ญี่ปุ่นไปกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 สิงหาคม 2560 เวลา 08:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/509837

ญี่ปุ่นไปกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ

โดย…กั๊ตจัง

 ญี่ปุ่นเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในฝันของใครหลายๆ คน ที่วาดฝันว่าครั้งหนึ่งจะได้เยือนแดนอาทิตย์อุทัยแห่งนี้

เช่นเดียวกับครอบครัวของ สรรค์ภพ จิรวรรณธร บรรณาธิการภาพนิตยสารจีเอ็มคาร์ ที่เลือกประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่อยากพาครอบครัวไปเที่ยวมากที่สุด และไปมาแล้วถึง 5 ครั้ง

“ครอบครัวเราเริ่มเที่ยวญี่ปุ่นเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว ตอนนั้นลูกชายน้องต้นน้ำอายุแค่ประมาณ 5 ขวบ ตอนที่พาไปก็ไม่ได้รู้หรอกว่า ลูกจะจำได้หรือไม่ได้ เพียงแต่อยากให้ภรรยากับลูกได้ไปเที่ยวได้ไปเห็น เราเคยไปทำงานที่ญี่ปุ่นประมาณ 2 ครั้ง ก็ทำให้พอรู้สถานที่และเส้นทางอยู่บ้าง” คุณพ่อมือโปรเผยเหตุผลที่ชอบพาครอบครัวไปเที่ยวญี่ปุ่น อีกทั้งยังเสริมอีกเหตุผลหนึ่งว่า การพาครอบครัวไปเที่ยวต่างประเทศและทำให้รู้สึกปลอดภัย จะนึกถึงประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกๆ เสมอ

 สรรค์ภพ เล่าต่อว่า สถานที่แรกๆ ในการไปเที่ยวญี่ปุ่นก็เหมือนกับคนทั่วไปก็คือโตเกียว โดยมีภรรยาเป็นคนวางแผนทริปให้ว่าในแต่ละวันจะไปเที่ยวกันที่ไหนบ้าง แต่ฐานข้อมูลการเที่ยวสำคัญของครอบครัวก็คือ การดูรายการนำเที่ยวที่ชื่อ มาจิเดะ เจแปน เป็นรายการนำเที่ยวญี่ปุ่น โดยไกด์นำเที่ยวที่ชื่อคุณอุ้ม ซึ่งมีประสบการณ์นำเที่ยวประเทศญี่ปุ่น และมีความรู้ภาษาญี่ปุ่นเป็นคนแนะนำสถานที่เที่ยวต่างๆ อย่างละเอียด

“ดูแล้วจดรายละเอียดสถานที่ท่องเที่ยวว่ามีตรงไหนที่น่าสนใจบ้าง จดใส่กระดาษตอนไปเที่ยวก็ดึงออกมาดูว่าเราจะต้องไปติดต่อตรงไหน เดินเที่ยวตรงไหนก่อน หรือบางครั้งก็หยิบดูคลิปรายการบนมือถือตอนนั้นเลย ก็จะทำให้การเที่ยวราบรื่นมากขึ้น เก็บสถานที่เที่ยวสำคัญของญี่ปุ่นตั้งแต่เหนือสุดของญี่ปุ่นมาจนถึงตอนใต้สุด ซึ่งแต่ละที่ก็มีเสน่ห์ที่แตกต่างกันออกไป

“ในการเที่ยวแต่ละครั้งก็จะจัดสรรให้มีสถานที่ที่ลูกชอบ เช่น สวนสนุก หรือสถานที่ที่มีเครื่องเล่นเยอะๆ ส่วนภรรยาก็อาจจะต้องมีแหล่งช็อปปิ้งบ้าง ส่วนตัวจะชอบสถานที่เที่ยวแบบธรรมชาติ ลุยๆ หน่อยแต่ก็ต้องดูว่าลูกกับภรรยาไหวไหม”

 สถานที่เที่ยวที่คิดว่าสวยงามน่าไปที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่นสำหรับครอบครัวสรรค์ภพก็คือ ฮอกไกโด อยู่ทางตอนเหนือสุดของญี่ปุ่น เมืองนี้เป็นเมืองที่มีเสน่ห์ สงบ ทิวทัศน์ก็สวยงาม มีทั้งภูเขา ทะเล อาคารบ้านเรือน

“เราเห็นแล้วอาจจะคิดว่าเขาสร้างขึ้นเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว แต่อันที่จริงแล้วไม่ใช่เลย เป็นธรรมชาติของพวกเขาอยู่แล้ว ทุกครั้งที่ไปญี่ปุ่นเหมือนกับได้ไปยืนถูกที่ถูกทาง เพราะมีความเป็นญี่ปุ่นที่มีอยู่ตัวเรา อย่างหนึ่งก็คือเรื่องของการมีวินัย เดินไปตรงไหนก็มีความสุขเดินตรงไหนก็รู้สึกว่าสบาย เป็นส่วนหนึ่งของเขา ไม่รู้สึกย้อนแย้งขัดขืนอะไรกับวัฒนธรรมของเขา แม้จะดูวุ่นวายเร่งรีบ แต่ก็ยังอยู่ในความมีระเบียบวินัย ไม่ล้ำเส้น

“คิดว่าเราอยากจะให้ลูกได้ไปเห็นความมีระเบียบวินัยของคนญี่ปุ่น ได้มีประสบการณ์ในการเดินทางเรียนรู้ความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรม ซึมซับความมีระเบียบวินัยของชาวญี่ปุ่น แม้ว่าตอนนี้จะเห็นไม่ชัดว่าเขาซึมซับได้มากน้อยแค่ไหน แต่ก็เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นสิ่งที่ดีติดตัวเขาไปในอนาคต” แฟมิลี่แมนทิ้งท้ายความหวังเล็กๆ ที่รอวันเติบโตไปพร้อมกับคนที่เขารัก

 

 

คณชัย เบญจรงคกุล เติบโตจากภายในด้วยการให้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 สิงหาคม 2560 เวลา 08:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/509833

คณชัย เบญจรงคกุล เติบโตจากภายในด้วยการให้

โดย…กองทรัพย์ ภาพ : เสกสรร โรจนเมธากุล

 เป็นคนรุ่นใหม่ที่น่าชื่นชมแนวความคิดเรื่องการให้และการแบ่งปัน คิด-คณชัย เบญจรงคกุล ที่แม้จะทำงานในสายช่างภาพแฟชั่น แต่เขาก็ช่วยเหลือสังคมในโครงการต่างๆ มาโดยตลอด

ล่าสุด เขามีโอกาสทำงานร่วมกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) โดยใช้ความถนัดของตัวเองช่วยเหลือผู้ลี้ภัยในฐานะช่างภาพ นำเสนอมุมมองความรักของผู้ลี้ภัยผ่านการถ่ายภาพของเขา เพื่อค้นหาคำนิยามของความรักในรูปแบบต่างๆ ของผู้ลี้ภัยที่พักพิงในประเทศไทยมายาวนานกว่า 30 ปี การทำงานด้วยความทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ ทำให้คิดเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับรางวัล  “Stand with Refugees”

จุดเริ่มต้นของการได้ถ่ายภาพผู้ลี้ภัย เกิดขึ้นเพราะได้รับการชักชวนจากท่าน ว.วชิรเมธี ซึ่งท่านได้ชวนศิลปินและช่างภาพ ไปเยี่ยมค่ายผู้ลี้ภัยเพื่อสร้างสรรค์งานศิลปะ เพื่อประมูลรายได้ให้กับทาง UNHCR พอโปรเจ็กต์นั้นจบไป ก็ได้รับคำชักชวนจาก ปู-ไปรยา ลุนเบิร์ก และ UNHCR ได้ร่วมกันเป็นครั้งแรกในการจัดนิทรรศการภาพถ่าย “รักไร้พรมแดน” เพื่อแบ่งปัน 30 เรื่องราวชีวิตจริงของผู้ลี้ภัยทั้งในประเทศไทย และจอร์แดน จึงกลายมาเป็นนิทรรศการซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวของความรักภายในค่าย

“ในฐานะช่างภาพ ผมเชื่อในพลังของภาพถ่าย และต้องการที่จะใช้มันเพื่อมนุษยธรรม ผมจึงหวังว่า รูปภาพและเรื่องราวที่ผมถ่ายทอดออกมาจะทำให้ทุกคนหันมาใส่ใจผู้ลี้ภัย และร่วมกันทำให้เขาไม่รู้สึกว่ามีชีวิตอยู่เพียงลำพัง”

หลายคนเห็นว่า คิดว่าเป็นลูกชายเจ้าสัว ทำงานเป็นช่างภาพแฟชั่น และเห็นหน้าเขาตามงานสังคมต่างๆ พอสมควร แต่เมื่อเขาลงพื้นที่ และทำงานร่วมกับกลุ่มผู้ลี้ภัยเปิดโลกให้กับหนุ่มคนนี้ได้ไม่น้อย

“ก่อนหน้านี้ ผมรู้สึกว่าประเด็นเรื่องผู้ลี้ภัยเป็นอะไรที่ไกลตัวมาก และไม่เคยรับรู้ด้วยซ้ำว่ามีกลุ่มผู้ลี้ภัยอาศัยอยู่ในประเทศไทยเยอะมากแค่ไหน พอได้ลงพื้นที่ 3 ค่าย ใน จ.ตาก 1 ค่าย และใน จ.แม่ฮ่องสอน 2 ค่าย ทำให้ผมรู้สึกว่าเป็นคนอีกกลุ่มหนึ่งที่อาจจะถูกมองข้ามไป

“เราก็เลยอยากจะทำให้คนข้างนอกได้เห็นว่ามีคนกลุ่มนี้ที่ยังต้องการความช่วยเหลืออยู่ด้วย และภาพผู้ลี้ภัยที่เราเคยเห็นส่วนใหญ่จะเป็นภาพที่ค่อนข้างหดหู่ อยู่ท่ามกลางสงคราม เรารู้สึกว่าบางทีอาจจะดูไกลตัวสำหรับคนในเมืองไทย เราอยากให้คนสัมผัสถึงความรัก ก็เลยตีเป็นโจทย์นี้คือความรักและความสวยงามในค่ายบ้าง” การไปถ่ายภาพเพื่อนิทรรศการครั้งนี้ คิดและทีมงานเดินทางไปที่ค่ายแม่สุรินทร์ จ.แม่ฮ่องสอน เป็นค่ายผู้ลี้ภัยขนาดเล็ก อยู่ในพื้นที่ที่ลึกเข้าไป หากแต่แวดล้อมด้วยภูเขาและลำธาร ทำให้ค่ายนี้สงบกว่าทุกค่ายที่เคยไปเยือน “ผมทำการบ้านก่อนจะมาถ่าย คือดูข้อมูลของคนที่เราจะมาถ่าย เราเห็นวิวแล้วก็อยากถ่ายรูปเลย และมีเวลาแค่ 4 ชั่วโมงเท่านั้น เพื่อเก็บภาพให้ได้ครบ 20 คู่ ก่อนที่ค่ายจะปิด

“การมาทำงานตรงนี้เป็นประสบการณ์ใหม่ที่มอบทั้งความท้าทายต่างจากงานที่เราเคยทำ การถ่ายภาพแฟชั่นเป็นความเคยชินและดูเหมือนจะง่ายสำหรับเราไปเลย หลังจากได้มาถ่ายภาพผู้ลี้ภัย เพราะนายแบบนางแบบที่ทำงานร่วมกับเรา ปกติผมไม่ต้องกำกับอะไรมาก เราแค่จัดการเรื่องแสง เรื่องไฟ แค่นั้น

 “แต่งานนี้เราต้องทำหน้าที่ดึงอารมณ์ของตัวแบบด้วย ทำยังไงให้เขารู้สึกไว้ใจเรา เป็นความท้าทายที่เราอยากลอง อีกอย่างหนึ่งคือเราอยากช่วยเหลือผู้ลี้ภัยอยู่แล้ว เพราะเป็นคนชอบทำกิจกรรมที่ถ้าเราพอจะช่วยเหลือคนอื่นได้เราก็ยินดีที่จะทำ”

