ครู…คนสุดท้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กันยายน 2560 เวลา 19:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/512646

ครู…คนสุดท้าย

โดย มะลิ ณ อุษา เครือข่ายพุทธิกา http://www.budnet.org

ตั้งแต่เกิด เราก็มี “ครู” คนแรก คือพ่อแม่คอยสั่งสอนบทเรียนที่มนุษย์ตัวน้อยควรรับรู้และฝึกฝน เมื่อเติบโตขึ้น “ครู” คนต่อมาก็ถือชอล์กถือปากการอเราอยู่ที่โรงเรียนอนุบาล โรงเรียนประถม โรงเรียนมัธยม และมหาวิทยาลัย ตลอดช่วงเวลาการเป็นนักเรียนและนักศึกษา 20-25 ปีนี้ เราจึงได้พบกับครูและอาจารย์มากมายหลายสิบคน

นอกเหนือจากการศึกษาในระบบและนอกระบบแล้วเราก็ยังมีการศึกษาที่ไม่เกี่ยวข้องกับระบบ แต่สัมพันธ์เชื่อมโยงกับการดำเนินชีวิตอย่างแนบแน่น

ผู้เขียนเชื่อว่า การเรียนรู้เกิดขึ้นตลอดชีวิต แม้ว่าบางรายวิชา เราจะไม่ได้ลงทะเบียนก็ตาม

แม้ว่าจะผ่านวิชาที่ลงทะเบียนเรียนในมหาวิทยาลัยครั้งล่าสุดมาเกือบยี่สิบปีแล้ว แต่ผู้เขียนก็ยังสมัครเรียนวิชาต่างๆ ที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอนอยู่เรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสื่อสาร การรู้จักตัวตนที่แท้จริง ศิลปะ การปลุกพลังความสร้างสรรค์ ฯลฯ

ล่าสุด ผู้เขียนเพิ่งลงทะเบียนเรียนวิชาที่สำคัญที่สุดเท่าที่เคยเรียนมา นั่นคือ วิชาไม่สุข-ไม่ทุกข์ตลอดระยะเวลา 5 วัน ครูผู้ชี้ทาง บอกให้ทำเพียงอย่างเดียว คือ รู้สึกตัว แล้วความรู้สึกตัวคืออะไร และจะนำไปสู่ความ ไม่สุข-ไม่ทุกข์ได้อย่างไร?

คำตอบอยู่ตรงนี้…

เมื่อเราอยู่ในสภาวะที่รู้สึกตัวทั่วพร้อม เราจะเห็นความคิดผุดขึ้นมา ทั้งเรื่องในอดีตและอนาคต ทั้งเรื่องดีและไม่ดีเกือบจะทันทีที่ความคิดผุดขึ้นมา เราก็สามารถปรุงแต่งต่อไปได้เป็นสาย จากนี้ไปเรื่องนั้น จากเรื่องนั้นไปได้เรื่อยๆ และส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นไปในทางที่จะทำให้จิตใจขุ่นมัว

เมื่อความรู้สึกตัวชัดเจน เราจะกลับมาอยู่กับปัจจุบัน เป็นปัจจุบันขณะที่อยู่กับความเคลื่อนไหว เช่น การเดิน การกิน การนั่ง การนอน หากเราอยู่กับอิริยาบถเหล่านี้อย่างรู้สึกตัว เราจะปราศจากความคิด เมื่อปราศจากความคิด ก็ปราศจากการปรุงแต่ง เมื่อปราศจากการปรุงแต่ง ก็ไม่มีความรู้สึกสุข-ทุกข์ มีแต่สภาวะที่เป็นกลางๆ

แต่เมื่อใดก็ตาม ที่เราหลงไปกับเล่ห์เหลี่ยมของความคิด เพลิดเพลินไปกับอารมณ์สุข เมื่อคิดเรื่องที่ชอบหรือถูกใจ หรือเตลิดไปกับอารมณ์โกรธขึ้ง หงุดหงิด เศร้าสร้อย เมื่อคิดถึงเรื่องที่ขัดอกขัดใจความต้องการของเราไม่ได้รับการตอบสนอง

รู้สึกตัว…ที่นี่ เดี๋ยวนี้

เหมือนเป็นคำแนะนำเก่าแก่ที่เราได้ยินได้ฟังกันจนชาชิน แต่จะมีสักกี่คนที่ตระหนักและสัมผัสประสบการณ์นี้ด้วยตัวเอง

การฝึก “รู้สึกตัว” ผ่านการเคลื่อนไหวตามแนวทางที่หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ เคยอบรมสั่งสอนไว้ คือ การเคลื่อนไหวมือเพื่อสร้างจังหวะ 14 จังหวะ และการเดินจงกรม

การ “รู้สึกตัว” จากการเคลื่อนไหว จะช่วยให้เราเห็น “ความคิด” เล่ห์เหลี่ยมของความคิดที่พยายามหลอกล่อให้เราล่องลอยตามไป การฝึกช่วงแรกๆ ความเมื่อยล้าจากการเคลื่อนไหวไม่หยุดอาจมีบ้าง แต่ไม่เท่าความเหนื่อยอ่อนจากการเห็น (และตาม) ความคิด ลอยไป กลับมา วนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า

กระนั้น ความคิดก็ไม่ใช่ผู้ร้ายที่เราจะต้องกำจัดให้สิ้นซาก เพราะความคิดมีอยู่อย่างนั้น เป็นของธรรมชาติ และเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะกำจัดมันออกไปเพราะกำลังอันน้อยนิดของเรา ไม่สามารถที่จะไปต่อกรกับอานุภาพของความคิดได้เลย เราเพียงแต่ “รับรู้” และปล่อยให้ความคิดผ่านเลยไป

เมื่อการฝึกผ่านไประยะหนึ่ง เราจะได้สัมผัสกับประสบการณ์ความสงบระงับ เสี้ยววินาทีแห่งความปีติอาจผุดพรายขึ้นมา คือ ผลและกับดักในคราวเดียวกัน เพราะการฝึกในครั้งถัดๆ มา เราก็จะโหยหาสภาวะที่รื่นรมย์เช่นนั้นอีก ประสบการณ์นี้ไม่ใช่แค่ความคิดเท่านั้น ผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าความคิดที่บงการอยู่เบื้องหลัง คือ “ความอยาก” สั่งให้เราฝึกต่อไป เอาจริงเอาจังมากขึ้นๆ

หารู้ไม่ว่า…ยิ่งเราจริงจังเพียงใด ความสงบก็ยิ่งห่างไกลออกไปเท่านั้น ความอึดอัดคับข้องใจก็จะตามมา จนเมื่อเรากลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวอีกครั้ง รับรู้ถึงกายที่กำลังเคลื่อนไหว แบบเบาๆ สบายๆ ไม่หย่อนและไม่ตึงเกินไป เราก็จะได้เข้าใกล้กับความสงบอีกครั้ง

เมื่อฝึกรู้สึกตัว อยู่กับปัจจุบันขณะ กระทั่งเกิดความสงบ ว่างจากความคิด…แล้วอย่างไรต่อ

เราก็จะเท่าทันการปรุงแต่งของความคิดไวขึ้น เท่าทันความ “อยาก” ที่พร้อมจะลากเราออกจากที่ตั้งอยู่ทุกขณะจิต และความอยากนี่เองที่จะนำพาให้เราไปเจอกับความทุกข์ ทั้งอยากได้แล้วไม่ได้ ได้มาแล้วสูญเสียไป และได้มาซึ่งสิ่งที่ไม่ปรารถนา เหล่านี้ล้วนนำมาซึ่งความทุกข์

ทันทีที่อยากได้ความสงบ ความสงบก็จะบินจากไป

อย่างไรก็ตาม การเท่าทันความอยากก็ไม่ใช่เป้าหมายที่สุดของการฝึก เพราะความอยากทำงานตอบสนองผู้บงการคนสำคัญที่อยู่เบื้องหลัง นั่นคือ อัตตา หรือ ตัวกู

ตัวกู นี่เองที่ผลักดันอยู่เบื้องหลังให้ เราทำนั่นทำนี่เพื่อตอบสนอง แม้กระทั่ง ขณะที่ฝึกปล่อยวาง เราก็ยังอยากได้รับการยอมรับ อยากได้รับการชื่นชม อยากบรรลุมรรคผล ทำให้เราเคี่ยวเข็ญตัวเองจนเบียดบังร่างกาย เราไม่อยากให้ครูตำหนิ ไม่อยากอยู่ท้ายแถว (ซึ่งจริงๆ ก็ไม่รู้หรอกว่า หัวแถวอยู่ตรงไหน) ทั้งหมดทั้งมวลก็เพื่อตอบสนอง “ตัวกู” ป้อนอาหารหล่อเลี้ยงตัวกู ให้ใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ

หลังการฝึกอันต่อเนื่องยาวนาน นักเรียนทั้งหลายต่างเคี่ยวกรำตัวเอง (แม้การฝึกที่จะผ่อนคลายก็ยังนับเป็นการเคี่ยวกรำ) เราทั้งหลายได้สัมผัสประสบการณ์ความสงบระงับมากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป แม้จะยังไม่เห็นวี่แววว่า จุดหมายปลายทางของการฝึกจะอยู่อีกไกลแค่ไหน และต้องผ่านความยากลำบากอะไรบ้าง คาถาที่เราต่างเก็บกลับไปฝึกต่อในวันนั้น คือ ไว้วางใจ ความรู้สึกตัว

ความรู้สึกตัว คือ ครูคนสุดท้ายที่จะอยู่กับเรา และสอนบทเรียนที่สำคัญที่สุดในชีวิตความเป็นมนุษย์ ซึ่งผู้เขียนก็ยังไม่สามารถบอกได้ว่า บทเรียนนั้นคืออะไร และจะสอบผ่านเมื่อใด

