ASV ‘At The Ballet’ คอลเลคชั่นที่ดึงมนต์เสน่ห์ของบัลเล่ต์มารังสรรค์ผลงานผ่านผืนผ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กันยายน 2560 เวลา 14:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/513054

ASV ‘At The Ballet’ คอลเลคชั่นที่ดึงมนต์เสน่ห์ของบัลเล่ต์มารังสรรค์ผลงานผ่านผืนผ้า

ASV ดึงมนต์เสน่ห์ของศิลปะการเต้นชั้นสูง มารังสรรค์ผลงานผ่านคอลเลคชั่น ASV ‘At The Ballet’

ASV แบรนด์เสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณของหญิงสาวผู้รักการผจญภัย นำโดย ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้ง หมู พลพัฒน์ อัศวะประภา จัดงานแฟชั่นโชว์ ASV ‘At The Ballet’ คอลเลคชั่นฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวประจำปี 2017-2018

เสื้อผ้าคอลเลคชั่นนี้จะนำพาทุกท่านไปผจญภัยในดินแดนที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของอารยธรรมปรัชญาคู่ขนาน ที่มีทั้งความอ่อนหวานแบบเฟมินีน และความแข็งแกร่งอย่างมาสคิวลีน ผสมผสานไปกับศิลปะการเต้นชั้นสูงอย่างบัลเล่ต์ ภายใต้แกนนำของ Alicia Alonso ผู้ปฏิวัติและก่อตั้งคณะบัลเล่ต์แห่งชาติของคิวบา ผ่านโครงสร้างชุดในรูปแบบต่างๆ ที่ถูกเรียงร้อยเป็นเรื่องราวผสมผสานกันในแบบฉบับของ ASV

ASV ‘At The Ballet’ นำลูกเล่นจากชุดของนักบัลเล่ต์ที่สวมใส่ Tutu ซึ่งนับเป็นเป็นเอกลักษณ์สำหรับคอลเลคชั่นนี้ อันแสดงออกถึงท่วงท่าที่อ่อนช้อย ควบคู่ไปกับความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณที่ซ่อนอยู่ รวมไปถึงเครื่องแต่งกายที่เข้าถึงง่ายต่อการเคลื่อนไหว ทำให้เราได้ค้นพบถึงความเหมือนที่แตกต่างของสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน

โดยทั้งหมดถูกถ่ายทอดผ่านคู่สีดีเอ็นเอหลักของแบรนด์ อย่างสีขาว สีแดง สีน้ำเงิน เคียงคู่ไปกับสีพิเศษที่เป็นสัญญาณของฤดูหนาวอันได้แก่ สีเทา (Earl Grey) สีเขียวโอลีฟ (Olive Green) สีทะเลทราย (Evening Sand) รวมถึง สีชมพูฟูเชียร์ (Fuchsia Red) และสีพีช (Peach Parfait) ที่เสริมความเป็นเฟมีนินให้แก่คอลเลคชั่นได้อย่างตัว

 

เทคนิคการเลือกรองพื้นให้เป๊ะไม่มีโป๊ะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กันยายน 2560 เวลา 13:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/513045

เทคนิคการเลือกรองพื้นให้เป๊ะไม่มีโป๊ะ

เคล็ดลับการเลือกรองพื้นให้เหมาะกับผิวหน้าของแต่ละคน

เบสเมคอัพถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดในการแต่งหน้าเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะรองพื้น ที่กว่าจะเลือกให้เป๊ะปังก็พลาดกันมาไม่รู้กี่ครั้งแล้ว วันนี้เราเลยมีเทคนิคการเลือกรองพื้นให้เป๊ะไม่มีโป๊ะมาบอกต่อกัน

1. เลือกรองพื้นให้เหมาะกับสภาพผิวหน้า

ก่อนจะซื้อรองพื้น สิ่งที่สำคัญมากอย่างหนึ่งคือต้องรู้จักสภาพผิวหน้าของตัวเองเสียก่อน หากเป็นคนผิวแห้ง ก็ควรเลือกรองพื้นที่ให้ความชุ่มชื้นกับผิว หรือถ้าเป็นคนผิวมัน ก็ควรเลือกรองพื้นสูตร oil free ที่ช่วยลดความมันและอำพรางรูขุมขนได้ดี

2. เลือกรองพื้นให้เหมาะกับการใช้งาน

แท้จริงแล้วรองพื้นมีอยู่ด้วยกันหลายประเภท ทั้งรองพื้นเนื้อครีม ที่ให้การปกปิดสูงที่สุด นิยมใช้แต่งหน้าออกงาน แต่งหน้าถ่ายรูป รองพื้นสูตรน้ำ ที่เบาบางลงมาอีกนิด แต่ยังคงให้การปกปิดพอสมควร เหมาะกับใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไป หรือบีบีคุชชั่น รองพื้นที่มาในรูปแบบตลับ เหมาะสำหรับวันสบายๆ และวันที่ต้องการความรวดเร็ว ทั้งยังสะดวกในการพกพาเพื่อเติมระหว่างวันได้

3. เลือกรองพื้นให้เหมาะกับสีผิว

การลงรองพื้นให้เป๊ะควรเลือกเฉดสีที่ใกล้เคียงกับสีผิวของตัวเองมากที่สุด เบื้องต้นให้ดูว่าตัวเองสีผิวอันเดอร์โทนเหลืองหรือชมพู จากนั้นเลือกความเข้มอ่อนตามเบอร์รองพื้นของแต่ละแบรนด์ อย่าง YSL All Hours Foundation ที่ให้การปกปิดสูงสุด ควบคุมความมัน และติดทนนานตลอดทั้งวัน ที่มีมาให้เลือกมากถึง 22 เฉดสี ครอบคลุมทุกโทนสีผิว ซึ่งแนะนำให้ลองรองพื้นกับหน้าช่วงกราม โดยเลือกปาดรองพื้น 2-3 สี เกลี่ยให้กลืนกับผิว เพื่อดูว่าสีไหนใกล้เคียงกับสีผิวของตัวเองมากที่สุด

 

แฟน Harry Potter มีกรี๊ด Pottermore พาทัวร์รอบฮอกวอตส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กันยายน 2560 เวลา 11:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/513022

แฟน Harry Potter มีกรี๊ด Pottermore พาทัวร์รอบฮอกวอตส์

เว็บไซต์ Pottermore ฉลอง #19YearsLater เปิดฟีเจอร์สุดอลัง พาทัวร์รอบโรงเรียนฮอกวอตส์

เหล่าพอตเตอร์เฮดน่าจะทราบกันดีว่า เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา เป็นวันที่ Albus Severus Potter, Rose Granger Weasley และ Scorpius Malfoy ลูกของแฮร์รี่ รอน และมัลฟอย เปิดเทอมและเข้าไปเรียนที่ฮอกวอตส์เป็นวันแรก ตามที่ปรากฏในตอนสุดท้ายของ Harry Potter and the Deathly Hallows และจุดเริ่มต้นในหนังสือบทละคร Harry Potter and the Cursed Child ด้วยเหตุนี้เว็บไซต์ Pottermore จึงได้ฉลอง โดยการเปิดฟีเจอร์พิเศษ พาทัวร์ฮอกวอตส์ ให้สาวกแฮร์รี่ได้เดินเที่ยวรอบโรงเรียนเช่นเดียวกับพ่อมดแม่มดน้อยปีหนึ่งทั้งสามคน

Pottermore เปิดฟีเจอร์ “Welcome to Hogwarts” นำทุกคนบินชมรอบปราสาทฮอกวอตส์ รวมไปถึงกระท่อมแฮกริด สนามควิดดิส และป่าต้องสาป โดยจะมีแสงสว่างซ่อนอยู่ตามจุดต่าง ๆ ให้เราสามารถคลิ๊กเข้าไปอ่านเรื่องราวต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นในโรงเรียนแห่งนี้ได้ถึง 100 จุด ที่สำคัญคือสามารถเข้าเล่นได้ฟรี เพียงแค่เข้าไปที่ https://my.pottermore.com/hogwarts และสมัครสมาชิกกับทางเว็บไซต์ Pottermore เท่านั้น

“Henriette Stuart-Reckling” Global Digital Director ของเว็บไซต์ Pottermore ได้พูดถึงฟีเจอร์ใหม่นี้ว่า “เราได้เห็นฮอกวอตส์ในมุมมองต่างๆ ตั้งแต่หนังสือภาพ ไปจนถึงภาพยนตร์ทั้ง 8 ภาค ฟีเจอร์ใหม่ในเว็บไซต์ของเราครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกที่แฟนๆ จะได้มีโอกาสสำรวจโรงเรียนพ่อมดแม่มดที่มีชื่อเสียงด้วยตนเอง เป็นประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใครที่ช่วยให้ทุกคนสามารถเข้าชมฮอกวอตส์ได้ทุกที่ทุกเวลา”

ที่มา: bustle

 

ทาน่า กรีน เป้าหมายชัดเจนเพื่อตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กันยายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/512993