ความคาดหวังในฐานะช่างภาพ คิดอยากทำหน้าที่ถ่ายทอดเรื่องราวออกมาให้ดีที่สุด

“ถ้าคนดูดูแล้วรู้สึกอิน กินใจ เราถือว่าเราประสบความสำเร็จแล้วในฐานะช่างภาพ ก็อยากจะให้คนดูแล้วรู้สึกว่ารู้จักคนกลุ่มนี้มากขึ้น ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้คนหยิบยื่นความช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ด้วย ในฐานะคนหนึ่งที่ได้คลุกคลีกับผู้ลี้ภัย พวกเขาก็มอบบางอย่างให้ผม

“อย่างแรกคือทำให้รู้สึกว่าดีใจที่เรามีบ้านอยู่ แล้วก็ต้องดีใจแทนคนอื่นๆ ด้วยที่เรามีแผ่นดินให้อยู่ เพราะคนกลุ่มนี้เขาต้องหนีออกจากบ้านเพราะเหตุการณ์สงคราม ทำให้เรารู้สึกว่าอาจจะด้วยโชคหรือบุญเก่าของแต่ละคนไม่เท่ากัน ถ้าเราอยู่ในจุดที่มีโอกาสมากกว่าหรือโชคดีกว่า ก็อยากให้แบ่งปันสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ช่วยกลับคืนไปให้เขาได้”

แม้สิ่งที่เห็นภายนอกคิดไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก แต่เมล็ดพันธุ์แห่งความดีและการให้ในใจของเขาเติบโตอย่างงดงาม การให้แต่ละครั้งเหมือนการรดน้ำพรวนดินแนวคิดที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก

“ทั้งหมดที่เจอมาทำให้เรารู้จักคิดมากขึ้น พอเราได้เห็นกลุ่มคนที่ไม่มีอะไรจริงๆ เราต้องรู้จักคิดมากขึ้น ไม่ว่าเรื่องการใช้จ่ายหรือการซื้อความสุขให้ตัวเอง” คิด กล่าวสรุป

 

อภิรักษ์ ไทพัฒนกุล สุขภาพแข็งแรง เกษียณงานยังห่างไกล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 สิงหาคม 2560 เวลา 08:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/509831

อภิรักษ์ ไทพัฒนกุล สุขภาพแข็งแรง เกษียณงานยังห่างไกล

โดย…ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ

 แม้จะย่างเข้าสู่วัย 74 ปีแล้ว แต่ อภิรักษ์ ไทพัฒนกุล ยังคงได้รับความไว้วางใจจากบริษัท ไทยประกันชีวิต ให้ทำงานอยู่ในตำแหน่งกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้เกษียณอายุการทำงานเหมือนกับใครอื่นเขา

อภิรักษ์ บอกว่า  ตอนนี้ยังไม่คิดที่จะหยุดทำงาน หรือเกษียณอายุ ตราบใจที่สภาพร่างกาย  สุขภาพ และสมองยังดีอยู่ ที่สำคัญนายจ้างยังพร้อมจ้างให้ทำงานต่อไปด้วย

แต่เมื่อใดก็ตามที่ร่างกายทรุดลงหรือไม่ไหวแล้ว ก็ต้องขอหยุดการทำงานไว้แค่นี้ ดังนั้นสิ่งสำคัญสุดในตอนนี้ คือต้องทำให้สุขภาพแข็งแรงอยู่เสมอ

“หลังจากที่ได้ทุน ก.พ. ไปเรียนด้านคณิตศาสตร์ประกันภัย ที่สหรัฐอเมริกา และเป็นคนแรกของไทยที่สอบได้คุณวุฒิระดับสูงด้านคณิตศาสตร์ประกันภัยถึง 5 เล่ม ก็กลับมาทำงานอยู่ที่กรมการประกันภัย 5 ปี จากนั้นก็ย้ายมาทำงานที่ไทยประกันชีวิตจนถึงปัจจุบันก็ 42 ปีแล้ว รวมกันอยู่ในแวดวงประกันมา 47 ปี ซึ่งทุกวันนี้ ก็ยังไม่เบื่อและยังสนุกกับการทำงานอยู่” อภิรักษ์ กล่าว

อภิรักษ์ เล่าต่อว่า ทุกวันนี้ยังดูแลตัวเองเป็นอย่างดี ด้วยการออกกำลังกายช่วงเช้าๆ ทุกวัน หลังจากตื่นนอนเวลา 4.30 วันละครึ่งชั่วโมงขึ้นไป และถ้าเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ หรือวันหยุด ก็เพิ่มเวลาออกกำลังกายมากขึ้นอีก

“อย่างท่าวิดพื้นก็ทำเป็นหลักมาตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ แล้ว จากที่เคยวิดพื้นได้สูงๆ ขึ้นสุดแขนลงสุดแขน แต่พออายุมากขึ้น ก็ปรับเป็นวิดพื้นเตี้ยๆ พอ เน้นทำนานๆ หรือไม่ก็เดินนานๆ แกว่งแขนไปด้วย ทำเป็นชั่วโมง จะได้เผาผลาญพลังงานได้ดี ทำให้เลือดหมุนเวียนดีขึ้น รู้จักเลือกออกกำลังกายให้เหมาะสมกับตัวเอง”

ส่วนเรื่องอาหารการกินก็เน้นกินผัก ผลไม้ให้มากหน่อย “ไม่หวาน ไม่มัน ไม่เค็ม” อย่างเวลากินผักก็จะไม่ปรุงรสเลย อาศัยแบบกินกับมะเขือเทศให้มีรสเปรี้ยวช่วยบ้าง อาหารอย่างอื่นก็พยายามกินให้น้อยลง

“อย่างปัจจุบันผมก็กินเหลือแค่ 2 มื้อ เริ่มทำมาได้ 1 ปีแล้ว แค่เช้ากับเที่ยงเท่านั้น ส่วนมื้อเย็นไม่กินและปัจจุบันก็กำลังเริ่มกินแค่มื้อเดียวแล้ว”

ตัวเขาอ่านหนังสือเกี่ยวกับสุขภาพเยอะมาก  อภิรักษ์บอกและก็เลือกนำมาใช้กับตัวเอง ซึ่งหนังสือทุกเล่มนั้นดีหมด เพียงแต่บางเรื่องไม่สามารถปฏิบัติได้หมด ก็ต้องเลือกที่เหมาะสมกับตัวเองแล้วนำมาปฏิบัติ และตรวจเช็กสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ

ส่วนเรื่องเกษียณหรือไม่เกษียณเมื่อใดนั้นต้องขึ้นอยู่กับตัวเองด้วย คือ ร่างกายต้องแข็งแรง ถ้าไม่แข็งแรงและยังทำงานอยู่ ตัวเองก็จะไม่มีความสุข

“อย่างผมอ่านหนังสือของญี่ปุ่นที่มีคุณหมอเป็นคนเขียน เขาก็แนะนำว่า กินน้อยๆ สุขภาพจะดี หิวแล้วสุขภาพจะดี คุณหมอคนนั้นเขาก็กินแค่มื้อเดียว ผมก็เห็นว่าดีและทำตามบ้าง พอตอนหลังเขาออกมาอีก 1 เล่ม กินน้อยแล้วอายุยืน อ่านไป 2-3 รอบ ก็เข้าใจแนวคิดแล้ว และเริ่มกินมื้อเดียว ซึ่งทำมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ร่างกายก็ไม่มีปัญหาอะไร

“เพราะความหิวนี้ จะทำให้ร่างกายหลั่งสารชนิดหนึ่งออกมาเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหร่อ ทำให้หลอดเลือดดี แข็งแรง เป็นเรื่องบวกทั้งนั้น เพราะการกินน้อยนอกจากทำให้ประหยัดเงินแล้ว ยังทำให้สุขภาพดีอีกด้วย ซึ่งผมก็ต้องทำอย่างนั้น เพราะเป้าหมายผม คือ ทำให้สุขภาพดี ทำวันนี้ให้ดีที่สุด”

ส่วนจะอยู่ได้อีกกี่ปีกี่วันไม่รู้ อภิรักษ์ บอกว่า เป็นเรื่องอนาคต ช่างมัน อยู่ได้เท่าไรก็เท่านั้น แต่วันนี้ขอให้มีสุขภาพดีและมีความสุข สนุกสนานเป็นพอ

“ต้องคิดบวก ปล่อยวาง ไม่ต้องไปเครียดกับอะไรก็ตามที่เข้ามา  บางคนทำดี ไม่สำเร็จก็ไปเครียด ทำให้จิตใจไม่ดี ร่างกายโทรม  ต้องสั่งจิตตัวเองไม่ให้เครียด อย่างผมทำจนเคยชินแล้ว เป็นนิสัยแล้ว สามารถควบคุมตัวเองได้ ถ้าทำอะไรที่ดีงามให้กับตัวเองแล้ว คนอื่นไม่เดือดร้อน ผมก็ทำ แต่ถ้าทำแล้วคนอื่นเดือดร้อน ผมก็ไม่ทำ ทำในสิ่งที่ดีกับตัวเราเอง แล้วไม่มีคนเดือดร้อนผมก็ทำ

“ถ้าจิตใจเราเป็นคนดีแล้ว เราก็จะไม่เครียด ถ้าคนอื่นทำเรื่องมากระทบเรา เราก็ให้อภัย เราก็จะไม่เครียด  จิตเราก็ไม่มีการโกรธแค้น ไม่โกรธ ไม่เกลียด ใครทำอะไรเรา ก็ให้อภัย ยิ่งอายุมากขึ้น ก็ทำให้นิ่ง จิตมันคุ้มครอง คุมพฤติกรรมของกายตัวเอง” อภิรักษ์ กล่าวทิ้งท้าย

 

บรรณ สุวรรณโณชิน ชายผู้กินอุดมการณ์ในเสียงเพลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 สิงหาคม 2560 เวลา 08:11 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/509830

บรรณ สุวรรณโณชิน ชายผู้กินอุดมการณ์ในเสียงเพลง

โดย…พรเทพ เฮง

 บรรณ สุวรรณโณชิน จากทายาทร้านจำหน่ายใบชา รักดนตรีฝึกหัดเล่นดนตรีจนเชี่ยวชำนาญ เล่นดนตรีกลางคืนเป็นอาชีพมาตั้งแต่ศึกษาอยู่พณิชยการสีลม เคยทำงานประจำเป็นร้านจิวเวลรี่ที่สยามสแควร์เป็นเวลา 1 ทศวรรษ กับ 3 ปี

ด้วยใจรักดนตรีและเสียงเพลง การผจญภัยบนเส้นทางสายนี้ ในฐานะนักร้อง นักแต่งเพลงที่ออกอัลบั้มของตัวเองมาตั้งแต่ปี 2539 ล้มลุกคลุกคลานแต่ไม่เคยท้อ ทำค่ายเพลงค่ายแรกก็เจ๊ง ไปตั้งหลักใหม่จนปี 2547 กำเนิดค่ายเพลง “ใบชา Song” สร้างทำแบบอินดี้เอสเอ็มอี ทำเองหมดทุกอย่างตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ และสามารถยืนหยัดมาได้จนถึงวันนี้

มาสนทนากับเขาถึงอุดมการณ์และความอยู่รอดในท่ามกลางอุตสาหกรรมเพลงร่วมสมัยตกต่ำจนเกือบถึงขีดสุด เขาอยู่รอดมาได้อย่างไร? และสามารถสร้างฐานแฟนเพลงและคนฟังของค่ายเพลงอย่างช้าๆ แต่มั่นคง…

