ประณยา นิถานานนท์ เลี้ยงลูกให้เห็นโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กรกฎาคม 2560 เวลา 13:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/504605

ประณยา นิถานานนท์ เลี้ยงลูกให้เห็นโลก

เรื่อง : ฤดูกาล ภาพ : ประณยา นิถานานนท์

ครอบครัวอื่นอาจเลี้ยงลูกแบบไข่ในหิน แต่ครอบครัวนี้พยายามให้ลูกดูแลตัวเอง จึงเป็นเหตุผลให้ ประณยา นิถานานนท์ ผู้อำนวยการ ธุรกิจบัตรเครดิต เคทีซี หรือบริษัท บัตรกรุงไทย และคุณแม่ลูกสองกระเตงลูกออกเดินทางตั้งแต่เด็ก จนตอนนี้ลูกชายและลูกสาวเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ พวกเขาเติบโตและอยู่บนโลกนี้ได้อย่างแข็งแรง

ประณยา กล่าวว่า เธอต้องการเลี้ยงลูกให้เห็นโลกกว้างและให้อยู่ได้ด้วยตัวเอง ดังนั้นวิธีที่จะทำให้โลกของเด็กกว้างขึ้น แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ห้องเรียน แต่คือ การออกเดินทางไปเจอสิ่งใหม่ สังคมใหม่ และสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ซึ่งเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องทำ

“การพาลูกไปเที่ยว ไม่ว่าจะต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ มันคือการฝึกฝนทักษะทางสังคม เพราะเด็กทุกวันนี้อยู่กับคอมพิวเตอร์ อยู่กับโทรศัพท์มือถือ ทำให้พวกเขาไม่รู้ว่าต้องพูดกับคนยังไง หรือทำความรู้จักเพื่อนใหม่ในชีวิตจริงยังไง แต่การพาลูกออกไปเจอสังคมและวัฒนธรรมใหม่จะทำให้เขากล้าถาม กล้าคุยกับคนอื่น มีทักษะการเข้าสังคม การปรับตัว และมีระเบียบวินัยหรือมารยาทบนบรรทัดฐานของสังคมนั้นๆ ด้วย”

นอกจากนี้ การท่องเที่ยวแบบครอบครัวยังช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยเฉพาะในสังคมเมืองปัจจุบันที่ครอบครัวขยายออกทำให้ต่างคนต่างมีชีวิต แต่การท่องเที่ยวคือ ช่วงเวลาที่ทุกคนจะกลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาแทบตลอด 24 ชม.

“มันคือกิจกรรมที่ทำให้เราได้อยู่ด้วยกัน” เธอมีลูกชายคนโตอายุ 18 ปี และลูกสาวคนเล็กอายุ 14 ปี

“ยิ่งลูกโตขึ้น เวลาที่เขาจะอยู่กับเราก็ยิ่งน้อยลง ดังนั้นการท่องเที่ยวจึงเป็นกิจกรรมที่สำคัญ มันทำให้เรามีประสบการณ์ร่วมกัน มีความทรงจำร่วมกัน มีรูปถ่ายด้วยกัน และพอเขาโตขึ้นสิ่งเหล่านี้มันจะยังอยู่ แม้ว่าทุกทริปจะมีอุปสรรค มีทะเลาะกันบ้าง แต่นั่นก็คือการฝึกทักษะการอยู่ร่วมกัน ทำความเข้าใจและเรียนรู้กันไป ซึ่งสุดท้ายมันจะทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวดีขึ้น ทำให้พ่อแม่เข้าใจลูก และลูกๆ ก็เข้าใจเรา เมื่อมองย้อนกลับไปก็จะมีแต่เสียงหัวเราะและความทรงจำที่ดี”

ช่วงเวลาพาลูกเที่ยวจึงมีจำกัด ดังนั้นนับตั้งแต่วันที่ลูกเกิดจนถึงวัยรุ่นจึงเป็นช่วงเวลาเก็บเกี่ยว ทั้งในมุมพ่อแม่ที่จะได้เก็บเกี่ยวเวลา และในมุมลูกที่จะได้เก็บเกี่ยวความทรงจำกับครอบครัว

“อย่าคาดหวัง แต่มีความหวัง” ประณยากล่าวทิ้งท้าย

นั่นคือ คนเป็นพ่อแม่อย่าคาดหวังให้ลูกตอบแทนสิ่งใด แต่จงหวังให้ทุกสิ่งที่ปลูกฝังไว้ส่งผลให้เขามีชีวิตที่ดี

 

ป่าในกรุง… ป่า(ของ)จริงในเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กรกฎาคม 2560 เวลา 11:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/503931

ป่าในกรุง... ป่า(ของ)จริงในเมือง

โดย…วรธาร ทัดแก้ว

เมื่อวันที่ 2-7 ก.ค.ที่ผ่านมา บริษัท ปตท. ได้นำสื่อมวลชนไปดูงานการรุกธุรกิจพลังงาน (GPSC) และศักยภาพการสร้างแบรนด์ (PTTOR) กลุ่ม ปตท. ณ ประเทศญี่ปุ่น เช่น ดูความคืบหน้าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของกลุ่มบริษัท ปตท. ที่เมืองอิชิโนเชกิ จังหวัดอิวาตะ เยี่ยมชมร้านกาแฟคาเฟ่ อเมซอน สาขาแรกในญี่ปุ่น ที่เมืองคาวาอุจิ จังหวัดฟุกุชิมะ เป็นต้น ในการนี้ยังได้พาไปดูสวนพฤกษศาสตร์โคอิชิคาว่าซึ่งตั้งอยู่ในกรุงโตเกียวด้วยที่ใครไปดูมาแล้วก็คงอยากจะเห็นพื้นที่สีเขียวในบ้านเราเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ในเขตเมืองเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของคนเมือง

พื้นที่สีเขียวในกรุงโตเกียว

ต้องยอมรับว่าหลังสงครามโลกสิ้นสุดลงญี่ปุ่นได้ให้ความสำคัญกับการเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อฟื้นฟูเมืองมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2006 โตเกียวได้เริ่มนโยบาย Tokyo Big Change เริ่มแนวคิดเมืองสีเขียวครั้งใหญ่ เพื่อปรับปรุงเมืองให้สวยงามและมีพื้นที่สีเขียวรอบเมือง รวมทั้งส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกต่างๆ อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และมีการส่งเสริมการใช้รถพลังงานไฟฟ้าให้กับทั้งภาคธุรกิจและประชาชนทั่วไป ถ้าใครที่ไปโตเกียวจะเห็นพื้นที่สีเขียวกระจายทั่วไป

ปัจจุบันกรุงโตเกียวมีพื้นที่สีเขียว สวนสาธารณะ ทั้งใหญ่น้อยประมาณ 70 กว่าแห่ง เช่น สวนโยโยงิ (YoYogi Park) เป็นสวนสาธารณะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดตั้งอยู่ในเขตชิบุยะ แม้จะตั้งอยู่ในย่านฮาราจุกุอันเป็นย่านท่องเที่ยวอันดับต้นๆ แต่ภายในสวนกลับร่มรื่น เงียบสงบ เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของผู้คน มีการเปิดให้เล่นดนตรีและงานแสดงศิลปะในวันอาทิตย์ อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าเมจิอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีสวนชินจูกุ (Shinjuku) อีกหนึ่งพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ในเขตชินจูกุ อันเป็นย่านแสงสีเสียงของกรุงโตเกียวและเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟชินจูกุ แต่บรรยากาศภายในสวนเป็นไปอย่างเงียบสงบท่ามกลางแมกไม้นานาพันธุ์

สวนพฤกษศาสตร์โคอิชิคาว่า

สวนพฤกษศาสตร์แห่งนี้มีพื้นที่ประมาณ 100 ไร่ เป็นสวนเก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น ก่อตั้งโดยโชกุนโทคุกาว่าผู้มีความชื่นชอบในพืชสมุนไพร ในปี 1684 ปัจจุบันอยู่ในการดูแลของมหาวิทยาลัยโตเกียว โดยเป็นแหล่งศึกษา ค้นคว้า วิจัยพืชในด้านต่างๆ สายพันธุ์พืชนับล้านสปีชีส์ตัวอย่างที่อยู่ในสวนแห่งนี้จะเน้นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน และจีน ทว่าไฮไลต์ของสวนคือต้นซากุระ กล่าวคือในช่วงฤดูใบไม้ร่วงสวนแห่งนี้จะกลายเป็นจุดชมซากุระเปลี่ยนสี

 

สำหรับพื้นที่ป่าและต้นไม้ขนาดใหญ่ที่มีอายุร่วม 100 ปี จะอยู่ด้านในสวนลึกเข้าไปอีก ทว่าที่น่าสนใจคือสวนพฤกษศาสตร์แห่งนี้รวมถึงสวนป่าอื่นๆ ในญี่ปุ่นส่วนใหญ่ได้นำเอาแนวคิด ทฤษฎี และวิธีการปลูกป่าตามแนวทางของ ศ.ดร.อาคิระ มิยาวากิ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ มหาวิทยาลัยโยโกฮามา ซึ่งเป็นวิธีการปลูกป่าที่ประสบความสำเร็จและได้รับการยอมรับทั่วโลกมาใช้ รวมถึงประเทศไทย หลายองค์กรก็ได้นำแนวคิดและรูปแบบของ ศ.ดร.อาคิระ มาใช้ด้วย

ไกด์หญิงบริษัททัวร์ ไรน์นิช ทราเวลคนหนึ่งให้ข้อมูลว่า น่าจะเป็นเวลาหลายสิบปีได้ ศ.ดร.อาคิระ ร่วมกับมหาวิทยาลัยโตเกียวได้ทำวิจัยพันธุ์ไม้โอ๊กสายพันธ์ุญี่ปุ่นแท้ 7 สายพันธ์ุ และได้ปลูกในสวนนี้ประมาณ 60 ต้น ปัจจุบันต้นไม้เหล่านี้ได้เจริญเติบโตเร็วมากกว่าปกติทั่วไป

สุเจตน์ อินทวิเชียร ไกด์อีกคนกล่าวเสริมว่า การปลูกป่าในแนวคิดของ ศ.ดร.อาคิระ จะเอาเฉพาะต้นไม้พื้นเมืองในเขตพื้นที่เท่านั้น โดยการเอาเมล็ดมาเพาะเป็นต้นกล้าแล้วนำไปปลูก จะไม่เอาต้นไม้นอกถิ่นนอกประเทศมาปลูกเพราะผิดคอนเซ็ปต์ เหตุผลที่ต้องเอาต้นไม้ในพื้นที่เดิมเพราะต้นไม้เหล่านี้จะคุ้นชินกับสภาพพื้นที่และที่สำคัญยังเติบโตง่ายและโตเร็วอีกด้วย

“ว่ากันว่าวิธีการปลูกป่าตามแนวคิดของอาจารย์มิยาวากินี้สามารถลดเวลาในการปลูกต้นไม้ให้เจริญเติบโตจากเดิมที่จะต้องใช้เวลา 100 ปี ลดลงมาเหลือ 30 ปีเท่านั้น” สุเจตน์ กล่าวเพิ่มเติม

ป่าในกรุง ถนนสุขาภิบาล 2

การไปดูสวนพฤกษศาสตร์โคอิชิคาว่าทำให้นึกถึง “ป่าในกรุง” ของบริษัท ปตท. ที่ตั้งอยู่ถนนสุขาภิบาล 2 เนื่องจากป่าในกรุงแห่งนี้ได้นำเอาแนวคิดและรูปแบบการปลูกป่าแบบเดียวกันกับสวนพฤกษศาสตร์โคอิชิคาว่า นั่นก็คือการใช้แนวคิดและวิธีการของ ศ.ดร.อาคิระ โดยการผสมผสานกับองค์ความรู้ในการปลูกป่าของบริษัท ปตท. ที่ปัจจุบันได้ก่อตั้งสถาบันปลูกป่าขึ้นมาเพื่อดูแลป่าและการปลูกป่าทั้งหมดของบริษัท ปตท. และกลุ่มบริษัทในเครือ