 

ดาวิด ฮอคนีย์ 82 พอร์เทรต + 1 สติลไลฟ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กันยายน 2560 เวลา 12:12 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/512676

ดาวิด ฮอคนีย์ 82 พอร์เทรต + 1 สติลไลฟ์

โดย อฐิณป ลภณวุษ

ณ แกลเลอเรีย อินเตอร์นาซิออนนาเล อาร์ตเต โมเดร์นา ดิ กา’เปซาโร หรือหอศิลปะสมัยใหม่ กา’เปซาโร อินเตอร์เนชันแนล เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี กำลังจัดแสดงภาพพอร์เทรตและสติลไลฟ์ ผลงานของยอดจิตรกรอังกฤษแห่งศตวรรษที่ 20 ฉายาศิลปินร่วมสมัยผู้เป็นแรงบันดาลใจมากที่สุด อย่าง ดาวิด ฮอคนีย์ เจ้าของผลงานชื่อดัง A Bigger Splash (1967) และ Mr and Mrs Clark and Percy (1970-71) ใน Exhibition of 82 portraits and 1 still life by David Hockney

งานนี้ ภัณฑารักษ์ กาเบรียลลา เบลลิ ร่วมกับ เอดิท เดวานีย์ แห่งรอยัล อคาเดมี กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ได้ขนเอาผลงานพอร์เทรต 82 ชิ้น บวกกับงานสติลไลฟ์ 1 ชิ้น ของยอดศิลปินเมืองผู้ดี ที่เพิ่งจัดแสดงไปที่รอยัล อคาเดมี มาให้ชาวอิตาเลียนได้ผลัดกันชม ก่อนที่จะย้ายไปโชว์ ณ กุกเกนไฮม์ มิวเซียม สาขาเมืองบิลเบา ประเทศสเปน ต่อด้วย พิพิธภัณฑ์หอศิลป์ ลอสแอนเจลิส เคาน์ตี สหรัฐอเมริกา

ดาวิด ฮอคนีย์ เกิดที่เมืองอุตสาหกรรม อย่างแบรดฟอร์ด ในปี 1937 เขาย้ายมายังกรุงลอนดอนเพื่อศึกษาต่อที่รอยัล คอลเลจ ออฟ อาร์ต (ปี 1959-1962) หลังศึกษาจบจากโรงเรียนศิลปะแห่งแบรดฟอร์ด ซึ่งเขาก็ได้กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มจิตรกรรุ่นเยาว์หัวกะทิของอังกฤษอย่างรวดเร็ว โดยในปี 1961 ได้มีนิทรรศการร่วมกับเพื่อนนักศึกษาศิลปะ อย่างเช่น อัลเลน โจนส์, อาร์. บี. กิทาช ฯลฯ ซึ่งทำให้ดาวิดกลายเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็วด้วยผลงานที่แสนจะโดดเด่นของเขา

การเดินทางไปยังสหรัฐในปีเดียวกันนั้น ได้สร้างชื่อของเขาให้กลายเป็นจิตรกรชาวอังกฤษที่โดดเด่นที่สุดในศตวรรษที่ 20 กับการวาดภาพวิถีแห่งอเมริกันชน สีสันอันแพรวพราวแห่งแคลิฟอร์เนีย ถ่ายทอดออกมาเป็นภาพสีสันจัดจ้านแนวฟิกกูเรทีฟ ซึ่งผสมผสานระหว่างภาพเคลื่อนไหว ภาพแลนด์สเคปมุมใหม่ ภาพวาดสีพาสเทล ภาพวาดสีน้ำมัน กลายมาเป็นผลงานชิ้นเอก โดยเฉพาะกับทั้งสองภาพดังที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งนับเป็นจิตรกรรมร่วมสมัยที่แทบจะหาค่าไม่ได้

สำหรับ Exhibition of 82 portraits and 1 still life by David Hockney ที่แกลเลอเรีย อินเตอร์นาซิออนนาเล อาร์ตเต โมเดร์นา ดิ กา’เปซาโร เมืองเวนิส เป็นภาพที่ดาวิดวาดระหว่างปี 2013-2016 เชื่อว่า เขาไม่ได้วาดภาพแบบอื่นๆ เลย นอกจากพอร์เทรต 82 ชิ้นกับสติลไลฟ์อีก 1 ชิ้นนี่ ระหว่างที่ (ยัง) ใช้ชีวิตอยู่ในแคลิฟอร์เนีย โดยคนที่มาเป็นแบบส่วนใหญ่ก็อยู่ในแวดวงคนสนิท ไม่ว่าจะเป็น เจ้าของแกลเลอรี่ศิลปะ นักวิจารณ์งานศิลป์ ภัณฑารักษ์ ศิลปิน อย่างเช่น ศิลปินคอนเซ็ปชวล จอห์น บัลเดสซารี, แลร์รี แกกโกเซียน นักค้างานศิลปะ หรือภัณฑารักษ์ สเตฟานี บาร์รอน นอกจากนั้นก็เป็นคนในครอบครัว และคนที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเขา

ภาพพอร์เทรตทั้งหมด 82 ภาพ ดาวิด วาดในลักษณะที่เหมือนกันหมด คือให้นั่งบนเก้าอี้เดียวกันเบื้องหน้าฉากหลังสีฟ้า โดยแต่ละคนนั้น จิตรกรอังกฤษแห่งศตวรรษที่ 20 ใช้เวลาวาดรายละ 3 วัน หรือที่เขาบอกว่า ให้มานั่งโพส “คนละ 20 ชั่วโมง”

ภาพวาดในฟอร์แมตเดียวกัน ดูๆ ไปก็เหมือนการจัดระเบียบความหลากหลายทางชีวภาพ ความแตกต่างในแต่ละภาพก็คือ เพศ สีผิว และบุคลิกเฉพาะของแต่ละคน คล้ายว่า ดาวิด ฮอคนีย์ ในวัยเฉียด 80 จะไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยในการค้นหาจิตวิญญาณ และดึงเอาบุคลิกภาพของแต่ละคนออกมา

ปี 2013 ดูเหมือนเป็นปีที่ ดาวิด กลับมาสร้างสรรค์งานแบบตึงมืออีกครั้งหนึ่ง หลังจากเตรียมงานสำหรับนิทรรศการ The Bigger Picture ณ รอยัล อคาเดมี กรุงลอนดอน ซึ่งเป็นภาพแลนด์สเคปของแคว้นยอร์กเชอร์บ้านเกิดของเขาเสร็จ ก็หันมาเริ่มต้นโครงการวาดภาพพอร์เทรตเซตนี้ หลังจากเดินทางกลับไปอยู่ที่ลอสแองเจลิสอีกครั้งหนึ่ง โดยส่วนใหญ่เป็นพอร์เทรตของคนที่เคยคุ้นกับดาวิดเป็นสิบๆ ปีขึ้นไปทั้งสิ้น

จิตรกรดึงคาแรกเตอร์ของแบบที่วาดในฟอร์แมตเดียวกัน ค่าที่เป็นคนคุ้นเคยทั้งนั้น คำวิจารณ์จึงเกิดขึ้นตั้งแต่ในสตูดิโอวาดภาพ ดาวิดเม้าท์ มาร์ติน เกย์ฟอร์ด นักวิจารณ์ศิลปะว่า ต้องสั่งให้โพสท่านู้นท่านี้เสียวุ่นวาย ขณะที่ บิง แมคกิลเฟรย์ เพื่อนสนิทของเขาที่เห็นภาพ ถึงกับหลุดปาก “ผมดูเหมือนเซลส์ขายตู้เย็นมาก!”

Exhibition of 82 portraits and 1 still life by David Hockney จัดแสดงที่ หอศิลปะสมัยใหม่ กา’เปซาโร อินเตอร์เนชันแนล เมืองเวนิส ตั้งแต่วันนี้-22 ต.ค.ศกนี้

 

อธิพาพร เหลืองอ่อน ไม่ไกลไปจากเกษตรอินทรีย์และความพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กันยายน 2560 เวลา 10:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/512670

อธิพาพร เหลืองอ่อน ไม่ไกลไปจากเกษตรอินทรีย์และความพอเพียง

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ , ภาพ  อธิพาพร

 

เหลืองอ่อนอยู่ในแวดวงเกษตรอินทรีย์มาตั้งแต่เรียนจบ จนคิดว่าชีวิตนี้จะไม่ไปไหนแต่จะอยู่ในแวดวงตลาดสีเขียว ทำเพื่อเกษตรกรและใช้ชีวิตพอเพียง มีความสุขกับสิ่งที่คิดและสิ่งที่เลือก คือ อธิพาพร เหลืองอ่อน หรือ มิ้ม วัย 32 ปี ผู้จัดการ เคี้ยวเขียวแคทเทอริ่ง หรือกรีนแคเทอริ่ง (Green Catering)ที่ให้บริการอาหารจัดเลี้ยงอินทรีย์ ที่ส่งถึงที่และสัมผัสถึงใจ“ทำงานอยู่ในแวดวงเกษตรอินทรีย์มาตลอดตั้งแต่เรียนจบ ชีวิตวนเวียนอยู่ด้วยการส่งเสริมสนับสนุนเกษตรสีเขียวมาตลอด รู้สึกกับตัวเองว่า นี่แหละเราแล้ว” มิ้ม เล่า

 

มิ้มเรียนจบคณะพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จบแล้วทำงานกับเครือข่ายตลาดสีเขียวของสวนเงินมีมา ดำรงนิสัยอยู่กับธรรมชาติเพราะคิดว่าไม่วุ่นวายกับความเป็นเมืองดี ชอบสายพัฒนาชุมชนก็เพราะได้อยู่กับธรรมชาติและได้มีส่วนช่วยสนับสนุนในสิ่งที่เป็นประโยชน์ชุมชน

 

