วางหมาก (ให้เป็น) ในเกมธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กรกฎาคม 2560 เวลา 12:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/504892

วางหมาก (ให้เป็น) ในเกมธุรกิจ

เรื่อง บีเซลบับ ภาพ เอพี

ว่ากันว่าผู้นำถูกสร้างขึ้นมาทั้งสิ้น นัยหนึ่งหมายถึงไม่มีใครที่เป็นผู้นำมาตั้งแต่เกิด หากเกิดจากการสั่งสมความรู้ประสบการณ์และความสามารถ โดยเฉพาะทักษะของการเป็นผู้นำ ที่ก็เฉพาะผู้นำเท่านั้นที่จะทำหรือพัฒนาให้เกิดขึ้นได้

ดร.สมฤดี ศรีจรรยา นักการตลาดมืออาชีพ ผู้อำนวยการสถาบันการตลาดเพื่อสังคมแห่งประเทศไทย (SMAT) เล่าให้ฟังว่า บุคคลที่จะก้าวขึ้นมาเป็นนักบริหาร จะต้องแสวงหาประสบการณ์ ต้องมีความสุขุมลึกซึ้งและรอบรู้ มีวิธีคิดแบบทำอะไรต้องทำให้ถึงที่สุด ถ้าคิดจะค้าขายระดับโลก ก็ต้องไปตั้งรกรากอยู่ต่างประเทศ ไปอยู่ในสนามหรือไปอยู่ให้ “ติดขอบ” สนาม ไม่อย่างนั้นก็ไม่ต้องมาพูดกัน

“ต้องไปตั้งรกรากอยู่ ไปใช้ชีวิตร่วมกับเขา รู้จักเขา สังเกตชีวิตความเป็นอยู่ของเขา ดัดแปลงปรับปรุงสินค้าของเราให้เข้ากับตลาด มองอะไรมองให้ลึก จับอะไรต้องสัมผัสให้ถึง” ดร.สมฤดี กล่าว

การเป็นผู้นำสะท้อนจากการวางแผนและการวางกลยุทธ์ในเกมธุรกิจ ยิ่งเกมระดับชาติหรือเกมธุรกิจระดับโลก คุณยิ่งต้องวางเกมให้เก๋า ดูอย่างนวัตกรรมสร้างธุรกิจ…เฟซบุ๊ก นั่นเป็นไร เพราะมีผู้บริหารที่มองไกล มองเป็น และมองเห็น! การตลาดที่ซ้อนไว้ในเกมอย่างเก๋า เราเองก็ทำได้ถ้าฝึกวางหมากให้เป็น-เล่นให้เหนือในเกม

1.เน็ตเวิร์กดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

Management Insight เป็นเรื่องของความรอบรู้ ทักษะข้อแรกของผู้นำ ความรู้จริงที่บุคคลจะก้าวขึ้นมาเป็น นักบริหาร จะต้องแสวงหาประสบการณ์ พบความผิดหวัง พบปัญหา แก้ไขปัญหา ปรับยุทธศาสตร์ ปรับแล้วปรับอีก จนกว่าจะสำเร็จ

2.ความสุขุมลึกซึ้ง

การอ่านมากเรียนมาก ก็เป็นส่วนหนึ่งทางทฤษฎีที่ เรียนรู้ได้ หากในชีวิตจริง ถ้าไม่ปรับใช้ก็ไม่ได้เหมือนกัน ทักษะประการต่อมาคือการปรับประยุกต์ความรู้ให้ได้ผลในทางปฏิบัติ อย่าตายไปพร้อมกับตำรา

รอบรู้และลึกซึ้ง ทำตัวให้เหมือนนักเลงหมากรุก ที่ต้องมองให้รอบกระดาน ก่อนที่จะหยิบหมากเดินทีละตา เซียนหมากรุกที่เก่งจะสามารถมองล่วงหน้าได้หลายตา เซียนหมากรุกที่เก่งมากๆ จะมองทะลุจนเห็นหมดทั้ง กระดาน เดินผิดตาเดียวก็บอกได้แล้วว่าหมากเกมนี้ แพ้ หรือชนะ

3.มองการณ์ไกล

การมีโอกาสเดินทางไกล ได้ไปเห็นชีวิตต่างแดน เห็นลู่ทางและเห็นโอกาส ได้เรียนได้ศึกษา นี่คือกำไรชีวิตมหาศาล จะมองการณ์ไกลได้ก็ต้องมองให้เห็น “สนาม” ทั้งเกมก่อน นี่คือเรื่องของวิสัยทัศน์ คุณจะมีวิสัยทัศน์ได้อย่างไร ถ้าคุณไม่เคย “เห็น” เลย หมั่นคิดหมั่นมอง หาทาง ศึกษาโอกาส คอยสังเกต คอยเรียนรู้ คอยเปิดหูเปิดตาตนเอง

4.รู้จังหวะ เร็ว ช้า หนัก เบา

ในการที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหาร นอกจากความอดทน อดกลั้น อ่อนน้อม อดออม ซึ่งเป็นคุณสมบัติประจำตัวที่ทุกคนที่อยากได้ดีจะต้องมี กรณีเป็นนักการตลาด จะสอนกันว่า นักการตลาดมืออาชีพที่จะประสบความสำเร็จควรต้องแม่น หนัก ไว และรู้จังหวะเหมือนนักมวยเหรียญทอง

แม่น คือ มองธุรกิจแม่นยำว่า ธุรกิจไหนควรทำ ธุรกิจไหนไม่ควรทำ สถานการณ์เศรษฐกิจตอนนี้ควรลงทุนหรือไม่ ลงทุนอะไรดี เมื่อรู้ว่าทำธุรกิจอะไร สินค้าตัวไหนยี่ห้ออะไร มีจุดขายจุดเด่นตรงไหน ต้องรู้จักวาง “ตำแหน่ง” ของสินค้าให้ถูก มีความลึกซึ้งในการวิเคราะห์ผู้บริโภค

หนัก คือ มีความอดทนเด็ดเดี่ยว หนักแน่น มีปณิธานแน่วแน่ ตั้งเป้าแล้วไม่ทิ้งง่ายๆ ไม่ทำงานจับจด สู้ตายถวายชีวิต เพื่อให้ได้เป้าที่ตั้งไว้

ไว คือ ใช้เวลาให้น้อยที่สุด ใช้คนให้น้อยที่สุด เหมือนนักมวยที่แม้ชกแม่น แต่หากออกหมัดเชื่องช้า ก็มีหวังโดนกำปั้นคู่ต่อสู้ลงไปนอนน็อกเสียก่อน ภาษาธุรกิจคือต้องมีประสิทธิภาพ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่ใช้โอกาสเปลือง ใช้เวลาน้อยกว่า(คู่ต่อสู้)คนอื่น ใช้คนน้อยกว่าคนอื่น

จังหวะ คือ หัวใจที่สำคัญที่สุด เพราะถ้าทุกอย่างดีหมด แต่จังหวะผิดหมด เหมือนนักเต้นรำที่เต้นผิดจังหวะ นักมวยที่ชกผิดจังหวะ นักเทนนิสที่เข้าลูกผิดจังหวะ จังหวะควรเข้าไม่เข้า จังหวะไม่ควรเข้าดันไปเข้า อย่างนี้ก็ไปต่อยาก

นักบริหารการตลาด นอกจากจะต้องแม่นยำ รู้ลึก รู้กว้าง รู้รอบ อ่านสถานการณ์ได้อย่างปรุโปร่ง ก็ต้องรู้ จังหวะว่า จังหวะไหนควรเร็ว จังหวะไหนต้องใช้ความเร็วที่สุด จังหวะไหนควรช้า จังหวะไหนควรใช้ความอดทนรอคอย จังหวะไหนต้องใช้ความหนักแน่นความอึด จังหวะไหนต้องใช้ความอ่อน ใช้ศิลปะเข้าแก้ไขสถานการณ์

“ความแม่น ความหนักไว จังหวะเร็วช้าหนักเบา ความสุขุมรอบคอบ สรุปว่าได้เบื้องต้นจากตำรา จากคนสอน จากการสังเกต จากประสบการณ์ ความสำเร็จ ความล้มเหลว ส่วนความเป็นเลิศมาจากการฝึกฝน” ดร.สมฤดี กล่าว n

 

วันเดอร์ วิว มากกว่าแว่นตาคืออนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กรกฎาคม 2560 เวลา 12:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/504904

วันเดอร์ วิว มากกว่าแว่นตาคืออนาคต

เรื่อง สมแขก

เพราะสายตาไม่ได้เป็นเพียงหน้าต่างของหัวใจ แต่เป็นหน้าต่างบานใหญ่ที่เอาไว้เปิดโลกแห่งการเรียนรู้ที่แสนมหัศจรรย์อีกด้วย “วันเดอร์ วิว” (Wonder View) โครงการที่เติมเต็มให้เยาวชนที่มีปัญหาด้านสายตา กลับมามองเห็นโลกสว่างสดใสอีกครั้ง อีกหนึ่งโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ภายใต้แนวคิด “นับเราด้วยคน” ที่รณรงค์ให้คนไทยรับรู้และตระหนักถึงตัวตนของกลุ่มประชากรชายขอบที่ถูกละเลย เข้าใจถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำที่พวกเขาต้องเผชิญ และลุกขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งการสร้างความเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมแบบ Inclusive Society หรือสังคมที่ไม่ทอดทิ้งกัน

ในครั้งนี้ได้จัดกิจกรรมมอบแว่นตาให้แก่นักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีปัญหาด้านสายตา ในโรงเรียนชุมชนบ้านพบพระ จ.ตาก ซึ่งความบกพร่องทางสายตานับเป็นปัญหาที่สำคัญของเด็กนักเรียนในพื้นที่ชายแดน ที่มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเรื่องทุนทรัพย์และโอกาสการเข้าถึง หรือพูดง่ายๆ ว่าในพื้นที่ไม่มีร้านแว่นตา ทำให้ลูกหลานของกลุ่มชาติพันธุ์และประชากรข้ามชาติในพื้นที่ไม่มีแว่นสายตาใส่ ซึ่งกลายเป็นปัญหาในการเรียนรู้ เนื่องจากมองไม่เห็นตัวอักษรบนกระดานดำในห้องเรียน ส่งผลเสียต่อพัฒนาการทางการศึกษา

สอดคล้องกับผลการสำรวจสุขภาวะของเด็กวัยเรียน ในกลุ่มที่อาศัยในเขตชายแดนของโรงพยาบาลพบพระ ที่ระบุว่า นอกจากโรคระบาด คอตีบ มาลาเรีย และขาดสารอาหาร ในขณะที่เด็กในเมืองมีภาวะโภชนาการเกิน หรืออ้วนกว่า 15% แต่ในพื้นที่ห่างไกลมีเด็กอ้วนเพียง 2% เท่านั้น นอกจากนี้ ยังพบว่ากว่า 10% มีปัญหาด้านสายตา ขณะที่เชาวน์ปัญญาโดยเฉลี่ยต่ำกว่าเกณฑ์ (IQ 90)

ธารินี ศิริวัลย์ หัวหน้าพยาบาล โรงพยาบาลพบพระ จ.ตาก กล่าวว่า เมื่อวิเคราะห์สาเหตุแล้ว ส่วนหนึ่งของระดับเชาวน์ปัญญาโดยเฉลี่ยของเด็กชายแดนต่ำกว่าเกณฑ์ หรือ IQ 90 มาจากปัญหาด้านสายตา ทางโรงพยาบาลและโรงเรียนจึงหารือกันเพื่อหาทางช่วยเหลือ พัฒนาคุณภาพชีวิต โดยความเหลื่อมล้ำดังกล่าวสะท้อนถึงอุปสรรคในการเข้าถึงบริการ อันเนื่องมาจากอุปสรรคทางภาษา การเข้าถึงข้อมูล ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และปัจจัยทางสังคมอื่นๆ จึงเกิดผลเสียระยะยาวตามมา

วีระพล จันทบุตร ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนบ้านพบพระจ.ตาก บอกว่า โรงเรียนชุมชนบ้านพบพระ มีจำนวนนักเรียนทั้งหมด 1,412 คน จากการสำรวจนักเรียนชั้น ป.1-ม.3 พบว่า มีนักเรียนที่มีปัญหาสายตาสั้นจำนวน 65 คน แต่มีนักเรียนเพียง 11 คน เท่านั้นที่มีแว่นสายตา เนื่องมาจากส่วนหนึ่งไม่รู้มาก่อนว่ามีปัญหาเรื่องสายตา และเด็กอีกจำนวนหนึ่งมีความขาดแคลน และมีฐานะยากจน ทำให้ไม่สามารถตัดแว่นสายตาใส่ได้ การที่โรงพยาบาลพบพระ และ สสส. เข้ามาให้การช่วยเหลือในครั้งนี้ จึงเป็นการช่วยพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก และเป็นจุดเริ่มต้นที่จะขยายไปยังโรงเรียนอื่นๆ ใน จ.ตาก ซึ่งมีปัญหาคล้ายคลึงกัน

ขณะที่ ดร.ประกาศิต กายะสิทธิ์ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เสริมว่า ปัญหาเรื่องแว่นตาในโรงเรียนเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น ที่สามารถยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ ขณะที่กลุ่มชาติพันธุ์ ชนเผ่าพื้นเมือง และประชากรข้ามชาติในประเทศไทย ยังประสบกับปัญหาการเข้าไม่ถึงระบบบริการสุขภาพที่ปลอดภัยและเป็นมิตร

“สสส. ร่วมกับ มูลนิธิฟอร์เวิร์ด จัดทำโครงการ วันเดอร์ วิว มากกว่าแว่นตา คืออนาคตที่สดใส ภายใต้แนวคิด ‘นับเราด้วยคน’ เพื่อสื่อสารให้สังคมไทยรับรู้และตระหนักถึงตัวตนของกลุ่มประชากรชายขอบที่ถูกละเลย มองเห็นปัญหาการเข้าไม่ถึงบริการสุขภาพที่ชัดขึ้น เห็นช่องว่างและความเหลื่อมล้ำที่พวกเขาได้รับ พร้อมเปิดโอกาสและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมแบบไม่ทอดทิ้งกัน โดยครั้งนี้มีผู้ที่ร่วมบริจาคแว่นตามือสอง 62 อัน และเงินสมทบทุนซื้อแว่นตา 97,140 บาท เพื่อมอบให้กับเด็กๆ โรงเรียนชุมชนบ้านพบพระ และนักเรียนใน โรงเรียนอื่นๆ ตามบริเวณแนวชายแดนและพื้นที่ห่างไกล ซึ่งสรุปแล้วได้มอบแว่นตาให้กับเด็กๆ ไปแล้วจำนวนกว่า 100 อัน” ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

ด้าน บิณฑ์-ธานินทร์ โชคชัยเจริญพร ตัวแทนของมูลนิธิฟอร์เวิร์ด กลุ่มคนทำงานอาสารุ่นใหม่จากหลากหลายสาขาอาชีพที่สนใจและรวมตัวกันทำงานเพื่อสังคมมาก่อนหลายปี ก่อนจะจัดตั้งเป็นมูลนิธิในปัจจุบัน เล่าว่า ความตั้งใจเดิมคือต้องการสร้างแพลตฟอร์มขึ้นมาหนึ่งช่องทาง คือเป็นแอพพลิเคชั่นที่เป็นศูนย์กลางรวบรวมแหล่งทำความดี หรือโครงการดีๆ จับคู่ผู้ให้กับผู้รับมาเชื่อมกัน

“มูลนิธิของเรามีพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (หรือ ท่าน ว. วชิรเมธี) เป็นที่ปรึกษา ท่านจุดประกายให้ความคิดเล็กๆ ของพวกเรามันใหญ่ขึ้น แรกเริ่มเดิมทีเราก็คิดว่าเราทำแอพขึ้นมา หนึ่งชิ้น เพื่อจับคู่ผู้ให้กับผู้รับมาเชื่อมกัน แต่พอเล่าให้ท่านฟัง ท่านก็แนะนำให้มาทำมูลนิธิ และทำให้เรามีเครือข่ายที่มากขึ้น ซึ่งประเด็นเรื่องแว่นตาสำหรับน้องๆ ครั้งนี้ก็เกิดจากกลุ่มของเราได้หารือกับ สสส. เพื่อขอทุนสนับสนุนการสร้างศูนย์กลางตัวนี้แหละ จึงได้รู้ว่าควรจะมีโครงการดีๆ ที่เป็นต้นแบบสักหนึ่งโครงการ ซึ่งเราได้ทราบประเด็นปัญหาของเยาวชนใน อ.พบพระ เลยเลือกจับปัญหาที่ผู้คนสามารถเข้าถึงได้ ดึงตัวนี้มาเป็นโครงการต้นแบบ เพื่อจุดประกายให้คนอื่นๆ ในวงกว้างได้รับรู้เรื่องราวตรงนี้ได้เข้ามามีส่วนร่วม” ธานินทร์ เล่า

