ใบเบิกทาง แห่งการโน้มน้าวใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มิถุนายน 2560 เวลา 16:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/498394

ใบเบิกทาง แห่งการโน้มน้าวใจ

– Openness เปิดเผย พูดให้ครบ ไม่กั๊ก ไม่ปิดบัง ให้และรับฟีดแบ็กอย่างเปิดเผย

โดย…กันย์ ภาพ รอยเตอร์ส

ไม่ว่าสินค้าหรือความคิดของเราจะดีเพียงใด หากเขาไม่ไว้ใจ การสนทนาครั้งนั้นย่อมจะพบกับอุปสรรคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้ที่จะเป็นนักโน้มน้าวจูงใจขั้นเทพ จึงต้องมีความสามารถในการสร้างความไว้วางใจและเข้าใจความรู้สึกของคู่สนทนา

ถ้าอยากรู้ว่า Trust เกิดได้อย่างไร ให้ลองถามตัวเองว่า เคยมีใครที่เราไว้ใจบ้างไหม ถ้ามี ทำไมเราจึงไว้วางใจเขา ธรรมชาติของมนุษย์มักจะตัดสินคนจากสิ่งที่เห็นเราจะไว้ใจคนคนนั้นหรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับคำพูดและพฤติกรรมที่เขาแสดงออกมาให้เห็น ถ้าถามว่าทำไมต้องสร้างความไว้วางใจ เหตุผลคือ เพื่อให้เกิดสัมพันธภาพที่เป็นมิตรระหว่างกัน ทำให้คู่สนทนาไม่เครียด ไม่วิตกกังวลขณะสื่อสาร ซึ่งมีส่วนช่วยให้เขามีความมั่นใจในตัวเรามากขึ้น มองว่าน่าเชื่อถือ และรับรู้ว่าเรามาช่วยแก้ปัญหา ไม่ใช่มาสร้างความรำคาญ

จักรพันธ์ จันทรัศมี Consulting Partner สลิงชอท กรุ๊ป บอกว่า หากอยากให้คู่สนทนาไว้วางใจ ก็จำเป็นจะต้องสะท้อนให้เขาเห็นทั้งคำพูด น้ำเสียง และท่าทางที่สอดคล้องกัน โดยมีหลักในการสร้างความไว้วางใจง่ายๆ ดังนี้

– Acceptance รับฟัง ไม่ด่วนสรุป ไม่ดูถูก ไม่ใช้คำพูด ที่คนอื่นไม่เข้าใจ

– Congruence ปากกับใจตรงกัน ทำอย่างที่คิดและเชื่อ ซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา

– Reliability ทำตัวให้น่าเชื่อถือ ทำให้ได้อย่างที่พูด ไม่รับปากพร่ำเพรื่อ

นอกจากนี้ การแสดงออกว่าเราเข้าใจในความรู้สึกของคู่สนทนา ก็เป็นอีกทักษะหนึ่งที่จำเป็นต้องใช้ในขณะโน้มน้าว เพราะหากเขามีเรื่องทุกข์ใจ หรือมีความวิตกกังวล เราไม่ควรเพิกเฉย หรือทำเป็นไม่สนใจ แต่ก็ไม่ถึงกับต้องแสดงออกว่า เราเป็นทุกข์ ทุรนทุราย หรือวิตกกังวลจนเกินเหตุ เพียงแสดงออกให้เขารับรู้ว่า เราเข้าใจหรือเห็นใจ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยเสมอไป เพราะเห็นใจไม่ได้แปลว่าต้องเห็นด้วยโดยการแสดงออก ดังนี้

ใช้ภาษากายอย่างเหมาะสม เช่น โน้มตัวไปข้างหน้าขณะสนทนา และสบตาบ้างเป็นระยะ ใช้ภาษาพูดที่แสดงถึงความรู้สึกหรือความคิดให้เหมาะสม เช่น ผมเข้าใจความรู้สึกของคุณ หรือผมเข้าใจเหตุผลที่คุณต้องทำแบบนั้น

ใช้คำถามปลายเปิดเพื่อดึงความรู้สึกหรือความคิดของคู่สนทนาออกมา เช่น คุณรู้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หรือคุณทำอย่างไรกับสถานการณ์แบบนั้น

ความสามารถในการสร้างความไว้วางใจและเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น คือ ใบเบิกทางที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการโน้มน้าวจูงใจ และผลักดันให้สินค้าหรือความคิดดีๆ ของเรา ประสบความสำเร็จได้ง่ายและเร็วขึ้น

มหรสพสมโภชงานออกพระเมรุ รวมศิลปินถวายเกียรติสูงสุดแด่องค์อัครศิลปิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มิถุนายน 2560 เวลา 15:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/498389

มหรสพสมโภชงานออกพระเมรุ รวมศิลปินถวายเกียรติสูงสุดแด่องค์อัครศิลปิน

โดย…ชุติมา สุวรรณเพิ่ม ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล, ภวัต เล่าไพศาลทักษิณ

การถวายพระเพลิงพระบรมศพแต่ครั้งโบราณกาล จัดเป็นงานใหญ่ มีมหรสพสมโภชงานออกพระเมรุพระบรมอัฐิ เป็นแบบแผนสืบทอดกันมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เพื่อให้ประชาชนคลายความโศกเศร้า ถือว่าเป็นงานออกทุกข์ในเวลาเดียวกัน ทั้งยังเสมือนเป็นการแสดงพระกฤดาธิการของพระมหากษัตริย์

ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระอัจฉริยภาพในศิลปะด้านต่างๆ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ น้อมเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญา “อัครศิลปิน” แด่พระองค์เป็นที่ประจักษ์ใจแก่ประชาชนไทยทั่วแผ่นดิน

งานออกพระเมรุ ณ ท้องสนามหลวง วันที่ 26 ต.ค.นี้ จึงเป็นการรวมหัวใจศิลปิน 3,084 คน แสดงถวายเกียรติสูงสุดแด่ “องค์อัครศิลปิน” เป็นครั้งสุดท้าย

กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร เตรียมการจัดการแสดงมหรสพสมโภช เนื่องในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช มีการแถลงข่าวการแสดงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา วีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม เป็นประธานการแถลงข่าวอธิบายรายละเอียดพร้อมกับ อนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ร่วมแถลงข่าว ณ โรงละครแห่งชาติ

มีการแสดงการบรรเลงดนตรีสากลในบทเพลงพระราชนิพนธ์ แผ่นดินของเรา และอีกบทเพลงในหัวใจชาวไทย เพลงต้นไม้ของพ่อ การแสดงหนังใหญ่ และโขนชุดพระรามข้ามสมุทร การแสดงละครเรื่องพระมหาชนก ซึ่งคนไทยจะได้ชมมหรสพสมโภชงานออกพระเมรุ กันยาวนานข้ามคืนเลยทีเดียว

6 โมงเย็น ถึง 6 โมงเช้า

มหรสพสมโภชงานออกพระเมรุ จัดตามโบราณราชประเพณี โดยกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ได้ดำเนินรอยตามจารีตประเพณีครบถ้วนกระบวนความ ในรายละเอียดต่างๆ วีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม แถลงข่าวร่วมกับ อนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร

แม่งานใหญ่เจ้ากระทรวงวัฒนธรรม อธิบายย้อนไปในโบราณราชประเพณี มีการจัดมหรสพสมโภชงานออกพระเมรุ ซึ่งเป็นแบบแผนมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เพื่อให้ประชาชนได้ชมและก็ถือว่าเป็นการออกทุกข์ในเวลาเดียวกัน

“เมื่อครั้งในสมัยรัตนโกสินทร์ ได้มีการบันทึกการจัดมหรสพสมโภชของพระเมรุตามแบบแผนโบราณราชประเพณี ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ครั้งนั้นการก่อพระเมรุพระบรมอัฐิ สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก ปี 2349 และต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 9 มีงานออกพระเมรุหลายงาน คือ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี งานออกพระเมรุ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

นอกจากนี้ ยังมีงานออกพระเมรุ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เมื่อปี 2549 เนื่องจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รื้อฟื้นการดนตรีและการ
แสดงมหสพ ซึ่งเป็นแนวคิดเพื่อไม่ให้บรรยากาศเงียบเหงา เหมือนเมื่อครั้งถวายพระเพลิง สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 เมื่อปี 2528 และยังเป็นการรักษาโบราณราชประเพณีเอาไว้ด้วย” วีระ อธิบายรายละเอียดการแสดงในงานใหญ่ในปลายปีนี้

รายละเอียดต่างๆ ของมหรสพสมโภช อธิบดีกรมศิลปากร ได้อธิบายเพิ่มเติมในส่วนการแสดงชุดใหญ่หน้าพระที่นั่งทรงธรรม (หน้าพระเมรุมาศ) ที่เรียกว่า โขนหน้าไฟ กำหนดจัดการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุด พระรามข้ามสมุทร-ยกรบ  เป็นการแสดงปิดท้ายเพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ซึ่งการแสดงสำคัญชุดยกรบนั้นเป็นโขนที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมศิลปากรแสดงในการต้อนราชอาคันตุกะอยู่เสมอ จึงได้เลือกการนำชุดนี้

“ในระหว่างที่มีการแสดงเพื่อรับราชอาคันตุกะ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้มีพระราชวินิจฉัยเกี่ยวกับการแสดง ให้กรมศิลปากรได้ไปปรับปรุง ให้มีความพร้อมเพรียงความสวยงามอยู่เสมอ ดังนั้น การนำชุดนี้เข้ามาก็เป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ผู้แสดงคือนาฏศิลปิน จากสำนักการสังคีต นักเรียน นักศึกษา วิทยาลัย
นาฏศิลปทั่วประเทศ 12 แห่ง และสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ผู้แสดง ผู้พากย์-เจรจา ผู้บรรเลง ขับร้อง และผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องประมาณ 300 คน

เวลาแสดงเริ่มตั้งแต่เวลา 18.00-06.00 น.
ของวันรุ่งขึ้น ในการแสดงเป็นการแสดงต่อเนื่อง ยกเว้นอาจมีการหยุดบ้างในระหว่างมีพระราชพิธีที่พระเมรุมาศ แต่อย่างไรก็ตาม จะแสดงต่อเนื่องเมื่อพระราชพิธีทางการนั้นจบ” อนันต์ อธิบายรายละเอียด

3 เวทีทิศเหนือท้องสนามหลวง

การแสดงมหรสพ ณ เวทีกลางแจ้ง บริเวณสนามหลวงด้านทิศเหนือ มี 3 เวที ทุกเวทีกำหนดเวลาเริ่มแสดง 18.00 น. ในวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จนถึงเวลา 06.00 น.ของวันรุ่งขึ้น โดยการแสดงของทุกเวทีจะหยุดการแสดงเมื่อมีพระราชพิธีในพระเมรุมาศ

ประกอบด้วย เวทีการแสดงหนังใหญ่เบิกหน้าพระและโขน เรื่องรามเกียรติ์ โดยนาฏศิลปินของสำนักการสังคีต กรมศิลปากร ร่วมด้วยครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษา วิทยาลัยนาฏศิลป 12 แห่ง สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ จำนวน 1,020 คน และผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง ประมาณ 100 คน รวมทั้งสิ้น 1,120 คน นอกจากนี้ ยังมีการแสดงโขนพระราชทานของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ประมาณ 200-300 คน

การแสดงมี 3 ส่วน ได้แก่ การแสดงหนังใหญ่เบิกหน้าพระ และการแสดงเบิกโรงหนังใหญ่ ชุดจับลิงหัวค่ำ ผู้แสดงเป็นครูอาวุโส สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ร่วมกับครูอาวุโส สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์

การแสดงโขนหน้าจอและโขนชักรอก เรื่องรามเกียรติ์ ชุดพระรามข้ามสมุทร ชุดศึกทศกัณฐ์ครั้งแรก ทัพสิบขุนสิบรถ ชุดท้าวมาลีวราชว่าความ ชุดนางมณโฑหุงน้ำทิพย์ ชุดศึกทศกัณฐ์ขาดเศียรขาดกร และชุดสีดาลุยไฟ พระรามคืนนคร เป็นการแสดงของกรมศิลปากร

การแสดงโขนหน้าจอและโขนชักรอก เรื่องรามเกียรติ์ ชุดรามาวตาร ทศกัณฐ์รบสดายุ หนุมานถวายพล พิเภกสวามิภักดิ์ เป็นการแสดงของโขนพระราชทาน (มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ)

เวทีการแสดงละคร หุ่นหลวงและหุ่นกระบอก ประกอบด้วยละคร เรื่องพระมหาชนก การแสดงหุ่นหลวง ตอนหนุมานเข้าห้องนางวานรินทร์ การแสดงหุ่นกระบอก เรื่องพระอภัยมณี ตอนกำเนิดสุดสาครจนถึงเข้าเมืองการเวก รำกิ่งไม้เงินทอง ละครในเรื่องอิเหนา ตอนบุษบาชมศาล – อิเหนาตัดดอกไม้ – ฉายกริช – ท้าวดาหาบวงสรวง และละคร เรื่องมโนห์รา ผู้แสดง บรรเลง ขับร้อง จากสำนักการสังคีต กรมศิลปากร และสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ 322 คน และผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง ประมาณ 100 คน รวมทั้งสิ้น 422 คน