ทาน่า กรีน เป้าหมายชัดเจนเพื่อตัวเอง

กรีน เผยว่า ธุรกิจนี้เป็นความตั้งใจยิงปืนนัดเดียวให้ได้นกหลายตัว ตัวแรกคือรายได้เลี้ยงตัว อีกตัวช่วยให้คนอื่นมีอาชีพ มีโอกาสใหม่ๆ ในชีวิต เธอเชื่อในเรื่องของโอกาส เพราะครั้งหนึ่งในชีวิตเธอได้ให้โอกาสตัวเองมีชีวิตใหม่ ที่ช่วยให้เธอมีวันนี้ได้

ในวัย 58 ปี ทาน่า กรีน ทำหน้าที่เป็นเจ้าของกิจการจัดหาพนักงานประจำสำนักงาน กรรมกร และคนขับรถบรรทุกในสหรัฐ ซึ่งเป็นธุรกิจที่เธอก่อตั้งมันมาด้วยมือของเธอเองเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว

ย้อนกลับไปเมื่ออายุได้ 15 ปี ในวัยที่ยังอยู่ในวัยสดใส กรีน พลาดท่าตั้งครรภ์ลูกคนแรกกับแฟนหนุ่มรุ่นพี่ในเวลานั้น ครอบครัวเลยจัดแจงให้เธอและเขาแต่งงานอยู่ด้วยกันอย่างถูกต้องตามครรลอง

อย่างไรก็ดี ชีวิตจริงเริ่มต้นเมื่อทั้งคู่อยู่ด้วยกัน เธอและ แลร์รี่ ผู้เป็นสามีและพ่อของลูกมีความไม่เข้ากันหลายอย่าง เขายังมักใช้กำลังทำร้ายเธอ เพราะระแวงว่าเธอจะแอบคบหาชายอื่น ฟางเส้นสุดท้ายคือเธอถูกอดีตสามีทำร้ายร่างกายระหว่างทางไปบ้านพ่อและแม่ของเธอ ทั้งที่ลูกชายยังอยู่ในอ้อมอก จากจุดนั้นเธอจึงตัดสินใจว่าต้องหย่าขาดจากเขา และเลือกเป็นหม้ายลูกติดทั้งที่อายุยังไม่ถึง 18 ปี

สภาวะกับภาระหน้าที่ที่ต้องแบกรับ ทำให้ กรีน รู้สึกแย่ แต่เธอบอกว่าไม่เคยหมดหวัง เธอนำกระดาษและปากกาขึ้นมาร่างเป้าหมายในชีวิตของตัวเองออกมาอย่างชัดเจนได้ทั้งหมด 4 ข้อ หนึ่ง เรียนหนังสือให้จบ สอง มีบ้านเป็นของตัวเองก่อนอายุ 25 ปี สาม แต่งงานกับคนรักที่เยี่ยมยอด (ซึ่งเธอใช้คำว่าอัศวิน) และสี่ เป็นเจ้าของธุรกิจก่อนอายุ 30 ปี ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เธออยากทำเพื่อตัวเองจริงๆ “ฉันอยากจะให้อะไรกับตัวเองมากกว่านี้ และทางเดียวที่ฉันจะไต่ขึ้นไปถึงมันได้ คือต้องสร้างมันขึ้นมาด้วยเอง”

หลายปีต่อมา เธอเรียนจบวุฒิการศึกษาด้านเลขานุการจากวิทยาลัยคอมมอนเวลธ์ ในรัฐเวอร์จิเนีย บ้านเกิดของตัวเอง และทำงานเป็นผู้ช่วยผู้บริหารเครือโรงแรมท้องถิ่น และเอเยนซี่โฆษณา ทางสถาบันศึกษาซึ่งติดต่อกับเธออย่างต่อเนื่อง เริ่มสนใจในทักษะการทำงานที่ยอดเยี่ยมของเธอ จึงทาบทามให้ลองทำงานให้กับทางวิทยาลัย เป็นเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ผู้คนให้เข้ามาเรียนกับสถาบัน

แรกเริ่ม กรีน เข้าใจว่า ผู้สนใจเรียนจะเป็นคนที่มีความพร้อมด้านครอบครัวหรือการเงิน แต่เมื่อทำงานไปเรื่อยๆ เธอพบว่าส่วนใหญ่แล้วเป็นคนที่ต้องดิ้นรนหาเลี้ยงตัวเองหรือต้องการที่จะมีโอกาสในชีวิตที่ดีขึ้น หน้าที่ของเธอหลักๆ จึงเป็นการเรียกความมั่นใจของคนกลุ่มนี้กลับคืนมา จนกลับกลายเป็นว่า กรีน พบว่าตัวเองมีความสามารถในการรับฟัง ปลอบประโลม สร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้คนไปด้วย การทำหน้าที่นี้ได้ดี ทำให้มีผู้สมัครเรียนมาก ส่งผลให้เธอกอบโกยค่าคอมมิชชั่นได้มากจนสามารถนำเงินไปวางดาวน์ทาวน์เฮ้าส์หลังหนึ่งในบ้านเกิดตอนอายุ 22 ปี ก่อนหน้าเป้าหมายที่วางไว้ถึง 3 ปี

ต่อมาไม่นาน เธอก็ได้พบกับ ไมค์ กรีน ชายคนรัก ซึ่งใช้เวลาศึกษานิสัยใจคอกันนานกระทั่งมั่นใจและแต่งงานใช้ชีวิตคู่ด้วยกันจนถึงทุกวันนี้ ไมค์ ไม่เพียงแต่เป็นสามี แต่ยังเป็นเพื่อนคู่คิดและหุ้นส่วนธุรกิจคนแรกและคนสำคัญ โดยเมื่อแต่งงานเป็นสามีภรรยากันอย่างเป็นทางการ ทั้งคู่ก็คิดและตัดสินใจซื้อแฟรนไชส์ธุรกิจจัดหาคนงาน Remedy มาเปิดในเมืองเวอร์จิน บีช พื้นที่บ้านเกิดของตัวเอง โดย กรีน ใช้ความสามารถเฟ้นหาคนที่ใช่ทำงานในตำแหน่งที่ถูกต้อง และในเวลาเดียวกันก็จะได้เรียนรู้วิชาการตลาดและการชนะใจคู่ค้า ได้ร่วมทำธุรกิจจากแฟรนไชส์ธุรกิจนี้

อย่างไรก็ดี การเป็นเจ้าของธุรกิจเองไม่ใช่เรื่องง่าย เธอและสามีฟันฝ่าอุปสรรคธุรกิจครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ได้กำไรเลยตลอด 2 ปีแรก กระทั่งเมื่อสบโอกาสที่แฟรนไชส์อีกสาขาเปิดให้เข้าซื้อ ทั้งสองจึงรีบคว้า เพราะเชื่อว่าทำเลธุรกิจดีกว่า โดยบริหารธุรกิจนี้กระทั่งหมดสัญญาในปี 2002 จึงเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Startaforce ทำองค์กรเป็นของตัวเองอย่างสมบูรณ์

ในช่วงเวลานี้ ธุรกิจจัดหาคนงานของ กรีน ดีขึ้นมาก โดยสามารถสร้างกำไรได้มากถึง 10 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ กรีน ก็รู้สึกลึกๆ ว่าเธอมีกำแพงบางอย่างที่อยู่ในใจ เป็นเรื่องราวในอดีตที่ทำให้เธอไม่มีความมั่นใจในตัวเอง จนทำให้ตัวเธอไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้ไกลกว่าที่ควรจะเป็น หลังจากการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ คนรอบข้าง และทบทวนด้วยตัวเอง เธอใช้วิธีบอกเล่าชีวิตที่เคยล้มเหลว ทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องต่างๆ ที่ผ่านมาให้กับคนอื่นฟัง ปรากฏว่าเรื่องราวของเธอได้รับความสนใจจนมีสื่อมวลชนจำนวนมากขอสัมภาษณ์ต่อหลังจากนั้นอีก แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับใดประทับใจเธอเท่ากับการที่เธอทราบว่ามีเด็กสาวที่ตกอยู่ในสภาวะชีวิตคู่วิบัติ กล้าที่จะเปลี่ยนเพื่อตัวเอง

การปลดล็อกคนอื่นและตัวเอง ทำให้เธอมีความมั่นใจขึ้นมากหลังจากนั้น ทั้งในการเจรจาการค้า การต่อยอดธุรกิจแยกจัดหาคนขับรถบรรทุก Road Dog Drivers ซึ่งช่วยให้เธอรอดพ้นวิกฤตเศรษฐกิจได้ทันท่วงทีด้วย เพราะคู่ค้าเดิมตัดสินใจยกเลิกสัญญาเพราะแบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหวตามที่เธอคาดการณ์ไว้ และล่าสุดเธอเพิ่งริเริ่มสร้างบริษัทสตาร์ทอัพ Blue Bloodhound เพื่อช่วยในการจัดหาคนขับรถบรรทุกและเจ้าของธุรกิจที่ต้องการทีมขนส่งที่ไว้ใจได้ หลังจากที่ศึกษาจนพบช่องโหว่ของการดำเนินกิจการการค้าของธุรกิจ และพบว่าพวกเขาแค่ขาดคนกลางมาจับคู่ให้ และสิ่งที่เธอทำจะทำให้ชีวิตของพวกเขาง่ายขึ้นมาก

แต่ด้วยอายุและวัย การสร้างธุรกิจแนวสตาร์ทอัพที่พึ่งพาการใช้เทคโนโลยีสูง เธอจึงต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ กรีน จึงได้ข้อคิดว่า การเข้าใจจุดแข็งของตัวเองเป็นเรื่องสำคัญมาก และต้องรู้จักหามันสมอง แขนขามาช่วยผลักดันให้ความฝันหรือเป้าหมายที่ตั้งไว้สำเร็จ จนไม่น่าแปลกใจที่ทุกวันนี้ธุรกิจทั้ง 3 แห่งของเธอจะยังคงอยู่และเติบโตได้ดีอย่างที่ตั้งใจไว้ด้วยการบริหารของเธอเอง หลังจากที่สามีตัดสินใจเกษียณตัวเองไปก่อน

ที่สำคัญที่สุดคือชีวิตของเธอที่มีความสุขในเส้นทางที่เธอได้ร่างแบบมันด้วยตัวเอง

ภาพ : ดิน่า ไลตอฟสกี้

 

แต่งหน้าโทนนู้ดให้ดูสุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กันยายน 2560 เวลา 13:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/512837

แต่งหน้าโทนนู้ดให้ดูสุขภาพดี

เป็นกันบางไหม ขนาดแต่งหน้าจัดเต็มอัตรา แต่พอลงสีปากโทนนู้ดทีไร หน้ากลับดูเหมือนคนป่วยทุกที อย่าได้เสียเซลฟ์ไป เรามีเคล็ด(ไม่)ลับเพื่อการแต่งลิปนู้ดให้ดูไม่ป่วย จากแบรนด์ 4U2 มาบอกต่อ

Lip Prep เตรียมริมฝีปากให้พร้อมกับสีนู้ดที่ต้องการ เนื่องจากสีปากของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน และสาวผิวขาวหรือผิวสองสีบางคนอาจมีพื้นสีปาก โดยเฉพาะขอบปากที่เข้มกว่าสีใบหน้า จึงควรเตรียมสีปากด้วยรองพื้นก่อน โดยแตะเบาๆ แล้วเกลี่ยให้กลืนกับริมฝีปาก เน้นที่ขอบปากซึ่งมักมีสีเข้มกว่าเนื้อปาก

Pick the Right Color มื่อพูดถึงลิปสติกสีนู้ด การเลือกสีผิดอาจทำให้วันนั้นของสาวๆ กลายเป็น bad day ได้ การเลือกสีให้ถูกกับผิวจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก และกฎทั่วไปที่เชื่อถือได้เสมอก็คือ สำหรับสาวผิวขาวควรเลือกเฉดนู้ดออกชมพูหรือส้มพีช ส่วนสาวผิวสองสีควรเลือกเฉดออกน้ำตาลอ่อน อย่างสีคาราเมล และสาวที่มีสีผิวเข้ม ควรเลือกลิปสติกนู้ดน้ำตาลเข้มออกโทนช็อกโกแลต เป็นต้น

Select the Right Texture แม้สาวๆ ส่วนใหญ่จะเลือกเนื้อลิปสติกตามความชอบ แต่เทรนด์ที่มาแรงสุดๆ ตอนนี้ก็คือนู้ดแมตต์หรือกึ่งแมตต์ ควรเลือกลิปสติกเนื้อครีมที่มีความชุ่มฉ่ำคมชัด ติดทนยาวนาน

Balance the Look การแต่งหน้าไม่ว่าจะลุคไหนก็ต้องคำนึงถึงความสมดุล หากปากเป็นสีนู้ดอย่างน้อยก็ควรเพิ่มโทนสีอบอุ่นให้ใบหน้าด้วยการปัดแก้มด้วยบลัชออนสีชมพูน้ำตาลหรือสีส้มพีช หรือลองทาตาเป็นสโมกกี้อายโทนสีง่ายๆ อย่างน้ำตาลหรือน้ำเงินดูก็ได้

Special Tips หากต้องการให้ปากติดทนนานมากๆ ควรปัด Translucent Loose Powder ลงบนริมฝีปากเบาๆ แล้วทาลิปสติกทับอีกครั้ง รับรองติดทนจนถึงเวลาล้างออกเลยล่ะ

 

ทำไงดี หางานไม่ได้สักที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กันยายน 2560 เวลา 13:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/512836

ทำไงดี หางานไม่ได้สักที

· คิดบวกเข้าไว้ เมื่อว่างงานเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้ใครหลายคนเกิดความท้อแท้ เพราะคิดว่าส่งไปก็ไม่ได้อยู่ดี ซึ่งควรเปลี่ยนวิธีคิดแบบนี้ มาให้กำลังใจตัวเองเสียใหม่ ลองคิดในแง่ดี ถึงแม้จะถูกปฏิเสธมาแล้วหลายครั้ง แต่การส่งเรซูเม่ หรือการไปสัมภาษณ์งาน จะทำให้เราได้ฝึกฝนทักษะและประสบการณ์ พร้อมนำความผิดพลาดที่ผ่านมากลับมาทบทวนและพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น

ปกติแล้วขั้นตอนการสรรหาบุคลากรเพื่อเข้าทำงานของแต่ละบริษัทจะมีระยะเวลาแตกต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่จะแจ้งผลให้ทราบหลังการสัมภาษณ์งานไม่เกิน 3-4 สัปดาห์ หากรอผลสัมภาษณ์นานเกินกว่านี้ อาจเป็นไปได้ว่าจะไม่ได้รับการคัดเลือก ยิ่งถ้าใครยื่นใบสมัครพร้อมกันหลายที่ แต่ก็ยังไม่มีบริษัทไหนตอบรับกลับมาซะที สิ่งสำคัญที่ต้องกลับมาคิดทบทวนคือ ตัวเองมีจุดไหนที่ต้องปรับปรุง เพื่อให้ได้งานอย่างที่ฝันไว้ ซึ่งมี 5 ข้อควรทำ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการสมัครงานครั้งต่อไปให้ไม่พลาด

· ออกไปพบปะผู้คนเพื่อสร้างเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนใหม่ หรือเพื่อนเก่าจากกลุ่มที่หลากหลาย เช่น งานเลี้ยงรุ่นศิษย์เก่า งานสัมมนาที่เกี่ยวข้องกับสายงานที่สนใจ ฯลฯ อาจช่วยให้รู้ว่าตอนนี้มีองค์กรไหนกำลังเปิดรับสมัครงานอยู่บ้าง ไม่แน่ว่างานใหม่ที่กำลังจะได้ อาจเป็นงานที่เพื่อนแนะนำ

· พัฒนาทักษะที่ขาด ลองสำรวจตัวเองว่ามีตรงไหนที่ขาดตกบกพร่อง หรือควรเพิ่มเติมประสบการณ์จากสายงานที่สมัครหรือไม่ หากทราบแล้วก็ควรหาวิธีเพิ่มพูนทักษะดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการเลือกลงคอร์สฝึกอบรมระยะสั้น หรือการเลือกไปศึกษาต่อ ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจทำให้เราได้ค้นพบอาชีพใหม่ๆ นอกเหนือจากที่เคยสมัครไปแล้ว

· เพิ่มโปรไฟล์ให้ดูดีขึ้น ลองหาประสบการณ์การทำงานแบบไม่รับค่าจ้างดูบ้าง หรือลองรับงานอาสาสมัคร ซึ่งประสบการณ์ที่ได้นับเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยเพิ่มโอกาสในการได้งานมากยิ่งขึ้น เนื่องจากงานเหล่านี้ล้วนต้องใช้ทักษะต่างๆ ที่ไม่แตกต่างจากการทำงานทั่วไป ยิ่งไปกว่านั้น หากเราสามารถทำงานออกมาได้ดี เราอาจจะได้รับการพิจารณาให้เป็นพนักงานประจำที่มีเงินเดือนก็เป็นได้

· ขยายขอบเขตการหางานให้กว้างขึ้น เพิ่มโอกาสในการได้งานด้วยการขยายขอบเขตการหางานให้กว้างขึ้นกว่าเดิม เช่น ดูตำแหน่งงานที่อาจจะไม่ตรงกับที่อยากทำแต่สามารถนำทักษะบางอย่างไปปรับใช้ โดยประเมินเบื้องต้นแล้วว่าสามารถทำได้ หรือลองดูบริษัทที่แม้จะอยู่ไกลจากที่พัก แต่มีการเดินทางที่สะดวก ซึ่งวิธีนี้จะเป็นอีกทางที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการได้งานอย่างแน่นอน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการว่างงานอาจทำให้ใครหลายคนรู้สึกเครียดและวิตกกังวล โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ว่างงานเป็นเวลานานๆ ซึ่งการว่างงานอาจจะไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป หากเรารู้จักเลือกมองในมุมดีๆ และสร้างกำลังใจให้ตัวเองพร้อมฝ่าฟันผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ เพราะในช่วงว่างงานจะเป็นช่วงที่เราได้มีเวลากลับมาคิดทบทวนตัวเองถึงสิ่งที่ยังขาดตกบกพร่อง และเป็นโอกาสให้เราได้ฝึกฝนทักษะต่างๆ เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังถือเป็นช่วงเวลาที่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ก่อนออกไปเริ่มต้นกับชีวิตการทำงานครั้งใหม่

ที่มา : จ๊อบไทยดอทคอม

 

‘หยุด’ ตีตรา ผู้ติดเชื้อเอชไอวี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กันยายน 2560 เวลา 11:06 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/512831

'หยุด' ตีตรา ผู้ติดเชื้อเอชไอวี

มูลนิธิเข้าถึงเอดส์และเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย (ThaiPlus.NET) ร่วมกับ “ครีเอทีฟอาสา” เปิดตัวคลิปหนังสั้นความยาว 1.50 นาที เป็นเหตุการณ์จำลองในการสัมภาษณ์งานทั่วไป ซึ่งลงท้ายด้วยคำถามที่ว่า คุณมีปัญหาสุขภาพอะไรหรือไม่?

เมื่อถูกสัมภาษณ์ยอมรับว่าตนเองมีเชื้อเอชไอวี (HIV) และถามคำถามกลับไปว่า “เรื่องนี้จะมีผลต่อการรับเข้าทำงานหรือไม่” “เจอแบบนี้…เป็นคุณจะตอบยังไง?”

หากคุณต้องชี้วัดคนเข้ามาร่วมงานกับคุณหรือองค์กร คุณจะวัดคนที่อะไร ความสามารถหรือผลเลือด จุดประสงค์ของการทำคลิปนี้ เพื่อหวังให้สังคมเข้าใจผู้ติดเชื้อเอชไอวี มากกว่าการตัดสินคนเพียงแค่ผลเลือด

พญ.นิตยา ภานุภาค พึ่งพาพงศ์ หัวหน้าทีมป้องกันการติดเชื้อ ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย ให้ทัศนะว่า การทำคลิปเผยแพร่ให้ผู้คนตระหนักถึงการปฏิบัติตนให้ถูกต้องกับผู้ติดเชื้อเอชไอวีเป็นสิ่งที่จำเป็น สำคัญ และมีประโยชน์ แต่ติดตรงหน่วยงานต่างๆ ที่ทำงานด้านรณรงค์เกี่ยวกับโรคเอดส์ไม่มีงบประมาณที่มากพอ ทำได้เพียง 1-2 คลิป/ปี และเผยแพร่ในบางช่องทาง ถ้าให้ดีควรมีการออกคลิปรณรงค์อย่างต่อเนื่อง

“บางคนไม่รู้จริงๆ การได้ฟังทำให้เขาเปิดโลกทัศน์เพิ่มขึ้น และลดความเชื่อที่ผิดๆ เช่น หยุดตีตรา หยุดแชร์ เลิกเปิดรับบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอชไอวีได้แล้ว เพราะโรงพยาบาลก็บริการให้ยาต้านไวรัสและรักษาฟรีอยู่แล้ว หยุดกลัวได้แล้ว เพราะมันไม่น่ากลัวก็ต้องทำความเข้าใจให้ตรงกัน”

สถานการณ์โรคเอดส์ในปัจจุบัน

หัวหน้าทีมป้องกันการติดเชื้อ ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า ปัจจุบันพบอัตราการติดเชื้อไวรัสเอชไอวีในกลุ่มวัยรุ่นสูงขึ้น สวนทางกับสถานการณ์การติดเชื้อในภาพรวมของประเทศที่ลดลง และที่น่ากังวล คือเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีจากการมีเพศสัมพันธ์อายุน้อยสุดเพียง 12-13 ปีเท่านั้น ซึ่งน่าจะติดตั้งแต่ครั้งแรกที่มีเพศสัมพันธ์

“ปัจจุบันยังมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ในแต่ละปีราว 7,000-8,000 คน/ปี ที่น่ากังวล คือจำนวนไม่น่าลดลงไปกว่านี้ เราคาดหวังว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า ผู้ติดเชื้อเอชไอวีจะลดลงเหลือแค่ 5,000-6,000 คน/ปี แต่เป้าหมายเราคือการยุติปัญหาเอดส์ในเมืองไทย และสิ่งที่น่ากังวลคือเรายังพบผู้เสียชีวิตปีละ 1-1.5 หมื่นคน/ปี ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่น่าเกิดขึ้นในยุคนี้ ที่หากผู้ติดเชื้อรู้ตัวว่ามีเชื้อเอชไอวีและรับยาต้านไวรัส สามารถใช้สิทธิเข้าถึงยาต้านไวรัสได้ฟรี ไม่ต้องรอคิว แต่ประเด็นคือ คนยังไม่ค่อยสบายใจในการออกมาตรวจเลือด ทำให้ไม่รู้ว่าตัวเองติดเชื้อ ส่งผลให้คนที่ได้รับเชื้อแล้วไม่กล้าออกมารักษา จนป่วยแล้วค่อยออกมาจนได้รับเชื้ออื่นๆ ตามมา จนฉุดภูมิคุ้มกันของตัวเองไม่ทัน”

อีกสิ่งที่ทำให้คนตื่นตัวมากขึ้น คือ มียากินเพื่อป้องกันไม่ให้ติดเชื้อเอชไอวีได้ แปลว่า คนไม่ติดเชื้อ หากมีพฤติกรรมเสี่ยง หากตรวจแล้วไม่ติดเชื้อ จากนั้นป้องกันโดยใช้ถุงยางอนามัยเวลามีเพศสัมพันธ์ แต่คนส่วนหนึ่งไม่สามารถใช้ถุงยางอนามัยได้ในทุกครั้ง เพราะไม่มีอำนาจต่อรอง ทำให้อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ คนกลุ่มนี้สามารถกินยาป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้ แต่ต้องกินทุกวัน หยุดกินต่อเมื่อไม่เสี่ยง เรียกว่า HIV PreExposure Prophylaxis หรือ PrEP

เอดส์รักษาได้ 100%

คำกล่าวที่ว่า โรคเอดส์รักษาได้ 100% แล้ว คุณหมอนิตยา กล่าวว่า เป็นความจริง เพราะการติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งเป็นไวรัสชนิดหนึ่ง เราสามารถค้นพบยาจัดการกับเชื้อไวรัสตัวนี้ได้

“แต่ตัวเองรู้ไหมว่ามีเชื้อ ถ้ารู้ปุ๊บกินยาก็สามารถกดเชื้อไว้ได้แม้ไม่หายขาด ก็เหมือนเราป่วยเป็นเบาหวานหรือความดัน ตราบใดที่เรามีโรคเรากินยารักษาสม่ำเสมอ ในการประชุมวิชาการด้านเอดส์ระดับโลก เราใช้คำขวัญว่า ถ้าตรวจไม่เจอ เท่ากับไม่แพร่เชื้อให้กับใครได้ เป็นประเด็นสำคัญที่เราพูดกันว่านาน 2-10 ปีแล้ว

ถ้าผู้ติดเชื้อรู้ แล้วกินยาต้านไวรัสติดต่อกันนาน 6 เดือน ก็จะไม่เจอเชื้อในร่างกาย และไม่มีโอกาสแพร่เชื้อได้ แต่เราก็มักกลัวกันไปเอง จูบก็ไม่ติดนะคะ แม้เขาไม่ใส่ถุงยางอนามัยเชื้อก็ไม่แพร่แล้ว แต่เราจะรู้กันในเชิงการแพทย์ แต่เราไม่พูดกัน จึงเท่ากับเป็นการตีตรา ซึ่งเขาก็ควรยังต้องใส่ถุงยางเวลามีเพศสัมพันธ์อยู่ เพื่อป้องกันการรับเชื้อโรคอื่นๆ ทางเพศสัมพันธ์ แต่สำหรับคนที่มีผัวเดียวเมียเดียวก็ไม่ต้องกลัว

บางคนกินยาต้านไวรัสมา 10 ปี ไม่กล้าหอมหรือกอดลูก ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด กอดได้หอมได้ปกตินะคะ” คุณหมอนิตยา กล่าว

อย่ากลัวและตั้งข้อรังเกียจ

พญ.นิตยา แนะนำถึงการอยู่ร่วมในสังคมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวีว่าควรวางตัวปกติ “ต้องลบภาพที่ฝังอยู่ในหัวตั้งแต่เด็ก ว่าโรคเอดส์น่ากลัว อย่าเข้าใกล้ ติดแล้วตายนะ จนทำให้ข้อมูลพื้นฐานที่เราน่าจะรู้แต่ถูกลืมไป

เอชไอวีติดได้เพียง 3 ทาง คือ เพศสัมพันธ์ แม่สู่ลูก และเลือดเท่านั้น การใช้เข็มฉีดยาก็ไม่ติด ถ้าไม่ใช่ 3 ทางนี้ไม่มีทางติดได้เลย ดังนั้นหากมีสมาชิกในบ้านติดเชื้อ

เอชไอวีสามารถอยู่ร่วมกันได้ปกติ ถ้ารู้ว่าเพื่อนหรือสมาชิกในสังคมติดเชื้อก็อย่าละเลยเขา อย่านำเชื้อโรคอื่นๆ ไปติดเพื่อนที่ติดเชื้อเอชไอวี เพราะภูมิคุ้มกันเขาต่ำ คนที่กินยาต้านไว้รัสอยู่ เราต้องระวังไม่นำหวัดไปติดเขา อย่างเวลากินข้าวก็ควรใช้ช้อนกลาง เพื่อป้องกันไม่นำโรคหวัดหรือเชื้อโรคของคนปกติไปติดคนที่ภูมิคุ้มกันไม่ดี เราต้องระวังให้คนในครอบครัวเป็นพิเศษ ซึ่งไม่ต่างจากการดูแลเด็กเล็กๆ หรือผู้สูงอายุเลย

อย่าคิดว่า ไม่ใช่ฉันหรอกที่ติดเชื้อเอชไอวี หรือผู้หญิงบริการบางคนเท่านั้นที่มีสิทธิติดเชื้อ บุคคลทั่วไปที่มีเพศสัมพันธ์กับสามี เราไม่มีทางรู้เลยว่าสามีเราก่อนมีเรา เขาเคยมีใครมาก่อนหรือเปล่า คำแนะนำถ้ามีเพศสัมพันธ์ครั้งหนึ่งควรไปตรวจสักครั้ง ถ้าตรวจไม่พบก็ป้องกันตัว ดังนั้นในบุคคลที่เสี่ยงควรไปตรวจหาเชื้อเอชไอวีปีละ 2 ครั้ง”

เปิดตัวคลิปรณรงค์

อภิวัฒน์ กวางแก้ว รองประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย กล่าวถึงจุดประสงค์การทำคลิปรณรงค์ “เจอแบบนี้…เป็นคุณจะตอบยังไง?” เพื่อการสร้างบรรยากาศความเข้าใจใหม่ในเรื่องเอดส์ รวมทั้งส่งเสริมมุมมองเรื่องสิทธิด้านเอดส์ให้แก่สังคมไทย เพื่อลดการรังเกียจ กีดกัน และเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี โดยไม่นำผลเลือดหรือการมีเชื้อเอชไอวีมาใช้เป็นเงื่อนไขในการรับสมัครเข้าทำงานหรือเรียนหนังสือ เพราะการกระทำเช่นนี้ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

“การมีเชื้อเอชไอวีไม่มีผลต่อการเรียน การทำงาน เรายังเรียนได้ ทำงานได้ ไม่ต่างจากคนที่ไม่มีเชื้อเอชไอวี และการเรียนด้วยกัน ทำงานด้วยกัน ก็ไม่ทำให้ใครติดเชื้อได้ แต่ที่ผ่านมามีสถานศึกษาหลายแห่ง สถานประกอบการ บริษัทใหญ่ๆ ไม่น้อย หน่วยงานภาครัฐบางแห่งที่ยังบังคับตรวจเลือดพนักงานเพื่อจะรับเฉพาะคนที่ไม่ติดเชื้อเอชไอวีเข้าทำงาน ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิด สาเหตุเพราะความเข้าใจผิดๆ ว่าผู้ติดเชื้อเอชไอวีไม่แข็งแรง ป่วยง่าย เรียนหรือทำงานได้ไม่เต็มที่ และที่สำคัญกลัวว่าจะทำให้คนอื่นเสี่ยงติดเชื้อจากการอยู่ร่วมกัน

ผลกระทบที่ตามมาคือ การใช้ผลเลือดเอชไอวีเป็นเงื่อนไขในการรับเข้าทำงานนั้น ทำให้ผู้ติดเชื้อพึ่งพาตัวเองไม่ได้ แทนที่จะได้ทำงานตามความถนัด ตามความรู้ความสามารถที่มี แต่กลับทำไม่ได้ ผู้ติดเชื้อต้องถูกคัดออกเพียงเพราะการมีเชื้อเอชไอวี พวกเราต้องช่วยกันสร้างความเข้าใจใหม่ว่า การติดเชื้อเอชไอวีไม่ได้ทำให้ความสามารถในการทำงานลดลงเลย และต้องยืนยันว่าไม่เคยมีใครติดเชื้อจากการเรียนห้องเดียวกันหรือทำงานด้วยกัน” รองประธานเครือข่ายฯ กล่าว

ด้าน ณัฐศักดิ์ กิจบำรุง หัวหน้าทีมครีเอทีฟอาสา ผู้มีผลงานมากมายจากเอเยนซีโฆษณาและผู้สร้างสรรค์คลิปรณรงค์ชิ้นนี้ ซึ่งมีเนื้อหาที่เรียบง่าย ณัฐศักดิ์ ผู้ออกแนวคิดของคลิปรณรงค์ บอกว่า เขาต้องการเปลี่ยนความเข้าใจของคนในสังคมไทยให้หันมาเปิดใจและเข้าใจผู้ติดเชื้อเอชไอวี ในแง่ของการทำงานร่วมกัน อยู่ร่วมกัน ซึ่งในปัจจุบันถึงแม้การรักษาจะพัฒนาไปไกลมาก ผู้ติดเชื้อสามารถมีลูกได้ โดยลูกไม่ได้รับเชื้อจากแม่แล้ว แต่สิ่งที่ยังไม่เปลี่ยนไปจากเดิม คือความรู้สึกของคนในสังคมที่ยังเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ และคิดไปเองว่าพวกเขาไม่สามารถทำงานร่วมกับเราได้

สิ่งที่เห็นในคลิป คือการถามกลับไปที่สังคมว่า วันหนึ่ง “ถ้าคุณเจอเหตุการณ์แบบนี้…เป็นคุณจะตอบยังไง?” คุณวัดคนที่ความสามารถหรือผลเลือด? แค่อยากให้ลองเปิดใจให้มากขึ้น เข้าใจกันให้มากขึ้น เชื่อว่าอีกไม่นาน…พวกเขาจะได้กลับมาทำงานร่วมกับสังคมอีกครั้ง

“เป็นเรื่องที่ยากมากในการเปลี่ยนทัศนคติที่ผิดๆ ของคนในสังคม เพราะในอดีตเราถูกป้อนการรับรู้หรือภาพจำของผู้ป่วยเอดส์ อันเนื่องมาจากไม่ได้เข้ารับการดูแลรักษา แน่นอนย่อมต้องป่วยหรือเสียชีวิต เนื้อหาของคลิปไปถ่ายในสถานการณ์จริง ผู้สร้างสรรค์เลือกอดีตเอชอาร์ที่เคยทำงานในองค์กรใหญ่ แต่ออกไปเพื่อเปิดธุรกิจส่วนตัว เพื่อป้องกันสิทธิของผู้ติดเชื้อ ส่วนน้องผู้หญิงไม่ได้ติด แต่เราบอกน้องว่า ปลายทางให้เขาพูดอย่างไร คือในเนื้อหาพอถึงประโยคที่เด็กผู้หญิงบอกว่า หนูติดเชื้อเอชไอวี ปฏิกิริยาของเอชอาร์บริษัทเปลี่ยนทันที แม้ปัจจุบันการรักษาการติดเชื้อเอชไอวีก้าวไปไกลมาก แต่ความกลัวในจิตใจคนยังคงเหลืออยู่”

ไม่ใช่แค่คนที่ติดเชื้อเท่านั้นที่มีการตีตราในใจ เช่น เขาไม่เท่าคนอื่น เขาไม่เหมือนเดิม แม้ความสามารถในตัวเขายังมีเหมือนเดิม แต่ข้างในทุกข์จึงคิดสร้างสรรค์งานไม่ได้ กลายเป็นความกังวลในใจไปหมด

“ภาพจำที่ผู้ติดเชื้อเอชไอวีผอมๆ เป็นเชื้อราในสมอง ปอดบวม อันนั้นคือทำงานไม่ไหวเพราะไม่รักษา แต่ในทางกลับกัน วันนี้กับวันนั้นต่างกัน ซึ่งคนยังคิดแบบนั้นอยู่ เพราะแต่ก่อนเราถูกขู่ให้กลัว ซึ่งถ้ากลัวก็ต้องป้องกันตัวเอง ถ้าไม่อยากเป็นคือเจาะเลือด และหากมีเพศสัมพันธ์ให้ใช้ถุงยางอนามัย การกินน้ำแก้วเดียวกันไม่ติด การสักไม่ทำให้ติด การใช้ห้องน้ำเดียวกัน หรือทำงานร่วมออฟฟิศกันไม่น่ากลัวนะครับ” ณัฐศักดิ์ กล่าว

 

เปลี่ยนสไตล์ทำงาน ‘รุก’ ให้มากกว่า ‘รับ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กันยายน 2560 เวลา 10:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/512826

เปลี่ยนสไตล์ทำงาน ‘รุก’ ให้มากกว่า ‘รับ’

สถานการณ์บีบบังคับให้ตอบสนอง เมื่อเกิดข้อผิดพลาดอย่างเช่นทำงานไม่ทันเดดไลน์ ถ้าคุณทำงานในสไตล์โทษสิ่งแวดล้อมรอบข้าง และเงื่อนไขข้อจำกัดต่างๆ ไว้ก่อนอื่นใดเลย แล้วในบางครั้งก็อาจมีความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอีกต่างหาก โดยไม่มีการพิจารณาตัวเองเป็นหลัก การทำงานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จไปวันๆ เท่านั้น ไม่มีการวางแผนการทำงานก่อนล่วงหน้า โดยไม่คำนึงถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้น

ใครมีนิสัยเข้าข่ายที่ว่านี้… คุณคือคนทำงานเชิงรับ (Reactive) การเป็นคนทำงานวันต่อวัน เช้าชามเย็นชาม ทำแต่สิ่งที่ได้รับมอบหมายมาเท่านั้น ไม่ค่อยคิดถึงความก้าวหน้าหรือพัฒนาตัวเองเท่าใดนัก ไม่กล้าชนความยุ่งยาก ไม่มีไอเดียจัดการวางแผนใดๆ ล่วงหน้า ทำนายอนาคตได้เลยว่าความก้าวหน้าทางหน้าที่การงาน ต้องมีคนแซงนำไปก่อน

ตรงกันข้ามกับการทำงานเชิงรุก (Proactive) หมายถึง คนทำงานที่มีนิสัยชอบคิดวางแผน จัดการและเตรียมการ เพื่อพร้อมแก้ปัญหาและทำงานอย่างมีคุณภาพเพื่อความก้าวหน้าในอนาคต การทำงานเชิงรุกนั้น เป็นอีกหนทางสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ด้วยทัศนคติเหล่านี้

มองโลกในแง่บวก

ปัญหาที่คนทำงานมักเผชิญกันเบาๆ หากใครรู้สึกเบื่อหน่ายกับสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ในออฟฟิศ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน ลักษณะของงานที่ทำอยู่ แต่เลือก “ยิ้มรับ” ให้กับปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น นอกจากทำให้กลายเป็นคนที่ดูหนักแน่น เก็บความรู้สึกและพฤติกรรมที่แท้จริงของตัวเองได้ดีแล้ว รอยยิ้มเบาๆ ยังช่วยบรรเทาความคิดในทางลบ หรือในทางไม่สร้างสรรค์ จะเป็นตัวทำลายความคิดในการทำงานเชิงรุกของเราได้อีกด้วย

ตรงกันข้ามกับคนทำงานเชิงรับ เมื่อเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิต ต้องเผชิญปัญหา คนกลุ่มนี้ก็จะถอนหายใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า หรือเอือมระอากับปัญหาที่เกิดขึ้น รู้สึกปัญหามีไว้ให้กลุ้มมากกว่ามีไว้ให้แก้ บางคนถึงขนาดโยนปัญหาไปให้ผู้อื่นรับผิดชอบ บอกปัดไปเสียทุกเรื่อง โดยไม่ช่วยเพื่อนร่วมงานคิดที่จะแก้ไขปัญหาหรืออุปสรรคที่เกิดขึ้นเลย

คิดเป็น ‘ผู้ให้’ มากกว่า ‘ผู้รับ’

นี่คือพื้นฐานอีกข้อสำคัญของพื้นฐานของการทำงานเชิงรับ คิดว่ามีอะไรบ้างที่เราสามารถจะทำได้เพื่อให้องค์กรได้รับผลประโยชน์มากที่สุด มีความคิดทำงานให้องค์กรมากกว่าเงินเดือนและค่าตอบแทนที่ได้รับ เพราะที่สุดแล้วหากองค์กรอยู่รอดได้ ก็ย่อมหมายถึงความมั่นคงและคุณภาพชีวิตที่ดีของตัวเราด้วยเช่นกัน

หรือการปฏิบัติต่อเพื่อนร่วมงาน รู้จักการแบ่งปัน คนที่ทำงานเชิงรุกมักจะชอบช่วยเหลือผู้อื่น และไม่เคยหวังผลตอบแทน เพราะเขาเชื่อมั่นเสมอว่า การให้ย่อมทำให้เขามีความสุข และเมื่อความสุขเกิดขึ้น การลงมือทำสิ่งต่างๆ ย่อมนำมาสิ่งผลลัพธ์แห่งความสำเร็จขององค์กรร่วมกันได้

ทุกๆ อย่างต้องเป็นไปได้

การทำงานเชิงรุกที่มีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องมีบุคลากรที่มีพฤติกรรมการทำงานเชิงรุก (Proactive Approach) เนื่องจากมีการวางแผนล่วงหน้า และจัดการสิ่งใดด้วยวิจารณญาณอย่างรอบคอบจึงทำให้ไม่ค่อยมีความผิดพลาด ทั้งยังสามารถคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้าได้ด้วยข้อมูลที่มีอยู่ การทำงานเชิงรุกจึงพร้อมตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง โดยเฉพาะเวลาเจอโจทย์งานใหม่ๆ ปัญหาที่ไม่เคยเจอมาก่อน คนกลุ่มนี้พร้อมที่จะมองไปข้างหน้า และหาหนทางก้าวข้ามผ่านไปได้อยู่เสมอ ทั้งการมีคุณสมบัติตั้งแต่ข้อแรกคือการคิดบวก ก็ย่อมสามารถนำพาชีวิตก้าวไปอย่างไม่หยุดยั้ง

“วันพรุ่งนี้” ย่อมดีกว่า “วันนี้”

เหมาะกับคนทำงานชนิดที่เรียกว่า รอบคอบ ช่างสังเกต มองรอบด้าน และไม่กลัวปัญหา แม้ว่างานชิ้นนั้นจะยากและท้าทายความสามารถมากแค่ไหน ซึ่งการทำงานเชิงรุกนั้น เขาไม่เคยหยุดการพัฒนาตัวเอง แม้เป็นงานที่ถนัดและเขาทำได้ดีอยู่แล้ว เขาก็จะคิดว่า “พรุ่งนี้ต้องดีกว่า” แต่หากเขาทำผิดพลาด พรุ่งนี้เขาจะรีบแก้ไขโดยทันที คนที่ทำงานเชิงรุกจะได้ผลดีสูงสุดก็ต่อเมื่อทำงานที่รับมอบหมายโดยไม่คั่งค้าง ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง

การทำงานแบบเชิงรุกช่วยลดปัญหาในการทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน รวมถึงพัฒนางานให้ดีขึ้น ระดับของพฤติกรรมเชิงรุกในการทำงาน ส่งผลโดยตรงต่อความก้าวหน้าในสายอาชีพของตัวเอง และการพัฒนาขององค์กรได้อย่างชัดเจน

 

เฒ่าไซ่เสียม้า-สามล้อถูกหวย ในร้ายมีดี ในดีมีร้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กันยายน 2560 เวลา 20:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/512617

เฒ่าไซ่เสียม้า-สามล้อถูกหวย ในร้ายมีดี ในดีมีร้าย

ถ้าพูดถึงชื่อนิทานจีนเรื่อง “โชคดีหรือโชคร้าย”บางคนคงร้องอ๋อ และแค่เกริ่นต้นเรื่องอีกนิดหลายคนคงร้องอ๋อตาม

“โชคดีหรือโชคร้าย” เป็นนิทานจีนที่ต้นฉบับเดิมชื่อว่า “เฒ่าไซ่เสียม้า ดีหรือร้ายใครจะรู้”

…แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่ได้พูดถึงตาเฒ่าที่โดนแย่งที่นั่ง…

เรื่องมีว่า กาลครั้งหนึ่ง ณ ชายแดนจีน ตาเฒ่าแซ่ไซ่เลี้ยงม้าไว้ตัวหนึ่ง วันหนึ่งม้าของเขาวิ่งหนีออกนอกชายแดนไป เพื่อนบ้านรู้เข้าเลยมาปลอบใจแกยกใหญ่ ตาเฒ่าไซ่กลับไม่มีอาการร้อนรน พูดออกมาว่า”รู้ได้อย่างไรว่านี่จะไม่ใช่เรื่องดี”

ผ่านไปไม่กี่เดือน ม้าที่หายไปกลับมาพร้อมม้าสวยสง่าพันธุ์นอกด่านตัวหนึ่ง เพื่อนบ้านจึงมาแสดงความยินดี แต่ตาเฒ่าไซ่ก็ไม่ได้ออกอาการยินดีอะไร แถมบอกอีกว่า

“รู้ได้อย่างไรว่านี่จะไม่ใช่เรื่องร้าย”

ไม่กี่วันผ่านไป ลูกชายตาเฒ่าไซ่เอาม้าตัวนั้นไปขี่ ไม่รู้ม้าเกิดบ้าอะไรขึ้น วิ่งทะยานไปไม่หยุด ลูกชายเขาตกจากหลังม้าขาหัก เพื่อนบ้านต่างมาเยี่ยมพร้อมปลอบใจ ตาเฒ่ายังคงตอบแบบเดิมๆ ว่า

“พวกเจ้ารู้ได้อย่างไรว่านี่ไม่ใช่เรื่องดี”

ไม่นานนักก็เกิดศึกสงคราม ใครก็ตามที่ยังหนุ่มและแข็งแรงต้องถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร แต่เนื่องจากลูกชายของตาเฒ่าไซ่ขาหักจึงรอด สงครามโหดร้าย เรียกได้ว่าผู้คนที่ถูกเกณฑ์ไปสิบตายเสียเก้า ที่รอดกลับมาก็บาดเจ็บสาหัส แต่ตาเฒ่าไซ่และลูกกลับรักษาชีวิตของตนเองไว้ได้ (ถึงตอนนี้เพื่อนบ้านคงล้มหายตายจากเพราะศึกสงครามไปหมด เลยไม่มีใครมาแสดงความยินดีกับเฒ่าไซ่อีก)

ต้นฉบับเรื่องนี้รวบรวมอยู่ในนิทานปรัชญาที่แต่งโดยหลิวอัน เชื้อพระวงศ์ราชวงศ์ฮั่น มีชีวิตอยู่ในยุคฮั่นตะวันตก

นิทานเรื่องนี้ถูกเล่าต่อกันมาถึงสองพันกว่าปี จะเปลี่ยนแปลงบ้างก็ในรายละเอียดเล็กน้อย เช่น ตัดเรื่องที่ม้าของเฒ่าไซ่วิ่งหนีออกชายแดนไปเป็นวิ่งหนีเข้าป่าไป หรือเปลี่ยนจำนวนม้าที่ตามกลับมาเป็นม้า 4-5 ตัว แทนที่จะเป็นม้าพันธุ์นอกด่านตัวเดียว ซึ่งก็เพื่อเล่าให้สั้นเข้าใจง่ายตามแต่ละยุคสมัย แต่ใจความยังคงเดิม

ใจความสอนให้เห็นถึงความพลิกผันของสิ่งดีและสิ่งร้ายในชีวิต ว่าอย่างเพิ่งหลงระเริงหรือโศกเศร้าเสียใจกับมันมากเกินไป สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อมองข้ามช็อตไปอาจให้ผลตรงกันข้ามกับปัจจุบัน รู้เช่นนี้แล้วจะสามารถทำใจกับเรื่องไม่คาดคิดที่เกิดขึ้นได้ เป็นหลักคิดที่ถ่วงดุลความดีใจหรือเสียใจเกินเหตุ

สำนวนไทยที่มีปรากฏการณ์คล้ายๆ กันคงจะเป็น “สามล้อถูกหวย…”

สามล้อถูกหวยมีจุดจบและแนวคิดตรงกันข้ามกับเฒ่าไซ่ เพราะหมายถึงคนที่ดีใจเพราะโชคช่วยอย่างฉับพลันจนไม่ทันได้ตั้งสติ แต่แล้วก็จบลงด้วยความทุกข์ใจ เผลอๆ แทนที่จะได้ กลับสูญสิ้นมากกว่าเดิม

เพราะรางวัลจากโชคฉับพลันมักจะถูกใช้อย่างสุรุ่ยสุร่าย ไม่ว่าด้วยตนเอง วงศาคณาญาติและเพื่อนกิน จนมีสิทธิทำเจ้าตัวจนและทุกข์กว่าเก่า

ด้วยวิธีคิดแบบสามล้อถูกหวย ทรัพย์ที่ได้จากโชคช่วยจึงยกระดับชีวิตได้บ้าง แต่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตไม่ได้

นั่นก็คือเงินที่ได้มาทำให้ชีวิตหรูขึ้น สบายขึ้นแค่ระยะหนึ่ง แต่ในเมื่อไม่เปลี่ยนวิธีคิด ไม่เปลี่ยนตัวตน ชะตาชีวิตย่อมกลับมาจบลงตามเส้นทางเดิม

(ทั้งนี้ มิได้จะดูถูกสามล้อแต่อย่างใด เพียงแต่อธิบายไปตามสำนวน)

เรื่องโชคดีในโชคร้าย โชคร้ายในโชคดีไม่จำกัดที่เรื่องเฉพาะตัวบุคคลเท่านั้น

แม้แต่หายนภัยครั้งใหญ่ ยังทำให้เกิดสิ่งดีๆ ขึ้นได้โดยไม่คาดคิด

เช่น บรรยากาศความรุ่งเรืองของถนนเยาวราช และความเข้มแข็งของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

สมัยแรกเริ่มเยาวราชเป็นเพียงชุมชนการค้าแออัด แม้จะพลุกพล่านแต่ก็ไม่ได้มีบรรยากาศหรูหราโดดเด่นอะไรนัก

จนปี ค.ศ. 1931 ถนนเยาวราชแถบสี่แยกราชวงศ์เกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ ไฟไหม้ตั้งแต่เที่ยงคืนจนถึง 6 โมงเช้า ร้านค้า 600 กว่าคูหามอดไหม้

ดูแล้วเห็นหายนะครั้งใหญ่ที่ไม่น่าจะมีอะไรดี

แต่แล้วถนนเยาวราชและสี่แยกราชวงศ์ก็ถูกสร้างขึ้นใหม่อย่างทันสมัย ตึกสูงสมัยใหม่ถูกสร้างขึ้นทดแทนร้านค้าที่มีอยู่เดิมกว่า 100 คูหา เกิดกลายเป็นบรรยากาศความรุ่งเรืองของถนนเยาวราชที่สืบต่อกันมาถึงทุกวันนี้

และยุคทศวรรษที่ 1950 เกิดเพลิงไหม้สองครั้งใหญ่ที่ชุมชนแออัดสะพานเหลือง และที่ วงเวียน 22 กรกฎา บ้านเรือนนับพันวอดวาย ผู้คนนับหมื่นเดือดร้อน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งซึ่งตอนนั้นยังไม่ใหญ่โต ได้ดำเนินงานบรรเทาทุกข์อย่างมีประสิทธิภาพ แจกจ่ายทั้งอาหารและยารักษาโรคถึงแหล่ง รวมถึงประกาศและประสานงานหาเงินบริจาคช่วยผู้ประสบภัย ผลงานเป็นที่จับต้องได้และมีประสิทธิภาพจริง ไฟไหม้ครั้งนั้นจึงเป็นโอกาสเรียกศรัทธาจากประชาชน ทำให้มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเข้มแข็งขึ้นทั้งด้านชื่อเสียง ด้านสายสัมพันธ์กับองค์กรต่างๆ ที่ร่วมมือกันก็ก่อร่างสร้างตัวได้ถาวรขึ้น กลายเป็นองค์กรที่เข้มแข็งจนมาถึงทุกวันนี้

ความรุ่งเรืองของถนนเยาวราช และความเข้มแข็งของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จึงพลิกขึ้นจากหายนภัยที่ดูเหมือนจะมีแต่เรื่องร้ายๆ

ไม่ใช่แค่ในเมืองไทยที่อัคคีภัยกลายเป็นผู้สร้าง แม้แต่ที่ชิคาโกก็มีเหตุการณ์ใกล้เคียงกัน

ไฟไหม้ครั้งใหญ่ในเมืองชิคาโก เมื่อปี ค.ศ. 1871 ทำเอาตึกกว่า 1.8 หมื่นหลังเสียหาย แต่หลังจาก หายนภัยครั้งนั้น สถาปนิกและวิศวกรถูกระดมกำลังกันก่อสร้างเมืองชิคาโกขึ้นมาใหม่

เปิดโอกาสให้สถาปนิกและวิศวกรได้นำแนวคิดและเทคโนโลยีการสร้างตึกระฟ้า และการวางผังเมืองใหม่ จากเมืองที่เสียหายจากหายนภัย กลายเป็นเมืองทันสมัยที่มีอัคคีภัยล้างไพ่เปิดทางให้ก่อน

นอกจากนั้นแล้วสถาปนิกและวิศวกรกลุ่มนี้ยังใช้โอกาสนี้ฝึกฝนทดลองการออกแบบที่ตอบสนองชีวิตยุคกำเนิดมหานคร เกิดเป็นแนวคิดในการออกแบบก่อสร้างใหม่ของโลกสถาปัตยกรรม ในวงการเรียกนักออกแบบกลุ่มนี้ว่าเป็นพวก Chicago School

เสน่ห์และเอกลักษณ์ของชิคาโกทุกวันนี้ ก็มาจากการฟื้นฟูเมืองยุคนั้นนั่นเอง

ออกจากนิทานมามองตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงของ “เฒ่าไซ่เสียม้า” นอกจากข้อคิดที่ว่าดีหรือร้ายนั้นอยู่กับมุมมอง แต่อยากชวนมองไกลไปอีกว่าในชีวิตจริงยังมีรายละเอียดปลีกย่อย ว่าหากจะพลิกโชคร้ายเป็นโชคดีได้มิใช่ด้วยการนั่งเฉย เพราะมักต้องลงมือคิดหรือทำอะไรเพิ่มติม ผลักดันให้ร้ายกลายเป็นดี

หากไม่คิดสร้างเยาวราชในภาพใหม่ หรือหาก มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งย่อหย่อนทำงานไร้ประสิทธิภาพ หรือถ้ากลุ่มสถาปนิกและวิศวกรที่มาช่วยเมืองชิคาโกเลือกสร้างเมืองแบบเดิมๆ ทั้งหมดก็มีค่าแค่ซ่อมแซมให้วิกฤตหายไป แต่ไม่ได้พลิกโชคร้ายให้เป็นโชคดี

ส่วนดีกลายเป็นร้ายนั้นไม่ยากเท่าไร แค่นั่งบริโภคโชคชะตาอย่างปล่อยปละละเลยตามความเคยชินต่อไป จากโชคดีก็จะกลายเป็นร้ายได้ไม่ยาก

 

ชีวิตต้องสู้ ‘พรไพลิน ศรีวิภาสถิตย์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กันยายน 2560 เวลา 20:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/512721

ชีวิตต้องสู้ ‘พรไพลิน ศรีวิภาสถิตย์’

โดย เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

จากชีวิตที่กำลังก้าวเดินไปสู่เป้าหมายอย่างที่ตั้งใจ ด้วยการเป็นนักศึกษาคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ชีวิตของ “น้องหลุยส์” พรไพลิน ศรีวิภาสถิตย์ เหมือนตกจากหน้าผา เพราะเป็นโรคที่พบเพียง 14 คน ใน 1 แสนคน ที่เรียกว่าโรคหลอดเลือดสมองผิดปกติ หรือ AVM (เอวีเอ็ม)

โรคหลอดเลือดเอวีเอ็ม จะมีอาการเส้นเลือดในสมองแตกซ้ำ อาจจะซ้ำที่เดิม หรือในจุดอื่นๆ ทำให้น้ำท่วมสมอง และอาการที่เกิดขึ้นซ้ำๆ นี้ น้องหลุยส์ต้องเผชิญกับอาการเส้นเลือดในสมองแตกถึง 3 ครั้ง เพราะฉะนั้นจากนักศึกษาคณะทันตแพทยศาสตร์ที่มีอนาคตรออยู่ข้างหน้า น้องหลุยส์ต้องกลายเป็นคนไม่สมประกอบ

คุณแม่ “พรเพ็ญ ศรีวิภาสถิตย์” ผู้เป็นเหมือนชีวิตอีกครึ่งหนึ่งของน้องหลุยส์ในทุกวันนี้ คอยดูแลน้องหลุยส์ทั้งเรื่องอาบน้ำ กินข้าว รวมถึงการใช้ชีวิตประจำวัน เล่าว่า น้องหลุยส์จะมีอาการเห็นภาพซ้อน หยิบจับของไม่ได้ และมีปัญหาในการทรงตัว แม้จะเดินได้บ้าง ก็ต้องใช้เครื่องช่วยเดิน

ปัญหาโรคของน้องหลุยส์ คือเป็นเส้นเลือดในจุดที่ใกล้กับก้านสมอง เพราะฉะนั้นการผ่าตัดจึงเสี่ยงอย่างมาก ดังนั้นเมื่อมีอาการเส้นเลือดแตกซ้ำ แพทย์จะต้องผ่าตัดเปิดกะโหลกเพื่อระบายน้ำออก ซึ่งตั้งแต่ปี 2557 ที่ผ่านมา น้องหลุยส์ผ่าตัดเปิดกะโหลกรวมทั้งหมด 6 ครั้ง

สำหรับอาการเส้นเลือดแตกซ้ำจะเกิดขึ้นทุกประมาณ 90 วัน หลังจากการรักษาครั้งแรก โดยจะมีการเตือนจากอาการปวดหัว ซึ่งทั้งคุณพ่อและคุณแม่พาน้องหลุยส์ส่งโรงพยาบาลได้ทันเวลา ทำให้ไม่เกิดอันตรายถึงชีวิต
ครั้งที่ 3 ก็เช่นเดียวกัน เกือบไม่ทัน และแพทย์จึงตัดสินใจใช้การรักษาด้วยวิธีฉายแสง ซึ่งประสบความสำเร็จในญี่ปุ่น

ในเดือน ก.ค.ของปี 2557 แพทย์โรงพยาบาลรามาธิบดีพบวิธีรักษาด้วยการฉายแสง ซึ่งทำให้เส้นเลือดที่อักเสบจนแตกซ้ำฝ่อลง จากที่ก่อนหน้านี้มีขนาดใหญ่เท่าลูกมะนาว ผลจากการรักษาด้วยการฉายแสง อาการเส้นเลือดในสมองแตกซ้ำหยุดลง แต่น้องหลุยส์ต้อง
อยู่กับอาการข้างเคียงของโรค คือมีปัญหาการทรงตัว หยิบจับสิ่งของไม่ได้ มองเห็นภาพซ้อน และพูดช้ากว่าคนปกติ

แต่อาการเหล่านั้นไม่ได้ทำให้น้องหลุยส์ย่อท้อ ด้วยความที่ชอบการศึกษา ชอบเรียน และอยากใช้ชีวิตแบบคนปกติ น้องหลุยส์จึงตัดสินใจศึกษาต่อในคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ในช่วงปลายปี 2558 โดยโอนหน่วยกิตส่วนหนึ่งจากมหาวิทยาลัยมหิดล

“ที่เลือกเรียนคณะนี้ เพราะเป็นการเรียนในสายสังคมศาสตร์ อาจจะไม่ยากเท่ากับการเรียนด้านวิทยาศาสตร์ และวันหนึ่งถ้ามีโอกาสหาย จะได้มีความรู้เพื่อไปทำงานได้เหมือนคนปกติ” น้องหลุยส์เล่าถึงการตัดสินใจเริ่มต้นเรียนหนังสือใหม่อีกครั้ง

แม้การเดินทางมาเรียนจะยากลำบาก ซึ่งทั้งคุณพ่อ สมชาย ศรีวิภาสถิตย์ และคุณแม่ต้องเดินทางมาด้วยทุกครั้ง แต่เวลาอยู่ในห้องเรียนน้องหลุยส์จะพยายามช่วยเหลือตัวเองทุกอย่าง เดินเข้าห้องเรียนด้วยตัวเอง พยายามยกมือตั้งคำถามกับอาจารย์ผู้สอนอยู่เสมอ พยายามใช้เวลาทำข้อสอบเท่าเทียมกับเพื่อนร่วมห้อง แม้จะมีปัญหาช้ากว่าคนอื่น

กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์ อาจารย์ผู้สอน กล่าวว่า น้องหลุยส์พยายามเข้าเรียนตลอดไม่เคยขาด แม้ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงจะเรียนในห้องหรือไม่ก็ได้ ไม่ได้บังคับ แต่น้องหลุยส์ต้องเดินทางมาเรียน แทบจะไม่เคยขาด พยายามทำข้อสอบ รายงานต่างๆ ด้วยตัวเอง โดยที่รามคำแหงจะมีศูนย์ช่วยเหลือผู้พิการ เวลาสอบน้องหลุยส์จะมีคนมาประกบ คอยเขียนคำตอบข้อสอบให้ โดยที่น้องหลุยส์คิดคำตอบเองทุกอย่าง

“อาจารย์เห็นว่าเขาช้ากว่าคนอื่น จะเพิ่มเวลาสอบให้ แต่น้องหลุยส์ไม่ยอม ให้เหตุผลว่าไม่อยากเอาเปรียบเพื่อน ซึ่งข้อดีของมหาวิทยาลัยรามคำแหงเปิดกว้างให้กับทุกคน แม้แต่คนแบบน้องหลุยส์ก็สามารถมาเรียนได้ โดยมีศูนย์บริการคนพิการคอยให้ความช่วยเหลือ” อาจารย์กริช เล่า

น้องหลุยส์กำลังจะจบการศึกษาเศรษฐศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง ภายในปี 2561 ซึ่งใช้เวลาประมาณ 3 ปีเท่านั้น และยังมีความฝันที่จะเรียนต่อระดับปริญญาโทต่อไป ซึ่งต้องประเมินอีกครั้งเมื่อครบ 5 ปี จากการรักษาด้วยรังสีว่าปัญหาของโรคเส้นเลือดในสมองผิดปกติจะได้ผลเป็นอย่างไร

เดิมน้องหลุยส์อยากเรียนด้านการสร้างเครื่องมือแพทย์ เพื่อช่วยเหลือชีวิตคน แต่เมื่อติดคณะทันตแพทย ศาสตร์ ก็เลือกที่จะเรียนต่อไป โดยมีความใฝ่ฝันที่จะเป็นอาจารย์ แต่เมื่อชีวิตต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่ น้องหลุยส์ก็ไม่ย่อท้อ และยังมีความใฝ่ฝันที่จะใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติ สามารถไปทำงาน เพื่อเลี้ยงชีวิตได้เหมือนคนอื่นๆ ไม่ต้องเป็นภาระให้พ่อแม่ตลอดไป

ในยามว่าง น้องหลุยส์พยายามใช้ชีวิตเหมือนเด็กสาวทั่วไป ที่ชอบดูหนัง ดูซีรี่ส์ อ่านหนังสือ ฟังเพลง พยายามเดินด้วยตัวเอง อาบน้ำ กินข้าว โดยมีคุณพ่อคุณแม่คอยช่วยเหลืออยู่ข้างๆ เสมอ

น้องหลุยส์ บอกว่า “บางครั้งก็รู้สึกท้อ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากสู้ต่อไป”

นี่คืออีกหนึ่งชีวิต ที่แม้จะผ่านความเป็นความตายมาหลายครั้ง ต้องอยู่กับร่างกายที่ไม่สมประกอบ แต่ใจไม่เคยย่อท้อ ยังคงสู้และสู้ต่อไป เพื่อเดินตามความฝันอย่างที่ตั้งใจ