ประเสริฐ สลิลอำไพ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สื่อสารองค์กรและกิจการเพื่อสังคม บริษัท ปตท. กล่าวว่า โครงการป่าในกรุง ถนนสุขาภิบาล 2 เป็นการพัฒนาพื้นที่สีเขียวในที่ดินของ ปตท. จำนวน 12 ไร่ 1 งาน 2 ตารางวา ภายใต้แนวทางการส่งเสริมพื้นที่สีเขียวในเขตเมืองของกลุ่ม ปตท. หรือ PTT Green in the City โดยได้ออกแบบสัดส่วนเป็นพื้นที่ป่า 75% (9 ไร่) พื้นที่น้ำ 10% (1.2 ไร่) พื้นที่ใช้งาน 15% (1.8 ไร่) นอกจากนี้ยังมีการออกแบบอาคารที่กลมกลืนกับสิ่งแวดล้อมเป็นต้นแบบนวัตกรรมอาคารเขียว เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้การปลูกป่าของ ปตท. และการปลูกป่าเชิงนิเวศแบบยั่งยืน

 

ประเสริฐ กล่าวต่อว่า ป่าในกรุงได้ใช้แนวทางการศึกษาและทฤษฎีการฟื้นฟูป่าธรรมชาติของ ศ.ดร.อาคิระ ซึ่งเป็นป่าที่มนุษย์ฟื้นฟูขึ้นตามหลักการฟื้นฟูป่านิเวศ (ป่าธรรมชาติ) วิธีการคือ ใช้พันธุ์ไม้ท้องถิ่นดั้งเดิมของพื้นที่โดยมีการเตรียมกล้าไม้ที่ระบบรากแข็งแรง เน้นการปลูกต้นไม้ที่เพาะขึ้นจากเมล็ด ระยะห่างของการปลูก 3-4 ต้น/ตารางเมตร และปลูกพันธุ์ไม้หลากหลายชนิดปะปนกัน ส่วนรูปแบบการปลูกเป็นการปลูกแบบสุ่ม (Random) ไม่เป็นแถวเป็นแนว เลียนแบบธรรมชาติ ประกอบด้วยพันธุ์ไม้หลายระดับ ทั้งไม้ยืนต้น ไม้พุ่ม และไม้พื้นล่าง ปลูกและดูแลด้วยความพิถีพิถัน เช่น การสร้างเนินดิน การนำกล้าไม้จุ่มน้ำ การคลุมด้วยฟางข้าว เป็นต้น

“ในพื้นที่มีการจัดสรรให้มีพันธุ์ไม้ตามลักษณะป่าชนิดต่างๆ เช่น ป่าดิบที่ลุ่ม ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าน้ำกร่อย ป่าชายเลน ป่ารอบน้ำตก เขาหินปูน ซึ่งความหลากหลายของพันธุ์ไม้ที่ใช้ปลูกมีทั้งพันธุ์ไม้หายาก พันธุ์ไม้พื้นเดิมของกรุงเทพมหานคร และพันธุ์ไม้ป่าตามประเภทป่าชนิดต่างๆ จำนวนกว่า 200 ชนิด เช่น กรวยป่า กระเจียว ขันทองพยาบาท พระเจ้าห้าพระองค์ แคแสด จันทน์ชะมด ชุมแสง ชำมะเรียง เต็งรัง ตะเคียนทอง มะกอกน้ำ มะเม่า สะตือ นุ่น สมพง ยางนา เหียง ฉนวน จัน-อิน สมอไทย ทองพันช่าง ลำพู เป็นต้น”

 

ประเสริฐ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันต้นไม้ที่ปลูกจากต้นกล้าใช้เวลาแค่ 1 ปีเศษๆ ได้เจริญเติบโตเร็วมาก ตอนนี้สูงที่สุดอยู่ที่ประมาณ 5 เมตร เกือบจะสูงเท่าทางเดินสกายวอล์กที่ ปตท.ได้สร้างขึ้นเพื่อการเดินชมป่าในวิถีที่ไม่ไปรบกวนระบบนิเวศจากพื้นดินประมาณ 7 เมตร เรียกว่าต้นไม้พวกนี้โตสูงเกือบเท่าสกายวอล์กแล้ว ที่สำคัญเมื่อเป็นป่าขึ้นมาแล้วได้มีการเก็บข้อมูลว่าอุณหภูมิในป่ากับข้างนอกแตกต่างอย่างมีนัยในป่าจะเย็นและมีออกซิเจนเพิ่มขึ้น

“ป่าในกรุงเป็นชื่อพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดย ปตท.สร้างขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติพระองค์ท่านในโอกาสเจริญพระชนมายุครบ 5 รอบ และสร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ของคนเมือง รวมถึงเป็นแหล่งเรียนรู้การปลูกป่าและเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน ตอนนี้เรากำลังทำร้านกาแฟเล็กๆ อยู่ข้างหน้าอีกไม่นานก็คงเปิดให้บริการ”

ประเสริฐให้ข้อมูลต่อว่า นอกจากป่าในกรุงแล้ว ปตท.ได้ทำการฟื้นฟูระบบนิเวศและพื้นที่สีเขียวมากขึ้น โดยบริษัท ปตท.สผ. ได้เข้าไปเพิ่มพื้นที่สีเขียวด้วยการปลูกต้นไม้และปรับปรุงคุณภาพระบบนิเวศต่างๆ ในพื้นที่สวนศรีนครเขื่อนขันธ์หรือสวนบางกระเจ้า 200 ไร่ และต่อเนื่องจากสวนศรีนครเขื่อนขันธ์ บริษัท ปตท. ก็กำลังดำเนินการปลูกป่าในสวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พื้นที่ 40 ไร่ ซึ่งก็ได้ใช้วิธีการของ ศ.ดร.อาคิระด้วย

 

รักลูก ต้องสอนเรื่องเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กรกฎาคม 2560 เวลา 11:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/503877

รักลูก ต้องสอนเรื่องเงิน

เรื่อง ภาดนุภาพ รอยเตอร์ส

เด็กๆ เปรียบเสมือนผ้าขาว ครอบครัวคือโรงเรียนแห่งแรกของพวกเขา พ่อแม่คือครูคนแรกที่จะเริ่มวางรากฐานของทุกวิชา และช่วยให้พวกเขารู้จักการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้

ถ้าเปรียบกับการสร้างบ้าน พ่อแม่หรือครอบครัวก็คือผู้วางรากฐานของบ้านหลังนี้ หากวางรากฐานไว้ดี ลงเสาเข็มอย่างมั่นคง บ้านหลังนี้ก็จะมั่นคงแข็งแรงตลอดไปในอนาคต แม้ต้องเผชิญกับพายุ ฟ้าฝนอย่างไร ก็จะยืนหยัดได้อย่างมั่นคง

เช่นเดียวกับเด็กๆ หากพ่อแม่หรือคนในครอบครัวช่วยกันปลูกฝังนิสัยและพฤติกรรมต่างๆ ในทางที่ดี ที่ถูก ที่ควร ให้กับเขาตั้งแต่เริ่มแรก ก็จะช่วยให้เด็กเหล่านี้เติบโตขึ้นด้วยความพร้อมที่จะรับอีกหลายสิ่งหลายอย่างในสังคม สามารถแยกแยะได้ว่า อะไรควร อะไรไม่ควร และอยู่รอดในสังคมได้อย่างปลอดภัย

หลายคนคงได้ยินข่าวคราวปัญหาด้านการเงินของคนที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว จนเป็นเหตุให้เสียอนาคต เสียชีวิต ครอบครัวเดือดร้อน และอื่นๆ กันมาบ้าง โดยมุ่งประเด็นไปที่เครื่องมือการใช้เงินต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิตก็ดี เงินกู้ส่วนบุคคลต่างๆ ก็ดี ว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว

แต่ก็ต้องยอมรับว่า เครื่องมือเหล่านี้มีทั้งคุณและโทษ ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ หากดูกันให้ลึกจริงๆ ปัญหาอยู่ที่พฤติกรรมการใช้จ่ายเงินของแต่ละคนมากกว่า ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องปลูกฝังกันมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่บางคนคิดว่าตัวเองพยายามเป็นตัวอย่างที่ดีแล้ว ทำไมลูกไม่เอาอย่าง

การเป็นตัวอย่างที่ดีอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องสอนด้วย เพราะสังคมปัจจุบันนี้มีสิ่งยั่วยุมากมาย และต้องยอมรับว่าลัทธิเอาอย่างยังไม่หมดไป หากเด็กไม่ได้รับการสั่งสอนและปลูกฝังที่ดีมาตั้งแต่เล็กก็อาจหลงทางได้ เรื่องการเงินง่ายๆ ที่น่าจะปลูกฝังนิสัยการออมและการใช้เงินให้ลูกตั้งแต่เด็กๆ คือ

สอนให้ลูกรู้จักการเก็บออมตั้งแต่อายุยังน้อย

ด้วยวิธีง่ายๆ โดยหากระปุกออมสินสัก 1 กระปุก แล้วสอนให้พวกเขารู้จักเก็บออมด้วยการหยอดเงินใส่กระปุกออมสินเก็บไว้เมื่อมีญาติผู้ใหญ่ให้เงิน และหากเก็บได้จำนวนมากพอก็อาจเปิดบัญชีธนาคารฝากเงินไว้ให้ลูก โดยทุกครั้งจะต้องสอนและบอกให้ลูกทราบว่า จากการหยอดกระปุกวันละไม่กี่บาทของเขา จะทำให้มีเงินมากขึ้นได้ในอนาคต

สอนให้เขารู้จักการใช้จ่ายอย่างรู้คุณค่าของเงิน

เมื่อลูกเริ่มโตขึ้นและเข้าเรียนชั้นประถมจะได้รับเงินค่าขนม เริ่มด้วยการให้เป็นรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน ขยับขึ้นเป็นลำดับเมื่อเขาโตขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ลูกรู้จักการบริหารเงินที่ได้รับให้เพียงพอในการใช้จ่าย ควรแนะนำให้เขามีเหลือไว้เก็บออมด้วย เพื่อฝึกให้เขามีวินัยในการออมอย่างต่อเนื่อง ในช่วงวัยดังกล่าวเด็กอาจต้องการได้ของเล่นหรือสิ่งของอื่นๆ ควรสอนให้เขารู้จักการเก็บเงินเพื่อซื้อเอง จะช่วยให้เขาเห็นคุณค่าของการเก็บเงินและรู้ค่าของเงิน รู้จักการรอคอย มีความอดทน ในกรณีของบางอย่างที่เขาอยากได้และเห็นว่ามีประโยชน์ พ่อแม่ก็อาจให้กำลังใจโดยการช่วยเพิ่มเงินบางส่วนสมทบให้ แต่อย่างไรก็ตาม เงินส่วนหนึ่งต้องเป็นเงินจากการออมของเขา

สอนให้ลูกรู้จักการจดบันทึกรายการใช้จ่าย

เมื่อเริ่มเรียนระดับมัธยมควรแนะนำให้ลูกรู้จักการจดบันทึกค่าใช้จ่ายของเขา เพื่อฝึกให้เขารอบคอบเรื่องการใช้จ่ายเงิน รู้จักบริหารเงินและทราบที่มาที่ไปของเงิน ตลอดจนใช้เงินอย่างรู้คุณค่า เรื่องการออมก็ยังเน้นเหมือนเดิม เพราะหากเขาอยากได้ของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เขาจะต้องรู้จักเก็บเงินซื้อเอง ซึ่งช่วงวัยนี้ก็อาจเก็บด้วยการฝากธนาคาร

สอนให้รู้จักการลงทุน

เมื่อลูกเริ่มเข้ามหาวิทยาลัยหรือจบออกมามีงานทำ มีเงินเดือน ก็อาจสอนให้เขารู้จักการบริหารเงิน แบ่งเป็นเงินสำหรับเก็บ เงินลงทุน เงินใช้จ่ายประจำวัน สำหรับการลงทุนให้เน้นที่ไม่เสี่ยงมาก เช่น ซื้อพันธบัตรรัฐบาล เพื่อหารายได้เพิ่มขึ้น และสอนให้รู้จักตั้งเป้าหมายในการออมเพื่อจะไปให้ถึงจุดหมาย เช่น ถึงอายุ 25 ปี อยากเก็บเงินให้ได้ 5 แสนบาท เป็นต้น