เวทีการบรรเลงดนตรีสากล “ธ คือ ดวงใจไทยทั่วหล้า” เป็นการบรรเลงและขับร้องเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพลงเทิดพระเกียรติ บทเพลงที่ประพันธ์ขึ้นเพื่อแสดงความอาลัย และบทเพลงที่สื่อความหมายสอดคล้องกับการแสดงแต่ละองก์ 7 องก์ โดยผู้บรรเลง ขับร้อง และผู้แสดงจากสำนักการสังคีต กรมศิลปากร สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ วงดนตรี อ.ส.วันศุกร์ วงสหายพัฒนา โรงเรียนราชินี กรมดุริยางค์ทหารบก กองดุริยางค์ทหารเรือ กองดุริยางค์ทหารอากาศ กองสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งใช้ผู้บรรเลง ขับร้อง และผู้แสดง 753 คน ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง 189 คน รวมทั้งสิ้น 942 คน

วีระ ในฐานะแม่งานหลัก อธิบายการแสดงทั้งการแสดงโขน การแสดงต่างๆ เป็นการเทิดพระเกียรติในนามของพสกนิกรชาวไทย ซึ่งรัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงวัฒนธรรม กรมศิลปากร เป็นหน่วยงานหลักผู้รับผิดชอบจัดมหรสพสมโภชที่ต้องจัดให้สมพระเกียรติ

“ไฮไลต์ของการแสดงในวันนั้นเป็นการแสดงโขนและหนังใหญ่ การแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ ชุดพระรามข้ามสมุทร กำกับการแสดงหนังใหญ่และโขน โดย สุรัตน์ เอี่ยมสะอาด การซ้อมต่างๆ เริ่มซ้อมกันแล้วครับ ดังนั้น วันจริงวันที่ 26 จะเป็นการเผยแพร่ไปทั่วโลก มีการถ่ายทอดสด มีสื่อมวลชนต่างประเทศมาเข้าร่วม ดังนั้นจุดนี้ก็ต้องครบถ้วน สมบูรณ์ และสมกับพระเกียรติยศ

การแสดงมหรสพสมโภชในงานออกพระเมรุ ถือเป็นประเพณีที่มีมาแต่ครั้งโบราณ โดยมีจุดประสงค์ให้ประชาชนชม และถือว่าเป็นงานออกทุกข์ในเวลาเดียวกัน”

วีระ กล่าวอธิบายรายละเอียดงานออกพระเมรุ ณ ท้องสนามหลวง ซึ่งจะเป็นการรวมใจภักดิ์ของปวงไทยได้มืดฟ้ามัวดินอีกครั้งหนึ่ง

 

นพ.พุฒิพงศ์ ภูมิสุวรรณ คู่มือความงามตั้งหลักก่อนทำสวย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มิถุนายน 2560 เวลา 08:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/498240

นพ.พุฒิพงศ์ ภูมิสุวรรณ คู่มือความงามตั้งหลักก่อนทำสวย

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ : ภัทรชัย ปรีชาพานิช

การเสริมสร้างความสวยความงามเป็นเรื่องปกติของยุคสมัยนี้ ผู้หญิงทำงานจำนวนหนึ่งล้วนสวยด้วยการผ่านเครื่องมือแพทย์กันมาบ้าง ตั้งแต่ระดับเบาๆ อย่างนวดหน้า ขัดหน้า ทำ AHA เลเซอร์ ผลักวิตามิน เติมสารอาหารให้ผิว หรือขั้นกว่าขึ้นไปจนถึงกรีดตา 2 ชั้น เสริมจมูก แต่การจะทำอะไรบนใบหน้าของเราจะแค่เบาๆ หรือจัดหนัก ก็ควรจะศึกษาหาความรู้กันไว้บ้าง จะแค่อ่านรีวิวจากผู้มีประสบการณ์ก่อนหน้าเขาว่ามาก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง แต่ก็ยังวางใจไม่ได้มากนัก เพราะมีการพลาดจนเป็นข่าวให้เห็นกันมาก็มาก

แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดเราควรจะต้องฟังต้องอ่านจากมืออาชีพ ผู้รู้ในวิชาชีพนั้นจริงๆ จะเป็นการดีที่สุด นพ.พุฒิพงศ์ ภูมิสุวรรณ ผู้อำนวยการศูนย์เอไอซี คลินิค เป็นแพทย์ผิวหนังและความงามที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการนี้กว่า 20 ปี และยังเป็นอาจารย์แพทย์ด้านผิวพรรณมาหลายปี สั่งสมประสบการณ์ด้วยการเป็นคอลัมนิสต์ให้กับหนังสือพิมพ์และนิตยสารมานานหลายปี ก่อนที่จะคิดมารวมเล่มออกพ็อตเกตบุ๊กเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ชื่อ ตั้งหลักก่อนทำสวย

ถือว่าเป็นพ็อกเกตบุ๊กเล่มที่ 2 ของคุณหมอที่ออกมาตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว เว้นช่วงมาปีกว่าจึงออกเล่มที่ 2 “ตอนแรกตั้งใจว่าเล่มที่ 1 กับเล่มที่ 2 จะห่างกันแค่ปีเดียว แต่พอจะเขียนจริงทำไม่ทันเพราะไม่มีเวลา แล้วเล่มแรกก็พิมพ์น้อย เนื่องจากเขียนเป็นเชิงวิชาการมากเกินไป มีศัพท์เทคนิคทางการแพทย์มากไปด้วย เพราะจุดประสงค์ในการขียนเล่มแรกคือ อยากให้ความรู้ทางการแพทย์ให้นักศึกษาแพทย์ด้านนี้อ่านเป็นหนังสือนอกเวลาแบบนั้นจะเหมาะกว่า แต่เล่มที่ 2 นี้มีความเป็นแมสกว่าเยอะ ตั้งใจให้คนรักสวยรักงามทั่วไปได้อ่านเป็นความรู้ ว่าหากจะเข้าคลินิกความงามจะร้อยไหมคืออะไร มีกี่แบบ มีข้อดีข้อเสียอย่างไร เป็นคู่มือให้อ่านเอาความรู้เวลาหมอผู้ทำการรักษาอธิบายจะได้เห็นภาพตามด้วยความเข้าใจ” คุณหมออธิบายถึงงานขียนเล่มนี้

คุณหมอเล่าว่า งานเขียนทั้งสองเล่มเขียนด้วยตัวเองทั้งหมด ไม่มีโกสต์ไรเตอร์แต่อย่างใด เพราะปกติก็เขียนบทความด้านความงามอยู่แล้วเกือบทุกสัปดาห์ รวมทั้งเป็นอาจารย์สอนในช่วง 10 ปีที่แล้ว เลยทำให้เป็นคนชอบพูดชอบเขียน โดยคุณหมอเอาผลงานที่เคยเขียนลงหนังสือพิมพ์และนิตยสารต่างๆ มาปรับใหม่อัพเดทข้อมูลใหม่ๆ เข้าไปให้ทันสมัยทันเหตุการณ์มากขึ้น ปรับภาษาให้อ่านแล้วเข้าใจง่ายยิ่งขึ้น ไม่เน้นเชิงการแพทย์มากๆ เหมือนเล่มแรก

“เล่มนี้ถือว่าเป็นคู่มือความงามติดบ้านไว้ได้เลย เพราะมีตั้งแต่เรื่องพื้นๆ อย่างการรักษาริ้วหลุมสิว รูขุมขนกว้าง กระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ไปจนถึงเรื่องการฉีดฟิลเลอร์บนแนวกระดูกเพื่อปรับรูปหน้า แล้วก็มีตอนท้ายของเล่มถามตอบเรื่องความงามแบบ Q&A เป็นคำถามที่คนส่วนใหญ่อยากรู้ เรียกว่าสงสัยอะไรทางด้านความงามเล่มนี้มีคำตอบ ทั้งโบทอกซ์ เลเซอร์ ร้อยไหม ปรับรูปหน้า ฉีดเทอร์มาไทด์สลายเหนียงใต้คาง ยกกระชับหน้า ทุกคำถามเรื่องความงามเล่มนี้มีคำตอบ” คุณหมอกล่าวด้วยรอยยิ้ม

 

ร่มเกล้า อมาตยกุล สวยเฟิร์มเพราะออกกำลังกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มิถุนายน 2560 เวลา 07:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/498235

ร่มเกล้า อมาตยกุล สวยเฟิร์มเพราะออกกำลังกาย

โดย…ภาดนุ ภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

ลูกเกด-ร่มเกล้า อมาตยกุล ผู้ประกาศข่าวจากรายการ “ข่าวเด่น ช่อง 8” ออกอากาศทุกเที่ยงตรง วันจันทร์-ศุกร์ กับ 11.45 น.วันเสาร์-อาทิตย์ และช่วง “เกาะติดข่าว ช่อง 8” วันเสาร์-อาทิตย์ ทุกต้นชั่วโมง นับเป็นอีกหนึ่งสาวสวยที่รักการออกกำลังกายเป็นชีวิตจิตใจ

“เกดออกกำลังกายด้วยการเล่นโยคะเป็นอันดับแรกเลย เพราะรู้สึกว่าตัวเองสมาธิสั้น ซึ่งโยคะจะช่วยฝึกสมาธิให้เราได้ เมื่อฝึกโยคะตั้งแต่ขั้นเบสิกมาเรื่อยๆ เกือบ 1 ปี ร่างกายก็เริ่มชิน เกดจึงรู้สึกว่าโยคะมันเบาไปสำหรับตัวเอง เลยเริ่มหันมาเล่นเครื่องไจโรโทนิก (Gyrotonic) ซึ่งเป็นเครื่องออกกำลังกายที่ประยุกต์ศาสตร์ของกีฬาหลายชนิดไว้ด้วยกัน เช่น การยกเวต พิลาทิส และอื่นๆ ที่สามารถเล่นได้ด้วยเครื่องนี้เครื่องเดียวภายใน 1 ชั่วโมง ซึ่งช่วยกระชับกล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกายได้ดี แต่ก็มีอุปสรรคตรงที่ต้องโทรไปจองก่อนล่วงหน้า แล้วเวลาว่างของเกดก็มักจะไม่ตรงกับช่วงที่คลาสว่าง เพราะเกดต้องสแตนด์บายเพื่ออ่านข่าว เกดเลยคิดว่าน่าจะหาอย่างอื่นเล่นแทนดีกว่า

ด้วยความที่เกดเสพติดการออกกำลังกาย จึงอยู่เฉยไม่ได้ เกดจึงออกกำลังกายที่บ้านโดยเลือกการเต้นแบบคาร์ดิโอตามเทรนเนอร์ฝรั่งที่ชื่อ ไมเคิล มาร์แชล ซึ่งเขามักจะอัดคลิปวิดีโอลงยูทูบเพื่อสาธิตการเต้นอยู่บ่อยๆ เมื่อเขาเต้นท่าไหน เราก็เต้นตามไป ต้องบอกว่าการเต้นคาร์ดิโอนี่มันสนุกมากๆ เพราะจะมีเพลงใหม่ๆ ทันสมัยมานำเสนอเรื่อยๆ ที่สำคัญเขาจะคิดท่าเต้นแอโรบิก ผสมผสานกับซุมบ้า และอื่นๆ ปนกันหลายๆ เพลง แต่เป็นท่าเต้นง่ายๆ ที่ใครๆ ก็เต้นตามได้ โดยเต้นเกือบ 30 นาที”

ลูกเกดบอกว่า การเต้นคาร์ดิโอนี้ช่วยเผาผลาญแคลอรีในร่างกายได้ดีมาก เต้นแค่ 3 เดือนเท่านั้น น้ำหนักของเธอก็ลดลงจนเห็นได้ชัด จาก 53 กก. ตอนนี้เหลือ 50 กก. เพราะการเต้นนี้ช่วยเบิร์นได้ดีเหมือนไปวิ่งมาเลยล่ะ

“เรียกว่าตื่นเช้ามาขอเต้นก่อนเลย เต้นเสร็จก็อาบน้ำแต่งตัวออกไปทำงาน ข้อดีของการเต้นคาร์ดิโอ นอกจากสนุกแล้วยังมีการเต้นไล่สเต็ปจากช้าไปเร็ว โดยมีตั้งแต่วอร์มอัพ เต้นจริง แล้วปิดท้ายด้วยคูลดาวน์ ซึ่งคนที่ทำคลิปเขาทำได้ดีมาก ก็เลยมีคนเต้นตามกันเยอะมากๆ ที่จริงมันก็ดีนะ แต่พอเต้นไปนานๆ แล้วเกดรู้สึกว่าตัวเองผอมไป ก็เลยเปลี่ยนไปเล่นเวตเบาๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อเฟิร์ม เนื้อไม่เหี่ยว แขนไม่ย้วยแทน

หลังจากนั้น เกดก็ลองมาเล่นพิลาทิสที่ Yoga & Me สาขาตลาดบองมาร์เช่ ตอนหาข้อมูลก็พอจะรู้ว่าพิลาทิสนี่มันดี เพราะช่วยแก้อาการปวดหลังได้ เหมาะกับเราเลย เพราะตอนที่มีประจำเดือนแล้วเกดมักจะปวดหลัง นอกจากนี้ยังช่วยผ่อนคลายและช่วยบริหารกล้ามเนื้อมัดเล็กของผู้หญิงให้กระชับด้วย แถมยังช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวตรงบริเวณส่วนท้องและแผ่นหลังให้แข็งแรงอีกด้วย”