จากโครงการตลาดสีเขียว สู่โครงการสวนผักคนเมือง มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย)มิ้ม บอกว่า ทำต่อเนื่องจึงเกิดเป็นความรักความผูกพัน รู้สึกดีที่ไม่ต้องแข่งขันกับใคร รู้สึกว่าอยู่แบบสงบก็มีความสุข มีชีวิตที่ได้ทำงานรับใช้สังคม ขณะเดียวกันก็ได้ดูแลตัวเองด้วย
ธรรมชาติ ได้ลงลึกใน “สายใน” ของตัวเอง

“กระบวนการเรียนรู้ภายในเกิดขึ้นเมื่อเราได้สัมผัสตัวเองผ่านธรรมชาติ เรียนรู้ด้านในของตัวเอง เกษตรยั่งยืนทำให้เรายืนหยัด” มิ้ม เล่า

 

ช่วงหนึ่งมิ้มลาออกจากงานประจำ และได้ใช้โอกาสนี้เพื่อทดลองทำอยู่ทำกินแบบพึ่งตนเองลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก โดยครอบครัวมีที่ดินอยู่ที่ จ.ชลบุรี มิ้มขอปันมาบางส่วน ทดลองทำการปลูกผักปลูกสวนประมาณ 1 ไร่ครึ่ง ส่วนใหญ่เป็นผลไม้และพืชผักสวนครัว มีกล้วย ผักพริก มะนาว กล้วยหอม ฯลฯ ถึงวันนี้ผลผลิตเริ่มจัดจำหน่ายได้แล้วน่าชื่นใจ

มิ้ม บอกว่า มิ้มอยากกลับบ้านเพราะมันดีมาก(ฮา) เป็นชีวิตที่ไม่ต้องหาความสุขที่ไหนเพราะตื่นเช้ามาก็เจอเลย บ้านของเธออยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ห่างจากตัว อ.พนัสนิคม ออกไป40 กิโลเมตร ชุมชนที่นี่มีชื่อเสียงเรื่องงานจักสานตื่นเช้าขึ้นได้เห็นพระเดินบิณฑบาต เข้าครัวทำ
กับข้าว กินกันเองในบ้าน อยู่บ้านทำสวน ดูแลคุณพ่อคุณแม่และคุณยายคุณน้า

 

“คนที่นี่ตื่นเช้ามาก เรายังมีสภากาแฟช่วงเช้าๆ ที่นี่ ทุกคนในหมู่บ้านถือโอกาสแวะเวียนมาพูดคุยพบปะ กินกาแฟกัน ได้มาเจอะเจอกัน เป็นบรรยากาศยามเช้าที่แสนอบอุ่นอ่อนโยน สะท้อนความสุขในชุมชนวิถีเกษตรของเราที่นี่”

มิ้มยังพัฒนาแบรนด์กระเป๋าผ้าทอมือ ชื่อ“beemim fabric handmade” สืบทอดการทอผ้าด้วยกี่ของคนรุ่นเก่า beemim ยังมีผู้ร่วมก่อการอีกหลายคนและหลาย

 

แหล่งจากทั่วประเทศ ที่ส่งสินค้าทำมือมาช่วยกันขาย ส่งเสริมและสนับสนุนให้งานผ้าทอมืออยู่ได้ ผู้ผลิตรายย่อยอยู่ได้ ใครสนใจกระเป๋าผ้าย้อมสีธรรมชาติ เข้าไปดูในเพจเฟซบุ๊กได้fb : beemimfabrichandmade

“ทุกวันนี้มิ้มตื่นเช้า จากนั้นก็ไปเข้าสวนดูแลต้นไม้ อยู่ในสวนพักใหญ่ ก่อนจะกลับออกมาดูสิ่งที่เรามี กระจุ๋งกระจิ๋งไปเรื่อย สบายๆช่วงบ่ายมิ้มทำงานผ้า กะผ้าตัดผ้าเพื่อส่งให้ช่างเย็บ ช่างก็เป็นคุณป้าๆ ที่อยู่ในชุมชนของเราเผลอแป๊บเดียวเย็นแล้วก็ออกไปรดน้ำต้นไม้อีกรอบ เสร็จ 5-6 โมงเย็น ก็กลับบ้านมาทำอาหารเย็น ช่วยแม่เข้าครัวหุงข้าวต้มแกงกินกันในบ้านนี่คือมิ้มในหนึ่งวัน”

 

ในวัยทำงานที่คนทำงานรุ่นเดียวกันกำลังอยู่ในช่วงของการแข่งขัน แข่งกันทำงานแข่งกันซื้อรถ แข่งกันซื้อบ้าน แข่งกันป่ายปีนสู่ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง มิ้ม บอกว่า สำหรับเธอแล้ว ชื่อเสียงเกียรติยศเป็นเรื่องนอกกาย ไม่เคยคิด ไม่เคยสัมผัส และไม่เคยเสียดาย

อีกทั้งไม่เคยคิดว่าจะต้องพิสูจน์ตัวเองกับใคร ไลฟ์สไตล์ของผู้จัดการเคี้ยวเขียว แคทเทอริ่งคนนี้คือความพอเพียงล้วนๆ และการอยู่กับวิถีเกษตรอินทรีย์ แม้เงินจะไม่มากหรือร่ำรวย แต่คือความสุขและความพอใจ

 

“ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องธุรกิจนะ แต่ไม่ขวนขวายที่จะได้ ไม่ขวนขวายที่จะมี ทุกวันนี้มีความสุขเพราะเราได้เจอเพื่อนที่ดี มีมิตรภาพที่อบอุ่นสิ่งที่ต้องทำคือการบาลานซ์หรือสมดุลชีวิตระหว่างโลกทางธรรมกับโลกทุนนิยม”

อยู่กับธรรมชาติ ขณะเดียวกันก็อยู่ได้และทำงานได้กับระบบระบอบของทุนนิยม ใช่! แม้ในตอนแรกพอ่ แมจ่ ะตั้งคำถามอยู่บ้าง อยากให้ลูกทำงานกับบริษัทใหญ่ๆ ไม่อยากให้ทำงานไร่นา แต่ก็ตอบตัวเองและตอบพ่อแม่ไปว่า ชีวิตที่เลือกคงไม่ไปจากวิถีเกษตรและความพอเพียงทุกวันนี้ดำรงตำแหน่งผู้จัดการเคี้ยวเขียวฯ ก็ไม่เป็นอะไรที่แตกต่าง คงใช้ชีวิตวนเวียนอยู่ด้วยงานด้านเกษตรอินทรีย์

 

ชีวิตซึ่งต้องเข้ามาทำงานที่กรุงเทพฯ และชีวิตที่บ้านไร่ชลบุรี แม้ต้องวิ่งเข้า-ออก นอกเมือง-ในเมือง แต่เพราะการบริหารจัดการรวมทั้งการแบ่งเวลา ก็ไม่มีปัญหา ชีวิตคงมีความสุข เพราะงานเคี้ยวเขียว แคทเทอริ่ง ก็ตอบโจทย์ของมิ้มเช่นกัน

สำหรับเคี้ยวเขียว…แคทเทอริ่ง คือ บริการอาหารจัดเลี้ยงเพื่อสุขภาพ หรือบางคนคุ้นเคยกับคำว่า Green Catering ภายใต้คอนเซ็ปต์ของความอร่อย ความงดงาม ความเรียบง่ายโดยเป็นธุรกิจเอสอีที่ให้บริการจัดเลี้ยง เน้นการใช้วัตถุดิบจากเครือข่ายตลาดสีเขียว ปลอดภัยในกระบวนการผลิต พิถีพิถันในการปรุง คำนึงถึงประโยชน์ของผู้บริโภค เกษตรกรและสิ่งแวดล้อม

 

“การให้บริการอาหารจัดเลี้ยงที่ดีต่อสุขภาพเป็นสิ่งที่จรรโลงผู้คน เป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ด้านสุขภาพ ขณะเดียวกันก็เป็นการช่วยสนับสนุนผู้ผลิตเกษตรกรรายย่อย ที่มีความอุตสาหะตั้งใจทำสิ่งที่ดีๆ อีกทั้งสิ่งแวดล้อมก็ได้ช่วยกันดูแลรักษา” มิ้ม เล่า

มองไปข้างหน้า มิ้ม เล่าว่า เธอก็คงใช้ชีวิตต่อไป ดูแลสวนผักที่โตวันโตคืน ดูแลบุพการี ดูแลเคี้ยวเขียว แคทเทอริ่ง บาลานซ์ชีวิตบ้านไร่กับชีวิตการทำงานในเมือง อ้อยังมีแผนระยะสั้น ที่มิ้มเตรียมตัวจะเป็นเจ้าสาว เข้าพิธีแต่งงานกับเพื่อนชายที่คบหาดูใจกันมาระยะหนึ่ง เพราะรักและเข้าใจในวิถีเกษตรอินทรีย์ ก็ลงเอยด้วยการสร้างครอบครัวและชุมชนเกษตรอินทรีย์ที่ยั่งยืน

 

ศรัณย์ คุ้งบรรพต เปิดกล่องความทรงจำ ‘ที่สุดของชีวิต’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กันยายน 2560 เวลา 10:22 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/512667

ศรัณย์ คุ้งบรรพต เปิดกล่องความทรงจำ ‘ที่สุดของชีวิต’

