ประสานเสียง ‘สมาน’ แผลในใจคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 สิงหาคม 2560 เวลา 11:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/506648

ประสานเสียง ‘สมาน’ แผลในใจคน

เรื่อง กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

ความรุนแรงจากคนในครอบครัวทำให้ “เด็ก” ถูกทำร้ายทั้งด้านร่างกายและจิตใจ หลายรายต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และเมื่อศาลมีมติให้เด็กแยกจากครอบครัว ชีวิตของพวกเขาจะเป็นอย่างไร และมีที่พึ่งพิงใดให้รักษาบาดแผลทางกายและจิตใจอันเป็นผลกระทบยิ่งใหญ่ของครอบครัว

สถานพัฒนาและฟื้นฟูเด็กจังหวัดชลบุรี เป็นสถานสงเคราะห์สำหรับเด็กชาย อายุระหว่าง 7-18 ปี ประกอบด้วยเด็กที่ขาดผู้อุปการะ กำพร้า ถูกทอดทิ้ง เร่ร่อน พลัดหลง ครอบครัวยากจน ครอบครัวแตกแยก เด็กที่บิดามารดาหรือผู้ปกครองให้การเลี้ยงดูไม่เหมาะสม ถูกกระทำทารุณ ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ถูกบังคับใช้แรงงาน ถูกบังคับขายบริการทางเพศ เด็กที่มีปัญหาความประพฤติตนไม่เหมาะสมกับวัย เด็กที่หน่วยงานราชการและเอกชนขอความร่วมมือรับไว้อุปการะ บุตรผู้รับการสงเคราะห์จากบิดามารดาที่ต้องโทษ เจ็บป่วยเรื้อรัง หรือมีอาการทางจิตประสาท โดยปัจจุบันมีเด็กชายในสถานพัฒนาและฟื้นฟูเด็กจังหวัดชลบุรีจำนวน 30 คน

เผด็จ ผิวงาม ผู้อำนวยการสถานพัฒนาและฟื้นฟูเด็กจังหวัดชลบุรี กล่าวว่า เด็กในสถานพัฒนาและฟื้นฟูเด็กฯ ร้อยละ 90 จะมีอาการทางจิตเวชและต้องรับประทานยาตลอด “มีเพียงร้อยละ 10 เท่านั้นที่ไม่ต้องรับประทานยา โดยพฤติกรรมปกติของเขาคือ เอะอะโวยวาย ด่าพ่อแม่ ทะเลาะกัน ไม่มีสมาธิ และควบคุมตัวเองไม่ได้”

เด็กเหล่านี้เรียกว่า เด็กกลุ่มพิเศษ ซึ่งทางสถานพัฒนาและฟื้นฟูเด็กฯ พยายามหากิจกรรมเพื่อเยียวยาจิตใจและเสริมสร้างพฤติกรรมที่พึงประสงค์ โดยกิจกรรมหนึ่งที่ถือว่าประสบความสำเร็จ คือ การร้องเพลงประสานเสียง ในโครงการดนตรีบำบัดสำหรับเด็กกลุ่มพิเศษ ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาเด็กในสถานรองรับ : เพชรน้ำหนึ่ง จัดโดยกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมกับมูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข

“เมื่อมูลนิธิฯ เข้ามาทำกิจกรรมช่วงแรกเด็กหลายคนให้ความร่วมมือดี แต่ยังมีบางส่วนที่ไม่สนใจทำกิจกรรมเลย แต่เมื่อเวลาผ่านไป 2 สัปดาห์ เด็กที่ต่อต้านเริ่มเข้าร่วมกิจกรรมเพราะเห็นเพื่อนทำโดยความสมัครใจ ถือเป็นความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี รวมทั้งในด้านอารมณ์ เมื่ออยู่ในช่วงเล่นดนตรีหรือหลังจากเล่นดนตรีแล้ว อารมณ์เขาจะเปลี่ยนไปทันที จากที่อารมณ์ร้ายโมโห เอะอะโวยวายจะลดน้อยลงหรือแทบไม่พบเลย

มูลนิธิฯ เข้ามาช่วยเหลือเราตรงนี้ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจนกว่าที่เราทำกันเองมาก เพราะมูลนิธิฯ มีกระบวนการที่ชัดเจนและมีวิธีการที่ถูกต้อง ครูที่เข้ามาสอนก็มีประสบการณ์ด้านนี้โดยเฉพาะ ผลลัพธ์ที่ชัดเจน คือ เด็กลดพฤติกรรมความรุนแรง ลดความก้าวร้าวลง มีพฤติกรรมที่ดีขึ้น เด็กกล้าแสดงออกในทางที่ถูกต้อง สามารถขึ้นโชว์ได้อย่างมั่นใจ ร้องเพลงประสานเสียงได้ และถูกต้องตามวิธีที่ครูสอน”

ด้าน ครูต้น-ชยพล สุขดี ครูสอนขับร้องประสานเสียง มูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลลัพธ์ของการบำบัดด้วยการร้องเพลงประสานเสียงคือ การก่อตั้ง “วงแสงเทียน” ที่ประกอบด้วยเด็กกลุ่มพิเศษจำนวนทั้งสิ้น 30 คนของสถานพัฒนาและฟื้นฟูเด็กจังหวัดชลบุรี โดยสอนทุกวันเสาร์ เวลา 10.00-12.00 น. ตั้งแต่เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ผ่านกิจกรรม 2 ประเภท คือ การร้องเพลงประสานเสียง และบอดี้เพอร์คัสชั่น (การใช้การกระทบกันของร่างกายให้เกิดเป็นเสียง)

เขาเล่าว่า หลักการสอนเหมือนกับเด็กทั่วไปคือ เริ่มตั้งแต่พื้นฐานของการร้องเพลง การวอร์มเสียง เรียนรู้การหายใจและจังหวะ แต่ที่แตกต่างคือ เพลง โดยจะเลือกเพลงที่มีความหมายเหมาะสมกับเด็กกลุ่มพิเศษ เพื่อให้รู้สึกใกล้ตัวและทำให้เด็กมีอารมณ์ร่วมมากขึ้น

“นอกจากเราจะนำดนตรีไปบำบัด เราอยากเพิ่มทักษะการอยู่ด้วยกันของเด็กๆ ความกล้าแสดงออก และการทำงานเป็นทีม เพราะการขับร้องประสานเสียงคือการร้องเพลงไปพร้อมกัน หายใจเข้าไปพร้อมกัน ดังนั้นเด็กทุกคนต้องมีระเบียบวินัย รู้หน้าที่ของตัวเอง และแม้ว่าเด็กๆ จะยังไม่สามารถร้องประสานเสียงได้ แต่แค่ร้องให้พร้อมเพรียงกันก็ถือเป็นความสำเร็จก้าวใหญ่แล้ว”

ถึงแม้ว่าครูต้นจะมีประสบการณ์สอนเด็กในสถานสงเคราะห์ เช่น บ้านปราณี และบ้านเมตตา แต่สำหรับเด็กกลุ่มพิเศษถือเป็นโจทย์ที่ท้าทาย ด้วยความที่เป็นผู้ชายล้วนและมีอายุต่างกันมากจึงต้องใช้เวลาปรับตัวเข้าหากัน และคนเป็นครูต้องศึกษาลักษณะของเด็กทุกคนเพื่อทำความเข้าใจว่าต้องสอนเด็กแต่ละคนอย่างไร

“ความโชคดีของดนตรีอย่างหนึ่งคือ เป็นสิ่งที่ทุกคนสนุกสนานได้” ครูต้นกล่าวต่อ “ทำให้เด็กค่อยๆ ทลายกำแพงตัวเองลง และให้ดนตรีเป็นสื่อกลางที่ทำให้เด็กๆ เย็นลง กระตือรือร้นมากขึ้น มีสมาธิมากขึ้น และทำให้รู้สึกดีเวลาร้องเพลง”

นอกจากนี้ การตั้งวงแสงเทียนยังทำให้เด็กๆ ได้ออกไปสร้างแรงบันดาลใจนอกสถานที่และเปลี่ยนทัศนคติของตนเอง เพราะเด็กกลุ่มนี้จะมีชุดความคิดที่จะไม่กล้าแสดงออกต่อสาธารณะ เพราะกลัวสายตาหรือคำพูดของคนอื่นที่สะท้อนกลับมา

“เราจะบอกพวกเขาเสมอว่า ลองคิดว่าเราเป็นผู้ให้ดูสิ เรามาให้ความสนุก เรามาสร้างความสุข เรามาสร้างรอยยิ้ม แล้วทำไมเขาจะมองเราไม่ดี พอเราให้มุมมองแบบนี้ เด็กๆ ก็จะกล้าแสดงออกและมีความภาคภูมิใจที่จะร้องเพลงให้ผู้อื่นฟังหรืออยากฝึกร้องเพลงให้ดีขึ้นต่อไป”

อย่างไรก็ตาม กิจกรรมการร้องเพลงประสานเสียงในช่วงแรกมีกำหนดถึงเดือน ก.ย. แต่ตอนนี้คาดว่าจะมีช่วงที่สองต่อไป ซึ่งจะต่อยอดไปสู่การสอนเจ้าหน้าที่ที่สถานพัฒนาและฟื้นฟูเด็กฯ เพื่อให้กิจกรรมดังกล่าวมีทุกวันและเพื่อผลลัพธ์ในระยะยาว

อีกทั้งด้าน รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข ประธานมูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข และคณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ยังกล่าวด้วยว่า มูลนิธิฯ มีภารกิจหลักในการช่วยเหลือเด็กที่ด้อยโอกาสทุกรูปแบบโดยผ่านดนตรี เพราะเชื่อว่าเสียงดนตรีจะไปช่วยขยายโมเลกุลของกล้ามเนื้อ และอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย เมื่อโมเลกุลของร่างกายขยายแล้วก็จะยิ้มแย้มแจ่มใส ระหว่างที่ยิ้มแย้มก็จะลืมความทุกข์ไป เพราะมีความสุขเข้ามาแทนที่ เสียงเพลงจึงกลายเป็นเพื่อนของคนเหงา และที่สำคัญดนตรีไม่เคยเป็นพิษเป็นภัยกับใคร

รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข

“ผมว่าสังคมไทยมีคนอับเฉาเยอะ หมายความว่า มีคนด้อยโอกาสมาก แต่ไม่ค่อยมีใครนำดนตรีไปบำบัดจิตใจคน เมื่อคนร้องเพลงออกมาแล้วมีเสียงใสหรือเสียงคลุมเครือ มันบ่งบอกถึงจิตใจเขาว่า สะอาดหรือไม่สะอาด หากเสียงอู้อี้ร้องไม่เต็มปากแสดงว่าความทุกข์ในจิตใจเยอะ แต่ถ้าเมื่อไรที่เขาร้องเพลงอย่างเปิดเผยสง่างาม แสดงว่าความทุกข์ลดน้อยลง

จะเห็นได้ว่าเมื่อมูลนิธิฯ เข้าไปจากที่เด็กเล่นดนตรีหรือร้องเพลง 1-2 สัปดาห์ เด็กจะหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสมากขึ้น มีความเป็นมิตรมากขึ้น เปิดโอกาสให้ตนเองคุยกับ ผู้อื่นได้มากขึ้น มีความสุขมากขึ้น ความทุกข์ก็น้อยลงไปเอง เมื่อเด็กมีความสุขมากขึ้นโอกาสที่เขาจะเติบโตทางร่างกาย จิตวิญญาณ และสมองก็จะดีขึ้นด้วย”

นอกจากนี้ ดนตรีบำบัดยังส่งเสริมเรื่องทักษะสังคม ได้แก่ การยืน การยิ้ม การวางตัว การมีส่วนร่วมในสังคม ความภาคภูมิใจในตนเอง และการยอมรับผู้อื่น ซึ่งเป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดการยอมรับกฎเกณฑ์ในสังคม และทำให้เด็กพร้อมที่จะออกจากสถานพัฒนาและฟื้นฟูเด็กฯ ไปอยู่ในสังคมได้อย่างมีคุณภาพต่อไป

ทว่า การป้องกันหรือการลดจำนวนเด็กกลุ่มพิเศษที่ดีที่สุดต้องเริ่มตั้งแต่ “ครอบครัว” เด็กทุกคนควรจะได้รับการเลี้ยงดูที่เหมาะสม พ่อแม่ให้ความรักความเมตตาและความอบอุ่นเพื่อเป็นเกราะป้องกันชั้นดี รวมถึงพ่อแม่ก็ต้องรู้จักควบคุมอารมณ์ตัวเอง และพูดคุยกับลูกอย่างมีเหตุมีผล เพราะเมื่อครอบครัวดีก็จะผลิตเด็กที่ดี และเด็กที่ดีก็จะเป็นบุคลากรที่ดีมีคุณภาพในอนาคต n

 

ความเร็ว ความแรง และความนิ่ง ชินภัทร นำไพศาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 สิงหาคม 2560 เวลา 15:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/506509

ความเร็ว ความแรง และความนิ่ง ชินภัทร นำไพศาล

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

“ตอนผมเรียนมหาวิทยาลัยปีสุดท้าย ผมชอบความเร็วและมุทะลุ คิดตามประสาเด็กว่าคุมได้ แต่จริงๆ คือไม่ได้ ภายในระยะเวลาสองเดือน ผมทำรถพังไป 3 คัน มีทั้งขับไปชน ขับไปคว่ำ แล้วก็ขับไปจมน้ำ” ชายหนุ่มผู้รักความเร็ว “ชินภัทร นำไพศาล” หรือชิน วัย 32 ปี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทรัพย์ไพศาล (โดโลไมท์) เจ้าของกิจการเหมืองแร่โดโลไมท์ โรงงานผลิตและขึ้นรูปปุ๋ยเคมีที่มีกำลังการผลิตมากที่สุดในภาคเหนือ (ข้อมูล : กระทรวงอุตสาหกรรมและการเหมืองแร่ ปี 2555)