ลูกเกดเสริมว่า เธอจะเล่นพิลาทิสต่อไป ควบคู่กับการเล่นเวต เพราะเป็นการออกกำลังกายที่ช่วยให้ร่างกายฟิตแอนด์เฟิร์มได้ดี ส่วนกีฬาที่เธอไม่ค่อยถนัดจะเป็นกีฬาประเภทวิ่งหรือตีแบด ซึ่งถือเป็นการออกกำลังกายที่ดี แต่กีฬาเหล่านี้อาจมีผลกับข้อเข่าหรือแผ่นหลังของเธอได้ในอนาคต

“ด้วยอาชีพของเราที่ทำงานไม่เป็นเวลา กีฬาส่วนใหญ่เกดจะเล่นคนเดียว เพราะรอเพื่อนให้มาเล่นด้วยไม่ได้ เวลาเราไม่ตรงกัน ก็เลยคิดว่าการเล่นพิลาทิสและเวตเทรนนิ่งนี่แหละเป็นการออกกำลังกายที่สะดวกที่สุดแล้ว เกดขอฝากถึงมือใหม่ที่คิดจะหันมาออกกำลังกายว่า ข้อแรกคือ คุณต้องมีวินัยกับตัวเอง ข้อสอง คุณต้องไม่ตั้งความหวังไว้สูง ว่าจะต้องลดน้ำหนักให้ได้ตามเป้า ไม่งั้นจะรู้สึกเครียดและกดดันเกินไป

ให้คิดซะว่าการออกกำลังกายเป็นการลงทุนที่สำคัญอย่างหนึ่งในชีวิต เป็นการลงทุนเรื่องสุขภาพ เพราะเกดเชื่อว่าถ้าเรามีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงแล้ว ทุกคนก็จะสามารถทำงานหรือทำสิ่งที่อยากทำได้อย่างเต็มที่ เพราะถ้าร่างกายคุณอ่อนแอ คุณก็จะไม่มีทางทำสิ่งที่ต้องการได้สำเร็จ แต่ถ้าคุณออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และมีระเบียบวินัย ผลพลอยได้ที่ตามมาก็คือ น้ำหนักตัวจะลดลง หุ่นจะเฟิร์ม รู้สึกกระฉับกระเฉง และเปลี่ยนคุณให้เป็นคนใหม่ที่ดูมั่นใจยิ่งขึ้น”

ติดตามไลฟ์สไตล์ของลูกเกดได้ที่ IG : romklao_ch8 และ FB : ร่มเกล้า อมาตยกุล

 

ณัฐพงศ์ วุฒิกร ใส่สูทไปปลูกต้นไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มิถุนายน 2560 เวลา 07:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/498232

ณัฐพงศ์ วุฒิกร ใส่สูทไปปลูกต้นไม้

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล/เพจเฟซบุ๊ก “ใส่สูทปลูกต้นไม้”

“ก่อนอื่นผมต้องบอกตามตรงนะครับว่า ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่เคยมีความรู้อะไรเลยเกี่ยวกับเรื่องการเกษตร แต่ทำไมผมถึงกล้าที่จะทำการเกษตรแบบมนุษย์บ้าอย่างที่เป็นอยู่นี้ล่ะ คำตอบก็คือ…” ส่วนหนึ่งจากเพจเฟซบุ๊กใส่สูทปลูกต้นไม้ เจ้าของเพจ คือ “ณัฐพงศ์ วุฒิกร” เจ้าของสวนสองกร และผู้บริหารบริษัทโฆษณาดิจิทัลเอเยนซี แอทเฟิร์สไบท์

กลับไปที่คำถามว่า “ทำไมถึงกล้า” ณัฐพงศ์ตอบในหน้าเพจคนใส่สูทฯ ว่าเขาชอบทำในสิ่งที่คนอื่นไม่เชื่อว่าทำได้ ชีวิตชอบความท้าทาย(ตัวเอง) เมื่อไรที่คิดลงมือทำสิ่งใด จะตั้งหน้าตั้งตาทำ จะตั้งหน้าตั้งตาศึกษาเรียนรู้อย่างจริงจัง เมื่อเข้าใจในระดับหนึ่งแล้วจะลงมือทำทันที จากไม่รู้จะกลายเป็นรู้ไปเอง

ศึกษาจากไหน ที่มาต้องย้อนกลับไปในวัยเด็ก ณัฐพงศ์เล่าว่า ตั้งแต่จำความได้ก็ได้เห็น “ภาพของในหลวง” มาตลอด กระทั่งปี 2540 มีวิกฤตต้มยำกุ้ง เศรษฐกิจไทยพลิกสู่จุดต่ำสุด และเป็นปีแรกที่ณัฐพงศ์ได้มีโอกาสนั่งฟังพระราชดำรัสของในหลวงผ่านโทรทัศน์ พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสถึงหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นครั้งแรกๆ

“หลังจากนั้นเป็นต้นมา ปรัชญาความพอเพียงได้ถูกเก็บไว้ในส่วนลึกของจิตใจผม คิดไว้ว่าสักวันหนึ่งหากมีความพร้อมและโอกาส ผมจะน้อมนำพระราชดำรัสฯ ไปปฏิบัติให้จงได้” ณัฐพงศ์ เล่า

ผ่านไปหลายปี หลังจากได้ทุ่มเทกับการทำงานอย่างหนัก จากลูกจ้างคนหนึ่งจนกลายเป็นเจ้าของกิจการ มีทุนรอนก้อนหนึ่ง จริงๆ แล้วก็มิได้มากมายนัก ถามตัวเองว่าพร้อมมั้ย ตอบตัวเองว่าก็ยังไม่พร้อมหรอก แต่หากเราตั้งใจที่จะทำอะไรสักอย่าง ก็จงเริ่มต้นในวันที่ไม่พร้อมที่สุดนั้น นั่นคือวันเริ่มต้นที่ดีที่สุดแล้ว

เริ่มต้นแบบคนไม่รู้ที่หาความรู้ โชคดีที่เพื่อนร่วมธุรกิจ “พรชัย แสนชัยชนะ” ที่ทำเกษตรอินทรีย์ตามแนวพระราชดำรัสนำร่องอยู่ก่อน ได้แนะนำข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ทั้งเรื่องการออกแบบและระบบชลประทานการเพาะปลูก รวมถึงการจัดหาที่ดินแปลงถูกใจ ตั้งอยู่ที่ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี

ในเดือน มี.ค. 2559 ณัฐพงศ์ซื้อที่ดิน 2 แปลง แปลงละ 8 ไร่ รวมจำนวน 16 ไร่ แปลงแรกเป็นไร่นาสวนผสม ดำเนินการออกแบบตามหลักภูมิสังคม โคก-หนอง-นาโมเดล ถึงปัจจุบันเพียง 1 ปีเศษ สวนและต้นไม้ในสวนเติบโตเป็นที่น่าพอใจ พูดจริงๆ ก็คือน่าชื่นใจ ส่วนอีกแปลงหนึ่งเป็นแปลงปลูกป่า โดยรับแจกกล้าไม้มาจากจังหวัด ด้วยความตั้งใจที่จะปลูกตอบแทนแผ่นดิน มีไม้สัก ไม้แดง มะฮอกกานี เป็นต้น

ณัฐพงศ์ปัจจุบันอายุ 42 ปี เขาจบปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จบปริญญาโท สาขาเดียวกันที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา (Madison, USA) ช่วงแรกของชีวิตสนุกกับการทำงานโรงงานเป็นวิศวกรที่ปรึกษา ต่อมาในช่วง 5 ปีหลังได้ผันตัวเองเป็นนักโฆษณา ร่วมก่อตั้งบริษัทดิจิทัลเอเยนซี (Atfirstbyte) รวมทั้งเป็นวิทยากรให้กับสถาบันต่างๆ

“ผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่า 40 ฤดู เริ่มแก่(ฮา) วิธีคิดในการมองโลกก็เปลี่ยนไป ผมมองเห็นว่า ทุนนิยมกำลังสู่ยุคเสื่อม คนในอนาคตจะให้น้ำหนักกับความมั่นคงทางอาหารมากกว่า ไม่มีเงินไม่ตาย แต่ไม่มีข้าวไม่มีปลากิน ตายนะครับ”

นี่แหละที่มาของการตัดสินใจลุยงานด้านเกษตร แล้วก็ต้องเป็นเกษตรพอเพียง ชีวิตที่เลือกคือเลือกตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ศึกษาเพิ่มเติมศาสตร์ของในหลวง เรื่องของน้ำ ดิน ฝน ต้นไม้ พระองค์ท่านบอกไว้หมดแล้ว บวกกับความรู้ด้านวิศวกรรมที่ร่ำเรียนทุกอย่างใช้ความรู้นำ

“ปณิธานของผมคือการที่ผมอยากทำให้ดู อยากทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง คำสอนของท่านทำได้จริง เป็นเหตุเป็นผล และน้อมนำความสุขมาสู่ชีวิตได้จริง ผมเปิดเพจคนใส่สูทปลูกต้นไม้ หวังให้เป็นแหล่งเผยแพร่ความรู้ออกไปให้มากที่สุดเท่าที่คนตัวเล็กๆ คนหนึ่งจะทำได้”

ณัฐพงศ์กล่าวว่า ถ้าเขาทำได้ วิศวกรที่ไม่มีความรู้เรื่องการเกษตรมาก่อนเลยทำได้ เกษตรกรที่มีพื้นฐานด้านเกษตรกรรมอยู่แล้วก็ต้องทำได้ เขาก่อตั้งศาลาเรียนรู้ เพื่อใช้เป็นเสมือนห้องเรียน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ วิธีปฏิบัติ ตลอดจนวิชาการต่างๆ ที่จำเป็น โดยเน้นที่การเกษตรแบบผสมผสาน เรียนปุ๊บทำเวิร์กช็อปปั๊บหรือลงมือปฏิบัติกันจริงๆ ในทันที

นอกจากศาลาเรียนรู้แล้ว เขายังก่อตั้งบริษัท ธรรมดินดี สร้างโรงงานปุ๋ยอินทรีย์ ใช้ความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์เพื่อสังเคราะห์ต่อยอดเรื่องปุ๋ย ปุ๋ยที่ณัฐพงศ์วิจัยทำขึ้น แรกเริ่มเพื่อใช้เองในสวนตัวเองก่อน ต่อมาจึงขยายผลแจกจ่ายให้เกษตรในพื้นที่ ชื่อปุ๋ยซุปเปอร์หมู มีทั้งปุ๋ยน้ำและปุ๋ยแห้ง นอกจากให้สารอาหารแก่พืชแล้ว สำคัญคือช่วยฟื้นดินตายให้พลิกฟื้นอย่างรวดเร็ว นั่นเพราะมีจุลินทรีย์ย่อยสารอาหารให้รากพืชดูดซึม

ใครอยากไปเที่ยวดูแปลงเกษตรอินทรีย์ที่สวนสองกร จ.สุพรรณบุรี ก็ติดต่อได้ที่เพจเฟซบุ๊ก “ใส่สูทปลูกต้นไม้” รวมทั้งติดตามเรื่องราวดีๆ ของคนใส่สูทฯ ผู้ถอดสูทไปปลูกต้นไม้พลิกฟื้นผืนดินจนบัดนี้เขียวสะพรั่ง อ่านแล้วรับรองเรื่องแรงบันดาลใจ(ฮา) ทำอะไรดีๆ เพื่อตัวเองและเพื่อชาติ

ส่วนผลผลิต ส่งให้กับร้านอาหารและสวนอาหารเครือญาติ แหล่งรับซื้อที่รับซื้อทุกผลิตภัณฑ์ เสาร์-อาทิตย์หรือวันไหนว่าง จะหอบผลผลิตเข้ากรุงเทพฯ เป็นที่สนุกสนาน ประดามีขนมา ได้แก่ มะนาว ผักบุ้ง มะม่วง มะพร้าวน้ำหอม มะละกอ กล้วย ตะไคร้ ใบมะกรูด ใบโหระพา มะเขือ พริกขี้หนู พริกแดงใหญ่ ดอกสลิด และอีกมากมายยังมีไข่ไก่ไข่เป็ดอารมณ์ดี ใบโตและน่ากินมากๆ

“อาหารจะทำให้เราอยู่รอด โลกมาทางนี้นะ กระแสของโลกกำลังเปลี่ยนมาที่ความมั่นคงเรื่องอาหาร พึ่งพาตัวเองได้ ทำปุ๋ยใช้เอง ปลูกพืชกินเอง โอ้โห มันเป็นความรู้สึกที่สุดยอดดีใจ ในความคิดของผมการเกษตรคือวาระแห่งชาติที่ทุกคนต้องมาช่วยกัน ถึงเวลาที่ทุกคนต้องมาช่วยกัน” ณัฐพงศ์ กล่าว

ชีวิตสโลว์ไลฟ์ในสวนอินทรีย์คือชีวิตในฝัน ทุกวันนี้ณัฐพงศ์ยังต้องทำธุรกิจ หากใช้วิธีลดสัดส่วนจำนวนวันทำงานลง โดยในหนึ่งสัปดาห์ลดวันทำงานที่กรุงเทพฯ เหลือ 3 วัน ส่วนอีก 2 วันและเสาร์-อาทิตย์ไปทำสวน(ฮา) โชคดีที่ภรรยาเห็นชอบกับแนวทางนี้ ลูกๆ สนุกกันมาก

