เกษตรคนเมืองบ้านภูลิตา เดินตามศาสตร์พระราชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/506096

เกษตรคนเมืองบ้านภูลิตา เดินตามศาสตร์พระราชา

โดย…สมแขก

ที่พักเล็กๆ ในบรรยากาศร่มรื่น
มีจำนวนไม่กี่ห้องใน อ.เมือง จ.สงขลา ชื่อ “บ้านภูลิตา”
ที่สำคัญไปกว่าห้องพักและร้านอาหาร ภายในเนื้อที่แสนกะทัดรัดแห่งนี้
ยังมีศูนย์เรียนรู้เกษตรคนเมืองบ้านภูลิตา ที่แบ่งเนื้อที่ประมาณ 1 งาน
แต่กลับมีพืชสวนครัว ไม้ผล พืชผัก ทั้งแบบกระถางและไร้ดิน เลี้ยงปลา สาหร่าย
และอีกมากมาย
ใช้นวัตกรรมการบริหารจัดการพื้นที่ที่มีอยู่น้อยนิดให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ออกแบบพื้นที่ทุกตารางเมตรให้ใช้สอยและครบปัจจัยด้านอาหารในการดำรงชีวิตประจำวัน
เน้นการเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงการพึ่งตนเอง และที่สำคัญ
ที่นี่ปลอดสารเคมีจนได้รับเลือกให้เป็นพื้นที่ต้นแบบ ในโครงการพัฒนา
เสริมสร้างแหล่งให้บริการอาหารเพื่อสุขภาพ
โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

สนธิกาญจน์ วิโสจสงคราม
ผู้อำนวยการศูนย์กสิกรรมไทยบ้านภูลิตาและประธานเครือข่ายอาหารสุขภาพอำเภอเมืองสงขลา
บอกว่า เดิมที่นี่เป็นที่จัดสรรเปิดให้คนภายนอกพื้นที่มาจับจองบ้าน ซึ่งมีกลุ่ม 3
จังหวัดชายแดนใต้ ย้ายมาอยู่ที่นี่จำนวนมาก เป็นสถานที่ที่ไม่มีวิถีชีวิตดั้งเดิม
คนไม่ค่อยทักทายกัน จึงคิดทำสถานที่เป็นที่พบปะชุมชน
และสร้างเป็นแหล่งนันทนาการสาธารณะให้คนมาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน
และรู้จักกันมากขึ้น สร้างรายได้ให้เกิดขึ้นในชุมชน
โดยใช้บ้านภูลิตาเป็นส่วนกลาง และภายในระยะเวลา 3 เดือน
คนที่อยู่ในพื้นที่นี้ก็ได้รู้จักกันทั้งหมด

รดา มีบุญ ผู้อำนวยการเกษตรคนเมืองบ้านภูลิตา บอกว่า
นอกจากแนวคิดการผลิตเกษตรต้นน้ำปลอดสารพิษ เกษตรอินทรีย์
นำวัตถุดิบทางการเกษตรมาปรุงอาหารตามหลักโภชนาการและบริการสู่ปลายน้ำหรือผู้บริโภคอย่างปลอดภัย
ปัจจุบันศูนย์เรียนรู้เกษตรคนเมืองบ้านภูลิตา เป็นที่พบปะและเรียนรู้ของคนในชุมชน
พ่อ แม่ ลูก ให้มีกิจกรรมร่วมกันเป็นการสร้างความอบอุ่นในครอบครัว
และเป็นการสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน บ้านภูลิตา

“พืชผักที่นี่ไม่ได้มีหน้าตาสวยงามเหมือนผักทั่วไป แต่สิ่งสำคัญ คือ
ปลอดสารพิษแน่นอน ผลผลิตที่ได้แม้จะไม่มากมายจนมีเหลือส่งขายตลาดภายนอก
แต่นำพืชผักมาใช้ภายในร้านอาหารของเราเอง เราเชื่อและน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
เรียนรู้เกษตรวิถีคนเมือง ในแนวคิดของศูนย์เรียนรู้เกษตรคนเมืองบ้านภูลิตา
พื้นที่น้อยนิด ผลผลิตทั้งปี ใช้ชีวิตและกินผักปลอดสารพิษ
ส่งเสริมให้เด็กเยาวชนและประชาชนทั่วไป
ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ด้วยการปลูกต้นไม้ ปลูกผักในบ้าน”

และภายใต้แนวคิด พื้นที่น้อยนิด ผลผลิตทั้งปี
ต่อยอดพื้นที่อันน้อยนิดนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยว
และค่ายพัฒนาองค์ความรู้ให้เยาวชนและผู้สนใจหันมาปลูกผักกินเอง
“ในศูนย์การเรียนรู้ฯ มีฐานการเรียนรู้และสอดแทรกกิจกรรมมากมาย
เริ่มจากปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรคนเมือง การปลูกพืชไร้ดิน การปลูกพืชแนวตั้ง
การปลูกผักไฮโดรโปรนิกส์ การปลูกพืชกลับหัวการทำกระถางรักษาความชื้น การทำสบู่
แชมพู ยาสระผม นำยาล้างจาน ฯลฯ ศูนย์การเรียนรู้ฯ
นี้เป็นรูปแบบของแปลงสาธิตเกษตรคนเมือง และแนวคิดของคนคอเกษตร
โดยมีกิจกรรมการเรียนรู้ การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์วัฒนธรรม เกษตร
และเชิงนิเวศ” สนธิกาญจน์ อธิบาย

“เราอยากส่งเสริมให้เยาวชนภายใต้การปลูกฝังเด็กรุ่นใหม่ให้หันมามองวิถีเกษตรพอเพียง
การให้ การแบ่งปัน และการเดินตามรอยเท้าพ่อและศาสตร์แห่งพระราชา และนำไปสู่
‘กสิกรรมไทยบ้านภูลิตา’ ตั้งอยู่ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา บนพื้นที่ 100 กว่าไร่
ที่เป็นลักษณะการพลิกฟื้นสวนยางพาราอันแห้งแล้งให้เป็นป่ายางที่อุดมไปด้วยแหล่งอาหาร
เน้นเกษตรปลอดสารพิษต้นน้ำของอาหารสุขภาพ โดยปลูกพืชในลักษณะการปลูกป่า 3 อย่าง
ประโยชน์ 4 อย่าง ได้แก่ ปลูกไม้กิน ไม้ใช้สอย และไม้เศรษฐกิจ
ให้เกิดความหลากหลายของสังคมพืชและความหลากหลายทางชีวภาพ ประโยชน์ที่ 4
ก็จะสร้างความสมบูรณ์ในระบบนิเวศ ที่พึ่งพากันในพื้นที่กสิกรรม”

ผู้อำนวยการศูนย์กสิกรรมไทยบ้านภูลิตา กล่าวต่อว่า
กสิกรรมไทยบ้านภูลิตาเป็นการจัดการตามแนวคิดการสร้างสถานการณ์สมมติ
หากเกิดสงครามโลก หรือวิกฤตทางด้านอาหาร พลังงาน จะพึ่งตนเองอย่างยั่งยืนได้อย่างไร
โดยพึ่งปัจจัยภายนอกน้อยที่สุด
จึงทำให้การออกแบบพื้นที่ตอบโจทย์การพึ่งพาตนเองในปัจจัยด้านอาหาร โดยมี กสิกรรม
ปศุสัตว์ ประมง ปัจจัยด้านพลังงาน
โดยมีการนำพลังงานทดแทนมาใช้ในการผลิตปัจจัยอาหารเพื่อลดต้นทุนไฟฟ้า แก๊ส
โดยใช้โซลาร์เซลล์ เตาชีวมวล แก๊สชีวภาพจากมูลสัตว์ ปัจจัยด้านผลิต
สามารถลดต้นทุนโดยนำมูลสัตว์มาผลิตปุ๋ย การผลิตน้ำหมัก จุลินทรีย์
เพาะพันธุ์กล้าใช้เอง จนต่อยอดการสร้างชุดความรู้จากปัจจัยพึ่งพาตนเองทั้ง 3
ปัจจัยหลัก จึงเอื้อต่อการทำการตลาดแบบการดึงผู้คนเข้าเรียนรู้ เข้ามาท่องเที่ยว
ในเชิงท่องเที่ยวชุมชน การเปิดตลาดหน้าร้าน หน้าสวน การแปรรูปผลผลิต การเข้าค่าย
โฮมสเตย์ เป็นการสร้างอาชีพในชุมชน ฟื้นฟูระบบนิเวศชุมชน
และเป็นการต่อยอดสู่เครือข่ายชุมชน และสืบสานต่อเด็กเยาวชนคนรุ่นต่อๆ ไป
และสู่ความยั่งยืน

 

เป็กกี้ ศรีธัญญา ลบคราบน้ำตา ด้วย รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/506094

เป็กกี้ ศรีธัญญา ลบคราบน้ำตา ด้วย รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ

ระยะทางร่วม 3,000
กิโลเมตร จาก จ.สุโขทัย ไปกลับ จ.นราธิวาส ที่หัวใจของเธอแตกเป็นเสี่ยงๆ
ร้องไห้ตลอดทาง แม้บางขณะจะไร้น้ำไหลรินจากดวงตา
หากแต่มันก็ยังไหลบ่าอยู่ข้างในจนท่วมจิตใจ
ระหว่างทางที่รถหักเลี้ยวแล่นไปบนถนนดำทะมึน
มีเสียงสะอื้นดังครวญแข่งกับเสียงเครื่องยนต์

โดย…มัลลิกา นามสง่า

ในวัย 16 ปี ชีวิตของหญิงสาววัยแรกแย้ม น่าจะผลิบานอย่างแจ่มใส กลับแห้งเหี่ยว
เพราะที่พึ่งเพียงคนเดียวได้จากไป เธอคิดว่า
ชีวิตของเธอจะสูญสิ้นตามลงไปเสียด้วยซ้ำ

“ดรุณี สุทธิพิทักษ์” ในวันนั้น เธอไม่เคยมองเห็น หรือคาดหวังเลยว่า
ชีวิตจะมาถึงทุกวันนี้ได้ วันที่ทุกคนรู้จักและจำจดเธอได้จากเสียงร้องเพลง
ผู้สร้างรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะให้กับผู้ชม ในนาม “เป็กกี้ ศรีธัญญา”

ชีวิตเหมือนนกปีกหัก ไร้รัง

ตอนนี้เป็กกี้มีชื่อเสียง เงินทอง คนรักที่ดี บ้านหลังงาม รถหรูราคาเป็นล้าน
แต่เมื่อย้อนอดีต ก็จะเข้าใจได้ว่า ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงดูแกร่ง เพราะความจน
ความยากลำบาก ได้เคี่ยวกรำให้เธออดทน ต่อสู้ จนสามารถพลิกชีวิต
และเป็นอีกหนึ่งคนตัวอย่าง ที่สะท้อนให้เห็นว่า
อย่าใช้ความจนมาเป็นข้ออ้างในการเป็นคนไม่ดี
อย่าใช้ครอบครัวที่ร้าวฉานมาเป็นข้ออ้างในการทำตัวเหลวแหลก

เป็กกี้เติบโตมาใน จ.สุโขทัย มีคุณแม่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว
ส่วนพ่อนั้นเธอไม่เคยเอ่ยปากถามแม่ว่า พ่อไปไหน เป็นหรือตาย
เพราะแม่เติมเต็มความรักให้ ไม่ทำให้รู้สึกว่า ขาดความอบอุ่น

ชีวิตเธอเติบโตมาอย่างปกติสุข จนเมื่ออายุ 16 ปี
ปลายสายจากแดนใต้ก็นำสารร้ายมาให้ “แม่โดนยิง” เธอยังไม่ทันได้คิดด้วยซ้ำว่า
ผลออกมา ตาย หรือรอด หรืออาการสาหัส

“เสียชีวิตแล้ว” สิ้นเสียงที่ทำให้เธอสิ้นความหวังตามไปด้วย
ไม่มีโอกาสแม้จะวิงวอนอธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ ให้แม่รอดชีวิต

“ตอนนั้นเป็กอยู่กับพี่เลี้ยง แม่ไปติดต่อธุรกิจ มีร้านอาหารที่นู่น แล้วโดนยิง
เราก็เหมารถตู้จากสุโขทัยไปรับแม่ ร้องไห้ทั้งขาไปขากลับ นั่งข้างศพแม่มาก็ร้องไห้
หัวใจสลายบนรถตู้ เคว้งคว้าง รู้สึกไม่เหลือใคร
ตอนนั้นได้เพื่อนแม่ช่วยจัดการเรื่องพิธี พอเสร็จงาน
เงินที่มีอยู่จัดการใช้หนี้สินต่างๆ แล้วเหลือไม่มาก บ้านก็ไม่มี
ตอนนั้นเหลือเงินกำเดียวในมือ กำเดียวจริงๆ”

“จะอยู่ จะกินยังไง” ความคิดที่วาบเข้ามากระทบความรู้สึก หวั่นเกรงไปหมด
เพราะไม่มีญาติที่ไหน โชคดีที่เพื่อนสนิทยื่นมือเข้ามาช่วย ให้ไปอาศัยที่บ้าน
และนั่นเป็นสถานที่แรก ทำให้เป็กกี้ซึมซับศิลปะการแสดง

“บ้านเพื่อนฐานะปานกลาง มีคณะลิเก ก็มีโอกาสได้ฝึกร้องเล่นบ้าง
ตอนนั้นเงินก็จะหมดแล้ว กินอยู่กับเขาก็มีลิมิตว่ากินเท่านี้
บางวันก็ไปตกปลาหาปลามาทำกินเอง ทุกวันนี้ยังติดต่อเพื่อนอยู่
ถือว่าเป็นผู้มีพระคุณ

ตอนนั้นเรายังเด็ก ไม่มีที่ปรึกษา ไม่มีที่พึ่งเรื่องคดีความของแม่เลย
ไม่รู้อะไรต้องทำยังไง ไม่เคยพบเจอ เป็นความรู้สึกปล่อยไปตามมีตามเกิด
ตอนนั้นเคว้งไปหมด เราไม่ทันตั้งตัวเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นจะทำยังไงกับมันต่อ
ชีวิตลำบากมาก ไปเรียนบ้าง ไม่ไปเรียนบ้าง ชีวิตทุลักทุเล”

หลังจากอยู่มา 1 ปี เธอก็ได้เจอญาติคนแรกในชีวิต “มีคุณลุง
ญาติทางฝ่ายแม่มาตามหา แล้วรับมาอยู่ด้วยที่ จ.ชลบุรี
ก่อนหน้านี้แม่ไม่เคยติดต่อใครเลย เราก็ไม่รู้ว่ามีญาติอยู่ที่ไหนบ้าง
ลุงก็ไม่เคยเจอกันมาก่อน ลุงก็ตามหาเรามานานแล้ว แต่กว่าจะเจอ”