ทำไมจึงเริ่มที่ อ.พบพระ ผู้ที่เกี่ยวข้องหลายฝ่ายตอบว่า นอกจากปัญหาของการเข้าถึง เช่น ใน อ.พบพระ ไม่มีร้านแว่นตา หากต้องการตัดแว่นต้องเดินทางเข้าเมืองแม่สอดเพื่อไปตัดแว่น ซึ่งโดยเฉลี่ยต้องเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 3,000-4,000 บาท สำหรับแว่น และไม่รวมค่าเดินทางไปและกลับ ซึ่งค่อนข้างสูง

ธานินทร์ บอกอีกว่า ประเด็นเรื่องการมองไม่ชัด หรือการสื่อสารเรื่องแว่นตา ทำความเข้าใจกับคนทั่วไปได้ไม่ยาก เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัว “ตอนที่ผมฟังเรื่องประเด็นนี้ครั้งแรกจากคุณหมอที่โรงพยาบาลพบพระ มีเด็กที่เสี่ยงต่อสติปัญญาต่ำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี ซึ่งหลังติดตามผลอยู่นาน จึงทราบว่าเด็กที่เข้าข่ายส่วนใหญ่เป็นเด็กที่สายตาสั้นมาก แต่ถูกทดสอบด้วยข้อสอบมาตรฐาน เขาเรียนไม่ได้เพราะอ่านหนังสือไม่เห็น แต่ต้องมานั่งเรียนรวมกัน

เด็กบางคนกว่าจะรู้ตัวว่าสายตาสั้นก็อาการหนักแล้ว แต่สำหรับเด็กบางคนที่มีเงิน พ่อแม่ดูแลใกล้ชิดก็สามารถรู้ปัญหาได้ไว และตัดแว่นหรือแก้ไขปัญหาได้ทัน”

ผู้จัดการโครงการวันเดอร์ วิว กล่าวอีกว่า ปัญหาตรงนี้แก้ไขได้ ที่สำคัญสามารถถอดความเพื่อไปบอกกับคนอื่นๆ ต่อได้ พอเล่าคอนเซ็ปต์นี้ให้กับศิลปินที่มีจิตใจอาสา ก็มีการส่งแว่นมาเพื่อร่วมประมูล นำเงินทุนมาสนับสนุนโครงการให้เป็นรูปธรรม

“หลังจากส่งมอบแว่นแล้ว เราจะเห็นภาพรวม เห็นประเด็นปัญหาที่ชัดเจนขึ้น แก้ไขไปได้หนึ่งจุด และนำเรื่องของวันนี้ไปขยายความต่อ เพื่อให้ผู้คนได้เห็นภาพว่ามีเรื่องที่พวกเรายังช่วยกันแก้ปัญหาร่วมกันได้ ซึ่งมีอีกหลายที่ในเมืองไทยที่กำลังประสบปัญหาเดียวกัน และกำลังรอให้ทุกคนเข้ามาร่วมแก้ไข มีอะไรที่สามารถให้ได้ก็ช่วยเหลือกัน” ธานินทร์ กล่าว

หากสนใจร่วมบริจาคแว่นตา หรือสมทบทุนให้กับโครงการวันเดอร์ วิว สามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ มูลนิธิฟอร์เวิร์ด Facebook.com/Forward Foundation Thailand อีเมล info@forwardthailand.org หรือติดต่อเจ้าหน้าที่มูลนิธิ โทร. 09-2204-5995 n

 

ความรัก ซอมบี้ และการสูญสลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/504760

ความรัก ซอมบี้ และการสูญสลาย

โดย…มัลลิกา

เมื่ออายุเรามากขึ้น เราโตป็นผู้ใหญ่ มีวุฒิภาวะอารมณ์ที่มั่นคงขึ้น และความรักของเราจะมั่นคงเติบโตขึ้น (อันนี้ไม่เกี่ยวละ) แต่มุมมองของเราที่มีต่อ “ความรัก” จะ “เปลี่ยน” ไป

หากใครเคยอ่านหนังสือนิยายภาพ ชื่อ “รักเปื่อย” ฉบับพิมพ์ครั้งแรก เมื่อ 9 ปีที่แล้ว ในปีนี้เขานำเนื้อหาแบบเดิมนั้นละมาตีพิมพ์ใหม่ รูปเล่มปกไฉไลกว่าเดิม สีสันครบตามภาพเขียนจากต้นฉบับ และถ้าได้หยิบอ่านอีกครั้ง มุมมองต่อเรื่องความรักของ สมบัติ อ้อม อรัญญา จะยังเหมือนเดิมไหม

ในส่วนของนักเขียนเอง “คงเดช จาตุรันต์รัศมี” ผู้สร้างตัวละครเหล่านี้ ยังมีการเปลี่ยนแปลงในฉบับใหม่ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Geek Book จึงเพิ่มตอนพิเศษ เป็นเรื่องของอ้อม ในอีก 9 ปีต่อมา

“ในวาระที่ได้พิมพ์ใหม่ถือโอกาสนี้บันทึกบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงขึ้นในความคิดของเรา และยังมีตัวละครหนึ่งที่มีชีวิตอยู่ มันสามารถถ่ายทอดความรู้สึกเมื่อเวลาผ่านไป 9 ปี ที่เรามองเห็นกับความรัก

“ตัวผมเองก็แก่ขึ้นนะ ตอนนี้ 45 อ้อมเองก็แก่ขึ้นเหมือนกัน เมื่อก่อนวัยเขาสนใจแต่ตัวเอง สนใจความสวยงาม ไม่เข้าใจว่าความรักคืออะไร พอผ่านไป 9 ปี ก็ค้นพบว่า มีความเศร้าสร้อยบางอย่างของการมีความรัก และการไม่คงอยู่ ทั้งรูปลักษณ์ และความรัก

“ตัวเราเองก็อยากพูดมุมมองบางอย่างออกมา แม้แต่ความรักแท้มันก็อาจสูญสลายได้ รักที่เป็นอมตะอย่างโรมิโอกับจูเลียต มันก็ดูเป็นความรักอมตะที่ขี้โกงไหม เพราะเขาตายไปพร้อมกับความรัก อย่างคนแต่งงานไปนานๆ ก็อาจจะเบื่อ กลายเป็นความผูกพัน ความสิเน่หาอาจไม่คงอยู่เท่าตอนแรก ซึ่งแต่ละคู่ก็มีเงื่อนไข”

นิยายภาพเล่มนี้ ตั้งคำถามกับเรื่องรูปกายภายนอกกับความรู้สึก ในคราแรกคงเดชคิดพลอตเพื่อสร้างเป็นหนังผี แต่ด้วยการสร้างตัวละครเอกเป็นซอมบี้ และภาพที่วาดเป็นซีนๆ ไว้นั้นคงสู้งบประมาณซีจีไม่ไหว จึงพับโครงการ แล้วนำมาเล่าในพื้นที่ใหม่

“การเล่าเรื่องผมคิดว่ามันเป็นหนังสือเล่มแรก ผมจึงลองวางโครงสร้างที่ค่อนข้างฟรี มีฟิกซ์แบบหน้าเดียวจบก็มี ผมว่าหนังสือ เสพด้วยการอ่าน จึงมีพื้นที่เปิดกว้างอีกหลายแบบให้เราทดลองโน้นนี่

เอาเข้าจริงๆ ผมรู้สึกว่าทำไปตามสัญชาตญาณในตัวเรา เพราะเราเป็นคนเล่าเรื่องในหลายฟอร์แมต เขียนเพลง เขียนบทหนัง พอทำหนังสือผมวางแชปเตอร์จะเล่าด้วยภาพยังไง เล่าด้วยตัวหนังสือยังไง เหมือนทำหนังฉากนี้เลือกให้ภาพอธิบาย หรือใช้คำพูดเหมือนให้ตัวละครอธิบาย”แม้ผ่านมา 9 ปี แต่เรื่องความรักยังคลาสสิก “ในพลอตมันมีความน้ำเน่า เพราะมนุษย์เราไม่เคยไปไหน วนเวียนอยู่กับความรู้สึกแบบนี้ หนังสือตั้งคำถามเกี่ยวกับการสูญสลายภายนอก ภายใน ความรู้สึก ความรัก ร่างกาย จุดนี้มันยิ่งรุนแรง เพราะยุคนี้เป็นการหลงใหลในเรือนร่างตัวเอง บ้าผิวขาว แล้วทุกวันนี้มีเครื่องมือในการดัดแปลงตัวเอง อย่างฟิลเตอร์ แอพพลิเคชั่น ศัลยกรรม

“ทุกคนก็รู้ ไม่มีใครอยู่เป็นอมตะ ต้องเน่าเปื่อย เหี่ยวย่นไป ขณะเดียวกันเรื่องภายในที่เราควรจะให้คุณค่ากลับถูกมองข้าม เกิดจากไอเดียเหล่านี้ ถ้าตัวละครมันกำลังเคาต์ดาวน์ตัวเอง มันจะเน่าไปเรื่อย มันต้องซ่อมแซมตัวเองตลอดเวลาเพื่อที่จะได้รัก ผมเลยนึกถึงซอมบี้

“สมบัติรักหลงอ้อมหมดหัวใจ เอาเข้าจริงสมบัติก็หมกมุ่นกับตัวเอง ไม่ต่างจากอ้อมที่หลงรูปลักษณ์ตัวเอง เอาเข้าจริงๆ นะ คนที่เหมือนไม่มีค่ากับใคร ก็มีค่ากับใครคนอื่นอยู่ ในที่สุดอยากบอกว่า ตระหนักถึงคุณค่าของตัวเองหน่อย”

เรื่องเล่าง่ายๆ ว่าด้วยเรื่องการแอบรัก หลงรัก ได้รัก ที่ดูเหมือนจะทำให้หัวใจสูบฉีดเต้นแรง หากแต่มันก็บีบเค้นหัวใจให้หยุดเต้นได้ ทว่านัยที่อยู่ในนิยายภาพ รักเปื่อย ให้แง่งามของชีวิตที่มากกว่าความรัก

 

เกษตรอินทรีย์มีความหมาย มณีกาญจน์ บุญส่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:02 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/504752

เกษตรอินทรีย์มีความหมาย มณีกาญจน์ บุญส่ง

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : บ้านไร่บุญส่ง

ชีวิตอยากช้า แม้ปัจจุบันจะยังช้าไม่(ค่อย)ได้อย่างที่ใจอยาก แต่ก็เป็นชีวิตที่มีความสุข มณีกาญจน์ บุญส่ง หรือ มินท์ วัย 29 ปี เกษตรกรรุ่นใหม่ที่เดินหน้าโครงการเกษตรอินทรีย์ตั้งแต่เรียนจบ รู้ทั้งรู้ว่าเกษตรปลอดสารไม่ง่าย แต่ก็เป็นหนทางที่เลือกแล้ว…ใช่แล้ว!

“นับหนึ่งจากการทำปุ๋ยหมักเอง จากนั้นก็ศึกษาในทางเกษตรอินทรีย์ลึกเข้ามาเรื่อยๆ กระทั่งได้เข้าร่วมกับโครงการสวนผักคนเมืองในปี 2554 ปีนั้นน้ำท่วมใหญ่และเป็นปีที่เรียนจบพอดี” มินท์ เล่า

ในชั้นแรกเกือบไม่ได้เข้าโครงการเพราะสวนผักคนเมืองเมื่อเริ่มต้นเปิดโอกาสให้เฉพาะเกษตรกรในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลเท่านั้น หากที่สุดเธอก็ได้เข้าร่วม “สวนผักคนเมืองปี 2” เรียนรู้วิถีเกษตรปลอดภัย ต่อมายังได้รับการสนับสนุนด้านการตลาดจากอีกหลายฝ่าย มีปูนซิเมนต์ไทยและธนาคารอาคารสงเคราะห์ เป็นต้น

“ได้เรียนรู้ความหมายของเกษตรอินทรีย์ และซาบซึ้งกับความหมาย ได้ตระหนักว่าภาคเกษตรไทยใช้สารเคมีเยอะมากเหลือเกิน ไม่แปลกใจที่เราได้เห็นผู้ป่วยมากมายจากผลกระทบในเรื่องนี้”

แม้กระทั่งยายแท้ๆ ของมินท์ ก็ได้รับผลกระทบจากนาที่ทำ ยายป่วยเป็นมะเร็ง เรื่องนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของมินท์ จากที่เคยทำนาแบบคนรุ่นเก่าที่ใช้ที่เชื่อในสารเคมี กระทั่งยายมาเสียชีวิตลงนี้ ก็คิดว่าจะทำแบบเดิมไม่ได้อีก

อุปสรรคแรก คือ แม่และพ่อ ที่มองเธอเป็นลูกผู้หญิง ไม่คิดและไม่อยากให้ลูกสาวมาเป็นชาวนาเหมือนพ่อแม่ปู่ย่าตายาย แต่เพราะความชอบส่วนตัว มินท์ตัดสินใจเป็นเกษตรกรและขอเป็นเกษตรกรทางเลือกที่ไม่ใช่สารเคมี แต่รู้หรือไม่ความชอบส่วนตัวฉันอยากเป็นชาวนานี้ กว่าจะรู้ตัวก็เกือบสายไป

มินท์จบปริญญาตรี คณะวิทยาศาสตร์การอาหารและโภชนาการ สถาบันราชภัฏราชมงคลพระนคร เป็นเด็กต่างจังหวัดเข้ากรุง มาเรียนหนังสือมาเช่าหอพัก อยู่อาศัยในกล่องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่เรียกว่าห้อง พร้อมกับเพื่อนนักศึกษาที่แชร์ค่าห้องร่วมกันอีก 4 คน ห้องที่แคบก็ยิ่งแคบ

ถึงเย็นวันศุกร์จะรีบกลับบ้านที่ราชบุรี เพราะทนอยู่ในห้องแคบๆ ไม่ไหว ในใจคิดถึงแต่บ้าน คิดถึงภาพวัยเด็กที่นอนดูดาวหางที่นอกชาน ไม่เห็นดาวหางก็เฝ้ามองหิ่งห้อย กลางวันหนีไปนอนเล่นในโคลน กลับบ้านราชบุรีทุกอาทิตย์ก็เพราะอย่างนี้ เพราะต้องการไปสูดอากาศ ต้องการไปไกลๆ จากกรุงเทพฯ ที่ทุกอย่างรีบเร่ง จะทำอะไรก็ต้องคิดต้องคำนวณ วางแผนในทุกเรื่องทุกสิ่ง

“จะไปไหนก็ต้องกะเวลาให้แม่น ขึ้นรถกี่ทอดๆ ไปถึงกี่โมงๆ คำนวณทุกอย่างทั้งเรื่องเวลาและเงินในกระเป๋า รู้สึกไม่มีความสุข วิตกกังวลตลอดเวลา เงินทองก็จำกัด ใช้ชีวิตรีบเร่งแบบนี้ ไม่ชอบ รู้ตั้งแต่ตอนนั้นว่าเราคงใช้ชีวิตรีบๆ เร็วๆ แบบนี้ไม่ได้” มินท์ เล่า

ทันทีที่เรียนจบก็ตกลงใจกลับบ้านเกิด ไปใช้ชีวิตที่บ้านซึ่งเติบโตมา พ่อมีที่ดิน 10 ไร่ แบ่งมาให้ทำอินทรีย์ 3 ไร่ในช่วงแรก หากโจทย์ก็ยังยากถ้าอยากจะทำอินทรีย์แบบ 100% หนทางต้องฟันฝ่ายิ่งใหญ่ ราชบุรีเป็นถิ่นอุตสาหกรรม ความเจริญรุกเข้าไปมาก การรวมกลุ่มเกษตรกรในเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องยากตาม มินท์ใช้หลักว่าเริ่มต้นที่ตัวเอง ไม่บีบบังคับใคร หากดำรงอยู่ด้วยตัวของตัวให้เป็นวิถี ใครอยากตามมา เขาตามมาเอง

“คนที่ตามมา” คือ เกษตรกรในละแวกใกล้เคียง มินท์ใช้คำว่า “ป้าๆ น้า” มีอยู่ 3-4 เจ้า ซึ่งก็ใช้หลักเดียวกัน คือ อยากกินอย่างไรก็ปลูกอย่างนั้น เหลือกินก็ขาย จัดจำหน่ายแบบบ้านใกล้เรือนเคียง วิถีอยู่ง่ายกินง่ายได้ผล เพราะเป็นวิถีเรียบง่ายที่พิสูจน์ได้ด้วยความสุขและความสบายใจ