โดย พุสดี

ในโลกแห่งการทำงาน โน้ต-ศรัณย์ คุ้งบรรพต คือผู้บริหารหนุ่มรุ่นใหม่ที่ในวัยเพียง 34 ปี ก็สามารถดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายสรรหาและว่าจ้างบุคลากรบริษัท ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ส่วนในวงการดนตรี เขาคืออีกหนึ่งนักร้องหนุ่มมากความสามารถ ทีไม่เพียงแต่มี่รางวัลด้านการร้องเพลงการันตีพรสวรรค์และฝีมือในการร้องเพลงมากมายแต่ล่าสุดยังเพิ่งเป็นตัวแทนประเทศไทยไปสร้างชื่อในเวทีการแข่งขันระดับโลกอย่าง WorldChampionship of Performing Artsหรือ WCOPA สามารถคว้าเหรียญรางวัลจากการแข่งขันทุกประเภทที่ลงชิงชัยมาครองได้สำเร็จ ถือเป็นอีกหนึ่งหลักไมล์สำคัญของชีวิตในการเป็นนักร้องที่ไม่รู้ลืม

แน่นอนว่าสัมภาษณ์เอ็กซ์คลูซีฟครั้งนี้ นอกจากโน้ตจะมาเปิดกล่องความทรงจำล่าสุดที่จนวันนี้หัวใจยังเต้นไม่เป็นจังหวะทุกครั้งที่นึกถึงเขายังขนกล่องความทรงจำ “ที่สุดของชีวิต”มาร่วมแบ่งปัน รับรองว่าครบรส ทั้งลุ้น ทั้งมัน ทั้งฮา ดราม่านิดๆอ่านจบแล้วคุณอาจจะรู้สึกว่าอึ้งและทึ่งไปกับชีวิตของผู้ชายคนนี้

จากเด็กเรียนสู่สังเวียนนักร้อง

กล่องความทรงจำแรกที่โน้ตชวนทุกคนนั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปเปิดพร้อมกัน คือ จุดเริ่มต้นที่พรหมลิขิตชักพาให้เขาตกหลุมรักการร้องเพลงอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

“สมัยเด็กผมค่อนข้างเป็นเด็กเรียนดี เรียนอยู่โรงเรียนที่ต่างจังหวัด สมัยก่อนเวลาครูจะเลือกนักเรียนไปทำกิจกรรมอะไรก็ตาม มักจะเลือกเด็กที่เรียนดี ผมเองก็อยู่ในกลุ่มนั้น ถึงจะร้องเพลงไม่เป็น แต่ครูก็เลือกให้ไปประกวดร้องเพลง (ยิ้ม) จุดเริ่มต้นบนถนนสายดนตรีของผมเลยเหมือนจับพลัดจับผลูเข้ามา ผมเองตอนนั้นอายุประมาณ 8 ขวบ ถึงจะร้องเพลงไม่เป็น แต่พอครูถามว่าสนใจไหม ก็เออออตามน้ำ ไปหาร้านแถวบ้านอัดเพลงเพื่อส่งประกวด ตอนนั้นผมเลือกเพลง ‘ต่อเวลา’ของพี่เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์” เล่ามาถึงตรงนี้อาจเพราะอารมณ์ศิลปินในตัวเริ่มคุกรุ่น โน้ตเลยถือโอกาสอินโทรเพลงต่อเวลาให้ได้ฟังเพลินๆ ก่อนจะเฉลยถึงเวทีที่เข้าประกวดในเวลานั้นว่าคือ เวทีของสยามกลการซึ่งหลายคนคุ้นหูกันอย่างดี เพราะแจ้งเกิดนักร้องคุณภาพมาแล้วมากมาย

ใครจะคิดว่าจากเด็กร้องเพลงไม่เป็น ไม่มีครูสอนร้องเพลง จะฝ่าด่านผู้แข่งขันทั่วประเทศหลายพันคน ผ่านเข้ารอบ 100 คน ได้มาร้องต่อหน้ากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งโน็ตยอมรับแบบไม่กั๊กว่าร้องแบบไม่กดดัน เพราะต้นทุนความหวังต่ำมาก

“ตอนรอบ 100 คนผู้เข้าแข่งขันยังร้องเพลงเดิม แต่ร้องแบบไม่มีดนตรี อาจเพราะตื่นเวทีตื่นเต้นหรืออย่างไรไม่ทราบผมร้องๆ ไปปรากฏว่าสะอึกร้องขาดไปช่วงหนึ่ง ก็คิดในใจว่าคงตกรอบแล้ว ปรากฏว่าผมผ่านเข้ารอบ 60 คน รอบนี้ผมเลือกเพลง ‘พริกขี้หนู’ ของพี่เบิร์ดเหมือนเดิม ได้โชว์ทักษะทั้งร้องและเต้น มาถึงรอบนี้ กรรมการจะคัดเหลือ 20คน เพื่อเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ซึ่งผมก็ผ่านเข้ารอบมาอีก ในรอบชิงชนะเลิศผมเลือกเพลง‘คิดถึง’ ของ หรั่ง ร็อคเคสตร้า ทั้งที่ตอนแรกคุณแม่อยากให้เปลี่ยน เพราะเห็นว่าไหนๆ ผมใช้เพลงพี่เบิร์ดมาตลอดาจะใช้เพลงพี่เบิร์ดต่อแต่ผมเตะหูเพลงนี้ แรกๆ ก็ยังหวั่นๆ นะ เพราะตอนซ้อมสะอึกทุกรอบ แต่พอขึ้นเวทีจริงกลับเป็นรอบเดียวที่ผมร้องได้โดยไม่สะดุดเลย และสุดท้ายเพลงนี้ก็ทำให้ผมคว้ารางวัลชนะเลิศมาได้อย่างไม่คาดฝัน” โน้ต ย้อนภาพวันวานที่ยังกระจ่างชัดในความรงจำอย่างออกรส

“ผมยังจำวินาทีที่ประกาศผลได้ หลังจากประกาศรางวัลรองชนะเลิศไปหมดแล้ว ด้วยความเป็นเด็ก ผมชะโงกหน้าจากแถวออกไปดูว่าเหลือใครบ้าง พอเห็นคนที่เป็นตัวเก็ง ก็คิดว่าจากนี้ก็คงประกาศชื่อเขา แต่สุดท้ายกลับเป็นชื่อเรา ตอนนั้นผมสติหลุดนะ เดินออกไปรับรางวัลแบบงงๆ ยังถามตัวเองว่านี่เรื่องจริงหรือฝัน เพราะตอนแรกผมคุยกับพ่อไว้ว่า พอประกาศรางวัลเสร็จจะมีลูกโป่งลอยลงมา ผมจะนอนเล่นกับลูกโป่งให้สนุกเลย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำนะครับ เพราะพอชนะเขาให้โชว์เพลงอีกรอบปรากฏว่ารอบนี้ผมร้องแล้วสะดุดเหมือนตอนซ้อมเลย (หัวเราะ)”

อย่างไรก็ตาม โน้ตยอมรับว่าเวทีสยามกลการได้เปิดประตูแห่งโอกาสอีกหลายบานให้เด็กน้อยคนหนึ่งอย่างไม่น่าเชื่อ และยังทำให้เขาได้รับโอกาสที่ลืมไม่ได้ในชีวิตนี้ นั่นคือการได้ร้องเพลงต่อหน้าพระพักตร์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

“ผมจำได้ว่าตอนอายุ 9 ขวบ ผมได้มีโอกาสร้องเพลงต่อหน้าพระพักตร์ในหลวงรัชกาลที่ 9ที่สวนอัมพร ผมจำไม่ลืมเลยชีวิตนี้ เพราะพระองค์ท่านทรงเมตตาถ่ายภาพผมด้วย”

หนึ่งในนักร้องแห่งวงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพ

อีกหนึ่งความทรงจำที่โน๊ตบอกว่าชั่วชวีตินี้ไม่ลืม คือ การได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในวงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพ หรือ Royal Bangkok SymphonyOrchestra (RBSO) มายาวนานถึง 15 ปี

“ผมได้เข้าร่วมวงตอนเรียนอยู่ปี 1 สารภาพตรงๆ ว่าตอนนั้นยังไม่ค่อยรู้จักวงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพเท่าไร คิดว่าแค่มาร้องเพลง แต่ปรากฏว่ามาวันแรกเจอศิลปินระดับเทพๆ ทั้ง ธนพรแวกประยูร, ธีรนัยน์ ณ หนองคาย คอนดักเตอร์ระดับตำนาน ศิลปินแห่งชาติ วงดนตรี ที่มีเครื่องดินตรีหลายสิบชิ้น โจทย์เพลงที่ได้ก็ไม่ใช่เพลงที่คุ้น ตอนนั้นรู้แต่ว่ากดดันมาก ผมเอาแต่ฟังเพลงเพื่อจำเนื้อร้องให้ได้ ฟังจนหลับไปเลยก็มี จำได้ว่าตอนนั้นงานแรกที่ผมมีโอกาสร่วมร้องเพลง คือ ‘คอนเสิร์ต 50 พรรษา มหาวชิราลงกรณ’ ซึ่งเป็นการแสดงดนตรีโดยวง
ดุริยางค์สากลและการขับร้องประสานเสียงเพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร เนื่องในโอกาสเจริญพระชนมายุครบ 50 พรรษา”

โน้ตบอกว่าการได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ RBSOถือเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของชีวิตการเป็นนักร้อง “เป็นอีกหนึ่งห้องเรียนที่ทำให้ผมได้เรียนรู้และลดอีโก้ของตัวเอง ไม่ใช่ว่าเป็นนักร้องนำแล้วจะร้องอย่างไรก็ได้ แต่ต้องรู้จักทำงานเป็นทีม ยิ่งร้องกับวงใหญ่แบบนี้ บางครั้งนักร้องก็เป็นเพียงแค่เรื่องดนตรีชิ้นหนึ่งบนเวทีเท่านั้น เพราะบนเวทีทุกคนล้วนมีความหมายมีความสำคัญ”

“ผมพอแล้วสำหรับการแข่งขันร้องเพลง”