ถ้าทุกครอบครัวช่วยกันคนละไม้คนละมือ ปลูกฝังนิสัยการออมและการใช้จ่ายอย่างรู้คุณค่าของเงินให้กับเด็กตั้งแต่ยังเล็กๆ พวกเขาก็จะได้ไม่ต้องเผชิญปัญหาเรื่องการเงินเมื่อเติบโตขึ้น

พ่อแม่หลายคนที่ชอบตามใจลูก จะด้วยเหตุผลว่าเคยลำบากมาก่อน หรือรักลูกมากเกินเหตุ ลูกอยากได้อะไรก็จะรีบซื้อให้ทุกอย่าง นี่แหละจะทำให้ลูกไม่เห็นคุณค่าของเงิน และใช้จ่ายอย่างไม่ระมัดระวัง และเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ก็อาจก่อปัญหาด้านการเงินในอนาคตได้

 

เรือเล็กออกจากฝั่ง ขงเบ้งไม่ได้รอเล่าปี่เยือนกระท่อมหญ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กรกฎาคม 2560 เวลา 16:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/503603

เรือเล็กออกจากฝั่ง ขงเบ้งไม่ได้รอเล่าปี่เยือนกระท่อมหญ้า

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

“สามเยือนกระท่อมหญ้า” คือฉากอมตะในสามก๊ก ว่าด้วยเล่าปี่ผู้มีอุดมการณ์ พยายามอัญเชิญผู้มีปัญญามาชี้ทางสว่างให้กับตน

ขงเบ้งเป็นเพียงชายหนุ่มหน้าใส ตอนนั้นเขาอายุ 26 อ่อนกว่าเล่าปี่ถึง 20 ปี แม้มีชื่อเสียงบ้างแต่ยังไร้ผลงาน

ขุนศึกเล่าปี่แม้ไม่มีชัยชนะโดดเด่นแต่ก็มากประสบการณ์ เพียงเพราะคำบอกปากต่อปากจึงกระหายใคร่พบขงเบ้งเสียจับใจ

จะนัดไปคุยที่สตาร์บัคส์หรือเสิร์ชหาหน้าตาของขงเบ้งก่อนก็ทำไม่ได้ เล่าปี่ต้องเดินทางไปในกระท่อมกลางหุบเขาโงลังกั๋งเอง ไปหนึ่งครั้งสองครั้งก็แล้ว ทักคนผิดบ้างอะไรบ้าง เล่าปี่ก็ยังไม่ได้เจอะเจอขงเบ้งสักที ถึงขนาดต้องไหว้พระขอพรถือศีลกินเจ เดินทางฝ่าหิมะ ถึงได้เจอขงเบ้งในครั้งที่สาม แถมครั้งนี้ขงเบ้งยังปล่อยให้ยืนรอหน้าบ้านอยู่ครึ่งค่อนวันเพราะถือตัวเป็นอิ๊กคิวซังต้องขอพักแป๊บนึงก่อนใช้สมองสำแดงสติปัญญา

และเมื่อเล่าปี่ได้พูดคุยกับขงเบ้ง ก็รู้สึกประหนึ่งปลาไขว่คว้าดิ้นรนจนได้สัมผัสลำธารใสไหลเย็น

นี่คือ “สามเยือนกระท่อมหญ้า” ฉบับรวบรัด

“สามเยือนกระท่อมหญ้า” สร้างความประทับใจให้กับผู้อ่านก็เพราะมันจี้ปมหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง มากความรู้ความสามารถ

เล่าปี่จึงเป็นเจ้านายในฝัน ส่วนขงเบ้งก็เปรียบเสมือนเราๆ ท่านๆ ที่อยากให้ผู้คนที่ยิ่งใหญ่กว่าเห็นความสำคัญ แล้วน้อมกายมาฟังสติปัญญาของเรา

ผู้แต่งนิยายสามก๊กเอาเค้าโครง “สามเยือนกระท่อมหญ้า” มาจากบันทึกประวัติศาสตร์จริง โดยมีที่มาอยู่สองแหล่ง

หนึ่งคือเอกสาร “จดหมายเหตุสามก๊ก” ที่บันทึกการพบกันของเล่าปี่กับขงเบ้งไว้สั้นๆ ว่า

“(เล่าปี่) เยือนสามครั้ง เพื่อพบ (ขงเบ้ง)”…5 คำจบ สำหรับฉบับจดหมายเหตุ

สองคือ “ฎีกาออกศึก” ที่ขงเบ้งเขียนขึ้นเพื่อถวายให้แก่พระเจ้าเล่าเสี้ยน (อาเต๊า) ก่อนการออกศึกครั้งหนึ่ง ในฎีกานี้ขงเบ้งบรรยายคุณงามความดีของเล่าปี่ และแนะนำสอนสั่งพระเจ้าเล่าเสี้ยนพองาม โดยมีตอนหนึ่งเขียนไว้ว่า

“พระเจ้าเล่าปี่ไม่ถือว่าข้าต้อยต่ำ ลดศักดิ์เสียเกียรติ มาเยือนกระหม่อมสามครั้ง ณ กระท่อมหญ้า ไต่ถามกระหม่อมเรื่องบ้านเมือง…” …จัดก็ว่ายาวกว่าบันทึกแรกไม่มาก

ก็เหมือนนักทำบทละครและภาพยนตร์สมัยนี้ นิยายสามก๊กก็เอาประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้สั้นๆ มาบรรยายให้อลังการ

ทั้ง “ฎีกาออกศึก” และ “จดหมายเหตุสามก๊ก” เป็นประวัติศาสตร์กระแสหลัก โดยชิ้นแรกเป็นเอกสารที่น่าเชื่อ เพราะนักประวัติศาสตร์เห็นว่าขงเบ้งเขียนขึ้นเอง ส่วนชิ้นหลังเพราะเป็นประวัติศาสตร์ที่ชำระแล้ว

แต่ขึ้นชื่อว่าชำระ ย่อมมีส่วนที่ถูกคัดออกไป

อันที่จริงการพบกันของเล่าปี่และขงเบ้ง มีบันทึกไว้อีกแบบหนึ่งในเอกสาร “บันทึกแคว้นเว่ย” ซึ่งมีเนื้อหาว่า

“เมื่อเล่าปี่มาถึงเกงจิ๋ว… โจโฉปราบทางเหนือได้มั่นคงแล้ว ขงเบ้งรู้แน่ว่าศึกต่อไปจะมุ่งมาที่เกงจิ๋ว แต่เล่าเปียวคิดช้า ไม่สนใจการศึก ดังนั้นเขาจึงเดินทางขึ้นเหนือไปพบเล่าปี่

เล่าปี่ไม่รู้จักขงเบ้ง จึงต้อนรับเขา เมื่อการพบปะสิ้นสุด ผู้คนต่างแยกย้ายกลับ เหลือแต่ขงเบ้งเท่านั้นที่ยังไม่ไป เล่าปี่ก็ไม่ได้สนใจซักถามอะไร ได้แต่นำเครื่องประดับขนหางจามรีขึ้นมาถักเพลินๆ

ขงเบ้งจึงถามว่า “ปณิธานกู้ชาติที่ท่านแม่ทัพมี ที่แท้ก็มีไว้เพื่อถักขนหางจามรีเช่นนั้นหรือ?”

เล่าปี่ได้ยินดังนั้นจึงรู้ว่าไอ้หนุ่มนี่ไม่ธรรมดา จึงตอบว่า “ข้าถักเพื่อระบายความกลัดกลุ้มใจเท่านั้น”

ขงเบ้งจึงถามต่อว่า “เทียบท่านกับเล่าเปียว ท่านสู้ ได้ เขา หรือไม่?” เล่าปี่ตอบว่า “ไม่ได้” แล้วถามต่อว่า “แล้วเทียบกับโจโฉล่ะ?” เล่าปี่ก็ตอบว่า “ไม่ได้” เหมือนเดิม

เล่าปี่รู้ทางจึงถามเสียเลยว่า “ถ้าอย่างนั้นความกังวลของข้า ท่านคิดว่าจะแก้ไขได้อย่างไร?” ขงเบ้งจึงเริ่มนำเสนอแนวคิดของตน จนเล่าปี่ซื้อทั้งไอเดียและทั้งตัวหนุ่มน้อยขงเบ้ง

นี่คือบันทึกประวัติศาสตร์อีกด้านที่ตรงกันข้ามกับประวัติศาสตร์กระแสหลักและนิยาย ไม่มีเล่าปี่ที่ดั้นด้นไปเยือนใครถึงสามครั้ง ไม่มีขงเบ้งที่เอาแต่นั่งรอชื่อเสียงตัวเองปลิวไปกระทบหูใคร แต่ต้องเริ่มดิ้นรนเรียกร้องความสนใจจากนายใหญ่เอาเอง

ไม่เหมือนปลาได้น้ำ แต่เหมือนนายเรือ (ขงเบ้ง) ต้องผลักดันเรือลำน้อยลงสู่น้ำทะเลในครั้งแรกให้เล่าปี่ได้เห็น ซึ่งดูแล้วเหมือนจะ “เข้าท่า” กว่า

อย่างไรก็ตาม ถ้าจะปฏิเสธว่าเล่าปี่ไปเยือนขงเบ้งสามครั้งสามคราก็ใช่ที่ เพราะอย่างน้อยประโยคที่ว่า “…น้อมพระองค์เข้าหา ท่ามกลางการเยือนกระท่อมสามครั้ง…” ขงเบ้งก็เขียนเองกับมือ

ซึ่งขงเบ้งไม่น่าจะหลอกลวงปั่นกระแสความสำคัญของตัวเองด้วยเรื่องนี้

แต่ในส่วนที่ขงเบ้งเขียน ก็ใช่ว่าเล่าปี่ต้องลำบากไปเสาะหา

เล่าปี่อาจจะแค่เดินทางไปเยี่ยมถึงบ้านสามครั้งสามครา เพื่อพูดคุยให้แน่ใจว่าไอเดียของเจ้าหนุ่มนี่มัน “ใช่” จริงๆ

และที่ควรขยายความคือ ในภาษาจีนโบราณตัวเลข “สาม” ยังหมายถึง “หลาย” ซึ่งก็หมายความว่า เล่าปี่ไปหาและไปพูดคุยกับขงเบ้งเรื่องสถานการณ์บ้านเมืองหลายครั้ง

ก็ต้องยอมรับว่าสำหรับขงเบ้ง เล่าปี่ขุนศึกวัยกลางคนลงมาเยือนที่พักและพูดคุยด้วยกับตนซึ่งยังหนุ่มอยู่และยังไม่มีผลงานใดๆ อยู่หลายหน ก็นับว่าเป็นเกียรติและนับเป็นความอ่อนน้อมของเล่าปี่ และแม้แต่ในบันทึกที่เล่าว่าขงเบ้งเรียกร้องความสนใจจากเล่าปี่ก่อน ก็ยังเห็นได้ว่าเล่าปี่มีความอ่อนน้อมพร้อมฟังคำชี้แนะอยู่พอตัว

สิ่งที่เกิดขึ้นจริงจึงยังเป็นปริศนา

หรือบางที ขงเบ้งอาจจะไปเรียกร้องความสนใจจากเล่าปี่ก่อน แล้วเล่าปี่เห็นท่าน่าสนใจจึงตามไปพูดคุยต่อถึงกระท่อมที่ขงเบ้งอาศัยหลายครั้ง

ถ้าเป็นแบบนี้ก็นับว่าไม่มีฟากไหนผิดพลาด ขงเบ้งเล่าในความประทับใจที่มี ส่วน “บันทึกแคว้นเว่ย” บรรยายถึงจุดเริ่มต้นเหตุการณ์ตั้งแต่ต้น

ส่วนถ้าเรื่องจริงเล่าปี่ดั้นด้นเสาะหาด้วยความถ่อมตนเกินคาด นั่นก็คงเป็นเพียงหนึ่งในร้อย เพราะโดยทั่วไปเจ้านายมักตัดสินลูกน้องด้วยผลงาน

เรื่องจริงเป็นอย่างไรไม่อาจรู้

ที่แน่ๆ คือ แค่นั่งรอให้ชื่อเสียงปลิวไปตามลม จนกระทบหูเล่าปี่ กับความพยายามครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อเสาะหาขงเบ้ง คงเป็นเพียงเรื่องแต่ง เพราะถ้าเล่าปี่หมดความอดทนไม่เล่นตามบทขึ้นมา ขงเบ้งคงเก้อ และเดียวดายตายไปในหุบเขาโงลังกั๋ง

