‘แม่’ ลมใต้ปีกลูก…ที่เป็นยิ่งกว่าทุกอย่างของชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 สิงหาคม 2560 เวลา 10:02 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/508577

‘แม่’ ลมใต้ปีกลูก...ที่เป็นยิ่งกว่าทุกอย่างของชีวิต

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ, วราภรณ์ ผูกพัน ภาพ : เสกสรร โรจนเมธากุล

ความรัก ความอบอุ่นของ “แม่” ซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดชีวิต และพร้อมที่จะสนับสนุนลูกจนกว่าชีวิตตัวเองจะหาไม่ มาฟังคำบอกเล่าพื้นๆ

แต่สุดยอดยิ่งใหญ่ในหัวใจของพวกเขา ถึงแม่ที่เป็นแรงบันดาลใจ และพร้อมที่จะเป็นลมใต้ปีกให้ลูกๆ บินสูงนำพาชีวิตตัวเองสู่โลกกว้างของสังคม

“Do what you love” คำสอนของแม่สู่ มารีญา พูลเลิศลาภ

ไม่ผิดนักหากจะเอ่ยถึงความผูกพันระหว่างคุณแม่ ชนกทรวง พูลเลิศลาภ ว่าเป็นแรงสนับสนุนและเป็นลมใต้ปีกให้ลูกสาวที่มีดีกรีมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2017 การันตีความสมบูรณ์แบบ

มารีญา พูลเลิศลาภ มีความงดงามน่ารัก มีกิริยามารยาทแบบไทยแท้ๆ คืออ่อนน้อม เรียบร้อยซึ่งเป็นผลมาจากการสอนสั่งของคุณแม่ชนกทรวง ได้กล่าวเปิดใจว่า ไม่คิดฝันว่าลูกสาวจะมาอยู่ในจุดนี้ได้ ณ วันนี้ตนรู้สึกดีใจว่าลูกสาวจะได้ทำในสิ่งที่ลูกปรารถนาจะทำ แล้วลูกก็สมหวังตามเจตนาแล้ว

“ลูกสาวอยากเป็นหมอ เพราะเขาบอกว่าการเป็นหมอจะทำให้เขาสามารถช่วยเหลือสังคมได้ ซึ่งเป็นจุดหนึ่งที่เขาปรารถนาอยากช่วยสังคมมาตั้งแต่เด็ก ก่อนประกวดลูกใช้เวลาเตรียมตัวเพียง 1 เดือนเองในการตัดสินใจเข้าประกวด พอแม่รู้ความตั้งใจของลูกแม่ก็เลยสนับสนุน และให้คุณค่ากับการประกวดมาก” คุณแม่ชนกทรวงเล่า

การให้การสนับสนุนทุกอย่างที่ลูกอยากทำ มารีญา กล่าวว่า ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้เธอตั้งแต่เธอยังเด็กๆ ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ของมารีญา จึงถือเป็นต้นแบบมาตั้งแต่มารีญายังเป็นเด็ก ทั้งสองสอนให้มารีญาเป็นตัวของตัวเอง ลูกอยากทำอะไรก็สนับสนุน ถือว่าสำคัญที่ทำให้มารีญามีความมั่นใจในตัวเอง อยากทำทุกอย่างเพื่อให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้

มารีญา เล่าว่า เธอสนิทกับคุณแม่ตั้งแต่เด็กๆ คุณแม่ถือเป็นไอดอลคนแรกที่สอนเธอทุกอย่าง

“มารีญาจะไม่ใช่คนแบบนี้ถ้าไม่มีคุณแม่ คุณแม่สอนมารีญาทั้งประเพณีไทย วัฒนธรรมทุกอย่างที่เป็นไทย ถ้ามารีญาสนใจหรืออยากเรียนอะไร คุณแม่ส่งมารีญาไปเรียนเลย อย่างตอน 2 ขวบแม่เห็นมารีญาชอบเดินเล่นบนปลายเท้าก็ส่งมารีญาไปเรียนบัลเลต์ เรียกว่าแม่ดูแลใกล้ชิดมารีญาทุกอย่าง

 “ตอนมารีญาอายุ 13 ไปเดินแบบถ่ายแบบครั้งแรกๆ คุณแม่ก็ไปด้วย คุณแม่ต้องดูว่าลูกมีอาหารมีน้ำกินหรือยัง ทีมงานดูแลมารีญาเป็นอย่างไร เมื่อคุณแม่วางใจแล้วจึงปล่อยมารีญาได้ คุณแม่เป็นผู้หญิงใจดี สอนเรื่องความอ่อนน้อม ให้มารียาเข้าใจคนอื่น เราต้องพูดดี คิดดี ทำดี แม่พูดสอนตลอด ตอนอายุ 18 มารียาไปเรียนต่อปริญญาตรีเป็นครั้งแรกที่เราห่างกันนานมาก”

มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2017 เล่าถึงความเอาใจใส่และมีกฎที่เข้มงวดต่อลูกสาวอีกว่า ด้วยเธอเป็นลูกสาวคนเล็กที่มีพี่ชายฝาแฝด 2 คน เธอรู้สึกว่าทำไมพี่ชายทำแบบนั้นแบบนี้ได้ แต่ทำไมมารีญาทำไม่ได้และมีกฎเยอะจัง

“ถ้าเพื่อนมาบ้านห้องมารีญาต้องเปิดไว้ให้แม่เห็น หรือถ้าไปนอนบ้านเพื่อนผู้ปกครองของเพื่อนต้องเป็นคนที่คุณพ่อคุณแม่รู้จัก ตอนโตก็เข้าใจว่าทำไมเข้มงวดจัง จำได้ตอนเด็กๆ คืนไหนที่มารีญารู้สึกกลัว นอนในห้องไม่ได้ก็จะไปเคาะห้องคุณแม่แล้วจูงคุณแม่มานอนด้วยบ่อยมาก ตั้งแต่ที่จำได้จนถึงอายุ 18 ปี อะไรที่ลูกอยากทำแม่สนับสนุนเต็มที่ และรับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาที่ดี

“คุณแม่สอนว่า do what you love (เน้นเสียง) เป็นประโยคที่คุณแม่สอนมารีญาตลอด แล้วคุณแม่เป็นคนที่รู้ใจมารีญาที่สุด แม่จึงเป็นคนที่ เอ๊ะ! ทำไมมารีญาเลือกอันนี้ มารีญาชอบจริงเหรอ ตอนมารีญาเลือกเรียนบิซิเนส แม่ถามว่า ทำไมล่ะ! นึกว่าจะเรียนด้านจิตวิทยาเสียอีก แต่ช่วงนั้นมารีญาชอบคลาสที่เรียนเกี่ยวกับบิซิเนสมาก อาจารย์สอนสนุก มารีญาก็เลยอยากเรียนด้านนี้ แต่ด้านบริหารธุรกิจ ตอนเปิดโครงการก็ยังต้องใช้ที่จะรู้ในการบริหารโครงการให้ประสบความสำเร็จด้วย

“คุณแม่เหมือนเป็นคนทำให้มารีญาอยากทำในสิ่งที่มารีญาอยากทำจริงๆ การที่พ่อแม่สนับสนุนลูกตั้งแต่เล็กๆ เหมือนเป็นแรงผลักดันให้เราก้าวไปในตอนโต แต่ถ้าคนรอบข้างบอกว่า อย่าทำอย่างนั้น อย่าทำอย่างนี้ อันนี้ไม่ดี เด็กที่ไม่แข็งแรงพอก็จะไม่ทำอะไรเลย มารีญาคิดว่าสำคัญมาก ถ้ามีแรงผลักดันทุกทาง ถ้าไม่มี เด็กก็ต้องมาจากตัวเองเลย ซึ่งก็ยากมาก”

และทุกวันแม่ 12 ส.ค. มารีญาถือเป็นวันสำคัญที่นอกจากนำพวงมาลัยมากราบคุณแม่แล้ว ต้องมีของขวัญพิเศษมอบให้เสมอๆ นั่นคือการพาคุณแม่ไปนวดสปา ยิ่งปีนี้เธอได้รับตำแหน่งอันทรงเกียรติ ต้องมีของขวัญที่พิเศษกว่าทุกปีอย่างแน่นอน

จักกพันธุ์ ผิวงาม “ชาติหน้าขอเกิดเป็นแม่ลูกกันอีก”

“ผมเกิดมาจากครอบครัวยากจน เพราะแม่เรียนไม่สูงเนื่องจากไม่มีคนส่งให้เรียน ส่วนพ่อก็พยายามทำงานหาเลี้ยงครอบครัว แต่ท่านก็จากไปเสียก่อน ทำให้แม่ต้องหาเลี้ยงพี่สาว ผม และน้อง อย่างสุดความสามารถ ทำงานทุกอย่างเพื่อหาเงินมาส่งลูกให้เรียนจนจบสูงได้ทุกคน”

คำกล่าวของ จักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เล่าถึงความหลังครั้งวัยเด็กที่เขาต้องเห็นผู้เป็นมารดาตรากตรำทำงานอย่างหนักหาเลี้ยงครอบครัวเพียงคนเดียว ทำให้มีสถานะยากจน กลืนไม่เข้า คายไม่ออก และมักจำเป็นต้องย้ายที่อยู่อาศัยไปหาบ้านเช่านับได้ถึง 8 ครั้ง เพียงเพราะไม่มีเงินมาเช่าบ้านแห่งเดิมอยู่

เขาเล่าว่า แม่มีอาชีพเป็นคนเรียงพิมพ์ตัวอักษร ทำงานอยู่ในโรงพิมพ์เข้างานตลอด 7 วัน ไม่มีวันหยุด โดยแม่มักเล่าให้ฟังบ่อยๆ ว่า ตั้งแต่ยังเด็กได้เคยทำงานอะไรมาบ้าง เช่น ต้องพายเรือไปขายของ บางวันอดมื้อกินมื้อ แต่ไม่เคยเอ่ยคำว่า “ลำบาก เหนื่อย” ให้ได้ยินเลยสักครั้ง สิ่งเหล่านี้คือการสอนให้ลูกทุกคนรู้จักอดทน

รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวอีกว่า แม่มีความพยายามอันแรงกล้าที่ต้องการส่งให้ลูกได้เรียนสูงๆ โดยส่งให้พี่สาวเข้าเรียนที่โรงเรียนราชินีบน ส่วนเขาเรียนที่โรงเรียน ภ.ป.ร.ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นโรงเรียนชั้นนำที่มีค่าใช้จ่ายไม่น้อย ทำให้เข้าใจว่าแม่ต้องทำงานหนักเพื่อหาเงินมาจ่ายค่าเรียน เขาจึงตัดสินใจมาสอบเข้าที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ ซึ่งมีค่าเทอมถูกกว่ามาก ถือเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระให้กับแม่อีกทางหนึ่ง

“กระทั่งเรียนจบปริญญาตรี แม่ถามว่าจะเรียนต่อหรือไม่ เราเห็นว่าควรเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องหางานแล้วส่งตัวเองเรียนปริญญาโทเองจะดีกว่า ในขณะที่ผมและพี่สาวเริ่มทำงานหาเลี้ยงครอบครัว แม่ก็ยังไม่ยอมหยุดทำงาน แม้จะไม่สามารถไปทำที่โรงพิมพ์ได้อีกแล้ว แต่ก็หาอาชีพเสริมด้วยการรับตัดเย็บเสื้อผ้าที่บ้าน นำเงินมาใช้จ่ายในครอบครัว” จักกพันธุ์ กล่าว

 คำสอนของแม่ที่จำได้ขึ้นใจและยึดมั่นมาจนถึงทุกวันนี้คือ “คนเราเกิดมาต้องทำประโยชน์ทั้งตัวเราเองและเพื่อสังคมด้วย” ทั้งเรื่องทำนุบำรุงพุทธศาสนา รวมถึงปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการให้ดี

สุดท้ายเมื่อแม่ชราภาพมากขึ้น โรคต่างๆ รุมเร้า ทั้งเบาหวาน ความดัน สารพัดโรค จึงต้องเดินทางไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลอยู่บ่อยครั้ง ด้วยความที่เราไม่มีรถยนต์ของตัวเอง จึงต้องนั่งรถโดยสารประจำทางไปกับแม่ แม้แต่แท็กซี่ก็ยังไม่ได้เรียกใช้บริการ บางครั้งแม่ป่วยหนักต้องนอนพักโรงพยาบาล หลายครั้งเขาไปเฝ้าคอยดูแลหลังเลิกงาน แต่ทันทีที่แม่เห็นเราเข้ามา มักถามว่าวันนี้ทำงานเหนื่อยไหม ทานข้าวหรือยัง ปวดหัวตัวร้อนหรือไม่ ทำให้รู้สึกว่าแทนที่แม่จะเล่าถึงตัวเองว่าเจ็บป่วยอะไรบ้าง แต่แม่เลือกที่จะเป็นห่วงลูกมากกว่าตัวเอง

“ตลอดมาผมมักกอดแม่อยู่เสมอ เพราะผมรู้สึกว่าการกอดสามารถส่งผ่านความรู้สึกถึงความรักที่มีต่อกันได้ดีที่สุด ในช่วงท้ายของชีวิตแม่ผมมักบอกเสมอว่า ถ้าชาติหน้ามีจริงเกิดเป็นแม่ลูกกันอีกนะ ทันทีที่ได้ฟังผมน้ำตาไหล เพราะรู้ได้ว่าแม่อยากอยู่ดูแลเราตลอดไป ซึ่งความจริงเป็นไปไม่ได้ แม่ผมท่านเสียไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมาด้วยวัย 86 ปี ผมยังคิดถึงท่านทุกวัน”

จักกพันธุ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ทุกวันนี้เขาก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งสำคัญใน กทม. ซึ่งเป็นงานที่ต้องบรรเทาทุกข์ร้อนให้กับผู้คน ด้วยความเป็นข้าราชการยิ่งต้องตั้งใจทำงาน โดยยึดหลักปฏิบัติตามคำสอนของแม่มาตลอด คือการทุ่มเททำงานให้เต็มที่ ออกจากบ้านตั้งแต่ 05.00 น. และกลับไม่เคยก่อน 19.00 น. ทุกวัน อย่างวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ยังต้องออกไปทำงาน ที่ผ่านมาเมื่อกลับมาถึงบ้านจะเห็นแม่มานั่งรอรับหน้าบ้านทุกครั้ง ยิ่งทำให้รู้สึกคิดถึง ห่วงหา และไม่มีวันลบเลือนจากใจไปได้ ทุกวันนี้เขายังคงปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของสังคมไม่ให้น้อยลงจากที่เป็นมา

รณดล นุ่มนนท์ “แม่สอนให้ผมรักความถูกต้องมีหลักการ”

รณดล นุ่มนนท์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เล่าถึงแม่ ศ.เกียรติคุณ ดร.แถมสุข นุ่มนนท์ แม่อันเป็นที่รักของเขาว่า แม่ผมท่านมีชีวิตนี้โลดโผนมาตั้งแต่เด็ก ช่วงที่เกิดก็ออกมาเนื้อตัวเขียว ปากเขียว ไม่มีลมหายใจ เพราะคลอดก่อนกำหนด ดีที่คุณหมอช่วยฟื้นชีวิตกลับมาได้ ปัจจุบันอายุ 82 ปีแล้ว

ตามชีวประวัติของแม่ ชีวิตในวัยเด็กได้ยากลำบากนัก เพราะคุณตาได้รับเลือกเป็นผู้แทนราษฎร จ.พัทลุง ทำให้แม่ต้องย้ายตามครอบครัวไปเรียนที่ จ.พัทลุง ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่เป็นจุดพลิกผันเมื่อคุณตาเสียชีวิตอย่างกะทันหัน เมื่อเรียนจบ ป.2 แม่ต้องช่วยครอบครัวหั่นหยวกกล้วย คลุกรำเลี้ยงแม่หมู แต่ด้วยความเป็นคนขยัน มุมานะ และใฝ่รู้ตั้งแต่เด็ก จึงเป็นเด็กที่เรียนหนังสือเก่ง