อยากมาสายสวย แต่ได้สายฮา

ไปอยู่กับลุง เป็กกี้พยายามหนีออกจากบ้านหลายครั้ง เพราะทนกรำงานหนักไม่ไหว
แต่สุดท้ายก็รู้ว่า งานที่เธอทำตลอดคืน ตั้งแต่อายุ 18 ปี จนถึง 30 ปีนั้น
ส่งผลให้เธอกลายเป็นเป็กกี้ ศรีธัญญา ในวันนี้

“ไม่รู้จักใครเลย ต้องปรับตัวมาก ก็อยู่ไปตามสภาพ เพราะลุงไม่ได้มีฐานะร่ำรวย
แต่ลุงเป็นคนดีมากๆ ตอนนั้นเรามีภาวะจิตที่เศร้าสร้อย แล้วไม่สนใจทำอะไร
ลุงเลยเข้มงวดสูง ให้เรามีระเบียบวินัย ช่วง 2-3 ปี ทำงานหนักมาก จากที่คิดถึงแม่
นอนร้องไห้เกือบทุกคืน พอทำงานเสร็จหลับสนิทเลย

บ้านลุงทำเครื่องเสียง แล้วเราชอบร้องเพลงอยู่แล้ว ก็ได้ช่วยงานลุงเต็มที่
ไปตั้งเครื่องเสียง ไปร้องเพลงก็ทำได้ ช่วยงานลุงอยู่หลายปี
ทำมาจนทำอะไรได้ทุกอย่าง ยกลำโพง ตั้งเวที ติดไฟ รู้ขั้นตอนหมด
จนลุงไว้ใจให้ไปกับพวกลูกน้องได้ เราก็สั่งงานได้หมด
ตั้งเครื่องเสร็จก็กลับบ้านไปอาบน้ำ มาเป็นนักร้อง เก็บเครื่องเสียงกลับบ้าน นอน
ทำแบบนี้มาเรื่อยๆ ก็เก็บประสบการณ์

ตอนนั้นมีเกเรบ้าง ขโมยรถไปขี่จนคว่ำบ้าง เกเรหนีออกจากบ้าน เพราะทำงานหนัก
ไม่อยากทำ เบื่อแล้ว ด้วยความงอแง มีจุดเดือด อยากไปทำอะไรด้วยตัวเอง พยายามหนีอยู่
4 ครั้ง แต่ไปแล้วไม่รอดก็กลับมาอีก หนีไปทุกครั้ง แล้วโทรให้ลุงไปรับ
เพราะชีวิตข้างนอกโหดร้ายกว่านี้อีก อยู่คนเดียว เคว้างคว้าง
แต่อยู่กับลุงทำงานหนักแล้วเหนื่อย เหมือนจะอยู่ไม่ไหว แต่ก็ดีกว่าข้างนอกมาก
ทุกครั้งที่ปฏิวัติ เพราะต้องการจะขึ้นเงินเดือน (หัวเราะ)”

นอกจากช่วยงานลุง เป็กกี้ยังรับจ้างทำอีกหลายงาน
และเธอก็เริ่มจริงจังกับการร้องเพลง ร้องตั้งแต่ได้ค่าตัว 150 บาท ขึ้นมา 300 บาท
500 บาท จนถึง 1,000 บาท ภายในเวลา 12 ปี

“เป็นนักร้องในโรงแรม ร้องแจ๊ซในบาร์ ร้องตามเวทีงานต่างๆ ก็ไป
เราชอบแนวเอนเตอร์เทนต์ ก็ฝึกบนเวทีที่เราร้องเพลงนั่นแหละ ประสบการณ์สอนเราเอง
ตอนนั้นมีคนดังหลายคน อย่าง เจเน็ต เขียว ชอบที่เขาเล่นมุข
ตอนนั้นเราไม่อยากเป็นก๊อบปี้โชว์ อยากเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์

เคยหนีลุงเข้ากรุงเทพฯ มาพระราม 9 คาเฟ่ ดูตลก นั่งจดมุข แล้วไปประยุกต์เล่น
มีฮาบ้าง ไม่ฮาบ้าง เคยสมัครพวกฮอลลีวู้ด นักร้องในเทค พวกใส่กางเกงขาสั้นๆ
แต่งตัวสวยๆ สมัครหลายที่เขาไม่รับ สงสัยเราไม่มีแววเซ็กซี่ ไม่ใช่จังหวะชีวิตเรา
ตอนนั้นคงยกเครื่องเสียงตัวดำ ทำงานตรากตรำ ทำงานแบกหามเลยละ”

เป็กกี้ เล่าว่า ต้องขอบคุณงานหนักที่ทำมากว่าครึ่งชีวิต
เพราะสิ่งที่ตอบแทนจากการทำงานหนัก คือ ประสบการณ์ จนมีคนมาติดต่อให้ออกเทป
มีโอกาสได้ไปออกรายการตีสิบ มีคนชวนเล่นหนัง เมื่อโอกาสสู่หนทางบันเทิงเปิด
เธอจึงบอกกับลุง ขอย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ และขอจัดการชีวิตของตัวเอง
ทว่าระหว่างนั้นก็ยังติดต่อลุงอยู่เสมอ เพราะเป็นผู้มีพระคุณ (ทุกวันนี้ลุงก็อยู่ทำงานด้วยกัน)

“เราต้องการทำงานเพื่อสร้างอนาคตของตัวเอง ทำงานอยู่กรุงเทพฯ ซื้อคอนโด
มีงานละคร ร้องเพลงบ้าง แต่ยังไม่มีคนรู้จัก จนเจอพี่ที่เจเอสเอล
เชียร์ให้ไปออกรายการกิ๊กดู๋ สงครามเพลง มาเป็นเงาเสียงหญิงลี ถือเป็นโอกาส
หลังจากนั้นเปรี้ยงเลย ชีวิตเปลี่ยน”

อยากให้แม่เห็นเป็กกี้ในวันนี้

เป็กกี้ ศรีธัญญา จัดเป็นสุดยอดเงาเสียงตัวท็อปจากรายการ กิ๊กดู๋ สงครามเพลง
ของค่ายเจเอสเอล โด่งดังสุดๆ จากช่วงประชันเงาเสียง หญิงลี ศรีจุมพล
และยังมีเงาเสียงของ ใบเตย อาร์สยาม จ๊ะ อาร์สยาม

ถึงตอนนี้ เธอโด่งดังไม่น้อยไปกว่าบุคคลต้นแบบ
อยากได้คิวต้องจองกันล่วงหน้าเป็นเดือน ด้วยภาพลักษณ์อันโดดเด่น ตลกไม่ห่วงสวย
เต็มที่กับทุกบทบาท ร้องเพลงก็เพราะ พูดจาฉะฉาน จึงเนื้อหอม มีงานรุม
เป็นพิธีกรรายการสนามข่าวบันเทิง จันทร์พันดาว เปลี่ยนหน้าท้าโชว์ ร้องได้ให้ล้าน
เป็นอาทิ

“ชีวิตทุกวันที่ตื่นนอน อาบน้ำเสร็จ มองตัวเองในกระจกแล้วร้องว้าว
จากนอนขดตัวที่ข้างโลงศพแม่ ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ เรามีบ้านอยู่
นอนบนเตียงหลับสบาย เวลาตื่นนอนยังมีคิดๆ ว่า นี่เป็นความฝันหรือความจริง
อยากให้แม่อยู่ตรงนี้แล้วเห็นมันเหลือเกิน”

การที่เป็กกี้มาถึงจุดนี้ เพราะเธอคิดเสมอว่า จะต้องหลุดพ้นจากงานแบกหามหนักๆ
และเมื่อมาถึงจุดสำเร็จหนึ่งในชีวิต เธอต้องการรักษาให้ดีที่สุด

“ความมุ่งมั่นในการทำงาน ความทุ่มเทในอาชีพ อดทน อดกลั้น มีระเบียบกับตัวเอง
สำคัญสุด พร้อมที่จะรับโอกาสที่จะมาถึง เพราะถ้าเราไม่พร้อม
โอกาสดีขนาดไหนเราก็ทำมันไม่ได้ เมื่อก่อนเข้าวงการใหม่ๆ เงินหาได้เท่าไรก็ใช้หมด
กินเที่ยวหมด ยังเกเร จนหลังจากออกรายการ กิ๊กกับดู๋ ก็คิดได้ เราเที่ยวเยอะแล้ว
ดื่มมาพอแล้ว ต่อไปเราจะทำงาน เพื่อพร้อมรับโอกาส
หลังจากนั้นเป็นต้นมาชีวิตก็ดีขึ้น บอกตัวเอง
ขอโทษที่มีระเบียบเพราะเราตามใจเธอมานานแล้ว”

บุหรี่ที่เคยสูบจนติดมาเป็นสิบกว่าปี ก็ตัดสินใจเลิกเด็ดขาดได้เมื่อ 5 ปีนี้เอง
“สูบมาตั้งแต่อยู่สุโขทัย วันละ 1-2 ซอง ที่ตัดสินใจเลิกได้ พิจารณาตัวเอง
ผู้หญิงสูบบุหรี่ มีความแก่ เหงือกดำ กลิ่นตัวเหม็นหึ่งเลย แล้วเรามีอาชีพขายเสียง
บุหรี่บั่นทอนเสียงมาก เลยตัดสินใจเลิกบุหรี่ ทำอยู่ 3 ครั้ง กว่าจะสำเร็จ

พอเลิกได้ เรารู้เลยว่า ทำไมโง่งมอยู่ตั้งหลายปี ปล่อยให้มันทำร้ายเรา
ไม่ได้เลิกยากเลย ไม่มีอาการลงแดง ไม่ได้รู้สึกจะตายเลย อยู่ที่ใจเรา
ไม่พยายามที่จะเลิกต่างหาก”

ชีวิตจากคนไร้บ้าน ขาดญาติมิตร เงินติดตัวไม่มีสักกะแดง กลับพลิกชีวิตขึ้นมาได้ เป็กกี้จึงอยากให้เรื่องราวของเธอเป็นกำลังใจให้กับคนที่กำลังหดหู่
ท้อแท้กับชีวิต หมดอาลัยกับโชคชะตา ลุกขึ้นมาสู้

“มนุษย์ทุกคนเกิดมาเพื่อต่อสู้ฟันฝ่าอยู่แล้ว มันคือวงเวียนชีวิต
ไม่ว่าเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เห็นอุปสรรคเป็นสนามเด็กเล่นจะได้มีความสุขในการก้าวข้าม
เราจะฟันฝ่าไปอย่างมีความสุข

ทุกวันนี้เป็กบอกกับตัวเองว่า ยังทำงานหนักได้อีก แล้วเราทำอย่างเต็มที่
สุดความสามารถที่ทำได้ เราทำงานให้มีค่ากับชีวิต เป็นอะไรที่ภูมิใจและมหัศจรรย์มาก
จากคนที่มีเงินเหลือ 5 บาท ไม่มีที่ซุกหัวนอน อาศัยบ้านเพื่อนอยู่

เราอยากให้คนอื่นได้เห็น เป็นแรงผลักดันให้คนอื่น อย่าเป็นกังวล
ต้อยต่ำกับฐานันดรที่ยากจน ให้คิดถึงสิ่งที่เราจะทำอะไรได้บ้าง
แล้วเราพุ่งไปทางนั้น อย่าจมกับอดีต อย่ากดตัวเองว่ามาจากดิน ต่ำต้อย เราก็เป็นคน
ให้มีความตั้งใจ เห็นโอกาสเป็นสิ่งสำคัญ เป็กเองก็ไม่ได้เก่งเลย
ทุกอย่างล้วนมาจากการฝึกอย่างหนัก”

 

คู่แม่ลูกผูกพัน ปรานอม-นิภาพร บุญยะเลี้ยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:26 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/505900

คู่แม่ลูกผูกพัน ปรานอม-นิภาพร บุญยะเลี้ยง

“แม่เป็นผู้หญิงสายสตรอง” นิภาพร บุญยะเลี้ยง

โดย…วราภรณ์  ภาพ : กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

 ใกล้ถึงเดือน ส.ค.วันแม่แห่งชาติแล้ว
วันนี้จับเข่าคุยกับสองแม่ลูกที่มีความสามารถไม่ต่างกันในสายนักร้องลูกทุ่ง
ระหว่างคุณแม่ปรานอม บุญยะเลี้ยง กับลูกสาวนักร้องลูกทุ่งสุดเซ็กซี่ กระแต อาร์สยาม
หรือ นิภาพร บุญยะเลี้ยง ที่จัดเป็นคู่แม่ลูกที่มีความรักความผูกพันกันมาก
จนกลายเป็นเงาตามตัวเห็นกระแตที่ไหนต้องเห็นคุณแม่ที่นั่น

 สาวกระแตได้อัพเดทผลงานล่าสุดว่า กำลังจะมีซิงเกิ้ลล่าสุด “รอพี่ที่บ้านนอก”
กับค่ายเดิม ที่ทำขึ้นมาเพื่อเอาใจแฟนคอลูกทุ่งโดยเฉพาะเป็นแนวเพลงลูกทุ่งช้าๆ
ที่สาวกระแตไม่ได้ร้องแนวนี้มานานกว่า 10 ปีแล้ว แต่แฟนเพลงขาแดนซ์ไม่ต้องเสียดาย
เพราะกระแตกำลังซุ่มทำเพลงเร็ว จะมีให้ฟังเร็วๆ นี้

 เรียกว่าเกิดในวงการลูกด้วยน้ำเสียงหวานๆ สะกดใจที่มีงานยุ่งไม่ได้ขาดตลอด 7
วัน/สัปดาห์ ก็ยังมีคุณแม่ตามติดไปทุกที่ในฐานะผู้จัดการส่วนตัว
ถือเป็นความอบอุ่นใจและกำลังใจสำคัญที่ทำให้ลูกสาวมีแรงฝ่าฟันกับความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานและข่าวในวงการบันเทิงที่มีเข้ามากระทบจิตใจ

 “เวลาทำงาน 100 ครั้งเรียกว่ามีคุณแม่ตามไป 99 ครั้ง (หัวเราะ)
แม่ไม่ได้ไปน้อยมาก แม่ไม่ไปก็ต่อเมื่อแม่ไม่สบายหรือติดธุระจริงๆ
แม่จะดูแลหนูใกล้ชิดตลอดเวลา ทำให้หนูเป็นเด็กไม่ค่อยโตเท่าไหร่ (หัวเราะ)
เพราะมีแม่คอยดูแลตลอดเวลา เลยดูเหมือนหนูดูแลตัวเองไม่ค่อยได้ แต่รู้สึกอบอุ่นใจ
ได้อยู่ใกล้คนที่เรารัก หนูจะโตยากนิดหนึ่ง
แม่ค่อนข้างเป็นห่วงหนูเพราะแม่ดูแลตลอด”

