7 ของใช้สุดเจ๋งที่จะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กันยายน 2560 เวลา 11:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/512374

7 ของใช้สุดเจ๋งที่จะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น

ข้าวของเครื่องใช้ 7 สิ่ง ที่จะช่วยให้ชีวิตของทุกคนสะดวกสบายขึ้น

เคยเป็นมั้ย อยู่ๆ ก็ปิ๊งไอเดียเด็ดขึ้นมาตอนอาบน้ำ หรือนึกอะไรได้ขึ้นมาตอนกลางคืนที่ปิดไฟนอนแล้ว จะไม่จดก็กลัวลืม แต่หมดกังวลได้แล้ว เพราะเดี๋ยวนี้เขามีข้าวของเครื่องใช้มากมายที่จะมาช่วยให้ชีวิตของเหล่านักคิดนั้นง่ายขึ้นอีกเป็นกอง

1. กระดาษโน้ตกันน้ำ

เขาว่ากันว่าตอนที่เราอยู่ในช่วงเวลาที่ผ่อนคลายที่สุด เรามักจะคิดอะไรดีๆ ออก อย่างเช่น ตอนอาบน้ำ ครั้นจะหยิบอะไรมาขึ้นมาจดตอนนั้นก็กลัวจะเปียไปเสียหมด ดังนั้นกระดาษโน้ตกันน้ำจะช่วยให้ชีวิตทุกคนง่ายขึ้น นึกออกปุ๊ป จดปั๊บ ไอเดียเด็ดไม่หายไปไหนแน่นอน

2. เครื่องทำความร้อนตั้งโต๊ะ

ของใช้ชิ้นนี้ออกมาเอาใจคอกาแฟโดยเฉพาะ เวลานั่งทำงานเพลินๆ ก็ไม่ต้องกลัวกาแฟจะเย็นชืดอีกต่อไป เพราะเรามีเครื่องทำความร้อนแบบตั้งโต๊ะ ที่จะช่วยให้กาแฟในแก้วใบโปรดของคุณร้อนตลอดทั้งวัน ทำงานอย่างไม่มีสะดุดแน่นอน

3. สมุดโน้ตติดไฟ

หลายคนน่าจะเคยเจอกับเหตุการณ์ หัวถึงหมอนปั๊บ แต่นึกอะไรได้ขึ้นมา ต้องลุกไปเปิดไฟ หยิบกระดาษปากกาขึ้นมาจด แต่จะดีแค่ไหนถ้าเรามีสมุดโน้ตติดไฟไว้ใกล้มือซะเลย จดเรื่องราวต่างๆ ได้ทุกที่ทุกเวลา แม้จะปิดไฟนอนแล้วก็ตาม

4. โต๊ะทำงานแบบปรับได้

คนใช้แลปท็อปทุกคนน่าจะเมื่อยล้ากับการนั่งทำงานนานๆ โดยไม่เปลี่ยนท่า บางทีเราก็อยากจะเอนหลัง นั่งชันเข่า อยู่ในท่าทีสบายๆ กันบ้าง โต๊ะทำงานแบบนี้จึงเป็นอีกหนึ่งของใช้ที่จะช่วยให้ชีวิตของทุกคนสะดวกสบายขึ้น แถมยังนั่งทำงานได้นานขึ้นอีกด้วย

5. กระดานดำติดกำแพง

ครีเอทีฟหลายคนน่าจะชอบของแต่งบ้านที่ดูสวยและทันสมัย กระดานดำจึงน่าจะเป็นอีกสิ่งที่น่ามีติดบ้านไว้ เพราะนอกจากจะสวยเก๋ไปอีกแบบแล้ว ยังใช้จดบันทึกเรื่องราวต่างๆ ได้อีกด้วย

6. สร้อยปากกา

ปากกาเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เรามักจะลืมพกติดตัว หรือทำหาย จะดีกว่ามั้ยถ้าหยิบมาห้อยคอเป็นสร้อยดีไซน์เก๋ซะเลย นอกจากจะแปลกใหม่ไม่เหมือนใครแล้ว ยังไม่ต้องคอยควานหาปากกาแท่งเล็กๆ ในกระเป๋าด้วย

7. ชั้นวางของตั้งโต๊ะ

โต๊ะทำงานเป็นส่วนสำคัญที่มีผลต่อจิตใจ ถ้าโต๊ะทำงานสะอาด จัดวางของอย่างเป็นระเบียน ก็น่าจะช่วยให้เรานั่งทำงานอย่างมีความสุขมากขึ้น ชั้นวางของเล็กๆ ที่มีช่องแบ่งอย่างเป็นสัดส่วน จึงเป็นของใช้อีกชิ้นที่จะช่วยให้ชีวิตของทุกคนง่ายขึ้นเช่นกัน

ที่มา: buzzfeed

 

ปลูกฝังทักษะใช้จ่าย เงินทองไม่รั่วไหล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 สิงหาคม 2560 เวลา 14:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/512104

ปลูกฝังทักษะใช้จ่าย เงินทองไม่รั่วไหล

เรื่อง ราตรีแต่ง

พ่อแม่หรือญาติที่มีหน้าที่อุ้มชูปลูกฝังบุตรหลาน ควรเริ่มสอนให้พวกเขามีวินัยการใช้เงินตั้งแต่เด็ก เงินทองที่กว่าจะหามาได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย การบ่มเพาะนิสัยเรื่องเงินเล็กๆน้อยๆ ตั้งเด็กน้อย เช่นว่า “เงินมีขา เดินได้” ฟังดูเป็นนิทานสนุกๆ แต่ความหมายถ่องแท้ประโยคนี้ก็คือ ในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างไร ก็ยังมีช่องโหว่ให้เงินทองรั่วไหลได้ตลอดเวลา ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ประสิทธิภาพ และทักษะในการในการบริหารใช้จ่ายเงินไม่รั่วไหล จึงเป็นหลักประกันความอยู่รอดเพียงประการเดียว

ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาความรู้ตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แนะวิธีการใช้จ่ายเงินด้วยแนวคิด “4 รู้” ซึ่งจะเป็นคัมภีร์อบรมลูกหลานนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ในทุกๆ วัน คือ

“รู้หา รู้เก็บ รู้ใช้ รู้ขยายดอกผล” 4 คำสั้นๆ นี้ เรียกได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญของการวางแผนการเงินส่วนบุคคลที่จะช่วยให้ทุกคนบรรลุเป้าหมายชีวิตได้ เพราะแทบจะทุกเป้าหมายในชีวิตล้วนต้องอาศัยการวางแผนทางการเงินที่ดี เข้ามาสนับสนุนจึงจะทำให้สำเร็จผลได้ โดยแนวคิด 4 รู้ จะสอนให้เริ่มต้นคิดตั้งแต่วัยรุ่น กับการตั้งเป้าหมายสู่การวางแผนออมเงิน ที่ต้องกำหนดไว้อย่างชัดเจน และเพื่อที่จะให้แผนการออมเงินไม่ผิดพลาด เพื่อให้รู้เทคนิควิธีการต้องเรียนรู้เพื่อให้เงินทุกบาททุกสตางค์ที่หามาได้ถูกใช้จ่ายไปอย่างคุ้มค่า และสุดท้ายยังจะได้เรียนรู้เรื่องการลงทุนเพื่อที่จะสามารถต่อยอดเงินออม ที่สะสมไว้ได้จำนวนหนึ่งแล้ว ให้ไปผลิดอกออกผลและมีมูลค่าเพิ่มขึ้นในระยะยาวได้

คู่มือการวางแผนการเงินส่วนบุคคล จะช่วยทำให้เห็นว่าเรื่องการวางแผนการเงินไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย ใครเริ่มรู้ก่อน และเริ่มทำได้ก่อน คนนั้นก็ถือเป็นผู้ที่เข้าใกล้เส้นชัยแห่งความสำเร็จในชีวิตที่วางไว้เร็วกว่าคนอื่น

เริ่มลองสำรวจว่าบุตรหลานของเรามีนิสัยการใช้เงินอย่างไร มีทั้งหมด 3 กุล่ม

กลุ่มแรก “เหลือเก็บ… ค่อยเอาไปใช้”

กลุ่มสอง “เหลือจ่าย… ค่อยเอาไปเก็บ”

กลุ่มสาม “จ่ายออกอย่างเดียว… ไม่มีเหลือเก็บ (เล้ย!!!)”

กลุ่มที่ต้องปรับพฤติกรรมการใช้เงิน คือ คนที่ใช้จ่ายแบบกลุ่มที่สอง และกลุ่มที่สาม คงต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกันใหม่แน่ๆ วิธีเหลือจ่าย…ค่อยเอาไปเก็บ ฟังๆ ดูก็ยังมีเงินเก็บบ้าง แต่จะทำให้มีเงินเหลือเก็บแค่บางวันเท่านั้น นั่นเพราะโอกาสที่เราจะใช้จ่ายเพลินจนเกินห้ามใจไปกับสิ่งต่างๆ รอบตัวมีมากมาย ลูกหลานใครอยู่ในกลุ่มนี้พิสูจน์ได้จากกระปุกออมสินเบาโหวงตลอด ไม่เคยเต็มเหมือนกับคนอื่นเขาสักที เพราะอย่างนี้ จึงต้องปลูกฝังให้เป็นเด็กกลุ่มแรกให้ได้ คือ “เหลือเก็บ… ค่อยเอาไปใช้” ต้องมีวินัยการออมก่อน และใช้ทีหลัง โดยเราต้องกันเงินส่วนหนึ่งไว้เพื่อหยอดกระปุกเป็นเงินออมก่อน แล้วค่อยนำเงินส่วนที่เหลือไปใช้จ่าย ไม่ใช่ “เหลือจ่าย…แล้วค่อยเอาไปเก็บ” อย่างที่ทำสบายๆ กันอยู่

ควรตอกย้ำว่าการออมมีความสำคัญกับชีวิต มากกว่าเป็นแค่เงินเหลือจากการใช้จ่าย แต่เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของการมีชีวิตที่ดี มีฐานะที่มั่นคงในอนาคตของเราเลยทีเดียว อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอนและเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นได้เสมอๆ นี่คือสิ่งที่ต้องย้ำสอนลูกๆ หลานๆ ต้อง เตรียมตัวเองให้พร้อม เมื่อจะต้องเจอกับเหตุการณ์ฉุกเฉิน อย่างน้อยๆ การมีเงินออมสำรองไว้ก็ยังพอช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้บ้าง แต่ประโยชน์ของเงินออมไม่ได้มีแค่เฉพาะยามฉุกเฉินเท่านั้นหรอกนะ