เรือเล็กที่สร้างเสร็จแต่ดันซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาคงต้องผุพังไปโดยไม่ได้สัมผัสทะเล

เรือเล็กที่มั่นใจในศักยภาพจึงควรถูกผลักดันออกจากฝั่งไปเสนอตัวกับท้องทะเล มิใช่รอน้ำทะเลซัดเข้าหา

สึนามิแม้มีอยู่จริง แต่มันก็เกิดขึ้นในสถานการณ์ที่ผิดปกติเท่านั้น

 

5 เรื่องต้องเคลียร์ ก่อนเริ่มงานใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กรกฎาคม 2560 เวลา 10:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/503679

5 เรื่องต้องเคลียร์ ก่อนเริ่มงานใหม่

เรื่อง ราตรีแต่ง

เฟิร์สจ็อบเบอร์เพิ่งเริ่มหางาน หรือแม้แต่คนทำงานมีประสบการณ์ทำงานมาแล้ว หลายๆ คน อาจจะเคยลืมหรือมีความรู้สึกไม่กล้าสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับผลประโยชน์ต่างๆ ที่คนทำงานจะได้รับ ซึ่งความเป็นจริงแล้วการสอบถามเป็นสิทธิที่คนทำงานทุกคนพึงมี เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจก่อนตกลงเข้าร่วมงาน จ๊อบไทยดอทคอม (JobThai.com) เว็บไซต์สมัครงาน เผย 5 เรื่องที่คนทำงานต้องสอบถามให้ชัดเจน ก่อนตัดสินใจตกลงเข้าร่วมงานกับองค์กร

ข้อแรก ตำแหน่งและหน้าที่รับผิดชอบ ข้อสอง เงินเดือนและรายได้พิเศษอื่นๆ ข้อสาม สวัสดิการพิเศษ ข้อสี่ วัน-เวลาทำงาน และสิทธิการลาประเภทต่างๆ และข้อ 5 กฎระเบียบหรือวัฒนธรรมที่องค์กรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่ควรทำในวันเซ็นสัญญาคือ การตรวจสอบรายละเอียดในสัญญาให้ละเอียดถี่ถ้วน เพราะหากปล่อยสิ่งเหล่านี้ผ่านไปโดยไม่คุยให้เข้าใจตรงกันทั้งสองฝ่าย อาจทำให้เราเสียผลประโยชน์และกลายเป็นปัญหาในอนาคตจนทำให้ไม่สามารถทำงานในองค์กรนั้นๆ ต่อไปได้

ในฐานะกูรูคร่ำหวอดในวงการหางาน แสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการเว็บไซต์จ๊อบไทยดอทคอม อธิบายรายละเอียดสำหรับการมองเห็นความสำคัญในเรื่องดังกล่าว ก่อนเริ่มร่วมงานกับองค์กร ดังนี้

ตำแหน่งและหน้าที่รับผิดชอบ

แม้ว่าทุกคนทราบดีอยู่แล้วว่างานที่สมัครคือตำแหน่งอะไรและมีหน้าที่รับผิดชอบอะไรบ้าง แต่ในวันที่มี เจ้าหน้าที่โทรมาแจ้งรับเข้าทำงาน เราก็ควรสอบถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้งว่าเป็นตำแหน่งเดียวกับที่สนใจจริง หรือไม่ และขอบเขตความรับผิดชอบเป็นไปตามที่เราเข้าใจหรือไม่ ซึ่งถ้าไม่มีการพูดคุยทำความเข้าใจในเรื่องนี้อาจจะพบปัญหาเรื่องสมัครไปตำแหน่งหนึ่ง แต่เมื่อถึงเวลาเข้าทำงานจริงๆ กลายเป็นว่าได้รับมอบหมายให้ไปทำงานในอีกตำแหน่งหนึ่งแทน และไม่มีความถนัดเป็นปัญหาในการผ่านการทดลองงาน

เงินเดือนและรายได้พิเศษอื่นๆ

เรื่องรายได้หรือเงินเดือนที่จะได้รับ แม้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่ก็เป็นสิทธิของคนทำงานที่สามารถสอบถามกับองค์กรได้ก่อนจะตกลงเข้าทำงาน เช่น ฐานเงินเดือนที่ได้รับเท่าไร เงินเดือนที่ได้รับรวมกับเบี้ยพิเศษอื่นๆ หรือไม่ รวมถึงองค์กรมีการจ่ายเบี้ยขยัน ค่าทำงานล่วงเวลา ค่าคอมมิชชั่น และโบนัสอย่างไร

สวัสดิการพิเศษ

แน่นอนว่าทุกองค์กรต้องมีสวัสดิการขั้นพื้นฐานให้พนักงานอยู่แล้ว แต่การสอบถามถึงสวัสดิการพิเศษก็เป็นสิทธิที่คนทำงานพึงกระทำได้ เช่น องค์กรมีประกันสุขภาพและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้ด้วยหรือไม่ ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นผลประโยชน์ของคนทำงานทุกคนที่ต้องทราบ เพื่อจะได้รู้ว่าองค์กรนั้นๆ มีนโยบายในการดูแลพนักงานอย่างไร

วัน-เวลาทำงาน และสิทธิการลาประเภทต่างๆ

เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่ต้องเคลียร์ให้ชัดเจน เช่น วันที่เริ่มงาน วันและเวลาการทำงาน นั้นเป็นอย่างไร นอกจากนี้ควรสอบถามเรื่องสิทธิของวันลา ตลอดจนกฎระเบียบการใช้วันลาแต่ละประเภท เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน เนื่องจากแต่ละองค์กรก็จะมีการบริหารจัดการเรื่องวันลาแตกต่างกันไป

กฎระเบียบที่องค์กรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

การสอบถามเรื่องกฎระเบียบ ตลอดจนวัฒนธรรมองค์กรในสิ่งให้ความสำคัญเป็นพิเศษ แม้จะดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจที่คนทำงานมีต่อองค์กร เช่น การแต่งกายมาทำงาน หรือการใช้โทรศัพท์ส่วนตัวในเวลางาน

เมื่อคุยรายละเอียดเบื้องต้นต่างๆ ด้วยวาจาเป็นที่เข้าใจตรงกันเรียบร้อยแล้ว ก็เข้าสู่ขั้นตอนที่สำคัญ คือ การเซ็นสัญญาจ้างงาน ซึ่งเป็นส่วนที่คนทำงานทุกคนควรตรวจสอบให้ละเอียดรอบคอบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้อตกลงที่พูดคุยกันมาก่อนหน้านี้ได้ถูกระบุอยู่ในเอกสารสัญญาจ้างงานด้วยหรือไม่ ตลอดจนศึกษารายละเอียดของเอกสารสัญญาจ้างงานในส่วนอื่นๆ ให้ถี่ถ้วนก่อนที่จะทำการเซ็นสัญญา เพราะอาจมีกฎระเบียบอื่นเพิ่มเติมที่นอกเหนือจากการพูดคุยกัน

หากปล่อยสิ่งเหล่านี้ผ่านไปโดยไม่คุยให้เข้าใจตรงกันทั้งสองฝ่าย อาจทำให้เราเสียผลประโยชน์และกลายเป็นปัญหาในอนาคตจนทำให้ไม่สามารถทำงานในองค์กรนั้นๆ ต่อไปได้ n

 

เทรนด์ล่าสุด ‘นางงามนักกีฬา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กรกฎาคม 2560 เวลา 09:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/503686

เทรนด์ล่าสุด ‘นางงามนักกีฬา’

เรื่อง ปอย ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

รู้กันหรือยัง…? สัดส่วนนางงามบนเวทีมิสแกรนด์ไทยแลนด์ปีนี้ วัดกันที่ความสูงนางงามส่วนใหญ่สูงสง่า 173-175 ซม. รูปร่างสุดลีนกับน้ำหนักวัดกันที่ 45-55 กก. คนธรรมดาอย่างเราๆ ใช้ชีวิตแฮปปี้กับการกินเพลินๆ พากันอุทาน…โอเอ็มจีๆๆๆ เทรนด์คนสวยบนเวทียุคนี้ต้องบอบบางกันขนาดนี้เชียวหรือ?!!

นางงามหุ่นนาฬิกาทรายบอกเลยเอาต์ไปแล้ว! ล่าสุด สามสาวงามจากการประกวดมิสแกรนด์ไทยแลนด์ ปี 2017 ขึ้นเวทีกับหุ่นสุดแซ่บโชว์ซิกซ์แพ็ก หุ่นเธอช่างน่ากราบ พวกเธอมีวิธีปั้นหุ่นฟิต & เฟิร์ม ทำอย่างไรได้หุ่นปังมาบอกกัน

หุ่นฟิต ชีวิตเปลี่ยน

นางงามหุ่นสุดปังโชว์กล้ามเนื้อซิกซ์แพ็กสุดเป๊ะ คนแรกคือมิสแกรนด์ฉะเชิงเทรา “เมย์” ชลกร ดวงพลอย อายุ 24 ปี ส่วนสูง 173 ซม. น้ำหนัก 49 กก. มากับสัดส่วน 36-24-35 นิ้ว ด้วยการเข้าฟิตเนสอาทิตย์ละ 3 ครั้ง มีเทรนเนอร์ 2 คน ช่วยปั๊มกล้ามท้องได้สวยงามชัดเจน

อีกหนึ่งคนที่ต้องยกนิ้วโป้งให้ในหุ่นสุดยอด ไร้ส่วนเกินใดๆ มิสแกรนด์นครศรีธรรมราช “น้ำผึ้ง” สุชาณี สิรีเนตร อายุ 24 ปี มากับความสูง 176 ซม. น้ำหนัก 54 กก. สัดส่วน 33-23-36 นิ้ว เบื้องหลังวิธีปั้นหุ่นสุดเฟิร์มเอวเอสแบบนี้

“เมย์” ชลกร ดวงพลอย

 

น้ำผึ้งเผยเคล็ดลับไม่เคยอดอาหารเลย กินอาหาร วันละ 5 มื้อ โภชนาการครบทุกหมวดหมู่

น้ำผึ้งโชว์เอวคอดรับกับสะโพกผาย โชว์กล้ามท้องเร้าใจในแบบที่เรียกกันว่าอีเลฟเว่นไลน์ หรือเส้นกล้ามท้องชัดเจนสองเส้นซ้ายและขวา ใครชอบแบบไหนก็มาดูกัน นางงามยุคใหม่พวกเธอมีวิธีปั้นหุ่นอย่างไร?

