เปิดชีวิต จันดี รบชนะ ผู้เลี้ยงทารกกำพร้านาน 16 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2560 เวลา 07:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/499001

เปิดชีวิต จันดี รบชนะ ผู้เลี้ยงทารกกำพร้านาน 16 ปี

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

เมื่อโชคชะตาพาเธอไปเจอทารกในถุงขยะ ชีวิตที่เหลือทั้งหมดก็เปลี่ยนไป นี่อาจเป็นคำสรุปที่ไม่ลงรายละเอียดอะไรเลยของ จันดี รบชนะ หรือ ป้าจันดี วัยใกล้ 60 ปี ผู้มีเรื่องราวในแต่ละช่วงชีวิตที่ไม่คาดฝันแทบตลอดเวลา

ย้อนกลับไป 16 ปีก่อน วันที่ป้าจันดีพบ “น้องน้ำผึ้ง” เป็นครั้งแรก ที่จริงแล้วค่ำคืนนั้นจะดำเนินไปอย่างปกติ ถ้าเธอไม่แว่วเสียงเด็กร้องไห้ และพบทารกตัวน้อยในถุงขยะสีดำใบใหญ่ใน จ.อุทัยธานี

วินาทีที่เธออุ้มเด็กขึ้นมามองใบหน้า ป้าจันดีมีเพียงความคิดเดียวว่า “จะทำยังไงก็ได้ให้เด็กไม่ต้องตายอยู่ตรงนี้” เพราะสิ่งที่เธอเห็นในตัวเด็กน้อยนั้น ไม่ใช่เพียงทารกที่ถูกทอดทิ้ง แต่คือความน่าสงสารเวทนาของชีวิตๆ หนึ่งที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

“เราไม่รู้ว่าน้องถูกวางไว้ตรงนั้นกี่วันแล้ว แต่ภาพที่เราเห็นคือเรารับไม่ได้ บนตัวน้องมีมดขึ้น สะดือมีเลือดออก และเสียงร้องไห้ของน้องตอนนั้นมันเหมือนเสียงผี ทั้งน่ากลัว น่าสงสาร หาคำอธิบายไม่ได้”

ป้าจันดีเจอน้องน้ำผึ้งขณะเดินจากแคมป์ไปไซต์ก่อสร้างซึ่งคล้ายจะเป็นวันธรรมดาอีกวัน แต่การเจอเด็กทารกในวันนั้น ชีวิตของเธอก็ไม่มีวันไหนเป็นวันธรรมดาอีกเลย

“สรุปวันนั้นไม่ได้เดินไปทำงาน แต่เราอุ้มน้องกลับแคมป์ อาบน้ำ ล้างเนื้อล้างตัวให้ แล้วนั่งนิ่งตั้งสติตัวเองอยู่ครึ่งวัน เพราะเราไม่รู้ว่าต้องทำยังไงต่อ พอได้สติได้พาน้องไปคลินิกเด็ก ไปซื้อนม ซื้อเสื้อผ้า ทำแบบนี้อยู่ 5 วัน ซึ่งเราไม่รู้หรอกว่าใช่สิ่งที่ควรทำหรือเปล่า แต่มันเป็นสิ่งที่ต้องทำเท่านั้นเอง”

ด้วยสัญชาตญาณแห่งความเป็นแม่ ป้าจันดีจึงเรียกแทนตัวเองว่า “แม่” และตัดสินใจเดินทางไปแจ้งใบเกิดที่อำเภอ โดยเจ้าหน้าที่ไม่ได้ถามซักไซ้ถึงที่มาที่ไป และเธอเองก็ไม่ได้อธิบายถึงที่มาของน้องน้ำผึ้ง

ลูกไม่สบาย แม่ไม่มีเงิน

เพราะฐานะที่ยากจน เธอจำต้องหอบหิ้วน้องน้ำผึ้งในวัยแบเบาะเข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ แต่หนีไม่พ้นงานในไซต์ก่อสร้างอย่างที่เคยทำมา

จนกระทั่งเวลาได้ล่วงไปถึงเดือนที่ 5 ป้าจันดีเริ่มสังเกตเห็นอาการผิดปกติของลูกสาว เพราะลูกไม่มีทีท่าว่าจะคลาน หรือหัดพลิกตัวเหมือนเด็กคนอื่นๆ รวมถึงกินนมได้น้อยลง (จากที่น้อยอยู่แล้ว) สำลักบ่อย อาเจียนบ่อย มีไข้ ตัวร้อน จนสุดท้ายต้องนำน้องส่งโรงพยาบาลเด็ก