“ฝันว่าวันหนึ่งหากเกษียณตัวเองได้ จะขอมาใช้ชีวิต Slow life ที่นี่ หวังว่าคงอีกไม่นานเกินรอ”

เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก “ใส่สูทปลูกต้นไม้” ผู้นำแนวคิดตามแนวทางพระราชดำรัสเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาปรับใช้กับชีวิตของตัวเองและสวนสองกร สองมือที่ลงมือทำ…เรื่องราวดีๆ อีกเรื่องหนึ่งที่สืบเนื่องต่อมาจากแผ่นดินรัชกาลที่ 9

 

คำสารภาพของอดีตผู้ต้องขัง ผมไม่เห็นพระจันทร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มิถุนายน 2560 เวลา 07:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/498229

คำสารภาพของอดีตผู้ต้องขัง ผมไม่เห็นพระจันทร์

โดย…มัลลิกา

“กำลังใจ คำนี้เป็นคำไม่หรูหรา ไม่ยุ่งยาก แต่ลึกซึ้ง เป็นคำพูดที่พูดกับใครก็เข้าใจและรู้สึกดี ทุกคนจะต้องผ่านวันเวลาที่ยากลำบาก รู้สึกท้อ ห่อเหี่ยว ทำอะไรก็ไม่มีใครรัก ทำอะไรก็ไม่มีใครเห็นว่าดี

คิดว่าผู้ต้องขังที่ก้าวพลาดไปก็อยู่ในภาวะนี้ คือถูกตราหน้าว่า เป็นคนผิด ต้องอยู่ในที่ซึ่งถูกกำจัดเสรีภาพ ดูอย่างไรก็ไม่ดี ยิ่งผู้ต้องขังรู้สึกไม่ดีกับตัวเอง รู้สึกในทางลบกับตัวเอง ก็จะรู้สึกในทางลบต่อสังคมไปด้วย

การให้กำลังใจไม่ใช่การเข้าข้างตนเอง หรือลืมความผิดพลาดของตนเอง แต่ต้องนำความผิดพลาดนั้น กลับมาทบทวนเพื่อจะได้แก้ไข ไม่กลับไปทำผิดพลาดอีก ซึ่งต้องการกำลังใจที่เกิดขึ้นในตัวเองก่อน และถ้าสังคม ครอบครัว ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง ให้โอกาส ให้กำลังใจ ก็สามารถต่อยอดไปสู่สิ่งที่ดีได้”

พระดำรัส พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา

โครงการกำลังใจเป็นโครงการในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ก่อตั้งเมื่อปี 2549 และเมื่อปี 2559 พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จเป็นองค์ประธาน ที่โครงการกำลังใจ ร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ นำผู้ต้องขังชายที่เข้ารับการอบรมเศรษฐกิจพอเพียงตามโครงการกำลังใจในพระดำริฯ ในการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในเรือนจำของเรือนจำชั่วคราวดอยราง จ.เชียงราย เข้าศึกษาดูงานโครงการพัฒนาดอยตุง พื้นที่ 52 ไร่ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกลุ่มผู้ต้องขัง กลุ่มชาวเขา เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ตัวแทนมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง และผู้พ้นโทษที่ผ่านการพัฒนาทางเลือก

หนึ่งในผู้ต้องขัง มีนักโทษชาย ชื่อ “วีรภาพ กันแก้ว”

6 ปี 16 เดือน 15 วัน…

สิ้นคำตัดสิน น้ำตาท่วมในอกจนทะลักออกมาผ่านนัยน์ตา ความรู้สึกมึนชา เหมือนถูกจับโยนหมุนเคว้งกลางอากาศ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฤทธิ์ของยาบ้าที่ยังหลงเหลืออยู่ในประสาทหรือไม่ แต่เขาก็ไม่อยากได้คำตอบใดๆ อีกแล้ว เพราะทั้งหูทั้งตาอื้ออึงไปหมด

ทว่า เสียงเดียวที่ได้ยินชัดคนเดียว คือเสียงสะอื้น เพราะความรู้สึก “ไม่อยากเข้าคุก”

“กินไม่อิ่ม นอนไม่อุ่น หน้าหนาวหนาวจัด หน้าร้อนร้อนมาก” วีรภาพเปิดใจถึงความทรงจำที่อยู่ในเรือนจำ

เรือนจำกลางเชียงราย คือทัณฑสถานที่ วีรภาพ กันแก้ว ต้องเข้าอยู่

ภาพวันแรกที่เดินเข้าไปในคุกยังฝังใจ “ที่นอนแออัด น้ำใช้ต้องแย่งกัน คนเยอะ มีอย่างเดียวที่เป็นของเรา คืออากาศหายใจ อย่างจะลุกเข้าห้องน้ำกลับมาไม่มีที่นอนแล้ว

ช่วงแรกผมนอนหลับเพราะมีฤทธิ์ยาบ้าอยู่ พอผ่านมาสักอาทิตย์เริ่มคิดว่า จะอยู่ได้ไหม เราต้องตายแน่ ถามคนอื่นในคุกคดีอย่างเรากี่ปี ความเครียดเกิดขึ้น คิดอยากฆ่าตัวตาย เพราะกลัว ถ้าติดนานออกไปตอนอายุ 50 จะไปทำอะไร ความคิดตอนนั้นไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับการอภัยโทษเลย”

“ผมไม่เห็นพระจันทร์”

บทเรียนหลังกำแพงสูงตระหง่าน ทำให้วีรภาพตระหนักได้ว่า ความรักจากครอบครัวสำคัญยิ่งนัก “เพื่อนบางคนไม่มีใครมาเยี่ยมเลย บางคนไม่มีญาติ บางคนมีแต่ก็อายที่ลูกที่น้องติดคุกไม่มาหาตัดขาด ผมโชคดีที่มีแม่ ผมทำให้แม่อายคนในหมู่บ้าน ผมเสียใจมาก แต่แม่ก็มาเยี่ยมตลอด เอาเงินให้ผมใช้

กินไม่อิ่ม ถ้าไม่ญาติเอาของกินมาฝาก ไม่มีเงินซื้อจากร้านข้างในก็ลำบาก แต่ผมมีแม่กับพี่สาวให้เงิน 5,000 บาททุกเดือน ติดคุกแล้วยังลำบากเขาหาเงินให้ใช้อีก ตอนผมอยู่ข้างนอกยังไม่เคยให้เขาขนาดนี้เลย

ในคุกมันไม่ได้โหดร้ายมาก ในหนังที่เราเห็นๆ กันมันก็มีจริง แต่ไม่เว่อร์ขนาดนั้น แต่ชีวิตในคุกมันต่างจากข้างนอกสิ้นเชิง ไม่มีอิสระ เพราะมีนักโทษเป็นพันคนเจ้าหน้าที่มีไม่กี่สิบ เขาจึงต้องมีกฎเข้มงวด

ช่วงแรกๆ ผมนับวันตลอดว่า ผ่านมากี่วันแล้ว จนหลังๆ ไม่นับแล้ว ยิ่งนับยิ่งทุกข์ทรมาน ก็เล่นกีฬา หาช่วยงาน ให้ถึงเย็นแล้วสว่างไปวันๆ หาอะไรทำ ไม่อยู่คนเดียว

2 ปีแรกผมไม่เห็นพระจันทร์ เพราะก่อน 6 โมงเย็น ทุกคนต้องขึ้นตึกนอน แต่หลังจากนั้นมาเป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ผมจึงได้เห็นพระจันทร์บ้าง”

มุมมืดของชีวิต

“ผมโดนล่อซื้อยา ตอนนั้นที่ตัวมี 20 เม็ด ไปค้นที่บ้านเจออีก 30 เม็ด เจอข้อหามียาเสพติดไว้ในครอบครองและจำหน่าย” วีรภาพค่อยๆ เล่าเรื่องราวในอดีต ที่เขาได้ก้าวผิดพลาด ทุกเหตุการณ์กลับมาแจ่มชัด ฉายซ้ำอีกครั้ง

“ตอนปี 2550 ผมขายเย็นตาโฟที่ตลาดโต้รุ่ง ได้ทุนจากพี่สาว ซื้อน้ำซอสมาจากกรุงเทพฯ อร่อยมาก แตกต่างจากที่มี ลูกค้าเยอะ แต่ภาระน้ำซอสแพงต้นทุนค่าขนส่งก็สูง ขายดีแต่ไม่คุ้ม

ตอนปี 2552 ก่อนนั้นเคยใช้ยามาบ้าง แต่เหตุการณ์ที่เข้าสู่วงจร มีเด็กเดินของติดเงินผมห้าร้อย เขาใช้มาเป็นยา 10 เม็ด ผมก็นำไปขายต่อ ได้กำไรก็เกิดความโลภ แล้วคนที่เราขายให้ก็มาขอซื้ออีก เราก็เลยไปเอามาขาย ก็ได้กำไรเท่าหนึ่ง ความเหนื่อยไม่มี ความกลัวตอนนั้นไม่คิด เพราะไม่เคยมีคดีอะไรติดตัว

ขายด้วย เสพด้วย สังคมเริ่มแคบลง เพื่อนน้อย เลิกกับแฟน เพราะยาบ้านี่แหละ แฟนรับไม่ได้ อารมณ์เราเปลี่ยน ชีวิตประจำวันเปลี่ยน ยาอยู่กับเราจาก 20 เม็ด เป็นร้อย เป็นสองร้อย ขายเยอะ หนักเข้าก็เสพเยอะ มีเงินเยอะก็ใช้เยอะ เราหลอน อารมณ์รุนแรง คิดอะไรทำเลย มีทะเลาะตบตีแฟนบ้าง ควบคุมตัวเองไม่ได้

ทิ้งร้านให้คนอื่นดู เราใช้ชีวิตไปวันๆ มีเงินก็ใช้หมดไป ไม่ได้มีบ้าน มีรถ ตอนขายเย็นตาโฟมีเงินให้แม่ ขายยาได้เยอะกว่าแต่ไม่มีเงินให้แม่ ตอนนั้นแม่รู้ร้องไห้ ขอให้เลิก แต่ผมไม่ได้สนใจอะไรเลย แม่ พี่สาวเสียน้ำตาหมด ผมไม่สนใจ ออกไปเช่าโรงแรมอยู่ จนผมถูกล่อซื้อ”

3 ปี 11 เดือน 20 วัน อิสระที่หายไป

“ผมเรียกเรือนจำว่า บ้านใหญ่ ความทรงจำดีๆ ไม่ค่อยมี แต่โชคดีที่บ้านใหญ่มีหลายแดน แดน 5 คือแดนแรก เป็นแดนปรับตัว แดน 3 ระหว่างยังไม่ตัดสิน แดน 2 เป็นนักโทษเด็ดขาด ผมโชคดีได้ช่วยงานอยู่แดนแรกจนถึง 3 ปีนิดๆ

ตอนนั้นช่วยเป็นพวกจัดเลี้ยง กองงานโรงเลี้ยง ตักแกง ตักข้าว คอยบริการพวกนักโทษ อยู่กองงานเกือบ 2 ปี ได้เปลี่ยนหน้าที่ไปเป็นผู้ช่วยงานของเจ้าหน้าที่ ช่วยดูแลนักโทษมาใหม่ ฝึกระเบียบแถว เป็นหูเป็นตาให้เจ้าหน้าที่ ไม่ใช่เราทำเองแต่ต้องได้รับคำสั่ง

พออยู่ไปเรื่อยๆ เริ่มปรับตัว ในเรือนจำมีเรียนธรรมะ ผมก็เอาตรงนั้นมาช่วยปลง ผมเรียนจบนักธรรมตรีในเรือนจำ อยู่มาวันหนึ่งมีหนังสือเวียนสมัครโครงการกำลังใจ เกณฑ์คัดนักโทษชั้นเยี่ยม ผมเข้าข่ายเลยลองสมัครมา ตอนนั้นคิดแค่ว่า อยากพ้นกำแพงสูงๆ”

วีรภาพเข้ารวมโครงการกำลังใจ ในปี 2558 เป็นรุ่นที่ 6 ณ เรือนจำชั่วคราวดอยราง จ.เชียงราย ซึ่งก่อนหน้านั้นเขาได้รับพระราชทานอภัยโทษ 2 ครั้ง เหลือจำนวนที่ต้องถูกจองจำเพียง 2 ปีกว่า

“กิจกรรมในดอยรางมีปลูกผัก เลี้ยงไก่ ปลูกข้าว ทำน้ำหมักอินทรีย์ ปั้นกระถาง มีหลายอย่างให้ทำ ความรู้สึกอิสระ ดีกว่าที่เก่า แม่มาเยี่ยมได้บ่อยขึ้น มันแตกต่างกันมาก อยู่บ้านใหญ่ เวลาญาติมาเยี่ยมมีกระจกกั้น แล้วยกหูโทรศัพท์คุยกัน เห็นแม่อยู่ข้างหน้าแต่สัมผัสไม่ได้ มันปวดร้าวนะครับ แล้วคุยได้ 15 นาที ต้องแยกกันแล้ว