เล่ามาถึงตรงนี้ ทำให้คลายข้อสงสัยถึงความรักที่เขามีต่อเสียงเพลงทีละข้อ และไม่แปลกใจเลยว่าทำไม ทั้งที่วันนี้เขาได้สวมบทบาทผู้บริหารระดับสูงขององค์กรใหญ่ แต่เขายังคงสานต่อความฝันด้านการร้องเพลงอยู่เสมอ ล่าสุดเขาทำความฝันของตัวเองสำเร็จไปอีกข้อ ด้วย
การคว้า 14 เหรียญรางวัลจากเวที WorldChampionships of Performing Arts ครั้งที่ 21ซึ่งจัดขึ้นที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

“ผมตัดสินใจพาตัวเองเข้าสู่สนามแข่งอีกครั้งเพราะผมผ่านเวทีระดับประเทศมาแล้ว จากเวทีสยามกลการตอนเด็ก 10 ปีให้หลังผมกลับสู่เวทีการประกวดอกี ครงั้ ในเวทเี ดมิ และไดร้ บั รางวลันักร้องดีเด่นแห่งประเทศไทย (KPN Award 2001)จากน้นั ลองไปแข่งระดับเอเชียได้รางวัลนักร้องหน้าใหม่ยอดเยี่ยมในงาน Shanghai MusicFestival 2002 ครั้งนี้เลยอยากเพิ่มดีกรีความท้าทายไปพิสูจน์ฝีมือในเวทีระดับโลก ผมสมัครไปแข่ง10 กว่าประเภท เตรียมตัวโหดมาก ตั้งแต่การเลือกเพลง ฝึกซ้อม จัดหาเสื้อผ้า”

การแข่งขันคร้้งนี้ แน่นอนว่าเป็นอีกคร้งั ที่โน้ตลืมไม่ลง เพราะยังไม่ทันลงสนามแค่เดินทางไปถึงสหรัฐ 3 วันก่อนการแข่งขันก็เกิดป่วย โชคดีที่หายป่วยทัน แต่ความท้าทายก็ยังถาโถม เมื่อพบว่าทุกรายการที่ลงไปจะแข่งจะเกิดขึ้นในบ่ายวันเดียวนั่นหมายความว่าเขาต้องตั้งสติ
มั่น ทำให้เต็มที่ เพราะแต่ละโชว์มีเวลาแค่ 1 นาที เรียกว่าขึ้นเวทีแล้วต้องฮุกให้เข้าเป้าทันที

“อารมณ์วันนั้นเหมือนเป็นไบโพลาร์เลยครับเพราะต้องสวมบทบาทหลายบุคลิกมาก บางทีเพิ่งขึ้น มาร้องเพลงแนวรักชาติ จากนั้นมาร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า ขึ้นมาอีกทีเป็นแนวป๊อป สลับไปเป็นอาร์แอนด์บี วันนั้นมีพลังเท่าไรเรียกว่าปล่อยสุดจริงๆ หมดพลังคือทำดีที่สุด บอกตัวเองว่าถ้าแพ้หรือไม่ได้เหรียญก็ไม่เสียใจ เหมือนกับทหารที่ตายในสนามรบก็ไม่เสียดาย เพราะเต็มที่สุดๆ คู่แข่งก็เก่งมากๆ ถึงแพ้ก็ไม่ได้รู้สึกว่าทำผิดพลาดหรือไม่เต็มที่ แต่ถือว่าเราแพ้ให้กับคนที่เก่งจริงๆ”

ทว่าหลังจากประกาศผลปรากฏว่าโน้ตที่มาด้วยใจ มีแพชชั่นเป็นแรงขับดัน กลับคว้าใจกรรมการมาครองได้สำเร็จ กวาดมาได้ถึง 6เหรียญทอง 5 เหรียญเงิน และ 3 เหรียญทองแดงที่สำคัญโน้ตไม่พลาดเหรียญรางวัลเลยแม้แต่การแข่งขันเดียวที่ได้ลงสมัครไป แถมยังได้โล่
รางวัลคะแนนสูงสุดในประเภทเพลงป๊อป เพลงบรอดเวย์ และเพลงกอสเปลอีกด้วย

“หลังจากวันที่แข่งเสร็จ ผมไม่มีเสียงพูดเลยนะครับ สำหรับผมนี่เป็นการแข่งขันที่ดุเด็ดเผ็ดมันมาก เป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตจริงๆ จากนี้ไปผมคิดว่าจะไม่ลงแข่งขันร้องเพลงอีกแล้วครับ เหมือนว่าเรามาสุดแล้ว เวทีระดับโลกก็มาแล้ว แต่ผมจะไม่ทิ้งการร้องเพลงแน่นอน การร้องเพลงยังเป็นอีกโลกที่ผมหลงรัก การร้องเพลงทำให้ผมรู้สึกมีพลังบางอย่างบอกไม่ถูก ต้องสัมผัสเอง”

38 ชั่วโมงแห่งการรอคอยบนเครื่องบิน

เต็มอิ่มกับกล่องความทรงจำที่มีแต่เรื่องราวชวนยิ้มแล้ว โน้ตเลือกหยิบอีกหนึ่งความทรงจำที่ลืมไม่ลงและชวนให้คิดถึงมาเล่า หลังจากได้มีโอกาสเดินทางไปสหรัฐอีกครั้ง

“ผมทำงานอยู่ที่กรุงศรีฯ มา 7 ปีวันหนึ่ง บริษัทมีโครงการ ‘GlobalRotate Program’ ส่งพนักงานไปทำงานที่ต่างประเทศผมเห็นว่าน่าสนใจจึงสมัครเข้าร่วม และได้รับเลือกเป็นตัวแทนไปทำงานที่สหรัฐ 1ปี ทุกอย่างเหมอืนจะราบรื่น จนกระทั่งวันเดินทาง เที่ยวบินของผมต้องเดินทางไปเปลี่ยนเครื่องที่อาบูดาบี ปรากฏว่าหลังจากเปลยี่นเครื่องเพื่อเดินทางต่อไปสหรัฐ ระหว่างรอเครื่องขึ้นมีประกาศจากสายการบินว่าจะเล่อืนเวลาเดินทางไป 45นาที ตอนนั้นผมและผู้โดยสารคนอื่นๆ ก็ไม่ได้คิดอะไร แต่หลังจากนั้นมีการประกาศเลื่อนเวลาออกไปเรื่อยๆ ทีละชั่วโมง จนผ่านไปถึงชั่วโมงที่3 ก็เริ่มไม่มีประกาศ ทุกคนได้แต่รออย่างรู้ชะตา”

ความคลุมเครือที่เกิดขึ้นทำให้โดยสารบนเครื่องเลยทนไม่ไหว ในเวลานั้นแม้โน้ตจะยังรับมือกับสถานการณ์ได้ดี แต่ผู้โดยสารคนอื่นกับไม่เป็นเช่นนั้น

“สถานการณ์บนเครื่องตอนนั้นอลหม่านพอควร เด็กร้อง ผู้โดยสารโวยวาย ผมเองโชคดีที่เปิดโรมมิ่งเลยสามารถส่งข้อความบอกให้เพื่อนที่มารอรับที่สนามบินกลับบ้านไปก่อน เพราะยังไม่รู้ว่าเครื่องจะออกได้ตอนไหน ผมจำได้ว่าตอนนั้นผมเปิดดูหนังที่มีแทบทุกเรื่อง แม้แต่เรื่องที่ไม่อยากดู อย่าง TItanic และ War for the Planetof the Apes เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับหายนะที่เกิดขึ้นกับสหรัฐ แต่สุดท้ายก็ต้องทนดูจนจบ”

12 ชั่วโมงเต็มๆ ที่โน้ตได้แต่นั่งรออยู่บนเครื่องบินที่จอดนิ่งๆ ไม่ไปไหน ท่ามกลางเสียงบน่ และโวยวายของเพอื่ นรว่ มชะตากรรม ทสี่ ดุเมื่อเครื่องขึ้นได้ กว่าจะไปถึงจุดหมายต้องใช้เวลาถึง 38 ชั่วโมง นับเป็นการเดินทางอันแสนหฤโหดแต่ก็ยังไม่โหดร้ายเท่าเมื่อเครื่องร่อนลงแตะสนามบินมีประกาศยังไม่ให้ผู้โดยสารลงเครื่อง พร้อมกับมีเจ้าหน้าที่ตำรวจขึ้นมาบนเครื่อง และรวบตัวผู้ต้องสงสัยที่คาดว่าจะก่อการร้ายลงไป

“หลังจากลงจากเครื่อง ผมถึงได้รู้ว่าเรื่องราวความโกลาหลของเที่ยวบินของเรา กลายเป็นข่าวตามสถานีท้องถิ่นของเขา ที่สำคัญเครื่องบินลำข้างที่ขึ้นไม่ได้เหมือนกัน มีคนตายบนนั้นด้วย ผมเองพอผ่านวิกฤตนั้นมาได้ ขากลับเลยตัดสินใจเปลี่ยนตั๋วไปใช้สายการบินอื่น และ
บอกลาสายการบินนั้นมาจนบัดนี้ ทุกวันนี้เวลาจะมาสหรัฐทุกครั้ง เพื่อนก็ยังแซวเรื่องนี้อยู่เลย”โน้ตเล่าถึงอีกหนึ่งเหตุการณ์ระทึกที่ไม่มีวันลืมของชีวิตเป็นการส่งท้าย

 

กุลศรา โสณกุล ณ อยุธยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กันยายน 2560 เวลา 14:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/512545

กุลศรา โสณกุล ณ อยุธยา

โดย ฤดูกาล

สอนลูกผ่านการมองโลก

ทายาทเจ้าของธุรกิจสระว่ายน้ำในประเทศไทย กุลศรา โสณกุล ณ อยุธยา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท พูลแอนด์สปา โปรดักส์ และคุณแม่ลูกสองคู่ชีวิตของ ม.ล.ธีรเชษฐ์ โสณกุล

