พรรำไพ แจ่มจำรัส (เขียน) ศิลปะของการมีชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 สิงหาคม 2560 เวลา 07:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/511374

พรรำไพ แจ่มจำรัส (เขียน) ศิลปะของการมีชีวิต

โดย…นกขุนทอง

เพิ่งเขียนหนังสือเล่มแรก แต่ “พรรำไพ แจ่มจำรัส” ไม่ได้เพิ่งคิดแล้วลงมือทำ แต่การเขียนหนังสือ เป็นสิ่งที่เธออยากเขียนมานาน ความยากไม่ได้อยู่ที่การเป็นนักเขียนมือใหม่ จะขีดเขียนอะไร แต่อยู่ที่เรื่องจะเลือกนำมาเขียน ทำให้เธอใช้เวลาสั่งสมเรียนรู้เพาะบ่มความอยากเขียนอยู่นานหลายปี

“คือเริ่มจากพ่อชอบอ่านหนังสือ อยู่บ้านนอกญาติที่ กทม.ก็จะส่งหนังสือที่เขาอ่านแล้วมาให้พ่อ พวกขายหัวเราะ สตรีสาร เราก็เลยได้อ่านไปด้วย กระทั่งถึงจุดสำคัญ คือ ตอน ม.2 เข้าห้องสมุดแล้วพบหนังสือปกขาวดำ มีรูปขวดเหล้ากลิ้งอยู่แล้วหยิบมาอ่าน โชคดีที่เป็นหนังสือดีมาก คำพิพากษา ของคุณชาติ กอบจิตติ เลยหลงมนตร์เรื่องเล่าจากตัวอักษรเอามากๆ

“ทีนี้ก็ยิ่งย้ำหัวตะปูเมื่อเข้าศึกษาระดับมหาวิทยาลัยแล้วโชคดีที่มีนักเขียนซีไรต์ ไพฑูรย์ ธัญญา เป็นครูอีก ท่านจัดกิจกรรมวรรณกรรมสัญจรพบปะนักเขียน คราวนี้ได้พบคุณชาติ คุณกนกพงศ์ สงสมพันธุ์ และนักเขียนท่านอื่นๆ ที่เราชื่นชอบ เราก็เลยเป็นเด็กสาวช่างฝัน ใฝ่ฝันว่าจะเป็นนักเขียนตั้งแต่ตอนนั้น แต่การเขียนหนังสือเป็นสิ่งยาก และต้องฝึกฝน ก็กลายเป็นมีข้ออ้างหลายอย่าง ทั้งเรียน ทั้งงาน เลยไม่สำเร็จ ก็ได้แต่เก็บเรื่องเล่าสะสมไว้เรื่อยๆ”

จากความอยากเป็นนักเขียน จนไปโลดแล่นในวงการละคร ทั้งละครโทรทัศน์ และละครเวที เป็นพี่ เป็นครูของน้องๆ ตระเวนไปแสดงละครทั่วประเทศ ได้พบปะผู้คนมากมาย หลากหลายวัฒนธรรม ฐานะ การศึกษา หากคำกล่าวที่ว่า “โลกละครเป็นดั่งชีวิตจริง” สิ่งที่พรรำไพแสดงหรือคลุกคลีบ่อยที่สุด ก็คือ มนุษย์

“มนุสสานัง” จึงเป็นงานเขียนเรื่องแรกของพรรำไพ “การเรียนรู้และเข้าใจความเป็นมนุษย์ เป็นศิลปะของการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์ซึ่งกระทำได้ยากยิ่ง เป็นสิ่งที่ต้องฝึกฝน อดทน และแม้ปากจะบอกว่าเข้าใจแล้ว แต่หาใช่การเข้าใจอย่างแท้จริงไม่ มนุษย์สามารถตีความสิ่งที่เห็นสิ่งเดียวกันในความหมายที่ต่างกันสุดขั้วได้”

เรื่องสั้นทั้ง 9 เรื่องที่ปรากฏอยู่ในเล่มนี้ เป็นการบอกเล่าความคิดสดใหม่ต่อประเด็นสังคม เหตุการณ์และเนื้อหาอันหลากหลายล้วนแล้วแต่เป็นที่คุ้นชิน

“เราได้ไปเรียนละคร ได้รู้และเข้าใจมนุษย์ได้ในระดับหนึ่ง ก็อยากให้เรื่องเล่าของเราไว้เป็นอุทาหรณ์เพื่อจะยังประโยชน์กับผู้อื่นบ้าง เรื่องราวของมนุษย์มีมหาศาล เรื่องราวเพียง 9 เรื่องคงไม่ครบ แต่ทั้งนี้คงต้องแล้วแต่ผู้อ่านจะสัมผัสได้มากน้อยต่างกัน ”

ทั้ง 9 เรื่อง ที่พรรำไพ หยิบยกพฤติกรรมของมนุษย์มานำเสนอ มีทั้งพฤติกรรมหมู่ที่ตามกระแสกันไป หรือปัจเจกบุคคล หากแต่เรื่องที่นำมานั้นไม่ใช่เรื่องต้องขุดค้นไปถึงก้นบึ้งหัวใจ เป็นสิ่งที่เห็นกันได้ดาษดื่นในสังคมที่เทคโนโลยีรุดหน้า เงินตรามีอำนาจ คนมีอำนาจทำตัว
คับฟ้า ความกลัว ความทะเยอทะยาน การเสแสร้งแกล้งทำ โลกโซเชียล ความรักที่ตีแผ่สังคมที่มากกว่าหนึ่งหญิงหนึ่งชาย แต่ผู้เขียนได้นำมาเสนอในมุมมองใหม่ จะเรียกว่า เป็นการทดลองงานเขียนก็ว่าได้ เพราะทั้ง 9 เล่มนั้น ใช้กลวิธีการเล่าแตกต่างกันไป หากแต่ยังมีโครงสร้างแบบบทละครตามสิ่งที่ผู้เขียนถนัดอยู่ในหลายเรื่อง

แม้จะพยายามที่จะทำความเข้าใจกับมนุษย์ แต่ในเรื่องสั้นก็ไม่ได้ชี้ สรุปให้ผู้อ่านคิดตาม รู้สึกเห็นตาม เพราะในความซับซ้อนของความเป็นมนุษย์นั้น ต้องได้พบเจอ เรียนรู้ และค้นหากันเอง ถึงจะเจอธาตุแท้ของมนุษย์

“มนุสสานัง” เป็นแค่เสี้ยวหนึ่งของพฤติกรรมมนุษย์ในสังคมที่ศีลธรรมอ่อนแอ และผู้คนต้องการเป็นที่ยอมรับของคนอื่นมากกว่าการเข้าใจและยอมรับตัวเอง

 

อาร์ต จีโน เปลือยอารมณ์ ความรู้สึก ณ ขณะหนึ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 สิงหาคม 2560 เวลา 07:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/511370

อาร์ต จีโน เปลือยอารมณ์ ความรู้สึก ณ ขณะหนึ่ง

โดย…มัลลิกา นามสง่า ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ชื่อของ “อาร์ต จีโน” (ปิยพัชร์ จีโน) เป็นที่รู้จักในบทบาทนักวาดการ์ตูน ที่มีลายเส้นและการลงสีเป็นเอกลักษณ์ จดจำกันได้ในหมู่นักอ่านสำนักพิมพ์แซลมอน มีผลงานรวมเล่มหลายเรื่องด้วยกัน ทั้งมีข้อความสั้นๆ และไร้ตัวอักษร

ผลงานการวาดการ์ตูนอันหลากหลายท่วงท่า ตามลักษณะนิสัยใจคอของตัวละคร และเป็นไปตามเนื้อเรื่อง แม้จะคงไว้ในลายเส้นและการลงสี การสเกตช์ด้วยดินสอชาร์โคล การใช้สีน้ำ หากแต่สิ่งที่เป็นตัวตน ความชอบที่ฝังอยู่ในความรู้สึกของผู้ชายคนนี้คือ การเพนต์ด้วยสีน้ำมัน

การจัดแสดงนิทรรศการศิลปะจึงก่อตัวขึ้น เริ่มจากนิทรรศการศิลปะ “NOW” เมื่อ 4 ปีที่แล้ว จัดแสดงที่บ้านเกิดของศิลปิน ณ จ.เชียงใหม่ จนมาถึงนิทรรศการศิลปะ “NOW 2” ที่กรุงเทพมหานคร

อาร์ต จีโน ผู้ชายร่างสูง ผิวขาว ยิ้มง่าย แต่ขี้อาย และพูดน้อย แสดงอารมณ์ออกมาให้ผู้อื่นได้ตีความก็น้อย หากแต่เขามีอารมณ์เฉกเช่นคนทั่วๆ ไป ที่มี รัก โลภ โกรธ หลง

เมื่อยามที่เขารู้สึกมีอารมณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะโมโห เก็บกด เคียดแค้น อึดอัด นอนไม่หลับ ตกหลุมรัก มีความสุข เขาเลือกที่จะแสดงออกผ่านการวาดรูป มากกว่าช่องทางอื่นๆ แม้กระทั่งสีหน้า และถ้อยคำของตัวเองเขายังสงวนไว้เลย

“เมื่อก่อนผมก็เคยโพสต์ระบายลงทางโซเชียล แต่ตอนนี้ไม่ทำแล้ว ผมไม่ใช่คนชอบโพสต์ ระบายมาเป็นรูปดีกว่า เพราะผลกระทบในการบ่นลงโซเชียลมีเยอะ”

เมื่อตัวจริงไม่ชอบแสดงออก อาร์ต จีโน จึงสร้างตัวเองขึ้นมา โดยร่างรูปหญิงสาวผมยาว รูปหน้าละม้ายคล้ายเจ้าตัว ตั้งชื่อเธอว่า “นาว” (NOW)

นาว เป็นตัวแทนที่แสดงอารมณ์ ท่วงท่า ผ่านร่างกายของเธอ

เขาคิด เขารู้สึก แต่ให้นาวแสดงออก

นาวเกิดขึ้นเมื่อปี 2013 อาร์ต จีโน ตั้งใจทำงานแนวทดลอง ตั้งคอนเซ็ปต์ขึ้นมา วาดวันละรูปไปตามอารมณ์ ความรู้สึก ที่เข้ามากระทบจิตใจ และระหว่างที่จัดแสดงเขาก็วาดเพิ่มเข้าไปอีก โดยวาด 3 วัน ต่อ 1 ภาพ จนจบนิทรรศการ ต่อยอดมาเป็นหนังสือภาพไม่มีบทพูด

ในครั้งนั้นเขาสร้างงานด้วยดินสอชาร์โคล มาถึงนิทรรศการ NOW 2 เขาคิดถึงความรู้สึกยามวาดสีน้ำมัน ซึ่งเป็นการใช้สีที่เขาถนัดที่สุด เพราะทำมาตั้งแต่สมัยเรียนคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

“ผมอยากวาดสีน้ำมันมาก คิดถึง คิดว่าเป็นสีที่เราเก่งสุด แต่ไม่ได้ใช้ในการทำงานเลย ตอนเรียนจบผมอยากทำงานวาดการ์ตูน ก็ไปหัดวาด พอเป็นการ์ตูนต้องใช้สีน้ำ ทำมา 8 ปี และระหว่างนี้ผมมีความคิดอยากจัดนิทรรศการตลอด และต้องเป็นสีน้ำมัน

นิทรรศการครั้งแรกทำคอนเซ็ปต์แบบการ์ตูน แต่ครั้งนี้เพนติ้งเต็มตัว ทำใหม่เพื่องานนี้ มีผลงานเก่า 2 ภาพ แล้วสีน้ำมันมันตอบโจทย์งานที่เราทำ พอเป็นงานอารมณ์ ผมชอบวาดให้เสร็จไปเลย ไม่ปล่อยรอให้สีแห้ง ศิลปินคนอื่นอาจจะรอสีแห้ง เพราะถ้าสียังเปียกแล้วเติมลงไปสีจะจม ไม่เข้ากัน แต่ผมชอบวาดให้เสร็จตอนนั้นเลยดีกว่า แล้วมันคือสไตล์เรา ใช้สีหนาๆ โปะๆ”

การสร้างงานเพื่อจัดแสดงนิทรรศการ แตกต่างจากสร้างงานการ์ตูน “การ์ตูนเหมือนการสร้างหนังต้องมีพลอตเรื่อง มีการสร้างคาแรกเตอร์ แต่นิทรรศการต้องดูแล้วมีอะไรอีกนิดหน่อย ทำอะไรให้ไม่จบในภาพ ให้มองดูแล้วมันคืออะไร คิดได้หลายอย่าง