+ วงการเพลงไทยร่วมสมัยในยุคดิจิทัลในมุมมองของคุณเป็นอย่างไรบ้าง

มันเป็นเหมือนโลกยุคใหม่น่ะครับ เพราะเราเคยผ่านมาแต่วงการดนตรีในรูปแบบแผ่นเสียง เทป ซีดี กลายเป็นยุคดิจิทัลที่เอาไฟล์เพลงไปลอยไว้ จับต้องไม่ได้เหมือนฟอร์แมตต่างๆ ที่กล่าวมา จริงๆ มันจะไม่มีปัญหาถ้าตลาดมันโตเหมือนศิลปินต่างประเทศที่มีตลาดทั่วโลก หรือแม้แต่ญี่ปุ่นที่ประเทศเขายังแข็งแรงเรื่องแผ่นเพลงที่ยังจับต้องได้ แต่นิสัยคนไทยส่วนมากชอบของฟรี แถมยังมีส่วนหนึ่งคอยปล่อยเพลงให้โหลดเถื่อนอีก เหตุนี้เลยคิดว่าศิลปินและค่ายเพลงไทยที่ยังอยู่ในกึ่งระบบเดิมจะอยู่รอดยากมากๆ และจะเห็นได้ชัดว่าโปรดิวเซอร์ชื่อดัง และศิลปินที่มีชื่อเสียงในอดีตส่วนใหญ่จะรับไม่ได้กับรูปแบบที่เป็นอยู่นี้ จึงไม่ได้เห็นบุคลากรเหล่านี้มาควักเงินลงทุนทำเพลงเอง ทั้งที่มีต้นทุนชื่อเสียงดีกว่าคนทำเพลงหรือศิลปินมือใหม่ๆ เพราะชินกับรูปแบบเดิมๆ ที่เคยเป็นของระบบค่ายใหญ่

และน่าจะเป็นสิ่งพิสูจน์ได้ว่าวงการเพลงไทยไม่เหมาะกับการดาวน์โหลดด้วยพฤติกรรมของคน เพราะปัจจุบันยอดดาวน์โหลดของแทบทุกค่ายก็ลดน้อยลง ซึ่งทางใบชาซองเราเองก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการปล่อยเพลงไปดาวน์โหลดสตรีมมิ่งมานานกว่า 5 ปีแล้ว เพลงดีๆ ลงยูทูบก็ใช่ว่าจะมียอดวิวมาก ส่วนยอดวิวที่มากมายเป็นสิบล้านร้อยล้านคือ เพลงกระแสหลักหรือเพลงที่มีภาพลามกและรุนแรง เพราะฉะนั้นคนทำเพลงดีๆ สร้างสรรค์มีคุณภาพจึงอยู่ยากขึ้นในยุคนี้

+ ในฐานะคนที่ผ่านร้อนหนาวตั้งแต่ยุครุ่งเรืองของวงการเพลง จนปัจจุบันนี้ ที่หลายคนบอกว่าตกต่ำสุดๆ อยากให้เล่าความประทับใจและความสะเทือนใจของคุณ

ในยุคนี้ที่บางคนเรียกว่าตกต่ำสุดๆ แล้ว แต่ผมคิดว่ามันน่าจะยังไม่สุด ถ้าจะตกสุดจริงๆ น่าจะมีเหตุการณ์เพิ่มเติมที่บ่งบอกได้มากกว่านี้คือ โรงงานผลิตเลิกไปหมด ซึ่งในตอนนี้เท่าที่ทราบมีเหลืออยู่แค่สองที่ อีกอย่างคือร้านค้าแผ่นซีดีที่เหลืออยู่ปิดตัวลงหรือไปจำหน่ายสินค้าอย่างอื่นแทน ซึ่งปัจจุบันยังไม่ตกสุดขนาดนั้นครับ

ความประทับใจของผมก็คือยังมีแฟนเพลงนักฟังตัวจริงอุดหนุนแผ่นของเรา คล้ายๆ สมัยที่ผมชอบค่ายไหนแล้วไม่ต้องทดลองฟัง ออกชุดไหนมาก็ซื้อเลย เราทำได้ถึงจุดนั้นแล้ว เพียงแต่นักฟังเหล่านี้ยังมีจำนวนน้อย ส่วนความสะเทือนใจคือเมื่อเราออกอัลบั้มใหม่ ก็มักจะมีคนนำไปปล่อยให้ดาวน์โหลดกันฟรีๆ

+ ปัจจุบันค่ายใบชา Song ของคุณ ถือว่าผลิตงานเป็นอัลบั้มออกมาอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง (บางทีมากกว่าค่ายยักษ์ใหญ่ด้วยซ้ำไป) คุณมีปรัชญาและการดำเนินธุรกิจอย่างไร

จนถึงทุกวันนี้เรามีซีดีอัลบั้มทั้งหมด 36 ชุด แผ่นเสียงอีก 16 ชุด และยังคงผลิตงานเพลงที่มีสไตล์ออกมาอีกเรื่อยๆ จนคนในวงการที่เห็นถึงกับงงว่า ยังมีค่ายที่ทำอัลบั้มเต็มออกมาอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งไม่น่าจะเรียกว่าธุรกิจได้เลย ที่ผ่านมาจนถึงทุกวันนี้เราอยู่มาปีที่ 13 แล้วไม่เคยมีอัลบั้มไหนที่ตั้งโจทย์ว่าอันนี้น่าจะขาย หรืออันนี้คนจะต้องซื้อแน่ๆ มีแต่ว่าเราคิดอยากทำเพลงอะไรที่เราชอบ อยากให้มีงานเพลงแบบนี้ในวงการเพลงไทย และทำให้มันมีคุณภาพทั้งตัวเพลง ระบบเสียง ไปจนถึงแพ็กเกจ ซึ่งถ้าใครได้เฝ้ามองจะเห็นว่ามีการพัฒนามาเรื่อยๆ ในทุกกระบวนการ โดยไม่ได้เอาธุรกิจมานำเลย

เรายึดหลักพอเพียง ส่วนไหนทำได้ก็ทำเอง ได้อย่างใจ มีเอกลักษณ์ และถือเป็นต้นทุนแรงกายความคิดตัวเอง เรียกว่าเราเอาศิลปะมานำหน้าธุรกิจ ถ้าคนคิดจะทำเพลงเป็นธุรกิจจริงคงอยู่ไม่ได้นานแล้วล่ะครับ เพราะรายได้มันไม่เพียงพอกับรายจ่าย มันต้องใช้ระยะเวลากับการรอคอย และเราไม่คิดเปิดออฟฟิศขยายตัวให้ใหญ่โต ทำเท่าที่ตัวเองทำได้

+ ในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาและการละเมิดลิขสิทธิ์ในวงการดนตรี คุณต่อสู้มาตลอด อยากให้พูดถึงจุดนี้

เราโดนละเมิดลิขสิทธิ์มาหลายรูปแบบ ทั้งการถูกปล่อยเพลงในเว็บเถื่อน ร้านเครื่องเสียงบางร้านนำเอาไฟล์เพลงไปแจก-ขายให้กับลูกค้า ซึ่งเป็นเรื่องที่องค์กรเล็กๆ อย่างเราไม่สามารถจะไปจัดการกับคนเหล่านั้นได้เลย ผมว่าอยู่ที่จิตสำนึกของคนในรุ่นต่อไป ที่ต้องปลูกฝังให้เคารพสิทธิผู้อื่น ไม่คิดว่าถ้าเป็นเพลงก็ต้องฟรี เพราะนั่นเป็นเรื่องอันตรายต่อวงการเพลงเป็นอย่างมาก ถ้าไม่มีใครคิดจะควักเงินซื้อเพลง ไม่ใช่ศิลปินจะอยู่ไม่ได้เท่านั้น ระบบของวงการเพลงทั้งองคาพยพจะล่มสลายแน่นอน

+ ความพยายามอีกอย่างหนึ่งของคุณคือขายเพลงในตลาดนานาชาติให้ได้ และประสบความสำเร็จมาบ้างพอให้ชื่นใจ ช่วยเล่าประสบการณ์หน่อย

ผมคิดว่าเป็นอีกตลาดที่น่าสนใจอย่างมากในโลกที่ทุกวันนี้เราใกล้กันแค่เอื้อมด้วยโซเชียลเน็ตเวิร์ก เราไม่ได้คิดตะเกียกตะกายพยายามที่จะไปทำให้เขาชอบ แต่มันไปด้วยคาแรกเตอร์ของเพลงอย่างลูกทุ่งไฮไฟ สวีทนุช หรืออะไรที่ผสมความเป็นไทย มีต่างชาติมาชื่นชอบอย่างลูกทุ่งไฮไฟชุดแรก ชาวญี่ปุ่นมาซื้อ แผ่นถึงบ้านเพื่อนำไปจำหน่ายที่ญี่ปุ่น พอออกลูกทุ่งไฮไฟชุดสองห่างกัน 6 ปี คนเดิมก็กลับมาซื้ออีก แสดงให้เห็นว่าเขาติดตามชุดนี้มาตลอด

ตอนทำแผ่นเสียงลูกทุ่งไฮไฟชุดแรก คนเยอรมันที่เป็นคนผลิตในโรงงานแผ่นก็ขอซื้อไว้เอง คนแอฟริกัน-อเมริกันอีเมลมาขอซื้อไฟล์ไฮเรซ 24/96bit อย่างเพลงของเราที่ลงใน แบนด์แคมป์เป็นเว็บไซต์ที่รวมเพลงอินดี้ไว้ทั่วโลก เป็นผลทำให้มีผู้กำกับหญิงชาวเยอรมันนำ 2 เพลง (ใจเจ้ากรรม ฟ้าได้โปรด) ไปประกอบภาพยนตร์ และค่าย Putumayo ค่ายเวิร์ลด์มิวสิคระดับโลก นำเพลง ทะเลของเรา (อัลบั้มใบชา Song ร้องเพลงชาตรี) เป็นเพลงไทยเพลงแรกที่ได้รวมในอัลบั้ม Asian Playground ซึ่งมี 11 ศิลปินจาก 9 ประเทศในแถบเอเชีย ได้แก่ ญี่ปุ่น อินโดนีเชีย อินเดีย จีน ฟิลิปปินส์ เกาหลี มาเลเซีย ศรีลังกา และไทย

ในเร็วๆ นี้ผมยังมีโปรเจกต์ที่ตั้งใจทำเพื่อบุกตลาดโลกอีกด้วย

+ คุณมองการประกวดร้องเพลงที่มีอยู่เกลื่อนกลาดดาษดื่นในปัจจุบัน และบางรายการเรียกเรตติ้งสูงมากเป็นอันดับหนึ่ง มองปรากฏการณ์ตรงนี้อย่างไร

ผมวิเคราะห์ว่าผู้คนในยุคนี้โดยเฉพาะวัยรุ่นต้องการที่จะมีชื่อเสียง ต้องการรายได้ และสิ่งที่ตามมาคือเป็นที่รู้จัก มีคนนับหน้าถือตา การประกวดร้องเพลงจึงถือเป็นใบเบิกทางที่ดีสำหรับการนี้ ไม่แพ้การร้องเพลงลงยูทูบ ซึ่งกลายเป็นอาชีพๆ หนึ่งไปแล้ว คนที่ได้ไปออกทีวีในรายการต่างๆ บางคนก็ถือว่าดังชั่วข้ามคืน เหตุเพราะเท่าที่เห็นสังคมให้ราคาและยกย่องคนมีชื่อเสียงมากกว่าคนดีหรือมีความสามารถ จึงไม่แปลกที่ผู้คนในยุคนี้ต่างก็พุ่งเข้าหาวิถีทางที่ทำให้ตนมีชื่อเสียงเร็วที่สุด รายการเหล่านี้จึงผลิตออกมากันมากมายแทบทุกช่อง สวนทางกับวงการเพลงที่ตกต่ำลงและหลายรายการไม่ได้น่าเชื่อถือว่า เป็นการประกวดร้องเพลงจริงๆ เพียงเป็นแค่เกมไว้ดูเพื่อบันเทิงเท่านั้น