“บวกกับมรดกที่ตาเหลือไว้ให้คือหนังสือผู้ใหญ่ มีทั้งหนังสือพงศาวดาร นวนิยาย และหนังสือแปล ซึ่งแม่จะหยิบมาอ่านเล่มแล้วเล่มเล่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนจำขึ้นใจ จึงไม่น่าแปลกใจที่แม่สอบได้ที่ 1 ทุกปี และสอบได้ที่ 1 ของจังหวัด จนได้รับทุนมูลนิธิฟุลไบรท์เข้ามาเรียนต่อถึง ม.8 ที่วัฒนาวิทยาลัย”

และเพื่อสานความฝันที่จะเป็นอักษรศาสตรบัณฑิต จึงสามารถสอบได้อันดับที่ 9 ของประเทศเข้าเรียนที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ได้ตามที่ตั้งใจไว้ และได้บรรจุเป็นอาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์หลังจากที่จบเป็นบัณฑิตใหม่ๆ ก่อนได้รับทุนไปเรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยฮ่องกง จนจบปริญญาเอกสาขาวิชาประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยลอนดอน และกลับมาเป็นอาจารย์สอนหนังสือที่แผนกวิชาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 ต่อมาก็ย้ายไปสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สุดท้ายเกษียณอายุราชการที่ มหาวิทยาลัยศิลปากร โดยมีผลงานเขียนหนังสือประวัติศาสตร์ไว้หลายเล่ม ซึ่งปรากฏในตำรับตำราวิชาประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน

“แม่ท่านได้ให้การศึกษาที่ดีแก่ลูก และได้ปลุกจิตสำนึกให้กับลูกๆ ที่ต้องตอบแทนสังคม สิ่งที่แม่ให้เป็นเสมือนมหาวิทยาลัยที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น ผมและน้อง (ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์) มีโอกาสได้เรียนรู้และถ่ายทอดประสบการณ์เรื่องราวต่างๆ จากประสบการณ์อันมีค่าของแม่ผ่านหนังสือ ‘Thamsook University’

“ผมช่างโชคดีเหลือเกินที่เกิดมาเป็นลูกของแม่แถมสุข แม่ได้สอนให้ผมเป็นคนรักการอ่าน ช่างสังเกตและนำไปวิเคราะห์ พร้อมทั้งปลูกฝังให้ยึดถือในความถูกต้อง มีหลักการ และมุ่งมั่นที่จะนำศักยภาพของตนมาใช้ในการทำงานอย่างเต็มที่ การดูแลทดแทนบุญคุณแม่ในช่วงที่ผ่านมาและตลอดไป ไม่สามารถทดแทนกับสิ่งที่แม่ให้ ซึ่งเหมือนของขวัญล้ำค่าที่แม่มอบให้ผม” รณดล กล่าวสรุปถึงแม่ที่เขารักยิ่ง

อภินันท์ เกลียวปฏินนท์ “แม่เป็นแบบอย่างให้ผมรู้จักความรับผิดชอบ”

การทำหน้าที่ที่มีอยู่อย่างทุ่มเทและเสียสละ การใฝ่หาความรู้ และการรู้คุณคนและการดูแลคนรอบตัว อภินันท์ เกลียวปฏินนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารเกียรตินาคิน กล่าวถึงแม่ด้วยน้ำเสียงที่ภาคภูมิใจว่า

“สิ่งที่ผมได้จากแม่คงเป็นสิ่งที่ผมเห็นจากสิ่งที่แม่ปฏิบัติตัวให้เห็นอยู่เป็นนิตย์ จนทำให้ซึมซับและนำมาเป็นแบบอย่างในชีวิต ไม่ว่าในช่วงที่เรียน ช่วงที่ทำงาน ตั้งแต่เด็กมาจนถึงปัจจุบัน น่าจะเป็นเรื่องความรับผิดชอบที่สูงมากของแม่ แม่เป็นแม่บ้านที่ทำหน้าที่ดูแลสามีและลูกอีก 4 คน ได้อย่างน่าทึ่งมาก

 “แม่ต้องทำงานบ้านทุกอย่างเอง ทำกับข้าว เลี้ยงลูกเอง จัดการให้ลูกทุกคนได้เข้าเรียนในโรงเรียนที่ดีและเข้าได้ยากลำบาก ต้องรับส่งลูกไปโรงเรียน แม่ขับรถไม่เป็น แม่ก็เพียรไปหัดเรียนขับรถยนต์ จนสอบใบขับขี่และสามารถขับรถไปส่งลูกไปเรียนเองได้ ซึ่งสมัยก่อนไม่ได้มีพี่เลี้ยงช่วยเลี้ยงลูกเหมือนปัจจุบัน แต่ด้วยความขยันและอดทน และที่สำคัญแม่ไม่ใช่แค่ทำตามหน้าที่ แต่แม่พยายามทำให้ดีที่สุดในทุกอย่างที่ทำ”
 นอกจากแม่จะทำให้ดูเป็นตัวอย่างแล้ว อภินันท์ แจกแจงลึกลงไปว่า แม่ให้ความสำคัญเรื่องความรับผิดชอบมากและพูดกรอกหูมาตั้งแต่สมัยเรียนกระทั่งทำงานแล้ว

“จนทำให้ผมกลายเป็นคนมีความรับผิดชอบไปเองโดยปริยาย แม้ผมจะไปเที่ยวสังสรรค์กับเพื่อนกลับบ้านมาดึกดื่นแค่ไหน เหนื่อย เพลียแค่ไหนก็ตาม แต่ถึงเวลาตื่นต้องตื่น ต้องไปทำหน้าที่ในงานของตัวเอง มีความรับผิดชอบในสิ่งที่ต้องทำเสมอ” อภินันท์ เล่าย้อนไปถึงวันวาน

“มีครั้งหนึ่งที่เกือบเกิดเหตุพลิกผันในชีวิตผม ตอนที่เป็นวัยรุ่นไปทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจนโรงเรียนจะให้ออก แม่เป็นคนที่ต้องไปนั่งเฝ้าขอร้องกับอธิการอย่างอดทน จนผมได้อยู่เรียนต่อแบบถูกภาคทัณฑ์ มันเป็นจุดหักเหจริงๆ ในชีวิตผม ที่ผมรู้สึกว่าทำให้พ่อแม่เดือดร้อน ถึงที่สุดจนต้องไปวิงวอนขอร้องโรงเรียนขนาดนั้น แม่คงรู้ว่าถ้าผมโดนไล่ออกตอนกลางคันขนาดนั้น การไปเข้าเรียนที่อื่นคงยาก อนาคตคงมืดมัว นับแต่นั้นมาผมจึงตั้งใจเลยว่าจะไม่ทำตัวไปจนถึงจุดนั้นอีกเป็นอันขาด”

อีกเรื่องที่ได้แรงบันดาลใจจากแม่มาไม่น้อย อภินันท์ บอกว่าคงเป็นเรื่องการรักการอ่านหนังสือ แต่ถึงแม่จะไม่ได้เรียนสูง แต่แม่เป็นคนชอบอ่านหนังสือมาก ไม่ใช่อ่านอะไรที่วิชาการ แต่อ่านเรื่องทั่วไปหลากหลายประเภท ทั้งนิยาย ดารา กีฬา การเมือง ดนตรี และอีกสารพัด

“หนังสือพิมพ์ก็อ่านทุกหน้า อ่านหลายฉบับ ทุกตารางนิ้ว แม้กระทั่งหน้าประกาศงานศพ ทำให้รู้เรื่องราวต่างๆ มากมาย แถมนำพูดคุยเปิดประเด็นกับลูกๆ ด้วยสม่ำเสมอ ยังจำได้ว่าสมัยเด็ก แม่พาพวกผมไปเช่าหนังสือมาอ่านจนหมดทุกเล่มในร้าน จนหนังสือใหม่มาไม่ทันเลยทีเดียว ผลจากความชอบอ่านหนังสือของแม่ ทำให้ลูกๆ ทุกคนรักการอ่านไปด้วย ผมเองด้วยซ้ำที่อาจจะอ่านน้อยกว่าพี่น้องคนอื่น”

 นอกจากนี้ อภินันท์ บอกถึงบุคลิกพิเศษของแม่ที่เป็นคนที่รักษาความสัมพันธ์ และรู้คุณคน

“อันนี้ท่านทำให้เห็นจนเราก็รับรู้ไปด้วย เช่น แม่มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่มีบุญคุณกับแม่ แม่ก็ดูแลผู้ใหญ่ท่านนั้นด้วยดี ไปเยี่ยมเยือนสม่ำเสมอตลอดระยะเวลา 40-50 ปี ทำให้ผมได้เรียนรู้การรักษาความสัมพันธ์กับคนที่หลากหลาย คนที่มีบุญคุณ คนใกล้ตัว คนรู้จัก ด้วยความใส่ใจ รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา แม่บอกว่าแม่ชอบทำบุญกับคนใกล้ตัว

“สุดท้ายแม่ยังเป็นแบบอย่างของคนที่เจรจาต่อรองเก่งมาก เพราะแม่รู้จุดยืนของตัวเองว่าต้องการอะไร แม่รู้ว่าจะทำให้คนที่เจรจาด้วยต้องพิจารณาข้อเสนอของแม่เป็นพิเศษได้อย่างไร แม่ให้เวลากับการเจรจา มีขั้นตอนการทำให้ไปถึงจุดที่การเจรจาจะจบตามที่ต้องการได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นศิลปะที่ผมได้เรียนรู้จากแม่”

รุ่ง มัลลิกะมาส “แม่สร้างให้เป็นคนมีความเชื่อมั่น”

ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รุ่ง มัลลิกะมาส เล่าถึงสิ่งที่แม่ให้ความสำคัญ พร่ำสอน และทำให้ดูเป็นตัวอย่างมาตั้งแต่เล็กจนโตว่า แม้จะเกิดมาเป็นผู้หญิง แต่เราต้องเป็นคนที่มีความสามารถ หมั่นเพียรหาความรู้ เพื่อจะได้ทำงานที่ดี สามารถหาเลี้ยงตัวเอง รวมทั้งเป็นกำลังของครอบครัวได้เมื่อโตขึ้น

“แม่จึงเป็นคนที่ไม่ค่อยพึ่งพาคนอื่นรอบข้าง แต่มักมีบทบาทเป็นที่พึ่งของคนอื่น ซึ่งเข้าใจว่าแม่เป็นแบบนั้นมาตั้งแต่ยังสาว เช่น ช่วยคุณตาคุณยายส่งเสียน้องๆ เรียนจนจบมหาวิทยาลัย เป็นต้น และทุกวันนี้แม่ก็ยังเป็นที่พึ่งพาของลูกหลานและครอบครัวอย่างสม่ำเสมอ

“อีกอย่างที่แม่มีอิทธิพลสูงมากต่อลูกคือ การสร้างความเชื่อมั่น ตั้งแต่เด็กแม่จะคอยให้กำลังใจเสมอว่า ‘ลูกทำได้’ หรือถ้าลูกอาจจะทำคนเดียวไม่ได้ อย่างน้อย ‘เรา (แม่ลูก) ทำได้’ รุ่ง พูดถึงแม่ผู้เป็นที่รัก

มีเหตุการณ์หนึ่งที่ รุ่ง จำได้ว่าเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบากในวัยเด็กของตัวเอง คือการกระโดดชั้นจากอนุบาล 1 ไปอนุบาล 2 หลังจากเรียนไปได้เพียงไม่กี่เดือน ที่ได้กระโดดชั้นเพราะสอบได้อันดับต้นๆ ของห้อง แต่พอเลื่อนชั้นขึ้นไปแล้วผลการเรียนกลับตกฮวบเกือบบ๊วย เพราะอนุบาล 2 ต้องอ่านคำออกแล้ว

“แต่ตัวเองเพิ่งท่อง ก.ไก่ ข.ไข่ คล่องได้ไม่นาน เรื่องนี้กลายเป็นสิ่งที่สะเทือนขวัญมาก แต่สุดท้ายก็ได้แม่ช่วยประคับประคองความเชื่อมั่นที่หลงเหลืออยู่น้อยนิดของลูกให้เรื่องที่เคยคิดว่ายาก ท้อ มันผ่านไปได้ โดยแม่บอกว่า ‘ง่ายมาก เดี๋ยวแม่สอนให้เอง แป๊บเดียวก็ทันเพื่อน’ ซึ่งไม่นานก็เรียนทันเพื่อนจริงๆ

ต่อมาถึงตอนเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษา ถึงขั้นไปชักชวนแม่ให้มาช่วยกันเรียนเพื่อสอบให้ได้ที่ 1 ของห้อง ซึ่งทุกวันนี้นานๆ ครั้งแม่ยังหยิบเหตุการณ์ครั้งนั้นมาล้อว่า

“ในใจนึกขำมากที่ได้ยินลูกมาชวนทำอะไรประหลาดๆ แต่ก็อุตส่าห์ไม่ขำออกมาให้ลูกเห็นและบอกว่า ‘ได้! เรามาทำ ‘ที่หนึ่ง’ กัน’ ซึ่งสุดท้ายลูกก็เรียนได้ด้วยตัวเองนั่นแหละ แต่การที่ได้รู้ว่ามีแม่เป็นกำลังใจอยู่ข้างๆ เสมอทำให้การเป็นลูกคนเดียวไม่เหงา และช่วยให้มั่นใจว่าไม่ว่าจะทำอะไรความหวังคงไม่ไกลเกินเอื้อม”

 

 

ธานินทร์ โชคชัยเจริญพร เพราะทุกการให้มีความหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 สิงหาคม 2560 เวลา 09:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/508576

ธานินทร์ โชคชัยเจริญพร เพราะทุกการให้มีความหมาย

จากเด็กหนุ่มที่ทำหน้าที่ร่ำเรียนมาตามขั้นตอน เข้าทำงานในบริษัทที่มีชื่อเสียง แต่สิ่งที่เติมเต็มอีกส่วนในชีวิตของเขาก็คือการทำงานเพื่อสังคม

เราเจอ บิณฑ์-ธานินทร์ โชคชัยเจริญพร ในโครงการวันเดอร์ วิว (Wonder View) ที่เขาทำหน้าที่เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ โดยมูลนิธิฟอร์เวิร์ด (Forward Foundation) และเมื่อสังเกตเพื่อนร่วมทีมของเขาก็พบว่ามีแต่เด็กหนุ่มสาวที่เต็มไปด้วยพลังงานดีๆ และแววตาที่พร้อมช่วยเหลือผู้อื่น

 บิณฑ์ เล่าถึงงานอาสาสมัครที่ทำอยู่ว่า

“ผมกับเพื่อนๆ ทำงานแนวนี้มาหลายปีแล้ว แต่ทำในนามส่วนตัว พวกเรามาจากหลากหลายสาย แต่ละคนก็มีงานประจำที่ทำกันอยู่แล้ว มีทั้งจากสายการศึกษา สายวิศวกรรมศาสตร์ไอที นักพัฒนา นักการตลาด สายการเงินกลยุทธ์ คือผมเอง เคยทำงานที่ปรึกษามาก่อน ปัจจุบันก็ทำงานธนาคาร วางแผนกลยุทธ์ทางการเงินให้กับบริษัท รวมตัวกันได้เพราะมีท่าน ว.วชิรเมธี เป็นที่ปรึกษา เราเคยมีการพูดคุยเรื่องการทำงานเพื่อสังคมกัน รวมตัวกันขึ้นมาเพื่อสร้างเป็นศูนย์กลางที่เชื่อมต่อระหว่างผู้ให้และผู้รับผ่านเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เรานำเข้ามา”

แรกเริ่มเดิมทีคนรุ่นใหม่กลุ่มนี้คิดจะทำแอพพลิเคชั่นขึ้นมาหนึ่งชิ้น วัตถุประสงค์เพื่อเป็นตลาดความดี จับคู่ผู้ให้กับผู้รับมาเชื่อมกัน คอนเซ็ปต์ของเราก็คือว่าเราคิดว่าแพลตฟอร์มตัวนี้ก็คือใครทำอะไรก็ได้ เป้าหมายของเราก็เหมือนเป็นการรวบรวมโครงการดีๆ อื่นๆ เข้ามาอยู่ที่เราโดยที่ไม่ใช่โครงการของเราอย่างเดียว

