‘ศันสนีย์ ศรีศุกรี’ อยู่กับความจริง ชีวิตเป็นสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 สิงหาคม 2560 เวลา 12:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/507315

‘ศันสนีย์ ศรีศุกรี’ อยู่กับความจริง ชีวิตเป็นสุข

โดย…อรวรรณ จารุวัฒนะถาวร

ถือว่าเป็นผู้หญิงแกร่งมากด้วยความสามารถอีกท่านในแวดวงการผังเมือง “ศันสนีย์ ศรีศุกรี” ที่ปรึกษาด้านการผังเมือง กรมโยธาธิการและผังเมือง ได้มาเปิดมุมมองเกี่ยวกับการใช้ชีวิตหลังเกษียณว่า เป็นเรื่องของมุมมองในแต่ละคนที่มีทัศนคติการเตรียมความพร้อมก่อนหน้านี้ว่าได้หลักคิดเกี่ยวกับการใช้ชีวิต มุมมองต่อคนรอบข้างเช่นไรอย่างไร ถึงจะไม่ทำให้การใช้ชีวิตหลังเกษียณไม่ใช่เป็นเรื่องผิดปกติ

ปัจจุบันถือว่าคนเกษียณกลุ่มนี้โชคดี การสาธารณสุขดีขึ้นมาก ถ้าคนที่ดูแลตัวเองได้ไม่มีปัญหา แต่ถ้าดูแลตัวเองน้อยไปก็ต้องเริ่มหันมาดูแลตัวเองมากขึ้น เพราะในวันข้างหน้าไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นเราต้องพึ่งตัวเองเยอะ อย่างตัวพี่เองเป็นครอบครัวเล็กแต่งงานไม่มีลูก ฉะนั้นต้องดูแลตัวเองให้ดีที่สุด หมั่นออกกำลัง ดูแลเรื่องของอาหารการกิน รู้จักรักษาสภาวะจิตใจ หากจิตใจไม่ดีพาไปสู่โรคภัยได้ เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องหลักที่จะทำให้ชีวิตเรามีความสุขได้ ซึ่งความสุขแต่ละคนไม่เหมือนกัน

นอกจากนี้ สิ่งที่สำคัญต้องรู้จักตัวเอง คือ รู้ว่าเราชอบอะไร รู้ว่าความสุขคืออะไร และต้องรู้ว่าเรามีข้อบกพร่องตรงไหน หากมีการปรับแก้ก็จะทำให้เรามีความสุข และเป็นความสุขที่แท้จริง

ทั้งนี้ จากการที่ทำงานอยู่ในระบบการทำงานมานาน บางทีมีความคิดว่าอยากทำอะไรตามความพอใจบ้าง ดังนั้นหลังเกษียณก็ได้มีการวางแผนไว้ว่า 80% จะทำกิจกรรมเพื่อครอบครัวมากขึ้น เช่น การจัดบ้านให้น่าอยู่ เป็นต้น 10% ทำกิจกรรมที่ตนเองอยากทำ เช่น งานศิลปะ ทำคอลเลกชั่นต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ชื่นชอบอาจมีการต่อยอดไปในงานศิลปะอื่นๆ และอีก 10% มีแนวคิดอยากอาสาเป็นครูโดยการใช้ประสบการณ์ความรู้ที่มีสอนเด็กเล็กเด็กประถม เพราะคิดว่าหากมีการให้พื้นฐาน หลักคิด ทัศนคติที่ดี มันเป็นการปูพื้นฐานให้กับเยาวชนเหล่านี้

“คนรุ่นใหม่เรื่องโนว์ฮาวมีเยอะ แต่เราถือว่ามีประสบการณ์ชีวิต คิดว่าอะไรที่เป็นพื้นฐานความคิด ทัศนคติที่ดีๆ ซึ่งการพูดในสิ่งที่ดีย่อมส่งผลดีต่อเด็กได้ การท่องจำอย่างเดียวอาจไม่รู้ถึงสาระรู้ถึงแก่นที่แท้จริง เหมือนอย่างตอนเด็กๆ เราไม่รู้อะไรเมื่อมีโอกาสก็อยากถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ให้กับเด็กๆ ได้รับรู้” ศันสนีย์ กล่าว

นอกจากนี้ การที่เราเชื่อในหลักศาสนาว่า เหตุการกระทำ ผลของการกระทำที่ดีย่อมส่งผลดี ความไม่เที่ยงในทุกเรื่อง วันข้างหน้าไม่รู้ว่าจะต้องเผชิญกับอะไร อย่าว่าแต่ตายเลยจะเป็นโรคอะไรยังไม่รู้และหากเป็นโรคที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ก็เป็นเรื่องที่ลำบากทั้งตัวเองและครอบครัว ดังนั้น การที่นำความรู้ที่มีมาทำงานต่อเนื่องก็ช่วยให้เราพัฒนาไม่หยุดนิ่ง ซึ่งก็เป็นมาตรการป้องกันอย่างหนึ่ง แต่เมื่อเกิดเหตุอะไรขึ้นก็ต้องเผชิญกับมัน ทั้งนี้ต้องจัดการเรื่องของตัวเองให้ชัดเจน เพื่อมิให้เกิดภาระกับคนข้างหลังและไม่ควรผัดวันประกันพรุ่ง

ทั้งนี้ ยังเห็นด้วยกับหลายๆ ท่านในอดีต อายุมากแล้วอย่าไปทำเรื่องใหม่ๆ เช่น ไปทำสวน ร่างกายสู้ไม่ไหว ฯลฯ ทำสิ่งที่ตัวเองชอบสิ่งที่ถนัดทำแล้วต้องสนุกดีที่สุดและไม่เดือดร้อนคนอื่น ขณะเดียวกันต้องมีความยืดหยุ่นด้วยเพราะไม่มีอะไรที่แน่นอน

การที่ภาครัฐให้ความสนใจกลุ่มผู้สูงอายุมากขึ้น เห็นว่า เป็นเรื่องที่ดีสำหรับผู้ที่มีโอกาสน้อยกว่าพวกที่รับราชการซึ่งจะได้รับการดูแลที่ดี โดยเฉพาะระบบสาธารณสุขแต่ก็เป็นภาระอย่างมากสำหรับรัฐบาลเนื่องจากใช้งบประมาณที่มากดังนั้นต้องดูแลก่อนที่จะป่วย

สำหรับผู้ที่เกษียณเองทุกคนที่เคยทำงานไม่ว่าจะระดับไหนก็ตามชั่วข้ามคืนท่านไม่ใช่คนนั้นแล้ว ฉะนั้นก็ต้องคิดเรื่องนี้ไว้ก่อน ส่วนเด็กรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มทำงานควรเซฟวิ่ง มีการออมทรัพย์ไม่ว่าจะรูปแบบใดก็ได้ อย่าละเลยหากจะมาเริ่มตอนเกษียณไม่ได้ช้าไป อย่าซื้อของตามความอยากให้ซื้อเพื่อใช้และที่จำเป็น

“ทัศนคติในการดำรงชีวิต ต้องคิดดีทำดีไว้ ซึ่งมนุษย์ต้องมีการยกระดับทั้งด้านคุณธรรม จริยธรรม ความรู้คิด และต้องมองโลกในความเป็นจริง หากคาดหวังเกินไปอาจไม่เป็นสุขแต่จะเป็นทุกข์แทน นอกจากนี้ อย่าให้ความทุกข์มาบั่นทอน ถ้าจะทำอะไรตัดสินใจให้ดีอย่าเสียใจภายหลังแม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่าปล่อยผ่าน” ศันสนีย์ กล่าวทิ้งท้าย

 

‘เพจพาลูกเที่ยวดะ’ หนุนแฟมิลี่ให้เที่ยวยกบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 สิงหาคม 2560 เวลา 12:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/507312

‘เพจพาลูกเที่ยวดะ’ หนุนแฟมิลี่ให้เที่ยวยกบ้าน

โดย…ฤดูกาล

 ความสำเร็จจากการจัดงาน “มหกรรมพาลูกเที่ยวดะ ครั้งที่ 1” ได้สร้างเทรนด์การท่องเที่ยวให้กับคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ได้ตระหนักและเล็งเห็นถึงความสำคัญของการท่องเที่ยวแบบครอบครัว ที่ไม่เพียงแต่จะสร้างความประทับใจให้กับคุณพ่อคุณแม่กับสถานที่ท่องเที่ยวคุณภาพสำหรับครอบครัวหลากหลาย แต่ยังเป็นมหกรรมที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้มของเด็กๆ ที่ได้มีโอกาสได้ลอง-ได้เล่น-ได้เรียนรู้ประสบการณ์ต่างๆ ด้วยตัวเอง

สำหรับมหกรรมพาลูกเที่ยวดะ ครั้งที่ 1 ตอน พาลูกตะลุยเที่ยวเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ได้จัดขึ้นไปแล้วเมื่อเดือนที่ผ่านมา โดยความร่วมมือระหว่างเพจเฟซบุ๊กพาลูกเที่ยวดะ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) และบริษัท บัตรกรุงไทย หรือเคทีซี

อย่างไรก็ตาม เพจพาลูกเที่ยวดะยังเห็นว่า การท่องเที่ยวแบบครอบครัวจะช่วยสร้างเสริมประสบการณ์ เสริมสร้างการเรียนรู้ที่ดีเยี่ยมให้กับเด็กๆ ที่ไม่สามารถหาได้จากในตำราและห้องเรียนใดๆ และการพาลูกออกไปเที่ยวยังมีข้อดีหลายอย่าง เช่น 5 ข้อดีแฮปปี้ยกบ้านที่บางบ้านอาจคาดไม่ถึง

1.เสริมสมรรถนะด้านการศึกษาและการเรียน

นักวิจัยและนักวิชาการหลายสำนักให้ความเห็นว่า สมรรถภาพทางด้านการศึกษาของเด็กๆ จะพัฒนาได้นั้นจะต้องได้รับการดูแลและคำแนะนำที่เหมาะสมจากคุณพ่อ คุณแม่ และผู้ปกครองในวัยที่เหมาะสม และการพาลูกออกไปเที่ยวในช่วงขวบวัยที่เด็กๆ เพิ่งเข้าโรงเรียนจะช่วยเสริมสมรรถนะทางด้านการศึกษาให้กับพวกเขาได้เป็นอย่างดี และยังช่วยปูรากฐานทางด้านการศึกษาที่ดีให้กับเด็ก ให้สามารถศึกษาเล่าเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคตอีกด้วย

2.เสริมสมาธิและลดความเสี่ยงสมาธิสั้น

จากการศึกษาของ The American Journal of Public Health ระบุว่า การพาลูกออกไปเที่ยวจะช่วยเสริมสมาธิ และลดความเสี่ยงต่อการเป็น “โรคสมาธิสั้น” ในเด็ก ผ่านเทคนิคกรีน สเปซ (Green Space) หรือการเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กผ่านการทำกิจกรรมนอกห้องเรียน เช่น การท่องเที่ยวกับครอบครัว ซึ่งปัจจุบันเทคนิคนี้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในการช่วยเสริมสร้างสมาธิให้กับเด็ก และช่วยในการบำบัดอาการสมาธิสั้นในเด็ก

