เปลี่ยนแนวคิด ฝึกสร้างสรรค์นอกกรอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 สิงหาคม 2560 เวลา 10:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/508980

เปลี่ยนแนวคิด ฝึกสร้างสรรค์นอกกรอบ

โดย…กั๊ตจัง ภาพ : เอพี, รอยเตอร์ส

หลายครั้งที่การคิดนอกกรอบเป็นเรื่องยากเย็นสำหรับใครหลายคน นำมาซึ่งคำถามที่ว่าทำไมเราถึงคิดสร้างสรรค์นอกกรอบได้ยากเย็นนัก และจะมีวิธีอะไรบ้างที่ทำให้เราสามารถผ่านข้อจำกัดของสมองและทำสิ่งใหม่ๆ ได้มากขึ้น

เนื้อหาบางช่วงบางตอนจากหนังสือเรื่อง “คิดให้เจ๋ง เก่งนอกกรอบ” เขียนโดย ศาสตราจารย์ ดร.สตีเฟ่น ลุนดิน แปลโดย พรศักดิ์ อุรัจฉัทชัยรัตน์ แนะนำว่า วิวัฒนาการของความเป็นมนุษย์ของพวกเรานั้นมีเครื่องมือชิ้นสำคัญที่ช่วยให้พวกเราเอาชีวิตรอดมาได้อย่างแอบแฝงมาด้วย นั่นก็คือพวกเราสามารถสร้างงานอดิเรก งานประจำซ้ำซาก และกำหนดแนวทางปฏิบัติงานต่างๆ เพียงเพื่อให้พวกเราสามารถทำงานให้สำเร็จลุล่วงไปได้อย่างปลอดภัย เป็นสิ่งที่ดีอยู่หรอกยกเว้นแต่เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น ก็คือ ไม่ดีต่อการสร้างนวัตกรรม

คนเราบางทีก็เหมือนแมว แต่โชคไม่ดีอย่างหนึ่งก็คือแมวทุกตัวนั้นเหมือนกันไปหมด ที่ชอบใช้เวลาอยู่กับกล่องกระดาษของตัวเองเข้าๆ ออกๆ เล่นซ่อนแอบ ลับเล็บ ได้ทั้งวัน

สำหรับมนุษย์อย่างเราก็มีกล่องเหมือนกัน แต่ไม่ได้ทำจากกระดาษหรือพลาสติก ทำขึ้นมาจากงานประจำซ้ำซากและความไม่สามารถที่จะสร้างนวัตกรรมขึ้นมาได้ ซึ่งไม่ต่างอะไรจากกล่องแมว ไม่ว่าคุณจะเรียกกล่องแมวนี้ว่าเป็นงานประจำ ความปกติสามัญ หรือว่าเป็นแบบจำลองก็ตามที แต่ก็คือกล่องใบหนึ่งเท่านั้นเอง

วิธีการเก่าๆ ที่ว่า ถ้าเราต้องการทำอะไรสักอย่าง เราจะต้องมองเห็นภาพของมันออกมาเป็นฉากๆ ให้ได้อย่างชัดเจนก่อน แล้วเดินตามภาพมันไปอย่างไม่มีขาดไม่มีเกิน ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัวไปทำงานตอนเช้า การขับรถออกจากบ้านหรืออื่นๆ อีกมากมาย เราจะมีขั้นตอนต่อไปวางกำหนดเอาไว้ล่วงหน้าหมดแล้ว และเราจะใช้เวลาตลอดทั้งชีวิตไปกับการคิดสร้างงานประจำทำซากเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา โดยไม่รู้สึกผิดปกติแต่อย่างใด ซึ่งความปกติธรรมดานี้เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราขาดความสามารถในการมองอนาคตในการสร้างนวัตกรรม

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1981 บิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ เคยกล่าวว่า ความจุข้อมูล 640 กิโลไบต์ ก็เพียงพอแล้วสำหรับทุกๆ คน แต่ในปัจจุบันขนาดความจุของคนเราที่ต้องการมีมากกว่า 1 เทราไบต์/คน

เค็น โอลสัน ประธานแห่งดิจิทัลอิควิปเมนท์ เคยกล่าวไว้เมื่อปี 1977 ว่าตลาดของคอมพิวเตอร์ทั่วทั้งโลกคงมีเพียงแค่ 5 เครื่องเท่านั้น  หรือคำกล่าวของเฮ็ช ดูลล์ หัวหน้ากองสิทธิบัตรแห่งสหรัฐได้เคยกล่าวไว้เมื่อปี ค.ศ. 1899 ว่า ทุกสิ่งประดิษฐ์ได้ถูกคิดค้นออกมาจนหมดสิ้นแล้ว

สังเกตเห็นไหมว่า คนที่เป็นเจ้าของคำคมหรือวลีเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นคนเก่งๆ ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงกันแทบทั้งนั้น แต่พวกเขาได้ประเมินสถานการณ์จากสิ่งที่อยู่รอบตัวพวกเขาในเวลานั้น ทำให้เขามองอนาคตต่ำกว่าที่ควรจะเป็นจริงมากมายเลยทีเดียว แสดงให้เห็นว่าคนที่อยู่ภายในองค์กรจะปรับตัวให้เคยชินกับงานประจำ และระบบการทำงานจนทำให้มองไม่เห็นความเป็นไปได้ที่แตกต่างออกไปจากเดิม แต่ถ้าเพียงเราจะหันหัวออกไปเพียง 10 องศา ก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างได้แล้ว

เส้นแบ่งพรมแดนระหว่างงานประจำและนวัตกรรมความคิดสร้างสรรค์เป็นอีกมุมมองหนึ่งของความท้าทายในการเป็นปกติสามัญธรรมดามนุษย์ โดยทั่วไปโครงสร้างเหล่านี้ก็จะช่วยให้เราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นรูปแบบในชีวิตประจำวัน ที่ทำให้เราสามารถดำเนิน
ชีวิตได้อย่างราบรื่นปลอดภัย แถมยังไม่ต้องคิดอะไรมาก ทำให้การคิดนอกกรอบมีแนวโน้มที่จะแบ่งแยกให้เกิดความโดดเดี่ยว เพราะสภาพสังคมบีบบังคับ

ในที่ทำงานการคิดสร้างสรรค์นวัตกรรม เรามักจะพูดกันว่า นี่เป็นหน้าที่ของฝ่ายการตลาด ส่วนนั่นเป็นหน้าที่ของพนักงานขายคนนี้ นั่นคือการตีกรอบของเราเอาไว้ ให้ไม่สามารถคิดนวัตกรรมออกไปให้พ้นกรอบได้นั่นเอง

เนื่องจากว่านวัตกรรมส่วนใหญ่เกิดมาตรงรอยพรมแดนระหว่างแผนก บทบาท หน้าที่ และกฎเกณฑ์ต่างๆ ยิ่งเส้นแบ่งดินแดนแข็งแรงมากเท่าไรมันก็ยิ่งยากที่ใครจะสามารถมองเห็นได้ว่านวัตกรรมจะเกิดขึ้นมาทำไม ถ้าเราต้องการมองเห็นนวัตกรรมที่ตั้งอยู่บนเส้นพรมแดนเราจำเป็นต้องทำให้เส้นแบ่งแยกดินแดนเหล่านั้น เปราะบางลง ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ท้าทายความเป็นสามัญธรรมดาอย่างมาก เพราะความสามัญธรรมดานั้นคือการตีกรอบลงไปในทุกสิ่งทุกอย่าง

จนบางทีคุณอาจจะไม่รู้สึกถึงความสามัญธรรมดาที่ชัดเจน หากอยากจะคิดนอกกรอบลองเปลี่ยนเส้นทางเดินจากบ้านไปที่ทำงาน ลองเปลี่ยนตำแหน่งเก้าอี้นั่งในโบสถ์ ถ้าคุณชอบเดินออกทางประตูหลัง ลองออกทางประตูหน้าบ้าง ลองเปลี่ยนจุดจอดรถดูบ้าง เปลี่ยนลำดับการทำกิจกรรมตอนเช้าลองถือแปรงสีฟันด้วยมืออีกข้างหนึ่ง ลองสวมนาฬิกาด้วยมือข้างหนึ่ง เรายื่นมือข้างซ้ายออกไปจับมือแทนมือข้างขวาอย่างที่เคยทำ

เมื่อคุณทดลองให้เกิดความเปลี่ยนแปลง คุณจะรู้สึกไม่ชินในเบื้องต้น แต่เมื่อผ่านไประยะหนึ่งคุณก็จะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา แต่สิ่งที่เกิดตามมาคือความกล้าที่จะคิดสิ่งใหม่ๆ โดยไม่ยึดติดกับสิ่งเดิมๆ อีกต่อไปเริ่มตั้งแต่ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแล้วจะขยับไปสู่การคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ในงานของคุณโดยไม่รู้ตัว เพราะคุณเริ่มใช้ชีวิตเดินบนเส้นพรมแดนระหว่างความธรรมดาสามัญและความคิดสร้างสรรค์แล้วนั่นเอง

 

ศิริ มะลิแย้ม ถ่ายทอดเรื่องราวไก่ชนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 สิงหาคม 2560 เวลา 08:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/508713

ศิริ มะลิแย้ม ถ่ายทอดเรื่องราวไก่ชนไทย

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์  ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ศิริ มะลิแย้ม เป็นนามปากกาของศิริวัฒน์ มะลิแย้ม ผู้เขียนหนังสือ “เอกอีเอ้กเอย” ผลงานรางวัลชมเชย “แว่นแก้ว” ครั้งที่ 12 สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์ ประเภทนวนิยายสำหรับเยาวชน ถ่ายทอดเรื่องราวของไก่ชน ไก่สายพันธุ์ไทย และบรรยากาศการชนไก่ที่ดุเดือดในสนาม

ในแง่มุมของคนอ่านหนังสือแล้ว อาจจะสนเท่ห์ใจอยู่ไม่น้อยเหมือนกับผู้สัมภาษณ์หรือไม่ว่า ทั้งที่ความรุนแรงของกีฬาชนไก่ย่อมแฝงอยู่ในเนื้อหา หากหนังสือก็คว้ามาได้ด้วยประเภทของนวนิยายสำหรับเยาวชน ไปคุยกับผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ เพื่อให้เขาเป็นผู้เฉลยให้ฟัง

ศิริวัฒน์เล่าว่า เบื้องหลังคือ หัวใจที่อยากเขียนเรื่องกีฬาชนไก่ เรื่องราวของไก่ชนไทย ซึ่งมีเสน่ห์จับใจ ไก่ชนไทยปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์ไทยมาเนิ่นนาน มีการสืบทอดทั้งในแง่ของสายพันธุ์และวัฒนธรรมที่ส่งต่อ

เอกอีเอ้กเอย เป็นเรื่องราวของ “เอก” ไก่ชนหนุ่ม เรื่องราวบอกเล่าตั้งแต่เอกยังเป็นเด็ก ลูกไก่น้อยที่ยังไม่ตี หรือ “หย่าแม่” กระทั่งโตเป็นไก่หนุ่ม ลงสนามชนไก่ระดับประเทศ เอกไม่ใช่ไก่ชนธรรมดา แต่เป็นไก่ชนที่ไม่อยากชนไก่

นิรันศักดิ์ บุญจันทร์ นักเขียนรุ่นใหญ่ เขียนคำนิยมว่า สามารถถ่ายทอดเรื่องราวไก่ชนได้ถึงแก่น ดึงความมีชีวิตของไก่ชนมาเปิดเผยและเชื่อมโยงกับวิถีขีวิตแบบไทยๆ มีชีวิตชีวา เข้าถึงอารมณ์ความรู้สึก

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ศิริวัฒน์เล่าว่า เขาเติบโตมาในชนบท บ้านอยู่ที่สระบุรี คุ้นเคยดีกับแม่ไก่ลูกไก่ที่พ่อเลี้ยงไว้ใต้ถุนบ้าน ส่วนไก่ชนเป็นความชอบและความสนใจส่วนตัว เนื่องจากชื่นชมในความสวยงาม ทั้งลักษณะสีสัน ความคลาสสิกของเกมและการต่อสู้

ไก่ชนคือความรุนแรง คือการพนัน คือภาษา ที่อาจไม่เหมาะสมสำหรับเยาวชน เบื้องหลังการเขียน ศิริวัฒน์เล่าว่า เพราะคิดว่าไก่ชนคือความสวยงาม คือความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับวิถีชีวิตไทย จึงมุ่งนำเสนอในประเด็นนี้ เรื่องความรุนแรงก็ลดราวาศอกลง ไม่ได้นำเสนอแบบเต็มขั้นหรือเต็มเหนี่ยว

“ผมค้นคว้าข้อมูลไก่ชนเยอะมาก อย่างชลบุรีใส่นวม หรือเรื่องติดดาบ เหลาเดือย อาวุธติดปีก หรือเรื่องวางยาไก่ ผมเลือกไม่เขียน เขียนเท่าที่เขียนเพราะเป็นงานวรรณกรรมเยาวชน ถึงอย่างนั้นคณะกรรมการก็บอกผมว่า ความรุนแรงควรจะลดน้อยลงกว่านี้” ศิริวัฒน์เล่า