 “เหมือนเราเป็นตลาดความดี เป็นโครงการต้นแบบเพื่อจุดประกายให้คนอื่นๆ ในวงกว้างได้รับรู้เรื่องราวตรงนี้ ได้มีส่วนร่วม มีอะไรก็สามารถให้ได้ อย่างมีน้อยให้น้อย มีมากให้มาก มีเวลาให้เวลา มีความรู้ให้ความรู้ เราไม่ได้บอกว่าคุณต้องบริจาคเงิน แต่เราอยากบอกว่าสิ่งที่คุณมีมาให้เท่าไหร่ก็ได้ เพราะทุกการให้มันมีความหมาย”

ตัวแทนจากมูลนิธิฟอร์เวิร์ด บอกว่า จุดเริ่มต้นของการทำโครงการด้านการแก้ไขปัญหาด้านสายตาสำหรับเด็กในชนบทที่ขาดแคลนแว่นตา เพราะคิดว่าปัญหาด้านสายตาเป็นเรื่องใกล้ตัวที่คนเมืองเข้าถึงได้ง่าย และสามารถแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมและสื่อสารเป็นภาพในวงกว้างได้ง่ายที่สุด

“ผมก็คิดว่าปัญหาตรงนี้สามารถถอดความเพื่อไปบอกกับคนอื่นต่อได้ พอเอาคอนเซ็ปต์นี้ไปเล่าให้กับศิลปิน หรือคนที่มีจิตใจอาสา หลายคนก็ช่วยในแบบของตัวเอง บางคนสนับสนุนเป็นสิ่งของ บางคนสนับสนุนโครงการด้วยเงิน หลังจากส่งมอบแว่นแล้ว เราเห็นประเด็นปัญหาที่ชัดเจน และนำเรื่องของวันนี้ไปขยายความต่อ เพื่อให้ผู้คนได้เห็นภาพว่ามีเรื่องที่พวกเรายังช่วยกันแก้ปัญหาร่วมกันได้ ซึ่งมีอีกหลายที่ในเมืองไทยที่กำลังประสบปัญหาเดียวกัน และกำลังรอให้ทุกคนเข้ามาร่วมแก้ไข มีอะไรที่สามารถให้ได้ก็ช่วยเหลือกัน” บิณฑ์ เล่า

สิ่งที่คนรุ่นใหม่กลุ่มนี้ได้รับนอกจากการได้ทำงานที่พวกเขาได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้เห็นรอยยิ้มของผู้รับที่เป็นเด็กที่มีปัญหาด้านสายตาแล้ว การลงพื้นที่และมอบแว่นตาในครั้งนี้ยังทำให้พวกเขาได้เห็นการทำงานที่เครือข่ายมีความสำคัญ

“โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนเงินทุนตั้งต้นจาก สสส. ซึ่งไม่เพียงแต่เงินทุนแต่การลงพื้นที่ผมและเพื่อนๆ ได้ความรู้เยอะมาก เพราะเราทำงานในเมือง ไม่รู้หรอกว่าพื้นที่นี้มีปัญหาต้องอาศัยภาคีเครือข่ายที่บอกข่าว พอมารู้ปัญหาจริงๆ ก็ต้องอาศัยการทำงานที่ทำงานร่วมกับหลายภาคส่วน ทีมก็แบ่งหน้าที่กันชัดเจน ประสานงานกันตามหน้าที่ สละเวลาเท่าที่แต่ละคนให้ได้

“ส่วนผมเองการแบ่งเวลาสำหรับทำงานด้านสังคม ผมมองว่าเรามีเวลาแล้วก็มีกำลังที่จะช่วยได้ ก็ลงมือทำงานในวันหยุด อย่างการลงพื้นที่ก็ใช้เวลาในวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ มาช่วยกัน ซึ่งเพื่อนคนอื่นๆ ก็เหมือนกัน คนที่ไม่มีเวลาสามารถช่วยเรื่องกำลังสมอง หรือมีกำลังทรัพย์เล็กๆ น้อยๆ ก็คอยช่วยเหลือกัน ผมว่าสะดวกแบบไหนก็ช่วยแบบนั้น แค่มีใจที่จะช่วยเหลือ ผมว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อผู้รับแล้วครับ” บิณฑ์ กล่าวสรุป

 

 

กระเจียว-ปทุมมา ราชินีฝนสู่ดอกไม้เศรษฐกิจส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 สิงหาคม 2560 เวลา 11:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/508027

กระเจียว-ปทุมมา ราชินีฝนสู่ดอกไม้เศรษฐกิจส่งออก

โดย…มัลลิกา นามสง่า

เวลานึกถึงดอกไม้ หลายคนมักนึกถึงดอกไม้เมืองหนาว และตื่นตากับสีสันจัดจ้านของดอก-ใบยามฤดูร้อน หากเมื่อย่างเข้าฤดูฝน “กระเจียว” เป็นชื่อเดียวที่ผุดขึ้นมา ไม่เพียงเพราะประเทศไทยเรามีอุทยานแห่งชาติป่าหินงาม และอุทยานแห่งชาติไทรทอง จ.ชัยภูมิ ที่เมื่อฝนพรำกระเจียวจะชูช่อเบ่งบานเต็มลาน จัดเป็นเทศกาลชมกระเจียวประจำปี

หากกระเจียวยังเป็นไม้ดอกที่เริงร่ารับสายฝนอย่างแข็งแกร่ง อันเป็นเอกลักษณ์ที่พันธุ์ดอกไม้ในแดนหนาวไม่สามารถทนทานได้ นี่เองเป็นสาเหตุให้กระเจียวกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ และเป็นอีกหนึ่งดอกไม้เศรษฐกิจที่น่าจับตา โดยชาวต่างชาติให้คำนิยามว่า “สยามทิวลิป”

กระเจียว-ปทุมมา พี่น้องกัน

ประชาชนทั่วไปคุ้นเคยกับคำว่า กระเจียว หลายคนเข้าใจผิดไปว่า ปทุมมา คือชื่อทางการ เป็นชื่อเรียกให้ไพเราะเพราะพริ้ง แต่จริงๆ แล้วเป็นชื่อของดอกไม้คนละชนิดกัน รศ.ดร.โสระยา ร่วมรังษี ผู้อำนวยการ ศูนย์บริการการพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ได้แนะข้อสังเกต กระเจียว กับปทุมมา ซึ่งเป็นไม้ดอกมีหัวอยู่ใต้ดิน เป็นพืชในวงศ์ Zingiberaceae อยู่ในสกุล เคอคูม่า (Curcuma) เหมือนกัน

กระเจียว เรียกว่า ยู เคอคูม่า ลักษณะเป็นช่อทรงกระบอก ส่วนดอกกระเจียว คือ ดอกสีเหลืองเล็กๆ ที่อยู่ในซอกกลีบประดับ (1 ช่อมีหลายดอก)

ปทุมมา เรียกว่า พารา เคอคูม่า รูปทรงเป็นช่อสั้น ลักษณะของกลีบประดับมีหลายแบบตามสายพันธุ์ ปทุมมาเปิดตัวสู่ตลาดโลกสายพันธุ์แรกคือ “เชียงใหม่พิงค์” หรือต่างชาติเรียกว่า “สยามทิวลิป” นั่นเอง

ที่เราเห็นกันบ่อยๆ รวมถึงที่อยู่ในอุทยานฯ จ.ชัยภูมิ คือ ทุ่งดอกปทุมมา ไม่ใช่ทุ่งดอกกระเจียวอย่างที่ว่ากัน

กระเจียวของพ่อ ปทุมมาของแม่

กระเจียว และ ปทุมมา แม้เราจะคุ้นเคยชื่อ แต่ยังเป็นดอกไม้ที่ปลูกอยู่ในวงจำกัด อยากชมต้องรอถึงฤดูฝน ขับรถไปไกลถึง จ.ชัยภูมิ หากแต่ ณ เพลานี้ไม่ใช่แล้ว กระเจียว และปทุมมา สามารถเป็นดอกไม้ประดับในแจกัน หรือนำมาประดับตกแต่งสถานที่ สวนสวยได้ ไม่แพ้กล้วยไม้ ทิวลิป กุหลาบ เบญจมาศ ลิลลี่ คัตเตอร์ ฯลฯ และไม่ใช่ดอกไม้งามกลางป่าไร้ราคา หากเป็นไม้ดอกเศรษฐกิจที่ตลาดสหรัฐ แคนาดา จีน เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น ฯลฯ ต้องการ มีตัวเลขส่งออกหลายร้อยล้านบาทต่อปี ทว่าก็ยังไม่ตื่นตัวในเกษตรไทย หรือผู้ซื้อในเมืองไทยมากนัก

เช่นนี้การเกิดขึ้นของงาน “ปทุมมาราชินีป่าฝน Emporium The Queen of Tropical Rainforest” จึงเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ให้ประชาชนได้เสพความงามของกระเจียว และปทุมมา ให้เห็นว่าสามารถเนรมิตความงามให้กับอะไรได้บ้าง และชื่นชมในกลีบดอกใบของแต่ละสายพันธุ์ ที่จะเปิดประสบการณ์ใหม่ของกระเจียว และปทุมมา

งานนี้เป็นความร่วมมือของศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม อุทยานไม้ดอก เพ ลา เพลิน จ.บุรีรัมย์ และศูนย์บริการการพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่ฯ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 85 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และเทศกาลวันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค. 2560 ระหว่างวันที่ 9-14 ส.ค. ณ ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม

สุธาวดี ศิริธนชัย รองกรรมการผู้จัดการ ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม ดิ เอ็มควอเทียร์ ได้เล่าถึงที่มาว่า มีแนวคิดนี้กันหลายปีแล้ว จะพาดอกไม้อะไรที่ออกดอกในช่วงเดือน ส.ค. ซึ่งตรงกับวันแม่แห่งชาติ จนได้คุยกับ พรทิพย์ อัษฎาธร กรรมการผู้จัดการ อุทยานไม้ดอก เพ ลา เพลิน จ.บุรีรัมย์ แล้วมาลงเอยที่กระเจียว กับปทุมมา

“เราอยากจัดงานที่สอดคล้องกับสมเด็จพระราชินี แล้วมีโครงการดอกไม้ที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ต้องการให้หัวพันธุ์ดอกไม้ที่ดีถึงเกษตรกร ทั้งสองพระองค์ทรงงานสนับสนุนกันตลอด ในพระราชวังของพระองค์มีกระเจียวและปทุมมาปลูกอยู่หลายแห่ง ก็เลยนำมาซึ่งการจัดงานนี้” สุธาวดี กล่าว

ภายในงานแบ่งพื้นที่จัดแสดง 4 โซน ได้แก่ โซนที่ 1 บริเวณเอ็มโพเรียม แกลลอรี่ จัดแสดงงานประติมากรรมนกยูงรำแพนเทิดพระเกียรติฯ มีกิจกรรมการปลูกหัวพันธุ์กระเจียว จากเด็กนักเรียนในโครงการกระเจียวเพื่อน้อง ท้องอิ่ม ของทางอุทยานไม้ดอก เพ ลา เพลิน

โซนที่ 2 เอ็มโพเรียม ชั้นจี นิทรรศการแสดงพันธุ์กระเจียวจากชุดรอยัล ไทย (Royal Thai) จำนวน 9 สายพันธุ์ จากศูนย์บริการการพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่ ที่วิจัยขึ้นใหม่เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงครองราชย์ครบ 60 ปี มาจัดแสดงให้ได้เป็นครั้งแรก

กระเจียว 9 สายพันธุ์เป็นลูกผสมที่มีความหลากหลายและมีลักษณะดีในด้านต่างๆ เช่น สีสันของดอกสวยงาม กลีบประดับมีความหนาทนทาน มีการเรียงตัวของกลีบประดับอย่างเป็นระเบียบ ก้านช่อดอกยาวและแข็งแรง ทรงต้นมีขนาดกะทัดรัด โดยได้ยื่นจดทะเบียนเพื่อคุ้มครองพันธุ์ไว้กับกองคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร ในปี 2554

กระเจียว

ประกอบด้วย “อาร์ ที เกรท เรน” กลีบประดับส่วนบนสีม่วงแดง กลีบประดับส่วนล่างสีแดง “อาร์ ที พิงค์ โคโรเนชั่น” กลีบประดับส่วนบนสีขาวฉาบชมพู กลีบประดับส่วนล่างสีแดง “ซีเอ็มยู ทับทิม สยาม” กลีบประดับสีแดงอมชมพู “ซีเอ็มยู มณีสยาม” กลีบประดับส่วนบนสีขาว กลีบประดับส่วนล่างสีแดง

“ซีเอ็มยู สวีท โรซี่” กลีบประดับส่วนบนสีแดง “อาร์ที สวีท เมมโมรี” กลีบประดับส่วนบนสีม่วงอมชมพู กลีบประดับส่วนล่างสีแดง “อาร์ที โกลเดน เรน” กลีบประดับส่วนบนสีม่วง กลีบประดับส่วนล่างสีแดง “อาร์ที มาเจสตี้ โคโรเนชั่น” กลีบประดับส่วนบนสีม่วง กลีบประดับส่วนล่างสีแดง และ “อาร์ที ไทย การ์เนท” กลีบประดับส่วนบนสีแดงคล้ำ

โซนที่ 3 บริเวณเอ็มโพเรียม บริดจ์ จัดแสดงทุ่งกระเจียวหลากสี พร้อมทั้งอุโมงค์ไม้เลื้อย เช่น เดป เฟิร์นราชินีหินอ่อน เฟิร์นก้านยาว และโซนที่ 4 บริเวณเอ็มโพเรียม ลิ้งค์ จัดแสดงทุ่งกระเจียว ร่วมกับงานจักสาน เพื่อสื่อถึงงานศิลปาชีพด้านหัตถกรรม

ปทุมมาส่วนใหญ่ที่นำมาจัดแสดงมีทั้งจากสวนในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และหลักๆ มาจากอุทยานไม้ดอก เพ ลา เพลิน โดย พรทิพย์ ได้เล่าถึงการเตรียมปทุมมานับหมื่นต้นเพื่องานนี้ โดยใช้หัวกระเจียวจากหลายสายพันธุ์จำนวนหลายหมื่นหัว โดยได้คำนวณระยะเวลาการปลูกให้ออกดอกพอดีกับช่วงเทศกาลวันแม่

ปทุมมา

นอกจากนี้ เพ ลา เพลิน ยังมีกิจกรรมซีเอสอาร์ จัดโครงการ กระเจียวเพื่อน้อง ครั้งที่ 2 เพื่อน้อมนำตามหลักการทำเกษตรตามรอยพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 และเป็นการสร้างเสริมรายได้ให้กับนักเรียนและโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ ได้นำความรู้จากการปลูกกระเจียวไปใช้ในวิชาชีพสร้างรายได้

เพ ลา เพลิน ได้สนับสนุนหัวพันธุ์กระเจียว ปทุมมา กับโรงเรียนต้นแบบ เพื่อนำไปปลูกโดยการให้ความรู้จากทางนักวิชาการเกษตร เพื่อนำผลิตผลดอกที่สมบูรณ์มาขายคืน และนำรายได้เข้าโรงเรียนเป็นทุนอาหารกลางวันให้นักเรียน ในงานนี้ เพ ลา เพลิน ก็ได้นำเด็กๆ ในโครงการมาให้ความรู้และเพื่อจัดกิจกรรมเวิร์กช็อปสอนการปลูกกระเจียวสำหรับผู้ที่สนใจด้วย

สร้างค่านิยม-เพิ่มมูลค่า ดอกไม้ไทย

“…งานนี้เป็นประโยชน์ถึงประชาชนอย่างแท้จริง อย่าได้หยุด ให้ทำต่อไป ชวนอาจารย์มหาวิทยาลัยให้มาช่วยงานกันให้มากขึ้น ช่วยให้ถึงประชาชน…” ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงรับสั่งแก่คณะผู้ปฏิบัติงานศูนย์บ้านไร่ฯ ขณะเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมชาวบ้าน

รศ.ดร.โสระยา เล่าว่า ศูนย์บ้านไร่ฯ เป็นโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่เกี่ยวกับดอกไม้ ซึ่งไม่ค่อยมีศูนย์ไหนที่ทำเกี่ยวกับดอกไม้มากนัก ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับน้ำ ป่า ดิน ไม้ผลเมืองหนาวเป็นหลัก