“บางคนใช้สัญลักษณ์อย่าง งู แต่ผมไม่ชอบใช้สัญลักษณ์ ผมเน้นร่างกาย เน้นมือ สีหน้า อาจจะมีอุปกรณ์นิดหน่อย เช่น เชือก รายละเอียดในภาพไม่ต้องเยอะ ผมชอบเปลือยๆ โล่งๆ อย่างนาวใส่เสื้อขาว สื่อด้วยร่างกายว่าอารมณ์นั้นออกมายังไง ใช้สีใช้เทกซ์เจอร์เป็นแบ็กกราวด์ สร้างบรรยากาศ บางรูปแบ็กกราวด์สีเดียว เน้นเทกซ์เจอร์ฝีแปรงแทน”

อย่างการเลือกใช้สีในภาพ อาร์ต จีโน เล่าว่า “ผมชอบใช้สีฟ้ากับชมพู หรือฟ้ากับสีแดง บางคนว่าฟ้ากับแดงขัดแย้งกัน เห็นแล้วรู้สึกอยากอาเจียน แต่ในความรู้สึกผมนำแดงมาคู่กับฟ้า ดูแล้วฟ้ายิ่งขับสีแดงให้ชัด พอสองสีนี้มาอยู่ด้วยกันจะดูหดหู่ ดูดาร์กๆ โดยที่ไม่ต้องใช้สีดำ

“เหมือนที่ผมเลือกผู้หญิงให้แสดงอารมณ์แทนผู้ชาย เพราะถ้าเป็นผู้ชายเวลามีอารมณ์ดาร์กมันยิ่งดำดิ่ง ชัดเจนไป แต่ถ้าเป็นผู้หญิงจะมีหลายมิติกว่า ซึ่งผมต้องการอย่างนั้น ต้องการให้หนึ่งภาพให้ผู้ชมตีความได้มากกว่าหนึ่งเรื่อง อย่างคนเห็นภาพนี้อาจจะคิดว่ามีความสุข อีกคนอาจจะคิดว่ากำลังทุกข์อยู่ ซึ่งมันเป็นอะไรก็ได้”

แม้ว่าอาร์ต จีโน จะสร้างนาวขึ้นมาจากคาแรกเตอร์ของเขาเอง ท่าทางที่แสดงออกก็มาจากลักษณะของเขา อารมณ์ที่สื่อก็มาจากภาวะภายในจิตใจของเขา ณ ห้วงเวลาหนึ่ง ทว่าเมื่อมันเป็นงานศิลปะที่กำลังสื่อสารกับคนดูที่ยืนอยู่เบื้องหน้า

นาว หญิงสาวผู้นี้เป็นอิสระจากการครอบงำ เธอให้ความสนใจกับสิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้า บอกเล่าเหตุการณ์เรื่องราวแลกเปลี่ยนความรู้สึกนึกคิดอารมณ์กับผู้ชม ในขณะที่ผู้ชมกำลังสำรวจเธออยู่นั้นว่ากำลังแสดงอารณ์ ท่าทางเช่นไร ภาพจิตรกรรมสีน้ำมันที่ปรากฏหน้าตา ท่าทางของนาว ก็กำลังย้อนแย้งชวนให้คุณได้สำรวจตัวเองด้วยเช่นกัน

นิทรรศการ NOW 2 เปิดให้ชมฟรี ที่เดอะแกลลอรี่ ชั้น 36 โรงแรมพูลแมน กรุงเทพ จี (สีลม) ตั้งแต่วันนี้-22 ต.ค. 2560 ในเวลา 10.00-17.00 น. ติดต่อโทร. 02-352-4000

 

 

โฟลว์ไรเดอร์ ท้าทาย คลายร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 สิงหาคม 2560 เวลา 07:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/511369

โฟลว์ไรเดอร์ ท้าทาย คลายร้อน

โดย…สมแขก

พร้อมที่จะพาหัวใจไปรู้จักกับกีฬาทางน้ำที่การันตีความเอ็กซ์ตรีมว่าจะเขย่าหัวใจคุณแบบไม่ต้องพาตัวเองออกไปกลางทะเล แถมไม่ต้องไปวัดใจกับสภาพอากาศว่าวันนี้จะมีคลื่นลูกเล็กลูกใหญ่ หรือไม่มีคลื่นให้เล่นอีกแล้ว แต่เป็นกีฬาทางน้ำในร่มที่สามารถทำให้คุณสะใจกับประสบการณ์ “โฟลว์ไรเดอร์ (Flowrider)” ตอบโจทย์คนรักการเซิร์ฟฟิ่ง แต่เบื่อกับการต้องออกไปโต้คลื่นไกลถึงทะเลต่างจังหวัด ผ่านหนุ่มภูเก็ตวัย 14 ปี นักกีฬาโฟลว์บอร์ดที่น่าจับตามอง เนย-อิษรา สิงห์โต ที่หลงรักกีฬาทางน้ำชนิดนี้จนเอาดีและคว้าแชมป์ระดับเอเชียมาแล้ว และทันทีที่ขึ้นสู่ระดับโปร ก็ซิวที่ 9 ของโลกในการแข่งเวิลด์แชมเปี้ยนชิพ เรียกว่าไม่ธรรมดาสำหรับหนุ่มน้อยคนนี้

“ผมฝึกกีฬาชนิดนี้มาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ แม่พาไปให้ลองเล่นกีฬาหลายอย่าง ทั้งเทนนิส ว่ายน้ำ แต่พอได้มาเล่นโฟลว์ไรเดอร์ที่โฟลว์เฮาส์ ที่หาดกะตะ ก็ชอบเลยเพราะหนึ่งน้ำเย็น (ยิ้ม) สำหรับผมโฟลว์ไม่น่าเบื่อเลย ความสนุกของโฟลว์ไรเดอร์คือยิ่งเล่นท่ามันยิ่งเยอะตามชั่วโมงบิน มีอะไรให้เราเรียนรู้อยู่ตลอด ยิ่งเวลาไปแข่ง เรายิ่งได้เจอผู้คนใหม่ๆ เปิดโลกและเป็นเหมือนครอบครัวอีกครอบครัวหนึ่ง ผมแข่งรุ่นจูเนียร์ก่อนขยับมาเป็นโอเพ่น ตอนแรกเล่นบอดี้บอร์ด และขยับไปเล่นโฟลว์บอร์ด”

เนย บอกว่า สำหรับโฟลว์ไรเดอร์ มีบอร์ดที่ใช้โต้คลื่น 2 แบบ คือ บอดี้บอร์ด (Body Board) สำหรับคนเริ่มเล่นสำหรับเล่นในท่านอนถึงท่านั่งแบบคุกเข่า ง่ายต่อการทรงตัว และอันตรายน้อยกว่า คนที่เพิ่งหัดเล่นควรเล่นบอดี้บอร์ดเพื่อสร้างความคุ้นเคยกับคลื่นก่อน ส่วนอีกแบบหนึ่งคือ โฟลว์บอร์ด (Flow Board) เป็นบอร์ดแบบยืน เหมาะกับคนชอบความท้าทาย มีพื้นฐานจากบอร์ดแบบนั่งดีแล้วจะช่วยให้ทรงตัวบนบอร์ดได้ง่ายขึ้น พอรักษาบาลานซ์ได้แล้ว ค่อยเรียนรู้ท่าทางและเทคนิคอื่นๆ เพิ่มความตื่นเต้น เช่น กระโดดลอยตัว เตะบอร์ดกลางอากาศ หรือการโฉบซ้ายเฉี่ยวขวาใส่ท่าแบบสเกตบอร์ด

เนยเป็นนักแข่งจากค่าย Surf House Boardriders จากภูเก็ต ซึ่งคว้ารางวัลในรุ่นจูเนียร์มาหมดตามมาด้วยโอเพ่น และเมื่อไม่นานมานี้สามารถขึ้นที่ 9 ของโลกในระดับอาชีพได้ กีฬาประเภทนี้ที่ต้องใช้ทั้งพรสวรรค์และที่สำคัญคือพรแสวงด้วยการเตรียมตัวและฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ บางวันจึงจะเห็นเนยหอบสเกตบอร์ดและพาตัวเองไปตามถนนหรือที่ว่างที่พอจะสร้างสรรค์ท่วงท่าได้

“พอแข่งได้ที่หนึ่งของทั้งสองรุ่นแล้ว ก็ขยับมาที่รุ่นโปรโดยอัตโนมัติ ปกติการวัดคะแนนใน 1 รันหรือก็คือ 1 รอบใช้เวลาประมาณ 40 วินาที ไรเดอร์จะทำกี่ท่าก็ได้ในเวลาที่กำหนดและกรรมการจะเป็นคนให้คะแนนเอง พอคะแนนรวมออกมา ใครได้คะแนนเยอะที่สุดก็จะชนะ แข่งมาเรื่อยๆ เคยไปแข่งสิงคโปร์ มาเลเซีย ซึ่งเคยซิวแชมป์จูเนียร์ระดับเอเชียมา ผมเล่นสเกตบอร์ดอยู่แล้วจะได้เทคนิคการเล่นท่าจากสเกตบอร์ด ส่วนการเพิ่มความแข็งแรงให้กับขาก็คือจะวิ่งตอนเย็น เพราะเราใช้บาลานซ์ ใช้แรงขาในการควบคุมร่างกาย” เนย เล่า

โฟลว์ไรเดอร์สร้างขึ้นมาภายใต้คำจำกัดความว่า Perfect Wave ไม่มีตัวแปรเรื่องสภาพแวดล้อม เพราะคลื่นน้ำจะถูกปล่อยออกมามีความเสถียร ทุกคนสามารถวาดลวดลายแสดงท่าและลีลาอันเร้าใจบนบอร์ดฝ่ากระแสน้ำที่ความเร็ว 47 กม./ชม. เป็นกีฬาที่ผสมผสานกีฬา 4 ชนิดเข้าด้วยกัน (เซิร์ฟฟิ่ง, เวกบอร์ด, สโนว์บอร์ด และสเกตบอร์ด) หน้าตาจะคล้ายเซิร์ฟบอร์ด ใช้วิธีการคอนโทรลบาลานซ์แบบเวกบอร์ดและสโนว์บอร์ด เรื่องทริกของท่วงท่าจะเป็นของสเกตบอร์ด

แม้ว่าเมื่อเทียบกับกีฬาเอ็กซ์ตรีมชนิดอื่นโฟลว์ไรเดอร์เป็นกีฬาที่ปลอดภัย เพราะทำมาจากวัสดุที่รองรับแรงกระแทกอย่างดี เวลาที่ผู้เล่นล้มก็อันตรายน้อยกว่า อาจจะมีเจ็บบ้าง แต่ถ้าปฏิบัติตามคำแนะนำของครูหรือเทรนเนอร์ที่ควบคุมจะช่วยป้องกันอาการบาดเจ็บได้มาก

“เสื้อผ้าสำคัญมากครับ ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายต้องเลือกแบบไม่มีซิป ไม่มีกระดุม ใช้แบบสวมดีกว่า ที่สำคัญเตรียมใจเตรียมกายเวลาล้มในตอนเริ่มเล่นเพราะทุกคนต้องล้มแน่ๆ (ยิ้ม) ผมว่าโฟลว์เป็นกีฬาที่เย็น แต่ต้องมีสติ และอาศัยการตัดสินใจ ต้องทำใจให้เย็นตามน้ำ ขณะเดียวกันถ้าเป็นนักกีฬาต้องมีการตัดสินใจที่เฉียบด้วย พอเราอยู่กับกีฬาชนิดนี้ได้แล้ว เราก็จะสนุกและเล่นได้แบบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่เหมือนกีฬาอื่นๆ ที่บางครั้งก็ขี้เกียจ อย่างไปวิ่งบางวันก็ไม่อยากไป แต่โฟลว์นี่เราไม่ถือว่ามาซ้อม แต่เหมือนได้มาเล่นกับเพื่อนๆ ทำให้เราอยากมาซ้อมทุกวัน ยิ่งได้เรียนรู้ท่าใหม่ๆ ยิ่งทำให้สนุก” หนุ่มภูเก็ตตาเป็นประกายพร้อมบอกว่า เขาตั้งเป้ากับรุ่นโปรคืออยากเป็นหนึ่งในสามของเอเชีย ดังนั้นใครที่ไปหาดกะตะช่วงปีนี้ก็จะเจอหนุ่มน้อยหน้าตาแบบนี้ซ้อมอยู่ที่นั่นทุกวัน

 

 

ดร.อุดม หงส์ชาติกุล ตระหนักรู้อยู่กับปัจจุบัน มองดูความคิดที่ไหลไปเรื่อยๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 สิงหาคม 2560 เวลา 06:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/511367