ในช่วงเวลาปกติเงินออมยังช่วยเพิ่มโอกาสให้เรามี “อิสระทางการเงิน” ได้มากขึ้นอีกด้วย อิสระทางการเงิน ที่ว่านี้ก็หมายถึง การที่เราสอนบุตรหลานให้สามารถตัดสินใจใช้จ่ายเงินที่หามาได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องแบมือ ขอจากคุณพ่อคุณแม่ งานรับจ้างทั่วไป เช่น งานเสิร์ฟอาหาร งานห่อของขวัญ งานขายของ งานรับจ้างใส่ชุดแมสคอต คอสเพลย์ให้กับสินค้าต่างๆ งานแจกสินค้าตัวอย่างโบรชัวร์ ใบปลิวต่างๆ งานรับจ้างคีย์ข้อมูล และงานตอบแบบสอบถามออนไลน์ ปัจจุบันมีบริษัทวิจัยสินค้ามากมายที่ต้องการสำรวจความคิดเห็นผู้บริโภค อันนี้ก็เป็นงานพิเศษที่สามารถทำอยู่กับบ้านได้ เพียงมีอุปกรณ์ เช่น คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต เท่านั้น

งานจากความสามารถพิเศษ เช่น งานรับจ้างสอนพิเศษให้รุ่นน้องๆ วัยประถม รับจ้างพิมพ์งาน ทำงานศิลปะขาย เช่น ถ่ายภาพสวยๆ มาทำโปสการ์ดขาย ใครถนัดแบบไหนลองดึงความสามารถนั้นออกมาทำเงิน

นอกจากการทำงานพิเศษที่ว่าแล้ว เรายังสามารถสร้างรายได้จากการรับจ้างทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ ให้กับคุณพ่อคุณแม่ หรือขายสินค้ามือสอง ซึ่งเป็นของสภาพดีเหลือใช้ของเรา เช่น ของเล่น รองเท้า เสื้อผ้า กระเป๋า ตุ๊กตา หนังสือการ์ตูน ฯลฯ

ขอเพียงแค่เริ่มต้นออมเงินตั้งแต่ในวัยเรียนหนังสือ อยู่นั้น ถ้าจัดสรรเวลาได้อย่างดี ก็จะทำให้สามารถเอาเวลาที่มีอยู่นี้ไปทำประโยชน์อย่างอื่นได้อีกมากมาย และสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือเราสามารถที่จะทำงานพิเศษระหว่างเรียน ซึ่งนอกจากจะทำให้เรามีรายได้จากน้ำพักน้ำแรงของเราเอง มีเงินเก็บออมเอาไว้ใช้จ่ายในยามจำเป็นได้แล้ว ยังเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระพ่อแม่ได้อีกด้วย การทำงานพิเศษ จึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะช่วยให้เราก้าวไปถึงฝันได้เร็วขึ้น เพราะใช่เพียงแต่ค่าตอบแทนที่เราจะได้รับจากการทำงานเท่านั้น เงินก้อนนี้เป็นความรู้สึกอิสระที่มาพร้อมกับความภาคภูมิใจ แล้วยิ่งถ้าเราเริ่มออมอย่างมีวินัยไปเรื่อยๆ นับแต่วัยเรียน สู่วัยทำงาน วัยสร้างครอบครัว แต่เราจะยังมีเงินไว้ใช้จ่ายตอนอายุมากๆ ได้สบายๆ

เทคนิคที่สอนบุตรหลานตั้งแต่วัยรุ่น จำไว้ให้ขึ้นใจกับสูตรนี้ รายได้ – เงินออม = รายจ่าย เพื่อให้การออมเงินของเราสม่ำเสมอและเป็นจริงมากที่สุด

กฎจ่ายให้น้อยกว่าเงินที่หามาได้ คือเป็นด่านแรก ที่ต้องคิดต้องทำก่อนปล่อยให้เม็ดเงินไหลออกไป และ คำแนะนำนี้ชัดเจนถือเป็นกฎจำเป็นต้องทำ หรือท่องจำย้ำไว้ในใจเสมอว่า ไม่มีใครเคยใช้จ่ายเกินรายได้แล้ว จะสามารถไปถึงเป้าหมายความมั่นคงทางการเงินได้ n

 

ฮาวเวิร์ด เบิร์ก เผยเทคนิคอ่านเร็วติดสปีด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 สิงหาคม 2560 เวลา 13:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/512112

ฮาวเวิร์ด เบิร์ก เผยเทคนิคอ่านเร็วติดสปีด

เรื่อง กองทรัพย์ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

“โลกยุคปัจจุบัน ข้อมูลข่าวสารบนโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ในทุก 6 เดือน คงเป็นเรื่องดีหากเราสามารถย่นระยะเวลาในการรับข้อมูลต่างๆ ได้ การใช้เวลาเรียนรู้ที่น้อยลงทำให้เราเหลือเวลามากขึ้น มีโอกาสมากกว่าคนอื่น ทั้งด้านการทำงาน การสร้างเงิน และการใช้เวลาที่สำคัญอื่นๆ ในชีวิต”

คำกล่าวจากนักอ่านเร็วที่สุดในโลก “ฮาวเวิร์ด สตีเฟน เบิร์ก” (Howard Stephen Berg) ผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนรู้บนพื้นฐานการพัฒนาสมองในระดับนานาชาติ เจ้าของสถิติอ่านหนังสือเร็วที่สุดในโลก โดย Guinness Book of World Records ในปี 1990 ซึ่งสามารถอ่านหนังสือได้ถึง 2.5 หมื่นคำใน 1 นาที และสามารถจดจำรายละเอียดทั้งหมดได้อย่างน่าทึ่ง

มากกว่าความเร็ว ฮาวเวิร์ด เบิร์ก ยังให้ความ สำคัญกับการสร้างกระบวนการเรียนรู้ การศึกษาด้านชีว วิทยา เรื่องระบบสมองและจิตวิทยา จึงทำให้ต่อยอดทักษะการอ่านสู่การเป็นผู้พัฒนาศักยภาพด้านการเรียนรู้

ความสามารถของเขาเกิดจากการฝึกฝน มีเทคนิค เคล็ดลับ เพื่อการพัฒนาสมอง เปิดศักยภาพการเรียนรู้ขั้นสูงสุดให้เก็บข้อมูลจำนวนมากได้แบบรวดเร็ว และถ่ายทอดให้ผู้อื่นเข้าใจได้อย่างง่ายดาย เพราะสำหรับเขาการอ่านเป็นสิ่งสำคัญ มันคือการเรียนรู้ความคิดผู้คน ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้ เพื่อพัฒนาตัวเองได้ เขาสามารถเรียนจิตวิทยาหลักสูตร 4 ปีให้จบได้ภายในหนึ่งปี เขาเห็นความสำคัญของการสร้างคน โดยก่อตั้งโรงเรียนมัธยมในสหรัฐ และถ่ายทอดทักษะการอ่านและแรงบันดาลใจเรื่องการเรียนรู้ให้กับเด็กๆ ซึ่งผลิตผลของลูกศิษย์ของเขาประสบความสำเร็จในระยะเวลาอันรวดเร็ว จบปริญญาตรีภายในเวลา 1 ปีบ้าง หรือเรียนภาษาจีนจบภายใน 3 เดือน

ชายอเมริกันวัย 68 ปี เดินทางไปแล้วทั่วโลก ตลอด 20 ปีมานี้ เพื่อแบ่งปันเทคนิคการเรียนรู้ของเขา ในฐานะนักพูดสร้างแรงบันดาลใจให้กับสถาบันการศึกษาและองค์กรต่างๆ และครั้งแรกในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะประเทศไทย จากแรงบันดาลใจเพื่อการช่วยเหลือผู้คน หวังให้ความรู้สร้างภูมิคุ้มกันให้กับคนรุ่นใหม่ ซึ่งต้องเผชิญกับโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว

เมื่อไม่นานนี้ ศูนย์นวัตกรรมการเรียนรู้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดสัมมนา “ปลุกพลังสมอง สู่ความสำเร็จแบบติดสปีด” (Maximize Your Brain Potential) ซึ่ง ฮาวเวิร์ด เบิร์ก เผยเทคนิคการเรียนรู้เร็วแบบติดสปีด แบบ Speed reading ตามแบบฉบับของนักอ่านระดับโลก ซึ่งนอกจากความเร็ว ทักษะความจำยังเป็นสิ่งที่นักอ่านชาวอเมริกัน คิดค้นเทคนิคการสอนเฉพาะตัว โดยมีหลักคิดที่ว่า จินตนาการและการเชื่อมโยงคือเคล็ดลับสำคัญที่ขาดไม่ได้

“ผมเริ่มมีความสนใจเรียนรู้เกี่ยวกับการทำงานของสมอง ตั้งแต่เรียนในมหาวิทยาลัย ผมค้นคว้าและฝึกฝนด้วยตัวเอง จนมีความสามารถอ่านหนังสือได้เร็วถึง 80 หน้า/นาที ซึ่งการอ่าน 80 หน้านั้นเป็นการอ่านเพื่อเก็บข้อมูล จากนั้นจึงเริ่มทำการรีเสิร์ชอย่างจริงจัง ผมคิดว่า สิ่งที่ทำให้เกิดเทคนิคนี้เกิดจากการอ่านได้เร็ว เก็บข้อมูลได้เยอะ และการเป็นคนช่างสังเกต”

เขาสังเกตว่า เวลาคนเราขับรถคนเราสามารถทำกิจกรรมได้หลายอย่างพร้อมกัน ขณะที่เราขับรถด้วยความเร็วทำไมเราฟังวิทยุได้ เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา คุยกับเพื่อน เป็นสิบๆ กิจกรรมทำได้ แต่ทำไมเราอ่านหนังสือผ่านไปอย่างช้าๆ อ่านหนังสือเหมือนเราอ่านได้ทีละคำ เราชอบอ่านทีละคำ ทำไมเราอ่านหนังสือแล้วเราจำไม่ได้ ทั้งๆ ที่อ่านหนังสืออย่างเดียว

เพราะฉะนั้นเทคนิคของการเรียนรู้อย่างรวดเร็ว (Learning Fast) ถ้าเปรียบเป็นหลักการของการขับรถของฮาวเวิร์ดคือ… “เปลี่ยนจากการอ่านทีละคำ ให้เป็นเหมือนการมองภาพ และเหมือนการดูหนัง

แทนที่จะเรียกว่าอ่านหนังสือ แต่เราเปลี่ยนให้เป็นการทำตัวหนังสือทั้งหมดให้เป็นภาพ เราก็ทำความเข้าใจมันเหมือนเวลาเราดูหนัง แทนที่จะดูทีละคำก็ดูทีเดียว จึงทำให้เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วและเราเองก็จำได้ด้วย เหมือนเวลาที่เราจะดูหนังและเปิดหนังขึ้นมาดูสักหนึ่งเรื่อง แปลงคำให้เป็นภาพ และนำภาพเหล่านั้นมาปะติดต่อกันจนเป็นหนังหนึ่งเรื่อง ให้ใช้หูเพื่อที่จะฟังให้เข้าใจ แทนที่จะใช้ตาดูอย่างเดียว ใช้ศักยภาพศาสตร์การเรียนรู้อื่นๆ เพิ่มเข้ามา”

ความจริงแล้วมนุษย์เราได้ค้นพบวิธีช่วยความจำ (Memonic Device) ที่ได้ผลดีมากมานานนับเป็นพันๆ ปีแล้ว เทคนิคการอ่านเร็วที่สามารถฝึกฝนได้เลยทันที เป็นเทคนิคพื้นฐานที่ไม่ได้ใหม่ แต่ใช้ได้ผล เริ่มจากการใช้มือทาบทีละบรรทัด กวาดสายตาหากลุ่มคำและประโยคสำคัญอย่างรวดเร็ว

