แผนอนาคตคืองานส่วนรวม ชายวัย 62 ที่ชื่อ ‘พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 สิงหาคม 2560 เวลา 07:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/511142

แผนอนาคตคืองานส่วนรวม ชายวัย 62 ที่ชื่อ 'พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ'

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

กว่า 1 ปีครึ่งแล้ว ที่สังคมไทยไม่เคยเห็น “ผู้การหูดำ” หรือบิ๊กแต้ม พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ อดีตที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในหลากหลายบริบททางสังคม

ทุกวันนี้อดีตนายตำรวจที่โชกโชนงานปราบปราม เปลี่ยนแปลงบทบาทำหน้าที่ช่วยบริหารงานกรุงเทพมหานคร และห่างหายออกไปหลังเจ้าตัวยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งเมื่อเดือน ม.ค. 2559

แต่ชีวิตทุกวันนี้ของ พล.ต.ต.วิชัย กลับเรียบง่ายอยู่ที่บ้านพักสองแห่ง ทั้งที่กรุงเทพมหานคร และที่บ้านเกิดคือ จ.พระนครศรีอยุธยา แต่ด้วย “การงาน” ที่ทำเพื่อส่วนรวมและเพื่อประชาชนมาทั้งชีวิต ทำให้อดีตนายตำรวจผู้นี้ไม่อาจเลือกทางสบายที่จะอยู่บ้านเฉยๆ ตามวัยเกษียณได้

พล.ต.ต.วิชัย บอกเล่าผ่านวัย 62 ปี ว่า หลังจากลาออกจากราชการตำรวจและไปเป็นที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เมื่อผ่านพ้นไป 3 ปี จึงได้ขอลาออก แต่หลังจากนั้นในปัจจุบันนี้ก็ยังคงทำงานอยู่ โดยเป็นคณะที่ปรึกษา พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งช่วยดูแลปรับปรุงเรื่องของแฟลตดินแดง รวมถึงเป็นคณะกรรมการบริษัทจัดการน้ำภาคตะวันออก หรือ East Water รวมถึงเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทเอกชนอีก 3 แห่งด้วยกัน

“และทุกวันนี้ก็ยังทำงาน ประชุมตลอด ยังใช้สมองใช้ความคิดอยู่ทุกวัน” พล.ต.ต.วิชัย นิยามชีวิตตอนเองในชั่วยามนี้

จากพื้นเพที่เป็นเด็กต่างจังหวัดในครอบครัวเกษตรกรรม และเติบโตในอาชีพราชการจนโด่งดังจากผลงานทั้งด้านตำรวจและด้านชุมชน ตลอดระยะเวลาการทำงานกว่า 40 ปีเพื่อส่วนรวมจึงต้องสานต่องานมวลชน โดยเฉพาะการดูแลในชุมชนต่างๆ ผ่านชมรมเพื่อนแต้ม ที่มีสมาชิกกว่าหลายร้อยคน ซึ่งแต่ละปีจะทำการกุศลช่วยเหลือโรงพยาบาลรัฐที่ขาดแคลนอุปกรณ์ต่างๆ โดยพล.ต.ต.วิชัย เป็นโต้โผหลักที่พาสมาชิกชมรมเพื่อนแต้มของเจ้าตัวมีกิจกรรมการกุศลร่วมกัน

นอกเหนือจากงานที่ปรึกษาและงานเพื่อสังคมแล้ว อีกสิ่งที่ พล.ต.ต.วิชัย ชอบคือการทำกับข้าว และล่าสุดเตรียมเปิดร้านอาหารที่ จ.พระนครศรีอยุธยา บนที่ดินของบรรพบุรุษที่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา รายล้อมด้วยต้นไม้นานาชนิด เป็นร้านอาหารไทยสไตล์พื้นบ้านที่มาพร้อมกับบรรยากาศธรรมชาติ

เพราะด้วยเป็นคนที่ชอบทำกับข้าว ทำอาหาร และถูกปลูกฝังแต่วัยเด็กว่าต้องทำอาหารได้จะได้มีกิน และใช้ฝีมือในการทำอาหารเลี้ยงดูและตอบแทนผู้มีพระคุณมาโดยตลอด กระทั่งความชื่นชอบนำไปสู่ร้านอาหารที่กำลังจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายใน 1 เดือนข้างหน้า แต่รายละเอียดของชื่อร้านต่างๆ พล.ต.ต.วิชัย ยังขออุบไว้ก่อน

กระนั้นแล้ว ในวัย 62 ปีของผู้การหูดำ ที่ยืนยันว่าร่างกายยังคงแข็งแรง เพราะออกกำลังกายด้วยการเดิน-วิ่งทุกวัน เพื่อรักษาสมรรถภาพให้พร้อมสำหรับการทำงาน

“โครงสร้างผมแข็งแรงอยู่นะ เพราะเราออกกำลังกายทุกวัน สมัยก่อนเป็นตำรวจก็ฝึกซ้อมมาโดยตลอด มันก็รักษาสภาพไว้ดีอยู่” พล.ต.ต.วิชัย เล่าถึงสภาพร่างกายตัวเองด้วยเสียงหัวเราะ พร้อมสำทับทิ้งท้ายไว้ว่า ผมคงหยุดทำงานไม่ได้ โดยเฉพาะงานส่วนรวม เพราะผมเป็นคนทำงานมาโดยตลอด ตั้งแต่เป็นตำรวจยศเล็ก ต่อสู้ชีวิตมา ไม่ได้โตมากับเส้นสาย เราโตมากับผลงาน เรามีผลงานเลยได้ดิบได้ดี ดังนั้นมันหยุดไม่ได้ ต้องทำงาน อีกอย่างยังถือว่าร่างกายแข็งแรง ช่วยสังคมได้เยอะ และมีคนมีปัญหาอะไรก็มาปรึกษา ทั้งเรื่องกฎหมาย หรือในแนวทางตำรวจเราก็ยังมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ได้ถ่ายทอดออกไปบ้าง

“และผมคงจะลงเล่นการเมืองในเร็วๆ นี้ เพราะมีคนทาบทามมาบ้างเหมือนกัน และผมก็สนใจเพราะเป็นงานเพื่อประชาชนด้วย อย่างที่ผมทำมาตลอดชีวิต และคงต้องทำต่อไป” พล.ต.ต.วิชัย ได้เตรียมพร้อมกับบทบาทใหม่ของตัวเองแล้ว

 

ลัษมณ อรรถาพิช นักเศรษฐศาสตร์ เอดีบี ขอเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 สิงหาคม 2560 เวลา 07:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/511141

ลัษมณ อรรถาพิช นักเศรษฐศาสตร์ เอดีบี ขอเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศ

โดย…ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

 แทบทุกเวทีเกี่ยวกับงานสัมมนาแนวโน้มเศรษฐกิจ หรือเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ มักจะมีชื่อ ดร.ลัษมณ อรรถาพิช เศรษฐกรอาวุโส ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) เป็นวิทยากรมาแลกเปลี่ยนความรู้มุมมองเศรษฐกิจมหภาค

ดร.ลักษมณ เป็นนักเรียนทุนของกระทรวงการคลัง หลังจากเรียนจบก็กลับเข้ามารับข้าราชการที่กระทรวงการคลัง ในยุคที่ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในปี 2540 ครั้งใหญ่ (ต้มยำกุ้ง)

นับว่าเป็นงานท้าทายมากสำหรับเด็กจบใหม่ในสมัยนั้น ที่จะต้องมาประชุมหารือกับองค์กรระหว่างประเทศ และหน่วยต่างๆ ที่จะระดมสมองแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจไทย

ในช่วงแรกที่ทำงานที่กระทรวงการคลังนั้น ดร.ลัษมณ รับผิดชอบทำงานด้านภาษีตลาดเงินตลาดทุน ต่อมาก็ได้รับผิดชอบดูแลเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินในช่วงวิกฤตการณ์ทางการเงินของประเทศ

นอกจากนี้ เธอยังมีส่วนร่วมในการจัดตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย เพื่อเป็นองค์กรหลักในการเข้ามาสะสางปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของสถาบันการเงินที่กำลังท่วมท้นรุมเร้าด้วยปัญหาหนี้ และภาคธุรกิจล้มละลาย คนตกงานเป็นแพ หลังจากที่ประเทศไทยประกาศลอยตัวค่าเงินบาท

ดร.ลัษมณ ยังได้รับโอกาสเข้าร่วมทีมงานวิชาการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรองนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น โดยมีหน้าที่วิเคราะห์นโยบายการคลัง การพัฒนาตลาดตราสารหนี้ การเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และนโยบายพลังงาน

 นับย้อนกลับไปเมื่อ 20 ที่แล้ว เธอก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในการบันทึกประวัติศาสตร์วิกฤตไทยต้มยำกุ้ง 20 ปีผ่านพ้นไปนั้น

จากวันนั้นถึงวันนี้ แม้เวลาผ่านไป 20 ปีแล้ว ประเทศไทยได้รับบทเรียนอะไรบ้าง จากในมุมมองจากเด็กจบใหม่ที่ชั่วโมงยังน้อย จนปัจจุบันเป็นนักเศรษฐศาสตร์แนวหน้าของประเทศ

ดร.ลัษมณ บอกว่า 20 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยนั้นได้รับบทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจและผ่านมาทำได้ดีมาก เฉพาะภาคการเงิน ไทยเรียนรู้จากความเจ็บปวดจากตรงนี้ ทำให้ปัจจุบันสถาบันการเงินมีความเข้มแข็งมากขึ้น จะเห็นจากการเกิดปัญหาวิกฤตซับไพรม์ หรือวิกฤตสินเชื่อด้อยคุณภาพในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2550 ที่ผ่านมา ไทยไม่ได้รับผลกระทบเลย เพราะสถาบันการเงินไทยมีเงินทุนที่แข็งแรง และมีความระมัดระวังความเสี่ยงการปล่อยเงินกู้

“นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่าสถาบันการเงินไทยมีการเรียนรู้จากบทเรียน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมมาก ในส่วนนโยบายการเงินธนาคารแห่งประเทศไทย ก็มีการเปลี่ยนนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนเป็นแบบลอยตัว (Managed Float) ฐานะการเงินของประเทศ และดุลบัญชีก็มั่นคงมาก หนี้ต่างประเทศก็ลดลง

“อีกด้านหนึ่งคือที่มีการเปลี่ยนแปลงด้านตลาดทุน ที่ผ่านมาไทยมีการพึ่งพิงเงินทุนจากสถาบันการเงินมากเกินไป ซึ่งระบบการเงินจะต้องมี 3 สาขา คือ ตลาดเงิน ตลาดทุน และตลาดพันธบัตร ปัจจุบันก็มีการเปลี่ยนแปลงและมีการพัฒนาโครงการสร้างตลาด (สตรักเจอร์) เยอะขึ้นมาก”

ดร.ลัษมณ เล่าต่อว่า หลังจากที่เธอย้ายงานจากกระทรวงการคลัง และย้ายมาทำงานที่ “เอดีบี” นั้น เพราะชอบการทำงานด้านการพัฒนา งานวิจัย

“ในช่วงที่ทำงานกระทรวงการคลังได้ประสานงานกับเอดีบีมาตลอด ก็ได้เห็นลักษณะการทำงานว่าเอดีบีได้เข้ามามีส่วนช่วยการพัฒนาประเทศไทย พอเอดีบีเข้ามาตั้งสำนักงานในไทยก็ ก็ตัดสินใจมาร่วมกับเอดีบี เท่ากับเราก็ช่วยประเทศได้ด้วยอีกมุมหนึ่ง”

บทบาทหน้าที่ของ ดร.ลัษมณ จะรับผิดชอบติดตามรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจ ทั้งด้านเศรษฐกิจมหภาค การเงินภาคประชาชนดูแลโครงการความช่วยเหลือด้านวิชาการจากเอดีบีทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นด้านการเงินการคลัง การพัฒนาตลาดทุน ด้านธรรมาภิบาล รวมถึงเรื่องของสังคม เช่น ระบบบำเหน็จบำนาญ เรื่องทรัพยากรสิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการน้ำ

“เอดีบีกับประเทศไทยมีความสัมพันธ์อันดีมาโดยตลอด ซึ่งไทยไม่ได้ต้องการพึ่งพาเงินกู้จากเอดีบีมากนัก แต่เราต้องการความรู้ที่บุคลากรเอดีบีที่มีการสะสมการทำงานความรู้ด้านการพัฒนามากว่า 30-40 ประเทศ

“สิ่งที่เราต้องการจาก ‘เอดีบี’ คือด้านวิชาการความรู้ มุมมองจากต่างประเทศ ตรงนี้มีความสำคัญมาก แต่เอดีบีก็มีการให้เงินสนับสนุนในงานวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ในประเทศไทยปีๆ หนึ่งก็ประมาณ 1-2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งก็จะนำมาเป็นเงินทุนเพื่อวิจัยด้านต่างๆ ร่วมกับองค์กรของไทย เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำนักงานเศรษฐกิจกระทรวงการคลัง เป็นต้น”