นอกเหนือจากการเป็นเจ้าของกิจการเหมืองแร่ใหญ่โต ชายหนุ่มหน้าหยกผู้นี้ยังทำอะไรอีก ที่รู้ๆ เขาเป็นนักลงทุนหน้าใหม่ที่ทำเงินจากตลาดหลักทรัพย์ได้สูงถึง 5 เท่า ภายใน 3 ปี เป็นเจ้าของซูเปอร์คาร์ราคาเหยียบหลายสิบล้านจำนวน 3 คัน ไม่นับมอเตอร์ไซค์ราคาแพงเกือบที่สุดในโลกอีก 4-5 คัน เขาเป็นใครกันแน่ ไปฟังเจ้าตัวเล่าดีกว่า

ชินจบปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาอุตสาหการ มหาวิทยาลัยรังสิต จบปริญญาโท MA International Business University of Greenwich ประเทศอังกฤษ บิดาเป็นอดีตวิศวกรผู้เจาะจงให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์เช่นเดียวกัน ชินไม่บิดพลิ้ว เขาเรียนจนจบ ขณะเดียวกันก็ใช้ชีวิตช่วงร่ำเรียนไปกับความเร็วและความแรงที่ชอบ

“บ้านของผมอยู่ที่ จ.แพร่ เหมืองของเราเป็นเหมืองแร่โดโลไมท์ที่มีกำลังผลิตสูงสุดในปัจจุบัน ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ใช้ประกอบตัวปุ๋ยเคมี ช่วงหน้าฝนปิดเหมือง ก็เทรดหุ้น ซื้อขายลงทุนหุ้นในพอร์ตและทำกำไรจากมัน” ชินเล่า

นอกจากนี้ เขายังทำธุรกิจร้านอาหาร เดอะ คาสเซ็ทต์ มิวสิค บาร์ (The Cassette Music Bar) ผับขายอาหารและเครื่องดื่มยามราตรี ที่มีเครื่องดื่มและดนตรีสดยุค 90 บรรเลงขับกล่อมให้สาวๆ ฟัง ที่ต้องบอกว่า “สาวๆ” ก็เพราะเป็นผับที่กลุ่มลูกค้าหลักเป็นแฟนๆ สุภาพสตรีนั่นเอง หญิงสาวชวนกันออกมาแฮงเอาต์ยามค่ำ คุยกันชิลๆ ประสาคนคุ้นเคยที่นี่ ผับตั้งอยู่ย่านเอกมัย สุขุมวิท เปิดมา 3 ปีแล้ว แต่ชินบอกว่า เพิ่งมาดังและทำขึ้นก็ในปีนี้

สำหรับครอบครัวชินเป็นลูกชายคนโต เขายังมีน้องสาวอีก 1 คน ทั้งบิดาและมารดาลงหลักปักฐานทำธุรกิจเหมืองแร่ที่ อ.ร้องกวาง จ.แพร่ ดำเนินการสัมปทานเหมืองบนพื้นที่ 300 ไร่ น้องสาวชอบด้านศิลปะ ชอบภาษาเกาหลีและวัฒนธรรมแดนกิมจิ ขณะที่ชินชอบเรื่องธุรกิจ หลังจบวิศวกรรมศาสตร์ในประเทศ เขาเลือกไปเรียนต่อด้านเอ็มบีเอ และเลือกเรียนต่อที่อังกฤษด้วยเหตุผลเหลือเชื่อ นั่นคือการอยากเห็นตัวเป็นๆ ของ เดวิด เบคแฮม ซูเปอร์สตาร์นักเตะคนดัง

“ชอบความเก่งกาจของเบคแฮม เขาเป็นนักฟุตบอลแท้ๆ ที่ไม่ค่อยมีเรื่องดราม่า เก่งจริงและหล่อจริง เขาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมเลือกไปเรียนเกาะอังกฤษ ก็เพราะอยากได้สัมผัสตัวจริงนักฟุตบอลผู้นี้”

ชิน เล่าว่า เขาชอบเตะฟุตบอล แต่เตะไม่เก่ง เรียกว่าพอเล่นได้ สตาร์ซอกเกอร์คนโปรดไม่ใช่ใครนอกจากเบคแฮม หากทีมโปรดกลับเป็นทีมปืนใหญ่อาร์เซนอล ที่ชื่นชอบมาตั้งแต่วัยเด็ก อาร์เซนอล คือสไตล์การเล่นและการส่งบอลที่สวยงาม ส่วนดนตรีชอบเล่นกีตาร์ ชอบฟังเพลงไทยยุค 90 ชินบอกฟังหมดทั้ง ทาทา ยัง แรพเตอร์ ไทรอัมพ์ส คิงดอม หรือบิ๊กแอส ใครอยากเห็นชินในเหลี่ยมของดนตรี ตามไปฟังได้ที่ผับเดอะ คาสเซ็ทต์ฯ ก็ชินนี่เองที่ชอบไปขึ้นแจมบนเวทีอยู่บ่อยๆ อย่าว่ากัน ก็คนมันชอบ

ย้อนกลับมาเรื่อง (เคย) ขับรถเร็ว สมัยเรียนปี 4 ขับรถจากมหาวิทยาลัยกลับบ้านที่แพร่ ขับรถเร็วมาก รถของชินถูกเบียดไปชนประสานงากับรถอีกฝั่งที่วิ่งสวนมาอย่างจัง เป็นถนนสายเอเชีย ช่วง จ.นครสวรรค์ บีเอ็มที่ชินนั่งเกิดไฟลุกท่วมทั้งคัน โชคดีของโชคดี เพราะรถไปเกิดเหตุหน้าสถานีตำรวจบึงนาราราวกับจับวาง ตำรวจวิ่งแตกตื่นกันออกมาช่วยไว้ทัน ก่อนรถบีเอ็มดับเบิลยูคันโก้จะระเบิดไฟลุกท่วมไปต่อหน้าต่อตา ชินบอกว่า แถวๆ นั้นใกล้ๆ กันกับจุดเกิดเหตุยังเป็นที่ตั้งของวัดดัง อันเป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่อเงินที่ผู้คนกราบไหว้บูชาทั่วประเทศ นึกย้อนหลังขึ้นมาครั้งใดต้องยกมือไหว้หลวงพ่อท่วมหัวทุกครั้ง

อุบัติเหตุครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน รถเกิดอุบัติเหตุพลิกคว่ำที่หน้าสถานบันเทิงย่านอาร์ซีเอ ถนนพระราม 9 เกือบๆ เอาชีวิตไม่รอดก็เสียที่นี่ ต่อมาเพียงชั่วกะพริบตาก็ครั้งที่ 3 เกิดขึ้นหน้าฟิวเจอร์พาร์ค ย่านรังสิต ชินขับรถยนต์ลงน้ำไปอย่างเฉยๆ รถดับสนิทอยู่กลางบึง ต้องถูกนำตัวออกมาอย่างทุลักทุเล

อุบัติเหตุเฉียดเป็นตายทั้ง 3 ครั้ง ภายในไม่ถึง 2 เดือนนี้ ทำให้เขาเองเสียใจอย่างสุดซึ้ง ได้สำนึกต่อครอบครัวที่ทำให้พ่อแม่ทุกข์กังวล กลายเป็นบทเรียนที่ทำให้กลับตัวกลับใจ ลดละเลิกความเร็วในการขับขี่ยานพาหนะ เพื่อคนที่บ้านไม่ต้องเป็นห่วงอีก

ชินขับรถช้ามาตั้งแต่นั้น อย่างไรก็ตาม หัวจิตหัวใจลึกๆ ก็ยังชอบความเร็วและความแรง นั่นเป็นที่มาของงานอดิเรก สะสมซูเปอร์คาร์ ซึ่งมองในมุมของการลงทุน ปล่อยต่อได้ราคาและถือลงทุนได้ ส่วนการทำธุรกิจได้ช่วยดำเนินกิจการเหมืองต่อมาจากบิดา ชินเล่าว่า พ่อปลื้มก็ตอนที่เขากลับมาจากอังกฤษใหม่ๆ ผลิตปุ๋ยชื่อแมคท็อป (Mac Top) ขายในพื้นที่ปรากฏว่าประสบความสำเร็จมาก ทั้งใน จ.แพร่ เองและต่อมาจึงขยายตลาดไปยัง 4-5 จังหวัดใกล้เคียง ถือว่าได้จากพ่อมา 1 ช็อตแล้ว

สำหรับการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ เจ้าตัวบอกว่า ได้ศึกษาและเรียนรู้ด้วยตัวเอง โดยเทกคอร์สหรือเข้ารับการอบรมด้านการลงทุนในระยะเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่เดือน จากนั้นก็นับหนึ่งเข้าลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ทันที เล่นหุ้นได้มาเยอะเหมือนกัน ชินบอกว่าเขาเปิดพอร์ตในปี 2557 จนถึงปัจจุบันได้กำไรจากหุ้น 5 เท่าตัวจากเงินลงทุนก้อนแรก สไตล์การเล่นของชินเป็นการใช้ความรู้คู่การลงทุน โดยเล่นทั้งแบบวีไอหรือการลงทุนในหุ้นมูลค่าและแบบเทคนิคอล กำไรจากตลาดหลักทรัพย์นำมาต่อยอด โดยลงทุนต่อในอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ รวมทั้งกระจายความเสี่ยงในซูเปอร์คาร์หรูหลายคัน ได้แก่ นิสสัน สกายไลน์ อาร์ 34 ปอร์เช่ คาร์เรร่า 2-964 และปอร์เช่ คาเยน

ปัจจุบันชินยังอยู่ระหว่างศึกษาและเตรียมนำบริษัทในเครือเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ได้แก่ บริษัท วีแคร์ โกลบอล เฮลท์ ดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลศรีสวรรค์ ที่ จ.นครสวรรค์ โดยจะระดมทุนเพื่อก่อสร้างโรงพยาบาลศรีสวรรค์ ที่กรุงเทพฯ ซึ่งจะก่อสร้างขึ้นที่ถนนสรรพาวุธ บางนา ถือเป็นการแตกสายจากธุรกิจสัมปทาน กระจายการลงทุนและกระจายความเสี่ยงในธุรกิจที่มีอนาคตการเติบโตที่ดี

“ทุกวันนี้ขับรถช้าแล้วครับ ผมจะชอบเปิดประทุนให้ลมตีหน้า ผมชอบโมเมนต์นั้น เปิดกระจกฟังเพลงพี่ตูน บอดี้ สแลมไปพลาง แล้วคิดว่าอีกห้าปีสิบปีผมจะเป็นยังไง ผมจะอยู่ตรงจุดไหน ผมก็คงอยู่ตรงจุดนี้ ทำธุรกิจ ฟังเพลงที่ชอบ อาจแตกสายไปทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อีกอย่าง เพราะชอบและเห็นช่องทางทำเงิน เห็นโอกาสทำกำไร โอกาสที่เห็นก็คว้าไว้ เท่าที่จะคว้าได้และเป็นไปได้”

จากความเร็วมาสู่ความช้า จากความแรงมาสู่ความสุขุมนุ่มลึก…ชีวิตวันนี้ของ ชินภัทร นำไพศาล

 

บริหารเวลาให้ทำเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 สิงหาคม 2560 เวลา 13:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/506498

บริหารเวลาให้ทำเงิน

โดย…กั๊ตจัง ภาพ : เอพี, เอเอฟพี

เคยไหมที่เราเกิดความรู้สึกว่าเราอยากได้เวลาเพิ่มขึ้นอีกวันละ 8 ชั่วโมง เพียงเพื่อจะได้มีเวลาทำงาน 24 ชั่วโมง/วัน และใช้เวลาอีก 8 ชั่วโมงที่เพิ่มขึ้นมาไปกับการพักผ่อนหรืออยู่กับครอบครัวในโลกความเป็นเราไม่สามารถเพิ่มเวลาได้ แต่ในโลกการเงินเราสามารถใช้เงินเพิ่มเวลาได้ จะเป็นวิธีไหนลองอ่าน 3 วิธียอดนิยมที่เหล่าเศรษฐีทำกัน

1.คำนวณค่าแรงต่อชั่วโมงของเราออกมา

การคำนวณค่าแรงของเราออกมาเป็นรายชั่วโมงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะสำหรับคนทำงานหาเลี้ยงครอบครัวแล้วเวลาเป็นเงินเป็นทองเสมอ ที่สำคัญยังเป็นพื้นฐานในการคำนวณค่าแรงเวลาที่เราจะรับงานอื่นๆ มาทำด้วย สมมติว่าปัจจุบันคุณมีเงินเดือนอยู่ที่ 3 หมื่นบาท/เดือน ทำงานเดือนละ 20 วัน วันละ 8 ชั่วโมง จะได้สูตรการคำนวณดังนี้ (30,000 / 20) / 8 = 187 บาท/ชั่วโมง