เรื่องของ “เอก” ไก่ชนที่ตระเวนไปตามสนามชนด้วยความหวังจะตามหาพ่อ หวังว่าจะให้ความเพลิดเพลิน ไก่ชนตัวผู้ไม่เลี้ยงลูก พ่อของเอกถูกขายออกจากฟาร์ม เอกจึงออกตามหา ทั้งๆ ที่มันไม่ชอบความรุนแรง ในระหว่างที่ตามหาพ่อนี้ เอกลืมนึกถึงแม่ ที่อยู่ใกล้ตัวมันที่สุด

งานประจำไม่เกี่ยวข้องกับไก่และไม่เกี่ยวข้องกับการเขียน หากเป็นพนักงานประจำดูแลคลังสินค้า เสาร์-อาทิตย์คือวันเวลาที่ทุ่มเทเพื่อการเขียน ไม่ท้อ ไม่เคยท้อ แม้ปัจจุบันจะเลิกตั้งเป้าไปนานแล้วว่าจะเขียนให้ได้เดือนละ 1 เรื่อง(ฮา) นักเขียนคนโปรด มีเดือนวาด
ศิริวร แก้วกาญจน์ และ จเด็จ กำจรเดช เจ้าของสำนวนที่ใช้จังหวะและเล่าเรื่องด้วยประโยคสั้นๆ

ปัจจุบันศิริวัฒน์กำลังเขียนหนังสือเล่มใหม่ “ใต้ร่มของสายฝน” เรื่องราวเกี่ยวกับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื้อหาคงความรุนแรง แต่ก็แฝงไว้ด้วยความหวังและความน่ารักน่ารื่นรมย์ เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่อยากให้มีความรุนแรงเกิดขึ้นเลยในโลก เด็กผู้หญิงคนนี้ทำทุกอย่างเพื่อให้ความมุ่งหมายของเธอสัมฤทธิ์ผล

เรื่องราวยังเกี่ยวข้องกับกริช อันมีตำนานมาจากรัฐยะโฮร์ กริชวิเศษที่ผู้ใดโดนเข้า ผู้นั้นจะหายสาบสูญไปทันที กริชลึกลับนี้จะเกี่ยวข้องประการใดกับเด็กผู้หญิงที่ไม่ต้องการความรุนแรง “ฮูยัน” (แปลว่าสายฝน) ไม่ชอบเรียนหนังสือ แต่ความใฝ่ฝันก็คือเธอจะเป็นคุณครู ซึ่งสำหรับสามจังหวัดชายแดนใต้ ครูเป็นอาชีพที่อันตรายที่สุด แต่ด.ญ.ฮูยันก็เลือกแล้ว

แทบจะคอยอ่านไม่ไหวแล้วล่ะ !

 

‘Elements’ ไมเคิล เดลลอฟร์ สัจจะแห่งธรรมชาติและวิทยาศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 สิงหาคม 2560 เวลา 08:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/508709

‘Elements’ ไมเคิล เดลลอฟร์ สัจจะแห่งธรรมชาติและวิทยาศาสตร์

โดย…พริบพันดาว

การนำสัจจะและปรัชญาจากธรรมชาติมาหลอมรวมกับวิทยาศาสตร์ เป็นที่มาของการสร้างสรรค์งานศิลปะชุด “Elements” นิทรรศการศิลปะชุดใหม่โดยศิลปินชื่อดังชาวฝรั่งเศส ไมเคิล เดลลอฟร์

ได้มีโอกาสชมผลงานที่ เอส แกลเลอรี โรงแรมโซฟิเทล กรุงเทพ สุขุมวิท ซึ่งเดินชมแบบเพลินๆ อย่างเต็มอิ่มในช่วงเวลาไม่นานนัก

ว่าไปแล้ว ไมเคิล เดลลอฟร์ อดีตช่างภาพสงครามที่ลุ่มหลงในศิลปะและผันตัวเองมาเป็นศิลปินวาดภาพ เขาเคยมีนิทรรศการแสดงเดี่ยวที่กรุงเทพฯ มาแล้วเช่นกัน แต่ครั้งนี้กับแรงบันดาลใจใหม่ๆ ที่นำสัจจะและปรัชญาจากธรรมชาติมาหลอมรวมกับพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากธาตุทั้งสี่อันเป็นองค์ประกอบหลักของโลกใบนี้ตามหลัก “Philosophia Naturalis”

ไมเคิล เดลลอฟร์ กล่าวว่า สำหรับคอนเซ็ปต์ของงานนิทรรศการครั้งนี้ เกิดจากโลกที่หมุนไปไวมาก แต่ความจริงแล้ว จุดเริ่มต้นของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่เหล่านี้ มันก็คือจุดกำเนิดจากดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งก็คือธรรมชาตินั่นเอง ที่เป็นตัวกำเนิดทุกอย่าง

“ผมอยากจะทำผลงานศิลปะออกมาแสดงให้คนได้เห็น โดยคาดหวังว่าทุกคนจะชอบและรักงานศิลปะของผม แม้ว่าการตีความและเสพงานศิลปะในแต่ละชาติแต่ละประเทศจะแตกต่างกันก็ตาม แต่ท้ายที่สุดแล้ว แม้ว่าจะเข้าใจหรือตีความแตกต่างกัน เพียงแค่ชื่นชอบงานที่ผมสร้างสรรค์ ผมก็มีความสุขแล้ว”

เมื่อได้สัมผัสด้วยสายตากับภาพวาดของ ไมเคิล เดลลอฟร์ จึงตั้งคำถามในใจว่า แล้ว “Philosophia Naturalis” คืออะไร?

เมื่อไปค้นก็พบว่า เซอร์ไอแซก นิวตัน นักฟิสิกส์ และนักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ ตีพิมพ์ผลงานชิ้นสำคัญคือ “Philosophiae Naturalis Principia Mathematica” หรือ “Principia” ออกเผยแพร่เป็นครั้งแรก เนื้อหาในเล่มอธิบายเรื่องกฎความโน้มถ่วงสากล (Law of universal gravitation) ซึ่งเป็นการวางรากฐานกลศาสตร์ดั้งเดิม (Classical mechanics) ผ่านกฎการเคลื่อนที่ (Law of Motion) ของเขา

ในผลงานชิ้นนี้ นิวตันได้ประกาศว่าดวงดาวแต่ละดวงในเอกภพล้วนแล้วแต่มีแรงดึงดูดซึ่งกันและกัน โดยที่แรงดึงดูดดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นตามมวลของดาวแต่ละดวง และแรงดังกล่าวนี้ก็คือแรงชนิดเดียวกันกับแรงที่ทำให้วัตถุต่างๆ ต้องตกลงสู่พื้นโลกเสมอ ซึ่งก็คือ “แรงโน้มถ่วง” นั่นเอง ยิ่งดวงดาวอยู่ห่างจากกัน แรงดึงดูดก็จะยิ่งน้อยลง เป็นสาเหตุที่ทำให้ดาวเคราะห์ต่างๆ มีวิถีโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี

คำอธิบายที่ชัดเจนเหล่านี้เองที่ทำให้แบบจำลองจักรวาลของอริสโตเติลและปโตเลมี อีกทั้งความเชื่อเรื่องเทหวัตถุที่สืบทอดมาอย่างยาวนานต้องพบกับจุดจบ และก่อให้เกิดวิชาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ยุคใหม่ขึ้นมาแทน ในปี 2535 คริสตจักรโรมันคาทอลิกได้ประกาศยอมรับอย่างเป็นทางการว่า แนวคิดเกี่ยวกับระบบสุริยจักรวาลของกาลิเลโอนั้นถูกต้อง Principia ของนิวตันได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานที่สำคัญมากที่สุดชิ้นหนึ่งของวงการฟิสิกส์

เพราะฉะนั้น งานของไมเคิลมีรากฐานความคิดมาจากหลักแห่งดาราศาสตร์ กายภาพ เคมี และวิทยาศาสตร์ ชีวภาพ ซึ่งเป็นหลักการทางวิทยาศาสตร์สมัยยุคกลาง (ค.ศ. 476-1453) ทั้งยังเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของหลักการแห่งวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ที่เชื่อมโยงสู่ต้นกำเนิดของเทคโนโลยีอันล้ำสมัยในปัจจุบัน

เอกลักษณ์การนำธรรมชาติมาผสานกับความทันสมัย ทำให้ผลงานศิลปะของ ไมเคิล เดลลอฟร์ ถูกจัดแสดงไปยังแกลเลอรี่และพิพิธภัณฑ์ชื่อดังทั่วโลก อาทิ Hamburger Bahnhof Museum เมืองเบอร์ลิน The Museum of Contemporary Art (MCA) เมืองชิคาโก National Foundation for Contemporary Art (FNAC) ในนครปารีส

สำหรับ “Elements” นิทรรศการศิลปะชุดนี้ จัดแสดงที่ เอส แกลเลอรี โรงแรมโซฟิเทล ถึงวันที่ 1 ก.ย. 2560 ตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น. สอบถาม โทร.02-126-9999

 

 

ปลูกผักออร์แกนิกช่วยดึงชีวิต วัชรี ศิริเวชวิวัฒน์ ให้ช้าลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 สิงหาคม 2560 เวลา 08:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/508706

ปลูกผักออร์แกนิกช่วยดึงชีวิต วัชรี ศิริเวชวิวัฒน์ ให้ช้าลง

โดย…วราภรณ์

เวิร์กกิ้งมัมที่เป็นคุณแม่ของลูกชายสุดหล่อ 2 คน วัย 12 ปีกับ 7 ขวบ เอ๋-วัชรี ศิริเวชวิวัฒน์ ปัจจุบันรั้งตำแหน่งเมเนจิ้ง ไดเรกเตอร์ Goodthings happen บริษัทดูแลด้านการตลาดให้บริษัท GDH 559  โดยเธอนั่งในตำแหน่งผู้บริหารมา 4 ปีแล้ว นอกจากนี้เธอยังเป็นเจ้าของ “Pluuk Therapy” เพจที่ให้ความรู้เรื่องการปลูกผักสวนครัว  ซึ่งเธอบอกว่าการปลูกผักไว้แจกจ่าย จำหน่ายและรับประทานเอง นอกจากทำให้ตัวเธอได้สัมผัสกับชีวิตที่ช้าลงแล้ว ยังช่วยบำบัดลูกชายคนที่สองที่เป็นเด็กพิเศษให้มีความสุขอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

เปลี่ยนสนามหญ้าให้กลายเป็นแปลงผัก

วัชรีเรียกตัวเองว่าเป็นผู้หญิงบ้างาน มีชีวิตรูทีนคือ เริ่มทำงานตั้งแต่ 10 โมงเช้า เลิกงานหกโมงเย็นหรือเลตกว่านั้นหากมีประชุม กลับถึงบ้าน 3 ทุ่ม ชีวิตวนเวียนแบบนี้ 5 วัน/สัปดาห์

“เอ๋ทำงานเยอะมาก ทำงานไม่เคยหยุดเลยตั้งแต่เรียนจบ จัดเป็นเพอร์เฟกต์ชั่นนิสต์มากๆ ทุกอย่างต้องได้มาตรฐานอย่างที่ควรจะเป็น เคยทำงานเอเยนซี เคยเป็นฝ่ายโปรดักชั่นที่แกรมมี่ ก่อนจะมาเปิดบริษัทเองโดยมีจีดีเอชถือหุ้นด้วย เราผลิตคอนเทนต์เองเอ๋จึงมีเวลาว่างมากขึ้นในช่วงหลังๆ มียุ่งบ้างในช่วงซีรี่ส์ที่บริษัทเราดูแลออกอากาศ”

การมีครอบครัวมีลูก 2 คนก็ไม่เป็นปัญหากับการทำงานหนัก แม้ลูกคนเล็กจะเป็นเด็กพิเศษแต่ก็มีอุปนิสัยร่าเริง จึงจำเป็นที่วัชรีต้องแบ่งเวลาทำงานมาดูแลหากิจกรรมทำร่วมกับลูก ซึ่งกิจกรรมหนึ่งที่ทำให้คุณแม่คุณลูกสามารถทำร่วมกันได้อย่างสนุกสนาน คือ การปลูกผักออร์แกนิก โดยเปลี่ยนสวนหลังบ้านที่เคยปลูกหญ้าเขียวชอุ่ม ต้องจ้างคนมาตัดหญ้าเดือนละ 3,000 บาท มาเป็นแปลงผักที่เป็นศูนย์รวมทำให้คุณพ่อคุณแม่สามี แม่ของวัชรีและลูกๆ มีกิจกรรมทำร่วมกัน

“วันหนึ่งเอ๋มองไปที่สวนหลังบ้านมีเนื้อที่ประมาณ 60 ตารางวา ซึ่งเราเปลี่ยนให้เป็นแปลงผักมาประมาณ 1 ปีแล้ว แต่ก่อนสนามหญ้าไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์เลยเพราะเอ๋ก็ทำงานยุ่ง ลูกคนโตก็ไปเรียนโรงเรียนประจำที่เขาใหญ่ ไม่มีเวลาได้เดินชื่นชมความงามของสนามหญ้า แต่พอเราเปลี่ยนจากสนามหญ้ามาปลูกผัก ลูกก็ได้ไปวิ่งเล่นในสวน”