ดร.ลัษมณ ยกตัวอย่างโครงการเอดีบีให้การสนับสนุนด้านวิชาการและงานวิจัยกับไทย เช่น เอดีบีได้ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ศึกษาเรื่องระบบบำเหน็จบำนาญ รวมถึงให้ความสำคัญเรื่องระบบบำนาญของประกันสังคม ซึ่งเอดีบี และองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น)

 “ก็เตือนมา 10 กว่าปีแล้ว ตั้งแต่ปี 2550 ว่า หากกองทุนประกันสังคมไม่มีการเปลี่ยนแปลง อีก 30 ปี กองทุนประกันสังคมจะต้องเจ๊ง เพราะมีเงินที่จะจ่ายบำนาญให้กับผู้สูงอายุ และเห็นด้วยที่ประกันสังคมจะขยายอายุการรับเงินบำนาญจาก 55 ปี เป็น 60 ปี ในส่วนภาครัฐเองก็พยายามที่จะออกมาตรการจูงใจให้ภาคเอกชนรับผู้สูงวัยทำงาน รวมถึงต้องมีมาตรการมารองรับปัญหาสูงวัยในอนาคต

“ทิศทางของโลกจะมีผู้สูงวัยมากขึ้น และมีการปรับวัยเกษียณอายุมากขึ้น เพราะเดี๋ยวนี้อายุ 60 ปี ก็ไม่ใช่ว่าจะแก่ทำงานไม่ได้ บางอาชีพก็ต้องอาศัยประสบการณ์ทำงาน ซึ่งประเทศสแกนดิเนเวียเกษียณอายุ 67 ปี ญี่ปุ่นก็เริ่มจะเกษียณ 63-65 ปี”

ถามถึงสิ่งที่เอดีบีให้ความสำคัญนั้น ดร.ลัษมณ บอกว่า เอดีบีจะให้ความสำคัญเรื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นที่กับประเทศเพื่อนบ้าน การปฏิรูปการศึกษาเพื่อการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม

“ไม่ใช่เน้นการศึกษาเฉพาะในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยเท่านั้น จะต้องวางแผนแรงงานเพื่อเตรียมพร้อมการไปสู่สังคมผู้สูงอายุ เรื่องธรรมชาติสิ่งแวดล้อมก็เป็นสิ่งสำคัญ”

ดร.ลัษมณ แสดงมุมมองที่น่าสนใจว่า สิ่งหนึ่งที่เป็นหว่งคือเรื่องทรัพยากรมนุษย์ หรือเรื่องคน ซึ่งเป็นปัญหาโลกแตก

“เป็นปัญหามานานแล้ว และพูดมาโดยตลอดว่าเราไม่สามารถพึ่งพาแรงงานที่ราคาถูกมาได้ตั้งนาน และมีการนำเครื่องจักรกลมาทำงานแทนคนมากขึ้น แต่ก็ยังไม่พอ สเต็ปต่อไปคือจะต้องนำเทคโนโลยีขั้นสูง และนวัตกรรม (อินโนเวชั่น) มาใช้ ต้องมีนักวิจัยพัฒนามาคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งระบบบการศึกษาและคนของเรายังไม่รองรับตรงนี้อย่างเพียงพอ

“เอดีบีพูดอยู่เสมอว่าเราต้องมีการปฏิรูปการศึกษาแล้ว รัฐบาลก็ทราบถึงปัญหานี้ แต่มันก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับค่านิยมของสังคมซึ่งเรื่องนี้แก้ยากมาก เป็นค่านิยมของสังคม เพราะพ่อแม่ก็อยากจะให้ลูกเรียนจบปริญญาตรี ใครที่เรียนอาชีวะดูว่าด้อย

“ในตลาดแรงงานต้องการทักษะการทำงาน (สกิล) มากกว่าใบปริญญาหรือวุฒิบัตร สกิลแบบนายช่างมันหายาก ไม่ค่อยมีใครเรียน ไม่มีใครผลิตแรงงานที่มีทักษะ มีแต่แรงงานที่มีใบปริญญาออกมาเต็ม เพราะค่านิยมคนไทยเห็นปริญญามีค่ามากกว่าอาชีวะ วิชาชีพ  มันก็กลายเป็นปัญหาโลกแตก ลำพังรัฐบาลจะแก้ไขปัญหาก็ไม่ได้ ทุกคนต้องช่วยกันอย่างน้อยก็เปลี่ยนทัศนคติค่านิยม”

ดร.ลัษมณ เล่าว่า ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีต รมว.คลัง และ รมว.ต่างประเทศ เคยพูดไว้ ถึงปัญหาระดับเงินเดือนระหว่างอาชีวะกับปริญญาตรีแตกต่างกัน โดยภาครัฐกำหนดระดับเงินเดือนแตกต่างกันมาก

“คนที่จบอาชีวะได้เงินเดือนน้อยกว่าปริญญาตรี ภาคเอกชนก็ไปลอกอัตราเงินเดือนมาจากภาครัฐ พ่อแม่ยิ่งเห็นว่าเงินเดือน ปวช. ปวส. ได้เงินเดือนน้อย ก็ยิ่งไม่อยากให้ลูกเรียนอาชีวะ เพราะลูกจบไปแล้วจะเงินเดือนน้อยกว่าปริญญาตรี ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้”

ท้ายสุด ดร.ลัษมณ มีมุมมองว่าการปฏิรูปทั้งในด้านการยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน และยกระดับคุณภาพแรงงาน อันนำพาไปสู่การหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางสู่ประเทศที่มีรายได้สูงนั้น เป็นเรื่องที่มาถูกทางแล้ว แต่การจะก้าวไปสู่จุดเป้าหมายดังกล่าว สิ่งสำคัญที่ต้องมี ได้แก่ ทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ และนวัตกรรมต่างๆ ซึ่งทั้งสองปัจจัยดังกล่าวประเทศไทยยังต้องบริหารจัดการให้ดีขึ้น โดยเฉพาะในช่วงระยะเวลาที่ไทยกำลังจะเข้าสู่สังคมสูงวัยในระยะอันใกล้นี้

และยังมีงานอีกมากมายที่ท้าทาย ดร.ลัษมณ ซึ่งขอเป็นส่วนหนึ่งที่จะร่วมในการพัฒนาประเทศต่อไป

 

ค้นหายีนกลายพันธุ์ โลกใหม่แห่งการรักษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 สิงหาคม 2560 เวลา 15:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/510388

ค้นหายีนกลายพันธุ์ โลกใหม่แห่งการรักษา

เรื่อง:โยธิน อยู่จงดี

สิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกใบนี้ถูกกำหนดด้วยยีน ว่าจะให้มีสีผิว รูปร่าง หน้าตา ส่วนสูง ลักษณะเส้นผม เป็นเช่นไร และด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทำให้นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ ค้นพบว่าไม่เพียงแต่ยีนจะกำหนดลักษณะของเรา แต่ยังกำหนดโรคที่อาจจะเกิดขึ้นกับเราได้อีกด้วย โดยเฉพาะการค้นหายีนกลายพันธุ์ ซึ่งเป็นต้นเหตุของการผิดปกติในร่างกายและโรคหายากที่ยังรอวิธีรักษา โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคหายากราว 5 ล้านคน การเก็บฐานข้อมูลผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของยีน

ยีนกับการรักษาโรคหายาก

ศ.นพ.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวหน้าทีมศึกษาโรคที่หายากแต่พบได้ในประชากรไทย กลุ่มโรคหายากส่วนใหญ่ เกิดจากความผิดปกติของสารพันธุกรรม ซึ่งอาจถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ หรืออาจเกิดได้จากสิ่งแวดล้อมก็ได้ บางครั้งยีนแฝงก็แสดงอาการของโรคตั้งแต่เด็ก แต่ก็มียีนแฝงอีกหลายโรคที่แสดงอาการตอนอายุมากขึ้น

“ยีนที่มีอยู่ในตัวเราทุกคนไม่เพียงแต่กำหนดลักษณะที่เราเห็นทางภายนอกเท่านั้น ที่จริงแล้วยีนยังเป็นตัวกำหนดความเสี่ยง ต่อการเป็นหรือไม่เป็นโรคต่างๆ ของคนเราอีกด้วย เพราะคนเรามีลักษณะทางกายภาพและความสามารถทางด้านร่างกายที่แตกต่างกันออกไป ในการรักษาเราจะตอบสนองต่อการรักษาแบบไหน ก็กำหนดโดยปัจจัยภายในของเราโดยยีนด้วยเช่นกัน

สิ่งเหล่านี้ไม่ค่อยมีการพูดถึงในวงการแพทย์โดยทั่วไปมากนัก ยกตัวอย่างเช่น ผมเป็นหมอเด็ก ผมจะให้ยาตัวหนึ่งกับเด็ก ผมก็สนใจแต่ปัจจัยทางอื่นที่ไม่ใช่ตัวเด็ก เช่น เชื้อโรค เชื้อไวรัส ที่มีผลต่อเด็ก ดูว่าเป็นเชื้ออะไรและต้องใช้ยาตัวไหนในการรักษา เมื่อทราบแล้วก็ดูที่น้ำหนักของเด็ก น้ำหนักมากให้ยามาก น้ำหนักน้อยให้ยาน้อย แต่ในความเป็นจริงแล้วในทางการแพทย์อย่างที่รู้กันดีเด็ก 2 คนน้ำหนักเท่ากัน อายุเท่ากัน ได้รับยาตัวเดียวกันจะตอบสนองยาไม่เท่ากัน คนนึงอาจดูดซึมได้น้อยกว่าอีกคน หรือมีการตอบสนองต่อการรักษาไม่เท่ากัน นั่นก็เป็นเพราะว่ายีนของเด็กทั้งสองคนนั้นมีความแตกต่างกัน

ถ้าเรารู้ลักษณะของยีนในเด็กเราก็จะสามารถแยกได้ว่าเด็กคนไหนแพ้ยาอะไร ต้องใช้ยาตัวไหนในปริมาณที่เหมาะสมเท่าไหร่ กับโรคหายากก็เช่นกันถ้าเราตรวจเลือดหายีนของคนไข้ เราก็จะพบสาเหตุของโรคที่แท้จริงว่าเกิดจากความผิดปกติหรือยีนกลายพันธุ์ที่ยีนตัวไหน ก็จะช่วยหาหนทางรักษาได้ตรงจุดมากขึ้นนั่นเอง”

ยีนกลายพันธุ์เพราะอะไร

“โดยปกติแล้วยีนในร่างกายของคนเรามีทั้งหมด 22,000 ยีน เทคโนโลยีตอนนี้เราสามารถจำแนกออกมาได้หมดแล้ว ทุกยีนล้วนมีชื่อเฉพาะทั้งหมด รู้หน้าที่ของยีนแต่ละตัวว่าทำหน้าที่อะไรอยู่ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเรายังไม่รู้ว่าทำหน้าที่อะไรแต่ในอนาคตเราจะรู้แน่นอนว่ายีนแต่ละตัวทำหน้าที่อะไรบ้าง

แต่คราวนี้ยีนกลายพันธุ์เกิดจากอะไร เราต้องทำความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับยีนและการกลายพันธุ์ก่อน โดยปกติแล้วเซลล์ของคนเราจะมีการตายและสร้างใหม่อยู่ตลอดเวลา ร่างกายเราจะสร้างเซลล์ที่มียีนและหน้าตาเหมือนเดิมเกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ ธรรมชาติก็ถือว่าเก่งมากในการก๊อบปี้เซลล์ให้มีหน้าตาเหมือนกันเกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เซลล์ลูกที่สร้างใหม่จะไม่เหมือนเดิมเสียทีเดียว

อาจจะมีจุดที่แตกต่างกันอยู่ราวๆ 1-3 จุด เป็นเรื่องปกติที่จะมีความแตกต่างกันบ้างและไม่ได้ไปอยู่ในจุดที่ทำให้ระบบการทำงานผิดเพี้ยนไป เราจะเรียกตรงนี้ว่าเซลล์ที่มีความแตกต่างกัน แต่ถ้าเมื่อไหร่ความแตกต่างนั้นมีจำนวนมากเกินค่าทางสถิติที่จะยอมรับได้เราจะเรียกว่าเป็นการกลายพันธุ์ เป็นตัวการทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี

ยกตัวอย่างง่ายๆ ก็คือเซลล์ที่เกิดการกลายพันธุ์แล้วไม่ยอมตายมีการขยายตัวสร้างเซลล์ใหม่อยู่ตลอดเวลาก็คือเซลล์มะเร็งนั่นเอง แนวทางในการรักษาเดิมคือการใช้เคมีบำบัด เป็นเหมือนเอาระเบิดไปลงทำลายเซลล์มะเร็งและเซลล์ที่ดีในร่างกายโดยตั้งความหวังว่า เซลล์มะเร็งจะตายหมดก่อน

แต่การรักษาด้วยการหายีนในเซลล์ที่กลายพันธุ์ จะช่วยให้แพทย์สามารถระบุความแตกต่างระหว่างเซลล์มะเร็งและเซลล์ปกติในร่างกายเราได้อย่างชัดเจนและหายาเข้ามาจัดการกับเซลล์ที่มียีนกลายพันธุ์ได้โดยไม่ทำลายเซลล์ที่ดีตัวอื่นๆ เพราะความแตกต่างของเซลล์มะเร็งกับเซลล์ปกติ แยกได้ยากมาก มีจุดแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยเพราะพื้นฐานเซลล์มะเร็งก็คือเซลล์ในร่างกายของเราที่กลายพันธุ์ออกไปนั่นเอง