ฮาวเวิร์ด แนะนำว่า ให้ลองหยิบหนังสือมาหนึ่งเล่ม แต่ต้องไม่ใช่นวนิยาย อ่านหนังสือตามวิธีปกติที่เคยอ่านใช้เวลา 1 นาที แล้วทำเครื่องหมายไว้ว่าเราอ่านได้ถึงไหน ที่ครั้งแรกใช้เวลา 1 นาที เพื่อเป็นการทดสอบว่าการอ่านหนังสือปกติของเราในเวลาหนึ่งนาทีเราอ่านได้กี่คำ จากนั้นใช้เทคนิคกวาดมือไปทีละบรรทัด กวาดสายตาอ่านไปตามมือจากซ้ายไปขวา จับเวลา 5 นาที พอทำครบแล้ว ก็กลับไปอ่านบทอ่านครั้งแรกใหม่โดยใช้เทคนิคการกวาดมือ จะพบว่าแค่เทคนิคนี้เพียงเทคนิคเดียวจะทำให้อ่านได้เร็วขึ้น 10-20%

“คำอธิบายคือ โดยปกติสายตาของคนเราเวลาอ่านหนังสือ ถ้าไม่มีมือคอยควบคุม สายตาของเราจะกลอกไปมา เหมือนเราอ่านวน ทำให้เราอ่านช้าลง นี่เป็นการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่ได้ผลจริง เป็นการทดสอบที่ยังไม่ได้ผ่านการฝึกฝนโดยทดสอบกับเด็กที่เรียนกับผมไปแล้ว 4 ชั่วโมง แล้วมาทำการทดสอบอีก 1 ชั่วโมง ว่าสามารถอ่านได้เร็วแค่ไหน แล้วพบว่าผลจากการทดสอบครั้งนั้นได้ผล 100-400% จริงๆ แล้วสามารถเร็วได้กว่านี้ถ้ามีการฝึกฝน” ฮาวเวิร์ด กล่าว

จริงๆ แล้วเทคนิคข้างต้น คือเทคนิคพื้นฐาน แต่สิ่งที่ตามมาในเทคนิคการอ่านเร็วซึ่งเป็นเทคนิคเก่า ปัญหาที่ผ่านๆ มาคืออ่านเร็วขึ้นจริงแต่ไม่เข้าใจ ไม่ได้เรียนรู้อะไรจากการอ่านเร็ว ฮาวเวิร์ด รู้ว่านี่คือปัญหาของการอ่านเร็ว เขาจึงใช้เทคนิควิธีการใหม่ เพราะเขาศึกษาด้านจิตวิทยามา เขาเชื่อมโยงกับสมองและสิ่งที่อ่านว่า ทำอย่างไรให้เข้าใจได้ว่าสิ่งที่อ่าน ความหมาย กล่าวคือไม่ใช่เพียงแค่อ่าน แต่ต้องเรียนรู้ เมื่อได้เรียนรู้ เทคนิคของการอ่านเร็วจึงมีประโยชน์

“พอเข้าใจแล้ว ปัญหาที่พบอีกก็คือจำไม่ได้ ผมใช้เทคนิคเรื่องของความจำเข้ามาจับอีก หนึ่งในเทคนิคง่ายๆ ที่ผมสอนในการจดจำ คือการจำชื่อคน เทคนิคก็คือการจำเป็นภาพ อย่างเช่น ชื่อของผม Howard Berg การจดจำนามสกุลของผม ถ้าเป็นภาพต้องนึกถึงภูเขาน้ำแข็ง เพราะคำว่าเบิร์ก แปลว่า ภูเขาน้ำแข็ง หรือถ้ามีเพื่อนชื่อ Robert ให้นึกถึงคำว่า Robot ที่เป็นคำคล้ายกัน จะช่วยให้เราจดจำชื่อผู้คนได้ง่ายมากขึ้น เป็นเทคนิคการสร้างความจำง่ายๆ ที่นำมาใช้ได้ในชีวิตประจำวัน หรือหากจะอ่านหนังสือหลายประเภท และเทคนิคสำคัญในการจำ คือการมองทุกอย่างเป็นภาพ เช่น เมื่อต้องอ่านเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาได้จินตนาการเหมือนตัวเองกำลังอยู่ในเหตุการณ์จริง หรือการศึกษาเรื่องไข้มาลาเรีย ให้ลองนึกภาพถึงเวลาที่ตัวเองกำลังป่วย ซึ่งช่วยให้จดจำได้ดีกว่าการอ่านแค่ตัวอักษร”

นักอ่านเร็วที่สุดในโลก บอกว่า อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญของเทคนิคที่เขาใช้และถ่ายทอดให้คนอื่นๆ มาแล้วทั่วโลกก็คือ การจัดการอารมณ์ การดูแลรักษาอารมณ์ และเรียนรู้สิ่งที่ฉุดดึงให้เราไปไม่ถึงความสำเร็จ อะไรที่ทำให้เรา ล้าหลังไป

“หลายคนเรียนได้ดี แต่แพ้และประหม่าทันทีเมื่อเจอคนหมู่มาก อาการตื่นเวทีหรือประหม่าหยุดการเรียนรู้เราได้ ทุกครั้งที่เกิดปัญหาไม่ว่าจะเกิดจากอุปกรณ์ หรือผู้คน สำหรับผมมองว่าทุกสิ่งทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้ ปัญหาก็เช่นกัน เราไม่สามารถควบคุมมันได้ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วแต่เราจะต้องเป็นคนควบคุม อยู่เหนือสิ่งที่เกิดขึ้น

สิ่งที่ผมใช้ควบคุมสติเพื่อไม่ให้ตัวเองไหลไปตามปัญหา ก็คือไม่ต้องสนใจปัญหา เราต้องทำตัวอยู่เหนือปัญหา เราต้องทำหน้าที่ของเรา ผมมีคำที่อยู่ในหัวตลอดคือ โฟกัส คือการตั้งเป้าหมายว่าเราต้องการจะทำอะไร ต่อให้อะไรจะล้มเหลวหรือมีปัญหาไม่ต้องสนใจ เราต้องตั้งสมาธิ เพราะเวลามีปัญหาปฏิกิริยาของคนคือเริ่มลนลาน ลืมเป้าหมายแรกที่ต้องการจะทำ เพราะเราไปโฟกัสปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้น ดังนั้นต้องตั้งสมาธิและสติให้ดี แต่เมื่อมีความ ล้มเหลวเกิดขึ้นจะมีการเรียนรู้ ถ้าเราไม่ยึดติดกับความ ล้มเหลว ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่จะตามมา”

เมื่อถามถึงปัจจัยที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ และไม่มีใครสามารถทำลายสถิติการอ่านเร็วของเขาได้ นักอ่านระดับโลกคนนี้ บอกว่า จริงๆ แล้วเขาไม่ได้เติบโตมาในสังคมที่ดีนัก “ในนิวยอร์กสมัยที่ผมเติบโตแวดล้อมด้วยกลุ่มแก๊ง ซึ่งอาจทำให้เราไขว้เขวไปได้ง่ายๆ แต่จุดที่ทำให้ผมประสบความสำเร็จก็คือ ผมเลือกว่าจะพาตัวเองไปอยู่จุดไหน และเลือกว่าจะเป็นอะไร ผมเลือกที่จะแตกต่าง เลือกที่จะเป็นคนที่ดีที่เหนือกว่า และเลือกที่จะใช้สติปัญญาช่วยเหลือผู้คน พอผมเลือกที่จะช่วยคนปุ๊บ ก็กลายเป็นว่าทำให้ผมได้พบกับผู้คนที่สามารถทำให้ผมประสบความสำเร็จได้ยิ่งขึ้น

เพราะอะไรผมถึงอยากจะแชร์สิ่งที่เราได้เรียนรู้ได้ฝึกฝนมาให้คนอื่นๆ ได้รู้ด้วย ตอนแรกที่เห็นข่าวก็เห็นแต่ข่าวร้ายๆ คนอดอยาก ไม่มีงานทำ จริงๆ แล้วคนเหล่านี้อาจจะยังไม่รู้ว่า ต้องใช้ทักษะอะไรในการเรียนรู้ ว่าทำอย่างไรจึงจะหางานได้ เรียนรู้ได้

ผมอยากช่วยเหลือผู้คน เพราะรู้สึกว่าพรสวรรค์ของเราถ้าเก็บไว้กับตัวคนเดียวก็ไม่ได้ช่วยเหลือใคร แต่ถ้าผมนำเทคนิคนี้ไปช่วยเหลือคนอื่นล่ะ ทำให้คนอื่นเรียนรู้ได้เร็ว แล้วผู้คนนำไปเรียนรู้ในด้านที่ตนเองสนใจคนละนิดคนละหน่อย คือเหมือนกับคนที่สนใจและนำเทคนิคของผมไปประยุกต์กับการทำงานหรือทำอะไรให้เป็นประโยชน์ ก็จะทำให้โลกนี้ดีขึ้น เช่น เอาเทคนิคของผมไปเรียนและต่อยอด เราอาจจะเห็นคนที่ทำอาหารได้เยอะขึ้น เขาอาจจะมีเงินมากขึ้น มีเวลาในชีวิตมากขึ้น การอ่านเร็วโดยเข้าใจทำให้เราประหยัดเวลา มีความสัมพันธ์กันว่าการที่คนคิดวิเคราะห์ได้ดี จะต้องมีฐานข้อมูลในสมองต้องมากเพียงพอ”

อย่างไรก็ตาม เทคนิคของฮาวเวิร์ด ถ้าเรียนแล้วไม่ฝึกฝนก็ทำได้ไม่ดี และหากไม่นำไปใช้ก็ไม่เกิดประโยชน์ “พอสอนการเรียนรู้อย่างรวดเร็วถ้าไม่ฝึกฝนก็ไม่เร็วขึ้น ยิ่งไม่เอาไปใช้ยิ่งไม่เกิดประโยชน์ สิ่งที่สำคัญที่สุดเหนือการเรียนรู้เร็วคือเรามีเวลาที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อที่จะนำไปทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง ต่อคนอื่น และต่อโลก n

 

เสื้อกันฝน UFO เทรนด์สุดล้ำส่งตรงจากดาวแม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 สิงหาคม 2560 เวลา 15:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/511998

เสื้อกันฝน UFO เทรนด์สุดล้ำส่งตรงจากดาวแม่

มันคือศิลปะ! คนเกาหลีออกแบบเสื้อกันฝนที่มีลักษณะคล้ายกับจานบินในหลากหลายสีสัน

ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เดี๋ยวก็แดดออก เดี๋ยวก็ฝนตก นอกจากร่มแล้วเสื้อกันฝนก็เป็นอีกสิ่งที่ทุกคนควรพกติดกระเป๋าไว้ ถ้าเป็นที่ประเทศไทยเราก็จะเห็นเสื้อกันฝนแบบธรรมดาทั่วไป แต่รู้หรือเปล่าว่าที่ประเทศเกาหลีเขามีเสื้อกันฝนดีไซน์แปลกแหวกแนวไว้ใส่กันเก๋ๆ ด้วย