ต้นไม้และธรรมชาติช่วยบำบัดเด็กพิเศษ

วัชรีบอกว่าเธอเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งบอกว่า การปลูกผัก ถือเป็นการบำบัดเด็กพิเศษที่ดีทางหนึ่ง เช่น การฝึกกล้ามเนื้อเพราะเด็กจะได้หยิบจับ รดน้ำต้นไม้ จับสายยาง จับพลั่วพรวนดิน วิ่งเล่นร่าเริงในสวน

“สวนช่วยบำบัด ลูกชายมีปัญหากับการสัมผัส เขาจะไม่กล้าจับอะไรตั้งแต่เด็กๆ พ่อก็จะพาลูกไปลูบต้นไม้ใบไม้ซึ่งช่วยได้ พอเราทำสวน ลูกจะลงมาเล่นที่สวน รู้หมดว่าต้องเปิดน้ำตรงไหน เขาสนุกเหมือนเป็นโซนเด็กเล่น เขาอารมณ์ดีมีพัฒนาการที่ดี ต้นไม้ช่วยได้จริงๆ เอ๋ว่าเด็กก็เหมือนผู้ใหญ่ เด็กเวลามองเห็นอะไรสีเขียว เขาก็รู้สึกผ่อนคลาย ลูกชายวิ่งเล่นในสวนทุกเช้าเลย เห็นใครรดน้ำก็มาช่วย จันทร์ถึงศุกร์ให้พี่เลี้ยงของน้องเอาลูกมาเล่นที่บ้านได้ เขาจะวิ่งเล่นกันแย่งกันรดน้ำต้นไม้ ดูลูกมีความสุข

ล่าสุดพาลูกไปสวนที่ราชบุรี พอเขาเห็นต้นไม้ เขาร่าเริงวิ่งเล่นบนพื้นที่กว้างๆ รู้สึกเลยว่าต้นไม้และสวนช่วยบำบัดคนทั้งบ้าน เราทุกคนโฟกัสในเรื่องเดียวกันคือการปลูกต้นไม้ เมื่อก่อนเคยเถียงกันเรื่องการปลูก พ่อแม่ก็มีความเชื่อในการปลูกต้นไม้แบบหนึ่ง เอ๋ก็เชื่ออีกแบบหนึ่งก็เคยมีเถียงๆ กันบ้าง แต่ตอนนี้เรากลืนทุกอย่างเข้าด้วยกัน มีอะไรแชร์ในกรุ๊ปไลน์ครอบครัว ก็สามัคคีกันไปเองค่ะ ”

มีรายได้แบบไม่คาดคิด

นอกจากจะมีสนามหญ้าที่ไม่ได้ใช้แล้ว และด้วยการทำงานมากๆ ส่งผลให้วัชรีเป็นไมเกรน ทำให้ตนเองได้คิดว่า ชีวิตช้าบ้างก็ดี ซึ่งมันเป็นความเครียดสะสมที่เธอไม่เคยรู้ตัวมาก่อน เธอเริ่มสังเกตตัวเองเวลาออกไป
ต่างจังหวัด ไปดูตลาดดูผัก ชีวิตมีความสุขาก

“อันนี้คือสิ่งที่เราชอบ เอ๋จึงเริ่มปลูกผักเมื่อเดือน ก.ย.ปีที่แล้ว ใช้พื้นที่ 60 ตร.ว.มาปลูกผัก พอเอ๋เปลี่ยนมาปลูกผักออร์แกนิกกินเอง เราก็ไม่ต้องจ่ายเงินซื้อผัก ไม่ต้องเสียเงินตัดหญ้าเดือนละ 3,000 บาท แถมปัจจุบันมีรายได้อาทิตย์ละ 2,000 บาทจากการจำหน่ายผักโดยคิดว่าทำเล่นๆ แล้วเวลาว่างๆ ยังสอนพี่เลี้ยงของลูกให้เขาลองปลูกถั่วงอก ต้นทานตะวันอ่อน คือตอนนี้สวนหลังบ้านปลูกผักเยอะมาก โชคดีที่มีเพื่อนสนใจเรื่องผักออร์แกนิก เขาจัดหาเกษตรกรออร์แกนิกมาพูดเรื่องการปลูกแบบออร์แกนิกให้เอ๋ฟัง หาเมล็ดพันธ์ุผักจากเกษตรที่ปลูกผักออร์แกนิกมาให้เอ๋ ช่วยพาเอ๋ไปรู้จักกับโรงเรียนทอสีที่สอนวิถีพุทธที่เอกมัย ทำให้เอ๋ไปฝากขายผักออร์แกนิกของตัวเองด้วย โดยเอ๋ส่งผักให้เขาทุกวันพุธ”

การปลูกผักออร์แกนิกทำให้วัชรีพบกับกัลยาณมิตรด้านการเกษตรอีกหลายคน เช่น ร้านตะกร้าปันผักจากวัชรีเคยอุดหนุนจ่ายเงินเดือนละ 8,000 บาท ได้ตะกร้าผักออร์แกนิกหลากชนิด 7 ตะกร้าส่งทุกวันพุธ หลังๆ เมื่อเธอเริ่มปลูกผักออร์แกนิกกินได้เอง จึงจับมือกับร้านตะกร้าปันผักนำผักในสวนหลังบ้านของวัชรีไปจำหน่ายโดยแลกกับไข่ออร์แกนิกมาแบ่งปันกันกินอย่างมีความสุข

ปัจจุบันวัชรีเปิดไลน์ไอดี @pluuktherapy มีการสั่งออร์เดอร์ผักล่วงหน้า เพื่อเธอจะได้วางแผนได้ว่า พุธหน้าเธอจะส่งถั่วงอกให้ใครบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ลูกค้าของ pluuktherapy ก็คือเพื่อน ลูกค้าที่บริษัทซึ่งคิดราคาเป็นมิตรมาก แต่ลูกค้าจะต้องจ่ายค่าขนส่งด้วยตนเอง นอกจากลูกค้าจะรับประทานผักที่ดีกับสุขภาพแล้ว ยังถือเป็นการกระชับความสัมพันธ์ของผู้สูงอายุภายในบ้านให้รู้จักแบ่งหน้าที่กันดูแลผักในส่วนของตนให้เจริญงอกงามดีอีกด้วย

“ผักของเอ๋ราคาย่อมเยา เช่น เมล็ดอ่อนทานตะวันถุงละ 50 บาท โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่สามีและคุณแม่ของเอ๋สนุกกันมาก ก็ช่วยกันดูแลผัก ทำให้เขามีกิจกรรมทำ ไม่เบื่อ อย่างปลูกถั่วงอกมีรายละเอียดเยอะต้องรดน้ำ 4 เวลา โดยคุณพ่อสามีเป็นคนดูถั่วงอก ซึ่งเขาแบ่งประเภทผักกันดูแล ต้นอ่อนทานตะวันพี่เลี้ยงของลูกดูแล พ่อสามีอยู่ในสวนทั้งวัน ดูเพลี้ยที่จะมากินผัก แต่ถ้าวันไหนต้องเก็บผัก ชั่งน้ำหนักผักเราจะมาช่วยกัน บางครั้งสามีก็มาช่วยกันทำสนุกดีค่ะ (ยิ้ม)”

ปลูกผักทำให้ชีวิตช้าลง

การปลูกผักมาเกือบ 1 ปี วัชรีบอกว่าช่วยทำให้ชีวิตของเธอช้าลงมาก จากกรุ๊ปไลน์ของครอบครัวที่ชอบส่งคลิปเตือนภัยลูกหลานแบบน่ากลัวๆ ปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็นส่งเทคนิคการปลูกถั่วงอกอย่างไรให้ต้นอวบ ซึ่งจรรโลงใจมากๆ หรือว่างๆ ก็พากันไปดูชีวิตเกษตรอินทรีย์ที่ไร่สุขพ่วง จ.ราชบุรี วัชรีก็ได้เทคนิคการปลูกผักแบบออร์แกนิกมาใช้เอง นอกจากนี้เธอยังได้เมล็ดพันธุ์พืชผักออร์แกนิก เช่น จิงจูไฉ่ จากศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ เป็นสวนตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อทดลองปลูกผักออร์แกนิก

“ที่ไร่สุขพ่วงหากดินไม่ดี เขาเปลี่ยนมาปลูกผักในตะกร้า ปลูกแล้วเวิร์กมากๆ เราก็เอามาเป็นต้นแบบแล้วก็อุดหนุนตะกร้าของที่ไร่ เราก็ได้อุดหนุนชาวบ้าน เหมือนเราตัดตัวเราออกจากโลกธุรกิจไปสู่อีกโลกหนึ่ง อย่างวันธรรมดาเราต้องสวยเพราะต้องแต่งตัวไปทำงาน แต่เสาร์อาทิตย์เอ๋แต่งตัวเหมือนเกษตรกรเลย มันสุขสงบแบบไม่ต้องคิดวนเวียนแต่เรื่องงาน ทำอย่างไรตัวเลขจึงไปสู่เป้าหมาย ทำสวนทำให้เราตัดออกจากโลกภายนอก ตอนนี้ตื่นเช้ามาทุกวันลงไปดูสวนก่อนไปทำงานทุกวัน ถ่ายรูปอัพลงเพจ ชีวิตสุขคนละเรื่อง ตอนนี้ชีวิตดีมากๆ คลายเครียดจากเมื่อก่อนได้เยอะมาก เสาร์อาทิตย์เราไม่ต้องใช้สตางค์เลย ว่างๆ ก็ดูแมกกาซีนเมืองนอกปลูกถั่วฝักยาวอย่างไรให้ฝักยาวลงมาสวยงาม คือเอ๋ชอบงานอาร์ตก็ชอบออกแบบสวนของเราให้ปลูกผักออกมาแล้วดูสวยงาม ยิ่งห็นผลิตผลงอกงาม รู้สึกชื่นใจเป็นความสุขเล็กๆ อย่างเห็นกระเจี๊ยบลูกเล็กๆ ออกลูกเราดีใจกว่าขายแอดโฆษณาได้เป็นล้านอีกนะคะ ดีใจกันทั้งบ้าน เพราะเราทำกับมือมันเป็นชีวิตเรา อย่างข้างๆ บ้านมีที่ดินว่าง 120 ตร.ว. เอ๋ก็ไปติดต่อเจ้าของที่กับหมู่บ้านให้ส่งคนงานมาถางต้นไม้รกๆ ออกแล้วก็สอนคนงานให้ทำปุ๋ยคอกเอง คือเสาร์อาทิตย์เราทำกิจกรรมนู่นนี่ได้อยู่บ้าน มีชีวิตที่เรียบง่ายก็มีความสุข”

ตอนนี้การปลูกผักเหมือนเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างกัน

“ตอนปลูกถั่วงอกแม่ไม่เชื่อว่ามันจะขายได้ ใครจะซื้อ ซึ่งเมล็ดพันธุ์พืชผักล้วนเป็นออร์แกนิกทั้งหมด พอเริ่มมีออร์เดอร์แม่สามีก็รู้สึกสนุกไปด้วย สนุกกันทั้งบ้าน เพื่อนบ้านยังได้กินในสิ่งที่เราปลูก เพราะเราแจกจ่ายโดยใส่ใบตองไปให้เขา เราปลูกแบบออร์แกนิกจริงๆ เพราะเราก็กินเองปลูกเอง”

ผักในสวนมีหลากหลายชนิด อาทิ ถั่วงอก ผักบุ้ง มะเขือเปราะ มะเขือยาว กระเจี๊ยบขาว กระเจี๊ยบแดง โหระพา กะเพรา กล้วย มะละกอ ตะไคร้ ใบเตย พริกขี้หนู มะนาว ทำให้วัชรีลดปริมาณการซื้อผักในตลาดไปได้มาก

“ตอนนี้เรากำลังปลูกใบจิงจูไฉ่โดยได้พันธุ์มาจากอาจารย์ปัญญาที่ศูนย์ภูมิรักษ์ฯ จ.นครนายก เราเรียกว่าแปลงผักพระราชา เราได้เมล็ดพันธ์ุพืชจากที่นี่เรารู้สึกภูมิใจมาก เราไปเหมาซื้อพันธุ์ต้นกล้ามาหลายชนิดมาก การปลูกเราเน้นออร์แกนิก คือต้องดูแลอย่างดี เราเจอปราชญ์ชาวบ้าน เขาสอนวิธีการจัดการวิถีธรรมชาติต้องทำให้รสชาติผักนั้นๆ เปลี่ยนรสชาติ ด้วยการเอาพริกแกงมาผสมน้ำ 1 ช้อนโต๊ะผสมน้ำและบวกซันไลต์นิดเดียวเอาไปรดแล้วเอาไปพ่นตามใบผัก เพลี้ยไม่กิน แต่เราต้องขยันเปลี่ยนสูตรไปเรื่อยๆ ทำให้ผักเราเป็นออร์แกนิก ปุ๋ยเราทำเองใช้เองโดยเอาเศษใบไม้ผสมขี้วัว สูตรของแม่โจ้ เรียกว่าสูตรไม่พลิกกอง ข้อดีของมันคือทุ่นแรง โดยการใช้เศษผักเปลือกผลไม้ในห้องครัว รวมทั้งเศษหญ้ามาหมักเป็นปุ๋ยชั้นดีเลย”