 สาวกระแตพูดถึงคุณแม่ว่า คำว่าแม่ เป็นคำที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
แม่ของแต่ละคนมีความแข็งแกร่งแตกต่างกันไป สำหรับคุณแม่ของเธอมีความแข็งแกร่งมาก
เนื่องจากฐานะทางบ้านไม่ได้ร่ำรวยแต่คุณแม่ก็สู้และเลี้ยงดูลูกๆ มาเป็นอย่างดี

 “ตอนหนูเด็กๆ แม่ร้องเพลงแบบหาเช้ากินค่ำจริงๆ แม่มีลูก 4 คนแม่ก็ร้องเพลง
หนูรู้ว่าแม่เหนื่อยมาก เพราะเรื่องค่าเทอมแม่ดูแลคนเดียว มีพ่อช่วยบ้าง แม่อดทน
ลูก 4 คนกระเตงไปทั้งหมด นึกถึงภาพสมัยก่อนแล้วมีความสุข
แม่เป็นผู้หญิงที่แข็งแรงมาก เรียกว่าเป็นคุณแม่สายสตรอง หนูจะได้แม่มาเยอะ
เรียกว่าหนูมีวันนี้ได้เพราะมีแม่เป็นแรงผลักดัน หนูก็อยากให้แม่และครอบครัวสบาย
วันนี้หนูมีคุณแม่เป็นต้นแบบ แม่เจอปัญหามากมาย แม่ต้องอดทนเยอะมาก
แม่ต้องย้ายจังหวัดไปร้องเพลงตลอด บางครั้งตอนเด็กๆ เราไม่มีแม้กระทั่งค่าเช่าห้อง
หนูรู้ว่าแม่เหนื่อยมาก ตอนเด็กๆ หนูอยากโตมาแล้วเลี้ยงครอบครัว”

 กระแตเล่าว่าที่เธอกลายมาเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียง
เพราะส่วนหนึ่งเป็นความฝันของแม่ ที่อยากเป็นนักร้องมีชื่อเสียง
แต่ติดที่มีลูกเสียก่อนความฝันนั้นจึงต้องพับไป ทุกวันนี้มีลูกๆ
เป็นผู้ทำความฝันให้คุณแม่เป็นจริง

 “แม่เคยเป็นนักร้องมาก่อน เป็นศิลปินอัดแผ่นเสียง แต่ความที่แม่มีหนู
แม่เลยไม่ได้เป็นศิลปิน จริงๆ แม่หนูเสียงดีมากๆ หนูเคยประกวดร้องเพลงตอนเด็กๆ
ในรายการเดียวกัน มีทั้งรุ่นเด็ก เยาวชนและบุคคลทั่วไปหนูไปประกวดได้รุ่นเยาวชน
ส่วนแม่ได้นักร้องยอดเยี่ยมฝ่ายหญิง พ่อได้ฝ่ายชาย เรียกว่าไปกันทั้งครอบครัว
ก็มีความสุข เหมือนเราเกิดมาเพื่อสิ่งนี้”

 ด้วยความรัก ความผูกพันที่มีกันมาตลอดระหว่างแม่ลูก
สิ่งที่กระแตได้ซึมซับคำสอนจากแม่ก็คือ ทุกครั้งแม่จะสอนกระแตว่า วงการนี้เข้าง่าย
แต่จะอยู่อย่างไรให้ยืนยาว ก็ต้องมีมาตรฐาน คุณภาพรวมถึงจิตใจต้องแข็งแกร่ง
ต้องใช้ความรัก เต็มที่กับอาชีพที่เรารัก สิ่งดีๆ ก็จะตอบแทนมา
ส่งผลให้กระแตมักเต็มที่กับงานทุกชิ้น
ในวงการมีรุ่นพี่รุ่นน้องต้องให้ความเคารพถือเป็นสิ่งสำคัญ

 ปกติในวันแม่ทุกๆ ปี เช่น วันแม่ปีนี้ที่กำลังใกล้มาถึง กระแตก็จะทำเหมือนทุกๆ
ปีจนถือเป็นธรรมเนียมของบ้านคือ
ทำพิธีกราบขอขมาคุณพ่อคุณแม่ที่ตลอดทั้งปีลูกได้ดื้อได้ซนหรือทำผิดพลาดไป
พร้อมทั้งมีของขวัญมาเซอร์ไพรส์คุณแม่ด้วย

 “12 สิงหาส่วนใหญ่หนูจะมีงานตลอด แต่เราก็จะไปด้วยกันทุกวัน
ซึ่งทุกวันถือเป็นวันพิเศษอยู่แล้ว เราจะมีมาลัยกราบ
แม่จะให้กำลังใจกันเวลามีข่าวไม่ดี
เราผ่านเหตุการณ์มากมายถ้าหนูไม่มีความรักจากสถาบันครอบครัว
หนูก็รู้สึกท้อแท้เหมือนกัน บางอย่างเข้ามาก็ทำให้หนูเหนื่อยมากๆ
อยู่วงการต้องใช้สติและวิจารณญาณที่จะรับฟังข่าวสารและอยู่กับมันมากๆ เลย
คือบางทีหนูย้อนกลับไปคิดบางอย่างสอนให้หนูโตขึ้น แม่บอกเสมอว่าใครคิดยังไงชั่งเขา
เขาไม่ได้เกิดและเติบโตมากับเรา เราไม่สามารถแคร์ทุกคนได้
แต่เราต้องแคร์คนที่เรารักคือคนในครอบครัว ไม่อย่างนั้นเราจะไม่มีความสุข

“แม่สอนหนูตลอด ซึ่งมีบางช่วงหนูแคร์แต่คนอื่น เครียดจนทำให้งานไม่เดิน
จนหนูต้องบำบัดตัวเองแต่หนูมีญาติพี่น้องที่รู้ว่าหนูเป็นอย่างไร แม่พูดเสมอว่า
ถ้าใครไม่ดีวันหนึ่งเขาก็จะหายไปจากชีวิตเราเอง หรือเราไม่ดีวันหนึ่งเราก็จะหายไป
เราพิสูจน์ว่าเราไม่ได้เป็นแบบนั้น ซึ่งวันนี้หนูยังอยู่ได้
เหมือนเบื้องบนเขาทดสอบให้หนูโตขึ้น แข็งแกร่งขึ้น
เป็นพลังเข้มแข็งให้หนูต่อสู้กับอุปสรรค ที่กำลังจะเจอ
ในวันหน้าหนูอาจเจอกับอุปสรรคที่ใหญ่กว่านี้ก็ได้ ผ่านไปแล้ว
ก็รู้สึกเราจะย้อนกลับไปให้ทุกข์ใจทำไม แม่จะสอนให้เรารัก
คนให้กำลังใจเราดีกว่าค่ะ”

 สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการเป็นครอบครัว คือการดูแลสุขภาพซึ่งกันและกัน
หากถามถึงความประทับใจที่กระแตมีต่อคุณแม่นั้นมีมากมายเหลือเกิน
หนึ่งคือคุณแม่พลังเยอะมาก
ตั้งแต่เด็กแม่ต้องอดมื้อกินมื้อเพื่อให้ลูกได้อิ่มท้อง

 “หนูคิดว่าหัวใจของคนเป็นแม่ต้องยิ่งใหญ่ขนาดไหนถึงสามารถทำได้
พ่อแม่เป็นเหมือนพระอรหันต์ในบ้านจริงๆ ที่รักเราด้วยความบริสุทธิ์ บางครั้งหนูดื้อ
บางทีหนูเหนื่อยเรางอแง แม่อาจมีน้อยใจ เป็นเรื่องปกติในครอบครัว หนูอยากฝากบอกว่า
ไม่ว่าพ่อแม่จะบ่นว่าเราอย่างไร หนูเชื่อว่า มันมาจากความรักทั้งนั้น
ยิ่งตอนนี้แม่อายุมากแล้วก็อยากให้ดูแลท่านเยอะๆ เพราะเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่า
วันหนึ่งท่านจะไปจากเราตอนไหน แต่หนูอยากดูแลแม่ไปนานๆ เพราะแม่ดูแลหนูมาเยอะมากๆ
แม่ก็มีกำลังใจที่อยากจะปั้นลูก เพราะมันคือความฝันอันยิ่งใหญ่ของแม่
เพราะแม่ก็อยากเป็นนักร้อง อยากเป็นศิลปิน นี่คือความฝันของแม่

“แม่ก็จะส่งเสริมหนูในทุกๆ ด้าน เพราะแม่มีพลังเยอะ แม่ทำกับข้าวก็อร่อย
แม่บ้านแม่เรือน หนูประทับใจทุกเรื่องค่ะ หนูรู้สึกโชคดี
หนูคิดเสมอว่าได้เกิดมามีครบ 32 ประการว่าดีแล้ว แต่ยิ่งเกิดมาในครอบครัวที่มีธรรมะ
มีคุณพ่อคุณแม่ ชอบทำบุญ ทำทาน เลี้ยงบริวาร
แม่สอนว่าการเลี้ยงคนเป็นบุญอันยิ่งใหญ่
หนูคิดว่าโชคดีที่ได้เกิดมาในครอบครัวที่อบอุ่น
ครอบครัวคนอื่นอาจต้องเดินทางไปทำงานไกลๆ ไม่ได้อยู่กันเป็นครอบครัว
แต่หนูได้อยู่กับพ่อแม่ ได้อยู่ดูแลท่าน
แล้วพ่อแม่ก็ได้ดูแลหนูได้เจอได้กินข้าวด้วยกันทุกมื้อ หนูคิดว่าเราโชคดีมากๆ
ตอนนี้แม่แข็งแรง เพราะแม่มีลูกตอนยังสาว ตอนนี้ลูกก็โตทันใช้ แต่แม่ยังขับรถเก่ง
แม่เปรี้ยวมาก สลับเสื้อผ้ากันใส่ได้ (ยิ้ม)”

“อยากให้ลูกเป็นดาวค้างฟ้า” ปรานอม บุญยะเลี้ยง

 ถึงคราวคุณแม่พูดถึงลูกสาวบ้าง แม้ตอนคุณแม่มีกระแตเป็นลูกสาวคนแรก ณ
ช่วงเวลานั้นแม้แม่ลำบากและยากจนที่สุด เพราะการเป็นนักร้องประจำคลับ
หากตั้งท้องก็จะไม่ได้เป็นนักร้อง
อีกทั้งต้องยังดูแลส่งเงินให้แม่ที่อยู่ต่างจังหวัด
อีกทั้งตอนตั้งท้องน้องกระแตคุณแม่แพ้ท้องหนักมาก แต่ต่อให้มีอุปสรรคมากแค่ไหน
คุณแม่ก็ไม่รู้สึกท้อและตั้งใจเลี้ยงลูกสาวตัวน้อยให้ดีที่สุด
และยิ่งชื่นใจยิ่งกว่าที่แม้ลูกสาวจะอยู่ในวัยเพียง 10 ขวบต้นๆ
แต่ก็อยากเป็นนักร้องเพื่อช่วยคุณแม่ทำงานอีกทางหนึ่ง

 “สมัยก่อนแม่ทำงานเป็นนักร้องได้ค่าตัวเดือนละ 900 บาท
ตอนตั้งครรภ์น้องกระแตแม่คุยกับแฟนเราว่า แม้เราจะไปจากกัน
แต่เราก็จะไม่ทำร้ายลูกเรา สัญญากับตัวเองว่าเราจะดูแลลูกให้ดีที่สุด
กว่าจะคลอดน้องได้แม่ลำบากสุดๆ ในชีวิต แต่เมื่อลูกคลอดออกมาแม่รู้สึกภูมิใจมาก
เรารักเขานะ เขาเป็นเด็กที่น่ารักเลี้ยงง่ายมาก ลูกเลี้ยงง่ายทุกคน
อย่างกระแตตอนเล็ก เขาเป็นอะไรไม่เคยมาร้องงอแง แม่จะเลี้ยงลูกแบบไม่ให้ขาด
แต่กระแตโตขึ้นหน่อยจะเป็นเด็กถ้าไม่ได้อะไรหรือไม่สวย น้ำตาก็จะไหล (หัวเราะ)

 “มี 2-3 เรื่องที่กระแตน้ำตาลไหลคือ ไม่สวยดังใจก็จะร้องไห้
หรืออยากกินอะไรแล้วแม่ไม่ทำกับข้าวให้ก็จะร้องไห้
กระแตจะมีแววเป็นนักร้องตั้งแต่เด็ก เวลาร้องเพลงกระแตจะตั้งใจตลอด
ลูกชอบนั่งดูแม่ร้องเพลงประกวด แล้วเขาก็บอกว่าอยากเป็นเหมือนแม่
คืออยากร้องเพลงประกวด นั่งร้องไห้ว่าอยากช่วยแม่ แม่ก็จะรู้สึกว่าอายุเขาไม่กี่ขวบ
แต่เขาอยากช่วยแม่แล้ว เวลาลูกพูดแม่มีความสุข แม่จึงไม่เคยทิ้งเขาเลย
เพราะลูกทั้งสามคนช่วยแม่ตั้งแต่เด็กเลย เราลำบากก็ไปด้วยกัน
ลูกอยากทำหรืออยากเห็นอะไรอะไรแม่ก็พาไป อันนั้นไม่ดีแม่จะบอกลูก
สมมติแม่ร้องเพลงอยู่ในคลับ อันนี้ไม่ดี แม่บอกลูกเลย
วันหนึ่งถ้าลูกโตเป็นสาวลูกจะได้รู้ว่าอันนี้คืออะไร จะคุยบอก ลูกรับฟังหรือไม่
แต่แม่จะเล่าให้ฟัง”

 อาจกล่าวได้ว่าคุณแม่เป็นเหมือนลมใต้ปีกที่ส่งเสริมให้กระแตเป็นนักร้องที่เก่งจนถึงทุกวันนี้
ซึ่งอาจเป็นพราะกระแตเห็นต้นแบบการเป็นนักร้องในตัวคุณแม่
จึงฝึกฝนร้องเพลงและการเข้าประกวดร้องเพลงบนเวทีต่างๆ
เป็นการฝึกฝีมือไปด้วยในตัว

 “แม่มองเห็นแววว่าน้องชอบร้องเพลง แม้แม่มีลูกแม่ก็ยังไปประกวดร้องเพลง
เพราะแม่อยากประสบความสำเร็จ น้องก็ดูแม่ประกวดร้องเพลง แม่ก็ตัดสินใจว่า
แม่จะปั้นลูกให้เป็นนักร้องเอง ก็ส่งลูกประกวดมาเรื่อยๆ
จนวันหนึ่งมีโอกาสมาเจอที่บริษัท อาร์เอสฯ แม่อยากให้ลูกเป็นดาวค้างฟ้า
เป็นความรู้สึกของแม่คือแม่ไม่ได้เป็น
แต่เราทำให้ลูกเป็นดาวค้างฟ้าได้มันเป็นความสุขของคนเป็นแม่ เขาเกิดมา เงินก็หาง่าย
เขาก็ต้องดูแลตัวเขาได้ เป็นความฝันของแม่คือลูกจะต้องประสบความสำเร็จทุกอย่าง”