 เธอเป็นหญิงเก่งผู้ดูแลฝ่ายการตลาดและวางแผนกลยุทธ์ทั้งหมดของบริษัท ซึ่งสามารถพิสูจน์ตัวเองให้ทุกคนได้เห็นแล้วว่า ผู้หญิงก็สามารถดูแลธุรกิจรับก่อสร้างและสามารถจัดการชีวิตส่วนตัวได้อย่างลงตัว

“เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องให้ลูกได้ลองทุกอย่าง และสุดท้ายลูกๆ จะชอบอะไรหรือเลือกอะไรก็แล้วแต่เขา”

 ปัจจุบันลูกชายคนโตอายุ 10 ขวบ และลูกสาวคนเล็กอายุ 7 ขวบ โดยเธอและลูกๆ จะเดินทางไปเที่ยวทั้งครอบครัวอย่างน้อยปีละครั้ง ซึ่งได้กลายเป็นกิจกรรมประจำปีมาตั้งแต่ลูกชายคนโตอายุได้เพียง 9 เดือน

“ทุกปีเราจะมีทริปครอบครัวยาวๆ พาลูกไปเที่ยวต่างประเทศ อย่างตอนลูกเล็กๆ ชอบพาไปญี่ปุ่น เพราะเป็นประเทศที่เที่ยวเองง่าย มีอาหารขวดสำหรับเด็กเล็ก ซึ่งโชคดีที่ลูกเราไม่นอนกลางวัน ไม่งอแง กินง่ายอยู่ง่าย ทำให้เวลาเดินทางไปไหนจะเที่ยวกันได้ทั้งวัน ซึ่งตอนนี้ลูกเริ่มโตแล้ว เราก็จะพาเขาไปเที่ยวแบบมิกซ์กันระหว่างเข้าพิพิธภัณฑ์หาความรู้กับเข้าสวนสนุกหาความสนุกสนาน” เธอกล่าวเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม เธอและสามีไม่ได้พาลูกท่องเที่ยวแค่ต่างประเทศเท่านั้น แต่ไม่ว่าจะเป็นการปั่นจักรยานด้วยกัน วิ่งเล่น ว่ายน้ำ หรือแม้แต่กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันก็สามารถสร้างช่วงเวลาคุณภาพให้ครอบครัวได้แล้ว

 “ช่วงนี้เป็นช่วงตักตวง เพราะอีกหน่อยลูกๆ ก็คงไม่เที่ยวกับเราแล้ว ซึ่งเวลาเดินทางไปด้วยกันพี่น้องจะคุยกันมากขึ้น ไม่ได้อยู่กับไอแพด ไม่ได้อยู่กับหูฟังตัวเอง และเราจะสอนให้ลูกดูบ้านเมือง ดูผู้คน สอนให้เขาเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และสอนให้ลูกเห็นแนวคิดอย่างอื่น

“เพราะเวลาอยู่บ้านหรืออยู่โรงเรียนลูกจะมีสังคมที่ใกล้เคียงกันมาก ทำให้เขาไม่ค่อยเห็นคนที่หลากหลาย แต่เมื่อพอเขาอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่จะได้เรียนรู้สังคมและโลกใบนี้ว่ามีความแตกต่าง ทำให้เขาเปิดใจและเห็นความหลากหลายบนโลกนี้”

 คุณแม่นักบริหารยังกล่าวทิ้งท้ายว่า หากการไปเที่ยวมีเวลาจำกัด เธอก็อยากให้ลูกๆ ได้เรียนรู้มากที่สุด เหมือนกับช่วงเวลาที่ลูกจะไปเที่ยวกับพ่อแม่ที่ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหน ทำให้ตอนนี้เธอต้องพาลูกเที่ยวให้มากที่สุดเพื่อสร้างความทรงจำในครอบครัวให้มากที่สุด

 

ชมนิทรรศการพิเศษเฉลิมพระเกียรติฯ เครื่องทองสุโขทัย-ทองเพชรบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กันยายน 2560 เวลา 12:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/512421

ชมนิทรรศการพิเศษเฉลิมพระเกียรติฯ เครื่องทองสุโขทัย-ทองเพชรบุรี

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีฯ เชิญชมนิทรรศการพิเศษเฉลิมพระเกียรติฯ “เครื่องทองสุโขทัย – ทองเพชรบุรี: หัตถศิลป์ภูมิปัญญาช่างทองไทย เทิดไท้พระบารมี”

เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 65 พรรษา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร และเฉลิมพระชนมพรรษา 85 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT ขอเชิญผู้สนใจร่วมชมนิทรรศการพิเศษเฉลิมพระเกียรติฯ “เครื่องทองสุโขทัย – ทองเพชรบุรี : หัตถศิลป์ภูมิปัญญาช่างทองไทย เทิดไท้พระบารมี” เพื่อสานต่อความดีที่พ่อทำ และสืบสานงานศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9

อีกทั้งยังมุ่งเน้นให้ความรู้แก่ผู้เข้าเยี่ยมชม และสร้างความตระหนักในภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าของช่างฝีมือไทย โดยเปิดให้ประชาชนทั่วไปร่วมเแสดงความจงรักภักดีโดยลงนามถวายพระพร พร้อมชมนิทรรศการพิเศษ ณ ห้องนิทรรศการหมุนเวียน ชั้น 2 พิพิธภัณฑ์อัญมณีและเครื่องประดับ อาคารไอทีเอฟ ถนนสีลม โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันนี้ ถึง 8 ก.ย. 60

สำหรับนิทรรศการในครั้งนี้ ทางสถาบันฯ ได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน ในการสนับสนุนเครื่องประดับที่มาจัดแสดง อาทิ บริษัท ชายน์นิ่ง โกลด์ บ้านช่างทอง และ เฮเว่น เจมส์ บาย ห้างทองแม่บุญมา ซึ่งเครื่องประดับแต่ละชิ้นล้วนมีความสวยงามประณีต แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญในการผลิตเครื่องประดับทองคำของช่างทองไทย

โดยเครื่องทองสุโขทัย นับได้ว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า ด้วยลักษณะพิเศษจากกระบวนการทำด้วยการถักเส้นทองอย่างละเอียด ปราณีต แสดงถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่บ่งบอกถึงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และศิลปวัฒนธรรมของสุโขทัยได้เป็นอย่างดี

ทองสุโขทัย โดยทั่วไปเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ทองโบราณ” เนื่องจากมีการศึกษาและฟื้นฟูกรรมวิธีการถักทองของคนโบราณขึ้นมาใหม่อีกครั้ง เป็นงานศิลปหัตถกรรมที่มีชื่อเสียงของตำบลท่าชัย และตำบลศรีสัชนาลัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ที่บรรจงทำทองรูปพรรณเลียนแบบเครื่องทองโบราณได้อย่างสวยงาม จนมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับของชาวไทยและชาวต่างชาติ ด้วยสองมือที่สร้างสรรค์งานทองรูปพรรณโบราณทำให้ได้มาซึ่งหัตถศิลป์ล้ำค่าหลายแบบ หลายลวดลาย

โดยในระยะแรกได้แบบอย่างมาจากเครื่องทองโบราณ ลวดลายประติมากรรม รูปเคารพ ลายปูนปั้น และภาพจิตรกรรมฝาผนัง รวมไปถึงลวดลายของเครื่องทองโบราณที่ได้มาจากแหล่งอื่นๆ จากนั้นนำมาประมวลขึ้นเพื่อผลิตเป็นงานทองสุโขทัยโดยเฉพาะ

การทำทองสุโขทัยหรือทองโบราณ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. ประเภทเครื่องประดับ จะนิยมทำเป็นทองรูปพรรณ เช่น สร้อยสามเสา สี่เสา ห้าเสา หกเสา แปดเสา สร้อยก้านแข็ง กำไลข้อมือ กำไลหลอด ข้อมือถักลายเปีย แหวนทอง แหวนทองลงยา เข็มขัด ต่างหู และอื่นๆ 2. ประเภทเครื่องใช้สอย เช่น กระเป๋า เชี่ยนหมาก เสื้อถักทอง กรอบรูปทอง เป็นต้น สำหรับเครื่องทองสุโขทัยที่นำมาจัดแสดง ได้แก่ เครื่องประดับทองถักสี่เสา ห้าเสา ประดับลูกอุหลั่ยทอง ลงยาราชาวดี ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของทองสุโขทัย

ส่วนเครื่องทองเพชรบุรี ช่างทองเมืองเพชรเป็นช่างทองประเภทช่างทองรูปพรรณ ที่เริ่มปรากฏตั้งแต่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ช่างสิบหมู่มาอาศัย ณ เมืองเพชรบุรี เพื่อสร้างและตกแต่งพระราชวัง

การถ่ายทอดความรู้เชิงช่างของช่างพื้นบ้านเมืองเพชร เกิดจากการเป็นลูกมือหรือผู้ช่วยช่างหลวง ช่างทองเป็นช่างกลุ่มหนึ่งในช่างสิบหมู่ ดังนั้นในช่วงนี้อาจมีช่างพื้นเมืองหันมาฝึกวิชาช่างทองจากช่างหลวง การถ่ายทอดความรู้ของช่างทองเมืองเพชร ส่วนใหญ่จะถ่ายทอดกันภายในครอบครัว เครือญาติ โดยฝึกหัดกับแผ่นเงิน ทำสร้อยเงินขัดมัน เมื่อทำได้ดีแล้วครูช่างจะให้ทำทองรูปพรรณโดยใช้ทองจริง การเป็นช่างทองต้องเป็นผู้ที่มีความอดทน และต้องใช้ความละเอียด ปราณีตอย่างสูง สายตาช่างต้องดีเยี่ยมอีกด้วย

