลังจะบอกว่าเป็นเทรนด์อาจจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่จริงก็ได้ แต่สิ่งที่เรากำลังศึกษาอยู่เราพบว่าเทรนด์ที่อาจจะเกิดขึ้นในปีหน้านั้นจะเป็นเทรนด์ที่มีการผสมผสานระหว่างองค์ความรู้งานหัตถกรรมหลายๆ แขนง จะมีการศึกษากระบวนการผลิตงานหัตถกรรมโบราณและนำวิธีการเหล่านั้นมาสร้างสรรค์ผลงานใหม่โดยใช้วิธีการดั้งเดิม

ยกตัวอย่างเช่น ผลงานที่ประกวดชนะเลิศในโครงการ ‘Innovative Craft Award 2017’ ปีนี้ คือผลงาน ‘บัว’ (Bua) ออกแบบโดย เฉลิมเกียรติ สมดุลยาวาทย์ และกวิสรา อนันต์ศฤงคาร เขาสนใจเรื่องของการทำบาตรของชุมชนบ้านบาตร ชุมชนที่ขึ้นชื่อเรื่องการทำบาตรพระ ไปเรียนรู้และศึกษากระบวนการทำบาตรแล้วเขาก็พบว่า บาตรพระที่เราเห็นเหมือนจะเรียบง่ายแต่ที่จริงแล้วทำจากชิ้นส่วนเหล็กต่างๆ เอามาเชื่อมกันด้วยความร้อนและตีจนขึ้นรูปเป็นบาตรพระ แล้วก็ทาสีดำ เขาก็คิดว่าเทคนิคการเชื่อมแผ่นเหล็กเหล่านี้สามารถนำไปใช้กับการผลิตสินค้าหัตถกรรมแบบอื่นได้จึงนำเทคนิคมาตีโจทย์สร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ออกมา ให้เห็น สีเนื้อและร่องรอยในขั้นตอนการผลิตให้ดูเป็นธรรมชาติของเหล็กเอาไว้

ผมไม่ได้ต้องการจะบอกว่างานเหล็กในปีหน้าจะเป็นงานที่มาแรง แต่ผมกำลังจะบอกว่าในปีหน้าอาจจะไม่ได้มีงานหัตถกรรมแขนงใดแขนงหนึ่งที่มาแรง แต่จะเป็นปีที่สนใจงานหัตถกรรมจะเริ่มค้นหามีความรู้ใหม่ๆ เข้ามาเติมเต็มในการสร้างสรรค์ผลงานมากขึ้น การกลับไปหารูปแบบการผลิตในแบบเก่าๆ ที่เขาไม่เคยเรียนรู้มาก่อนว่ามีขั้นตอนการผลิตอย่างไร ก็จะนำขั้นตอนการผลิตเรานั้นเข้ามาร่วมกันผสมผสาน เพื่อสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ออกมา ซึ่งในปีหน้าเราอาจจะได้เห็นงานผ้ากับงานเซรามิก หรือการหลอมรวมของผลงานต่างวัสดุ เช่น งานเหล็กแต่นำมาทำแบบงานจักสานเป็นผลงานใหม่ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน มีความเป็นสากลมากขึ้น มีเรื่องราวที่สามารถดึงดูดใจให้คนมาซื้อผลงานนั้นได้”

นอกจากนี้ ไม่ได้มีเพียงการค้นหาเทคนิคโบราณหรือการเรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ มาสร้างผลงานเท่านั้น ในปีหน้าเราอาจจะได้เห็นผลงานหัตถกรรมที่หลอมรวมแนวคิดและเทคนิคระหว่างชนชาติให้กลายเป็นผลงานในระดับสากลโลกอีกด้วย

เจรมัย อธิบายต่อว่า นอกจากเรื่องการหาองค์ความรู้ใหม่ๆ แล้ว พลังของการใช้สื่อโซเชียลมีเดียก็มีส่วนสำคัญในการพัฒนาด้วยเช่นกัน ในช่วงประมาณ 3-4 ปีที่แล้ว ดีไซเนอร์เริ่มลงไปหาช่างเพื่อเรียนรู้และพูดคุย ให้ช่างผลิตผลงานออกมาให้ได้ตามที่ต้องการ แต่ในเวลานี้ทั้งช่างและดีไซเนอร์ต่างเข้าใจกันมากขึ้น ดีไซเนอร์เริ่มเข้าใจในเรื่องราวและกระบวนการผลิต ช่างเองก็รู้จักที่จะเล่าเรื่องราวของสินค้ามากขึ้น รู้จักการทำการตลาดมากขึ้น หากไม่รู้จักการเล่าที่ดี แก้ว 2 ใบที่ผลิตด้วยกรรมวิธีที่แตกต่างกัน คนก็จะตีความเป็นแค่แก้วน้ำที่ใช้ดื่มได้เหมือนๆ กัน แต่เรื่องราวความเป็นมาจะเป็นตัวสร้างความแตกต่างและมูลค่าที่ชัดเจน