เจ้าสิ่งนี้เรียกว่า “UFO อูบี” ซึ่งคำว่า “อูบี” ในภาษาเกาหลี ก็แปลว่า “เสื้อกันฝน” นั่นเอง โดยมีทั้งของเด็กและของผู้ใหญ่ แถมยังพกพาง่ายอีกด้วย เพราะสามารถพับเก็บใส่กระเป๋าได้ ซึ่งวิธีการพับก็เหมือนเวลาเราพับเก็บที่คลุมกันแดดหน้ารถเลย

ที่ไทยอาจจะยังดูเป็นเรื่องแปลกใหม่ไปสักนิด แต่ UFO อูบี มีขายออนไลน์ตามเว็บไซต์ e-commerce ทั่วไปของเกาหลีเลย ราคาประมาณ 10,000 วอน หรือราวๆ 300 บาทเท่านั้นเอง

Source: Facebook Moon N Bew https://www.facebook.com/MoonNBew/posts/540518966339416

 

นั่งรถไฟไปกับปิกาจู POKEMON with YOU Train

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 สิงหาคม 2560 เวลา 14:44 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/511990

นั่งรถไฟไปกับปิกาจู POKEMON with YOU Train

รถไฟขบวนพิเศษไปกลับระหว่างสถานี Ichinoseki และสถานี Kesennuma ที่ประเทศญี่ปุ่น

ปู๊นๆ รถไฟ Pikachu มาแล้ว เดือนสิงหาคมนี้นอกจากจะมีพาเหรดปิกาจูสุดอลังการที่เมืองท่าเรืออย่าง Yokohama พ่วงด้วยอีเวนท์ใหญ่กับการปล่อย Raid Boss มิวทูในเกม Pokemon Go แล้ว ที่ญี่ปุ่นเขาก็ได้เปิดตัวรถไฟ JR ขบวนพิเศษ POKEMON with YOU Train ออกมาด้วยเช่นกัน

รถไฟขบวนนี้วิ่งไปกลับระหว่างสถานี Ichinoseki และสถานี Kesennuma ซึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง และที่สำคัญคือมีแค่วันละ 1 เที่ยวเท่านั้น! โดยจะวิ่งแค่ช่วงวันที่ 1 สิงหาคม 2560 ถึง 31 มีนาคม 2561 ใครอยากนั่งขบวนนี้ก็ต้องรีบจองล่วงหน้ากันหน่อย

ไม่ใช่แค่ภายนอกรถไฟที่สกรีนลายเจ้าหนูสายฟ้าสีเหลืองสดใสเท่านั้น แต่ภายในขบวนรถไฟก็ถูกประดับตกแต่งด้วยมอนสเตอร์บอลแบบต่างๆ แถมยังหุ้มเบาะที่นั่งด้วยลายปิกาจูอีกด้วย

กิมมิคเก๋ๆ ของรถไฟขบวนนี้คือ เมื่อรถไฟวิ่งไปได้สักพัก ห้องลับภายในขบวนจะถูกเปิดออก เป็นห้อง Playroom ที่ตกแต่งด้วยตุ๊กตาปิกาจูมากมาย รับรองว่าได้รัวชัตเตอร์กันแน่นอน! นอกจากนั้นแล้วเขายังมีกิจกรรม Stamp Rally ที่ให้ทุกคนลงจากรถไฟเพื่อลงไปสะสมตราปั้มจากสถานีต่างๆ

เห็นว่ารถไฟขบวนนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการการกุศลเพื่อช่วยเหลือเด็กที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ประเทศญี่ปุ่นฝั่งตะวันออก งานนี้นอกจากเราจะได้นั่งรถไฟน่ารักๆ แล้ว ยังได้ร่วมทำบุญไปในตัวอีกด้วย

Credit: http://www.jreast.co.jp/pokemon-train/index.html

 

เมื่อเจ้าสาวคนสวยสวมชุดแต่งงานสีดำ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 สิงหาคม 2560 เวลา 13:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/511981

เมื่อเจ้าสาวคนสวยสวมชุดแต่งงานสีดำ!

“Maja Salvador” นักแสดงสาวชาวฟิลิปปินส์ สวมชุดเจ้าสาวสีดำเข้าพิธีแต่งงาน

เป็นที่ฮือฮากันอยู่พักใหญ่ในโลกโซเชี่ยล หลังจาก “Maja Salvador” นักแสดงสาวชาวฟิลิปปินส์ ได้โพสต์คลิปที่สวมชุดเจ้าสาวสีดำเข้าพิธีแต่งงาน!

ภายหลังก็ได้รู้ว่าชุดวิวาห์สีดำนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ดราม่าเรื่อง “Wild Flower” ที่เธอได้รับบทเป็นตัวละครที่ชื่อว่า “Ivy Aguas” ซึ่งฉากที่เราเห็นนั้นเป็นซีนแต่งงานระหว่าง “Ivy Aguas” และ “Gov. Arnaldo A. Torillo” ที่รับบทโดย “RK Bagatsing”

“Arjanmar H. Rebeta” ผู้ก่อตั้ง Mediarama Creatives ซึ่งเป็นทีมช่างภาพที่ถ่ายทำฉากแต่งงานอันน่าจดจำนี้ ได้กล่าวถึงมุมมองในการสวมชุดแต่งงานสีดำไว้ว่า “การสวมชุดแต่งงานสีดำในประเทศฟิลิปปินส์นั้นเป็นเรื่องที่ผิดปกติมาก เพราะตามความเชื่อเก่าแก่แล้ว สีดำมักจะหมายถึงความโศกเศร้าและโชคร้าย แต่สำหรับพวกเรา สีของชุดแต่งงานไม่ได้สำคัญเท่าความที่มันจะช่วยแสดงถึงบุคลิกลักษณะของคู่รักคู่นั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บุคลิกของตัวเจ้าสาวเอง ความรักไม่ได้ขึ้นอยู่กับสีของชุดแต่งงาน อย่างไรก็ตาม ภาพชุดเจ้าสาวสีดำที่ทุกคนเห็นนั้น ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงเรื่องราวของการแก้แค้นในทีวีซีรีส์เรื่องนี้”

ก็อย่างที่ Arjanmar บอกไว้ ความรักไม่ได้ขึ้นอยู่กับสีของชุดแต่งงาน แถมชุดเจ้าสาวสีดำแบบนี้ก็ดูสวยแปลกตาไปอีกแบบหนึ่งด้วย

Credit: http://signatureweds.com/bride-maja-salvador-wore-black-wedding-dress/

 

นักวิ่งแฟนซี สีสัน-กำลังใจ ในการวิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 สิงหาคม 2560 เวลา 11:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/511718

นักวิ่งแฟนซี สีสัน-กำลังใจ ในการวิ่ง

เรื่อง ภาดนุ

กีฬาที่กำลังได้รับความนิยมของผู้คนในยุคนี้ก็คือ “การวิ่ง” ซึ่งมีทั้งวิ่งมาราธอน มินิมาราธอน วิ่งเทรล หรือไตรกีฬา จะเห็นว่าในปีนี้มีการจัดแข่งขันวิ่งประเภทต่างๆ อยู่เป็นระยะ และในจำนวนนักวิ่งเหล่านี้ก็มี “นักวิ่งแฟนซี” ที่มาร่วมลงแข่งให้เห็นมากมาย ถือเป็นการสร้างสีสันและกำลังใจให้กับบรรดาคนรักการวิ่งได้อย่างดี

วรวิมล ปทุมมาลย์ลักขณา หรือตุ่น นักวิ่งแฟนซีและนักไตรกีฬาหญิงสุดเปรี้ยววัย 48 เจ้าของธุรกิจจำหน่ายแบตเตอรี่รถยนต์ เป็นหนึ่งในนักวิ่งแฟนซีที่เคยเข้าร่วมแข่งขันวิ่งในสถานที่ต่างๆ มาแล้ว กว่า 114 งาน

“จากจุดเริ่มต้นที่ดิฉันป่วยเป็นมะเร็งมดลูก เมื่อรักษาตัวหายแล้ว ดิฉันจึงเริ่มออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยาน แต่สนามปั่นจักรยานส่วนใหญ่มักอยู่ไกลจากบ้าน ดิฉันจึงหันมาหาการวิ่ง ซึ่งสามารถทำได้ทุกวันในพื้นที่ใกล้บ้าน แล้วจึงพัฒนาไปสู่การว่ายน้ำตามมา เพราะเชื่อว่าเราทุกคนสามารถฝึกฝนตัวเองได้ ถ้าตั้งใจจริง

ยิ่งได้มาเจอเพื่อนๆ ชวนไปวิ่งไตรกีฬา ดิฉันก็ปิ๊งไอเดียในการลงแข่งพร้อมทั้งแต่งตัวแฟนซีไปด้วย เพราะเป็นสิ่งที่ตัวเองชอบ แถมยังช่วยปลดปล่อยความเครียดไปในตัวด้วย ยกตัวอย่างงานไตรกีฬาที่เคยลงแข่งจะเริ่มจากว่ายน้ำ 750 เมตร ดิฉันก็แต่งชุดเจ้าสาวสีชมพูลงว่ายน้ำเป็นอย่างแรก พอขึ้นจากน้ำก็เปลี่ยนเป็นชุดเต่าทอง เพื่อปั่นจักรยานอีก 22 กิโลเมตร สุดท้ายจึงเปลี่ยนเป็นชุดแฟนซีหนอนสีรุ้งเพื่อวิ่งอีก 5 กิโลเมตร ซึ่งดิฉันคิดว่าเป็นการสร้างสีสันให้กับกิจกรรมนั้นเป็นอย่างมาก แม้จะต้องเสียเวลาเปลี่ยนชุดในแต่ละช่วงก็ตาม แต่ก็เปลี่ยนได้ทัน”

ตุ่น เล่าว่า ตอนที่เธอลงแข่งวิ่งไตรกีฬา 3 สนามแรก เธอก็แต่งตัวเหมือนนักวิ่งคนอื่นๆ แต่เมื่อได้ไปดูรายการที่มีนักวิ่งแฟนซีที่หลายคนรู้จัก เช่น พี่เนเน่ พี่นัดดา และพี่เข็มทอง มาออก เธอจึงได้แรงบันดาลใจในการแต่งแฟนซี เพื่อลงแข่งวิ่งในสนามต่างๆ บ้าง ตอนแรกก็คิดแค่สนุกๆ และถ่ายรูปสวยๆ

“พอแต่งแฟนซีไปนานๆ ก็เริ่มสนุกกับการแต่งตัว แม้ชุดบางชุดอาจจะมีพร็อพที่มีน้ำหนักอยู่บ้าง แต่ก็ยังรู้สึกสนุกอยู่ดี การหาชุดแฟนซีช่วงแรกๆ นั้นดิฉันจะไปหาซื้อตามตลาดประตูน้ำและสำเพ็ง พอนานวันเข้าก็รู้สึกว่าชุดที่ไปซื้อมันไม่ตรงกับธีมงานที่เราไปสักเท่าไร แถมไซส์ก็เล็กไปหรือใหญ่ไปบ้าง และถ้าเช่าแล้วเราก็ต้องเสียค่าเช่า 2,500-3,000 บาท ไปฟรีๆ