ดร.อุดม หงส์ชาติกุล ตระหนักรู้อยู่กับปัจจุบัน มองดูความคิดที่ไหลไปเรื่อยๆ

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

ฟัง ดร.อุดม หงส์ชาติกุล นักออกแบบการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิส่งเสริมการออกแบบอนาคตประเทศไทย (คนกล้าคืนถิ่น) เล่าถึงงานที่ทำแล้ว คนฟังถึงกับอุทานในใจ การออกแบบเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ช่างเป็นงานที่ต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจ ไม่นับระยะเวลา ที่ผูกมัดหรือเข้าไปเกี่ยวข้องสัมผัสสัมพันธ์กับหลายส่วนหลายฝ่าย หากก็คุ้มค่า เพราะเดิมพันคือผลการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น

…แล้วจะเอาเวลาที่ไหนพักผ่อน แล้วจะบริหารจัดการเวลาในชีวิตอย่างไร แล้วจะเลือกใช้ชีวิตให้ช้าลงบ้างได้ไหม สโลว์ไลฟ์ที่จำเป็นต่องาน ฯลฯ คำถามเหล่านี้จะถูกตอบเมื่อเราได้เข้าใจวิธีคิด และวิธีการออกแบบของนักออกแบบผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงระบบคนนี้เสียก่อน…

“ผมโชคดีมากที่ได้ทำงานตามที่ฝัน งานที่มีความหลากหลายและท้าทาย งานที่รักและภาคภูมิใจ ผมเป็นที่ปรึกษาด้านพัฒนาองค์กร การกำหนดยุทธศาสตร์และพัฒนากลยุทธ์ กลยุทธ์การตลาดและการสร้างแบรนด์ การท่องเที่ยว การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน การพัฒนาผู้นำ การสร้างผู้นำเชิงบวก การสร้างการมีส่วนร่วมผ่านกระบวนการห้องปฏิบัติการทางสังคม กลยุทธ์สีเขียว และการพัฒนาอย่างยั่งยืน”

จากโครงการแรกเมื่อ 10 ปีก่อน “เราจะส่งมอบประเทศไทยอย่างไรให้ลูกหลาน” ถึงปัจจุบันคือโครงการอาหารยั่งยืน ว่าด้วยการออกแบบเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง ปฏิรูประบบอาหารปลอดภัย สร้างความตระหนักรู้ให้แก่ทุกฝ่ายในห่วงโซ่อาหาร ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ

ทำไมการตระหนักรู้จึงสำคัญ ก็เพราะซิสเต็มเชนจ์ (System change) หรือการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อทุกคนที่เกี่ยวข้องได้เข้าใจว่าระบบปัจจุบันไม่สมบูรณ์ และตระหนักว่าเขาโดยลำพังไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยตัวเอง นั่นหมายถึงการที่ทุกคนต้องร่วมมือกัน และต้องหันมาร่วมมือกันเร็วๆ ด้วยหากตระหนักได้ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ มีความเร่งด่วนแค่ไหน

“ความรู้สึกร่วมถึงความเร่งด่วนในการเปลี่ยนแปลง ผู้นำหลายภาคส่วนต้องมีความตระหนักในเรื่องนี้ เพราะคือหัวใจของการทำซิสเต็มเชนจ์ หน้าที่ของผมคือการทำอย่างไรถึงจะเกิดโอกาสในการทำงานร่วมกันได้ มีพื้นที่ปลอดภัยและสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่ทุกคนจะเข้ามาจับมือกันได้”

เหมือนกับห้องปฏิบัติการทางสังคมห้องหนึ่ง (Social Laboratory) ดร.อุดมเล่าว่า คือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนขึ้น บริบทคล้ายๆ กับห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่นักทดลองทุกคน จะมีโอกาสได้ลองผิดลองถูก ได้ทดลองอะไรบางอย่างร่วมกัน เป็นพื้นที่ที่สามารถคิดสามารถเปิดใจ และร่วมกันหาทางออก

“ทุกวันนี้อาหารไม่ปลอดภัย ตั้งแต่ต้นน้ำคือทรัพยากรดินน้ำ เมล็ดพันธุ์ การผลิตภาคการเกษตร การแปรรูป การจัดส่งหรือโลจิสติกส์ การจัดจำหน่าย แม้กระทั่งการแปรรูปขั้นสุดท้ายที่ตัวผู้บริโภคเอง ไม่มีขั้นตอนใดหรือจุดใดที่ปลอดภัย 100% เราทุกคนในสังคมได้ตระหนักรู้หรือไม่”

ดร.อุดมกล่าวว่า นี่คือโจทย์ที่ใหญ่มากในสังคมบ้านเรา มูลนิธิฯ เริ่มจากการประเมินเรื่องการปฏิรูปส่วนของต้นน้ำ หากคำตอบคือการปฏิรูปทั้งระบบ สร้างเกษตรกรที่สามารถอยู่ได้ด้วยวิถีเกษตรอินทรีย์ นำมาซึ่งโครงการคนกล้าคืนถิ่น ซึ่งปัจจุบันดำเนินการมาถึงปีที่ 3 สร้างคนกล้าคืนถิ่นแล้ว 1,700 คน ยังน้อยมากเมื่อเทียบกับสัดส่วนประชากรในภาคเกษตรกรรมของประเทศนี้

“คนกล้าคืนถิ่นคือการปรับเปลี่ยนมุมมองต่อการทำเกษตรอินทรีย์ ใส่ความเข้าใจเรื่องวิถีพึ่งตนเอง หยุดวิถีซื้อกิน หันมาพึ่งตนเองและพึ่งเครือข่าย อยู่ได้ด้วยพึ่งพากัน แบ่งปันกัน เครือข่ายแข็งแรง ตัวตนของเกษตรกรก็แข็งแรง”

“เกษตรกรคืนถิ่น คืนฐาน สืบสานชุมชน” นั่นหมายถึงการกลับมาของระบบอาหารยั่งยืน ปัจจุบันอายุเฉลี่ยของเกษตรกรไทยคือ 58 ปี ถ้าไม่เร่งสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ๆ ก็ไม่แปลกที่เกษตรกรจะไม่มีเหลืออยู่ต่อไป นั่นหมายถึงการสาบสูญหายของวัฒนธรรมประเพณี วิถีชีวิตและวิถีถิ่น ความเป็นมาแต่เก่า คนไทยจะสูญเสียราก

สำหรับเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือเกษตรกรพันธุ์ใหม่ ดร.อุดมกล่าวว่า ควรจะต้องเป็นคนรุ่นใหม่ที่พัฒนาความรู้ความสามารถได้ อีกมีความรู้เรื่องเทคโนโลยี ในอันที่จะประคับประคองวิถีเกษตรแบบดั้งเดิม ขณะเดียวกันก็ต่อยอดในเรื่องระบบอาหารที่ยั่งยืนต่อไป

“แอบหวังในใจว่า เราจะสร้างต้นแบบของผู้นำการเปลี่ยนแปลง หรือผู้นำชุมชนเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับชุมชนให้ได้จำนวน 1 หมื่นคน ภายใน 5 ปีข้างหน้า กล่าวอีกนัยหนึ่งคือตำบลละ 1 คน คนกล้าต้นแบบนี้จะสร้างคนรุ่นต่อไปในอัตราส่วน 1 ต่อ 10 หมายถึงจาก 1 หมื่นคน กระจายเป็น 1 แสนคน เพื่อแตะหลักล้านคน ภายในปี 3-4 ปีต่อจากนั้น”

ถึงตอนนั้นก็เชื่อว่า ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางอาหารโลกอย่างแท้จริง ด้วยต้นทุนความเหมาะสมด้านภูมิประเทศและภูมิอากาศ รวมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศในเขตเส้นศูนย์สูตร ประชาชนพึ่งตนเองด้านอาหาร ขณะเดียวกันก็เหลือจัดจำหน่ายส่งออกเลี้ยงดูแลพลเมืองโลก จุดเริ่มต้นที่สำคัญก็คือ เรา…ประชาชนแต่ละหน่วย สามารถพึ่งตนเองให้ได้ก่อน

ขอเอาใจช่วยให้ไปถึงจุดนั้นเร็วๆ ทว่าชีวิตส่วนตัวของ ดร.อุดม ผู้ออกแบบการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเองเล่า ได้ออกแบบชีวิตส่วนตัวไว้อย่างไร เจ้าตัวเล่าว่า ชีวิตคือการแอบอิจฉาคนกล้าคืนถิ่นในโครงการของตัวเอง อ้าว! ก็เพราะดอกเตอร์คนเก่งเป็นชาวฝั่งธนบุรีโดยกำเนิด ครอบครัวแต่เดิมทำธุรกิจและไม่มีพื้นที่สำหรับเพาะปลูก เรียกว่าไม่มีถิ่นจะให้คืนกลับ (ฮา)

งานของ ดร.อุดม อย่างที่เล่าให้ฟังว่า คือเรื่องของการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบล้วนๆ (ฮา) สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน นั่นหมายถึงการพัฒนาตัวเองและตระหนักรู้ในตัวเองด้วยเช่นกัน ดร.อุดมเล่าว่า วันหยุดและวันทำงานคือการบริหารแบ่งเวลา อย่างไรก็ตาม แม้ในวันสุดสัปดาห์ก็อาจต้องยืดหยุ่น เพื่อเสียสละเวลาให้กับคนกล้าคืนถิ่นบ่อยครั้ง

“ผมใช้หลักบริหารเวลา สนุกกับงานและการทุ่มเท รู้สึกว่าโชคดี ที่ได้พบได้รู้จักและเรียนรู้จากผู้นำที่ยิ่งใหญ่ ผู้นำหลายแบบ หลากหลายประสบการณ์ ในองค์กรและอุตสาหกรรมต่างๆ แน่นอนที่ทุกวันนี้ผมยังคงเรียนรู้ต่อไป”

ดร.อุดมกำลังศึกษาต่อปริญญาเอก โดยในปีนี้ได้รับเชิญเป็นผู้เรียน (fellow) รุ่นแรก (first cohort) เข้าไปมีส่วนร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้รู้ ผู้มีประสบการณ์ด้านการสร้างการเปลี่ยนแปลงระดับโลก ใน Academy for Systematic Change ชึ่งมีผู้ร่วมก่อตั้งระดับโลกอย่าง Peter M. Senge, Senior Professor ของ MIT Sloan School of Management กูรูด้าน Learning Organization เป็นผู้ก่อตั้ง Society for Organizational Learning (SoL) ผู้เขียนหนังสือเรื่อง the Fifth Discipline: The Art and Practice of Learning Organization Professor Hal Hamilton ผู้ก่อตั้งและประธานของ global Sustainable Food Lab

ไลฟ์สไตล์คือการเรียนรู้ ชอบเรียนรู้และมองโลกแง่ดีเสมอ แบ่งเวลาให้ดี จัดสรรเวลาให้ได้ วันหยุดใช้เวลากับครอบครัว รวมทั้งให้เวลากับตัวเอง ในฐานะที่เป็นผู้นำเรื่องการเปลี่ยนแปลง ดร.อุดมให้ความสำคัญกับการตระหนักรู้ของคนในสังคม ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับการตระหนักรู้ของตัวเอง

“การมีเวลาอยู่กับตัวเองบ้าง สำหรับผมแล้วเป็นเรื่องจำเป็น เพราะสำคัญมากที่จะได้มองเห็นตัวเอง กระบวนการหนึ่งคือการทบทวน คือความตื่นรู้ เป็นเรื่องที่ต้องฝึก สโลว์ไลฟ์กับหน้าที่การงาน ต้องทำให้สมดุลกัน” ดร.อุดมเล่า

ช่วงเวลาแห่งการใช้ชีวิตที่ช้าลง คือการสงบจิตใจ โดยใช้เวลานั่งเฉยๆ ไม่ทำกิจกรรมใด หากอยู่กับตัวเองเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องนั่งสมาธิ แต่มักจะอยู่ในท่าทางที่สงบและสบาย อาจมีสมุดโน้ต 1 เล่มในมือ แล้วปล่อยสมองให้ไหลไป รู้ว่าเราคิดอะไรอยู่ ถ้าอยากจดหรืออยากวาดอะไร ก็วาดก็เขียนลงในสมุดที่ในมือ ให้สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนสิ่งที่อยู่ภายใน (Reflection)

“ผลที่ได้คือการตระหนักรู้ซึ่งสำคัญ สโลว์ไลฟ์สำหรับผมคือการรู้เท่าทันความคิดของตัวเอง รู้ว่าเรากำลังคิดอะไรหรือไม่ได้คิดอะไร ทั้งหมดนี้สะท้อนและเชื่อมโยงถึงการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ที่เราต้องรู้ว่าเรากำลังรู้หรือว่าเรากำลังไม่รู้อะไร”