อีกสาเหตุหนึ่งของการกลายพันธุ์ของเซลล์อาจเกิดได้จากปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม การใช้ยาและสารเคมี เช่น คุณแม่ที่กินยาทำแท้ง ทำให้เด็กที่ออกมามีอาการหรือลักษณะที่ผิดปกติไป เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันการรักษามีการจับคู่ยีนและยาได้อยู่เพียง 100 กว่าคู่เท่านั้น ที่เหลือเป็นการค้นพบยีนที่มีการกลายพันธุ์ แต่ยังหาคู่ยาที่ไปจัดการรักษาไม่ได้ แต่ในอนาคตเชื่อว่าการจับคู่ยาจะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ” ศ.นพ.วรศักดิ์ อธิบายเพิ่มเติม

พัฒนาฐานข้อมูลยีนในโรคหายาก

ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ สกว. เสริมว่า องค์ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยเรื่องยีนในโรคหายากนี้ ในการศึกษาเริ่มต้นที่การสืบเสาะ ผู้ป่วยด้วยโรคหายากจากทั่วประเทศไทย ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากผู้ป่วยในโรงพยาบาล 33 แห่งทั่วทุกภูมิภาค หลังจากผู้ป่วยเซ็นยินยอมอนุญาตให้นำผลการรักษาไปใช้ทางการแพทย์ได้

ผู้วิจัยก็จะเก็บประวัติการตรวจร่างกาย ลักษณะทางรังสีวิทยา ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการทั่วไป และลักษณะทางคลินิกอื่นๆ โดยละเอียด จากนั้นจึงเก็บตัวอย่างเลือด น้ำลาย ส่วนของผิวหนัง หรือชิ้นกระดูก เพื่อนำมาสกัดสารพันธุกรรมหรือนำมาเพาะเลี้ยงเป็นเซลล์ แล้วจึงนำสารพันธุกรรมที่ได้ไปวิเคราะห์หาการกลายพันธุ์

เมื่อได้ผลการเปลี่ยนแปลงของสารพันธุกรรมที่อาจเป็นสาเหตุของโรคแล้ว จึงนำมาศึกษาต่อ เพื่อหาการเปลี่ยนแปลงหน้าที่ของโปรตีนที่ทำให้เกิดเชื้อที่ก่อโรค แล้วนำไปเปรียบเทียบกับคนปกติ และสมาชิกคนอื่นในครอบครัวเพื่อยืนยันต้นทางของโรคอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งช่วยทำให้การตรวจรักษาคนไข้ ได้รับคำตอบที่ชัดเจนถูกต้องเหมาะสมและเป็นประโยชน์ ต่อตัวผู้ป่วยและครอบครัว ว่ายีนที่อาจก่อให้เกิดโรคหายากนี้มาจากไหนและมีใครในครอบครัวที่อาจจะได้รับยีนนี้ผ่านทางพันธุกรรมบ้าง

ตอนนี้นักวิจัยไทยได้ค้นพบโรคกระดูกเปราะจากยีนที่ก่อโรค และพบพยาธิกลไกของโรค ทำให้นักวิทยาศาสตร์และแพทย์ เข้าใจกระบวนการในการสร้างกระดูกของคนปกติได้ชัดเจนขึ้นด้วย ค้นพบยีนก่อโรค เช่น โรคที่เกิดจากยีน และยีนที่เสี่ยง ต่อการเกิดผลข้างเคียงของยาหลายชนิด เช่น ยา 6MP ซึ่งเป็นยารักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว เป็นต้น และปัจจุบันทางกลุ่มวิจัยโครงการยีนก่อโรคในมนุษย์ เปิดให้บริการทางห้องปฏิบัติการขึ้น โดยตั้งเป็นศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านเวชพันธุศาสตร์ แห่งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ขึ้นมา

การตรวจยีน การรักษาในอนาคต


ศ.นพ.วรศักดิ์ ทิ้งท้ายว่า การรักษาด้วยการตรวจหายีน ไม่ได้ช่วยเฉพาะการวินิจฉัยโรคหายาก แต่ยังช่วย ให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำ และยังช่วยทำให้ตัวเรารู้จักตัวเองมากขึ้น ตรวจครั้งเดียวรู้จักตัวเองทั้งหมดว่า จะต้องใช้ชีวิตดูแลตัวเองอย่างไร มีโอกาสเสี่ยงต่อ การเป็นโรคอะไร เมื่อเจ็บป่วยขึ้นมามีความเสี่ยงจะแพ้ยาตัวไหน ต้องให้ยาอะไรในปริมาณเท่าไร สามารถอ่านข้อมูลที่ได้จากการตรวจยีน ซึ่งเพียงครั้งเดียวก็สามารถใช้ได้ตลอด

อย่างไรก็ดี การรักษาด้วยการตรวจยีนยังไม่ได้ผลกับคนทุกคนและโรคทุกโรค แม้จะมีตัวอย่างการรักษาได้สำเร็จ แต่ก็ยังมีรายละเอียดปลีกย่อย ที่อาจจะมีเฉพาะบางคนบางกลุ่มที่ไม่สามารถรักษาได้ เพราะว่ายีนแต่ละคนมีความแตกต่างทางด้านโครงสร้างทางพันธุกรรม ทำให้แนวทางการรักษาอาจจะได้ผลดีกับคนหนึ่ง แต่ไม่ได้ ผลดีอีกคน แต่เชื่อว่าเมื่อเวลาผ่านไปมีการศึกษาค้นคว้ามากขึ้น แพทย์สามารถพัฒนายาที่ตรงกับความต้องการของยีนในแต่ละแบบ แต่จะเป็นเมื่อไหร่นั้นยังตอบไม่ได้ ขึ้นอยู่กับว่านักวิจัยในแต่ละโรคนั้นจะสามารถพัฒนาตัวยาที่เหมาะสมกับยีนแต่ละแบบมากน้อยแค่ไหนนั่นเอง n

 

แผนการทำให้เงินงอกเงย ง่ายๆด้วยตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 สิงหาคม 2560 เวลา 14:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/510403

แผนการทำให้เงินงอกเงย ง่ายๆด้วยตัวเอง

เรื่อง กันย์ภาพ เอเอฟพี

แผนการลงทุน เป็นเรื่องที่คนไทยเริ่มหันมาให้ความสนใจเยอะขึ้นกว่าเมื่อก่อนแล้ว ดูจากการขยับขยายช่องทางของสื่อต่างๆ และธุรกิจสถาบันการเงินก็เน้นออกสินค้าการลงทุนมาเพิ่มมากขึ้นเพื่อตอบรับความต้องการที่หลากหลายของคนไทย

แต่จะเลือกลงทุนสินค้าตัวไหนดี อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการและเป้าหมายทางการเงินของแต่ละคนกันแล้วแหละ ไม่ใช่ว่าซื้อตามๆ กันเพราะฟังเขาบอกว่าดี การวางแผนลงทุน อย่างแรกเลยคือต้องตอบโจทย์เป้าหมายที่ต้องการเป็นหลัก จะได้รู้ว่าเราลงทุนไปเพื่ออะไร อย่างเช่น อยากมีเงิน 10 ล้าน ภายใน 10 ปีข้างหน้า อยากเกษียณแล้วใช้เงินปีละ 1 ล้าน ตอนอายุ 50 ปีอะไรประมาณนี้

เมื่อกำหนดโจทย์หลักได้แล้ว ก็ค่อยมองไปที่เรื่องต่อมาคือ สถานะที่เป็นอยู่และความเสี่ยงที่เรารับได้ อันนี้เป็นเรื่องที่เราต้องรู้ว่าจุดที่ยืนอยู่กับเป้าหมายมันห่างกันแค่ไหน มีข้อจำกัดในการลงทุนอะไรบ้างและรับความเสี่ยงได้มากน้อยเพียงใด ถ้าไม่รู้ก็จะสร้างแผนการลงทุนให้ตัวเองได้ยากนะ

เมื่อรู้ทุกอย่างข้างต้นแล้วก็เดินหน้าจัดพอร์ตการลงทุนได้เลย ซึ่งวิธีการหลักคือการเฟ้นหาสินค้าการลงทุนและจัดพอร์ตให้มีความเสี่ยงที่ตัวเราเองรับได้อย่างสบายใจ แต่ในขณะเดียวกันก็ให้ผลตอบแทนที่สูงที่สุด

แต่ในการเลือกสินค้าการลงทุนมาทำให้พอร์ตสมบูรณ์แบบมากขึ้น ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องไหนเป็นหลัก งั้นเรามาดูกันว่า การติดสปีดให้พอร์ตการลงทุนนั้นต้องอาศัยปัจจัยอะไรบ้าง

1.ผลตอบแทนดีๆ เหนือเงินเฟ้อ

นี่เป็นสิ่งที่นักลงทุนทุกคนคาดหวังจากมันมากที่สุด เคยมีคำกล่าวว่าออมก่อนรวยกว่า แต่ว่าถ้าออมก่อนแต่วางเงินไว้ผิดที่ ก็สู้ออมทีหลังแต่ผลตอบแทนสูงกว่า ไม่ได้อยู่ดี

มีกฎของเลข 72 มายกตัวอย่างให้ดู กฎนี้มันบอกไว้ว่า ถ้าเอาเลข 72 ตั้ง แล้วเอาผลตอบแทนเฉลี่ยที่คาดหวังต่อปีมาหาร ก็จะได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นจำนวนปีที่เงินลงทุนเริ่มต้นจะเติบโตเป็น 2 เท่าด้วยดอกเบี้ยทบต้น โดยไม่มีการออมเงินเพิ่มในระหว่างทาง

ถ้าเราฝากประจำกับธนาคาร 1 ล้านบาท ได้รับดอกเบี้ยทุกปี ปีละ 2% ใช้กฎ 72/2 = 36 ปี แต่ถ้าเรานำเงินไปลงทุนในกองทุนรวมได้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีที่ 8% ใช้กฎ 72/8 = 9 ปี เท่านั้น

เงิน 1 ล้านจะเพิ่มเป็น 2 ล้าน ถ้าเป็นระยะเวลาเท่ากัน เงิน 1 ล้าน ผ่านไป 36 ปี ลงทุนแบบลืมๆ ไว้ จะกลายเป็นเงิน 16 ล้านแบบงงๆ เห็นได้ชัดเลยว่าผลตอบแทนมีผลกระทบต่อเงินลงทุนอย่างมาก

2.ลงทุนก่อนได้เปรียบยิ่งเร็วยิ่งดี

ระยะเวลา เรื่องนี้คือสิ่งที่นักลงทุนต้องคำนึง เพราะแผนการลงทุนจะถูกกำหนดขึ้นมาตามเป้าหมาย ถ้า เป้าหมายที่วางไว้เป็นแบบระยะยาว เงินลงทุนก็ยิ่งเติบโตเยอะขึ้นจากระยะเวลาที่มีมากขึ้น มันเลยเป็นที่มาของคำว่าออมก่อนรวยเร็วกว่า เป็นเรื่องของการใช้เวลาในการออมและลงทุน

สมมติกรณีศึกษาเป็น นาย ก. และ ข. ถ้านาย ก. เริ่มลงทุนก่อนตั้งแต่อายุ 25 ปี ต้องการเกษียณอายุตอน 60 ปี ด้วยจำนวนเงิน 20 ล้านบาท และลงทุนได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 8% ต่อปี โดยออมเงินเดือนละ 1 หมื่นบาทแบบชิลๆ ไปเรื่อยๆ นาย ก. จะมีเงิน 20 ล้านได้ตามเป้าหมายทันที

ขณะที่ นาย ข. เริ่มต้นออมเงินตอนอายุ 35 ปี เพราะก่อนหน้านี้มัวแต่จับจ่ายใช้สอย จ่ายแล้วจ่ายอีก นาย ข. เพิ่งรู้ตัวตอนอายุ 35 ปี จึงเริ่มออมเงิน หากมีเป้าหมายที่ 20 ล้านบาทเท่ากันและหาผลตอบแทนได้เท่ากับ ก. ชัดเจนเลยว่า ข. เริ่มช้ากว่าจึงต้องออมเงินเดือนละ 2 หมื่นบาท จึงจะเกษียณอายุได้ตามเป้าหมาย

เห็นไหมว่า ถ้าวางเงินถูกที่แล้ว แต่ออมทีหลัง ก็เหนื่อยกว่ากันถึงสองเท่า ดังนั้นลงทุนให้ได้ผลตอบแทนดี ตามที่เราสบายใจ และเริ่มลงทุนให้เร็วที่สุด นั่นแหละคือ คำตอบสู่ความมั่งคั่ง ลองมาดูการใช้เงินประกอบอื่นๆ เป็นเช่นไร