+ แน่นอน วงการเพลงเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่รัฐบาลอยากไปให้ถึงไทยแลนด์ 4.0 คุณคิดว่าจะทำอย่างไร และให้ภาครัฐมาช่วยในมุมไหน

ผมคิดว่าไม่เคยมีรัฐบาลไหนที่จะมาให้ความสนใจในการช่วยพัฒนาวงการเพลงเลย และค่อนข้างแน่ใจว่าในอนาคตก็จะไม่มีเรื่องแบบนี้ด้วย แต่ถ้าจะให้พูดถึงเรื่องที่รัฐควรทำคือ สนับสนุนให้นักดนตรีไทยที่เก่ง ซึ่งมีอยู่มากมายสามารถไปแข่งในระดับโลก สนับสนุนบทเพลงที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเพื่ออนุรักษ์ไทยและปลูกฝังให้รักชาติ การขจัดเว็บไซต์ดาวน์โหลดเถื่อนและร้านจำหน่ายแผ่นละเมิดลิขสิทธิ์ในห้างสรรพสินค้า เผยแพร่ดนตรีที่มีเอกลักษณ์ผสมผสานความเป็นไทยไปสู่สากล จัดให้มีดนตรีดีๆ ตามที่สาธารณะ และอีกมากมาย

+ มีความหวังกับวงการเพลงไทยและวาดฝันอนาคตไว้อย่างไร เพราะคุณต่อสู้อย่างไม่ยอมแพ้และเป็นตัวจริงเสียงจริงมาตลอด

หวังให้คนฟังเพลงไทยกลับมาสนับสนุนกันด้วยการซื้อแผ่น เพราะน่าจะเป็นทางรอดของศิลปินและค่ายเพลง โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่ได้มีคอนเสิร์ตหรือการออกแสดงหารายได้ อยากให้ศิลปินที่มีคุณภาพสร้างงานตัวเองออกมาเรื่อยๆ และอยากให้นักฟังเพลงช่วยกันสนับสนุนผลงานดีๆอย่างเป็นรูปธรรมกันมากขึ้น

อนาคตเป็นสิ่งที่คาดเดายาก ในส่วนของเราก็คงปรับตัวเท่าที่ทำได้ แต่คงไม่เปลี่ยนการทำงานให้มีคุณภาพ เพียงแต่ต้องระวังการลงทุนมากขึ้น ผมแค่หวังว่าในที่สุดการฟังเพลงคือศิลปะที่คุณต้องสัมผัสได้ ไม่ใช่แค่เปิดฟังเพลงในโทรศัพท์ไม่รู้รายละเอียดของเพลงเลยสักนิด หวั่นใจว่าจิตใจคนจะหยาบขึ้น ไม่ละเอียดอ่อนเหมือนสมัยเก่าที่นั่งอ่านรายละเอียดบนปกเทป ซีดี แผ่นเสียงแล้ว ผมหวังว่าอนาคตของคนเสพศิลปะในบทเพลงจริงๆ สิ่งที่จับต้องได้มันก็ต้องกลับมา อาจจะไม่มากแต่ก็จะทำให้คนสร้างเพลงตัวจริงอยู่ได้

+ แบ่งภาคตัวตนในฐานะศิลปินทำเพลงกับนักธุรกิจเจ้าของค่ายเพลงอย่างไร เพื่อมิให้เสียสมดุลในชีวิต ระหว่างความคิดทางศิลปะกับรายได้

ผมแทบไม่ได้แบ่งเลยระหว่างการเป็นศิลปินและผู้บริหาร และดูท่าจะไม่ไปทางผู้บริหารเลยด้วยซ้ำ ผลงานที่อยากทำเราก็ทำตามใจ หลายๆ อัลบั้มที่ทำออกมาใครๆ ก็รู้อยู่ว่าขายยาก ขาดทุนแน่ๆ แค่คิดว่าอยากมีเพลงแบบนี้อยู่ในใบชา Song ส่วนการชักชวนเพื่อนๆ มาร่วมทำอัลบั้มก็ปล่อยให้เขามีอิสระเต็มที่ในการสร้างสรรค์ เพราะผมเข้าใจว่ารสมือความคิดคนแต่ละคนนั้นย่อมไม่เหมือนกัน และตรงนี้แหละที่เป็นจุดดีทำให้งานแต่ละชุดมีความแตกต่างอย่างธรรมชาติ เช่น อาบู สินเจริญ ขุนอิน แจ๊สออฟสยาม ลีลาวดีควอเตท หรือ ภาสกร โมระศิลปิน

+ ทำแผ่นเสียงของค่ายและอัลบั้มเพลงดีจากอดีตมาจำหน่ายด้วย อยากให้พูดถึงตรงนี้สำหรับคนฟังเพลงคุณภาพ

เราผลิตแผ่นเสียงเป็นเจ้าแรกๆ ในปี 2552 กับอัลบั้มต้นฉบับเสียงหวาน (สวีทนุช) ในขณะที่ร้านค้าแผ่นหลักๆ ยังไม่มีการวางแผ่นเสียงจำหน่ายเลยสักแผ่น จนถึงวันนี้มี 16 อัลบั้มแล้ว และผมยังทำหน้าที่รีมาสเตอร์แผ่นเสียงหลายๆ อัลบั้มให้กับร้าน CAP เช่น แกรนด์เอ็กซ์โอ ภาพยนตร์ มนต์รักลูกทุ่ง โฟล์คซองคำเมือง ศรคีรี ศรีประจวบ เป็นต้น

ผมก็เลยคิดว่าน่าจะเลือกอัลบั้มที่ชื่นชอบมาผลิตเองบ้าง ประกอบกับมีแฟนเพลงแนะนำให้รู้จักกับนายห้างบริษัทเสียงสยาม จึงมีโอกาสขอลิขสิทธิ์มาสเตอร์อัลบั้มชุดตะวันลับฟ้า (พุ่มพวง ดวงจันทร์) และไอ้หนุ่มรถไถ (สายัณห์ สัญญา) เพื่อมารีมาสเตอร์ เพราะชอบเพลงลูกทุ่งเก่าๆโดยเฉพาะสองชุดนี้ และแผ่นเก่าดั้งเดิมยังมีราคาหลายพันจนถึงเกือบหมื่น ส่วนมากยังมีเสียงรบกวนก๊อบแก๊บให้รำคาญใจอีกด้วย จึงคิดว่าน่าจะเป็นทางออกให้กับนักฟังนักสะสมอัลบั้มดีๆ ได้เป็นเจ้าของครับ

+ มีอะไรฝากถึงคนในวงการเพลงและคนฟังเพลงบ้าง

สิ่งที่น่าห่วงที่สุดคือ สำนึกของคนฟัง ที่ปัจจุบันกลายเป็นความคิดที่ว่า เพลงคือของฟรี อยากให้ลองคิดว่าถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการผลิตอะไรออกมา แล้วคนอื่นคิดว่าต้องกินฟรีใช้ฟรีไม่ต้องซื้อของคุณ คุณจะคิดยังไง ความเห็นแก่ตัวของคนในปัจจุบันมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเทคโนโลยีทันสมัยแต่ใช้ไม่ถูกทาง ก็เหมือนทำลายเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง ไม่ว่าจะอาชีพไหนๆ ก็ตาม แต่ผมในนามใบชา Song ก็จะพยายามประคองตัวให้อยู่รอดให้ได้ ด้วยคุณภาพเพลงและคุณภาพเสียงที่ทำได้ คิดว่าทำผลงานให้ดีที่สุดเพื่อคนฟังประทับใจและติดตามอุดหนุนผลงานเราไปตลอด

ฝากช่องทางด้วยครับเพราะร้านซีดีเริ่มเหลือน้อยลง www.baichasong.com / line@baichasong / facebook:baichasong / youtube:baichasong / www.baichasong.bandcamp.com /

 

สุขจากสิ่งที่พ่อทำ คมกริช นาคะลักษณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 สิงหาคม 2560 เวลา 07:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/509828

สุขจากสิ่งที่พ่อทำ คมกริช นาคะลักษณ์

โดย…ปอย

 จากเมืองหลวงเดินทางลงพื้นที่ต่างจังหวัดบ่อยๆ ครั้ง คมกริช นาคะลักษณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานองค์กรสัมพันธ์และบริหารองค์กรเพื่อความยั่งยืนกลุ่มมิตรผล ปีนี้เดินทางบ่อยครั้ง เพื่อร่วมกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานศิลปะให้แก่เยาวชน

โดยนำปรัชญาหลักการใช้ชีวิตแบบพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ถูกนำมาสอนเป็นหลักปฏิบัติในชีวิต

เป็นการลงพื้นที่โรงเรียนซึ่งอยู่รอบบริเวณโรงงานน้ำตาลของกลุ่มมิตรผล ครอบคลุมพื้นที่ทั้งสิ้น 7 จังหวัด ได้แก่ สุพรรณบุรี สิงห์บุรี ขอนแก่น ชัยภูมิ เลย กาฬสินธุ์ และอำนาจเจริญ

ในปีนี้จัดขึ้นปีที่ 4 มีการจัดค่ายศิลปะเพื่อเยาวชน 4 ครั้ง มีเยาวชนเข้าร่วมทั้งสิ้นกว่า 300 คน

ครั้งแรกจัดที่ศูนย์ศิลป์สิรินธร จ.เลย  ครั้งที่สอง รวมโรงเรียนในพื้นที่ จ.สิงห์บุรี และ จ.สุพรรณบุรี จัดที่อุทยานมิตรผลด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี และครั้งที่สาม โรงเรียนหนองเรือวิทยา จ.ขอนแก่น สำหรับโรงเรียนในพื้นที่ จ. ขอนแก่น และ จ.ชัยภูมิ ส่วนครั้งที่ 4 จัดที่อุทยานมิตรผลกาฬสินธุ์ สำหรับโรงเรียนในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ และ จ.อำนาจเจริญ

คมกริช เล่าวัตถุประสงค์ “ค่ายศิลปะกลุ่มมิตรผล”  ปีที่ 4 จัดภายใต้แนวคิด “สุขจากสิ่งที่พ่อทำ” เพื่อปลูกฝังให้เด็กๆ รู้จักความสุขที่ยั่งยืนจากการใช้ชีวิตอย่างพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ปีนี้เยาวชนได้ลงพื้นที่เพื่อสัมผัสประสบการณ์สุขอย่างพอเพียง และเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานศิลปะให้แก่เยาวชนเป็นครั้งแรกในปีนี้ด้วย

“เป็นการเปิดโลกแห่งศิลปะให้เยาวชนจากทั่วทุกพื้นที่ ที่กลุ่มมิตรผลให้การสนับสนุนและดูแลอยู่ ต้องการให้เด็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลได้มีโอกาสเข้าถึงองค์ความรู้ด้านศิลปะ ได้มาร่วมกันเรียนรู้และช่วยพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์ผ่านการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะแบบสื่อผสม (Media Mixed Arts) โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ อาจารย์สังคม ทองมี ผู้อำนวยการศูนย์ศิลป์สิรินธร จ.เลย  มาร่วมถ่ายทอดวิชาความรู้ และเทคนิคในการสร้างสรรค์ผลงานให้กับเด็กๆ ชั้น ม.ปลาย” คมกริช แจงรายละเอียดโครงการเพื่อสังคม

การบ่มเพาะเยาวชนให้เข้าใจถึงหลักการดำเนินชีวิตในอนาคต คมกริช ย้ำว่าศิลปะนำมาใช้เป็นวิธีโน้มน้าวให้เด็กๆ เกิดความรู้สึกมีส่วนร่วม และพร้อมเปิดใจเรียนรู้ ซึ่งการเรียนรู้ผ่านงานศิลปะเป็นรูปแบบหนึ่งที่เยาวชนชื่นชอบ