การรักษาได้ดำเนินไปถึง 2 เดือน โดยที่เธอ “ไม่ได้เห็นหน้าลูก” กระทั่งโรงพยาบาลติดต่อให้เธอเข้าไปชำระค่ารักษา แต่เธอสารภาพว่า “ไม่มีเงิน” การรักษาจึงจบลงตรงนั้น ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ป้าจันดีพาน้องน้ำผึ้งกลับบ้านพร้อมกับอาการเดิมที่เธอตั้งคำถามว่า “ทำไมลูกเหมือนกับจะตาย”

“เราคิดในใจบอกลูกว่า ถ้าหนูไม่หาย แม่จะพาหนูไปโรงพยาบาลรามาฯ” เธอกล่าวต่อ “ปรากฏว่าตื่นเช้ามาอาการลูกแย่มาก เราเลยตัดสินใจอุ้มลูกมาที่โรงพยาบาล ซึ่งพอดีกับลูกมีอาการชัก เรารีบเข้าไปบอกพยาบาลให้ช่วยรักษาลูก แล้วโชคดีมากที่พวกเขาให้ลูกเราแอดมิตเข้าโรงพยาบาล นอนรักษาอยู่ 2 เดือน ระหว่างนั้นเราไม่ได้บอกหมอว่า น้องไม่ใช่ลูกแท้ๆ จนกระทั่งน้องต้องผ่าตัดหน้าท้อง ถึงรู้ว่าน้องเป็นโรคพัฒนาการทางสติปัญญาช้า และมีปัญหาด้านการกลืนอาหาร ต้องให้อาหารผ่านหน้าท้อง ซึ่งหมอบอกว่าน้องจะมีชีวิตอยู่ได้แค่ 8 ปี พอรู้แบบนั้นเราไม่คิดแล้วว่าน้องเป็นคนอื่น แต่เขาเป็นลูกสาวที่เราต้องดูแลให้ดีที่สุดจนกว่าจะถึงวันสุดท้าย”

นอกจากนี้ ความทุกข์ใจของป้าจันดีไม่ได้มีแค่ความพะวงกับอาการป่วยของลูกสาว แต่ยังมีเรื่องยอดเงินค่ารักษาพยาบาลในแต่ละครั้ง ที่ลำพังคนหาเช้ากินค่ำก็แทบจะเลี้ยงสองชีวิตไม่ได้อยู่แล้ว ทว่าในโชคร้ายก็ยังมีโชคดี เพราะหน่วยงานสังคมสงเคราะห์ มูลนิธิรามาธิบดีฯ ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลลูกของเธอ ซึ่งมาจากน้ำใจของ “ผู้ให้” ที่บริจาคเงินช่วยเหลือผ่านมูลนิธิรามาธิบดี ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

เปิดใจ

ไม่รู้จะเรียกว่าสถานการณ์คลี่คลายได้หรือไม่ เพราะเมื่อป้าจันดีทราบว่าลูกสาวของตนป่วยเป็นอะไร เธอก็ยังต้องกลับไปทำงานในไซต์ก่อสร้าง โดยพาน้องน้ำผึ้งไปอยู่ที่ไซต์ด้วยทุกวันเพื่อไม่ให้คลาดสายตา ซึ่งการทำงานประเภทนี้ต้องย้ายที่ทำงานบ่อย แคมป์ที่พักก็ต้องย้ายตาม และค่าแรงที่ได้ตกวันละ 250 บาท ถือว่า “ลำบากมาก” สำหรับแม่ที่ต้องทำงานไปพร้อมกับการเลี้ยงลูกที่ร่างกายผิดปกติ

“กลับมาแคมป์ กินมาม่าวันละซอง” ป้าจันดีเปิดใจ “แต่การพาน้องไปเลี้ยงอยู่ในที่แบบนั้นมันไม่ใช่สภาพแวดล้อมที่ดี อาการชักเลยกลับมาบ่อย จนเราต้องพาน้องกลับไปโรงพยาบาลรามาฯ ซึ่งคราวนี้น้องอยู่ที่โรงพยาบาลนานเกือบ 2 ปี เพราะเราบอกหมอเลยว่า ขอฝากลูกไว้ที่นี่ได้ไหม เป็นห่วงลูก แต่ทุกวันเราจะกลับไปนอนกับลูกที่โรงพยาบาลทุกคืนไม่มีขาด ขอนอนหน้าตึกก็เอา เพราะตื่นเช้าขึ้นมาเราอยากเห็นหน้าลูกว่าเป็นยังไง”