ช่างทองเมืองเพชรนิยมใช้เนื้อทองคำบริสุทธิ์ในการทำทอง เนื่องจากทองบริสุทธิ์มีความอ่อนนุ่ม ยืดหยุ่นดี ลวดลายทองรูปพรรณฝีมือช่างทองเมืองเพชร ล้วนเลียนแบบหรือสร้างสรรค์จากธรรมชาติรอบตัวของช่างทั้งสิ้น เช่น พืช สัตว์ หรือวัตถุมงคล โดยมีคติความเชื่อแฝงอยู่ทั้งสิ้น

ด้านเครื่องประดับทองรูปพรรณในจังหวัดเพชรบุรีนั้น ปัจจุบันยังคงรูปแบบลวดลายดั้งเดิม นิยมทำเป็นเครื่องประดับประเภทต่างหู สร้อยคอ สร้อยข้อมือ แหวน เป็นส่วนใหญ่ รองลงมาคือ จี้ ปิ่น เข็มกลัด โดยเครื่องประดับที่นำมาจัดแสดง อาทิ เครื่องประดับทองชุดดอกบัวสัตตบงกช ชุดลายประจำยาม สร้อยข้อมือลายตะขาบ เป็นต้น ทั้งนี้ รูปแบบต่างๆ ของเครื่องประดับทองสุโขทัย – เพชรบุรี นั้น ล้วนแต่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งถือเป็นงานหัตถศิลป์อันล้ำค่าของเมืองไทย

ขอเชิญชมนิทรรศการพิเศษเฉลิมพระเกียรติฯ “เครื่องทองสุโขทัย – ทองเพชรบุรี : หัตถศิลป์ภูมิปัญญาช่างทองไทย เทิดไท้พระบารมี” ณ ห้องนิทรรศการหมุนเวียน ชั้น 2 พิพิธภัณฑ์อัญมณีและเครื่องประดับ อาคารไอทีเอฟ ถนนสีลม ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 8 ก.ย. 60 สามารถเข้าชมได้วันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 9.30 – 17.00 น. โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ

 

แนวคิดหลัก สาลินี วังตาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กันยายน 2560 เวลา 12:03 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/512527

แนวคิดหลัก สาลินี วังตาล

เรื่อง : วราภรณ์ เทียนเงิน

“ใช้ชีวิตให้มีคุณค่า เลือกทำสิ่งที่ดีงามและในสิ่งที่ใจรัก” ถือเป็นแนวทางสำคัญในการเลือกดำเนินชีวิตของ สาลินี วังตาล แม่ทัพหญิงของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)

สาลินี เล่าอย่างตั้งใจว่า ก่อนที่จะเข้ามาตำแหน่งผู้อำนวยการ สสว. ตนเองได้ทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติ มาเป็นเวลาร่วมประมาณ 34-35 ปี

โดยหลังจากเกษียณอายุจากการทำงานที่แบงก์ชาติ ก็ได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่ให้มาทำงานที่ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ในเวลาประมาณหนึ่งปีครึ่ง ต่อจากนั้นก็ได้รับโอกาสต่อเนื่องให้มาทำงานที่ สสว.เป็นเวลาร่วม 2 ปีแล้ว

ดังนั้น บุคคลที่เป็นต้นแบบของตนเอง ก็จะอยู่ในแบงก์ชาติ เพราะตนเองทำงานในแบงก์ชาติมาเป็นเวลานานที่สุด จึงได้พบว่า เห็นผู้ใหญ่ที่ทำงานในแบงก์ชาติ หรือผู้ว่าแบงก์ชาติ ทุกคนต่างใช้ชีวิตอย่างสมถะ มีชีวิตอย่างเรียบง่าย มีความสุขในการทำสิ่งต่างๆ หรือเรียกว่า ใช้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินชีวิต

“ถือเป็นแนวทางสำคัญในการเลือกดำเนินชีวิต ส่วนบุคคลที่มีชีวิตรวย ก็ไม่ได้ผิดอะไร เพียงแต่ควรใช้ทรัพย์สินให้ถูกกาลเทศะจะดีที่สุด หลักการทำงาน จะมุ่งทำในสิ่งที่เรามีใจรัก จึงเกิดเป็นแรงผลักดันสู่ความต้องการทำ รวมถึงการเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้องและดีงาม การทำงานด้วยความมุ่งมั่น ถือว่าการได้รับโอกาสที่ สสว. จึงเป็นเรื่องที่ดี ทำให้เราได้เข้ามาช่วยพัฒนาและส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในประเทศไทย”

สำหรับทั้งแบงก์ชาติและ สสว.นั้น สาลินี จำแนกว่า ต่างมีความโดดเด่นแตกต่างกัน โดยจุดเด่นของคนแบงก์ชาติ คือ ขยัน ทุ่มเท ฉลาด เก่งในเชิงลึกทางด้านการเงิน ขณะที่คนใน สสว.มีความรอบตัว ทำอะไรได้หลายๆ อย่าง

“มีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้คนรอบๆ ตัว ทั้งที่เป็นหน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด แต่ขาดแรงจูงใจที่จะทำงานให้ได้ดี แต่ตอนนี้คนที่ สสว.เริ่มมีแรงจูงใจทางบวกมากขึ้น ขยันและทุ่มเททำงานมากขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้งานต่างๆ คืบหน้าไปได้มาก ถ้าพวกเขาได้ผู้นำที่มีไอเดียทันสมัย และเป็นคนซื่อสัตย์ ก็จะช่วยกันดูแลเอสเอ็มอีไทยให้พัฒนาขึ้นมาทันโลกได้”

การเข้ามาบริหารใน สสว.นั้น สาลินี บอกความในในใจว่า เป็นสิ่งที่ตั้งใจทำให้ดีที่สุด และไม่มีแรงกดดันเรื่องตำแหน่งใด ทุกอย่างจึงมุ่งผลักดันโครงการ เร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างเร็วที่สุด

“ในบางครั้งเราก็ต้องมีการหารือกับฝ่ายกฎหมายด้วย ว่า ถ้าเร่งผลักดันความช่วยเหลือจะติดขัดในด้านใดหรือไม่ หรือข้อกฎหมายเป็นอุปสรรคหรือไม่ เพราะเรามีความเข้าใจปัญหาและความต้องการของผู้ประกอบการ ขณะเดียวกันการทำงานก็จะไม่แบกรับปัญหาและไม่กดดัน เราพร้อมที่จะเปิดรับฟังทุกความคิดเห็นของพนักงานใน สสว. ทุกคนสามารถเสนอความคิดเห็นได้และสามารถสื่อสารได้โดยตรง เพื่อให้การทำงานไม่ติดขัดปัญหา และเกิดความคล่องตัว

“ยกตัวอย่างล่าสุดที่เกิดสถานการณ์น้ำท่วมที่ จ.สกลนคร พนักงาน สสว.ได้เสนอแนวคิดให้มีการจัดตั้งศูนย์เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านการเงินให้พื้นที่และการเปิดให้ผู้ประกอบการที่ประสบปัญหาเข้ามาติดต่อโดยตรง แม้ว่าเอกสารจะไม่ครบเพราะถูกน้ำท่วม เพื่อให้เอสเอ็มอีได้รับความช่วยเหลือรวดเร็วยิ่งขึ้น ถือเป็นเรื่องที่ดีที่พนักงานพร้อมใจและเสนอแนวคิดใหม่ๆ ต่อเนื่อง” สาลินี กล่าว

เป้าหมายสำคัญในการทำงานที่ สสว. อยากให้เอสเอ็มอีไทยมีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง รวมถึงผู้ประกอบการสามารถขยายธุรกิจจากขนาดเล็กไปสู่ขนาดกลางและขนาดใหญ่ได้ สาลินีขยายภาพให้เห็นถึงการร่วมวางยุทธศาสตร์ผลักดันให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของเอสเอ็มอีของประเทศไทยให้มีสัดส่วน 50% ของจีดีพีประเทศ ภายในปี 2564 โดย สสว.ต่างมีมาตรการผลักดันในด้านต่างๆ

“ทั้งนี้ ประเมินว่าในอนาคต หากจีดีพีของเอสเอ็มอีไทยขยับมาถึงระดับ 50% ได้ตามแผน จะเป็นผลดีต่อการกระจายรายได้และช่วยลดความเหลื่อมล้ำ จะเป็นผลดีต่อทั้งประเทศ สังคม เศรษฐกิจอย่างมาก เหมือนกับในประเทศที่พัฒนาแล้ว จีดีพีของเอสเอ็มอีจะมีสัดส่วนมากกว่า 50% ของจีดีพีประเทศทั้งหมด”

สาลินี เล่าต่อว่า ขณะที่การแบ่งเวลาในช่วงวันหยุดจากการทำงาน วันเสาร์ ส่วนใหญ่จะอยู่บ้านและเลี้ยงหลาน ส่วนวันอาทิตย์ ก็จะไปโบสถ์เป็นประจำ หรือในบางช่วงวันหยุด ก็จะมีการเดินทางไปต่างจังหวัดในโครงการต่างๆ ของ สสว. และได้พบเจอกับผู้ประกอบการต่างๆ

ในอนาคต เธอวางเป้าไว้ว่า ก็อยากจะทำงานต่อเนื่องไปเรื่อยๆ โดยเชื่อว่าทุกคน ชีวิตหลังเกษียณก็จะมีแนวคิด การใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน

“ได้รับโอกาสไม่เหมือนกัน แต่มั่นใจว่าทุกคนต่างต้องการทำสิ่งที่มีคุณค่า หรือเลือกใช้ชีวิตตามแนวทางที่ชอบได้อย่างดีแน่นอน ทุกคนต่างไม่อยากอยู่เฉยๆ ทุกคนต่างต้องการทำสิ่งที่มีคุณค่า ต่างคนต่างมีทางเก่งของตัวเองอย่างแน่นอน โดยการได้เข้ามาทำงานที่ สสว. เป็นการได้รับโอกาสครั้งสำคัญ และเป็นโอกาสที่ดี ได้ร่วมให้ความช่วยเหลือและส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในประเทศไทย”