“ค่ายศิลปะในแนวคิดสุขจากสิ่งที่พ่อทำ เพื่อปลูกฝังให้เด็กๆ รู้จักความสุขที่ยั่งยืนจากการใช้ชีวิตอย่างพอเพียงตามแนวพระราชดำริ รัชกาลที่ 9 การลงพื้นที่เพื่อสัมผัสประสบการณ์สุขอย่างพอเพียง และเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานศิลปะให้แก่เยาวชนได้อีกด้วยนะครับ การได้ไปชมวิถีชีวิตแบบพอเพียงถึงแปลงเกษตรผสมผสาน ปีนี้ไปที่หมู่บ้านนาหว้า-นาคำ อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น ไปชมโครงการอุโมงผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์

“เป็นการซึมซับแนวคิด “ร่วมอยู่ ร่วมเจริญ” ของกลุ่มมิตรผลที่ส่งเสริมให้ชุมชนเติบโตไปด้วยกันแบบยั่งยืน ด้วยการพัฒนา 5 ด้าน คือ ด้านเศรษฐกิจ รู้จักใช้จ่ายพอประมาณ รู้จักออมเงินด้านสังคม เรียนรู้จากต้นแบบที่ดี รู้จักแบ่งปันการเรียนรู้ ด้านสุขภาวะ รู้จักดูแลสร้างเสริมสุขภาพที่ดี  ด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม รู้จักการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสมและพิทักษ์สิ่งแวดล้อม และด้านจิตใจ รู้จักรักและช่วยเหลือกันในครอบครัวและชุมชน”

การเรียนรู้ในแปลงสาธิตเกษตรผสมผสาน คมกริช บอกว่า ทำให้ทุกๆ คนรู้ว่าการใช้ชีวิตแบบพอเพียงนั้นทำได้ไม่ยากเลย นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้จริงๆ เช่น การแบ่งพื้นที่ปลูกพืชสวนครัวไว้กินเอง การทำสบู่จากพืชสวนครัว

“กิจกรรมรูปแบบนี้ทำให้เข้าใจแนวคิด ‘สุขจากที่พ่อทำ’ ของการประกวดชัดเจนขึ้นครับ เด็กๆ สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นผลงานศิลปะสื่อผสม ทำจากเศษวัสดุธรรมชาติ เด็กได้ลองทำที่แปลงเกษตรผสมผสาน ทำให้ได้เรียนรู้ว่าการใช้ชีวิตแบบพอเพียงนั้นทำได้ไม่ยาก และนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้จริงๆ เช่น การแบ่งพื้นที่ปลูกพืชสวนครัวไว้กินเอง การทำสบู่จากพืชสวนครัว กิจกรรมนี้ทำให้เข้าใจแนวคิด ‘สุขจากที่พ่อทำ’ ได้ลึกซึ้ง

“และในการประกวดครั้ง การได้ถ่ายทอดออกมาเป็นผลงานศิลปะสื่อผสม ที่สร้างจากเศษวัสดุธรรมชาติ ก็มีรางวัลชนะเลิศให้ด้วย ผมประทับใจที่เยาวชนบอกก็จะกลับไปถ่ายทอดให้คนรอบข้าง นำหลักการใช้ชีวิตพอเพียงนี้ไปใช้สร้างความสุขในชีวิตประจำวันได้ต่อไป”

 

บริหารรายได้เสริมยามเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 สิงหาคม 2560 เวลา 10:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/509450

บริหารรายได้เสริมยามเกษียณ

เรื่อง : กั๊ตจังภาพ : เอพี, เอเอฟพี

หากคนวัยเกษียณ หรือใกล้จะเกษียณต้องการอยู่รอดในสังคมคนเมืองที่เต็มไปด้วยรายจ่าย ก็มักจะหารายได้เสริมตามความถนัดของแต่ละคนจากเวลาว่างที่มีอยู่ ซึ่งคนกลุ่มนี้เมื่อค้นพบช่องทางหารายได้เสริมที่พวกเขาทำได้ดี มักจะพบว่าหากบริหารจัดการรายรับดีๆ พวกเขาอาจจะมีรายได้เสริมที่มากกว่าเดือน 2 เท่า ในขณะที่มีชั่วโมงทำงานน้อยกว่า 1 เท่า ลองมาดูวิธีบริหารจัดการรายได้เสริมเหล่านี้กันครับ

1.กำหนดรายได้เสริมต่อเดือนของตัวเอง

การกำหนดเป้าหมายในการหารายได้เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งจะทำให้คุณทำงานอย่างเป็นระบบมีเวลาทำงานอย่างแน่นอน รายได้ตรงส่วนนี้ ซึ่งคุณอาจจะตั้งเป็นรายจ่ายต่อเดือนทั้งหมดที่ผ่านแล้วคูณด้วย 1.5 เช่น คุณมีรายจ่ายเป็นค่าน้ำค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าส่วนกลางหมู่บ้าน ค่าอาหาร ค่าเดินทาง เป็นเงินทั้งหมด 1 หมื่นบาท คูณด้วย 1.5 คุณก็จะต้องหารายได้เสริมเป็นเงิน 1.5 หมื่นบาท/เดือน

ที่ต้องหาให้ได้มากกว่ารายจ่ายเผื่อกรณีที่เดือนต่อไปคุณหารายได้ไม่ถึงเป้าก็ยังมีเงินที่ได้จากเดือนก่อนๆ มาช่วยหนุนนั่นเอง ซึ่งคุณอาจจะปรับเปลี่ยนการตั้งเป้าการใช้รายได้เสริมไปในทางอื่นได้ เช่น เก็บไว้สำหรับการไปเที่ยวก็ได้เช่นกัน

2.ลงทุนน้อยๆ แต่ใช้เวลาหากำไรให้มาก

การลงทุนสูงเป็นความเสี่ยงอย่างมากสำหรับวัยเกษียณ เพราะนั่นอาจเป็นเงินที่คุณต้องใช้ต่อจนถึงวาระสุดท้ายในชีวิต ดังนั้น การหารายได้เสริมเพื่อความมั่นคงในบั้นปลายชีวิต ควรลงทุนแต่น้อย และจะดีที่สุดคือการลงทุนตาม ออร์เดอร์

นั่นหมายความว่าอาชีพเสริมของคุณจะต้องไม่ลงทุนไปกับอุปกรณ์ราคาหลักแสน อาจจะเป็นจักรเย็บผ้าที่พอทำงานได้ โน้ตบุ๊กที่มีราคาไม่แพง หรืออุปกรณ์ในการทำขนมในชุดเริ่มต้น จริงอยู่ว่าการลงทุนกับอุปกรณ์ที่ดีจะได้ผลในระยะยาว แต่ไม่มีสำหรับความเสี่ยง

เราแนะนำให้ลงทุนแต่พอประมาณ หากได้กำไรดีค่อยขยับขยายลงทุนหาซื้อเครื่องที่มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นก็ยังไม่สาย ดังนั้น ใช้เวลาในการลงแรงหากำไร ในช่วงเริ่มต้นจะเป็นผลดีต่อคนวัยเกษียณมากกว่า

3.เก็บเงินอย่างมีประสิทธิภาพ

ทุกครั้งที่มีรายได้เข้ามาเรามักจะนำไปเก็บไว้ในบัญชีเงินออมทั้งหมดและนำกำไรที่ได้ต่อเดือนไปฝากในบัญชีเงินฝากประจำตอนปลายเดือน แต่อันที่จริงแล้วการเก็บเงิน ที่ดีเราควรนำเงินกำไรหลังหักต้นทุนต่อวันทั้งหมดไปเก็บในบัญชีเงินฝากประจำที่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่าได้ทันที เป็นเทคนิคช่วยให้เงินทำงานสร้างดอกเบี้ยที่สูงขึ้น

ดีกว่ารอเวลาไปฝากปลายเดือนและกว่าจะได้ดอกเบี้ยก็เสียเวลาไปอีก 1 เดือนเต็ม หากคุณไม่สะดวกเดินทางไปธนาคารทุกครั้งลองกำหนดเวลาอย่างน้อย 1 สัปดาห์/ครั้ง ก็ยังดีครับ แต่จะดีกว่านั้นหากคุณนำเงินกำไรไปลงทุนในหุ้น หรือช่องทางการลงทุนอื่นๆ ที่สถาบันการเงินให้การยอมรับและให้เงินปันผลตอบแทนที่สูงกว่า

4.กำหนดเวลาทำงานที่ชัดเจน

นอกจากเรื่องเงินแล้วก็คือ เรื่องเวลาในการทำงาน อย่าลืมว่าในวัยนี้ไม่สามารถทำงานข้ามวันข้ามคืนได้เหมือนกับคนหนุ่มที่ฟื้นตัวได้เร็ว คุณอาจจะพบว่าแม้จะนอนมาเต็มอิ่ม 6-8 ชั่วโมง แต่พอทำงานตอนเช้าต่อเนื่อง 4 ชั่วโมง ก็เกิดอาการอ่อนเพลียอยากนอนกลางวันสักงีบแล้ว ไหนจะงานเก็บกวาดบ้างที่เราต้องดูแล

แบ่งเวลาทำงานอย่างมากวันละ 6 ชั่วโมง จันทร์-ศุกร์ แล้วใช้เวลาที่เหลือในการออกกำลังกายพักผ่อน ทำงานบ้าน นั่งจิบชาชมสวน อ่านนิยาย ดูซีรี่ส์ สนุกๆ สักเรื่อง เป็นการใช้เวลาลงทุนด้านสุขภาพ และจิตใจ ที่มีเงินก็รักษาได้ ไม่ดีเท่า

 

ทิพย์ธรรมชาติ สร้างตัวช่วยเพื่อสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 สิงหาคม 2560 เวลา 11:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/509311

ทิพย์ธรรมชาติ สร้างตัวช่วยเพื่อสุขภาพ

โดย…บีเซลบับ ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

ทิปป-กาญจน์กีรติ เอื้อกูลวราวัตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทิพย์ธรรมชาติ ผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพแนวธรรมชาติ “ทิพย์ธรรมชาติ” (Thip Nature) เล่าให้ฟังเรื่องการสร้างธุรกิจจากแนวคิดเรื่องสมดุลระหว่างชีวิตกับธรรมชาติว่า คือจังหวะและความลงตัวของคำว่า “ใช่”

“มีความใฝ่ฝันเรื่องการมีธุรกิจของตัวเองตั้งแต่ยังเด็ก เพราะจำความได้ก็รู้แล้วว่า เราต้องการทำธุรกิจของตัวเอง โตขึ้นมาอยากขายของ (ฮา) เพราะฉะนั้นก็มองหามาตลอดว่า เราทำอะไรได้ เราอยากทำอะไร อยากขายอะไร โอกาสของเรา เส้นทางของเรา สิ่งที่เราต้องการจะทำจริงๆ” ทิปป เล่า

“คำตอบ” ของทิปป เกิดขึ้นในช่วงที่เธออยู่ระหว่างเดินทางไปศึกษาต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศ ได้รับแจ้งข่าวร้ายว่ามารดาป่วยเป็นมะเร็ง โชคดีที่มารดาเพียงต้องไปรับการตรวจเช็กเฝ้าดูอาการเป็นระยะๆ เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ทิปปตัดสินใจเดินทางกลับงดการศึกษาต่อ เพื่อทุ่มเทดูแลมารดาอย่างเต็มที่ในช่วงนั้น

ในจังหวะนี้เองที่เธอเฝ้ามองและได้เห็นความสำคัญของธรรมชาติ ก็เพราะความไม่สมดุลจากการใช้วิถีชีวิตประจำวัน ทั้งการกินอาหารและการใช้ชีวิตใช่หรือไม่ เมื่อไม่สมดุลก็เกิดโรคภัย จะทำอย่างไรเพื่อให้ชีวิตของบุคคลอันเป็นที่รักได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีและปลอดภัย

“ชีวิตที่ไม่ปนเปื้อนอยู่ด้วยสารเคมีเป็นโจทย์ที่ใหญ่มากสำหรับเรา ซึ่งทิปปเชื่อว่าเป็นโจทย์ใหญ่ของคนทุกคน เราทั้งหมดมีชะตากรรมเดียวกัน” ทิปปเล่า

หญิงสาวตัดสินใจหัดทำนา โดยเข้าอบรมที่มูลนิธิข้าวขวัญ จ.สุพรรณบุรี เรียนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับการทำเกษตรในแนววิถีอินทรีย์ แม้ในช่วงแรกครอบครัวจะไม่สนับสนุน แต่เมื่อเห็นความตั้งใจจริงก็เริ่มโอนอ่อนผ่อนตาม อีกทั้งให้ที่นาสำหรับปลูกข้าวแบบปลอดสารพิษจำนวน 16 ไร่ เพื่อทำแปลงปลอดยาฉีดยาพ่น

“พ่อบอกว่าไม่มีใครเขาทำนาแบบนี้กันหรอก ไม่เคยเห็นเลย แต่เมื่อเห็นทิปปเอาจริง พ่อก็สนับสนุน ในที่สุดก็ปันพื้นที่บางส่วนจากนาที่ให้ชาวบ้านเช่าทำนาอยู่ก่อน เพื่อมาปลูกนาอินทรีย์ ผลผลิตใช้เก็บกินในครอบครัว กระทั่งต่อมาคิดว่าน่าจะขายได้ เพราะคนอยากกินข้าวอินทรีย์มีเยอะมากจริงๆ”

นักธุรกิจรุ่นใหม่ในวัย 29 ปี ก่อตั้งบริษัทเมื่อ 1 ปีที่ผ่านมา ผลิตและส่งออก รวมทั้งจัดจำหน่ายในประเทศเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ที่ใช้วัตถุดิบปลอดภัยจากธรรมชาติ 100% นอกจากนี้คือการสร้างเครือข่ายปลอดสารพิษที่ จ.สกลนครและพื้นที่ใกล้เคียง ผลิตภัณฑ์ของทิพย์ธรรมชาติมี 5 ชนิด ประกอบด้วย ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวกล้องหอมมะลิ ข้าวฮาง (ที่ใช้ข้าวหอมมะลิทำ) น้ำมะเม่า และเอลลี (Eley) ออร์แกนิก ไรซ์ แครกเกอร์

ไม่เพียงยึดหลักว่า ธรรมชาติ 100% ที่ดีที่สุด หากการดำเนินธุรกิจยังเน้นหลักการบริหารจัดการแบบสมัยใหม่ การดำเนินงานใช้การเอาต์ซอร์สบุคลากรในต่างประเทศ ใช้วิธีบริหารจัดการแหล่งที่มาจากหลายๆ แหล่งตามความเหมาะสม เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด

1 ปีเศษที่ผ่านมา ผลการดำเนินงานเป็นที่พอใจ ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่จัดจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ และผลิตภายใต้โออีเอ็มหรือคำสั่งผลิตของลูกค้าในต่างประเทศเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ในปีหน้าจะหันมาบุกตลาดในประเทศมากขึ้น รวมทั้งแตกสายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอื่นๆ ให้มากขึ้นด้วย (www.thipnature.com)

“ถ้าเห็นผลิตภัณฑ์ของทิพย์ธรรมชาติ อย่าลืมช่วยกันอุดหนุนนะคะ รับรองว่าดีต่อสุขภาพของทุกคน”

เมื่อสมดุลธรรมชาติคือ เทรนด์ ก็คือโอกาสของคนที่เห็นโอกาส ทิพย์ธรรมชาติคือโอกาสที่ถูกคว้าไว้ด้วยคนที่รู้คำตอบ ใช่! ใช่แล้ว ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ที่ทำเงินด้วย และสร้างสุขภาพที่ดีด้วย คำตอบที่ใช่ของทิปป!

 

เอาใจช่วย ให้เพื่อนเก็บเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 สิงหาคม 2560 เวลา 11:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/509096

เอาใจช่วย ให้เพื่อนเก็บเงิน

เรื่อง ภาดนุภาพ รอยเตอร์ส, เอพี

“ไม่อยากเชื่อเลยว่า ฉันจะสามารถเก็บเงินได้ถึง 5 แสนบาท ในปีนี้ ขอบคุณมากสำหรับคำแนะนำของเธอ”

คำพูดของเพื่อนสนิทคนหนึ่ง ที่ไม่เคยเก็บเงินในรูปแบบอื่นเลย นอกจากฝากธนาคาร ทั้งที่อยู่ในแวดวงการเงินแท้ๆ แต่เนื่องจากวินัยการออมน้อยไปหน่อย ประกอบกับเธอยังโสด ไม่มีห่วงให้กังวล เลยใช้จ่ายได้ตามอำเภอใจ

แม้ว่าจะเคยแนะนำเรื่องกองทุนรวมไป แต่เธอบอกว่า พอนึกจะลงทุนในกองทุนรวมทีไร ก็ไม่กล้าทุกที แต่หลังจากที่เราได้มีโอกาสพบกันอีกครั้ง ก็ได้แนะนำให้เธอซื้อกองทุน RMF และ LTF เพื่อลดหย่อนภาษี แต่ก็ยังไม่ได้ผล เพราะเธอยังมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อการลงทุนในกองทุนรวมอยู่ เราจึงแนะนำให้เธอเก็บเงินในรูปแบบของการทำประกันชีวิตสะสมทรัพย์ไปก่อน เพื่อจะได้สิทธิเรื่องการลดหย่อนภาษีไปด้วย

นอกจากนี้ เธอยังทำประกันสุขภาพที่เป็นลักษณะของค่าชดเชยรายวัน ในกรณีที่ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเพื่อกันเหนียวไว้นิดหน่อย กรณีไม่สามารถเบิกจากสวัสดิการพนักงานของบริษัทได้ครบ ซึ่งเพื่อนคนนี้ก็ตกลง เพราะจ่ายเบี้ยประกันเดือนละไม่กี่ร้อยบาท

เพื่อนเป็นสาวโสดอายุราวๆ 44 ปี เพิ่งจะเป็นไทยจากการผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ไปเมื่อกลางปีที่ผ่านมา หลังจากนั้นเธอก็พยายามเก็บเงินมาโดยตลอด เพราะเริ่มกลัวว่าเกษียณแล้วจะไม่มีเงินใช้จ่าย เนื่องจากอายุปูนนี้แล้วยังหาผู้ชายมาเลี้ยงไม่ได้เลย

จนแล้วจนรอด เธอก็ไม่สามารถเก็บเงินก้อนได้ (ที่จริงจะพูดอย่างนั้นก็ไม่ถูกซะทีเดียว เพราะเธอชอบเก็บในรูปของทรัพย์สิน คือ รถและบ้าน) นอกจากประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ที่มีทุนประกันอยู่ประมาณ 2 แสนบาท ที่ต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันปีละ 5 หมื่นบาท จะครบกำหนดอีก 15 ปีข้างหน้า ซึ่งเธอจะมีอายุย่างเข้า 60 ปี และเกษียณพอดี เธอก็จะได้รับเงินกลับมาประมาณ 5 แสนบาท

ด้วยความรักเพื่อน ก็เลยลองคำนวณให้เธอดูว่า หลังเกษียณแล้ว ถ้าสมมติว่าเธอมีชีวิตอยู่ไปจนถึงอายุ 80 ปี เธอจะต้องเตรียมเงินไว้สำหรับใช้ในระยะเวลา 20 ปีประมาณเท่าไร ปรากฏว่าตกประมาณ 12 ล้านบาท (เดือนละ 5 หมื่นบาท) จึงลองแนะนำให้เธอใช้วิธีเก็บเงินโดยซื้อกองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารหนี้ ที่มีสภาพคล่องคล้ายกับเงินฝากออมทรัพย์ แต่ผลตอบแทนดีกว่า แถมขายคืนได้ทุกวัน โดยสั่งขายวันนี้ เงินก็จะเข้าบัญชีในวันรุ่งขึ้น ซื้อได้ขั้นต่ำตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป

หลังจากนั้นพอเงินเดือนออก เธอก็รวบรวมความกล้าไปเปิดบัญชีกองทุนรวมที่เราแนะนำทันที เริ่มแรก 7 หมื่นบาท จากนั้นก็ซื้อเพิ่มทุกเดือน เดือนละ 7-8 หมื่นบาท แต่ต้องไม่ต่ำกว่า 7 หมื่นบาท นี่เป็นกฎกติกาที่ตกลงกันไว้ เพื่อให้ได้เงินก้อนยามเกษียณตามเป้าหมาย เดือนไหนเธอเข้าห้างน้อยหน่อย ก็จะเหลือเก็บมากขึ้น กติกาที่ตกลงกันอีกข้อ คือ ซื้อเพิ่มได้อย่างเดียว ห้ามขายคืน

เมื่อเธอซื้อไปได้ 6 เดือน (ประมาณ 4.5 แสนบาท) จึงได้เริ่มแนะนำเรื่องการซื้อกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษี เพราะเธอเสียภาษีประมาณ 30% ต่อปี เมื่อเริ่มคุ้นเคยกับกองทุน ก็ทำให้เธอเข้าใจได้ง่ายขึ้น จึงแนะนำให้เธอซื้อกองทุน RMF และ LTF ซึ่งจะช่วยให้เธอได้ภาษีกลับคืนมาเป็นหลักแสนบาท และยังได้สะสมทรัพย์ไปด้วย

ในกรณีของ RMF เธอจะได้เงินก้อนคืนพร้อมผลตอบแทนจากการลงทุนเมื่ออายุครบ 55 ปี ส่วน LTF เป็นการลงทุนในหุ้น ซึ่งบริษัทจัดการกองทุนรวมบริษัทใหญ่ๆ ล้วนแล้วแต่มืออาชีพทั้งนั้น และการเลือกลงทุนในหุ้น ส่วนใหญ่ก็จะเป็นหุ้นที่พื้นฐานดี อย่างน้อยทันทีที่ลงทุนไป เธอได้คืนมาแล้ว 30% หรือตามฐานภาษีของแต่ละคน หากเธอมีวินัยในการเก็บเงินเช่นนี้ รับรองเธอจะได้เงินตามเป้าหมายที่ตั้งไว้แน่นอน จะส่งผลให้เธอมีชีวิตในวัยเกษียณอย่างมีความสุข

ไม่เพียงแต่เพื่อนคนนี้เท่านั้นที่เก็บเงินด้วยวิธีแบบนี้ได้ ทุกคนก็สามารถทำได้ ไม่ว่าเงินเดือนจะมากหรือน้อย ยิ่งทุกวันนี้มีเครื่องมือในการเก็บเงินมากมายให้เราเลือกและจัดการได้หลายช่องทาง เพื่อให้ได้ผลตอบแทนมากที่สุด โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ทั้งหลาย ควรใช้เครื่องมือในการลดหย่อนภาษีต่างๆ ที่มี ก็จะเป็นการดีมากๆ ต่ออนาคตของเรา n

 

‘โขนพระราชทาน’ ถวายความจงรักภักดี ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 สิงหาคม 2560 เวลา 11:03 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/509131

‘โขนพระราชทาน’ ถวายความจงรักภักดี ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา

ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันที่ 26 ต.ค.นี้ คณะโขนพระราชทาน ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ จะมีโอกาสร่วมแสดงความจงรักภักดี โดยได้รับมอบหมายให้เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งในการแสดงมหรสพครั้งนี้กับกรมศิลปากร และสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ โดยรูปแบบของการจัดแสดงในครั้งนี้จะแตกต่างจากครั้งก่อนๆ เนื่องจากเป็นการแสดงกลางแจ้ง บริเวณสนามหลวงด้านทิศเหนือจึงจัดให้มีการแสดงรูปแบบใหม่ (โขนกึ่งฉาก) คือ มีทั้งฉากและเทคนิคมัลติวิชั่นที่วิจิตรงดงามมาใช้ประกอบกัน พร้อมกันนี้ ยังมีการปรับรูปแบบการแต่งกาย เพลงดนตรี เพลงขับร้อง แต่ยังคงรักษาจารีตประเพณีโบราณไว้อย่างครบถ้วน

ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ ราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ประธานคณะกรรมการจัดการแสดงโขน มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ กล่าวถึงการแสดงโขนพระราชทานในโอกาสสำคัญครั้งนี้ว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชประสงค์ให้โขนพระราชทาน ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้มาแสดงร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงบนเวทีมหรสพในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพ โดยกำหนดให้ผู้แสดงโขนทั้งหมดซ้อมร่วมกันที่วิทยาลัยนาฏศิลป ศาลายา จ.นครปฐม ส่วนใหญ่เป็นนักเรียน นักศึกษาของวิทยาลัยนาฏศิลปที่เคยแสดงโขนพระราชทานมาแล้ว รวมถึงครูอาจารย์ด้านนาฏศิลป์ ที่ต้องการมีส่วนร่วมแสดงถวายพระองค์เป็นครั้งสุดท้าย

ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ

นับได้ว่าเป็นเกียรติที่โขนพระราชทาน ที่จะได้มีโอกาสสนองพระมหากรุณาธิคุณ และแสดงความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นครั้งสุดท้าย

“โขนพระราชทาน ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้ดำเนินงานมากว่า 10 ปี ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่จะจัดแสดงกลางแจ้ง ซึ่งทุกคนทั้งคณะกรรมการ นักแสดง นักร้อง คณะทำงานทุกฝ่าย รวมทั้งนักเรียนศิลปาชีพ ต่างถือเป็นความภาคภูมิใจที่ได้มีโอกาสร่วมในการแสดงถึงความจงรักภักดีอย่างสุดหัวใจ”

อาจารย์ประเมษฐ์ บุณยะชัย

เหตุผลที่ครั้งนี้ต้องจัดให้มีการแสดงรูปแบบใหม่ เนื่องจากที่ผ่านมาจะจัดแสดงภายในอาคาร แต่ครั้งนี้เป็นการแสดงกลางแจ้ง จึงจัดให้เป็นรูปแบบใหม่ ที่เรียกว่า “โขนกึ่งฉาก” คือมีทั้งฉากและเทคนิคมัลติวิชั่นที่วิจิตรงดงามมาใช้ประกอบกัน โดยเฉพาะฉากใหญ่ๆ ที่ไม่สามารถยกเอามาใช้ในภาคสนามได้ จะใช้วิธีฉายภาพขึ้นจอ

แต่ละฉากจะมีอุปกรณ์ประกอบเป็นแบบสามมิติที่วิจิตรงดงาม เช่น ฉากที่ประทับพระอิศวร หรือฉากตอนลักสีดา เชื่อว่าครั้งนี้จะไม่ทำให้ผู้ชมผิดหวังแน่นอน เพราะยังคงความงดงามทั้งรูปแบบ การร่ายรำ การเปลี่ยนฉากให้สมกับเป็นโขนพระราชทาน และใช้ผู้แสดงถึง 300 คน มากกว่าโขนพระราชทานที่จัดแสดงเป็นปกติซึ่งใช้ผู้แสดงราว 200 คน

การแสดงในครั้งนี้ จะแบ่งออกเป็น 3 ตอน ใช้ระยะเวลาการแสดง 2 ชั่วโมง ได้แก่ ตอนรามาวตาร เป็นต้นเรื่องของการแสดง กล่าวถึงการอัญเชิญพระนารายณ์ให้อวตารลงมาเป็นพระราม เพื่อปราบอสูร โดยมีเหล่าเทพบุตรต่างๆ อาสาลงมาเป็นพลวานร ทั้งพระลักษณ์และเทพอาวุธ ถัดมาคือตอน สีดาหาย และพระรามได้พล กล่าวถึงตอนที่ทศกัณฐ์ใช้อุบายลักนางสีดาพาขึ้นพระราชรถเหาะมาพบนกสดายุเข้าขัดขวาง แต่นกสดายุพ่ายแพ้ ได้รับบาดเจ็บจนพระรามพระลักษณ์ติดตามมาพบ จึงทราบเหตุการณ์ทั้งหมด ตอนสุดท้ายคือ ตอนขับพิเภก กล่าวถึงตอนที่พิเภกทูลให้ทศกัณฐ์คืนนางสีดาแก่พระราม ทศกัณฐ์โกรธจึงขับไล่ออกจากเมือง พิเภกไปสวามิภักดิ์กับพระราม และถวายสัตย์ สุจริต

อาจารย์สุดสาคร ชายเสม

“ในการแสดงครั้งนี้ เราได้เพิ่มฉากระบำ เป็นการสรรเสริญความซื่อสัตย์ของพิเภก พร้อมทั้งได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการแต่งกาย เพลงดนตรี เพลงขับร้อง แต่ยังคงรักษาจารีตประเพณีโบราณอย่างครบถ้วน นำทั้งดนตรีและเพลงขับร้องโบราณมาใช้ ซึ่งบางเพลงยังไม่เคยมีการแสดงที่ไหนมาก่อน เช่น การแสดงหน้าพาทย์ ซึ่งเพลงที่ใช้ประกอบกิริยาการแสดงมาตั้งแต่โบราณ มีหลายระดับ แต่ครั้งนี้เป็นการแสดงหน้าพาทย์ในระดับสูงสุดที่ใช้กับตัวละครสูงศักดิ์ โดยได้หลักฐานจากลายมือของพระยานัฏกานุรักษ์ (ทองดี สุวรรณภารต) เจ้ากรมโขนหลวงในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้บันทึกไว้ แต่ยังไม่มีการถ่ายทอด ซึ่งเราได้แกะลายมือแล้วนำมาใช้ในการแสดงครั้งนี้

นอกจากนี้ ยังได้นำเพลง “วา” ของคุณหญิงไพฑูรย์ กิตติวรรณ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย) ประจำปี 2529 ที่ไม่เคยจัดแสดงที่ไหนมาก่อน มาจัดแสดงครั้งนี้ด้วย”

ขณะที่ อาจารย์สุดสาคร ชายเสม ผู้ออกแบบและจัดทำฉากโขน กล่าวว่า ฉากที่นำมาใช้ในครั้งนี้ เป็นฉากเดิมที่เคยทำไว้อย่างดีที่สุดและมีการเก็บรักษาไว้ตั้งแต่เริ่มจัดแสดงโขนพระราชทานครั้งแรกเมื่อ 10 ปีที่แล้ว โดยจะนำมาถ่ายรูปและฉายขึ้นวีดิทัศน์ ประกอบกับอุปกรณ์ประกอบฉาก เช่น ราชรถ และวิมาน เป็นต้น ซึ่งมีความงามไม่แพ้กับฉากจริง

อาจารย์วีระธรรม ตระกูลเงินไทย

อลังการ “เครื่องแต่งกาย” สุดประณีต

ด้าน อาจารย์วีระธรรม ตระกูลเงินไทย ผู้จัดทำเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับ เผยถึงการจัดทำเครื่องแต่งกายโขน พัสตราภรณ์ จะมีการดำเนินการใหม่ให้วิจิตรงดงามตามโบราณราชประเพณี โดยชุดสำคัญจะสร้างใหม่ทั้งหมด ได้แก่ ชุดของทศกัณฐ์ 5 ชุด และที่พิเศษมีการสร้างชุดมหาเทพ พระอิศวร พระนารายณ์ 2 ชุด ซึ่งไม่เคยสร้างขึ้นมาก่อน รวมถึงผ้าห่มนาง 24 ผืน 12 ชุด กษัตริย์ 2 ชุด นางกำนัล 10 ชุด เช่นเดียวกับชุดเสนายักษ์ เสนาลิง ที่ชำรุดเพราะผ่านการแสดงมานานก็สร้างใหม่เช่นกัน

ในการทำงานจะแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก คือ การทอผ้ายกทองเป็นผ้านุ่งที่วิจิตรงดงาม ใช้ช่างฝีมือของศูนย์ศิลปาชีพบ้านเนินธัมมัง และศูนย์ศิลปาชีพบ้านตรอกแค นอกจากนี้ยังได้กลุ่มศิลปาชีพสีบัวทอง จ.อ่างทอง ร่วมทอผ้ายกทอง ส่วนงานปักเครื่องโขน ตั้งแต่แขนเสื้อ อินธนู กรองคอ สนับเพลา รัดเอว ได้ช่างฝีมือของศิลปาชีพ จำนวน 76 คน จากทั่วประเทศเข้ามาดำเนินการ ได้แก่ ศูนย์ศิลปาชีพสีบัวทอง ศูนย์ศิลปาชีพสวนจิตรลดา ศูนย์ศิลปาชีพหนองลาด จ.สิงห์บุรี กลุ่มดอนคำเสนา จ.สกลนคร กลุ่มกุดนาขาม จ.สกลนคร กลุ่มสานแว้ จ.สกลนคร กลุ่มอุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ กลุ่มกาญจนบุรี จ.กาญจนบุรี และกลุ่มเพชรบุรี ศูนย์ศิลปาชีพสวนผึ้ง

“เครื่องแต่งกายและเครื่องประดับที่จัดสร้างขึ้นใหม่ ได้สืบทอดจากเครื่องภูษาพัสตราภรณ์ ถนิมพิมพาภรณ์ อันเป็นเครื่องประดับลงยาที่เคยมีมาตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยใช้วัสดุอย่างดี มีค่า ขณะนี้เครื่องแต่งกายโขนทั้งหมดเสร็จเรียบร้อยแล้ววิจิตรงดงามเป็นงานที่ประณีตยิ่งขึ้น เพราะสมาชิกศูนย์ศิลปาชีพมีทักษะและความชำนาญมากขึ้น” อาจารย์วีระธรรม กล่าว

สำหรับเวลาในการแสดงโขนพระราชทานในพระราชพิธีถวายพระเพลิงนั้น ยังไม่มีหมายกำหนดการที่แน่นอน แต่จะเป็นการแสดงช่วงต้นของการแสดงโขนทั้งหมดของทางราชการ

 

แววคนีย์ อัสโสรัตน์กุล บริหารงานด้วยหัวใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 สิงหาคม 2560 เวลา 10:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/508982

แววคนีย์ อัสโสรัตน์กุล บริหารงานด้วยหัวใจ

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ  วิศิษฐ์ แถมเงิน

ผู้บริหารหญิงแกร่งบุคลิกคล่องตัวฉับไว ท่าทางยิ้มแย้มใจดี แววคนีย์ อัสโสรัตน์กุล ผู้จัดการทั่วไป เคเอฟซี (ประเทศไทย) ถือเป็นผู้บริหารผู้หญิงคนแรกและเป็นคนไทยที่ขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของเคเอฟซี ที่แม้จะมีผู้บริหารจากบริษัทแม่เข้ามาทำงานที่เคเอฟซีประเทศไทยหลายคนก็ยังอยู่ใต้สายการบริหารงานของเธอ เธอถือเป็นลูกหม้อที่อยู่กับเคเอฟซีมานานเกือบ 15 ปี เริ่มจากดูแลเรื่องการตลาด จนขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดที่เทียบเท่ากับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการของบริษัท

ด้านการศึกษานั้นเธอจบปริญญาตรี ด้านการตลาดจากประเทศญี่ปุ่น และจบปริญญาโท ด้านการตลาดจากสหรัฐอเมริกา ทำงานด้านการตลาดค้าปลีกมาโดยตลอดที่พีแอนด์จี 5-6 ปี และที่ จอน์หสันแอนด์จอน์หสัน ก่อนจะมาร่วมงานกับ ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล เมื่อกว่า 14 ปีที่ผ่านมา