“เหลือกินก็ขาย เหลือขายก็กิน ตอนนี้มินท์ทำร้านโชห่วยง่ายๆ เปิดที่หน้าบ้าน วางขายทุกอย่างที่เป็นผลผลิตจากไร่ ปรากฏว่ามันขายดีมาก เพราะทุกคนในพื้นที่รู้ว่าเราทำปลอดสาร เขาแห่กันมาซื้อไม่ใช่เพราะปลอดภัยอย่างเดียว แต่เพราะผักผลไม้ปลอดสารจะหวานธรรมชาติ อร่อยกว่าใช้เคมีเยอะ”

มินท์ บอกว่า สไตล์ของเธอจะไม่รวมกลุ่มใหญ่ เพราะควบคุมยาก บางคนมารวมกลุ่มเพื่อใช้ประโยชน์จากชื่อเสียง ใช้ประโยชน์ด้านการตลาด แต่กลับกลายว่าแอบแฝงมา จับได้ภายหลังว่าใช้สารเคมี อย่างนี้ก็ไม่ไหวจะเคลียร์ ขอค่อยๆ ทำและค่อยๆ ไปแบบกลุ่มเล็กๆ เท่าที่เป็นอยู่นี้ไปก่อน

ปัจจุบันผลผลิตไร่บุญส่ง นอกจากจะวางขายหน้าบ้านกำละห้ากำละสิบแบบพรึ่บเดียวหมดแล้ว (ฮา) ก็จะเข้ามาจัดจำหน่ายที่บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCG) ในกรุงเทพฯ เดือนละ 1 ครั้ง ผลิตภัณฑ์คือผักปลอดสารพิษ และข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมปทุม ฯลฯ ชีวิตตอนนี้มีความสุข เป็นชีวิตที่ไม่มีอัตราเร่งความเร็ว ได้อยู่กับธรรมชาติและเกษตรวิถีที่เลือก (fb:maneekan boonsong)

“ถ้าอยากได้กำลังใจ มินท์ให้หมด อยากได้การสนับสนุนหรือองค์ความรู้ มินท์ก็ให้ ขอเชิญที่ไร่บุญส่ง บ้านโป่ง ราชบุรี ที่ผ่านมาผลักดันเกษตรกรที่อยากปลูกอินทรีย์ไปหลายคนเหมือนกัน ก็เป็นอะไรที่ภูมิใจนะ คิดว่าเราเองเคยเป็นเด็ก เคยได้รับความรักความเมตตาจากผู้ใหญ่ เคยได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่ มาถึงวันนี้เราอยากให้โอกาสคนอื่นบ้าง”

 

 

นริสสา อมรวิวัฒน์ มีลมหายใจที่สอง มีความหวังเกิดขึ้นเสมอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/504750

นริสสา อมรวิวัฒน์ มีลมหายใจที่สอง มีความหวังเกิดขึ้นเสมอ

โดย…ปอย ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ชีวิตเปลี่ยนแปลงไป จากเคยชักชวนเพื่อนฝูงไปปาร์ตี้เฮฮาสังสรรค์ตามร้านอร่อยๆ แต่ตอนนี้ไปจ่ายตลาดซื้อหมูซื้อผักมาปรุงอาหารกินเอง หรือเลือกนัดเพื่อนๆ ไปกินข้าวร้านตามร้านวีแกนหรืออาหารมังสวิรัติไม่กินเนื้อสัตว์ เน้นผักผลไม้เพื่อสุขภาพ นริสสา อมรวิวัฒน์ แจงรายชื่อร้านโปรดเวลานี้ อย่างเช่น ร้านอโณทัย วีแกนเนอรี่ และอีกร้าน บรอคโคลี เรโวลูชั่น คอผักผลไม้ได้ยินแล้วคุ้นเคยกันดี

“…โชคดีค่ะ ที่ปวารณาเป็นวีแกนสายอาหารไทย ก็พอมีรสมีชาติหลากหลายไม่ต้องฝืนมาก เพราะถ้าฝืนชีวิตจะไม่สนุกเอาเสียเลยนะคะ การกินอย่างมีสติ 70% กินผักผลไม้ อีก 30% กินตามใจตัวเองได้บ้างค่ะ เราจะได้ไม่เศร้ามาก หรือดูบังคับตัวเองจนเกินไปนะคะ”

แอ้ นริสสา บอกพลางหัวเราะสดใส ในวัย 46 ปี ใครจะคาดคิดว่า ผู้หญิงยิ้มแย้มง่ายดาย บุคลิกอารมณ์ดีเข้าถึงง่าย คือ คนที่เคยป่วยเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ระยะที่ 3 ซึ่งเป็นซ้ำถึง 2 รอบ และนี่คือจุดเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต แต่โรคร้ายก็นำพาให้มองเห็นการกระทำของตัวเองในอดีต ได้รับพลังอบอุ่นจากคนรักและจากครอบครัวรอบกาย ปลูกฝังความคิดใหม่ มาพร้อมกับการหลุดพ้นจากโรคร้ายคุกคามได้ในที่สุด

ความเจ็บปวดทางร่างกายเมื่อคราวเคราะห์หามยามร้าย จึงเป็นที่มาของการจับปากกาเขียนหนังสือ “ลมหายใจที่สอง” เมื่อมะเร็งหายไป ลมหายใจใหม่ในวันนี้ คือ ตัวแทนของการมีชีวิตอยู่

ทุกๆ บทเรียน นริสสา กล่าวย้ำพร้อมรอยยิ้มติดใบหน้าตลอดการสนทนา ตั้งใจเขียนโดยมีความหวังว่า ทุกๆ บทเรียนที่เกิดขึ้นกับตัวเอง คงสามารถสร้างกำลังใจให้กับคนอ่าน ให้เห็นค่าของการมีชีวิต และได้พบคำว่า “ความหวัง” รอเราอยู่เสมอ

วันที่ปล่อยวางยังไม่เป็น

จากหญิงสาวบ้างาน ถ้าจะมีช่วงเวลาออกกำลังกายก็เน้นขึ้นเครื่องวิ่งเพื่อเผาผลาญแคลอรี เฮลท์แอนด์บิวตี้ นึกขึ้นได้เมื่อใด จึงไปออกกำลัง (สักครั้ง!!!) วันนี้ชีวิตเปลี่ยนไป มีการจัดตารางแน่นอนอาทิตย์ละ 3 ครั้งเป็นอย่างน้อย และเป็นการออกกำลังเพื่อสติสมาธิ นริสสา ยอมรับว่า เริ่มรู้จักโยคะถ่องแท้เมื่อป่วยเป็นมะเร็งนี่เอง ช่วงร่างกายยังพอไหวก็ให้ครูมาสอนที่บ้าน เล่นโยคะแล้วก็รู้สึกดีขึ้นมากมาย หลักการใช้ชีวิต คือ ทำตัวเองให้มีความสุขที่สุด ณ วันนี้

“หายจากโรคมะเร็ง 3 ปีแล้วค่ะ เป็น 3 ปีที่ดูแลตัวเองนอกจากอาหารและการออกกำลังกายมากขึ้นแล้ว ก็หันมาทำงานเพื่อช่วยเหลือคนอื่นที่ทำให้รู้สึกว่าชีวิตมีความสุขมากขึ้นด้วยค่ะ ตอนนี้อาสาไปเป็นวิทยากรพูดเพื่อคนป่วย และเพื่อผู้ดูแลรักษาคนป่วยได้ฟังกันในเชิงธรรมะ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการดูเรื่องจิตใจ ให้ได้ก้าวข้ามออกจากความเครียด และตอบคำถามทางเฟซบุ๊กเพจ airnarissa และไลน์ narissa.journal ดิฉันเข้าใจว่า การอยู่กับความเจ็บป่วยบางทีก็มีจิตตกบ่อยๆ นะคะ ส่งคำถามกันเข้ามาได้ ตอบอย่างตั้งใจที่สุดเลยค่ะ เพื่อให้เขาคลายทุกข์ให้ได้ หรือเข้าไปเขียนเกร็ดธรรมะ ไปเจอข้อคิดดีๆ ก็แชร์ไว้ในเพจ ให้กำลังกันและกันค่ะ”

ย้อนไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว นริสสา เล่าว่า สุขภาพเริ่มส่อแววไม่ดี ช่วงทำงานฝ่ายการตลาดในบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง ตลอด 11 ปี คือ การทุ่มเททำงานหนักแบบเอาเป็นเอาตาย กระทั่งก้าวสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ซึ่งเป็นการตอบแทนที่ต้องแลกเปลี่ยนกับสุขภาพเสื่อมโทรมที่กว่าจะกู้กลับคืนได้ ช่างยากเย็น

“บ้างานมาก นิสัยทำอะไรแล้วต้องไปให้สุดค่ะ (บอกพลางยิ้ม) ยิ่งทำงานด้านสินค้าการตลาด การแข่งขันก็ยิ่งสูงนะคะ ดึกดื่นงานไม่เสร็จก็ขนงานกลับมาทำต่อที่บ้าน แล้วไม่หลับไม่นอน ตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดในบริษัทข้ามชาติก็จัดว่าดีนะคะ แต่การที่งานหนักและเครียดเกินไปก็ตัดสินใจลาออก มีโรคลำไส้แปรปรวนที่ส่อแววความเครียดมาเป็นระยะๆ ตอนอายุ 30 ปีปลายๆ

งานต่อมาเป็นวิทยากรและโค้ชให้ระดับผู้บริหารบริษัท ต้องเป๊ะทั้งข้อมูลทั้งภาพลักษณ์นะคะ ไปถึงงานตั้งแต่ก่อน 7 โมงเช้า กลับถึงบ้านหลัง 5 โมงเย็น ก็ไม่ใช่เวลาพักผ่อนแน่นอน (หัวเราะ) คิดงานอื่นๆ ที่อยู่ในมืออีกมากมาย งานลากยาวไปถึง 5 ทุ่ม เที่ยงคืน ก็เครียดอีกแล้ว

“เมื่อรู้ว่าป่วย ก็ตั้งคำถามว่า ทำไมไม่เหมือนคนอื่นๆ เขาก็ทำงานไม่น้อยเช่นกัน…? คำตอบ ก็คือ เราไม่รู้จักการปล่อยวางให้เป็น คือ อยู่บ้านก็ยังคิดเรื่องงาน ทั้งที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงอื่นเลยค่ะ ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ อาหารการกินก็ดูแลค่อนข้างดีด้วย ปัจจัยเครียดก็น่าจะอยู่ที่งานนี่เองค่ะที่เป็นปัญหาใหญ่

“ช่วงป่วยก็มีเวลาศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับโรคมะเร็ง ก็ยิ่งรู้ซึ้งว่าปัจจัยหนึ่ง คือ ความเครียด เครียดแล้วจะหลั่งฮอร์โมนที่กระตุ้นให้เกิดการแตกตัวของเซลส์ผิดปกติ แล้วคุณหมอก็อธิบายและย้ำให้ฟังบ่อยๆ ด้วยค่ะ ว่า คุณแอ้รู้ว่าป่วยก็ห้ามเครียดนะ ยิ่งเครียด ภูมิคุ้มกันมะเร็งก็ยิ่งตก ความเครียดจะไปกดฮอร์โมนที่เป็นสารหลั่งความสุขให้ลดลงๆ เรื่อยๆ ภูมิคุ้มกันก็ยิ่งอ่อนแอลง ยิ่งฟังคุณหมอแล้วย้อนกลับไปมองชีวิตงานตัวเอง เครียดทุกๆ ชั่วโมงก็ว่าได้เลยค่ะ”

นริสสา เล่าเรียงเหตุการณ์ตรวจพบมะเร็งเพราะการตรวจสุขภาพประจำปี เจอมะเร็งเริ่มที่ม้ามมีเนื้อร้ายถึง 6 ก้อน หมอตัดสินใจผ่าตัด อวัยวะส่วนนี้ทิ้งไป ซึ่งม้ามคือตัวกรองเชื้อโรค แต่ไม่ค่อยมีปัญหานักสำหรับผู้ใหญ่ที่มีภูมิต้านทานแล้ว เพียงฉีดวัคซีนต่อเนื่อง 5 ปีก็ไม่น่ากังวลอะไร แต่กลับเป็นว่าหลังจากนั้นเพียง 4 เดือน สิ่งน่ากังวลกว่าก็เกิดขึ้น

“อาการไม่ออกค่ะ นี่คือ ความน่ากลัวของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง อาหารแสลงต่อมก็โตขึ้นมา 2 ข้างที่คอ ไปตรวจก็เจออีก และกระจายเร็วมากในระยะที่ 3 แล้ว คุณหมอให้คีโมทันที 6 เข็ม ตกใจมากเมื่อได้ยินคำว่า คีโม ดิฉันเคยเห็นภาพคุณย่าคุณยายที่ป่วยด้วยโรคนี้แล้วทั้งสองท่านก็ต้องให้คีโม ภาพนั้นเวียนหมุนกลับมาทันทีเลยค่ะ แต่ก็ต้องรับสภาพเพราะไม่มีทางเลือก แล้วฉีดเข็มแรกต่อเนื่องเข็มที่ 2 ผมก็ร่วงทันทีค่ะ แต่ก่อนดิฉันผมยาวแล้วก็คงเหมือนผู้หญิงทั่วๆ ไปที่ผมคือสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราสวย นึกไม่ออกว่าถ้าไม่มีผมจะทำอย่างไร แต่พอผมร่วงตกหมอนวันแรก วันที่ 2 สระผมก็ร่วงติดมือ

“เศร้ามาก วันที่ 3 เสยผมแล้วหวีก็ร่วงเต็มบ่าเลย ไม่ไหวแล้วค่ะ ทนรับสภาพไม่ได้ โกนทั้งศีรษะเลยดีกว่าค่ะ การทนทีละวันๆ ก็ยิ่งแย่นะคะ ดิฉันอยากขอบคุณช่างผมด้วยค่ะ กำลังคิดว่ารุ่งขึ้นจะไปโกนผม คืนนั้น 2 ทุ่มก็เลยสระผม แล้วกลายเป็นว่าเส้นผมเราเปลี่ยนไปหงิกงอพันกันเป็นก้อน สางก็ไม่ออกจับตัวเป็นก้อนกลมๆ กลางศีรษะ โทรไปบอกช่างผม เขาก็มาโกนให้ที่บ้านเลยค่ะ จากผู้หญิงผมยาวกลายเป็นคนหัวล้าน (หัวเราะ)

“ร้องไห้ไหม? รอบแรกนี่ไม่ร้องเลยนะคะ มาร้องไห้ตอนที่เป็นรอบ 2 ค่ะ คือมะเร็งครั้งแรกมีความบ้าคลั่ง มีความฮึด ว่าจะต้องสู้กับมันให้ได้ค่ะ อาจมีน้ำตาไหลบ้างตอนคุยกับคุณแม่แล้วท่านร้องไห้ แล้วเราก็ร้องตาม สงสารท่าน แต่สิ่งที่ได้กลับมาจากท่าน คือ พลังในการต่อสู้ เราอยากอยู่เพื่อคนที่เรารักให้นานที่สุด พ่อแม่พี่น้อง และสามี คือกำลังสำคัญ เราได้รับความรักทำให้รับรู้ไม่มีใครอยากให้เราจากไป รู้สึกค่ะ เราตายไม่ได้ ซึ่งก่อนป่วยก็ไม่ได้ดูแลพวกเขาเลย พุ่งแต่ไปข้างหน้ามีเป้าหมายตลอดเวลา

“นิสัยเราเป็นแบบนี้ ตอนเรียนอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จบก็ต้องได้เกียรตินิยม ปริญญาโทเอ็มบีเอไม่ใช่ความถนัดเลยแต่ก็ไปเรียนถึงสหรัฐ กลับมาทำงานก็ต้องสมัครบริษัทดีที่สุด ตำแหน่งต้องดีต้องสูงที่สุด เราไม่เคยนิ่ง พุ่งไปข้างหน้าตลอดเวลาเลยค่ะ”

เรียนรู้ใช้ชีวิตให้มีความสุขจากการป่วย

มะเร็ง คือ การเปลี่ยนแปลงชีวิตโดยสิ้นเชิง เป็นประสบการณ์ที่มีค่า แต่จะให้กลับไปเก็บประสบการณ์ที่มีค่าแบบนั้นอีกไหม? นริสสา บอกทันทีไม่นะคะ สร้างอารมณ์ขันเบาๆ กับคำตอบนี้ที่มาพร้อมกับเสียงหัวเราะ