– ออมได้ตามเป้าหรือไม่ ถามตัวเองว่าออมเงินได้มากน้อยแค่ไหน เช่น ถ้าเคยบอกว่าจะออมเงินให้ได้เดือนละ 10% ถ้าทำได้ ก็ถือว่าข้อแรกผ่านฉลุยค่ะ

– ลงทุนได้ผลตอบแทนเท่าไร ลองมานั่งไล่เรียงเงินที่ตัวเองลงทุนไปตามช่องทางต่างๆ ทั้งหมดว่า ให้ผลตอบแทนเท่าไร ถ้าบวกลบคูณหารออกมาแล้วติดลบ แปลว่าปีนี้ล้มเหลวแล้วนะ

– ควบคุมค่าใช้จ่ายไม่ให้เกินงบได้ดีแค่ไหน ถ้าแต่ละเดือนตัวเลขรายจ่ายแซงหน้ารายได้ หรือทะลุงบประมาณที่ตั้งไว้ทุกเดือนละก็ แบบนี้ถือว่าสอบไม่ผ่าน

– ทั้งปีคุณลดหนี้ได้มากน้อยแค่ไหน ลองคำนวณดูว่า ตลอดทั้งปีหนี้หดไปอย่างที่ควรจะเป็นหรือไม่ แต่ถ้ามีหนี้จากสินเชื่อบุคคลเพิ่มเข้ามาสมทบ อันนี้ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าสุขภาพการเงินของคุณทรุดลงค่ะ

แต่ถ้าตอบได้อย่างเต็มปากเต็มคำซัก 3 ข้อว่า ฉันทำได้ตามเป้าแล้วละก็ จัดว่าสุขภาพการเงินของคุณ ทรงตัวค่อนไปในทางที่ดี ส่วนคนที่ไม่เข้าเป้าเลยสักข้อไม่ต้องบอกก็รู้ว่า สุขภาพการเงินทรุดโทรมเอาการเลย แต่ไม่เป็นไร มาตั้งหลักกันใหม่ตั้งแต่วันนี้ก็ยังทัน

เรื่องเกษียณอายุอย่าคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว และอย่านิ่งนอนใจ มาเตรียมตัววางแผนเพื่อการเกษียณอย่างมีคุณภาพ เราอาจจะลืมเป้าหมายในการออมของเราไปบ้าง ก็ให้คอยย้ำเตือนตัวเองว่า เหนื่อยวันนี้ เพื่อสบายในวันข้างหน้าค่ะ n

 

ฟังอย่างเซียนให้ได้ยินเสียงในใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 สิงหาคม 2560 เวลา 11:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/510261

ฟังอย่างเซียนให้ได้ยินเสียงในใจ

โดย…กันย์

การสื่อสารเป็นเครื่องมือสำคัญในการเจรจาธุรกิจ การฟังก็คือตัวแปรสำคัญที่มีส่วนกำหนดความสำเร็จของการสื่อสาร เรามักเข้าใจว่าการสื่อสารคือการพูด จึงต้องพูด จริงๆ แล้วการพูดเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการสื่อสาร จอห์น ดับเบิลยู. เคลตเนอร์ ให้ข้อมูลที่น่าสนใจไว้ว่า ปกติมนุษย์ใช้เวลากับการฟังมากที่สุดถึง 42% ตามด้วยการพูด 32% การอ่าน 15% และการเขียน 11% การฟัง คืออาวุธที่ขาดไม่ได้สำหรับนักสื่อสารที่ต้องการจะประสบความสำเร็จ

จักรพันธ์ จันทรัศมี Consulting Partner สลิงชอท กรุ๊ป คนฉลาดจะรู้จักฟัง ไม่ใช่แค่ได้ยินหรือใช้หูเพื่อรับเสียงเท่านั้น แต่ต้องใช้สมองตีความจนเกิดความเข้าใจด้วย ลอรา วิทเวิร์ท ได้แบ่งการฟังไว้ในหนังสือชื่อ Co-Active Coaching ออกเป็น 3 ระดับ

การฟังโดยเอาตัวเองเป็นหลัก รู้เพียงว่าเขาพูดอะไร แต่ไม่ได้สนใจว่าในใจเขาคิดหรือต้องการอะไร แบบนี้เรียกว่า Internal Listening เป็นการฟังในระดับที่ 1 ข้อมูลที่ได้จากการฟังลักษณะนี้จะถูกเชื่อมโยงเข้ากับประสบการณ์เดิมของผู้ฟัง และมุ่งไปที่ความต้องการของตัวเองเป็นสำคัญ ในขณะที่การฟังโดยมีสมาธิจดจ่ออยู่กับคู่สนทนา คือการฟังในระดับที่ 2 หรือ Focused Listening ถึงแม้จะมีสิ่งรบกวนอยู่รอบข้าง ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการฟัง ไม่ด่วนสรุปหรือตัดสินสิ่งที่ได้ยิน ไม่เอาตัวเองเป็นตัวตั้ง แต่จะทำความเข้าใจว่าทำไมเขาถึงพูดเช่นนั้น การฟังในระดับนี้ ไม่ใช่แค่ฟังว่าเขาพูดอะไร แต่จะฟังเพื่อรับรู้ว่าเขารู้สึกอย่างไร

ถ้าอยากเป็นนักฟังชั้นเซียน ต้องฟังในระดับที่ 3 เรียกว่า Global Listening ฟังแบบ 360 องศา คือ ฟังให้รอบด้านทั้งคำพูด และอารมณ์ ผู้ฟังต้องใช้อวัยวะในการฟังมากกว่าหู คือฟังด้วยตาและฟังด้วยใจ ต้องสังเกตสีหน้า ท่าทาง และน้ำเสียงไปด้วย เพราะการฟังเพียงคำพูด อาจไม่สะท้อนความคิดในใจของผู้พูด จึงต้องฟังทั้งคำพูด น้ำเสียง และท่าทาง ซึ่ง 3 อย่างนี้ต้องสอดคล้อง นักฟังที่เชี่ยวชาญจะไม่ฟังแค่คำพูดที่ได้ยิน แต่จะฟังด้วยสายตา เพื่อให้ได้ยินในสิ่งที่เขาไม่ได้พูด โดยจะรับรู้ได้จากพฤติกรรมที่แสดงออกมาให้เห็นนั่นเอง

การพัฒนาทักษะการฟังให้สูงขึ้นจากระดับที่ 1 ไปสู่ระดับที่ 2 และ 3 ถือว่าเป็นการฟังที่มีประโยชน์ต่อการสื่อสารในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าเราจะคุยกับทีมงาน ลูกค้า หรือแม้กระทั่งคนในครอบครัว ซึ่งจะช่วยให้เก็บข้อมูลได้ครอบคลุมและครบถ้วน นำไปสู่การตั้งคำถามที่ชาญฉลาด ส่งผลให้กุมความได้เปรียบในการสนทนา เพราะจะป้องกันไม่ให้ตีความผิด ไม่ด่วนสรุป ไม่เกิดความขัดแย้ง และไม่เผลอเอาตัวเองเป็นมาตรฐานตัดสินสิ่งที่ได้ยิน

 

รำไพ ชวนไชยสิทธิ์ ความพยายามอยู่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 สิงหาคม 2560 เวลา 08:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/510061

รำไพ ชวนไชยสิทธิ์ ความพยายามอยู่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น

โดย…อณุสรา ทองอุไร – ณัฐวดี ภิญญศิริ

จุดเริ่มต้นของเส้นทางที่กว่าจะได้มาเป็นนักเขียนของแต่ละคนคงมีความแตกต่างกันออกไป บางคนอาจไม่ได้ตั้งใจเขียนแต่แรก ทว่าโชคชะตากลับชักนำให้บังเอิญได้มีงานเขียนเป็นรูปเล่มออกมา ส่วนบางคนอาจตั้งใจมาโดยตลอดหากแต่กลับไม่เคยได้โอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็คงมี อย่างไรก็ตาม กว่าจะได้จับหนังสือของตัวเองบนชั้นวาง สิ่งหนึ่งที่นักเขียนทุกคนปฏิเสธไม่ได้ว่าพึงต้องมี นั่นก็คือ ความพยายาม

รำไพ ชวนไชยสิทธิ์ เจ้าของนามปากกา ปัณณ์นภัส เจ้าของผลงานเล่มแรกในชีวิตอย่าง ธาราร้อยดาว เป็นตัวอย่างที่ดีของนักเขียนที่มีความพยายาม ด้วยวัยที่ค่อนข้างมากแล้ว ระหว่างทางกว่าจะมีหนังสือเล่มแรกในชีวิตออกมา เธอจึงเคยหลงลืมความฝันในการอยากเป็นนักเขียนของเธออยู่หลายต่อหลายครั้ง เคยท้อแท้และสิ้นหวังจนเกือบเลิกเขียนเป็นเวลาหลายปี แต่ท้ายที่สุด เมื่อเธอได้มาพบเว็บไซต์หนึ่งชื่อ forwriter.com แรงบันดาลใจของเธอจึงเกิดขึ้นใหม่อีกครั้งที่นั่น ตั้งแต่เป็นสาวน้อยอยู่ที่เชียงใหม่

“สมัยก่อนตอนอยู่โรงเรียนเคยเขียนนิยายใส่สมุดเรียนเล่มบางๆ ให้เพื่อนในห้องอ่าน เพื่อนที่อ่านจะคอยมาบอกว่าเป็นยังไง คอยถามว่าเขียนตอนใหม่อีกหรือยัง ตอนนั้นจำได้ว่าเขียนจนหมดสมุดไปเล่มหนึ่ง แต่หลังจากนั้น พอต้องเข้ากรุงเทพฯ เพื่อมาเรียนต่อ เรื่องของงานเขียนจึงค่อยๆ ห่างหายไป”

ช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา มีช่วงหนึ่งที่ปัณณ์นภัส เคยนึกอยากทำงานเป็นคนเขียนบทละคร แต่ผลปรากฏว่าพลาด เธอจึงเคว้างคว้างกับจุดหมายในชีวิตอยู่พักหนึ่ง จนได้มาเจอเว็บไซต์ดังกล่าว ซึ่งเจ้าของเว็บไซต์ได้บอกให้เธอลองเขียนดู เธอจึงมีผลงานแรกที่เขียนจบออกมาด้วยชื่อเรื่องว่า อยากมีรัก แม้เรื่องราวค่อนข้างธรรมดาเพราะเป็นเรื่องที่เขียนมาจากเรื่องใกล้ตัว แต่ก็นับว่าเป็นก้าวแรกที่สำคัญ เพราะ อยากมีรัก คือผลงานชิ้นแรกในชีวิตที่ปัณณ์นภัสทุ่มเทด้วยหัวใจจนสามารถเขียนได้จนจบ

ต่อมาไม่นาน ทางเว็บไซต์มีธีมนิยายเกี่ยวกับไร่ ปัณณ์นภัสก็ได้ร่วมสร้างสรรค์ผลงานใหม่ขึ้นมาเช่นเดียวกันกับเพื่อนนักเขียนคนอื่น และในครั้งนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของนิยายเล่มแรกในชีวิตของปัณณ์นภัส ธาราร้อยดาว ได้รับการตีพิมพ์ออกมาครั้งแรกเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมาโดยสำนักพิมพ์กรีนมายด์ เป็นเรื่องราวความรักของชายหญิงคู่หนึ่งที่เกิดขึ้นในไร่ชาทางเหนือ ซึ่งมีความสอดคล้องกันกับธีมของเว็บไซต์ที่กำหนด คือ ต้องเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในบ้านไร่

แต่กว่าจะออกมาเป็นรูปเล่มนั้นก็ไม่ได้ออกมาง่ายๆ ปัณณ์นภัสเล่าว่า “ความจริงเขียน ธาราร้อยดาว จบตั้งแต่เมื่อ 6 ปีก่อน แต่ไม่มีโอกาสได้นำไปเสนอใคร จนตอนทำงานพิสูจน์อักษรมีคนบอกให้ลองส่งไปให้อ่าน จึงต้องลองปรับนั่นนี่ค่อนข้างมากพอสมควร จนเมื่องานหนังสือที่ผ่านมาถึงได้จับหนังสือเล่มนี้เป็นครั้งแรก นาทีนั้นคือน้ำตาไหลออกมาเลย (หัวเราะ) เพราะตลอด 6-7 ปีที่ผ่านมาพบเจอกับอุปสรรคหลายอย่าง ทั้งเรื่องงาน ความขัดแย้งภายในตัวเอง แต่ก็คิดตลอดว่าต้องสู้ คอยตั้งเป้าหมายให้ตัวเองตลอดว่า ต้องมีหนังสืออกมาเป็นเล่มให้ได้” เธอกล่าวอย่างสุดซึ้ง

ตามสโลแกนของ forwriter ที่บอกเอาว่า ไม่มีคำว่าแก่หรือสายเกินไปที่จะทำตามความฝัน ปัณณ์นภัสได้ยึดเหนี่ยวสโลแกนนี้ไว้เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีเป้าหมายว่าใน 1 ปีจะเขียนนิยายออกมาให้ได้หลายๆ เล่ม และอยากจะลองเขียนนิยายอีกหลายๆ แนว เพราะหากเลือกเดินทางมาเส้นทางนี้แล้วก็ควรที่จะเขียนให้ได้หลากหลาย