สุดท้ายคือคำถามแห่งความหวังว่า ผู้ออกแบบการเปลี่ยน มีความหวังกับสังคมไทยแค่ไหน ดร.อุดมกล่าวว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องมีความหวัง คนไทยที่คิดดีหวังดีและต้องการเห็นสิ่งดีๆ เกิดขึ้นในสังคมยังมีอีกมาก เพียงแต่ต้องมี “พื้นที่” เพื่อที่ทุกคนจะได้ลุกขึ้นและร่วมกันขับเคลื่อน โจทย์ในสังคมมีคำตอบมากกว่าหนึ่ง คำตอบที่ดีที่สุดไม่มีอยู่หรอก มีแต่คำตอบที่ดีกว่าเสมอ

“มาสร้างการเปลี่ยนแปลงร่วมกันเถอะครับ”

 

ธวัชชัย อินทศร ดอกไม้และขวากหนาม ในมหานครนิวยอร์ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 สิงหาคม 2560 เวลา 06:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/511365

ธวัชชัย อินทศร ดอกไม้และขวากหนาม ในมหานครนิวยอร์ก

โดย…มัลลิกา นามสง่า

บางครั้งเรามักมองดินแดนอื่นที่เรายังไม่เคยไปสัมผัส ไปฝังรากใช้ชีวิตอย่างเป็นวิถีทุกตื่น ว่าช่างงดงาม มีอิสระ มีระเบียบวินัย อีกหลายเหตุผลที่จะยกมาสนับสนุนให้ดินแดนแห่งนั้นน่าไปยิ่งนัก

เป็นดินแดนที่อยากกางปีกบินร่อนด้วยหัวใจอันพองโต ตื่นตาตื่นใจกับประสบการณ์ใหม่ๆ “ธง-ธวัชชัย อินทศร” ก็เคยผ่านห้วงความรู้สึกเยี่ยงนี้

มหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา คือ ดินแดนที่ธวัชชัยเลือกไปอยู่หลังจากศึกษาจบระดับอุดมศึกษา จากคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แม้ทางบ้านจะทัดทาน อยากให้อยู่สานต่อธุรกิจการค้าส่งรายใหญ่ใน จ.นครสวรรค์ แต่ก็ไม่อาจต้านพลังหนุ่ม

จากตั้งใจไปศึกษาไม่กี่ปี แต่จนแล้วจนรอดนับเวลาได้รวม 25 ปีเศษ ธวัชชัยกลายเป็น “นิวยอร์กเกอร์” ที่คนไทยพำนักในนิวยอร์กรู้จักมักจี่ เหล่าคนดังจากเมืองไทยไปเยือนก็ต้องแวะไปทักทายถามไถ่ ใครเดือดร้อนในต่างแดนก็มาขอความช่วยเหลือ

ทว่ากว่าจะมาถึงจุดอันเป็นที่พึ่งพิงแก่ผู้อื่นได้ เขาก็ล้มลุกคลุกคลาน เกือบเอาตัวเองไม่รอดมาก็หลายหน ความสำเร็จที่เกิดผลในวันนี้ ระหว่างทางนั้นมีคราบน้ำตาเป็นรอยประทับให้จำมิมีวันลืมได้ลง

Help Me Please, ความซวยในดินแดนอื่น

ชีวิตในเมืองไทยธวัชชัยไม่เคยต้องตกระกำลำบาก พอเรียนจบอยากจะไปใช้ชีวิตอยู่อเมริกา ด้วยเหตุผลที่ว่า อยากพูดภาษาอังกฤษให้เก่ง จะได้กลับมาเป็นสจ๊วด แต่หารู้ไม่ว่า การเดินทางไปในครั้งนั้น ทำให้ชีวิตเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

“มีเงินติดตัวไปเพียง 1 หมื่นบาท จุดหมายแรก คือ Portland Oregon เมืองมหาวิทยาลัย ที่สมัครเรียนไว้และผ่านการคัดเลือกแล้ว แต่ตัดสินใจสละสิทธิ เพราะทางครอบครัวไม่อยากให้ไป ตอนนั้นไฟในตัวแรงมาก เลยบอกที่บ้านว่าไม่ต้องส่ง เดี๋ยวจะหาเงินเรียนเอง”

วันแรก ในดินแดนอื่น ณ หอพักมหาวิทยาลัย กับน้ำตาแรก “ติดอยู่ในห้องน้ำ เปิดประตูไม่ได้ แล้วเราเป็นนักเรียนคนแรกที่เดินทางมาถึง พยายามส่งเสียงเรียกให้คนช่วย แต่ไม่มีใครได้ยิน คำแรกที่พูดในอเมริกาคือ Help Me Please ร้องเรียกคนให้มาช่วยอยู่นาน จนเหนื่อยก็ไม่มีใครได้ยิน จาก Help Me Please กลายเป็นร้องตะโกน Halo Help Halo ร้องจนแสบคอ

ตอนนั้นเริ่มขาดอากาศหายใจ เพราะห้องน้ำขนาดเล็กมาก และเราก็เริ่มตกใจกลัว ใจก็สั่น ทำอะไรไม่ถูก พยายามทุบประตู ทุบไปทุบมา ดันไปโดนหลอดไฟ ไฟดับมืดสนิทเลย ตอนนั้นเริ่มหมดแรง คิดในใจว่า แม่จ๋าลูกขอลาแล้ว ลูกหายใจไม่ออก คือยังไงก็ตายแน่ๆ น้ำตาเริ่มไหล เพราะคิดถึงบ้าน

สุดท้ายตัดสินใจสู้ ถ้าไม่มีใครช่วยเราได้ เราต้องช่วยตัวเราเอง ลุกขึ้นมาใช้กำปั้นทุบประตู ทุบไปเรื่อยๆ ซ้ำอยู่ที่เดิม มือขวาเริ่มถลอก เลือดก็ออก เริ่มเจ็บแสบที่มือ”

ธวัชชัย ใช้ความพยายามอยู่ 3 ชั่วโมง เพื่อที่จะทลายประตูได้สำเร็จ เขาเดินลงไปหาเจ้าหน้าที่พร้อมกำมือที่มีเลือดอาบ

“I Broke Gate พอพูดจบ ฝรั่งมันไม่สนใจเราด้วยซ้ำว่าเราเจ็บแค่ไหน รีบวิ่งขึ้นไปดูประตูพร้อมพูดว่า Oh My God! How This You Do That? สรุปโดนค่าทำประตูพังไป 300 ดอลลาร์สหรัฐ”

หลังจากพักหอบจากเรื่องตื่นเต้นในวันแรก ธวัชชัยก็นั่งนับเงินวนไปวนมา ไม่ใช่ว่ามันมากมายจนนับไม่จบสิ้น แต่เขาแทบไม่อยากเชื่อว่า เงินที่พกติดตัวมาจากเมืองไทยนั้น มีจำนวนน้อยนิด เมื่อตัดสินใจจะมาตายเอาดาบหน้าแล้ว จะบากหน้าส่งเสียงโทรกลับไปขอเงินที่บ้านก็ไม่ได้

เขาจึงตัดสินใจไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนนักศึกษาต่างชาติที่รู้จักกันในเมืองไทย และเป็นคนรับเขาจากสนามบินมาส่งที่หอพัก แต่ก็ไม่ทราบที่อยู่แน่ชัดและบ้านเรือนแต่ละหลังก็หน้าตาราวฝาแฝด

“ผมตัดสินใจเดินกลับไปที่หอพัก หยิบกระเป๋าเดินทาง 2 ใบ เดินเชิดหน้าลงจากหอพัก อิเจ้าหน้าที่คนเดิมถามว่า จะไปไหน ตอบไปสั้นๆ ว่า Go Home แล้วเดินเชิดหน้าสะบัดบ๊อบใส่มันอย่างไม่แคร์ เดินไปที่เอเยนซี ซื้อตั๋วมุ่งสู่ New York City”

Halo New York, (ติด)คุกในแดนศิวิไลซ์

ยังไม่สิ้นไร้ไม้ตอกเสียทีเดียว เพราะธวัชชัยยังมีคนรู้จักในมหานครนิวยอร์ก เมื่อถึงสนามบิน John F. Kennedy พี่ที่มารับได้พาเขานั่งรถชมเมือง

“ตอนนั้นตื่นเต้น รู้สึกตึกที่นี่สวยงามไปหมด เป็นแหล่งรวมความเจริญทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่น ละครบรอดเวย์ หรือแม้กระทั่งร้านอาหารดีๆ รู้สึกถึงคำที่หลายคนบอกว่า I Love New York ตอนนั้นเราก็อยากตะโกนดังๆ เหมือนกันนะว่า I Love New York”

ความศิวิไลซ์ของมหานครทำให้ธวัชชัยหลงเสน่ห์ได้ทันที ความสนุกสนานจะเกิดขึ้นที่นี้ ประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นอันจะเกิดขึ้นในดินแดนนี้ จะมีชีวิตที่เสรีมีความสุขในนิวยอร์ก เขามีความคิดนี้วาบขึ้นมา แต่ในความเป็นจริง เขาได้ยินเสียงสะอื้นไห้ของตัวเองมากกว่าได้ยินเสียงหัวเราะ และคาดไม่ถึงด้วยว่า ชีวิตจะลำบากขนาดนี้

“ผมได้ไปช่วยทำงานที่ร้านอาหารไทย ที่เมืองลองไอส์แลนด์ ออกจากเกาะแมนฮัตตัน ออกไปทางควีนส์ประมาณ 1 ชั่วโมง วันนั้นภรรยาพี่เจ้าของร้านอาหารไทยให้เราขับรถพาไปตลาด ในรถมีลูกสาวอายุ 3 ขวบด้วย”

ภาพรถยนต์พุ่งประสานงากันด้วยความเร็วสูง ผุดขึ้นชัดอีกครั้ง ธวัชชัยเล่าราวกับมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อตะกี๊ เสียงแตรรถยนต์ที่ดังค้างลั่นสนั่นยิ่งเพิ่มความชุลมุนให้กับสถานการณ์ตรงนั้น กลิ่นน้ำมันที่ไหลออกมาจากใต้ท้องรถ ในใจก็สะพรึงกลัวว่ามันจะติดไฟลุกโชนจนระเบิด

“แรงอัดของถุงลมนิรภัยแรงมาก กดมาที่หน้าอก หายใจแทบไม่ออก ตำรวจมาขอดูใบขับขี่ พระเจ้าใบขับขี่อินเตอร์หาย ไม่รู้ว่าใส่ไว้ในกระเป๋าใบไหน แล้วเด็กที่นั่งอยู่เบาะหลังก็ไม่ได้คาดเข็มขัดอีก สรุปงานนี้ต้องขึ้นศาล ต้องเข้าคุกอยู่ 1 อาทิตย์”

จากเหตุการณ์ครั้งนั้น ส่งผลให้ธวัชชัยไม่ขับรถอีกเลยจวบกระทั่งปัจจุบัน

จังหวะชีวิตไม่ได้เต้นรำงดงามกลางฟลอร์ หรือใส่สูทหรูไปดูละครบรอดเวย์ ทว่าธวัชชัยต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ต้องตื่นตี 5 เพื่อเตรียมตัวไปเซตอัพครัวไว้รอเชฟใหญ่ หั่นหมู หั่นผัก เตรียมต้มน้ำซุป ต้มยำ ต้มข่า ผสมเครื่องแกง แกงเขียว แกงแดง แกงมัสมั่น แกงกะหรี่ ทำได้หมด จนถึง 6 โมงเช้า อาบน้ำแต่งตัว วิ่งให้ทันขบวนรถไฟ เพื่อไปเรียนที่เมืองนิวยอร์ก

บางวันวิ่งทัน บางวันก็พลาด เพราะมัวหกคะเมนลื่นหิมะ เรียนเสร็จบ่าย 3 ต้องรีบวิ่งหัวซุกหัวซุนเพื่อให้ทันรถไฟ เพื่อไปทำงานให้ทัน เลิกงาน 5 ทุ่ม ใช้ชีวิตวนๆ ไปแบบนั้น จนเมื่อเหตุการณ์หนึ่งได้พลิกชีวิตเขา

“ทำงานเก็บเงินประมาณ 6 เดือน เริ่มมีเงินเยอะ แต่เอาเงินไว้ใต้ที่นอน โดยไม่รู้เลยว่าเด็กๆ ที่อยู่บ้านรู้แหล่งเก็บเงินของเรา แล้วโดนขโมย ไปบอกป้าของเด็กเขาก็เข้าข้างกัน ผมเลยตัดสินใจหนีออกจากบ้าน มีเงินเหลือติดตัวไม่กี่ร้อยเหรียญ”

ในที่สุดก็ได้สัมผัสชีวิตโฮมเลส (Homeless) แล้วเดินหางานตามร้านรวงต่างๆ อย่างทุลักทุเล เจอคนเสนองานให้หลายรูปแบบ ทั้งหญิงและชาย ถึงขั้นเอาเงินมาล่อ เดือนละ 3,000 ดอลลาร์ (ตอนนั้น 1 ดอลลาร์ ประมาณ 25 บาท) แต่เขายอมกัดฟันทนความจนดีกว่าจะใช้ตัวเขาแลก

ตำรารวยอยู่ก้นครัว

หลังจากนั้นธวัชชัยตัดสินใจไปเมืองนิวเฮเวน รัฐคอนเนตทิคัต ไปสมัครเป็นผู้ช่วยพ่อครัว หาเงินจ่ายค่าเทอมที่เรียนภาษาที่นั่น

“วันแรกก็เจอทีเด็ด เจ้าของร้านให้เลาะปีกไก่เพื่อเอากระดูกออก ไก่มีประมาณ 1,000 ชิ้นได้ หนังไก่ลื่นมาก แค่จับก็หลุดมือ วันแรกทำได้ 50 กว่าชิ้น เจ้าของเดินมาบอกว่า ทำงานแบบนี้ไปหากระโปรงมาใส่เหอะ เราก็ยิ้มสู้เพราะไม่รู้จักใครเลยที่นี่ ฝึกทำไปเรื่อยๆ”

ชีวิตยังโซซัดโซเซไม่พอ ร้านปิดกิจการ ต้องหางานใหม่อีก ย้ายไปอยู่บอสตัน แต่ยังเลือกทำงานในร้านอาหารเช่นเคย “มีเรื่องตลกเกิดขึ้นมากมายที่ร้านนี้ ตอนนั้นเราเริ่มพูดภาษาอังกฤษพอได้ ฝรั่งมาสั่งอาหารกลับบ้าน เราถามว่า What I Can Do For You Sir? ฝรั่งตอบกลับมาว่า What You Can Do For Me?