“คำว่าประสบการณ์ที่มีค่า คือ ทำให้เราเรียนรู้อะไรหลายอย่าง อย่างแรก คือ การเรียนรู้ความสุขจากความทุกข์ โศก ความยากลำบาก ความสุขเป็นสิ่งที่สร้างได้จากใจตัวเอง ลองหาความสุขง่ายๆ ความสุขไม่จำเป็นต้องมาจากคนอื่นเท่านั้น หรือได้ไปเที่ยวที่โน่นที่นี่ วิวสวย กินอาหารอร่อยมากมาย แต่ความสุขโดยไม่ต้องพึ่งพาสภาพแวดล้อมสิ่งเหล่านี้มากมาย แต่ความสุขที่เราหาได้เรื่อยๆ และสร้างทำได้ด้วยตัวเอง ความรู้สึกนี้จะไม่เกิดขึ้นได้เลยค่ะ ถ้าเราไม่ป่วย

“ดิฉันชอบเขียนหนังสือ อยู่บนเตียงคนป่วยก็เริ่มจดบันทึก คุณหมอที่รักษาก็บอกด้วยค่ะ ว่าคุณแอ้ลองหาประโยชน์จากการเจ็บป่วยครั้งนี้ ลองดูนะ

“ก็เริ่มจดบันทึก ดิฉันเขียนง่ายๆ ค่ะ ไปอ่านคำคมที่ดีประทับใจ วลีสั้นๆ อ่านแล้วชอบก็ใช้วิธีตัดแปะ เปิดอ่านไปเรื่อยในตอนป่วยก็เพลินๆ ทุกคนน่าจะชอบอ่านนะคะ เพราะอ่านไม่ยาก ดิฉันเขียนบันทึกทุกวันช่วงที่ป่วย และเขียนไว้หน้าปกไดอารี่ ว่า เราต้องหายให้ได้ จึงมีเป้าหมายมีกำลังใจ แล้วก็ตั้งใจไว้ด้วยค่ะ เมื่อดิฉันหายป่วย บันทึกเล่มนี้จะถ่ายทอดประสบการณ์ช่วงที่ผ่านโรคร้ายมาได้เพื่อให้คนป่วยด้วยกันอ่าน เพื่อเป็นกำลังใจค่ะ ดิฉันหายได้ ทุกคนก็ต้องหายได้เช่นกัน”

นริสสา บอกพลางยิ้มกระจ่างสดใสในวันนี่ การรักษาครั้งแรกใช้เวลา 8 เดือน คนที่อยู่เคียงข้างตลอดเวลา คือ ครอบครัว และสามี-ณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์ โดย นริสสา ขอใช้คำว่าเขา คือ หมอในบ้าน เป็นยาอีกขนานที่รักษาได้ดีทั้งกายและใจ

“ตอนที่คุณหมอบอกว่า ดิฉันป่วยเป็นโรคร้าย ก็ช็อกๆ งงๆ แต่พอกลับมาถึงบ้าน เขาคือคนเอ่ยขึ้นก่อนค่ะ ‘…ไม่เป็นไร แอ้เป็นมะเร็งก็ไม่เป็นไร เราจะใช้ชีวิตกันอย่างมีความสุขที่สุดให้ได้’ ระหว่างทางที่รักษาทั้งสองครั้ง 2 ปี ณัฐก็ทำอย่างที่พูดทุกประการเลยค่ะ

“เวลา 8 เดือนกับกาารรักษาครั้งแรก ความทรมานเริ่มขึ้นช่วงคีโมเข็มที่ 5 เริ่มติดเชื้อที่ปอด แต่ก็ตอบสนองกับยาได้ดีค่ะ ก็ผ่านการเจ็บป่วยในครั้งแรกมาได้ และในระยะเวลาภายใน 2 ปี มะเร็งก็กลับมาครั้งที่ 2 คราวนี้หนักกว่าเดิมค่ะ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองกลับมาอีก ผมร่วงต้องโกนหัวอีกครั้งแล้ว นอกจากผม คีโมทำลายเนื้อเยื่อทั้งในปาก กลืนน้ำกลืนอาหารแทบไม่ได้เลย เป็นแผลลามไปในคอ ต้องผ่าตัดที่หน้าอกสอดสายยางเพื่อให้อาหาร ต้องอยู่ในห้องปลอดเชื้อเกือบ 1 เดือน

“เจ็บรอบ 2 สภาพร่างกายแย่กว่าเดิม แต่กลับไม่ทุกข์เท่าครั้งแรก ดิฉันตั้งเป้าไว้ว่า เราจะมีความสุขกับชีวิตนี้ให้ได้มากที่สุด ทั้งที่ป่วย ไม่มีแรง นอนติดเตียง ก็หาดูซีรี่ส์ไป อ่านหนังสือธรรมะ กินอาหารได้แต่น้ำแดงก็กินไปสิ เรายังกินได้นะ ไม่สนใจสภาพร่างกายไม่ต้องไปเครียดกับมัน ระยะเวลา 1 เดือนในห้องติดเชื้อซึ่งเหมือนกับว่ายาวนานนะคะ อยู่คนเดียว เจอหน้าสามีก็อยู่อีกห้องมีกระจกกั้น ใส่หน้ากากมาเยี่ยม แต่เราก็เจอกันทุกวัน

“การตั้งเป้าโดยเลือกว่า เราจะไม่ทุกข์ เราก็ไม่ทุกข์ค่ะ นอนทำสมาธิ แชตกับครอบครัวกับเพื่อน ดูหนังเก่าๆ ที่เราได้ดูอีกครั้ง และอีกหลายๆ เรื่องที่ตอนทำงานไม่เคยมีโอกาสได้ดู ก็ได้ดูตอนนี้ ดิฉันผ่าน 1 เดือนมาได้โดยที่เลือกว่า เราจะไม่ทุกข์นะคะ ไม่ต้องไปคิดเรื่องอื่นเลยค่ะ ว่าเจ็บปวดไหม จะหายไหม พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร” นริสสา ย้ำสารนี้ที่ต้องการสื่ออีกครั้ง

แล้วในที่สุดก็หายจากมะเร็งครั้งที่ 2 ซึ่งคุณหมอใช้คำว่าภาวะโรคสงบ แต่จะหายขาดจากโรคนี้หรือไม่? ต้องใช้เวลาอีก 5 ปีซึ่งอยู่ในการดูแลของหมอ แต่เวลานี้เดินทางมาเพียง 3 ปีเท่านั้น

“ดิฉันกลัวโรคนี้มาตั้งแต่เด็กๆ ก็อย่างที่บอกค่ะ เรามีกรรมพันธุ์ คุณย่าคุณยายก็เป็นกันหมด ถามว่า…กลัวการกลับมาครั้งที่ 3 อีกไหม… กลัวค่ะ (บอกพลางยิ้ม) แต่การเรียนรู้ได้อ่านหนังสือธรรมะ ดิฉันจึงได้เรียนรู้ค่ะ ว่ามนุษย์เราเกิดมาเพื่อเสาะแสวงความสุข แล้วตราบใดที่เรายังเดินได้ ไม่พิการ กินได้ หัวเราะได้ เราจะไปเศร้าทำไม เมื่อมีสิ่งไม่สบายใจหงุดหงิด ก็ต้องตัดมันออกไปจากชีวิตทันใด สิ่งเหล่านี้ดิฉันก็ได้สื่อไว้ในหนังสือ ‘ลมหายใจที่สอง’ เล่มนี้ค่ะ”

มะเร็งที่หายไป และความสุขที่ได้ค้นพบ

คำสอนของพระพุทธเจ้า นริสสา เลือกไม่ใช้คำว่า ปลง แต่สัจธรรมของโลกใบนี้คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ คือ การเปลี่ยนแปลงนิรันดร์ โดยแท้จริง การเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนในโลกใบนี้ต้องประสบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“ก่อนหน้านั้นดิฉันไม่เคยสนใจหลักปรัชญาหรือเรื่องศาสนาเลยนะคะ แต่เมื่อเจ็บป่วยแล้ว ถ้าเราไม่ศึกษาเรื่องเหล่านี้ก็ยิ่งจะทำให้แย่นะคะ สัจธรรมที่จริงแท้และเป็นพื้นฐานชีวิต คือ การเกิด แก่ เจ็บ ตาย ทำให้เราไม่ทุรนทุรายกับการเจ็บป่วยมากนัก เริ่มแรกก็คือการยอมรับได้ว่ามะเร็งเกิดขึ้นกับใครก็ได้ ไม่ใช่การปลงนะคะ ขอใช้คำว่ายอมรับได้ คือเรารู้แน่นอนละค่ะ ว่า ใครๆ ก็ต้องเจ็บต้องตาย แต่เราก็ไม่คาดคิดว่าจะเกิดกับเรารวดเร็วแบบนี้ ดิฉันได้ยอมรับเร็วขึ้นนะคะ (ว่าแล้วก็หัวเราะ) ว่าไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้จริง

“เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว มีประโยชน์อะไร ถ้าเราจะไปคิดว่า ทำไมฉันซวยโชคร้ายแบบนี้ แล้วจะเจ็บไหม จะตายเมื่อไร

“คำสอนของพระอาจารย์ที่ดิฉันไปปฏิบัติธรรม คือ เราฝึกใจให้เห็นความเจ็บปวดของร่างกายได้ โดยไม่ต้องรู้สึก ไม่ต้องปรุงแต่งจนตัวเองทุกข์ใจได้เช่นกัน แต่มองให้เห็นเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ร่างกายคนเราต้องเสื่อม เหมือนธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ที่ประกอบขึ้นเป็นตัว ดิฉันจึงนำหลักคำสอนนี้มาใช้ค่ะ เมื่อเราป่วย เราอาจตายก็ได้ เป็นธรรมชาติ การฝึกคิดแบบหลักพุทธโดยการฝึกฝนจิตในอีกระดับ ถึงแม้ตายเราไปก็ถือว่ายังมีเวลาฝึกฝนตัวเอง แต่ถ้าโชคดีเรายังมีชีวิตก็จะถือโอกาสดีนี้ส่งสารไปถึงคนป่วยมะเร็งด้วยกัน ถ้ายังมีโอกาสดีๆ ทำอะไรก็ต้องรีบทำ

“ดิฉันแบ่งเวลาใหม่แล้วค่ะ งานไม่ได้เป็นหลักของชีวิตที่แต่ก่อนทุ่มเททำงาน 80% มากกว่าครึ่งของเวลาที่มี กินอะไรก็ได้ที่เร็วจะได้รีบไปทำงาน งานวันนี้คือการทำงานเพื่อผู้อื่นด้วยค่ะ โดยผ่านหนังสือเล่มนี้ ซึ่งรายได้ทั้งหมดมอบให้ กองทุนโลหิตวิทยา ปลูกถ่ายไขกระดูก ในศิริราชมูลนิธิ ดิฉันตั้งใจมอบให้เพราะการรักษามะเร็งไม่มีใครรู้ว่าจะยาวนานแค่ไหน ไม่ใช่คีโม 6 เข็มแล้วหายขาดได้ทุกคน

“ค่ารักษามากกว่าที่ครอบครัวและตัวผู้ป่วยวางแผนการเงินไว้แน่นอนค่ะ ในเคสตัวเอง ดิฉันยอมจ่ายเงินเยอะสักหน่อยเพื่อซื้อประกันสุขภาพ ค่ารักษาจึงใช้เงิน 6 หลัก จากที่ต้องจ่ายเกือบ  8 หลัก ก็ยังจัดว่าจ่ายสูงมากนะคะ จึงต้องการมอบเงินให้กับกองทุนนี้ค่ะ”

สำหรับหนังสือเล่มนี้ ผู้สนใจติดต่อได้ที่เฟซบุ๊กเพจ airnarissa และไลน์ narissa.journal หรือโทรศัพท์ส่วนตัว 09-8945-4885 นริสสา บอกความเจ็บป่วยนับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิต หลังจบการรักษาครั้งที่สอง ลมหายใจที่สองเกิดขึ้น นับจากนี้ชีวิตจึงทำเพื่อผู้อื่นมากกว่าตัวเอง ซึ่งนับว่านำความเบิกบานใจมาให้ได้มากที่สุด

 

เกษตรอินทรีย์ ชีวิตเรียบง่าย ของพนักงานออฟฟิศ รัชพงศ์ ชาติเจริญสิทธิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กรกฎาคม 2560 เวลา 16:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/504667

เกษตรอินทรีย์ ชีวิตเรียบง่าย ของพนักงานออฟฟิศ รัชพงศ์ ชาติเจริญสิทธิ์

โดย…วราภรณ์

หนุ่มพนักงานออฟฟิศวัย 29 ปี อุ้ย-รัชพงศ์ ชาติเจริญสิทธิ์ ช่วงจันทร์ถึงศุกร์เขาทำงานเป็นเซลส์ในบริษัทเอกชน แต่วันเสาร์อาทิตย์ เขาเปลี่ยนโหมดกลับบ้านที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อช่วยพ่อกับแม่ทำไร่ทำสวนแนวเกษตรอินทรีย์ หารายได้อีกทางหนึ่ง

แถมยังทำให้ผู้บริโภคได้รับประทานพืช ผัก ผลไม้ กินไข่ไก่ที่เกิดจากแม่ไก่อารมณ์ดีปลอดสารพิษ เพราะรัชพงศ์จะปล่อยให้ไก่ได้วิ่งเล่น ไม่กักบริเวณ และข้าวที่ผ่านการปลูกแบบออร์แกนิก ภายใต้แบรนด์ “ธัญชาติ ฟาร์ม” ที่ปลอดภัย ดีต่อสุขภาพทั้งตนเองและผู้อื่น

รัชพงศ์ เริ่มต้นเล่าถึงความสนใจในการเป็นเกษตรกรเริ่มตั้งแต่เขาเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เขาทำโครงการเลี้ยงไส้เดือนส่งอาจารย์ ที่เขาได้แรงบันดาลใจจากโครงการหลวงที่มีทำงานวิจัยเกี่ยวกับไส้เดือน อีกทั้งว่างๆ อยู่บ้านย่านปทุมธานี ก่อนที่จะย้ายมาอยู่พระนครศรีอยุธยา เขาก็ชอบปลูกผักรับประทานเองรอบๆ บ้าน

“จบมัธยม 6 ผมเลือกเรียนวิทยาศาสตร์เคมีอุตสาหกรรม ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ พอเรียนจบมาก็เข้าทำงานในบริษัทญี่ปุ่น ที่ทางบริษัทส่งฝึกงานในนิคมอุตสาหกรรมที่ประเทศญี่ปุ่นนาน 3 สัปดาห์ ทำให้ผมได้เห็นวิถีชีวิตของชาวบ้านในละแวกนั้น ที่แม้เทคโนโลยีก้าวไปไกลมาก แต่ชาวบ้านก็ยังนิยมปลูกข้าวไว้รับประทานเองในพื้นที่เล็กๆ ทำให้ผมจำไว้เป็นต้นแบบ”

พอรัชพงศ์กลับมาเมืองไทยได้ทำงานอีกปีกว่าๆ เขาตัดสินใจไปศึกษาด้านภาษาที่นครแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา ซึ่งมีพื้นที่ขนาดใหญ่แต่กว่า 90% ยังนำเข้าสินค้าประเภทอาหารเข้ามาในประเทศ ทำให้เขารู้สึกว่าวิถีเกษตรกร การปลูกพืชได้เองในประเทศเป็นสิ่งที่มีค่าและจำเป็นมาก

“อาหารเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องกิน บ้านเราดีที่ปลูกพืชไว้กินเองได้ แต่ที่แคนาดาบ้านเขาเมืองหนาวปลูกพืชได้แค่ครึ่งปีเท่านั้น บ้านเราจึงได้เปรียบ แต่ก่อนที่ผมจะไปแคนาดา ผมเคยไปเรียนทำนาที่มูลนิธิขวัญข้าวที่สุพรรณบุรี สิ่งที่ผมได้เรียนจากมูลนิธิคือ การปลูกข้าวแนวเกษตรอินทรีย์ในภาคทฤษฎี เชิงคุณธรรม เราไม่ใส่สารพิษ เราก็ไม่ทำร้ายผู้บริโภคในทางอ้อม”

ประสบการณ์จากการเรียนรู้ในการปลูกข้าว เขานำมาปลูกในที่ดินแปลงใหม่ของพ่อที่ซื้อไว้ที่พระนครศรีอยุธยา จำนวนนับ 20 ไร่