ถามต่อว่า ป้าจันดีผ่านด่านทดสอบชีวิตเหล่านั้นมาได้อย่างไร “แน่นอนว่ามันเป็นชีวิตที่ลำบาก” เธอตอบ “แต่เมื่อเทียบกับคนอื่นที่ลำบากกว่าเรา เราจะมีกำลังใจเพิ่มอีกเยอะมาก มากเป็นเท่าตัว เราเห็นเลยว่ายังมีอีกหลายคนที่อดมากกว่าเรา บางคนไม่มีที่ทางทำมาหากิน แต่เราทำงานหนักก็จริงแต่ยังมีเงินพอใช้ ถ้าเรามองแบบนั้นจะมีกำลังใจขึ้นเยอะ ต่อให้มีลูกอีกสิบคนก็ยังไหว” เพิ่งได้ยินเสียงหัวเราะของเธอเป็นครั้งแรก

มรสุมลูกใหม่กับการตัดสินใจฆ่าตัวตาย

อย่างที่สุภาษิตไทยกล่าวไว้ เคราะห์ซ้ำกรรมซัด มันทำให้ชีวิตของป้าจันดีถูกซัดเข้าอย่างจัง เพราะช่วงปลายปี 2549 เธอทราบข่าวว่า แม่ของเธอป่วยเป็นอัมพฤกษ์กะทันหัน ซึ่งเธอตัดสินใจพาน้องน้ำผึ้งเดินทางกลับ จ.อุทัยธานี เพื่อดูแลแม่บังเกิดเกล้า

ในตอนนั้นภาระทุกอย่างตกอยู่ที่ป้าจันดีเพียงคนเดียว เธอเป็นทั้งที่พึ่งพิงให้แม่ที่ป่วยไข้และลูกสาวพิการที่ไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะเดินเองได้ และชะตากรรมก็ยังซ้ำเติมอย่างโหมกระหน่ำ เมื่อที่ดินที่เธออุตส่าห์เก็บเงินผ่อนมานับ 10 ปี กลับไม่ใช่เธอที่เป็นเจ้าของ กลายเป็นว่าจันดีและครอบครัวเปลี่ยนสภาพเป็นคนไร้บ้านเพียงชั่วข้ามคืน

“เคยน้อยใจในโชคชะตานะ คิดเลยแหละว่าทำไมชีวิตเราต้องมาเจออะไรแบบนี้ รู้ไหมว่า เราเคยคิดฆ่าตัวตาย ไม่ใช่แค่คิดหรอก แต่ทำแล้ว ตอนนั้นซื้อนมมาใส่ยาฆ่าหญ้าแล้วเตรียมแจกให้คนในบ้านกิน แต่วันนั้นเราเห็นข่าวในหลวง รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ไปทรงงานแล้วมีพระราชดำรัสว่า ในหลวงท่านไม่เหนื่อย แม้จะต้องดูแลลูกๆ และประชาชนของท่านทั้งประเทศไทยก็ตาม พอเห็นแบบนั้นเราเลยมีแรง มีกำลังใจมากๆ เพราะเราจะเหนื่อยได้ยังไง ท่านดูแลคนทั้งประเทศไทยยังไม่เหนื่อยเลย และหลังจากนั้นก็ไม่เคยคิดทำอะไรแบบนั้นอีกเลย กลับอยากมีชีวิตอยู่เพื่อดูแลลูกสาวและแม่ให้ดีที่สุด” ถึงตอนนี้ไม่ใช่แค่น้ำตาของป้าจันดีที่นองหน้า แต่รวมถึงคนฟังด้วย

ข่าวดีที่สุดในชีวิต

หลังจากไม่มีบ้าน ป้าจันดีก็ลุกขึ้นไปตระเวนขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานต่างๆ เป็นเวลาหลายเดือน จนในที่สุดเธอก็ได้รับข่าวดีที่สุดในชีวิต เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานที่ดินขนาด 57 ตารางวา เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน พลิกฟื้นชะตากรรมที่แร้นแค้นของเธอและครอบครัวให้เหมือนได้ชีวิตใหม่อีกครั้ง

“ชีวิตอย่าเป็นแต่ผู้รับ ถ้ามองมุมกลับจะต้องเป็นแต่ผู้ให้” ประโยคสั้นๆ ที่ป้าจันดีจดบันทึกไว้ในสมุดเก่าคร่ำคร่าของตน ราวกับแทนคำขอบคุณของทุกน้ำใจที่ทำให้วันนี้จันดีและครอบครัวมีบ้านหลังเล็กๆ และมีกินมีใช้จากสิ่งที่หาได้ในรั้วบ้าน

“อาชีพตอนนี้ คือ ดูแลลูกและแม่ และทำเกษตรพอเพียง เหลือจากกินก็ขาย โดยได้เริ่มจากสร้างแหล่งน้ำ ปลูกผัก ปลูกข้าวไร่ เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ และตอนนี้เพิ่งเลี้ยงกบ 4 สายพันธุ์ไว้ขาย เลี้ยงปลาดุกไว้กินเอง พูดง่ายๆ คือ เราทำบ้านให้เป็นตลาด ใครมาซื้ออะไรก็ขาย”