เริ่มเก่งแล้วไง เลยรีบตอบฝรั่งกลับทันทีว่า I Can Give You Everything Beside The Star And Month คนอื่นงงกันหมดว่าไอ้นี่ตอบอะไร สุดท้ายนึกออกหัวเราะกันจนน้ำตาเล็ด ประโยคนั้นก็คือ ฉันหาให้คุณได้ทุกอย่าง ยกเว้นดาวกับเดือน”

ธวัชชัยผ่านการทำงานในร้านอาหารมาทุกแผนก และทำได้ทุกหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็น ทำอาหารในครัว บาร์เทนเดอร์ ตำแหน่งผู้จัดการ เตรียมของ สั่งของ ซื้อของ หั่นของ ล้างห้องน้ำ ล้างครัว ซ่อมตู้เย็น ซ่อมแอร์ จับหนู รวมทั้งการควบคุมดูแลคนงานชาติต่างๆ ให้อยู่กันได้อย่างสันติสุข

I Love New York เป็นสิ่งที่ธวัชชัยรู้สึกจริงก่อนเปล่งเสียงออกมา “กลับมานิวยอร์กอีกครั้ง ได้รับความช่วยเหลือจากผู้หญิงใจดีท่านหนึ่งให้เรามาช่วยงาน จนกลายเป็นหุ้นส่วนทำธุรกิจ สร้างร้านอาหารใหม่ขึ้นมา ในย่านแหล่งเจริญที่สุดในเกาะแมนฮัตตัน จนร้านมีชื่อเสียงโด่งดัง มีบรรดาเซเลบ ดารา ผู้นำในแต่ละประเทศนักร้องทั้งไทยและต่างประเทศมาไม่เว้นในแต่ละวัน”

หลังจากทนใช้ชีวิตอดมื้อกินมื้อ ทำงานหนัก ไร้ที่หลับนอนเป็นหลักแหล่ง เป็นเวลา 4 ปี ที่ธวัชชัยสู้ขยันทำทุกอย่างเพื่อเก็บเงิน จนมีทุนที่สร้างอนาคตของตัวเอง จนสามารถเปิดร้านอาหารได้ 3 ร้าน ที่ซีแอตเติล วอชิงตัน และนิวยอร์ก ตอนนั้นเขาสามารถหาเงินได้เดือนละ 2 ล้านบาท

หวนคืนมาตุภูมิ เปิดร้านก๋วยเตี๋ยวนิวยอร์ก

ฟันฝ่ามรสุมที่นิวยอร์กมาหลายครั้ง ใช้ชีวิตตกต่ำที่สุด จนถึงอู้ฟู่มีเงินทอง มีผู้คนห้อมล้อมมาขอพึ่งพิง ทั้งที่พักอาศัย หยิบยืมเงิน ให้ช่วยรับรองต่างๆ นานา โดนทั้งถูกหักหลัง เนรคุณ ใส่ร้ายป้ายสี จนในที่สุด เวลา 25 ปี ก็พอเหมาะพอดี ที่ธวัชชัยตัดสินใจกลับมาลงหลักปักฐานบนแผ่นดินเกิด

ช่วงแรกที่กลับมา เขาเลือกใช้ชีวิตอย่างเงียบๆ ที่บ้านเกิด หมู่บ้านศาลเจ้าไก่ต่อ อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ ที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ ระหว่างนั้นก็มีคนโทรตามให้ไปช่วยงานมากมาย เพราะเชื่อมือจากประสบการณ์ในต่างประเทศอันโชกโชน

อย่างไรเสีย เขาไม่เคยลืมสีสันชีวิตในก้นครัวได้เลย จึงตัดสินใจเปิดร้านก๋วยเตี๋ยว ใช้ชื่อว่า New York Boat Noodle Gallery ตั้งใจทำร้านก๋วยเตี๋ยวเรือให้อร่อยที่สุด และสวยมากที่สุดในประเทศไทยให้ได้ โดยนำของสะสมจากนิวยอร์กมาตกแต่งร้าน

ทั้งรูปเซเลบ ดารา และนักกีฬาชื่อดังจากทั่วโลก พร้อมลายเซ็นที่เจาะจงให้ธวัชชัยเพียงหนึ่งเดียว นอกจากนี้ยังมีของเก่าที่มีมูลค่าสูงและหายาก มีไม่กี่ชิ้นในโลก นำมาให้ลูกค้าได้ชื่นชมด้วย เรียกว่าเป็น อาร์ต แกลเลอรี่ย่อมๆ เลย

อีกหนึ่งความตั้งใจที่เปิดร้าน คือ ให้คนชรา คนพิการ และคนฐานะยากจนรับประทานฟรีตลอดชีพ

“ผมเคยได้ยินคนพูดว่า Nothing Free In This World ผมไม่เชื่อ ผมเลยตัดสินใจให้คนชรา คนพิการ หรือคนด้อยโอกาส และคนที่ทำดีเพื่อสังคม มารับประทานที่ร้านได้ฟรีตลอดชีพ

ตอนนี้ถ้าผมตายไป ผมไม่เสียดายแม้แต่นิดเดียว เพราะผมเกิดมาได้ทำทุกอย่างที่คนอื่นไม่มีโอกาสเหมือนเรา ได้ไปทุกที่ที่อยากไป ได้กินทุกอย่างตั้งแต่อาหารแบบชาวบ้าน จนถึงอาหารที่แพงหูฉี่ ได้นอนข้างถนน จนกระทั่งโรงแรมหรู ได้มีเพื่อนตั้งแต่ชาวไร่ ชาวนา จนคนดังระดับประเทศมากมาย รู้จักทุกคนตั้งแต่คนตกทุกข์ได้ยาก จนกระทั่งคนรวยระดับโลก แต่ถ้ายังไม่ตายก็จะขอใช้ชีวิตที่เหลือ ช่วยเหลือคนที่ลำบากกว่าเราต่อไป เพราะสิ่งที่เราได้ทำนี้ มันจะเป็นความดีติดตัวเราไปตลอดชีวิต เป็นตัวอย่างและแนวทางที่ดี ถูกต้อง ที่คนรุ่นหลังสมควรทำและปฏิบัติต่อไป”

กรุงเทพมหานคร แม้จะไม่ศิวิไลซ์เท่ากับมหานครนิวยอร์ก แต่ชีวิตของธวัชชัยในวันนี้ ก็เปี่ยมไปด้วยความสุข ที่ผ่านมาเขาได้สัมผัสหลายสิ่งหลายอย่าง นับว่าคุ้มค่าต่อชีวิตหนึ่งที่ได้ออกไปเรียนรู้ และในที่สุดแม้โลกจะกว้างใหญ่แค่ไหน สุดท้ายก็เพียงพื้นที่เล็กๆ ที่เขาต้องการพำนักอย่างสงบสุข และเขาเลือก เมืองไทย

 

‘อิ่มจัง’ เพื่ออาหารกลางวันเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 สิงหาคม 2560 เวลา 08:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/511160

‘อิ่มจัง’ เพื่ออาหารกลางวันเด็ก

โดน…ภาดนุ

การให้การสนับสนุนและช่วยเหลือสังคมในด้านคุณภาพชีวิตและการศึกษา ตลอดจนปลูกฝังและเสริมสร้างคุณธรรมเพื่อให้เกิดเป็นสังคมที่น่าอยู่ โดยมุ่งเน้นในการให้ความช่วยเหลือแก่เยาวชนผู้ด้อยโอกาสเป็นหลัก คือสิ่งที่ตัวบุคคลหรือภาคธุรกิจในยุคนี้ที่มีศักยภาพมักทำกันอยู่เสมอ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่น่ายกย่องอย่างยิ่ง

เหมือนอย่าง โออิชิ กรุ๊ป ที่ริเริ่มทำโครงการ “อิ่มจัง” ซึ่งมีรูปแบบคือ การเลี้ยงอาหารมื้อพิเศษจากหลากหลายเมนูและเครื่องดื่มให้กับเด็กๆ ผู้ด้อยโอกาสอย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งมุ่งปลูกฝังและเสริมสร้างคุณธรรมให้กับเยาวชน โดยเฉพาะในเรื่อง “ความซื่อสัตย์” เพราะเชื่อว่าความซื่อสัตย์เป็นจุดเริ่มต้นของความดีทุกอย่าง

ผ่านการจัดกิจกรรมสันทนาการ อาทิ การแสดงละครนิทานแฝงคติธรรม กิจกรรมสอนประดิษฐ์ดินสอ การประกวดเขียนเรียงความในหัวข้อ “เด็กดี…ต้องซื่อสัตย์” ชิงรางวัลทุนการศึกษา เป็นต้น โดยจัดนำร่องมาแล้วที่โรงเรียนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้แก่ โรงเรียนวัดเอนกดิษฐาราม จ.ปทุมธานี โรงเรียนบ้านคลองสมบูรณ์ จ.สมุทรสงคราม โรงเรียนวัดศิริจันทราราม จ.ปทุมธานี และโรงเรียนอนุบาลฤชากร กรุงเทพฯ

ล่าสุดผู้บริหารและพนักงานโออิชิได้ลงพื้นที่จัดกิจกรรม “อิ่มจัง” ครั้งพิเศษ ที่ จ.เชียงราย ณ โรงเรียนธารทิพย์ ตั้งอยู่ในเขตวัดภูมิพาราราม ต.ท่าสุด อ.เมือง จ.เชียงราย ซึ่งเป็นโรงเรียนการกุศลสงเคราะห์แบบกินนอน ภายใต้การอุปการะของพระครูพิพัฒน์ศีลาจาร หรือหลวงปู่ดิลก ประธานกรรมการมูลนิธิธารทิพย์-ธารธรรม เพื่อให้โอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐานแก่เด็กบนพื้นที่สูง เพื่อปลูกฝังจริยธรรมและบ่มเพาะให้เด็กๆ โตไปเป็นคนดีมีคุณธรรมในสังคม

นงนุช บูรณะเศรษฐกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ กรุ๊ป ซึ่งเดินทางมาร่วมกิจกรรมที่เชียงราย เผยว่า

“โออิชิ กรุ๊ป เล็งเห็นพลังของเยาวชนในวันนี้ คืออนาคตของชาติในวันหน้า เราจึงสนับสนุนการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมเพื่อเป็นพื้นฐานความดี ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาสังคมในด้านต่างๆ ต่อไป สำหรับกิจกรรม “อิ่มจัง” ครั้งนี้ นอกจากการจัดเลี้ยงมื้อพิเศษและกิจกรรมสันทนาการต่างๆ แล้ว เรายังสนับสนุนการสร้างมูลค่า เพิ่มจากทรัพยากรที่มีอยู่ โดยจัดโครงการ “สวนผัก อิ่มจัง” ซึ่งน้อมนำแนวพระราชดำริ “เศรษฐกิจพอเพียง” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาพความเป็นอยู่