“ผมเคยปลูกข้าวในที่ดิน 7 ไร่ที่ปทุมธานี ปรากฏว่าผลผลิตไม่ดี เพราะดินไม่สมบูรณ์ เคยมีการขุดหน้าดินไปขาย พอมาทำไร่ทำสวนที่อยุธยา เราเริ่มจากพ่อแม่นำไก่ไข่มาเลี้ยงก่อน แล้วลงพืชไว้ด้วย พอพ่อแม่เห็นว่าผมอยากทำสวน อยากขายอาหาร อีกทั้งพ่อแม่อายุเยอะแล้วไม่อยากทำธุรกิจโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าที่มีความเครียด จึงหันมาทำการเกษตรดีกว่า

พอพืชผลที่ลงเจริญเติบโตดี ที่เริ่มเลี้ยงไก่ไข่เพราะพืชผลต้องรอเวลาให้ต้นไม้โต แต่ไก่ไข่เลี้ยงเพียง 2 อาทิตย์ก็ออกผลแล้ว ครั้งแรกเลี้ยงไก่ไข่ 500 ตัว ให้ผลผลิตวันละ 300 ฟอง/วัน ซึ่งน่าพอใจมาก เราเลี้ยงแบบอินทรีย์ ให้ไก่กินอาหารสำเร็จรูปที่ทำมาจากพืชผักที่ปลูกแบบอินทรีย์ เช่น ข้าวโพดและรำอินทรีย์ทั้งหมด เราเลี้ยงแบบปล่อย ไม่ได้เลี้ยงในกรง”

นอกจากนี้ รัชพงศ์ยังปลูกฝรั่งพันธุ์กิมจู กับฝรั่งแป้น และยังปลูกมะนาวที่เริ่มให้ผลผลิต โดยปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ จึงสามารถทำราคาได้ดี เช่น ฝรั่งจำหน่ายกิโลกรัมละ 50 บาท จากราคาตลาดทั่วไป 25 บาท

“การปลูกแบบอินทรีย์ทำให้ได้ผลผลิตโตช้า แต่รสชาติดีกว่า ก็เลยขายได้ดี แม้ผิวไม่สวย แต่ลูกค้าก็ชอบ ลูกค้าบอกว่ากินแล้วอร่อย เขาก็สั่งซื้อทุกอาทิตย์ ฝรั่งปลูกแบบอินทรีย์คือใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ห่อแบบใช้ถุง ไม่ฉีดยา ป้องกันแมลงก็ใช้แบคทีเรียมากำจัดศัตรูพืช หรือน้ำที่ได้จากการเผาถ่านก็เอามาราดช่วยป้องกันแมลง เป็นต้น”

นับ 1 ปี 3 เดือนแล้ว ที่รัชพงศ์ทำการเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสาน บริหารที่ดิน 4 ไร่ จากทั้งหมด 20 ไร่ เพราะไม่มีกำลังที่มากพอ

“หลักๆ คือพ่อกับแม่ที่ดูแลไร่สวน ในอนาคตอยากปลูกให้มากขึ้น แต่ต้องหาตลาดให้ได้ก่อน แต่ตอนนี้ผมเริ่มปลูกผักมากขึ้น ผักพื้นบ้าน เช่น คะน้า กวางตุ้ง ข้าวโพดอ่อน ตอนนี้ต้องลงไก่ไข่ใหม่ เพราะเล้าเดิมเพิ่งโดนโรคระบาด ต้องรออีก 2 อาทิตย์ให้ไก่โตพอจะออกไข่ก่อน

อีกทั้งปลูกข้าวพันธุ์หอมมะลิปทุมธานีราวๆ 1 ไร่ครึ่ง นำปลายข้าวที่เหลือจากการสีมาส่งไปร้านผลิตอาหารไก่เพื่อให้เขาทำรำที่ปลอดสาร เราจะได้ความมั่นใจว่าอาหารไก่ปลอดสารอย่างแท้จริง เพราะเราปลูกผลิตผลที่ใช้ไปทำอาหารไก่เอง ลูกค้าก็มั่นใจได้ว่า ผลผลิตของเราปลอดสารจริงๆ เรามีลูกค้าที่เคยเป็นมะเร็งมาเป็นลูกค้าเราเป็นจำนวนมาก เหมือนเราเป็นความหวังของเขา”

ข้อดีของการปลูกผลผลิตปลอดสารพิษก็คือ สามารถกำหนดราคาเองได้ แต่ก็ตั้งราคายุติธรรมแถมยังปลอดภัย และราคาไม่ตกอีกด้วย

“อย่างไข่ออร์แกนิกขายลูกละ 4 บาทไซส์เล็กสุด ด้วยความที่ไก่ได้ออกกำลังกาย ไก่เลยผลิตไข่ได้ลูกเล็กลง แต่ให้รสชาติดีกว่าซึ่งตรงนี้ลูกค้าบอก รสชาติอร่อยเขาเลยมาซื้อซ้ำ ลูกค้าของผมส่วนใหญ่มีทั้งคนไทย ฝรั่ง และญี่ปุ่นครับ”

สำหรับช่องทางที่สินค้าจากธัญชาติฟาร์มจะได้พบกับผู้บริโภค รัชพงศ์มักไปออกบูธย่านเอกมัย โดยรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ที่ทำเกษตรอินทรีย์เหมือนกันอีก 3 ราย รวมกลุ่มกันออกตามงานอีเวนต์ต่างๆ หรือสามารถติดต่อซื้อสินค้าออร์แกนิกของเขาได้ที่เบอร์โทร 08-0588-3355 และเฟซบุ๊ก thanyachart ได้เลย

เขามีกำหนดจะส่งออกถึงมือลูกค้าแบบเดลิเวอรี่ทุกๆ วันอาทิตย์ คิดค่าส่ง 150-200 บาท ย่านราชพฤกษ์ สุพรรณบุรี เอกมัย รามอินทรา เป็นพื้นที่ที่เขาส่งสินค้าอยู่แล้ว

 

นานาผ้าน่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กรกฎาคม 2560 เวลา 15:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/504659

นานาผ้าน่าน

โดย…กาญจน์ อายุ

เส้นฝ้ายถักทอเป็นผ้าซิ่นจนมีหัว ตัว และตีน ส่วนหัวใจอยู่กับคนหลังกี่ที่ทุ่มเทให้ด้วยความหวงแหน ซึ่งภูมิปัญญาและวัฒนธรรมจะถูกสืบทอดจากผ้าทอเหล่านี้ รวมถึงเอกลักษณ์ท้องถิ่นที่บ่งบอกตัวตน

อย่างในพื้นที่เมืองเก่าน่านประกอบด้วยกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองหลายกลุ่ม ทั้งกลุ่มทอผ้าโฮงเจ้าฟองคำ กลุ่มทอผ้าบ้านซาวหลวง กลุ่มทอผ้าบ้านปงพัฒนา และกลุ่มทอผ้าบ้านมหาโพธิ โดยแต่ละกลุ่มล้วนมีอัตลักษณ์ที่สืบทอดมาหลายชั่วอายุคน

ผ้าลายน้ำไหลหยดน้ำ โฮงเจ้าฟองคำ

กลุ่มทอผ้าโฮงเจ้าฟองคำสร้างสรรค์ผ้า “ลายน้ำไหลหยดน้ำ” ลวดลายที่สะท้อนบุคลิกภาพของชาวน่านที่มีความเป็นศิลปินอยู่ในสายเลือด ซึ่งผู้ใดได้เป็นเจ้าของจะเสมือนได้ครอบครองศิลปะชิ้นเอกของศิลปิน

สาคร แห่งโฮงเจ้าฟองคำสาธิตการเส้นฝ้าย

โฮง เป็นคำพื้นเมือง หมายถึงที่อยู่อาศัยของเจ้านายล้านนาไทย โดยโฮงเจ้าฟองคำสร้างขึ้นประมาณ 200 ปีเศษ เดิมเป็นที่พักของเจ้าศรีตูมมา หลานเจ้ามหาวงศ์ เจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ 11 ของราชวงศ์หลวงติ๋นมหาวงศ์ ในอดีตโฮงตั้งอยู่ที่คุ้มแก้วที่พำนักเจ้าผู้ครองนครน่านในเวียงเหนือ

แต่เมื่อรัฐบาลต้องการสถานที่บริเวณคุ้มแก้วเพื่อสร้างค่ายทหาร ทำให้เจ้าบุญยืน ธิดาคนสุดท้องของเจ้าศรีตูมมาและเจ้ามโน ได้ย้ายตัวโฮงมาสร้างในพื้นที่ปัจจุบันและได้ตกทอดสืบต่อมายังเจ้าฟองคำ ธิดาของเจ้าบุญยืนกับเจ้าอินต๊ะ

โฮงเจ้าฟองคำได้รางวัลอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่นประจำปี 2559

ปัจจุบันโฮงเจ้าฟองคำได้สืบต่อมาในรุ่นของ แม่ภัทราภรณ์ ปราบริปู ที่ตัดสินใจเปิดโฮงเป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมด้านการทอผ้าและการปักผ้าหน้าหมอนแบบโบราณ โดยใต้ถุนเรือนมีกี่ทอผ้าและมีการสาธิตขั้นตอนการทอผ้าฝ้ายตั้งแต่จากเมล็ดจนเป็นผ้าซิ่น

ซึ่งลายผ้าที่เป็นอัตลักษณ์ของกลุ่มทอผ้าโฮงเจ้าฟองคำ คือ ลายน้ำไหลหยดน้ำ จากแต่เดิมผ้าพื้นเมืองน่านจะมีแต่ลายน้ำไหล แต่กลุ่มทอผ้าแห่งนี้ได้เพิ่มลูกเล่นซึ่งมีความละเอียดและประณีตกว่าเข้าไปกลายเป็นลายหยดน้ำที่มีเพียงหนึ่งเดียว

น้องไต้ฝุ่น คนรุ่นใหม่เมืองน่านสืบสานการปักผ้าหน้าหมอนที่โฮงเจ้าฟองคำ

โฮงเจ้าฟองคำมีลักษณะเป็นบ้านไม้สองหลังเชื่อมต่อกัน สร้างเรือนแบบขวางตะวันเพื่อรับแดดและกระแสลมจากทิศใต้ได้ตลอดวัน ส่วนต่างๆ ของโฮงประกอบด้วยห้องหน้าโฮง ที่เปรียบเสมือนหัวใจของบ้าน เพราะเป็นห้องสำคัญที่นอกจากจะมีหิ้งพระ โกศ และภาพถ่ายของบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ยังเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ตัดสินคดีความสำคัญของครอบครัว

ด้วยความเชื่อว่าจะไม่มีใครกล้าพูดปดต่อหน้าผีปู่ย่า ซึ่งแต่เดิมห้องนี้เคยเป็นห้องนั่งเล่นของเจ้าบ้านคือ เจ้าอินต๊ะ บิดาของเจ้าฟองคำ

ถัดจากประตูเข้าไปจะเป็นห้องนอนของเจ้าฟองคำและคุณพ่อถวิล คงกระจ่าง ผู้เป็นสามี โดยในช่วงบั้นปลายชีวิตเจ้าฟองคำได้ใช้ห้องนี้เป็นห้องนอนและรับประทานอาหาร ของที่ยังอยู่ในห้องจึงเป็นของเดิม ตั้งแต่เมื่อครั้งที่เจ้าฟองคำยังคงมีชีวิตอยู่

เครื่องใช้โบราณตกทอดมาถึงแม่ภัทราภรณ์ ปราบริปู บุตรสาวของเจ้าฟองคำ

ทั้งนี้ พื้นที่ห้องนอนของเรือนล้านนาจะแบ่งเป็น 6 ส่วน ส่วนหนึ่งใช้เป็นที่นอน อีกส่วนใช้เป็นที่เก็บของ และด้านหัวนอนใกล้เสามงคลจะมีหิ้งบูชาบรรพบุรุษที่เรียกว่า หิ้งผีเฮือน ประกอบด้วย เชี่ยนหมาก ขันดอกธูปเทียน ตามความเชื่อที่ว่าผีเรือนหรือผีบรรพบุรุษจะคอยปกปักคนในบ้าน

ดังนั้น ห้องนอนของล้านนาจึงถือเป็นพื้นที่ปิด หากคนที่ไม่ได้นับถือผีเดียวกัน หากย่างก้าวเข้ามาจะถือว่าผิดผี และต้องทำพิธีขอขมาบรรพบุรุษ

ส่วนอีกเรือนที่เชื่อมต่อกันจะประกอบด้วยห้องเครื่องเงิน โดยแต่เดิมห้องนี้เคยเป็นยุ้งข้าว ตามคติความเชื่อของชาวล้านนาที่ต้องสร้างยุ้งข้าวในบริเวณเรือนเพื่อความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งนอกจากจะแสดงให้เห็นถึงฐานะทางเศรษฐกิจของเรือนนั้นๆ แล้ว ยังสะท้อนถึงสังคมเกษตรกรรมในสมัยก่อนด้วย

ผ้าทอลายหยดน้ำ ลายเฉพาะของโฮงเจ้าฟองคำ

และภายหลังได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นห้องจัดแสดงเครื่องเงิน ของสะสมเก่าแก่ของตระกูลที่ตกทอดมาสู่รุ่นลูกหลาน แสดงให้เห็นถึงงานฝีมือของช่างล้านนาโบราณ โดยมีทั้งของที่ทำขึ้นเพื่อใช้ในครัวเรือน และเพื่อประกวดประขันกันในงานเทศกาลต่างๆ

รวมถึงครัวไฟที่แยกออกมาจากตัวบ้านและตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของห้องนอนเสมอ ภายในครัวไฟจะมีเตาไฟเป็นกระบะบรรจุถ่านและขี้เถ้าอัดแน่น วางหินสามก้อนไว้เป็นฐานสำหรับหุงต้ม เหนือเตามีหิ้งไม้ไผ่สานเพื่อเก็บเครื่องใช้ในครัวทั้งภาชนะและวัตถุดิบปรุงอาหาร ส่วนควันไฟจะช่วยรมภาชนะที่เพิ่งสานเสร็จใหม่ให้แห้งไว ไม่มีมอดหรือแมลงมาชอนไชได้ ซึ่งครัวไฟมีข้อห้ามหรือความเชื่อหลายเรื่อง เช่น ไม่ให้วางหม้อค้างไว้ที่เตา เพราะทำอะไรก็จะไม่เจริญ หรือห้ามหญิงสาวเก็บภาชนะซ้อนกัน เพราะจะเป็นลางว่าจะมีสามีหลายคน เป็นต้น

กี่ทอผ้าใต้เรือนโฮงเจ้าฟองคำ

อย่างไรก็ตาม โฮงเจ้าฟองคำได้เปิดเป็นแหล่งเรียนรู้มาตั้งแต่ปี 2553 กระทั่งปัจจุบันที่นี่กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยว ซึ่งหากใครไปถึงแล้วก็ไม่อยากให้เพียงเช็กอิน ถ่ายรูป และจากไป เพราะคุณค่าของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมจะเกิดขึ้นได้เมื่อศึกษา ตั้งคำถาม พูดคุย หรือลงมือทำด้วยตัวเอง

แน่นอนว่าทุกคำถามจะได้คำตอบจากแม่ภัทราภรณ์ หรือพี่ๆ น้องๆ ท่านอื่นที่โฮงเจ้าฟองคำ บุคคลผู้มีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะเผยแพร่ประวัติศาสตร์ และอยากส่งต่อวัฒนธรรมท้องถิ่นไปสู่ผู้มาเยือน

กลุ่มทอผ้าบ้านซาวหลวง

ผ้าลายบ่อสวก บ้านซาวหลวง

กลุ่มทอผ้าบ้านซาวหลวงคิดค้น “ลายบ่อสวก” ลวดลายที่เชื่อกันว่าเมื่อสวมใส่จะนำมาซึ่งความมั่งคั่งเจริญรุ่งเรือง เพราะที่มาของลายผ้าได้มาจากลายปากไหโบราณอายุมากกว่า 750 ปีที่พบในบ่อสวก

ที่แห่งนี้นักท่องเที่ยวจะได้เห็นทุกกระบวนการของผ้าซิ่นตั้งแต่ต้นฝ้าย ปั่นฝ้าย ดีดฝ้าย อีดฝ้าย ปั่นฝ้าย ไปจนถึงทอผ้า โดยกลุ่มทอผ้าบ้านซาวหลวงมีสมาชิกประมาณ 40 คน ซึ่งแต่ละคนยึดอาชีพทอผ้าเป็นงานคั่นเวลาหลังจากทำไร่ทำสวนเสร็จสิ้น

นอกจากนี้ บ้านซาวหลวงยังมีกลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชนกับกิจกรรมทัวร์ชุมชน ได้แก่ พิพิธภัณฑ์เฮือนบ้านสวกแสนชื่น เรียนรู้การดำรงชีวิตของคนท้องถิ่น และลงมือทดลองทำเครื่องปั้นดินเผาตามวิถีของชุมชนบ่อสวกด้วยตนเอง นอกจากนี้ยังมีเตาเผาโบราณทั้งที่ขุดค้นพบ และยังรอการขุดค้นจัดแสดงให้ได้ชม