แต่ที่ดอยรางนั่งกินข้าวด้วยกันได้ ผมได้กอดแม่ มันทำให้อบอุ่น ทำให้เรารู้สึกอยากมีชีวิตต่อไป เจ้าหน้าที่อนุญาตให้พาญาติไปดูแปลงผักที่เราปลูก สุขภาพจิตเราดีขึ้น แม่เราก็มีความสุขขึ้น หน้าตาไม่เครียด เหมือนตอนเราอยู่ข้างใน

ผมอยู่ดอยรางประมาณ 10 เดือน เพื่อนเหมือนกระจก แต่ละคนเล่าเรื่องราวให้กันฟัง มีคนที่แย่กว่าเรา บ้านไม่มี มีบ้านไม่มีไฟฟ้า บางคนไม่มีทางเลือก แต่เรามีทางเลือก มีโอกาส มีพี่สาวช่วยเหลือ แต่ยังเลือกทำผิด

ก็คิดได้ว่า ถ้าเราออกไปเรายังไม่เปลี่ยน ถ้าต้องกลับเข้ามาอีกต้องตายในคุกแน่ๆ คิดถึงคุก กำแพงสูงไม่อยากมาอีก ก็ตั้งใจเรียนรู้ต่างๆ รู้การใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง มันน่าจะปรับใช้อะไรได้บ้างถ้าออกไป ไปขายก๋วยเตี๋ยวได้ไหม ก็บอกกับกับพี่สาวว่าออกมาจะขายอีกนะ

แล้วผมได้เข้าเฝ้าพระองค์ภา เมื่อเดือน ก.ค. 2559 ผมขนลุกเลย เรามีบุญได้เข้าเฝ้า ได้ฟังสิ่งที่พระองค์พูด ผมเจ็บคอ พระองค์ท่านประทานลูกอมให้ก็เริ่มมีความคิด เราอยู่ตรงนี้จะทำประโยชน์อะไรให้ใครได้ไหม”

ระหว่างที่อยู่เรือนจำชั่วคราวดอยราง วีรภาพได้รับพระราชทานอภัยโทษอีกครั้ง

15 ต.ค. 2559 เขาได้รับอิสรภาพ

อ้อมกอดแม่ คือสิ่งแรกที่เขาปรารถนาและเขาได้สวมกอดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันแล้ว…

5 พ.ค. 2560

“กว่าจะเป็นก๋วยเตี๋ยวกำลังใจ

ร้านก๋วยเตี๋ยวกำลังใจเกิดขึ้นมาได้เพราะพระเมตตาในพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ที่ทรงรับฟังจากการที่ผมได้นำเสนอ ในการเข้าร่วมกิจกรรมของพระองค์ท่าน ณ โครงการพัฒนาดอยตุง เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2559 ผมกราบทูลพระองค์ท่านไปว่า เมื่อจบการอบรมในโครงการของพระองค์ท่านแล้ว ผมจะออกมาเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ

ในโครงการอบรมของพระองค์ท่าน ได้มีการนำเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และศาสตร์พระราชามาสอน ซึ่งทำให้ผมได้คิด ได้ไตร่ตรอง และวางแผนการใช้ชีวิตมากขึ้นกว่าเดิมมากๆ

เมื่อผมจบโครงการอบรมของพระองค์ท่าน ผมได้ออกมาทำตามที่กราบทูล ไว้ ซึ่งผมรู้สึกซาบซึ้งในพระองค์ท่านมาก ได้อ่านพระดำรัสท่าน ฟังสิ่งที่พระองค์ท่านรับสั่งให้กับผมและเพื่อนๆ ในวันดังกล่าวแล้ว ผมคิดว่าเป็นบุญของผม

ดังนั้น เมื่อผมอบรมเสร็จผมมาเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ ใน อ.แม่จัน และต่อมาผมได้รับพระเมตตาจากพระองค์ท่านอีกครั้ง โดยพระองค์ท่านได้ให้พระสหายคือ คุณปาล์ม และคุณแทน (เจ้าของก๋วยเตี๋ยวเรือพระนคร กรุงเทพฯ) มาให้คำแนะนำผมและช่วยเหลือผมในหลายๆ อย่าง

รวมทั้งได้รับการช่วยเหลือจากพี่โครงการกำลังใจด้วย โดยผมปวารณาตัวว่าจะทำตัวให้เป็นประโยชน์กับสังคม และรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ตลอดไป”

วีรภาพ กันแก้ว ได้กลั่นความคิดออกมาเป็นตัวอักษร แล้วได้ผนึกไว้ข้างผนังร้านก๋วยเตี๋ยวกำลังใจ ตามชื่อโครงการที่ได้ชุบชีวิต เปิดประตูให้เขาได้ค้นพบแสงสว่างที่จะนำพาชีวิตก้าวต่อไป นับจากหันหลังให้เรือนจำ ไปใช้ชีวิตเยี่ยงปุถุชนทั่วไป คำตีตราว่าเป็นนักโทษได้สิ้นสุดลงแล้ว

เขาได้ทำตามที่ตั้งเจตนาไว้ เปิดร้านเย็นตาโฟครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2559 ก่อนที่จะย้ายทำเล มาอยู่ตรงข้ามโรงพยาบาลแม่จัน จ.เชียงราย และได้ฤกษ์เปิดเมื่อวันที่ 5 พ.ค. โดยมีพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จมาเป็นองค์ประธานเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวกำลังใจ

“ผมรู้สึกปีติที่สุดในชีวิต จำได้ว่าชามที่สองพระองค์ทรงสั่งหมี่เหลืองเย็นตาโฟแห้ง ชามแรกผมจำไม่ได้ ผมตื่นเต้นมาก มือที่จับตะกร้อลวกเส้นสั่นไปหมด ผมยังคิดว่าผมฝันอยู่เลย แล้วพระองค์ยังประทานเงินให้ผมเป็นทุนอีก และยังให้พระสหายให้คำแนะนำผมเกี่ยวกับการจัดการร้าน เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มากในชีวิตผม”

ร้านก๋วยเตี๋ยวกำลังใจเปิดเวลา 07.00-15.00 น. หยุดวันอาทิตย์ วีรภาพเล่าว่า วันหนึ่งสามารถทำกำไรได้ประมาณ 1,000-2,000 บาท ลูกค้ามาพอเห็นป้ายที่ติดอยู่ในร้านว่ามี พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จมาร้านนี้และทราบว่าเขาเคยติดคุกมาก่อน หลายคนก็ให้กำลังใจ และแสดงความยินดีที่เขาสามารถกลับตัวกลับใจได้

วีรภาพภูมิใจกับสูตรเย็นตาโฟที่สามารถมัดใจลูกค้าให้กลับมาเป็นขาประจำได้ “ผมแกะสูตรจากข้างขวด ลองผิดลองถูก ทำทิ้งหลายรอบ ชิมกันเองจนได้รสชาติที่ใกล้เคียงกับตอนซื้อน้ำซอส แล้วก๋วยเตี๋ยวต้มยำน้ำใส ผมก็ใช้มะนาวสด ต้องเป็นมะนาวแป้นเท่านั้น เพราะมีกลิ่นหอมเตะจมูก บีบสดๆ ชามต่อชาม ถั่วแม่ก็ตื่นมาคั่วเอง พริกป่นก็ซื้อจากเจ้าที่ทำใหม่ตลอด ตอนนี้ก๋วยเตี๋ยวต้มยำน้ำใสขายได้วันละประมาณ 100 ชาม”

นับจากวันที่พ้นคุก เขาถามแม่กับพี่สาวว่า “อายไหมที่เขาติดคุก” หากแต่อ้อมกอดที่ให้กลับมาแทนเสียงก็เป็นคำตอบที่ทำให้เขาแช่มชื่นหัวใจ ประจวบกับเพื่อนบ้าน หรือลูกค้า ไม่มีใครเคยทำท่าทางรังเกียจที่เขาเคยต้องโทษมาก่อน สิ่งเหล่านี้ยิ่งเป็นกำลังใจให้เขามีพลังในการใช้ชีวิตให้อยู่ในครรลองที่ถูกที่ควร

“ผมเคยคิดผิดทำผิดมาแล้ว ก็ได้บทเรียนกับตัวเอง คนเราต้องเริ่มจากความคิดก่อน อย่าคิดไม่ดี อย่าอยากรวยทางลัด คนเราเหงื่อไม่ไหลได้ตังค์ไม่มีหรอก เราได้เงินสุจริตเราจะสบายใจ ไม่ได้ร่ำรวยแต่มีความสุข เริ่มมีขันติ ความพอเพียง ไม่มีความโลภ ตอนนี้ผมกลัวไม่ได้อยู่กับแม่ ความอยากไม่มีแล้ว

กำลังใจเป็นอะไรที่สำคัญมาก คนไม่เคยขาดอิสระ อาจจะไม่เห็นค่าคำนี้ ผมเพิ่งเข้าใจว่า ทำไมคนป่วยต้องการกำลังใจ ตอนอยู่ในคุกผมอยากเห็นแต่หน้าแม่ หน้าพี่สาว เพราะพวกเขาเป็นกำลังใจที่ช่วยให้เราอยากมีชีวิตอยู่ต่อ”

ตัวเลขที่วีรภาพจดจำได้แม่นยำ ประหนึ่งเป็นการย้ำเตือนสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต หากสักวันหนึ่ง ตัวเลขพวกนั้นเขาจะค่อยๆ ลืมมันไป ทว่าสิ่งที่เขาจะตระหนักเสมอ คือ “ตัวเลขของเวลา” ที่จะทำให้ทุกนาที ทุกวันมีคุณค่าทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น

 

งานอดิเรกจากความสนุก แถมพกด้วยรายได้เพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มิถุนายน 2560 เวลา 12:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/498085

งานอดิเรกจากความสนุก แถมพกด้วยรายได้เพิ่ม

โดย…บีเซลบับ ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

คงมีบางอย่างที่ทำให้ ชญาน์ทัต วงศ์มณี หรือทอฟฟี่ ลาออกจากตำแหน่งคอมมูนิเคชั่นไดเรกเตอร์ บริษัท โอกิลวี่พับลิค รีเลชั่นส์ ที่ทำมาถึง 7 ปี เพื่อมาตั้งต้นใหม่กับธุรกิจที่ต้องเริ่มจากศูนย์ อะไรบางอย่างนั้นเป็นแรงบันดาลใจแก่เขาและอาจเป็นแรงบันดาลใจแก่เรา อะไรบางอย่างที่เขาบอกว่าเป็นจุดเริ่มต้นของ “กราโนลา” มหาสนุก

“สิ่งหนึ่งที่เห็นคือคนทำงานอย่างพวกเรา งานยุ่งจนไม่ได้ดูแลสุขภาพ หลายคนได้เงินมาแต่สุดท้ายเอาไปจ่ายค่ารักษาพยาบาลแทน กว่าจะรู้ตัวก็สายไปแล้ว ผมคนหนึ่งล่ะที่รู้ซึ้งดี”

เดิมทอฟฟี่เป็นเด็กอ้วน น้ำหนักเกือบแตะ 100 กิโลกรัม วันหนึ่งเดินขึ้นบันไดบ้านแล้วเหนื่อยมาก รู้ว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนตัวเอง จากเดิมไม่ออกกำลังกายเลย ไม่กินอาหารสุขภาพ ก็เปลี่ยนตัวเองใหม่หมด กลายเป็นคนรักสุขภาพที่มีวินัย ครั้งหนึ่งเคยต้องเข้ารับการผ่าตัดหัวใจฉุกเฉิน หากฟื้นตัวอย่างรวดเร็วด้วยผลจากการเอาใจใส่เรื่องสุขภาพนั่นเอง

“ผมจึงตั้งใจว่าอยากจะใช้ชีวิตเพื่อทำให้คนอื่นมีสุขภาพดี อยากเป็นคนสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรอบตัวหันมาดูแลสุขภาพ”

การดูแลสุขภาพเหมือนการให้รางวัลตัวเองด้วยการเติมสิ่งดีๆ ให้ร่างกาย  เป็นสิ่งที่ทำแล้วมีความสุข ทอฟฟี่สนุกกับการดูแลสุขภาพจนอยากให้คนอื่นสนุกไปกับมันด้วย ทั้งหมดนำมาซึ่งแรงบันดาลใจ ต่อยอดจนกลายเป็นธุรกิจทำอาหารสุขภาพที่อร่อย ท้าทายคนกินให้ไม่เบื่อ

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ทอฟฟี่ก่อตั้งบริษัทชื่อ อีท แอนด์ อีโมชั่นส์ (Eat & Emotions) โรงงานตั้งอยู่ที่สวนหลวง ผลิตกราโนลาภายใต้แบรนด์  “โอเอ็มจี โอ๊ต มาย กอช!” (OMG Oat My Gosh!) เนรมิตธัญพืชที่ทุกคนเคยคิดว่าหน้าตาเหมือนอาหารนก ให้กลายเป็นงานป๊อปอาร์ต ชนิดว่าสาดไอเดียกันแบบไม่ยั้ง

ลบคำว่าน่าเบื่อออกไปจากอาหารสุขภาพ แล้วแทนที่ด้วยความคิดสร้างสรรค์บวกความอร่อย โอเอ็มจีให้ความสำคัญกับรสชาติ ผู้คิดค้นสูตรกราโนลาคือเชฟขนมหวานแถวหน้าของสหรัฐ ทอดด์-สรดิษ
มธุรตรัย ผู้ที่ครั้งหนึ่งทำงานอยู่ที่ Charlie Trotter’s 1 ใน 5 ร้านอาหารที่ดีที่สุดในสหรัฐ และร้าน More Cupcakes ที่ชิคาโก ระหว่างที่ทำงานอยู่ที่ร้าน More Cupcakes เป็นผู้สร้างสรรค์สุดยอดเมนู BLT Cupcake (Bacon, Lettuce & Tomato) ที่มีชื่อเสียงมาก

“เมนูนี้ โอปราห์ วินฟรีย์ ได้มาชิมและกลับไปเขียนชื่นชมในนิตยสาร O Magazine ปี 2010 ว่า เป็น 1 ใน 10 สิ่งที่โอปราห์ชื่นชอบที่สุดในปี 2010 โดยเขียนบรรยายว่านี่คือคัพเค้กที่คุณต้องกินให้ได้ก่อนตาย”

เมนูของโอ๊ต มาย กอช! น่าอร่อยแค่ไหนไปดูกันเลย

Skinny Sumo – ได้กลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่นจากชาเขียว เพิ่มความหวานมันด้วยไวท์ช็อกโกแลต แครนเบอร์รี่ โกจิเบอร์รี่ ตัดกับความกรอบของอัลมอนด์

Bitchy Bunny – ได้แรงบันดาลใจมาจากอเมริกันแครอตคัพเค้ก คอมฟอร์ทฟู้ดของคนสหรัฐ แครอตเป็นอาหารสุดโปรดของกระต่าย แต่กระต่ายแบบ OMG Oat My Gosh! เป็น Bitchy Bunny บวกด้วยลูกเกด เมล็ดฟักทอง และหอมกลิ่นเครื่องเทศแบบแครอตคัพเค้กด้วย

Dude’s Daydream – หอมกลิ่นลาเวนเดอร์ชวนฝัน นำดอกไม้มาอยู่ในกราโนลาได้อย่างลงตัว ลาเวนเดอร์เป็นดอกไม้ที่ช่วยให้หลับสบาย เจริญอาหาร ผ่อนคลาย ได้ความหวานกลมกล่อมจากน้ำผึ้งด้วย

Nutty Honeymoon – Salted Honey Almond เปลี่ยนกราโนลาที่เคยหวานด้วยคาราเมล ให้กลายเป็น Salted Caramel แทน และถมด้วยสารพัดถั่วเปลือกแข็งสำหรับคนชอบเคี้ยว

กลุ่มเป้าหมายคือทุกคนที่รักสุขภาพ ส่วนการจัดจำหน่ายจะขายทางออนไลน์และวางจำหน่ายที่ร้านอาหารสุขภาพ บูทีคฟิตเนส รวมทั้งอีเวนต์ด้านสุขภาพต่างๆ คนรักสุขภาพเตรียมพบกราโนลามหาสนุก โอ๊ต มาย กอช! ได้เดือน ส.ค.นี้

 

มาตรฐานห้องสมุดสีเขียว ก้าวสำคัญของห้องสมุดไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มิถุนายน 2560 เวลา 11:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/498091

มาตรฐานห้องสมุดสีเขียว ก้าวสำคัญของห้องสมุดไทย

โดย…วรธาร

 

เมื่อพูดถึงห้องสมุดสีเขียว หรือ Green Library ต้องยอมรับว่ามีเสน่ห์ดึงดูดให้คนอยากเข้าไปใช้บริการ แต่ทุกวันนี้ยังมีจำนวนน้อยมาก หากเทียบกับจำนวนห้องสมุดที่มีอยู่ทั่วประเทศ ทว่า จากนี้ไปเชื่อว่าห้องสมุดสีเขียวน่าจะเพิ่มขึ้นทุกปี เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีการจัดทำมาตรฐานและเกณฑ์การพัฒนาห้องสมุดสีเขียว รวมทั้งได้กำหนดแนวทางการตรวจประเมินห้องสมุดสีเขียว เพื่อให้เป็นแนวทางการพัฒนาและเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงานเรียบร้อยแล้ว

การตรวจประเมินห้องสมุดสีเขียวครั้งแรก และได้ห้องสมุดสีเขียวต้นแบบ 1 แห่ง คือ สำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) รวมทั้งห้องสมุดสีเขียวนำร่องอีก 10 แห่ง รวม 11 แห่ง ประกอบด้วย สำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยขอนแก่น สำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยแม่โจ้ สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ศูนย์บรรณสารสนเทศ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ศูนย์บรรณสารและสื่อการศึกษา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ศูนย์สารสนเทศสิ่งแวดล้อม กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม หอสมุดป๋วย อึ๊งภากรณ์ หอสมุดแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล หอสมุดธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และโรงเรียนสา จ.น่าน

8 มาตรฐานห้องสมุดสีเขียว

มาตรฐานห้องสมุดสีเขียวฉบับแรกของประเทศไทยนี้ สำนักหอสมุด มก. ได้ร่วมกับเครือข่ายห้องสมุดสีเขียว 39 แห่ง และหน่วยงานที่ปรึกษาเครือข่ายห้องสมุดสีเขียว ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงพลังงาน องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกันจัดทำขึ้นโดยมีสำนักหอสมุด มก. ทำหน้าที่เป็นเลขานุการ

ดร.อารีย์ ธัญกิจจานุกิจ ผู้อำนวยการสำนักหอสมุด มก. เล่าถึงการจัดทำมาตรฐานขึ้นมาว่า เพื่อให้เป็นเครื่องชี้วัดว่าห้องแบบไหน ทำอย่างไร และมีอะไรบ้าง จึงจะเรียกว่าเป็นห้องสมุดสีเขียว โดยได้ร่วมจัดทำขึ้นเมื่อปี 2558 เพื่อต้องการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุครบ 60 พรรษา เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ และทรงเป็นต้นแบบในเรื่องการอ่าน โดยมีการประกาศใช้เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2558 อันเป็นเดือนพระราชสมภพของพระองค์ (2 เม.ย.)

เกี่ยวกับมาตรฐานห้องสมุุดสีเขียว ดร.อารีย์ กล่าวว่า มีอยู่ 8 หมวด หมวดแรกคือ หมวดทั่วไป เป็นเรื่องนโยบาย วิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนห้องสมุดอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม หมวดที่ 2 โครงสร้างพื้นฐานด้านกายภาพและเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น เรื่องอาคาร ระบบปรับอากาศ ระบบไฟฟ้าประหยัดพลังงาน สภาพแวดล้อมและการนำเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเข้ามาใช้ หมวดที่ 3 เกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรและพลังงาน เช่น การประหยัดการใช้ทรัพยากร ลดการใช้พลังงาน เป็นต้น

“หมวดที่ 4 การจัดการของเสียและมลพิษ เช่น การคัดแยกขยะ การจัดการน้ำเสีย มลพิษที่เกิดจากกลิ่น ฝุ่นเชื้อราที่เกิดจากหนังสือ มลพิษทางเสียง เช่น เสียงดังรบกวนคนอื่น หมวดที่ 5 การบริหารจัดการและการให้บริการห้องสมุดเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม ห้องสมุดต้องมีทรัพยากรสารสนเทศ เช่น หนังสือ วารสาร ข้อมูลความรู้ต่างๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องพลังงานและสิ่งแวดล้อมคิดเป็นปริมาณ 5% ของทรัพยากรสารสนเทศทั้งหมด ต้องมีกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้พลังงานและสิ่งแวดล้อมให้กับผู้ใช้บริการ”

ผู้อำนวยการสำนักหอสมุด มก. กล่าวต่อว่า หมวดที่ 6 เป็นบทบาทของบุคลากรห้องสมุดและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้แก่ บุคคลในหน่วยงานไล่มาตั้งแต่ผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน รวมถึงบุคลากรที่เกี่ยวข้อง อาทิ แม่บ้าน รปภ. ร้านค้าที่มาเปิดในและบริเวณห้องสมุด เช่น ร้านถ่ายเอกสาร ต้องไม่ปล่อยฝุ่นหมึกกระจายออกมา ร้านขายกาแฟต้องให้ความร่วมมืออนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมไม่ทำให้เกิดน้ำเสีย ส่วนหมวดที่ 7 เป็นเรื่องของความร่วมมือเครือข่ายห้องสมุดที่สามารถแลกเปลี่ยนทรัพยากร จัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และทำงานร่วมกันในลักษณะเครือข่ายความร่วมมือเพื่อจะได้ขับเคลื่อนห้องสมุดอย่างมีพลัง

“หมวดสุดท้ายเป็นเรื่องการประเมินคุณภาพ ซึ่งการประเมินจะตรวจวัดใน 8 หมวดที่กล่าวมาทำอะไรบ้าง อย่างพลังงานก็ตรวจวัดค่าประสิทธิภาพการใช้พลังงาน หรือดูของเสีย เช่น ตรวจวัดการลดปริมาณขยะ ตรวจวัดคุณภาพน้ำเสีย มีการทำคาร์บอนฟุตพรินต์ในการตรวจวัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกว่ามีการปล่อยไปจากการให้บริการ หรือการจัดกิจกรรมของห้องสมุดเท่าไหร่ เราจะมีตัวชี้วัดหลักๆ 4-5 ตัว ที่ต้องมีการตรวจวัดและมีการประเมินด้วยตามเกณฑ์ที่มาตรฐานกำหนดไว้ทั้งหมด” ดร.อารีย์ ให้ข้อมูลมาตรฐานห้องสมุดสีเขียว

ต้นแบบห้องสมุดสีเขียว

สำนักหอสมุด มก. ถือเป็นห้องสมุดสีเขียวต้นแบบที่ได้รับการตรวจประเมินห้องสมุดสีเขียวเป็นที่แรก และผ่านการตรวจประเมินด้วย ดร.อารีย์ ในฐานะผู้อำนวยการ กล่าวว่า สำนักหอสมุด มก. ได้กำหนดวิสัยทัศน์ชัดเจนในการเป็นคลังความรู้ของมหาวิทยาลัย เป็นห้องสมุดดิจิทัลด้านการเกษตรของประเทศ และเป็นห้องสมุดสีเขียวที่มุ่งเน้นการสร้างสรรค์สภาพแวดล้อม เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องการประหยัดพลังงาน และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่ปี 2553 ตามนโยบาย Green University ของ มก.

“เราสามารถบริหารจัดการและให้บริการตามข้อกำหนดมาตรฐานทั้ง 8 หมวดได้อย่างสมบูรณ์ มีการจัดการโลจิสติกส์และพื้นที่จัดเก็บหนังสือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน พัฒนาการให้บริการบนเส้นทางสีเขียวจนก้าวสู่การเป็น Eco-Library และเป็นห้องสมุดคาร์บอนนิวทรัลแห่งแรกของประเทศ เป็นต้นแบบห้องสมุดสีเขียวที่มุ่งเน้นการพัฒนา Green Service, Green Management, Green Environment และ Green Heart นอกจากนี้ยังเป็นผู้พัฒนาเครือข่ายความร่วมมือห้องสมุดสีเขียวเครือข่ายแรกของประเทศ เพื่อร่วมกันจุดประกายความคิดและสร้างความตระหนักรู้เรื่องการให้บริการห้องสมุดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม”

ห้องสมุดสีขียวนำร่อง

รุจเรขา วิทยาวุฑฒิกุล ผู้อำนวยการหอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหิดลเป็นมหาวิทยาลัยเชิงนิเวศ หรืออีโคยูนิเวอร์ซิตี้อยู่แล้ว ในฐานะห้องสมุดมหาวิทยาลัยก็ต้องสนองนโยบายของมหาวิทยาลัยด้วย ขณะเดียวกันในฐานะเป็นเครือข่ายสมาชิกห้องสมุดสีเขียว ก็ได้พยายามทำตามนโยบายของทั้งสองแห่ง ซึ่งลักษณะของเกณฑ์ค่อนข้างคล้ายคลึงกัน

“หอสมุดให้บริการในรูปแบบหนังสือที่เป็นเล่มและอิเล็กทรอนิกส์มากมาย ทั้งภาษาไทยและอังกฤษเพื่อส่งเสริมให้ผู้ใช้บริการได้รับความรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม นี่คือความโดดเด่นของเรา นอกจากห้องสมุดต้องประหยัดพลังงานในตัวแล้ว ต้องเป็นแหล่งให้ความรู้เรื่องพลังงานและสิ่งแวดล้อมแก่ผู้ใช้บริการด้วย เราจึงต้องหาทรัพยากรสารสนเทศ และจัดกิจกรรมเพื่อให้นักศึกษาและประชาชนทั่วไปมีความเข้าใจในเรื่องกรีน การอนุรักษ์พลังงาน และลดโลกร้อน

นี่คือแพตเทิร์นของห้องสมุดที่เราต้องช่วยสังคมในเรื่องนี้ ซึ่งสิ่งที่เราทำเยอะมาก แต่ที่เราภูมิใจคือการบริจาคครุภัณฑ์เก่า เช่น โต๊ะ เก้าอี้ หนังสือเก่า ชั้นวาง รวมมูลค่า 2 ล้านบาท ให้กับชุมชนรอบมหาวิทยาลัย โดยมีศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษกเป็นผู้รับมอบ และนำไปดำเนินการซ่อมแซมใหม่ก่อนมอบให้ห้องสมุดต่างๆ”

ขณะที่ สุภาพร ชัยธัมมะปกรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์บรรณสารสนเทศ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ กล่าวว่า เนื่องจากมหาวิทยาลัยมีนโยบายประหยัดพลังงานอยู่แล้ว และออกมาตรการประหยัดพลังงานต่างๆ ออกมามากมาย ดังนั้นห้องสมุดมหาวิทยาลัยจึงต้องทำให้โดดเด่นขึ้น โดยตึกศูนย์บรรณสารสนเทศเป็นอาคารประหยัดพลังงาน เปลี่ยนหลอดแอลอีดีหมด และทำโซลาร์เซลล์ไว้บนดาดฟ้า มีการทำกิจกรรมลดปริมาณการใช้ไฟฟ้า น้ำ ทรัพยากรต่างๆ และการคัดแยกขยะ ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากบุคลากรภายใต้แนวทางร่วมมือ ร่วมใจ ประหยัดน้ำ ประหยัดไฟ ใส่ใจสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างดี

“ความโดดเด่นหนึ่งที่เราอยากบอกคือ เราใช้ระบบการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เราปรับเปลี่ยนห้องสัมมนากลุ่มที่มีการใช้งานเยอะมากทุกวันเดิมในห้องเราใช้ไวท์บอร์ดเขียนซึ่งไม่เป็นมิตรกับ
สิ่งแวดล้อม ก็เปลี่ยนมาใช้ผนังห้องทั้ง 4 ด้านแทนไวท์บอร์ด ด้วยการทาสีที่เป็นโน้ตแอนด์คลีน (Note & Clean) ซึ่งเป็นนวัตกรรมสีที่ลบออกง่ายๆ ด้วยผ้าธรรมดา”

ด้าน ผศ.ดร.ศิวนาถ นันทพิชัย ผู้อำนวยการศูนย์บรรณสารและสื่อการศึกษา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ กล่าวว่า เป้าหมายที่สำคัญของเราคือเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่มีบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ เอื้อต่อการศึกษาค้นคว้า การแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องพลังงานและสิ่งแวดล้อมของอาจารย์และนักศึกษา รวมทั้งเป็นเครือข่ายการเรียนรู้ของชุมชน

“ปัจจุบันเราเป็นห้องสมุดสีเขียวนำร่องที่กำลังขยายผลไปสู่โรงเรียนต่างๆ 30 โรงเรียน ใน จ.นครศรีธรรมราช ด้วยการเชิญโรงเรียนเหล่านั้น ให้ความรู้ว่าต้องทำอะไรอย่างไรบ้าง จึงจะเป็นห้องสมุดสีเขียว โดยเราจะคอยเป็นพี่เลี้ยง”

เพิ่มห้องสมุดสีเขียวทุกปี

ดร.อารีย์ ธัญกิจจานุกิจ กล่าวว่า เครือข่ายห้องสมุดสีเขียวปัจจุบันมี 39 แห่ง ผ่านการตรวจประเมินแล้วเป็นห้องสมุดนำร่อง 10 แห่ง และต้นแบบ 1 แห่ง เหลืออีก 28 แห่งที่ยังไม่ผ่านการตรวจประเมิน แต่เชื่อว่าจะมีห้องสมุดเข้ามาอยู่ในเครือข่ายมากขึ้น เนื่องจากวันที่ 9 มิ.ย. จะมีการจัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการเตรียมตัวเข้าสู่การเป็นห้องสมุดสีเขียว มีหลายห้องสมุดจะมาลงนามเพิ่มเติม

“การลงนามเพิ่มเติมนั้นมีทุกปี ส่วนการที่จะเข้ามาตรวจประเมินในการเป็นห้องสมุดสีเขียวนั้นไม่จำเป็นต้องเข้ามาอยู่ในเครือข่ายความร่วมมือก็ได้ ถ้าอยากตรวจประเมินว่าห้องสมุดของตนเขียวหรือยัง ก็แจ้งความจำนงมาได้ สมาคมมีทีมกรรมการไปตรวจประเมินให้ แต่ถ้าใครอยากเข้ามาในเครือข่ายก็เป็นเรื่องดี ก็แบ่งปันความรู้ มีการจัดกิจกรรม สัมมนาประจำปี ร่วมกันและขับเคลื่อนห้องสมุดสีเขียวไปด้วยกัน”

 

เคล็ดไม่ลับ ผ่อนบ้านให้หมด(หนี้) ภายในสิบปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มิถุนายน 2560 เวลา 11:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/498092

เคล็ดไม่ลับ ผ่อนบ้านให้หมด(หนี้) ภายในสิบปี

โดย…ราตรีแต่ง

ไม่ต้องรอให้มีเงินก้อนใหญ่ก่อน ถึงจะลงทุนกับการมีสินทรัพย์ซื้อบ้าน หรือคอนโดมิเนียมราคาพอสมฐานะได้ เพราะเพียงแค่มีรายได้ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ มีอาชีพการงานที่มั่นคง หรือมีประวัติการชำระหนี้ที่ผ่านมาดี ก็มีโอกาสได้รับพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ ก็สามารถขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินมาเพื่อซื้อบ้านหรือคอนโดได้แล้ว

แต่ผลที่ตามมาจากการขอสินเชื่อก็คือ กู้บ้านการจ่ายดอกเบี้ยนั้นมากกว่าราคาบ้าน หรือห้องชุดที่ซื้อมาด้วยซ้ำ ยกตัวอย่าง ซื้อบ้านราคา 2 ล้านบาท กู้เงินธนาคารระยะเวลา 30 ปี ดอกเบี้ยเฉลี่ย 7.50% ต่อปี ผ่อนเดือนละ 1.4 หมื่นบาท ถ้าผ่อนแบบนี้ไปตลอดจนครบ 30 ปี ด้วยราคาดอกเบี้ยรวมเงินที่ผ่อนไปทั้งหมดจะกลายเป็น 5 ล้านบาทโดยฉับพลันทันที แต่ถ้าเพิ่มเงินงวดไปอีกเดือนละแค่ 2,000 บาท จะผ่อนหมดเร็วขึ้นถึง 10 ปี และจะทำให้เงินค่างวดลดลงกว่า 1 ล้านบาท เห็นได้ชัดๆ ว่าดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในการกู้ซื้อบ้าน 1 หลัง เทียบได้กับราคารถยนต์ 1 คัน หรือสามารถซื้อบ้านหลังที่สองได้อีกหลังหนึ่งเลยทีเดียว

คนทั่วไปจึงต้องใช้เวลา 25-30 ปี ในการสร้างสินทรัพย์เพียงแค่บ้านหลังเดียว ซึ่งจะดีกว่าไหมถ้าเราใช้ความมีวินัยทางการเงิน และเคล็ดลับ ซึ่งก็ไม่ได้ยากเกินความอดทนในการผ่อน เพื่อบ้านหลังที่เรารักหมดหนี้หมดสินได้ในเร็ววัน เริ่มกันเลยข้อแรก

ชำระเกินทุกงวด โปะเพิ่มปีละครั้ง

การโปะหนี้บ้านนั้นช่วยให้ผ่อนบ้านหมดเร็วขึ้น และเสียดอกเบี้ยทั้งหมดลดลงได้จริง โดยวิธีเพิ่มเงินงวดหรือข่ายผ่อนต่อเดือนให้มากขึ้น เพียงแค่เพิ่มอีก 10% จากที่จ่ายเงินงวดเดิม ก็ช่วยให้ผ่อนคอนโดได้เร็วขึ้นแล้ว เช่น ปกติจ่ายเงินงวดเดือนละ 1 หมื่นบาท ให้เพิ่มอีกเดือนละ 1,000 บาท เป็นการเพิ่มด้วยจำนวนเงินน้อยๆ อาจจะเป็นการชำระเกินทุกงวด

ข้อแรกก็หมูๆ แล้วนะ ไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถกันเลย การชำระเกินทุกงวดนั้นเหมาะสมกับคนที่มีรายได้และรายจ่ายค่อนข้างคงที่ ทำให้สามารถวางแผนการเงินล่วงหน้าได้ค่อนข้างแม่นยำ

หรืออีกวิธีจะเป็นการชำระเกินด้วยจำนวนเงินมากๆ เพียงก้อนเดียว ด้วยการโปะเพิ่มปีละครั้ง ก็สามารถทำได้เช่นกันผ่อนค่างวดเพิ่มอีก 1 เดือน ปกติเราจ่ายค่างวด 10 เดือน ให้เพิ่มอีก 1 เดือน เป็น 13 เดือน โดยอีก 1 เดือนที่จ่ายเพิ่มนั้น เราจะไปทบในเดือนไหนก็ได้ เมื่อโอกาสรับเงินก้อนใหญ่ประจำปีมาถึง เช่น เงินโบนัส ได้รับค่าจ้างพิเศษหรือค่าคอมมิชชั่น ถ้ารีบนำมาโปะยอดหนี้ก็จะก้าวไปสู่ความมีอิสรภาพการเป็นลูกหนี้ธนาคารได้ในเร็ววัน

ขอปรับลดอัตราดอกเบี้ยกับเจ้าหนี้

ก่อนกู้เงินซื้อบ้านควรศึกษาให้เข้าใจว่า หลังจากหมดโปรโมชั่นดอกเบี้ยราคาถูกในปีแรกๆ แล้ว ดอกเบี้ยเงินกู้จะถูกปรับเพิ่มขึ้น ลูกหนี้ส่วนใหญ่จะเลือกรีไฟแนนซ์ไปธนาคารอื่น ที่ให้ดอกเบี้ยเงินกู้ถูกกว่า แต่ต้องรอให้ครบ 3 ปี ถึงจะรีไฟแนนซ์ได้ แต่การรีไฟแนนซ์จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมา ซึ่งอาจจะไม่คุ้มกับดอกเบี้ยที่ลดลงไป ดังนั้นผู้กู้สามารถติดต่อขอลดดอกเบี้ยกับธนาคารเดิมได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของธนาคารด้วย เพราะบางธนาคารไม่ให้ลูกค้าจากธนาคารเดิมมาขอลดดอกเบี้ยเงินกู้

การรีไฟแนนซ์วิธีนี้จะช่วยให้ผ่อนบ้านหมดเร็วขึ้น แต่จะรีไฟแนนซ์ได้ก็ต่อเมื่อครบ 3 หรือ 5 ปี แล้วแต่เงื่อนไข แต่สิ่งที่จะตามมาจากการรีไฟแนนซ์ก็คือ ค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าธรรมเนียมต่างๆ ศึกษากันไว้ก่อนตัดสินใจ เช่น 1.ค่าธรรมเนียมในการจำนอง (จ่ายกรมที่ดิน) 1% ของวงเงินกู้ใหม่ 2.ค่าอากรแสตมป์ 0.05% ของวงเงินกู้ใหม่ 3.ค่าประเมินหลักประกัน 2,700 บาท (ขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคาร)

โปะเงินก้อนใหญ่ไปเลย

เมื่อได้โบนัส เงินพิเศษ หรือเบี้ยขยัน ให้รีบนำมาโปะเพิ่มจากเงินค่างวด ทั้งนี้การจะเพิ่มเงินในการผ่อนค่างวด หรือจะทำด้วยวิธีไหนก็ตาม จะต้องมีการวางแผนที่ดี และไม่ทำให้แผนการเงินในชีวิตประจำวันเราเสียหายด้วย สำหรับเรื่องนี้ K-Expert ธนาคารกสิกรไทย ยกตัวอย่างไว้น่าสนใจทีเดียว คือกู้ซื้อบ้าน 3 ล้านบาท ถ้าผ่อน 20 ปี จะจ่ายดอกเบี้ยทั้งหมด 2.5 ล้านบาท สมมติเงินเดือนของเราอยู่ที่ 5 หมื่นบาท ได้รับโบนัส 3 เดือน เท่ากับ 1.5 แสนบาท ถ้าแบ่งมาโปะบ้าน 1 แสนบาท โดยโปะเมื่อผ่อนบ้านไปแล้ว 1 ปี และโปะเพียงครั้งเดียว คิดเป็นดอกเบี้ยที่ประหยัดได้ตลอดระยะเวลาที่เหลือเกือบ 3 แสนบาท และระยะเวลาผ่อนบ้านลดลงเกือบ 1.5 ปี จะเห็นได้ว่า โปะบ้านเพียงครั้งเดียวด้วยเงิน 1 แสนบาท ยังประหยัดดอกเบี้ยได้หลายแสน แล้วถ้าโปะบ้านทุกครั้งที่มีเงินก้อนหรือได้เงินโบนัส จะประหยัดดอกเบี้ยได้มากขนาดไหน

เมื่อพูดถึงการโปะบ้าน หลายคนอาจสงสัยว่า ถ้ามีเงินก้อนควรเอาไปโปะบ้านหรือเอาไปลงทุนดีกว่ากัน K-Expert ขอแนะนำอีกด้วยว่า ถ้าสามารถลงทุนได้ผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยบ้านที่จ่ายอยู่ ก็คุ้มที่จะนำเงินก้อนไปลงทุน แต่โดยทั่วไปดอกเบี้ยบ้านเฉลี่ยอยู่ที่ 6-7% ต่อปี ซึ่งการลงทุนที่สามารถให้ผลตอบแทนสูงกว่านี้ มักเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยง เช่น หุ้น โดยมีโอกาสขาดทุนที่สูงได้ ดังนั้นถ้าไม่มั่นใจเรื่องผลตอบแทนที่จะได้รับ การนำเงินก้อนไปโปะบ้านก็จะคุ้มค่ากว่า