ถ้าขอพรได้ป้าจันดีอยากขออะไร “อยากให้น้องน้ำผึ้งหาย” เธอตอบทันใด “เราไม่อยากร่ำรวย ไม่อยากนอนห้องแอร์ แต่เราอยากให้ลูกเดินได้ อยากพูดกับเขา เพราะตอนนี้ถึงแม้น้องจะพูดไม่ได้ แต่เขาเข้าใจหมดว่าเราพูดอะไร และถ้าลูกเดินได้และแข็งแรงได้จริงๆ เราจะจับมือไปด้วยกัน สู้ไปด้วยกันไปจนกว่าคนใดคนหนึ่งจะหลับตาไป”

เหนือสิ่งอื่นใด ในตอนนี้ คือ ช่วงเวลาแห่งความสุขที่ทุกคนในครอบครัวได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ป้าจันดี รบชนะ ได้ฟันฝ่าอุปสรรคหลายด่านหลายคราจนชนะใจ ชนะความลำบาก ชนะความเหนื่อยล้า แม้ผลลัพธ์ของการสู้ชีวิตอาจต้องใช้เวลานาน เกือบทั้งชีวิตก็ตาม แต่หากไม่ยอมแพ้ ไม่หมดความหวัง จงเชื่อมั่นว่า สักวันต้องดีกว่าเดิม

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเป็น “ผู้ให้” เพื่อแบ่งปันโอกาสดีๆ แก่เพื่อนมนุษย์กับมูลนิธิรามาธิบดีฯ ด้วยการบริจาคเงินสมทบทุนได้ที่ บัญชีมูลนิธิรามาธิบดีฯ  ธนาคารไทยพาณิชย์ บัญชีกระแสรายวัน สาขารามาธิบดี เลขที่บัญชี  026-3-05216-3 หรือธนาคารกรุงเทพ บัญชีกระแสรายวัน สาขาศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์ (รพ.รามาธิบดี) เลขที่บัญชี 090-3-50015-5 หรือเข้าชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ramafoundation.or.th หรือ โทร. 02-201-1111

 

 

เคล็ดลับ ‘ความสุข’ ของคนมีลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มิถุนายน 2560 เวลา 13:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/498956

เคล็ดลับ ‘ความสุข’ ของคนมีลูก

โดย…ฤดูกาล ภาพ : จินุชนันท์ สุขสวัสดิ์

 ยกโขยงเที่ยวกันแบบครอบครัวใหญ่ นำทีมโดย มิ้ม-จินุชนันท์ สุขสวัสดิ์ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กรและธุรกิจสัมพันธ์ “เคทีซี” หญิงเก่งและแม่ของลูกทั้ง 3 คน ถิงถิง ซนซน และซันซัน ซึ่งกลายเป็นนักเดินทางตัวน้อยที่ได้เห็นโลกกว้างตั้งแต่อายุ 4 เดือน

เธอเล่าว่า เพราะเธอนั้นไม่อยากให้ลูกเรียนพิเศษวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่อยากให้ลูกท่องเที่ยวมากกว่า จึงเป็นที่มาของทริปหรรษาที่เธอและสามีได้พาลูกไปเปิดหูเปิดตาและเก็บเกี่ยวประสบการณ์นอกห้องเรียน

“ทุกคนจะถามว่าไม่เหนื่อยเหรอ คำตอบคือเหนื่อย แต่เราอยากให้ลูกได้ประสบการณ์มากกว่า”

เมื่อลูกยังเล็ก เธอต้องเตรียมตัวหลายอย่าง ทั้งกระเป๋านม กระเป๋ากางเกงผ้าอ้อมเด็ก เครื่องนึ่งขวดนม เสื้อผ้าเด็ก ตะกร้าใส่นมที่ชงไว้แล้วสำหรับระหว่างทาง ขวดน้ำร้อน ขวดนมเปล่า เป็นต้น

 “การพาลูกไปเที่ยวจะให้ประสบการณ์แก่พวกเขามาก ทำให้ลูกได้เรียนรู้ตัวเอง เรียนรู้ธรรมชาติ ซึ่งเราไม่ต้องจ่ายเงินค่าเรียนว่ายน้ำ แต่ลูกทั้งสามคนว่ายน้ำเป็นจากสระว่ายน้ำที่โรงแรม ดังนั้น ทุกครั้งเราจะเลือกโรงแรมที่ดีหน่อย หนึ่งคือ มีสระว่ายน้ำ ใกล้ทะเล มีคิดส์คลับ มีร้านอาหารในโรงแรม ซึ่งแม้ว่าจะจ่ายค่าโรงแรมแพงแต่ก็คุ้มมาก”