“หลายคนชอบด่วนตัดสินนิยายรักว่าเป็นนิยายที่ไม่มีอะไรมากไปกว่าแค่ตัวละครเอกสองตัวที่มาพบกัน ขัดแย้งกัน ก่อนจะปรับความเข้าใจกันด้วยดีในท้ายสุด แต่เรากลับมองว่า ความจริงนิยายรักก็ให้อะไรกับคนอ่าน อย่างที่เราจะเห็นบ่อยๆ ในละครว่าทุกครั้งที่ตัวร้ายทำเรื่องใดไว้ ตัวร้ายของเรื่องนั้นๆ จะได้รับผลกรรมซึ่งจะตามมาในภายหลังเสมอ”

ในอนาคต ปัณณ์นภัสมีความตั้งใจจะเขียนแนวทะเลทรายชื่อ เงาทรายเสน่หา ออกมา หากใครชื่นชอบผลงานเรื่องแรกของเธออย่าง ธาราร้อยดาว และกำลังรอคอยเรื่องใหม่ ก็อยากให้ร่วมกันเป็นกำลังใจให้ปัณณ์นภัสเขียนนิยายดีๆ ออกมาให้พวกเราได้อ่านกันอีกครั้ง เพราะเธอคนนี้จะไม่มีวันล้มเลิกความตั้งใจหรือละทิ้งความพยายามอันแน่วแน่อย่างแน่นอน

 

‘เซิร์ฟเกิร์ล’ ขี่พายุคลื่นท้าความแกร่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 สิงหาคม 2560 เวลา 07:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/510054

‘เซิร์ฟเกิร์ล’ ขี่พายุคลื่นท้าความแกร่ง

โดย…ปอย

วางแผนเล่นเซิร์ฟครั้งต่อไป จะเลือกไป จ.ภูเก็ต ไปเล่นที่หาดป่าตอง หาดกะตะ และหาดกะรน ความแรงของคลื่นช่วงฤดูมรสุมระหว่างเดือน พ.ค.-ต.ค. ทะเลซัดคลื่นเป็นเกลียวสูง ไม่ต้องเดินทางไปไกลถึงบาหลี ทะเลอันดามันน่าจะท้าทายพอกัน ณัฐสินี เขียวเพียร สาวปราดเปรียวกำลังหลงใหลกีฬาเอ็กซ์ตรีมทางน้ำอย่างหมดหัวใจ บอกว่าทำงานในตำแหน่ง Area Distribution & Relationship Marketing Manager – IHG Shared Services โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ เอ็กซ์เพรสส์ ชีวิตทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ

แล้วเป็นเรื่องเอื้อชีวิตเวิร์กเอาต์อย่างที่สุด โรงแรมมีสาขาคือ ภูเก็ต ป่าตอง บีช เซ็นทรัล ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางหาดป่าตอง และใกล้ๆ กันจากโรงแรมก็มีที่สอนเซิร์ฟอยู่ที่ศูนย์การค้าจังซีลอน อีกด้วย ทริปเซิร์ฟโต้คลื่นครั้งต่อไป กีฬาเอ็กซ์ตรีมจุดหมายมุ่งไปภูเก็ตแน่นอน ใครเป็นมือใหม่อยากเรียนขี่โต้คลื่น ปอ-ณัฐสินี แนะนำมาสนุกที่นี่สะดวกชัวร์

การเริ่มต้นเล่นกีฬาทางน้ำโต้คลื่นด้วยกระดานแผ่นเดียว ณัฐสินี วางแผนเลือกเดินทางไปเกาะบาหลี ใช้เวลาฝึกในฐานะมือใหม่ 2 วัน ความมุ่งมั่นแสดงออกในการเดินทางโดยลำพัง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสุดท้าทายตั้งแต่ออกสตาร์ทกันเลยทีเดียว

“ไปบาหลีมีแต่คนเริ่มฝึกเล่นค่ะ มีหลายๆ หาดให้เลือก แล้วแทบทุกหาดคลื่นแรงดีมาก เล่นโต้คลื่นได้สนุก สวรรค์ของบรรดานักโต้คลื่นเลยค่ะ ยิ่งคลื่นสูงๆ ลมทะเลแรงๆ ยิ่งท้าทายให้นักโต้คลื่นอยากคว้ากระดานแผ่นหนาออกไปท้าทายคลื่นลูกโต การเล่นเซิร์ฟโต้คลื่นเป็นกีฬาเอ็กซ์ตรีม แน่นอนว่าต้องว่ายน้ำเป็นนะคะ แล้วก็ต้องแข็งแรง มีสกิลทรงตัวได้ดี ปอเลือกเล่นกีฬาชนิดนี้เพราะท้าทายดีค่ะ ซัดกับธรรมชาติ สู้เพื่อไปขี่บนยอดคลื่นให้ได้ ดูเป็นคนเก่งสวยขึ้นมาเลยค่ะ ถ้าทำได้” ปอ-ณัฐสินี เริ่มสนทนาถึงกีฬาโปรด

รูปเล่นเซิร์ฟที่เกาะบาหลี สาวหุ่นสตรองแบบคนออกกำลังกายสม่ำเสมอบอกพลางหัวเราะว่า ไปเล่น 2 วัน ถ้ารูปที่ยิ้มสนุกสนานนั่นคือรูปวันแรก หลังจากครูเริ่มสอนวิธีการยืนทรงตัว วางขา-แขน ก็ขึ้นกระดานโต้ลมทะเลทันใด ไม่รอช้า วันแรกครูใจดีมากให้บอร์ดยาว (Long board) มีความเสถียรเหมาะกับมือใหม่ที่เพิ่งฝึกวิธีก้าวเท้า ไม่ผาดโผนนัก วันแรกเล่นอยู่ในทะเลได้สนุกสุดใจ

พอวันที่สอง ครูเห็นว่าขึ้นกระดานเก่งเร็วดีแล้ว ก็ยื่นบอร์ดสั้น (Short board) ปลายแหลมเพรียวให้ความคล่องตัวขึ้น และยากขึ้นด้วย รอยยิ้มก็เริ่มหายไปเรื่อยๆ

“กีฬามีความโหด ทั้งที่ปอเป็นพวกสปอร์ตเกิร์ลเล่นโยคะเป็นประจำ ช่วยเรื่องการทรงตัวได้ดีก็ยังกินน้ำไปหลายอึกเลยค่ะ แล้วปอมีพื้นฐานเล่นกีฬาที่เรียกกันว่า HIIT (High Intensity Interval Training) เป็นการออกกำลังกายแบบหนักและเบาสลับกันไปในช่วงระยะเวลาหนึ่งที่เทรนเนอร์กำหนดไว้ ซึ่งมักเป็นการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ แต่จะเผาผลาญแคลอรีได้มากกว่าการออกกำลังแบบคาร์ดิโอปกติ เพราะว่า HIIT ช่วยผลักดันไปจนถึงขีดจำกัดของเราค่ะ ใช้เวลาออกกำลังประมาณ 30 นาที

ส่วนทริปเซิร์ฟบาหลี ก็เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมตัว เตรียมร่างกายให้แกร่งเพื่อไปแข่ง Spartan Race คือการแข่งขันวิ่งวิบากที่ดีที่สุดในโลก โดยในปีนี้มีการจัดแข่งขันไปแล้วกว่า 240 ครั้ง ใน 25 ประเทศทั่วโลก สปาร์ตันไม่ได้เป็นการวิ่งแข่งธรรมดาทั่วไป แต่คุณต้องทั้งวิ่ง คลาน ดึง ลาก ผ่านกำแพง หุบเขา ต้นไม้ โคลน ลวดหนาม และด่านอุปสรรคมันๆ อีกมากมาย สนามแข่งขันสปาร์ตันทุกสนามถูกออกแบบมาเพื่อทดสอบสมรรถภาพทางร่างกายของผู้แข่งขัน

เราไม่สามารถจะบอกได้ว่าผู้แข่งขันจะต้องเผชิญกับความสนุกอะไรบ้าง แต่สิ่งที่ผู้แข่งขันต้องเผชิญอย่างแน่นอน คือ ไฟ โคลน น้ำ ลวดหนาม และความโหดอีกมากมาย การแข่งขันสปาร์ตันเป็นการแข่งขันท้าทายขีดจำกัดความสามารถของเรา กับการวิ่ง 12 กม. ด่านเกิน 20 ด่าน มันเป็นการดึงเราออกมาจากการใช้ชีวิตแบบเดิมๆ นะคะ”

กีฬาเซิร์ฟกระดานโต้คลื่น ณัฐสินี ย้ำว่าอีกหนึ่งทริปของความแข็งแกร่ง ต้องใส่เสื้อผ้าแขนยาวซัพพอร์ตร่างกายตลอด 2 ชั่วโมงครึ่งที่อยู่ในทะเล เป็นชีวิตกลางแจ้งที่ต้องผาดโผนไม่น้อยเลย

“คลื่นสูงตั้งแต่เอวจนมิดหัวค่ะ แล้ววันที่สองคลื่นยิ่งหนัก ใช้แรงเยอะทั้งที่เป็นหญิงถึก (หัวเราะ) ยังล้าสุดๆ เลยค่ะ เล่นแล้วผอมพุงหายไปอย่างรวดเร็ว เซิร์ฟตอบคำถามในสิ่งที่เราไม่เคยทำ ไปบาหลีคนเดียวก็เป็นสิ่งไม่เคยทำ แล้วเมื่อเราทำได้สำเร็จขี่คลื่นลูกสูงๆ ได้ สิ่งที่เราได้กลับมาคือความมั่นใจในตัวเองมากขึ้นด้วยค่ะ ภูมิใจในตัวเอง คือความรู้สึกดีมาก

คลื่นสูงก็ต้องหลบ หนีไม่ได้ ท่าแรกคือใช้หัวไหล่ ตีแขน เพื่อทรงตัว ซึ่งกว่าจะยืนได้ ใช้เวลาค่ะ นักเรียนใหม่หลายๆ คนที่เรียนพร้อมกัน เป็นผู้ชายก็ยังยืนไม่ได้ แต่เรายืนได้ในชั่วโมงแรกแสดงว่าเราเป็นหญิงถึกของแท้นะคะ”

ณัฐสินี บอกพลางหัวเราะ และทิ้งท้ายว่าการสู้กับพายุคลื่น สมาธิ คืออีกสิ่งที่ได้กลับมา แล้วนำกลับมาใช้ในการทำงานได้ดีขึ้นอีกต่างหาก ความรู้สึกในทริปต่อไป “ฉันจะจับคลื่นสูงกว่านี้ให้ได้!!!” จึงเป็นที่สุดของกีฬาเอ็กซ์ตรีมชนิดนี้

 

 

นัยนา ยังเกิด ไวท์เฮ้าส์เมลอน เกษตรแบบผสมผสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 สิงหาคม 2560 เวลา 07:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/510052

นัยนา ยังเกิด ไวท์เฮ้าส์เมลอน เกษตรแบบผสมผสาน

โดย…อณุสรา  ทองอุไร

ทุกคนล้วนมีความฝันด้วยกันทั้งนั้น แต่จะมีสักกี่คนที่สามารถทำฝันให้เป็นจริงในเวลาเพียง 5 ปี เช่น เธอคนนี้ นัยนา ยังเกิด ผู้จัดการอาวุโส กลุ่มสื่อสารองค์กร สายงานสื่อสารและบริหารแบรนด์ ธนาคารธนชาต สาวสวยหน้าหวานที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการประชาสัมพันธ์นานกว่า 20 ปี แม้ดูจากรูปลักษณ์หน้าตาแล้วเธอน่าจะมีงานเสริมเกี่ยวกับเรื่องเครื่องประดับ เสื้อผ้า หรือร้านขนมเบเกอรี่เสียมากกว่า

แต่เธอบอกว่าเธอเคยอ่านหนังสือการเกษตรผสมผสาน เกษตรพอเพียงแล้วชอบ คิดว่าเป็นวิถีที่ยั่งยืนกว่าที่จะไปเปิดร้านอาหาร หรือร้านกาแฟที่มีคู่แข่งเยอะมาก ใครๆ ก็อยากเปิดร้านกาแฟจึงมีร้านกาแฟทุกซอยในยุคนี้ เธอจึงเลือกมาทางเกษตรผสมผสาน โดยเริ่มจากการทำฟาร์มเห็ด ชื่อกระท่อมฟาร์มเห็ดเมื่อ 5-6 ปีที่ผ่าน ซึ่งก็ไปได้ดี แต่ก็มีช่วงหน้าร้อนของทุกปีเห็ดจะออกดอกน้อยลงไป จนของไม่พอขายและค่าใช้จ่ายไม่พอกับค่าจ้างของลูกจ้างที่มาทำงาน

“เราคิดว่าที่ในฟาร์มเห็ด ยังพอมีเหลืออีกนิดหน่อย พอจะหาพืชผลชนิดอื่นๆ มาลงได้อีก อย่างที่แนวทางเกษตรผสมผสานสอนไว้ให้ปลูกพืชให้หลากหลาย ถ้าต้นไม้นี้ราคาตก เรายังมีผลไม้ชนิดอื่น เวียนขายไป จนครบทุกฤดูกาล บางปีผลไม้ชนิดราคาดี บางปีราคาตก เราก็กระจายความเสี่ยงด้วยการปลูกต้นไม้หลายชนิด แต่เราก็จะเลือกผลไม้ที่เราชอบ” เธอเล่าอย่างมีความสุข