“เทรนด์ตอนนี้ หุ่นนางงามฝั่งละตินเทรนด์กล้ามท้องเลข 11 สองเส้น น้ำผึ้งตั้งเป้าค่ะว่าจะทำหุ่นแบบนี้ขึ้นเวที แต่ผู้หญิงเอเชียรูปร่างเราเล็กสะโพกแคบ การออกกำลังกายอย่างเดียวไม่พอนะคะ น้ำผึ้งไปเข้าคอร์สโภชนาการเพื่อนำมาปรับหุ่น

70% ของการสร้างหุ่นที่ดีมาจากการกินอาหารค่ะ อีก 20% มาจากการออกกำลังกาย และการพักผ่อนที่ดีอีก 10% น้ำผึ้งไม่เคยอด กินอาหารวันละ 5 มื้อ แบ่งเป็นมื้อเช้ากินแป้งเยอะได้ มื้อกลางวันโดยเฉพาะวันเข้าฟิตเนสกินโปรตีนเพิ่ม แล้วค่อยๆ ลดสัดส่วนไปมื้อเย็นกินเสริมใยอาหาร กินผัก ผลไม้ ได้เบาๆ

“เมย์” ชลกร ดวงพลอย

 

กินแล้วลีนค่ะ โดยการออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ งดของทอดของมันเด็ดขาด เป็นการสร้างวินัยตั้งแต่การกินได้หลายมื้อ ไม่ต้องกลัวอ้วนเลยค่ะ”

ช่วงก่อนขึ้นเวทีประกวดโชว์หุ่น น้ำผึ้ง ย้ำบอกว่าต้องฟิตมากๆ เพื่อสร้างกล้ามท้องสองเส้นเด่นชัด เป็นการ Set Goals ขั้นแรก แล้วถ้าออกกำลัง(อย่างหนัก)ขั้นต่อไป ก็จะมีซิกซ์แพ็กชัด 6 ก้อนเรียงสวย ในหุ่นแบบ เมย์ ชลกร มิสแกรนด์ฉะเชิงเทรา ที่กลายเป็นเพื่อนคู่หูกันไปในการเก็บตัวนางงามครั้งนี้

“ไปเก็บตัว จ.เชียงใหม่ ทั้งสนุกทั้งเหนื่อย ต้องไปทำกิจกรรมตามสถานที่ท่องเที่ยวไกลๆ กว่าจะกลับถึงโรงแรมก็ดึกๆ แล้วค่ะ แต่พวกเราก็ชวนไปออกกำลังกายที่ฟิตเนสต่อ เพราะถ้าไม่ได้ทำจะรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจ

เมย์เน้นสะโพกผายสวยค่ะ รูปร่างแบบนี้จะทำให้ช่วงที่เราก้าวขาเดินโชว์สเต็ป ทั้งเอว ทั้งขา ก็จะโดดเด่นมาเลยนะคะ วิธีเล่นทั้งซิตอัพ สควอช เมย์ออกกำลังกาย 1 ปีครึ่งแล้วค่ะ การมีวินัยไม่ใช่เรื่องยากเลยเพียงต้อง เริ่มทำค่ะ แล้วก็จะทำได้ต่อเนื่องโดยอัตโนมัติ พอซิกซ์แพ็กมาแล้ว ก็มีกำลังใจเพิ่มความรักนิสัยการออกกำลังกายได้ถาวรด้วยค่ะ” เมย์ ชลกร บอกภูมิใจในหุ่นไร้ส่วนเกินสวยไม่แพ้เพื่อน

“แวร์ซายส์” นัธนันท์กานต์ หรี่จินดา

 

น้ำผึ้ง สุชาณี บอกว่า การปั้นหุ่นไม่เป็นแค่เรื่องความงาม ตอนนี้เรากำลังเข้าสู่สังคมเอจจิ้งโซไซตี้ (Aging Society) คนยุคใหม่เลือกใช้ชีวิตเดี่ยวกันมากขึ้น จึงควรมีวินัยดูแลสุขภาพตัวเองให้แข็งแรงขึ้นด้วย

“ผึ้งเห็นด้วยกับเมย์ในเรื่องวินัยไม่ใช่เรื่องยากเลยค่ะ ถ้าเรามีเป้าหมายชัดเจน ความสวยในแบบนางงามไม่ใช่หุ่นผอมๆ แล้ว นางงามฝั่งละตินอเมริกาคว้ามงกุฎเวทีระดับสากลกันบ่อยๆ แทบไม่มีหุ่นนาฬิกาทรายแล้วนะคะ ผึ้งไม่ปฏิเสธค่ะ ก็สวยเป็นหุ่นผู้หญิงในอุดมคติ แต่วันนี้นางงามเปอร์โตริโก เวเนซุเอลา เดินขึ้นเวทีมาในแบบหุ่นผู้หญิงสปอร์ตมีครบ หน้าอกสวย สะโพกช่วงก้นกลมกลึง แขนขาแข็งแรง โชว์ความสมาร์ท

ผึ้งเคยพลาดมากๆ ในเรื่องนี้ค่ะ ปีที่ผ่านมาเคยประกวดอีกเวที มีการเก็บตัว 10 วัน ผึ้งไม่กินอะไรเลย นอกจากผักกับปลา แต่ก็กลายเป็นว่ายังอ้วนมีพุงอยู่ กลับมาปีนี้ขอเปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยหุ่นแข็งแรงค่ะ”

น้ำผึ้ง สุชาณี สาวสวยที่มีหุ่นต้นขากระชับ ก้นงามงอน บอกย้ำทิ้งท้ายการออกกำลังกายเปลี่ยนทั้งร่างกาย แล้วความคิดก็เปลี่ยนไปดีๆ ได้อีกด้วย

“แวร์ซายส์” นัธนันท์กานต์ หรี่จินดา

 

นางงามขายรูปร่าง

เปลี่ยนทัศนคตินางงามสวยหวานไปเลยกับมิสแกรนด์หนองคาย “น้ำผึ้ง” สุชาณี สิริเนตร สาวสวยวัย 24 ปี ส่วนสูง 175 ซม. น้ำหนัก 53 กก. สวยประชันเพื่อนด้วยหุ่นดีก้นเด้ง ต้นขาเฟิร์ม สาวลุคห้าวหาญบอกเคยเป็นนักกีฬาบาสเกตบอลทีมจังหวัดระดับเยาวชน ชอบฝึกซ้อมกับนักกีฬาชาย มีปะทะชนจนนิ้วหัก แขนหัก หลายๆ ครั้ง แต่ด้วยความรักกีฬาจึงไม่ถอดใจ ขอหันเหเข้าฟิตเนสถึงขั้นเสพติดการออกกำลังกาย

แวร์ซายส์เรียนจบระดับปริญญาตรีคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ซึ่งมีการสอบ Certificate ด้านโภชนาการ และด้านยิมระดับสากลกับ สมาร์ทเทรนเนอร์ ใบอนุญาตทั้งสองใบทำให้นางงามหนองคายปีนี้ประกอบอาชีพเพอร์ซันนัลเทรนเนอร์ ฉีกกฎวงการนางงามที่มีแต่เรื่องเบาๆ หวานๆ ไปสิ้นเชิง

“หลายคนคิดว่าอาชีพเทรนเนอร์ต้องเข้ม คุมอาหารคลีน ไม่เลยค่ะ แวร์กินอาหารทั่วไปเหมือนทุกๆ คนนะคะ แต่กินให้มากมื้อ วันละ 5 มื้อ กินทุก 3 ชั่วโมง ออกกำลังอย่างต่ำวันละ 45 นาที พอตัดสินใจขึ้นเวทีนางงามก็ต้องรู้ข้อด้อยรูปร่างสะโพกแคบ ก่อนประกวด 34 นิ้วเท่านั้นค่ะ เป้าหมายต้องเพิ่มให้ได้อีก 2 นิ้ว ฟิตด้วยท่าสควอช ท่า ทวิสต์ลดเอวได้แล้วยังให้หน้าท้องเป็นรูปตัววีชัดเจน สัดส่วน 34-24-36 นิ้ว คือรูปร่างที่เราพอใจพร้อมเดินโชว์บนเวที

น้ำผึ้ง สุชาณี สิริเนตร

 

สัดส่วนสวยสมดุลใครๆ ก็ทำได้ค่ะ แวร์มีลูกศิษย์เพิ่งเป็นคุณแม่มาเทรนกับเป้าหมายลดน้ำหนักหลังคลอด จาก 65 กก. ลดลงเหลือ 56 กก. โดยเริ่มต้นจากการสร้างนิสัยการกินใหม่ค่ะ การควบคุมอาหารก็ไม่ใช่การลดแป้ง ลดไขมัน เพียงแต่ต้องรู้ว่าควรกินแป้งเพื่อให้พลังงานเวลาใด และต้องกินไขมันดีจากปลา น้ำมันมะกอก โดยเฉพาะ ผู้หญิงต้องกินไขมัน ไม่กินไม่ได้เลยค่ะ แล้วต่อจากการกินมีคุณภาพดีแล้ว จึงเริ่มออกกำลังกายค่ะ

สายออกกำลังกายกับสายความงามก็ไปด้วยกันได้นะคะ เพราะถ้าเราหุ่นดีใส่อะไรก็สวยค่ะ บุคลิกภาพก็น่ามอง แต่ก่อนรูปร่างตรงมาก (หัวเราะ) ใส่เดรสรัดรูปแทบ ไม่มีเอวเลยค่ะ การสร้างหุ่นก็ต้องลดเอว เพิ่มสะโพก ใช้ความรู้เทรนเนอร์ของเรามาช่วย เริ่มด้วยท่าสควอช 4 เซต เซตละ 15 ครั้ง เพิ่มความหนักท่าสควอชในแบบวันอาร์เอ็ม ซึ่งยกเพียง 1 ครั้ง มีการคำนวณจากน้ำหนักตัวเองคือ 53 กก. แวร์สามารถยกวันอาร์เอ็มด้วยน้ำหนักลูกเหล็ก 70-80 กก.

เพิ่มด้วยสควอชเซตละ 15 ครั้ง คำนวณยกได้ 30 กก. เป็นการเล่นที่เรียกว่าไฮเปอร์โทรฟี่ เพิ่มกล้ามเนื้อช่วงก้นให้ใหญ่ขึ้นค่ะ” แวร์ซายส์ นัธนันท์กานต์ เผยวิธีสวยสตรอง ใครชอบหุ่นสะโพกปังๆ ก็ลองเลย!!!

น้ำผึ้ง สุชาณี สิริเนตร

 

 

จันทรอร พงศ์พันธุ์ผู้ภักดี เขียนนิยาย-งานอดิเรกกึ่งประจำทำแล้วมีความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/503566

จันทรอร พงศ์พันธุ์ผู้ภักดี เขียนนิยาย-งานอดิเรกกึ่งประจำทำแล้วมีความสุข

โดย…อณุสรา ทองอุไร-ณัฐวดี ภิญญศิริ ภาพ   วีรวงศ์  วงศ์ปรีดี

มีใครหลายคนยึดอาชีพนักเขียนเป็นอาชีพหลัก แต่ก็มีอีกหลายคนที่เขียนนิยายเป็นงานอดิเรกที่มีความสุขและมีรายได้ไม่แพ้งานประจำ เช่นเธอคนนี้ ปิ่นลดา หรือ จันทรอร พงศ์พันธุ์ผู้ภักดี ที่บอกว่าอาชีพนักเขียนนั้นเป็นงานอดิเรกกึ่งงานประจำที่ทำแล้วแสนจะสุขใจ

ปิ่นลดาสำเร็จการศึกษาจากคณะรัฐศาสตร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยทำงานเป็นข้าราชการที่สำนักข่าวกรอง 2 ปี ก่อนเดินทางไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น จนจบดอกเตอร์ หลังจากนั้นได้ทำงานในโรงงานแห่งหนึ่งในนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ อีกทั้งยังเป็นอาจารย์สอนภาษาให้กับนักเรียนซึ่งต้องการสอบวัดระดับทางภาษาญี่ปุ่นในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์

ทางด้านงานเขียน เริ่มจากรักการอ่านและเคยเขียนนิยายลงอินเทอร์เน็ตมาก่อน เริ่มจากเรื่องสั้น เขียนภาษาคล้ายเรื่องแปลแต่เป็นแบบคนไทยเขียน พัฒนาต่อมาจนกลายเป็น ธาราตะวัน ตีพิมพ์ลงนิตยสารสกุลไทย และพัฒนาต่อมาอีกจนได้รวมเล่มเรื่อง อรุณรุ่งที่มัสยิปานา กับสำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง

“แล้วหยุดเขียนไปนานถึง 7-8 ปี เพราะไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น กลับมาก็มาเจอคุณหมอพงศกร (นพ.พงศกร จินดาวัฒนะ) ที่งานหนังสือเพราะเป็นแฟนหนังสือกันเลยถูกถามว่าตอนนี้ยังเขียนอยู่รึเปล่า ทำไมถึงไม่เขียนต่อ เราก็ตอบไปตามตรงว่ายังเขียนอยู่บ้าง แต่คิดว่ามันกลายเป็นงานอดิเรกไปแล้วมากกว่า ตอนนั้นคุณหมอแนะนำว่าลองเขียนให้จบดูสิ แล้วส่งมา จนสุดท้ายก็ออกมาเป็นเรื่อง สายลมของหัวใจ ซึ่งได้รับการตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ กรู๊ฟ ฟีล กู๊ด ของคุณหมอเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา”

สายลมของหัวใจเป็นนิยายแนวเดียวกับธาราตะวัน แนวพลังบวกอ่านแล้วอยากให้รู้สึกดีมีกำลังใจ ดังเช่นการเปรียบเปรยของเรื่องว่าความรักนั้นเหมือนกับสายลมที่พัดผ่านเข้ามา ถึงเวลามันมาเอง  ส่วนผลงานล่าสุดที่ตีพิมพ์เมื่อปีที่แล้วอย่าง ตุ๊กตาไขลาน เป็นเรื่องที่ตัวละครเอกเป็นญาติกับตัวละครจากเรื่อง สายลมของหัวใจ แต่สามารถอ่านแยกกันได้ เพราะเนื้อเรื่องไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกัน

“ใช้เวลาเขียนช่วงเย็นหลังเลิกงานกับวันเสาร์อาทิตย์  บทเวลาจะมามันจะมาของมันเองเขียนได้ลื่นไหลดี แต่ที่สำคัญที่สุดของงานเขียนคงเป็นการต้องเข้าไปอยู่ในโลกนั้นที่เราสร้างขึ้นมาให้ได้ก่อน เราต้องไปสัมผัสบรรยากาศจริง เพราะก่อนคนอ่านจะรู้สึกได้ เราต้องรู้สึกเองให้ได้ก่อน โดยส่วนตัวเวลาเขียนเรื่องไหนจะจดจ่ออยู่กับเรื่องนั้นให้จบเป็นเรื่องๆ ไป เขียนซ้อนพร้อมกัน 2 เรื่องทำไม่เป็น ระยะเวลาในการเขียนจะอยู่ประมาณเรื่องละ 3 เดือน แต่กว่าจะมาเป็นพล็อตได้จะใช้เวลาเป็นปี บางครั้งเขียนไปเป็น 100 หน้าแล้วโละทิ้งแล้วเขียนใหม่หมดก็มี บอกได้เลยว่าไม่เสียดาย เพราะทุกครั้งเวลาเขียนใหม่จะพบส่วนไม่สำคัญ จะเลือกผลลัพธ์ที่ดีที่สุดจากทั้งกองขึ้นมา หลายคนจะบอกว่า ต้นฉบับสุดท้ายของเราดำเนินเรื่องได้กระชับ เพราะตัดส่วนไม่จำเป็นออกไปแล้ว” เธอกล่าวอารมณ์ดี

ปิ่นลดายังได้พูดถึงประโยชน์จากงานเขียนอีกว่า งานเขียนเป็นเรื่องของการแสดงตัวตน เป็นการช่วยให้เราเปิดมุมมองตัวเราผ่านตัวละครที่เขียน เช่น บางครั้งเมื่อตัวละครสุขุมใจเย็นเจอกับปัญหานี้ เราจะได้เรียนรู้วิธีการแก้ไขและรับมือแบบตัวละครดังกล่าว เหมือนได้เรียนรู้จากตัวละครที่สร้างขึ้นมาเองว่าแต่ละปัญหาเขามีทางออกอย่างไร

เธอบอกว่าอนาคตอยากจะลองเขียนแนวสืบสวนลึกลับ แต่เพราะเรื่องสืบสวนต้องใช้ความละเอียดอย่างมากในงานวางพล็อต ตอนนี้เธอจึงตัดสินใจลองเขียนแนวลึกลับดูก่อนคือเรื่อง จันทร์บังใจ เธอบอกว่า ช่วงนี้เป็นช่วงที่ดี ทั้งงานประจำ งานสอน มีเวลาที่แบ่งมาให้งานเขียนค่อนข้างลงตัวกว่าทุกช่วงที่ผ่านมา ผู้อ่านคงได้เห็นงานเขียนเล่มใหม่ของเธอภายในสิ้นปีนี้

 

ทะยานสุดแรงด้วยแมดฮอป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/503560

ทะยานสุดแรงด้วยแมดฮอป

โดย…กั๊ตจัง

นับเวลานานกว่า 10 ปีแล้วที่วัยรุ่นไทยได้เคยเห็นเครื่องแมดฮอป เครื่องที่มีหน้าตาคล้ายเครื่องพยุงขาคนป่วยแต่สามารถทำให้ผู้สวมใส่กระโดดได้สูงกว่าเดิม 2-3 เท่า เครื่องนี้มีชื่อเรียกว่า แมดฮอป (Madhop) นั่นเอง

นัท เสถียร สุตตานนท์ นักเล่นแมดฮอปเล่าความเป็นมาของเครื่องเล่นนี้ว่า เครื่องเล่นนี้มีต้นกำเนิดมาจาก อเล็กซานเดอร์ โบเอค แพทย์ชาวเยอรมัน สำหรับช่วยเหลือผู้พิการทางการเดิน หากเราได้ดูการแข่งพาราลิมปิก เราอาจจะได้เห็นผู้พิการขาขาดช่วงล่างใส่เครื่องช่วยเดินที่มีลักษณะคล้ายๆ กัน พอ โบเอค ทดลองใส่ด้วยตัวเองเล่นๆ เขากลับพบว่าเครื่องนี้สามารถทำให้คนปกติใส่แล้วกระโดดได้สูงกว่าเดิม จึงกลายเป็นเครื่องเล่นใหม่ในวงการเอ็กซ์ตรีม มีชื่อเรียกอยู่หลายชื่อ ตั้งแต่ Jumping Stilts, Powerskip, Powerbocking, Flyjumper และแมดฮอปที่รู้จักกันดีในประเทศไทย เพราะเป็นชื่อแบรนด์แรกที่นำเครื่องเล่นนี้เข้ามาเผยแพร่

“เครื่องแมดฮอปสามารถเล่นได้ทุกเพศและเกือบทุกวัย ที่มีน้ำหนักไม่เกิน 110 กิโลกรัม ถ้าผู้เล่นมีน้ำหนักตั้งแต่ 20-110 กิโลกรัม ก็สามารถเล่นได้หมด โดยแบ่งเป็น 2 รุ่น คือ รุ่นเล็กไม่เกิน 50 กิโลกรัม (แบ่งได้อีก 2 ขนาด คือ รุ่นน้ำหนัก 20-40 กิโลกรัม และ 30-50 กิโลกรัม) และรุ่นใหญ่น้ำหนักไม่เกิน 110 กิโลกรัม แบ่งแยกย่อยออกไปอีก 3 ระดับ คือ 50-70 กิโลกรัม 70-90 กิโลกรัม และ 90-110 กิโลกรัม ให้เหมาะสมกับน้ำหนักของแต่ละคน สมมติว่าตัวคุณหนัก 65 กิโลกรัม หากต้องการเล่นเพื่อออกกำลังกายสนุกๆ ใช้วิ่ง ใช้เดินทาง ก็สามารถเล่นในรุ่น 50-70 กิโลกรัม เพียงแต่มีข้อห้ามอย่างเดียวก็คืออย่าเล่นเครื่องที่รองรับน้ำหนักต่ำกว่าตัวเอง เพราะแต่ละรุ่นจะออกแบบความแข็งแรงเฉพาะน้ำหนักที่กำหนด หากเครื่องรับน้ำหนักมากเกินไปจะเป็นอันตรายกับคนใส่และเครื่องเล่นเอง

“ระหว่างการเล่นก็เหมือนกับกีฬาอื่นที่ต้องมีเครื่องป้องกัน ถุงมือ สนับเข่า หมวกกันน็อกของจักรยาน เวลาขึ้นก็ต้องอาศัยบันไดในการช่วยใส่และเดิน แรกต้องอาศัยเสาหรือผนัง ฝึกการเดินทรงตัว ความรู้สึกแรกเหมือนตัวเราจะสูงขึ้นในทันที เดินตัวลอยคล้ายไม่มีน้ำหนัก ทรงตัวยากเพราะพื้นสัมผัสมีเพียงแผ่นยางเล็กๆ ที่ช่วยไม่ให้ลื่นเท่านั้น

“นั่นหมายความว่าพื้นที่ที่เราจะเล่นต้องเป็นพื้นที่ที่มีผิวขรุขระเล็กน้อย เช่น ถนนลาดยาง ลานปูนซีเมนต์ หรือสนามหญ้า ถ้าไปเล่นบริเวณที่ปูพื้นกระเบื้องผิวเรียบต้องระวังเรื่องการลื่น ขนาดเราเดินใส่รองเท้าบนพื้นกระเบื้องยังอาจจะลื่นล้มได้ นี่มีแค่แผ่นยางเล็กๆ ทรงตัวก็ว่ายากแล้วยังเจอพื้นลื่นยิ่งต้องระวังให้มาก

“พอเริ่มเดินได้สเต็ปต่อไปคือการวิ่ง ซึ่งเราจะทำได้เองหลังจากคุ้นเคยกับการเดิน อาจจะใช้เวลาประมาณ 2-3 วันให้ร่างกายปรับตัว จากนั้นค่อยเริ่มฝึกกระโดดอยู่กับที่ ซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับคนเล่นอย่างหนึ่ง ที่ต้องรักษาสมดุลของร่างกาย แรกบอกได้เลยว่ามีหกล้มบาดเจ็บกันจนเป็นเรื่องปกติ คราวนี้ก็อยู่ที่ว่าใครจะอดทนมีใจรักที่จะเล่นมากกว่ากัน

“ความยากของการเล่นแมดฮอปนี้ อยู่ที่ความกล้าที่จะเล่นท่า และทำอย่างไรให้กระโดดได้สูงๆ เพื่อเล่นท่าที่ยากขึ้น อย่างท่ากระโดดตีลังกาม้วนหน้า ตีลังกากลับหลัง โดยเฉพาะท่าที่ยากที่สุด คือการกระโดดกลับ ต้องอาศัยความกล้าล้วนๆ เท่านั้นครับ เพียงแค่ใจเรากล้าที่จะทำ กล้าที่จะเล่นท่า เราทำได้แน่นอน เมื่อได้เล่นแล้วความรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเราได้เป็นอิสระ กระโดดได้อย่างใจต้องการ

“นอกจากความกล้าแล้วควรมีลูกเล่นและควรใส่ความคิดสร้างสรรค์เข้าไปด้วย ทุกวันนี้แมดฮอป ก็ยังได้รับความนิยมจากผู้เล่นหน้าใหม่ๆ อยู่เสมอ ไม่ว่าอยู่ในฐานะหนึ่งในเครื่องเล่นเสริมกีฬาชนิดอื่นๆ เพราะเครื่องแมดฮอปก็มีราคาสูงพอสมควรเมื่อเทียบกับเครื่องเล่นชนิดอื่นๆ อย่างสเกตบอร์ด จักรยาน โรลเลอร์สเกต แต่ผมบอกได้เลยว่าหากได้มาลองเล่นแล้วจะติดใจ”

เสถียร ทิ้งท้ายว่า “เดี๋ยวนี้ก็มีคนเอาเครื่องนี้ประยุกต์ใช้กับการเดินป่า เดินทางไกล โดยใช้แมดฮอปรุ่นที่มีความสูงไม่มากแต่รับน้ำหนักได้ดี หรือมาใช้วิ่งผ่านภูมิประเทศในเส้นทางถนน ช่วยให้เบาแรงและประหยัดเวลา เพราะแมดฮอปเวลาวิ่งจะวิ่งได้เร็วกว่าการวิ่งปกติเพราะมีช่วงก้าวที่ยาวขึ้น กระโดดไปข้างหน้าได้ไกลขึ้น และซับแรงกระแทกหัวเข่าได้ดีกว่า ก็อยู่ที่ว่าใครจะเอาไปประยุกต์ใช้ทำอะไร แต่ที่แน่ๆ คุณจะได้ความสนุกมากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว”

 

 

อภิชาติ สัคคมรรคกุล ธรรมชาติช่วยเติมเต็มให้สุขใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/503545

อภิชาติ สัคคมรรคกุล ธรรมชาติช่วยเติมเต็มให้สุขใจ

โดย…อณุสรา  ทองอุไร

อภิชาติ สัคคมรรคกุล ผู้ช่วยผู้จัดการสายงานสื่อสารและบริหารแบรนด์ธนาคารธนชาต หนุ่มใหญ่วัย 48 ปี ที่เริ่มสนใจในวิถีเกษตรกรรม กับชีวิตสีเขียวที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ แม้โดยพื้นเพเขาจะเกิดและเติบโตอยู่แต่ในกรุงเทพฯ เสียเป็นส่วนใหญ่ก็ตาม แม้หน้าที่การงานจะมั่นคงดีแล้ว แต่ด้วยความที่ไม่มีบุตรธิดา วันหยุดก็เดินแต่ห้างกินข้าวดูหนัง บ่อยๆ เข้าก็เบื่อ เลยคิดว่าควรจะหากิจกรรมที่ชื่นชอบทำ ซึ่งเขาชอบปลูกต้นไม้มีความสุขที่เห็นต้นไม้เจริญงอกงามออกดอกออกผล