มิ้ม เล่าต่อถึงทริปเปิดประสบการณ์ลูกคือ ทริปนอนเต็นท์ริมเขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก ซึ่งนอกจากประสบการณ์นอนที่ไม่เหมือนเดิมแล้ว ลูกๆ ยังได้ช่วยกันกางเต็นท์เป็นครั้งแรก ได้นอนดูดาวเป็นครั้งแรก และได้เล่นน้ำเขื่อนเป็นครั้งแรก หรือทริปนั่งรถไฟไปเชียงใหม่ที่ผ่านมา ก็เป็นทริปที่สนุกสนานกันทั้งครอบครัว

“ลูกยังไม่เคยนั่งรถไฟกับเครื่องบิน เลยอยากให้ลูกได้ลองสักครั้ง จึงตัดสินใจจองตั๋วรถไฟไปเชียงใหม่แบบตู้นอน ซึ่งเรารู้เลยว่าลูกมีความสุข เขาวิ่งขึ้นวิ่งลงและไม่บ่นเลยตลอด 12 ชั่วโมง ซึ่งระหว่างทางเราก็จะเล่าเรื่องราวให้เขาฟังอย่างเรื่องอุโมงค์ขุนตานว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง ส่วนขากลับเราเลือกนั่งเครื่องบินให้ลูกได้สัมผัสครบทุกอย่าง ซึ่งเด็กๆ ตื่นเต้นมาก อยากนั่งริมหน้าต่างมองเมฆข้างนอก มันเป็นเวลา 1 ชั่วโมงกว่าที่ลูกแฮปปี้ และเป็นประสบการณ์ใหม่ที่หาไม่ได้จากห้องเรียนแน่นอน”

แม้ตอนนี้เธอจะไม่ต้องเตรียมสัมภาระสำหรับเด็กเล็กเหมือนแต่ก่อน แต่ต้องเจอกับเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างความซน ซึ่งเป็นธรรมชาติของเด็กวัยกำลังโต ดังนั้นการดูแลเขาไม่ให้คลาดสายตาจึงเป็นเรื่องจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ อย่างการเดินข้ามถนน หรือการเล่นน้ำในสระว่ายน้ำ ก็ไม่สามารถละเลยได้แม้แต่วินาทีเดียว

 เคล็ดลับการพาลูก 3 คนเที่ยวนั้น เธอจะให้ลูกใส่เสื้อสีเดียวกันเพื่อง่ายต่อการมองหา และเธอกับสามีต้องช่วยกันดูแลตลอดเวลาไม่ให้ลูกออกนอกสายตา

“การท่องเที่ยวช่วยให้ลูกมีพัฒนาการไว” มิ้ม กล่าวต่อถึงผลลัพธ์ของการท่องเที่ยว

“เพราะเวลาลูกเห็นอะไรจะมีคำถามต่อทุกอย่าง ซึ่งเราจะพยายามตอบในภาษาที่ลูกเข้าใจได้ง่าย จึงทำให้ลูกพูดเร็ว รู้จักตั้งคำถาม ช่างสังเกต กล้าแสดงออก มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ที่สำคัญคือ ครอบครัวของเราจะไม่เลี้ยงลูกด้วยไอแพดหรือมือถือจนลูกอายุ 10 ขวบ เพราะการเล่นแบบนั้นเป็นการสื่อสารทางเดียว ทำให้เด็กมีพัฒนาการช้า ซึ่งมิ้มกับพี่ป๊อปเองก็จะพยายามไม่เล่นมือถือในบ้านหรือต่อหน้าลูกๆ แต่เราจะใช้เวลาร่วมกัน ฟังว่าวันนี้ลูกๆ เจออะไรมาบ้าง และให้เขาเขียนเป็นไดอารี่

“เพราะเราเชื่อว่าการใช้เวลาร่วมกับลูก ไม่จำเป็นต้องไปเที่ยวก็ได้ แต่การให้เวลากับเขาที่บ้าน เช่น ตื่นเช้าขึ้นมาอาบน้ำให้ลูก แต่งตัวให้เขา พอกลับจากทำงานก็มาเล่นเกมด้วยกัน กอดเขาบ่อยๆ หอมเขาทุกวัน ก็จะสามารถสร้างช่วงเวลาที่ดี ซึ่งพ่อแม่จะทำแบบนี้กับเขาได้ไม่นานหรอก ดังนั้นต้องสร้างเวลาดีๆ ทุกวันและใกล้ชิดกับเขาก่อนลูกจะโต” เธอกล่าวทิ้งท้าย