อาหารท้องถิ่นบนขันโตกจากฝีมือของแม่บ้านบ่อสวก

แหล่งเตาเผาโบราณบ้านบ่อสวก อดีตเคยเป็นแหล่งผลิตเครื่องเคลือบดินเผาที่สำคัญแห่งล้านนา ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเตาเผาโบราณอีกแห่ง และมีการจำลองวิถีชีวิตของชาวบ่อสวกในอดีต ถือเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญที่ช่วยให้มีการอนุรักษ์วัฒนธรรมอันดีงามเอาไว้

หมู่บ้านวิถีเศรษฐกิจพอเพียง บ้านเชียงยืนแห่งนี้เป็นแหล่งศึกษาดูงานด้านเศรษฐกิจพอเพียงวิถีน่าน ซึ่งจะมีการสาธิตการทำเกษตรอินทรีย์ การเพาะเห็ดภูฏานดำ การแปรรูปงานจักสาน และกลุ่มอาชีพอื่นๆ ที่สะท้อนถึงความเป็นอยู่ของคนในชุมชน

ลานหีบอ้อยโบราณ คนเมืองน่านใช้น้ำอ้อยทั้งในการปรุงอาหาร ใช้ต้อนรับแขกผู้มาเยือน และใช้ประกอบอาหารในงานบุญต่างๆ ปัจจุบันยังคงมีการผลิตน้ำอ้อยตามสูตรของบรรพบุรุษ เพื่อเป็นการสืบสานกระบวนการผลิตดั้งเดิมและเลี้ยงชีพไปด้วย

แม่บ้านกำลังทอผ้าหลังม่านเส้นฝ้าย

ศาลปู่ฮ่อ ปู่ฮ่อคือบรรพบุรุษที่สำคัญยิ่งต่อชาวบ้านบ่อสวก เพราะเป็นผู้ที่นำเตาเผาโบราณมาสร้างเอาไว้ ทำให้ชาวบ้านค้นพบอัตลักษณ์ของชุมชน และ วัดม่วงเจริญราษฎร์ ร่วมทำบุญตักบาตร ฟังธรรมเทศนากันที่วัดม่วงเจริญราษฎร์ ศูนย์รวมจิตใจของคนท้องถิ่น และจะมีการจัดประเพณีนมัสการพระธาตุฉิมพลีเป็นประจำทุกปี รวมถึงมีโฮมสเตย์ให้ใช้ชีวิตแบบบ้านๆ กินบ้านๆ อยู่บ้านๆ แต่มีความสุขมหาศาลกับชาวบ้าน

นอกจากนี้ ชุมชนใกล้เคียงอย่างบ้านปงพัฒนายังมีกลุ่มทอผ้าซึ่งมีเอกลักษณ์ที่ “ลายดาวล้อมเดือน” ลวดลายที่มีความอ่อนหวานนุ่มนวล ใครได้สวมใส่จะเสริมบุคลิกภาพให้มีเสน่ห์ตรึงใจให้ผู้พบเห็น ประหนึ่งมีหมู่ดาวมาล้อมดวงเดือนผู้งดงาม

วัดมหาโพธิ ศูนย์กลางของหมู่บ้านที่พบปะกันของคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่

ผ้าลายคำเคิบ บ้านมหาโพธิ

กลุ่มทอผ้ามหาโพธิได้สืบสาน “ลายคำเคิบ” ลวดลายโบราณที่จะเลือนหายไปหากไม่มีใครอนุรักษ์และต่อยอด โดยหนึ่งในกำลังสำคัญคือ แม่เพลินจิต พ่วงเจริญ อดีตหัวหน้าบ้านมหาโพธิ (อ่านว่า มหาโพด) ผู้เป็นเส้นใยสานสัมพันธ์ให้เหล่าแม่บ้านกลับมาทอผ้าด้วยกี่และรักษาลายผ้าประจำถิ่นไว้ และได้ถ่ายทอดภูมิปัญญาไปสู่เด็กรุ่นใหม่ทั้งชายและหญิง โดยมีการรวมตัวกันเป็นพลังเข้มแข็งอยู่ที่ศูนย์รวมจิตใจอย่างวัดมหาโพธิ

“เรารวมกลุ่มจากสองสามคนจนต้องไปกระทุ้งกระแทกให้เยาวชนมาทอ” แม่เพลินจิต กล่าว “เพราะบ้านเราต้องมีอัตลักษณ์ เชื่อสิว่าถึงแม้ตอนนี้จะยังไม่มีใครเห็นคุณค่า แต่ต่อไปผ้าทอจะมีคุณค่ามหาศาล เพราะมันเป็นภูมิปัญญา เป็นชีวิต และเป็นตัวตนของชาวมหาโพธิ ถ้าเราลืมรากเหง้าของตัวเองแล้ว ลูกหลานเราจะเติบโตไปยังไง”

เฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าเก็บภายในห้องนอนของโฮมเจ้าฟองคำ

แม่พูดมาประโยคหนึ่งว่า “ซิ่นน่านไม่สิ้นน่าน” หมายความว่า ถ้าชาวน่านยังรักษาผ้าซิ่นไว้ จิตวิญญาณของน่านก็จะไม่สูญสิ้นไปอย่างแน่นอน ซึ่งเห็นทีจะเป็นจริงเช่นนั้น แม่เพลินจิตจึงเป็นตัวตั้งตัวตีจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ผ้าทอในรั้ววัดมหาโพธิ เปิดสอนทอผ้าแก่ใครก็ได้ที่สนใจเรียน เพื่อหวังต่อลมหายใจซิ่นคำเคิบ ซิ่นม่าน ซิ่นป้อง ให้อยู่คู่ชุมชนเหมือนที่เคยเป็นมา

อย่างไรก็ตาม ทางองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. มีโครงการสนับสนุนกลุ่มทอผ้าและภาคธุรกิจดันการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองน่าน ได้แก่ กลุ่มทอผ้าบ้านซาวหลวง กลุ่มทอผ้าบ้านปงพัฒนา และกลุ่มทอผ้าบ้านมหาโพธิ เพื่อขยายตลาดผ้าทอเมืองน่านและสร้างรายได้ให้กับชุมชน เนื่องจากการทอผ้าผืนด้วยวิธีการแบบเดิมๆ มีตลาดแคบ บางช่วงขายผ้าได้ช้า ทำให้ชาวบ้านขาดรายได้ อพท.จึงชวนนักวิชาการและนักธุรกิจเข้ามาช่วยคิดและหาทางออกร่วมกับชุมชน

ผ้าทอลายบ่อสวก เอกลักษณ์ของบ้านซาวหลวง

ทางออกดังกล่าวคือการนำเสนอทางเลือกที่จะปรับเปลี่ยนกลุ่มทอผ้าหรือรัฐวิสาหกิจชุมชนให้เป็น “กิจการเพื่อสังคม” ควบคู่ไปกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และสร้างช่องทางการตลาด โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญมาอบรมพัฒนาความรู้ความเข้าใจ สร้างแรงบันดาลใจ และให้คำแนะนำด้านการใช้สีและการออกแบบลวดลายผ้าให้เหมาะสมกับผู้บริโภคกลุ่มใหม่ สนับสนุนการผลิตบรรจุภัณฑ์ และปรับปรุงสถานที่ขายผ้าบริเวณโรงทอ

ทั้งนี้ ทั้งสามชุมชนล้วนมีพื้นฐานเดิมของการรวมตัวกันเพื่อแก้ปัญหาภายในชุมชนของตนหรือแบ่งปันให้กับสังคมอยู่แล้ว เช่น การนำกำไรบางส่วนของกลุ่มทอผ้ามาเป็นสวัสดิการ หรือช่วยเหลือกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน ซึ่งเป็นแนวคิดพื้นฐานที่สอดคล้อง และมีแนวโน้มที่จะพัฒนาเป็นกิจการเพื่อสังคม

ปัจจุบัน อพท.เป็นตัวกลางประสานงานให้ผู้ประกอบการธุรกิจเพื่อสังคมเข้ามาร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์และตลาดให้กลุ่มทอผ้าเมืองน่านแล้ว แต่ท้ายที่สุดกลุ่มทอผ้าจะกลายเป็นกิจการเพื่อสังคมหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับใคร นอกจากความเห็นพ้องของสมาชิกกลุ่มว่าต้องการเปลี่ยนหรือไม่เท่านั้นเอง

 

สุรเดช ตัณฑ์ไพบูลย์ ผู้บริหารที่ชอบกีฬาและการถ่ายรูป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กรกฎาคม 2560 เวลา 14:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/504655

สุรเดช ตัณฑ์ไพบูลย์ ผู้บริหารที่ชอบกีฬาและการถ่ายรูป

เรื่อง : บงกชรัตน์ สร้อยทอง ภาพ สุรเดช ตัณฑ์ไพบูลย์

การเป็นผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ขนาดใหญ่ อาจดูเป็นเรื่องปกติที่ต้องทุ่มเทให้กับงานเพื่อบริษัทและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างๆ จึงมีเวลาพักผ่อนหรือมุมส่วนตัวที่จะให้กับตัวเองน้อยมาก

เช่นเดียวกับ สุรเดช ตัณฑ์ไพบูลย์ อายุ 43 ปี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชียน มารีน เซอร์วิสส์ (ASIMAR) ประกอบธุรกิจซ่อมเรือและต่อเรือ รวมถึงกิจการก่อสร้างงานด้านวิศวกรรมอื่นๆ ที่เพิ่งได้รับการโปรโมทให้เป็นกรรมการผู้จัดการคนใหม่ได้ประมาณ 1 ไตรมาสที่ผ่านมา

เขาเป็นทายาทผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทคนหนึ่ง หลังเพิ่งจบปริญญาตรี เอกการขนส่งระหว่างประเทศ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากนั้นไปเรียนปริญญาโทด้านการบริหารธุรกิจที่สหรัฐ กลับมาผ่านประสบการณ์การทำงานหลากหลาย ตั้งแต่ฝ่ายขายของรองเท้าบาจาบุกตลาดไฮเปอร์มาร์เก็ต จนกระทั่งผลิตภัณฑ์มีดโกนหนวด แชมพู ครีม ยาสีฟัน ฯลฯ บริษัท ยิลเลตต์ ประเทศไทย จนบริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล (P&G) ซื้อกิจการยิลเลตต์ทั่วโลก จึงถือว่าเป็นคนหนึ่งที่ผ่านงานการตลาดและพัฒนาสินค้าอุปโภคทั้งฉบับผู้ชายและแม่บ้านที่ซื้อของให้สามี

จนกลับมาช่วยธุรกิจ ASIMAR ในมุมมองที่ว่า เมื่ออายุมากขึ้นการขายไม่ใช่คำตอบ แต่คือ “งานบริหาร” ทั้งบริษัทและคน โดยทำให้เกิดวัฒนธรรมองค์กร “ต้องมองตัวเองในมุมที่เป็นลูกค้า” เพราะการซ่อมเรือหรือต่อเรือ 1 ลำ เป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมาก การรักษาและให้ลูกค้าไว้ใจเป็นเรื่องสำคัญ

ธุรกิจนี้มีการขึ้นลงตามเศรษฐกิจภาพใหญ่ทั้งของโลกและของประเทศ ทำให้ต้องจัดโครงสร้างลูกค้าใหม่และมีการบริหารความเสี่ยงมากขึ้น เพิ่มสัดส่วนรายได้จากแหล่งงานที่เกี่ยวเนื่องกับบริษัทมากขึ้น จนถึงวันนี้ 8 ปีที่กลับมาทำงานที่ ASIMAR และคิดว่าบริษัทกำลังจะกลับมาสร้างรายได้เติบโตมากขึ้น

เวลาว่างส่วนใหญ่ของสุรเดช จะแบ่งให้กับกีฬาเน้นที่ทำให้เหงื่อออก เริ่มจากเล่นโรลเลอร์เบลด แต่เล่นได้สักพักต้องเลิกเพราะทำให้เกิดข้อเท้าพลิก ขณะเดียวกับที่หมอแนะนำให้ลดน้ำหนัก 7 กิโลกรัมภายใน 3 เดือน เพราะมีอาการตับโตจากไขมันไปเกาะ ถ้าทิ้งไว้นานเสี่ยงกับการเป็นมะเร็งได้ และการควบคุมอาหารรู้สึกทรมาน หันไปเล่นกอล์ฟมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่เป็นการตีกับลูกค้าจนน้ำหนักขึ้น

จึงเริ่มหันไปขี่จักรยาน ขี่ประเภทเสือหมอบ น้ำหนักจาก 80 กิโลกรัม ลดเหลือ 73 กิโลกรัม จากนั้นก็กลายเป็นชอบและติดการขี่จักรยานเลย เรียกว่าบ้าปั่นมาก ปั่นไปเรื่อยๆ เป็น 100 กิโลเมตร จนรู้สึกเหนื่อยและเมื่อเหงื่อออกสดชื่นมาก แต่เมื่อร่างกายเผาผลาญมากก็ทำให้กินเยอะได้ แต่ก็พยายามควบคุมไม่ตามใจปากเกินไป

สุขภาพดีก็มีความคล่องตัว เมื่อไปทำงานที่อู่เรือใช้แรงเดิน ปีนเรือ รู้สึกตัวเบาและลุยงานได้มากขึ้น ส่วนทางจิตใจคือได้เพื่อนใหม่และสังคมที่จริงใจ ซึ่งเขาไปปั่นก่อนที่สกายเลนตรงสนามบินสุวรรณภูมิจะเปิด จนวันนี้ปั่นมาได้ 10 กว่าปีแล้ว

ปกติจะปั่น 2 รอบสกายเลน ประมาณ 47 กิโลเมตร ถ้ามีเวลาก็จะปั่น 3 รอบ ประมาณ 78 กิโลเมตร โดยปั่นให้จบทีเดียว ใช้เวลา 2-3 ชั่วโมง ส่วนใหญ่ไปได้ช่วงเช้าวันเสาร์และอาทิตย์ ดีตรงที่ใช้เวลาน้อย เพราะถ้าเป็นกอล์ฟจะใช้เวลาครึ่งวัน แต่ขี่จักรยานเสร็จเอาเวลาที่เหลือให้ครอบครัวทั้งหมด

“ชอบในการซื้อจักรยานมีคุณภาพที่ช่วยเทคนิคในการปั่นด้วย รวมถึงชุดในการออกกำลังกาย เลือกสีชุดให้เข้ากับจักรยานบ้าง บางครั้งก็เหมือนเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้มีความรู้สึกว่าอยากออกไปปั่น เมื่อก่อนเวลาปั่นก็จะมีความพยายามเอาชนะหรือแซงคนที่ปั่นอยู่ข้างหน้า แต่พยายามให้พอดี คอยคุมตัวเองอย่าขี่เร็วมากเพราะใช้แรงมาก พยายามคุมการปั่น ด้วยการวัดจากการเต้นหัวใจ (ฮาร์ทเรต) เป็นหลัก และตามอายุ ต้องคำนวณให้ดี เพราะกลัวจะน็อก”

ผู้บริหารคนนี้ยังชื่นชอบการถ่ายรูปอย่างมาก ตั้งแต่ใช้ฟิล์มเมื่อก่อนจะกดครั้งหนึ่งคิดแล้วคิดอีก แต่เมื่อเป็นกล้องดิจิทัลแล้วก็รู้สึกสนุกมากขึ้น โดยภาพที่ชอบถ่ายคือสัตว์ อย่างนกและสุนัข จะชอบมากเวลาไปถ่ายในงานประกวดสุนัข รวมทั้งวิวต่างๆ ซึ่งเมื่อก่อนถ้ามีเวลามักจะไปที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเป็นหลัก เพราะชอบถ่ายอะไรที่เป็นธรรมชาติ

“การถ่ายนกไม่ใช่ถ่ายได้ง่าย เพราะไม่อยู่นิ่ง หรือบินมาให้ตั้งกล้องถ่ายง่ายๆ ทำให้ต้องศึกษาทำการบ้านเช่นกัน เพราะนกมีหลายสายพันธุ์ แต่ระยะหลังไม่มีเวลาไปแก่งกระจาน แต่ถ้ามีโอกาสไปสวนทั่วไป โดยเฉพาะไปนั่งเฝ้านกที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ถือเป็นมหาวิทยาลัยหนึ่งที่มีพันธุ์นกมากที่สุด