“ยิ่งเมื่อการติดต่อสื่อสารทำได้รวดเร็วโดยไม่ต้องสนใจเรื่องระยะทางก็จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนความรู้โดยไม่จำกัดระยะทางและเชื้อชาติ คนที่ชอบงานฝีมือที่เมืองไทยสามารถที่จะทำงานกับดีไซเนอร์ชาวญี่ปุ่น โดยที่ไม่เคยตรวจเจอตัวจริงมาก่อนก็ได้ หรือคนที่ทำงานจักสานในเมืองไทย จะมีฝ่ายจัดซื้อจากฝรั่งเศสเห็นผลงาน แล้วติดต่อเอาไปขายที่ประเทศอิตาลี หรือประเทศสวีเดนก็เป็นไปได้

ดังนั้น ในปีหน้า หรือภายในปลายปีนี้เราอาจจะได้เห็นงานหัตถกรรมที่ออกมามีรูปแบบผสมผสาน ไม่ได้สะท้อนเอกลักษณ์ของท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งเหมือนสมัยก่อน จะดูออกไปทางมั่วๆ นิดนึง มีความฟิวชั่นอยู่หน่อย ทำให้เราจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่จะมีเอกลักษณ์และรูปลักษณ์ที่สวยงามและมีความสากล จนไม่สามารถแบ่งออกได้ว่าเป็นผลงานศิลปะของชาติใดกันแน่

อาจจะมีความเป็นญี่ปุ่นผสมผสานกับศิลปะของคนไทย หรืออาจจะมีความเป็นไทยผสมผสานกับสายหัถตกรรมของฝรั่งเศสก็มีความเป็นไปได้ทั้งนั้นในปีหน้า ที่เอกลักษณ์ความเป็นท้องถิ่นจะถูกหลอมรวม จนกลายเป็นเอกลักษณ์ใหม่ขึ้นมา”

สร้างเอกลักษณ์ในสินค้าอุตสาหกรรม

งานคราฟต์เป็นเรื่องสนุก แม้แต่คนเรียนจบบัญชีที่ใฝ่ฝันจะสนุกกับการทำงานคราฟต์ ก็สามารถหาข้อมูลและเริ่มต้นทำงานฝีมือที่ตนสนใจได้อย่างเต็มที่ ซึ่งไม่เพียงแต่จะดีต่อใจคนทำ ยังดีต่อใจของลูกค้าที่ต้องการเอกลักษณ์เฉพาะตัวอีกด้วย ซึ่งนำมาด้วยคำว่า แมส เอ็กซ์ คลูซิวิตี้ “Mass x Clusivity” การผสมผสานร่วมกันระหว่างสินค้าอุตสาหกรรมและงานหัตถกรรม เพื่อสร้างสินค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสำหรับลูกค้าขึ้นมา

แสงระวี สิงหวิบูลย์ ผู้จัดการสายงานพัฒนาผลิตภัณฑ์และศักยภาพ ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ ขยายความว่า คำว่า แมส เอ็กซ์ คลูซิวิตี้ เป็นคำที่ฟังยาก เป็นความขัดแย้งระหว่างคำสองคำก็คือแมส (Mass) หมายถึงสินค้าในระบบอุตสาหกรรม กับ เอ็กซ์คลูซีฟ (Exclusive) ที่หมายถึงสินค้าที่เฉพาะตัวมีความพิเศษไม่เหมือนใคร

“เพราะว่าคนมักจะชอบอะไรที่เป็นของชิ้นเดียวในโลก ของที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และมีฉันเพียงคนเดียวที่มี เพราะฉะนั้นจึงเกิดความต้องการสินค้าที่ผลิตแบบโรงงาน แต่ยังต้องการความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น จักรยาน วัสดุส่วนใหญ่ผลิตด้วยระบบโรงงาน แต่อาจจะมีชิ้นส่วนแฮนด์ อาน เบาะ หรือส่วนประกอบตัวถังบางส่วนทำจากงานหัตถกรรม หรือตลับแป้งเครื่องสำอาง ทำจากโรงงานแต่ตัวตลับใส่เป็นไม้ฝังเครื่องมุก เป็นต้น อาจจะมีชิ้นส่วนจากโรงงาน 80% ที่เหลือจะเป็นงานหัตถกรรมที่สร้างความแตกต่างจากสินค้าชิ้นอื่นๆ ที่ผลิตจากโรงงานเดียวกันตามความต้องการของลูกค้า