“แรกเริ่มเลยมาจากในหลวง รัชกาลที่ 9 พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ 8 หมื่นบาท เมื่อปี 2523 ซึ่งตอนนั้นพืชพันธุ์ดีเข้าถึงยาก และไม่ค่อยมีพันธุ์ไม้ดอก ทรงให้ ดร.พิศิษฐ์ วรอุไร เริ่มงานทดลองขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลในหมู่บ้านที่บ้านไร่ ศึกษาทดลองคัดเลือกพันธุ์ดีแล้วนำไปขยายผลให้ราษฎร ซึ่งประสบความสำเร็จ”

ถึงเวลานี้ทางศูนย์บ้านไร่ฯ ก็ยังไม่หยุดพัฒนา คิดค้นสายพันธุ์ไม้ดอกที่ดีที่สุด ให้ได้พันธุ์ใหม่ที่เหมาะสมกับสภาพอากาศในประเทศไทย และตอบสนองกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อนำไปให้เกษตรกรสามารถปลูกสร้างรายได้เลี้ยงชีพ ภายในศูนย์บ้านไร่มีไม้ดอกหลายชนิด เช่น แกลดิโอลัส ว่านสี่ทิศ บานชื่น แต่ตอนนี้ที่กำลังสร้างรายได้ให้ชาวบ้านได้ลืมตาอ้าปาก หันมาทำกันจริงจังในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ คือ กระเจียว และปทุมมา

พันธุ์พืชใหม่ที่นำมาส่งเสริมแก่เกษตรกรและเป็นที่รู้จักในท้องตลาดในกลุ่มปทุมมา ได้แก่ ลูกผสมปทุมมาพันธุ์บ้านไร่สวีท ซีเอมยูสวีทเลดี้ ซีเอมยูวิสต้า ซีเอมยูมิราเคิล ยูคิ นิกาตะ และบ้านไร่เบอร์กันดี้ และศูนย์บ้านไร่ฯ ได้ดำเนินการคัดเลือกพันธุ์กระเจียวจำนวน 6 สายพันธุ์ ในชุดรอยัล ไทย ให้เกษตรกรไทยไปทำการผลิตและขยายเพื่อส่งออกไปในตลาดโลกอีกด้วย

สำหรับกระเจียวและปทุมมา ขายได้ทั้งหัวพันธุ์และตัดดอก แต่ดอกปทุมมาจะมีความคงทนกว่ากระเจียว จึงนิยมตัดดอกขาย ส่วนหัวพันธุ์กระเจียวทำราคาได้สูงกว่าปทุมมา 3-4 เท่า และเป็นที่นิยมของตลาดต่างประเทศ

เรณู-กุญช์ชญา สวัสดี เจ้าของสวนสวัสดี ปลูกกระเจียว ปทุมมา มา 20 ปี ขยายพื้นที่ปัจจุบันมี 50 ไร่ เป็น 1 ใน 5 สวนกระเจียว-ปทุมมา ใหญ่สุดของประเทศไทย

“เมื่อก่อนปลูกเบญจมาศ ลิลลี่ คัตเตอร์ ทำหลายชนิด ตอนนี้เหลือกระเจียวกับปทุมมา เพราะให้ผลตอบแทนดีที่สุดแล้ว ชนิดอื่นได้ผลผลิตต่อไร่ก็น้อย ราคาไม่สูง สวนทางกับการแข่งขันการตลาดสูง แต่ปทุมมากับกระเจียว มีข้อดีขายไม้ตัดดอกและขายหัวพันธ์ุได้ ผลผลิตต่อไร่ก็ดีกว่าดอกอื่นๆ

เราได้พันธุ์มาจากศูนย์พัฒนาบ้านไร่ฯ อย่างพันธุ์บ้านไร่เรด บ้านไร่สวีท สวีทเมเมโมรี่ ยูคิ รายได้หลักของเราคือหัว รายได้เสริมตัดดอก ตอนนี้มีส่งที่ตลาดไท ปากคลองตลาด ตลาดสี่มุมเมือง โคราช อุบลฯ ในเชียงใหม่ก็มีแม่ค้าคนกลางมารับไปขายอีกที บางส่วนก็ส่งออกญี่ปุ่น อิตาลี จีน

ตอนนี้ตัดดอกประมาณหมื่นกว่าดอก ตัดเว้นสองวัน ถ้าดอกน้อยราคาจากไร่ก็ 3.50-4 บาท ดอกเยอะราคาก็ตก 2.50-3 บาท ส่วนราคาหัวอยู่ที่ 4-5 บาท 1 ไร่ ปลูกได้ประมาณ 8,000-1 หมื่นหัว”

กระเจียว ปทุมมา เป็นดอกไม้ที่ให้ผลผลิตในฤดูฝน ซึ่งเป็นข้อดีในการส่งออกไปยังประเทศเมืองหนาว “เนเธอร์แลนด์สั่งหัวพันธุ์ของเราไปปลูกในห้องปรับอุณหภูมิ มีฮีตเตอร์ ลงทุนมากเพราะเป็นไม้เมืองร้อน พอตัดดอกขายแล้วคุณภาพหัวจะลดลงเขาก็ไปลงกระถาง เขาจึงสั่งหัวเราทุกปี แต่ก็มีบางสายพันธุ์ที่เราไม่ส่งหัว ตัดแต่ดอก ทำให้เขาต้องสั่งตัดดอกเราเสมอ” รศ.ดร.โสระยา กล่าว

ความงามของกระเจียว-ปทุมมา ที่นำมาจัดแสดง ณ ห้าง ดิ เอ็มโพเรียม ไม่เพียงอวดความงามของดอกไม้ไทยเท่านั้น แต่เป็นอีกมิติหนึ่งที่ต้องการประกาศให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวต่างชาติได้รู้จักดอกไม้ไทยมากขึ้น กระเจียว และปทุมมา มีมูลค่าส่งออกแต่ละปีหลายร้อยล้านบาท แต่ยังทิ้งห่างจากกล้วยไม้ที่มีมูลค่าหลายพันล้าน

นอกจากส่งออกแล้ว หวังว่าคนไทยเราเองจะหันมาช่วยกันสร้างค่านิยมใช้ดอกไม้ไทย เพราะเราซื้อดอกไม้นำเข้าปีหนึ่งไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท ตอนนี้ในโรงแรมต่างประเทศตกแต่งด้วยดอกกระเจียวและปทุมมา เพราะอยู่ทน สีสวย รูปทรงแปลกตา หวังว่าคนไทยจะหันมาหยิบดอกไม้งามที่มีต้นกำเนิดจากพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ในป่าบ้านเรามาประดับโรงแรมหรูๆ ดูบ้าง

 

5 วิธีช่วยเพิ่มความมั่นใจในตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 สิงหาคม 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/507850

5 วิธีช่วยเพิ่มความมั่นใจในตัวเอง

ในช่วงเวลาที่สำคัญ บางครั้งแม้แต่ซีอีโอ หรือผู้นำชื่อก้องโลก ยังรู้สึกขาดความมั่นใจ เพราะความมั่นใจไม่ใช่คุณสมบัติที่จะคงอยู่ตลอดเวลา ในทางกลับกัน ความมั่นใจคือความเชื่อจะที่มีผลต่อพฤติกรรมของเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้และฝึกฝนเหมือนกับความสามารถด้านอื่นๆ สำหรับคนที่ต้องการเรียกความมั่นใจเพื่อปลุกไฟในตัวเอง มาดู 5 วิธีที่จะช่วยเพิ่มความมั่นใจกันเลย

1. มีท่าทีพร้อม

ภาษากายนี่แหละที่จะเป็นตัวชี้วัดว่าเรามีความมั่นใจ หรือหวาดหวั่น เมื่อเกิดสถานการณ์เราควรทำให้เหมือนกับว่าพร้อมที่จะรับมือ เมื่อได้แสดงกิริยาท่าทางที่บ่งบอกถึงความมั่นใจ ตัวเราจะไม่รู้สึกอยู่ใต้การบังคับบัญชาของใคร ทำให้คนอื่นๆ สัมผัสได้และพร้อมที่จะเชื่อมั่นในตัวเรา เริ่มง่ายๆ เพียงเชิดหน้า ยืดตัวตรง สบตาคู่สนทนาเวลาพูดคุย และจับมือทักทายอย่างให้เกียรติ

2. แต่งกายเหมาะสม

เสื้อผ้าหน้าผมก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเสริมความมั่นใจได้เช่นกัน การมีบุคลิกภาพที่ดีจะช่วยทำให้เรารู้สึกไม่ด้อยกว่าคนอื่น แนะนำให้แต่งกายในแบบที่ต้วเองชื่นชอบและให้การแต่งกายนั้นนำเราไปสู่ความสำเร็จ อย่ากลัวที่จะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงผ่านเครื่องประดับ สไตล์ หรือสีสันของเนคไท เพราะสิ่งเหล่านั้นอาจเป็นสิ่งที่สร้างคาแรคเตอร์ให้เป็นที่น่าจดจำ

3. คำพูดดี

ผู้พูดที่ดีต้องพูดด้วยความมั่นใจ ใช้โทนเสียงที่เป็นจังหวะ เว้นวรรคบ้างเพื่อเน้นถึงสิ่งที่สำคัญ และหลีกเลี่ยงคำพูดติดปากที่ทำให้บทสนทนาไม่ลื่นไหล วิธีการพูดที่ฉะฉานแต่น้ำเสียงไม่แข็งกร้าวจะแสดงออกถึงความมั่นใจในสิ่งที่พูด หลีกเลี่ยงการพูดพึมพำเสียงเบาที่ดูไร้ความมั่นใจ แค่นี้ผู้คนก็จะหันมาสนใจฟังสิ่งที่เราสื่อสารมากขึ้น และพวกเขาจะสัมผัสได้ถึงความเป็นผู้นำที่มีอยู่ในตัวเรา

4. คิดบวก

พลังงานเชิงบวกจะนำไปสู่ผลลัพธ์เชิงบวกเสมอ เราจึงควรคิดในแง่บวกว่าสามารถรับมือได้ทุกสถานการณ์ หลีกเลี่ยงความคิดในแง่ลบที่บั่นทอนความมั่นใจ หมั่นพูดคุยกับคนที่มีทัศนคติเชิงบวกแล้วเราจะรู้สึกดีขึ้น มั่นใจขึ้น และคนที่ร่วมงานกับเราก็จะมีความสุขไปด้วย

5. ลงมือทำ

นอกจากบุคลิกภาพ การวางตัว คำพูดและความคิดแล้ว ยังมีอีกหลายอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การปฏิบัติจริง ซึ่งหากเราเป็นคนที่ไม่ค่อยกล้าแสดงออก หรือไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น สิ่งที่ควรทำให้เป็นนิสัยคือ การฝึกฝนทำการบ้านเพื่อพร้อมสำหรับสถานการณ์จริง ลองหาจุดเด่นและจุดด้อยของตัวเอง แล้วฝึกฝนเพื่อชูจุดเด่น ปรุงปรุงจุดด้อย และพกพาความมั่นใจไปด้วยเสมอ

 

ถ้าไม่อยากให้พนักงานใหม่ เงินเดือนแซงหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 สิงหาคม 2560 เวลา 13:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/507621

ถ้าไม่อยากให้พนักงานใหม่ เงินเดือนแซงหน้า

เรื่อง วรธารภาพ รอยเตอร์ส

เมื่อพูดถึงความต้องการเงินเดือนเป็นเรื่องปกติที่ใครๆ ก็ต้องการเงินเดือนสูง ยิ่งทำงานมานานเป็นพนักงานเก่าแก่ก็ย่อมอยากได้เงินเดือนสูงขึ้นไปด้วยตามอายุงาน อีกมุมหนึ่งก็คงไม่มีมนุษย์เงินเดือนคนไหนปลื้มแน่ถ้าพนักงานที่เข้ามาทำงานได้ไม่นานได้เงินเดือนแซงหน้าตัวเองไป แต่ต้องยอมรับว่าในองค์กรทั้งหลายมีเรื่องจริงแบบนี้เกิดขึ้น

ธำรงศักดิ์ คงคาสวัสดิ์ วิทยากรและที่ปรึกษาด้าน HR กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าเปอร์เซ็นต์การขึ้นเงินเดือนประจำปีโดยเฉลี่ยของบริษัทต่างๆ อยู่ที่ประมาณปีละ 5% มาเกิน 10 ปีแล้ว ซึ่งการขึ้นเงินเดือนประจำปีในอัตราประมาณนี้ทำให้คนเข้ามาใหม่มีเงินเดือนใกล้เคียงหรือสูงกว่าคนเก่าในที่สุดเพราะความเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจภายนอกบริษัทมีมากกว่าการเปลี่ยนแปลงภายในบริษัท

“เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2560 มีประกาศค่าจ้างขั้นต่ำที่บริษัททั้งหลายต้องปรับจาก 300 เป็น 310 บาท ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ประมาณ 3% แล้วเมื่อต้นปีบริษัทต่างๆ ขึ้นเงินเดือนโดยเฉลี่ย 5% ก็ใกล้เคียงกัน ปีนี้หรือปีที่ผ่านมาก่อนหน้า แต่เชื่อไหมขึ้น 5% แต่อัตราเงินเฟ้อบ้านเราประมาณ 1% เท่ากับได้ขึ้นจริง 4% ขณะที่ค่าจ้างขั้นต่ำซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกบริษัทปรับขึ้นมาประมาณ 3% เท่ากับการขึ้นเงินเดือนสูงกว่าปรับค่าจ้างขั้นต่ำบวกค่าครองชีพแค่ 1% ยังไม่รวมความเปลี่ยนแปลงภายนอกบริษัทคือการปรับเงินเดือนภายนอกบริษัทแบบแรงๆ”

วิทยากรและที่ปรึกษาด้าน HR กล่าวว่า ปี 2555 มีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำแบบก้าวกระโดดที่สูงมาก จาก 215 เป็น 300 บาท หรือปรับขึ้นประมาณ 40% สำหรับคนที่จะเข้าทำงานใหม่ ซึ่งการปรับรุนแรงขนาดนี้ยิ่งมีผลกระทบต่อคนทำงานประจำ (ที่เป็นคนเก่า) สูงมาก และเป็นปัญหาในระบบค่าตอบแทนทั้งระบบที่มีผลกระทบกับบริษัทต่างๆ เรียกว่าที่ขึ้นเงินเดือนมาปีละ 5% โดยเฉลี่ยแทบไม่มีความหมายสำหรับคนเก่าที่ทำงานมาก่อนเพราะคนใหม่เข้ามาก็ได้เงินเดือนเกินคนเก่าไปแล้ว

ธำรงศักดิ์ กล่าวต่อว่า ถ้าคนเก่าไม่สามารถพัฒนาตัวเองให้ก้าวหน้าได้รับการโปรโมตหรือได้รับการปรับเงินเดือนเป็นพิเศษเนื่องจากมีผลงานมีความสามารถที่มักจะเรียกว่าทาเลนต์ (Talent) ย่อมจะถูกคนเข้ามาใหม่มีเงินเดือนจี้หลังหรือแซงไปในที่สุด ถ้าถามว่าคนเก่าที่ทำงานมาก่อนควรแก้ปัญหานี้อย่างไรเขากล้าตอบได้ตรงนี้เลยว่าถ้าไม่อยากให้คนใหม่เงินเดือนแซงก็ต้องเริ่มต้นที่ตัวเราตั้งแต่เดี๋ยวนี้

1.ท่องเอาไว้เสมอว่า ความมั่นคงและเงินเดือนขึ้นอยู่กับตัวของเราเอง

2.หันมาทบทวนว่าเรามีขีดความสามารถ (Competency) ในเรื่องไหน เก่งถนัดในเรื่องอะไร มีผลงานอะไรที่เป็นจุดขายหรือสามารถต่อยอดในสิ่งเหล่านี้บ้าง และฝ่ายบริหารมองเห็นความสามารถหรือคุณค่าเหล่านี้ในตัวของเราบ้างหรือไม่