 นอกจากกระแตจะเป็นเด็กน่ารักได้ดังใจแม่แล้ว
แต่ก็มีวีรกรรมวัยเด็กที่เรียกเสียงดุจากคุณแม่ได้เหมือนกัน

 “กระแตตอนเด็กวีรกรรมเยอะ หนึ่งคือเรื่องกีฬา เช่น หนีไปซ้อมมวย
หนีไปบู๊กันสองคนพี่น้องกับกระต่าย พ่อจะโดนแม่ดุประจำ เพราะชอบพาลูกไปซ้อมมวย
แต่ลูกแม่เป็นผู้หญิง แม่จะว่าพ่อตลอดว่า พ่อเอาลูกไปต่อยมวยอีกแล้ว
เพราะแม่เป็นห่วงเขา เขาเป็นผู้หญิง กลับมาตรงเท้ามีรอยแล้วลูกอายุแค่ 10-11 เอง
มันไม่ใช่ ลูกยังเด็กอยู่เลย พ่อก็บอกว่าลูกเก่ง วีรกรรมกระแตส่วนมาก เล่นกีฬา
ต่อยมวย วิ่ง สายแดนซ์ น้องจะร่วมกลุ่มทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ มากกว่า”

 ในฐานะแม่ย่อมเป็นห่วงลูกอยู่แล้ว สามสิ่งที่คุณแม่เป็นห่วงคือสุขภาพต้องมาก่อน
ทำบุญเพื่อทำให้จิตใจดี และไม่ให้ลูกแตะต้องแม้กระทั่งยาเสพติดเลย
เป็นสิ่งที่ปลูกฝังลูกมาตลอด

 “อยากให้ลูกนอนหลับพักผ่อนเยอะๆ ดูแลสุขภาพร่างกายเพราะน้องใช้แรง ใช้เสียง
และความสามารถตัวเอง แม่ปลื้มใจคือเขาขยันฝึกซ้อม กระแตทำให้แม่เห็นว่าลูกทำได้
ลูกทำอะไรได้ในฐานะแม่ก็ตื้นตันใจ แม่จะส่งพลังไปสู่ลูก แม่ไม่เคยอยากได้อะไรจากลูก
ตั้งแต่เขาเกิดมาเราได้อะไรเยอะแล้ว
แม่อยากได้แค่ความสุขที่ได้อยู่กับลูกทุกวันอยากได้ให้ลูกดูแลสุขภาพดีๆ

 “แม่ไม่อยากได้รถเบนซ์ ไม่อยากได้ทองหนัก 100 บาท
เพราะถ้าได้ก็ต้องให้ลูกอยู่ดีในวันหนึ่ง แม่จึงไม่อยากได้อะไรแล้ว
แต่แม่อยากได้หัวเราะ อยากขำ อยากสนุกอยู่อย่างนี้ มันมีพลังเรื่อยๆ
ห่วงที่สุดคือห่วงเขาตอนไม่สบาย เขาเป็นเยอะเหมือนแม่ คือมีไข้เป็นเดือน
คนนี้ห่วงมาก เขาไม่ชอบกินยาและกินยาไม่เป็นเวลา นอนไม่เต็มที่ แม่เป็นคนจู้จี้
วันนี้กินยาหรือยัง ลูกไม่สบายก็แอบเข้าไปดูอะไรแบบนั้น”

 

ที่เที่ยวคือห้องเรียนลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:18 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/505897

ที่เที่ยวคือห้องเรียนลูก

โดย…กั๊ตจัง

 “เราจะพยายามพาลูกไปเที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ
ที่เที่ยวที่เป็นแหล่งความรู้ เช่น พิพิธภัณฑ์ และแหล่งวัฒนธรรรม เช่น วัด
เพื่อให้ลูกได้ออกมาอยู่กับธรรมชาติมากกว่าจะพาเขาไปเที่ยวห้างเที่ยวศูนย์การค้า
เพราะสถานที่เหล่านี้มีอยู่ในชีวิตประจำวันของเราอยู่แล้ว
และเมื่อเขาโตขึ้นก็จะกลายเป็นที่เที่ยวของเด็กๆ อยู่ดี
ดังนั้นแหล่งที่เที่ยวทางธรรมชาติจึงเป็นสิ่งที่เราอยากจะปลูกฝังเขาตั้งแต่เด็กๆ”
คุณแม่พัชรินทร์ งามชัยวัสนะ เล่าถึงการพา น้องผิง-ณิชาภัทร เทียนทองดี วัย 3.7 ขวบ
และน้องอิ๊ง-ณิชาภา เทียนทองดี วัย 7 เดือน ไปเที่ยวด้วยกันบ่อยๆ

พัชรินทร์ เล่าต่อว่า
ลักษณะการเที่ยวของครอบครัวจะอยู่ที่ว่าถ้าไปกันเองมีคุณพ่อ (เลอศักดิ์ เทียนทองดี)
ไปด้วย โดยจะเที่ยวกันใกล้ๆ เช่น ไปเที่ยวบางแสน พาลูกไปเล่นทราย
ดูพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ เข้าวัดทำบุญไหว้พระ แต่ถ้ามีปู่ย่าตายายไปด้วย
ก็อาจจะไปไกลขึ้นอีกนิดนึงเพราะมีคนช่วยดู แต่ก็ยังไม่ค่อยสะดวก
เพราะว่ายังมีคนเล็กที่ต้องคอยให้นมแม่

การไปเที่ยวแต่ละครั้งก็ต้องดูอะไรหลายๆ อย่าง ตั้งแต่เรื่องของความปลอดภัย
ดูจำนวนคนที่ไป พัชรินทร์ บอกว่า
พยายามจัดโปรแกรมการท่องเที่ยวให้ไปในสถานที่ที่มีคนไม่พลุกพล่านมาก
ร้านอาหารก็ต้องไม่แออัดจนเกินไป เพราะมีลูกเล็กอาจจะไปรบกวนคนอื่นได้
ส่วนที่พักก็เลือกที่ราคาไม่สูงมาก แต่ว่าขอให้มีสระน้ำให้เด็กได้ว่ายน้ำเล่น
และดูสิ่งอำนวยความสะดวกให้เหมาะสมกับการเป็นสถานที่เที่ยวเล่นในครอบครัว

 “แต่สิ่งหนึ่งที่นอกเหนือความคาดคิดของเรา
ก็คือเราได้เห็นน้องผิงคนพี่ช่วยพ่อแม่ดูแลน้อง เวลาที่น้องอิ๊งงอแง หิวนม
หรืองอแงระหว่างเดินทางเขาก็จะโอ๋น้อง ปลอบน้อง
ทำเสียงเล็กเสียงน้อยดึงดูดความสนใจน้อง ซึ่งเด็กวัย 7 เดือน
เขาจะสนใจสิ่งรอบตัวมากกว่าก็ลืมเรื่องงอแงไป
บางทีเราก็จะได้ยินคำพูดปลอบน้องที่เราเคยใช้ พี่ก็พูดตามอย่างโอ๋ๆ
ใกล้ถึงบ้านแล้วเดี๋ยวก็ถึงนะอีกแป๊บเดียว กินนมไหม ก็ช่วยผ่อนแรงเราได้เยอะมาก
ซึ่งเราไม่คิดว่าพี่ในวัยนี้จะช่วยดูแลน้องได้”

อีกเรื่องที่สำคัญ ซึ่งพัชรินทร์แนะนำก็คือการพยายามฝึกให้ลูกนั่งคาร์ซีต
ซึ่งจะช่วยให้เด็กๆ ปลอดภัยระหว่างการเดินทาง
ซึ่งจะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ไม่วุ่นวายไปกับเด็กๆ ในรถอีกด้วย

“บางทีเราก็ไม่รู้หรอกว่าเวลาที่เราพาลูกไปเที่ยวเขาจะจำได้หรือเปล่า
แต่มีครั้งหนึ่งที่ลูกพูดถึงตอนไปเที่ยวฟาร์มโชคชัยตอนอายุ 2 ขวบ
เขาพูดมาว่าเขาเคยไปฟาร์มโชคชัย เจอม้า เจออะไรหลายๆ อย่าง
บางทีก็จะขอให้เราพาไปเที่ยวทะเลอีก ไปเล่นทราย ขอให้พาไปวัด ไปดูสิ่งที่เขาเคยเห็น
ก็แสดงว่าเขามีความสุข มีความทรงจำในสิ่งที่เขาไปเที่ยว”

 ในระหว่างที่เดินทางไปเที่ยว
พัชรินทร์ก็จะสอนสิ่งที่อยู่รอบตัวไปด้วยว่าคืออะไร สอนศัพท์ภาษาอังกฤษ
ระหว่างทางที่ได้เห็นสิ่งต่างๆ เยอะแยะมากมาย เด็กๆ ก็จะได้เรียนรู้ว่าอะไรเป็นอะไร
หรือบางทีก็ร้องเพลงเด็กๆ ไปด้วยกันในรถแก้เบื่อ

“เรารู้สึกว่าการเที่ยวในครอบครัวไม่จำเป็นว่าต้องไปเที่ยวไกล
ไม่ต้องเน้นว่าไปแล้วจะต้องเรียนรู้อะไรกลับมา
เพราะไม่ว่าเราจะไปไหนลูกก็ต้องได้เรียนรู้อย่างใดอย่างหนึ่งกลับมาอย่างแน่นอน
เพียงแต่ว่าจะเป็นด้านไหนมากกว่ากันเท่านั้นเอง
ให้เป็นที่ไหนก็ได้ขอให้เป็นสถานที่ที่ให้เราได้อยู่ด้วยกัน
แล้วขอให้ลูกเรามีความสุขเวลาเราเห็นลูกมีความสุขเราก็มีความสุขไปด้วย
แค่นี้ก็ดีที่สุดสำหรับเราแล้ว”

 

แก๊งสามหนุ่ม ‘นักท่องเที่ยวสัญชาติไทย’ วันหยุดไหนก็ไม่หยุดเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/505896

แก๊งสามหนุ่ม ‘นักท่องเที่ยวสัญชาติไทย’ วันหยุดไหนก็ไม่หยุดเที่ยว

โดย…รอนแรม ภาพ : นักท่องเที่ยวสัญชาติไทย

 “แค่เราได้เห็นคุณออกไปเที่ยว
เราก็มีความสุขแล้ว” เป็นคำอธิบายตัวตนสุดน่ารักของเพจเฟซบุ๊ก
“นักท่องเที่ยวสัญชาติไทย” พื้นที่ปล่อยของของ 3 หนุ่มวิศวกร กี้-อานนท์ เส็นติระ
เพชร-เทพรัตน์ พูลสวัสดิ์ และ สน๊อป-รัฐพงศ์ จักหงษ์สุวรรณ
ผู้ทุ่มเวลาส่วนตัวให้กับการเดินทางสุดมัน

“พวกเราสามคนชอบเที่ยวเหมือนๆ กัน แบบเน้นกิจกรรม เน้นแอดเวนเจอร์” กี้
รับหน้าเป็นตัวแทนแก๊งเล่าที่มาที่ไปของเพจ

“เวลาไปเที่ยวไหน ที่แห่งนั้นต้องมีกิจกรรมให้เราทำ เช่น ดำน้ำ ปีนหน้าผา
เดินเขา ล่องแก่ง หรืออะไรที่ลุยๆ หน่อย
และความที่เดินทางบ่อยจนคนที่ออฟฟิศชอบแซวว่า เราเป็นนักท่องเที่ยวสัญชาติไทย
เราเลยนำชื่อนี้มาตั้งเป็นชื่อเพจด้วยเลย”

 ส่วนใหญ่ทั้งสามคนจะออกเดินทางคืนวันศุกร์แล้วกลับกรุงเทพฯ วันอาทิตย์
หรือเช้าวันจันทร์ เพื่อมาเข้างานตามเวลาออฟฟิศ ซึ่งเป็นแบบนี้เกือบทุกสัปดาห์
จนอาจเกิดข้อสงสัยว่า “ไม่เหนื่อยเหรอ?”

“เหมือนทุกคนพลังเหลือกัน” กี้ กล่าวต่อ

“โดยแต่ละครั้งที่ไปเราจะคิดกันคร่าวๆ ว่าต้องใช้เงินเท่าไหร่ กำหนดงบประมาณ
หาข้อมูลมาให้พร้อม เพราะเราเป็นพนักงานออฟฟิศทั่วไปที่มีวันหยุดจำกัด มีเงินจำกัด
แต่ที่เรายังไปเพราะเราอยากออกไปเที่ยวจริงๆ”

 นักท่องเที่ยวสัญชาติไทย เริ่มต้นทำเมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2559
จนวันนี้มียอดไลค์เพจราว 4 หมื่นกว่า
ซึ่งแม้ว่าตัวเลขและพื้นที่ตรงนี้จะเปิดโอกาสให้ได้เดินทางมากขึ้นจากการเชิญชวนของหน่วยงานต่างๆ
แต่พวกเขาก็ไม่คิดที่จะทำมันเป็นอาชีพ
เพราะยังอยากเก็บความรู้สึกนี้ไว้เป็นงานอดิเรกหรือกิจกรรมผ่อนคลาย
ให้เป็นแหล่งชาร์จพลังงานมากกว่าใช้มันเป็นงานที่มีความกดดันมาผสม

“คนที่เข้ามาอ่านหรือเข้ามาดูเพจของเรา อยากให้เขาได้แรงบันดาลใจกลับไป
ผมเชื่อว่าพอเขาอ่านปุ๊บหรือเห็นรูปสวยๆ เขาจะอยากออกไปทำบ้าง อย่างดำน้ำ
เราจะถ่ายภาพใต้น้ำมาให้เขาดูเพื่อเปิดมุมมองใหม่ๆ
ที่คนบนพื้นดินไม่สามารถเห็นได้ถ้าไม่ลงไปใต้น้ำเอง” กี้ กล่าวเพิ่มเติม

 พนักงานออฟฟิศทั้งสามคนนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า
การทำงานประจำไม่ใช่อุปสรรคสำคัญของการเดินทาง
แต่เป็นเพราะข้ออ้างของแต่ละคนมากกว่าว่าจะออกไปเปิดโลกกว้างหรือไม่?