เธอเล่าว่ามาทำงานครั้งแรกดูด้านการตลาด เริ่มจากวันแรกทำงานจะโฟกัสที่เรื่องสินค้า การตลาด จนวันนี้ขึ้นสู่การเป็นผู้บริหารสูงสุดต้องมาโฟกัสเรื่องคนเป็นหลัก ดูแลเรื่องคนมากขึ้น รูปแบบการทำงานอาจเปลี่ยนไปบ้าง แต่ยังเป็นจุดมุ่งหมายเดิมคือให้บริษัทเติบโตอย่างมั่นคง

การเป็นผู้บริหารหญิงขึ้นมาสู่จุดนี้ได้ เธอว่ากว่าจะมาถึงวันนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องทุ่มเทกับการทำงานอย่างทุ่มเทมุ่งมั่นตั้งใจ โดยมีหลักการบริหารงานแบบที่เรียกว่า LEADing with heart คือพยายามบริหารงานด้วยหัวใจ ด้วยความใส่ใจ ต้องรู้ใจตัวเอง และรู้ใจผู้ใต้บังคับญชา

“จะไม่บริหารงานแบบเคร่งเครียด ทุบโต๊ะสั่งๆ แต่จะพยายามบริหารแบบเป็นพี่เลี้ยงแบบโค้ช ถ้าลูกน้องนำเสนอความเห็นอะไรมาแล้วเราคิดว่าไม่โอเคเราจะไม่สั่งว่าไม่เอา ฉันจะเอาแบบนี้ ไม่ เราไม่ทำ แต่จะบอกว่าลองแบบอื่นไหมมาเปรียบเทียบดูว่าจะดีกว่าไหม หรือจะให้การบ้านให้ลองไปอ่านหนังสือเล่มนั้นเล่มนี้ดู เขามีสถานการณ์อะไรที่คล้ายๆ กันบ้างแล้วนำมาปรับใช้ได้หรือไม่ เปลี่ยนจากดูงานก็มาดูเรื่องคนมากขึ้นในตอนนี้ ขณะที่ตัวเราเองก็ต้องมีความกล้าในการตัดสินใจมากขึ้น มีเป้าหมายในการทำงานที่ชัดเจนยิ่งขึ้น มีความเด็ดขาดมากขึ้น ความเป็นผู้หญิงไม่ใช่ข้อจำกัด ข้อดีคือเรามีความนุ่มนวลและใส่ใจมากกว่า เข้าถึงลูกน้องได้ดีกว่า รับมือกับปัญหาได้ดีกว่า แต่ที่ต้องระวังก็คือความจุกจิกจู้จี้ที่เราอาจจะไม่รู้ตัว (หัวเราะ)” เธอกล่าวอย่างอารมณ์ดี

เธอกล่าวต่อว่าประเทศไทยโชคดีในแง่ที่ผู้หญิง หากมีความสามารถก็ขึ้นสู่ตำแหน่งสูงๆ ได้ ไม่มีข้อจำกัด ซึ่งดีกว่าในหลายๆ ประเทศ เพราะฉะนั้นก็พิสูจน์ความสามารถและทำงานลุยไปให้เต็มที่ มีเหตุมีผลในการทำงาน มีเป้าหมายในการทำงานที่ชัดเจน

สำหรับเป้าหมายการทำงานในอนาคต 2-3 ปีข้างหน้าของเธอนั้นก็คือ การนำทัพให้เคเอฟซี ในประเทศไทยมีสาขาให้ครบ 800 สาขา ภายในปี 2563 และทะยานขึ้นสู่ 1‚000 สาขา ภายใน 5 ปี คือ ปี 2566 หรือประมาณ 1 สาขา/สัปดาห์ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 600 กว่าสาขา รวมทั้งพัฒนาแบรนด์ให้เข้มแข็งมีสินค้าออกมาให้ผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น คิดโปรโมชั่นใหม่ๆ ให้โดนใจผู้บริโภคให้ครอบคลุมมากขึ้น รวมทั้งมีนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาเสมอ

“คือเราจะกลายมาเป็นร้านที่ให้บริการแฟรนไชส์ 100% โดยมีบริษัทแม่ ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) เป็นผู้บริหารแบรนด์ดูแลในส่วนการสร้างแบรนด์ ขยายสาขา ออกสินค้าใหม่ และดูแลกลยุทธ์การตลาดให้ดีกว่าเดิม

ข่าวที่สร้างความฮือฮาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาก็คือ การประกาศขายแฟรนไชส์กว่า 200 สาขา ของเคเอฟซีประเทศไทยให้กับกลุ่มเบียร์ช้าง ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบธุรกิจจากการลงทุนและบริหารร้านด้วยตัวเอง เป็นการเปิดขายแฟรนไชส์ทั้งหมดว่า ก่อนหน้านี้
เคเอฟซีก็ขายแฟรนไชส์ให้กับกลุ่มเซ็นทรัลไปแล้ว 220 สาขา และนักธุรกิจทางภาคใต้อีกเกือบ 100 สาขา

“คือเรายังเป็นเจ้าของแบรนด์ คิดค้นสูตร ออกโปรดักต์ใหม่ๆ โปรโมรชั่นใหม่ๆ การพิจารณาขยายสาขายังเป็นเราที่ตัดสินใจ เพียงแต่เราไม่ทอดไก่เองและไม่ขายเองให้คนอื่นไปทำแทน เราไม่ได้ขายแบรนด์เราขายแค่แฟรนไชส์ทุกอย่างยังอยู่ใต้การบริหารงานของเรา ที่มีคนพูดกันขำๆ ว่าต่อไปนี้เคเอฟซีคงขายเบียร์ช้างด้วย ไม่จริงค่ะ การจะเอาอะไรมาขายต้องขอความเห็นชอบจากเราก่อน และอย่างที่บอกว่าเราเป็นร้านอาหารสำหรับทุกคนในครอบครัวลูกค้าส่วนใหญ่เป็นเด็กและวัยรุ่น ดังนั้นเป็นไปยากที่เราจะขายเบียร์ในร้านของเราค่ะ” เธอให้ข้อมูลที่ชัดเจน

ในเรื่องของการทำงานนั้นเธอเต็มที่ แต่ในวันหยุดเธอก็เป็นคุณแม่ของลูกชายวัย 10 ขวบ ที่เธอบอกว่าบทบาทความเป็นแม่ก็สำคัญที่สุดสำหรับเธอเช่นกัน วันทำงานนั้นเธอเต็มที่ แต่ถ้าเป็นวันหยุดเธอก็มอบให้กับลูกชายเต็มที่เช่นกัน โชคดีที่สามีทำธุรกิจส่วนตัวจึงมีเวลาในการรับส่งลูกได้ด้วยตัวเอง แม้เวลาที่มีให้ลูกน้อยแต่ก็เป็นเวลาที่มีคุณภาพ เธอจะจัดเวลาวันหยุดยาวปีละหนึ่งครั้ง เพื่อเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศกับครอบครัว ไปในสถานที่ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของคนในครอบครัว โดยเฉพาะลูกเพื่อให้การเดินทางเป็นการสร้างประสบการณ์ชั้นยอดให้กับลูกได้มีโอกาสเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ที่แตกต่างจากเดิม

นอกจากนั้น แล้วเธอก็ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเป็นอย่างยิ่งด้วยการออกกำลังกาย โดยเธอจะออกกำลังกายสัปดาห์ละ 5-6 วัน ด้วยการวิ่งรอบหมู่บ้านวันละ 3-4 รอบ สลับกับการเข้าฟิตเนส ตีกอล์ฟ และดำน้ำบ้าง

“เราอยากมีร่างกายที่แข็งแรงก็ต้องลงทุน การออกกำลังกายคือวินัย คือการลงทุน ควบคู่กับการเลือกกินอาหารเพื่อสุขภาพ ถ้าร่างกายแข็งแรงจิตใจก็ดี สุขภาพจิตก็ดี ก็จะมีแรงทำงานได้อย่างไม่ต้องวิตกกังวลอะไรมากนัก คนส่วนใหญ่มักจะลงทุนเรื่องการเงิน มากกว่าเรื่องสุขภาพ การทำร่างกายให้สุขภาพดีคือการลงทุนอย่างหนึ่งเช่นกัน ไม่มีอะไรได้มาฟรี (หัวเราะ)” เธอกล่าวทิ้งท้าย

แบรนด์ของเคเอฟซีอยู่กับประเทศไทยมานาน จนคนคุ้นเคยกับแบรนด์ เราจึงมุ่งกลุ่มเป้าหมายไปที่แบรนด์สำหรับทุกคนในครอบครัว เพื่อทุกเพศทุกวัย รับประทานได้ทุกโอกาส เห็นได้ชัดจากเมนูอาหารที่มีความหลากหลายไม่ว่าจะเป็นไก่ทอด สแน็ค ไอศกรีม เครื่องดื่ม ที่มีรสชาติอร่อยถูกปากทุกคนในครอบครัว บางเมนูก็คิดค้นและภูมิใจนำเสนอในประเทศไทยเพียงประเทศเดียว

แม้ว่าปัจจุบันที่ผู้บริโภคหันมาให้ความสนใจกับสุขภาพ เป็นห่วงในเรื่องการเลือกรับประทานอาหารกันมากขึ้น ทางแบรนด์เองก็มิได้เพิกเฉย แบรนด์ของเราก็หันมาให้ความสำคัญกับคุณภาพของอาหารมากที่สุด โดยใช้วัตถุดิบที่คัดเลือกมาอย่างดี เช่น เลือกไก่จากฟาร์มคุณภาพ ไม่เร่งฮอร์โมนเร่งโต ไม่ใช้สารแอนตี้ไบโอติกต่างๆ ไม่ใช่น้ำมันทอดซ้ำ ทอดสดใหม่และทิ้งไว้ในตู้อบพร้อมเสิร์ฟไม่เกิน 90 นาที และทิ้งน้ำมันทันที ให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าไก่ทอดของแบรนด์เคเอฟซี จะเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดีที่สะอาดปลอดภัย หาซื้อได้และราคาไม่แพง ซึ่งเราก็ต้องปรับตัวไปตามกระแสสุขภาพด้วยเช่นกัน

“เราให้ความสำคัญกับ FooD Safety และมาตรฐานการผลิตมากพอๆ กับรสชาติของอาหาร หลายๆ คนเข้าใจว่าแบรนด์เราเป็นฟาสต์ฟู้ด แต่จริงๆ แล้วเราเป็นร้านอาหารบริการด่วนที่มีครัวอยู่หลังร้าน มีกรรมวิธีการเตรียมอาหารและการผลิตที่พิถีพิถัน จึงต้องมีตำแหน่งประจำสาขาที่ได้รับการฝึกอบรมมาเป็นอย่างดี การเตรียมไก่ การคลุกเคล้ากับส่วนผสมการหมัก การทอด เกิดขึ้นที่ครัวหลังร้านสดใหม่ทุกวัน ไม่ได้แช่เย็นแล้วส่งมาจากครัวกลาง เราทำสดใหม่ที่สาขาทุกวัน เราเป็นแบรนด์ที่พิถีพิถันเรื่องคุณภาพมาเป็นอันดับหนึ่ง เราอยู่คู่คนไทยมานาน 33 ปี แล้ว เราเป็นร้านอาหารแบบให้บริการด่วน Quick Service Restaurant ทอดสดใหม่ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับชีวิตที่แข่งขันกับเวลาของผู้บริโภคยุคนี้ ในเรื่องความสะดวกรวดเร็วในการให้บริการ”

นอกจากนั้น ยังโฟกัสในเรื่องบริการอื่นๆ ให้ครบวงจร เช่น ปรับปรุงให้ร้านดูทันสมัยขึ้น ให้บริการฟรีไว-ไฟ ให้บริการปลั๊กไฟสำหรับชาร์จแบต บริการ Refill เครื่องดื่ม เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับความพึงพอใจสูงสุด