7 เคล็ดไม่ลับวางแผนเดินทางทำงานในต่างถิ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กรกฎาคม 2560 เวลา 13:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/502350

7 เคล็ดไม่ลับวางแผนเดินทางทำงานในต่างถิ่น

เรื่อง โยโมทาโร่ ภาพ เอเอฟพี

การทำงานในบางสายงานมีความจำเป็นต้องออกเดินทางอยู่บ่อยครั้ง บางคนก็แทบจะเรียกได้ว่าไม่มีเวลาได้พักอยู่บ้านกันเลยทีเดียว ซึ่งการทำงานที่ต้องเดินทางสำรวจพื้นที่หรือออกพบลูกค้าในต่างถิ่นต่างแดนนั้นก็จำเป็นต้องมีการเตรียมตัวที่ดีเพื่อให้การทำงานสำเร็จลุล่วง และในขณะเดียวกันคุณเองก็จะได้ไม่ล้าจากการเดินทางมากนัก

1.รู้เป้าหมายตัวเอง

การวางแผนเดินทาง ขั้นแรกคือรู้แน่ชัดว่าต้องการอะไรจากการเดินทางในครั้งนั้น คุณอยากจะไปถึงสถานที่เพื่อทำงานอย่างเดียว หรือมีแผนการทำงานอื่นแทรกซ้อนอยู่ในโปรแกรมหรือไม่ บางครั้งเราก็อาจจะแทรกโปรแกรมส่วนตัวเวลาพักหลังเลิกงานไปด้วยก็ไม่มีใครว่าอะไรขอให้ทำงานบรรลุเป้าหมายก็พอ

2.วางแผนเวลาให้สอดคล้องกับเป้าหมายเหล่านั้น

หากการเดินทางในทริปนั้นคุณดูแล้วต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะเสร็จ ตั้งแต่เตรียมงานไปจนถึงเก็บงานให้เรียบร้อย การคำนวณเรื่องเวลาจึงเป็นสิ่งสำคัญ คุณควรเผื่อการเดินทางไว้ล่วนหน้า 1 วัน ไม่ใช่การเดินทางเช้าเพื่อพบลูกค้าตอนบ่าย อาจเกิดเหตุไม่คาดคิด เช่น ไฟลต์เที่ยวบินเลื่อนจากสภาพอากาศ หรือเหตุฉุกเฉินอื่นๆ อย่างไม่คาดคิด และควรเผื่อเวลาก่อนกลับอีกอย่างน้อย 1 วัน หากงานไม่เสร็จตามกำหนดที่วางไว้ นั่นหมายความว่าหากคุณมีนัด 2 สถานที่จะต้องเผื่อช่องว่างระหว่าง 2 งานนี้ ด้วยเวลา 1 วันเสมอ ซึ่งจะช่วยทำให้คุณเตรียมพร้อมสำหรับงานต่อไปได้อีกด้วย

3.ศึกษาข้อมูลก่อนไป

ก่อนเดินทางหาหนังสือท่องเที่ยวสักเล่ม 2 เล่ม มาอ่านเกี่ยวกับวัฒนธรรมประวัติศาสตร์และสิ่งที่น่าสนใจของจุดหมายที่คุณจะไป ลองเข้าไปค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต อ่านหนังสือพิมพ์หรือวารสารของท้องถิ่น จากทางอินเทอร์เน็ตยิ่งรู้มากเท่าไหร่ก็ช่วยให้คุณทราบซึ้งกับสถานที่ได้มากขึ้น ช่วยให้เราเข้าใจสิ่งใหม่ๆ ที่คุณพบไม่ว่าจะเป็นภาพที่พบเห็น ปัญหา ผู้คน และประเพณี ที่มีผลต่อความคิดและการตัดสินใจหน้างาน

4.จัดกระเป๋าให้เบา

เอาเสื้อผ้าที่ปรับเปลี่ยนได้ง่ายใส่ทุกอย่างที่ต้องการลงในกระเป๋าใบเดียวที่สะพายได้ ถ้าทำได้คุณจะรู้สึกโล่งใจมากเมื่อไม่ต้องเสียเวลาเข้าแถวเช็กอินแบบมีสัมภาระใหญ่ และเมื่อถึงจุดหมายคุณก็สามารถเดินตัวปลิวผ่านบรรดาผู้โดยสารร่วมเที่ยวบินที่ต้องรอคอยสัมภาระ

5.ลงรายละเอียดให้ชัด แต่อย่าอัดแน่นเกินไป

ในการทำงานจริงคุณจะพบว่าทุกอย่างกินเวลานานกว่าที่คุณคิด อย่าพยายามอัดกิจกรรมเกิน 3 อย่าง/วัน เผื่อเวลาไว้สำรองสำหรับกรณีรถประจำทางเสียหรือเหตุล่าช้าอันอื่น หากคุณจัดตารางทำงานไว้อย่างยืดหยุ่นเวลาที่เหตุการณ์ไม่เป็นไปตามแผนจะได้ไม่ต้องเดือดดาล และที่สำคัญลงรายละเอียดให้ชัด ตั้งแต่ตำแหน่งสถานที่ รายละเอียดงาน เบอร์ติดต่อให้พร้อม จะช่วยลดการเสียเวลาค้นหาที่ไม่จำเป็นหน้างานได้มากทีเดียว

6.อย่าจองที่พักหลายคืนในที่ที่ไม่เคยไป

บางครั้งเราอาจจะต้องอยู่หน้างานเป็นเดือนๆ ทำให้เราต้องจองที่พักล่วงหน้าเอาไว้ให้พร้อม แต่ถ้าเป็นสถานที่ที่คุณไม่เคยไป เราแนะนำให้จองไว้เพียง 2 คืนแรก เพื่อดูว่าสภาพที่พักจริงเป็นอย่างไร บริการดีไหม เดินทางไปหน้างานสะดวกหรือไม่ ถ้าถูกใจค่อยติดต่อจองที่พักเพิ่มภายหลังก็ยังทัน อาจจะมีการเปลี่ยนห้องบ้างก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่แน่นอน

7.ใช้สถานการณ์ให้เป็นประโยชน์

สิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้เสมอ แต่เราจะหัวเสียและเสียเวลาไปกับมันทำไม ทำใจยอมรับปัญหา รีบหาทางแก้ไข คุณอาจจะพบว่า มีบางสิ่งที่สามารถแก้ขัด แก้ไขให้ผ่านพ้นไปได้ สมมติว่ารถคุณเสียกลางทางก็อย่าได้หัวเสีย แค่โทรบอกปัญหาที่เกิดขึ้น เสนอวิธีการแก้ไขปัญหาหลายๆ ทางเลือกกับลูกค้าหรือลูกทีม แล้วใช้เวลาที่รอรถคันใหม่ทำความรู้จักกับท้องถิ่นนั้นให้มากขึ้น คิดเสียว่าเป็นโอกาสได้มองวิวแปลกตาพักผ่อนไปก็แล้วกัน

 

3 ภารกิจเกียรติยศ ‘กรมสรรพาวุธทหารบก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กรกฎาคม 2560 เวลา 16:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/502463

3 ภารกิจเกียรติยศ 'กรมสรรพาวุธทหารบก'

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล และกรมสรรพาวุธทหารบก

 

หนึ่งในหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายภารกิจแห่งเกียรติยศ ในการเตรียมงานสำหรับพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คือ กรมสรรพาวุธทหารบก ซึ่งรับผิดชอบใน 3 ภารกิจด้วยกัน ได้แก่ การบูรณะราชรถ ราชยาน และพระยานมาศ เพื่ออัญเชิญพระโกศทองใหญ่จากพระบรมมหาราชวัง เข้าสู่พื้นที่ประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ดำเนินการจัดสร้างราชรถปืนใหญ่ขึ้นใหม่ เพื่อใช้ในริ้วกระบวนที่ 3 ที่จะอัญเชิญพระโกศทองใหญ่จากพระมหาพิชัยราชรถ มาเวียนรอบพระเมรุมาศ โดยอุตราวัฏ 3 รอบ แล้วอัญเชิญพระโกศทองใหญ่ขึ้นสู่พระจิตกาธาน บนพระเมรุมาศ

สุดท้ายคือ รับผิดชอบในการจัดกำลังพลฉุดชักราชรถ ทั้งในส่วนของราชรถพระนำ และพระมหาพิชัยราชรถ ร่วมในขบวนพระราชอิสสริยศ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รวมถึงจัดชุดซ่อมฉุกเฉินอีกด้วย

พล.ท.อาวุธ เอมวงศ์ เจ้ากรมสรรพาวุธทหารบก กล่าวถึงความคืบหน้าในการดำเนินงานในขณะนี้ว่า ในส่วนการบูรณะราชรถ ราชยาน และพระยานมาศ ดำเนินการแล้วเสร็จ 90% ขณะนี้ช่างสิบหมู่ของกรมศิลปากรกำลังอยู่ในระหว่างการตกแต่งลวดลาย เมื่อตกแต่งเสร็จกรมสรรพาวุธจึงจะเข้าไปดำเนินการเก็บรายละเอียดอีกครั้ง

“ตอนนี้งานหลักๆ ที่เหลืออยู่ คือสร้างถาดรองพระบรมโกศใหม่ สร้างสะพานเกริน ส่วนราชรถปืนใหญ่ ซึ่งทางกรมสรรพาวุธทหารบกได้ดำเนินการบูรณะราชรถปืนใหญ่ส่วนหลัง และจัดสร้างราชรถปืนใหญ่ส่วนหน้า ได้ดำเนินการตรวจสอบโครงสร้างทางวิศวกรรม ส่วนล้อและเพลา ส่วนเชื่อมต่อและระบบเบรก รวมถึงทำการทดสอบการสั่นสะเทือน อันเนื่องมาจากการเคลื่อนที่บนพื้นที่ปูด้วยแผ่นคอนกรีต ที่จะใช้ปูพื้นรอบพระเมรุมาศเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการตกแต่งลวดลาย และจัดสร้างฐานบุษบก รองรับพระโกศทองใหญ่ โดยสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากรเช่นกัน”

ในส่วนของการฝึกพลฉุดชักราชรถ ทางกรมฯ ได้คัดเลือกพลฉุดชักราชรถที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์คือ เป็นนายทหารสัญญาบัตร นายทหารประทวน ลูกจ้าง พนักงานราชการ รวมถึงพลทหาร ที่มีลักษณะท่าทางดี นํ้าหนัก ส่วนสูงเหมาะสม โดยเน้นความแข็งแรงของร่างกาย พร้อมที่จะปฏิบัติในพิธีเป็นเวลานาน โดยในการฝึกกําลังพลฉุดชักราชรถ ประกอบด้วย 7 ท่า ได้แก่ ท่าเบื้องต้น ท่าหยิบเชือก ท่าวางเชือก ท่าถวายบังคม ท่าเดินตามปกติ ท่าหยุดจากการเดิน และท่าเดินประกอบเพลงพญาโศกลอยลม

“สิ่งที่น่าภาคภูมิใจคือ หลังจากที่มีการประกาศรับสมัครออกไป ปรากฏว่ามีผู้สมัครจากทั่วประเทศมาเกินจำนวน เราจึงมีความจำเป็นต้องคัดเลือกเฉพาะผู้ที่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์จริงๆ บางคนเพื่อที่จะผ่านเกณฑ์แต่ความสูงไม่ถึงที่เรากำหนด คือ 165-180 ซม. ลงทุนไปเสริมส้นรองเท้าก็มี สำหรับการฝึกซ้อมฉุดชักราชรถให้ทำหน้าที่ได้อย่างพร้อมเพรียงสมพระเกียรติ เราฝึกค่อนข้างหนัก เพราะด้วยน้ำหนักของราชรถที่ค่อนข้างมาก อย่างพระมหาพิชัยราชรถมีน้ำหนักถึง 14 ตัน ถึงจะใช้พลฉุดชักเป็นร้อย แต่ด้วยระยะทางที่ค่อนข้างไกล ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อน เราจึงต้องฝึกให้พลฉุดชักมีความแข็งแรงและอดทนจริงๆ”

สำหรับความท้าทายในการทำงานเพื่อบรรลุภารกิจในครั้งนี้ เจ้ากรมสรรพาวุธเปิดใจว่าท้าทายในทุกขั้นตอน เพราะมุ่งหวังที่จะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด จึงต้องลงรายละเอียดเพื่อหาข้อมูลที่ถูกต้องที่สุด ขั้นตอนการปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด การตรวจสอบที่แม่นยำที่สุด

“แม้ว่ากรมสรรพาวุธทหารบกจะมีประสบการณ์ในการบูรณะราชรถ ราชยาน มาแล้วหลายโอกาส เราก็ยังคงหาแนวทางพัฒนารูปแบบการดำเนินการต่างๆ รวมถึงการวิเคราะห์เชิงวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีในปัจจุบันเข้ามาผสมผสานกับประสบการณ์ที่สั่งสมมา จนได้ขั้นตอนการปฏิบัติที่เหมาะสมกับการบูรณะราชรถราชยานมากที่สุด”

ที่ผ่านมา กรมสรรพาวุธทหารบกเคยปฏิบัติภารกิจนี้มาแล้ว 5 ครั้งด้วยกัน ครั้งแรก คือ พระราชพิธีถวายพระเพลิงบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2528 ครั้งที่ 2 พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2539 ครั้งที่ 3 พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2551 ครั้งที่ 4 พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2555 และครั้งที่ 5 พิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2558

“ในการปฏิบัติ 4 ครั้งแรก กรมสรรพาวุธทหารบกรับผิดชอบในการบูรณะราชรถ ราชยาน และพระยานมาศ และรับผิดชอบในการจัดกำลังพลฉุดชักราชรถ ทั้งในส่วนของราชรถพระนำและพระมหาพิชัยราชรถ ส่วนการปฏิบัติในครั้งที่ 5 นั้น กรมสรรพาวุธทหารบกรับผิดชอบในการบูรณะ เช่นเดียวกับ 4 ครั้งแรก แต่จัดกำลังพลฉุดชักราชรถ ในส่วนของราชรถพระนำและราชรถน้อย เนื่องจากในพิธีมิได้ใช้ พระมหาพิชัยราชรถเหมือนดังเช่นงานพระราชพิธีของพระบรมวงศานุวงศ์”

นอกจากการบูรณะราชรถราชยานประกอบพระราชพิธีในครั้งนี้แล้ว อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญที่กรมสรรพาวุธทหารบกได้รับมอบหมาย นั่นก็คือการจัดสร้างราชรถปืนใหญ่ ประกอบริ้วกระบวนที่ 3 ซึ่งในการจัดสร้าง กรมสรรพาวุธทหารบกต้องร่วมมือกับหลายฝ่ายในการค้นคว้าหาข้อมูลประกอบ เพื่อให้ได้แนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้องตามโบราณราชประเพณีมากที่สุด จากนั้นจึงมอบหมายให้กองโรงงานซ่อมสร้างยุทโธปกรณ์สายสรรพาวุธ ศูนย์ซ่อมสร้างยุทโธปกรณ์สร้างสรรพาวุธ กรมสรรพาวุธทหารบก ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความพร้อมด้านเครื่องมือและบุคลากรเป็นหน่วยงานหลักในการจัดสร้างราชรถปืนใหญ่ โดยให้มีรูปแบบเป็นไปตามราชรถปืนใหญ่ที่ใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ รัชกาลที่ 8 จำนวน 3 องค์ ได้แก่ องค์ต้นแบบ องค์จริง และองค์สำรอง

“จากการตรวจสอบ กรมสรรพาวุธพบว่า ราชรถปืนใหญ่ส่วนหลังในสมัยรัชกาลที่ 8 นั้น มีมิติและขนาดเทียบเคียงได้กับปืนใหญ่ภูเขาแบบ 51 ที่ตั้งแสดงอยู่หน้ากองบัญชาการศูนย์อุตสาหการสรรพาวุธ กรมสรรพาวุธทหารบก จึงได้ขออนุมัติเพื่อนำไปถอดแยกและซ่อมบำรุง เพื่อจัดสร้างราชรถปืนใหญ่ส่วนหลัง สำหรับราชรถปืนใหญ่ส่วนหน้านั้น กรมสรรพาวุธทหารบกได้ขอรับการสนับสนุนรถหีบกระสุนใหญ่ แบบ 51 จากศูนย์การทหารปืนใหญ่จำนวน 3 คัน เพื่อดำเนินการสร้างต้นแบบราชรถปืนใหญ่ส่วนหน้าต่อไป”

พล.ท.อาวุธ เอมวงศ์

นอกจากอาศัยข้อมูลทางประวัติศาสตร์เพื่อวิเคราะห์รูปแบบที่ถูกต้องแล้ว กรมสรรพาวุธยังใช้หลักทางวิศวกรรมศาสตร์ เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างของราชรถปืนใหญ่ ให้มีความแข็งแรงและปลอดภัยมากที่สุดอีกด้วย

สุดท้ายนี้ ในฐานะตัวแทนกำลังพลของกรมสรรพาวุธทหารบก ที่ได้มีโอกาสทำงานถวายพระเกียรติสูงสุดให้กับพระมหากษัติรย์ผู้เป็นที่รักยิ่งของคนไทยทั้งประเทศ พล.ท.อาวุธ กล่าวแทนความรู้สึกของคนไทยทั้งชาติว่า ไม่มีใครอยากให้มีพระราชพิธีนี้เกิดขึ้นก็จริง หากพระราชพิธีถวายพระเพลิงในครั้งนี้นับว่าสำคัญที่สุด

“ผมและกำลังพลของกรมสรรพาวุธทุกนายจะทุ่มเทกำลังกายและสติปัญญา ทำภารกิจที่ได้รับมอบครั้งนี้ อย่างเต็มกำลังขีดความสามารถ และคือเป็นความภาคภูมิและเกียรติยศอย่างสูงยิ่งต่อตัวเองและวงศ์ตระกูล”

 

เบื้องหลังการ์ตูนคือคน(ไม่ธรรมดา) ชัยพร พานิชรุทติวงศ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/502194

เบื้องหลังการ์ตูนคือคน(ไม่ธรรมดา) ชัยพร พานิชรุทติวงศ์

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : เสกสรร โรจนเมธากุล

เบื้องหลังของการ์ตูนคือคนเขียนการ์ตูน และเบื้องหลังของการ์ตูนที่พิเศษๆ สักเรื่อง ก็คือคนเขียนการ์ตูนที่พิเศษมากๆ คนหนึ่ง Word smith วันนี้ขอแนะนำให้รู้จัก ชัยพร พานิชรุทติวงศ์ หรือ เอ็กซ์ นักกำกับภาพยนตร์การ์ตูนมือหนึ่ง หากครั้งนี้เป็นอีกมิติของการ์ตูนที่เจ้าตัวแอบสารภาพว่า ชอบที่สุด

ชัยพร พานิชรุทติวงศ์ ปัจจุบันเป็นอาจารย์หัวหน้าหลักสูตรปริญญาโท คณะดิจิทัลอาร์ต มหาวิทยาลัยรังสิต และผู้อำนวยการศูนย์อาร์เอสยู แอนิเมชั่น (RSU Animation) หลายคนรู้จักเขาดีจากแอนิเมชั่น “ยักษ์” ในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังแอนิเมชั่นพันธุ์ไทยของการ์ตูนแห่งยุค

ชัยพร หรือ เอ็กซ์ จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะมัณฑนศิลป์ สาขาออกแบบนิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ก่อนจะไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทสาขาดิจิทัลอาร์ต ที่มหาวิทยาลัยโอเรกอน สหรัฐอเมริกา ผลงานมากมาย ทั้งการออกแบบและวาดภาพประกอบหนังสือ อีกสิ่งพิมพ์ต่างๆ

เอ็กซ์ยังเป็นผู้กำกับงานโฆษณามากมาย เช่น  1-2 call ชุดกบในกะลา น้ำยาปรับผ้านุ่มคอมฟอร์ท 4×4 ชุดครอบครัวผ้า ส่วนผลงานกำกับภาพยนตร์ ได้แก่ ปังปอนด์ ดิ แอนิเมชัน และ “ยักษ์”…แอนิเมชั่น ที่ทำให้ทศกัณฐ์ในเวอร์ชั่นยักษ์กระป๋องล้ำยุคสีเขียวปี๋ตัวนั้นออกมาโลดแล่น ปลุกกระแสวงการภาพยนตร์การ์ตูนไทย และสร้างปรากฏการณ์อันน่าเหลือเชื่อบนเวทีทางวัฒนธรรมระดับชาติ

จุดเริ่มต้นของเอ็กซ์เมื่อย้อนไป เรื่องทั้งหมดเป็นเพราะภาพยนตร์ตัวอย่างสั้นๆ The Lion King ที่ฉายในโรงหนัง สิ่งที่ได้เห็นแม้จะเป็นแค่หนังตัวอย่างแต่นั่นคือวินาทีที่เขาน้ำตาไหล เมื่อได้เห็นเหล่าสิงโตและสัตว์ใหญ่น้อยเคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติสมจริง สมัยนั้นเมืองไทยยังทำการ์ตูนแบบ 2D อยู่เลย กลับมาลาออกจากงานเดี๋ยวนั้น รู้แค่ว่าต้องไปเรียนต่อเพื่อทำการ์ตูนแบบนี้ให้ได้

เอ็กซ์บินไปเรียนต่อที่สหรัฐ ขณะเดียวกันก็ทำงานไปด้วย พร้อมๆ กับคว้ารางวัลระดับโลกมากมาย เช่น Siggraph จากการประกวดแอนิเมชั่นประเภทนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยทั่วโลก รางวัล Urziceni 2007 จากการแข่งขันการ์ตูนนานาชาติโลกที่โรมาเนีย, รางวัล Mencao Honrosa จากเทศกาลการ์ตูนช่องและขำขันนานาชาติ FIHQ 2007 ประเทศบราซิล

กลับไทยปี 2544 ทำงานในแวดวงการ์ตูนมาต่อเนื่อง ล่าสุดเขียนหนังสือนิทานให้กับนานมีบุ๊คส์ จำนวน 3 เล่ม ประกอบด้วย เพื่อนผมเป็นหนุมาน ปูยักษ์อยากสวย และช้างจิ๋วนักประดิษฐ์ พิชิตใจเพื่อน ลายการ์ตูนคงไว้ด้วยเอกลักษณ์ของการ์ตูนนิสต์คนเก่ง นั่นคือ ตัวการ์ตูนทุกตัวจะมีดวงตาห่างกัน และมีสีสันที่ผสมกลมกลืนอย่างสดใสเหมาะเจาะ

นิทานทั้ง 3 เล่ม เขาเขียนทั้งเรื่องและภาพประกอบ ถามว่าแตกต่างกันหรือไม่ระหว่างภาพยนตร์กับหนังสือนิทาน เอ็กซ์ตอบว่าการ์ตูนสำหรับเขาแล้วคือศาสตร์เดียวกัน นั่นคือพื้นฐานที่ต้องประกอบกันทั้งวิทยาศาสตร์และศิลปะ ต่างกันแค่แพลตฟอร์มนำเสนอ

“ในฐานะคนทำการ์ตูน ผมชอบงานสิ่งพิมพ์มากที่สุด รู้สึกมีความสุขกับการสร้างสรรค์งานบนกระดาษ ได้เห็นตัวการ์ตูนโลดแล่นอยู่ในหน้าหนังสือ นิทานสำหรับเด็ก โอ้โห!”

สำหรับนิทานแสนสนุกนานมีบุ๊คส์ เป็นนิทานส่งเสริมทักษะการเรียนรู้เด็กไทยในศตวรรษที่ 21-3 R 8 C โดย 3 R คือ ให้คิดวิเคราะห์เป็น แก้ปัญหาเก่ง รู้จักลองผิดลองถูก คิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ มีความสามารถในการพัฒนาปรับตัว ส่วนหลัก 8 C คือทักษะที่จำเป็นสำหรับเด็กไทยศตวรรษที่ 21 กล่าวคือ คิดอย่างมีวิจารณญาณ เข้าใจในวัฒนธรรมที่แตกต่าง เป็นต้น

อย่าว่าแต่เด็กเลย ผู้ใหญ่อ่านแล้วยังชอบ ได้มองภาพการ์ตูนสีสันสดใส เล่าเรื่องราวที่ชวนฉุกคิด มีประโยชน์มีสาระ อ่านแล้วรับรองมองโลกดีขึ้น แจ่มขึ้น ใสขึ้น ที่สำคัญคือได้หวนกลับไปคิดไปฝันในโลกนิทานแบบเด็กๆ อีกครั้งหนึ่ง มีความสุขจัง!

 

คมธนู ควรประเสริฐ ฟิตเนสเท่านั้นที่ผมต้องการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/502188

คมธนู ควรประเสริฐ ฟิตเนสเท่านั้นที่ผมต้องการ

โดย…ภาดนุ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

อู๋-คมธนู ควรประเสริฐ หนุ่มหล่อล่ำวัย 24 คนนี้เป็นทั้งผู้บริหารเจนฯ ใหม่เจ้าของโรงเรียนระดับประถม-อาชีวะ เป็นนายแบบ เป็นฟิตเนส เทรนเนอร์ ออนไลน์ และยังติด 1 ใน 50 หนุ่มโสดคลีโอปี 2016 อีกด้วย อู๋เป็นอีกหนึ่งหนุ่มที่บอกเลยว่าชีวิตนี้เขาขาดฟิตเนสไม่ได้

“แรงบันดาลใจที่ทำให้ผมรักการเล่นฟิตเนสมาจากตอนเด็กๆ ผมเป็นเด็กอ้วนดำ จุดเปลี่ยนคือตอนอายุ 13 ปี ช่วงนั้นผมมีความรัก คือไปชอบสาวคนหนึ่ง แต่ผมอ้วนมากไง สาวก็เลยไม่ชอบ ก็อกหักสิครับ ตั้งแต่นั้นผมจึงเริ่มหันมาออกกำลังกายอย่างจริงจังเพื่อทำให้ตัวเองหุ่นดี จนกลายเป็นนิสัยประจำที่ต้องเข้าฟิตเนส

ปัจจุบันผมจึงไม่เคยห่างหายไปจากฟิตเนสเลย สโลแกนประจำตัวสำหรับผมคือ ‘แม้ฟิตเนสจะไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต แต่ฟิตเนสก็ทำให้ชีวิตผมดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด’ เพราะถ้าผมไม่เล่นฟิตเนสตั้งแต่ตอนนั้น ป่านนี้ผมอาจจะไม่ได้เป็นนายแบบหรืออยู่ในแวดวงฟิตเนสแบบนี้ก็ได้”

อู๋เล่าว่า เขาเริ่มเข้าฟิตเนสตั้งแต่อายุ 15 ปี เรียกว่าตอนนั้นไม่มีความรู้เรื่องการออกกำลังกายเลย เขาจึงต้องจ้างเทรนเนอร์ส่วนตัวมาเทรนให้

“ตอนนั้นแม้ผมจะใช้อุปกรณ์ที่ช่วยเผาผลาญไขมันหรือเบิร์นเยอะแค่ไหน มันก็ไม่ช่วยอะไร ต่อมาผมได้ค้นพบว่า การที่จะลดน้ำหนักได้นั้น การออกกำลังกายจะมีผลแค่ 20% นอกนั้นจะเกี่ยวกับการกินของเราถึง 80% เลยละ พอเล่นเวตมา 3 ปี ตอนอายุ 18 ผมก็ไปสอบทำใบขับขี่รถยนต์ ซึ่งจะต้องถ่ายรูปติดบัตรด้วย ในวันนั้นผมจึงแน่ใจยิ่งขึ้นว่า เอ๊ย ตอนนี้ผมหุ่นดีแล้วนี่นา

สำหรับวิธีออกกำลังกายที่ถูกต้อง ส่วนใหญ่ผมจะหาความรู้เองจากเพจบ้าง ดูยูทูบบ้าง หรืออ่านหนังสือบ้าง โดยผมจะค่อยๆ ออกกำลังกายให้ครบทุกสัดส่วนในแต่ละสัปดาห์ รวมทั้งควบคุมเรื่องการกินด้วย

ช่วงที่ผมหุ่นดีสุดคือตอนอายุ 23 เรียกว่ามีกล้ามเนื้อและกล้ามท้องที่ชัดเจนใกล้เคียงกับนักเพาะกายเลยละ เอาเป็นว่าผมติดฟิตเนสจนถึงขั้นหมกมุ่น วันหนึ่งต้องออกกำลังกายให้ได้ 3 ชั่วโมง โดยจะคาร์ดิโอ 1 ชั่วโมง และเล่นเวตอีก 2 ชั่วโมง คือเล่นทุกวันเลย ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่ดีนะ ควรมีวันที่เราพักกล้ามเนื้อบ้าง”

อู๋เสริมว่า ร่างกายคนเรามี 6 ส่วนด้วยกัน คือ อก หลัง ไหล่ แขน ขา และหน้าท้อง ดังนั้นเขาจะแบ่งการเล่นเวตเป็นวันๆ ไป จนตอนนี้เจ้าตัวบอกว่าติดการออกกำลังกายแบบถอนตัวไม่ได้ไปซะแล้ว

“ใครที่บอกว่าอยากเข้าฟิตเนสนะ แต่ไม่มีเวลา อันนี้ผมขอค้าน อย่างผมทำงานหลายอย่างมาก ทั้งบริหารงานที่โรงเรียน ทั้งถ่ายแบบ และเป็นเทรนเนอร์ออนไลน์ ผมยังสามารถหาเวลาเข้าฟิตเนสได้เลย คือทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน มันอยู่ที่ว่าคุณจะหาเวลา มีวินัย และขยันออกกำลังกายหรือเปล่า

ปัจจุบันผมเล่นเวตอยู่ที่ฟิตเนสเฟิรส์ท สาขาพรอมานาด รามอินทรา กม.8 นอกจากเล่นเวตแล้ว ตอนนี้ผมยังหันมาฝึกการใช้น้ำหนักตัวในการออกกำลังกายโดยไม่ใช้อุปกรณ์ ซึ่งสามารถเล่นได้ที่บ้านหรือที่สวนสาธารณะก็ได้ ผมรู้สึกว่ามันท้าทายดี เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศจากการเข้าฟิตเนสแบบเดิมๆ ได้ดีเลยละ อีกสิ่งที่ผมเริ่มทำคือวิ่ง โดยวิ่งในลู่วิ่งจาก 10 กม. เป็น 15 กม. แรกๆ ก็ขาล้า แต่ตอนนี้โอเคแล้วครับ”

อู๋ทิ้งท้ายถึงวิธีการกินอาหารของเขาว่า เคล็ดลับคือการคำนวณแคลอรี โดยเขาจะกินอาหารคลีน 80% ส่วนอีก 20% จะเป็นอาหารที่อยากกิน โดยในหนึ่งวันจะกินอาหารที่ให้พลังงานไม่เกิน 2,500 แคลอรี ซึ่งการคำนวณแคลอรีนี้ขึ้นอยู่กับอายุและกิจกรรมของคนคนนั้นด้วย

“สำหรับผู้ที่อยากหันมาฟิตร่างกาย ข้อแรก ควรสมัครเป็นสมาชิกฟิตเนสก่อน ข้อสอง ช่วงแรกๆ ควรใช้เทรนเนอร์ส่วนตัว เพราะอุปกรณ์บางอย่าง ถ้าเราไม่รู้วิธีใช้ที่ถูกต้อง ก็อาจจะเล่นแล้วไม่ได้ผล ข้อสาม อย่าผัดวันประกันพรุ่ง ถ้าคิดว่าอยากออกกำลังกายก็ควรเริ่มเลย ไม่เช่นนั้นก็จะไม่ได้เริ่มสักที

ส่วนข้อควรระวังในการเล่นเวตก็คือ อย่าใช้น้ำหนักเยอะเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บได้ หากอยากจะลดน้ำหนักอย่างจริงจัง ก็ต้องระวังการกินให้มากๆ อย่าดื่มเครื่องดื่มที่มีแคลอรี ให้ดื่มน้ำเปล่าเป็นการดีที่สุดครับ” อัพเดทไลฟ์สไตล์ของเขาได้ที่ IG : komthanu

 

ชีวิตติดท้องนาของ… เบิ้ล ปทุมราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/502186

ชีวิตติดท้องนาของ... เบิ้ล ปทุมราช

โดย…ภาดนุ ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

ถ้าพูดถึงนักร้องหนุ่มลูกทุ่งอีสานวัย 21 ปี ซึ่งเป็นเน็ตไอดอลที่มาแรงที่สุดในโลกโซเชียลตอนนี้ ชื่อของ เบิ้ล ปทุมราช อาร์สยาม เด็กหนุ่มบ้านนาหน้าตาดีจาก อ.ปทุมราชวงศา จ.อำนาจเจริญ ต้องมาเป็นอันดับต้นๆ

ด้วยบุคลิกที่ขี้เล่น รักการร้องเพลง บวกกับพรสวรรค์และพรแสวงทางด้านการแต่งเพลงที่ไม่ธรรมดา เมื่อเบิ้ลอัดคลิปร้องเพลงที่แต่งเองและอัพลงเฟซบุ๊ก ก็ทำให้มีคนติดตามมากขึ้นเรื่อยๆ จนมียอดวิวทะลุล้าน

“ผมเริ่มแต่งเพลงแล้วอัดคลิปลงเฟซบุ๊ก โดยมีทั้งเพลงที่แต่งให้แม่ในวันแม่ และเพลงที่แต่งให้พ่อในวันพ่ออย่าง ‘คำสอนของพ่อ’ จนมีคนติดตามมากมาย นำไปสู่การได้รับโอกาสให้ออกซิงเกิ้ลแรกกับค่ายอาร์สยาม ชื่อเพลง ‘อ้ายมีเหตุผล’ ซึ่งก็ได้รับฟีดแบ็กจากแฟนเพลงอย่างล้นหลาม

ล่าสุดผมก็มีซิงเกิ่ลใหม่ที่ชื่อว่า ‘เฟซก็หาย ไลน์ก็เงียบ’ ซึ่งเป็นเพลงที่ผมแต่งเนื้อร้องเองที่เพิ่งปล่อยไปได้ไม่นาน ตอนนี้แฟนเพลงหลายคนก็น่าจะเริ่มคุ้นหูกันบ้างแล้ว ทุกเพลงที่แต่งผมไม่ได้คาดหวังมากนัก ขอเพียงแค่มีแฟนๆ ติดตามบ้าง และทำให้ผมก้าวเดินอยู่บนเส้นทางสายนักร้องนักแต่งเพลงที่ผมรักได้ แค่นี้ผมก็ดีใจแล้วครับ

ช่วงนี้งานเดินสายของผมยังไม่เยอะมากนัก แต่ถ้าเป็นเมื่อปีที่แล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นการเดินสายร้องเพลงโชว์ตามงานในภาคอีสาน เช่น งานกาชาด งานประจำปี เดือนหนึ่งก็ตก 40 งานได้ ปีนี้แม้จำนวนงานจะลดลง แต่ค่าตัวผมก็สูงขึ้นนะ (ยิ้ม) พูดง่ายๆ ว่ารายได้เท่าเดิม แต่จำนวนงานน้อยลง อีกอย่างผมจะได้มีเวลาว่างไปรับงานพรีเซนเตอร์ด้วย

ล่าสุดผมก็เป็นพรีเซนเตอร์ให้กับโฆษณาทรูมูฟ เอช ที่เพิ่งปล่อยออกมา สำหรับผมงานโฆษณาจะต่างจากการร้องเพลงมาก เพราะตอนที่ผมเอนเตอร์เทนคนดูบนเวทีคอนเสิร์ตจะเป็นอารมณ์สบายๆ แต่พอมาเล่นโฆษณา ผมรู้สึกว่ามันท้าทายมาก เพราะเคยเห็นพี่ณเดชน์กับพี่ญาญ่าเล่นมาก่อน ผมจึงคิดว่าเราจะทำยังไงให้แสดงออกมาแล้วดูเป็นธรรมชาติอย่างพี่สองคนนี้ ซึ่งวันที่ถ่ายโฆษณานั้น ผมก็ซ้อมเยอะนะ แต่ก็ถ่ายหลายเทกมาก จนผมได้ฉายาว่า เบิ้ลพันเทก” (หัวเราะ)

อย่างที่บอกว่าปีนี้เขารับงานน้อยลง ฉะนั้นทุกเดือนเบิ้ลจึงมีช่วงเวลาว่างที่ได้กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดที่ อ.ปทุมราชวงศา จ.อำนาจเจริญ อยู่บ่อยๆ

“ปีที่แล้วผมจะกลับบ้านเป็นช่วงๆ ไม่บ่อยมากนัก แต่ปีนี้จะกลับทุกเดือน เดือนละ 5 วัน ช่วงที่ผมอยู่บ้านที่ต่างจังหวัด ผมจะชอบไปทำกิจกรรมที่ผมเคยชิน เช่น ปลูกต้นไม้กับพ่อ ซึ่งพ่อผมมักจะไปหาต้นไม้เล็กๆ จากในป่านำมาปลูกในหมู่บ้านและตามริมห้วย เพื่อให้ความร่มเย็นในหมู่บ้าน หรือหาต้นกล้วยมาปลูกเพื่อให้มีพื้นที่สีเขียว ผมก็จะช่วยพ่อปลูกอยู่ตลอด

ปัจจุบันนี้พ่อแม่ผมยังทำนาเหมือนเดิม ทำประมาณ 30 ไร่ นอกนั้นก็จะแบ่งให้พี่ชายผมทำด้วย พูดง่ายๆ ว่าผมเป็นเด็กต่างจังหวัดที่โตมากับท้องนา สมัยที่ผมยังแบเบาะอยู่ พ่อกับแม่ก็จะใช้ผ้าขาวม้าผูกอู่ (ผูกเป็นเปล) ไว้กับต้นไม้เพื่อให้ผมนอน เวลาที่ท่านทั้งสองลงไปไถนา เมื่อผมอายุได้ 6-7 ขวบก็เริ่มรู้ความ แม่ก็จะสอนให้ดำนา ผมก็จะดำนาบ้าง นั่งแช่น้ำเล่นบ้างตามประสาเด็ก เวลาพ่อไถนาผมก็จะวิ่งตามบ้าง หรือวิ่งไล่จับตั๊กแตนบ้าง

พอฤดูกาลไถนาเสร็จก็จะมีน้ำขังตามแอ่ง ผมก็จะใช้สวิงไปช้อนปลาช้อนกุ้งบ้าง ซึ่งสมัยนั้นจะทำนาดำซะส่วนใหญ่ ก็จะมีการปักชำต้นกล้า (ต้นข้าว) ไว้ในแปลงเพาะกล้า แล้วคนในหมู่บ้านก็จะช่วยกัน (ลงแขก) ดำนา พอช่วยบ้านนี้เสร็จก็จะไปช่วยบ้านอื่นต่อ ซึ่งผมว่ามันเป็นวิถีชีวิตชาวชนบทที่น่ารักมาก ผมจึงซึมซับความชอบนี้มาโดยตลอด”

เบิ้ลบอกว่า ตอนเด็กๆ เขายังดำนาไม่เก่ง แม่จึงให้เขาใช้ไม้คานไปหามต้นกล้ามาให้ พออายุได้ 11 ขวบ พ่อก็เริ่มสอนให้ไถนาโดยใช้รถไถนาแบบเดินตาม แต่สมัยก่อนพ่อของเขายังทันยุคที่ใช้ควายคาดคันไถแล้วเดินไถนาอยู่เลย

“การไถนาด้วยวิถีของพ่อจะเป็นการไถเพื่อช้อนดินด้านล่างขึ้นมา เหมือนกับว่าเราพรวนดิน แล้วพ่อก็จะสอนให้สูบน้ำมาตามช่องคันนาที่เราเจาะไว้ น้ำก็จะไหลผ่านมาตามช่องนั้น ต่อมาจะเป็นการไถนาคราด ซึ่งตัวคราดจะเป็นซี่แหลมๆ เหมือนหวี โอ้โห! ตอนนั้นผมชอบมาก ทุกวันนี้ถ้ามีโอกาสผมก็จะทำอีกครับ

ปัจจุบันนี้การทำนาดำเริ่มหายไป แต่จะเป็นการทำนาหว่าน ซึ่งใช้วิธีหว่านข้าวเปลือกเพื่อเพาะต้นกล้าแทน พอต้นกล้าขึ้นก็จะสูบน้ำออก ซึ่งจะง่ายกว่า เมื่อต้นข้าวเติบโตจนถึงฤดูเก็บเกี่ยว ผมก็จะช่วยเกี่ยวข้าวด้วย แต่สมัยนี้เป็นนาหว่าน คนส่วนใหญ่ก็จะใช้รถเกี่ยวข้าวกันมากกว่า เพราะสะดวกและรวดเร็ว พอเกี่ยวข้าวเสร็จผมก็จะช่วยนำข้าวเปลือกขึ้นฉางเพื่อเก็บไว้สีด้วยครับ”

เบิ้ล บอกว่า แม้ทุกวันนี้เขาจะกลายเป็นคนมีชื่อเสียง มีคนรู้จักมากกว่าเดิม แต่เขาก็ไม่มีวันลืมวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมที่ตัวเองได้เติบโตมาแน่นอน

“การเป็นศิลปินทำให้ผมได้สัมผัสกับอีกด้านหนึ่งของชีวิต ได้เห็นแฟนเพลงรอจับมืออยู่หน้าเวทีมากมาย ทั้งเสียงกรี๊ดที่ดังและกำลังใจที่มีให้อย่างมากล้น แต่พอผมมีวันหยุดกลับไปที่บ้านพ่อแม่ มันทำให้ผมได้ไปรื้อฟื้นความทรงจำและความเป็นมาของตัวเองว่าเรายังเป็นเด็กบ้านนอกคนเดิมนะ แม้จะมีสิ่งใหม่ๆ เข้ามาในชีวิต เช่น การแต่งเพลง การได้เป็นนักร้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราได้ทำตามความฝันได้สำเร็จ แต่สิ่งที่เป็นตัวตนที่แท้จริงของเราก็คือ การเป็นลูกชาวนาคนเดิมที่ยังไม่เปลี่ยนไป ยังมีความสุขอยู่กับการสูดลมหายใจจากท้องนาที่มีรวงข้าวออกรวงสีเขียว นึกถึงวัยเด็กตอนที่นอนอยู่ในอู่ริมท้องนา และการได้ฟังเพลงจากวิทยุทรานซิสเตอร์ ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้ทำให้ผมนึกถึงบ้านอยู่ตลอดเวลา และอยากกลับมาหามันอยู่เสมอ”

เบิ้ล เสริมว่า สำหรับอนาคตในเรื่องการเป็นนักร้อง ถ้ามีผลตอบรับที่ดีจากแฟนเพลง เขาก็จะยังคงปล่อยเพลงซิงเกิ้ลใหม่ๆ ออกมาเป็นระยะๆ

“ความคาดหวังในเรื่องเพลงหรือซิงเกิ้ลของผมที่ปล่อยออกมา ถ้าให้ตอบจากใจจริง ผมก็ไม่ได้คาดหวังไว้สูง ว่าแต่ละเพลงจะดังเปรี้ยงปร้าง ในความคิดผมคืออยากแค่ปล่อยงานเพลงดีๆ ที่ผมแต่งเอง และได้คัดสรรแล้วให้แฟนเพลงได้ฟังมากกว่า ซึ่งผมจะพยายามทำผลงานทุกชิ้นออกมาให้มีคุณภาพและดีที่สุด

ผมเคยคิดไว้ว่าอาชีพนักร้องอาจจะไม่ใช่อาชีพที่ทำรายได้ให้ผมมากที่สุด แต่มันคืองานที่ผมรักและศรัทธามากที่สุด ถึงแม้ในอนาคตผมอาจจะไปมีอาชีพอื่นแล้วก็ตาม แต่ตัวตนที่แท้จริงของผมแล้วก็ยังทิ้งคำว่านักร้องหรือศิลปินไม่ได้ ผมว่ามันเป็นพรสวรรค์ที่ฟ้าให้มา และอีกส่วนหนึ่งผมอาจจะซึมซับความชอบเหล่านี้มาตั้งแต่เด็ก ทั้งที่คนในครอบครัวผมไม่มีใครชอบร้องเพลงเลยนะ แต่ผมกลับชอบการร้องเพลงและการแต่งเพลงมากๆ”

เบิ้ลทิ้งท้ายว่า ในเดือน พ.ย.นี้ เขาจะต้องไปเป็นทหารกองเกินรับใช้ชาติถึง 2 ปี ช่วงนั้นก็คงต้องพักจากงานร้องเพลงไปชั่วคราวเพื่อทำหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่ หลังพ้นจากการเป็นทหารแล้วก็อาจจะกลับมาออกซิงเกิ้ลใหม่ให้แฟนๆ ฟังอีกครั้ง

“ในอนาคตไม่ว่าชีวิตผมจะเป็นอย่างไร จะทำอาชีพอะไร ผมก็ยังคงเป็นเบิ้ลเด็กบ้านนอกคนเดิม ถ้ามีโอกาสไปใช้ชีวิตที่ต่างจังหวัด ผมก็ยังคิดที่จะทำนา แต่ก็คงจะไม่ได้ทำหนักเหมือนสมัยที่พ่อแม่ทำ เพราะตอนนี้ผมใช้หนี้แทนพวกท่านหมดแล้ว ถ้าจะทำก็คงทำสัก 10 ไร่ เพื่อให้ได้ข้าวเก็บไว้กินแค่นั้น ส่วนนาที่เหลือก็อาจจะให้ญาติพี่น้องแบ่งไปทำกัน นี่คือสิ่งที่ผมคิดไว้ ขอแค่ทำให้ตัวเองและครอบครัวอยู่ได้อย่างมีความสุข แค่นี้ผมก็พอใจแล้วครับ”…แฟนเพลงติดตามได้ที่ IG : ble_patumrach_rsiam และ FB : เบิ้ล ปทุมราช

 

สว่าง แก้วกันทา ปั้นอาสาดูแลผู้สูงวัย จาก 1 เป็น 100

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/502020

สว่าง แก้วกันทา ปั้นอาสาดูแลผู้สูงวัย จาก 1 เป็น 100

โดย…

 การก้าวย่างข้ามผ่านแต่ละช่วงวัยขึ้นมาถึงการเป็นประชากรผู้สูงวัย รวมถึงการทำงานกับกลุ่มผู้สูงอายุมาก่อน ทำให้ สว่าง แก้วกันทา ผู้อำนวยการมูลนิธิพัฒนางานผู้สูงอายุ วัย 70 เข้าใจความต้องการที่ซุกซ่อนอยู่ในใจของสังคมกลุ่มนี้และต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการเติมไฟแห่งความหวังให้ลุกโชติช่วงต่อไป

“ช่วงนั้นผมอายุ 52 ปี ยังไม่เห็นหน่วยงานของคนไทยที่ให้ความช่วยเหลือผู้สูงอายุยากจน ในชุมชน ในชนบทห่างไกล มีแต่องค์การเฮล์พเอจ ที่ให้ความช่วยเหลือผู้สูงอายุยากจนในชนบท แต่เขาจะสนับสนุนหลายประเทศในแถบเอเชีย จึงได้ออกจากองค์การเฮล์พเอจ มาตั้งมูลนิธิพัฒนางานผู้สูงอายุขึ้นเมื่อปลายปี 2542” สว่าง กล่าว

สว่าง กล่าวอีกว่า มูลนิธิจัดตั้งขึ้นมาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่ยากไร้ด้อยโอกาส จากการที่อยู่ทางเหนือจึงมุ่งดูแลผู้สูงอายุทางภาคเหนือตอนบนและพื้นที่ใกล้เคียง มาวันนี้มีโครงการพัฒนางานผู้สูงอายุ ครอบคลุม 4  ด้านหลัก คือ การส่งเสริมความมั่นคงทางรายได้ การพัฒนาศักยภาพเครือข่ายภาคประชาสังคมด้านงานพัฒนาผู้สูงอายุ การลดความเสี่ยงทางภัยพิบัติ และงานทางด้านการดูแลสุขภาพ

“สำหรับงานทางด้านการดูแลสุขภาพ จะดูแลผู้สูงอายุที่ใช้ชีวิตอยู่คนเดียว ฐานะยากจน โดยเริ่มแรกทางมูลนิธิจะออกไปพูดคุยกับทางเทศบาลและชุมชน เพื่อหาข้อมูลว่าบ้านหลังไหนมีผู้สูงอายุตามเงื่อนไข แล้วจะเข้าไปดูถึงบ้านพร้อมกับพูดคุยเพิ่มเติมเพื่อให้แน่ใจว่าผู้สูงอายุรายนั้นต้องการความช่วยเหลือจริงๆ หลังจากนั้นได้มองหาอาสาสมัครเข้ามาร่วม เพราะจำนวนผู้สูงอายุที่ต้องการได้รับการดูแลมีจำนวนมากเพื่อสร้างสังคมช่วยเหลือกันและกัน”

ในช่วงแรก สว่าง บอกว่ามีอาสาสมัครจิตอาสาดูแลผู้สูงวัยเพียง 2 คนเท่านั้น แต่หลังจากคนในชุมชนเห็นมูลนิธิที่เป็นคนนอกเข้าไปช่วย ทำให้เกิดการตระหนักถึงความสำคัญในการช่วยเหลือซึ่งกันและกันจึงเข้ามาร่วมเพิ่มขึ้น โดยไม่ได้รับผลตอบแทนใดๆ เพราะทางมูลนิธิได้แจ้งไว้ตั้งแต่แรกแล้ว

“การเข้ามาของอาสาสมัครจึงเข้ามาด้วยใจ ซึ่งมาจากหลากหลายอาชีพ ทั้งแม่ค้า ข้าราชการเกษียณ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ปัจจุบันมีอาสาสมัครรวม 110 คน ในการดูแลผู้สูงอายุ 220 คน ซึ่งเฉลี่ยแล้วอาสาสมัคร 1 คน ดูแลผู้สูงอายุ 2 คน ซึ่งส่วนใหญ่อาสาสมัครจะเป็น อสม.ที่ได้รับการฝึกอบรมด้านสุขอนามัยพื้นฐานมาแล้ว และ อสม.จะทราบข้อมูลของชุมชนดีว่าผู้สูงอายุรายไหนต้องการการดูแล ทำให้ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์

“อาสาสมัครมีทั้งคนหนุ่มสาวและคนสูงวัย ที่ยังแข็งแรง จะให้การดูแลผู้สูงวัยด้วยการไปเยี่ยมเยียนถึงบ้าน คอยช่วยเหลือดูแลเรื่องอาหารการกิน การดูแลที่อยู่อาศัยให้ถูกสุขอนามัย หากเกิดเจ็บป่วยก็จะพาไปโรงพยาบาล ซึ่งอาสาสมัครจะให้การฝึกอบรมการดูแลผู้ป่วยเบื้องต้น โดยได้รับความร่วมมือจากวิทยากรที่เป็นผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลต่างๆ และการฝึกอบรมด้านการพูด กิริยาท่าทางที่ต้องปฏิบัติกับผู้สูงอายุ เช่น การดูแล และการป้องกันไม่ให้ผู้สูงอายุตกอยู่ในภาวะซึมเศร้า ที่จะต้องคอยสังเกตพฤติกรรม อาการที่มีแนวโน้มจะป่วยเป็นโรคซึมเศร้า รวมถึงทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ในเชิงวิชาการ ไม่ว่าจะเป็น ประกันสังคม และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ  (สปสช.) เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลรักษาตามสิทธิ”

สว่าง กล่าวว่า นอกจากจะดูแลด้านสุขภาพ ยังได้ทำการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีรายได้มากขึ้น ด้วยการพัฒนางานฝีมือที่ทำอยู่แล้วในชุมชน เช่น การทำเครื่องจักสาน โดยให้การสนับสนุนทุนให้แก่ผู้สูงอายุที่ จ.เชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน เชียงราย รวมถึงการสนับสนุนการทำกิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้ที่เป็นที่ต้องการของผู้สูงอายุในเมืองและชนบท แต่จากการที่มูลนิธิมีเงินทุนจำกัด จึงได้แนะนำให้ผู้สูงอายุรวมตัวกันเป็นอาสาสมัคร และไปจดทะเบียนกับสำนักพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด เป็นองค์กรสาธารณประโยชน์ เพื่อให้มีสิทธิของทุนจากเทศบาลในการนำมาสร้างอาชีพ ส่งเสริมสุขภาพ เพื่อความยั่งยืนในการสร้างรายได้ต่อไป

“ทางภาครัฐมีกองทุนผู้สูงอายุ แต่คนต่างจังหวัดเขียนโครงการของเงินทุนไม่เป็น ซึ่งเรากำลังสอนให้เขียนโครงการ เพื่อขอทุนจากทางการ ที่มีโครงการให้ทุนกับผู้สูงอายุในการนำไปประกอบอาชีพ”

สว่าง เล่าต่อว่า มูลนิธิก็ได้ทุนจากอังกฤษ มาทำเรื่องลดภาวะความยากจนในกลุ่มผู้สูงอายุ ทั้งจากเฮล์พเอจ อินเตอร์เนชั่นแนล และต่อมาขอรับการสนับสนุนทางการเงินจากมูลนิธิพรูเด็นซ์ และบริษัท พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต (ประเทศไทย)

“บริษัท พรูเด็นเชียล จะสนับสนุนด้านการดูแลผู้สูงอายุที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ เพราะทางภาคเหนือจะมีเหตุแผ่นดินไหว ภูเขาถล่ม เช่น ที่เชียงราย มีแผ่นดินไหว และที่เชียงใหม่มีภัยพิบัติภูเขาถล่ม โดยการเข้าไปให้ความรู้และวิธีป้องกันความเสียหายจากภัยพิบัติ และการเตรียมความพร้อมเมื่อเกิดภัยพิบัติ เพื่อลดความเสียหายให้ได้มากที่สุด เมื่อเกิดความเสียหายขึ้นก็จะเข้าไปช่วยปรับปรุงอาคารบ้านเรือนให้กับผู้สูงอายุเพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติให้เร็วที่สุด”

 

เธอเป็นทั้ง ‘แม่’ และเพื่อนเดินทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/502018

เธอเป็นทั้ง ‘แม่’ และเพื่อนเดินทาง

โดย…ฤดูกาล ภาพ : พิทยา วรปัญญาสกุล

 หญิงเก่งแห่งวงการบัตรเครดิต ฮั้ว-พิทยา วรปัญญาสกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจบัตรเครดิต “เคทีซี” หรือบริษัท บัตรกรุงไทย ยังมีชีวิตอีกด้านในฐานะ “คุณแม่” ลูกสองที่ทั้งสวยและเก่งเป็นลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น

เธอเล่าว่า ตนพาลูกสาวทั้งสองคนออกเดินทางตั้งแต่อายุแค่ขวบกว่า และพาท่องเที่ยวตลอดมาจนตอนนี้คนโตอายุ 23 ปีแล้ว

“เพราะเรายกให้การท่องเที่ยวเป็นกิจกรรมสำคัญของครอบครัว” รองประธานฯ กล่าว

“ความที่เราเป็นพนักงานออฟฟิศทำให้ไม่มีเวลาให้ลูกมาก ดังนั้นพอมีวันพักร้อนหรือวันหยุด คนเป็นแม่ก็อยากจะอยู่กับลูกให้มากที่สุด”

 ฮั้วกล่าวต่อว่า การท่องเที่ยวกับครอบครัวแท้จริงแล้วมีความหมายมากกว่าแค่ท่องเที่ยว เพราะมันคือช่วงเวลาที่สมาชิกทุกคนจะได้กลับมาปฏิสัมพันธ์กัน กลับมาแลกเปลี่ยนความคิดซึ่งกันและกัน ซึ่งไม่ใช่กับเพียงลูกหลานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคุณพ่อคุณแม่ของตนเองด้วย

“การเดินทางเป็นการเปิดโลกทัศน์ และเป็นโอกาสให้ได้ทดลองสิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้วัฒนธรรม ศึกษาประวัติศาสตร์ สัมผัสธรรมชาติ และการรับประทานอาหารท้องถิ่น ซึ่งการปลูกฝังลูกๆ ให้เดินทางตั้งแต่เด็กทำให้เขาวางแผนเป็น ฝึกการจัดการที่ดี เปิดใจรับความแตกต่าง และเรียนรู้ที่จะเอาใจใส่ผู้ใหญ่ในครอบครัวก่อนสิ่งอื่น ซึ่งตอนนี้ลูกๆ ก็ยังเลือกที่จะไปเที่ยวกับแม่กับครอบครัวอยู่”

รวมถึงการเดินทางยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่สอนให้เด็กมีระเบียบวินัย เช่น การตรงต่อเวลา การใช้จ่ายเงิน การเข้าสังคม และการเอาใจเขามาใส่ใจเรา ซึ่งเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ห้องเรียนอาจสอนไม่ได้ฃ

“ตอนลูกเล็กๆ เราไม่รู้หรอกว่าเขาชอบอะไร ดังนั้นหน้าที่ของแม่คือควรจะเปิดโอกาสให้เขาได้ค้นหาผ่านกิจกรรมใหม่ๆ ประสบการณ์ใหม่ๆ ทำให้ลูกได้สัมผัสเพื่อค้นหาตัวตนซึ่งไม่แน่เขาอาจเจอระหว่างเดินทางก็ได้” ฮั้ว กล่าวเพิ่มเติม

“การพาลูกเล็กสองคนเที่ยวไม่ใช่ปัญหา เพราะยิ่งเดินทางตอนเด็ก เขาก็จะยิ่งเรียนรู้ว่าต้องทำตัวยังไง เวลาขึ้นเครื่องบินต้องไม่งอแงรบกวนคนอื่น ถึงเวลารับประทานอาหารก็ต้องกินข้าวให้เป็นเวลา และเมื่อลูกโตขึ้นมา คนเป็นแม่ก็ยิ่งสบาย และเราก็ยิ่งมั่นใจในตัวลูกด้วยว่า เขาสามารถดูแลตัวเองได้ ไปเที่ยวกับเพื่อนๆ เองได้ เพราะเขามีประสบการณ์การเดินทางและมีเกราะป้องกันตัวเองอยู่แล้ว”

อย่างไรก็ตาม ในฐานะของคนในวงการบัตรเครดิตเห็นชัดเจนว่า เทรนด์การท่องเที่ยวแบบครอบครัวใหญ่กำลังกลับมาได้รับความนิยม อย่างทุกวันนี้เวลาครอบครัวเดินทางจะไม่มีแค่พ่อแม่ลูก แต่ยังมีปู่ย่าตายายที่สามารถเดินทางได้สบายและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ก็เอื้อต่อคนสูงวัยด้วย

“การท่องเที่ยวไม่ใช่เรื่องสิ้นเปลือง แต่เป็นสิ่งคุ้มค่าที่สุด นั่นคือ ประสบการณ์และการใช้เวลาร่วมกัน ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าจะต้องไปใกล้หรือไกล แต่มันคือการที่ทุกคนมีปฏิสัมพันธ์กัน ได้พูดคุยกัน ได้รีคอนเน็กกัน ซึ่งถือเป็นสิ่งล้ำค่าที่สุด” เธอ กล่าวทิ้งท้าย

 

 

บ๊วย-แบ๊งค์ และ ‘ดีเจอนี่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/502017

บ๊วย-แบ๊งค์ และ ‘ดีเจอนี่’

โดย…รอนแรม ภาพ : ดีเจอนี่

 ดูไปก็ยิ้มไป ลุ้นไป ตื่นเต้นไป เหมือนกับได้ไปพร้อม ดีเจอนี่ (Dee Journey) คลิปวิดีโอพาเที่ยวของ บ๊วย-ภคมน กิจสิรภัทร พิธีกรสาวสายลุยที่จะพาไปสนุกและเก็บเกี่ยวสาระความรู้ระหว่างทางกับ แบ๊งค์-สุทธิพงษ์ วุฒิชาติ คนเบื้องหลังที่เป็นทั้งตากล้องและคู่เดินทางที่จะพาทุกคนไปเปิดประสบการณ์เหมือนได้ไปเที่ยวเอง

บ๊วย เล่าถึงจุดเริ่มต้นว่า ทั้งคู่เริ่มจากการทำรายการท่องเที่ยวในช่องโทรทัศน์ โดยมียูทูบเป็นแบ็กอัพ และมีเพจเฟซบุ๊กเป็นพื้นที่ประชาสัมพันธ์ให้ติดตาม แต่ปรากฏว่ามีคนติดตามในโซเชียลมีเดียมากขึ้นๆ ประกอบกับช่วงหยุดทำรายการป้อนโทรทัศน์ ทั้งคู่จึงหันมาพัฒนาทั้งสองช่องทางให้เป็นรูปเป็นร่างในนาม ดีเจอนี่

“เราสองคนทำวิดีโอท่องเที่ยวมาประมาณ 3 ปี แต่เพิ่งทำดีเจอนี่ในแบบของยูทูบเบอร์เมื่อ 1 ปีที่ผ่านมา โดยคลิปวิดีโอที่ทำให้คนรู้จักเราน่าจะเป็นตอนที่พาไปเปิดสวนน้ำวานา นาวา ซึ่งมีเด็กๆ เข้ามาดูเยอะมากจนเรารู้สึกว่าสื่อออนไลน์มันเป็นไปได้”

ทว่า รูปแบบการทำวิดีโอในโลกออนไลน์ต่างจากสื่อโทรทัศน์อย่างสิ้นเชิง อย่างเรื่องความยาวที่ผู้ชมจะดูประมาณ 10-15 นาที เรื่องราวกระชับ เน้นความสนุก และต้องมีตอนใหม่ๆ ออกมามากกว่า 1 ครั้ง/สัปดาห์ ให้ผู้ชมอยากติดตามไปเรื่อยๆ โดยบ๊วยจะเป็นพิธีกร คนตัดต่อวิดีโอ และแอดมินหลักที่ดูแลเพจเฟซบุ๊ก ส่วนแบ๊งค์จะเป็นตากล้อง ช่างภาพนิ่ง และโปรดิวเซอร์

“คอนเซ็ปต์การท่องเที่ยวของเราในตอนแรกเลยมันขึ้นอยู่กับงบประมาณ เช่น นั่งรถไฟไปเที่ยวตรัง เล่นสวนน้ำ เล่นเครื่องเล่นที่สวนสนุก ทำให้คนที่ดูเรามีทั้งวัยรุ่น เด็ก และครอบครัว”

 แบ๊งค์กล่าวเสริม

“จนตอนนี้มีคนรู้จักเรามากขึ้น ทำให้มีสปอนเซอร์และงานอีเวนต์ต่างๆ ติดต่อเข้ามา แต่เราก็พยายามบาลานซ์ระหว่างงานกับสถานที่ที่อยากไปเองแบบครึ่งๆ”

ปัจจุบันในยูทูบ Dee Journey ดีเจอนี่ แบ่งเนื้อหาเป็น 4 ประเภท ได้แก่ ดีเจอนี่ พาเที่ยวเมืองนอก ดีเจอนี่ พาเที่ยวเมืองไทย ดีเจอนี่ พาเที่ยวสวนน้ำ สวนสนุก และดีเจอนี่ พาล้ำ

แต่อย่างไรก็ตาม เนื้อหาในออนไลน์ต้องปรับเปลี่ยนไปตลอด อย่างเมื่อปีที่แล้ว (2559) คนในเพจเฟซบุ๊กชอบดูภาพเป็นชุดๆ แต่ปีนี้ชอบดูภาพเดียวแต่ปัง หรือเมื่อก่อนคนชอบอ่านรีวิวการเดินทางแบบละเอียดยิบ แต่ตอนนี้คนชอบอ่านโพสต์สั้นๆ หากสนใจจะตัดสินใจคลิกลิงค์เข้าไปอ่านต่อเอง

 “เดิมทีบ๊วยมีสคริปต์ในการดำเนินรายการ” เธอเล่าต่อ

“แต่ปรากฏว่ามันทำให้เราเล่นแข็ง ไม่เป็นธรรมชาติ เลยลองพูดแบบด้นสด ซึ่งทำให้เป็นตัวของตัวเองมากกว่า และทำให้คนที่ดูเรารู้สึกว่าเขาได้ไปเที่ยวด้วยจริงๆ เพราะเราพูดอย่างที่เห็น อย่างที่คิด ออกมาจากความรู้สึกจริง และสถานที่ที่ไปก็จะไม่กำหนดตายตัว เพราะความสนุกของการเล่าเรื่องคือการไปเห็นสิ่งตรงหน้า เหมือนกับคำว่า ดีเจอนี่ ก็คือดีที่ไปเจอนั่นเจอนี่”

บ๊วย ยังกล่าวต่อว่า การเป็นยูทูบเบอร์หรือผู้ผลิตวิดีโอในยูทูบเป็นสิ่งที่ท้าทายมากกว่าเป็นแอดมินเพจเฟซบุ๊ก เพราะใครๆ ก็สามารถใช้เงินกระตุ้นยอดไลค์ยอดวิวในเฟซบุ๊กได้ ทำให้คนกดไลค์ง่ายและอันไลค์ง่ายเช่นกัน ผิดกับในยูทูบที่ผู้ชมต้องเสิร์ชหา และกว่าจะยอมกดติดตาม (Subscribe) นั้นยาก แต่พอติดตามแล้วครั้นจะกดยกเลิกการติดตามก็ยากตามไปด้วย

“คนที่กดติดตามเราในยูทูบจะเป็นคนที่ชอบเราจริงๆ เพราะกว่าจะได้ยอดวิวมาได้คนดูต้องดูนาน 30 เปอร์เซ็นต์ของเวลาทั้งหมด และถ้าเป็นไอพีเดิมที่เคยดูแล้วยอดวิวก็จะไม่ขึ้น ทำให้เราภูมิใจกับยอดวิวในยูทูบมาก จากนั้นก็ให้เพจเฟซบุ๊กเป็นใบปลิวประชาสัมพันธ์ช่องยูทูบของเราไป” บ๊วย กล่าว และแบ๊งค์ได้เพิ่มเติมทิ้งท้ายว่า ผู้ผลิตเนื้อหาในโซเชียลมีเดียจำเป็นต้องรับผิดชอบต่อสังคม โด่งดังแบบสร้างสรรค์ และคิดถึงประโยชน์ต่อผู้ชมเป็นสำคัญ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมที่ดี

ติดตามการเดินทางของทั้งคู่ได้ที่ยูทูบ : Dee Journey ดีเจอนี่ เพจเฟซบุ๊ก : dee journey ดีเจอนี่ อินสตาแกรม : deejourneytv เว็บไซต์ : www.deejourneytv.com และไลน์แอด @deejourney

 

 

มิตรภาพสู่ธุรกิจของสามหนุ่ม Gen y

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/502015

มิตรภาพสู่ธุรกิจของสามหนุ่ม Gen y

โดย…วรธาร

 ผ่านไป 4 รุ่นแล้วกับการจัดคอร์สอบรมแนวใหม่ ภายใต้แนวคิดสตาร์ทอัพ เพื่อสตาร์ทอัพ กับคอร์ส FINE (Future Innovative Entrepreneur) คอร์สที่พัฒนาขึ้นจากมุมมองแนวคิดของคนยังเจน 3 คนผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ไวซ์ เมน กรุ๊ป (Wise Men Group) ผู้ให้บริการและจัดอบรมความรู้ด้านการศึกษาและธุรกิจทุกประเภท

ปรากฏว่าได้รับการตอบรับดีเกินคาดจากกลุ่มนิวเจนเพราะทุกคนสามารถนำเอาความรู้ที่ได้จากการอบรมไปใช้กับธุรกิจที่ทำอยู่และสร้างธุรกิจใหม่ ปัจจุบันกำลังเปิดรับรุ่นที่ 5

มิตรภาพเกิดขึ้นในที่ทำงานเดียวกัน

จา-วศิน วินิชบุตร ปริญญาโท 2 ใบ ด้านวิศวะเครื่องกล และบริหารธุรกิจ จาก University College London (UCL) และ London School of Economics (LSE) ปัจจุบันรับผิดชอบด้านพัฒนาธุรกิจ บริษัท ไวซ์ เมน กรุ๊ป เล่าที่มาของมิตรภาพให้ฟังว่า เขาทั้งสามเคยทำงานที่เดียวกันในธนาคารชื่อดังแห่งหนึ่งมาก่อน และทำอยู่นานเป็นเวลา 10 ปี ต่อมาได้ลาออกมาเปิดบริษัท ไวซ์ เมน กรุ๊ป ร่วมกัน

“หลังจบโทกลับมาเมืองไทยผมก็ได้ทำงานธนาคารโดยทำอยู่หลายแผนก รวมทั้งแผนกดูแลลูกค้าบริษัทด้วย (ตำแหน่งล่าสุดก่อนลาออกมาดูแลธุรกิจของบริษัทได้เป็นหัวหน้าฝ่ายธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศ) ที่นี่ทำให้ผมได้พบกับแทน (ธนดล จันทรลาวัณย์) และบูม (ปณิธิ อินทราวุธ) เห็นหน้าทุกวัน มีโอกาสได้พูดคุยกันตลอดในที่ทำงานบ้าง นอกเวลางานก็บ่อย จุดนี้ทำให้พวกเราเริ่มสนิทกัน เลิกงานก็มีไปแฮงเอาต์ เล่นกีฬาด้วยกันเรื่อยๆ”

ธนดล

 บูม-ปณิธิ อินทราวุธ ปริญญาโท เศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจจาก University of Wisconsin Madison และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดูแลด้านการสร้างแบรนด์และการตลาด กล่าวเสริมว่า ในปีแรกที่เข้ามาทำงานเพื่อนสองคนเคยทำงานแผนกเดียวกันมาก่อน ขณะที่เขาอยู่แผนกอื่นและมารู้จักสนิทกันในภายหลัง

ด้าน แทน-ธนดล จันทรลาวัณย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปีแรกที่ทำงานธนาคารเขากับจาทำอยู่ที่โปรแกรมหนึ่งด้วยกันมาก่อนทำให้เขากับจารู้จักกันเป็นอย่างดี แม้ว่าต่อมาจะย้ายไปอยู่คนละแผนก แต่ก็เห็นหน้ากันทุกวัน สนิทสนมคุ้นเคยกันดี

จับมือทำธุรกิจด้วยกัน

การทำงานในที่เดียวกัน เห็นหน้ากันทุกวันและได้พูดคุยกันอยู่บ่อยๆ บางวันเลิกงานก็ไปทำกิจกรรมเพื่อความผ่อนคลายด้วยกัน เช่น แฮงเอาต์ เล่นกีฬา ทำให้วันหนึ่งทั้งสามได้มีโอกาสนั่งคุยกันถึงการทำธุรกิจร่วมกัน

“จุดเริ่มมาจากคุยกันเล่นๆ เกี่ยวกับคอร์สอบรมที่เกิดขึ้นมากมายในปัจจุบัน จึงคุยกันว่าด้วยจุดเด่น ความสามารถและหน้าที่ความรับผิดชอบในงานของแต่ละคน ผมดูเรื่องการขาย การติดต่อกับลูกค้า บูมดูมาร์เก็ตติ้ง คอมมิวนิเคชั่นทั้งหมด จาดูเรื่องโอเปอเรชั่นและดีเวลอปเมนต์ จึงน่าจะทำคอร์สที่ดีกว่าในตลาดได้ คุยไปคุยมาเล่นๆ แต่กลับลงมือทำจริง 2 เดือน หลังจากคุยกันเริ่มเห็นเป็นรูปร่าง พวกเราติดต่อสปีกเกอร์ หาที่ให้นักเรียนไปเรียน หาคนมาเรียน ทำโบรชัวร์ ทำมาร์เก็ตติ้งอะไรต่างๆ พอผ่านไปหลังจากที่คุยกันประมาณ 4-5 เดือน ก็เลยเกิดเป็นคอร์สแรกที่ของเราก็คือคอร์สไฟน์ (FINE)” แทน เล่าถึงจุดเริ่มและบทบาทแต่ละคน

ปณิธิ

 วศิน เสริมต่อว่า ตอนนั้นในตลาดมีหลักสูตรเยอะแยะที่คนวัยนิวเจนนิยมไปเรียนกัน เช่น เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ วิธีการครีเอทีฟธิงกิ้ง หลักสูตรที่เปิดสอนเกี่ยวกับการทำสตาร์ทอัพ ถ้ามองลึกลงไปหลักสูตรส่วนมากจะเรียนไปทางใดทางหนึ่ง ถ้าไม่เอนไปในทางวิชาการก็เอนไปทางเน็ตเวิร์กกิ้ง พูดง่ายๆ คนที่ไปเรียนจะต้องได้อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น

“ถ้าว่ามาเรียนจ่ายเงิน 1 แสนกว่าบาทแล้วอยากได้อะไรกลับไป เราก็ต้องอยากได้ทั้งความรู้ทั้งเน็ตเวิร์ก หรือคอนเนกชั่นด้วย ดังนั้น จึงเป็นจุดเริ่มต้นของคอร์แวลู (Core Value) ของตัวหลักสูตร FINE ของเราเลยว่าอยากให้ทุกคนที่มาเรียนได้ทั้งสองอย่าง ตอนนั้นพวกเราคิดว่าในไทยลึกๆ แล้วยังไม่มี เลยพัฒนาคอร์สชื่อ FINE เพื่อที่ทุกคนมาเรียนจะได้ความรู้กลับไปแล้วยังได้คอนเนกชั่นที่ดีกลับไปด้วยเนื่องจากคนที่เรียนมาจากหลากหลายสาขาอาชีพ” วศิน กล่าว

จุดแข็งของคอร์ส FINE

บูม ปณิธิ เล่าจุดแข็งที่เป็นจุดเด่นของหลักสูตรว่า มีอยู่ 4 ด้าน คือ ด้านสีสันของหลักสูตร ด้านคอนเนกชั่นเพื่อต่อยอดธุรกิจ ด้านวิทยากร สปีกเกอร์หรือโค้ชที่รอบรู้เกี่ยวกับธุรกิจสตาร์ทอัพที่จะมาสอนให้ความรู้อย่างเข้มข้น รวมทั้งด้านบรรยากาศและความสัมพันธ์ในห้องเรียน

“คอร์สเราเรียน 3 เดือน 12 อาทิตย์ เรียนทุกวันเสาร์ หลักสูตรที่สอนคือความรู้ในการทำธุรกิจสมัยใหม่ส่วนใหญ่ใช้แนวทางสตาร์ทอัพเข้ามาเป็นแบบ เพราะตอนนี้สตาร์ทอัพก็มีแนวการทำธุรกิจที่ไม่เหมือนเดิม ยกตัวอย่างธุรกิจสมัยรุ่นพ่อรุ่นปู่อาจใช้เวลา 20 ปี 30 ปี ค่อยสร้างผลกำไร 40 ปีจึงเข้าตลาด แต่เดียวนี้มายด์เซตในการทำธุรกิจของเจเนอเรชั่นนี้ต่างไปเขาสร้างธุรกิจผ่านเทคโนโลยีและแอพพลิเคชั่นแล้วและสามารถเข้าตลาดภายใน 5 ปี ไม่ต้องรอ 20 ปี 30 ปี เหมือนรุ่นปู่รุ่นพ่อ แล้วจะทำยังไงคำตอบมีอยู่ในคอร์ส FINE ครับ” บูม กล่าว

ขณะที่เป้าหมายในอนาคต บูม กล่าวว่า กำลังมองถึงการขยายคอร์ส FINE ไปในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเป็นการเพิ่มเครือข่ายให้กับนักเรียน FINE แข็งแกร่งขึ้น และที่ผ่านมาได้ไปศึกษาตลาดประเทศ เช่น เกาหลี ไต้หวัน และประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว และเมียนมา มาแล้ว ปรากฏว่ามีกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ต้องการความรู้ด้านเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพ ฉะนั้นถ้าขยายไปต่างประเทศก็จะเป็นผลดีกับนักเรียน FINE ในเมืองไทยด้วยหากพวกเขาต้องการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ

วศิน

“เราจะพัฒนาหลักสูตร FINE ให้ดียิ่งขึ้นอีก ซึ่งเราก็พัฒนามาทุกปีและได้พิสูจน์ให้จากการจัดคอร์สที่ผ่านมาจนถึงรุ่นที่ 5 แล้ว ถ้าโอกาสนั้นมาถึงเราจะขยายไปประเทศเพื่อนบ้านด้วย ขณะที่อีกโปรเจกต์หนึ่งที่พวกเราคิดไว้คือการจัดตั้งกองทุนเพื่อลงทุนใสตาร์ทอัพ โดยเอาเงินไปลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีซึ่งเรามองไว้ที่กูเกิล เฟซบุ๊ก เทสลา สองเราจะเอาเงินส่วนหนึ่งไปลงในสตาร์ทอัพในประเทศไทย รวมไปถึงการซัพพอร์ตนักเรียน FINE ที่มีโปรเจกต์ไอเดียดีๆ เพื่อให้เขาเริ่มธุรกิจได้ และผู้จัดการกองทุนเราจะเลือกผู้เชี่ยวชาญเรื่องการบริหารกองทุนและรู้เกี่ยวกับสตาร์ทอัพเป็นอย่างดีมาบริหาร” วศิน กล่าว

แตกไลน์ธุรกิจเปิดโรงเรียนสอนภาษา

นอกจากพัฒนาคอร์ส FINE ภายใต้บริษัท ไวซ์ เมน กรุ๊ป ทั้งสามหนุ่มยังได้แตกไลน์ธุรกิจใหม่ด้วยการเปิดโรงเรียนสอนภาษา ภายใต้บริษัท IT Edutainment ที่ตั้งขึ้นใหม่ มีกำหนดจะเปิดสาขาแรกในเดือน ส.ค.นี้ ที่เซ็นทรัล บางนา

“เรามองว่าการเรียนภาษาสำหรับเด็กอาจไม่จำเป็นต้องเรียนเพื่อสอบเท่านั้น ถ้าการที่เด็กๆ จะเอาไปใช้จริงได้ควรจะเรียนและเรียนด้วยความสนุก คอร์สของเราจะแตกต่างจากตลาดในประเทศ โดยจะนำเอานวัตกรรมทางเทคโนโลยีของพาร์ตเนอร์ต่างชาติมาเป็นเครื่องช่วยสอนซึ่งจะช่วยให้เกิดการจดจำที่ดีและสร้างบรรยากาศการเรียนการสอนที่สนุกสนาน ขณะที่กลุ่มเป้าหมายของเราคือเด็กอายุ 3-12 ขวบ” แทน กล่าว

 

สรัญ ลิ้มสวัสดิ์วงศ์ ภารกิจวิ่งสร้างสุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/502014

สรัญ ลิ้มสวัสดิ์วงศ์ ภารกิจวิ่งสร้างสุขภาพดี

โดย…จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

 กีฬาเป็นยาวิเศษ ประโยคนี้ใช้ได้เสมอในทุกยุคสมัย เพราะต่อให้ยาแผนปัจจุบันจะเลิศเลอเพียงไหนในการใช้รักษาโรค แต่การป้องกันและการดูแลร่างกายตัวเองด้วยการออกกำลังกาย เล่นกีฬาประเภทต่างๆ ก็เป็นผลดีต่อร่างกายมากกว่า

สรัญ ลิ้มสวัสดิ์วงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สุขุมวิท 15 เพลส ผู้ดำเนินธุรกิจกลุ่มโรงแรมเอส โฮเต็ล ได้แก่ เอส 31 เอส 15 เอส 33 เอส บ็อกซ์ และเอส รัชดา ก็เป็นหนึ่งในคนที่เห็นความสำคัญของกีฬา มีงานอดิเรกคือการวิ่ง และไตรกีฬา

โดยสรัญ เล่าให้ฟังว่า เริ่มต้นออกกำลังกายจริงจังมา 3 ปีแล้ว เป็นเพราะก่อนหน้านั้นร่างกายไม่แข็งแรง ไม่สบาย พอไปรักษาพยาบาลจนหายจึงหันกลับมาดูแลตัวเอง โดยเริ่มต้นจากการวิ่ง เมื่อวิ่งไปได้ระยะหนึ่งก็ได้พบปะกับเพื่อนฝูง ก็ถูกชักชวนให้ไปปั่นจักรยาน จากนั้นก็ลองไปว่ายน้ำ จนนำไปสู่การลงเล่นไตรกีฬา

“หากให้มองกีฬาทั้งหมดที่เล่น ก็ต้องบอกว่าชอบการวิ่งมากที่สุด เพราะคิดว่าเป็นกีฬาที่ตัวเองทำได้ดีที่สุด และจากที่เคยได้ยินกันมาว่าวิ่งแล้วจะติด พอได้วิ่งเองก็รู้สึกว่าติดการวิ่งจริงๆ จากที่เริ่มวิ่งระยะทางน้อยๆ ก็ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับการตั้งเป้าหมายให้ทำเวลาในการวิ่งให้ดีขึ้นเรื่อยๆ”

สิ่งสำคัญที่ สรัญ รู้สึกได้หลังจากวิ่งก็คือ การได้ร่างกายที่มีสุขภาพแข็งแรงมากขึ้น และได้ผลดีในด้านจิตใจด้วย เพราะเวลาที่วิ่งอยู่คนเดียวก็เหมือนกับการได้ฝึกจิตใจให้มีสมาธิอยู่กับตัวเองในทุกๆ ขณะของการวิ่ง จากที่เวลาทำงานไม่เคยได้อยู่กับตัวเองเลย

สรัญ ระบุว่า พอวิ่งไปแล้วเห็นข้อดีของการวิ่ง ก็เริ่มไปสนับสนุนให้คนในครอบครัวออกมาวิ่ง หรือออกกำลังกายด้วย จากนั้นก็ลามไปถึงคนในบริษัท โดยมีการตั้งชมรมวิ่งของโรงแรมขึ้นมา เพื่อสนับสนุนให้พนักงานวิ่ง ซึ่งทำมาได้ 1 ปีแล้ว ช่วงแรกๆ มีพนักงานเข้าร่วมด้วยแค่ 20 คน แต่ผ่านมาถึงปัจจุบันก็มีการชักชวนต่อๆ กันจนมีคนร่วม 80 คนแล้ว

 “การตั้งชมรม ไม่ใช่แค่ให้พนักงานร่วมชมรมเฉยๆ แต่จะมีการตามเก็บคะแนน ให้คนในชมรมส่งการบ้านด้วย โดยปลายปีจะรวมคะแนนที่ได้เพื่อหาคนที่ได้รับรางวัล ปีที่ผ่านมาก็จะให้รางวัลคนได้คะแนนสูงสุด ส่วนปีนี้เปลี่ยนใหม่เพื่อให้ตอบโจทย์คนที่เริ่มวิ่งใหม่ โดยให้ที่วิ่งได้ 4 กิโลเมตรจะนับเป็น 1 คะแนน วิ่งได้ 8 กิโลเมตร (กม.) ขึ้นไปได้ 2 คะแนน ดังนั้นถ้าใครวิ่ง 4 กม.ทุกวันก็อาจจะได้คะแนนดีกว่าคนที่วิ่งเกิน 8 กม.แต่ไม่ได้วิ่งทุกวันก็ได้ นอกจากนี้ยังสนับสนุนคนในชมรมที่จะไปร่วมงานวิ่ง โดยออกค่าสมัครวิ่งให้ครึ่งหนึ่งทุกงานด้วย” สรัญ กล่าว

ทั้งนี้ การมีชมรมนี้มีเป้าหมายสำคัญ คือทำให้ทุกคนใส่ใจเรื่องการรักษาสุขภาพตัวเองให้แข็งแรง สร้างเสริมความสามัคคีในองค์กร ซึ่งหลังการตั้งชมรมสนับสนุนพนักงานวิ่ง สรัญ ชี้ว่าสิ่งที่ได้อาจไม่ได้เห็นผลต่อการทำงานโดยตรง แต่ก็ทำให้พนักงานได้คุยกันรู้จักกันมากขึ้น

“บางคนทำงานคนละโรงแรมกันไม่เคยรู้จักกันแต่พอมีชมรมวิ่ง มีการนัดซ้อมวิ่งก็ได้รู้จักกันจากการวิ่ง พอต้องประสานงานกันต่างแผนก ต่างโรงแรมก็ทำงานด้วยกันง่ายขึ้น”

ไม่เพียงแต่การชักชวนวิ่งที่ลามไปถึงพนักงาน สรัญก็ยังรวมตัวกับเพื่อนเก่าที่เรียนโรงเรียนอัสสัมชัญมาด้วยกัน เพื่อทำโครงการเกี่ยวกับการวิ่งร่วมกันด้วย โดยจะชวนกันมาออกกำลังกายทุกวันเสาร์

สรัญ มองว่า แม้ตัวเองจะเป็นผู้บริหารระดับสูงแต่ก็แบ่งเวลามาออกกำลังกายได้ เพราะเชื่อว่า ไม่มีคำว่าไม่มีเวลา แต่ก่อนสรัญอาจเคยใช้ข้ออ้างที่ว่าไม่มีเวลา พอเพื่อนชวนไปออกกำลังกายก็บอกว่าไม่มีเวลา แต่เมื่อป่วยต้องรักษาตัวและรู้สึกว่าต้องออกกำลังกายแล้ว ก็ทำให้รู้ว่าอยู่ที่เราจะจัดการเวลาของเราอย่างไร?

“ทุกคนมีความยุ่ง มีธุระเหมือนกัน แต่ทุกคนสามารถบริหารเวลาตัวเองได้ มีเวลาช่วงเช้าหรือไม่ อาจจะนอนเร็วขึ้นหรือเลิกงานแล้วเหลือเวลาเย็นอีกหน่อยหรือไม่ ซึ่งเมื่อรู้จักจัดสรรเวลาออกกำลังกายได้ ก็ช่วยเปลี่ยนมุมมองทำให้รู้จักจัดสรรเวลาการงานได้เช่นกัน

“ผมว่าตัวเองเป็นกรณีตัวอย่างให้คนอื่น ให้พนักงานดูได้ว่า อย่ารอให้เราไม่สบายก่อน เพราะถึงเวลานั้นไม่รู้ว่าเราจะกลับมาออกกำลังกายได้อีกหรือไม่ รักษาร่างกายให้กลับมาแข็งแรงอีกได้หรือไม่ อย่ารอเมื่อสาย เคยได้ยินหรือไม่เงินซื้อสุขภาพไม่ได้ ผมเจอมาแล้วจริงๆ ว่าสุขภาพดีอยากได้ต้องทำเอง เพราะเงินซื้อได้แค่ยารักษาโรค”

เมื่อสุขภาพดีต้องลงทุนเวลาเพื่อสร้างเอง ใครที่ยังมีสุขภาพดีวันนี้ก็ควรใส่ใจกับการลงทุนดูแลสุขภาพด้วยการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพดีในวันหน้าด้วย เพราะหากปล่อยปละละเลย ในที่สุดอาจจะสายเกินไป รู้ตัวอีกทีก็ออกกำลังกายไม่ได้อีกแล้ว