ดิฉันจึงคิดออกแบบและตัดชุดเอง อาทิ ชุดธิดาบ้านแพ้ว (สาวชาวสวน) ซึ่งตรงกับธีมในการวิ่ง ดิฉันก็ประดิษฐ์หมวกสีเขียวที่ประดับด้วยดอกไม้และผลไม้ขึ้นมาเพื่อใส่คู่กับชุด หรือตอนที่ไปวิ่งในงานโอท็อปที่พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง จ.นครปฐม จัดขึ้น ก็จะมีหมวกที่ใช้ไข่ไก่พลาสติกติดไว้ด้านบน หรืออย่างงานวิ่งของสมาคมชาวจีน ดิฉันก็แต่งเป็นชุดเชิดสิงโตที่มีหัวสิงโตเป็นพร็อพ ด้วย เป็นต้น

หลังจากแต่งชุดแฟนซีลงแข่งหลายงานก็เริ่มมีช่างภาพถ่ายรูปมากขึ้น จนมีคนเริ่มรู้จักดิฉันมากยิ่งขึ้น ตั้งแต่เริ่มลงวิ่งในรายการต่างๆ มาจนถึงปัจจุบันนี้ก็เกือบ 2 ปีแล้วค่ะ ตอนนี้มีชุดวิ่งแฟนซีทั้งหมด 130-140 ชุดได้ เคยมีคนมาเชียร์ให้เปิดร้านเช่า หรืออยากขอยืมชุดด้วยนะ ดิฉันจึงอยากบอกกับเพื่อนๆ ว่า ชุดแฟนซีที่เราใส่วิ่งในงานหนึ่งมาแล้ว พอกลับมาเราก็จะดัดแปลงแก้ไข เพื่อให้เป็นชุดใหม่สำหรับงานต่อไป ไม่ใช่ว่าหวงนะคะ”

ตุ่น ทิ้งท้ายว่า การที่เธอแต่งตัวเป็นนักวิ่งแฟนซีนั้น จุดประสงค์หลักนอกจากสร้างสีสันให้กับงานวิ่งแล้ว เธอยังมีหลักประจำใจอีก 5 ส. นั่นคือ 1.ความสนุกสนาน 2.ความสุข 3.ความสร้างสรรค์ (เรื่องชุด) 4.สหายมากมาย 5.สุขภาพดี และ 6.สวยขึ้นด้วย …ติดตามที่ FB : เจ้าแม่คลังแบต

ด้าน ฉัตรชัย ศิริแสงตระกูล นักวิ่งแฟนซีชายวัย 49 ปี ชาว จ.ขอนแก่น ทำธุรกิจส่วนตัวเกี่ยวกับขายรองเท้า เล่าว่า เขาเริ่มออกกำลังกายด้วยการวิ่งมาตั้งแต่ปี 2539 เนื่องจากพออายุมากขึ้นก็เริ่มมีปัญหาสุขภาพ แต่ในที่สุดก็พัฒนาจนมาเป็นนักวิ่งแฟนซีได้

“จำได้ว่าผมลงแข่งวิ่งครั้งแรกเป็นการแข่งวิ่งมินิมาราธอน 11 กิโลเมตร ซึ่งจัดขึ้นที่ จ.ขอนแก่น ก่อนหน้านั้นผมก็ว่ายน้ำและวิ่งเป็นประจำเพื่อสุขภาพอยู่แล้ว จุดมุ่งหมายในการลงแข่งวิ่งของผมก็คือการชนะตัวเอง ผมจึงไม่จับเวลา แต่เมื่อลงวิ่งแล้วต้องเข้าเส้นชัยทุกงาน งานส่วนใหญ่ที่ผมร่วมวิ่งมักจะจัดขึ้นที่ขอนแก่นหรือพื้นที่ใกล้เคียง

แรงบันดาลใจที่ทำให้ผมหันมาลงวิ่งแข่งแฟนซี นอกจากเหรียญรางวัลที่ได้รับเมื่อเข้าเส้นชัยแล้ว ยังมาจากพี่ๆ เพื่อนๆ ที่แต่งตัวแฟนซีมาวิ่งในงาน อย่างพี่คนหนึ่งก็แต่งตัวแนวโปงลางสะออน อีกคนก็แต่งตัวด้วยผมทรงโมฮอร์กแล้วใส่เสื้อผ้าที่มีสีสัน เป็นต้น ด้วยความที่เป็นคนสนุกสนานอยู่แล้ว ก็เลยทำให้ผมอยากแต่งแฟนซีแล้วลงวิ่งบ้าง”

ฉัตรชัย บอกว่า งานแรกที่เขาแต่งแฟนซีจะเป็นชุดแรมโบ้แนวทหาร มีธงชาติและปืนเด็กเล่นเป็นพร็อพ ต่อมาจึงคิดว่าการแต่งแฟนซีในแต่ละชุดนั้น ควรจะมีคอนเซ็ปต์ในการแต่งด้วย เขาจึงเริ่มนำลังกระดาษใส่ของมาตัดและประดิษฐ์เป็นเลื่อยยนต์โดยติดสติ๊กเกอร์ แล้วทำรถลากจากไม้อัดใส่ล้อลากไปด้วยตอนวิ่ง พร้อมใส่ชุดคล้ายๆ นักโทษเพื่อสื่อให้เห็นโทษของการตัดต้นไม้ทำลายป่า หรือแต่งเป็นชุดแฟนซีอื่นๆ

“มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมใส่เสื้อเหลืองแล้วถือธงชาติ พร้อมกับพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 ตอนที่พระองค์ท่านยังไม่สวรรคต โดยตั้งชื่อโครงการว่า ‘วิ่งตามรอยบาทองค์พระราชา’ ซึ่งพอทำแล้วก็รู้สึกอบอุ่นใจ รู้สึกปลาบปลื้มใจมากๆ ณ เวลานั้น” ฉัตรชัย เสริมว่า หลังจากในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต เขาจึงได้เปลี่ยนชื่อโครงการว่า “วิ่งทั่วไทยตามรอยบาทองค์พระราชา” โดยล่าสุดเขาไปวิ่งมาแล้ว 10 จังหวัด อาทิ จ.ภูเก็ต บุรีรัมย์ เพชรบูรณ์ นครราชสีมา อุดรธานี ฯลฯ ซึ่งถ้างานไหนมีธีมของงาน เขาก็จะแต่งตัวให้เข้ากับธีมของงานด้วย

อย่างตอนไปวิ่งที่อุดรธานี ผมก็ใส่ชุดลูกเสือสำรอง แล้วประดิษฐ์รถเป็ดลากสีเหลืองที่มีล้อขึ้นมา เวลาวิ่งก็ลากไปด้วย ซึ่งเป็ดตัวนี้สื่อความหมายถึงชาวอุดร พร้อมกับเขียนตัวอักษรว่า “ก๊าบ ก๊าบ น้อย รักในหลวง” ติดไว้ด้วย และจะถือพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 ไปด้วยทุกครั้ง อย่างล่าสุดผมประดิษฐ์ขอนไม้ขอนแก่นขึ้นจากแผ่นฟิวเจอร์บอร์ดแล้วใส่ล้อลากไปวิ่งในงานที่ขอนแก่นจัดมาด้วย

งานวิ่งส่วนใหญ่ที่ผมลงแข่งจะเป็น มินิมาราธอน ฮาล์ฟมาราธอน โดยผมมีเป้าหมายสูงสุดคือ การประกาศความจงรักภักดีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 ให้ครบทั้ง 77 จังหวัดทั่วไทย ตอนนี้ก็เก็บไปได้ 10 จังหวัดแล้ว คาดว่าถ้าไม่ติดงานหรือธุระอะไรก็น่าจะวิ่งได้ครบภายใน 2 ปี

การที่ผมได้ทำสิ่งเหล่านี้ ผมถือว่าเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตที่ผู้ชายคนหนึ่งจะทำได้ ตอนที่พระองค์ท่านยังไม่สวรรคต ถ้ามีคนมาขอถ่ายรูปผมขณะที่วิ่งผ่านไป ผมจะให้พวกเขาถือพระบรมฉายาลักษณ์ฯ แล้วถ่ายรูปเก็บไว้ เพราะผมรู้ว่าทุกคนรักและเทิดทูนพระองค์ท่าน และเมื่อผมวิ่งผ่านสี่แยกไฟแดงหรือเข้าเส้นชัย ผมก็จะชวนเพื่อนนักวิ่งกล่าวคำว่า “ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป” ด้วย

ผมสำนึกเสมอมาว่า ถ้วยรางวัลจากการแต่งตัววิ่งแฟนซีที่ได้มา เป็นเพราะบารมีของพระองค์ท่าน ในอนาคตผมตั้งใจไว้ว่า ถ้าวิ่งครบทุกจังหวัดโดยมีกรุงเทพฯ เป็นที่สุดท้าย ผมจะนำถ้วยรางวัลที่ได้มา พร้อมชวนเพื่อนๆ นักวิ่งแฟนซีจัดงานประมูลถ้วยรางวัลเหล่านี้เพื่อนำเงินที่ได้ไปซื้อเครื่องมือแพทย์ และร่วมสมทบทุนสร้างโรงพยาบาลที่ขอนแก่นต่อไป”…ติดตามที่ FB : ฉัตรชัย ศิริแสงตระกูล n

 

เมือง(ไม่)ปลอดภัย สำหรับผู้หญิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 สิงหาคม 2560 เวลา 11:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/511954

เมือง(ไม่)ปลอดภัย สำหรับผู้หญิง

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์  ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี, คลังภาพโพสต์เมื่อเร็วๆ นี้ มีประเด็นทางสังคมที่คล้ายคลึงกันจนเกือบจะเหมือนเป็นเรื่องเดียวกันในความรู้สึก ต่างกันที่ต่างกรรมต่างวาระ เปลี่ยนแค่ตัวละครและสถานที่ กรณีแรกเป็นกรณีของลูกจ้างประจำหญิงในกระทรวงสาธารณสุขถูกล่วงละเมิดและคุกคามทางเพศ อีกกรณีคือนักศึกษาหญิงมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ถูกรุ่นพี่ในมหาวิทยาลัยเดียวกันล่วงละเมิด ทั้งสองกรณีเกิดขึ้นในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน

ทั้งความเหมือนที่ประเด็นการล่วงละเมิด ยังมีความเหมือนที่สถานที่เกิดเหตุ โดยทั้งสองกรณีเกิดขึ้นในสถานที่ที่ควรจะเป็นที่ที่ปลอดภัยสำหรับผู้หญิง แต่ก็เหลือจะเชื่อว่าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นได้ แห่งหนึ่งคือภายในรั้วกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นสถานที่ราชการ อีกแห่งหนึ่งคือสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาแถวหน้าของประเทศ ทั้งสองกรณียังมีความคล้ายกันในแง่ของตัวเหยื่อที่ลุกขึ้นสู้ ซึ่งเป็นสิ่งที่บทความนี้อยากพูดถึงที่สุด

เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมามีการเสวนาเรื่อง “การคุกคามทางเพศไม่ใช่เรื่องส่วนตัว : รัฐกับการคุ้มครองผู้เสียหายและอำนวยความยุติธรรม” จัดโดยมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล แผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ สมาคมเพศวิถีศึกษา และมูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง ที่โรงแรมเอบีน่า เฮ้าส์ วิภาวดีรังสิต

ก่อนที่การสัมมนาจะเริ่มต้น แทนที่จะมีการประกาศให้สื่อมวลชนใช้ความระมัดระวังในการเก็บภาพผู้เสียหายเหมือนการทำข่าวล่วงละเมิดทางเพศทุกครั้ง ตรงกันข้าม ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนภิเษก หนึ่งในผู้เสวนากล่าวอนุญาตผู้สื่อข่าวให้ทำข่าวได้เต็มที่ รูปภาพไม่ต้องเบลอและไม่ต้องปิด รวมทั้งสามารถใช้ชื่อจริงนามสกุลจริง เป็นไปตามคำอนุญาตของตัวเหยื่อเอง “ธารารัตน์ ปัญญา” อีกหนึ่งคนสำคัญของการเสวนาครั้งนี้

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราไม่จำเป็นต้องรู้สึกอาย คนที่ทำผิดต่างหากต้องเป็นคนที่รู้สึกอาย ไม่ใช่เรา” นี่คือประโยคหนึ่งในบทความที่ธารารัตน์ ผู้เสียหายจากกรณีถูกล่วงละเมิดทางเพศโดยนักศึกษารุ่นพี่ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวหลังเกิดเหตุการณ์

ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ธารารัตน์ตกเป็นข่าวจากการร้องเรียนมหาวิทยาลัยต้นสังกัดว่า ถูกกระทำชำเราโดยนักศึกษาชายรุ่นพี่ร่วมคณะ ระหว่างไปนอนในห้องที่หอของเพื่อน ทั้งหมดกลับจากการดื่มสังสรรค์ ทุกคนอยู่ในสภาพมึนเมา แม้เธอจะขัดขืนด้วยการเตะถีบดิ้นรน หากรุ่นพี่ก็ใช้ความพยายามหลายครั้ง ที่สุดต่อสู้วิ่งหนีออกมานอกห้องได้ ตัดสินใจเปิดเผยเรื่องทั้งหมดอย่างกล้าหาญ พร้อมกับเรียกร้องให้ลงผิดทางวินัยต่อนักศึกษารุ่นพี่ ซึ่งต่อมาถูกมหาวิทยาลัยสอบสวนว่ามีความผิดจริงและได้รับโทษ

ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนภิเษก กล่าวว่า การคุกคามทางเพศเกิดขึ้นทุกจุดและเกิดขึ้นทุกที่ในสังคมไทย ภายใต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้น กฎหมายความผิดเกี่ยวกับเพศกลายเป็นเสือกระดาษ ที่ “เอาไม่อยู่” นั่นเป็นเพราะรากฐานของระบบอุปถัมภ์และระบบอำนาจนิยม สังคมไทยมองผู้เสียหายอย่างมีอคติ ที่สำคัญคือกระบวนการเอาผิดผู้กระทำภายใต้ระบบราชการมีความยุ่งยากซับซ้อน กระบวนการไต่สวนที่ถูกออกแบบด้วยระบบราชการนี้ หลายครั้งยังได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่า แทนที่จะเป็นผู้เสียหาย กลับเป็นผู้กระทำผิดที่ได้รับการช่วยเหลือปกป้อง

“กฎหมายเกี่ยวกับความผิดทางเพศในปัจจุบันถูกเรียกว่าเสือกระดาษ และแทบไม่ได้ทำหน้าที่ของมันเลย ก็เพราะกระบวนการไต่สวนถูกออกแบบมาให้กินเวลานานมาก ร่วมกับวิธีคิดเรื่องชายเป็นใหญ่ สังคมโทษเหยื่อ และระบบอุปถัมภ์แย่ๆ ก็ทำให้สังคมไทยที่ผ่านมาแทบไม่สามารถเอาผิดต่อผู้กระทำได้อย่างที่ควรจะเป็น เหยื่อจำนวนมากเลือกนิ่งเลือกเงียบ เพราะออกมาก็เจ็บตัว”

วันนี้ทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป เพราะการลุกขึ้นสู้ของผู้เสียหาย ทิชาระบุถึงธารารัตน์ว่า คือประจักษ์พยานที่กล้าหาญ โดยการยืนหยัดต่อสู้ของผู้หญิงคนหนึ่งมีพลังยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด เหยื่อแม้เพียงคนเดียว หากหาญกล้าที่จะสู้ นั่นหมายถึงโมเมนตัมหรือแรงผลักที่ยิ่งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในสังคม เหมือนก้อนอิฐก้อนหนึ่งที่ตกกระทบผิวน้ำแล้วสามารถสร้างแรงกระเพื่อมต่อไปไม่สิ้นสุด สามารถส่งต่อพลัง (Empower) ต่อเหยื่อหรือสตรีไทยที่ถูกคุกคามทางเพศในสังคม ลุกขึ้นทวงถามในฐานะผู้เสียหายที่มีสิทธิ

“ธารารัตน์คืออิฐก้อนนั้น อย่าแค่ชื่นชมแล้วจบ สังคมต้องช่วยกันออกมาปกป้องเธอด้วย นี่คือผู้เสียหายคดีทางเพศที่ให้คุณค่าใหม่ต่อสังคมเรา”

ธารารัตน์เล่าว่า ตัดสินใจลุกขึ้นร้องเรียนกับมหาวิทยาลัยและโพสต์ในเฟซบุ๊ก เนื่องจากต้องการให้สังคมรับรู้ว่า การข่มขืนและการคุกคามทางเพศไม่ใช่เรื่องปกติ กระแสวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้นทันที มีทั้งดีและไม่ดี ส่วนหนึ่งชมเชย ส่วนหนึ่งตรงกันข้าม เช่น ให้ท่าเอง เมาเอง พาตัวไปอยู่ในที่เสี่ยงเอง ฯลฯ สะท้อนสังคมที่กล่าวโทษเหยื่อ ตัดสินใจเผชิญหน้ากับปัญหา เพราะคิดว่าคงเสียใจมากกว่าถ้านิ่งเงียบและแบกรับความรู้สึกแย่ๆ ไว้กับตัวเอง

“ในครั้งแรกทำอะไรไม่ถูก เสียใจ ตกใจ ช็อก ไม่บอกครอบครัว แต่ปรึกษาเพื่อนสนิท ทบทวนตัวเองว่าต้องการอะไร คิดอยู่หนึ่งสัปดาห์ก็ตัดสินใจบอกที่บ้านและยื่นเรื่องร้องเรียนต่อมหาวิทยาลัย”

ธารารัตน์ไม่ได้แจ้งความ เพราะไม่คิดว่ากระบวนการยุติธรรมจะเยียวยาความรู้สึกได้จริง วันนี้มีการเอาผิดทางวินัยต่อผู้กระทำ ซึ่งธารารัตน์ถือว่าเพียงพอ สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการที่เหยื่อในมุมมืดคนอื่นๆ จะได้รู้ว่าไม่ได้ยืนอยู่คนเดียว เธอเชื่อว่าปัจจุบันมีการคุกคามทางเพศและล่วงละเมิดทางเพศภายในมหาวิทยาลัยระหว่างเพื่อนนักศึกษาด้วยกันจำนวนมาก เคารพในการตัดสินใจของทุกคน ส่วนตัวคิดว่าการเงียบไม่เป็นประโยชน์ ตัวเองจะไม่ปิดบังสิ่งที่เจอมาและจะใช้ชีวิตตามปกติต่อไป

สำหรับการออกมาพูดกับสังคมต้องอาศัยความเข้มแข็ง ธารารัตน์กล่าวว่า สังคมเปลี่ยนแปลงได้ถ้ามีคนออกมาพูดมากขึ้น แรงต้านจากสังคมมีอยู่แล้ว ไม่มีอะไรดีไปกว่าเข้มแข็ง เข้มแข็งและเข้มแข็ง สิ่งเหล่านี้รวมถึงการประเมินไว้ล่วงหน้าถึงความเสียหายต่อร่างกายและจิตใจ ซึ่งจะต้องเกิดขึ้นแน่ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ทั้งหมดนี้จะไม่มีทางทำให้คุณค่าในตัวของเราลดลง

หรับขั้นตอนการดำเนินการเอาผิดทางวินัยของมหาวิทยาลัยไม่มีขั้นตอนที่แน่ชัด ไม่มีกำหนดระยะเวลาการสืบสวนสอบสวนที่ชัดเจน จะดีกว่านี้มากถ้ามีระเบียบปฏิบัติเพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้เสียหายในการร้องเรียนเรื่องทางเพศ เช่น ศูนย์ร้องเรียน นักศึกษารู้ว่าเกิดเหตุแล้วต้องตรงไปที่ไหน

อีกกรณีหนึ่งเป็นลูกจ้างหญิงตำแหน่งเลขานุการแจ้งความพร้อมหลักฐานเป็นคลิปวิดีโอ เนื้อหาเป็นการกระทำลวนลามอนาจารโดยผู้บังคับบัญชา เปิดเผยในเวลาต่อมาว่า ถูกกระทำต่อเนื่องมาถึง 3 ปี แต่ต้องทนเพราะถูกข่มขู่ไม่ต่อสัญญาจ้างปีต่อปี พฤติกรรมรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งเข้ามาล็อกตัวและบีบหน้าอกต่อหน้าธารกำนัล แม้ร้องเรียนภายในแล้วแต่ผู้เสียหายถูกกดดันให้ไปหาหลักฐานมาด้วย นำมาซึ่งคลิปที่แอบถ่าย

อังคณา อินทสา ฝ่ายส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า เชื่อว่ามีผู้หญิงจำนวนมากที่ถูกคุกคามลวนลามในที่ทำงาน เพราะผู้กระทำมีวิธีคิดแบบชายเป็นใหญ่ ใช้อำนาจที่เหนือกว่า ขณะที่ผู้หญิงที่ถูกคุกคามก็ไม่กล้าดำเนินการเอาผิด เนื่องจากกลัวมีปัญหาในหน้าที่การงาน หากสังคมยังนิ่งเฉยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ปัญหาก็จะยังคงอยู่ต่อไป แต่ถ้าวันใดผู้เสียหายลุกขึ้นมาบอกว่าเรื่องแบบนี้มันเป็นปัญหา และสังคมเข้ามาสนับสนุนผู้เสียหาย กลไกที่มีอยู่ก็จะช่วยปกป้องผู้เสียหายได้

“ที่สำคัญคนในสังคมต้องเปลี่ยนทัศนคติ ไม่มองผู้หญิงว่าเป็นฝ่ายผิด ควรให้กำลังใจ ช่วยเหลือเยียวยา หมดยุคที่จะคิดว่าการคุกคามทางเพศเป็นเรื่องส่วนตัว ถึงเวลาต้องสังคายนากฎ ก.พ.ให้มีประสิทธิภาพ รวมถึงการออกแบบให้มีหน่วยงานกลางขึ้นมา เพื่อรับมือกับปัญหาคุกคามทางเพศในระบบราชการ” อังคณากล่าว