เธอเคยไปรับประทานเมลอนที่ร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง แล้วอร่อยหวานชื่นใจประทับใจไม่รู้ลืม แต่ราคาก็แพงเหมือนกัน แล้วก็แอบฝันไว้ในใจว่า สักวันจะหาทางปลูกเมลอนเองให้ได้ หลังจากนั้นก็เริ่มหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตว่าเมลอนมีกี่สายพันธุ์ พันธุ์ไหนที่ปลูกได้ดี เหมาะกับอากาศที่ประเทศไทย หาข้อมูลล่วงหน้าไว้ 3 ปีกว่า แล้วก็รอโอกาสว่าเมื่อไหร่ที่พร้อมจะลงมือทันที

หลังจากที่ทำกระท่อมฟาร์มเห็ดมาได้ 5 ปีเริ่มมีประสบการณ์เริ่มมีความรู้บ้างเราก็แปรรูปเห็ดเป็นน้ำพริกเห็ดอีกหลายชนิด น้ำเห็ด แหนมเห็ด เห็ดกรอบ ขายก้อนเห็ด ข้าวเกรียบเห็ด พอมีเงินเก็บ เธอก็นำเงินไปผ่อนที่แปลงใหม่ที่อยู่ไกลออกไปจากฟาร์มเห็ดไม่มากนัก เพื่อจะเตรียมไว้ทำฟาร์มเมลอน (เนื่องจากที่ปัจจุบันของฟาร์มเห็ดเธอเช่าอยู่)

เนื่องจากเธอเชื่อมั่นในเกษตรทางเลือกแนวธรรมชาติไม่ใช้สารเคมี ที่สามารถทำเพื่อเลี้ยงชีพได้จริง บริหารจัดการให้ดีก็สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำเช่นกัน แต่ก่อนที่จะไปลงทุนทำเมลอนในที่แปลงใหญ่ที่ซื้อไว้

เธอก็ลองปลูกโรงเรือนเล็กๆ ที่ฟาร์มเห็ดปัจจุบันนี้ก่อน เพื่อลองถูกลองผิด เรียนรู้ให้มีประสบการณ์ที่มากเพียงพอ เพราะที่ผ่านมาเธอได้แต่หาข้อมูล ยังไม่ได้ลงมือทำจริงจังจนกระทั่งเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมาที่เธอได้ฤกษ์ดี โดยถือฤกษ์เอาวันเกิดตัวเองเริ่มทำเมลอนจำนวน 50 ต้น เป็นโรงเรือนเล็กๆ ลงทุนไปเกือบ 3 หมื่นบาท เพื่อนำร่องเมลอนชุดแรกด้วยน้ำมือตัวเอง

หลังจากลงแปลงได้ 2 เดือนกว่า เมลอนของเธอก็ออกลูก ด้วยความตื่นเต้นจนทนไม่ไหว (หัวเราะ) เธอก็ไปสลักชื่อของเธอบนเมลอนลูกแรกที่ออกผล จนตอนนี้ลูกใหญ่จนเกือบจะเก็บผลผลิตได้แล้ว

“ยอมรับว่าเห่อมาก ตื่นเต้นมาก เพราะเมลอนจะว่าปลูกง่ายก็ไม่จริงเสียทีเดียว เพราะเป็นพืชเปราะบางแมลงเต่าทองจะมากินใบง่าย ยิ่งถ้าปลูกในโรงเรือนจะไม่มีผึ้งหรือแมลงมาช่วยผสมเกษร เราจึงต้องไปช่วยผสมเกษรตัวผู้ตัวเมียเพื่อให้ออกผลผลิต ถือว่าเป็นพืชปราบเซียนเหมือนกัน”

ตอนแรกเธอเข้าใจว่าการเพาะเลี้ยงเมลอน กับฟาร์มเห็ดมีความใกล้เคียงกัน คือต้องดูแลใกล้ชิด และชอบแดดจัด ที่สำคัญการปลูกพืชออร์แกนิกเป็นเทรนด์ที่น่าสนใจเพราะใครๆ ก็อยากมีสุขภาพที่ดี หลายคนยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อให้ผักผลไม้ปลอดสารเคมี

อีกทั้งเธอมั่นใจว่าถ้าเธอปลูกเมลอนเยอะๆ อย่างน้อยเธอน่าจะได้เมลอนไปจำหน่ายในราคาที่สบายกระเป๋าขึ้น เธอจะพยายามขายเมลอนในราคาที่ถูกลง ถ้าไปซื้อเมลอนตอนนี้ลูกละเกือบ 300 บาท เธอตั้งใจจะขายไม่แพงเกินไปโดยลูกละไม่เกิน 200 บาท ถ้าปลูกในจำนวนที่มากพอเธอคิดว่าน่าจะทำได้

ที่ทำอยู่ตอนนี้ถือว่าเป็นแปลงนำร่องที่เพิ่งเริ่มต้นไม่ถึง 3 เดือน จะลองถูกลองผิดไปสัก 2-3 ครั้ง จะเรียนรู้กันไปทุกวัน จนกว่าได้ผลผลิตที่ดีพอ มีประสบการณ์มากพอ แล้วจะไปลงที่แปลงใหม่ที่ซื้อไว้ประมาณปลายปีนี้

การปลูกเมลอนถือว่าเป็นความฝันสูงสุดของเธอที่ตั้งใจไว้นานหลายปี มีความมุ่งมั่น ส่วนหนึ่งเพราะมีใจรัก เพราะถือเป็นผลงานที่ละเอียดอ่อน อาศัยความรักความใส่ใจ เพราะชอบแนวทางนี้จริงๆ ที่ทำเกษตรผสมผสานที่ผ่านมาเกือบ 5 ปีนี้ไม่ได้มีพื้นฐานมาก่อน เรียนรู้จากการค้นคว้า ไปอบรม แล้วก็ลองลงมือทำลองถูกลองผิดด้วยตัวเอง หาตลาดด้วยตัวเอง ทำผลผลิตให้ดี เดี๋ยวตลาดจะมาหาเราเอง

“จำได้ว่าตอนเก็บดอกเห็ดได้ครั้งแรก เรายังไม่มีตลาด ไปนั่งขายกันสองคนแถวตลาดบางบัวทอง เราไม่อายไปขายวันหยุดเสาร์อาทิตย์ เพราะมั่นใจในสินค้าของเราว่าดีจริงไม่มีสารเคมี ดูแลการปลูกการเก็บด้วยความตั้งใจ ลูกค้าจะเห็นได้เองเราขายเองไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง เมื่อลูกค้าเห็นถึงความตั้งใจเขาก็มาช่วยกันอุดหนุน ปากต่อปาก จนมีลูกค้ามาเองจนของไม่พอขาย ลูกค้าจะชมว่าเห็ดเราสด สวย เก็บเป็นช่อสวยงาม เราเชื่อว่าเมลอนก็เช่นกันถ้าเราคุณภาพดี ตลาดจะมาหาเราเอง”  เธอกล่าวอย่างมั่นใจ

นัยนา บอกต่อไป ว่าเธอเชื่อเรื่องแนวเศรษฐกิจพอเพียง ค่อยๆ ทำเริ่มจากเล็กๆ ไม่ก่อหนี้สิน ทำไปทีละส่วน ขายมีรายได้ก็มาขยายส่วนตัวไป ไม่กู้ธนาคารไม่ทำอะไรเกินตัวทำเท่าที่พอมีแล้วก็ขยายไปทีละส่วนๆ เริ่มจากเล็กไปใหญ่ ไม่ได้เอาเงินเป็นตัวตั้ง แต่เอาความสุขใจเป็นตัวตั้ง ไม่ได้หวังรวยแบบเฉียบพลันค่อยๆ ทำค่อยๆ โต เพราะนี่เป็นงานเสริม ไม่ใช่งานหลัก ทำเพราะมีความสุขเพราะมีใจรักจริงๆ

เธอบอกว่าโชคดีที่เธอมาถูกทางก็คือ ได้ทำสิ่งที่เธอรักและชอบอย่างแท้จริง แล้วโชคดีว่าได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจอีกด้วย จึงได้ทำความสุขใจและสบายกระเป๋าทำให้มีรายได้เพิ่ม ที่สำคัญยังช่วยกระจายรายได้ไปยังคนใกล้เคียง เพราะใครทำน้ำพริกเก่งเธอก็ขอให้เขาไปช่วยคิดแปรรูปให้

เมื่อเธอมีประสบการณ์มากขึ้นก็เปิดอบรมให้ความรู้กับผู้ที่สนใจได้ไปสร้างรายได้กับครอบครัวของพวกเขา “ถ้าเราทำจนเก่งขึ้นเราก็จะบอกต่อ เราไม่หวงวิชาเราให้เต็มที่ใครที่มีใจรักจริง ใส่ใจก็สามารถทำได้แบบที่เราทำเช่นกัน ปลายปีนี้เราจะเริ่มเปิดฟาร์มเมลอนชื่อไวท์เฮ้าส์เมลอน ความฝันเป็นจริงตอนอายุ 46 ปี” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้ม

เธอกล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้คือรู้สึกทำให้อุ่นใจ เพราะความแน่นอนคือความไม่แน่นอนหากการงานมีปัญหาเจอพิษเศรษฐกิจอะไรขึ้นมา การมีแผนสองรองรับชีวิตไว้บ้าง ก็ทำให้มีความปลอดภัยมากขึ้นอย่างน้อยพอมีอาชีพเสริมทำ ชีวิตในยุคไทยแลนด์ 4.0 นี้จะหวังรายได้จากทางเดียว หรือมีงานทำเพียงอย่างเดียวเป็นเรื่องที่เสี่ยงเกินไป สำหรับความมั่นคงในชีวิต ยิ่งสำหรับคนที่มีครอบครัวมีลูกต้องดูแล การทำเกษตรพอเพียงผสมผสานนี่ สำหรับเธอแล้วคิดว่าเป็นตัวเลือกที่ดีงามมากๆ

 

เจ๊จ่า-วรชาติ เฉลิมชัย ตั้งสติ เริ่มใหม่ ให้ผิดเป็นครู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 สิงหาคม 2560 เวลา 07:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/510050

เจ๊จ่า-วรชาติ เฉลิมชัย ตั้งสติ เริ่มใหม่ ให้ผิดเป็นครู

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ : เสกสรร โรจนเมธากุล

ชีวิตคนเราส่วนใหญ่นั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ มักจะเจอสุขทุกข์คละเคล้ากันไป ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็มีบางคนที่เจอบทพิสูจน์ให้ต้องเจอเรื่องหนักๆ จนยากที่จะตั้งรับไหว เกือบจะไปต่อไม่ได้ก็มีอยู่มากมาย เช่น เธอคนนี้ เจ๊จ่าตำรวจแฟชั่น-วรชาติ เฉลิมชัย

ชีวิตเหมือนสายน้ำมีขึ้นแล้วก็ลง

ในอดีตเขาเป็นสไตลิสต์ ดูแลเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ ให้กับรายการในเครือโพลีพลัส เป็นพิธีกร เป็นตำรวจแฟชั่นในรายการทีวี และนิตยสารอุ๊ปส์ แล้วยังทำรายการและเล่นละครเป็นงานเสริม และยังเป็นมิสเอซีดีซีรุ่นแรกๆ ยังมีอีกหลายสิ่งอย่างที่เธอทำมากมาย มีรายได้เดือนละหลักแสนบาท มีรายได้อู้ฟู่สบายมือ

แต่แล้วจู่ๆ เหมือนสายฟ้าฟาด มรสุมชีวิตถาโถม เจอศึกหลายด้าน งานที่เคยมีล้นมือก็กลับค่อยๆ หายไปจนไม่เหลือสักรายการเดียว ว่างงานมา 4-5 ปีติดต่อกัน จนแทบไม่มีเงินจะเลี้ยงตัว เงินสะสมที่เคยมีก็เอาออกมาใช้จนหมด ถึงขั้นต้องเอาเครื่องประดับ กระเป๋าแบรนด์เนมออกเร่ขายในราคาที่แทบจะไม่เหลืออะไร ขายของเก่ากินมาหลายปีจนแทบจะหมดตัวไม่เหลืออะไร

วันสุดท้ายก่อนจะฟิวส์ขาดเขาเหลือเงินติดตัวไม่ถึง 100 บาท และนั่นถือเป็นฟางเส้นสุดท้ายในชีวิตที่ไม่อยากอยู่บนโลกใบนี้อีกต่อไป จนเขาคิดสั้น กินยาเพื่อฆ่าตัวตายเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