สมมติว่าคุณต้องการรับงานเพิ่ม แต่คำนวณค่าแรงไม่ถูก ก็ให้จำนวนชั่วโมงทำงานต่อชิ้นตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จ เช่น รับงานเขียนบทโฆษณา 1 ชิ้น คุณก็เริ่มชั่วโมงทำงานโดยนับตั้งแต่เวลาเดินทางไปกลับหาลูกค้า ชั่วโมงการพูดคุย จนถึงระยะเวลาในการคิดงานตั้งแต่เริ่มจนเสร็จ รวมแล้วประมาณ 48 ชั่วโมงโดยประมาณ

คุณก็จะได้ค่าแรงขั้นต่ำที่คุณควรได้ก็คือ 8,976 บาท คุณจะตีถ้วนปัดขึ้นหรือลงก็ตามใจจะให้ลูกค้า แต่นี่คือค่าแรงที่คุณควรจะได้กับเวลาส่วนตัวที่เสียไป แต่ถ้าคุณรับงานที่มีต้นทุนค่าวัตถุดิบหรือค่าวัสดุให้รวมเข้าไปในค่าแรงนั้นด้วย

2.จ้างคนที่คิดค่าแรงถูกกว่าดีกว่า

วิธีนี้เป็นวิธีที่เหมาะ สำหรับคนที่สามารถหางานเสริมพิเศษได้หลายอย่าง แต่ไม่มีเวลาเพียงพอที่จะรับทำทั้งหมด ลองมองหาผู้ช่วยคนอื่นที่รับงานในราคาที่ถูกกว่า และทำผลงานออกมาได้เป็นที่น่าพอใจดู

เช่น คุณรับงานเขียนบทโฆษณา 1 ชิ้น ใช้เวลา 48 ชั่วโมง ในราคา 8,900 บาท แต่คุณสามารถหาคนทำแทนได้ในราคา 6,000 บาท คุณก็ควรจ้างเขาคนนั้น คุณก็จะได้ทั้งงาน 1 ชิ้น และค่าแรงส่วนต่าง 2,900 บาทเป็นค่านายหน้า แล้วคุณยังสามารถใช้เวลา 48 ชั่วโมงที่คุณจะทำงานชิ้นนี้ไปทำงานอื่นที่ได้เงินเท่ากันที่ 8,900 บาท รวมแล้วเวลา 48 ชั่วโมง คุณจะหาเงินได้ถึง 8,900 + 2,900 = 11,800 บาทเลยทีเดียว

สรุปหลักคิดในข้อนี้อีกครั้งก็คือ หาคนอื่นที่ทำในราคาถูกกว่าได้ก็จ้างเขา แล้วเอาเวลาไปทำงานอื่นที่ทำเงินได้มากกว่าจะดีที่สุด

3.สร้างเครือข่ายในการทำงาน

จากแนวคิดข้อ 2 ถ้าคุณสามารถหางานจากลูกค้าได้มาก จนกระทั่งสามารถเปิดเป็นบริษัทก็ยังได้ คุณจะทำอย่างไร คำตอบก็คือสร้างเครือข่ายรับงานเสีย เพราะถ้าคุณทำคนเดียวคุณจะรับได้ไม่กี่งาน แต่ถ้าคุณมีเครือข่าย คุณสามารถกระจายงานต่อให้คนอื่นทำ แล้วคิดค่าส่วนต่างหรือค่านายหน้านั้นได้ เพราะทุกคนย่อมรู้ดีว่านี่คือธุรกิจ อย่างไรก็ตาม การกระจายงานนั้นไม่ควรเกิน 2 ต่อ

เช่น นายบีรับงานจากนายเอ (นับเป็น 1 ต่อ) แต่นายบีทำงานนี้ไม่ทันต้องส่งต่อให้นายซี (นับเป็น 2 ต่อ) อย่างนี้ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่นายซีจะส่งต่อให้นายดี แบบนี้ไม่ดีแน่ จริงอยู่ว่าการส่งต่อที่ 3 ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อนายบีที่เป็นคนรับงานคนแรก แต่มีผลในเรื่องของความคลาดเคลื่อนในตัวงาน บรีฟงานอาจตกหล่นทำความเข้าใจได้ไม่ทั่วถึง ทำให้งานออกมาไม่มีประสิทธิภาพ ที่สำคัญการจ้างคนที่คิดค่าแรงถูกๆ ก็เสี่ยงต่อการได้ชิ้นงานที่ไม่ดีกลับมาด้วย ซึ่งอาจทำให้นายบีเสียลูกค้าได้ในที่สุด

ดังนั้น การสร้างเครือข่ายการทำงาน ควรมีขนาดที่ไม่ใหญ่เกินความสามารถที่จะดูแล และที่สำคัญข้อดีของการสร้างเครือข่ายก็คือคุณสามารถรับงานได้อย่างไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาที่จะทำ

หลักคิดทั้ง 3 ข้อนี้ คุณสามารถเอาไปประยุกต์ใช้กับงานอื่นๆ ได้อย่างไม่มีข้อจำกัด และที่สำคัญคุณอาจจะได้ธุรกิจของตัวเองจากแนวทางบริหารเงินแบบนี้อีกด้วย

 

อาชีพ+ธุรกิจรุ่ง ในสังคมสูงอายุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 สิงหาคม 2560 เวลา 12:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/506490

อาชีพ+ธุรกิจรุ่ง ในสังคมสูงอายุ

โดย…วรธาร ภาพ เสกสรรค์ โรจนเมธากุล, เอเอฟพี, รอยเตอร์ส

ปัจจุบันประเทศต่างๆ ได้ตบเท้าก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยญี่ปุ่นนั้นก้าวสู่ประเทศสังคมผู้สูงอายุเต็มที่ตั้งแต่ปี 2549 เร็วกว่าประเทศอื่นๆ ตามด้วยอิตาลี เยอรมนี และสวีเดน ขณะที่ประเทศในอาเซียนทุกประเทศ มีแนวโน้มของการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในเร็ววันนี้ โดยประเทศสิงคโปร์และไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมาระยะหนึ่งแล้ว เฉพาะไทย กระทรวงสาธารณสุขได้ระบุว่าจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ภายในปี 2568 หมายความว่าตลาดในส่วนของผู้สูงอายุนับวันจะขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ไม่เฉพาะประเทศไทย แต่รวมถึงประเทศต่างๆ ในอาเซียนและประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลายด้วย

สิ่งหนึ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาในสังคมผู้สูงอายุก็คือจะมีสายงานใหม่ๆ อาชีพและธุรกิจใหม่ๆ เกิดขึ้นรองรับสังคมผู้สูงอายุ คำถามก็คือ แล้วสายงาน อาชีพ ธุรกิจใหม่ๆ อะไรที่คาดว่าจะมาแรงและตอบสนองความต้องการของผู้คนในสังคมที่ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) และเต็มที่ (Super-Aged Society)

งานอาสาสมัคร

รศ.ดร.พิภพ อุดร คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่เห็นในปัจจุบันคือ ด้วยการแพทย์ที่ดีและคนสมัยนี้รู้วิธีดูแลสุขภาพมากขึ้น ทำให้แม้เป็นผู้สูงอายุแต่ก็ดูไม่แก่ บางคนอายุ 60 ปีก็เหมือน 40 ปี ทั้งสุขภาพยังแข็งแรงอีกด้วย อีกอย่างที่เห็นคือตำแหน่งสำคัญในองค์กรใหญ่ๆ คนอายุเกิน 60 ปีทั้งนั้น ที่ยังคงนั่งในตำแหน่ง ซึ่งคนเหล่านี้มีสมองที่ยังแจ่มใส ร่างกายแข็งแรง และสามารถทำงานได้สบายๆ

“รัฐก็ต้องกลับมาคิดว่าเกษียณที่ 60 ปีเร็วเกินไปหรือเปล่า หรือเกษียณแล้วจะให้ไปทำอะไร เมื่อก่อนเกษียณแล้วไปเลี้ยงลูกเลี้ยงหลาน ตอนนี้ลูกไม่มีหลานให้เลี้ยง เพราะอัตราการเกิดของคนน้อยลง ก็ต้องคิดถึงอาชีพสำหรับคนอายุเกิน 60 ปีแล้วว่าต้องมีอะไรให้เขาทำ หรืออาจไม่ต้องเกษียณที่ 60 ปี ซึ่งประเทศไทยก็มีเริ่มแล้วในบางอาชีพ เช่น ตุลาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย แต่ในญี่ปุ่นและสิงคโปร์จะให้ผู้สูงอายุเป็นอาสาสมัครทำงานให้สังคม ญี่ปุ่นจะเยอะกว่า เช่น ให้ไปดูแลเรื่องจราจร ดูแลห้องสมุดสาธารณะ ช่วยบอกทางที่สนามบิน ให้ข้อมูลบริการนักท่องเที่ยว เป็นต้น”

คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี กล่าวต่อว่า รัฐต้องหางานหรืออาชีพให้คนเหล่านี้ทำ เพราะแม้พวกเขาจะเกษียณและอายุเยอะก็จริง แต่ร่างกายยังแข็งแรงอยู่ อีกอย่างบางคนเงินน้อยยังต้องการใช้เงินอยู่

อาชีพดูแลคนป่วยและผู้สูงอายุ

ใช่ว่าทุกคนเกิดมาจะสุขภาพดีแข็งแรงหมด เพราะฉะนั้นอาชีพหนึ่งที่น่าจะมาแรง ก็คืออาชีพดูแลผู้ป่วยและคนสูงวัย ปัจจุบันอาชีพนี้กำลังได้รับความนิยมในประเทศไทย และเชื่อว่าถ้าเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์เมื่อไร อาชีพนี้ก็คงอยู่อันดับต้นๆ แน่นอน

“ไม่ต้องเป็นพยาบาลเต็มตัวก็ได้ แต่เป็นผู้ช่วยพยาบาลที่มีความรู้พื้นฐานด้านสุขภาพเป็นอย่างดี เช่น การออกกำลังกาย การทำกายภาพบำบัด อาหารและโภชนาการที่จำเป็นสำหรับผู้สูงวัยและคนป่วย ตลอดจนการดูแลผู้สูงอายุในด้านอื่นๆ เพื่อให้ผู้สูงอายุรู้สึกผ่อนคลาย มีอารมณ์แจ่มใส เป็นต้น” รศ.ดร.พิภพ กล่าว

ด้าน ดร.สมยศ เจตน์เจริญรักษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนพระดาบส มองว่าในอนาคตอาชีพดูแลผู้สูงอายุบูมแน่นอน ยิ่งสังคมไทยเป็นสังคมที่มีความผูกพันที่ดีต่อกันด้วย เพียงแต่ว่าคนที่ยังไม่พร้อมจะรับคนดูแลผู้สูงอายุเข้าไปอยู่ในระบบนั้น ก็อย่าเพิ่งหาคนไปดูแลคนป่วยหรือผู้สูงอายุในบ้านตัวเอง โดยเฉพาะคนที่คิดค่าจ้างถูกๆ หรือเอาไปเป็นทาสในเรือน พวกนี้ต้องหายไปจากสังคมก่อน ขณะเดียวกันคนที่จะไปดูแลผู้สูงอายุนั้นจะต้องมีความเป็นมืออาชีพ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญเช่นกัน

ขณะที่ จินตนา กูลวิริยะ หัวหน้าหลักสูตรเคหบริบาล โรงเรียนพระดาบส กล่าวว่า โรงเรียนพระดาบสเปิดสอนหลักสูตรเคหบริบาล (ดูแลผู้สูงอายุและเด็ก) เข้าสู่รุ่นที่ 12 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เคยมีพระราชดำริว่า อนาคตเมืองไทยจะมีผู้สูงอายุมากขึ้น และขาดคนดูแล รวมทั้งดูแลเด็กด้วย เนื่องจากพ่อแม่ต้องออกไปทำงาน ซึ่งปัจจุบันก็เป็นจริงตามที่พระองค์มีพระราชดำริไว้ทุกอย่าง หลักสูตรนี้สอนทั้งการดูแลเด็กและผู้สูงอายุ เช่น วัดความดัน การป้อนข้าว แปรงฟัน การนวด และทุกอย่างเกี่ยวกับคนไข้ จบแล้วพาไปสมัครงานด้วย จึงเป็นอาชีพที่ตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุแน่นอน

อาชีพเพื่อนผู้สูงวัย

บางคนอาจมองว่าอาชีพนี้มีด้วยหรือ รศ.ดร.พิภพ บอกว่า ในต่างประเทศเริ่มมีแล้ว เพราะคนสูงวัยบางคู่อาจหย่าร้าง บางคู่เสียชีวิตบ้าง แต่คนเหล่านี้ร่างกายยังแข็งแรง บางคนอยากมีเพื่อน ดังนั้นอาชีพเพื่อนผู้สูงวัยก็อาจจะมากขึ้น ส่วนประเทศไทยตอนนี้ ผู้ชายอายุถัวเฉลี่ย 72 ปี ขณะที่ผู้หญิงอายุ 78 ปี เรียกผู้หญิงอายุยืนกว่า 6-8 ปี ส่วนหนึ่งอาจมาจากโครงสร้างของยีน แต่บางทีก็เป็นเรื่องของการดูแลร่างกาย ฉะนั้นผู้หญิงอาจจะขาดเพื่อนทำกิจกรรมและการดูแล

“อีกสิ่งหนึ่งที่เห็นในปัจจุบันคือการออกแบบคอมมูนิตี้ บ้าน ชุมชนสำหรับผู้สูงวัยอย่างเดียว อันนี้ถือว่าก้าวไปผิดทางมาก เช่น สร้างบ้านเพื่อผู้สูงอายุ เป็นต้น แต่รู้ไหมคนสูงอายุไม่อยากห่อเหี่ยวแต่อยากมีชีวิตสดชื่น ดังนั้นต้องออกแบบสถานที่ ชุมชนที่รวมคนหลายวัยไว้ด้วยกันรองรับคนสูงวัยในเรื่องต่างๆ เช่น การเดินเหิน รถเข็น เรื่องป้าย เป็นต้น การออกแบบในเรื่องเหล่านี้ต้องเกิดขึ้น”

สตาร์ทอัพจะรุ่งเรือง

คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ. กล่าวต่อว่า ธุรกิจสตาร์ทอัพใหม่ๆ ที่ทำเกี่ยวกับอุปกรณ์ทางการแพทย์และสุขภาพสำหรับผู้สูงวัยจะบูม เช่น สายรัดข้อมือที่ตรวจวัดความดันและอัตราการเต้นของหัวใจของผู้สูงอายุ เวลาที่มีปัญหาสายรัดนี้สามารถที่จะต่อโทรศัพท์ไปถึงลูกหลานในเบอร์ที่ได้กำหนดเอาไว้

ปัจจุบันเริ่มมีธุรกิจพวกนี้แล้ว บางอันวัดเบาหวานได้ด้วย หรือบางทีถ้าผู้สูงอายุเคลื่อนไหวด้วยความเร็วผิดปกติก็จะเกิดสัญญาณเตือนว่าผู้สูงวัยอาจเกิดการหกล้มขึ้นได้

“ผู้สูงวัยล้มนี่เป็นเรื่องใหญ่ พอมีอาการเคลื่อนไหวเร็วและแรงผิดปกติสัญญาณพวกนี้จะไปเตือนที่ลูกหลานผ่านสัญญาณโทรศัพท์มือถือ และยังไปถึงระบบโฮมออโตเมชั่นด้วย หมายความว่าต่อไปกล้องวงจรปิดที่ต่อกับอินเทอร์เน็ตที่ถูกติดเต็มบ้านไว้ดูผู้สูงวัยผ่านมือถือได้ มีอะไรก็เปิดกล้องดู ใครไปใครมากดกริ่งที่บ้านกล้องจะจับภาพคนกดกริ่งส่งรูปเข้ามือถือเรารู้ได้เลย หรือผู้สูงวัยที่มีปัญหาอัลไซเมอร์ก็ขีดวงรัศมีไว้ถ้าออกนอกเขตที่กำหนดให้มันส่งสัญญาณเตือนมาที่มือถือ”

รศ.ดร.พิภพ กล่าวต่อว่า สายรัดข้อมือที่พูดถึงอาจอยู่ในรูปนาฬิกาหรือการ์ดก็ได้ สามารถติดตามตัวได้เพราะมีระบบจีพีเอส
อยู่ ธุรกิจเหล่านี้มาแน่นอน นอกจากนี้อาจมีธุรกิจรับพาผู้สูงวัยไปช็อปปิ้งเปิดหูเปิดตา หรือพาไปเที่ยว หรืออาจมาดูแลตอนที่ช่วยปรุงอาหารแล้วกลับไป มองว่าธุรกิจใหม่ที่เป็นสตาร์ทอัพจะเกิดขึ้นมาก และตอบโจทย์ในแต่ละเรื่องโดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ

ขณะที่ รศ.ดร.สิรี ชัยเสรี รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มก. กล่าวว่า อาชีพแพทย์ วิศวกรมาแน่นอน เพราะมีการใช้เทคโนโลยีต่างๆ รวมถึงอาชีพเกษตรกรที่อาจต่างไปจากเดิม มีการใช้เทคโนโลยีต่างๆ และเครื่องทุ่นแรงเข้ามาช่วย ถ้าให้คนรุ่นใหม่ไปทำเกษตรแบบคนรุ่นก่อนคงไม่ทำแน่ ต่อไปประเทศไทยจะต้องปรับเกษตรกรรุ่นใหม่เป็นเกษตรกรผู้ประกอบการจึงจะช่วยซัพพอร์ตผู้สูงอายุได้

“ธุรกิจอาหารสุขภาพก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่จะได้รับความนิยม เนื่องจากคนใส่ใจสุขภาพ ต่อไปผู้ป่วยบางคนที่กลืนอาหารลำบากก็จะมีการผลิตอาหารที่กินง่ายกลืนง่าย หรือถ้าสมมติเป็นโรคเบาหวานก็จะมีการจัดอาหารเฉพาะโรคให้เลยเพิ่มความสะดวกมากขึ้น และจากนี้ไปจะมีคนไปเรียนฟู้ดไซน์เพื่อมาประกอบอาชีพทางนี้เยอะขึ้น นอกจากเหนือจากแพทย์ พยาบาล วิศวกร และธุรกิจบริการอื่นๆ เช่น การดูแลผู้สูงอายุ เป็นต้น” รศ.ดร.สิรี กล่าว

 

วัลภา สุขใย งานพีอาร์มากกว่าแค่การสื่อสาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 กรกฎาคม 2560 เวลา 14:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/506325

วัลภา สุขใย งานพีอาร์มากกว่าแค่การสื่อสาร

โดย…โยธิน อยู่จงดี ภาพ : เสกสรร โรจนเมธากุล

“ในวันที่สื่อปรับตัวไปในทิศทางดิจิทัลมากขึ้น มีดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง เกิดขึ้น มีคนเคยพูดไว้เหมือนกันว่าบางทีงานพีอาร์อาจจะสูญหายไปกับการปรับตัวของสื่อที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ทุกวันนี้ก็พิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่งานพีอาร์ยังคงอยู่ การติดต่อประสานงานกับสื่อ กับรับมือกับสื่อมวลชนยังคงต้องใช้ทักษะของงานพีอาร์เป็นสำคัญ ที่งานสายอื่นๆ ไม่สามารถทำได้” วัลภา สุขใย เจ้าหน้าที่ดูแลงานด้านประชาสัมพันธ์ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวไว้เช่นนั้น

เส้นทางพีอาร์กับงานสื่อที่เปลี่ยนแปลง

วัลภา เป็นผู้คร่ำหวอดในวงการพีอาร์มากว่า 15 ปี เคยผ่านงานพีอาร์เอเยนซี ที่ดูแลลูกค้าระดับประเทศและระดับโลกมามากมาย จนมาเป็นพีอาร์องค์กรให้กับธนาคารไทยพาณิชย์ แต่ก่อนที่จะมาถึงจุดนี้ได้เส้นทางของเธอก็น่าสนใจไม่น้อยเช่นกัน

หลังจาก วัลภา เรียนจบคณะมนุษยศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยบูรพา ด้วยเกียรตินิยมอันดับ 2 ช่วงเวลานั้นยังไม่ได้มีเส้นทางชีวิตที่ชัดเจนนัก อาศัยความกล้าที่จะเรียนรู้และความมุ่งมั่นตั้งใจทำงานให้เต็มที่ จึงเริ่มหางานเก็บประสบการณ์ชีวิตไปในระยะเริ่มต้น จนกระทั่งวันหนึ่งได้เห็นโฆษณาประกาศรับสมัครงาน พีอาร์ คอนซัลแทนต์ จึงลองสมัครดูและกลายเป็นจุดเริ่มต้นชีวิตการเป็นพีอาร์หรือนักประชาสัมพันธ์อย่างเต็มตัว

“ตอนที่เห็นประกาศรับสมัครงานตอนนั้นไม่มีประกาศชื่อด้วยว่าเป็นบริษัทอะไร บอกแค่ตำแหน่ง พีอาร์ คอนซัลแทนต์ ซึ่งเราก็ยังไม่รู้จักด้วยซ้ำว่าพีอาร์คืออะไรและคุณสมบัติด้านภาษาอังกฤษที่ดี ซึ่งเราคิดว่าเราพร้อมตรงนั้นอยู่แล้ว เพราะเรารู้ทักษะภาษาอังกฤษ รู้ทักษะการเขียนก็สมัครไป เขาก็ให้สอบการเขียนข่าว เพิ่งมารู้ภายหลังว่าบริษัทที่รับเราเข้าไปนั้นชื่อบริษัท ฮิลล์ แอนด์ นอลตัน เป็นบริษัทพีอาร์เอเยนซีที่มีชื่อเสียง และเป็นบริษัทที่สอนให้เรารู้ว่างานพีอาร์และการเป็นพีอาร์ที่ดีคืออะไร”

หลังจากเรียนรู้งานพีอาร์จากที่นั่น วัลภา ก็รู้ว่าเป็นงานที่ใช่สำหรับเธอ แต่ก็ต้องการความท้าทายใหม่ๆ จึงออกมาทำบริษัทอื่นดูบ้าง จนก่อนที่จะมาอยู่ไทยพาณิชย์ ไปอยู่ที่บริษัท
เจดับบลิวที ดูลูกค้ารายสำคัญก็คือ บริษัท ซัมซุง

“จำได้ว่าวันแรกที่เข้ามาดูซัมซุง ก็เจอวิกฤตสื่อของบริษัทลูกค้าเลย แต่วิกฤตครั้งนั้นก็ช่วยสอนประสบการณ์ให้เราได้เหมือนกัน ว่าถ้าเจอปัญหาแบบนี้เราจะแก้ไขอย่างไร ดังนั้นประสบการณ์ในการทำงานในการแก้ปัญหานั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก คนที่ทำงานมา 15 ปีก็รู้ไม่เท่าคนทำงาน 20 ปี เวลาที่เราเจอรุ่นพี่พีอาร์ เราก็จะให้ความเคารพและเรียนรู้จากเขาเสมอ เราอยู่ที่เจดับบลิวทีได้ประมาณ 4 ปีครึ่ง ก็เริ่มรู้สึกว่าเราทำงานที่นี่นานพอสมควร ก็ออกจากเจดับบลิวที มาเป็นพีอาร์องค์กรให้กับธนาคารไทยพาณิชย์

วัลภา มองว่าทำให้เธอรู้ทั้งในมุมของการเป็นพีอาร์องค์กร กับพีอาร์เอเยนซี 

“การทำพีอาร์เอเยนซีเราจะต้องมีความสามารถในการมองคน มีความสามารถในการอ่านใจลูกค้า เข้าถึงโจทย์ที่ลูกค้าต้องการและทำงานเพื่อตอบโจทย์ตรงนั้น บางครั้งเราจะต้องดูแลลูกค้าในคราวเดียวถึง 5 ธุรกิจ และแต่ละธุรกิจก็มีความต้องการแตกต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิง

“แต่สำหรับการทำงานพีอาร์องค์กร เราจะต้องดูในภาพรวมทั้งหมดขององค์กรเราเพียงองค์กรเดียว แต่เราจะต้องละเอียดในการตรวจสอบงานของเอเยนซีที่เข้ามารับงาน และสิ่งที่องค์กรจะได้รับว่าการสื่อสารที่ส่งออกไปถึงคนนอก องค์กรนั้นจะส่งผลกระทบด้านไหนกลับมา เวลาที่พีอาร์เอเยนซีแนะนำอะไรมาคนในองค์กรก็มักจะเชื่อมากกว่า แต่พีอาร์องค์กรเองก็ต้องมีจุดยืนขององค์กร ในการที่จะทำให้เขาเชื่อและเข้าใจว่าจุดยืนขององค์กรของเราคืออะไร เราต้องทำออกมาในรูปแบบที่สอดคล้องก่อน ซึ่งนั่นก็เป็นโจทย์ที่มีความท้าทายสำหรับงานพีอาร์องค์กรอย่างหนึ่ง”

สิ่งที่พีอาร์มักจะเจอเป็นประจำ วัลภา มองว่าก็คือการทำความเข้าใจในงานพีอาร์กับคนในองค์กร ซึ่งมักจะได้ยินคำที่ซ้ำก็คือ “Strategy” หรือกลยุทธ์

“แต่พอเราทำแผนออกสื่อให้เป็นข่าวใหญ่ทำสัมภาษณ์พิเศษกับสื่อ อย่างเช่นหนังสือพิมพ์ออก 1 วันก็จบ แต่วันต่อมาเรามักจะได้คำถามอีกว่าทำไมไม่เห็นข่าวขององค์กรเราเลย ทั้งที่เราทำตามกลยุทธ์ที่วางไว้ เพราะสุดท้ายแล้วไม่ว่าเราจะวางกลยุทธ์ให้เกิดข่าวใหญ่ข่าวหลักอย่างไร คนต้องการเห็นข่าวของตัวเองอยู่ตลอดเวลา แต่ธรรมชาติของสื่อจะมีรอบการลงของเขาที่เราต้องทำความเข้าใจเรื่องการออกสื่อกับคนในองค์กรให้ดี

“แม้ทุกวันนี้จะมีสื่อดิจิทัลเกิดขึ้นมากมายให้เลือกลง แต่เราก็ต้องตั้งคำถามให้ได้ว่าสื่อออนไลน์เหล่านั้นเป็นสิ่งจำเป็นและตอบโจทย์ขององค์กรเราหรือเปล่า สื่อเหล่านี้เราอาจจะต้องทำพีอาร์โดยเลือกสื่อที่มีคุณภาพที่สุดสำหรับเรา ซึ่งสุดท้ายแล้วเรายังมองว่าสื่อหลักก็ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องมีอยู่”

ศักดิ์ศรีของพีอาร์

พีอาร์สาวมากประสบการณ์แนะนำคุณสมบัติของการเป็นพีอาร์ที่ดีต่อว่า

“จากประสบการณ์ของเราเองที่ทำงานมาทักษะสำคัญในการทำงานพีอาร์ไม่ว่าจะเป็นพีอาร์เอเยนซี หรือพีอาร์องค์กรก็คือ ต้องเข้าใจคน มองคนออกแล้วรู้ว่าจะรับมือกับเขาอย่างไร พยายามทำความเข้าใจในทุกงานอย่างลึกซึ้ง เพราะบางคนดูแลลูกค้าหลายเจ้าในคราวเดียวกัน และแต่ละคนมีความต้องการไม่เหมือนกันเลย

“ที่ขาดไม่ได้คือการมีทักษะด้านการเขียนจับประเด็นได้ เขียนรู้เรื่อง และสุดท้ายบุคลิกภาพและความน่าเชื่อถือก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะว่างานของเราก็ถือว่าเป็นงานที่มีศักดิ์ศรี ต้องมีความมั่นใจในตัวเอง เพราะเรากำลังพรีเซนต์งานของเราให้กับสื่อ แนะนำสื่อมวลชนให้รู้จักเจ้านาย เพราะฉะนั้นเรื่องของบุคลิกภาพการแต่งกายที่ดีก็เป็นเรื่องสำคัญ และตัวเราเองก็ต้องมีความเฉียบคมในประเด็นที่เรากำลังจะนำเสนอกับสื่อให้ชัดเจน อ่านสื่อให้มาก เพราะถ้าเราไม่เข้าใจสื่อก็ขายงานได้ยาก รู้ความต้องการของสื่อแต่ละแขนงว่ามีความต้องการที่แตกต่างกันอย่างไร เรียนรู้หาความรู้ที่จำเป็นกับองค์กรที่เราทำ เช่น การทำงานแบงก์ ก็ต้องหาความรู้ในเรื่องการเงิน ข่าวสารในวงการการเงินบ้าง”

ต่อมาก็คือการพยายามทำความเข้าใจกับคนในองค์กร วัลภา บอกว่าเพราะปัญหาในการทำงานกับสื่ออย่างหนึ่งก็คือ แหล่งข่าวกลัวสื่อ หรืออาจจะมีประสบการณ์ที่ไม่ดีกับสื่อมาก่อน ทำให้ไม่อยากเจอสื่อไม่กล้าพูดกับสื่อ

“เคยหลุดข้อมูลที่มีความอ่อนไหวต่อองค์กร ทำให้ถูกผู้บริหารระดับสูงต่อว่า ก็ทำให้ไม่มีข่าวออก ทำให้งานของเรายากขึ้น ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่พีอาร์ต้องทำความเข้าใจกับผู้บริหาร อาจมีการเทรนว่าควรจะตอบคำถามสื่ออย่างไร หรืออาจจะเจอสื่อคนเดียวก่อน นั่งรับประทานอาหารด้วยกัน ค่อยปรับตัวกันไป ซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่การตอบคำถามสื่อของผู้บริหารเท่านั้น เวลาที่องค์กรเจอปัญหาวิกฤตที่ต้องเผชิญหน้ากับการตอบคำถามสื่อตอบคำถามสังคม พีอาร์เองก็ควรเข้าไปมีส่วนร่วมรับรู้ถึงปัญหารับรู้ข้อมูลทุกอย่าง เพื่อที่จะได้เข้าไปหาวิธีการตอบสื่อได้อย่างถูกต้อง

“เพราะในช่วงเวลาที่วิกฤตที่สุดขององค์กร การตอบคำถามสื่อ การตอบคำถามสังคมด้วยความถูกต้องและแม่นยำเป็นสิ่งสำคัญ บางครั้งคำพูดที่ผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ไม่ได้เป็นคำพูดที่ตรงกับสิ่งที่เราต้องการสื่อสารหรือเรื่องราวความจริง อาจจะมีคนเอาไปปั่นเป็นดราม่าในสื่อออนไลน์ เราก็ต้องละเอียดกับสิ่งที่เราจะต้องสื่อสารออกไปให้มาก”

สุดท้าย วัลภา บอกว่า ต้องทำงานทุกชั่วโมงให้มีความสุขกับสิ่งที่ทำ กลับบ้านใช้เวลากับครอบครัวอย่างมีค่า ดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกาย พักผ่อนจิตใจด้วยการท่องเที่ยวหาแรงบันดาลใจ

“ทำงานอย่างมีความสุข ใช้ชีวิตอย่างสมดุล ไม่ว่าเราจะทำงานพีอาร์หรือทำงานอะไรก็ตามเราก็จะทำงานนั้นได้ดีเสมอ”

 

ลดเครียด เพิ่มคุณภาพงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 กรกฎาคม 2560 เวลา 14:08 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/506324

ลดเครียด เพิ่มคุณภาพงาน

โดย…ราตรีแต่ง

อาการปวดศีรษะกำเริบ หรือบางคนท้องอืดเฟ้ออึดอัดไม่สบายกาย แล้วพาลคิดว่าสาเหตุเกิดจากสุขภาพแย่ แต่นี่อาจเป็นสัญญาณความเครียดแฝงตัวมากับหน้าที่รับผิดชอบหนักหน่วง เกิดสภาวะสุขภาพทางใจย่ำแย่ และเป็นต้นตอส่งผลเสียต่อสุขภาพกายอีกมากมาย

โดยเฉพาะความเครียดเกิดขึ้นในที่ทำงาน มนุษย์ออฟฟิศต้องนั่งจมอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ พิมพ์งานอยู่ตลอดเวลา หลายคนเจ็บป่วยด้วยความเครียดโดยไม่รู้ตัว

ให้สังเกตสภาวะจิตใจหงุดหงิด อาจอารมณ์เสียง่ายดาย หรือบางคนถอนผม กัดหรือฉีกเล็บ นั่งเขย่าขาโดยไม่รู้ตัว เกิดจากการทำงานที่เป็นสาเหตุให้คนเราเกิดความเครียดได้เสมอ ไม่มากก็น้อย เมื่อเกิดความเครียดแล้ว แต่ละคนจะมีปฏิกิริยาแตกต่างกันออกไป ถ้าใครทำอาการเหล่านี้บ่อยๆ กรมสุขภาพจิต-สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) อธิบายว่าล้วนเป็นสัญญาณเตือนให้คนทำงานควรรีบผ่อนคลาย ละความเครียดได้แล้ว ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

เริ่มออกกำลังกาย (ได้แล้ว!!!) เพื่อระบายฮอร์โมนแห่งความเครียดออกไปให้หมด เพราะความเครียดทำให้เราทำงานได้ไม่ค่อยเต็มที่ คนทำงานเลือกออกกำลังกายระหว่างการทำงานในออฟฟิศได้ไม่ยากเลย เช่น การเดินขึ้นลงบันได มีเคล็ดลับก้าวขึ้นหรือลงทีละ 2 ขั้น ก็ได้แรงเพิ่มง่ายๆ หรือจะเป็นการเลือกเล่นกีฬาที่ชอบ สาวๆ ออฟฟิศลองพิชิตทำงานบ้านในตอนเย็นหลังเลิกงาน หรือในวันหยุด ก็เป็นการออกกำลังกายได้เหงื่อกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุขออกมา ช่วยให้ร่างกายและจิตใจสดชื่นกระปรี้กระเปร่า

พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ควรเอางานกลับไปทำที่บ้าน เพราะนี่คือคนทำงานที่บริหารเวลาได้ไม่มีคุณภาพ เมื่อทำงานหนักก็ต้องมีเวลาพักผ่อนส่วนตัว และมีเวลาให้ครอบครัวด้วย อย่าลืมว่าเครื่องจักรยังต้องมีชั่วโมงหยุดพัก ซ่อมแซมบำรุง มนุษย์ออฟฟิศก็เช่นเดียวกัน ต้องมีเวลาพักผ่อนบ้างเพื่อจะได้มีพลังสำหรับการทำงานในวันต่อไป

มีปัญหาติดขัดกับงานใดงานหนึ่ง ใครเจอสภาวะแบบนี้ต้องเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นดูบ้าง ถ้าไม่สามารถทำให้งานนี้คืบหน้าไปได้เสียที ก็ให้ลองเปลี่ยนไปทำงานอื่นๆ ให้เสร็จก่อน แล้วจึงค่อยกลับมาจัดการงานที่ค้างคาไว้ภายหลัง คุณอาจจะมองเห็นอะไรได้ชัดเจนขึ้นอีกต่างหาก การละวางพักสมองบ้าง อาจทำให้สามารถคลี่คลายปัญหานั้นได้ดีขึ้น

อีกวิธีการแก้ปัญหาติดขัดคิดงานไม่ออก ลองเลือกอยู่เงียบๆ คนเดียว หรือหลบไปหาที่สงบๆ เช่น ห้องสมุด สวนหย่อมในออฟฟิศ ก็จะช่วยปลดปล่อยจิตใจโดยไม่มีใครเข้ามาแทรกแซงสักพักหนึ่ง ความเครียดจะค่อยๆ ทุเลารู้สึกดีขึ้น เพราะถึงแม้ตั้งใจทำงานมากเพียงใด แต่ถ้าหากว่าในสมองเรายังเต็มไปด้วยความเครียด ผลงานออกมาก็คงได้ไม่ดีเท่าไรนัก ดังนั้น หากรู้สึกเครียดก็ควรหยุกพักสักครู่

ปรึกษาปัญหาหนักใจกับคนใกล้ชิด กฎของการมีความสุขในออฟฟิศ คือคุณควรมีเพื่อนสนิทอย่างน้อย 1 คนไว้พูดคุยทั้งเรื่องงาน และคุยกันเรื่องสบายๆ แม้บางครั้งเพื่อนอาจช่วยเราแก้ปัญหาไม่ได้ แต่การได้พูดสิ่งที่อัดอั้นในใจออกไป ได้คำปลอบประโลมกลับมา ก็จะผ่อนคลายรู้สึกดีขึ้น สบายใจ สมองปลอดโปร่งขึ้น และคิดแก้ปัญหาได้ในเวลาต่อมา

รู้จักปรับเปลี่ยนความคิด การจมอยู่กับความวิตกกังวลมากเกินไป ไม่ใช่การแก้ปัญหาเลยสักนิด ลองคิดในหลายๆ แง่มุม คิดในสิ่งดีๆ คิดอย่างมีความหวังบ้าง และอย่าคิดหมกมุ่น ที่สำคัญอย่าคิดแต่ปัญหาของตัวเอง ลองคิดถึงคนอื่นบ้าง คนทำงานล้วนแบกรับภาระไม่แพ้กันทั้งนั้น การมองออกจากปัญหาตัวเองอาจมีกำลังใจต่อสู้ปัญหาต่อไป

การฝึกเทคนิคคลายเครียด เช่น การหายใจเข้าลึกๆ ให้ท้องพองออก และหายใจออกช้าๆ ให้ท้องแฟบลง จะช่วยชะลอความโกรธ คลายความกังวล ลดความกลัว และความตื่นเต้นลงได้ นอกจากนี้ควรฝึกสมาธิเพื่อสงบจิตใจ โดยมีสติอยู่กับลมหายใจเข้าออก จะช่วยคลายเครียดได้เป็นอย่างดี

การฝึกสมาธิด้วยการอยู่กับปัจจุบัน ลดความวิตกกังวลด้วยการคิดข้ามช็อตให้น้อยลง คืออย่าเพิ่งไปครุ่นคิดกับเรื่องที่ยังมาไม่ถึง พยายามจดจ่ออยู่กับสิ่งที่กำลังทำในขณะนั้น คนทุกวันนี้เสียพลังงานและอารมณ์ไปกับเรื่องที่ยังมาไม่ถึง จนไม่มีเวลาใส่ใจกับเรื่องที่อยู่เฉพาะหน้า มีหลายคนเครียดเพราะทำงานไม่ทัน เส้นตายยิ่งใกล้เข้ามาก็ยิ่งเครียด ปรากฏว่าเครียดจนปวดหัว จนทำงานไม่ได้ ต้องนอนพัก เลยกลายเป็นว่าทำให้งานเสร็จช้าลงยิ่งกว่าเดิม อะไรที่อยากทำให้เสร็จไวๆ กลับยิ่งเสร็จช้าลง

งดกาแฟถ้วยที่ 2 คนทำงานบางคนจิบกาแฟได้ทั้งวัน และนั่นอาจเป็นความเครียดสะสมที่ไม่รู้ตัว การดื่มกาแฟวันละ 1 แก้วดีต่อสุขภาพ แต่หากดื่มเป็นแก้วที่ 2 กาเฟอีนจะทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น 16 ครั้ง/นาที ทำให้รู้สึกใจสั่นและมีความกังวลเพิ่มขึ้น

ช่วงพักคอฟฟี่เบรก ถ้าวันนี้ดื่มกาแฟไปแล้ว 1 แก้ว ลองเลือกกินผลไม้แทน เช่น ส้ม ผลไม้มีรสหวานอมเปรี้ยวเหมาะเป็นของว่างแทนพวกขนมขบเคี้ยวชนิดต่างๆ ในช่วงบ่ายได้ดี ผลไม้ทำให้เรารู้สึกสดชื่นมีวิตามินซีสูงมีประโยชน์แก่ร่างกายอีกด้วย

 

ใครๆ ก็ใช้โค้ช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 กรกฎาคม 2560 เวลา 13:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/506323

ใครๆ ก็ใช้โค้ช

โดย…โยธิน อยู่จงดี ภาพ: อีพีเอ / กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร / เสกสรร โรจนเมธากุล