ร่วมติดตามการเดินทางของกี้ เพชร และสน๊อป ได้ทางเพจเฟซบุ๊ก www.facebook.com/KonThaiTraveller

 

 

ของสะสมปลัดกระทรวงศึกษาฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/505890

ของสะสมปลัดกระทรวงศึกษาฯ

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

 “ต้องการจุดพักสายตาที่ให้ผลด้านดีต่อจิตใจ”

คือเหตุผลที่ ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)
บอกว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เริ่มสะสมงานศิลปะประดับบนผนังทั้งที่บ้านและที่ห้องทำงานปัจจุบัน
บนตึกสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
ซึ่งเป็นห้องทำงานชั่วคราวระหว่างการซ่อมแซมอาคารราชวัลลภอันเป็นห้องทำงานเก่าแก่ของปลัด
ศธ.ทุกยุคทุกสมัยในกระทรวงครูยังไม่แล้วเสร็จ

“ชอบงานศิลปะและอยากให้มีอยู่ใกล้ๆ ตัว ชิ้นแรกๆ
ที่ซื้อมาคืองานที่ขายอยู่ที่ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร
ตอนนั้นได้ไปนั่งพูดคุยกับอาจารย์ท่านหนึ่งที่เขียนภาพขายอยู่ที่นั่น
เล่าให้แกฟังว่าอยากได้ภาพแบบไหน อาจารย์ท่านนั้นก็วาดให้ตามที่เราต้องการ
หลังจากนั้นไปที่ไหนก็มองหาภาพเขียนตลอด
มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ได้ไปเดินงานอาร์ตมาร์เก็ต
ซึ่งจัดโดยสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม
มีงานของนักศึกษาขายก็ช่วยซื้อมาจำนวนหนึ่ง
แล้วพอมาเป็นเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
ก็มีโอกาสได้รู้จักอาจารย์หลายคนที่ทำงานด้านนี้
ก็ทำให้มีโอกาสเป็นเจ้าของงานอีกหลายชิ้น”

ปลัด ศธ.เริ่มเล่าถึงช่วงแรกๆ
ก่อนที่จะเป็นที่มาของคอลเลกชั่นภาพเขียนติดอยู่รายรอบห้องทำงาน
แต่จุดเริ่มต้นจริงๆ ที่นับเป็นจุดเริ่มต้นที่จุดประกายให้สนใจงานศิลปะจริงๆ
คือการได้ไปเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สมิธโซเนียน
ในส่วนห้องแสดงงานศิลปะ

 การเดินทางครั้งนั้น
ทำให้อาจารย์ชัยพฤกษ์ได้เห็นงานศิลปะตั้งแต่ยุคเริ่มก่อตั้งประเทศอเมริกาที่บันทึกเรื่องราวต่างๆ
เป็นภาพเหตุการณ์ ภาพบุคคลไว้ในงานศิลปะชิ้นสำคัญๆ ของศิลปินมากมาย
ไล่เรียงตั้งแต่ยุคก่อตั้งอาณานิคม ซึ่งปรากฏมุมมองมากมาย ในผลงานของ จอห์น
ซิงเกิลทัน โคพลีย์ จิตรกรคนสำคัญชาวอเมริกันของคริสต์ศตวรรษที่ 18 และ 19
ซึ่งเชี่ยวชาญทางการเขียนภาพเหมือนบุคคลสำคัญในนิวอิงแลนด์ยุคเริ่มอาณานิคม
จนถึงงานในศตวรรษต่อมา งานศิลปะร่วมสมัย
หรือกระทั่งงานของจิตรกรมีชื่อนานาชาติที่พิพิธภัณฑ์นำมาจัดแสดง

ความสนใจในครั้งนั้น ทำให้ถึงกับต้องควักกระเป๋าซื้อโปสเตอร์งานภาพพิมพ์ญี่ปุ่น
ผลงานของ คะสึชิกะ โฮะกุไซ จิตรกรภาพอุกิโยะและภาพพิมพ์แกะไม้ ชาวญี่ปุ่น
ซึ่งมีชีวิตอยู่ในยุคสมัยเอโดะ ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 และ 19

โปสเตอร์ที่ปลัด ศธ.หอบหิ้วกลับมาใส่กรอบประดับบ้านจากพิพิธภัณฑ์สมิธโซเนียน
เป็นภาพพิมพ์แกะไม้ลือนามที่หลายคนคุ้นตากันดี นั่นก็คือภาพชุด “ทัศนียภาพ 36
มุมของภูเขาฟูจิ” ซึ่งภาพที่ผ่านตาและคุ้นเคยกันดีจนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
ก็คือชิ้นที่ชื่อว่า “คลื่นยักษ์นอกฝั่งคะนะงะวะ”

 “ตอนเห็นงานคลื่นยักษ์ ก็ชื่นชมว่าทำไมเขามีงานที่พลังขนาดนี้ แล้วก็คิดว่าไหนๆ
ก็มีโปสเตอร์แล้ว มาสะสมงานจริงเลยดีกว่า ก็เริ่มจากงานที่เห็นใกล้ตัวนี่แหละ
จากที่อุดหนุนงานเด็กทุกปี มาได้ระยะหนึ่ง
ก็เริ่มขยับไปหาผลงานของศิลปินไทยที่มีชื่อเสียง เพราะอยากมีงานชิ้นใหญ่ๆ
เก็บไว้บ้าง เพื่อนซึ่งรู้จักศิลปินใหญ่ๆ ที่ผลงานดีแต่ราคาเด็ก
ก็แนะนำคนนั้นคนนี้ให้ เช่น งานของอาจารย์เทอดศักดิ์ ไชยกาล
เจ้าของผลงานภาพเขียนสีน้ำมันชิ้นสำคัญหลายชิ้น
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระบรมวงศานุวงศ์ ถูกนำไปพิมพ์เป็นปกอนุสาร
อสท มาแล้วหลายฉบับ

“มาจนถึงผลงานของ สมภพ บุตราช หนึ่งในผลงานชุดนางสงกรานต์
ซึ่งเคยจัดแสดงในนิทรรศการที่หอศิลป์ร่วมสมัยอาร์เดล เมื่อเดือน เม.ย. 2556
ออกจากห้องแสดงก็มีคนติดต่อขอซื้อในราคาหักคอ
และชิ้นที่รักมากอีกชิ้นก็คืองานของอาจารย์ปัญญา วิจินธนสาร
ศิลปินแห่งชาติสาขาจิตรกรรมปี 2557 ทั้งสองชิ้นได้ในราคาตั๋วเด็ก
ติดต่อซื้อผ่านคนรู้จัก”

ใครที่ผ่านไปยังห้องทำงานของปลัด ศธ.ท่านนี้
จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมถึงมีงานศิลปะประดับฝาผนังมากมายหลายชิ้น
ยังไม่นับถึงประติมากรรมพระพุทธรูปที่เรียงอยู่รายรอบห้อง
แต่ละชิ้นมีที่มาเรื่องราวที่หากใครซักถามแล้วท่านปลัดมีเวลา
ท่านก็เล่าให้ฟังถึงที่มาของแต่ละชิ้นอย่างอารมณ์ดีและสนุกไปกับที่ได้เล่าที่มาอันเป็นสุนทรียสนทนา
พร้อมกับบอกว่าตอนนี้จะหยุดสะสมงานศิลปะไปสักพัก
เพราะเริ่มเห็นว่าตอนนี้ที่บ้านไม่มีผนังเหลือให้แขวนอีกเลย

 

สายเลือดนักวิชาการ นักวางยุทธศาสตร์ ‘พสุ เดชะรินทร์’ ก้าวไกลในเวทีโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/505887

สายเลือดนักวิชาการ นักวางยุทธศาสตร์ ‘พสุ เดชะรินทร์’ ก้าวไกลในเวทีโลก

โดย…ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

“เรากล้าพูด กล้าแสดงออกในเวทีนานาชาติมั้ง และความเป็นคนไทยก็ช่วยอย่างหนึ่ง คือ เป็น Nice People คงทำให้เขาไว้ใจเลือกเรา”

อาจารย์หนุ่มจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มาไกลเกินกว่าที่วางไว้ รศ.พสุ เดชะรินทร์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งคณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ เป็นคนไทยคนเดียวที่ได้เข้าร่วมเป็นกรรมการในสถาบันรับรองมาตรฐานการศึกษาด้านบริหารธุรกิจนานาชาติชื่อดัง 3 แห่งของโลก ทั้งสหรัฐ ยุโรป และเอเชีย

3 สถาบันที่ รศ.พสุ เข้าไปเป็นกรรมการ คือ 1.AACSB (The Association of Advance Collegiate School of Business) สถาบันรับรองมาตรฐานการศึกษาด้านบริหารธุรกิจเลื่องชื่อจากอเมริกากว่า 100 ปี มีสมาชิกกว่า 1,500 มหาวิทยาลัยทั่วโลก 2.EFMD (European Foundation for Management Development) เป็นสถาบันรับรองมาตรฐานการศึกษานานาชาติจากยุโรป และ 3.ประธานกรรมการ AAPBS (Association of Asia-Pacific Business Schools) สถาบันการศึกษาบริหารธุรกิจแห่งเอเชียแปซิฟิก มีประเทศสมาชิกกว่า 150 สถาบันทั่วภูมิภาคเอเชีย

“ถ้าเป็นของอเมริกากับยุโรป ผมเป็นคนไทยคนแรก แต่ของเอเชียผมเป็นคนที่สองของประเทศไทย มีศาสตราจารย์เติมศักดิ์ กฤษณาม (อดีตอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งองค์กรนี้ งานพวกนี้เป็นงานอาสา ไม่ได้ค่าตอบแทน แต่ก็เป็นข้อดีกับมหาวิทยาลัยของประเทศ คือ เวลาเราไปพูดทุกครั้ง เราก็จะแนะนำว่ามาจากจุฬาลงกรณ์ ประเทศไทย เขาก็รู้จักประเทศไทยมากขึ้น”

รศ.พสุ ในวัย 49 ปี อยู่ในวงการศึกษามากว่า 30 ปี เป็นลูกหม้อคณะบัญชี จุฬาฯ เรียนที่แห่งนี้ตั้งแต่เรียนจบ สอนด้านกลยุทธ์ การแข่งขันทางธุรกิจ การบริหาร ยังไปช่วยทำเวิร์กช็อปให้กับหลายบริษัทชื่อดัง รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ เช่น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เคยเป็นผู้ช่วยอธิการบดีด้านยุทธศาสตร์ ก่อนมาเป็นคณบดีปัจจุบัน

ว่าไปแล้วลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นก็คงใช่ เพราะมารดาของ รศ.พสุ เป็นอาจารย์ในคณะนี้มาก่อน หากแต่ได้เสียชีวิตกลางคันจากอุบัติเหตุเครื่องบินเลาดาแอร์ตกที่ จ.สุพรรณบุรี เมื่อปี 2534 พร้อมด้วยบิดา ไพรัตน์ เดชะรินทร์ อดีต ผวจ.เชียงใหม่ นั่นเป็นจุดพลิกผันให้เจ้าตัวตัดสินใจเบนเป้าจากการทำงานเอกชนมาเป็นอาจารย์ที่จุฬาฯ

“ผมผูกพันกับคณะมาก เรียนประถม มัธยมศึกษาก็ที่สาธิตจุฬาฯ วิ่งเล่นที่คณะนี้มาตลอดตั้งแต่อายุ 9 ขวบ พอเรียนมหาวิทยาลัยก็มาที่คณะนี้ ทำกิจกรรมเป็นหัวหน้านิสิตของสาขา จบไปอยู่เครือซีเมนต์พักหนึ่ง แล้วไปเรียนต่อ MBA ที่อเมริกา กลับมาเมืองไทยก็ไม่คิดเป็นอาจารย์ ตอนนั้นคุณพ่อคุณแม่เป็นข้าราชการทั้งคู่ ท่านบอกว่าจบไปควรไปทำงานเอกชนสร้างธุรกิจของตัวเอง พอจบออกมามาทำเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ทำด้านการตลาดแล้วแต่งงาน คิดถึงอนาคตจะทำอย่างไร ลองตัดสินใจสมัครเป็นอาจารย์ ตอนนั้นจบปริญญาโทก็มาเป็นอาจารย์ที่คณะอยู่ได้ปี ได้ทุนไปเรียนต่อปริญญาเอก AIT ตอนนั้นเรียนอยู่เมืองนอก เครื่องบินเลาดาแอร์ตกพ่อแม่ผมเสียชีวิต ผมกลับมาจัดการงานศพแล้วไปบินเรียนต่อ แต่เชื่อว่าถ้าพ่อแม่ยังอยู่ชีวิตอาจไม่ได้เป็นแบบนี้ก็ได้ อาจไปทำงานตามบริษัททั่วไป สุดท้ายเราก็ทำงานเป็นอาจารย์ปกติ และก็ไม่ได้คิดว่าจะเป็นคณบดี”

ไทยจุดอ่อนการศึกษา เมียนมา เวียดนาม แรงดูดดึงต่างชาติ

บทบาทในเวทีสากล รศ.พสุ เล่าว่า ภารกิจหลักที่ร่วมเป็นกรรมการใน 3 สถาบันไม่เหมือนกัน แต่หลักๆ คือการคัดเลือกรับรองมาตรฐานให้กับแต่ละสถาบันการศึกษาในด้านบริหารธุรกิจ ต้องมานั่งดูว่าสถาบันที่เหมาะสมที่ควรได้การรับรอง โดยเฉพาะการให้มุมมองจากเอเชีย เพราะตอนนี้เป็นความตื่นตัวของมหาวิทยาลัยทั่วโลก ที่อยากได้การรับรองตรงนี้เพื่อที่จะสามารถมีความร่วมมือ ก็เหมือนกับที่เราทำธุรกิจแล้วเราบอกว่าธุรกิจต้องเป็นโลกาภิวัตน์ มหาวิทยาลัยทั่วโลกเขาก็ต้องการโลกาภิวัตน์ ให้มีมาตรฐานทัดเทียมต่างประเทศ

ในประเทศไทยมหาวิทยาลัยที่ได้รับการรับรองหลักสูตรธุรกิจจากอเมริกา รศ.พสุ บอกว่า มี 4 แห่ง คือ จุฬาฯ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ ธรรมศาสตร์ และสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และยังมีอีกหลายมหาวิทยาลัยที่กำลังยื่นขอรับรองอยู่ ซึ่งก็ได้แนะนำถ่ายทอดประสบการณ์กับเขาว่าควรทำอย่างไรถึงจะผ่านการรับรองเพื่อให้มหาวิทยาลัยไทยเป็นที่รู้จักในทางสากลมากขึ้น

“สิ่งที่ผมได้บอกในคณะกรรมการคือ เอเชียแม้จะเป็นหนึ่งทวีป แต่เอเชียก็ไม่ได้เป็นหนึ่งทั้งหมด เหมือนอเมริกาหรือยุโรป ที่มีความใกล้เคียงกันทั้งการบริหารองค์กร ด้านสังคม การศึกษา ในทวีปเอเชียแตกต่าง หลากหลายกันมาก เอเชียตะวันออก เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลี หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็อีกแบบ เอเชียใต้ที่เป็นอินเดีย ปากีสถาน ก็อีกแบบ เอเชียที่เป็นอดีตสหภาพโซเวียต หรือเอเชียตะวันออกกลางก็เป็นอีกแบบ”