ทำให้งานหัตถกรรมในอนาคตจะเป็นตัวสร้างคุณค่าให้กับสินค้าในระบบอุตสาหกรรม เพราะงานหัตถกรรมคือ พื้นฐานของการสร้างนวัตกรรม สิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นล้วนสร้างจากงานหัตถกรรมมาก่อน ยิ่งในปัจจุบันทั้งดีไซเนอร์ ผู้ผลิต และผู้ซื้อสามารถเจอกันได้ในโซเชียลมีเดีย สามารถสั่งซื้อกันได้ผ่านระบบออนไลน์ สามารถแลกเปลี่ยนความรู้ ติดตามผลงาน ติดตามความคืบหน้าผ่านวิดีโอคอล คลิกแล้วสั่งทำสั่งซื้อได้เลยโดยไม่ต้องรอรอบผลิตจากโรงงานเหมือนแต่ก่อน ทุกคนเชื่อมต่อถึงกัน ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากยิ่งทำให้สินค้าหัตถกรรมที่ช่วยในการสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวกลายเป็นที่ต้องการมากขึ้น”

หัตถกรรมนำความสงบแก่ชีวิต

แสงระวี ยังเสริมต่ออีกว่าเทรนด์ที่เชื่อว่าจะมาในปีหน้านอกจากการหลอมรวมขององค์ความรู้ในงานหัตถกรรมแล้ว คนจะสนใจงานหัตถกรรมเพราะถือเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้เรามีสมาธิ สติ และความสงบในชีวิต กลับมาจากโลกดิจิทัลแสนวุ่นวาย

“ปัจจุบันเราอยู่กับความรวดเร็ว อยู่กับข้อมูลข่าวสารที่หลั่งไหลเข้ามาเร็ว การงานมีความตึงเครียดมากขึ้นทำให้เกิดการโอเวอร์โหลดขึ้น เมื่อไหร่ที่มนุษย์รู้สึกว่าชีวิตนี้วุ่นวายมากเกินไป เมื่อนั้นมนุษย์จะกลับเข้าสู่ความเรียบง่าย งานหัตถกรรมเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความสงบนิ่งทางจิตใจ โดยไม่จำกัดว่าจะเป็นงานชนิดใด

บางคนใช้งานหัตถกรรม เช่น การปักผ้าเพื่อทำให้เกิดความสงบเพื่อทำให้เกิดสมาธิและมีสติในการทำงานมากขึ้นเหมือนกับว่าในคนรุ่นใหม่ปี 2018 จะเริ่มใช้งานเข้ามามีส่วนช่วยในการสร้างสมาธิเป็นงานอดิเรกทำให้เกิดความสงบ หลีกลี้หนีจากความวุ่นวายต่างๆ ทั้งปวง แต่ก่อนเราอาจจะคิดว่างานหัตถกรรมเป็นงานของคนแก่ที่ต้องมานั่งถักโครเชต์ มานั่งทำงานฝีมือ แต่ที่ประเทศอังกฤษและประเทศในเครือสหราชอาณาจักร เราจะเห็นวัยรุ่นเริ่มให้ความสนใจในเรื่องของงานหัตถกรรม เช่น การถักโครเชต์ และการทำงานฝีมือต่างๆ มากขึ้น เพราะว่าเขาเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับการใช้ชีวิตดิจิทัลที่มีแต่ความวุ่นวาย การทำงานฝีมือช่วยสร้างสมาธิ และความสงบนิ่งกลับมา”

เจรมัย ทิ้งท้ายประเด็นนี้ในมุมมองของนักออกแบบต่อว่า เมื่อคนเราอยากได้สติ อยากได้สมาธิ ความสงบ ความเงียบกลับเข้ามาในชีวิต ผ่านข้าวของเครื่องใช้ที่มีอยู่รอบตัว ดีไซเนอร์จะต้องเป็นผู้ค้นหาว่า แล้วสิ่งของที่ทำให้เรารู้สึกถึงความเงียบคืออะไร

“ผิวสัมผัสของคําว่าสติคืออะไร รูปร่างของคำว่าสงบคืออะไร แล้วนำมาใช้ในการออกแบบ ของสิ่งนั้นอาจจะนำพาเราไปสู่ความสงบ หรือนำพาความสงบ และความเรียบง่ายกลับมาสู่ชีวิต

ตอนนี้ยังไม่มีใครสามารถตอบได้ว่าสี ผิวสัมผัส และ รูปร่างของความเงียบสงบ คืออะไร ซึ่งก็จะเป็นหน้าที่ของเหล่าดีไซเนอร์ต้องค้นหาและตีโจทย์เหล่านี้ออกมาเป็น ผลงานใหม่ๆ เชื่อว่าปลายปีนี้ถึงปีหน้าจะได้เห็นผลงานที่ทำให้เราเข้าถึงความสงบ สติ และสมาธิ ดึงเราให้หลุดจากโลกดิจิทัลมากขึ้นอย่างแน่นอน” n