ความสุขอย่างหนึ่งของคนที่เป็นหนี้จากการซื้อบ้าน ก็คือการได้เห็นยอดหนี้คงเหลือลดลง ความสามารถปลดหนี้ได้ก่อนกำหนดก็ถือว่าเป็นเรื่องน่าภาคภูมิใจในชีวิต เพราะแสดงถึงความอดทนและความมีวินัยในตัวเองอย่างสูงเลยทีเดียว

 

ส่องหนุ่มแวดวงเครื่องดื่ม แค่เก่งยังไม่พอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มิถุนายน 2560 เวลา 11:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/497924

ส่องหนุ่มแวดวงเครื่องดื่ม แค่เก่งยังไม่พอ

 

 

โดย…ภาดนุ

“หน้าตาดี มีชัยไปกว่าครึ่ง” คำพูดนี้ยังคงเป็นจริงเสมอ ยิ่งเมื่อนำไปบวกกับความสามารถที่คนคนนั้นมีด้วยนะ ก็จะยิ่งช่วยส่งเสริมให้อาชีพการงานของเขาไปได้สวยเชียวละ เหมือนอย่าง 3 หนุ่มหน้าตาดีในแวดวงเครื่องดื่มที่เราภูมิใจนำเสนอนี้ไง

เบส-อคพจน์ ธีรพงษกร วัย 28 ปี เจ้าของร้านบลูเวล มหาราช (Blue Whale Maharaj) ซอยเพ็ญพัฒน์ 1 (หลังวัดโพธิ์) นอกจากจะเป็นเจ้าของร้านและเชฟแล้ว เขายังรับหน้าที่เป็นบาริสต้าอีกด้วย

“ก่อนที่จะเปิดร้านร่วมกับเพื่อนรุ่นพี่ ผมเคยเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับสินค้ามาบ้าง และติด 1 ใน 50 หนุ่มโสดคลีโอ ปี 2016 นอกนั้นก็มีไปออกรายการทีวีบ้าง เร็วๆ นี้ก็อาจจะมีผลงานซีรี่ส์ให้ได้ชมกันด้วย ผมเปิดร้านอาหารสไตล์ฟิวชั่น พร้อมทั้งขายเบเกอรี่และเครื่องดื่มมาได้ 8 เดือนแล้ว

ตอนอยู่ที่ร้านนอกจากเป็นเชฟคิดเมนูและทำอาหารแล้ว ผมยังเป็นบาริสต้าไปด้วย โดยเริ่มสนใจในเรื่องกาแฟมาได้ 5 ปีแล้วตั้งแต่เรียนจบปริญญาตรี ซึ่งในช่วงนั้นการทำลาเต้อาร์ตกำลังเป็นที่นิยมมากๆ ผมจึงลงเรียนคอร์สพื้นฐานในการเป็นบาริสต้า ซึ่งจะสอนเรื่องการชงกาแฟชนิดต่างๆ การเลือกเมล็ดกาแฟให้เหมาะกับแต่ละเมนู และอื่นๆ”

เบสบอกว่า วันหนึ่งเมื่อเขามีโอกาสได้ไปเรียนภาษาที่ออสเตรเลีย เขาก็ได้ไปสมัครเป็นบาริสต้าในร้านกาแฟที่เจ้าของเป็นคนไทย ซึ่งที่ร้านก็จะเทรนพร้อมทั้งให้ความรู้เรื่องกาแฟไปด้วย เขาจึงฝึกฝนและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งอัพเดทความนิยมของบาริสต้าในระดับสากล เพื่อนำมาปรับใช้กับที่ร้านตัวเอง

“อย่างเมื่อก่อนคนอาจจะนิยมทำลาเต้อาร์ต แต่ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา จะหันมานิยมการทำกาแฟเอสเปรสโซ่ยังไงให้ดี เป็นต้น ซึ่งความชอบของคนจะค่อยๆ เปลี่ยนไปตามการนำเสนอของบาริสต้าดังๆ ระดับโลก แต่ผมจะหยิบสิ่งดีๆ มาปรับใช้กับที่ร้านตัวเองซะมากกว่า

การที่บาริสต้าหน้าตาดี บุคลิกดี ก็มีผลต่อกลุ่มลูกค้ามากเหมือนกัน ลูกค้าส่วนใหญ่ของผมจะเป็นคนวัยทำงานซึ่งชอบหาร้านอาหารหรือร้านกาแฟเก๋ๆ บรรยากาศดีๆ พนักงานหน้าตาดี ยิ้มแย้มแจ่มใส บริการดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการอยู่แล้ว ถ้าร้านไหนมีครบทุกอย่าง ผมว่าก็เป็นผลดีอย่างมาก”

เบสเสริมว่า โดยส่วนตัวเขาเองก็มีลูกค้าซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวสาวๆ ชาวเอเชียที่จะมีสมาชิกในกลุ่มตามมาชิมกาแฟจากบาริสต้าหน้าตาดีในเมืองไทย ถือเป็นกิจกรรมน่ารักๆ ของลูกค้า ซึ่งเขาคิดว่าเขาโชคดีมากๆ ที่ได้เป็นหนึ่งหนุ่มบาริสต้าที่แฟนคลับกลุ่มนี้คอยติดตาม ซึ่งนับว่าเป็นผลดีต่อธุรกิจของเขาเป็นอย่างมาก…ติดตามได้ที่ IG : bluewhalebkk และ IG : best_teera

มาที่หนุ่มวัย 27 ปี อัพ-พุทธภูมิ สหายสุข นักรินเบียร์ บาร์เทนเดอร์ และซูเปอร์ไวเซอร์ของร้านฮ็อบส์ (Hobs) สาขาซอยอารีย์สัมพันธ์ 11 บ้าง

“ผมเริ่มทำงานเป็นนักรินเบียร์และบาร์เทนเดอร์ เพราะสนใจในเรื่องเครื่องดื่มเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอมีรุ่นพี่ชวนมาทำงานผมจึงตอบตกลงทันที เมื่อเข้ามาทำงานที่นี่ก็จะมีบาร์เทนเดอร์รุ่นพี่ที่ร้านมาสอนชงค็อกเทลชนิดต่างๆ ให้ แต่ที่ร้านจะเน้นเรื่องเบียร์เป็นหลัก เพราะมีทั้งเบียร์สดและเบียร์คราฟท์หลากหลายแบรนด์ที่นำเข้ามาจากประเทศเบลเยียม ฉะนั้นผมจึงต้องคอยอัพเดทตัวเองให้มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องเบียร์อยู่ตลอดเวลา ว่าเบียร์ชนิดนี้ทำจากอะไร ผ่านกระบวนการผลิตแบบไหน หรือหมักบ่มอย่างไร เป็นต้น

สิ่งที่ท้าทายสำหรับอาชีพผมก็คือ การให้บริการลูกค้า เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่ของร้านจะเป็นผู้หญิง ในความคิดผมแล้ว การที่นักรินเบียร์หรือบาร์เทนเดอร์หน้าตาดีก็มีส่วนสำคัญที่ช่วยดึงดูดลูกค้า เพราะส่วนใหญ่แล้วลูกค้าจะดูทั้งบุคลิก หน้าตา และการให้บริการก่อนเลย โดยส่วนตัวผมแล้วจะเน้นไปที่การบริการลูกค้ามากกว่า ซึ่งผมก็จะแนะนำเครื่องดื่มใหม่ๆ ให้ลูกค้าอยู่เสมอ โดยดูว่าชนิดไหนเหมาะกับใคร สิ่งสำคัญคือต้องถามความต้องการ รวมทั้งสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าเป็นหลัก”

ด้วยความใฝ่รู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ทำให้เขาติด 1 ใน 3 คนสุดท้ายของนักรินเบียร์ผู้เข้าร่วมแข่งขันจากเวที “สเตลล่า อาร์ทัวส์ ไทยแลนด์ ดราฟท์ มาสเตอร์ส 2016” และได้เป็นตัวแทนจากประเทศไทยไปแข่งขันระดับเอเชียในเวที “สเตลล่า อาร์ทัวร์ รีเจียนนอล ดราฟท์ มาสเตอร์ส 2016” ที่ประเทศมาเลเซีย จนสามารถคว้ารางวัลยอดเยี่ยมประเภททีมมาครองได้…เอ้า! สาวๆ ตามไปให้กำลังใจกันได้ที่ร้านฮ็อบส์เลยจ้ะ

ปิดท้ายด้วยมิกโซโลจิสต์หนุ่มชาวญี่ปุ่นวัย 29 ปี ฮิเดยูกิ ไซโต เจ้าของร้านบรอนซ์ ลิควิด พาร์เลอร์ (Bronx Liquid Parlour) ซอยทองหล่อ 25

เจ้าตัวเล่าว่า เริ่มต้นอาชีพจากการทำงานในร้าน “โซโห เฮาส์” ซึ่งเป็นร้านชื่อดังในกรุงลอนดอน จากนั้นจึงต่อยอดไปสู่การเป็นมิกโซโลจิสต์ (ผู้คิดค้นสูตรค็อกเทล) จนสามารถเปิดร้านเหล้าของตัวเองที่เมืองไทยตามที่ได้ตั้งใจไว้

“แรงบันดาลใจที่ทำให้ผมก้าวมาเป็นมิกโซโลจิสต์ เกิดจากการที่ผมชอบดื่ม ทำให้ผมสนใจศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องค็อกเทลมาโดยตลอด เพราะทำแล้วมีความสุข ผมจึงค่อยๆ พัฒนาฝีมือของตัวเองมาเรื่อยๆ และเคยเข้าแข่งขันคิดค้นสูตรค็อกเทลมาแล้ว 2-3 ครั้งตอนอยู่ลอนดอน กระทั่งมีโอกาสได้ลงแข่งขันคิดค้นสูตรค็อกเทลอีกครั้งในงาน ‘บาคาร์ดี เลกาซี่ ค็อกเทล คอมเพททิชั่น 2015’ ที่กรุงเทพฯ จนติด 1 ใน 4 มิกโซโลจิสต์หน้าใหม่ของงานนี้ ต่อมาผมได้ลงแข่งขันในงาน ‘บาคาร์ดี เลกาซี่ ค็อกเทล คอมเพททิชั่น 2017 ไทยแลนด์ แกรนด์ ไฟนอล’ จนสามารถคว้ารางวัลที่ 1 มาได้สำเร็จ เลยทำให้มีคนรู้จักผมมากขึ้น

หลังจากนั้นผมได้สานต่อความฝันของตัวเอง ด้วยการเปิดร้านเหล้าขึ้นที่ย่านทองหล่อ ปัจจุบันก็เปิดมาได้ 8 เดือนแล้ว ซึ่งก็ได้รับฟีดแบ็กที่ดีมากๆ ลูกค้าส่วนใหญ่มีทั้งผู้หญิงและผู้ชายชาวไทยวัยทำงาน ชาวต่างชาติที่อยู่เมืองไทย รวมทั้งนักท่องเที่ยว ผมว่านอกจากหัวใจของการบริการ ความใส่ใจ ความตั้งใจ และความคิดสร้างสรรค์ในการทำค็อกเทลที่แปลกใหม่แล้ว บุคลิกภาพและหน้าตาของตัวมิกโซโลจิสต์เอง ก็มีส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า”

ล่าสุด ฮิเดยูกิ ติด 1 ใน 8 มิกโซโลจิสต์ จากจำนวนผู้เข้าแข่งขัน 38 คนทั่วโลก ในงาน “บาคาร์ดี เลกาซี่ โกลบอล ค็อกเทล คอมเพททิชั่น 2017” ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี จึงทำให้ชื่อเสียงของเขาเป็นที่รู้จักยิ่งขึ้นไปอีก

“หัวใจสำคัญของความสำเร็จในการแข่งขันที่ผ่านมา นอกจากการเตรียมความพร้อมในเรื่องส่วน ผสมของค็อกเทลและเรื่องราวที่ต้องพรีเซนต์แล้ว ยังต้องเตรียมตัวในเรื่องของบุคลิกภาพและความมั่นใจในการลงแข่งขันด้วย ผมคิดว่าไม่ว่าคุณจะทำอาชีพอะไร ถ้าคุณมีบุคลิกที่ดี มีหน้าตาที่ยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอ ก็ถือว่าเป็นผลดีกับอาชีพของคุณทั้งนั้น

สำหรับผมนอกจากบุคลิกที่ดีแล้ว สไตล์การตกแต่งร้าน รสชาติและความคิดสร้างสรรค์ของค็อกเทล รวมไปถึงบรรยากาศและเสียงเพลงที่เปิด ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีส่วนช่วยดึงดูดให้ลูกค้ามาใช้บริการที่ร้านทั้งนั้น เพราะหากลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่แปลกใหม่และรู้สึกประทับใจ ผมเชื่อว่าพวกเขาจะต้องกลับมาที่ร้านอีกแน่นอน”…ติดตามได้ที่ FB : Bronx Liquid Parlour