นอกจากนี้ คุณแม่ลูกสามยังสนับสนุนให้ทุกครอบครัวมีลูก เพื่อที่จะได้รับรู้ถึงความสุขที่แท้จริงของคำว่า “ครอบครัว” อย่างที่เธอกำลังมีอยู่ในตอนนี้

 

แก๊งเพื่อนนักเดินทางใน ‘บันทึกคนขี้เที่ยว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มิถุนายน 2560 เวลา 13:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/498955

แก๊งเพื่อนนักเดินทางใน ‘บันทึกคนขี้เที่ยว’

โดย…รอนแรม  ภาพ : บันทึกคนขี้เที่ยว

 เมื่อการเดินทางไม่ใช่แค่การท่องเที่ยวแต่มันคือ ชีวิตเรา เป็นประโยคสั้นๆ แต่บรรยายถึงตัวตนของเพจเฟซบุ๊ก บันทึกคนขี้เที่ยว ได้ครบถ้วน

เพราะพวกเขาทั้งสามคน ฝน-สมฤดี นาคกลัด เอี๊ยะ-ชนันพัฒน์ คำนวนสิงห์ และรุจ-วิรุฬห์ บุญตรี เดินทางเป็นชีวิตจิตใจ และอยากแบ่งปันแรงบันดาลใจระหว่างทางแก่เพื่อนๆ คอเดียวกัน

“ลูกเพจคือเพื่อนของเรา” ฝนรับหน้าที่เป็นตัวแทนตอบคำถาม

“โดยเริ่มแรกได้สร้างเพจกับเอี๊ยะ เพราะเราเป็นเพื่อนกันมาเกือบ 10 ปี ชอบเดินทางด้วยกัน มีไลฟ์สไตล์คล้ายกัน เราเลยอยากแบ่งเป็นเรื่องราวที่เราไปให้เพื่อนๆ ได้รู้ ซึ่งความตั้งใจนี้ทำให้เรามองลูกเพจเป็นเพื่อน ถ้าทริปไหนเป็นงานเราจะคุยกับลูกค้าว่า ต้องมีของมาแจกลูกเพจนะ เพราะเราอยากให้เพื่อนไปอย่างที่เราไป รับรู้อย่างที่เรารู้สึก หรือเรื่องการทำสินค้ามาขาย เราตั้งใจว่าถ้าทำจริงๆ จะทำแจกลูกเพจ เพราะไม่อยากให้เขากลายเป็นลูกค้าหรืออย่างอื่นนอกจากเพื่อนของเรา”

ที่น่าแปลกใจอีกอย่างคือ ฝนและเพื่อนอีก 2 คนต่างมีงานประจำที่ต้องรับผิดชอบ ดังนั้นช่วงเวลาไปเที่ยวจึงมีเพียงวันหยุดเหมือนพนักงานทั่วไป แต่เพราะพวกเขาเลือกไปท่องเที่ยวเกือบทุกวันหยุดเพื่อพักผ่อนและหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ทำให้มีข้อมูลอัพเดทในเพจเฟซบุ๊กประหนึ่งเป็นนักเดินทางมืออาชีพ

 เธอยังกล่าวด้วยว่า การเดินทางเป็นสิ่งที่ทั้งสามคนหลงใหล อย่างตัวเธอเองจะมีกระดาษรูปแผนที่ประเทศไทยติดตัวไว้ เวลาไปไหนก็จะระบายสีให้จำได้ว่าเคยไป จนกระทั่งตอนนี้เหลือ 20 กว่าจังหวัดก็จะครบ 77 ทั่วไทย ดังนั้นถ้ามีเวลาเมื่อไหร่ เธอก็จะออกไปเก็บจังหวัดที่เหลือเพื่อเติมเต็มความฝันให้ครบทุกช่อง

“เราจะไม่มีกฎว่าต้องเขียนข้อมูลแบบไหน ต้องลงเมื่อไหร่ หรือต้องถ่ายรูปยังไง เพราะเราทั้งสามคนเป็นคนกลางๆ คือ ไม่ได้ร่ำรวย ไม่ได้ถ่ายรูปเก่ง ไม่ได้เขียนเก่ง แค่ชอบไปเที่ยวแล้วอยากแบ่งปันให้ผู้อื่นเท่านั้นเอง ดังนั้น เราจึงไม่ได้อยากเป็นที่หนึ่ง แต่เราอยากเป็นที่รักมากกว่า และเพื่อนๆ ที่ติดตามก็ไม่จำเป็นต้องไปตามเรา แค่รักในสิ่งที่เราทำเท่านั้นก็พอ” ฝนกล่าวเพิ่มเติม

ปัจจุบันสิ่งที่พวกเขาตั้งใจทำได้สะท้อนออกมาผ่านตัวเลขมากกว่า 1.88 แสนไลค์ แต่ไม่ว่าอย่างไร บันทึกคนขี้เที่ยว ก็ยังคงเป็นงานอดิเรกที่ “สะเปะสะปะ” แต่เปี่ยมไปด้วยความรักในการเดินทาง

“ทุกอย่างที่ได้กลับมาตอนนี้ คือ ผลกำไรทั้งหมด เพราะเราไม่ได้ลงทุน เลยไม่ต้องกลัวขาดทุน ถ้าเรื่องราวไหนมีคนไลค์น้อยแชร์น้อยก็ไม่เป็นไร เพราะอย่างน้อยมันก็เป็นเรื่องราวที่เราจะกลับอ่านและอาจเป็นประโยชน์กับผู้ที่เสียสละเวลาดูมันแล้ว”

 ถามต่อว่า แล้วเคยมีความคิดอยากลาออกมาเป็นแอดมินเพจอย่างเดียวหรือเปล่า เธอตอบว่า ไม่ นั่นเพราะยังไม่อยากหมดไฟในการท่องเที่ยว

“ถ้าเมื่อไหร่การเดินทางมันกลายเป็นงานหรือชีวิตประจำวันของเรา มันคงไม่สนุก ไม่ตื่นเต้น และไม่รู้สึกแปลกใหม่เหมือนในตอนนี้ การมีงานประจำทำมันทำให้เราอยู่กรอบและกฎระเบียบบางอย่าง ซึ่งมันทำให้เราอยากออกมาจากกรอบนั้น และการมีเวลาจำกัดในการเดินทาง มันก็ยิ่งทำให้เราเห็นคุณค่าของการเดินทางมากขึ้นด้วย”

ระยะเวลา 1 ปีกับอีก 2 เดือน พวกเขาได้ถ่ายทอดเรื่องราวไว้มากมายโดยเฉพาะความเป็นเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นเมืองเบตงและสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่นำเสนอไว้อย่างน่าสนใจจนได้รับการแชร์มากกว่า 8,000 ครั้ง และอีกมากมายรวมถึงต่างประเทศที่ได้แบ็กแพ็กไปสัมผัสด้วยตัวเอง สามารถติดตามการเดินทางของคนขี้เที่ยวทั้งสามคนได้ทางเพจเฟซบุ๊ก บันทึกคนขี้เที่ยว

 

เบนจามิน VS เซบาสเตียน สองเพื่อนคู่ซี้จากเลซเกมฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มิถุนายน 2560 เวลา 13:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/498950

เบนจามิน VS เซบาสเตียน สองเพื่อนคู่ซี้จากเลซเกมฯ

โดย…ภาดนุ ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

 ครั้งนี้ขอพาไปพูดคุยกับสองหนุ่มนักธุรกิจเพื่อนคู่ซี้ เบนจามิน เชอริกซ์ หนุ่มลูกครึ่งสวิส-อิตาลี (วัย 30 ปี) กับ เซบาสเตียน เอแบด หนุ่มลูกครึ่งสวิส-สเปน (วัย 35 ปี) สองนักบริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง “เลซเกม เลเซอร์ เกมส์” (Lazgam Laser Games) ศูนย์เล่นเกมยิงปืนเลเซอร์สุดทันสมัยรายแรกในประเทศไทย ถึงที่มาในความเป็นเพื่อนคู่ซี้ ก่อนจะมาร่วมหุ้นทำธุรกิจด้วยกัน

เบนจามิน พูดถึง เซบาสเตียน

“เดิมทีแล้วผมชอบเล่นทั้งเกมออนไลน์และเลเซอร์เกมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อผมมาทำงานอยู่ในเมืองไทย และเรียนภาษาไทยที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผมก็รู้สึกว่าอยากเล่นเลเซอร์เกมมากๆ แต่หาสถานที่เล่นไม่ได้ เพราะที่เมืองไทยยังไม่มีใครเปิด สิ่งนี้จึงจุดประกายให้ผมอยากจะเปิดเลเซอร์เกมขึ้นมา คิดได้ดังนั้น ผมจึงติดต่อขอซื้ออุปกรณ์เกี่ยวกับเลเซอร์เกม ทั้งปืนและเสื้อเกราะเลเซอร์มาจากประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยมาสร้างแบรนด์ชื่อ ‘เลซเกม เลเซอร์ เกมส์’ เป็นของตัวเอง