 “โดยให้เด็กๆ แบ่งกลุ่มกันปลูกพืชผักปลอดสารพิษเพื่อนำผลผลิตที่ได้ไปประกอบอาหารที่มีคุณค่า อีกทั้งยังเป็นการสอนให้รู้จักพึ่งพาตนเอง สร้างวินัย ความสามัคคี และรู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ แล้วยังช่วยกระตุ้นให้เด็กๆ มีส่วนร่วมในการสร้างชุมชน พึ่งพาตนเอง เรียนรู้การทำงานเป็นทีม ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ซึ่งเราคาดหวังว่าโครงการนี้จะช่วยจุดประกายให้น้องๆ เป็นเด็กดี มีคุณธรรม เพราะพวกเขาเหล่านี้จะเป็นอนาคตสำคัญของสังคมและประเทศชาติต่อไป”

ด้าน บุญยิ่ง อินต๊ะวงค์ ผู้อำนวยการโรงเรียนธารทิพย์ จ.เชียงราย กล่าวว่า เด็กที่โรงเรียนนี้ส่วนใหญ่เป็นเด็กกำพร้าที่ไม่มีพ่อแม่ หรือมีพ่อแม่ แต่ไม่มีเงินเรียนหนังสือ หลวงปู่ดิลกจึงสร้างโรงเรียนนี้ขึ้นในปี 2538 โดยแต่ละปีจะมีเด็กๆ เข้ามาเรียนที่โรงเรียนนี้ ซึ่งเป็นโรงเรียนกินนอนให้เด็กเรียนฟรี (อายุ 16-20 ปี) และแยกที่พักแบบชาย-หญิง ประมาณ 100-200 คน

“เมื่อก่อนเราเป็นโรงเรียนระดับมัธยมอย่างเดียว แต่ปัจจุบันนี้เปิดสอนระดับประถมด้วย โดยเริ่มขึ้นในปี 2554 ที่นี่เป็นโรงเรียนแบบสหศึกษา ตอนนี้มีเด็กเรียนทั้งหมด 140 กว่าคน โดยเป็นชนเผ่าม้งและเผ่าอาข่าหรือเด็กแถบตะเข็บชายแดนเป็นหลัก โดยเป็นเด็กที่มีสัญชาติไทย 100 กว่าคน และไม่มีสัญชาติอีก 30 คน ตอนนี้เราก็พยายามติดต่อดำเนินการไปยังหน่วยราชการต่างๆ อยู่ เพื่อยืนยันว่าเป็นสัญชาติไทย เพียงแต่พวกเขาไม่ได้แจ้งเกิด นอกนั้นก็เป็นเด็กกำพร้าที่ไม่มีพ่อแม่ และส่วนใหญ่อยู่กับญาติๆ”

บุญยิ่ง ขยายภาพให้เห็นการสนับสนุนว่า โรงเรียนได้งบประมาณสนับสนุนบางส่วนจากรัฐบาล แล้วก็มีเงินสนับสนุนบางส่วนจากภาคเอกชนที่เข้ามาช่วยเหลือโดยทำโครงการต่างๆ

“เหมือนที่ครั้งนี้ โออิชิ กรุ๊ป ทำเช่นกัน ซึ่งถือว่าช่วยได้ดีพอสมควร สำหรับในช่วงที่โรงเรียนขาดแคลนเงินจริงๆ หลวงปู่ดิลกก็จะนำเงินส่วนที่ญาติโยมร่วมทำบุญมา ซึ่งท่านได้สำรองไว้ออกมาเป็นค่าใช้จ่ายของโรงเรียน เพราะเนื่องจากในช่วงฤดูฝนจะเป็นช่วงที่ขาดแคลนการสนับสนุน

“เมื่อโออิชิได้มาส่งเสริมให้เด็กๆ ในโรงเรียนปลูกผักสวนครัว เลี้ยงปลา และอื่นๆ เพื่อพึ่งพาตัวเองได้ จึงนับเป็นสิ่งที่ดีมาก แล้วตอนนี้เด็กๆ ก็เริ่มประดิษฐ์กระเป๋าและพวงกุญแจต่างๆ เพื่อเป็นของที่ระลึกไว้เพื่อแจกคณะบุคคลที่มาเยี่ยมเยียนและช่วยเหลือ ต่อไปก็อาจจะทำออกมาเพื่อจำหน่ายในอนาคตด้วย แต่อีกส่วนหนึ่งเราก็มุ่งเน้นด้านวิชาการควบคู่กันไป เพื่อให้เด็กส่วนใหญ่สามารถนำความรู้ไปใช้ต่อยอดการเรียนในระดับอุดมศึกษาต่อไปในอนาคตได้”

 

ธนานิษฐ์ ธรรมวิจักษ์พร ลูกสาวติดพ่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 สิงหาคม 2560 เวลา 07:57 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/511149

ธนานิษฐ์ ธรรมวิจักษ์พร ลูกสาวติดพ่อ

โดย…ฤดูกาล ภาพ : ธนานิษฐ์ ธรรมวิจักษ์พร

 สาวสวยนักเดินทาง ธูป-ธนานิษฐ์ ธรรมวิจักษ์พร นักวางกลยุทธ์ด้านพันธกิจสังคมและพันธมิตร บริษัท เวิลด์ เอ็กซ์พลอเรอร์ เป็นคนเสพติดการเดินทางจึงเลือกอาชีพที่ต้องเดินทาง และมักควงแขน “คุณพ่อ” ออกเดินทางไปรอบโลก

ธูปเล่าว่า ตนเริ่มวางแผนเที่ยวเองและเดินทางคนเดียวตั้งแต่อายุ 17 ปี และหลังจากนั้นเมื่อจบปริญญาตรีเธอก็ได้ไปตะลุยแบ็กแพ็กกับคุณพ่อนาน 23 วัน

“ตอนเรียนจบคุณพ่อถามว่าอยากได้อะไรเป็นของขวัญ ธูปไม่อยากได้รถ ไม่อยากได้กระเป๋า แต่อยากให้คุณพ่อไปแบ็กแพ็กกับธูป 23 วัน 4 ประเทศในยุโรป” ปัจจุบันคุณพ่อของเธออายุ 54 ปี

“เป็นทริปที่เราไม่ขึ้นแท็กซี่เลย แต่เราใช้รถไฟในการเดินทางระหว่างอิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี ซึ่งหลังจากจบทริปนั้นเราพ่อลูกก็มีทริปต่อๆ มา อย่างทริปพาพ่อขึ้นภูเขาไฟโบรโม่”

 เธอกล่าวเพิ่มเติมว่า การเดินทางทำให้เธอกับคุณพ่ออยู่ใกล้ชิดกัน ต้องดูแลกันตลอดเวลา และทำให้รู้ว่าไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าเวลาที่พ่อลูกใช้ร่วมกัน เธอจึงมีปณิธานที่จะพาคุณพ่อไปเที่ยวด้วยกันทุกปี อย่างเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เธอได้พาไปปีนภูเขาไฟคาวาอีเจียน โดยใช้เวลาเดินเท้าราว 5 ชม. เพื่อขึ้นไปชมลาวาสีฟ้าที่ต้องไปให้ถึงก่อนท้องฟ้าสว่าง รวมถึงการเดินขึ้นภูเขาไฟโบรโม่ อัญมณีแห่งชวาตะวันออกที่พ่อลูกได้ไปพิชิตมาแล้ว

“เส้นทางที่ลำบากแบบนี้อาจไม่เหมาะกับทุกครอบครัว ลูกๆ ต้องดูสุขภาพของคุณพ่อคุณแม่ด้วยว่าแข็งแรงหรือเปล่า หรือชอบท่องเที่ยวแนวผจญภัยหรือเปล่า ซึ่งโชคดีที่พ่อธูปออกกำลังกายทุกเช้า ชอบแอดเวนเจอร์ แต่เราก็ต้องให้เวลาท่านพักมากกว่าที่เราพัก ต้องเตรียมน้ำ อาหาร ยา และอุปกรณ์ป้องกันต่างๆ เผื่อไว้ให้ท่าน และต้องคอยสังเกตทุกอย่างเพื่อความปลอดภัยของท่านด้วย”

ทริปล่าสุดลูกสาวและคุณพ่อได้ควงแขนกันไปดำน้ำที่มัลดีฟส์ จุดหมายปลายทางของคู่รัก แต่เธอขอเลือกไปพักกับคุณพ่อ โดยเธอได้จัดทริปนี้ให้เป็นเซอร์ไพรส์ เพราะคุณพ่อชอบดำน้ำลึกและมีความฝันอยากไปมัลดีฟส์สักครั้ง เธอจึงจัดให้เป็นของขวัญตอบแทนคืน

“ตอนนี้ถือเป็นช่วงตักตวงเวลาที่ระหว่างธูปกับคุณพ่อ เพราะเมื่อถึงจุดหนึ่งคุณพ่ออาจจะไม่เหมาะกับกิจกรรมลุยๆ แบบนี้ อย่างปลายปีนี้เราวางแผนไว้ว่าจะไปขับรถเที่ยวอเมริกากัน จะเป็นทริปพร้อมหน้าทั้งพ่อแม่น้องชายและธูป ซึ่งการที่เรามีเป้าหมายว่าปีนี้จะไปเที่ยวที่ไหน มันทำให้เรามีความสุขในการเก็บเงินและเฝ้ารอวันนั้น เหมือนกับว่าทุกคนในครอบครัวมีเป้าหมายระยะสั้นภายในหนึ่งปีด้วยกัน และเมื่อเราทำมันสำเร็จ มันจะกลายเป็นความทรงจำที่ดีมากและกลายเป็นความประทับใจตลอดไป”

ธูปจึงเลือกใช้เงินซื้อความสุขในการท่องเที่ยวกับครอบครัวมากกว่าสิ่งใด เหมือนกับที่พ่อของเธอชอบพาคุณแม่และลูกๆ ไปเที่ยวพร้อมหน้า จนปลูกฝังให้ลูกสาวกลายเป็นคนชอบเดินทาง เป็นลูกสาวติดพ่อ (มาก) และเป็นวัยรุ่นที่ติดครอบครัว

 

 

ลาออกจากการเป็นตัวเรา นิยามของ ‘ลาพักเที่ยว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 สิงหาคม 2560 เวลา 07:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/511148

ลาออกจากการเป็นตัวเรา นิยามของ ‘ลาพักเที่ยว’

โดย…รอนแรม ภาพ : ลาพักเที่ยว

 หนุ่มมหาสารคามตัดสินใจลาออกจากงานประจำ เพื่อทำในสิ่งที่เขารัก บอย-กล้ายุทธ ช่างยันต์ วัย 35 ปี จึงขอเลือกทำ 2 อย่าง คือ การเป็นเจ้าของเพจเฟซบุ๊ก ลาพักเที่ยว ที่ได้สร้างแรงบันดาลใจให้คนทำงานออกเดินทาง และเป็นเจ้าของกิจการร้านสกรีนออนไลน์ทางเพจ Klayut

เพจลาพักเที่ยวจะครบรอบ 1 ปี ในเดือน ก.ย. ซึ่งพอๆ กับช่วงเวลาที่บอยลาออกจากงานประจำ ซึ่งเขาเล่าว่าสมัยที่ยังเป็นลูกจ้างมักใช้ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ออกเดินทาง เพื่อออกไปหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้มีแรงกลับมาทำงาน จนถึงจุดหนึ่งที่คิดอยากทำธุรกิจของตัวเอง จึงตัดสินใจลาออกจากการเป็นลูกจ้างมาเปิดร้านสกรีนผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย และถัดจากนั้นอีก 3 เดือน ก็ตัดสินใจเปิดเพจเฟซบุ๊ก ลาพักเที่ยว เพื่อเติมเต็มความฝันที่อยากเป็นนักเดินทาง

“ผมไม่ได้คาดหวังเลยว่าจะมีคนชอบไหม คิดแต่เพียงว่าเราจะทำได้ไหม เพราะด้วยศักยภาพของเราที่เป็นคนเขียนไม่เก่งแต่อยากถ่ายทอดความรู้สึก เราไม่ใช่ช่างภาพมืออาชีพ แต่สนุกกับการถ่ายภาพ และเราอยากแบ่งปันความรู้สึก ข้อมูล รวมถึงมุมมองให้คนที่สนใจได้รับรู้ด้วย”

นิยามของลาพักเที่ยว เขาเลือกใช้คำว่า “ลาออกจากการเป็นตัวเรา” เพราะถึงแม้ว่าทุกคนจะไม่สามารถลาออกจากการเป็นตัวเองได้ แต่การเดินทางไปเจอสิ่งใหม่ๆ อาจทำให้ได้ค้นพบความเป็นตัวเองอีกด้านที่ไม่เคยรู้มาก่อนก็ได้

 “บางทีเราไม่รู้จักตัวเอง ถ้าไม่ลองออกไปทำสิ่งที่ไม่เคยทำ ไปในที่ที่ไม่เคยไป” เขากล่าวต่อ