 

23 ฉากสุดฮาในหนังดิสนีย์ที่ดูจะเกินจริงไปสักหน่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กันยายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/512520

23 ฉากสุดฮาในหนังดิสนีย์ที่ดูจะเกินจริงไปสักหน่อย

รวมฉากสุดฮาในหนังดิสนีย์ที่เห็นแล้วจะต้องงงไปตามๆ กันว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง

โดยปกติแล้วหนังของดิสนีย์มักจะเป็นเรื่องราวน่ารักๆ ใสๆ เบาสมอง แต่ก็ดันมีคนแอบจำผิดอยู่เรื่อยๆ เพราะมักจะมีฉากสุดฮาที่ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นมาจากอะไรโผล่แซมๆ มาอยู่เสมอ

1. ทำไม Buzz Lightyear ที่คิดว่าตัวเองไม่ใช่ของเล่น จะต้องทำตัวแข็งทื่อ นิ่งสนิท เวลาที่มนุษย์เข้ามาในห้อง

2. ทำไมทาร์ซานถึงมีสำเนียงอเมริกัน ในเมื่อเขาเรียนภาษาจากผู้หญิงอังกฤษ

3. น้องหมาหนึ่งตัวสามารถให้กำเนิดลูกน้อยถึง 99 ตัวใน 101 Dalmatians ได้ยังไงกัน

4. รถต่างๆ ในหนังเรื่อง Cars เกิดขึ้นมาจากอะไร พวกเขาแต่งงานกันมั้ย พวกเขามีลูกกันหรือเปล่า

5. ทำไมทั้งอาณาจักรไม่มีใครที่สวมรองเท้าไซส์เดียวกับซินเดอเรล่าเลยแม้แต่คนเดียว

6. ทำไมไม่มีใครจำเจ้าหญิงจัสมินได้ เพียงเพราะแค่เธอสวมชุดของอะลาดิน

7. ในตอนต้นของ The Lion King สัตว์ทุกตัวก้มหัวให้กับ Mufasa แต่ทำไมกลับไม่มีใครพยายามที่จะหยุดหรือแสดงความรู้สึกผิดอะไร หลังจากหัวหน้าของพวกเขาถูกฆ่า

8. ทำไมเครื่องสำอางของ Mulan มันช่างถูกลบออกได้อย่างง่ายดายขนาดนี้

9. ทำไมเบลล์ถึงจำเจ้าชายไม่ได้ ในเมื่อเขาก็แปลงร่างจากอสูรเป็นเจ้าชายต่อหน้าต่อตาเธอเลย

10. ทำไมโพคาฮอนทัสและชนเผาของเธอถึงพูดภาษาอังกฤษได้ ในเมื่อพวกเขาไม่เคยพบกับชาวผิวขาวมาก่อนเลย

11. Charlotte จูบเจ้าชาย Naveen หลังจากนาฬิกาตีบอกเวลาเที่ยงคืนแล้ว หมายความว่าเธอไม่ได้เป็นเจ้าหญิงของ Mardi Gras อีกต่อไป แต่ทำไมเธอถึงไม่กลายเป็นกบแบบ Tiana

12. ทำไมผมของแอเรียลถึงสวยงามอยู่ทรงตลอด ไม่เปียกน้ำเลยแม้แต่น้อย

13. หัวนมอะลาดินหายไปไหน

14. ทำไมคนในเรื่อง Toy Story ถึงไม่เกิดความสงสัยเลยว่าของเล่นพวกนั้นขยับได้

15. ถ้าเวทมนตร์ของนางฟ้าแม่ทูลหัวเสื่อมลงหลังนาฬิกาตีบอกเวลาเที่ยงคืน ทำไมรองเท้าแก้วถึงไม่หายไปล่ะ

16. ทำไมเหล่าปลาในเรื่อง Finding Nemo ถึงรอดชีวิตจากปากนกมาได้

17. ทำไมตัวละครในหัวของไรลีย์จากเรื่อง Inside Out ถึงมีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ในเมื่อตัวละครในหัวแม่ของเธอเป็นผู้หญิงล้วน และของพ่อก็เป็นผู้ชายล้วนเช่นกัน

18. ถ้ามีสัตว์อื่นๆ ในเรื่อง Cars แล้วทำไมสัตว์ต่างๆ ถึงได้แสดงเป็นรถ เช่น รถแมลง รถไถวัว

19. ในเมื่ออดัมถูกสาปให้เป็นอสูรตั้งแต่เด็ก ทำไมภาพวาดในปราสาทถึงเป็นตอนที่โตแล้ว ใครเป็นคนวาด เขารู้ได้ยังไงว่าโตมาแล้วจะหน้าตาแบบนี้!

20. เอเรียลเขียนหนังสือได้ เพราะเธอเซ็นชื่อในสัญญาของ Ursula แล้วทำไมเธอถึงไม่เขียนคุยกับ Eric

21. ไมค์บอกว่า ซัลลี่อิจฉาเขาตั้งแต่เกรด 4 แต่จะเป็นจริงได้อย่างไร ในเมื่อพวกเขาไม่เคยเจอกันมาก่อนจนกระทั่งมาเรียนใน Monsters University

22. ทำไม Gothel ไม่โกหก Rapunzel เรื่องวันเกิด ถ้าเธอทำเช่นนั้นงานเทศกาลโคมไฟจะมีความสำคัญน้อยลงไปมาก

23. ทำไมเจ้าชายถึงสนใจแค่รองเท้าแก้วเพียงอย่างเดียว แทนการมองใบหน้าของทุกคนและฟังเสียงของพวกเธอแทน

ที่มา: buzzfeed


หลอนมาก! ช่างภาพวัย 17 จับน้องชายแต่งตัวตามภาพยนตร์สยองขวัญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กันยายน 2560 เวลา 14:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/512405

หลอนมาก! ช่างภาพวัย 17 จับน้องชายแต่งตัวตามภาพยนตร์สยองขวัญ

ช่างภาพวัย 17 จับน้องชายแต่งตัวตามคาแรคเตอร์ตัวตลกจากภาพยนตร์เรื่อง It ที่ดูเหมือนว่าจะน่ากลัวกว่าในภาพยนตร์เสียอีก

หากชมภาพยนตร์เรื่อง It แล้วยังไม่สยองพอ เราขอพาคุณมาชมผลงานการถ่ายภาพ ที่หยิบเอาคาแรคเตอร์ Pennywise ตัวตลกฆาตกรสุดหลอนมาแต่งในเวอร์ชั่นเด็กผู้ชายตัวน้อย

Eagan Tilghman ช่างภาพวัย 17 ได้จับ Louie น้องชาย 3 ขวบของเขา มาแต่งตัวเต็มยศในตีมตัวตลก ถือลูกโป่งสีแดง พร้อมกับเข้าไปถ่ายในป่า ซึ่งเขาก็ได้โพสต์ภาพถ่ายชุดนี้ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว ทำให้ถูกพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง จนไปถึง Andy Muschietti ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย

การแต่งหน้าของตัวตลกเป็นจุดเด่นที่สุดของคาแรคเตอร์นี้ รวมไปถึงเครื่องแต่งกายที่ทวีความน่ากลัวเมื่อมาอยู่ในไซส์ของเด็ก ภาพชุดนี้จึงอาจจะติดตาทุกคนไปอีกนาน แถมบางเสียงยังบอกว่าน่ากลัวกว่าในภาพยนตร์เสียด้วยซ้ำ

ที่มา: Eagan Tilghman

 

เทรนด์คิ้วปลิงหลบไป เพราะคิ้วหนวดปลาหมึกกำลังมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กันยายน 2560 เวลา 13:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/512394

เทรนด์คิ้วปลิงหลบไป เพราะคิ้วหนวดปลาหมึกกำลังมา

บิวตี้บล็อกเกอร์ต่างชาติเขียนคิ้วทรงหนวดปลาหมึกจนเป็นกระแสฮือฮาในโลกโซเชี่ยล

เทรนด์การแต่งหน้าเป็นสิ่งที่หมุนไปเรื่อยๆ เทรนด์เก่าไป เทรนด์ใหม่มา เมื่อก่อนเรามักจะแซวคนที่เขียนคิ้วหนาๆ ว่าเขียนคิ้วปลิง แต่รู้หรือไม่ว่าตอนนี้มีขั้นกว่าของเทรนด์คิ้วปลิงแล้ว นั่นก็คือคิ้วหนวดปลาหมึก!

เทรนด์นี้เกิดขึ้นมาจากบิวตี้บล็อกเกอร์ชื่อดัง Tamang Phan นึกสนุก อยากจะเขียนคิ้วในทรงแปลกๆ ขึ้นมา เลยฟาดคิ้วที่มีลักษณะคล้ายกับหนวดปลาหมึกลากผ่านบนหน้าผากออกสู่สายตาชาวเน็ต จนเป็นกระแสให้หลายคนนึกคึกลุกขึ้นมาเขียนคิ้วปลาหมึกตามมาอีกเพียบ

คิ้วแบบนี้เขียนได้โดยการวาดคิ้วเป็นลูกคลื่น จากนั้นใช้คอนซีลเลอร์และแป้งลบคิ้วเดิม เพื่อเก็บรายละเอียดตามแนวเส้นคิ้วที่วาดไว้

นอกจากเขียนคิ้วทรงปลาหมึกแล้ว บางคนก็แต่งตาสีสันจัดจ้าน กรีดอายไลเนอร์ในทรงที่เข้ากับคิ้ว และรวมไปถึงการทาลิปหยักๆ ที่ดูสวยแปลกตาไปอีกแบบด้วย

ที่มา: bustle