“คือ ตอนนั้นมันเหมือนเจอมรสุมหลายด้าน หันไปทางไหนก็เจอแต่ทางตัน ที่บ้านพ่อแม่ก็มีปัญหากับแบงก์จะถูกยึดบ้าน เราก็ช่วยกันกับน้องสาวจะเอาบ้านออกจากแบงก์ให้ทัน ทำเรื่องผ่อนไปได้ระยะหนึ่ง แต่โชคร้ายเราก็มามีปัญหาเรื่องการเงิน พี่ๆ น้องๆ ก็ลำบาก ไม่ได้ร่ำรวยอะไร ลำพังพอเอาตัวรอดกันไปได้แต่ละเดือนไป ทุกคนก็หาเช้ากินค่ำ เราก็ไม่อยากไปขอความช่วยเหลือให้เป็นภาระเขาอีก คือ หันหน้าไปหาใครมันก็มืดแปดด้านไปหมด” เขาเล่าด้วยความอ่อนใจ

เจ๊จ่า เล่าต่อไปว่า เวลาคนเราจนตรอกตกอับนี่ ดูเหมือนว่าชีวิตมันจะมืดสนิทจนหาแสงสว่างใดๆ ไม่ได้เลย เพื่อนฝูงที่เคยมีก็ดูเหมือนจะห่างหายไป เหมือนทุกอย่างมันปิดสวิตช์ไปเสียทุกอย่างเลยสำหรับเรา

ไม่มีแม้ที่จะยืน

“วันนั้นเราเข้าใจว่า โลกนี้ไม่ใช่ของเราอีกต่อไป เราไม่มีแม้ที่จะยืนอีกแล้ว หมดสิ้นทุกสิ่งอย่าง ไปต่อไม่ได้อีกแล้ว เมื่อไม่มีทางเลือก ก็อย่าอยู่เสียดีกว่า สุดท้ายก็เลือกที่จะตาย เข้าห้องเปิดเพลงฟัง มันก็ดันมีแต่เพลงเศร้าๆ กระตุ้นอารมณ์อยากตายให้มากเข้าไปอีก เราก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น นึกถึงตอนช่วงชีวิตรุ่งโรจน์มีงานมีเงิน มีเพื่อนฝูงมากมาย หลงกับภาพเก่าๆ ที่เห็นแต่ความเก่งความเจ๋งของตัวเอง ฉันมีเพาเวอร์ ฉันใหญ่โต แต่วันนี้ฉันไม่เหลืออะไรเลย แล้วก็เอายาทุกอย่างในบ้านที่มี 30 กว่าเม็ด ยานอนหลับ ยาแก้แพ้ ยาแก้ปวด ยาทุกซองที่มีในบ้าน แกะกินทีละเม็ดๆ กินไปเรื่อยๆ ค่อยๆ กรอกทีละเม็ดๆ เกือบ 20 นาที แล้วก็ลุกขึ้นแต่งตัวทำผมให้เรียบร้อย กลัวว่าใครมาเจอศพแล้วจะอุจาดตา เลยแต่งตัวให้เรียบร้อย ให้ดูดีเป็นครั้งสุดท้าย แล้วก็นอนรอความตาย สะลึมสะลือหลับไป คิดว่าไม่ตื่นอีกแล้ว สวัสดีโลกนี้ที่ไม่ต้องการเราอีกต่อไป งานการก็ไม่มีทำจะอยู่ให้รกโลกทำไม ร้องไห้จนหลับไป” เขาเล่าด้วยเสียงอ่อนเนือย

เขาคิดว่าคงตายแน่ๆ แล้ว เขาหลับไปเกือบ 2 วัน ผ่านไปหนึ่งคืนจนเที่ยงอีกวัน เขาสะดุ้งตื่นออกมาแล้วก็อาเจียนออกมาเลอะเทอะเต็มหน้าอก กึ่งตื่นกึ่งหลับเหมือนฝัน ภาพในอดีตย้อนกลับมาตอนเขาเป็นวัยรุ่น ตอนที่ป้าๆ น้าๆ มีหมอดูมาดูดวงให้ที่บ้าน แล้วหมอดูทักว่าเด็กคนนี้ต่อไปจะเป็นหมอดู เขามีพรสวรรค์ด้านนี้ เขาจะรุ่งในอาชีพหมอดู ให้ไปรับขันธ์ไหว้ครูสิ แล้วจะดี ในมโนสำนึกที่กึ่งหลับกึ่งตื่นนั้น เธอก็ลอยหน้าลอยตาตอบหมอดูว่าไม่เอาหนูไม่เป็นหมอดูไม่ชอบ หนูจะทำแฟชั่นหนูจะทำรายการโทรทัศน์ หมอดูคนนั้นบอกย้ำคอยดูเถอะ ว่าป้าทายแม่นหรือเปล่า สุดท้ายเธอต้องเป็นหมอดู มันเป็นทางของเธอ

“ตอนนั้นเราก็เถียง โอ้ยไม่มีทาง หนูจะทำงานทีวี หนูจะแต่งตัวสวยๆ ซึ่งเป็นการย้อนภาพ ตอนเราอายุ 13-14 ที่เกิดเรื่องนี้ขึ้นจริงๆ เป็นเหตุการณ์จริงตอนเราอยู่มัธยมต้น มันเหมือนฝันนะ แล้วก็สะดุ้งตื่นอาเจียนมาเลอะเทอะ หิวน้ำในตู้เย็นไม่มีแม้กระทั่งน้ำเปล่าจะดื่ม ก็กระเสือกกระสนเดินเข้าห้องน้ำ สภาพตัวเราก็ตาพร่าเลือนไม่มีสติสัมปชัญญะสักเท่าไร เอามือควานไปคว้าน้ำยาบ้วนปากดื่มอั๊กๆ เข้าไปแบบเบลอๆ งงๆ แล้วก็คลานกลับมาที่เตียงมานอนเพราะหมดสภาพไม่มีเรี่ยวแรงเหลือเลย นอนน้ำตาไหล แต่ตอนนั้นไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟายแล้วนะ พอมีสติขึ้นมาอีกนิด พอได้รู้ว่า เรานั้นคิดผิดมาตลอด หลงตัวเองมาตลอด เราไม่ได้ใหญ่ ไม่ได้เจ๋ง ไม่ได้ดีกว่าใครๆ ที่จริงแล้วเราก็ตัวกระจ้อยร่อย ไม่ได้ดีเลิศกว่าใคร เรามันก็ธรรมดาแค่นี้ ทำไมถึงหลงระเริง ถึงประมาทเลินเล่อกับชีวิตขนาดนี้หลงแสงสีไปเองแท้ๆ” เขากล่าวอย่างสำนึกได้

ตั้งสติ ทบทวนตัวเอง

วรชาติ บอกว่า พอสติกลับคืนมามันก็ได้คิด ว่าเราเองแหละที่ประมาท คิดว่าชีวิตเมื่อขึ้นแล้วจะไม่มีวันลง ไม่คิดจะเก็บจะออม มีเงินก็ใช้จ่ายสบายมือ ซื้อของเที่ยวเตร่ไปตามใจคิด ไม่ได้วางแผนอะไรที่เป็นขั้นเป็นตอนดีๆ ให้กับตัวเองเลย ใช้ชีวิตแบบวันต่อวัน ไม่ได้วางแผนอนาคตไว้เลย เพราะประมาทคิดว่าตัวเองจะดีจะเด่นลอยฟ่องอยู่แบบนั้นตลอดเวลา ที่มีคำกล่าวว่า ถ้าไม่เห็นโลงศพก็ไม่หลั่งน้ำตา นั่นเป็นเรื่องจริงมากสำหรับเขา เนื่องจากประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้เขาได้คิดได้ทบทวนตัวเอง คือ ตอนที่ยังดีๆ เธอก็คิดว่ามันจะดีอย่างนี้ตลอดไป งานเดินเงินคล่อง ใช้สบาย ไม่วางแผน เพราะไม่ได้มองโลกด้วยความเป็นจริง เพราะหลงระเริง เพราะประมาทนั่นเอง

แต่พอมีบทเรียนครั้งนี้ ทำให้ได้คิดว่า ชีวิตคนเรานั้นไม่มีอะไรแน่นอน มีขึ้นมีลง มีสุขมีทุกข์ มีเกิดมีดับ มีจนมีรวย มีรุ่งแล้วก็มีร่วง ที่ผ่านมาถ้าเราคิดได้คิดเป็นก็จะไม่ตกอยู่ในสภาพที่ผ่านมา หลังจากที่รอดตายมาได้คราวที่แล้ว

เธอก็ไปศึกษาธรรมะ รีเฟรชตัวเองใหม่ด้วยการไปถือศีลปฏิบัติธรรม 7 วัน ล้างไพ่ชีวิตใหม่หมด มองโลกด้วยความเป็นจริง เข้าหาธรรมะพอเป็นที่ให้ยึดเหนี่ยวจิตใจ เริ่มต้นใหม่ ที่แล้วก็แล้วไป ต่อจากนี้ไปจะไม่ประมาท ไม่หลงระเริง ไม่พองตัวว่าตัวเองใหญ่ ตัวเองเก่ง ตัวเองเจ๋งกว่าคนอื่น ไม่พองลมอีกต่อไป ตอนรุ่งๆ กินข้าวมื้อละเป็นหมื่น แต่พอคราวร่วงเงินร้อยเดียวแทบจะไม่มีติดตัว คิดดูเอาเถอะยามขาลง เพราะความประมาท

“พยายามคิดใหม่ให้ได้ว่าตัวเรามันก็เท่านี้ ไม่ได้ใหญ่ได้เก่งเกินคนอื่นเขา ทำตัวให้เล็กๆ ลงยิ่งทำตัวเล็กยิ่งอยู่ง่ายอยู่สบาย ทำตัวให้ง่ายๆ อย่าเยอะ อย่าให้มากกว่าคนอื่น พอเริ่มคิดได้ก็ดูเหมือนสบายใจขึ้น อยู่ง่ายขึ้น ไม่คาดหวังกับใคร ไม่คาดหวังกับอะไรจนเกินตัว ถ้าไม่มีบทเรียนก็คงคิดไม่เป็น เป็นประสบการณ์ราคาแพงของเรา โชคดีที่รอดชีวิตมาให้ได้แก้ตัวเรียนรู้ผิดถูกเพิ่มขึ้น ถ้าสิ้นลมตายไปเสียแต่วันนั้นก็คงตายไปโดยที่ไม่ได้เรียนรู้อะไรจากชีวิตเลย ในความโชคร้ายก็ได้รับบทเรียนดีๆ มาสอนใจ” เธอ กล่าวอย่างคนมีสติสอนใจและได้บทเรียนชีวิตแล้ว

ชีวิตเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ

หลังจากผ่านเหตุการณ์เลวร้ายครั้งนี้มา เขาก็ปรับตัวปรับความคิดใหม่หมด รู้จักกินรู้จักใช้ ทำชีวิตให้ง่ายๆ ไม่ฟุ้งเฟ้ออีกต่อไป เพราะไม่อยากผิดพลาดซ้ำ แม้จะมีรายได้ไม่เท่าเดิมก็พออยู่ได้ แต่เมื่อทำชีวิตให้เล็กลง ทำตัวให้ง่ายขึ้น ชีวิตก็เบาสบายขึ้น อะไรที่เคยสุดเอื้อมมือคว้าก็ยอมปล่อยไปไม่ยื้อไม่ฝืน

“บ้านของครอบครัวก็บอกน้องสาวว่าถ้าไม่ไหว ก็ปล่อยให้ธนาคารยึดไปเถอะ อยู่บ้านเล็กลงหน่อยก็ได้ โตๆ กันแล้วก็แยกย้ายไปอยู่ข้างนอกกันเยอะแล้ว อย่าไปยึดติดอะไรเลย พ่อแม่ไม่อยู่แล้ว อะไรไม่ไหวก็ไม่ต้องไปรักษาหน้า ถ้าเราไม่ไหวก็ต้องยอมปล่อยไป” เธอ กล่าวแบบคนทำใจได้

ส่วนตัวเองก็ไม่ได้ยืนในจุดเดิม ไม่ได้ทำอาชีพเดิม หันมาพยากรณ์จากไพ่ยิปซี พอมีลูกค้าเรื่อยๆ โชคยังดีพอมีเพื่อนในวงการที่เขายังนึกถึง เขามีรายการออนไลน์ก็ชวนเธอไปทำรายการเล็กๆ ชื่อเจ๊จ่าผ่าดวงเป็นช่อง 8 เคเบิลทุกวันเสาร์เที่ยงครึ่ง ทุกอย่างก็มีวาระโอกาสของมัน มีเหตุมีผลของมัน ถ้าเชื่อกันตามหลักศาสนาพุทธก็คือว่าทุกอย่างไม่มีเรื่องบังเอิญ

“ไม่เคยคิดฝันว่าจะมาดูดวงนะคะ ใจอยากจะทำงานแบบเดิม ดูหมอนี่ชอบไปดูกับคนอื่นนะ ไม่ได้อยากจะมาดูดวงให้ใคร แต่เมื่อถึงเวลาเขาก็มาเอง ไม่ได้เลือก แต่ก็ต้องทำ ตั้งใจไว้ว่าจะดูแบบช่วยคนด้วย เงินที่ได้ส่วนหนึ่งก็เพื่อเลี้ยงชีพ แต่อีกส่วนหนึ่งกะแบ่งไปทำบุญบ้าง เรามีบทเรียนแล้วว่า ชีวิตคนเราไม่แน่นอน กรรมดีกรรมชั่วนี่แหละแน่นอนกว่า การดูดวงของเราก็จะแนะนำในสิ่งที่ถูกที่ควรดีงาม” เขา กล่าวทิ้งท้าย