 

ปราโมทย์ วิเลปะนะ กับโพสต์ดราม่า ‘ถ้าไม่มีภาระก็อยากจะหยุดหายใจ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 สิงหาคม 2560 เวลา 07:55 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/508703

ปราโมทย์ วิเลปะนะ กับโพสต์ดราม่า ‘ถ้าไม่มีภาระก็อยากจะหยุดหายใจ’

โดย…ภาดนุ ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ย้อนกลับไปในช่วงยุค 90’s เพลง “แค่บอกว่ารักเธอ” จากเสียงร้องของ ปราโมทย์ วิเลปะนะ นักร้องนำวงหมีพูห์ในขณะนั้นได้กลายเป็นเพลงเพราะคุ้นหูที่ทำให้คนจดจำได้ จากนั้นเมื่อนักร้องหนุ่มมาออกอัลบั้มเดี่ยวที่ชื่อ “โมทย์…ร้องนำ” ก็ยิ่งทำให้แฟนๆ ยิ่งรู้จักเพลงดังๆ อย่าง “คืนที่ดาวเต็มฟ้า” ซึ่งเป็นเพลงรักฟีลกู๊ด และเพลงอกหักอย่าง “ไม่เป็นอะไร” ที่กลายเป็นเพลงฮิตติดชาร์ตจนแฟนเพลงพากันร้องตามได้ทั่วบ้านทั่วเมือง

แต่เมื่อเวลาผ่านไป วันหนึ่งนักร้องหนุ่มเจ้าของเพลงดังก็หายหน้าหายตาไปจากวงการเพลง จนหลายคนอาจลืมเลือนเขาไปบ้าง จนกระทั่งเขาโพสต์ข้อความลงโซเชียลมีเดีย ว่า “ไม่เคยเบื่อขนาดนี้มาก่อน อยากทำงานอย่างอื่นแล้ว คงไม่เหมาะจะเป็นศิลปิน เก็บงานที่รับไว้ แล้วหายไปจากวงการดนตรี น่าจะดีที่สุด ถ้าไม่มีภาระ ก็อยากจะหยุดหายใจ”… โอ้ว! เมื่อนักร้องหนุ่มโพสต์ข้อความแบบนี้ ก็ทำให้เกิดเรื่องดราม่าในสังคมออนไลน์ จนกลายเป็นกระแสข่าว ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา? เขาจะคิดสั้นหรือเปล่านะ? แหม เรื่องนี้เห็นทีต้องให้เจ้าตัวมาเคลียร์ให้ชัดๆ ซะหน่อยแล้ว

“หลายคนรู้จักเพลง ‘คืนที่ดาวเต็มฟ้า’ ที่ผมแต่งและร้องเองมา ก็น่าจะ 15 ปีได้แล้วครับ ก่อนหน้านั้นผมเริ่มเข้าสู่วงการนักร้อง โดยอยู่ค่ายเพลงอินดี้ชื่อ อินดี้ คาเฟ่ ก่อน จากนั้นก็มาแต่งเพลงค่ายจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ และสุดท้ายก็อยู่ค่าย โซนี่ มิวสิค ทุกครั้งที่ผมเดินออกมาจากแต่ละค่าย ส่วนใหญ่ก็เพราะว่าหมดสัญญา รวมทั้งผมอยากจะทำเพลงเองด้วย

ช่วงที่หายหน้าหายตาไปจากวงการเพลง ผมก็ไปทำอาชีพหลากหลายมาก แต่ก็ยังรับงานร้องเพลงอยู่ ส่วนอีกด้านหนึ่งก็ลงทุนหุ้นกับเพื่อนทำธุรกิจไปด้วย แต่ทำอะไรก็เจ๊งหมด เพราะตัวเรายังคงรับงานเดินสายร้องเพลงอยู่ จึงไม่ค่อยมีเวลาดูแลธุรกิจมากนัก ด้วยความที่ผมไม่มีความรู้ทางด้านการทำธุรกิจ แถมไว้ใจให้เพื่อนดูแล ผมหาเงินมาจากการร้องเพลงได้เท่าไรก็ต้องไปโปะกับธุรกิจที่ทำ นั่นคือการเปิดร้านอาหารและร้านจิ้มจุ่ม ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่า ค่าอุปกรณ์ ค่าพนักงาน พอนานวันเข้าก็เจ๊งไปหมด เพราะผมไม่มีเวลาไปดูแล ใครเอาเปรียบเรา โกงเรายังไง ผมก็ไม่รู้หรอกครับ ตอนนี้ผมก็เริ่มกู้วิกฤตในชีวิตตัวเองอยู่ ทุกวันนี้ก็ยังมีคนมาจ้างร้องเพลงตามงานบ้าง แต่ผมเป็นคนขี้อายและไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง นานๆ ที 2-3 ปีถึงจะออกทีวีสักครั้ง คนก็อาจจะลืมเลือนผมไปตามกาลเวลา”

ปราโมทย์กลับมาเป็นข่าวอีกครั้ง เมื่อเขาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวอย่างที่เกริ่นไป เมื่อแฟนคลับหรือคนทั่วไปเห็นข้อความนี้เข้า ข่าวของเขาก็กลายมาเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันทีในตอนนั้น

“สาเหตุที่ทำให้ผมโพสต์ข้อความเหล่านี้ เกิดมาจากความรู้สึกน้อยใจ ว่าตัวเองทำอะไรก็ไม่ค่อยจะสำเร็จ ไม่ถูกใจคน ไม่ถูกใจผู้จ้างงานสักเท่าไร ตอนนั้นเป็นงานคอนเสิร์ตเล็กๆ ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งที่ประเทศเพื่อนบ้านของเรา ซึ่งจ้างผมไปโชว์ที่ร้าน ก่อนไปเขาก็ติดป้ายชื่อเรารูปเราไว้หน้าร้าน แต่อย่างที่บอกว่า แม้จะขึ้นป้ายตัวหนังสือภาษาของเขา แต่คนก็คงจำไม่ค่อยได้หรอก เพราะผมหายไปนาน ไม่ได้ออกทีวีเลย

ภายในร้านอาหารที่จริงรับลูกค้าได้ 50 โต๊ะ แต่วันนั้นมีลูกค้าแค่ประมาณ 10 โต๊ะเท่านั้น มีแฟนเพลงที่รู้จักผมอยู่จริงๆ แค่ 2 โต๊ะนะ เท่าที่สังเกต ในช่วงที่ผมขึ้นร้องเพลง พอคนดูน้อย ผมเชื่อว่าศิลปินทุกคนจะรู้สึกแย่เป็นธรรมดา คอนเสิร์ตแบบนี้ไม่มีพิธีกรดำเนินรายการ แล้วช่วงที่ผมร้องเป็นช่วงสุดท้ายพอดี ผมก็เห็นว่ามีคนเริ่มลุกหนีออกไปเหมือนกัน มีบางคนถึงกับเขียนใส่กระดาษส่งขึ้นมาบนเวทีว่า ผมร้องเพลงเร็วไม่สนุก อยากให้มือกีตาร์ในวงร้องเพลงมันๆ ให้ฟังมากกว่า คือผมร้องเพลงสไตล์ผมไง ซึ่งมันไม่ใช่เพลงเฮ้วๆ หรือเพลงเร็วๆ อยู่แล้ว เหตุการณ์ครั้งนี้จึงทำให้ผมเสียใจ เสียความรู้สึก และรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า ช่วงท้ายที่ผมกลับมาร้องเพลงตัวเองสไตล์ชิลๆ คนก็เริ่มลุกเดินออกไปจากร้านมากขึ้นเรื่อยๆ”

ปราโมทย์ เสริมว่า จำนวนคนดูและเสียงปรบมือเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อศิลปินค่อนข้างเยอะ ซึ่งความคาดหวังของเขา คือ อยากให้มีคนชื่นชมและสามารถร้องตามเพลงของเขาได้บ้างบางท่อน แต่เมื่อเหตุการณ์เป็นแบบนั้น เมื่อกลับมาเมืองไทยก็เลยทำให้เขาคิดฟุ้งซ่าน นำเรื่องการทำธุรกิจกับเพื่อนที่ทำอะไรก็เจ๊ง มาบวกกับความผิดหวังจากแฟนเพลง จึงเกิดเหตุการณ์โพสต์ดราม่านี้ขึ้นมา

“ต้องบอกว่า การร้องเพลง แต่งเพลง และเล่นดนตรี เป็นเสมือนลมหายใจของผม ถ้าทำแล้วไม่เวิร์ก คนไม่ชอบ ก็อย่าทำมันเลยดีกว่า ถ้าไม่ทำเพลง ไม่ได้ร้องเพลง ผมก็คิดว่าตัวเองไม่มีประโยชน์ต่อประเทศชาติ จึงไม่อยากจะอยู่ในวงการเพลงแล้ว แต่ในใจจริงก็ไม่ได้คิดจะฆ่าตัวตายหรอกครับ คือ เมื่อก่อนผมเคยโดนติงมา ผมก็เปลี่ยนตัวเองมาร้องเพลงเร็วบ้าง แต่มันก็ไม่ใช่ ผมอาจจะสู้เด็กสมัยนี้ที่เขาคัฟเวอร์เพลงคนอื่นๆ ได้สนุกสนานและเอนเตอร์เทนเก่งๆ ไม่ได้ แต่ผมจะเป็นศิลปินเพลงสไตล์อีซี่ลิสซึนนิ่งซะมากกว่า ยิ่งเห็นคนดูลุกเดินออกจากโต๊ะไปมากๆ จนเหลือแค่โต๊ะเดียว ผมก็ยิ่งรู้สึกแย่ขึ้นไปอีกจากเหตุการณ์นั้น

หลายคนก็บอกว่า ทำไมผมไม่รู้จักพูดคุยกับแขกเพื่อสร้างความสนุกสนานและเป็นกันเองบ้างล่ะ ก็อย่างที่บอกว่าผมเป็นคนขี้อายและไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง ผมก็เลยไม่ได้ทำแบบนั้นกับแฟนเพลงเลย ผมมารู้ทีหลังว่าคนที่มาดูผมส่วนใหญ่ที่ร้านนั้นอยากจะมาถ่ายรูปกับผมซะมากกว่า  อยากให้ผมลงมาถ่ายรูปด้วย พอผมไม่ได้เป็นอย่างนั้น พวกเขาก็เลยเดินออกไปหมด”

ปราโมทย์ บอกว่า หลังจากตกเป็นข่าวเรื่องโพสต์ดราม่า ก็มีทั้งบรรดาแฟนคลับและคนทั่วไป ส่งข้อความและมาคอมเมนต์ให้กำลังใจในเฟซบุ๊กกันมากมาย เรียกว่า 90% จะให้กำลังใจทั้งหมด

“ตอนนี้ผมก็พอมีงานจ้างให้ไปร้องเพลงอยู่เรื่อยๆ แต่อย่างที่บอกว่าผมหุ้นทำธุรกิจร้านอาหารกับเพื่อนก็เจ๊ง ลองขายเสื้อผ้าก็เจ๊งอีก โอ้โห เรียกว่าทำอะไรก็เจ๊งหมด ผมก็เลยยิ่งรู้สึกเครียด แต่ถามว่าทุกวันนี้มีเงินกินมีเงินใช้มั้ย ก็พอมีอยู่ครับ แต่เงินที่เก็บไว้ก็ต้องเอาไปจ่ายหนี้สิน ค่าเช่าตอนเปิดร้านบ้าง ค่าอุปกรณ์ต่างๆ บ้าง จนแทบไม่เหลืออะไร จนผมถึงกับต้องขายรถยนต์ที่ขับประจำเพื่อไปใช้หนี้ก็ทำมาแล้ว ช่วงนั้นก็ไม่มีใครรู้ว่าผมขี่มอเตอร์ไซค์ แล้วนั่งแท็กซี่ต่อเพื่อไปงานที่ลูกค้าจ้างร้องเพลง

ตอนนี้เริ่มกู้วิกฤตได้ ผมก็ยกมอเตอร์ไซค์ให้พี่ชาย แล้วหันมาดาวน์รถได้ พูดง่ายๆ ว่านับหนึ่งใหม่อีกครั้ง ปัจจุบันก็มีหลายคนแนะนำให้ผมสร้างตัวตนบนสื่อออนไลน์ ที่จริงก็อยากทำนะ แต่ผมเป็นคนขี้อายและยังไม่มีผลงานเพลงใหม่ๆ ก็เลยยังไม่ได้ทำ แต่เร็วๆ นี้ก็อาจจะมีผลงานเพลงประกอบละครน้ำดี เรื่อง ‘รักเน้อเหน่อ’ ที่จะฉายทางช่อง 9 และช่องอมรินทร์ทีวี ชื่อเพลง ‘เปิดใจ’ และ ‘เส้นผมบังภูเขา’ ที่ผมแต่งและร้องเองมาให้ได้ฟังกันด้วยครับ”