“ถ้ามีโอกาสเที่ยวก็จะพกกล้องไปตลอด แต่ตอนนี้ได้ทำน้อยลง กล้องที่พกถูกมือกับยี่ห้อนิคอน เพราะใช้ยี่ห้อนี้มาตั้งแต่เด็ก พร็อพหรืออุปกรณ์ก็จะแน่นระดับหนึ่ง แต่ดิจิทัลทำให้การถ่ายภาพไม่ได้ใจเย็นเหมือนสมัยก่อน เป็นคนมีสองบุคลิก เวลาทำงานจะเป็นคนที่ใช้เหตุผลในการตัดสินใจทำด้วยหลักการ แต่ชีวิตส่วนตัวจะมีความอาร์ตในการใช้อารมณ์ในการตัดสินใจชัดเจน”

สุรเดช กล่าวว่า มีเวลาไปปั่นจักรยานได้ถือว่าโอเคแล้ว เพราะงานเยอะมาก ถ้ามีเวลาจริงก็มักจะให้เวลากับครอบครัวเป็นหลัก ส่วนมุมพักผ่อนระหว่างวัน ถ้าไม่อยู่กับครอบครัวก็จะเปิดไอแพดหาข้อมูลอะไรที่สนใจและอยากศึกษาไว้

“สุขภาพที่แข็งแรงหาได้จากกิจกรรมกีฬา แต่ถ้ามีเรื่องเครียดที่ต้องคิด ส่วนใหญ่มักจะคิดให้จบและมองไปข้างหน้า เพราะเชื่อว่าปัญหาทุกอย่างสามารถแก้ไขได้ และความจริงคือ

“ปัญหาคือส่วนหนึ่งของงานเสมอ ไม่มีปัญหาแสดงว่าเราไม่ได้ทำงาน ซึ่งคือหลักการจริง แต่เวลาทำจริงมักจะเป็นเรื่องยาก แต่ก็ต้องพยายาม เพราะเรื่องสุขภาพกายและจิตใจเป็นสิ่งสำคัญสำหรับตัวเราเอง และคิดว่าทุกคนก็คิดเหมือนกัน แต่วิธีการจะต่างกัน”

 

เมื่อถึงวันพักผ่อน ต้องไม่มีวันหยุดนิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กรกฎาคม 2560 เวลา 13:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/504652

เมื่อถึงวันพักผ่อน ต้องไม่มีวันหยุดนิ่ง

โดย…ปอย   ภาพ : ประกฤษณ์ จันทะวงศ์

ต้องถือว่าทำงานในระดับคร่ำหวอดมายาวนาน กับการอยู่ในวงการธุรกิจความงามตั้งแต่วัยเบญจเพส วันนี้ก็เกือบ 2 ทศวรรษแล้ว

นิพา เดชมา กรรมการผู้จัดการ พี โอ แคร์ (ประเทศไทย) ตั้งเป้าไว้ว่าอีก 4 ปีจะนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ และวางแผนรีไทร์ในเวลาอีกไม่เกิน 11 ปี โดยมีเป้าหมายทำวิลล่าในแบบเอ็กซ์คลูซีฟที่ภูมิลำเนา จ.ชัยนาท บนพื้นที่ 20 ไร่ ภายในอีก 3 ปีข้างหน้า

ในอนาคตอันใกล้ที่นี่จะเป็นวิลล่าสำหรับพักผ่อนโดยแท้จริง สำหรับพนักงานบริษัทและนักธุรกิจในแวดวงบิวตี้จากทั่วโลกที่ทำธุรกิจกับบริษัทแห่งนี้มาใช้ชีวิตหลังเกษียณร่วมกัน

แล้วถ้ากล่าวถึงสไตล์การทำงาน เวิร์กกิ้งวูแมน นิพามีสไตล์คิดแล้วทำทันที ไม่รอเวลาล่วงเลย อย่างเช่นโครงการวิลล่าผุดขึ้นในสมองก่อนวัยเกษียณนับสิบปี ก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว

“เรามีพาร์ตเนอร์บริษัทจัดจำหน่าย ร่วมกับนักธุรกิจจากอินเดีย ดูไบ อาหรับ และยุโรป ซึ่งเป็นประเทศที่สภาพภูมิประเทศจำเป็นต้องใช้เครื่องสำอางผลิตภัณฑ์กันแดด ดิฉันจึงติดต่อกับนักธุรกิจย่านนี้มายาวนาน แล้วประเทศไทยก็เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในอาเซียน จึงให้สิทธิมาพักวิลล่าส่วนตัวถือเป็นบริการให้กลุ่มนักธุรกิจของเรา โดยมีหลักในการทำวิลล่าเพื่อให้ใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างมีคุณภาพ สุขผ่อนคลายทั้งกายและใจ”

เธอขยายภาพให้เห็นว่า วิลล่ามีแปลงสาธิตมะพร้าวพันธุ์ต่างๆ

“เพราะเราทำเครื่องสำอางสกัดน้ำมันมะพร้าวด้วย โดยมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้คำแนะนำ มีการปลูกว่านหางจระเข้ทั้งพันธุ์ไทยและจากต่างประเทศมาปลูกในแปลงสาธิต และมีไม้พันธุ์ไทยที่คนไม่สนใจ ไม่ใช่พืชเศรษฐกิจซึ่งอาจสูญพันธุ์ได้ในเร็ววัน เช่น ต้นสะเดา คนไทยจะได้ไม่หลงลืมไม้ต้นนี้ มีแปลงผักปลูกในแบบปลอดสารเคมี เพื่อให้อีก 3 เดือนที่เขากลับมากันใหม่จะได้ปรุงอาหารจากแปลงผักที่พวกเขาปลูกโดยมีเมดหรือแม่บ้าน วิลล่าละ 1 คน ในสไตล์รีสอร์ท 5 ดาว บริการในเรื่องนี้ในมาตรฐานสากล”

แนวคิดคุณภาพชีวิตที่ดีจากภายใน เช่นเดียวกับการผลิตเครื่องสำอาง ที่เชื่อว่าความงามยั่งยืนต้องสวยจากภายใน กินดี อยู่ดี ส่งผลผิวพรรณภายนอกให้สวยได้ นิพา เล่าถึงชีวิตเกษียณที่ต้องไม่หยุดนิ่ง

“นี่คือโปรเจกต์สุดท้ายในชีวิตเลย ดิฉันชอบคิดล่วงหน้าตอนนี้ก็อยู่ในระหว่างออกแบบวิลล่าแล้ว ชีวิตการทำงานดิฉันไม่เคยหยุดคิดเลย (บอกพลางยิ้ม) เพราะถ้าเราหยุดนิ่งอยู่กับที่ เราจะไม่รู้อะไรเลย นี่คือนิสัยการทำงาน ในธุรกิจความงามวันนี้มีการแข่งขันสูงมาก แต่ในรายละเอียดก็มีเรื่องใหม่ๆ ให้เราศึกษาหาความรู้ได้ไม่จบและเป็นการหาความรู้ใหม่ที่เราได้พักผ่อนระหว่างการทำงานไปด้วย

“ดิฉันชอบประเทศญี่ปุ่นมาก ไปแล้วไปอีกได้ไม่รู้เบื่อ ได้เห็นของแปลกใหม่ในธุรกิจเครื่องสำอางให้ดูไม่รู้จบ กลายเป็นการทำงานและการพักผ่อนท่องเที่ยวควบคู่กันได้เลย การออกไปท่องเที่ยวเจอของจริง”

เธอบอกว่า ชอบไปทุกๆ ห้างในโตเกียว ที่เป็นแหล่งรวมเครื่องสำอางขนาดใหญ่ ก็ทำให้เห็นตลาดที่แตกต่างจากทุกๆ ที่ในโลก มีการพัฒนาไม่จบโดยมีการต่อยอด

“ตรงกับปรัชญาในการสร้างผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ คือผลิตของที่ดีกว่าของที่มีอยู่เดิม ดิฉันมีความเชื่อการคิดสิ่งใหม่ๆ ผลลัพธ์ที่ได้คือเราจะได้สิ่งดีกว่าเสมอ ชัยนาทไม่ใช่เมืองหลักในการท่องเที่ยว การกลับมาสร้างรีสอร์ทถิ่นบ้านเกิด ประเด็นหลักก็คือการสร้างสรรค์สังคมที่มีพลัง โรงเรียน องค์กร ที่ต้องการสถานที่สัมมนา หรือเข้าค่าย ก็สามารถเข้ามาใช้สถานที่และที่พักในวิลล่าเราได้ด้วย”

 

ด้วยเกียรติของคนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กรกฎาคม 2560 เวลา 13:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/504651

ด้วยเกียรติของคนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

เรื่อง : พรเทพ เฮง

การจัดงาน International Recognized Exhibition Expo 2017 Astana ณ กรุงอัสตานา สาธารณรัฐคาซัคสถาน หรือเรียกสั้นๆ ว่า “อัสตานา เอ็กซ์โป 2017” (Astana Expo 2017) เป็นงานมหกรรมนานาชาติของมวลมนุษยชาติที่ยิ่งใหญ่ และมีผู้เข้าร่วมมาก ภายใต้หัวข้อหลัก “พลังงานแห่งอนาคต (Future Energy)

อาคารศาลาไทย (Thailand Pavilion) อยู่บริเวณภายในอาคารนิทรรศการโลก (Exhibition Area) นำเสนอการจัดแสดงนิทรรศการที่สื่อถึงความเป็นไทยบนพื้นที่ 934.05 ตารางเมตร ถือเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ และความเชื่อถือของประเทศให้ปรากฏแก่สายตาชาวโลก

การจัดงานระดับ International Recognized Exhibition Expo แต่ละครั้งมีสถิติผู้เข้าชมในแต่ละครั้งหลายล้านคน โดยในครั้งนี้ประเทศเจ้าภาพในงาน International Recognized Exhibition Expo 2017 Astana ได้คาดการณ์ยอดผู้เข้าชมงานสูงถึง 5 ล้านคน ในการเข้าร่วมงานประเทศไทยจะได้รับประโยชน์ที่ไม่สามารถประเมินค่าเป็นจำนวนเงินได้ แต่เป็นประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม

เกรียงไกร กาญจนะโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ ซึ่งรับผิดชอบออกแบบก่อสร้าง และดูแลกระบวนการทุกขั้นตอนในอาคารศาลาไทย (Thailand Pavilion) ของงานครั้งนี้ ที่จัดถึงวันที่ 10 ก.ย.นี้ มาเปิดเผยความในใจถึงการสร้างแบรนดิ้งประเทศไทยให้อยู่ในความสนใจของคนทั่วโลก

เล็กๆ แต่ได้ใจคนทั้งโลก

“น่าจะเป็นข่าวดีของประเทศ หลังจากที่เปิดงานก็เดินดู หลังจากวันแรกไม่ค่อยได้ดูคนอื่นสักเท่าไหร่ แต่พอหลังวันที่สองไปแล้ว ก็เซอร์เวย์ดูชาวบ้านเขาว่าเป็นยังไง พอดีเราทำเอ็กซ์โปมา 4-5 ครั้งแล้ว ก็รู้จักทีมทำงานในหลายๆ ประเทศ ที่บอกเป็นข่าวดีของคนไทยคือ คนเข้าชมพาวิลเลียนของเราเยอะมาก จนเรากลายเป็นที่ 1 ของโลกไปแล้ว ของเรา 4 นาทีรอบหนึ่ง ความถี่เรามีมากกว่า ถ้าเอาจำนวนคนเข้าชมเราเป็นอันดับ 1

“ต้องบอกว่าเราเองไปด้วยแผน ไปด้วยวิธีการทำงานที่ไม่เหมือนคนอื่น แน่นอนบริษัทที่เข้ามาทำในหลายๆ ประเทศ เขาแยกส่วนระหว่างงานเอ็กซิบิชั่น งานพีอาร์ งานกิจกรรมต่างๆ ขณะที่ประเทศไทยทำครบวงจร เพราะฉะนั้นวิธีคิดของเราจึงไม่เหมือนประเทศอื่นๆ หนนี้บอกเลยว่าอินเด็กซ์ฯ มาทำงานในแนวทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้มีความแตกต่าง มีความสำคัญมาก ธีมชัดคือ ฟิวเจอร์ เอนเนอร์จี พลังงานแห่งอนาคต

“แนวเอ็กซิบิชั่นสามารถจินตนาการได้เลยว่าทุกประเทศมาแบบล้ำๆ มาแบบเทคโนโลยีดิจิทัล พรีเซนต์แบบหวือหวาอลังการ นั่นคือทิศทางของโลกที่เป็นไป ซึ่งก็ถูกต้อง ทุกประเทศเป็นอย่างนั้นหมด ขณะที่เราเองต้องย้อนกลับมาดูความเป็นไทยของเรา ซึ่งไม่มีภาพของเทคโนโลยี ต่อให้เราฝืนทำว่าเป็นเทคโนโลยี มันก็ไม่ตอบกลับมากับภาพพจน์ของประเทศอยู่ดี

“ธีมของประเทศไทยคือ ไบโอเทคโนโลยี ฟอร์ ออน ซึ่งยิ่งตอกย้ำเข้าไปอีกว่าพื้นฐานประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม แล้วเอาผลผลิตทางเกษตรกรรมมาแปลงเป็นพลังงานในรูปแบบต่างๆ ซึ่งก็มีทั้งที่เป็นพืชซึ่งปลูกเพื่อเป็นพลังงานจริงๆ อย่างปาล์มเอามาทำน้ำมันไบโอดีเซล นอกนั้นก็มาจากข้าวโพด ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง มูลสัตว์ เพราะฉะนั้นวิธีการเล่าเรื่องของเราจึงไม่เหมือนคนอื่น เราชัดมากโฟกัสไปที่พลังงานที่เกิดจากกระบวนการที่มาจากภาคเกษตร ซึ่งมันชัดมาก

“เพราะฉะนั้นคราวนี้เราดูอินไซด์ของคนคาซัคฯ ดูแนวทางว่าคนคาซัคฯ ชอบแบบไหน ไม่ชอบแบบไหน คนไทยมาดูแล้วจะบอกว่าทำไมทำแนวอย่างนี้ ผมตอบเลยว่าผมไม่ได้ทำให้คนไทยดู ผมทำให้คนคาซัคฯ ดู ถ้าทำให้คนไทยดูต้องแนวหวือหวา เพราะคนไทยชอบสีสัน แต่คนที่นั่นไม่ได้ชอบแบบนั้น ทำหวือหวาก็ทำได้ แต่ตอบโจทย์คนในพื้นที่ เพราะคนคาซัคฯ ชอบแนวสดใส ห้องไม่มืด เนื้อหาไม่ต้องเยอะ แล้วมีวิธีเล่าเรื่องแบบเอดดูเทนเมนต์ ให้ความรู้แต่สนุก สิ่งที่สำคัญที่สุด ประเทศนี้ดูอายุเฉลี่ยแล้วน้อย เป็นครอบครัวที่พ่อแม่ลูกรุ่นเด็ก เป็นคนรุ่นใหม่ สามตัวเป็นแมสคอตที่อยู่ในพาวิลเลียนไทยครั้งนี้ ครั้งนี้เราใช้แมสคอตอย่างเต็มที่และโดดเด่นร้อยเรียงอย่างเป็นเรื่องเป็นราวทั้งหมด แม้กระทั่งของที่ระลึกซึ่งแจกคนที่มาเยี่ยมชมก็เป็นเป้สะพายหลังที่กลายมาเป็นมีเดียให้กับพาวิลเลียนของไทย

“ต้องบอกว่าเงินเรามีน้อยมาก ประเทศอื่นเขาซัดกันเป็นพันล้านบาท เรามีอยู่ 250 ล้านบาท ก็ต้องรบด้วยแท็กติก พอเราเชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วยกันทุกมิติ ก็กลายเป็นแคมเปญของพลังที่เป็นแมสคอต เรามั่นใจว่าหลังจากนี้ผู้เข้าชมเราไม่หลุดจาก 1 ใน 3 แน่ๆ เราทำห้องพรีเซนเตชั่นให้คนถ่ายรูปได้ด้วย ทำให้สว่างสดใส แจกถุงเป้สะพายให้เป็นมีเดีย มีการแจกพิณ ด้วยการให้แฮชแท็กและฟอลโลว์พาวิลเลียนไทย เราทำทั้งดิจิทัลและอะนาล็อก