ทิชาระบุว่า ทางออกของปัญหาการคุกคามทางเพศในหน่วยงานราชการ คือ ทุกครั้งที่เกิดเหตุล่วงละเมิดทางเพศ ควรให้มีคนนอกที่ไม่มีส่วนได้เสียกับเหตุการณ์ เช่น นักวิชาการด้านสิทธิมนุษยชน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องปัญหาการคุกคามทางเพศ เข้าร่วมไต่สวนหาข้อเท็จจริงด้วย เพื่อเป็นการสร้างดุลยภาพ ทำให้มีการเอาผิดอย่างจริงจัง และไม่ถือว่าเป็นการแทรกแซง

งานวิจัยหลายชิ้นด้านอาชญาวิทยารายงานตรงกันว่า การที่อาชญากรตัดสินใจลงมือกระทำผิด สาเหตุสำคัญสาเหตุหนึ่ง เพราะผู้กระทำคิดว่าจะไม่มีใครจับได้ เพราะคิดว่าจะไม่มีใครล่วงรู้ เพราะคิดว่าจะลอยนวลหนีความผิดไปได้ ใช่! กฎหมายคือเครื่องมือ หากการเปลี่ยนที่ทัศนคติของคนสำคัญที่สุด โดยเฉพาะตัวผู้เสียหายที่จะไม่นิ่งเงียบ หันมาตอบโต้และใช้สิทธิในฐานะผู้เสียหาย

เมืองจะปลอดภัยสำหรับผู้หญิง ก็ต่อเมื่อคนในสังคมมีทัศนคติต่อเรื่องการล่วงละเมิดที่ตรงกัน มีความเคารพในเนื้อตัวจิตใจบุคคลอื่นด้วยบรรทัดฐานเดียวกัน เป้าหมายที่ไม่รู้จะเกิดขึ้นเมื่อไรในสังคมไทยนี้ฟังดูเลื่อนลอยก็จริง หากอย่างน้อยที่สุดวันนี้เรามีเหยื่อที่ตอบโต้ด้วยการลุกขึ้นสู้ สังคมของเราจะมีเหยื่อที่กล้าพูดและกล้าทวงสิทธิมากขึ้น ครั้งหน้าที่คนคิดเอาเปรียบผู้หญิงจะทำการ…เขาจะ “ยั้ง” และจะ “คิด” มากขึ้น

 

หนี้ 4 ทาง และการจัดการที่ต้องรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 สิงหาคม 2560 เวลา 14:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/511797

หนี้ 4 ทาง และการจัดการที่ต้องรู้

โดย…กั๊ตจัง ภาพ รอยเตอร์ส

เวลานี้ในสังคมโลกมีคนกลุ่มหนึ่งที่เป็นพวกชักหน้าไม่ถึงหลัง ยังไม่ทันสิ้นเดือนก็ใช้เงินจนหมด พวกเขาที่เป็นอย่างนี้เพราะมีความเชื่อว่าคนเราเกิดมาแค่ครั้งเดียว อย่าปล่อยให้ตัวเองเสียใจภายหลัง เวลาย้อนกลับไม่ได้มีแรงเที่ยวได้ฉันต้องเที่ยวเดือนเว้นเดือน ฉันต้องเดินทางต่างประเทศทุกปี หรือ ปีละ 2 ครั้งยิ่งดี ไม่ทันคิดถึงดอกเบี้ยของหนี้บัตรเครดิต และหนี้สินต่างๆ วันดีคืนดีต้องการใช้เงินด่วน ต้องมานั่งเครียดกับปัญหาการเงินจนตกเป็นฝ่ายถูกเจ้าหนี้บงการชีวิต

หนี้สินของคนส่วนใหญ่จะมีอยู่ 4 ทาง จะจัดการอย่างไรถึงจะดี?

1.สินเชื่อที่อยู่อาศัย

เพราะว่าบ้านเป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ แต่หากเราซื้อบ้านเกินกำลังที่เราจะสามารถผ่อนจ่ายไหว ก็จะกลายเป็นหนี้สินก้อนโตที่บั่นทอนความมั่งคั่งของตัวเราเองในอนาคต

หากดูดอกเบี้ยในการผ่อนจ่ายที่อยู่อาศัยในแต่ละเดือน เราจะพบว่ารถเสียเงินไปประมาณเดือนละ 8,000 บาท ซึ่งเป็นภาระที่ค่อนข้างหนักหนาสาหัสแต่ทุกคนมักจะยอมผ่อนจ่าย โดยเชื่อว่าสักวันหนึ่งในอนาคตราคาของบ้านก็จะสูงขึ้นอย่างแน่นอน

นี่เป็นการประเมินสถานการณ์ในอนาคตแบบมองโลกในแง่ดีเกินไป ถ้าเกิดว่าวันหนึ่งเศรษฐกิจตกต่ำ ราคาบ้านลดลง ไม่เท่ากับว่าเงินที่เราจ่ายไปนั้นเป็นการสูญเปล่าเหมือนวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 หรอกหรือ

ดังนั้นการกู้สินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ถูกต้อง คือยอดเงินผ่อนชำระรวมดอกเบี้ยในแต่ละเดือนต้องไม่เกิน 30 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ ลองดูความสามารถของตัวเองก่อนซื้อจะดีกว่า

2.หนี้ผ่อนรถยนต์

คนส่วนมากเมื่อผ่อนรถยนต์คันเก่าหมด ก็จะเก็บเงินไปสักระยะหนึ่ง เมื่อมีการขึ้นเงินเดือนหรือได้โบนัสหรือมีรายได้มากพอ ก็จะหาทางซื้อรถคันต่อไป แต่สิ่งที่เราควรรู้ก็คือ การซื้อรถยนต์คันใหม่จะเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้ครอบครัว

สมมติว่ารถยนต์คันปัจจุบันเพิ่งผ่อนหมดไม่นาน แล้วเอารายได้ต่อปีไปผ่อนคันใหม่อีก เท่ากับว่าคุณเสียเวลาเก็บเงินสำรองเลี้ยงชีพก้อนใหญ่หายไปอีก 4-6 ปี ความเชื่อแบบผิดๆ ก็คือการซื้อผ่อนและการเช่า ช่วยให้ได้รถยนต์คันหรูมาใช้ด้วยเงินอันน้อยนิด แต่ความจริงแล้วคนรวยมักซื้อรถยนต์ตามกำลังทรัพย์ เมื่อได้มาแล้วจะใช้งานเป็นเวลานานให้ถึงจุดคุ้มทุน นี่เป็นเคล็ดลับที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จทางการเงิน

3.สินเชื่อบัตรเครดิต

เรามักจะเชื่อว่า การผ่อน 0%  นาน 3 เดือนดีกว่าซื้อเงินสด เพราะเท่ากับเราสามารถยืดระยะเวลาการถือเงินสดไว้ในมือ โดยที่ไม่เสียดอกเบี้ยแม้แต่บาทเดียว แถมยังใช้คะแนนสะสมได้บัตรเครดิตเป็นส่วนลดซื้อของได้อีกด้วย

ความคิดนี้ก็ไม่ได้ผิดเสียทีเดียว แต่ถ้าคนที่ยังหาเงินเลี้ยงตัวเองไม่ได้ดีมากนัก แล้วคิดว่าการใช้บัตรเครดิตจะทำให้ได้ส่วนลดก็เป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก เมื่อไหร่ที่มีบัตรเครดิตเวลาไปเดินห้าง เราจึงมักใช้จ่ายโดยไม่ยับยั้งชั่งใจ คิดว่าอนาคตจะสามารถผ่อนได้ นานวันเข้าก็เกิดเป็นหนี้บัตรพอกพูน ทำให้เราขาดความมั่นใจในการใช้เงิน และใช้ชีวิต สุดท้ายเรานี่แหละที่ต้องวิ่งเต้นหาเงินมาใช้หนี้และดอกเบี้ย เพราะหลุมพรางที่ธนาคารและร้านค้าสร้างไว้คนที่ซื้อของผ่อนจ่ายดอกเบี้ย 0% นาน 3-10 เดือน คนส่วนใหญ่มักจะชำระเงินไม่หมดตามกำหนดได้ทุกเดือน

4.หนี้สินเพื่อการลงทุน

การกู้เงินลงทุนเป็นเรื่องปกติสามัญของคนที่คิดอยากจะทำธุรกิจ เรามักจะคิดว่ายืมเงินคนอื่นมาลงทุนดีกว่าใช้เงินตัวเองมาลงทุนแล้วหมดไป แต่ความจริงแล้วการกู้เงินมาลงทุนนอกจากเสียดอกเบี้ยแล้วยังเสี่ยงให้เกิดความเสียหาย

คุณอาจจะเห็นตัวอย่างคนที่ประสบความสำเร็จตามสื่อต่างๆ นั่นเพราะสื่อมวลชนให้ความสนใจ แต่ตัวอย่างที่ล้มเหลวอีก 95% มีอยู่ดาษดื่นรอบตัว หากไม่ใช่นักลงทุนมืออาชีพ หรือเริ่มที่จะศึกษาเรียนรู้การลงทุนเล็กๆ น้อยๆ ก่อนที่จะกู้เงิน ก็ควรหยุดพฤติกรรมนี้เสียดีกว่า

การจัดการหนี้ทั้ง 4 ทาง สิ่งแรกที่เราต้องทำให้ได้ ก็คือการอุดรูรั่วเพื่อไม่ให้เกิดหนี้ก้อนใหม่ แล้วค่อยๆ กำจัดหนี้สินทีละอย่าง หลายคนที่เคลียร์หนี้สินแล้วสามารถกลับมาเป็นเศรษฐี ก็ล้วนแต่ใช้วิธีนี้ด้วยกันทั้งสิ้น

 

 

“ไม้ดัด” วัดคลองเตยใน สืบสานงานศิลป์และเอกลักษณ์ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 สิงหาคม 2560 เวลา 12:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/511577

"ไม้ดัด" วัดคลองเตยใน สืบสานงานศิลป์และเอกลักษณ์ไทย

โดย…วรธาร ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

สุดยอดของการเล่นต้นไม้ก็คือไม้ดัด แต่ไม่ใช่ใครก็ดัดได้ ของพวกนี้มีแบบมีแผนมีตำราที่สืบสานกันมาแต่โบราณ คนที่ดัดเป็นและดัดสวยต้องลักษณะถูกเป๊ะตามตำราไม้ดัดไทยจริงๆ นั้นส่วนใหญ่มักจะได้รับการถ่ายทอดและการสอนวิชาศิลปะการดัดมาจากครูหรือผู้ที่มีความชำนาญในอดีตมาแล้วทั้งนั้น

ทว่าทุกวันนี้ผู้ที่มีความชำนาญในศิลปะแขนงดังกล่าว และยังสืบสานยึดตามแบบโบราณมีอยู่น้อยมาก เพราะคนที่จะสืบสานศิลปะมรดกไทยนี้ไว้ต้องมีใจรักและมีความอดทนอย่างสูงจึงจะทำได้ เชื่อไหมว่า ที่วัดคลองเตยใน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร มีไม้ดัดไทยโบราณจำนวนมาก มากถึงขนาดว่า ถ้าพูดถึงไม้ดัด…ต้องไปวัดคลองเตยใน