อีกทั้งเขาเริ่มเบื่อชีวิตและความวุ่นวายในกรุงเทพฯ เคยตั้งคำถามกับภรรยาว่าหากเกษียณจากงานแล้ว เขาทั้งคู่ยังอยากจะอยู่ในกรุงเทพฯ กันหรือไม่เมื่อเข้าสู่ปัจฉิมวัย ซึ่งเขาทั้งคู่ตอบมาอย่างไม่ลังเลว่าอยากไปอยู่ชานเมืองใกล้ชิดธรรมชาติกันมากกว่า เมื่อได้ข้อสรุปดังนั้น เมื่อ 4 ปีที่ผ่านมาเขากับภรรยาก็ขับรถตระเวนหาที่ดินย่านต่างจังหวัด มีโจทย์ว่าขับรถจากกรุงเทพฯ สัก 2 ชั่วโมงพอ อย่าให้ไกลเกินไป

โดยที่แรกที่เขาอยากไปปักหมุด คือแถวๆ จ.นครนายก คือไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มีต้นไม้เยอะเป็นเมืองผลไม้ เป็นจังหวัดที่ดูอุดมสมบูรณ์และมีน้ำเยอะ ไม้แห้งแล้งเหมาะกับการทำการเกษตร พอขับรถไปตระเวนหาดูปรากฏว่าที่ราคาสูงมากราคาไร่ละ 4 แสนกว่าบาท เป็นที่ที่ต้องถมเองอีก สรุปแล้วไร่ละตกประมาณ 5 แสนกว่าบาท คิดสะระตะ แล้วเขาต้องการ 3-4 ไร่ มันเกือบ 2 ล้านบาท เกินงบที่เขาตั้งเอาไว้ เลยเบนเข็มไปหาที่ จ.เพชรบุรี แถวหนองหญ้าปล้อง ขับรถแค่ 130 กิโลเมตร เพราะคุณพ่อเป็นชาวเพชรบุรี ท่านบอกว่าลองไปหาที่เพชรบุรีดู เขาก็ได้ไปเจอที่แถวเขาย้อย

เขาบอกว่าที่เดิมเป็นสวนผสมผสาน เจ้าของเดิมปลูก กล้วย มะนาว เป็นที่แปลงใหญ่ 10 กว่าไร่ แต่มีแปลงหนึ่งที่เขาจะหลุดประกาศขาย 5 ไร่ ผ่านนายหน้า ราคาไร่ละ 3 แสนกว่าบาท เป็นที่ดินติดน้ำ อยู่ใกล้ภูเขา วิวสวยเห็นที่ปุ๊บก็ถูกใจเลย มีบ่อน้ำขุดไว้กลางที่ “ได้เจอเจ้าของที่คุยกันถูกคอ คุณลุงเห็นเราตั้งใจจริงซื้อเพื่อมาทำเกษตรและหวังจะมาอยู่ในอนาคต ท่านก็เลยขายให้จะได้เป็นเพื่อนบ้านกัน ไม่ได้จะซื้อเพื่อขายต่อหรือเก็งกำไร โชคดีที่ท่านเอ็นดูเรา เลยได้ที่แปลงนี้มา สมใจเรามากๆ ภรรยาก็ชอบ เราจะชอบคนเดียวไม่ได้ โชคดีที่ทุกอย่างลงตัว เห็นภาพตัวเองตอนเกษียณว่าเราจะไปเป็นชาวสวนจะให้ค้าขายเราก็ทำไม่เป็น ปลูกต้นไม้อยู่กับธรรมชาตินี่ล่ะเหมาะที่สุด” เขากล่าวอย่างมีความสุข

โดยเขาเทเงินสะสมทั้งหมดที่มีอยู่ แล้วไปกู้ธนาคารอีกก้อนหนึ่ง ถมที่ไปบ้าง หมดไปกับแปลงนี้เกือบ 2 ล้านบาท แล้วเขาก็เริ่มลงต้นไม้ แรกๆ ก็ไม่ค่อยเป็นงาน เพราะไม่เคยปลูกต้นไม้จริงจัง คุณพ่อคุณแม่ของเขาเป็นคุณครู ไม่มีใครทำเกษตรกรมาก่อน ก็ลองถูกลองผิดไปเรื่อยๆ มีเวลาไปทำสวนเองเฉพาะวันหยุด เหนื่อยแต่ก็มีความสุข เพราะรู้สึกว่าชีวิตมีเป้าหมายมากขึ้นไม่เหงาไม่เบื่อ ไม่ต้องคอยคิดว่าวันหยุดนี้จะไปไหนดี พอมีวันหยุดเราก็ไปสวนกันทันที มีเรื่องต้องทำตลอดเวลา

“แค่ตัดหญ้าที่รกๆ นี่ก็เหนื่อยแล้ว เพราะเราไปเฉพาะเสาร์อาทิตย์ ไปตัดหญ้าไว้ อ้าวอีกอาทิตย์มันเริ่มขึ้นอีกแล้ว แรกๆ เรายังไม่คล่องใช้เครื่องตัดหญ้าไม่เป็นมืองี้พองไปหมด พอเริ่มปลูกต้นไม้ หญ้าก็ขึ้นช้า เราเริ่มจากปลูกมะละกอฮอลแลนด์ ออกลูกดกดี ตอนแรกๆ เก็บลูกไม่ทันเพราะพอมะละกอมักเริ่มสุกนี่แทบจะต้องเก็บวันเว้นวันเลย แต่เราไม่ได้อยู่ทุกวันมันก็เน่าหล่นไปบ้าง โชคดีคุณลุงเจ้าของสวนเดิมท่านอยู่แถวนั้นก็ช่วยมาเป็นธุระให้ ช่วยแบ่งเบาเราไปได้เยอะ ช่วงก่อนหน้านี้ไปสวนมาแต่ละครั้งก็ได้ของติดไม้ติดมือกลับมาบ้านทุกครั้ง หลังๆ มะละกอเริ่มเยอะก็ได้เก็บมาขายคนแถวบ้าน แถวที่ทำงาน พอทำไปเริ่มรู้ว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำ มีผิดเป็นครู จากไม่เป็นทำมาสัก 2 ปีก็เริ่มเก่งขึ้น เข้าที่เข้าทางมากขึ้น” เขาเล่าด้วยรอยยิ้ม

หลังจากนั้นเขาก็ปลูกมะนาวเพิ่ม เปิดอินเทอร์เน็ตหาข้อมูลว่าต้องปลูกอย่างไร ถึงให้ผลดี ถามลุงเจ้าของที่เอาบ้าง เรียนรู้ไปเรื่อยๆ หาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตเป็นหลักเลย พอเริ่มจับทางถูก ก็เริ่มลงต้นไม้มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งมะม่วง ขนุน สะเดา กล้วย มะพร้าว ปลูกผักบ้าง ผสมผสานกันไป แบบที่ในหลวง ร.9 ท่านทรงประทานสอนไว้ว่า อยากกินอะไรก็ปลูกแบบนั้น เหลือก็ขาย พอมีกินมีใช้ไม่อดนั้นคือเรื่องจริง ไปสวนทีกลับมาได้ของติดไม้ติดมือมากิน เหลือขายได้อีก เงินที่ขายผลไม้ได้ ก็เอาไว้เป็นทุนหมุนเวียนไปซื้อต้นไม้ ซื้อปุ๋ยคอก จ้างคนตัดหญ้าบ้างอะไรบ้าง

สำหรับคนที่ไม่ได้มีภาระมาก บอกเลยว่าอยู่ได้ เขามั่นใจเลยว่าชีวิตหลังเกษียณของเขาจะเป็นชีวิตที่มีความหมาย มีคุณค่าไม่น่าเบื่อ มีความสุข ไม่ลำบากอย่างแน่นอน ดีที่ตัดสินใจถูกต้อง ตอนซื้อที่ครั้งแรกเขาอายุ 44 ปี ยังพอมีกำลังวังชาที่จะเริ่มทำสวน ผ่านมา 4 ปี ทำสวนเองเป็นหลัก แรงเริ่มอยู่ตัว แม้จะหนักจะเหนื่อยแต่ก็มีความสุข ไปสวนเหมือนการไปออกกำลังกายไม่ต้องไปเข้าฟิตเนสให้เสียเงิน ได้เหงื่อโชกทุกครั้งเผาผลาญแคลอรีสุดยอด แถมยังได้ผลไม้ได้เงินติดมือกลับบ้านทุกครั้ง คิดว่าถ้าภายใน 4-5 ปีนี้ ต้นไม้จะเริ่มโตเต็มที่ออกดอกออกผลมากขึ้น

ถึงตอนนั้นเขาอายุ 50 ต้นๆ แน่นอนว่าแรงอาจจะตกลงไปบ้าง แต่ก็ไม่ต้องทุ่มเทลุยหนักเหมือนตอนซื้อที่ใหม่ๆ แค่เก็บดอกเก็บผลบำรุงต้นบำรุงดิน ตัดหญ้าเล็มใบไป งานจะเบาลง พอถึงเกษียณคงสบายขึ้นเพราะงานสวนเบาลง พ้นช่วงบุกเบิกไปแล้ว

“ถ้ารอใกล้ๆ เกษียณสัก 50 กว่าๆ ค่อยมาทำนี่ ผมคิดว่าช้าไปแล้ว คือจะไม่มีแรงจะจ้างคนอื่นมาทำทุกอย่างก็คงไม่คุ้ม เราทำไปของเราเองเรื่อยตอนอายุไม่เกิน 45 ผมว่ายังโอเค พอสัก 55 นี่ทุกอย่างเก็บผลได้สบายแล้ว ตอนนี้ผมปลูกกระต๊อบเล็กๆ ไว้กันแดดกันฝน คิดว่าภายใน 2 ปีจะปลูกบ้านหลังเล็กๆ เอาไว้ เผื่อไปอยู่จริงจังมากขึ้น เอาไว้อยู่หลังเกษียณเลย หลังจากใช้ชีวิตชาวสวนค่อยๆ ทำเองมา 4 ปี ผมและภรรยามีความสุขมากๆ ไม่ต้องหาเรื่องไปโน่นไปนี่เพื่อฆ่าเวลาอีกต่อไป ออกไปเดินเล่นไปกินข้าวก็เสียแต่เงิน แต่ถ้ามาสวนนี่ได้เงิน ได้ออกกำลังกาย อยู่กับธรรมชาติ มีแต่ความสุขใจสบายใจ นอกจากนั้นการลงทุนมาซื้อที่ทำสวนถือเป็นการลงทุนที่ดี ราคาที่ดินขึ้นทุกวัน ไม่ถึง 10 ปีราคาก็ขึ้นเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ มีแต่ได้ไม่มีเสีย แล้วทำให้ชีวิตรู้สึกมั่นคงและมีเป้าหมาย ช่วยเติมเต็มความสุขใจได้อย่างนึกไม่ถึงจริงๆ ครับ  ใครอยากจะใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติถ้าจะเริ่มแบบผม อายุ 40 นี่ต้องเริ่มวางแผนแล้วนะครับ” เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม

 

น้องภูมิ-ธนเทพ เปี่ยมท่า แชมป์ไมค์ทองคำเด็ก เหนือความแตกต่างคือ ความไม่ย่อท้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/503542

น้องภูมิ-ธนเทพ เปี่ยมท่า แชมป์ไมค์ทองคำเด็ก เหนือความแตกต่างคือ ความไม่ย่อท้อ

โดย…ณัฐวดี ภิญญศิริ / กาญจนา ภาพ : เสกสรร โรจนเมธากุล

ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น ไม่มีอะไรที่เมื่อลองลงมือทำแล้วจะเป็นไปไม่ได้ นั่นคงเป็นคำพูดที่สามารถใช้อธิบายชีวิตของ น้องภูมิ-ธนเทพ เปี่ยมท่า แชมป์ไมค์ทองคำเด็กคนแรกของประเทศไทย จาก จ.ชัยนาท ด้วยวัยเพียง 12 ปี คนนี้ได้

แม้เกิดมาพร้อมกับอาการผิดปกติของขาทำให้เดินไม่สะดวกเหมือนเด็กทั่วไป แม้จะต้องห่างกับคุณแม่ที่ต้องไปทำงานไกลถึงประเทศไต้หวัน และแม้ตัวเองต้องทำงานหนักเกินจนเกือบไม่ได้กลับมาร้องเพลง แต่น้องภูมิก็ไม่เคยคิดที่จะล้มเลิก ยอมแพ้ จนกว่าจะได้ลองลงมือทำดูก่อน