“สำหรับผมการเดินทางมันสำคัญต่อแรงบันดาลใจในแทบจะทุกเรื่อง ตั้งแต่ตอนทำงานประจำ ผมจะไม่ชอบเลยเวลามีงานพิเศษที่ต้องทำวันเสาร์อาทิตย์ เพราะมันเอาเวลาท่องเที่ยว เวลาที่เราจะออกไปหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ไป และผมก็หวังว่าคนที่ติดตามเพจลาพักเที่ยวก็จะได้แรงบันดาลใจบางอย่างกลับไปด้วย”

นอกจากนี้ ในต้นปี 2561 บอยตั้งใจจะเปิดเว็บไซต์และช่องทางยูทูบ โดยเขาอยากให้เว็บไซต์เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลการเดินทางและแหล่งท่องเที่ยวที่คนไทยนึกถึง และจะงัดวิชาตัดต่อวิดีโอมาสร้างสรรค์เรื่องราวให้เป็นทางเลือกที่เป็นประโยชน์กับคนติดตามมากที่สุด

“ผมไม่ได้แข่งกับใคร เมื่อก่อนตอนทำเพจแรกๆ ค่อนข้างเครียดมาก เพราะเราฟังจากคนอื่น เห็นของคนอื่นมาเยอะ และบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวก็มีเยอะมาก แต่สุดท้ายเราอยู่ในจุดที่ทำแล้วมีความสุขดีกว่า ผมไม่มีกฎเกณฑ์กำหนดตัวเองมากมาย ขอแค่ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ให้มีเรื่องใหม่อย่างน้อยหนึ่งเรื่องให้คนติดตามเราได้มีข้อมูลออกไปเที่ยว”

อดีตกราฟฟิกดีไซเนอร์ยังกล่าวทิ้งท้าย จะมีสักกี่คนที่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบทั้งหมด อย่างเขาตอนนี้ที่มีโอกาสได้เดินทางและทำงานที่รัก เขาจึงรู้สึกสนุกและมีความสุขกับสิ่งที่เป็นและทำ รวมถึงคนอื่นๆ ก็สามารถร่วมเดินทางหรือพูดคุยกับเขาได้ทางเพจเฟซบุ๊ก www.facebook.com/lapakteaw รับรองว่าจะได้รับคำแนะนำและคำปรึกษาที่ดีกลับไป

 

 

ทีมเวิร์กต้องใจเดียวกัน ชานนท์ เอกรัตนากุล + วาทินี สายทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 สิงหาคม 2560 เวลา 07:33 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/511145

ทีมเวิร์กต้องใจเดียวกัน ชานนท์ เอกรัตนากุล + วาทินี สายทอง

โดย…โยธิน อยู่จงดี ภาพ : เสกสรร โรจนเมธากุล

 “สิ่งสำคัญในการทำงานร่วมกัน คือเราต้องมีเป้าหมายเดียวกัน และเหนือสิ่งอื่นใดคือการให้เกียรติซึ่งกันและกัน”

แนวคิดหลักในการทำงานนี้ ทำให้คู่หูประสบความสำเร็จในการจัดงานแสดงสินค้าเป็นอย่างดี

ทั้งคู่เริ่มงานด้วยกันเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน โดยมี เอ-ชานนท์ เอกรัตนากุล เป็นพี่ใหญ่ช่วยดูแล โยเย-วาทินี สายทอง ช่วยวางแผนจัดงานเอ็กซิบิชั่น หรืองานแสดงสินค้าให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งทั้งคู่มีตำแหน่งเป็นผู้จัดการโครงการ บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์

“ความสัมพันธ์ของเรา เริ่มจากการที่เราต้องเข้ามาเริ่มโปรเจกต์งานแสดงสินค้าโดยพี่เอเป็นคนดูแล งาน BMAM & GBR EXPO ASIA 2017 ซึ่งเป็นงานแสดงเทคโนโลยีบริหารจัดการอาคาร ส่วนเราเป็นคนดูแลงาน คอนกรีตเอเชีย 2017 ทั้งสองงานนี้มีความสอดคล้องกันอยู่ จึงได้เข้ามาทำงานร่วมกันในที่สุด

“โชคดีอย่างหนึ่ง ก็คือเราเติบโตมากับการทำงานสไตล์อเมริกันที่ค่อนข้างเปิดกว้าง และการทำงานที่นี่ทำงานกันแบบครอบครัวมีลูกคนโต ลูกคนกลาง ลูกคนเล็ก อยู่กันแบบพี่น้อง แต่เวลาทำงาน เราจะร่วมแชร์ความคิด เปิดรับความคิดเห็นกันทุกคน เป็นสไตล์การทำงานที่ค่อนข้างจะเป็นสไตล์ที่เราชอบอยู่แล้ว ทำให้ทุกคนไม่ว่าจะรุ่นเล็กรุ่นใหญ่มีส่วนร่วมแนวคิดในการทำงาน ช่วยกันระดมความคิดหาไอเดีย แล้วช่วยกันเลือกเอาสิ่งที่เราคิดว่าดีที่สุดจากความเห็นของคนส่วนมาก เพื่อทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดในงานที่เรากำลังทำด้วยกัน” โยเย กล่าวไว้เช่นกัน

ชานนท์

 ชานนท์ เสริมต่อจากคู่หูว่า

“ผมคิดว่าส่วนหนึ่งทำให้เราทั้งคู่ทำงานแล้วงานเดินหน้าไปได้ด้วยดี แต่ในขณะเดียวกันเมื่อเจอปัญหาในการทำงานระหว่างกันก็ไม่ทำให้ความสัมพันธ์นั้นสั่นคลอน นั่นเป็นเพราะว่าผมมีหลักในการทำงานของ 4 คำ คำแรกก็คือ อ่อนน้อมถ่อมตน เวลาทำงานเราจะต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตน ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ต่อมาก็คือเรื่องของความขยัน เราต้องขยันให้เหมือนคนจีน อีกคำหนึ่งคือตรงเวลา เราควรตรงเวลาให้เหมือนกับฝรั่ง และสุดท้ายคือทีมเวิร์ก ทีมที่ดีจะต้องมีเป้าหมายเดียวกันและทำทุกอย่างให้ทีมบรรลุไปถึงเป้าหมาย ถ้าคนในทีมมองไปที่เป้าหมายเดียวกันว่าคือความสำเร็จของทุกๆ คน นั่นคือทีมเวิร์กที่ดี เราไม่ได้ต้องการเป็นที่หนึ่งแต่เราต้องการให้งานประสบความสำเร็จมากที่สุด

“เพราะในงานของเรามีปัญหาที่เกินความคาดคิดมากมาย เรากำลังทำธุรกิจที่ขายภาพโครงการให้กับเอ็กซิบิเตอร์หรือลูกค้าที่จะมาออกบูธภายในงาน สร้างภาพในอากาศให้เขาได้เห็น โดยที่เขาไม่มีทางรู้เลยว่าเมื่อถึงวันงานจริงสถานการณ์จริงจะเป็นเช่นไร ต้องเจอกับอะไรจะมีผู้คนเข้ามาเดินชมภายในงานมากน้อยแค่ไหน กำลังขายสินค้าที่จับต้องไม่ได้ เป็นสินค้าที่จะเกิดขึ้นในอีก 9 เดือนหรือ 1 ปีข้างหน้า จึงเป็นการยากที่จะคาดว่าจะเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง”

ชานนท์ ขยายภาพให้เห็นว่า อย่างในส่วนของงาน BMAM & GBR EXPO ASIA ที่เขาทำ เป็นเรื่องของการบริหารจัดการอาคาร

“หน้าที่ของผมก็ต้องหาเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เข้ามาช่วยในการบริหารจัดการอาคาร การทำอาคารเก่าให้เป็นอาคารประหยัดพลังงานแล้ว และการออกแบบอาคารใหม่ให้เป็นอาคารกรีน ซึ่งเราก็ต้องเข้าไปศึกษาหาสิ่งที่คิดว่าใหม่ที่สุดและเป็นเทรนด์ที่เพิ่งเริ่มเกิดมากที่สุดมาจัดแสดงในงาน ก็เป็นความท้าทายของทีมงานที่จะกำหนดธีมในแต่ละปี และต้องรู้ว่าคนที่จะมาร่วมงาน เขาต้องการชมต้องการเลือกซื้ออะไร

“สำหรับน้องโยเย ผมคิดว่าผู้หญิงคนนี้เป็นคนเก่งคนหนึ่ง เพราะผู้หญิงที่เข้ามาจับงานที่ต้องใช้ความรู้ด้านวิศวกรรมและสามารถตีโจทย์ได้แตก เรียกได้ว่าไม่ธรรมดา ซึ่งน้องเขาดูมีความพยายามและความตั้งใจที่จะทำให้สำเร็จ พิสูจน์ได้ งานผลงานในปีที่ผ่านมา ซึ่งเราก็มองเห็นว่าน้องคนนี้เป็นคนที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำงาน พอทำงานด้วยกันแล้วทำงานด้วยกันได้ดี มีแนวคิดในการทำงานคล้ายๆ กัน พูดง่าย แล้วก็ไอเดียความคิดค่อนข้างจะคิดเห็นไปในทางเดียวกัน”

วาทินี

 วาทินี ยกกรณีตัวอย่างของเธอคือ

“ปัญหาบางอย่างก็อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา ที่คิดว่าเราควบคุมไว้ดีแล้ว จัดการอย่างดีแล้วก็อาจจะเกิดปัญหาที่ไม่คาดคิด เช่น งานแสดงสินค้าต้องมีการนำเข้าเครื่องจักรจากต่างประเทศ นำเข้ามาจัดแสดงในประเทศไทย เราจัดการเตรียมเอกสารติดต่อประสานงานเอาไว้ทุกอย่างให้เรียบร้อยแล้ว พอของมาถึงท่าเรือกลับติดด่าน ไม่สามารถนำเข้าประเทศได้เพราะว่าของแสดงสำแดงไม่ถูกต้อง เพราะทางนั้นก็ไม่ทราบว่าของบางอย่างเป็นของต้องห้ามในเมืองไทยแต่ต่างประเทศไม่มีข้อบังคับ

“ก็ต้องติดต่อประสานงานอย่างเร่งด่วนเพื่อให้ของเข้ามาจัดแสดงภายในงานให้ทันเวลา และที่ตื่นเต้นกว่านั้นก็อาจจะเป็นช่วงเวลาประมาณ 1 ถึง 2 วันก่อนงานจัดแสดง ก็ต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้สินค้านั้นเข้ามาจัดแสดงงานของเราให้ได้ ก็เป็นความท้าทายในการทำงานอย่างหนึ่ง ตรงนี้ก็รู้สึกว่าเราโชคดีที่ได้พี่เอกเป็นพี่เลี้ยงคอยแนะนำสิ่งต่างๆ ให้กับเรา เพราะว่าเขาเป็นคนที่มีประสบการณ์ในการจัดงานมาก่อน สามารถสอนน้องได้ว่าเวลาเจอปัญหาอะไรก็ตามเราจะต้องแก้ไขอะไรอย่างไร

อีกอย่างหนึ่งที่คิดว่าทำให้การทำงานของวาทินี เป็นไปอย่างราบรื่นก็คือ เวลามีปัญหาอะไรก็ตาม ทั้งคู่จะยกหูโทรศัพท์หากันในทันที หรือไม่ก็เดินไปหาที่โต๊ะ เพื่อปรึกษาปัญหาพูดคุยในรายละเอียดงานต่างๆ ไม่ได้เน้นไปที่การส่งข้อความหากันมากนัก

“จริงอยู่ว่าการส่งข้อความทางไลน์มีความสะดวก แต่บางทีคนรับสารอาจตีความไม่ชัดเจน ไม่เหมือนกับการยกหูโทรศัพท์พูดคุย ซึ่งจะได้ทั้งรายละเอียดของเรื่องราว น้ำเสียงให้รู้ถึงอารมณ์ในการสนทนาทำให้เราสามารถแยกแยะได้ว่า ปัญหานั้นมีความหนักเบามากน้อยแค่ไหน แล้วก็สามารถบอกลงลึกในรายละเอียดโต้ตอบสอบถามก็ได้ในทันที

“บางครั้งการบอกปัญหางานบางอย่างการส่งข้อความ คนรับอาจจะคิดว่าเราไปว่าเขาหรือเปล่า แต่การโทรหากันการเลือกใช้คำพูดและน้ำเสียงจะทำให้ทั้งสองฝ่ายมีความเข้าใจที่ตรงกันมากขึ้น ยิ่งพูดคุยกันบ่อยเท่าไรก็ยิ่งทำให้เรารู้ใจกันยิ่งขึ้น และยังทำให้การทำงานของเราทั้งคู่รู้สึกได้ว่าเป็นทีมเดียวกันมากขึ้นนั่นเอง”