แล้วของไทยมีจุดแตกต่างด้านการศึกษาอย่างไร? “สำหรับไทยคนจะนึกถึงอาหาร และการท่องเที่ยว สองอย่างนี้เป็นหลัก เขาจะไม่มองว่าเราเป็นฮับการศึกษา เพราะไม่ได้น่าดึงดูดให้ต่างชาติมาลงทุน ตอนนี้เราก็เริ่มช้าที่ให้ต่างชาติเข้ามาเปิดมหาวิทยาลัยนานาชาติ ปัจจุบันหลายแห่งยิงตรงไปที่เมียนมา เวียดนาม ไม่ได้มาผ่านไทย เช่น MIT, Stamford ที่เขาอยากเอาเด็กเขาไปทำกิจกรรมที่เมียนมา เวียดนามเองก็มีมหาวิทยาลัยที่ถีบตัวเองพอสมควร”

เหตุผลที่ไทยไม่ได้รับความสนใจในหมู่ประเทศเอเชียด้วยกัน รศ.พสุ แจกแจงว่า 1.เราไม่เก่งภาษาอังกฤษ ต่างชาติจึงมุ่งไปที่มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ 2.การเติบโตทางเศรษฐกิจ จีนกับอินเดีย เป็นสองประเทศที่มุ่งมั่นมาก 3.ประเทศที่มีบริษัทชั้นนำของโลกอยู่ที่ญี่ปุ่น เกาหลี 4.ถ้าเขาต้องการประชากรมาก เขาจะมองอินโดนีเซีย ฉะนั้นประเทศไทยต้องเร่งพัฒนาอีกมาก ถ้าต้องการเป็นศูนย์กลางด้านการศึกษาในภูมิภาคนี้

โลกดิจิทัลเปลี่ยนทุกสิ่ง อาชีพที่ต้องการ ‘นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล’

ประสบการณ์ในแวดวงการศึกษาทั้งการสอนด้านทฤษฎีและปฏิบัติในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ทั้งยังสอนเด็กรุ่นใหม่ที่มีความคิดแตกต่างจากอดีต รศ.พสุ ยอมรับว่า หลายอย่างเปลี่ยนไปทั้ง กระบวนการเรียน การสอน ถ้าในต่างประเทศมีการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้น มีหลักสูตรออนไลน์ (Massive online open courseware) ตอนนี้ที่คณะบัญชี จุฬาฯ ก็มีการสอนแบบออนไลน์ ปลายปีนี้จะเผยแพร่ออกสู่ภายนอก เช่น วิชาบัญชี ตลาด ครั้งละ 3 ชั่วโมง ผลิตขึ้นมาโดยลงทะเบียนสมัครสมาชิก

“ทุกอย่างเปลี่ยน ตอนนี้แผ่นใส กระดานดำถูกฆ่าไปแล้ว (หัวเราะ) เทคโนโลยีมันมาทดแทนของเก่า แต่ก่อนเรายืนพูดหน้าห้อง ตอนนี้ถ้าผมสอนหนังสือคนรุ่นใหม่ Gen Z จะยืนสอน 3 ชั่วโมงไม่ได้แล้ว แต่มันต้องเป็น Active Learning มีรูปแบบห้องเรียนใหม่ๆ เราเรียกว่า Learning Space มีจออยู่รอบห้องไปหมด อาจารย์สามารถยืนสอนตรงไหนก็ได้ อีกอย่างเด็กก็มีโอกาสแสวงหาความรู้ของตนเองมากขึ้น หลายเรื่องพูดตามตรง เด็กเขามีความรู้มากกว่าเรา เพราะเขาเรียนรู้ด้วยตัวเองได้ มันก็ทำให้อาจารย์ต้องคอยติดตามข่าวสาร อัพเดทความรู้ใหม่ๆ ตลอด อาจารย์ยุคใหม่จึงถูกท้าทายในการสอนมากขึ้น”

รศ.พสุ ระบุว่า เด็กยุคใหม่มีความเป็นตัวของตัวเองและมีทางเลือกในชีวิตมากขึ้น การสอนที่คณะก็ไม่ได้เตรียมตัวเพื่อให้เขาทำงานบริษัทแล้ว แต่เตรียมพร้อมเพื่อให้โอกาสกับเขามากขึ้น ที่คณะจะเน้นให้เด็กทำกิจกรรม ในแต่ละปีจะมีเกือบร้อยกิจกรรม เพราะการเรียนในห้องเรียนเป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่ความรู้ในห้องเรียนมันอาจจะล้าสมัย เพราะหลายความรู้เขาต้องไปเรียนใหม่เสมอเมื่อเขาต้องไปทำงาน เราจะให้เขาทำกิจกรรมเพื่อสร้างทักษะ ล่าสุดกิจกรรมที่เราได้รางวัลระดับนานาชาติ คือให้รุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จระดับซีอีโอทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้กับน้องนิสิตในปัจจุบัน การวางเป้าหมายในชีวิตเพื่อให้ชัดเจน นอกจากนี้คณะยังมีกิจกรรมที่ลงไปช่วยชุมชนค่อนข้างมาก เอาเด็กของเราไปช่วยทำบัญชีครัวเรือน ชุมชน

สิ่งสำคัญ เด็กไม่ได้เป็นเด็กอย่างเดียว เขาก็มีการประเมินการสอนของอาจารย์ผ่านทางเฟซบุ๊ก ทำคอร์สรีวิวอาจารย์ขึ้นมา ตรงนี้อาจารย์ก็ต้องปรับตัว

แล้วอาชีพไหนจะสูญพันธ์ุในอนาคต? รศ.พสุ ตอบว่า ปัจจุบันภาคธุรกิจสอบถามอาจารย์มากว่า ที่ไหนที่ผลิต Data Scientist หรือนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลบ้าง เพราะตอนนี้เรื่องบิ๊กดาต้ากำลังมาแรง องค์กรธุรกิจเขาก็มีข้อมูลมหึมาจำนวนมาก แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรกับมัน มันก็มีคนพันธุ์หนึ่งขึ้นมา ที่มีความรู้ทางด้านธุรกิจพอสมควร มีความรู้ทางสถิติ และก็ความรู้ด้านไอที จนทำโมเดลบางอย่างที่สามารถพยากรณ์และดึงข้อมูลเหล่านั้นมาทำประโยชน์ได้

“วิชาชีพนี้เราไม่ได้ผลิตมาโดยตรง เราผลิตเด็กเรียนด้านไอที บัญชี สถิติ ธุรกิจ แต่ทำอย่างไรถึงจะผสมผสานสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกันได้ เราก็ต้องปรับตัว เสริมอาวุธบางอย่างให้กับเด็กของเรา เอาง่ายๆ เราผลิตเด็กสาขาบัญชีค่อนข้างเยอะ จบไปทำผู้ตรวจสอบบัญชี แต่ปัจจุบันบริษัทผู้ตรวจสอบบัญชีจำนวนมากบอกว่า เด็กที่จบต้องมีความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์อย่างมาก เพราะเดี๋ยวนี้ทุกอย่างอยู่ในระบบออนไลน์แล้ว ฉะนั้นเราค่อนข้างฟังเสียงจากภายนอกมาปรับการสอน”

“ตอนนี้สื่อดิจิทัลมาแรง แต่กลับไม่มีการผลิตคนที่มีความรู้ในเรื่องสื่อดิจิทัลเท่าไร ทางกูเกิลเข้ามาคุยกับเราเพื่อที่จะมาจัดอบรมทำเรื่อง Digital Marketing และ Digital Media แล้วก็เอาเด็กเรา 100 กว่าคนไปอบรมกับกูเกิล อบรมเสร็จสอบอีก ได้ประกาศนียบัตรก็มีลักษณะแบบนี้มากขึ้น คือเป็นอาชีพใหม่ๆ”

…เด็กไทยเก่งเฉพาะด้าน แต่ขาดทักษะคิดเป็นระบบ

หากเปรียบเทียบเด็กไทยกับต่างประเทศหรือในเอเชียด้วยกัน รศ.พสุ ประเมินว่าเท่าที่เจอระดับมหาวิทยาลัย เด็กเวียดนาม จะขวนขวายหาความรู้ กระตือรือร้น ไม่หยุดนิ่ง และปัจจุบันเขาเปิดประเทศ เศรษฐกิจเติบโตมากกว่าไทย เขาดิ้นรนเพื่อเอาชนะประเทศไทยให้ได้ ยังมีข้อดีที่ต่างชาติเข้าไปลงทุนมาก โดยเฉพาะยุโรป ฝรั่งเศส แม้แต่การศึกษาก็มีการเปิดมหาวิทยาลัยที่เป็นความร่วมมือระหว่างยุโรปกับเวียดนาม 2-3 แห่ง อาจารย์คนไทยที่ไปสอนเวียดนามก็จะบอกว่า เด็กเวียดนามกระตือรือร้น จะถามเรียนรู้ตลอดเวลาเป็น Active Learning แต่ของเรา Passive Learning ขณะที่เด็กจีน ญี่ปุ่น มีความฉลาด เก่ง และอึด เด็กอินเดียกล้าแสดงออก ส่วนไทยขาดความอดทน มีลักษณะแบบสบายๆ แต่ก็มีข้อดีเรื่องการเป็นเด็กดี มีสัมมาคารวะ น้ำใจ ตามสไตล์คนไทยที่นิสัยน่ารัก

อย่างไรก็ตาม เด็กไทยมีจุดเด่นเรื่องทักษะที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก เช่น คอมพิวเตอร์ คณิตศาสตร์ แต่เมื่อเอามาประกอบเป็นการคิดเชิงระบบแล้วพบว่าเด็กไทยมีปัญหา

“แม้กระทั่งเด็กของจุฬาฯ เอง ปีที่แล้วเราเปิดวิชาหนึ่งขึ้นมา เราไม่เรียนในห้อง แต่เรียนนอกห้องกับซีอีโอของบริษัทต่างๆ เด็กได้มีโอกาสเสนองาน ซีอีโอตอบกลับมาว่าเด็กเราวิเคราะห์ได้ตามหลักการที่เรียนมา แต่ความคิดรวบยอดที่เอาสิ่งต่างๆ ที่เชื่อมโยงกันกับบริบทต่างๆ ยังขาดอยู่”

รศ.พสุ กล่าวว่า สิ่งที่สะท้อนว่ากระบวนการคิดเป็นปัญหา เพราะสิ่งที่โรงเรียนสอนจำนวนมากและส่งผลต่อการสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่พอสอบเสร็จก็ลืม หลายเรื่องท่องจำไปสอบ แต่ถ้าเป็นระบบโรงเรียนนานาชาติจะสอนให้คิด ฝรั่งถึงได้คิดเป็นระบบมากกว่าเรา

“ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ถ้าไปสัมภาษณ์ลูกคนมีเงินทั้งหลาย ถามว่ากี่เปอร์เซ็นต์ที่ส่งลูกเรียนโรงเรียนไทย เพื่อนผมจำนวนมากที่เป็นนักธุรกิจ ถ้าไม่ส่งลูกเรียนอินเตอร์ในประเทศไทย ก็ส่งลูกเรียนต่อต่างประเทศ สะท้อนว่าระบบการศึกษาของเรายังไม่ทัดเทียมกับเขา การส่งลูกเรียนอินเตอร์เพราะต้องการภาษาอังกฤษ กระบวนการคิด ตอนนี้การแข่งขันสูงมาก หลายมหาวิทยาลัยในไทยเปิดหลักสูตรนานาชาติ ฉะนั้นถ้าในระดับบน คนมีเงิน เขาพยายามหาทางให้ลูกไปเรียนต่างประเทศ รองลงมาก็อินเตอร์ในไทย ลงมาอีกนิดก็โรงเรียนชั้นนำในไทย พวกเครือเซนต์ทั้งหลาย”

รศ.พสุ กล่าวว่า ปัญหาการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญของประเทศ แม้ว่ารัฐบาลชุดนี้พยายามจะปฏิรูปการศึกษา แต่ต้องทำให้เห็นผลเร็วกว่านี้ ก็ไม่มั่นใจว่าจะสำเร็จแค่ไหน เพราะระบบการศึกษาบ้านเรามีโครงสร้างใหญ่โต เทอะทะอุ้ยอ้าย และต้องเปลี่ยนอีกเยอะ ทั้งวิธีคิด ตัวอาจารย์ กระบวนการเรียนการสอน ที่สำคัญการศึกษาต้องแข่งขันกับต่างประเทศ หรือประเทศเวียดนามที่เขาทำงานเร็วและเชิงรุก แต่คนไทยมีข้อดีคือ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ซึ่งถ้ายังคิดแบบนี้ว่าอยู่แบบสบายๆ เราก็จะเสียโอกาสมากขึ้น

ฝันทำงานวิจัยให้คนไทย ภูมิใจยกระดับให้คณะบัญชี

เป้าหมายของ รศ.พสุ คืออะไร?  “เราไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง ตอนเป็นคณบดีมา ก็ไม่ได้อะไรเลย ได้ห้องทำงานใหญ่ขึ้น มีเลขาสองคน มีโตโยต้าวีออสเป็นรถประจำตำแหน่ง (หัวเราะ) ดังนั้น มันไม่ได้อะไร แม้แต่รายได้เมื่อเทียบกับตอนเป็นคณบดีที่ตอนนั้นเรามีโอกาสเป็นที่ปรึกษาหลายที่ ก็ยังมีโอกาสเยอะกว่า แต่ถ้าเรามองว่าเราอยู่ตรงนี้แล้วช่วยทำให้ดีขึ้น และทำให้อาจารย์ในคณะมีความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรที่ได้มาถึงระดับนี้ มันก็ดี ฉะนั้นเราไม่ได้เน้นว่าอยากจะเป็นอะไร เพราะเราไม่มีความต้องการอย่างนั้น”

เขาบอกว่ายังเหลือเวลาอีก 2 ปี ถึงจะครบวาระเป็นคณบดีสมัยที่ 2 หลังเป็นมาแล้ว 6 ปี เมื่อพ้นก็จะสอนหนังสือตามปกติและทำงานวิจัยที่อยากทำให้คนไทยได้ใช้ ส่วนงานสากลของเอเชียมีวาระปีต่อปี ของอเมริกาสิ้นปีนี้จะหมด ส่วนของยุโรปอีก 1 ปีจะหมด แต่เมื่อเอาตัวเองเข้าไปในเวทีนั้น มันก็จะมีงานต่อเนื่องเข้ามา เช่น ตอนนี้เขาให้ผมไปตรวจประเมินมหาวิทยาลัยคนอื่น และทำหน้าที่พี่เลี้ยงให้มหาวิทยาลัยต่างชาติเพื่อให้ยื่นขอรับรองให้สำเร็จ