ปราโมทย์ เสริมว่า สิ่งที่ทำให้เขาฝ่าฟันวิกฤตชีวิตครั้งนี้มาได้ ก็คือ กำลังใจจากแฟนคลับ และคุณแม่ของเขาเอง เพราะเมื่อกลับไปถึงบ้าน เขาก็จะเห็นแม่นั่งหลับรออยู่เสมอ ปัจจุบันนี้เขาอยู่กับคุณแม่สองคน และตอนนี้ท่านก็อายุ 60 กว่าปีแล้ว

“ผมกลับมาเห็นแม่ทีไร ผมก็จะรู้สึกทุกครั้งเลยว่า ตัวเรานี่มันกระจอกจริงๆ เลย คือ ผมอยู่กับแม่สองคนในบ้านนี้ ส่วนคุณพ่อและพี่ชายแยกไปอยู่กันคนละที่ พออยู่บ้านผมกับแม่ก็คุยกันปกตินี่แหละ แต่พอผมได้เห็นแม่ทำนั่นทำนี่ ผมก็มาคิดว่าเรายังทำสิ่งต่างๆ ไม่ได้ถึงครึ่งของแม่เลย แม่จึงเหมือนเป็นกำลังใจที่ดีสำหรับผม ผมจึงอยากให้ตัวเองทำหลายอย่างได้ดีกว่านี้ จะได้เป็นที่พึ่งของแม่ได้ ทุกวันนี้ผมก็กำลังพยายามอยู่และเริ่มค่อยๆ ดีขึ้น เมื่อก่อนผมเคยมีแฟน แต่เราไม่ได้แต่งงานกัน ตอนนี้ขอใช้ชีวิตโสดและอยู่ดูแลคุณแม่ไปเรื่อยๆ ดีกว่าครับ

ในวันนี้สำหรับผมเองที่อายุ 44 ปี ต่อไปผมก็คงจะอยู่เบื้องหน้าได้ไม่นานแล้ว เพราะมีเด็กๆ รุ่นใหม่ๆ ที่เก่งๆ เกิดขึ้นมากมาย ผมจึงคิดว่าจะไปเรียนเกี่ยวกับด้านดนตรีเพิ่มเติม เพื่อผันตัวเองไปอยู่เบื้องหลัง เป็นนักแต่งเพลง อยู่เบื้องหลังศิลปินรุ่นใหม่ๆ ปัจจุบันนี้ผมเป็นศิลปินอิสระ ไม่ได้มีสังกัดค่ายไหน ถ้ามีใครมาจ้างไปร้องเพลงก็ยังรับงานอยู่ครับ ใครที่อยากจะติดต่องาน สามารถอินบ็อกซ์หรือโทรตามเบอร์ที่มีในเฟซบุ๊ก: ปราโมทย์ วิเลปะนะ และไอจี : mote_wilepana ได้เลย จะมีน้องแอดมินคอยรับเรื่องให้ครับ”

ปราโมทย์ ทิ้งท้ายว่า เขาต้องขอโทษแฟนเพลงทุกคนที่เป็นห่วงในเรื่องความคิดแย่ๆ เกี่ยวกับตัวเองที่เขาโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย และต้องขอขอบคุณทุกคนที่เขียนข้อความเข้ามาให้กำลังใจ ว่าต้องทำยังไงกับชีวิตและควรดูใครเป็นตัวอย่าง

“มีข้อความฉบับหนึ่งจากคนให้กำลังใจซึ่งผมว่ายิ่งใหญ่มาก เขาเขียนข้อความสำคัญที่ทำให้ผมฉุกคิดได้ซึ่งบอกว่า ที่หน้าเฟซบุ๊กของคุณมีพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 อยู่ ทำไมคุณไม่ดูพระองค์ท่านเป็นแบบอย่างล่ะ เพราะพระองค์ท่านไม่เคยย่อท้อต่อสิ่งใดๆ เลยสักครั้ง ข้อความนี้นี่แหละที่ทำให้ความรู้สึกแย่ๆ ของผมค่อยๆ ฟื้นขึ้นมา…ผมขอให้สัญญาว่า จะสู้และทำทุกอย่างให้ดีที่สุดต่อไปครับ”

 

พิมพิศา-พิชามญช์ ชมะนันทน์ แฝดสาว ทั้งสวยทั้งฮา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 สิงหาคม 2560 เวลา 10:49 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/508587

พิมพิศา-พิชามญช์ ชมะนันทน์ แฝดสาว ทั้งสวยทั้งฮา

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

 แรกเห็นสองสาวฝาแฝด พริม พิมพิศา และ แพรว-พิชามญช์ ชมะนันทน์ ลูกสาวสุดหวงของคุณพ่อพงศ์พิพัฒน์ และคุณแม่กรองกาญจน์ ชมะนันทน์ หลานสาวของอดีตนายกรัฐมนตรี เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ แทบจะแยะไม่ออกไม่เลยด้วยซ้ำว่าใครเป็นใคร แต่หลังจากทั้งคู่เฉลยจุดต่างพอให้ไว้เป็นจุดสังเกต ถึงได้เริ่มแยกแยะได้ว่าใครเป็นใคร เพราะพริมจะมีไฝที่แก้มขวา เสียงสูงกว่า พูดเยอะกว่าแพรว

ตลอดเวลาร่วมชั่วโมงที่ได้ฟังวีรกรรมสุดซ่าของสองสาวที่ครบรสทั้งฮา ทั้งซึ้ง ทั้งดราม่านิดๆ นอกจากจะเพลินจนลืมเวลาแล้ว ยังค่อยๆ ปรับเรดาห์แฝดสาวได้เสียทีว่า คนไหนพริม คนไหนแพรว

“แพรว คือ ออกซิเจนถ้าขาดไปก็อยู่ไม่ได้”

เริ่มต้นทำความรู้จักแฝดสาวสวย ด้วยคำถามที่เชื่อว่าสองสาวตอบมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ทุกครั้งที่ได้ย้อนวันวานทุกที ก็อดจะบอกเล่าอย่างอารมณ์ดีไม่ได้

“เราเกิดห่างกันสองนาทีเป็นแฝดคนละฝานะคะ ถ้าถามว่าใครเป็นพี่เป็นน้อง เรื่องยาวเลยค่ะ เพราะหมอจะอุ้มแพรวออกมาก่อน แต่แพรวตกใจกลัวเลยมุดกลับเข้าไป สุดท้ายพริมเลยออกมาก่อน จนทุกวันนี้ก็ยังเถียงกันไม่จบ แต่เราตกลงกันแล้วว่า ไม่มีใครเป็นพี่เป็นน้องดีกว่า”

ด้วยความที่เป็นแฝดตั้งแต่เล็กจนโต ทำให้เธอและแพรวแทบไม่เคยห่างกันเลย ตัวติดกันตลอด เรียนด้วยกันตั้งแต่อนุบาล-ม.ปลาย เป็นสายกิจกรรมเหมือนกัน คบเพื่อนกลุ่มเดียวกัน จนไปเรียนที่อังกฤษ ถึงจะเลือกเรียนกันคนละด้าน พริมเรียนด้านการเงิน/บริหาร ส่วนแพรวไปสายดีไซน์ แต่ทั้งคู่ก็ไม่รู้สึกห่าง เพราะทุกเย็นก็ยังได้เจอกันที่บ้าน จะมีช่วงรอยต่อที่ห่างกันนานที่สุดคือ ช่วงเรียนจบแล้วแพรวกลับมาเทืองไทยก่อน ประมาณเกือบเดือน

“ถึงจะอยู่ด้วยกันบ่อย แต่เราไม่เคยทะเลาะกันเลยนะ จะมีงอนๆ กันบ้าง แต่ก็ได้ไม่นาน แป็บเดียวก็ต้องคุยกันแล้ว (หัวเราะ) ข้อดีของการมีคู่แฝดคือ เวลาจะไปไหนก็ไม่ต้องโทรหาเพื่อนคนไหน แค่เดินไปเคาะห้องข้างๆ ชวนเขาไปก็จบแล้ว พริมว่าเราโชคดีมากนะ ที่เกิดมาเป็นแฝดเพราะต่อให้เป็นพี่น้องคนอื่น สนิทกันแค่ไหนก็ยังมีเรื่องช่องว่างของวัย แต่ด้วยความที่เราเป็นแฝดความต่างตรงนี้ไม่มีเลย”

ถึงจะรักและสนิทกันเหลือเกิน แต่พริมยอมรับว่า

“เราไม่ใช่คู่แฝดที่สวีทหวาน มีโมเมนต์มุ้งมิ้งกัน เราไม่ค่อยแสดงออกด้วยคำพูดว่าคิดถึงหรือเป็นห่วง แต่จะทำเลย เราคอยส่งเสริมสนับสนุนกันและกันเสมอเวลาที่อีกฝ่ายมีปัญหา เขาเป็นเพื่อนคนเดียวที่พริมไว้ใจ และรู้ว่าเขาจะไม่มีทางหักหลังเราเด็ดขาด เวลาไปไหนเราก็จะคิดถึงกันเสมอ โดยเฉพาะเรื่องกิน คิดว่าถ้าเราอยากกิน เขาก็น่าจะอยากกิน (หัวเราะ)”

พิมพิศา

 เล่ามาถึงตรงนี้ แพรวถือโอกาสเล่าเสริมอย่างอารมณ์ดีว่า

“ช่วงที่แพรวน้ำหนักลงหลายกิโลกรัมก็คือ ช่วงที่ห่างกันเกือบเดือนนั่นแหละ กลายเป็นที่มาของฉายาใหม่ว่า แฝดคนละไซส์”

ถามว่า ในบรรดาสองสาวใครแสบกว่ากัน งานนี้ พริมยอมรับว่าเป็นหัวโจก ส่วนแพรวจะเป็นฝ่ายสนับสนุน

“ด้วยความที่มีคนจำผิดบ่อยมาก เราก็เลยแกล้งเพื่อนบ่อยๆ โดยเฉพาะคนที่เพิ่งรู้จักก็จะบอกว่าคนนี้พริมคนนี้แพรวสลับกันตั้งแต่แรก พอเขามาเจออีกทีก็เลยยิ่งงง ว่าใครเป็นใครกันแน่”

อย่างไรก็ตาม เมื่อโยนคำถามทิ้งท้ายสำหรับแฝดเฮี้ยวว่า ถ้าให้เปรียบเทียบแพรวเป็นอะไรสักอย่างในชีวิต งานนี้ ทำเอาพริมคิดหนักในตอนแรก ก่อนที่จะเผยคำตอบที่แสนกินใจว่า

“สำหรับพริม แพรวเปรียบเหมือนออกซิเจนนะ ถ้าไม่มีเขาเราก็คงอยู่ไม่ได้”

“พริม เหมือนรองเท้าข้างหนึ่งถ้าไม่อยู่คู่กันก็ไปไหนไม่ได้”

ปล่อยให้พริมฉายภาพความรักและความผูกพันที่มีต่อกันมาพักใหญ่ แพรวถือโอกาสเล่าบ้าง โดยเธอบอกเล่าถึงภารกิจครั้งใหม่ที่ทั้งสองสาวผนึกกำลังกันเพื่อทำให้สำเร็จ นั่นคือ การปลุกปั้นแบรนด์รองเท้า Artem ซึ่งมีที่มาจากความรักในรองเท้าของทั้งสองสาว

เราสองคนชอบรองเท้ามาก เลยมีแพชชั่นที่จะทำธุรกิจนี้ บวกกันตั้งแต่เรียนอยู่ที่อังกฤษ เรามีประสบการณ์ตรงรู้ดีรสชาติความเจ็บปวดของผู้หญิงดีว่า เวลาใส่ส้นสูงเดินไปไหนมาไหนในลอนดอนนั้นไม่ง่ายเลย เพราะฟุตปาทที่นั่นเดินยากมาก

“บางทีเรียนเสร็จต้องไปงานต่อจะใส่ส้นสูงเลยทั้งวันก็ไม่ไหว ก็เลยเกิดไอเดียว่าน่าจะมีแบรนด์รองเท้าที่สามารถปรับความสูงของส้นได้ แถมยังสามารถสนุกกับการปรับแต่งแอกเซสซอรี่เก๋ๆ ที่ช่วยเติมสีสันให้รองเท้าได้ ถือเป็นการช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนไปในตัว เพราะด้วยลูกเล่นนี้ สาวๆ ไม่จำเป็นต้องซื้อรองเท้าหลายคู่แต่ก็เหมือนมีรองเท้าคู่ใหม่ตลอดได้ แค่เปลี่ยนแอกเซสซอรี่ เราเลยเอาไอเดียนี้มาต่อยอดเป็นธุรกิจ”