 

‘กอล์ฟ’ กีฬาเปลี่ยนชีวิต แสนผิน สุขี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 สิงหาคม 2560 เวลา 07:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/511144

‘กอล์ฟ’ กีฬาเปลี่ยนชีวิต แสนผิน สุขี

โดย…โชคชัย สีนิลแท้

จากที่ต้องการสร้างความสดชื่นให้ร่างกายสดใสร่าเริงในยามเช้าก่อนออกไปทำงานจึงทำให้ แสนผิน สุขี หรือคุณปิง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ หรือโกลเด้นแลนด์ เปลี่ยนชีวิตเพื่อให้เป็นผู้บริหาร ที่นอกจากจะทำงานได้มีประสิทธิภาพสูงแล้ว สิ่งสำคัญต้องเป็นคนที่มีจิตใจร่าเริงแจ่มใสในการทำงาน

หากย้อนไปในอดีต คุณปิงใช้เวลาไปกับกิจกรรมว่ายน้ำก่อนออกมาทำงานเกือบทุกวัน เนื่องจากเป็นคนที่ตื่นนอนตั้งแต่เช้า ตี 4 ตั้งแต่มีครอบครัว มีลูก แล้วก็ต้องเริ่มปรับตัว เพราะรู้ว่ามีงานที่จะต้องรับผิดชอบ

“ผมรู้สึกตลอดว่า ถ้าไม่ออกกำลังกาย นอนตื่นสายก็จะรู้สึกสบายเพราะง่วงนอนน้อยลง แต่ด้านจิตใจกลับไม่ค่อยสดชื่น สู้นอนไม่พอแล้วมาชดเชยกับการออกกำลังกายแล้วให้ร่างกายของเราสดชื่นดีกว่า เช่น ปกติผมจะเป็นคนที่นอน 4 ทุ่มแล้วตื่นตี 4 แต่หากนอนตื่นสายอย่างตื่น 6 โมงเช้า แต่กลับทำอะไรต่อไม่ค่อยทัน ผมจึงยอมอาจจะตื่นให้เช้า ตี 5 ก็ได้ว่า สักชั่วโมงนึง นอนน้อยลงเหลืออาจจะสัก 5 ชั่วโมง แต่ทำให้จิตใจดีขึ้นซึ่งทำรูปแบบนี้มานานกว่า 20 ปีแล้ว”

แสนผิน ย้ำว่า การออกกำลังกายนั้นเมื่อทำบ่อยๆ แล้วเหมือนเสพติด ช่วงสมัยช่วงวัยรุ่นผมเป็นคนเที่ยวดึก เวลาตอนเช้าไม่อยากตื่นไปทำงาน ในช่วงเวลา 10-11 โมงเช้าของการทำงานนั้นจึงจะรู้สึกดีขึ้น แต่ช่วงเวลาก่อนหน้านั้น 8-10 โมงเช้า จะรู้สึกหงุดหงิดเป็นสิ่งที่ไม่ดีเลย โดยมีจุดพลิกอยู่ที่ใจของตัวเราเอง สู้เราเปลี่ยนตัวเราเองจะดีกว่า เมื่อตัวเราเองมีความสุขจะทำให้คนรอบข้างที่ทำงานด้วยนั้นมีความสุขตามไปด้วย

หลังจากมีการเริ่มออกกำลังกายก็ได้มีการปรึกษากับทางแพทย์ ได้แนะนำว่า การว่ายน้ำเป็นแอโรบิกจะต้องมีแอนแอโรบิกบ้าง พวกใช้กล้ามเนื้อ อย่างการวิ่งก็เป็นประเภทแอโรบิกใช้ออกซิเจนให้หัวใจทำงาน ตับปอดทำงาน แต่กล้ามเนื้อทำงานน้อย จะสังเกตได้ว่าคนวิ่งอย่างมาราธอนนั้นร่างกายจะเล็กลง หรือแม้กระทั่งว่ายน้ำก็ตัวเล็กลงเพราะว่าเสียเหงื่อ

แต่การออกกำลังประเภทแอนแอโรบิกนั้นจะช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง จึงต้องเริ่มออกไปฝึกหัดไดรฟ์กอล์ฟ เนื่องจากเป็นกีฬาที่เล่นได้ยันสูงอายุ ประกอบกับเป็นจังหวะที่เปลี่ยนมาทำงานอยู่ที่โกลเด้นแลนด์ ซึ่งทำงานที่นี่มานานกว่า 3 ปี

เริ่มจากช่วงแรกที่ชวนภรรยาและลูกมาเรียนด้วย มีโปรมาสอนอาทิตย์ละ 2-3 วัน แต่ปัจจุบันลูกกับภรรยาไม่เรียนแล้ว เหลือตนเองเรียนอยู่คนเดียว พร้อมกับเริ่มไปฝึกที่สนามไดรฟ์กอล์ฟแถวศรีสมาน เรียนตั้งแต่ 5 โมงเย็นถึง 2 ทุ่มในรูปแบบแฟมิลี่กรุ๊ป

“ช่วงแรกตีไม่เป็นก็อยากตีเป็น เจ็บไปหมด มือและเอวเคล็ดเพราะต้องบิดตัว เล่นไปร่างกายก็ปรับ แล้วออกรอบเยอะ ก็ต้องเลือกกับคนที่ออกรอบกับเราแล้วก็ไม่บ่น เมื่อฝึกตีไปสัก 2 เดือนก็เริ่มออกรอบแล้ว ส่วนใหญ่ตีกับคู่ค้าทางธุรกิจ”

หลังจากนั้นได้เป็นสมาชิกกับสนามกอล์ฟราชพฤกษ์ ก็ตีตั้งแต่เช้าเลย ตี 5 ครึ่ง ถึง 7 โมงเช้า ว่ายน้ำเหลือแค่เสาร์-อาทิตย์ ส่วนตีกอล์ฟจะเป็นวันอังคาร-ศุกร์ เพราะวันจันทร์สนามปิด เช้าวันจันทร์อาศัยวิ่งที่บ้าน ในช่วงเช้าก่อนที่จะมาทำงาน

ต้องมีวิธีคิดอย่างเดียวว่า ก่อนมาทำงานอย่างไรให้มีจิตใจที่สดชื่น นั่งสมาธิก็เคยแต่ไม่ค่อยชอบ เหมือนอยู่กับที่ ผมรู้สึกว่าการออกกำลังเป็นการใช้สมาธิ โดยผมวางเป้ากับการออกกำลังกายเพื่อให้สนุกและสดชื่นในการทำงาน

“กอล์ฟเป็นกีฬาที่ฝึกซ้อมบ่อยก็จะตามกันทัน ไปต่างประเทศก็ออกไปตี แต่เมื่อไปเที่ยวกับครอบครัวนั้นจะไม่ โดยจะไปกับคู่ค้าอย่างเช่นไป จีน เวียดนาม อินโดนีเซีย หรืออเมริกาที่เตรียมจะไปเดือน ต.ค.นี้ กีฬากอล์ฟนี้ไปตีแต่ละที่ แต่ละสนามไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะสนามนั้นจะช่วยสร้างแนวคิดใหม่ๆ ได้เปลี่ยนมุมมองและสถานที่ ไม่ซ้ำซากจำเจ”

ตั้งใจไว้แล้วว่าทุกเช้าก่อนจะไปไหนจะต้องมีจิตใจที่สดชื่น มีอารมณ์ที่ดีจะไปพูดคุยภารกิจในแต่ละวัน ทำให้การคิดงาน หรือการออกไปเจอผู้คน เหมือนกับการที่เราเป็นผู้นำ ถ้าหากอารมณ์เสียทั้งวันลูกน้องที่ทำงานร่วมกันก็จะไม่มีความสุข ส่งผลให้บรรยากาศการทำงาน ฝึกให้คิดแบบนอกกรอบ

“การตีกอล์ฟหากเราตีวงสวิงเดิม สกอร์ที่ได้ก็จะเดิมๆ แต่ถ้าเราเปลี่ยนวงสวิงจะทำให้สกอร์นั้นดีขึ้น แต่ที่สำคัญต้องมีทักษะการทำงาน และที่สำคัญจะต้องมีความสม่ำเสมอ การเล่นกีฬาก็มีอุปสรรคทำอย่างไรจะหาวิธีที่จะทำให้เราชนะได้สะท้อนมาที่งาน ผมบอกได้เลยว่า คนตีกอล์ฟได้นั้นฉลาด เพราะคนจะตีกอล์ฟได้นั้นต้องอดทนและพัฒนา คิดหาวิธีที่ทำอย่างไรจะดีขึ้น”

แสนผิน เล่าว่า แม้ไปต่างประเทศจะต้องทำงานตั้งแต่ 9 โมงเช้า ก็ต้องตื่นมาทำโยคะ หรือเข้าฟิตเนสในโรงแรม ทำอย่างไรก็ได้เพื่อขอให้มีการออกกำลังกายสัก 1 ชั่วโมง จริงๆ แล้วทำได้ตลอด แต่ที่มาชอบกีฬาตีกอล์ฟจะเจอกับแสงแดด สนามกว้าง อากาศปลอดโปร่ง สิ่งเหล่านี้จะทำให้เป็นคนที่ทนทาน ตีกอล์ฟต้องเจอกับแดดฝน อากาศเย็น ร้อนหนาว ทำให้สมบุกสมบัน ผิวดำด้วย ทำให้เป็นคนที่ไม่ค่อยป่วย ส่วนว่ายน้ำบางทีก็อาจจะทำให้เป็นไข้ตัวร้อนได้บ้าง

ปัจจุบันได้มีการวางแผนแล้วว่า ต้องการไปตีกอล์ฟในต่างประเทศที่มีการแข่งรูปแบบ LPGA อย่างในออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ก็มีการวางแผน ปกติหากตีกอล์ฟคนเดียว 9 หลุม จะใช้เวลาตีประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง แต่ถ้าไปตีเป็นก๊วนต้องใช้เวลาอย่างต่ำราว 4-5 ชั่วโมง

การตีกอล์ฟมีสกอร์นั้นทำให้เห็นพัฒนาการในการออกรอบว่าเราเป็นอย่างไร จากแรกๆ อาจจะอยู่ที่ 150 คะแนน ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 90-95 คะแนน ต่ำร้อยนั้นยังสามารถแข่งขันได้ ถ้าตีได้ระดับคะแนน 80 นี่ถือว่าเก่งมากแล้ว พวกโปรดังๆ เขาจะตีต่ำกว่า 72 อีก ระดับ 60 กว่า แข่งระดับแชมป์โลก แต่การไปออกรอบก็ไม่ได้หวังเหรียญ ถ้วยรางวัล สิ่งสำคัญคือจะต้องเกิดความสนุก

สำหรับนิสัยส่วนตัวชอบลอง ลองผิดลองถูก พยายามหาข้อดีข้อเสียว่าสิ่งที่ทำนั้นเหมาะกับเรา กีฬาที่ดีนั้นจะต้องเหมาะกับนิสัยที่เราจะไม่เลิกไปง่ายๆ

การตีกอล์ฟขาสำคัญเพราะต้องยืนนานเหมือนหลัก กิจกรรมที่ทำให้ขาแข็งแรง คือการเดินกับวิ่ง ว่ายน้ำช่วยทำให้ตัวอ่อน มีการเคลื่อนไหวที่ดี เหมือนกับการทำโยคะและว่ายน้ำนั้นจะทำให้ไม่เมื่อยเป็นกีฬาที่ทำให้ร่างกายมีการเคลื่อนไหวตลอด จะสังเกตว่านักฟุตบอลเวลาพักผ่อน โค้ชจะกำหนดให้ลงสระว่ายน้ำเพื่อให้ร่างกายผ่อนคลาย

แม้ว่าจะอยู่ในวงการอสังหาฯ มาเกือบ 30 ปีแล้ว เรียกได้ว่าแทบจะรู้ทุกอย่างในวงการอสังหาริมทรัพย์ดีแล้ว แต่สิ่งที่เตือนตนเองอยู่ตลอดคือ ต้องไม่หยุดพัฒนา อย่างโครงการของโกลเด้นแลนด์ จะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างของโครงการ ทาวน์เฮาส์ บ้านแฝด และบ้านเดี่ยว จะถูกพัฒนาในรูปแบบใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะฟังก์ชั่นการใช้งานภายใน วัสดุก่อสร้าง ที่สำคัญต้องสร้างคุณค่ามากขึ้นสำหรับผู้อยู่อาศัยในอนาคต

นั่นคือชีวิตทั้งในและนอกสนาม (กอล์ฟ) ของ แสนผิน สุขี