 

ให้ความรักด้วยหนังสือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/505882

ให้ความรักด้วยหนังสือ

 การให้นั้นมีหลายรูปแบบ ให้เงิน ให้สิ่งของ ให้เวลา หรือให้ในสิ่งที่คุ้นเคยเกี่ยวข้องกับการที่คุณทำอยู่ก็ดีไม่น้อย เช่น เดียวกับเขาคนนี้ นพ.พงศกร จินดาวัฒนะ Senior Director of Communication ประจำอยู่ที่ศูนย์การแพทย์ โรงพยาบาลกรุงเทพ และเจ้าของสำนักพิมพ์กรู๊ฟ พับลิชชิ่ง

โดย…อณุสรา ทองอุไร-ณัฐวดี ภิญญศิริ ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี
 และอีกบทบาทที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือการเป็นนักเขียนดังโดยเฉพาะแนวผีแนวผ้า เจ้าของนามปากกา พงศกร ซึ่งคุณหมอถือว่าเป็นผู้ที่มีจิตใจอาสามีกิจกรรมเพื่อการแบ่งปันอยู่เสมอ
 โดยล่าสุดเมื่อต้นเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา คุณหมอและกลุ่มนักเขียนที่สนิทกัน 2-3 คน อาทิ ปุ้ย-กิ่งฉัตร ปิยะพร ศักดิ์เกษม ได้รวมตัวกันหาหนังสือและวรรณกรรมเด็ก เพื่อไปบริจาคให้กับโรงเรียนบ้านโต๋ จ.เชียงใหม่ เดินทางขึ้นเขากว่า 50 กิโลเมตร
 การหาทุนเองส่วนหนึ่งและเชิญชวนเพื่อนๆ นักเขียนและแฟนคลับของสำนักพิมพ์ช่วยกันบริจาคหนังสือ เพื่อไปมอบให้กับห้องสมุดโรงเรียนบ้านโต๋ ซึ่งเป็นโรงเรียนบนเขา

 เริ่มจากรุ่นน้องที่รู้จักคนหนึ่ง รุ่นน้องคนนี้ก็ได้เล่าให้ นพ.พงศกร ฟังว่า ตนเคยเป็นครูสอนอยู่ที่โรงเรียนบ้านแม่โต๋ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่รับการคัดเลือกเพื่อถ่ายทำสารคดีเรื่อง “เด็กโต๋” โดยสารคดีเรื่องนี้เป็นสารคดีที่บอกเล่าถึงการเป็นอยู่ของเด็กชาวเขาที่ไม่เคยมีโอกาสได้เห็นทะเล จนครูมีนโยบายว่า หากนักเรียนคนไหนเรียนจบ ม.3 จะให้ทุนการศึกษาไปเที่ยวชมทะเลของจริง

 “เพราะหนังสือที่มีลายเซ็นของนักเขียนจะมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น จึงเริ่มทำการประมูลเพื่อเรี่ยไรเงินส่วนนี้มาซื้อหนังสือให้กับเด็กๆ ในขณะที่อีกส่วนจะเป็นการร่วมสมทบทุนที่ได้มาจากการประกาศลงผ่านเฟซบุ๊ก ซึ่งผมได้ไล่รายชื่อหนังสือวรรณกรรมเยาวชนที่ผมเคยชอบอ่านตอนเด็กๆ แล้วโพสต์ลงไป เช่น แมงมุมขายาว ต้นส้มแสนรัก เจ้าชายน้อย  โรงงานช็อกโกแลต แฮร์รี่พอร์ตเตอร์  คนที่ผ่านมาและสนใจเขาก็จะส่งหนังสือเล่มนั้นมาให้เลยบ้าง หรือหากบางคนไม่สะดวกเขาก็จะส่งเป็นจำนวนเงินมูลค่าพอดีกับหนังสือเล่มที่ยังขาดอยู่เข้ามา จนสุดท้าย ก็ได้หนังสือครบตามที่ไล่รายชื่อเอาไว้ รวมเป็นเงินทั้งสิ้นราว 3 หมื่นกว่าบาท” คุณหมอเล่าด้วยรอยยิ้ม
 คุณหมอคิดว่าการอ่านหนังสือคือการเปิดโลกและช่วยเสริมสร้างจินตนาการให้แก่เด็กๆ และแม้ว่าเด็กอาจจะขาดแคลนไม่มีความพร้อมในด้านอื่นๆ แต่เขาอยากให้เด็กๆ มีความเท่าเทียมกันในเรื่องการอ่าน เพราะเด็กๆ ที่นี่ยังขาดอีกหลายสิ่งอย่าง
 “หากได้มาเห็นที่โรงเรียนจะเข้าใจเลยว่าทำไมการให้ด้วยใจนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ เนื่องจากไม่มีคอมพิวเตอร์หรื่อโทรศัพท์มือถือ เด็กๆ จึงชอบเล่นกีฬาและอ่านหนังสือ แต่ทั้งนี้ ห้องสมุดที่โรงเรียนก็เล็กเหลือเกิน หนังสือที่มีอยู่ก็เป็นหนังสือแบบเรียนเก่าๆ ดังนั้นการนำเอาหนังสือวรรณกรรมสนุกๆ มาให้เด็กๆ ได้อ่านจึงเป็นการสร้างความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ที่มีความหมาย”
 นอกจากนี้ เด็กนักเรียนส่วนใหญ่เป็นชาวเขาบ้านอยู่ชายแดนห่างไกลเดินไปเรียนไป-กลับเกือบ 20 กิโลเมตร พ่อแม่เด็กจึงไม่อยากให้มาเรียน ครูจึงต้องสร้างเรือนนอนไว้ให้เด็กๆ ได้นอนพักแล้วกลับบ้านช่วงวันหยุด อีกทั้งเด็กส่วนใหญ่จะเรียนแค่จบ ป.6 ครูจึงสร้างแรงจูงใจด้วยการที่ใครเรียนถึง ม.3 ครูจะพาไปเที่ยวทะเล ซึ่งครูจะหาทุนมาช่วยกันเเอง ซึ่งปีหน้าคุณหมอจะนำเงินไปช่วยสมทบทุนตรงนี้เพื่อหวังให้เด็กไทยได้เรียนหนังสือมากขึ้นอีกนิด
 “ด้วยเหตุนี้เองในปีหน้าที่จะถึง ผมจึงคิดเรื่องเกี่ยวกับการสมทบทุนมาให้โรงเรียนแม่โต๋อีก เพื่อที่จะได้นำเงินในส่วนนี้มาเป็นแรงจูงใจช่วยให้เด็กๆ ได้สำเร็จการศึกษาด้วยวุฒิ ม.3 โดยการให้ทุนการศึกษาที่ว่า จะเป็นการให้เงินแก่นักเรียนที่สำเร็จการศึกษาด้วยชั้น ม.3 คนละ 1,000-1,500 บาท ซึ่งจำนวนเงินนี้จะขึ้นอยู่กับความขัดสนที่ต่างกันออกไปของเด็กแต่ละคน” คุณหมอกล่าวอย่างมุ่งมั่น
 ก่อนหน้านี้คุณหมอมีโครงการ For My Heroes ร่วมกับ ปิยะพร ศักดิ์เกษม และ กิ่งฉัตร เพื่อช่วยกันหารายได้มาช่วยเหลือทหารในสามจังหวัดภาคใต้ ตั้งแต่นั้นนายแพทย์พงศกรก็เริ่มสนใจในการทำงานด้านจิตอาสาเรื่อยมา

 

สุชารัตน์ ปิยะโชคไพศาล รักการถ่ายทอดการทำอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กรกฎาคม 2560 เวลา 09:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/505755

สุชารัตน์ ปิยะโชคไพศาล รักการถ่ายทอดการทำอาหาร

สาวหมวยสวยใสน่ารักคนนี้ เชื่อว่าคุ้นหน้าคุ้นตาคนไทยทางหน้าจอโทรทัศน์อยู่แล้ว สุชารัตน์ ปิยะโชคไพศาล หรือ เชฟน้ำฝน หนึ่งในผู้แข่งขันรายการท็อปเชฟไทยแลนด์ซีซั่นแรก ซึ่งจบไปเรียบร้อยโดยเธอผ่านเข้าถึงรอบ 6 คนสุดท้าย

โดย…วรธาร ทัดแก้ว ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข
น้ำฝน ยอมรับว่า เพราะการใส่ใจน้อยเกินไปทำให้พลาดโอกาสในการไปต่อ แต่นั่นก็ถือเป็นประสบการณ์อันสูงค่า ให้เรียนรู้ว่าถ้าต้องการไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ต้องไม่พลาดอะไรง่ายๆ โดยเฉพาะในการทำอาหารยิ่งพลาดไม่ได้เลย นอกจากการมีทักษะในการทำอาหารที่ดีแล้วต้องใส่ใจรายละเอียด เพื่อให้ทุกอย่างออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด
“ฝนเคยมีประสบการณ์ไปแข่งขันทำอาหารในระดับนานาชาติ เขาจะกำหนดเลยว่า ในจานสมมติต้องมีเนื้อสัตว์ 65% คาโบไฮเดรต 25% ผัก 15% เราต้องทำให้ได้ตามนี้ แต่ท็อปเชฟไม่ได้ให้โจทย์แบบนี้ แต่ให้เราทำอาหารออกมาหน้าตายังไงก็ได้ โดยใช้วัตถุดิบที่เขากำหนดให้ มันเลยดูแปลกใหม่จากที่แข่งขันมา ทำให้รู้สึกตื่นเต้น เร้าใจ และท้าทาย”
เชฟวัยเบญจเพสจากกรุงเทพฯ กล่าวต่อว่า ท็อปเชฟได้ดึงตัวตนความเป็นเชฟของเธอออกมาได้มากที่สุด ทำให้รู้สึกว่ามีความเก่งขึ้นในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะทักษะด้านการคิด การวางแผน การรู้จักพลิกแพลงและประยุกต์ใช้ความรู้และวัตถุดิบได้อย่างมั่นใจและมีเอกลักษณ์

“ฝนชอบการทำอาหาร ทุกครั้งที่เข้าครัวฝนสนุกและมีความสุขกับมัน โดยเฉพาะอาหารยุโรปเป็นแนวที่ฝนถนัดเพราะฝนเคยไปทำงานเป็นเชฟที่โรงแรมเจดับบลิว แมริออต ออสติน ที่รัฐเทกซัส สหรัฐ และมีโอกาสได้ทำอยู่ในครัวไฟน์ไดนิ่ง (Fine Dining) ก็ได้ประสบการณ์ตรงนั้นมา แต่แนวอื่นๆ ไม่ว่าฟิวชั่นหรืออาหารไทยก็ทำได้ แต่ส่วนใหญ่เวลาทำอาหารฝนก็จะทำตามโจทย์มากกว่าค่ะ”

นอกจากจะรักการทำอาหารแล้ว น้ำฝนยังรักการถ่ายทอดความรู้เรื่องการทำอาหารด้วย ปัจจุบันเธอเป็นอาจารย์สอนการทำอาหารยุโรป ที่คณะโรงเรียนการเรือน มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
“เพิ่งเริ่มสอนเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมาค่ะ การสอนหนังสือก็เป็นงานที่ฝนชอบ แรงผลักดันมาจากสมัยเป็นนักศึกษาเรียนศิลปะการประกอบอาหารที่วิทยาลัยดุสิตธานี มีรุ่นพี่คอยแนะนำให้คำปรึกษา พอวันหนึ่งตัวเองได้เรียนรู้จนเต็มที่และมีประสบการณ์ทำงาน ก็อยากถ่ายทอดความรู้ให้คนอื่นบ้าง อีกอย่างบุคลิกฝนเป็นคนที่ชอบพูดและพูดมากด้วย (หัวเราะ) แต่ในรายการท็อปเชฟอาจไม่ได้พูดอะไรเยอะ เพราะเราสวมหมวกอาจารย์อีกใบ ถ้าพูดมากกลัวหลุดคำไม่เหมาะสมออกไป แต่นั่นก็เป็นสไตล์การสอนของเรา” เชฟน้ำฝน กล่าว
นอกจากเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยแล้ว เธอยังเปิดสอนทำอาหารในวันเสาร์และอาทิตย์ด้วย สำหรับคนที่อยากเรียนทำอาหาร หรือถ้าใครอยากจะชิมอาหารเมนูพิเศษฝีมือของเธอในรูปแบบเชฟส์เทเบิล ก็สามารถติดต่อได้ และก็เป็นช่องทางเดียวที่จะได้ชิมอาหารฝีมือของเธอ เนื่องจากยังไม่มีร้านอาหารของตัวเอง
“ปัจจุบันฝนยังไม่มีร้านอาหาร แต่แพลนไว้ในอนาคตเหมือนกัน รูปแบบร้านที่คิดไว้ก็จะเป็นร้านอาหารสไตล์คาเฟ่ธรรมดาแต่เน้นฟิวชั่นค่ะ” เชฟฝน พูดถึงการเปิดร้านอาหารในอนาคต
สำหรับใครที่ต้องการติดต่อและติดตามผลงานของเธอสามารถติดต่อได้ 2 ช่องทาง คือ เฟซบุ๊ก Fon BluesnOw และไอจี FonBluesnOw

ปิดท้ายที่เมนูข้าวผัดสเปน น้ำฝน บอกว่า เป็นเมนูที่มีความหลากหลาย มีทั้งเนื้อหมู ทั้งซีฟู้ดในจานเดียวกัน รสชาติเหมือนข้าวผัดทั่วไป แต่มีกลิ่นซีฟู้ด กลิ่นแซฟฟรอน (saffron) และตัดเปรี้ยวด้วยน้ำเลมอน เวลารับประทานจะไม่รู้สึกเลี่ยนแต่อย่างใด

ข้าวผัดสเปน

ส่วนผสม

– น่องไก่ 4 ชิ้น

– เนื้อหมูหั่นเต๋าเล็ก 120 กรัม

– น้ำมันมะกอก 40 กรัม

– ไส้กรอกโชริโซสไลซ 120 กรัม

– ปลาหมึกสไลซ 80 กรัม

– หอมใหญ่สับ 40 กรัม

– กระเทียมสับ 10 กรัม

– พริกระฆังสามสีหั่นเต๋า 50 กรัม

– มะเขือเทศ 80 กรัม

– ข้าวอะบอรีโอ้ 200 กรัม

– แซฟฟรอน 0.5 กรัม

– ไวน์ขาว 80 กรัม

– น้ำสต๊อกไก่ 1 ลิตร

– ถั่วลันเตา 80 กรัม

– หอยแมลงภู่ 200 กรัม

– กุ้ง 120 กรัม

– เลมอน 2 ลูก

– เกลือ พริกไทยดำป่น

วิธีทำ

– จี่น่องไก่กับหมูในกระทะจนขึ้นสี

– ใส่โชริโซและปลาหมึก ตามลงไป

– ใส่หอมใหญ่ กับกระเทียมสับ และพริกระฆัง ตามด้วยข้าวลงผัด

– ใส่แซฟฟรอนแล้วเฟรมด้วยไวน์ขาว

– ใส่น้ำสต๊อกไก่ ตามด้วยหอยแมลงภู่และกุ้ง

– ปิดฝา เคี่ยวไฟเบาจนข้าวใกล้สุก จึงใส่มะเขือ เทศหั่นเต๋ากับถั่วลันเตาลงไป ปรุงเกลือ พริกไทย