ถามว่ามาทำธุรกิจด้วยกันกลัวมั้ย ว่าจะทำให้หมางใจ

พิชามญช์

 “ไม่กลัวเลยค่ะ เพราะเราไม่ใช่แค่พี่น้อง เราเป็นคู่แฝด ที่รู้จักกันทุกมุมจริงๆ ที่สำคัญต่อให้เถียงกันทะเลาะกันบ้าง ไม่นานก็ต้องดีกันแล้ว เพราะอยู่ห้องข้างๆ กัน ตัวติดกันตลอด ต้องไปไหนไปด้วยกัน

“สำหรับแพรว พริมเหมือนรองเท้าอีกข้าง ที่ต้องอยู่คู่กันตลอด ถ้าไม่มีเขาก็ไม่มีทางที่จะเราจะเดินไปไหนได้ หรือมีเราไปก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี”

ทุกวันนี้ เธอบอกว่า รู้สึกโชคดีมากๆ ที่ได้เกิดมามีพี่น้องฝาแฝด ได้มีคนที่รู้ว่าจะสามารถไว้วางใจเขาได้ ไม่มีวันหักหลังเราอยู่ข้างกาย

“เราโชคดีมากๆ ที่มีเพื่อนที่ไม่มีวันทิ้งกัน มีพี่น้องที่ไม่มีวันทะเลาะกันข้ามคืน จากนี้ไปถ้าจะแย่หน่อยก็ตอนที่ถ้าเราทั้งคู่คิดจะแต่งงาน ทุกวันนี้แค่มีแฟนหรือเพื่อนชายไม่พร้อมกัน อีกคนก็เหงาแล้ว ถ้าแต่งงานจริงๆ เรายังคุยกันเล่นๆ ว่า ถ้าได้ลูกแฝดอีกคงดี จะได้เอาลูกมาเจอกัน หรือถ้าฟุ้งกว่านั้นถ้าได้สามีเป็นคู่แฝดคงดี” สองสาวมองหน้ากันแล้วพร้อมระเบิดเสียงหัวเราะอย่างสุดกลั้น

 

วันของแม่คือวันครอบครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 สิงหาคม 2560 เวลา 10:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/508584

วันของแม่คือวันครอบครัว

โดย…ฤดูกาล

 เจ้าของโรงแรมแบรนด์ สาลิล (Salil) ก้อย-สลิลลา อติการบดี ที่คนส่วนใหญ่จะรู้จักเธอในมาดของหญิงเก่งนักบริหาร ผู้ก่อตั้งโรงแรม 5 แห่งได้ในระยะเวลาแค่ 10 ปี

ทั้งโรงแรมสลิล จำนวน 3 สาขา ได้แก่ สุขุมวิทซอย 8 ทองหล่อซอย 1 และสุขุมวิทซอย 11 โรงแรมวินซ์ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ซอย 11 และใหม่ล่าสุดโรงแรม เดอะ สลิล สุขุมวิท 57 ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการเดินทาง ทำให้สถาปัตยกรรมและการตกแต่งทุกอย่างมีกลิ่นอายสไตล์ยุโรป

ทว่า ชีวิตอีกด้านของสลิลลายังมีหน้าที่เป็นคุณแม่ลูกสอง โดยมีลูกสาวคนโตวัย 10 ขวบ และลูกชายคนเล็กวัย 8 ขวบ เป็นแหล่งพลังงานและกำลังใจสำคัญ ซึ่งถึงแม้ว่าการทำงานโรงแรมจะหนักและไม่มีวันหยุด แต่เธอก็ยังสามารถหาเวลาไปท่องเที่ยวกับลูกๆ ได้เสมอ

เธอเล่าว่า ตนและสามี (ดุ๊ก-วรพงษ์ อติการบดี) เริ่มกระเตงลูกทั้งสองคนเที่ยวในประเทศไทยตั้งแต่อายุ 6 เดือน จากนั้นเมื่อคนโตย่างเข้า 5 ขวบ ก็คิดการใหญ่ยกครอบครัวไปล่องเรือมหาสมุทรแคริบเบียนนานเป็นสัปดาห์

“เป็นเพราะเราติดลูกมาก ถ้าไปเที่ยวไหนก็ไม่อยากทิ้งลูกไว้ที่บ้าน แต่อยากให้พวกเขาเห็นในสิ่งที่เราเห็นด้วย แม้ว่าตอนลูกเล็กๆ ก่อน 5 ขวบจะจำอะไรไม่ได้ หรือจำได้รางๆ ว่าเคยไปมา แต่ก้อยคิดว่าอย่างน้อยเขาก็ได้ซึมซับอะไรบางอย่างโดยไม่รู้ตัว

“อย่างตอนนี้ลูกๆ เริ่มโต พวกเขาสามารถรับประทานอาหารท้องถิ่น กล้าคุยกับคน กล้าถาม เราได้เห็นพัฒนาการด้านการเข้าสังคมที่ดีขึ้นมากหลังจากพาลูกออกไปเที่ยวในที่ที่มีวัฒนธรรมต่างกัน ผู้คนต่างกัน ภาษาต่างกัน เหมือนได้สร้างเกราะป้องกันให้พวกเขาอยู่บนโลกนี้ได้แข็งแกร่งขึ้น” สลิลลา กล่าว

 นอกจากนี้ การเดินทางยังทำให้ทุกคนในครอบครัวได้อยู่ด้วยกัน 24 ชั่วโมง ในแบบที่ไม่มีสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตเข้ามาคั่นเวลาและปิดกั้นปฏิสัมพันธ์ ซึ่งเธอจะเป็นคนวางแผนการเดินทางเองและแน่นอนว่าต้องเลือกโรงแรมเอง โดยการเข้าพักแต่ละครั้งเธอจะเก็บรายละเอียดของดีไซน์ และการบริการเพื่อนำมาปรับใช้กับโรงแรมของเธอ

“ก้อยจะสอนให้ลูกๆ สังเกตทุกอย่าง (ในโรงแรม) และให้เขาอธิบายว่าชอบอะไรหรือไม่ชอบอะไร เพราะอะไร เขาจะได้คุ้นเคยกับงานด้านนี้ ดังนั้นเราจะเลือกโรงแรมที่ดีและหลากหลายให้ลูกได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ เป็นการปลูกฝังแบบไม่บังคับให้เขาได้ใกล้ชิดกับธุรกิจของเรา”

สำหรับสถานที่ท่องเที่ยว เธอจะแบ่งเป็นวันของเด็กร้อยละ 80 คือยกให้สวนสนุก ร้านขายของเล่น และพิพิธภัณฑ์ ส่วนของพ่อแม่จะอยู่วันท้ายๆ ซึ่งก็ไม่สำคัญมากมาย เพราะถ้าลูกมีความสุขกลับบ้านก็นับเป็นทริปที่ประสบความสำเร็จแล้ว

“การท่องเที่ยวด้วยกันทำให้เราได้ดูแลลูกๆ เต็มที่ เห็นเขาในสายตาตลอดเวลา พูดคุยกันและกินข้าวด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาทุกมื้อ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชีวิตในกรุงเทพฯ แทบจะทำไม่ได้ รวมทั้งพี่สาวกับน้องชายก็สนิทกันมากขึ้น ช่วยเหลือดูแลกัน เหมือนกับการเดินทางได้ยึดเวลาของครอบครัวกลับมาให้เราจริงๆ” เธอกล่าวทิ้งท้าย

 

 

‘หนีงานไปเที่ยว’ กับคู่รักตะลุยโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 สิงหาคม 2560 เวลา 10:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/508583

‘หนีงานไปเที่ยว’ กับคู่รักตะลุยโลก

โดย…รอนแรม ภาพ : หนีงานไปเที่ยว

 โอเอซิสของคนเจอมรสุมงานมีให้ไปหลบซุกอยู่ที่เพจเฟซบุ๊ก “หนีงานไปเที่ยว” และบล็อก www.ibreak2travel.com พื้นที่แชร์ประสบการณ์การเดินทาง ที่พัก และร้านอาหารของคู่รักสายลุย อีพริ้ง นักท่องเที่ยวที่ต้องทำงานประจำ และยัยหมวยติ๊ดตี่ คนทำงานประจำที่อยากเที่ยว

โดยทั้งคู่อยากพาคนทำงานออกเดินทางไปกับพวกเขา ตามสโลแกนที่ว่า “ทำงานให้เป็นต้องรู้จักเที่ยว”

“การออกไปเห็นโลกกว้างมันเป็นการเติมประสบการณ์ให้ตัวเอง เพราะคนทำงานส่วนใหญ่มักทำงานไปเรื่อยๆ ไม่ค่อยได้พาตัวเองไปสู่โลกกว้าง พอจะไปเที่ยวทีก็ต้องไปวันหยุด ซึ่งต้องแย่งกันกินแย่งกันใช้ ผมเลยรู้สึกอยากมีโมเมนต์อยากหนีงานไปเที่ยวอย่างใจตัวเองบ้าง” อีพริ้งกล่าว

ในช่วงแรกราว 2 ปีที่แล้ว อีพริ้งเริ่มทำเพจเฟซบุ๊กโดยนำประสบการณ์ที่ได้เดินทางจากการทำงานไปเขียนรีวิว พร้อมๆ ไปกับการศึกษาวิชาถ่ายภาพและหัดถ่ายด้วยตัวเอง จนทำให้มีลูกค้าประเภทโรงแรมติดต่อเข้ามา ทว่าด้วยความรักการเดินทางมาก เขาจึงตัดสินใจออกจากงานประจำเมื่อต้นปีที่ผ่านมา และจริงจังกับการเป็นบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวแบบเต็มตัว

 “เราอยากให้คนทำงานออกไปเที่ยว ตอบแทนความเหนื่อยให้กับชีวิตบ้าง” อีพริ้งกล่าวต่อ ซึ่งจุดประสงค์หลักของการเป็นบล็อกเกอร์ ทั้งคู่จะทำหน้าที่เป็น “อินฟลูเอนเซอร์” ที่มีสิทธิพูดในเรื่องที่ต้องการพูด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชมหรือเรื่องติ เนื่องจากพวกเขาแคร์ผู้ติดตามอีพริ้งกับยัยหมวยติ๊ดตี่มากกว่าใคร

ดังนั้น การถ่ายทอดความจริงผ่านประสบการณ์จริง จึงเป็นสิ่งที่ซื่อสัตย์กับคนเหล่านั้นมากที่สุด

อีพริ้งจะรับหน้าที่เป็นผู้เขียนและช่างภาพ ซึ่งแน่นอนว่านางแบบในภาพมีเพียงคนเดียวคือ ยัยหมวยติ๊ดตี่ ซึ่งเธอจะรับหน้าที่วางแผนการเดินทาง เลือกที่พัก และช่วยเก็บข้อมูลยิบย่อย โดยเนื้อหาในเพจเฟซบุ๊กจะเป็นสไตล์บอกเล่าประสบการณ์การเดินทางและข่าวสารอัพเดทต่างๆ

ส่วนเนื้อหาในบล็อกจะเป็นข้อมูลที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมาก ไม่ล้าสมัย สำหรับเป็นคลังข้อมูลให้คนที่สนใจเข้ามาใช้วางแผนการเดินทาง

“ด้วยคอนเซ็ปต์ผมจะเที่ยวลุยๆ สมบุกสมบัน แต่แฟนจะชอบไปดูวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม พอสองคนมาเจอกันก็กลายเป็นทริปที่มีทั้งธรรมชาติ วิถีชีวิตคนท้องถิ่น และวัฒนธรรมในพื้นที่นั้น ซึ่งมันทำให้เรารู้ว่าความเป็นท้องถิ่นมันมีเสน่ห์มากๆ อย่างไปต่างประเทศเราจะเลือกกินอย่างที่เขากิน ทำอย่างคนที่นั่นทำ

 “และที่สำคัญคือเสน่ห์ของแต่ละที่ที่ถึงแม้ว่าเราจะไปที่เดิมซ้ำๆ แต่มันมีเสน่ห์ไม่รู้จบ ไม่ว่าจะบรรยากาศต่างกัน เจอคนต่างกัน ได้กินอาหารใหม่ๆ ได้พูดคุยกับคนใหม่ๆ แม้ว่าเราจะเดินทางกันบ่อยแค่ไหน แต่ทุกครั้งที่จะไป แค่คิดว่าจะได้ไปเที่ยวก็สนุกแล้ว” อีพริ้ง กล่าวเพิ่มเติม

นอกจากนี้ หนีงานไปเที่ยวกำลังจะขยายไปสู่ช่องยูทูบ โดยทั้งคู่ตั้งใจจะทำรายการ “ท่องเที่ยวเชิงวิเคราะห์” ที่ให้มากกว่ารายการท่องเที่ยวธรรมดา

ยกตัวอย่างผ่านการตั้งคำถามว่า ทำไมคนญี่ปุ่นต้องเข้มงวดกับชีวิต แต่ทำไมประเทศไต้หวันที่เคยเป็นเมืองขึ้นของญี่ปุ่นจึงดูผ่อนคลายกว่า เพื่อทำความเข้าใจตัวตนของสถานที่นั้นๆ

เพราะทั้งคู่เชื่อว่าหากยังไม่เข้าใจตัวตนของที่ที่ไป เราก็จะไม่ได้รับอะไรกลับมานอกจากการไปเปลี่ยนที่เที่ยว

“อีพริ้งกับยัยหมวยติ๊ดตี่จะยังคงเดินทางสะสมประสบการณ์ต่อไป เริ่มมองประเทศที่ยากขึ้นและยังไม่เคยไป เพื่อออกไปเปิดโลกกว้างให้มากที่สุด เพราะโลกใบนี้ไม่มีแค่เรา ไม่ได้มีแค่มนุษย์ ทุกคนจึงต้องได้ลองถึงจะเข้าใจ ลองหาโอกาสเอาเท้าไปเหยียบพื้นหญ้า พาตัวเองไปให้สายหมอกพัดผ่าน หรือลองยื่นเท้าออกไปแช่น้ำทะเล แล้วทุกคนจะรู้ว่าการเดินทางจะทำให้โลกใบเดิมของเรากว้างขึ้นแน่นอน” อีพริ้ง กล่าวทิ้งท้าย

 

วัชรพงศ์ ลีโทชวลิต Work Hard Play Hard

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 สิงหาคม 2560 เวลา 10:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/508580

วัชรพงศ์ ลีโทชวลิต Work Hard Play Hard

 วัชรพงศ์ ลีโทชวลิต หรือก้อง วัย 36 ปี หัวหน้างานแผนกนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท แพลน บี มีเดีย เพิ่งรับรางวัลนักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยมประจำปี 2558/2559 ในหมวดบริการ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

 หลังจากอยู่ในวิชาชีพนี้มานานถึง 4 ปี ตั้งแต่บริษัทสายการบินนกแอร์ หรือ NOK เข้าซื้อขายในตลาดหุ้นไทยเมื่อปี 2556 ความเป็นคนเฮฮาปาร์ตี้ทำให้เขาประสบความสำเร็จในวิชาชีพ

“รางวัลนี้ได้มาจากการโหวตของนักวิเคราะห์จากโบรกเกอร์ต่างๆ ที่เราติดต่องานด้วย จากการให้ข้อมูลเขาอย่างสม่ำเสมอเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นกับบริษัท และโชคดี 2-3 ปีนี้ แพลน บี มีเดีย มีเรื่องราว มีกิจกรรมให้ต้องติดต่อนักวิเคราะห์เพื่อแลกเปลี่ยนความคิด นักวิเคราะห์หลายคนมีประสบการณ์ในตลาดทุนมากกว่าเราบางครั้งเราต้องรับฟังมุมมองของเขาเพื่อก้าวเดินที่ถูกต้องของบริษัท ผมต้องทำงานกับนักวิเคราะห์ เพื่อนร่วมงานและเจ้านาย”

ก้องมีแผนพบนักวิเคราะห์โบรกเกอร์ปีละครั้งเพื่อให้ข้อมูลบริษัท เขาเป็นชายหนุ่มที่ชอบสังสรรค์เป็นชีวิตจิตใจ และไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะหักเหชีวิตตัวเองเข้ามาอยู่ในงานสายนี้ ไม่เคยรู้จักมาก่อน และโชคชะตาหักเหตามครรลอง

หลังจากจบปริญญาโทคณะบริหารธุรกิจจากทันเดอร์เบิร์ด สกูล ออฟ โกลบอล แมเนจเมนต์ รัฐแอริโซนา สหรัฐอเมริกา เริ่มงานแรกที่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ไอเอฟซีที) เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิเคราะห์สินเชื่อ ทำได้ 2 ปี ย้ายงานไปอยู่ธนาคารกสิกรไทยเป็นฝ่ายดูแลลูกค้ารายใหญ่ ด้วยความใฝ่ฝันอยากทำงานสายการบิน จึงลาออกมาเป็นผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจที่นกแอร์ ทำได้ 3-4 ปี

 ปี 2556 นกแอร์จะเพิ่มทุนขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) เพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ SET ได้รับหน้าที่สำคัญเป็นผู้จัดการโครงการนำนกแอร์เข้าจดทะเบียน

“สิ่งสำคัญของหน้าที่นักลงทุนสัมพันธ์ คือต้องหาจุดขายบริษัท ต้องเข้าใจธุรกิจ ต้องตีโจทย์การขายให้ขาด ตอนนั้นเป็นครั้งแรกที่รับหน้าที่นี้ วิทัย รัตนากร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการเงินนกแอร์ตอนนั้น หรือปัจจุบันรองกรรมการผู้จัดการธนาคารออมสินตอนนี้ เป็นผู้ชักชวนเข้าสู่วงการนักลงทุนสัมพันธ์ เพราะผมเข้าใจธุรกิจนกแอร์และชอบปาร์ตี้ชอบสื่อสารกับคน”

เขาเล่าว่าอาชีพนี้ไม่มีใครสอนอย่างจริงจังขึ้นอยู่กับตัวเอง แม้มีคอร์สสอนแต่ต้องใช้ประสบการณ์ในการสื่อสารกับคน เจอแบบนี้ต้องทำอย่างไร ต้องแลกเปลี่ยนกับเพื่อนในวงการเดียวกัน

ทำงานที่นกแอร์ได้ประมาณ 3-4 ปี จึงลาออกมาอยู่แพลน บีฯ เพราะอยากทำงานบริษัทสื่อเพื่อจะได้มีประสบการณ์ขายให้ขาด ขายให้ตรงจุด เขาบอกว่าโชคดีมากที่ตั้งแต่เข้ามาบริษัทนี้เติบโตสูงตลอดจนติดอันดับ SET100

“ผมมีปาร์ตี้ทุกศุกร์ เสาร์ หลังเลิกงานผ่อนคลายด้วยได้ต่อยอดงานไปด้วย มีกลุ่มไลน์คุยกันสม่ำเสมอ เมื่อมีการนำเสนอข้อมูลหรือโรดโชว์จับกลุ่มช็อปปิ้งด้วยกัน คุยกัน ทั้งกับผู้จัดการกองทุน นักวิเคราะห์ และนักลงทุนสัมพันธ์ด้วยกัน ต้องรู้จักนักลงทุนให้ครบทุกกลุ่ม”

 เมื่อมีความคืบหน้าใดๆ เกิดขึ้นกับบริษัทของตัวเองเขาไม่รอให้นักวิเคราะห์โทรมาขอข้อมูล บางทีสามารถติดต่อไปเองได้เลยเพื่อให้ข้อมูล บางครั้งคุยกันระหว่างขับรถไปทำงานเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น

เมื่อทำงานหนักขนาดนี้แม้กระทั่งหลังเลิกงานก็ไม่ว่างเว้น ก้องจึงต้องดูแลสุขภาพเป็นพิเศษเพื่อถนอมตัวเอง รักษาสมดุลชีวิต ด้วยการเข้ายิมเล่นเวต ตีเทนนิส ในวันเสาร์และวันอาทิตย์

ไม่ต้องแปลกใจกับวัย 36 ปี ที่งานหนัก แต่หน้าตายังสดใสอยู่เสมอ สมกับเป็นคนรุ่นใหม่จริงๆ

 

 

อรณ ยนตรรักษ์ เพิ่มมูลค่าแมลงเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 สิงหาคม 2560 เวลา 10:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/508578

อรณ ยนตรรักษ์ เพิ่มมูลค่าแมลงเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูป

โดย…ภาดนุ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

 พีท-อรณ ยนตรรักษ์ หนุ่มน้อยวัย 16 ปี นักเรียนเกรด 11 (ม.5) โรงเรียนนานาชาติฮาร์โรว์ เป็นเด็กรุ่นใหม่ที่มีความคิดก้าวไกล พร้อมทั้งมีใจที่เป็นจิตอาสาชอบช่วยเหลือผู้คนในสังคม

ล่าสุด พีทได้ต่อยอดความคิดจากงานวิจัยแมลงที่ทำร่วมกับพี่สาว จนปิ๊งไอเดียนำจิ้งหรีดมาสร้างมูลค่าให้เป็นผลิตภัณฑ์แมลงกินได้ เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ สู่ชุมชนในภาคอีสาน

“จุดเริ่มต้นของการทำโครงการจิตอาสากันเองเริ่มจากเมื่อ 7 ปีที่แล้ว คุณครูท่านหนึ่งที่โรงเรียนนานาชาติแฮร์โรว์ ซึ่งเป็นครูหัวหน้าสีของผมและพี่สาว ชื่อว่า ‘มิสเตอร์มอนต์โกเมอรี่’ ได้เรียกผมกับพี่สาว (แพท-พริมา ยนตรรักษ์) ไปคุยตอนสอบ ซึ่งเรามีคะแนนที่ดีมาก โดยเฉพาะพี่สาวผมซึ่งได้คะแนนเป็นอันดับ 1 มาตลอดเกือบทุกวิชา

“คุณครูบอกกับเราว่า การเรียนหนังสือเก่งอย่างเดียวและได้คะแนนสูงๆ มันยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ประสบความสำเร็จและทำให้เราเป็นคนโดยสมบูรณ์ แต่การที่เราจะเป็นคนโดยสมบูรณ์และมีคุณค่าอย่างแท้จริงได้ก็คือ การที่เรามองไปยังผู้อื่นที่ต้องการความช่วยเหลือและไม่ได้โชคดีอย่างเรา ซึ่งมีมากมายในเมืองไทยและลงมือช่วยเหลือผู้คนเหล่านั้นอย่างจริงจัง เพื่อให้พวกเขามีความสุขหรือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในชีวิตคนเหล่านั้นได้ จากคำสอนของคุณครูท่านนี้เองที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิตผมและพี่สาว”

พีทบอกว่า จากวันนั้นเองเป็นจุดเริ่มต้นให้พวกเขารู้จักมองและคิดที่จะช่วยเหลือหรือทำประ โยชน์ให้แก่ผู้ด้อยโอกาส พี่สาวจึงชวนเขาและเพื่อนๆ ของเธอ ตั้งกลุ่มจิตอาสาที่ชื่อว่า “The Lion Heart Society” ขึ้นมา โดยเริ่มจากสมาชิกแค่ 8 คน จนตอนนี้มีสมาชิกและอาสาสมัครทั้งหมดกว่า 100 คนแล้ว

“ปัจจุบันนี้ผมรับหน้าที่หัวหน้ากลุ่มและผู้ก่อตั้งกลุ่มฯ ต่อจากพี่สาว เนื่องจากเธอต้องไปเรียนต่อ ปริญญาตรี และปริญญาโท ที่สหรัฐ โครงการหลักๆ ที่เราทำมีมากมาย แต่มีอยู่โครงการหนึ่งที่เราต้องไปช่วยเหลือโรงเรียนที่ จ.นครราชสีมา ซึ่งเริ่มทำมาตั้งแต่ปี 2553 ที่นั่นเองเป็นจุดเริ่มต้นของการมองเห็นปัญหาการขาดแคลนอาหารกลางวันของโรงเรียน ผมและพี่สาวจึงริเริ่มทำโครงการอาหารกลางวันให้แก่เด็กๆ ขึ้นในปี 2555 เพื่อช่วยเหลือโรงเรียนต่างๆ อาทิ โรงเรียนบ้านโนนรัง โรงเรียนบ้านซับใต้ โรงเรียนบ้านวังโรงใหญ่สามัคคี โรงเรียนบ้านห้วยลุง โรงเรียนบ้านหนองไม้ตาย โรงเรียนหนองกก และหมู่บ้านใกล้เคียงใน อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา

 “จึงพบว่าเด็กนักเรียนส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจนมาก เกือบ 80% ของเด็กอยู่กับปู่ย่าตายาย พ่อแม่ต้องไปทำงานหาเงินในกรุงเทพฯ หรือตามเมืองใหญ่ ปู่ย่าตายายก็แก่เกินกว่าจะเลี้ยงดูหลานได้อย่างเพียงพอ แล้วยังได้ทราบจากครูที่โรงเรียนว่า ค่าอาหารกลางวันที่รัฐบาลจ่ายเพื่อเลี้ยงดูเด็กเป็นเงินที่น้อยนิดมาก ตอนปี 2555 เด็กได้ค่าอาหารกลางวันคนละ 13 บาทต่อคนต่อวันเท่านั้น เด็กๆ จึงไม่สามารถมีอาหารกลางวันที่เพียงพอได้ เราจึงริเริ่มโครงการอาหารกลางวันขึ้นเพื่อให้เด็กๆ ตามโรงเรียนเหล่านี้มีอาหารกลางวันกินอย่างเพียงพอ และที่เหลือยังสามารถนำกลับไปกินที่บ้าน หรือนำไปขายทำรายได้เพื่อนำมาเป็นทุนหมุนเวียนในโครงการอีกด้วย โดยเริ่มจากการเลี้ยงปลาดุก เลี้ยงไก่ไข่ เลี้ยงกบ เพาะเห็ด และปลูกผักปลอดสารพิษ”