จากยุคของเชฟก้าวออกจากห้องครัว เข้ามาสู่ยุคของการเป็นโค้ชหรือผู้ที่จะมาคอยแนะนำแนวทางในการทำงานและกา

รดำเนินชีวิตด้านอื่นๆ ตามปัญหาของแต่ละคนที่แตกต่างกันออกไป เกิดคำถามแก่ทุกคนว่าโค้ชเหล่านี้เป็นใคร มีดีขนาดไหนที่จะมาช่วยแนะนำแนวทางแก้ปัญหาให้กับตัวเรา

โค้ชคือผู้แก้ปัญหาเฉพาะบุคคล

ดร.ประณม ถาวรเวช ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาบุคลิกภาพ จอห์น โรเบิร์ต เพาเวอร์ส อธิบายถึงที่มาที่ไปของการเกิดโค้ชในยุคปัจจุบันว่า ในสมัยก่อนมักจะเรียกคนที่มาแนะนำแนวทางในการปรับตัวให้กับเราว่า วิทยากร เช่น การเชิญวิทยากรเป็นการสอน อาจจะมีบ้างบางครั้งที่ผู้บริหารระดับสูงหรือคนทั่วไปต้องการที่จะให้ช่วยพัฒนาเป็นรายบุคคล จะเรียกว่า พี่เลี้ยงหรือที่ปรึกษา หรือเมนเทอร์ (Mentor) ซึ่งเมนเทอร์ก็จะคล้ายๆ รูปแบบของการเป็นโค้ชในปัจจุบัน

“ในสมัยนี้คนจะนิยมโค้ชชิ่งมากกว่า เพราะสมัยก่อนการที่เข้ารับการอบรมจากวิทยากรอาจจะไม่ตรงกับความต้องการของแต่ละคน การโค้ชชิ่งก็เลยเกิดขึ้นแล้วก็เป็นที่แพร่หลาย เพราะสามารถตอบโจทย์ความต้องการที่ไม่เหมือนกันมากกว่า คนที่ทำหน้าที่โค้ชจะเป็นคนที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการกระทำขึ้นมาด้วยการตั้งคำถาม การตั้งคำถามเพื่อให้การคิดและการเปลี่ยนแปลงความคิดและการกระทำเป็นสิ่งสำคัญ

“โค้ชจะไม่บอกว่าคุณจะต้องทำนู่นทำนี่เหมือนวิทยากรสมัยก่อน เขาจะฟังปัญหาและเรื่องราวของคุณและตั้งคำถามขึ้นมา เพื่อให้คิดได้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป พอคนฟังได้ฉุกคิดก็จะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงหลักในการคิดใหม่ ส่งผลให้เกิดเป็นคนใหม่ การกระทำใหม่ วิธีการใหม่ขึ้นมา”

ดังนั้น คนที่เป็นโค้ชจะต้องมีหลักในการตั้งคำถาม ดร.ประณม ขยายความต่อว่า โค้ชต้องมีแนวทางในการชักจูงคน

“ยกตัวอย่างง่ายๆ ทางที่จะไปเชียงใหม่มีหลายทาง คนที่เป็นโค้ชก็ต้องตั้งคำถามว่าไปเชียงใหม่ทางไหนดีกว่า แล้วแต่ละทางนั้นเป็นอย่างไร? แล้วปล่อยให้ลูกค้าคิดเองว่าเขาจะเลือกเส้นทางไหนที่เหมาะกับเขามากที่สุด”

เมื่อเทียบประสิทธิภาพระหว่างการฟังวิทยากรกับฟังโค้ช ดร.ประณม ฟันธงอย่างไม่ต้องคิดนานว่า การฟังโค้ชจะได้ประสิทธิภาพที่ดีกว่า

“เพราะหลายครั้งจากประสบการณ์การเป็นวิทยากร ผู้รับฟังอาจจะคิดว่าที่เราพูดออกไปไม่ใช่ทางของเขา ไม่ใช่เรื่องของเขา ไม่ได้ตรงกับความต้องการหรือปัญหาส่วนตัวที่เขามี ผลที่ออกมาก็คือจะได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง แต่การโค้ชคือการเข้าไปแก้ปัญหา ตั้งคำถามให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชีวิตโดยที่โค้ชไม่ต้องบอกว่าเขาจะต้องทำอะไร แต่คนฟังจะคิดได้เอง

“อย่างที่ จอห์น โรเบิร์ต เพาเวอร์ส เองก็มีการนำโค้ชชิ่งเข้ามาผสมผสานกับงานที่ทำอยู่ปัจจุบัน พบว่าการโค้ชชิ่งค่อนข้างที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างชัดเจนกับตัวของผู้ที่เข้ามาใช้บริการมากกว่าการอบรมวิทยากรเหมือนสมัยก่อน มีความสนุกมากกว่า ได้ผลมากกว่า”

ดร.ประณม ถาวรเวช

แต่อย่างไรก็ดี เวลาเลือกโค้ชสักคน ดร.ประณม ชี้เคล็ดลับว่า ก็ต้องดูว่าโค้ชคนนั้นจบจากสถาบันโค้ชที่ไหน มีใบรับรองไหม และโค้ชที่ดีจะต้องเป็นผู้ฟังให้มากกว่าผู้พูด

“พูดเฉพาะการตั้งคำถาม แนะนำในส่วนที่จำเป็นต้องแนะนำเท่านั้น เช่น ในเรื่องของการแนะนำในเรื่องการเลือกเสื้อผ้า บุคลิกภาพ หรืออื่นๆ ยังจำเป็นต้องใช้การสอนเข้ามาผสมผสานการโค้ช เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด ส่วนระยะเวลาในการโค้ชนั้นไม่ควรนานเกินไป ไม่ควรเกิน 1 ชั่วโมงหรือชั่วโมงครึ่ง และอาจจะมีการนัดพูดคุยกันอีกครั้งเป็นรายสัปดาห์หรือรายเดือนเพื่อติดตามผล”

เมื่อถาม ดร.ประณม ว่า แล้วโค้ชจำเป็นแค่ไหน? อ่านหนังสือหาความรู้เองได้ไหม?

“ตอบได้เลยว่าการอ่านหนังสือก็ช่วยในเรื่องการให้ความรู้ แต่อาจจะต้องเสียเวลาในการปรับตัว อาจทดลองใช้ ทดลองเรียนรู้ด้วยตัวเอง ใช้เวลานานขึ้น จนสุดท้ายแล้วเราอาจจะไม่เห็นเลยว่าปัญหาที่แท้จริงของตัวเองนั้นเกิดจากอะไร อย่างหนึ่งก็คือคนเรามีปัญหาแตกต่างกันออกไป

“หนังสือก็อาจจะตอบโจทย์ได้ไม่หมด หรือการตั้งไมนด์เซตหรือเป้าหมายในใจยังไม่ตรงกับสิ่งที่ต้องการ  หรือบางครั้งปัญหานั้นอาจจะเป็นแค่เส้นผมบังภูเขาที่เรามองไม่เห็น แต่โค้ชจะเป็นผู้ค้นหาปัญหานั้นแล้วเข้าไปช่วยสะกิดปัญหานั้นออกให้เราได้เห็นว่าปัญหาของเราคืออะไร”

โค้ชในสิ่งที่สนใจและไม่เหมือนใคร

นฤพนธ์ เวียงชนก ที่ปรึกษาด้านความรักและความสัมพันธ์ หรือเรียกสั้นๆ ว่า โค้ชความรัก เจ้าของเพจ Facebook.com/MAXinLoveThailand เล่าถึงเส้นทางการเป็นโค้ชความรักของเขาว่า

“เริ่มมาจากความสนใจในเรื่องของการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคู่รักมาตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว อยากจะรู้ว่าอะไรที่ทำให้คนเรารักกัน ชอบกัน และหันมารักกันอย่างยั่งยืน เคยตั้งคำถามว่าทำไมผู้หญิงถึงไม่ชอบผู้ชายดีๆ ทำไมผู้หญิงถึงชอบผู้ชายเพลย์บอยเป็นส่วนใหญ่ แต่เมื่อเราศึกษาจริงๆ แล้ว ผู้หญิงไม่ได้ชอบเพลย์บอยที่นิสัย แต่ชอบเพลย์บอยที่รูปลักษณ์หรือลักษณะแบบเพลย์บอยมากกว่า”

นฤพนธ์ จึงเริ่มจากการศึกษาเรื่องการโค้ชชิ่งจากสถาบันโค้ชทั้งในประเทศและต่างประเทศ เน้นไปที่เรื่องความรักโดยเฉพาะ แล้วเอามาปรับประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมเข้ากับวัฒนธรรมของคนไทย เริ่มเปิดเพจโค้ชความรัก รับการโค้ชเรื่องความรักแบบกลุ่มอบรม หรือโค้ชเดี่ยว ถ้าเป็นแบบโค้ชเดี่ยวจะคิดที่คนละ 5,000 บาท

นฤพนธ์ เวียงชนก

“ลูกค้าของผมคนหนึ่งผิดหวังเรื่องความรักอย่างรุนแรงมาก จมอยู่เป็นเดือนๆ จนสุขภาพเริ่มแย่ลงเรื่อยๆ จนมีคนแนะนำให้มาปรึกษาผมดู เธอก็ลองดู ผมก็โค้ชแนวทางเรื่องความรักให้กับเขาไปใช้ ชี้ให้เห็นว่าแท้จริงแล้วปัญหาความรักนั้นเกิดจากอะไร แล้วต้องปรับตัวอย่างไรให้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติให้ได้เร็วที่สุด ผลปรากฏว่าในเวลาไม่นานนักเธอก็กลับมาเป็นผู้หญิงคนเดิมที่เคยสดใสจนคนรอบข้างสังเกตได้

“ผมมองว่าเรื่องความรักเป็นเรื่องสำคัญ เป็นพื้นฐานที่จะสร้างสังคมไทยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ อีกอย่างหนึ่งที่ผมเลือกที่จะโค้ชเรื่องความรักโดยเฉพาะ เพราะปัญหาความรักเป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งในชีวิตคนเรา ทุกคนต้องการความรัก จริงอยู่ว่าอาจจะมีไลฟ์โค้ชหรือพี่อ้อย พี่ฉอด ที่เรารู้จักกันดี แต่นั่นเป็นแนวทางการโค้ชชีวิตโดยรวม แต่โค้ชความรักเป็นการโค้ชเฉพาะทางเฉพาะปัญหาของแต่ละคน ซึ่งทำให้เราแตกต่างจากคนอื่นๆ”

การแข่งขันที่ดุเดือด

“งานประจำที่ทำอยู่ตอนนี้ เป็นผู้ตรวจสอบบัญชีลูกค้าในสำนักงานตรวจสอบบัญชี สิ่งหนึ่งที่เราพบกับปัญหาของลูกค้าที่เราตรวจสอบบัญชี ก็คือพวกเขาหาเงินง่าย แต่ว่าไม่ได้หมายความว่าเขาจะมีเงินเก็บเยอะ ก็เลยมาเริ่มเปิดเพจเขียนบทความในเรื่องของการออมเงินก่อน แล้วก็ไปสมัครเป็นนักเขียนประจำของเว็บไซต์ออมมันนี่ ชื่อมาดามฟินนี่  และรับการโค้ชด้านการเงินโดยเฉพาะ” พนิดา ชูกุล โค้ชการเงิน เจ้าของเพจมาดามฟินนี่ (facebook.com/madamfinney) เล่าถึงเส้นทางการเป็นโค้ชการเงินของเธออย่างง่ายๆ เช่นเดียวกับสไตล์การโค้ชของเธอเอง

“สไตล์ของเราจะพูดในเรื่องของการเงินในภาษาที่พูดง่ายๆ เข้าใจง่าย เพราะว่าเรารู้ว่าเราเคยผ่านจุดนั้น

พนิดา ชูกุล

ไปก่อน ดังนั้นเมื่อเรามีประสบการณ์ร่วมกันกับเขาในการผ่านจุดที่ไม่มีความรู้ในเรื่องการเงิน ต้องการใช้เงินเวลาพูดอะไรออกไปก็จะโดนใจคนฟัง เชื่อว่าสิ่งนั้นเป็นปัญหาของเขาจริงๆ และพร้อมที่จะเปิดรับแนวคิดในการบริหารจัดการเงินแบบใหม่ หรือหาเงินเพิ่มได้ง่าย”

อย่างหนึ่งในการเป็นโค้ช พนิดาวิเคราะห์ว่า เพราะสมัยนี้จะทำแบบวิทยากรเหมือนสมัยก่อนไม่ได้แล้ว ถ้าทำแบบเดิมก็มีแต่แย่ลง เพราะว่ามีคู่แข่งเข้ามาตีตลาด มีเว็บไซต์สอนการเงิน มีรายการในยูทูบ ก็ต้องปรับลูกเล่น
ไม่ให้เหมือนกับคนอื่น หากลุ่มลูกค้าของตัวเองให้เจอ

“จากการสำรวจแบบสอบถาม เราพบว่าลูกค้าเราเป็นผู้หญิงที่มีรายได้ไม่เยอะมาก เป็นคนรุ่นใหม่ที่ยังเก็บเงินไม่ได้ ไม่ต้องไปบอกว่าเขาควรจะต้องลงทุนอะไร แค่เหลือเก็บยังเป็นความท้าทายอันดับหนึ่งของเขาเลย เลยมองว่าเราควรหันไปตั้งเป้าหมายคนที่มีความสามารถในการหาเงิน แต่ขาดทักษะความรู้ในการจัดการด้านการเงินและการลงทุน เพราะว่าบางคนหาเงินเก่ง หาเงินมาได้มาก แต่พอเราถามไปว่าแล้วคุณมีเงินเก็บอยู่เท่าไร หลายคนบอกไม่มีเลย เพราะหาเงินมากก็ใช้มาก ได้เงินมาแล้วก็เอาไปเที่ยว เอาไปซื้อของกินของใช้

“เวลาเราโค้ชให้กับลูกค้าเราจะฟังเขาในหลากหลายมิติ ดูปัญหาของเขาว่าปัญหาในเรื่องของการเก็บเงินของเขาเกิดจากอะไร บางอย่างการเก็บเงินอย่างเดียวมันไม่พอ สิ่งหนึ่งที่จะทำให้มีการเก็บเงินเพิ่มได้ก็คือการหารายได้เพิ่ม ดังนั้นคอร์สที่ได้รับการตอบรับมากที่สุด คือการสอนอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับการเริ่มการหาเงิน ซึ่งลูกค้าจะยอมจ่ายค่าคอร์สตรงนี้มากกว่า เพราะเขาคิดว่าเขาลงทุนในการฟังเราไปแล้ว เขาจะได้เอากลับไปใช้แล้วได้กำไรกลับมา การคิดสินค้าของโค้ชก็ต้องมีกลยุทธ์เหมือนกัน ไม่อย่างนั้นก็ไม่แตกต่างจากคนอื่นๆ”

ส่วนค่าโค้ช พนิดา ฉายภาพให้เห็นว่า จะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มราคาตามระดับของลูกค้าของคอร์สที่เปิด

“ตั้งแต่ 900-2,900 บาท เปิดอบรมผ่านระบบออนไลน์เดือนละครั้ง ไม่จำกัดจำนวนคนในแต่ละรอบ ซึ่งในอนาคตคิดจะมีรูปแบบบริการใหม่ๆ ออกมาอีก และคงปรับไปในทิศทางที่มั่นคงกว่านี้ เพราะสุดท้ายเราก็มองว่าธุรกิจการโค้ชอนาคตจะมีการแข่งขันกันสูงมาก ตอนนี้ใครจะเป็นโค้ชก็ได้ แต่สุดท้ายแล้วคนที่ใช่ คนที่เป็นตัวจริง จะเป็นคนที่อยู่รอด ซึ่งในอีกประมาณ 2-3 ปีนี้ ก็น่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในวงการโค้ชอย่างแน่นอน”

ทั้งหมดนี้คงพอเป็นแนวทางอธิบายได้ว่าโค้ชเหล่านี้คือใคร และจำเป็นต่อเราหรือไม่ แต่สิ่งที่ทำให้ธุรกิจการโค้ชชิ่งเติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะพื้นฐานคนเราต้องการความก้าวหน้าในชีวิต หากมีปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ที่พยายามแก้ไขเท่าไรก็ไม่เป็นผล โค้ชเหล่านี้อาจช่วยคุณได้มาก เปรียบเหมือนกระจกที่สะท้อนปัญหา และไม่ต่างจากโค้ชของนักกีฬาที่ช่วยแนะนำวิธีการพัฒนาการเล่นจนคุณประสบความสำเร็จได้นั่นเอง

 

‘เทศกาลคืนความสุขในเมืองโกลาหล’ ไชยา วรรณศรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/506105

‘เทศกาลคืนความสุขในเมืองโกลาหล’ ไชยา วรรณศรี

โดย…เพรงเทพ

หนังสือรวมเรื่องสั้น
“เทศกาลคืนความสุขในเมืองโกลาหล” ผลงานรวมเรื่องสั้นของ ไชยา วรรณศรี เป็นรวม
14 เรื่องสั้น ฝีมือไม่เบาของนักเขียนซีรองหลายสมัย
และเป็นนักกิจกรรมทางวรรณกรรมคนดัง รางวัล “เปลื้อง วรรณศรี”

การเริ่มต้นเขียนหนังสือของไชยามีแรงบันดาลใจจากเหตุบ้านการเมือง
ดังที่เขาเคยถนัดมาตลอดจนกลายเป็นทั้งเรื่องสั้นและนวนิยาย

“ทุกครั้งที่ลงมือเขียนหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นประเภทใดก็ตาม
มันมาจากกระบวนความรู้สึกนึกคิด นึกคิดในสิ่งนั้นๆ
ความรู้สึกนั้นมันมาจากที่ไหนสักที่ ที่วิ่งมาชนโครม… แล้วเกิดอารมณ์
ก่อนจะก่อเกิดเป็นพล็อต ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว
มันมาจากความรู้สึกทางการเมืองเสียส่วนใหญ่ ความยากจน การเอารัดเอาเปรียบ
และที่มองเห็นและเป็นไปแต่ละวัน

“โดยเฉพาะประสบการณ์ตรงของตัวเองที่เป็นพลังขับให้ก่อรูปร่างคล้ายแรงบันดาลใจ
ออกไปในลักษณะรูปทรงต่างๆ ก่อนจะม้วนตัวเป็นเรื่องสักเรื่อง
แรงบันดาลใจที่ผมอาจเรียกว่า การฉุดรั้ง บางครั้งผมดึงมันเข้ามาหาเองแบบบังคับ
ทว่าหลายครั้งที่มันฉุดรั้งผมเข้าไป ซึ่งแน่นอน แรงบันดาลใจนั้น แต่ละเรื่อง
ย่อมต่างกัน”

“เทศกาลคืนความสุขในเมืองโกลาหล” เป็นรวมเรื่องสั้นที่ ไชยา
บอกว่าต้นฉบับปรับเปลี่ยนหลายครั้ง

“ผมพยายามคัดกรองงานตัวเองที่กระจัดกระจายอยู่ ลองเอามารวมๆ เป็นเล่ม รื้อค้น
คัดเข้าคัดออก ซึ่งส่วนใหญ่มาจากต่างกรรมต่างวาระในการตีพิมพ์
แต่ละเรื่องนั้นก็ดังที่ได้กล่าวในข้อแรก ทว่ายังหาสำนักพิมพ์ไม่ได้
คือไม่รู้จะส่งไปที่ไหน มองดูเรื่องตัวเอง แม้จะไม่ดีขนาดเลอเลิศ
ทว่าแต่ละเรื่องผ่านบรรณาธิการ ผ่านการคัดกรองจากเวทีประกวดมาชั้นหนึ่งแล้ว
น่าจะพอเผยออกสู่สายตาผู้อ่านได้ ด้วยความเชื่อมั่นว่า
มันคงมีคุณค่าพอต่อปัญญาของผู้เสพ”

ไชยา ขยายภาพให้เห็นการทำงานร่วมกับบรรณาธิการว่า นับเป็นจังหวะดี ที่เริงวุฒิ
มิตรสุริยะ อดีต บก. ผู้ช่ำชองได้เคยขอไว้เพื่อจัดพิมพ์จึงส่งไปให้อ่าน
และรอคอยอยู่เป็นปี สุดท้ายก็ได้พิมพ์
ซึ่งเขาเป็นบรรณาธิการอีกชั้นอย่างเต็มที่

“ผมบอกเขา เต็มที่แบบไม่ต้องเกรงใจ และพิมพ์ในนามสำนักพิมพ์ศรีปัญญา ของ ประพต
เศรษฐกานนท์ แน่นอนอีกว่า หนีไม่พ้นแนวการเมือง สังคม วัฒนธรรมความเชื่อ
และความเป็นไปของกลุ่มคนชั้นรากหญ้าที่กลาดเกลื่อน
และสะท้อนเรื่องราวอดีตสู่ปัจจุบันโดยผ่านเรื่องแต่ละเรื่อง
ในชีวิตจริงที่เกิดขึ้นกับเมืองโกลาหลนี้”

มีหนังสือออกมาหลายเล่มแล้ว
เล่มนี้มีความคาดหวังกับหนังสือของตัวเองหรือคนอ่านมากน้อยแค่ไหน? อย่างไร? ไชยา
บอกถึงความในใจออกมาว่า

“หนังสือของผมแต่ละเล่มที่ผ่านการตีพิมพ์เป็นเล่มแล้วนั้น
แน่นอนว่ามีอยู่หลายสิบเล่ม แต่ละเล่มที่พิมพ์ออกมา
ซึ่งผ่านกระบวนการของสำนักพิมพ์ ผ่านบรรณาธิการอีกชั้น โดยส่วนตัวคาดหวังว่า
มันคงสะท้อนอะไรในสังคมให้ผู้อ่านได้สัมผัสได้บ้าง นั่นคือความมุ่งหวัง
อยากให้ผู้อ่านรับรู้แม้กระทั่ง ผมคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร และจะร่วมกันสร้างสรรค์
แก้ไข เฝ้ามอง หรือใช้วิธีใดจัดการต่อปัญหา

“จวบมาถึงเล่มนี้ เทศกาลคืนความสุขในเมืองโกลาหล ผมย่อมมีความหวัง
หวังว่าจะโดนใจผู้อ่านบ้าง รับรู้ความรู้สึกนึกคิดของผู้เขียนว่า
ได้ทำหน้าที่แสดงคำร้องในสิ่งที่พบเห็นและเป็นได้เต็มที่แล้ว
ได้สะท้อนเรื่องราวต่างๆ ในแต่ละเรื่องออกมาให้ครุ่นคิด
ซึ่งความคาดหวังก็อยากเห็นคนอ่านมีความสุขและได้รับสารที่สื่อออกไป
ไม่มากก็น้อย”

 

‘Sublimation’ มิร์ทิลล์ ทิแบย์เรงซ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/506100

‘Sublimation’ มิร์ทิลล์ ทิแบย์เรงซ์

โดย…พริบพันดาว

“งานมีมี่เหมือนปรมาณู!!!
เล็กแต่อำนาจการทำลายล้างสูง ระเบิดสติกระเจิงตู้มๆๆๆ…”

เป็นคำกล่าวโดย วสันต์ สิทธิเขตต์ ศิลปินชื่อดังของไทย
ในวันที่เขาไปร่วมงานและชมภาพในงานนิทรรศการ Sublimation ของศิลปินหญิงชาวฝรั่งเศส
มิร์ทิลล์ ทิแบย์เรงซ์ (Myrtille Tibayrenc) ที่ เซรินเดีย แกลเลอรี่ โอ.พี.
การ์เดน Garden ซอยเจริญกรุง 36 กทม.

บรรยากาศที่สบายๆ ในวันเปิดงาน
ขนาดของห้องจัดแสดงที่พอเหมาะพอเจาะกับขนาดของรูปที่ไม่ใหญ่หนัก
จัดว่าเป็นขนาดเล็กด้วยซ้ำ และไม่มีเยอะมากนัก
ถือว่ากำลังพอดีในการเดินชมอย่างเต็มอิ่มด้วยเวลาที่ไม่มากนัก มีภาพขนาดใหญ่ 2 ภาพ
ทำให้เห็นการขมวดปมของชุดความคิดที่ถ่ายสาระออกมาผ่านตัวภาพของกลุ่มรูปในชุดหนึ่งๆ
ที่สะท้อนพลังของเรื่องราวผ่านรูปออกมา

มิร์ทิลล์ ทิแบย์เรงซ์

มิร์ทิลล์ ทิแบย์เรงซ์ เป็นศิลปินสาวชาวฝรั่งเศส ผู้ก่อตั้งศูนย์ศิลปะตูดยุง
และผู้ร่วมก่อตั้งเทศกาลสตรีทอาร์ต Bukruk urban arts festival ซึ่งนิทรรศการ
Sublimation เป็นการรวบรวมคัดสรรภาพสีน้ำมันต่างๆ
ที่วาดขึ้นมาเพื่อสะท้อนบริบทต่างๆ
เพื่อให้เกิดเป็นความหมายใหม่ในหัวข้อเกี่ยวกับโลกปัจจุบัน

ในงานจัดแสดงนิทรรศการครั้งนี้ ได้พบกับ ผศ.วุฒิกร คงคา ศิลปินหนุ่มใหญ่
ประธานสาขาวิชาศิลปกรรม สาขาวิชาจิตรกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
พูดคุยถึงงานชุดนี้กันพอหอมปากหอมคอ และ ผศ.
วุฒิกร
ก็ได้ไปเขียนแสดงมุมมองในเฟซบุ๊กของเขาเองว่า

“…ในนิทรรศการ Sublimation ซึ่งวาดด้วยสีน้ำมันเหล่านี้โดยมากมีขนาดเล็ก
บางชิ้นก็อ้างอิงกับขนาดของสมาร์ทโฟน และ 2 ชิ้นขนาดใหญ่ที่ให้ผลของการปะทะแก่ผู้ชม
ต้นแบบของภาพเหล่านี้มาจากเว็บไซต์ต่างๆ
ผ่านแรงบันดาลใจที่มาจากการใช้สื่อโซเชียล
มีเดียของผู้คน เช่น เฟซบุ๊ก
ด้วยความคิดที่ว่าเธอสนใจในพฤติกรรมของผู้คนยุคนี้ที่มีปฏิกิริยากับสื่อด้วยอารมณ์ซึ่งเปลี่ยนไปมาอย่างขัดแย้งตลอดเวลา
เหมือนกับการมองภาพนางแบบสวยๆ ดีๆ อยู่ นาทีต่อมาก็เปลี่ยนไปดูภาพคนตาย
หรือเปลี่ยนเป็นภาพลามกอนาจาร ความขัดแย้งทางอารมณ์ถูกเปลี่ยนทุกๆ
วินาทีตามความสนใจที่เลือกจะดูและรับข้อมูลจนกลายเป็นความคุ้นชินในชีวิตประจำวัน

จากภาพและข้อมูลที่ถูกผลิตซ้ำในการดูและส่งต่อเป็นร้อยหรือเป็นล้านครั้ง
จากผู้ดูนับร้อยรวมถึงนับล้าน ได้ทำให้ภาพและข้อมูลเหล่านั้นดาษดื่นอย่างแพร่หลาย
ก่อนที่มันจะถูกลืมด้วยข้อมูลใหม่ๆ ที่ทับถมเข้ามาในทุกๆ วินาที
การรับรู้ผ่านการจ้องมองสื่อเหล่านี้ผู้ชมจะกัน
ตัวเองออกมาเหมือนกับดำรงสถานะของการเป็น
‘ผู้ชมมหรสพ’ อันน่าตื่นตา
ในขณะเดียวกันอาจมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระตามอารมณ์ที่รู้สึกชั่วขณะวินาทีนั้นๆ

ความจริงจากภาพเป็นความจริงชุดหนึ่งซึ่งได้ตอบสนองคุณสมบัติของการเป็นผู้ชมที่อยู่ในกรอบของ
‘ความบันเทิงเริงใจ’ ถึงแม้หลายภาพจะก่อความสะเทือนใจ
แต่ก็เป็นไปเพราะการตอบสนองที่ผู้คนไม่สามารถพบเจอได้ในโลกของความจริง
อารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงจากการจ้องมองได้ทำให้สื่อโซเชียลมีเดียทรงพลังในการสื่อสารและมันทำให้พฤติกรรมของคนเปลี่ยนไป…”

การคัดสรรภาพ แล้วนำมาตัดต่อเพื่อหามุมมองที่ต้องการเน้น จัดวางคอมโพสิชั่นใหม่
หรือเปลี่ยนเรื่องราวในภาพนั้นใหม่
โดยใช้พื้นผิวแคนวาสและการวาดด้วยสีน้ำมันผ่านอารมณ์ความรู้สึกส่วนตัวเข้าไปทาบทับ
บางภาพก็ยั่วยุให้เกิดข้อถกเถียงทางศีลธรรม หรือสลดหดหู่ น่าเกลียดน่ากลัว
หรือสวยงาม น่าประทับใจ และสะเทือนใจรวมถึงแปลกประหลาด

สารดิบๆ
ดั้งเดิมจากภาพกลายไปสู่กระบวนการสร้างงานที่อ้างอิงกับประวัติศาสตร์งานเพนติ้งอย่างเคร่งครัด
ความเหมือนแบบที่ก้ำกึ่งกับการผลิตซ้ำอีกครั้งได้สร้างความเป็น “ออริจินัล “ด้วย
“ออร่า”
ผ่านลายมือและการจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของภาพซึ่งปรากฏลักษณะเฉพาะตัวของเธอเอง
กรอบที่ดำรงสถานะความเป็นงานเพนติ้งในขนบยังอยู่ครบถ้วน
ทว่ามันยั่วเย้าให้เกิดจินตนาการและความรู้สึกใหม่และชักนำไปสู่ความงามในเชิงโรแมนติก

บางครั้งดูคล้ายบทกวีชวนฝัน
และบางทีก็ดูเหมือนกับจะเต็มไปด้วยอารมณ์ภายในที่หม่นหมอง ด้วยโครงสีเทา
น้ำเงินหม่นมัว หรือสีน้ำตาลอ่อนของผิวเนื้อมนุษย์ที่ซีดและแห้งแล้ง
ที่ครอบคลุมทั้งเรื่องรัก เซ็กซ์ ความตาย ความรุนแรง

อารมณ์ที่แตกกระเจิงคนละทิศคนละทางจากภาพที่หลากหลายถูกหลอมให้อยู่ในวิธีพูดแบบเพนติ้ง
อะไรคือความงามที่แท้จริงซึ่งอยู่ในภาพเหล่านั้น
ความเป็นความตายที่ทำให้เราอยากเบือนหน้าหนีในชีวิตจริงแต่อยากจะจ้องมองมันผ่านจอไฟฟ้า
หรือความเคลื่อนไหวของสีกับผิวแคนวาสและการเลือกสรรมุมมองกันแน่ที่พาเราออกมาจากข้อมูลไปสู่ความงาม

หรือภาพที่แสนจะสามัญธรรมดาอย่างไร้ความหมายกลายมาสู่ภาพที่มีความหมายขึ้นมาเมื่ออยู่ในสื่อเพนติ้ง
การยักย้ายถ่ายเท แปรรูป แปลงสาร เปลี่ยนบริบทสื่อ
ดูจะเป็นกระบวนการสร้างงานศิลปะที่สอดคล้องกับยุคสมัยนี้ที่ผู้คนเปลี่ยนพฤติกรรมไปตามเทคโนโลยี
แม้แต่ศิลปะเองก็ตอบสนองภาวะดังกล่าว มันพยายามผสมพันธ์ุกับพฤติกรรมใหม่ของผู้คน
กระตุ้นและพาผู้ชมไปสู่ประสบการณ์ใหม่ในการรับรู้
สร้างจินตนาการใหม่จากสิ่งที่คุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว

นี่คือสิ่งที่บรรจบกันระหว่างสองสื่อ ที่ขึ้นอยู่กับการตีความ ถอดรหัส
หรือแม้แต่ปล่อยหัวใจและดวงตาให้เคลื่อนย้ายไปตามความรู้สึกส่วนตัว ว่าเราจะ “มอง”
ในสิ่งที่เรา “เห็น” อยู่ทุกวันอย่างไร และในทางเดียวกัน
อำนาจของภาษาในงานเพนติ้งมีมายาคติซึ่งสามารถชักพาให้เราไปสู่อีกโลกหนึ่งของการมองได้อย่างไร?

ไปชมงานนิทรรศการนี้ได้ทุกวัน เวลา 10.00-21.30 น. สอบถามโทร. 02-238-6410

 

ร.ต.วรงค์กรณ์ คำเกิด รักนะ รักบี้!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/506099

ร.ต.วรงค์กรณ์ คำเกิด รักนะ รักบี้!

โดย…สมแขก ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

หนุ่มคมเข้ม สูงโปร่ง
ท่าทางทะมัดทะแมงของเขาบ่งบอกถึงความเป็นนักกีฬาชัดเจน “กล้วย-วรงค์กรณ์ คำเกิด”
จากหนุ่มนักรักบี้ของโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สู่นักกีฬาสังกัดสโมสรราชนาวี และตัวแทนทีมชาติไทยในหลายการแข่งขัน
ล่าสุดกับภารกิจการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ที่ประเทศมาเลเซีย ในเดือน
ส.ค.ที่จะถึงนี้

ไลฟ์สไตล์ของนักกีฬาจะมีอะไรมากไปกว่าการไปสนามและซ้อม ซ้อม และซ้อม
กล้วยบอกว่าเพราะกิจวัตรที่ไม่หวือหวานี้ อาจจะคุยกับเขาได้เฉพาะเรื่องของรักบี้
ซึ่งเขาถือว่านี่คือเส้นทางที่มอบทุกอย่างให้ทั้งสุขภาพ การเรียน การทำงาน
ให้มาตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน เป็นอย่างไร? ไปฟังกัน…

กล้วยเริ่มต้นเล่าว่า “ผมเป็นเด็กต่างจังหวัด บ้านอยู่ระยอง พ่อกับแม่ค้าขาย
เข้ากรุงเทพฯ เห็นโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย
เขาบอกว่าโรงเรียนสวยดีอยากให้ลูกมาเรียน ณ ตอนนั้นเขาไม่ได้รู้ข้อมูลมากกว่านั้น
ผมเลยถูกส่งมาให้สอบ ป.3 ที่วชิราวุธฯ ดังนั้นพอเข้าโรงเรียนก็เริ่มรู้จักรักบี้เลย
ยังไม่ได้เล่นแต่เริ่มฝึกพื้นฐานร่างกายก่อน เริ่มเล่นจริงๆ คือ ป.4
เมื่อก่อนจะเป็นมินิรักบี้ เป็นรักบี้เด็กๆ ไม่ได้มีการกระแทก
รุ่นพี่เห็นเราวิ่งเร็วก็จับให้เล่นตำแหน่งปีก คือรับบอลมาก็วิ่ง
เล่นและยึดตำแหน่งนี้มาเรื่อยๆ จนถึง ม.5 ก็เริ่มเปลี่ยนตำแหน่งไปเล่นตัวอื่น”

เรียกว่าเป็นหนุ่มที่มีรักบี้อยู่ในสายเลือด
เขาใช้กีฬารักบี้เป็นประตูสู่การเข้าเรียนคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
และงานก็เริ่มต้นนับจากนั้น “พอเริ่มมาอยู่มหาวิทยาลัยและสโมสร
ก็ได้เริ่มเป็นตัวจ่ายบอลสำหรับทำเกม ช่วงนั้นคัดทีมชาติ 7 คน
ก็ได้ย้ายตำแหน่งให้จ่ายลูก จนได้รับตำแหน่งจ่ายลูกมาตลอด เล่นมาเรื่อยๆ
พอจบจากโรงเรียน สโมสรราชนาวีก็บรรจุผมเป็นพลอาสา ให้เล่นสโมสรก็มีเงินเดือนให้
ดีตรงที่เราไม่ต้องรบกวนพ่อแม่เยอะก็เลยเล่นยาว” กล้วย
เล่าถึงสิ่งที่ได้รับจากกีฬาประจำโรงเรียน

เหนืออื่นใดสิ่งที่ทำให้หนุ่มคนนี้ตัดสินใจเล่นกีฬา
โดยเฉพาะรักบี้ก็คือปัจจัยของสุขภาพ
“เมื่อก่อนผมเป็นภูมิแพ้ค่อนข้างหนักต้องไปหาหมอทุกเดือน กินยาแก้แพ้ตลอด
พอมาเล่นกีฬาก็ไม่รู้ว่าเราเลิกกินยาไปตอนไหน แข็งแรงขึ้น
เพราะเราซ้อมทุกวันออกกำลังกายทุกวัน นี่เป็นสิ่งที่ผมได้เป็นสิ่งแรกกับตัวเอง
สิ่งที่ตามมาหลังจากได้เล่นรักบี้ก็คือผมได้เพื่อน ได้งาน
ตอนนี้ผมได้บรรจุเป็นข้าราชการสัญญาบัตร ทำงานราชการเต็มตัว
สำหรับผมกีฬาสร้างตัวเราทุกอย่าง เรียน รายได้ งาน

“หัวใจสำคัญของกีฬารักบี้สำหรับผมคือจิตใจของตัวเราเอง เพื่อนร่วมทีม
ถ้าเราเชื่อมั่นในตัวเอง มีเพื่อนร่วมทีมที่ดี
มีร่างกายที่แข็งแรงทุกอย่างประสบความสำเร็จหมด เราเล่นรักบี้สิ่งที่อยู่ในสนาม
แล้วเอาหลักการมาใช้นอกสนามได้ไหม ผมว่าได้เต็มๆ
เพราะรักบี้เป็นกีฬาที่ต้องใช้ไหวพริบ ใช้การตัดสินใจตลอดเวลา
เพราะถ้าตัดสินใจผิดรูปเกมอาจจะผิดไปอีกอย่างหนึ่งก็ได้
ขณะที่เรากระแทกก็ต้องใช้ความคิดตลอดเวลา
เพียงเสี้ยววินาทีก็สามารถเปลี่ยนสถานการณ์ได้

“ผมหลงใหลและรักกีฬาชนิดนี้ สิ่งที่ผมได้จากกีฬาชนิดนี้ สอนหลายอย่าง
สอนให้รู้จักแพ้ ชนะ การยอมรับความจริง ความรับผิดชอบ การเสียสละ
และกีฬารักบี้เองเป็นกีฬาที่มีตัวผู้เล่นเยอะที่สุดในบรรดากีฬาที่เล่นเป็นทีมคือ 15
คน มันสอนให้เรามีความสามัคคี การทำงานเป็นทีม
เพราะตำแหน่งแต่ละตำแหน่งของกีฬารักบี้ก็จะมีหน้าที่ที่แตกต่างกันเลยอย่างชัดเจน
หุ่นก็มีไซส์เล็ก ไซส์ใหญ่ แต่ละคนทำหน้าที่ต่างกันตามความถนัด
เป็นส่วนหนึ่งที่ปลูกฝังให้ผมรู้จักเรื่องการเชื่อใจเพื่อนร่วมทีม
สอนให้เราเป็นสุภาพบุรุษ กีฬารักบี้ถ้าคนนอกมองอาจจะเป็นกีฬาป่าเถื่อน
แต่ก็เล่นโดยสุภาพบุรุษ คือ เรามีจังหวะเวลาในการทำร้ายคู่ต่อสู้ได้ตลอดเวลา
แต่เราไม่ทำกัน แม้เสื้อคนละสีเราก็แข่งกันเต็มที่
แต่จบเกมความสัมพันธ์เราก็ยังเหมือนเดิม ไม่ได้เกลียดกัน ผลแพ้ชนะเป็นเรื่องกีฬา
ไม่ใช่ความสัมพันธ์กับเพื่อนๆ” หนุ่มกล้วย
พูดถึงหัวใจสำคัญของกีฬาที่ขึ้นชื่อว่าเป็นกีฬาของสุภาพบุรุษ