ใช่เลย…ถ้าใครไปวัดคลองเตยในก็จะเห็นไม้ดัดสวยงามจำนวนมากถูกเลี้ยงอยู่ในกระถางลายครามและกระถางอื่นๆ ตั้งรายรอบโบสถ์ ทั้งบริเวณด้านในและด้านนอก และยังอยู่บนชั้น 2 ของศาลาการเปรียญอีกมาก ซึ่งนอกจากมีไม้ดัดแล้วยังมีเขามอที่เป็นของคู่กันอีกจำนวนมาก โดยผู้ที่อนุรักษ์และสืบสานศิลปะการดัดไม้ไทยโบราณคือ “พระราชสิทธิสุนทร” เจ้าอาวาสวัดคลองเตยใน ที่ใช้เวลาว่างทำเป็นงานอดิเรก แต่มากคุณค่ามาเป็นเวลากว่า 40 ปี

ผลงานที่ท่านรังสรรค์ขึ้นมาเหล่านี้ได้ถูกขอให้นำไปจัดแสดงในงานต่างๆ นับครั้งไม่ถ้วน เช่น ที่อุทยาน ร.2 จ.สมุทรสงคราม งานนิทรรศการไม้งามอร่ามตาที่สวนหลวง ร.9 แต่ที่เป็นความภาคภูมิใจในชีวิตของท่าน คือไม้ดัดไทยโบราณวัดคลองเตยในได้ถูกนำไปประดับบริเวณรอบพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ล่าสุดได้รับการประสานจากกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ขอใช้ไม้ดัดไทยโบราณและเขามอร่วมประดับตกแต่งในบริเวณมณฑลพิธีพระเมรุมาศในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชอีกด้วย

แรงบันดาลใจที่ทำให้พระคุณเจ้าวัย 70 รูปนี้สนใจในศิลปะไม้ดัดไทยโบราณ ต้องย้อนไปเมื่อประมาณ 40 ปีที่แล้ว เมื่อวันหนึ่งท่านได้เดินบิณฑบาตไปแถวคลองเตย แล้วบังเอิญไปเห็นไม้ดัดตามบ้านคนรู้สึกว่าสวยงามดีก็เกิดความสนใจขึ้นมา จากนั้นจึงเริ่มหาตำราศึกษาค้นคว้าและพยายามเสาะหามาเลี้ยง  จุดแรกที่ไปซื้อคือสนามหลวงที่เมื่อก่อนมีตลาดนัด

“เลี้ยงอยู่พักหนึ่ง พอไปเจอชุดสองสวยกว่าก็เอาชุดแรกให้คนอื่น ไปอีกครั้งเห็นชุดที่สามสวยกว่าชุดที่สองก็เอาชุดที่สองให้คนอื่นอีก จนกระทั่งวันหนึ่งนั่งรถผ่านไปแถววิภาวดีรังสิต เห็นซุ้มต้นไม้ขายข้างทางก็แวะลง เห็นไม้เขน (หนึ่งในไม้ดัดไทยโบราณ) คู่หนึ่งเลยถามคนขายว่าไม้พวกนี้ยังมีคนทำอยู่หรือ เขาบอกมีอยู่ที่ศรีราชา ชลบุรี อาตมาก็ไปดูถึงที่ เป็นสองตายายทำ ก็ถามว่าโยมทำได้ยังไง เขาเล่าว่าได้ความรู้จากพ่อชื่อนิตย์ เอี่ยมปรีชา (ตอนนั้นอายุ 90 ปี) ซึ่งได้รับการสอนมาอีกต่อหนึ่งจากกำนันแนบ สักเนตร บ้านใกล้กันอยู่แถวบางจาก พระโขนง อาตมาก็เรียนรู้จากเขาและโยมนิตย์พ่อของเขาก็เคยมาสอนอาตมาถึงที่วัด เท่ากับท่านเหล่านี้เป็นครูอาตมา จากนั้นอาตมาก็สร้างสรรค์ไม้ดัดไทยโบราณมาจนถึงปัจจุบัน”

พระราชสิทธิสุนทร เล่าต่อว่า จริงๆ แล้วไม้ดัดเริ่มมีการปลูกเลี้ยงมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย เริ่มนิยมในหมู่เจ้าขุนมูลนายหรือคหบดีเท่านั้น จากนั้นพอมายุคต้นรัตนโกสินทร์ก็ได้รับความนิยมอีกและยังคงอยู่ในหมู่เจ้านายและขุนนาง โดยในรัชสมัยรัชกาลที่ 2 เรื่อยมาถึงรัชกาลที่ 5 การปลูกเลี้ยงเริ่มเป็นที่นิยมแพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ จากในวัง บ้านข้าราชการก็ขยายมาวัดและบ้านเรือนประชาชนทั่วไป และนิยมปลูกเลี้ยงในกระถางลายครามตั้งประดับตกแต่งบ้าน

“สมัยนั้นไม้ดัดมีเกือบทุกวัด มีทั้งปลูกในสนามหญ้าและปลูกในกระถาง ที่วัดโพธิ์มีเยอะ วัดคลองเตยเราก็มี ในตำราบอกว่าแถวบางล่างตั้งแต่บางลำพูล่าง (คลองสานในปัจจุบัน) ลงมาถึงคลองเตย บางจาก พระโขนง มีคนทำไม้ดัดสวยงามเป็นแบบนิยมระดับบรมครู สามารถระบุชื่อได้ 3 ท่าน คือ พระอาจารย์ปุ่น วัดบางน้ำผึ้งนอก กำนันแนบ สักเนตร อยู่บางจากแถวโรงเรียนบพิธวิทยา และนายเอม กรเกษม อยู่คลองเตย จึงไม่แปลกที่อาตมาจะได้วิชานี้ทางสายกำนันแนบ สักเนตร”

พระราชสิทธิสุนทร เล่าอีกว่า ไม้ดัดไทยโบราณมีลักษณะการดัดตามแบบแผนที่กำหนดไว้ 9 แบบ แต่ละแบบมีชื่อเรียกและวิธีการดัดที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ได้แก่ ไม้กระบวน ไม้ฉาก ไม้กำมะลอ ไม้หกเหียน ไม้เขน ไม้ป่าข้อม ไม้ตลก ไม้เอนชาย และไม้ญี่ปุ่น ซึ่งกว่าที่กิ่ง ก้าน หุ่น (หุ่น-ต้นไม้ที่จะนำมาทำเป็นไม้ดัด) และช่อของไม้จะงดงามด้วยลีลาที่เปลี่ยนทิศจากซ้ายแล้วย้ายไปขวา หรือจากบนวกลงล่างแล้วย้อนกลับขึ้นบนด้วยกลวิธีในการตัดแต่งลำต้น กิ่ง และหุ่นให้ออกท่าทางต้องรอคอยนานแรมปีให้ต้นไม้คงรูปตามจินตนาการและเป็นไปตามรูปแบบ คนที่ทำต้องใจอดทนและมีใจรักจริงๆ

“ยกตัวอย่างไม้กระบวนนิยมทำเป็นไม้กระบวน 5 ช่อ 7 ช่อ 9 ช่อ เป็นไม้ที่มีหุ่นเวียนขึ้นชูยอดชี้ฟ้าเข้าหาแนวศูนย์กลาง จะวนขึ้นเวียนขวาหรือซ้ายก็ได้ โดยการดัดให้ทรงต่ำ จะมีส่วนต้นตรงหรือคดน้อยก็ได้ ถือเอาทรงงามเป็นสำคัญ ดัดกิ่งวกเวียนให้ได้ช่องไฟได้จังหวะให้กิ่งกระจายตามหุ่นรอบตัว ซึ่งไม่กำหนดกิ่งก้านว่าจะเป็นรูปร่างอย่างไร แต่งพุ่มให้เรียบร้อย อาจจะมีต้นแอบด้วย ไม้ดัดชนิดนี้นิยมดัดกันมาก เนื่องจากดัดเข้าหุ่นง่ายกว่าแบบอื่น เมื่อดัดแล้วไม้มีความสมส่วนดี เทียบได้กับไม้ตั้งตรงที่ถูกเถาวัลย์เหนี่ยวรั้งกดทับ ประกอบกับการทิ้งกิ่งและเสียส่วนยอดไปเป็นเวลานานจนกิ่งที่เหลือทำหน้าที่ยอดแทน”

เจ้าอาวาสวัดคลองเตยใน กล่าวว่า ไม้ดัดแต่ละแบบมีความสวยงามและมีเสน่ห์อยู่ในตัวของมัน เช่น ไม้เขน ที่นิยมดัดทำกิ่งและช่อพุ่มใบ 3 กิ่ง แต่ละกิ่งจะมีหลายช่อใบก็ได้โดยไม่กระจายออกรอบตัว แต่ละกิ่งจะชี้ต่างทิศกัน นิยมให้กิ่งลงล่างหนึ่งกิ่ง ไปทางข้างหนึ่ง ขึ้นบนหนึ่ง หรือในสามกิ่งนั้นจะเฉไฉไปอย่างใดก็ได้ให้ต่างทิศกัน ไม่ควรทำกิ่งให้หันเหไปในทิศทางเดียวกัน จำไว้ว่าไม้เขนต้องมี 3 กิ่ง ถ้ามากนั้นไม่เป็นไม้เขน ไม้เขนจะมีลีลาสอดคล้องกับอิริยาบถของนางรำ นักมวย หรือผู้เต้นเขนในโขน จึงเป็นไม้ดัดที่มีเสน่ห์ ตรึงตราตรึงใจแก่ผู้พบเห็น

สำหรับพันธุ์ไม้ที่นิยมนำมาดัดนั้น พระราชสิทธิสุนทร กล่าวว่า มีหลายชนิด เช่น ตะโก ข่อย โมก มะขาม ชาฮกเกี้ยน แต่ไม้ที่โดดเด่นและหายากและเป็นที่ต้องการของคนเป็นที่หนึ่งคือตะโก ยิ่งแก่ยิ่งสวยเพราะลำต้นจะดำและการเล่นไม้ดัดจะเล่นกันที่การทำกิ่ง ส่วนต้นข่อยก็เป็นที่ต้องการเช่นกันเพราะหายาก ขณะที่โมกสมัยโบราณเป็นไม้หาง่าย ปลูกแทบทุกบ้าน จึงไม่เป็นที่อยากได้มาก แต่ก็นำมาดัดกันมากเพราะหาง่ายนั่นเอง ส่วนที่วัดคลองเตยจะมีตะโก ข่อย โมก และมะขามก็มีบ้าง

พระราชสิทธิสุนทร ย้ำว่า ต้องการอนุรักษ์และสืบสานไม้ดัดไทยโบราณนี้ไว้เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา เรียนรู้ เพราะนับวันศิลปะไม้ดัดไทยโบราณหาดูได้ยากลงไปทุกที เนื่องจากในช่วงหลังๆ ขาดคนรุ่นใหม่ที่สนใจมาสานต่อ ส่วนถ้าใครอยากเรียนรู้ก็พร้อมถ่ายทอด เพราะไม่อยากให้ภูมิปัญญาของคนโบราณสูญหายไปกับกาลเวลา