พีทเล่าว่า ต่อมาพี่สาวของเขาสังเกตเห็นว่า แม้เด็กๆ เหล่านี้จะมีฐานะที่ยากจนมาก แต่สุขภาพโดยรวมของเด็กๆ กลับแข็งแรงดี เมื่อนำเด็กๆ มาชั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูง แล้วนำไปเปรียบเทียบกับกราฟการเจริญเติบโตตามมาตรฐานของเด็กไทยในวัยเดียวกัน ก็พบว่าเด็กๆ เหล่านี้กว่า 90% มีการเจริญเติบโตตามมาตรฐานทั้งส่วนสูงและน้ำหนัก

“พี่สาวผมจึงถามชาวบ้านว่า โดยปกติแล้วเด็กๆ กินอะไรกัน ชาวบ้านก็เล่าให้ฟังว่า เด็กส่วนใหญ่กินแมลงหรือสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติรอบๆ ตัวโดยไม่ต้องซื้อหา พี่สาวผมจึงเกิดความสนใจ จนนำ ไปสู่การศึกษาคุณค่าทางโภชนาการของแมลงต่างๆ ในแหล่งธรรมชาติของภาคอีสานที่ชาวบ้านนิยมกินกัน จนเป็นที่มาของงานวิจัยแมลงและหนังสือที่ชื่อว่า ‘แมลงกินได้’ ของเธอในเวลาต่อมา

“ตลอดระยะเวลาที่พี่สาวไปทำการวิจัย ผมจะติดตามไปเป็นผู้ช่วยด้วยเสมอ ต่อมาเราได้ส่งแมลงต่างๆ ไปที่มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อให้เจ้าหน้าที่วิจัยหาคุณค่าทางโภชนาการต่างๆ ก็พบว่า แมลงส่วนใหญ่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาก มีทั้งโปรตีนและแคลเซียมสูง แถมมีไขมันต่ำ แมลงหลายชนิด เช่น จิ้งหรีด ตั๊กแตน แมงเม่า มีโปรตีนต่อกรัมสูงกว่า หมู เนื้อ และไก่ด้วยซ้ำ”

จากงานวิจัยแมลงที่พีทได้มีส่วนร่วมช่วยพี่สาวนี้เอง วันหนึ่งเขาจึงคิดที่จะต่อยอดงานวิจัยชิ้นนี้ให้เกิดประโยชน์แก่ชาวบ้านอย่างแท้จริง เขาจึงริเริ่มนำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาต่อยอดไปสู่โครงการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงจิ้งหรีดและการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพิ่มรายได้ให้กับโรงเรียนต่างๆ รวมทั้งชาวบ้านในชุมชนให้พึ่งพาตัวเองและมีรายได้อย่างยั่งยืนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9

“จุดมุ่งหมายของผมคือ ต้องการส่งเสริมให้โรงเรียนที่เราได้ไปช่วยเหลือเรื่องอาหารกลางวัน ได้ริเริ่มการเลี้ยงแมลงเพื่อเป็นแหล่งอาหารโปรตีนให้แก่นักเรียนอย่างจริงจัง และเนื่องจากจิ้งหรีดเป็นแมลงโปรดของผมตั้งแต่เด็ก รวมทั้งจากการศึกษาพบว่า จิ้งหรีดมีคุณค่าทางโภชนาการสูง และชาวบ้านในภาคอีสานนิยมกินกันอยู่แล้ว แถมยังเลี้ยงง่าย และวงจรในการเลี้ยงจากไข่จนโตเต็มวัย สามารถกินได้ใช้เวลาแค่ 40-50 วันเท่านั้นเอง แล้วยังไม่ต้องเปลืองค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงด้วย เพราะอาหารของจิ้งหรีดก็เป็นพวก ผักบุ้ง ผักกาดขาว แตงโม และฟักทอง ที่ชาวบ้านมีอยู่แล้ว ผมจึงเริ่มให้นักเรียนในโรงเรียนบางแห่งเลี้ยงจิ้งหรีดในปี 2557 เมื่อได้ผลดีจึงส่งเสริมให้เลี้ยงอย่างจริงจังตามโรงเรียนต่างๆ ในปี 2558 มาจนถึงปัจจุบัน

“สำหรับเงินค่าใช้จ่ายที่นำมาใช้ช่วยเหลือชาวบ้านในโครงการนี้ ผมนำมาจากการขายผักปลอดสารที่ครอบครัวของเราปลูกเองเพื่อเป็นงานอดิเรกที่ อ.ปากช่อง ซึ่งบ้านเราปลูกไว้เพื่อกินเองมากว่า 10 ปีแล้ว ปกติคุณพ่อคุณแม่จะไม่ขายใคร เอาไว้กินเองและแจกเพื่อนฝูงญาติพี่น้อง พอผมคิดริเริ่มโครงการ ผมจึงขออนุญาตครอบครัวนำผักปลอดสารมาขาย ซึ่งในปีนึงเราขายได้เป็นแสนบาทเลยล่ะ เพราะปลูกเป็นไร่ โดยยกร่องปลูกให้มี 60-70 ร่อง โดยที่ขาย อ.ปากช่อง รวมทั้งนำมาขายที่โรงเรียนผมบ้าง บางครั้งก็ส่งขายร้านอาหารที่รู้จักกันบ้างครับ”

 พีทเสริมว่า เมื่อการเลี้ยงจิ้งหรีดในโรงเรียนประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ต่อมาเขาจึงใช้โรงเรียนเป็นศูนย์กลางเพื่อให้ชาวบ้านมาศึกษาหาความรู้ทางด้านการเพาะเลี้ยงจิ้งหรีด ซึ่งโรงเรียนต่างๆ ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ได้แก่ โรงเรียนบ้านหนองไม้ตาย โรงเรียนบ้านหนองกก โรงเรียนบ้านวังโรงใหญ่สามัคคี ซึ่งอยู่ที่ อ.สีคิ้ว เป็นต้น

“เมื่อการเพาะเลี้ยงจิ้งหรีดประสบความสำเร็จด้วยดี ผมก็คิดต่อไปอีกว่า ถ้าขายแค่จิ้งหรีดสด ราย ได้ที่ได้รับก็ไม่มากนัก เพราะขายเพียงกิโลกรัมละ 90 บาทเท่านั้น แต่ถ้าส่งเสริมให้โรงเรียนและเด็กๆ นำผลผลิตจิ้งหรีดที่ได้ไปทำเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปล่ะ ก็น่าจะขายได้ราคาที่มากขึ้น แล้วยังเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนอีกด้วย

“คิดได้แบบนั้นผมจึงทำคู่มือเล่มเล็กๆ ให้โรงเรียนไว้เพื่อแจกเด็กๆ และผู้ปกครองที่สนใจ เนื้อหาในคู่มือจะเป็นวิธีการเลี้ยงจิ้งหรีด และตัวอย่างการทำผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ ที่หลากหลาย ซึ่งผลิตภัณฑ์ชนิดใดจะได้รับความนิยมมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับความชอบของผู้ซื้อแต่ละแห่งที่จะนิยมแตกต่างกันไป เช่น ตามต่างจังหวัด น้ำพริกจิ้งหรีดแห้ง และน้ำพริกจิ้งหรีดสด จะได้รับความนิยมอย่างมาก แต่เมื่อผมลองนำผลิตภัณฑ์แปรรูปจากจิ้งหรีดมาหาความนิยมของคนในกรุงเทพฯ ผลิตภัณฑ์พวกโปรตีนบาร์ ข้าวพองคลุกจิ้งหรีด กลับได้รับความนิยมมากกว่า

“ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากจิ้งหรีดที่ผมส่งเสริมอยู่นี้มีอยู่ด้วยกันหลายชนิด ซึ่งจะสามารถช่วยเพิ่มรายได้ให้กับคนในชุมชนได้ แทนที่จะขายแต่จิ้งหรีดสดที่เพาะจากฟาร์มแค่กิโลกรัมละ 90-100 บาท เมื่อแปรรูปก็จะได้ราคาเพิ่มขึ้นอีก เช่น น้ำพริกจิ้งหรีดชนิดแห้งและชนิดสด จากจิ้งหรีด 1 กิโลกรัม ทำน้ำพริกได้ 10 กล่อง กล่องละ 30 บาท (รวมเป็น 300 บาท) โปรตีนบาร์ จากจิ้งหรีดสด 1 กิโลกรัม ทำโปรตีนบาร์ได้ 12 ชิ้น ชิ้นละ 15 บาท (รวมเป็น 180 บาท) จิ้งหรีดคั่วเกลือ จิ้งหรีดคั่วสมุนไพร จากจิ้งหรีด 1 กิโลกรัม ทำได้ 10 ถุง ถุงละ 20 บาท (รวมเป็น 200 บาท) สุดท้าย ข้าวเม่าจิ้งหรีด จากจิ้งหรีด 1 กิโลกรัม ทำได้ 5 กล่อง กล่องละ 40 บาท (รวมเป็น 200 บาท) เป็นต้น”

พีทเสริมว่า ในแต่ละแห่งชาวบ้านจะเลือกทำผลิตภัณฑ์แปรรูปชนิดใด ก็ขึ้นอยู่กับความนิยมของคนซื้อในพื้นที่นั้นๆ ที่ผ่านมาการทำผลิตภัณฑ์แปรรูปของโรงเรียนและชาวบ้านก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ล่าสุดสินค้าเหล่านี้ก็ค่อยๆ ก้าวขึ้นไปสู่ผลิตภัณฑ์โอท็อป (OTOP) ประจำตำบลแล้ว แต่ก็คงต้องใช้เวลาและชุมชนที่เข้มแข็งร่วมมือกัน โดยมีโรงเรียนเป็นจุดศูนย์กลางความรู้ต่อไป

“ผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดแปรรูปที่ผมส่งเสริมจะไม่กระทบต่อสินค้าแบบดั้งเดิมแน่นอน เพราะในขณะนี้ยังไม่มีใครทำแบบนี้เลยครับ ปกติถ้าเป็นชาวบ้านที่เขามีการเลี้ยงจิ้งหรีดอยู่บ้าง เขาก็จะนำไปขายที่ตลาดเป็นจิ้งหรีดสด นอกจากนี้ยังมีจิ้งหรีดคั่วที่ขายตามรถเข็น และจิ้งหรีดอบกรอบที่ขายในซูเปอร์มาร์เก็ตอยู่บ้าง ก็ไม่แน่นะครับ เผื่อเขาจะได้ไอเดียไปทำเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปอย่างที่ผมกำลังส่งเสริมอยู่บ้าง (ยิ้ม)

“สิ่งที่ผมคาดหวังก็คือ อยากจะเห็นผลิตภัณฑ์แปรรูปเหล่านี้กลายเป็นสินค้าประจำตำบลของชาวบ้านและโรงเรียนที่ผมได้ไปช่วยมาหลายปี ที่สำคัญผมก็หวังจะได้เห็นเด็กๆ และชาวบ้านมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถนำการเลี้ยงจิ้งหรีดและผลิตภัณฑ์แปรรูปเป็นแหล่งหารายได้เลี้ยงครอบครัวได้ เพราะถ้าพวกเขาสามารถหารายได้ในท้องถิ่นที่อยู่อาศัยได้ ชาวบ้านก็จะได้ไม่ต้องไปหางานทำในกรุงเทพฯ หรือในเมืองใหญ่ที่อื่น พ่อแม่ก็จะได้อยู่กับลูก มีเวลาอบรมเลี้ยงดูเด็กๆ เมื่อครอบครัวอยู่ด้วยกันอย่างอบอุ่น ปัญหาสังคมอื่นๆ เช่น เด็กต้องเลิกเรียนก่อนเกณฑ์บังคับ เด็กสาวท้องก่อนวัยอันสมควร หรือวัยรุ่นติดยา ก็จะลดน้อยลงไปด้วย”

ด้วยความเป็นเด็กที่มุ่งมั่นทำความดีและชอบช่วยเหลือผู้อื่น พีทจึงได้รับรางวัลต่างๆ มามากมาย อาทิ รางวัลกลุ่มเยาวชนดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2557 สาขาพัฒนาเยาวชน บำเพ็ญประโยชน์ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชน จากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รางวัลเยาวชนผู้สร้างชื่อเสียง สาขาเยาวชนต้นแบบดีเด่น จากสมาคมศิลปินแห่งชาติ ได้รับโล่เกียรติคุณสืบสานพระราชปณิธานสร้างผลงานเพื่อแผ่นดิน ตามรอยเบื้องพระยุคลบาท พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 สาขาเยาวชนผู้เป็นต้นแบบสังคมดีเด่น และรางวัล โกลด์ ไท อวอร์ด ออฟ เดอะ เยียร์ 2017 จากโรงเรียนนานาชาติแฮร์โรว์ เป็นต้น

โอ้ว! ไม่มีข้อสงสัยเลยล่ะว่า ทำไมพีทถึงได้รับรางวัลมามากมาย เพราะการที่จะดูว่าใครทำความดีและทุ่มเทเพื่อสังคมจริงๆ นั้น สามารถดูได้จากเจตนาที่ดีและการกระทำของเขา เพราะมันจะเป็นเครื่องพิสูจน์ตัวตนและคุณค่าในตัวของคนคนนั้นได้เป็นอย่างดี