3.เสริมทักษะการเข้าสังคมและการแก้ปัญหา

จากการศึกษาพบว่า ยิ่งเด็กๆ มีความใกล้ชิดสนมและปฏิสัมพันธ์กับคุณพ่อ คุณแม่ และผู้ปกครองมากเท่าใด จะมีปัญหาทางด้านพฤติกรรมลดลง และสามารถปรับตัวเข้าสถานการณ์รอบข้างได้มากขึ้น ซึ่งช่วยให้พวกเขามีทักษะและปรับในการเข้าสังคม เรียนรู้ และรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้ดีขึ้น โดยการท่องเที่ยวแบบครอบครัวสามารถบ่มเพาะและเสริมสร้างทักษะในการสื่อสารระหว่างบุคคลให้กับเด็ก ผ่านการสื่อสารระหว่างบุคคลเริ่มจากคนในครอบครัวและคนใกล้ชิด

4.เสริมสร้างอารมณ์บวกและลดพฤติกรรมก้าวร้าว

การพาลูกออกไปเที่ยวจะช่วยเสริมพัฒนาการทางด้านอารมณ์และลดการแสดงออกพฤติกรรมก้าวร้าว เพราะการใช้เวลาที่มีคุณภาพของครอบครัวจะช่วยประคับประคองสภาวะทางอารมณ์ของเด็กให้อยู่ในเชิงบวก และช่วยลดทอนการแสดงความก้าวร้าว อาการโกรธ และไม่พอใจลงได้

5.เสริมสุขภาพ

การพาลูกออกไปเที่ยวไม่เพียงแต่จะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางด้านอารมณ์​และพฤติกรรมให้กับเจ้าตัวน้อย แต่ยังสามารถเสริมสุขภาพ สร้างความแข็งแรงให้กับเด็ก ซึ่งการทำกิจกรรมนอกห้องเรียนหรือกิจกรรมกลางแจ้งจะช่วยเสริมสร้างวิตามินดีที่จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง และไม่เป็นเด็กเป็นเด็กขี้โรค

การท่องเที่ยวแบบครอบครัว และการพาลูกออกไปเที่ยว จึงไม่ได้เป็นเพียงการเสริมความรัก ความเข้าใจให้กับครอบครัว สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ต่างๆ ให้กับเด็กๆ แต่ยังช่วยเสริมสมรรถนะและศักยภาพให้กับพวกเขาแบบครบเครื่องทั้งทางสุขภาพกาย สุขภาพใจ สุขภาวะอารมณ์ พฤติกรรม ไปจนถึงสมาธิปัญญา

คุณพ่อคุณแม่สามารถหาตัวช่วยในการวางแผนพาลูกตะลุยโลกใหม่นอกห้องเรียน ได้ทางเพจเฟซบุ๊ก “พาลูกเที่ยวดะ” และเว็บไซต์ www.palukteawda.com

 

 

9 คำถามทำความรู้จัก ‘กู พึ่ง ไป’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 สิงหาคม 2560 เวลา 12:22 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/507311

9 คำถามทำความรู้จัก ‘กู พึ่ง ไป’

โดย…รอนแรม ภาพ : กู พึ่ง ไป

 เพจเฟซบุ๊ก “กู พึ่ง ไป” เกิดขึ้นจากความชอบของกลุ่มเพื่อนที่ชื่นชอบการออกเดินทาง ประกอบด้วย เสือ เก้ง และ 2 ชะนี ได้แก่ หมอ เต้ย จุ๊บแจง และติ๊ดตี่ ที่มีความตั้งใจอยากบอกเล่าเรื่องราวการท่องเที่ยวและแบ่งปันความทรงจำระหว่างทาง เพราะพวกเขาเชื่อว่าการออกเดินทางแต่ละครั้งมักมีเรื่องเล่า ความสนุก และความประทับใจกลับมาเสมอ

แต่กว่าจะมาเป็นเพจท่องเที่ยวสุดสร้างสรรค์ได้นี่คือ 10 คำถามทำความรู้จักแก๊ง กู พึ่ง ไป ที่ทำให้สนิทไปกับพวกเขาโดยไม่รู้ตัว

ที่มาที่ไปของ กู พึ่ง ไป

“กู พึ่ง ไป” เกิดขึ้นจากความตั้งใจเล็กๆ ของพวกเราที่อยากบอกเล่าเรื่องราวการท่องเที่ยวมันน่าจะเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย ถ้าประสบการณ์การเดินทางของพวกเราจะเป็นแรงบันดาลใจให้หลายคนได้ลุกขึ้นออกไปใช้ชีวิต ได้เห็นโลกในมุมที่กว้างขึ้น และได้ความทรงจำดีๆ กลับมาเหมือนพวกเรา ที่สำคัญยังแสดงให้เห็นว่าการท่องเที่ยวสามารถเชื่อมโยงมิตรภาพและความสัมพันธ์ของเพื่อนให้แน่นแฟ้นขึ้นด้วย

ตัวตนและหน้าที่การงานของแอดมินทั้งสี่จากเพื่อนร่วมงานสู่เพื่อนร่วมเดินทาง เสือ เก้ง และ 2 ชะนี ได้แก่ หมอ เต้ย จุ๊บแจง และติ๊ดตี่ พวกเราคือ ครีเอทีฟรายการโทรทัศน์ที่ได้ทำงานร่วมกันอยู่ในบริษัททีวีแห่งหนึ่ง จากการได้ร่วมกันทำโปรเจกต์รายการทีวีที่ต้องใช้ชีวิตด้วยกันทุกวันตั้งแต่เช้ายันดึก จึงทำให้มิตรภาพดีๆ เกิดขึ้นระหว่างพวกเรา

นอกจากพูดคุยเรื่องงานแล้ว สิ่งหนึ่งที่พวกเรามักจะแชร์กันเป็นประจำคือ ประสบการณ์เดินทางท่องเที่ยวของแต่ละคน ที่บังเอิญมีความชื่นชอบไปในทางเดียวกัน ภูเขา ทะเล บ้านเมือง วัฒนธรรม กาแฟ และความสนุกสนานต่างๆ มักจะเป็นสิ่งที่ถูกเอ่ยขึ้นในบทสนทนาอยู่บ่อยครั้ง

ในเมื่อพวกเรามีความชอบที่ค่อนข้างคล้ายคลึงกัน จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้พวกเราได้ออกเดินทางร่วมกัน แค่มีเป้คนละใบพวกเราก็พร้อมจะไปกันทุกที่ และวันว่าง วันเสาร์-อาทิตย์ คือ 2 วันที่แสนมีค่าสำหรับพวกเรา

สาเหตุที่พวกเราชอบท่องเที่ยวและออกเดินทาง เพราะพวกเราคิดว่าการได้ออกเดินทางคือการได้ไปใช้ชีวิต คือการเพิ่มเรื่องราวและประสบการณ์ให้ชีวิต ช่วงขณะชีวิตตอนนี้เราอาจจะเรียกได้ว่า มีการท่องเที่ยวเป็นแรงบันดาลใจ เพราะเรามีความสุขกับการเฝ้ารอให้ถึงเวลาออกเดินทาง มีความสุขกับการหาสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ มีความสุขกับการได้หัวเราะระหว่างทางไปด้วยกัน

ตัวตนของเพจ

เที่ยวง่าย สบายกระเป๋า คนธรรมดาก็เดินทางได้ เพราะพวกเราเชื่ออย่างหนึ่งว่า หนึ่งชีวิตเกิดมาต้องใช้ให้คุ้ม ซึ่งสถานที่ที่พวกเราส่วนใหญ่มักจะเดินทางไปก็จะอยู่ภายในประเทศไทย เพราะเที่ยวได้ง่าย มีเวลาน้อยก็สามารถไปได้ เรามีความตั้งใจอยากจะเดินทางไปให้ครบทุกจังหวัดในประเทศไทย เพราะแต่ละจังหวัดมีสิ่งสวยงาม และมีเสน่ห์ที่แตกต่างกันออกไป

สิ่งสำคัญที่สุดของการทำเพจท่องเที่ยวคืออะไร​

ต้องยอมรับว่าปัจจุบันกระแสการออกเดินทางท่องเที่ยวค่อนข้างเป็นที่นิยมมาก เพจรีวิวการท่องเที่ยวมีอยู่มากมาย การพัฒนาตัวเองถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด การฝึกฝนการถ่ายรูป การฝึกฝนวิธีการเขียนเพื่อถ่ายทอดเรื่องราว เพื่อจะทำให้ทุกคนสัมผัสได้ว่า เรามีความสุขที่จะถ่ายทอดมันออกมาจริงๆ

คาดหวังอะไรจากการทำเพจนี้

จริงๆ พวกเราไม่เคยคาดหวังอะไรจากเพจ พวกเราแค่ต้องการมีหนึ่งพื้นที่ในการแชร์ประสบการณ์การท่องเที่ยว แต่พอเริ่มทำไป เริ่มมีคนติดตาม แม้จะไม่ใช่จำนวนที่มากมาย แต่มันก็ทำให้พวกเรามีความสุข และอยากจะออกเดินทางไปเรื่อยๆ เราแค่อยากให้คนที่แวะเวียนเข้ามาเพจของเรา มีความสุขกับเรื่องราวต่างๆ ในเพจ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน และเกิดแรงบันดาลใจอยากจะออกไปลุยโลกเหมือนเราเท่านั้นเอง

ในอนาคตมองว่าจะต่อยอดเพจไปทางไหน

หากเพจมีการพัฒนาได้ดี พวกเราก็อยากจะนำไปต่อยอด โดยใช้วิชาชีพของพวกเรามาสร้างสรรค์รายการท่องเที่ยวเล็กๆ เพราะพวกเราเชื่อว่า การได้ทำงานในสิ่งที่เรารัก เราจะรักในสิ่งที่ทำ และผลลัพธ์จะออกมาได้ดี

คิดว่าคนที่เข้ามาอ่านจะได้อะไรกลับไป

สิ่งที่ทุกคนจะได้จากเพจของพวกเราคือ ความกล้าออกไปใช้ชีวิต อย่างน้อยเราหวังให้เรื่องราวการเดินทางของพวกเรา เป็นแรงบันดาลใจเล็กๆ ที่ทำให้ทุกคนรู้ว่า การเดินทางไม่ยากอย่างที่คิด โลกเรายังมีมุมสวยๆ ให้เรียนรู้อีกเยอะ

แล้วได้อะไรจากการทำเพจ

สิ่งสำคัญที่พวกเราได้จากการทำเพจ “กู พึ่ง ไป” คือ ของสะสม ซึ่งของสะสมของพวกเราในที่นี้ไม่ใช่สิ่งของ แต่เป็นความทรงจำที่พวกเราสะสมไว้ระหว่างการเดินทาง เวลากลับมาย้อนดูเรื่องราวต่างๆ ในเพจ ความทรงจำในแต่ละสถานที่มันก็จะกลับมา ทำให้เราจำได้ว่า ตอนนั้นพวกเรามีความสุขกันแค่ไหน

แล้วยิ่งไปกว่านั้นมันมักจะเป็นแรงกระตุ้นที่ทำให้เราอยากออกไปเจอที่ใหม่ๆ ที่ไม่เคยไปอีก พูดง่ายๆ มันก็เหมือนของสะสมที่พวกเรารักและหวงแหนมันมากๆ เพราะผลิตผลของการเดินทาง คือ ประสบการณ์และความทรงจำ

ทำไมต้องชื่อว่า กู พึ่ง ไป

ชื่อเพจ “กู พึ่ง ไป” มาจากประโยคบอกเล่าง่ายๆ เวลาเราเล่าเรื่องการเดินทางให้เพื่อนฟัง เราก็มักจะพูดกันว่า เฮ้ย! กูเพิ่งไปที่นี่มา มันก็เลยเป็นชื่อเพจนี้ขึ้นมา

“กู” ชื่อเรียกแทนตัวแบบคนคุ้นเคยกับกลุ่มเพื่อน ที่อยากจะแบ่งปันเรื่องราวให้ทุกคนได้รู้

“พึ่ง” เราเล่นคำกับการพ้องเสียงว่า “เพิ่ง” เราเพิ่งเดินทาง เราเพิ่งไป แต่นอกเหนือจากการเพิ่งออกเดินทางแล้ว พวกเรายังได้ “พึ่ง” ไม่ว่าจะเป็นพึ่งพิงธรรมชาติ พึ่งพิงวัฒนธรรม และความเป็นอยู่ของแต่ละสถานที่ พึ่งพิงอาหาร อีกทั้งยังได้ พึ่งพิงกันและกัน

“ไป” แทนการออกเดินทาง ไม่ว่าจะไปกิน ไปเที่ยว ไปเล่น หรือไปทำกิจกรรมต่างๆ จึงรวมกันเป็นชื่อเพจสั้นๆ ว่า “กู พึ่ง ไป” ซึ่งสามารถติดตามการเดินทางของแอดมินทั้ง 4 คนได้ทาง www.facebook.com/gupuengpai

 

กล้วยไม้ พิกุลแย้ม กุลนิดา อุนาโลม เพื่อนรัก… กลางเส้นทางสู่ดวงดาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 สิงหาคม 2560 เวลา 11:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/507307

กล้วยไม้ พิกุลแย้ม กุลนิดา อุนาโลม เพื่อนรัก... กลางเส้นทางสู่ดวงดาว

โดย…สมแขก และณัฐวดี ภญญศิริ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

 เป็นเวลาร่วม 4 ปีแล้วที่ทั้งสองสาว แคท-กล้วยไม้ พิกุลแย้ม กับ ฮาย-กุลนิดา อุนาโลม ได้ข้ามผ่านอุปสรรคต่างๆ มาด้วยกัน

ทั้งสองสาวเป็น 2 สมาชิกจากทั้งหมด 7 คนของวงน้องใหม่ โมโนมิวส์เซส (MONO MUSE’) เกิร์ลกรุ๊ปวงแรกของประเทศไทย ที่ใช้การโปรโมทตัวเองผ่านสื่อโซเชียล โดยพวกเธอต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ 10 ล้านคะแนน จึงจะได้เดบิวต์และออกซิงเกิ้ล ซึ่งใน 10 ล้านคะแนนที่ว่าเป็นคะแนนที่มาจากยอดไลค์ ยอดแชร์ และยอดคอมเมนต์

ย้อนกลับไปเดิมที แคท จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต เคยมีผลงานทางด้านการแสดงซีรี่ส์เรื่องตี๋ใหญ่ดับดาวโจร ก่อนจะลองมาออดิชั่นเพื่อเข้าร่วมเป็นสมาชิกวงโมโนมิวส์เซส และล่าสุดตอนนี้ที่ทำอยู่ คือ เป็นดีเจประจำคลื่น Mono Fresh

ส่วนฮายนั้นจบการศึกษามาจากนิเทศศาสตร์ สาขาวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เคยมีผลงาน คือ เป็นพิธีกร มีผลงานด้านถ่ายแบบ ชและเป็นพรีเซนเตอร์

ทั้งแคทและฮาย เล่าว่า พวกเธอต่างก็อยู่ในโมโน กรุ๊ป (MONO GROUP) มาก่อน ที่ในตอนแรกที่มีการแคสติ้งเพื่อเตรียมเดบิวต์ ทั้งสองคนค่อนข้างกังวลว่าใครคนใดคนหนึ่งจะถูกคัดออก จนกระทั่งการคัดเลือกมาลงตัวที่สมาชิก 7 คน ผลสรุปออกมาว่าพวกเธอยังคงอยู่ด้วยกัน ความกังวลใจที่เคยมีก็แปรเปลี่ยนเป็นความอุ่นใจ เนื่องจากพวกเธอ 2 คน เคยรู้จักและสนิทสนมกันมาก่อน

กล้วยไม้

มองพี่แคทอย่างชื่นชมและรู้สึกอุ่นใจ

ฮายในฐานะน้องสาวคนสนิท ได้เปิดใจถึงตั้งแต่วันแรกที่เจอแคท รุ่นพี่ซึ่งสร้างความประทับใจให้เธอตั้งวินาทีแรกที่ได้เห็น จนกระทั่งทุกวันนี้ที่กำลังฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ นานาไปพร้อมกันว่า

“ความจริงเคยเห็นพี่แคทมาก่อนหลายครั้งแล้ว แต่ไม่มีโอกาสได้คุยกัน เพราะคนในบริษัทมีค่อนข้างเยอะ จนกระทั่งวันธรรมดาวันหนึ่งที่ชั้นเรียนเต้นของบริษัท มีสอนเต้นซุมบ้าเพื่อการออกกำลังกาย วันนั้นเรียนรวมกับทุกคนตามปกติ แต่ฮายยืนหลังพี่แคท แล้วก็สะดุดตาว่าทำไมพี่คนนี้เต้นเก่งจัง รุ่นเดียวกันไม่เห็นมีใครเต้นเก่งเท่า มีก็พี่คนนี้ที่เต้นตามครูได้เร็ว ฮายจึงขยับมาอยู่ใกล้ๆ พี่แคท แล้วก็เริ่มซี้กันมาตั้งแต่ตอนนั้น มาออกกำลังกายก็อยู่กลุ่มเดียวกัน หากนับวันเวลาตั้งแต่วันนั้น ก็เป็นระยะเวลายาวนานร่วม 4 ปีได้แล้ว เพราะจำได้ว่า ฮายรู้จักพี่แคทตั้งแต่ตอนที่ฮายเริ่มเข้ามหาวิทยาลัยใหม่ๆ

“มองจากภายนอกพี่แคทอาจดูเป็นคนดุๆ นิ่งๆ และดูเข้าถึงยาก แต่พอได้ลองคุยจริงๆ แล้วพี่แคทกลับไม่เป็นแบบนั้น พี่แคทเป็นคนใจดี น่ารัก เป็นคนมองโลกในแง่ดี ไม่คิดร้ายกับใคร โดยเฉพาะนิสัยก็จะคล้ายๆ กัน ชอบกินเหมือนกัน และก็ไม่เคยสนใจมองว่าใครคนไหนมีข้อบกพร่องอะไร อีกอย่างที่สำคัญคือพี่แคทเป็นคนให้คำปรึกษาดี เวลามีเรื่องทุกข์ใจจะทักมาถามตลอด บางเวลาไม่ได้คุยกันหลายวัน อยู่ๆ แชตของพี่แคทก็จะดังขึ้นมาถามว่าเป็นไงบ้าง จึงฉุกคิดว่าพี่แคทเป็นคนที่รู้ใจเราคนหนึ่งเลย เป็นคนเอาใจใส่รายละเอียดทุกอย่าง

“ด้วยเหตุนี้เองจึงรู้สึกอุ่นใจที่ได้มาอยู่ร่วมวงเดียวกัน เพราะการทำงานเราจะต้องทำด้วยกัน และยิ่งมีคนที่มีอะไรคล้ายเรา คุยกับเราได้ทุกเรื่อง และเราสามารถไว้ใจเขาได้ เราก็รู้สึกสบายใจ เหมือนกับว่ามันเป็นสิ่งที่สำคัญมากเลยนะที่จะได้เจอคนดีๆ แล้วทำงานร่วมกัน ยิ่งนิสัยเข้ากันได้อย่างพี่แคท ก็พบว่ามันยิ่งดีมากๆ”

“ตอนแรกที่มารวมวงกัน 7 คน น้องๆ ในวงอาจยังไม่ค่อยเปิดใจกัน แต่พี่แคทที่เป็นคนจริงจังกับการทำงาน เป็นคนที่ถ้ามีอะไรให้พูดตรงๆ พี่แคทก็จะถามเลยว่าไม่โอเคตรงไหน เพราะจะได้เอามาปรับกัน ซึ่งแม้กระทั่งตัวเราเองก็ต้องคอยปรับตรงกันไปพร้อมทุกคนด้วย”

กุลนิดา

หัวหน้าวงออกปาก รู้จักฮายได้รับแต่สิ่งดีๆ

แคทเล่าย้อนกลับไปถึงฮายน้องสาวคนสนิท รวมถึงประสบการณ์ต่างๆ หลังได้มาพบเจอกับสมาชิกใหม่ของวงอีก 5 คนที่เด็กกว่าทั้งตัวเองและฮายว่า

“สิ่งที่ทำให้ประทับใจในตัวน้อง คือน้องเป็นคนเข้ามาคุยกับเราก่อน แต่ที่ทำให้ประทับใจมากกว่านั้น เป็นเพราะฮายไม่เคยมองโลกในแง่ร้าย จะมองทุกอย่างในแง่บวกเอาไว้ก่อน ไม่ว่าในอนาคตเรื่องนั้นจะเป็นยังไง อย่างบางเวลาเราเครียดมากๆ เราก็จะได้รับแต่สิ่งดีๆ มาแทนที่ความเครียดนั้น จึงรู้สึกว่านี่เป็นเหตุผลที่ทำให้เลือกสนิทกับน้อง แม้บางวันเจอกันแล้วแยกกัน ก็จะถามไถ่กันตลอดว่านอนรึยัง เหมือนแฟนแต่ไม่ใช่

“อย่างตอนแรกที่รู้จัก น้องเป็นเพื่อนผู้หญิงคนแรกที่ถามเราว่าวันนี้พี่แคททำอะไร กินอะไรรึยัง เราก็จะถามว่ามีอะไร (มากกว่านั้น) รึเปล่า เพราะว่าไม่ชิน ไม่เคยมีเพื่อนผู้หญิงคนไหนทักมาแบบนี้ แต่น้องก็ตอบกลับมาอย่างจริงใจว่า ไม่มี แค่ถามเฉยๆ ตั้งแต่นั้นมาก็เลยรู้สึกดีที่

คนห่วงใยเรา ตอนแรกที่ผ่านการออดิชั่นเข้ามาก็ตื่นเต้นพอสมควร ได้รู้ว่าสมาชิกแต่ละคนอายุยังน้อย ก็กังวลไปหมดว่าจะคุยกับใครได้ไหม เพราะได้รับหน้าที่ให้เป็นหัวหน้าวงด้วย แต่พอรู้ว่าฮายก็ผ่านการออดิชั่นเข้ามาเหมือนกัน จึงค่อยๆ หายกังวลและสบายใจไปได้ในที่สุด

“หลังจากมารวมวงด้วยกัน 7 คน แน่นอนว่าย่อมต้องก็สนิทกันมากขึ้น เนื่องจากตลอดสัปดาห์จะต้องเจอกันถึง 6 วัน อย่างใน 1 วัน ก็จะเจอกันร่วม 6-7 ชั่วโมง มีเรียนร้อง เรียนเต้นกัน จากแต่ก่อนที่จะชวนกันไปกินข้าวมันไก่ร้านประจำข้างบริษัทแค่ 2 คน ทุกวันนี้ก็เริ่มชวนน้องๆ คนอื่นไปด้วย เพื่อให้สนิทกันมากขึ้น และในส่วนของเรื่องการละลายพฤติกรรมน้องๆ ในวง เราก็เป็นคนเริ่มในจุดนั้นเองด้วยความที่อายุมากสุด อย่างในช่วงแรกๆ น้องจะยังไม่เปิดใจให้กันมากนัก เราก็จะศึกษานิสัยของแต่ละคน แล้วถึงบอกว่าวันนี้เราจะเปิดใจคุยกันนะ จนทุกวันนี้ทุกคนก็เปิดใจมากขึ้นและคุยกับเราได้ทุกเรื่อง

“ความโชคดีของการรวมตัวกันของโมโนมิวส์เซส คือ ช่วงอายุเราที่ต่างกันพอสมควร จึงทำให้ไม่ค่อยมีเหตุการณ์ทะเลาะเบาะแว้งกัน เพราะน้องฟังพี่ พี่จึงฟังน้อง เราต่างก็ผลัดกันรับฟังกัน จึงไม่เคยมีการเถียงกันเกิดขึ้น เหมือนกับว่า เราเป็นจุดศูนย์กลาง พอน้องมาบอก เราก็จะคุยกัน และพอเราคุยให้ ทุกอย่างก็จะโอเค”

ทั้งสองสาวบอกว่าเป็นเวลาร่วมปีที่สมาชิกร่วมเรียนร้องเพลง เต้น และทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยกัน แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือพวกเธอไม่ยักเบื่อหน้ากัน เหมือนกลายเป็นความเคยชินที่ต้องเจอกันทุกวันไปแล้ว

ส่วนการเดบิวต์ พวกเธอยอมรับว่าค่อนข้างคาดหวัง และต้องพิสูจน์ตัวเองให้ไปให้ถึง 10 ล้านคะแนนให้ได้ ดังนั้น ทุกคนจึงทุ่มเท ตั้งใจ และเชื่อมั่นว่าจะทำได้

สำหรับใครที่อยากเห็นทั้ง 7 สาวได้รับการเดบิวต์และมีซิงเกิ้ลปล่อยออกมา สามารถเข้าไปร่วมให้กำลังใจพวกเธอได้ผ่านทาง Facebook: MONOMUSES, IG: MONOMUSES และ TWITTER: MONO_MUSES

 

‘ปิยะศักดิ์ อุกฤษฎ์นุกูล’… เงินติดล้อ ผู้ชอบเรียนรู้ประสบการณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 สิงหาคม 2560 เวลา 11:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/507306

‘ปิยะศักดิ์ อุกฤษฎ์นุกูล’... เงินติดล้อ ผู้ชอบเรียนรู้ประสบการณ์

โดย…ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ

 ปิยะศักดิ์ อุกฤษฎ์นุกูล ถือได้ว่าเป็นคลื่นลูกใหม่อีกคนในแวดวงการสถาบันการเงิน เมื่อปัจจุบันด้วยวัยเพียง 36 ปี ก็ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารระดับสูง ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เงินติดล้อ บริษัทที่ทำธุรกิจปล่อยสินเชื่อรถจักรยานยนต์อันดับต้นๆ ของประเทศ  และยังเป็นกรรมการบริษัทในเครือของธนาคารกรุงศรีอยุธยาอีก 3 แห่ง

ปิยะศักดิ์ บอกว่า  เริ่มทำงานที่บริษัท เงินติดล้อ เมื่อตอนอายุ 27 ปี ด้านฝ่ายการตลาดก่อน จากพนักงานตอนนั้นแค่ 600 คน กับ 133 สาขา ธุรกิจก็ขยายเติบโตขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันมีพนักงานถึง 3,000 คน กับ  540 สาขา และมีผมเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ ที่มีเป้าหมายต้องผลักดันให้ธุรกิจขยายตัวต่อไปอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ หากพูดถึงแนวคิดในการทำงานกับพนักงานนับพันคนนั้น สิ่งสำคัญสุดคือต้องให้พนักงานรู้สึกถึงความมีเจ้าของในงานที่ตัวเองทำอยู่ด้วย  ซึ่งส่วนใหญ่มนุษย์เงินเดือนจะขาดตรงนี้ เพราะถ้าเราคิดว่าเราเป็นเจ้าของบริษัทร่วมด้วย การทำงานก็จะราบรื่นมากขึ้น มีแรงกระตุ้นให้เกิดการทำงานเต็มที่

“เวลาทำงานเราก็จะมีส่วนที่เกี่ยวข้องมากมาย  ถ้าเรามีความรู้สึกเหมือนเป็นตัวแทนผู้ถือหุ้น ก็จะทำงานเต็มที่ มีความรักลูกค้า รักการทำงาน เกิดการพัฒนามีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ใช่แค่ทำงานให้ผ่านพ้นๆ ไปวันๆ และแน่นอนถ้าทุกคนร่วมกันทำงานได้ดี ผลตอบแทนและชีวิตความเป็นอยู่ก็ต้องดีขึ้นตามไปด้วย” ปิยะศักดิ์ กล่าว

 นอกจากนี้ ในช่วง 3-4 ปี มานี้ ปิยะศักดิ์ บอกว่า เขาก็มีมุมมองใหม่เกี่ยวกับการทำงานเพิ่มขึ้น คือ การฝึกอบรมเพื่อดึงศักยภาพของพนักงานออกมาในมุมมองที่แตกต่างซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าบอกรักและดูแลลูกน้องให้ดี งานที่ได้กลับมาหาบริษัทก็จะดีไปด้วย

สุดท้าย คือ ความซื่อสัตย์ มีสัจจะซึ่งสำคัญมาก ทำให้เกิดการไว้วางใจกัน

อย่างไรก็ตาม การอาศัยหรือศึกษาหาความรู้จากผู้อื่นก็เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยในการบริหารงานได้  และปิยะศักดิ์เองก็ชอบอ่านหนังสือประเภทคัมภีร์ซีอีโอ หนังสือเกี่ยวกับความคิด แนวคิดทั้งหลาย ทำให้ตัดสินใจได้แบบไหน พยายามทำความเข้าใจ แกนหลักคืออะไร เวลาเกิดปัญหาจะทำอย่างไร

“หนังสือที่อ่าน เช่น ซีอีโอ อย่าง สตีฟ จ็อบส์ วอร์เรน บัฟเฟตต์ แจ๊ค เวลซ์ ผู้บริหาร ไอบีเอ็ม ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ประธานาธิบดี บิล คลินตัน หรือถ้าไม่เกี่ยวข้องกับคน เกี่ยวข้องกับผู้บริหารโดยตรง ก็จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับองค์กร เรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่น ทำให้ผมเข้าใจปัญหา การดำรงชีวิต และนำสิ่งที่ได้มาสร้างแรงบันดาลใจ  ซึ่งถ้าเข้าใจพวกนี้ได้จะช่วยทำให้ผมไม่หลงทาง เพราะบางครั้งก็ไม่มีอะไรถูกหรือผิดตายตัว”

อย่างทุกๆ เล่มที่อ่าน เอ็มดีเงินติดล้อจะได้ความคิดใหม่ๆ กลับมาอย่างน้อย 2-3 เรื่อง เอามาใช้กับการทำงาน ใช้กับชีวิตได้

“ผมชอบมากอ่านตอนนั่งเครื่องบินมาก เพราะมันปิดการสื่อสารทั้งหมด เป็นเวลาที่คิดอะไรออกมากมาย พอคิดได้ก็พิมพ์เก็บไว้เลย ชอบอ่านผ่านอี-บุ๊ก เพราะเก็บได้ 3-4 เรื่อง อ่านสลับไปสลับมาได้”

นอกจากนี้ ปิยะศักดิ์ ยังชอบออกกำลังกาย ด้วยการตื่นตั้งตี 5 มาวิ่งประจำ ครั้งละ 30 นาที เพื่อผ่อนคลายและให้ร่างการแข็งแรง รู้จักเสริมความรู้ให้กับตัวเองและขยันมากขึ้น รวมถึงยังชอบสะสมประสบการณ์จากการเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งทุกๆ ปีจะเดินทางไปต่างประเทศ 1-2 ประเทศ แต่ไปครั้งหนึ่งเต็มที่ก็ได้แค่ 2 อาทิตย์ ไปนานกว่านี้ไม่ได้ เนื่องจากมีเวลาจำกัด

 “ผมเลือกไปยังประเทศที่ไม่เคยไปมาก่อน ไปเรียนรู้ ไปดูวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ ประเทศนี้เจริญเพราะอะไร ประเทศนี้ไม่เจริญเพราะอะไร อย่างตัวผมเองก็เติบโตจากสหรัฐมาตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งพื้นฐานความคิด คือคำว่า “ทำไม” การเรียนการสอนของที่สหรัฐ เขาจะบังคับให้อธิบาย ให้มีเหตุผล ทำให้เรื่องนี้ติดตัวผมมาถึงทุกวันนี้

“หรือญี่ปุ่นเป็นอะไรที่เป๊ะมาก กฎระเบียบเยอะ และไม่ค่อยพลาด เป็นประเทศที่มีมาตรฐานสูง เป็นประเทศแห่งเทคโนโลยี อย่างเช่น ตอนที่ผมไปขึ้นลิฟต์ชมหอคอยโตเกียว พนักงานในลิฟต์ก็ยังคงบรรยายเป็นภาษาญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง ทั้งๆ ที่เขาก็รู้ว่าผมกับแฟนเป็นคนต่างชาติและไม่มีมีคนญี่ปุ่นอยู่ด้วย”

ปิยะศักดิ์ ย้ำว่าเขาชอบไปยังประเทศที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง  ชอบไปเมืองเล็กๆ  เพื่อให้ได้บรรยากาศที่หลากหลาย ซึ่งก็สะท้อนวัฒนธรรมที่หลากหลายตามไปด้วย เพราะถ้าเป็นเมืองหลวงส่วนใหญ่ก็จะคล้ายๆ กันหมด

“เดินทางท่องเที่ยวพบปะผู้คนก็ต้องควบคู่กับการถ่ายรูปด้วย ซึ่งทุกปีผมจะรวบรวมรูปเป็นอัลบั้มดิจิทัลเล่มละประมาณ 1,000 รูปเก็บไว้ มีการบันทึกเรื่องราวที่ประทับใจไว้ในนั้นคู่กัน ซึ่งเริ่มทำมาตั้งแต่ปี 2554 ตอนนี้ก็ได้มา 6 เล่มแล้ว สนุกดี ได้พบอะไร ได้เจออะไรในมุมที่น่าสนใจ ก็บันทึกเก็บไว้

สุดท้ายเขายอมรับว่าเป็นคนคิดเยอะ เมื่อพบปะลูกน้องเยอะ ก็มีคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ผมจึงต้องทำหน้าที่ให้คนที่ไม่เห็นด้วยเดินไปกับด้วยกันให้ได้

“มาอยู่ในตำแหน่งนี้ ก็ไม่เชื่อว่าจะมาถึงขณะนี้เหมือนกัน เพราะทำงานมาแค่ 8-9 ปี  ก็พอใจระดับหนึ่ง แต่ก็ยังมีโอกาสที่จะทำอะไรได้อีกมาก มีความภูมิใจที่ทำงานอยู่ตรงนี้  สิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้คือการสะสมประสบการณ์

“ผมมาถึงตรงนี้ได้ เพราะมีคนให้โอกาส ซึ่งผมก็ต้องให้โอกาสคนอื่นด้วยเช่นกัน”

 

ยาซูโนริ อิวาโมโต ผู้พลิกฟื้นความมั่นใจให้คนญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 สิงหาคม 2560 เวลา 11:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/507305

ยาซูโนริ อิวาโมโต ผู้พลิกฟื้นความมั่นใจให้คนญี่ปุ่น

โดย…วรธาร

 “ผมมุ่งหวังให้ร้านคาเฟ่ อเมซอน เป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟู จังหวัดฟูกุชิมา หลังประสบภัยพิบัติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์รั่วไหลเมื่อหลายปีก่อนกลับคืนมา โดยเฉพาะที่หมู่บ้านคาวาอุจิอัน เป็นที่ตั้งของร้านที่ผมอยากดึงความเชื่อมั่นของคนที่นี่กลับมา โดยใช้คาเฟ่เป็นสถานที่ให้พวกเขาได้มาพักผ่อนพบปะคุยกัน ดื่มกาแฟและกินอาหารอร่อยๆ ในร้านที่บรรยากาศน่านั่ง” คำให้สัมภาษณ์ของ ยาซูโนริ อิวาโมโต (Yasunori Iwamoto) นักธุรกิจญี่ปุ่นเจ้าของบริษัท โคโดโม เอเนอร์จี ผู้ผลิตเซรามิกเรืองแสง และเจ้าของร้านคาเฟ่ อเมซอน ร้านกาแฟแบรนด์ไทยแห่งแรกและแห่งเดียวในญี่ปุ่นเวลานี้

บางส่วนของคำให้สัมภาษณ์นี้ชื่อว่าคนไทยคงอยากรู้จักเขามากขึ้น โดยเฉพาะการขอไลเซนส์คาเฟ่ อเมซอน แบรนด์กาแฟสัญชาติไทยของบริษัท ปตท.ไปเปิดขายที่ประเทศญี่ปุ่น และที่ต้องแปลกใจกว่านั้น ก็คือเขาเลือกที่จะไปเปิดร้านคาเฟ่ในเมืองเล็กๆ ในหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ใกล้เชิงเขาและมีประชาชนแค่หลักพัน

ทำไมต้องเป็น คาเฟ่ อเมซอน และทำไมต้องมาเปิดบนเขา เพื่ออะไร ไปรู้จัก ยาซูโนริ อิวาโมโต นักธุรกิจผู้ที่ไม่ได้มุ่งประโยชน์ตนเป็นใหญ่ แต่ยังมุ่งทำสิ่งที่ดีเพื่อประเทศชาติของเขาด้วย

ทำไมต้อง คาเฟ่ อเมซอน

ต้องยอมรับว่าตลาดกาแฟญี่ปุ่นนั้นมีศักยภาพสูง เพราะคนญี่ปุ่นบริโภคกาแฟสูงเป็นอันดับสามของโลก ฉะนั้นร้านกาแฟในญี่ปุ่นจึงมีอยู่มากมาย ที่ดังๆ ก็มีสาขาจำนวนมาก รวมทั้งร้านที่เป็นแบรนด์ส่วนบุคคลอีกนับไม่ถ้วน แต่อิวาโมโตเลือกคาเฟ่ อเมซอน ของไทย เพราะมองว่าไม่ได้ด้อยกว่าแบรนด์ดังแต่อย่างใด ทั้งในเรื่องของรสชาติและคุณภาพของเมล็ดกาแฟและอื่นๆ

“ผมไป จ.เชียงใหม่ หลายครั้งเพื่อดูแหล่งปลูกเมล็ดกาแฟและได้ชิมกาแฟของคาเฟ่ อเมซอนทุกครั้ง รสชาติอร่อยผมชอบ และคิดว่าคนญี่ปุ่นน่าจะได้ลิ้มลองกาแฟดีๆ อีกแบรนด์หนึ่ง จึงสนใจนำไปเปิดที่ญี่ปุ่น ก็ได้มีการติดขอไลเซนส์กับทาง ปตท.ได้รับการสนับสนุนจากประธานเทวินทร์ (เทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ท่านรองอรรถพล (อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจน้ำมัน) และอีกหลายท่านจนเกิดการเริ่มต้นในวันนี้โดยเปิดให้บริการเมื่อปลายปี 2559” อิวาโมโต กล่าว

อิวาโมโต กล่าวต่อว่า ตอนแรกตั้งใจเปิดสาขาแรกเป็นสาขาขนาดใหญ่ในโตเกียวหรือโอซากา แต่เมื่อได้ทราบความเป็นมาของคาเฟ่ อเมซอน รู้สึกทึ่งก็เข้าใจอย่างดีจึงต้องการนำเสนอเรื่องราวคาเฟ่ อเมซอน ให้คนญี่ปุ่นได้รู้และได้ชิมกาแฟที่อร่อยอีกแบรนด์หนึ่งจากนั้นจึงค่อยขยายสาขาไปยังเมืองต่างๆ และมุ่งในเชิงการค้ามากขึ้น

เหตุผลที่เลือกหมู่บ้านคาวาอุจิ

“การเลือกมาเปิดที่คาวาอุจินั้น ส่วนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนสำคัญเลยคือผมต้องการสร้างความมั่นใจให้ผู้คนที่นี่ ซึ่งต้องเข้าใจว่าตั้งแต่เกิดเหตุการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ฟูกุชิมาระเบิด และเกิดการรั่วไหลสารกัมมันตภาพรังสี ก็ทำให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยอพยพออกจากพื้นที่ไปอยู่ที่อื่น แม้หลังเกิดเหตุการณ์รัฐบาลญี่ปุ่นได้พยายามแก้ปัญหาและฟื้นฟูอย่างรวดเร็วเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยให้กับประชาชน แต่ก็ยังมีบางส่วนยังไม่กลับเข้ามา แต่ตอนนี้ก็เข้ามาประมาณ 80 กว่าเปอร์เซ็นต์แล้ว ก็ตั้งใจว่าร้านคาเฟ่ อเมซอนแห่งนี้จะเป็นศูนย์กลางให้คนได้มานั่งพักผ่อน พบปะ คุยกันและทุกคนมีความสุขที่ได้มาที่นี่”

อิวาโมโต กล่าวว่า วิสัยทัศน์ของเขาคือการทำให้คาเฟ่ อเมซอน ร้านที่ตกแต่งด้วยสไตล์ร็อกเฮาส์ เป็นร้านแห่งความสุขที่ผู้คนที่เข้ามาดื่นกาแฟจะได้สัมผัสเรื่องราวด้านวัฒนธรรมไทย รำลึกถึงพระบารมีของในหลวงรัชกาลที่ 9 ตลอดจนความเป็นมาของร้านคาเฟ่ อเมซอน ในเมืองไทย ตอนนี้คาเฟ่ อเมซอน ที่นี่ เริ่มเป็นที่รู้จักของคนญี่ปุ่นมากแล้ว

“นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ชินโสะ อาเบะ ท่านก็ได้มาเยือนร้านคาเฟ่ อเมซอนแล้ว เมื่อวันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา ภาพที่ท่านดื่มกาแฟจากแก้วกาแฟอเมซอนเป็นภาพที่แพร่ไปในญี่ปุ่นอย่างเด่นชัด ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในร้านกาแฟดังๆ ในญี่ปุ่นมาก่อน” อิวาโมโต กล่าวทิ้งท้าย

 

อนุวัฒน์ ร่วมสุข ต้องเรียนรู้ตลอดเวลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 สิงหาคม 2560 เวลา 11:42 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/507303

อนุวัฒน์ ร่วมสุข ต้องเรียนรู้ตลอดเวลา

โดย…ประลองยุทธ ผงงอย

 ถ้าเอ่ยชื่อ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร คนในแวดวงตลาดทุนทั้งในและนอกประเทศรู้จักเป็นอย่างดี เพราะที่นี่เป็นแหล่งรวมคนเก่งๆ ที่ทำงานระดับประเทศและนานาชาติไว้มาก

อนุวัฒน์ ร่วมสุข วัย 44 ปี ผู้บริหารรุ่นใหม่ บล.ภัทร กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายตลาดทุน สายงานวาณิชธนกิจและตลาดทุน มีบทบาทสำคัญในการผลักดันธุรกรรมของบริษัทให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ผ่านสายงานวาณิชธนกิจที่ต้องมีสายสัมพันธ์ที่หลากหลายระดับนานาชาติ และมีฝีมือเป็นที่ยอมรับของลูกค้าเป็นอย่างดี

เขาเริ่มทำงานที่ ภัทร ตั้งแต่เรียนจบจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ภาควิชาสถิติ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในปี 2537

จุดเริ่มต้นเกิดจากการแนะนำของคุณแม่ที่รู้จักคนในภัทร จึงลองมาสมัครทำงานและเริ่มงานช่วงปีนั้นจนถึงปีนี้ 23 ปีแล้ว

ช่วงเริ่มต้นทำงานเป็นนักวิเคราะห์ฝ่ายวาณิชธนกิจประมาณ 3 ปี จากนั้นเปลี่ยนมาจับงาน Equity Capital Markets (ECM) ถึงปัจจุบัน ยกตัวอย่างบางดีลที่เคยผ่านมือในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) การเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชน (ไอพีโอ) ของบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM) บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล (GGC) ในกลุ่ม ปตท. กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนทางรางบีทีเอสโกรท (BTSGIF) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานกองแรกของไทย รวมถึงดีลปัจจุบันที่กำลังทำใกล้เสร็จคือ กองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์กองแรกของประเทศที่รัฐบาลเป็นผู้ออก

 “มีความภูมิใจในทุกดีลที่มีโอกาสได้ทำไม่ว่าจะเป็นดีลที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก ไม่ซับซ้อนมาก จนถึงดีลที่มีขนาดใหญ่มีความซับซ้อน หรือแม้แต่ดีลที่ต้องใช้โครงสร้างที่ไม่เคยมีใช้มาก่อนในประเทศไทยก็ตาม เพราะอย่างน้อยสามารถช่วยลูกค้าระดมทุนได้สำเร็จตามเป้าหมาย และมีผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพเพิ่มสำหรับนักลงทุน

“ที่สำคัญสำหรับผมคือผมได้พัฒนาตัวเองมากขึ้น เรียนรู้เพิ่มมากขึ้นจากดีลที่ได้ทำ ทั้งการเรียนรู้จากลูกค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากระบบความคิด ความสำเร็จ เรียนรู้จากนักลงทุน จากหน่วยงานกำกับ เพื่อนร่วมงานที่ร่วมกันทำมาด้วยกัน ซึ่งเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหาได้จากสถานศึกษา หรือคอร์สฝึกอบรมได้ และทีมงานของผมเองจะเก่งขึ้น เพราะจะได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองไปพร้อมกัน” อนุวัฒน์ เริ่มคุยถึงงานที่ทำอยู่ในปัจจุบัน ก่อนเท้าความหลังกลับไปในอดีต

“การทำงานช่วงแรกของสายงานวาณิชธนกิจจะเหมือนเด็กจบใหม่ทั่วไปทำงานไปแบบวันๆ เพราะยังไม่ค่อยเข้าใจงานที่ทำอยู่จนกระทั่งผ่านไป 3-4 ปี”

จนถึงจุดที่อนุวัฒน์คิดว่าโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว กลับมาดูงานที่ทำเกิดความสนุกมีความท้าทาย ต้องการให้งานที่ทำออกมาดีขึ้น และเริ่มรู้ว่าชอบในสิ่งที่กำลังทำอยู่

“จึงเปลี่ยนแผนชีวิตที่เคยวางไว้ว่าจะทำงานงานนี้ 2 ปีแล้วลาออกไปเรียน ตัดสินใจทำงานต่อเพราะอยากเรียนรู้และเข้าใจในงานที่มากขึ้น มองว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในงานนี้ เพราะหากมีความเก่งหรือมีความสามารถ แต่ขาดความชอบหรือรักในงานนี้จะทำงานในระยะยาวไม่ได้เพราะเป็นงานที่มีความเครียดค่อนมากต้องใช้ความคิดตลอดเวลา และต้องทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจและเวลามากด้วย”

เส้นทางการเติบโตในฐานะผู้บริหารภัทร ตำแหน่งแรกคือผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการโดยอยู่ในตำแหน่งนี้ประมาณ 3 ปีที่แล้วจนปัจจุบันก้าวขึ้นมาเป็นกรรมการผู้จัดการประมาณ 1 ปี

ในช่วงปี 2541-2546 ที่ภัทรกลายเป็น “เมอร์ริล ลินช์” ถือว่าเป็นช่วงที่คนส่วนใหญ่ที่ทำงานในภัทรมีพัฒนาการที่สูงสุด เพราะได้เรียนรู้อย่างมากกับการทำงานของเมอร์ริล ลินช์ ที่ในช่วงนั้นต้องยอมรับว่าตลาดทุนในต่างประเทศพัฒนาก้าวกว่าของไทย อาทิ ด้านระบบงาน ด้านฐานข้อมูล ทำให้คนภัทรยุคนั้นมีพัฒนาการดีและคิดว่าไม่ต้องไปเรียนต่อก็ได้

 เขายึดหลักในการทำงานที่ว่า ข้อแรกตั้งแต่เริ่มใช้ชีวิตทำงานจะคิดอยู่เสมอว่าไม่เก่งเท่ากับคนหรือสู้คนอื่นไม่ได้ ดังนั้น เมื่อคิดแบบนี้ในเวลาทำงานจะต้องพยายามทำมากกว่าคนอื่น เช่น คนอื่นทำงาน 2 ชั่วโมง แต่ตัวเองจะต้องทำมากมากกว่า หรือนิยามว่าการทำงานของตัวเองว่าเป็นแบบ “Work Hard Play Hard” คือในเวลาทำงานจะทำงานให้เต็มที่ ส่วนนอกเวลาก็จะใช้ชีวิตเต็มที่เช่นกัน

ข้อสอง สร้างเสริมพัฒนาแสวงหาความรู้เรียนรู้อยู่ตลอดเวลาเพราะในธุรกิจที่ทำงานอยู่เป็นธุรกิจที่เดินเร็วมาก เมื่อใดที่หยุดเดินจะถูกคนอื่นเดินแซงหน้าได้ตลอดเวลา ดังนั้นคนในธุรกิจนี้จะหยุดเดินไม่ได้หากหยุดเท่ากับการถอยหลังทันทีและจะกลับมาตามคนอื่นทันยากมาก

ข้อสาม คือเช็กความผิดพลาดของตัวเองอยู่เสมอ ในทุกครั้งที่ทำงานจบหรือธุรกรรมด้วยความสำเร็จ เพราะเป็นเรื่องที่ถูกสอนจากผู้ใหญ่ใน ภัทร เสมอว่าผิดพลาดอะไรไปบ้าง เพื่อนำกลับมาใช้ปรับปรุงตัวเองต่อไปในการทำงานในอนาคต ดังนั้นจะไม่กลับมานั่งดูว่าตัวเองเก่ง หรือประสบความสำเร็จอย่างไรอยู่เสมอ

“ผมไม่เคยเปลี่ยนงานและไม่เคยคิดเปลี่ยนงานไปทำที่อื่น เพราะที่นี่มีโอกาสและให้โอกาสทุกคนให้เลือกสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเองได้ เพราะบริษัทไม่ได้หาคนเก่งที่สุด แต่ต้องการหาคนที่เหมาะสมที่สุดกับงานแต่ละงาน ขณะที่ส่วนตัวมีความชื่นชอบในงานที่ทำ”

 อนุวัฒน์ กล่าวว่า ยังต้องตามคนอื่นอีกมาก เพราะคิดว่ายังไม่เก่งเท่าคนอื่น ต้องพยายามปรับปรุงพัฒนาตัวเองตั้งใจเรียนรู้สิ่งใหม่ตลอดเวลาเพื่องานให้ดีขึ้นทุกวัน

 

ความจริงที่แท้ทรู ของการนั่งทำงานในร้านกาแฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 สิงหาคม 2560 เวลา 11:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/507037

ความจริงที่แท้ทรู ของการนั่งทำงานในร้านกาแฟ

เรื่อง เอกศาสตร์ สรรพช่างภาพ รอยเตอร์ส

ตอนที่แล้วผมเล่าเรื่องของบริษัทใหญ่ๆ อย่างมาสเตอร์การ์ด เริ่มให้ความสำคัญกับการดื่มกาแฟของพนักงาน ถึงขนาดที่ว่าทำร้านกาแฟมีบาริสต้าเป็นเรื่องเป็นราวในออฟฟิศกันเลยและขายในราคาถูกกว่าท้องตลาดครึ่งหนึ่ง เพื่อแลกกับการประหยัดเวลาพวกเขาที่ต้องเดินไปซื้อกาแฟข้างนอกตึก แน่นอนทั้งหมดก็เพื่อให้พนักงานอยู่กับงานของตัวเองมากขึ้น เพราะมีผลการวิจัยออกมาว่าคนอเมริกันหมดเวลาไปกับการซื้อและดื่มกาแฟนอกออฟฟิศมากถึงปีละ 62 ชั่วโมง คิดเป็นเวลาการทำงานก็เกือบ 8 วัน ไม่น้อยนะครับ

วิถีชีวิตของคนทำงานกับกาแฟเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกันมาตั้งแต่สังคมเริ่มเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ กาแฟเป็นเครื่องดื่มที่เชื่อกันมาตลอดว่าช่วยเพิ่มความสดชื่นและแก้ง่วงเหงาหาวนอนได้ดี ในสังคมสมัยยุคใหม่กาแฟถือเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นการทำงาน การเริ่มสิ่งใหม่และเป็นอย่างนี้มานาน กระทั่งทุกวันนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้น สำหรับใครหลายๆ คนรวมถึงผมด้วย การไม่ดื่มกาแฟตอนเช้านี่เหมือนว่าร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็นสักอย่างในชีวิต

ในสหรัฐ ดินแดนที่ถือว่าเป็นบ้านของกาแฟสมัยใหม่ มีการศึกษากันอย่างกว้างขวางเรื่องผลของกาแฟที่ส่งผลต่อสังคมสมัยใหม่ มีงานศึกษาอยู่หลายชิ้นนะครับที่ชี้ให้เห็นความสัมพันธ์เชิงบวกต่อกาแฟกับการทำงานและยังโยงไปถึงธุรกิจกาแฟของสหรัฐด้วย อย่างเช่นงานวิจัยชิ้นหนึ่งของมหาวิทยาลัยอินเดียนา เขาวิจัยเรื่องความเกี่ยวข้องระหว่างการดื่มกาแฟกับผลสัมฤทธิ์ของการทำงาน (Productivity) เขาทดสอบในสองแง่มุมคือเรื่องความเชื่อ ความคิดเห็นและข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ จากกลุ่มที่ไปสำรวจ เขาพบว่าร้อยละ 46 ของพนักงานบริษัทที่เขาไปสำรวจ “เชื่อว่า” กาแฟนั้นเกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพของการทำงานโดยตรง แม้ว่าพวกเขาจะดื่มกาแฟเพียงน้อยนิดคืออาจไม่ถึง 100 มิลลิกรัม นี่แค่เรื่องความเชื่อนะครับ พอมาดูเรื่องผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ ก็พบเช่นกันว่าไอ้เรื่องที่เชื่อกันอยู่นั้น ก็มีส่วนจริงอยู่ไม่น้อย เพราะกาแฟสามารถไปบล็อกการหลั่งสารที่ชื่อ Adonesine ซึ่งหลั่งออกมาเมื่อเราเพิ่งตื่นนอนหรือหลังจากกินอาหาร กาแฟจะช่วยรักษาระดับของการตื่นตัวและไม่ให้เรารู้สึกง่วงและออกฤทธิ์ได้เร็วกว่าชา (แต่กาเฟอีนในกาแฟก็อยู่ในร่างกายเป็นระยะเวลาสั้นกว่า) กาแฟจะส่งผลกับสมองในเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพในการจดจำ ความสามารถในการจดจ่อและเรื่องของการตระหนักรู้ต่อสิ่งเร้าได้ดีในช่วงเวลาสั้นๆ

งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งของ Journal Consumer Research ก็น่าสนใจ ตีพิมพ์ในวารสาร Oxford University Press เขาไปทำวิจัยถึงคนที่มักนั่งทำงานในร้านกาแฟว่า ท่ามกลางความวุ่นวาย ทำไมคนที่ทำงานในร้านกาแฟถึงสามารถจดจ่อและมีสมาธิกับงานที่ทำได้ยังไง

ก็พบว่ามีความเกี่ยวเนื่องกันทั้งจากกาแฟที่ดื่ม และระดับเสียงในร้านกาแฟด้วยว่าในสภาพแวดล้อมที่มีระดับความดังของเสียงอยู่ในระดับต่ำแต่ไม่ถึงกับเงียบคือราวๆ 50-70 เดซิเบล เป็นภาวะที่สมองสามารถทำงานได้ดี โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ เมื่อบวกกับการดื่มกาแฟแล้ว สภาวะแบบนี้เหมาะสมมากกว่าสภาพแวดล้อมที่ไร้เสียงหรือเสียงแบบเงียบสงัดมากกว่า เพราะในสภาพแวดล้อมแบบนั้น อาจไม่เหมาะกับการทำงาน การทดสอบนี้ทำเมื่อปี 2012 และมีการทดสอบในหลายสถานการณ์และหลายกลุ่ม ทั้งในกลุ่มนักเรียน คนทำงานและทำในสภาพแวดล้อมของร้านกาแฟที่มีระดับเสียงแตกต่างกันไป ซึ่งได้ผลออกมาเป็นไปในทางเดียวกัน

อ่านๆ ดูก็ไม่แปลกครับที่เราจะอนุมานว่าร้านกาแฟสาขาอาจอยู่เบื้องหลัง เป็นคนออกทุนวิจัยพวกนี้ก็เป็นได้ แต่แม้จะเป็นอย่างนั้น ผมคิดว่าสภาพที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ก็ไม่แตกต่างกันนะครับ มีร้านกาแฟมากมายที่กลายเป็นที่ทำงานของฟรีแลนซ์และร้านกาแฟที่เปิด 24 ชั่วโมง เพื่อสนองความต้องการของเหล่าเสรีชนคนดิจิทัล

ผมคิดว่าตราบเท่าที่เรายังมีที่ให้ปลูกกาแฟและยังมีร้านกาแฟให้นั่ง ชีวิตของชนชั้นกลางและพนักงานบริษัทก็ยังคงวนเวียนอยู่กับร้านกาแฟอยู่ ในอนาคตผมคิดว่าร้านกาแฟจะเป็นตัววัดความเจริญของเมืองในทางหนึ่ง เมืองที่มีร้านกาแฟให้บริการมากเท่าไหร่ ก็ย่อมสะท้อนความต้องการของชนชั้นกลางบางกลุ่มที่อยากได้พื้นที่สำหรับหากาแฟอร่อยๆ สำหรับทำงานและสันทนาการบางอย่างของชีวิต

ทุกวันนี้ครึ่งหนึ่งของต้นฉบับของผม ก็เขียนในร้านกาแฟนี่แหละ

 

‘ไม่ธรรมดา’ อาหาร ขนม ก็ต้องครีเอท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 สิงหาคม 2560 เวลา 14:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/506815

‘ไม่ธรรมดา’ อาหาร ขนม ก็ต้องครีเอท

เรื่อง ภาดนุ

ยุคนี้ไม่ว่าจะทำอะไร ก็ต้องใส่ความคิดสร้างสรรค์เข้าไปเพื่อให้เกิดสิ่งใหม่ๆ จึงจะเรียกความสนใจของคนได้

ไม่เว้นแม้แต่อาหารและขนม เพราะเมื่อใส่ความครีเอทลงไปและทำให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว นอกจากจะเป็นที่ชื่นชอบของผู้คนแล้ว ยังช่วยเพิ่มมูลค่าและต่อยอดไอเดียนี้ไปสู่ธุรกิจหรือสิ่งอื่นๆ ได้อีกด้วย

ดูอย่าง พญ.นวพร ผิวผัน หรือ หมอแป๊ก แพทย์ที่ปรึกษาด้านผิวพรรณและความงาม ประจำ วีวา คลินิก (Viva Clinic) เป็นอีกหนึ่งต้นแบบคนวัยทำงานผู้รักสุขภาพและชอบสร้างสรรค์งานศิลปะ จนนำไปสู่ข้าวปั้นน่ารักๆ ที่โด่งดัง

“จากจุดเริ่มต้นที่ชอบทำข้าวกล่องกินเองเป็นประจำ โดยตื่นมาทำตอนเช้าทุกวันและใช้เวลา 1 ชั่วโมง วันหนึ่งก็รู้สึกเบื่อขึ้นมา แต่บังเอิญได้ไปเห็นแม่บ้านชาวญี่ปุ่นทำข้าวปั้นน่ารักๆ ใส่เบนโตะแล้วถ่ายรูปลงอินสตาแกรม ก็เลยอยากลองทำดูบ้าง ทำไปทำมาก็รู้สึกสนุกดี จึงทำมาเรื่อยๆ จนถึงวันนี้ก็ 2 ปีแล้วค่ะ

ดิฉันว่าการที่เราเตรียมมื้อเช้าหรือมื้อกลางวันกินเองนั้นเป็นข้อดี เพราะสามารถเลือกวัตถุดิบโดยทำเป็นข้าวกล่องเพื่อสุขภาพได้ ว่าจะกินแป้งแค่ไหน กินเนื้อสัตว์แค่ไหน ที่ผ่านมาดิฉันมักจะเตรียมข้าวกล่องโดยปั้นเป็นรูปการ์ตูน เช่น หมีแพนด้า แมว กระต่าย หมาจิ้งจอก เพนกวิน ฯลฯ แล้วยังมีการ์ตูนที่คนนิยม เช่น ชินจัง โดเรมอน โปเกมอน โตโตโร่ และอื่นๆ ด้วย”

หมอแป๊กบอกว่า สำหรับข้าวที่ใช้ปั้นจะใช้ข้าวหอมมะลิไทยที่หุงสุกใหม่ๆ โดยมีอุปกรณ์เสริมคือแผ่นแร็ปพลาสติกสำหรับห่อแล้วปั้นข้าว กรรไกรตัดสาหร่าย และที่คีบอาหาร ส่วนสีที่ใช้ผสมในข้าวจะใช้สีธรรมชาติ เช่น สีชมพูจากน้ำบีตรูต สีฟ้าจากดอกอัญชัญ และสีเหลืองจากไข่แดง เป็นต้น

“อย่างที่บอกว่าเมนูส่วนใหญ่จะเป็นข้าวปั้น แล้วก็มีขนมปังทาเนยถั่ว ที่วาดเป็นรูปหน้าการ์ตูนน่ารักๆ ด้วย จากการ์ตูนแบบง่ายๆ ตอนนี้ก็เริ่มท้าทายตัวเองโดยทำในรูปแบบที่ยากขึ้น เพราะมองว่ามันคืองานศิลปะอย่างหนึ่ง จากที่ทำเป็นตัวแบนๆ ก็เริ่มทำเป็นตัวละคร 3 มิติจากภาพยนตร์ดังที่เราชอบ เช่น แฮร์รี่ พอตเตอร์ หรือมินเนียน ซึ่งทำเป็นตัวยืนได้โดยใช้ข้าวปั้นเป็นหลัก แล้วนำวัตถุดิบอื่นๆ เช่น ไข่ต้ม ไส้กรอก ไข่ดาว แครอต ผักต้ม มาตกแต่งให้เป็นธีมอีกที ที่ผ่านมาก็เคยทำเป็นร้อยๆ แบบแล้วค่ะ ตัวการ์ตูนที่คนชอบที่สุดฝั่งญี่ปุ่นก็คือ โตโตโร่ ส่วนฝั่งดิสนีย์ก็จะเป็นหมีพูห์และผองเพื่อน

สำหรับเรื่องการสอนเวิร์กช็อปทำข้าวปั้นนั้น ตอนแรกดิฉันก็แค่อัดคลิปแนะนำสั้นๆ ลงในไอจีเฉยๆ ไม่ได้คิดจะเปิดสอนจริงจัง แต่ก็มีคุณแม่ที่ตามไอจีอินบอกซ์มาถามว่า ลูกเขากินข้าวยากจัง จะทำยังไงดี ดิฉันก็เลยเปิดเวิร์กช็อปทำข้าวปั้นขึ้นมา โดยจะประกาศลงในเพจเฟซบุ๊กล่วงหน้า และไปเช่าพื้นที่ของคาเฟ่ที่อยู่ใกล้รถไฟฟ้าเพื่อจัดเวิร์กช็อป แต่ไม่ได้สอนบ่อยนะ อาจจะเปิดแค่เดือนละครั้ง ที่ผ่านมาก็เปิดไปได้ 6-7 ครั้งแล้ว ซึ่งก็มีคนมาเรียนครั้งละเกือบ 20 คนได้ โดยจะคิดค่าเรียน 2,000 บาท และสอน 4 ชั่วโมงรวดเดียวจบเลย”

พญ.นวพร ผิวผัน

หมอแป๊กทิ้งท้ายว่า บางครั้งมีพ่อแม่หลายคนพาลูกมาเวิร์กช็อปด้วย เพราะลูกๆ ชอบงานศิลปะเช่นกัน จึงเป็นการช่วยให้เด็กฝึกความคิดสร้างสรรค์ มีสมาธิกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ ที่สำคัญถ้าเด็กๆ ทำข้าวปั้นเป็นแล้ว พวกเขาก็จะสนุกกับมันและทำเบนโตะกินเองได้ แล้วยังช่วยให้พวกเขากินข้าวง่ายขึ้นอีกด้วย เท่านี้ก็สร้างความสุขให้ กับเธอได้อย่างดีแล้วละ…ติดตามที่ FB : Cutefoodies by Peaceloving Pax และ IG : @peaceloving_pax

ด้าน วิรุฬห์ นวทิศพาณิชย์ หรือ ครูแพง จากโครงการอนุรักษ์ขนมไทย เมื่อเรียนจบปริญญาตรี ด้านศิลปกรรมและปริญญาโท ด้านดิจิทัลฟิล์ม & แอนิเมชั่น จากมหาวิทยาลัยลอนดอน เมโทรโพลิแทน เขาก็ใช้ความสามารถและมุมมองใหม่ๆ มาปรับใช้กับการทำขนมไทย เพื่อให้เกิดรูปลักษณ์ที่แปลกใหม่และเพิ่มมูลค่าให้กับขนม

“ด้วยความที่คุณแม่ผม (อาจารย์จันทิรา นวทิศพาณิชย์) เป็นผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์ขนมไทย (อยู่ในซอยสุขุมวิท 101/1) ซึ่งเปิดสอนทำขนมมากว่า 30 ปี ผมจึงซึมซับความชอบเกี่ยวกับขนมไทยมาตั้งแต่เด็กและทำขนมเป็นหลายชนิด ปัจจุบันผมเป็นครู สอนทำขนมไทยอยู่ที่โครงการและยังเป็นอาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัยอื่นๆ ด้วย

ที่โครงการของเราจะสอนทำขนมไทยเป็นหลัก แต่ก็จะมีรับทำตามออร์เดอร์บ้าง จะไม่ได้ทำขายโดยตรง เมื่อก่อนงานของเราคือเดินทางไปทั่วประเทศไทย รวมทั้งต่างประเทศด้วย เพื่อสอนการทำขนมไทยตามศาลากลางจังหวัดหรือตามสถานทูตไทย ให้คนทำขนมเป็นและสามารถประกอบอาชีพได้ การที่ผมได้ไปเรียนทำขนมอบเพิ่มเติมที่ เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิตธานี และเรียนด้านแอนิเมชั่นมา ทำให้ผมหยิบไอเดียที่ได้มาใส่ในขนมไทยโดยจัดเป็นธีมต่างๆ ให้ดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้น”

ครูแพงบอกว่า กลุ่มคนที่มาเรียนทำขนมกับเขา จะเป็นวัยรุ่นตอนปลายและวัยทำงานที่เป็นผู้หญิงซะส่วนใหญ่ นอกจากนี้ก็ยังมีวัยอื่นๆ ที่มาเรียนกับคุณแม่ของเขาด้วย พูดง่ายๆ ว่ามีครบทุกช่วงอายุเลยละ

“ตั้งแต่ผมเริ่มสอนทำขนมไทยมา ปีนี้ก็เป็นปีที่ 7 แล้ว ผมจะสอนโดยเปิดแฟนเพจเฟซบุ๊กควบคู่ไปด้วย เพราะยุคนี้คนใช้โซเชียลมีเดียกันเยอะ นอกจากนี้ผมยังชอบถ่ายรูปขนมสวยๆ ลงในเพจ โดยจัดพร็อพให้เป็นธีมที่ดูสวยๆ เท่ๆ และดูแตกต่างจากขนมไทยทั่วไป จึงได้รับฟีดแบ็กจากแฟนเพจดีพอสมควร

ขนมไทยที่คนชอบมาเรียนกันมาก คือ ‘ช่อม่วง’ ซึ่งผมครีเอทเป็นรูปตัวเม่น และเรียกมันใหม่ว่า ‘ช่อเม่น’ ขนมส่วนใหญ่ที่ผมสอน จะผสมผสานความเป็นไทยและความโมเดิร์นเข้าด้วยกัน จนออกมาเป็นขนมที่แปลกใหม่ อย่าง ‘ลูกชุบ’ ทั่วไปที่ปั้นเป็นรูปผลไม้ ผมก็จะนำมาปั้นเป็นรูปเป็ดบ้าง ตัวการ์ตูนดังอย่างโปเกมอนบ้าง แล้วจัดพร็อพถ่ายรูปลงเพจ จนมีลูกค้าออร์เดอร์ขนมกันเข้ามาเยอะพอสมควร

นอกจากนี้ ยังมี ‘ขนมเปี๊ยะ’ ที่ทำเป็นรูปดอกบัวและดอกไม้ โดยใส่ความครีเอทลงไป ซึ่งก็ได้รับความสนใจมากๆ เช่นกัน เพราะคนที่เรียนสามารถทำเป็นของขวัญของฝาก ให้กับเจ้านายหรือผู้ใหญ่ที่นับถือได้ นอกจากคนที่ได้รับจะชอบแล้ว คนที่ทำให้ยังได้ความภาคภูมิใจอีกด้วย”

ครูแพงบอกว่า ค่าเรียนทำขนมแต่ละชนิดจะคิดราคาไม่เท่ากัน เอาเป็นว่า ถ้าเริ่มต้นเรียนทำขนม 2 ชนิด จะคิดราคา 2,000 บาทขึ้นไป

“ในอนาคตผมอยากจะพัฒนาให้ขนมไทยของเราเป็นขนมที่มีรูปลักษณ์ที่สวยงาม น่าสนใจ และมีมิติมากขึ้น ยกตัวอย่าง เช่น ‘ขนมวากาชิ’ ของญี่ปุ่น ที่เป็น ถั่วกวนแล้วใส่กับวุ้น ซึ่งมีทั้งเท็กซ์เจอร์ของความทึบและความใสของขนมอยู่ในชิ้นเดียวกัน ที่สำคัญคือสีสันของญี่ปุ่นจะมาเป็นฤดูกาล เช่น ฤดูซากุระ หรือฤดูที่คนญี่ปุ่นสวมใส่กิโมโนกัน เขาก็จะทำขนมออกมาเป็นสีของดอกซากุระ หรือสีสันของกิโมโนเลยละ

ผมว่าขนมไทยของเรายังขาดคอนเซ็ปต์ที่ชัดเจนตรงนี้อยู่ ด้วยความที่ขนมไทยจะใช้วัตถุดิบชนิดเดียวเลย ใช้แป้งก็แป้งกวนอย่างเดียว ไม่มีวัตถุดิบอื่นมาตัด พอเห็นขนมของชาติอื่นที่มีเรื่องราว มีคอนเซ็ปต์ ผมจึงอยากส่งเสริมให้ขนมไทยเป็นแบบนั้นบ้าง ให้กลายเป็นทั้งของกินได้และเป็นงานศิลปะไปพร้อมกัน ซึ่งผมเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มมูลค่าและเอกลักษณ์ให้กับขนมไทยเราได้อย่างดี

ที่สำคัญ ต้องใช้วัตถุดิบดีๆ จากทุกที่ทั่วไทยด้วยนะ เรื่องนี้คงต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนช่วยกัน ซึ่งก็น่าจะทำออกมาได้สำเร็จครับ”…ติดตามได้ที่ FB : kanomthai.school และ Line ID : arnurakkanomthai n

 

เริ่มออมเงิน เพื่ออนาคตลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 สิงหาคม 2560 เวลา 13:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/506813

เริ่มออมเงิน เพื่ออนาคตลูก

เรื่อง ราตรีแต่ง

ได้เวลาจ่ายค่าเทอมลูกหลานกัน (อีกแล้ว) เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีเงินเพียงพอเพื่อการศึกษาของบุตรหลาน ครอบครัวยุคใหม่มีการวางแผนออมเงินเพื่อการศึกษาตั้งแต่แรกเกิด เพราะจะช่วยลดจำนวนเงินที่ต้องออมในแต่ละเดือนให้น้อยลง ใครมีลูกน้อยให้เริ่มกำหนดเป้าหมายการศึกษาของลูกว่าตั้งใจจะให้ลูกเข้าเรียนในสถานศึกษาแบบไหน เช่น ต้องการให้เรียนโรงเรียนรัฐบาล เอกชน หรือต้องการให้ศึกษาต่อต่างประเทศ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายแตกต่างกันไปอย่างแน่นอน และการคำนวณรวบรวมค่าใช้จ่ายจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ เพื่อประเมินค่าใช้จ่าย โดยหาข้อมูลจากสถานศึกษานั้นๆ

ระดับอนุบาล ประถม และมัธยม อาจเลือกลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ พันธบัตร หรือหุ้นกู้ ที่มีอายุ 3-5 ปี ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝาก

ระดับอุดมศึกษา เช่น ปริญญาตรีและปริญญาโท ซึ่งมีระยะเวลาลงทุนนาน 10 ปีขึ้นไป ก็สามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นได้ เช่น กองทุนรวมผสมที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้

การเริ่มวางแผนการออมตั้งแต่แรกเกิดจะส่งผลให้จำนวนเงินในการออมต่อเดือนน้อยกว่า และยังประหยัดจำนวนเงินที่ใช้ในการออมอีกด้วย ขอเริ่มระดับชั้นอนุบาลกันก่อนอย่าเพิ่งมองไกลให้หนักใจ การเรียนอนุบาลในปัจจุบันเรียน 3 ปี ถ้าเป็นโรงเรียนรัฐบาล มีค่าใช้จ่ายราว 8 หมื่นบาท ส่วนระดับเอกชน 3 แสนบาท นานาชาติ 8 แสนบาท และใน ต่างประเทศ 1.5 ล้านบาท

เมื่อรู้ตัวเลขค่าใช้จ่ายในการเรียนของลูก จึงควรกันเงินสำรองของครอบครัวไว้ได้แล้ว ก็มาเริ่มออมเงินให้ลูกน้อยกันเลย แต่จะออมวิธีไหน อย่างไรดี มีให้เลือกหลากหลายวิธี เช่น การแบ่งการออมเงินด้วยประกันชีวิตเพื่อสะสมทรัพย์ โดยเลือกทำประกันชีวิตแบบมีเงินคืนและให้ความคุ้มครองชีวิต เพื่อสร้างความมั่นคงทางการศึกษาให้กับลูกให้คุณมั่นใจได้ว่าลูกหลานของเราจะได้รับการศึกษาตามที่วางแผนไว้ไม่ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม และในระดับอนุบาลแนะนำให้เลือกแหล่งออมเงินให้เหมาะกับระยะเวลาใช้เงิน

ถ้ามีเวลาออมน้อยก็ควรออมในสินทรัพย์มีความเสี่ยงต่ำ แต่ถ้ามีเวลาออมนานก็สามารถออมในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นได้ เช่น ระดับอนุบาล ควรออมด้วยเงินฝากประจำ 12 เดือน หรือกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น ซึ่งเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ และมีสภาพคล่องสูง

การลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น ลงทุนในสลากออมสินเป็นรูปแบบหนึ่งของการออมเงิน ซึ่งจะว่าไปก็คล้ายๆ กับการฝากเงินแบบฝากประจำ เน้นฝากระยะยาว เป็นเงินเย็น ซึ่งจะแตกต่างจากเงินฝากทั่วไปตรงที่ผู้ฝากจะมีสิทธิลุ้นรางวัลในทุกๆ เดือนคล้ายกับการออกรางวัลลอตเตอรี่ นอกจากนี้ผู้ฝากยังจะได้รับดอกเบี้ยตามอัตราที่ธนาคารออมสินเป็นผู้กำหนด และเมื่อครบกำหนดก็จะได้เงินต้นคืนพร้อมดอกเบี้ย

ขณะที่การลงทุนมีลักษณะคล้ายกับสลากออมสิน เป็นการซื้อสลากออมทรัพย์ ทวีสิน ธ.ก.ส. มีอายุการรับฝาก 3 ปี กำหนดออกรางวัลทุกวันที่ 16 ของทุกเดือน โดยเมื่อฝากครบกำหนด ธนาคารจะจ่ายดอกเบี้ยให้ตามที่ระบุไว้ แต่จะไม่จ่ายดอกเบี้ยในกรณีที่ผู้ฝากถอนเงินคืนก่อนครบกำหนด

เลือกการเก็บเงินระยะสั้น การออมเงินโดยฝากออมทรัพย์เป็นการออมเพื่อรักษาสภาพคล่องไว้ใช้จ่ายจิปาถะต่างๆ เช่น ค่าขนม ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเรียนพิเศษ เป็นต้น ถ้าเราไม่อยากให้รายจ่ายตรงนี้เป็นภาระมากเกินไป ควรสร้างวินัยให้ลูกรู้จักการประหยัด รู้คุณค่าของเงินและจัดสรรเงินเองได้ ถ้าจะขอเพิ่มมากกว่านี้ก็ต้องมีเหตุผลที่เพียงพอ

เลือกซื้อกองทุน LTF ครั้งที่ 1 ขณะที่ลูกอายุ 1 ขวบ เมื่อครบ 5 ปีจึงขายกองทุนเพื่อเป็นทุนการศึกษา ขณะที่ลูกอายุ 5 ขวบ ซื้อ LTF ครั้งที่ 2 ขณะที่ลูกอายุ 2 ขวบ เมื่อครบ 5 ปีจึงขายกองทุนเพื่อเป็นทุนการศึกษาขณะที่ลูกอายุ 6 ขวบ ซื้อและขาย LTF ลักษณะแบบนี้ไปเรื่อยๆ

การมอบอนาคตที่ดีด้านการศึกษาแก่บุตรหลาน ถือเป็นของขวัญล้ำค่าที่สุด ช่วยตอบโจทย์ทุกความฝันของลูกให้เป็นจริง ไม่ว่าโตขึ้นลูกอยากเป็นอะไร เพียงเริ่มต้นวางแผนการออมให้เขาตั้งแต่วัยเด็ก เพื่อสร้างความมั่นใจว่าตลอดช่วงวัยเรียนของลูกจะไม่สะดุด แม้ต้องเผชิญกับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น

เมื่อรู้แล้วว่าควรออมเงินยังไง สิ่งที่ขาดไปไม่ได้เลย ก็คือ วินัยการออม โดยออมทุกเดือน และต้องไม่เอาเงินเพื่อเป้าหมายการศึกษาของลูกไปปนกับเป้าหมายอื่น แยกบัญชีออมเงินในแต่ละเป้าหมายออกจากกัน จะได้ไม่ส่งผลกระทบกับเงินออมเพื่ออนาคตของลูก n