เขาเล่าให้ฟังว่า แรกเริ่มเดิมทีไม่มีใครที่บ้านเคยรู้มาก่อนว่าตนสามารถร้องเพลงได้ หรือแม้แต่ตัวเองก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองนั้นร้องเพลงได้ดี ซึ่งที่บ้านคุณตากับคุณแม่ชอบร้องเพลงแต่ก็ไม่เคยสอนให้ร้อง เพราะไม่คิดว่าจะทำได้ น้องภูมิเลยไม่ยุ่งเกี่ยวกับร้องเพลงและหันเหไปสนใจอย่างอื่นมากกว่า อย่างการเป็นโปรแกรมเมอร์

 

จนกระทั่งถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อครูเห็นว่าลูกศิษย์สามารถอ่านหนังสือได้คล่อง พอเล่าเรื่องราวได้ จึงลองให้เขาเล่านิทานจากการร้องเพลง ซึ่งเคยไปแข่งขันและได้เป็นที่ 1 ในระดับประเทศ น้องภูมิอธิบายว่า การแข่งขันในตอนนั้นเป็นเพียงการร้องเพลงแค่เล็กน้อยเท่านั้น ไม่ได้มีการฝึกฝนอย่างจริงจัง หรือไม่มีการใช้เทคนิคพิเศษแต่อย่างใด เนื่องจากเขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเพลงลูกทุ่งคืออะไร

“ที่ผมชอบร้องเพลง เป็นเพราะว่ามันผ่อนคลาย ไปๆ มาๆ จึงลองสมัครเข้าร่วมรายการ ตอนแรกผมคิดแค่ว่าอยากมาหาประสบการณ์ อยากลองขึ้นแสดงบนเวทีใหญ่ๆ และออกโทรทัศน์เฉยๆ แต่กลายเป็นว่าผ่านเข้ารอบ ผมเลยต้องเต็มที่กับมัน และเพราะว่าตอนแรกเพลงที่ครูเอามาให้ผมร้องเป็นเพลงลูกทุ่ง ผมจึงเลือกจากตรงนั้นมาฝึก จนกลายเป็นเอาเพลงตรงนั้นมาประกวดเป็นครั้งแรก”

นอกจากนี้ ความสนุกสนานที่ได้รู้จักเพื่อนใหม่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ประทับใจในระหว่างการแข่งขัน โดยเขาได้เล่าย้อนถึงประสบการณ์ที่ได้รับจากการเข้าร่วมการแข่งขันไมค์ทองคำเด็กให้ฟัง

 

“อย่างที่ทราบกันว่า คุณครูของผมซึ่งเป็นนักดนตรีเขาเป็นคนแนะนำมา เขาถามว่าจะไปไหม เลยตกลงจะลองดู และกลายเป็นว่าไหลเข้ารอบไป ซึ่งในความจริงก็ไม่เชิงไม่หวังจะชนะ คือผมมีหวังบ้าง แต่ไม่ได้ตั้งใจ การได้เข้ารอบและการได้รับชัยชนะเหมือนเป็นผลพลอยได้มากกว่า ส่วนเรื่องการเข้ารอบก็คิดไว้ แต่ไม่ใช่เป้าหมายหรือประเด็นหลักที่ทำให้มา ประเด็นหลักที่ทำให้ตัดสินใจลองมา คือผมต้องการมาเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์”

ทว่าสิ่งที่ทำให้ประทับใจที่สุดคงจะเป็นการที่คุณแม่มาร่วมเซอร์ไพรส์บนเวที “ก่อนที่คุณแม่มา ทั้งคุณครูและทุกคนรอบตัวเก็บเรื่องนี้เงียบกันหมด ตอนทักไปหา คุณแม่ก็ไม่เคยตอบ จนผมคิดว่าท่านจะโกรธอะไรผมหรือเปล่า จะขึ้นเวทีอยู่แล้วยังไม่เห็นทักมาคุยหรือให้กำลังใจ แต่ผมก็พยายามคิดว่าท่านคงจะยุ่งๆ เรื่องงาน ก็เลยร้องไปตามปกติ ทีนี้ตอนหันไปตามเสียงร้องของคุณยาย เราก็อ้าว นั่นแม่เรานี่ ความคิดแรกคือแม่มาได้ยังไง ต่อมาคืออธิบายด้วยคำพูดไม่ได้แล้ว มันดีใจมาก แม่มาให้กำลังใจถึงที่ และหลังจากนั้นตอนจบงาน ผมกับแม่เราสองคนแม่ลูกก็ไปเที่ยวด้วยกัน มันเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขและพิเศษมากๆ เลย”

ในส่วนของการฝึกร้องเพลงนั้น บุคคลสำคัญคือคุณครู โดยน้องภูมิเล่าว่า จะใช้วิธีฝึกเนื้อเพลงก่อน เอาเนื้อเพลงมาจำ ฟังเป็นร้อยๆ รอบ จากนั้นก็ลองร้องเพลงให้คนที่เชี่ยวชาญในเรื่องของการร้องเพลงหลายๆ คนฟัง และนำคำติชมมาปรับกับการร้องของตัวเอง

 

ประเด็นนี้แชมป์ไมค์ทองคำเด็กได้กล่าวเสริมว่า “มันอยู่ที่ตัวเด็กด้วย ถ้าเด็กไม่สนใจ เขาก็จะทิ้ง แต่ถ้าเด็กสนใจ มีความมุ่งมานะพยายาม รู้จักหมั่นฝึกฝน เขาครึ่งหนึ่ง เราครึ่งหนึ่ง ผลคือเราจะไปกันได้ แม้ครูไม่ได้ฟังลูกทุ่งบ่อย ชอบฟังแต่ลูกกรุง เราก็ใช้วิธีไปร้องให้คนอื่นฟัง”

ในระหว่างการฝึกซ้อมทุกครั้งจะมีคุณตา คุณยาย คุณแม่ คุณครู และทุกคนเป็นกำลังใจสำคัญ โดยทุกคนจะซ้อมกันอย่างเต็มที่ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้เคร่งเครียด จะเป็นไปอย่างผ่อนคลาย อยากกินอะไรก็กิน อยากนอนก็นอน พอตื่นมาก็ฟังเพลง แล้วค่อยมาลองซ้อมกันใหม่

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองย้อนกลับไปเขาก็ยอมรับว่า ตนเคยน้อยใจในโชคชะตาอยู่เหมือนกันที่ตัวเองต่างไปจากเด็กคนอื่น แต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่า ไม่ว่าร่างกายหรือโชคชะตาจะเล่นตลกอย่างไร ถ้าใจสู้และพยายามมากพอก็สามารถเก่งกาจและดูแลครอบครัวได้เหมือนทุกคน

 

“ตอนนี้ภูมิพอหารายได้ให้ครอบครัวได้บ้างแล้ว นั่นเพราะว่าเราต้องไม่ใช่คนที่นอนเฉยๆ อยู่บ้าน ในเมื่อเรายังช่วยเหลือตัวเองได้เราก็จะถอยไม่ได้” นี่คือคำพูดของเด็กวัย 12 ปี “แต่ก็เคยมีอยู่เหมือนกันที่เราทำงานหนักเกินไป ต้องเดินสาย 3-4 งานติดต่อกันภายในวันเดียว ต้องออกเวทีดึกดื่น พอกลับดึกก็ต้องค้างที่บ้านครูจนคุณยายเริ่มไม่พอใจ เนื่องจากท่านเป็นห่วงเรามาก ทั้งเรื่องการเข้าห้องน้ำและอาหารการกิน จนอยากให้เลิกร้องเพลง ซึ่งตอนนั้นเราเกือบจะเลิกแล้ว แต่สุดท้ายครูก็เข้ามาช่วยเจรจาปรับความเข้าใจกันจนได้มาประกวดเวทีไมค์ทองคำเด็ก”

นอกจากนี้ น้องภูมิยังเล่าว่า ตอนเด็กๆ ที่บ้านไม่เคยคาดหวังให้เขาเป็นอะไรเลย เพราะเสาหลักของบ้านยังเป็นแม่ที่ส่งเงินมาจากต่างประเทศ ส่วนลูกชายที่ยังเป็นเด็กจึงมีหน้าที่เรียนหนังสือและใช้ชีวิตอย่าง
เด็กทั่วไป

“แม่ไม่เคยบอกหรือเคยคาดหวังเลยว่าอยากให้ผมเป็นอะไร เหมือนท่านรู้ว่าผมสามารถแยกแยะได้ว่าอะไรเป็นอะไร ก็เลยตามใจ”

 

ในส่วนของอนาคต เขาบอกว่า ต้องขอดูก่อน เพราะเมื่อเรียนจบมหาวิทยาลัยอาจได้ทำงานอื่น หรืออาจเข้าวงการเป็นนักร้องต่อ คงต้องดูว่าไปทางไหนดีกว่า ถ้าร้องเพลงดีกว่าก็ไปทางร้องเพลง ถ้าบันเทิงดีกว่าก็ไปทางด้านบันเทิง หรือถ้าทำงานปกติดีกว่าก็ไปทำงาน แต่สำหรับตอนนี้เขาขอมุ่งไปที่เรื่องเรียน อาจมีทำงานบ้าง มีร้องเพลงบ้าง เพื่อช่วยหารายได้ให้ยายมีเงินซื้อของเข้าบ้าน แต่ก็ยังให้ความสำคัญกับเรื่องศึกษาต่อเป็นหลักแน่นอน ซึ่งคณะที่อยากศึกษาต่อคือด้านเทคโนโลยี เพราะชอบเล่นเกม แต่ถ้าเป็นไปได้จริงๆ ก็อยากเป็นนักร้อง เพราะตอนนี้อาชีพนักร้องดูจะเป็นงานที่เป็นไปได้มากที่สุด

“ถ้าตอนเด็กเราไม่รุ่งเราก็จบ ถ้าตอนนี้กระแสหายหรือดับไปเลย พอถึงตอนผู้ใหญ่เราจะไปรุ่งได้ยังไง” เขาหัวเราะ “และสำหรับเพื่อนๆ ที่อายุเท่ากัน ไม่ว่าจะมากกว่าหรือน้อยกว่า ภูมิขอฝากว่า อย่าให้ความอายุน้อยกลายมาเป็นอุปสรรค เราต้องรู้จักฝึกฝน และจำไว้เสมอว่าไม่มีสิ่งใดที่ทำไม่ได้ เพราะถ้าคิดว่าไม่กล้าทำ มันก็จะทำมันไม่ได้ ถ้าพูดมาก่อนว่าทำไม่ได้ มันก็จะทำไม่ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ถ้าตั้งใจอาจทำได้ก็ได้ แต่พอบอกไว้ก่อนว่าทำไม่ได้ ไม่ยอมทำ นั่นแหละจึงทำไม่ได้”

ชีวิตของเด็กชายเปลี่ยนแปลงไปหลังจากวันที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมา กับการคว้าตำแหน่งแชมป์ไมค์ทองคำเด็กคนแรกของประเทศไทย และทุนการศึกษามูลค่า 2 แสนบาท ซึ่งพิสูจน์ให้คนไทยทั้งประเทศได้เห็นแล้วว่า แม้ร่างกายจะมีความผิดปกติแต่กำเนิด แต่หากใจสู้ไม่ยอมถอยก็สามารถชนะทุกอย่างได้แม้กระทั่งใจตัวเอง

“อย่าลืมว่าเราต้องก้าวต่อไป ห้ามถอย หรือหยุดพัฒนาตัวเองเด็ดขาด เพราะว่าการกล้าแสดงออกย่อมดีกว่า เราไม่ควรกลัว เราควรก้าวออกมา กล้าทำ กล้าลอง กล้าพิสูจน์ ค้นหาว่าตัวเองเป็นคนแบบไหน หาให้เจอว่าเรานั้นชอบที่จะทำอะไร ถึงแม้ว่าบางครั้งสังคมอาจไม่สนับสนุนเรา ถึงอย่างนั้นเราก็ต้องรอวันที่จะมีคนสนับสนุน และอย่าหมดความหวังว่าต้องมีวันนั้นอย่างแน่นอน” น้องภูมิ กล่าวทิ้งท้าย