– เสิร์ฟพร้อมกับเลมอน

 

จตุพล สิทธิชัย บุกเบิก ‘อินเตอร์แอ็กทีฟ เอ็กซิบิชั่น’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กรกฎาคม 2560 เวลา 11:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/505292

จตุพล สิทธิชัย บุกเบิก ‘อินเตอร์แอ็กทีฟ เอ็กซิบิชั่น’

เรื่อง ภาดนุภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

 

นักธุรกิจหนุ่มไฟแรง จตุพล สิทธิชัย (วัย 38 ปี) ประธานกรรมการบริหาร บริษัท พิกเซล วัน อีเว้นท์ แอนด์ เฟสติวัล ผู้คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงธุรกิจอีเวนต์ ออร์แกไนเซอร์ คือผู้บุกเบิก “อินเตอร์แอ็กทีฟ เอ็กซิบิชั่น” ระดับโลกที่น่าสนใจอย่าง “Avatar : Discover Pandora-Bangkok” โดยนำมาจัดแสดงที่เมืองไทยเป็นครั้งแรก ไปพูดคุยถึงที่มาของเรื่องนี้กัน

“ผมทำธุรกิจเกี่ยวกับออร์แกไนซ์และรับจัดงาน อีเวนต์ต่างๆ มากว่า 14 ปีแล้วครับ เรียกว่าจัดงาน อีเวนต์ให้ลูกค้ามาเกือบทุกแบรนด์ และจัดมากว่า 1,000 อีเวนต์ได้ ทั้งงานเปิดตัวสินค้า เปิดตัวรถยนต์ และอื่นๆ ส่วนงานใหญ่ๆ ที่หลายคนน่าจะจำได้ก็คือ อีเวนต์ Kingdom of Life ซึ่งเป็นการจัดแสดงไฟ แอลอีดีบริเวณสี่แยกราชประสงค์เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา งานนี้เองที่เป็นเหมือนแรงบันดาลใจให้ผมอยากจัด อีเวนต์ใหญ่ๆ ในระดับประเทศ ที่สามารถดึงดูด นักท่องเที่ยวหรือคนไทยให้ได้มาสัมผัสกับประสบการณ์ ใหม่ๆ ที่น่าสนใจ

อย่างที่เกริ่นไปแล้วว่า ผมอยู่ในวงการออร์แกไนซ์มานาน ทำให้ผมได้เห็นภาพเกี่ยวกับงานเอนเตอร์เทนเมนต์และโชว์บิซต่างๆ และคิดว่าเมืองไทยของเราน่าจะมีอีเวนต์ใหญ่ๆ บางมั้ย ที่น่าจะเป็นทางเลือกใหม่ๆ ให้กับคนไทยได้บ้าง ซึ่งโดยส่วนตัวผมเองแล้วก็อยากจะขยายฐานลูกค้าไปสู่ตลาดใหม่ๆ ให้กว้างขึ้นด้วย นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้บริษัทของเรามีโอกาสได้ร่วมงานกับบริษัท แม็คทัส ไลฟ์ ผู้นำธุรกิจด้านบันเทิง ครบวงจรจากประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์จากสหรัฐ และบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป พร้อมด้วย GES, Lightstorm Entertainment และ Fox Next Destinations โดยร่วมกันเปิดตัว อินเตอร์แอ็กทีฟ เอ็กซิบิชั่น ระดับโลกที่ชื่อว่า Avatar : Discover Pandora ขึ้นที่กรุงเทพฯ โดยจัดแสดงตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.-1 ก.ย. 2560 ณ เอ็มซีซี ฮอลล์ เดอะมอลล์ บางกะปิ ใครที่สนใจอยากเข้าชม ก็สามารถซื้อบัตรได้ที่เซเว่น อีเลฟเว่น และไทยทิคเก็ตเมเจอร์ได้เลยครับ”

จตุพลบอกว่า หลังจากเปิดนิทรรศการไปเมื่อ ต้นเดือน ก.ค.ก็ได้รับการตอบรับที่ดีมากจากคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่มากันเป็นครอบครัว เขาจึงอยากเชิญชวนให้คนกลุ่มอื่นๆ ลองมาชมกันสักหน่อย เพราะนิทรรศการนี้จะจัดแสดงแค่ 60 กว่าวันเท่านั้น

“นอกจากกลุ่มลูกค้าหลักคือครอบครัวแล้ว หลังๆ มานี้ยังมีกลุ่มวัยรุ่นและคนทั่วไปเริ่มเข้ามาชมนิทรรศการกันมากขึ้น เรียกว่าเริ่มมีผู้เข้าชมหลากหลายเพศและวัยคละๆ กันไป ราคาบัตรเข้าชม ผู้ใหญ่ 490 บาท เด็ก 390 บาท และเด็กอายุต่ำกว่า 4 ปี เข้าฟรีเลยครับ เมื่อคุณอยู่หน้าประตูทางเข้านิทรรศการ คุณจะได้รับคีย์การ์ดสำหรับลงทะเบียนเพื่อร่วมสนุกกับกิจกรรมที่บูธต่างๆ ซึ่งถ้าจุดนั้นมีการทำกิจกรรมหรือมีการถ่ายรูป ผู้ชมก็แค่กรอกอีเมลของตัวเองลงไป ทางนิทรรศการก็จะส่งไฟล์รูปและเสียงจากกิจกรรมตรงจุดนั้นๆ กลับไปให้คุณทางอีเมล พูดง่ายๆ ว่าเป็นอินเตอร์แอ็กทีฟ เอ็กซิบิชั่น ที่น่าสนใจสำหรับคนไทยที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของภาพยนตร์อวตารจริงๆ

ผมคิดว่านิทรรศการนี้เป็นโชว์ระดับโลกที่หาดูได้ยาก ปกติโชว์แบบนี้คนที่ต้องการชมจะต้องบินไปดูถึงประเทศไต้หวันเลยนะ แต่ตอนนี้เราได้นำมาจัดแสดงให้ชมที่เมืองไทยแล้ว แถมราคาก็ไม่แพงเลย เมื่อเทียบกับการไปเที่ยวสวนน้ำหรือสวนสนุก อีกอย่างใครที่เป็นแฟนภาพยนตร์เรื่อง ‘อวตาร’ รับรองเลยว่าจะได้รู้เรื่องราวของดาวแพนดอร่า รู้จักชาวนาวีตัวสูงๆ ผิวสีฟ้าเผ่าต่างๆ มากขึ้น รวมทั้งได้สัมผัสกับความมหัศจรรย์ของต้นไม้ พืชพรรณ และสัตว์แปลกๆ อีกมากมายบนดาวดวงนี้ เสมือนหนึ่งว่าคุณหลุดไปอยู่ที่ดาวแพนดอร่าเลยล่ะ เรียกว่าเพลิดเพลินทุกโซนเลยก็ว่าได้ ในอนาคตแน่นอนว่าใครที่เป็นแฟนภาพยนตร์ดังๆ อย่าง แฮร์รี่ พอตเตอร์ และเหล่าซูเปอร์ฮีโร่ของมาร์เวล ต้องได้ตื่นเต้นกับอินเตอร์แอ็กทีฟ เอ็กซิบิชั่น ซึ่งจะตามมาในช่วงปลายปีนี้ และช่วงกลางปีหน้าอีกแน่นอน”

แค่ได้ฟังจากผู้บริหารเล่า ก็ดูน่าสนใจแล้วล่ะ จตุพลยังบอกอีกว่า บริษัท พิกเซล วันฯ ยังได้รับลิขสิทธิ์อีกหลายโชว์ ซึ่งจะค่อยๆ ทยอยจัดแสดงไปเรื่อยๆ กว่าจะครบทั้งหมดก็น่าจะเข้าสู่ปี 2020 เรียกว่าเปิดโอกาสให้คนไทยได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ระดับโลกอีกหลายนิทรรศการเชียวล่ะ

“หากจะให้พูดถึงความสำเร็จของการจัดงานในครั้งนี้ ผมขอวัดจากจำนวนของกลุ่มลูกค้าที่เข้าชมนิทรรศการละกันครับ เพราะถ้ากลุ่มครอบครัวให้ความสนใจมาเข้าชมนิทรรศการกันเยอะ ก็ถือว่าเราประสบความสำเร็จในการจัดงานแล้วละ นั่นแสดงว่าทางเลือกใหม่สำหรับคนไทยที่เราได้นำเสนอนี้ เป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการจริงๆ ความจริงแล้วเราตั้งเป้าจำนวนผู้เข้าชมไว้ 3 แสนคน ซึ่งเท่าที่ผ่านมาเกือบเดือน ก็มีกลุ่มลูกค้าเข้าชมเกือบ 3 แสนคนแล้ว ซึ่งที่ประเทศไต้หวัน (ประเทศแรกที่จัดแสดง ประเทศไทยเป็นประเทศที่ 2) ก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้เข้าชมเช่นกัน

การทำงานในแวดวงออร์แกไนซ์และจัดอีเวนต์มาสิบกว่าปี แน่นอนว่างานทุกอย่างต้องมีปัญหาเล็กหรือปัญหาใหญ่ให้แก้ไขอยู่ตลอดเป็นเรื่องธรรมดา โดยส่วนตัวผมแล้ว ด้วยความเป็นคริสเตียน ผมมีหลักในการใช้ชีวิตและการทำงานประจำตัวอย่างหนึ่งคือ ความเชื่อในพระเจ้า และเชื่อในทุกๆ สิ่งว่ามันต้องเป็นไปได้ ในเมื่อผมเชื่อว่าประเทศไทยสามารถรองรับการจัดนิทรรศการใหญ่ๆ ระดับโลกอย่างอวตารได้ พอมีความเชื่ออย่างนี้แล้ว เราก็ต้องลงมือทำเลย ทั้งติดต่อและประสานงานกับต่างประเทศ จนนำมาสู่นิทรรศการใหญ่ๆ แบบนี้ได้

แม้ปัจจุบันนี้คนทั่วไปอาจจะยังไม่ค่อยรู้จักบริษัทผมมากนัก ว่าทำธุรกิจอะไร ตรงนี้ผมไม่ซีเรียสเลยนะ เพราะผมอยากให้คนรู้จักตัวเรา บริษัทของเราผ่านผลงานที่เราทำหรือเราจัดแสดงมากกว่า ซึ่งผมเชื่อว่านิทรรศการอวตารนี้สามารถสร้างความแตกต่างให้กับเมืองไทยได้ แล้วยังช่วยดึงดูดในเรื่องการท่องเที่ยวอีกด้วย เพราะทาง ททท.เองก็สนับสนุนเราอย่างเต็มที่ ผมจึงอยากให้ชื่อเสียงของโปรเจกต์นี้สามารถสร้างเม็ดเงินให้กับการท่องเที่ยวของประเทศไทย และช่วยให้เศรษฐกิจของเราเติบโตต่อไปได้”

จตุพลเสริมว่า งานหลักของเขาคือการเดินทางไปติดต่อธุรกิจ และเจรจากับนักธุรกิจจากทั่วโลก ส่วนการลงรายละเอียดในเรื่องโปรเจกต์ต่างๆ เขามีตัวแทนที่คอยดูแลให้อยู่แล้ว เขาจึงมีหน้าที่หลักโดยบินไปหาพันธมิตรต่างๆ ในประเทศแถบเอเชียเพื่อหาผู้ร่วมธุรกิจให้มากยิ่งขึ้น

“สิ่งที่ผมคิดไว้ก็คือ เมื่อนำนิทรรศการอวตารมาจัดโชว์ในบ้านเราแล้ว ต่อไปผมก็อยากจะไปเจรจากับนักธุรกิจในประเทศแถบเอเชียเพื่อนำนิทรรศการนี้ไปจัดแสดงหรือไปโรดโชว์ยังประเทศนั้นๆ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งถ้ามีโอกาสผมก็อยากไปหาช่องทางเปิดธุรกิจในประเทศเหล่านี้ ซึ่งในอนาคตมีแนวโน้มในการเติบโตสูงมาก แต่ตอนนี้เราก็กำลังทำการสำรวจตลาดและอยู่ในช่วงพูดคุยเจรจาอยู่ ซึ่งก็อาจจะมีข่าวดีให้ได้ยินกันบ้างเร็วๆ นี้

ช่วงนี้ผมยังคงอยู่ที่เมืองไทยเยอะหน่อย เนื่องจากต้องทุ่มเทเวลาให้กับนิทรรศการอวตาร เพราะเป็นงานแรกที่เป็นโปรเจกต์ระดับโลกของบริษัทเรา พูดง่ายๆ ว่าแม้ไม่ได้บินไปติดต่อธุรกิจที่ต่างประเทศ งานผมก็ยุ่งทุกวันเลยครับ ถ้ามีช่วงไหนที่ว่าง ผมก็มักจะออกไปใช้ชีวิตที่ต่างจังหวัดบ้าง หรือมีงานอดิเรก เช่น ออกกำลังกาย หรือว่ายน้ำบ้าง และมีกิจกรรมอีกอย่างที่ต้องทำประจำก็คือการไปโบสถ์ในวันอาทิตย์

ปัจจุบันนี้ผมคิดว่า ชีวิตผมประสบความสำเร็จแล้วนะ แต่อาจจะไม่ได้วัดจากตัวเลขหรือตัวเงินจากธุรกิจเป็นหลัก ความสำเร็จของผมจะวัดจากการดูว่า ทุกวันนี้เราอยู่ในความผันผวนของธุรกิจและความเจริญของโลกที่เปลี่ยนไป แล้วตัวเรามีความมั่นคงทางด้านจิตใจแค่ไหน หลายคนอาจจะคิดว่า โอ้โห เรามาเปิดธุรกิจแบบนี้ในช่วงที่เศรษฐกิจขาลง มันจะดีเหรอ แต่ผมกลับคิดต่างออกไป เพราะอย่างที่บอกว่าความเชื่อนั้นสำคัญมาก ถ้าเราทำงานอย่างเต็มที่ในสิ่งที่เรารัก มีความมั่นคงทางจิตใจ มีความสนใจและเรียนรู้การทำงานกับโปรเจกต์ระดับโลกแบบนี้อย่างเต็มที่ ผมเชื่อว่าเราก็จะสามารถประสบความสำเร็จได้เช่นกัน” n