“งานเอ็กซ์โปแต่ละครั้งไม่มีสูตรสำเร็จ อย่างเคยทำเอ็กซ์โปที่โน่นที่นี่มาแล้ว ต้องปรับแท็กติกทุกครั้งและต้องพัฒนาตัวเราเองไปเรื่อยๆ ที่สำคัญที่คาซัคสถานเราปรับตามรสนิยมท้องถิ่น ถือว่าน่าพอใจ เอ็กซ์โปหนนี้รบเหนื่อย เพราะเจ้าภาพใช้เงินเยอะ เฉพาะเอ็กซิบิชั่นอย่างเดียว 1.6 หมื่นล้านบาท ทำตัวคาซัคสถาน พาวิลเลียน ซึ่งสู้กันไม่ได้แน่ๆ ในเรื่องของความหวือหวาและเทคโนโลยี ซึ่งผมบอกเลยว่าผมคาดการณ์ไม่ได้เลยนะว่าเขาจะเข้าพาวิลเลียนของไทยหรือเปล่า ในเมื่อเขามีของสุดล้ำของเขาเอง

“เราก็หลบทุกอย่างด้วยวิธีของเรา ก็ออกมาเล่นรับแขกข้างนอกพาวิลเลียน เปลี่ยนแท็กติกกันทุกวัน ค่อยๆ ปล่อยออกมาให้จับทางไม่ถูก ถ้าเทียบเราก็สู้กันแบบกองโจร เงินน้อยก็ไม่ใช่จะแพ้ ทุกอย่างไม่ใช่ความบังเอิญ แผนจรยุทธ์เราก็คิดมาตั้งแต่ต้นในช่วงพัฒนาแผนงานพาวิลเลียน และคิดว่าคนอื่นจะทำอย่างไร นี่คือสิ่งที่แตกต่าง

“หลายๆ คนบอกว่าทำไมของไทยไม่อลังการ ถ้าทำแบบนั้นเราก็แพ้เพราะเงินมันสู้กันไม่ได้อยู่แล้ว สู้กันในอีกรูปแบบหนึ่ง วิ่งในลู่ของเรา แต่ต้องมั่นใจว่าเราต้องมีสิ่งที่โดนและเหนือกว่า เพราะคาดการณ์ได้ เราเห็นเทรนด์แต่ไม่ตามเทรนด์แข่งขัน พาวิลเลียนไทยใช้เวลาดูแค่ 4 นาทีจบ ในงานเอ็กซ์โปประเทศไทยเปลี่ยนกระทรวงที่เป็นเจ้าภาพบ่อย แล้วแต่ละที่ก็ไม่มีความชำนาญในงานประเภทนี้ ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่

“ครั้งนี้เป็นการรบแบบกองโจรอย่างจริงจังเลย เป็นความสำเร็จที่เกิดมาจากการที่ทำงานเบื้องหลังกันมาเยอะมาก”

อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย

“อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ธุรกิจอีเวนต์ในประเทศไทยเหนื่อยมาก และเหนื่อยต่อเนื่องมา 10 กว่าปีแล้ว มันมีปัญหามาโดยตลอด เพราะอย่างนั้นงานใหญ่ๆ ของบ้านเรา นับดูได้เลยน้อยมาก โดยเฉพาะอีเวนต์ของภาคเอกชนที่เปิดตัวยิ่งใหญ่แทบจะไม่มีเลย มันก็มีความเสี่ยงอยู่ คุณจะจัดใหญ่ มีเหตุการณ์ระเบิดเกิดขึ้นก็เลื่อนออกไป ทำให้มีเม็ดเงินที่หายไป เพราะฉะนั้นเขาก็ไม่เสี่ยงเอาเงินไปทำอย่างอื่นดีกว่า ก็เลยกลายเป็นปัญหาของธุรกิจ เราเองก็พยายามดิ้นรนและพยายามหาทางออก

“ทางออกของเราอย่างหนึ่งคือ การที่เรามีงานใหญ่ๆ ระดับโลกแบบนี้สม่ำเสมอ ในอนาคตเอง แบรนด์เราก็สร้างมาให้เชื่อมโยงกับงานเอ็กซ์โปมาพักใหญ่แล้ว ในก้าวต่อไปของเราก็มองหาในการที่จะไปทำพาวิลเลียนประเทศอื่นด้วย

“จริงๆ ตอนนี้ก็มีคุยกับพวกคอนแท็กเตอร์ในดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งมาทำงานที่คาซัคสถานอยู่หลายเจ้าเหมือนกัน เริ่มคุยกับเราแล้วในเรื่องความร่วมมือกันว่าจะทำงานได้ขนาดไหน เพราะทางโน้นเขาสนใจ เราค่อนข้างคุ้นเคยกับเวิลด์เอ็กซ์โปพอสมควร เพราะเราเองครบเครื่องทั้งกลยุทธ์ การออกแบบ มาร์เก็ตติ้ง การก่อสร้าง ออดิโอ วิชวล เทคนิคต่างๆ มัลติมีเดีย เราทำได้หมด เพราะฉะนั้นเขาจึงมองเราว่าเป็นบริษัทที่น่าสนใจ ครั้งต่อไปซึ่งจะจัดที่ดูไบ ก็ต้องบอกว่าทำในเมืองไทยเหนื่อย ต้นทุนสูง แรงงานขาดแคลน ก็เป็นโอกาสที่เราจะเข้าไปในตลาดนี้

“ในตลาดอาเซียนเองก็ไม่ได้ง่าย เพราะมีเจ้าใหญ่ที่เขาทำอยู่ เป็นเจ้าประจำ ทุกประเทศก็ชาตินิยม มีสิงคโปร์ที่ดูเปิดกว้างมากที่สุด เราเองเคยได้รับการทาบทามจากซีเนียร์ มินิสเตอร์ ของสิงคโปร์ ว่าสนใจที่จะทำพาวิลเลียนประเทศเขาไหม เจอกับตัวเองเลย ยื่นนามบัตรให้แล้วถามว่ารัฐบาลไทยจ้างคุณเท่าไหร่ สนใจทำพาวิลเลียนประเทศเขาไหม

“ก็คงต้องบอกว่าวันหนึ่งถ้าเรามีโอกาสก็น่าจะได้ทำพาวิลเลียนของประเทศอื่นบ้าง คงเป็นแรงท้าทายใหม่ๆ ของเราจริงๆ เพราะเราเป็นคนไทยก็มองเห็นศักยภาพ เรารู้ว่าตรงไหนเล่นได้ ตรงไหนไม่ควรมาเล่น ตรงไหนจุดขายของประเทศไทยเรามองเห็นภาพชัดเจน แต่ถ้าเราทำให้สิงคโปร์เราก็ต้องมองโจทย์อีกแบบหนึ่ง

“วันหนึ่งถ้าเห็นอินเด็กซ์ฯ ไปทำพาวิลเลียนต่างชาติก็อาจไม่น่าแปลกใจอะไร เพราะเป็นสเต็ปที่เรามองไว้อยู่แล้ว จริงๆ หลายๆ ครั้งเราก็พยายามอยู่แต่ก็มีหลายเงื่อนไข แม้กระทั่งเอ็กซ์โปที่มิลาน ประเทศอิตาลี เราชัดเจนเลยว่าไม่ทำไทยแลนด์ พาวิลเลียน ด้วยเหตุผลทางการเมือง ตรงนั้นชัดเจน ซึ่งเราก็เกือบได้ทำศาลาประเทศอื่นอยู่เหมือนกัน แต่ด้วยเงื่อนไขชาตินิยมในประเทศของเขาทำให้คลาดกัน ทั้งที่เขาก็อยากได้เราไปทำ แต่เขาก็ตอบคนของเขาไม่ได้ด้วยเงื่อนไขของความเป็นชาตินิยมว่า ทำไมต้องเลือกบริษัทต่างชาติ คือตั้งแต่การออกแบบเขาชาตินิยม อย่างไรก็ต้องเอาของเขา คือก่อสร้างเขาไม่ได้มีปัญหา

“การข้ามกำแพงชาตินิยมเป็นไปได้ยาก แต่ประเทศที่มีความเป็นไปได้สูงก็คือสิงคโปร์ เพราะเขาจะเปิดกว้างรับเอาสิ่งที่ดีที่สุด แล้วเขามีงบประมาณมากพอที่จะยอมจ่ายได้ทุกอย่าง

“ตลาดงานอีเวนต์มันถูกแช่แข็งมานานแล้ว ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมามีทั้งแช่แข็งอยู่กับที่ มีทั้งตกลงมา มีทุกอย่างครบหมด ถ้าไม่มีระเบิดก็น้ำท่วม ปัญหาการเมืองเต็มไปหมด ถ้าเราไม่รู้จักปรับตัวออกมาหาตลาดใหม่ๆ ในระดับนานาชาติบ้างเราก็เหนื่อย เราอยู่มา 27 ปีแล้ว มันคงอยู่ที่เดิมไม่ได้ ก็คงต้องหาตลาดอื่น เพราะเรามีทั้งประสบการณ์ ทั้งแบรนด์ ทั้งโนว์ฮาวอะไรต่างๆ ครบหมด เป็นเวลาของเราที่ต้องออกมาข้างนอกแล้วล่ะ แล้วเราก็เชื่อว่าอินเด็กซ์ฯ เป็นต้นแบบไทยแลนด์ 4.0 ของจริง ที่จะออกไปขายความครีเอทีฟหรือขายนวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์ได้เต็มรูปแบบจริงๆ

“เราก็ยังมีปัญหากับวิธีคิดของภาครัฐที่เขาไม่ได้สนับสนุนเรา อีกอย่างคือประเทศอื่นเขาจะให้เครดิตคนทำ เดินเข้าพาวิลเลียนอังกฤษตอนออกมามีการประกาศเลยว่าใครเป็นคนสร้างสรรค์พาวิลเลียนนี้ ออกแบบโดยใคร ใครทำมัลติมีเดีย บริษัทก่อสร้างเป็นใคร บอกหมด เพราะเขามองว่าในอนาคตเผื่อมีคนมาจ้างคนหรือบริษัทเหล่านี้ เงินก็เข้าประเทศ แต่ของเราห้ามเด็ดขาด กรุณาไปอยู่หลังเขา ไม่ต้องมีเครดิต ไม่มีความเข้าใจในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา มองว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ภาคเอกชน เป็นวิธีคิดที่เก่ามาก

“ในขณะที่ประเทศแต่ละประเทศ บริษัทเอกชนมาพรีเซนต์ในพาวิลเลียนของแต่ละประเทศกันเลย ประเทศทั้งประเทศไม่ได้แปลว่าขับเคลื่อนโดยรัฐบาลเพียงอย่างเดียว ประเทศขับเคลื่อนโดยทุกภาคส่วน แต่เราเอาโอท็อปไปขายได้ ถามว่าดับเบิ้ลสแตนดาร์ดไหม แล้วถามว่าโอท็อปกับงานครีเอทีฟแบบนี้ มูลค่ามันต่างกันเยอะ แทนที่เราจะไปผลักดันแบรนด์ที่มีโพรเทนเชียลหรือมีศักยภาพอยู่แล้วพร้อมที่จะพัฒนาไปข้างหน้า กลับไปผลักดันอะไรที่มันเหนื่อยมาก รัฐบาลมีวิธีการคิดในแบบที่ผมไม่เข้าใจ ผมไม่ได้ต้องการอะไรเลย ขอเพียงมีเครดิตแค่ 1 หน้า

“เศรษฐกิจสร้างสรรค์เน้นความเป็นครีเอทีฟ ผมทำมาก่อนที่จะเป็นนโยบายของรัฐบาลเสียอีก แต่เราไม่เคยรอ ถ้าเรารอก็ต้องมานั่งโวยวายเหมือนกับทุกคน เราก็ดิ้นรนออกมาอยู่ของเราได้ แต่ถ้าวันไหนที่มีการสนับสนุนเราก็คงเหมือนติดจรวด แม้รัฐบาลมีนโยบายออกมาแล้ว แต่ในส่วนกลไกของการปฏิบัติงานยังไม่ขยับ ไม่มีความเข้าใจด้วยซ้ำว่าการที่เราผลักดันให้บริษัทอย่างอินเด็กซ์ฯ ออกไปสู่ตลาดโลกได้ มันคือ “แบรนดิ้งของประเทศไทย” เลย มันเป็นความภูมิใจ เพราะคุณยังภูมิใจและชื่นชมกับนักกอล์ฟไทยที่เป็นมือ 1 ของโลก มันก็เป็นแบบเดียวกัน

“หน่วยงานที่เกี่ยวกับการสร้างฐานและองค์ความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้นใหม่ของไทยทั้งหลาย ผมบอกว่ามันยากที่จะทำอะไรให้เกิดแบบนี้ แต่ผมมองว่าเป็นจุดที่ดีเป็นการเริ่มต้นที่ดี แต่ต้องใช้เวลา ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่เคยถูกหน่วยงานเหล่านี้เชิญไประดมความคิดเลย เขาเห่อฝรั่งกันเหลือเกิน ต้องเชิญฝรั่งมา คนไทยชอบแบบนี้ต้องไปดังในต่างประเทศก่อนถึงจะเห็นคุณค่า ไม่เข้าใจว่าหน่วยงานเหล่านี้ไปจ้างฝรั่งมาแล้วแพงๆ ทั้งนั้น ถามว่าผลงานของฝรั่งเหล่านี้คืออะไร ขณะที่ผมไปรบในงานระดับโลก ด้วยเงินที่น้อยกว่าทุกอย่างถูกจำกัดทั้งหมด เทียบง่ายๆ กับหนัง อย่างหนังฮอลลีวู้ดแค่เอ่ยชื่อผู้กำกับ ดาราออกมา คนก็ต่อแถวดูกันแล้ว แบรนด์มันชัด

“เรารบยากกว่าเยอะ ออกแรงเยอะมาก จ้างฝรั่งแพงๆ มาพูด มาทำงาน แต่กับคนไทยแล้วใช้ฟรี นี่คือประเทศไทย บอกสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์แต่ไม่เคยยอมจ่าย แต่ถ้าเป็นฝรั่งแล้วเต็มที่ทุกอย่างเลย ทุกหน่วยงานต้องเห็นความสำคัญว่าคนที่มีความคิดสร้างสรรค์คุณต้องจ้างเขา เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่า คุณต้องยอมจ่าย ไม่งั้นเราจะทำให้คนที่มีคุณภาพแบบนี้เป็นไอดอลได้อย่างไร คนที่มีความคิดสร้างสรรค์เป็นที่ประจักษ์เป็นแบรนดิ้งแล้วไม่เคยโปรโมท ไม่เคยที่จะเรียกใช้ หรือไม่ยอมแม้กระทั่งจ่ายเงินเขา ผมทำงานให้รัฐบาลฟรีไม่รู้กี่โปรเจ็กต์แล้ว ฟรี แล้วเอาไปใช้บ้างไม่ใช้บ้าง

“เอาง่ายๆ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ถ้าคุณอยากได้คุณต้องจ่ายก่อน แล้วต้องสร้างให้มีไอดอลว่ากว่าที่เขาจะประสบความสำเร็จเขาผ่านมาขนาดไหน แต่คุณเลือกที่จะจ้างฝรั่ง ถามว่าฝรั่งที่เอามาเก่งมาจากไหน ถ้าเป็นแบบนี้ไม่มีทางประสบความสำเร็จ เพราะไม่เคยเห็นว่าอาชีพครีเอทีฟหรือการสร้างสรรค์มีคุณค่ากับสังคมกับประเทศชาติ เราต้องปรับกระบวนทัศน์และทัศนคติกันใหม่ทั้งระบบ แล้วปล่อยให้ภาคเอกชนเป็นตัวขับเคลื่อน

“ผมมั่นใจว่าอินเด็กซ์ฯ มีมูลค่าในตลาดโลกแล้ว โดยที่เขามาหาเราเอง โดยไม่ต้องเสนอตัว เรามีอะไรพิเศษในมุมมองของเขา จริงๆ ต้องเปลี่ยนวิธีคิด ถ้าบอกประเทศไทยจะไป 4.0 จริงๆ ต้องให้เกียรติคนทำงานคนคิดก่อน คนครีเอทีฟไม่ต้องเป็นอินโนเวชั่นหรือนวัตกรรมก็ได้ หรือเป็นการร่วมงานกันกับหน่วยราชการด้วยก็ได้  เป็นมุมมองที่เราพยายามจะต่อสู้มาตลอด เป็นการร่วมกันโชว์ศักยภาพของประเทศ ไม่ได้โชว์รัฐบาลหรือหน่วยงานของประเทศไทย

“ไทยแลนด์ พาวิลเลียน ประกอบด้วยภาพของหลายๆ ส่วน เป็นหน้าตาของประเทศที่ขับเคลื่อนไปด้วยกัน เป็นการทำแบรนดิ้งประเทศ ซึ่งประกอบไปด้วยทุกภาคส่วน เป็นจุดเริ่มต้นที่จะได้เงินจากยุค 4.0 คือให้เกียรติและสนับสนุนคนทำงานสร้างสรรค์ในการขับเคลื่อนประเทศ”