เขาสรุปจากบทเรียนสอนใจครั้งนี้ว่า การใช้ชีวิตต้องมีสติ รู้จักรอจังหวะเวลา ทุกอย่างมีทางออกเสมอ ขอให้ใจเย็นในการแก้ปัญหา ทุกอย่างมีวาระโอกาสของมันเสมอ อย่าใจร้อน อะไรที่มันเป็นของเราถึงเวลาจะมาเอง เมื่อล้มแล้วก็ลุกได้เสมอ อย่าใจร้อน ถ้าใจร้อนก็จะมองไม่เห็นทางออก

 

 

แจ็ค ไรเดอร์ – คิว ธิติพันธ์ คู่ซี้พลังล้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 สิงหาคม 2560 เวลา 08:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/509842

แจ็ค ไรเดอร์ - คิว ธิติพันธ์ คู่ซี้พลังล้น

โดย…นกขุนทอง

 จัดรายการคู่กัน ถ้าไม่รู้ใจ เข้าขากันจริงๆ ยากที่จะทำให้ผู้ฟังสนุก และเชื่อในสิ่งที่เล่าได้

แต่ถ้าเป็นดีเจคู่ซี้ปึ้ก รู้ใจกันมาเป็น 10 ปี อย่าง “ดีเจแจ็คไรเดอร์-ชนัตพล สังสิทธิเสถียร” และ “ดีเจคิว-ธิติพันธ์ สุริยาวิชญ์” แห่งคลื่น FM ONE 103.5 ในช่วงที่ “1035 Breakfast Show ผู้ฟังวางใจ ซ้ำยังติดหนึบ เพราะจัดรายการวิทยุกันสดๆ แบบพลังไม่มีหมด หน้าไมค์เรียกเสียงฮาแบบฉุดไม่อยู่ แต่หลังไมค์ใครจะรู้บ้างว่า ได้หัวเราะหรือน้ำตาเล็ด

งานนี้ให้คู่ซี้บอกเล่าด้วยตัวเองจะดีกว่า ขอเล่าแบบต่อหน้าต่อตา ไม่มีคุยลับหลัง เพราะกลัวเผากันจนเกรียม

มีพลังดึงดูดเข้าหากัน

ย้อนเวลากลับไป ครั้งแรกที่ได้รู้จักกันนานนับ 10 ปี เฉียดกันไปเบียดกันมาในวงการก็หลายหน จนเจอกันบ่อยขึ้น และได้เป็นพิธีกรคู่กันในรายการสด ชื่อ สยามเด็กเล่น

ดีเจแจ็คไรเดอร์ : “คือรายการนี้ต้องการค้นหาพิธีกรที่เป็นซูเปอร์สตาร์ หน้าตาดี และมีความสามารถ แล้วเราก็จับคู่กัน ซึ่งกลายเป็นกระแสทอล์กออฟเดอะทาวน์  ถ้าตอนนั้นมีโซเชียลหนักขนาดนี้ ผมบอกเลยว่าผมกับคิว คือ แถวหน้าของเมืองไทย ดังไปแล้ว (หัวเราะ)”

ดีเจคิว : “สิบปีก่อนพี่แจ็คยังใส่แว่นอยู่เลย ยังไม่ทำเลสิก แต่หนวดเครามีแล้ว ผมจะสั้นๆ หน่อย หลังจากวันนั้นจนวันนี้ ผมรู้สึกว่าเวลาทำงานอะไรเนี่ย เหมือนกับพลังงานมันดึงดูดกัน มีความเชื่อว่าคนที่คล้ายกันก็จะดึงดูดเข้ามาหากันเอง  อย่างผมกับพี่แจ็คพอจบงานนี้ก็มีงานนั้นเข้ามา มีอีเวนต์ให้ได้เจอกันอีกเรื่อยๆ สุดท้ายมาบรรจบกันที่เอฟเอ็ม วัน เราต่างคนต่างไม่รู้มาก่อน  พอมาเจอกันก็เฮ้ย! ดีใจมาก แล้วยังได้จัดคู่กันอีก เห็นไหมว่าดึงดูดเข้าหากันอีกครั้ง (หัวเราะ) ผมรู้สึกว่ามันหนีกันไม่พ้น”

ดีเจแจ็คไรเดอร์ : “ตอนนั้นทางคลื่นจะปรับเปลี่ยนผังรายการ ตอนที่ได้รับการติดต่อ ผมเองไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีใครมาบ้าง ผมกับคิวก็ไม่ได้คุยเรื่องนี้กัน จากวันนั้นที่เซอร์ไพรส์มาถึงวันนี้ก็ 5 ปีครับที่ได้จัดรายการอยู่ด้วยกันทุกเช้า”

แจ็ค ไรเดอร์ - คิว ธิติพันธ์ คู่ซี้พลังล้นชนัตพล

เป็นพลังหนุนซึ่งกันและกัน

นอกจากทำงานเข้าขากันแล้ว คู่นี้ยังมีไลฟ์สไตล์คลายกันอีกด้วย และด้วยความสนิทสนมมานานจึงมีความรักใคร่ห่วงใย คอยช่วยเหลือกันแทบทุกเรื่อง ยังร่วมหุ้นทำธุรกิจร้านน้ำแข็งไส Bbao Bbao Ice Shabu ด้วยกัน

ดีเจแจ็คไรเดอร์ : “มันเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ มากกว่า ในฐานะเพื่อนร่วมงานก็เป็นเพื่อนร่วมงานที่ดี คือ ในการทำงานสามารถซัพพอร์ตกันได้ เคมีตรงกัน แล้วเราคุยกันได้ทุกเรื่อง ให้คำปรึกษากันได้ ในแง่มุมของคำว่าเพื่อน ผมกับไอ้คิวเนี่ยมันตอบโจทย์หมด ถือว่าโอเค ไม่มีอะไรที่เรารู้สึกว่าไม่ดี”

ดีเจคิว : “พี่แจ็คเขาโตกว่า เลยไม่ค่อยมีเรื่องอะไรเท่าไหร่  ส่วนใหญ่จะเป็นผมมากกว่า ผมจะเป็นประเภทเล่าโน่นนี่ บางทีก็จะขอความคิดเห็นบ้าง แต่เวลาพี่แจ็คมีปัญหาอะไร เราดูออกนะ แต่ด้วยความที่เป็นน้องจะไม่ค่อยถาม ถ้าพี่เขาอยากเล่าคงเล่าเอง”

ดีเจแจ็คไรเดอร์ : “เราสนิทกันแบบผู้ชาย แมนๆ ไม่ค่อยจุกจิก  ถ้าไม่เล่าเราก็ไม่ถาม อย่างที่บอกคิวดูออกว่าผมอารมณ์แบบไหน ผมเองก็ดูออกเหมือนกัน จะรู้แล้ววันนี้คิวมันอารมณ์ดีหรืออารมณ์ไม่ดี”

ดีเจคิว : “คนเราอยู่คนเดียวบนโลกไม่ได้ เพื่อนคือคนที่คอยซัพพอร์ตเรา ผมว่าการที่คนเราจะโต  มันจะดีมากถ้ามีคนคอยพยุงคอยเดินไปด้วยกันกับเรา มันจะไม่เหงาดีกว่าเราขึ้นไปคนเดียว เพราะยิ่งสูงมันอาจจะยิ่งหนาวก็ได้  ถ้าเกิดเรามีคนที่แบบคุยกันได้ แบ่งเบาภาระเราได้ ซัพพอร์ตเราได้ อุ้มเราได้ มันดีที่สุดแล้วเนี่ยมันคือนิยามของคำว่าเพื่อน”

ดีเจแจ็คไรเดอร์ : “เพื่อนเป็นสิ่งสำคัญในชีวิต  เรามีทั้งเพื่อนกิน เพื่อนเที่ยว เพื่อนร่วมงาน เพื่อนร่วมอาชีพ  เพราะฉะนั้นคำว่าเพื่อนมันสำคัญ ผมมองว่าการมีเพื่อนไม่จำเป็นต้องมีเพื่อนที่ดีก็ได้ เพื่อนไม่ดีก็สอนประสบการณ์ชีวิตให้เรา เพื่อนไม่ดีก็ทำให้เห็นอีกมุมที่แตกต่างไป เราก็จะมีภูมิคุ้มกันทำให้รู้ว่าอันนั้นดีอันนี้ไม่ดี”

แม้กระทั่งความรัก ก็ยังสอดแนม เอ๊ย! ห่วงใยกัน

ดีเจคิว : “พี่แจ็คเนี่ยผมบอกให้เขาคบคนอายุน้อยกว่า ทีแรกก็ไม่เชื่อผม สุดท้ายก็ไปไม่รอด (หัวเราะ)  ผมคบคนอายุน้อยกว่ามาก่อนพี่แจ็คไงครับ เลยรู้ว่าเป็นยังไง เลยแนะนำพี่แจ็ค เพราะรู้ว่าพี่แจ็คมีพร้อมทุกอย่าง ขาดก็แค่กำลังใจและความมุ้งมิ้ง (หัวเราะ)”

ดีเจแจ็คไรเดอร์ : “เห็นคิวอย่างนี้ คิวเป็นคนเจ้าเสน่ห์มาก บางทีจัดรายการจะมีคนส่งข้อความเข้ามาหาคิว คอนเฟิร์มว่าคิวเนี่ยเสน่ห์แรงมากๆ เลย”

แจ็ค ไรเดอร์ - คิว ธิติพันธ์ คู่ซี้พลังล้นธิติพันธ์

พลังประจำกาย

ดีเจคิว : “สิ่งที่ผมประทับใจในตัวพี่ชายคนนี้ พี่แจ็คเป็นคนขยัน มีระเบียบในการทำงาน มีเป้าหมายในการใช้ชีวิต ไม่หยุดที่จะทำ หลายคนจะเห็นว่าภายนอกเขาเป็นคนตลก แต่เขาจะมีโมเมนต์ที่จริงจังกับการใช้ชีวิตและในเรื่องของการทำงาน คอยแนะนำเราในเรื่องการทำงานมาตลอดครับ เรื่องที่อยากให้ปรับปรุงอยากให้พี่แจ็คพักผ่อนเยอะๆ ทำงานหนักก็ต้องหาเวลาพักผ่อนบ้าง”

ดีเจแจ็คไรเดอร์ : “เราร่วมงานด้วยกันมานาน คิวเป็นคนตั้งใจทำงาน ค่อนข้างจริงจังกับทุกเรื่อง เป็นคนทุ่มเทในการทำงาน อีกอย่างที่ผมประทับใจในตัวคิว คือคิวเป็นคนรักครอบครัวมาก จะทำอะไรก็จะนึกถึงครอบครัวก่อนเสมอ  ผมมองว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก ส่วนเรื่องที่ห่วงในตัวคิว คงเป็นเรื่องสุขภาพ คิวทำงานหนัก มีเวลาพักผ่อนน้อย แล้วมาพักหลังๆ สังเกตเห็นว่าจะไอตลอดเวลา ผมเตือนให้น้องไปหาหมอ แต่จนถึงตอนนี้น้องก็ยังไม่ไป เลยห่วงเรื่องสุขภาพนี่แหละครับ”

ดีเจคิว : “ถ้าให้พูดถึงเรื่องแสบๆ ของพี่แจ็ค คงเป็นเรื่องของการกิน พี่แจ็ครักในการกินมาก มีความสุขเวลาได้กินของอร่อยๆ ชอบเสาะหาร้านเด็ดร้านดังมาแนะนำ ถ้าใครมีคำถามในเรื่องของการหาร้านอาหาร นึกไม่ออกว่าจะกินอะไรดี สามารถพุ่งตัวไปถามจากพี่แจ็คได้ตลอด จนตอนนี้คนรอบข้างพี่แจ็คก็จะตัวกลมตามพี่แจ็คไปหมดแล้ว”

ดีเจแจ็คไรเดอร์ : “เรื่องแปรงฟันที่ออฟฟิศ เลยไม่รู้ว่าทุกวันนี้น้องแปรงฟันมาทำงานหรือเปล่า พอถึงเวลาเบรกรายการ ก็จะเห็นคิวหยิบแปรงสีฟันเดินเข้าห้องน้ำ ล้างหน้า ผมคิดว่าถ้ามีห้องอาบน้ำอาบได้ก็คงจะอาบด้วย  เลยไม่แน่ใจว่าแต่ละวันที่เจอกันเนี่ย คิวได้อาบน้ำก่อนมาจัดรายการหรือเปล่า เพราะช่วงที่จัดรายการด้วยกันเป็นช่วงเช้า อาจจะอาบมาไม่ทัน (หัวเราะ)”

ยังเจอกันทุกวันไม่พอ ในอนาคตอันใกล้ ทั้งคู่จะทำรายการด้วยกัน เป็นรายการอาหาร ตอนนี้กำลังรวบรวมข้อมูล และทำเดโม่อยู่ จะสนุกแบบไหน อดใจรออีกนิดได้ฮาได้แน่