3.ถ้าฝ่ายบริหารเห็นความสามารถในตัวเราก็ควรจะต้องมีแผนในการปรับเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษ หรือมีการเลื่อนชั้นเลื่อนตำแหน่งให้เราได้มีโอกาสได้แสดงความสามารถหรือพัฒนาความรู้ความสามารถเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการปรับเงินเดือนเป็นพิเศษหรือการเลื่อนชั้นตำแหน่งนี้จะตามมาด้วยการปรับเงินเดือนในเปอร์เซ็นต์ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไปให้เหมาะสมกับความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นและรักษาคนเก่งบวกดีเอาไว้ ถ้าบริษัทไหนยังไม่คิดวางแผนรักษาพนักงานที่เก่งและดีเอาไว้ก็จะต้องเสียคนเก่งไปในที่สุดแน่นอน

4.ถ้าฝ่ายบริหารมองไม่เห็นความสามารถที่มีอยู่ไม่ว่าด้วยสาเหตุใดอย่าไปเสียเวลาคิดวนเวียนซ้ำซากว่าทำไมหัวหน้าหรือฝ่ายบริหารถึงไม่เลื่อนตำแหน่งให้หรือเราไม่ดีตรงไหน ฯลฯ ถ้ามั่นใจว่าเราเป็นคนมีของ (ความรู้ความสามารถมีผลงาน) มองหาทางเดินใหม่ที่เหมาะตรงกับความสามารถที่มีอยู่ไม่ว่าจะเป็นการหางานใหม่ (ถ้ายังอยากเป็นลูกจ้าง) หรือไปทำธุรกิจที่ตรงกับความสามารถซึ่งแน่นอนว่าเงินเดือนหรือรายได้ควรต้องเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม

“นี่แหละครับเป็นวิธีแก้ปัญหาให้หลุดจากวงจรเงินเดือนของคนใหม่ไล่แซงคนเก่า แต่ถ้าเรายังอยู่ไปเรื่อยๆ สบายๆ ใน Comfort Zone ไม่ขยันไม่พยายามหรือไม่แม้แต่จะเริ่มต้นพัฒนาตัวเองให้ดีมากขึ้นกว่านี้แล้วคงโทษใครไม่ได้นอกจากต้องโทษตัวเองที่ทำตัวเป็นกบในหม้อต้มน้ำที่อยู่ในหม้อน้ำ (อยู่ใน Comfort Zone ในบริษัท) ตั้งแต่น้ำเย็นจนน้ำเดือดและสุกคาหม้อต้มในที่สุด”

ธำรงศักดิ์ กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมาเขาพบว่าคนที่มีของย่อมเป็นที่ต้องการตัวขององค์กรอื่นอยู่เสมอไม่เคยตกงาน หรือถ้าตกงานไม่นานก็จะมีคนติดต่อให้ไปร่วมงานพร้อมเสนอตำแหน่งและเงินเดือนที่จูงใจ ที่สำคัญก็คือวันนี้ได้พัฒนาตัวเองให้เป็นคนมีของอยู่ในตัวที่ทำให้มีคนสนใจและต้องการดึงไปร่วมงานแล้วหรือยัง

 

Younghappy สะพานเชื่อมผู้สูงวัย กับเทคโนโลยี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 สิงหาคม 2560 เวลา 11:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/507830

Younghappy สะพานเชื่อมผู้สูงวัย กับเทคโนโลยี

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ ยังแฮปปี้younghappyในท่ามกลางยุค 4.0 ที่ความตั้งใจของเราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เราได้รู้จักกลุ่มยังแฮปปี้ (Younghappy) คอมมูนิตี้ออนไลน์เพื่อผู้สูงวัย พวกเขาก็ตั้งใจที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังเหมือนกัน สิ่งที่พวกเขาทำคือสะพานที่โยงผู้สูงวัยกับโลกเทคโลยีให้เชื่อมถึงกัน Younghappy ยังเป็นชื่อเพจเฟซบุ๊ก ชื่อไลน์แอด ชื่อแอพพลิเคชั่นและอีกมาก ทุกสิ่งที่พวกเขาทำนำสู่เป้าหมายเดียว นั่นคือการทำให้ผู้สูงวัย “ยัง” แฮปปี้…มีความสุขในยุคที่ทุกอย่างเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต

3 ผู้ก่อตั้ง ณฎา ตันสวัสดิ์ วัย 36 ปี จุติพร อู่ไพบูลย์ วัย 30 ปี และแก๊ป-ธนากร พรหมยศ วัย 29 ปี กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ท้าทายตัวเองในการแก้ปัญหาผู้สูงวัย ในรูปแบบของเอสอี-ธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise : SE) สร้างสะพานเชื่อมระหว่างผู้สูงอายุกับเทคโนโลยี เพื่อให้กลุ่มปัจฉิมวัยที่กำลังจะเป็นกลุ่มประชากรที่มีจำนวนมากที่สุดในสังคมเรา ได้มีชีวิตที่ง่ายขึ้น มีคุณค่า มีความสุข

ณฎา หนึ่งในผู้ก่อตั้ง เล่าว่า จุดเริ่มต้นคือเธอกับแก๊ปที่นั่งคุยกัน เขาเล่าให้ฟังเรื่องเอสอี ซึ่งเป็นจุดกึ่งกลางระหว่างการทำธุรกิจที่มุ่งผลกำไรสูงสุดกับการกุศลที่มุ่งรับเงินบริจาค จุดกึ่งกลางที่ท้าทายเธออย่างเหลือเกินว่า จะพัฒนารูปแบบของการทำธุรกิจอย่างไร เพื่อแก้ปัญหาสังคมได้ด้วย ขณะเดียวกันก็มีรายได้ที่อยู่รอดด้วยตัวของตัว

ทันทีที่ได้ยินเพื่อนรุ่นน้องเล่าเรื่องเอสอี จำความรู้สึกตัวเองได้ว่าตื่นเต้นที่สุด เหมือนค้นพบใจว่าอยากทำอะไรแบบนี้ ตัวเธอเองจบด้านไฟแนนซ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำธุรกิจของตัวเองมา 15 ปี ล้มลุกคลุกคลานบ้าง ขายขนมปัง (ผ่านเฟซ) เป็นงานอดิเรกบ้าง ตลอดเวลาที่ผ่านมา คำตอบหนึ่งที่ได้กับตัวเอง คือ เงินไม่ใช่คำตอบของชีวิต

“เมื่อรู้ว่าเงินไม่ใช่คำตอบ ชีวิตจึงมีเป้าหมายที่ไม่ใช่เงิน เป้าหมายของณฎาคือความสุข อยากทำอะไรก็ได้ที่ทำให้ตัวเองมีความสุข แล้วจึงต่อไปอีกขั้นว่า อยากทำอะไรก็ได้ที่จะทำให้ผู้อื่นมีความสุข ชีวิตยังด้วยประโยชน์ต่อผู้อื่น”

ชีวิตมุ่งหวังความสุข และความสุขนั้นพึงเกิดได้ด้วยการมีประโยชน์ต่อผู้อื่น เมื่อคำตอบคือเอสอี ณฎาถามตัวเองว่าอยากแก้ปัญหาอะไรของสังคมนี้ ลงตัวที่ปัญหาผู้สูงวัย ที่ทั้งเธอและแก๊ปเห็นพ้อง แก๊ปเป็นลูกชายคนเดียวของพ่อแม่ เขาคิดอยู่ว่า ถ้าวันหนึ่งเขาไม่อยู่ ใครจะดูแลพ่อแม่ทั้งสอง ส่วนณฎาเองมีมารดาเป็นข้าราชการบำนาญโลว์เทค

“แม่เป็นอาจารย์มาก่อน แม่พยายามเรียนรู้ด้วยตัวเองนะ แต่ปัญหาคือ แม่ออกมาจากโลกอะนาล็อกที่แม่คุ้นเคยได้ยากมาก”

สอนแม่แล้วหงุดหงิด เรื่องบางเรื่องที่คนรุ่นใหม่รู้สึกง่ายแสนง่าย แต่กับคนรุ่นเก่ากลายเป็นเรื่องยากต่อความเข้าใจ ณฎาเริ่มจากเรื่องยากนี้ เธอชอบเขียนหนังสืออยู่แล้ว จึงทำหนังสือคู่มือขึ้นมาเล่มหนึ่ง ว่าด้วยการใช้ไลน์ เฟซบุ๊ก ยูทูบ และกูเกิลสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อให้กลุ่มคนจากโลกอะนาล็อกได้เรียนรู้การใช้เครื่องไม้เครื่องมือในโลกเทคโนโลยีสมัยใหม่

ก่อนเขียนคู่มือ ณฎาอาสาตัวเองเพื่อสอนการใช้โซเชียลมีเดียแก่ผู้สูงอายุในหลายที่หลายสถาบัน แม้จะ (เคย) คิดว่าตัวเองมีทักษะการสอนที่ดีเป็นทุน หากเมื่อไปสอนจริง ปรากฏว่าไม่มีผู้สูงอายุคนไหนเข้าใจ การให้ความรู้ผู้อาวุโสควรอย่างยิ่งต้องเป็นภาพ ต้องเป็นขั้นตอนหรือฮาวทูที่ชัดเจน เธอสังเกตวิธีเรียนของนักเรียนรุ่นคุณป้า ทุกคนเรียนด้วยการจดชอร์ตโน้ตและวาดรูป

“พวกเขาโตมากับโลกอะนาล็อก เราต้องเข้าใจจุดนี้ เมื่อเข้าใจนักเรียน เราจะรู้วิธีสอน”

สอนไปเขียนคู่มือไปอยู่ประมาณ 1 เดือน หนังสือก็เสร็จ “สูงวัย Like Social” การทำคู่มือมีข้อดี เพราะผู้ใหญ่สามารถเรียนตามได้ง่าย เข้าใจง่าย และถ้าลืม (ซึ่งส่วนใหญ่จะลืม) ก็กลับมาพลิกอ่านทบทวนได้เสมอ ทำซ้ำๆ จนชำนาญแล้วไม่ต้องเปิดหนังสืออีก ลงเฟซบุ๊กรับสอน ก็มีผู้สนใจติดต่อให้ไปสอนในหลายที่ มีตั้งแต่กลุ่มชมรมผู้สูงวัยต่างๆ โรงพยาบาล ศูนย์อัลไซเมอร์ กระทั่งผู้พิพากษาในศาลคดีเด็กและเยาวชน ฯลฯ

“ยังแฮปปี้รับเชิญไปสอนในหลากหลายองค์กร สนุกและมีความสุขมาก อีกได้กับตัวเองว่า เวลาเราไปสอนพ่อแม่ของชาวบ้าน เราใจเย็นได้ เราเข้าใจพ่อแม่ของเรามากขึ้น สอนพ่อแม่คนอื่นสอนได้ ทำไมจะสอนพ่อแม่เราเองไม่ได้”

เหมือนปลาที่เปลี่ยนน้ำ ผู้สูงอายุที่เรียนรู้เรื่องการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ก็จะเปลี่ยนตัวเองเป็นผู้สูงอายุที่แข็งแรงขึ้น พึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น ไม่เหงา ไม่อ่อนแอ โดยยังแฮปปี้เน้นผลิตเนื้อหาที่มีสาระประโยชน์ต่อกลุ่มผู้สูงวัยโดยตรง ประกอบด้วย เทคโนโลยี สุขภาพ ท่ากายบริหาร กินเที่ยว การเงินการงาน รวบรวมอะไรดีๆ มีประโยชน์ ใช้อินโฟกราฟฟิกที่ดึงดูด น่ารัก เข้าใจง่าย

Younghappy มีทุกอย่างที่ผู้สูงวัยสนใจและต้องการ เข้าถึงหรือใช้บริการได้ผ่านช่องทางต่างๆ คือ คอมมูนิตี้ออนไลน์ เพจเฟซบุ๊ก : ยังแฮปปี้ younghappy, ไลน์แอด @younghappy แอพพลิเคชั่น Younghappy แอพพลิเคชั่นสำหรับผู้สูงอายุ ความช่วยเหลือมาทันทีภายในหนึ่งคลิก ให้บริการเชื่อมต่อทุกเซอร์วิส (จะเปิดให้บริการเร็วๆ นี้)

นอกจากนี้ ยังมี “น้องสุข Assist” บริการคอลเซ็นเตอร์ 24 ชั่วโมง เพื่อผู้สูงอายุ โทรมาขอความช่วยเหลือได้ทุกเรื่อง “ตัวช่วย” ที่จะให้ความช่วยเหลือพื้นฐาน รวมทั้งเป็นเพื่อนคุยแก้เหงา (จะเปิดให้บริการเร็วๆ นี้) Thinking Radio Aging Show รายการยังเก๋า 4.0 ออกอากาศทุกวันศุกร์ เวลา 19.00 น. โดยเป็นคลิปสั้นๆ 3-5 นาที ให้ความรู้เรื่องเทคโนโลยีแก่ผู้สูงวัย หนังสือคู่มือ “สูงวัย Like Social” ก็มี แล้วยังรับสอนอบรมให้ความรู้เรื่องเทคโนโลยีแก่ผู้สูงวัยแก่หน่วยงานหรือสถาบันที่สนใจอีกด้วย

ที่สุดของที่สุดคือความพอดี ณฎา เล่าว่า นักเรียนคุณลุงคุณป้าทำมาแล้วคือหลับคาไอแพด หลับคามือถือ สถิติสูงสุดคือเล่นอินเทอร์เน็ตติดต่อกันตั้งแต่ 10 ชั่วโมงขึ้นไป กลุ่มผู้สูงอายุมีเวลาว่างมาก เพราะฉะนั้นก็ “เต็มที่” จากเล่นไม่เป็น จะเริ่มเล่นไม่หยุด อีกอย่างคือแชร์แหลก ไม่ชัวร์ก็แชร์ มีความสามารถในการเปิดอ่านทุกอย่างและเชื่อทุกอย่าง

“กลุ่มผู้ใช้โซเชียลมีเดียที่เป็นผู้สูงวัยจะมีความเชื่อในทุกอย่างที่ฟอร์เวิร์ดมาในไลน์ แชร์อีกต่างหาก ทุกคนมีความสามารถในการแชร์ขั้นสูง รวดเร็วฉับไวไม่รั้งรอ ตั้งแต่ข่าวน้ำท่วม มรสุมเข้า สมุนไพรต้านมะเร็งและอื่นๆ เพราะฉะนั้นเมื่อเราสร้างเขาขึ้นมาในโลกออนไลน์แล้ว เราก็ต้องสร้างภูมิต้านทานให้เขาด้วย ถือเป็นอีกหนึ่งความรับผิดชอบ”

ในการดึงผู้สูงอายุเข้าสู่โลกออนไลน์ มีประโยชน์เพราะทำให้ผู้สูงวัยได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมีความหมายอีกครั้ง หากจุดประสงค์สูงสุดของยังแฮปปี้ ไม่ใช่เพียงแค่นั้น แต่เพื่อเป็นช่องทางต่อไปในการดึงผู้สูงอายุออกจากโลกออนไลน์และกลับสู่โลกออฟไลน์อีกครั้ง กลไกที่ผกผันเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดในอันที่จะทรงไว้ซึ่งคุณค่า ความมีชีวิตชีวา ความสนุก ความสุขพึงมีพึงเป็น

“เมื่อผู้สูงวัยเข้าถึงเทคโนโลยี พึ่งพาตัวเองได้ ไม่เหงา ไม่เป็นโรคซึมเศร้า เขาจะสนุกกับโลกใหม่ เพราะตอนนี้เขาใช้เฟซบุ๊กเป็น เขารู้แล้วว่าเขาอยากไปไหน เขาอยากทำอะไร เขาจะใช้ชีวิตในโลกใหม่อย่างไร เราก็ใช้โอกาสนี้ดึงเขาจากออนไลน์ วางมือถือและกลับออกไปใช้ชีวิต ออกไปนอกบ้าน ออกไปหาเพื่อน ออกไปทำในสิ่งที่เขาอยากจะทำ”

ถึงวันนี้ ยังแฮปปี้ดำเนินมาแล้ว 5 เดือน ไปไกลเกินเป้า แต่ก็ยังต้องไปต่อ ณฎา บอกว่า เหมือนที่ มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ซีอีโอของเฟซบุ๊กพูดไว้ ในครั้งแรกเฟซบุ๊กไม่ได้คิดจะทำธุรกิจ แต่คิดอยากสร้างอิมแพ็คให้กับโลก ยังแฮปปี้ก็เหมือนกัน คีย์เวิร์ดคือการลงมือทำ ผลกระทบ แรงกระแทกหรืออิมแพ็คสร้างได้แค่ไหนไม่รู้ แต่ที่รู้และได้รับกลับมาทันทีแน่ๆ คือ การได้เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา พร้อมๆ กับรอยยิ้มเสียงหัวเราะจากตาจ๋ายายจ๋า ผู้สูงวัยในสังคมบ้านเราคู่มือ “สูงวัย Like Social”

หนังสือ “สูงวัย Like Social” เป็นคู่มือการใช้โซเชียลมีเดีย 4 ตัวหลัก ได้แก่ LINE, Facebook, Youtube,Google สำหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ! ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการจัดส่งไปยังห้องสมุดประชาชนทั่วประเทศ 128 หน้า ตัวใหญ่ อ่านง่าย พร้อมภาพประกอบ ตัวการ์ตูนแบบเป็นขั้นตอน สนใจสั่งซื้อทักไลน์มาได้ที่@younghappy ราคาเล่มละ 250.- โดย 1 เล่มที่มีคนซื้อ younghappy จะนำอีก 1 เล่ม ไปบริจาคให้กับชุมชนผู้สูงอายุในต่างจังหวัด(Buy1Give1) อ่านตัวอย่างเนื้อหาได้ที่ https://issuu.com/young– happy/docs/issuu

 

ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์ นักเล่าศิลปะให้เป็นเรื่องสนุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 สิงหาคม 2560 เวลา 07:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/507471

ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์ นักเล่าศิลปะให้เป็นเรื่องสนุก

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ “โง่” เรื่องศิลปะ หลังได้อ่านหนังสือที่ว่าด้วยเรื่องศิลปะแล้วรู้สึกว่ามันใกล้ตัวเราเหลือเกิน อย่าง “ART IS ART, ART IS NOT ART อะไร (แม่ง) ก็เป็นศิลปะ” ของ ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์ นักเขียนและคอลัมนิสต์เกี่ยวกับภาพยนตร์ งานศิลปะในภาพยนตร์ งานดนตรีในภาพยนตร์ งานศิลปะในแฟชั่น ดนตรีร็อกย้อนยุค สถาปัตยกรรม และงานสัมภาษณ์มากมาย

ภาณุเป็นเด็กจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่ทิ้งระบบการศึกษาก่อนรับปริญญา แล้วนำพาตัวเองสู่โลกของตัวหนังสือ โดยหนังสือเล่มนี้เขาได้คัดเลือก 32 บทความจากคอลัมน์ อะไร (แม่ง) ก็เป็นศิลปะ ในนิตยสารรายสัปดาห์หัวหนึ่ง ซึ่งคัดเฉพาะบทความที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างในสังคมร่วมสมัย

“เมื่อดูจากสื่อหรืออ่านหนังสือหรืออ่านคอมเมนต์ในเว็บไซต์ คนจะคอมเมนต์เรื่องศิลปะว่า เป็นสิ่งที่ไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ หรืองานศิลปะเป็นเรื่องเข้าใจยาก ต้องอาศัยการตีความหรือต้องปีนกระไดดู แต่ผมว่าศิลปะเป็นเรื่องเข้าใจง่าย ถ้าเราพยายามทำความเข้าใจหรือพยายามเปิดใจ บางทีคนที่เขียนเรื่องงานศิลปะอาจจะติดเรื่องของทฤษฎีหรือศัพท์เทคนิค และเขาไม่สามารถอธิบายให้ทั่วไปเข้าใจง่ายและรับรู้ได้ แต่ดีที่ว่าผมทำงานด้านสื่อมวลชนมา ผมสัมภาษณ์ ผมเขียนหนังสือ ดังนั้นผมจะรู้วิธีการที่จะเล่าเรื่องซับซ้อนให้เข้าใจง่ายขึ้น ใช้การเปรียบเทียบเพื่อลดความยากหรือลดชั้นของภาษาลง”

ภาณุยกตัวอย่างบทแรก “ดูชองป์พ่อทุกสถาบัน” เกี่ยวกับศิลปินผู้โด่งดัง มาร์แซล ดูชองป์ ที่สร้างสรรค์ศิลปะร่วมสมัย เขาคิดว่า ศิลปินผู้นี้เป็นรากฐานของศิลปะหลังสมัยใหม่จึงเปรียบเสมือนเป็นพ่อของทุกสถาบัน ซึ่งการเปรียบเปรยด้วยคำง่ายๆ นี้ทำให้คนอ่านรู้สึกสงสัยและสนใจจนอยากอ่านต่อ จากความรู้ที่เป็นเหมือนยาขม น่าเบื่อ และชวนหลับ เมื่อใส่ความยียวน ความเซ็กซี่ลงไปสักเล็กน้อยก็จะทำให้ความรู้เปลี่ยนเป็นความน่าสนใจมากขึ้น

คลังความรู้ที่บรรจุอยู่ใน 340 หน้าเป็นการรวบรวมสิ่งที่ภาณุอ่านมาตั้งแต่เด็กทั้งนวนิยาย วรรณคดี บทกวี ปรัชญา วิทยาศาสตร์ การ์ตูน ศิลปะ ซึ่งเขาสารภาพว่า ตนเป็นเด็กเนิร์ดที่เรียนไม่เก่ง อ่านหนังสือที่ครูไม่ให้อ่าน และชอบสิงอยู่ในห้องสมุดเป็นบ้าเป็นหลัง จนกระทั่งปัจจุบันก็ยังไม่หยุดอ่าน จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมหนังสือเล่มนี้ถึงอุดมไปด้วยความรู้ที่รู้จริง เพราะไม่เช่นนั้นคงอธิบายให้คนไม่รู้กลายเป็นเข้าใจไม่ได้

ภาณุยกคำพูดของ โจเซฟ บอยส์ ที่กล่าวไว้ว่า มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพในการทำงานสร้างสรรค์ ถ้ามีความตั้งใจและอยากทำ เพราะศิลปินท่านนี้เป็นชาวเยอรมันที่สร้างสรรค์ประติมากรรมสังคม โดยเขาพยายามดึงคนธรรมดาหรือคนทั่วไปมามีปฏิสัมพันธ์กับงานศิลปะหรือนำศิลปะเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นการทำลายอภิสิทธิ์ของศิลปินเพราะศิลปินไม่จำเป็นต้องเป็นคนพิเศษ แต่คนธรรมดาสามัญที่มีความคิดสร้างสรรค์และมีจิตใจที่ต้องการทำงานสร้างสรรค์ก็สามารถเป็นศิลปินได้ ดังนั้นทุกคนมีสิทธิวาดรูปหรือทำอะไรเพื่อสร้างสรรค์งานศิลปะขึ้นมา แต่คุณจะอยู่รอดหรือขายงานได้หรือเปล่ามันขึ้นอยู่กับการยอมรับของคนอื่น (งานเขียนก็เช่นกัน)

“หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องของความบังเอิญ เพราะมันเริ่มจากผมเขียนลงในเพจเฟซบุ๊ก (Share Chairs) ของผมเล่นๆ เป็นการเขียนสนุกๆ ให้คนอ่าน โดยไม่คิดว่ามันจะถูกรวบรวมเป็นหนังสือเล่มและขายได้” อย่างที่เขาเขียนในคำนำในย่อหน้าหนึ่งว่า

…แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขอทำความเข้าใจก่อนว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่หนังสือวิชาการแต่อย่างใด หากแต่เป็นหนังสือที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับศิลปะ (ที่ดูไม่เหมือนศิลปะ) ให้อ่านกันง่ายๆ ไม่ซีเรียสเคร่งเครียด อ่านเอาเพลินๆ แต่แถมพกความรู้แบบพอหอมปากหอมคอ พอเป็นกระษัย ถ้าอยากได้ความรู้จริงๆ จังๆ กว่านี้ แนะนำให้ไปหาได้ที่ห้องสมุดศิลปะใกล้บ้านท่านเอาก็แล้วกันนะครับ (อันนี้ไม่ได้ประชด แนะนำจากใจจริงนะเออ!)

“ตอนเรียนศิลปะเราอยากอ่านหนังสือแบบไหน เราก็เขียนหนังสือแบบนั้นออกมา อย่างหนังสือเล่มนี้กลายเป็นหนังสือที่นักศึกษาซื้อไปอ่าน เพราะมันทำให้เขาเรียนวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะสนุกขึ้น นอกจากนี้ ผมคิดว่าหนังสือศิลปะของบ้านเรายังหยุดอยู่แค่โมเดิร์นอาร์ต ยังไม่มีคนเขียนศิลปะแบบโพสต์โมเดิร์นเท่าไร เพราะว่ามันยังไม่มีการบันทึกอย่างเป็นทางการมาก เป็นศิลปะที่ค่อนข้างจะหลากหลาย และไม่มีระบบคิดที่เป็นรากฐานในเชิงสุนทรียะ ทำให้อาจารย์หรือคนที่เรียนศิลปะไม่เข้าใจว่างานศิลปะแบบนี้พยายามจะบอกอะไร อย่างเช่นโถฉี่ดูชองป์ที่ไม่อ้างอิงกับระบบสุนทรียะ ไม่อ้างอิงกับความงาม ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องมาถกกันในบริบทของความไม่งามว่าทำไมศิลปะที่ไม่งามสามารถอยู่ในโลกของศิลปะได้”

แท้จริงแล้ววิชาประวัติศาสตร์ศิลปะคือ เรื่องบันเทิง ไม่ใช่แค่เรื่องท่องจำ หากเล่าเป็นเกร็ดความรู้ที่มีสีสันมันจะกลายเป็นเรื่องที่น่าจดจำและจำได้ไปอีกนาน

“ผมไม่รู้ว่าคนอื่นจะยอมรับในหนังสือเล่มนี้ แต่ผมอยากให้มหาวิทยาลัยซื้อใส่ห้องสมุดในฐานะของพ็อกเกตบุ๊กบันเทิง ไม่จำเป็นต้องเป็นหนังสือวิชาการ อยากให้นักศึกษาอ่านในฐานะหนังสือที่อ่านแล้วรู้สึกสนุกและเก็บไปเล่าให้เพื่อนฟัง ผมอยากให้หนังสือเล่มนี้สร้างความหลากหลายทางความรู้ เพราะความรู้มันไม่จำเป็นต้องเคร่งเครียด ความรู้ไม่ได้เป็นสิ่งที่ต้องหลีกให้ห่างเพราะมันน่าเบื่อ เพราะจริงๆ แล้วความรู้มันสนุกถ้ารู้วิธีถ่ายทอดมัน”

 เขากล่าวทิ้งท้ายด้วยคำพูดของไอน์สไตน์ที่ว่า คนที่อธิบายเรื่องยากๆ ให้เข้าใจง่ายเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในการถ่ายทอดความรู้ อย่างทฤษฎีสัมพันธภาพที่หากพูดในแง่วิทยาศาสตร์จะซับซ้อน แต่ไอน์สไตน์อธิบายไว้ว่า มันเหมือนกับเมื่อคุณนั่งอยู่กับหญิงสาว 1 ชม. แต่เหมือนนั่งอยู่แค่ 1 นาที แต่เมื่อคุณนำมือไปจับของร้อน 1 นาที แต่จะรู้สึกมันนาน 1 ชม. ก็คงไม่ต่างจากการอ่านหนังสือเล่มนี้ที่ใช้เวลาอ่าน 1 ชม. แต่ได้อะไรมากกว่าการเรียนศิลปะ 1 ปี

 

ณัชชพัฒน์ สรณ์อัครนนท์ หนุ่มหล่อล่ำ รักการเล่นกีฬา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 สิงหาคม 2560 เวลา 07:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/507466

ณัชชพัฒน์ สรณ์อัครนนท์ หนุ่มหล่อล่ำ รักการเล่นกีฬา

โดย…ภาดนุ ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

แบงก์-ณัชชพัฒน์ สรณ์อัครนนท์ หนุ่มหล่อวัย 27 ปี เป็นทั้งนายแบบ นักแสดง พิธีกรรายการท่องเที่ยว “พักบ้าง อะไรบ้าง” ทางช่อง 5 Channel เคเบิลทีวี และยังเป็นพนักงานราชการกรมยุทธบริการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย อีกด้วย แบงก์เป็นอีกคนที่รักการเล่นกีฬามาตั้งแต่เด็กๆ นี่จึงเป็นที่มาของหุ่นหล่อล่ำอย่างที่เห็น

“ผมทำงานเป็นนายแบบโฆษณาและเดินแบบในงานอีเวนต์มาตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยปี 1 แล้ว ถ้าพูดถึงกีฬาที่ชอบ ที่จริงผมเล่นวอลเลย์บอลมาตั้งแต่ ป.4 และเล่นเรื่อยมาจนถึง ม.3 โดยเป็นนักกีฬาเยาวชนของโรงเรียน แล้วยังเคยได้รางวัลนักกีฬายอดเยี่ยมของกรุงเทพ
มหานครมาหลายรายการด้วยครับ แต่พอขึ้นมัธยมปลายผมก็เลือกที่จะบวชเรียนทางพระ เมื่อจบมาก็ได้วุฒิการศึกษาเทียบเท่า ม.6 จากนั้นผมก็ไปเรียนทางด้านการเงินที่มหาวิทยาลัยเอเชีย โดยช่วงนั้นเริ่มทำงานถ่ายแบบเดินแบบไปด้วย เรียนได้เกือบ 3 ปี ก็รู้สึกว่าไม่ใช่แนวที่ชอบ ผมจึงลาออกไปเรียนบริหารธุรกิจจนจบ ปวส. แล้วจึงเรียนต่อทางด้านการตลาดที่มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิตจนจบ

ปัจจุบันผมเป็นพนักงานราชการ กรมยุทธบริการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย โดยทำมาได้ 1 ปีแล้ว หน้าที่โดยรวม คือ ดูแลเอกสารทางราชการ ผมตั้งเป้าว่าจะสอบบรรจุเป็นข้าราชการเต็มตัวให้ได้ในปีนี้ครับ”

อย่างที่บอกว่าเป็นนักกีฬามาตั้งแต่เด็ก ปัจจุบันแบงก์จึงยังคงเล่นฟิตเนสส่งเสริมสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ

”ตอนนี้ผมเล่นฟิตเนสอยู่ที่ Get Fitness ในซอยโชคชัย 4 แยก 23 ผมจะเล่นสัปดาห์ละ 4 ครั้ง โดยจะชกมวยและเล่นเวตเป็นหลัก ปกติแล้วผมชอบกีฬาที่มีการเคลื่อนไหวหรือมีการคาร์ดิโอ เช่น ชกมวย วอลเลย์บอล ซึ่งเป็นกีฬาที่ใช้ทักษะในการเคลื่อนไหว ดังนั้นพอมาฟิตเนสที่นี่ผมจึงชอบซ้อมชกมวยกับกระสอบทรายเป็นหลัก เมื่อก่อนผมมักจะซ้อมชกที่ค่ายมวยของเพื่อนอยู่แล้ว จึงทำให้มีพื้นฐานอยู่บ้าง สำหรับวอลเลย์บอลผมก็ยังไม่ทิ้ง เพราะทุกวันนี้ก็มีนัดกันซ้อมกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่สนิทกันอยู่บ้าง การมาเล่นเวตของผมมีจุดมุ่งหมายคือ รักษารูปร่างให้ดีอยู่เสมอ เพราะปัจจุบันผมยังคงรับงานถ่ายโฆษณา ถ่ายภาพนิ่ง และอีเวนต์อยู่ด้วย เรียกว่าเรายังต้องใช้รูปร่างทำงานอยู่ครับ”

ด้วยความสูง 180 ซม. หนัก 80 กก. และหน้าตาที่หล่อเหลา ทำให้แบงก์เป็นที่สะดุดตาของผู้พบเห็นเป็นธรรมดา…“ที่ฟิตเนสนี้จะมีกระสอบทรายและนวมให้อยู่แล้ว ผมว่าถ้าเรามีทักษะในการชกมวยอยู่บ้าง แม้ไม่มีคู่ซ้อม เราก็สามารถซ้อมชกกับกระสอบทรายได้ แต่ก็ควรมีทักษะทั่วไป เช่น การตั้งการ์ด การชก การฟันศอก การเตะและเข่า อยู่บ้างด้วยครับ

เวลาเข้าฟิตเนสผมจะแทรกการชกมวยลงไปด้วยทุกครั้ง โดยจะซ้อมชก 3-4 เซต เซตละ 2-3 นาที แค่นี้ก็เหงื่อท่วมตัวแล้วครับ ข้อดีของการชกมวย ก็คือ สร้างความแข็งแรงให้ร่างกาย แล้วยังใช้เป็นศิลปะป้องกันตัวได้อีกด้วย ก่อนซ้อมมวยผมจะเล่นเวต 30 นาที จากนั้นเดิน
บนลู่วิ่งโดยปรับให้ชันสุด 30 นาที ปิดท้ายด้วยการชกมวยอีก 20 นาที เรียกว่าแต่ละครั้งจะได้คาร์ดิโอตลอด ซึ่งจะช่วยทำให้กล้ามเนื้อหัวใจยังแข็งแรงด้วย”

แบงก์ บอกว่า นอกจากออกกำลังกายแล้ว เขายังควบคุมอาหารควบคู่ไปด้วย เพราะมีงานถ่ายแบบ หรือออกกล้องอยู่เป็นระยะๆ เขาจึงเน้นอาหารที่ไม่ค่อยปรุงรสเป็นหลัก โดยกินข้าวมื้อเช้า-กลางวันปกติ แต่จะหลีกเลี่ยงของทอดของมัน ส่วนมื้อเย็นจะเน้นกินโปรตีน เช่น อกไก่ จึงทำให้ลดน้ำหนักตัวได้ง่าย

“แม้ทุกวันนี้ผมจะไม่ได้เป็นนักกีฬาวอลเลย์บอลแล้ว แต่ผมก็ยังคงซ้อมเล่นอย่างต่อเนื่องกับเพื่อนๆ มาจนถึงตอนนี้ ผมว่าการเล่นกีฬาทุกชนิด ผู้เล่นต้องระมัดระวังอยู่ตลอดเวลา ถึงวอลเลย์บอลจะไม่ได้เป็นกีฬาที่ปะทะกับคู่แข่งโดยตรง แต่ผู้เล่นก็ต้องเซฟตัวเองอย่างดี เพราะมีทั้งการกระโดดตบ พุ่งรับลูกบอล ถ้าลงผิดจังหวะข้อมือ ข้อเท้าก็อาจพลิกได้

เอาเป็นว่า ก่อนเล่นกีฬาทุกชนิดต้องวอร์มร่างกายก่อนเสมอ สำหรับการซ้อมชกมวย แม้ผมจะเล่นเวตมาก่อนหน้าที่จะซ้อมชก แต่ยังไงก็ต้องวอร์มร่างกายก่อนอยู่ดี ไม่งั้นกล้ามเนื้ออาจจะอักเสบได้ การชกมวยนอกจากฝึกความแข็งแกร่งและความอดทนแล้ว มันยังช่วยให้เผาผลาญแคลอรีได้อย่างดีเลยละ

หากจะชกมวย สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ เตรียมร่างกายให้พร้อม เตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น นวม สนับแข้ง หรือผ้าพันมือ ให้พร้อม ที่สำคัญควรมีคู่ซ้อมหรือครูฝึกที่เชี่ยวชาญ และใช้เวลาในการฝึกไปสักพักใหญ่ๆ เพื่อให้ชินหรือรู้ทางกับคู่ซ้อม แนะนำว่าให้เริ่มแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องใจร้อน แล้วจะดีเองครับ”…ติดตามได้ที่ IG : bankbusa และ FB : Bank Natchaphat

 

 

พรทิพย์ ดิษฐเกษร ชีวิตที่มีคุณค่าในฟาร์มสุขเสมอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 สิงหาคม 2560 เวลา 07:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/507464

พรทิพย์ ดิษฐเกษร ชีวิตที่มีคุณค่าในฟาร์มสุขเสมอ

โดย…วรธาร ทัดแก้ว ภาพ : เอกกร วีระวงศ์

ตั้งแต่มีโครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” ปัจจุบันเข้าสู่ปีที่ 5 โดยบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต ร่วมกับ สถาบันเศรษฐกิจพอเพียงและมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ มุ่งสานต่อแนวคิดศาสตร์พระราชาด้านบริหารจัดการดิน น้ำ ป่า อย่างยั่งยืน ถ้าสังเกตให้ดีทุกที่ที่โครงการขับเคลื่อนไปจะเห็นผู้หญิงร่างอวบนิดๆ แต่บุคลิกคล่องแคล่วมากคนหนึ่ง เธอคือ ติ๊ก-พรทิพย์ ดิษฐเกษร ทุกครั้งเสมอ

แน่นอนนั่นเพราะเธอเป็นผู้ประสานงานโครงการในส่วนของมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ที่มี ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร (อาจารย์ยักษ์) เป็นประธาน บอกได้เลยว่าชีวิตของเธอน่าจะสร้างแรงบันดาลใจให้ใครต่อใครอีกหลายคน แต่อย่างน้อยตอนนี้ก็มีบุคคลในครอบครัวจากที่ไม่ค่อยเชื่อในสิ่งที่เธอทำก็หันมาสนับสนุนเธอจริงจัง

จากเด็กเสเพลถูกส่งไปดัดสันดานกับอาจารย์ยักษ์

พรทิพย์จบการศึกษาจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ตั้งแต่อายุ 21 ปี หลังเรียนจบได้ทำงานในวงการทุนโดยมีเป้าหมายอยากโบรกเกอร์เนื่องจากสามารสร้างเงินได้รวดเร็ว ถูกปลูกฝังให้เชื่อในทุนนิยม ใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้อ ต่อมาจับพลัดจับผลูไปเปิดร้านข้าวต้ม แต่ด้วยความที่มีอีโก้สูงเพราะเป็นเจ้าของธุรกิจแต่เด็ก 2 ปี ร้านก็เจ๊ง ต่อมาไปเป็นกุ๊ก ทำงานวันหนึ่ง 10 ชั่วโมง เหนื่อยสายตัวแทบขาด เงินเดือนก็น้อยแถมกินเหล้าหนัก สุขภาพแย่จนล้มป่วยเกือบตาย ที่สุดต้องขอให้แม่พากลับบ้านไปดูแล

หลังจากใช้ชีวิตทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ทว่าพ่อแม่ก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะเธอเป็นลูกสาวคนเล็ก แต่พอดีว่าครอบครัวบุญธรรมได้รู้จักกับอาจารย์ยักษ์ (ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร ประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง และมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ) จึงส่งเธอไปอยู่มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติที่มาบเอื้อง จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นศูนย์ของอาจารย์ยักษ์

“แรกๆ ก็อิดออดไม่อยากไปเพราะฟังดูบ้านนอกมาก แต่เมื่อถูกบังคับหนักก็จำต้องไปและกลายเป็นว่าที่นี่ทำให้ติ๊กเจอเส้นทางชีวิตที่ตรงข้ามกับระบบทุนนิยมอย่างสิ้นเชิง ตอนแรกครอบครัวบุญธรรมกะส่งแค่มาเรียนรู้การใช้ชีวิต เพราะเขามีแผนสำรองไว้แล้วว่าจะให้เราทำธุรกิจ แต่อยู่ไปอยู่มากลับรู้สึกว่าที่นี่แหละคือความสุขที่แท้จริง”

เรียนรู้จากพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ผ่านการลงมือทำ

พรทิพย์เริ่มทำงานจริงกับมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ตั้งแต่ปี 2551 เริ่มจากการเป็นผู้ประสานงานภาคและช่วงนั้นเป็นยุคเริ่มต้นสร้างเครือข่ายของมูลนิธิ จึงมีโอกาสได้เดินทางไปเกือบทั่วประเทศ ได้เจอผู้คนหลากหลาย ทุกอย่างเป็นเรื่องใหม่ที่สนุก ท้าทาย แต่สิ่งหนึ่งที่รู้คือการเกษตรไม่ใช่เรื่องโรแมนติกสวยงามเหมือนที่เธอเห็นตามสื่อ

“เดินทางไปหลายพื้นที่เริ่มสะสมประสบการณ์ สะสมเพื่อน สะสมแนวคิดการทำงานกสิกรรมผ่านการทำงานอย่างใกล้ชิดกับอาจารย์ยักษ์ ที่สำคัญการเดินทางเหมือนเป็นการเปิดกล่องความทรงจำในวัยเยาว์ที่เคยวิ่งเล่นในท้องทุ่งได้ปลูกต้นไม้ กระโดดเล่นน้ำสนุกสนาน ซึ่งเป็นความทรงจำที่เลือนหายนับตั้งแต่ย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองหลวง แล้วถูกหล่อหลอมด้วยระบบทุนนิยมที่ว่า ความสุขคือการมีเงิน”

พรทิพย์ กล่าวต่อว่า การทำงานกับมูลนิธิทำให้เธอได้รู้จักในหลวงรัชกาลที่ 9 แบบที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน โดยอาจารย์ยักษ์มักพูดถึงการทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 พระผู้เป็นเจ้าของทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงอยู่เสมอ เลยทำให้เธอเริ่มสนใจว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทำอะไร ทำไมใครๆ ถึงรักพระองค์ทั้งที่ไม่เคยได้ใกล้ชิด

“อาจารย์ยักษ์ได้แปลงศาสตร์พระราชาในสิ่งที่เป็นวิชาการมาอธิบายให้ชาวบ้านเข้าใจได้ง่ายๆ ทำเรื่องยากเป็นเรื่องง่าย จนเรารู้สึกว่ามันง่ายและใกล้ตัวเรา ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็สามารถนำแนวทางนี้ของพระองค์มาใช้กำหนดเส้นทางชีวิตให้พออยู่พอกินได้จริง นั่นแหละทำให้ติ๊กเข้าใจว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงทำเพื่อใคร” เธอเล่าความศรัทธาในในหลวงรัชกาลที่ 9

อยากมีพื้นที่ความสุขของตัวเอง

เธอเล่าต่อว่า จากการเป็นหนึ่งในคณะทำงานในโครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ได้เห็นการพัฒนาทั้งตัวพื้นที่ องค์ความรู้ การแตกตัวซ้ำๆ เลยย้อนกลับมาตั้งคำถามว่า คนอื่นๆ มีพื้นที่ความสุขไปหมดแล้ว ในส่วนของเธอน่าจะต้องมีเช่นกัน ทว่าครอบครัวมีความเป็นสังคมเมืองสูงและมองว่าเงินคือที่มาของความสุข การจะบอกว่าความสุขไม่ได้มีแค่เงินก็จะเกิดโจทย์อื่นๆ ตามมา มีทางเดียวคือต้องพิสูจน์ให้ทุกคนเห็น

“พอดีคุณยายมีที่อยู่นครชัยศรี จ.นครปฐม ประมาณ 8 ไร่ ปกติปล่อยเช่าไร่ละ 1,000 บาท/ปี โจทย์แรกที่คิด ทำยังไงที่นี่ถึงจะเป็นพื้นที่ความสุขของครอบครัว เป็นที่ที่ทุกคนได้มาใช้ชีวิตร่วมกัน แทนที่จะใช้เงินไปนอนรีสอร์ทแพงๆ ในต่างจังหวัด แต่ครอบครัวสามารถมานอนที่นี่ได้ ติ๊กจึงลงมือสร้างพื้นที่ความสุขตามศาสตร์พระราชาให้ทุกคนได้เห็น” พรทิพย์ เล่า

ทว่ากับสิ่งที่ได้มือลงทำแม้ทุกคนในบ้านไม่ค่อยเห็นด้วย แต่ก็ไม่ขัดเพราะคิดว่าเดี๋ยวเธอก็เบื่อแล้วเลิกทำไปเอง และมองว่าสิ่งที่เธอคิดเหมือนของเล่นเด็ก แต่ในมุมของพรทิพย์กลับดีใจที่ทุกคนมองแบบนั้น เพราะความตั้งใจของเธอคือต้องการทำพื้นที่แห่งนี้เป็นสนามเด็กเล่น หลานๆ มาเล่นกันสนุกสนาน และพ่อแม่มาพักผ่อน

“ติ๊กไม่ได้มาทำเพื่อเงิน แต่อยากให้ชีวิตที่เหลืออยู่ของพ่อแม่และหลานๆ มีพื้นที่ได้สัมผัสธรรมชาติ เกิดพื้นที่ที่ทุกคนอยากมาใช้ชีวิตร่วมกัน นี่คือความสำเร็จของเรา ที่สำคัญมันเป็นความทรงจำในกล่องใบเล็กๆ ที่ถูกเปิดขึ้นมาแล้วเลยตั้งชื่อว่าฟาร์มสุขเสมอ” พรทิพย์เล่าทั้งสีหน้าเปี่ยมด้วยความสุข

เชื่อในสิ่งที่ทำ

พรทิพย์เริ่มต้นขุดปรับพื้นที่เมื่อเดือน ม.ค. 2559 แล้วทำตามหลักกสิกรรมธรรมชาติไม่มีการใช้สารเคมี ปรับที่ด้วยการห่มฟาง ขุดบ่อ แต่วิถีชาวบ้านในละแวกนี้ใช้สารเคมีทั้งหมดจึงไม่มีใครเชื่อในสิ่งที่เธอทำ ยิ่งต้องอดทนและไม่หวั่นไหวกับแรงปะทะภายนอก แต่ปัญหาคือหลักกสิกรรมไม่ได้เหมาะกับทุกพื้นที่และพื้นที่ดังกล่าวเป็นดินเหนียวปลูกต้นไม้เอาดินห่มหนาไม่ได้ต้นไม้ตาย เธอจึงใช้ศาสตร์พระราชาบวกกับภูมิปัญญาชาวบ้านมาไว้ด้วยกัน

“ทำนารอบแรก 4 ไร่ ได้ข้าวแค่ 30 กระสอบ หรือ 600 กิโลกรัม ทุกคนหัวเราะเยาะ แต่แม้การทำนารอบแรกไม่สำเร็จ ทว่าผลสัมฤทธิ์ที่เห็นตอนนี้คือต้นไม้ตายน้อยมาก พ่อแม่เริ่มใช้เวลาวันหยุดปลูกพืชผักผลไม้ไว้กินเอง พี่ชายเริ่มอยากปลูกทุเรียน เราค่อยๆ ลงมือทำ ปลูกต้นไม้วันละ 3 หลุม ตามกำลังและเวลาที่มี แม้การใช้เงินจะเนรมิตได้แต่มันทำให้มองไม่เห็นเรื่องราวของสิ่งที่สร้าง ทุกวันนี้ชาวบ้านเข้าใจว่าเราทำงานเพื่อในหลวง นั่นคือสิ่งที่เขารับรู้ส่วนเป้าหมายในอนาคตจะสร้างที่นี่ให้เป็นฟาร์มมีทั้งขายผลิตผลสดและการแปรรูป ที่สำคัญฝันว่าจะต้องเลี้ยงควายให้ได้” พรทิพย์ กล่าว

พรทิพย์ กล่าวต่อว่า หลายคนอาจตั้งคำถามว่า ลงทุนเท่าไร รายได้เมื่อไหร่จะคืนทุน แต่ที่นี่ไม่มีมูลค่าแต่มีคุณค่าซึ่งตีเป็นตัวเงินไม่ได้ ที่นี่ตอบโจทย์แล้วคือการสร้างความสุข เหมือนเสาร์-อาทิตย์ได้มาเจอกัน ได้ใช้เวลาความสุขร่วมกัน ที่เหลือจากนี้คือกำไร ไม่ว่าจะมาเป็นตัวเงินหรือความสุขใจของใคร มันคือกำไรทั้งหมด

“ศาสตร์พระราชาเปลี่ยนชีวิตตั้งแต่วันที่เราได้เรียนรู้ว่า ในหลวงทำอะไร จากที่คิดว่าท่านคือกษัตริย์ วันที่เรารู้จักท่านมากขึ้น มันเปลี่ยนวิธีคิดในใจว่าเราจะไม่อยู่เพียงเพื่อสร้างมูลค่าชีวิตตัวเองเราจะอยู่เพื่อสร้างคุณค่า เพื่อโลกใบนี้ ตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ได้อย่างไร”
พรทิพย์ กล่าวทิ้งท้ายด้วยความภาคภูมิใจ

 

 

27 ชั่วโมงสุดซึ้ง ของฟินิชเชอร์ วัย 70 ปี ‘สุนิสา สังขะโพธิ์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 สิงหาคม 2560 เวลา 07:25 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/507461

27 ชั่วโมงสุดซึ้ง ของฟินิชเชอร์ วัย 70 ปี ‘สุนิสา สังขะโพธิ์’

โดย…กองทรัพย์ ภาพ : เสกสรร โรจนเมธากุล/เฟซบุ้ก สุนิสา สังขะโพธิ์

จุดเริ่มต้นการเดินทาง 100 กม. (โดยการวิ่ง) ของผู้หญิงวัย 70 ปีที่ชื่อคุณแม่สตางค์-สุนิสา สังขะโพธิ์ เริ่มจากคำถามในแคมป์เทรนนิ่งการวิ่งเทรล รายการเขาประทับช้างเทรล แคมป์ ราวเดือน พ.ค. 2559

คุณป๊อก-อิทธิพล สมุทรทอง แอดมินเพจ 42.195K เราจะไปมาราธอนด้วยกัน ถามว่า “ใครจะไประยะมาราธอนยกมือขึ้นนนนน พรึ่บบบบบ!! แม่ยกมือด้วย ทั้งๆ ที่ตอนนั้นยังวิ่งได้แค่ 10 กม.เท่านั้น” คุณแม่สตางค์เล่า “ใครจะไป 100 กิโล ยืนบนเก้าอี้เลยครับ คุณป๊อกถามอีก แม่เป็นคนที่ตั้งใจอย่างมากที่อยากจะทำให้ได้อย่างที่คิด แม่ขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ ตอนนั้นไม่ได้คึกคะนองหรือจะทำตามคนอื่น แต่แม่ตั้งใจเลยว่า ชีวิตนี้จะวิ่ง 100 กิโลให้ได้ มองไปข้างๆ ก็เห็นลูกสาว (หมอเมย์-พญ.สมิตดา สังขะโพธิ์) ยืนอยู่บนเก้าอี้อีกตัวหนึ่งเหมือนกัน”

แม่สตางค์เล่าจากความทรงจำว่า ในวันนั้นมีราวสิบกว่าชีวิตที่ยืนบนเก้าอี้ และเสียงที่ได้ยินจากนั้นคือ “อีกไม่นานครึ่งหนึ่งที่ยืนบนเก้าอี้วันนี้ จะจบ 100 กิโล” เป็นเสียงจากชายคนเดิม ขณะที่ในใจของหญิงสูงวัยคิดเงียบๆ ว่า “ฉันอยากรู้ว่า 100 กิโลเป็นยังไง”

พิชิตมาราธอน ก่อนถึง 70

ทั้งที่ยังไม่เคยไปมาราธอน ในระยะ 42.195 กม. แต่การวางแผนว่าจะวิ่ง 100 กม.ยังติดอยู่ในใจตลอดมา ด้วยว่าเป็นคนลั่นวาจาไว้แล้วต้องทำ ดังนั้น หลังจากแคมป์เขาประทับช้าง แม่สตางค์เพิ่มระยะวิ่งจาก 10 กม. เป็น 21 กม. ก่อนจะแอบไปโหลดตารางซ้อมจากอินเทอร์เน็ตในระยะมาราธอนมาแอบซ้อมเงียบๆ โดยไม่ให้ลูกสาวรู้

“เพราะแม่ตั้งใจจะไปมาราธอนที่จอมบึง จ.ราชบุรี จึงแอบสมัครไปก่อน เพราะรู้แน่ว่าถ้าหากบอกหมอเมย์เขาอาจจะไม่เห็นด้วย และแอบซ้อมได้ประมาณ 2 อาทิตย์ ก็โดนจับได้ ตอนนั้นพอดีมีแคมป์ของจอมบึงเปิดเทรนนิ่งสำหรับคนที่จะไปมาราธอนแรกพอดี แม่ก็อาศัยว่าอยากไปก็ขอเข้าไปฟัง เป็นการขอเข้าไปเป็นทีมเซอร์วิส อยากรู้ว่า 42 กิโลเขาวิ่งกันยังไง ซ้อมแบบไหน กินยังไง ซึ่งสตาฟฟ์ก็ใจดีให้เข้าไปร่วมฟังด้วย ตอนนั้นหมอเมย์อนุญาตให้แม่ไปวิ่งได้แล้ว และคอยกำชับแนะคอยสนับสนุนแม่เป็นอย่างดี แม่ได้คำแนะนำจากนักวิ่งที่เก่งๆ เยอะมาก ซ้อมตามตารางหนุ่มสาวไม่ไหวแต่ก็ซ้อมในแบบฉบับของตัวเอง จนในที่สุดแม่จบมาราธอนแรกที่รายการจอมบึงมาราธอน ในเวลา 7 ชั่วโมง กับ 6 นาที เมื่อต้นปี 2560”

“พอรอดมาราธอนแล้ว แม่คิดทันทีว่าไม่มีมาราธอนที่สองในปีนี้ เพราะแม่จะพุ่งไปที่ 100 กม. เพราะภาพของตัวเองบนเก้าอี้และคำมั่นนั้นติดตา แต่ยังไปไม่ได้เพราะหมอเมย์ก็ยังไม่จบ 100 กม.แรกของเขา ดังนั้นต้องอดทนรอให้ลูกผ่านก่อน ลุ้นตอนหมอเมย์ไปวิ่ง 100 กม.ที่ประเทศนิวซีแลนด์ แม่ไปสอบใบขับขี่สากล ไปถึงที่นั่นเราเช่ารถหนึ่งคัน แม่มีหน้าที่ขับรถไปส่งเขาที่จุดสตาร์ทและขับรถไปอีกเมืองเพื่อไปรับเขาที่ฟินิชพอยต์ เป็นการผจญภัยของสองตายายในต่างแดนตามลำพัง” แม่สตางค์เล่าอย่างตื่นเต้น

พอลูกจบ 100 กม.ก็ได้เวลาแม่จีบและทวงคำมั่นสัญญาที่เคยบอกกันไว้ว่าแม่อยากวิ่ง 100 กม. ลูกต่อรองว่าอย่าเลยเพราะเกรงว่าร่างกายในวัย 70 จะทนไม่ไหว จะบาดเจ็บจากการซ้อม อันตรายถึงกล้ามเนื้อหัวใจ ลูกสาวซึ่งเป็นหมอบอกว่า “การเพิ่มระยะจาก 42 กม. ถึง 100 กม.ยังเร็วเกินไป แม่ต้องผ่านมาราธอนมากกว่า 3 ครั้ง ลูกขอให้แม่รออีกนิด แม่บอกแม่ 70 แล้ว…มีเวลาบนโลกนี้อีกกี่วันกันให้แม่ทำเถอะ แม่อยากทำจริงๆ เขาก็ยอมแบบระทมทุกข์”

ในช่วงเวลาเดียวกันที่สองแม่ลูกต่อรองกันอยู่ก็มีข่าวคราวการรับสมัครของบางแสน 100 (BS100) ซึ่งเป็นการวิ่งแนว City Run จัดเป็นปีที่ 3 ออกสตาร์ทจากสวนลุมไปตามทาง พระราม 4 สู่ถนนสุขุมวิท บางนา สำโรง เทพารักษ์ บางพลี บางบ่อ บางนาตราด ยาวไปบางปะกง และจบที่บางแสน

“พี่นิคมแห่งบ้านประหยัดรันเนอร์ รับคำปรึกษาจากแม่ว่าแม่อยากไป 100 คุณนิคมหนุนเต็มที่และรับปากว่าจะคอยซัพพอร์ตให้ รวมทั้งช่วยวางแผนการซ้อม เราก็ซ้อมตามเขา แม่ซ้อมโดยมีพี่นิคมช่วยดูแลตาราง หมอเมย์ดูแลเรื่องกล้ามเนื้อทุกด้าน แม่ซ้อม 4-5 วัน/สัปดาห์ วิ่งสั้นๆ (10-15k) 3 วัน วิ่งยาว 1-2 (20-35k) วัน ตลอดช่วงซ้อมแม่ยังทำงานปกติ งานบัญชี ให้สมองได้ใช้งานบ้าง ทำอาหารทาน ทำอาหารให้หมอ ให้พ่อ แม่ตื่นเต้นบอกทุกคนรอบตัวว่าแม่จะวิ่ง 100 กม. มีคนให้กำลังใจบ้าง เป็นห่วงบ้าง ไม่เห็นด้วยบ้าง”

สู้ สู่ BS100

แม่เป็นคนแกร่ง มุ่งมั่น การกระทำของแม่ดังกว่าคำพูดของแม่เสมอ ต้องยอมรับว่า กายแม่ดี แต่ใจแม่ยิ่งใหญ่กว่า จากคำมั่นในวาจาความมานะของผู้หญิงสูงวัย สู่ความจริงของ 100 กม. BS100 สวนลุม-บางแสน ไม่ง่ายเลย…นี่เป็นคำกล่าวของลูกสาวที่แข็งแกร่งไม่แพ้คุณแม่

ในวันออกวิ่ง แม่สตางค์ตัดสินใจเช่ารถตู้หนึ่งคันเพื่อคอยซัพพอร์ตในเวลาฉุกเฉินเผื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันระหว่างวิ่ง เพราะการวิ่ง BS100 เป็นการวิ่งที่ไม่ใช่รายการใหญ่ ไม่มีจุดซัพพอร์ต ทีมที่วิ่งต้องช่วยกันดูแลกันเอง ดูแลซึ่งกันและกัน สรุปว่า ตลอด 27 ชม.รถตู้เอาไว้ใช้แค่เปลี่ยนเสื้อหนึ่งตัวเท่านั้น

“เหมือนคนบอกว่าไปมาราธอนจะมีปีศาจที่กิโลเมตรที่ 35 แม่ก็เจอกำแพงของตัวเองเหมือนกัน ในขณะที่วิ่งบนถนนพระยาสัจจา ซึ่งเป็นถนนที่ยาวมากๆ มีนักวิ่งที่วิ่งเคียงข้างแม่ทั้งลูกสาว กลุ่มนักวิ่งประหยัดรันเนอร์ แม่วิ่งแม่นึกถึงพระมหาชนกที่ว่ายน้ำอยู่กลางทะเล (เสียงแม่สั่นและพยายามข่มเสียงและน้ำตาที่กำลังจะเอ่อให้กลับเข้าเพื่อเล่าต่อ)

โค้งแล้วโค้งเล่า ขาสองข้างไม่เป็นของแม่อีกต่อไป ความง่วงครอบงำ สติเหมือนจะหลุดออกจากร่าง แม่ไม่ตอบสนองกับใครทั้งนั้น รู้แต่ว่าต้องสับขาให้เร็วขึ้นเพราะอยากถึงเส้นชัยเร็วๆ เพราะถ้าแม่หยุดแม่น็อกแน่เพราะง่วงมาก แม่วิ่งมาถึงศาลเจ้านินจา มันมีความรู้สึกสองฝ่ายในตัวเองทะเลาะกัน ฝ่ายหนึ่งบอกว่าให้นอนเถอะ ง่วงจะตายจะวิ่งไปทำไม อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่า วิ่งต่อไปสิ ซ้อมมาขนาดนี้จะหยุดไปง่ายๆ แบบนี้เหรอ เรามองคนที่วิ่งกับเราคอยสนับสนุนเรา ก็คิดว่าเราจะพาคนเหล่านี้มาทำให้เขาลำบาก ตอนนั้นร่างกายแทบจะร่วงแต่เราก็อยากจบเร็วๆ เลยวิ่งเร็วขึ้น อีกไม่ถึงชั่วโมงก็จะถึงเส้นชัยแล้ว”

หมดโค้งอ่างศิลาแล้วเข้าบางแสน…เหมือนทุกข์กำลังออกจากอก แต่จริงๆ แล้วเหมือนบททดสอบเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น แม่จิบกาแฟไป 2 อึก และทันทีที่เหยียบเข้าเขตชายหาดบางแสน ฟ้าสว่างจ้า มืดลงในชั่วนาที ลมฝนมาจากไหนไม่รู้ โหมดั่งพายุกระหน่ำ ทรายเม็ดเล็กซัดมาตบหน้าเป็นฉากๆ ราวกับมาเพื่อเป็นอุปสรรคไม่ให้แม่ทำสำเร็จ แม่ปลดทุกอย่างออกจากตัว

“ในตอนนั้นแม่คิดว่าจะลมหรือฟ้าเหมือนเป็นตัวทดสอบหัวใจของแม่ พอถึงตรงนั้นก็อธิษฐานจิตขอขมากับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในเมืองชลบุรี ขอให้แม่วิ่งผ่านไปตลอดรอดฝั่ง ขอไว้ว่าขอจบ 100 กิโล ขอให้ฉันได้ทำในสิ่งที่ฉันอยากทำ ให้ฉันจบเถอะ อย่ารังแกเลย อีกนิดเดียวเอง ถ้าทำสำเร็จฉันจะบวช และจะอุทิศบุญเล็กๆ ของฉันที่เสมือนเกสรดอกไม้ ให้ปลิวไปส่งทุกชีวิตทั้งที่เห็น ไม่เห็น และเคยล่วงเกิน และแล้วก็ผ่านไป”

เป็นเรื่องไม่น่าเชื่อแต่ก็เกิดขึ้นแล้ว เป็นความสุขที่พบเจอทั้งความทุกข์และความภาคภูมิใจที่เราทำได้ 100 เมตรสุดท้ายฝนตกลงมาอย่างหนัก แม่กับลูกๆ เราจับมือฝ่ากันไปเหมือนกับเราทั้งหมดกำลังสู้รบอะไรบางอย่าง ลูกบอกเหมือนในหนังเลย…ถึงแล้วเส้นชัย ณ วงเวียนบางแสน

สัจจะหลังจบ 100

ทันทีที่วิ่งจบ 100 กม. แม่สตางค์วิ่งฟื้นฟูตัวเอง และจัดการภารกิจที่คั่งค้าง เพื่อให้ถึงงานต่อมาตามสัจวาจาที่ลั่นไว้ นั่นคือ การโกนหัวบวช “พอ 100 กิโลสำเร็จ งานต่อมาของแม่ก็คือต้องบวชตามสัจจะที่ลั่นไป ตัดสินใจไปบวชที่วัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่วิ่งผ่าน แม่บวชชีโกนหัวอยู่ 3 วัน ในช่วงวันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา ซึ่งเหตุผลอีกหนึ่งข้อที่แม่บวช คือ แม่บวชให้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 เพราะแม่เกิดในปีที่พระองค์ท่านขึ้นครองราชย์ ตลอดอายุ 70 ปีของแม่ในรัชสมัยพระองค์ท่านครองแผ่นดิน แม้แม่จะไม่ร่ำรวยแต่แม่มีชีวิตที่เป็นสุข ไม่เคยทุกข์ และไม่เคยอยู่ในอันตราย แม่อุทิศส่วนกุศลให้กับทุกชีวิตที่อยู่รายรอบเรา”

ในปีนี้แม่ก็สำเร็จไปแล้วทั้งมาราธอน และ 100 กม. ไม่มีปัญหา ณ วันนี้พอใจ เพราะได้ทำทุกอย่างที่อยากจะทำหมดแล้ว ต่อไปคือกำไร ความสุขของแม่วันนี้ แม่มีความสุขมากกับชีวิตในวัย 70 ปี ที่ร่างกายที่แข็งแรง มีลูกที่ประสบความสำเร็จอาจจะไม่ร่ำรวย ทุกวันนี้มีความสุข มีปัญญาหยิบยื่นให้ชาวบ้านบ้างตามกำลัง

สิ่งที่หญิงสูงวัยชื่อสุนิสา อยากจะบอกกับคนที่ตั้งใจอ่านหรืออ่านผ่านมาถึงตรงนี้ ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไร คือ “อย่าทำหากคุณไม่ศรัทธา อย่าทำหากคุณคิดว่ามีข้อจำกัด” เพราะทุกคนจะเอาอย่างแม่ไม่ได้ แต่ละคนจะต้องสร้างร่างกายของตัวเองให้พร้อมรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ต้องมีจิตใจแน่วแน่ที่จะไปกับมัน