“โดยเริ่มเปิดสาขาแรกที่โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ สุขุมวิท 22 ล่าสุดเราได้ไปเปิดสาขาที่เซ็นทรัลเฟสติวัล พัทยา บีช ซึ่งมีพื้นที่ใหญ่มากๆ เกือบ 1,000 ตร.ม.ได้ และกำลังได้รับฟีดแบ็กที่ดีทั้งจากชาวไทย (85%) และชาวต่างชาติหรือนักท่องเที่ยว (25%) ซึ่งการเปิดเลเซอร์เกมนั้นมีการลงทุนที่สูงมาก ใช้เงินหลายสิบล้านบาท เราจึงต้องมีพาร์ตเนอร์ และตอนนี้ตระกูลมหากิจศิริ ก็คือพาร์ตเนอร์หรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของเรา นอกจากนี้ผมยังมีเพื่อนซี้ของผมคือ เซบาสเตียน มาเป็นหุ้นส่วนและเพื่อนร่วมงานอีกด้วย”

เบนจามิน เล่าว่า เขารู้จักกับเซบาสเตียนเมื่อ 15 ปีก่อนที่บ้านเกิดในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แต่หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ห่างหายกันไปหลายปี ได้มาเจอกันอีกทีตอนที่ตัวเขาได้ย้ายมาอยู่เมืองไทย ซึ่งช่วงนั้นเซบาสเตียนก็มาเที่ยวเมืองไทยพอดี ทั้งคู่จึงติดต่อกันทางเฟซบุ๊กแล้วนัดเจอ ความเป็นเพื่อนจึงต่อกันติดได้ไม่ยาก

“ถ้าให้พูดถึงเซบาสเตียน ผมว่าเขาเป็นเพื่อนที่ผมสนิทมากที่สุด ณ ขณะนี้ที่เมืองไทย เนื่องจากเราเป็นชาวต่างชาติทั้งคู่ มาจากประเทศเดียวกัน จึงค่อนข้างคุยกันรู้เรื่อง แม้จะนิสัยต่างกัน แต่เมื่อมาเป็นเพื่อนกันแล้วก็พูดคุยกันได้ลงตัว เพื่อนคนไทยของผมก็มีนะครับ แต่จะไม่สนิทเท่าเซบาสเตียน นี่จึงเป็นเหตุผลหลักที่ผมชวนเขามาเปิดธุรกิจเลซเกมฯ ด้วยกัน

เบนจามิน

 “สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจในตัวเซบาสเตียนก็คือ เขาเป็นคนที่มีความซื่อสัตย์ มีระเบียบวินัยในการทำสิ่งต่างๆ ในชีวิต ซึ่งตรงกันข้ามกับผมเลยละ (หัวเราะ) เซบาสเตียนทำอะไรแล้วต้องเป๊ะๆ แต่ผมจะทำแบบสบายๆ เรื่อยๆ ในเมื่อตัวผมขาดตรงจุดนี้ ฉะนั้นเวลาทำธุรกิจจึงสมควรต้องมีเพื่อนร่วมหุ้นที่มีคุณสมบัติอย่างที่กล่าวมา ซึ่งเซบาสเตียนใช่เลยครับ”

ในขณะที่เซบาสเตียนดูเป็นคนสุขุมและพูดน้อยในเรื่องการทำงานและการดำเนินชีวิต แต่ทางด้านเบนจามินกลับเป็นคนร่าเริง แจ่มใส มีชีวิตชีวา และมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีเยี่ยม ทั้งคู่จึงเป็นส่วนผสมที่ลงตัวทั้งในฐานะเพื่อนคู่ซี้ และหุ้นส่วนทางธุรกิจที่เข้าทางกัน

“โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่ค่อยห่วงอะไรในชีวิตเซบาสเตียนสักเท่าไหร่ เพราะรู้ดีอยู่แล้วว่าคนแบบเขาไปอยู่ที่ไหน ไปทำงานอะไร เขาก็จะสามารถเอาตัวรอดได้เสมอ สำหรับสิ่งที่ผมประทับใจในตัวเพื่อนคนนี้ก็คือ เขากล้าที่จะทิ้งอาชีพการงานของเขาคือ เป็นเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญซึ่งดูแลอุปกรณ์ด้านอิเล็กทรอนิกส์ของโรงพยาบาลที่สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมาร่วมทำธุรกิจกับผมที่เมืองไทย โดยที่เขายังไม่รู้เลยว่าธุรกิจที่เราจะทำกันนี้จะดีหรือจะเวิร์กขนาดไหน

“ผมเลยรู้สึกว่าการที่เราได้คบเพื่อนที่ถูกคน มันจะช่วยให้เราต่อยอดการทำธุรกิจหรือรู้วิธีทำมาหากินและดำรงชีวิตอยู่บนโลกนี้ได้อย่างสบาย ที่สำคัญตัวเขาเองยังมีประสบการณ์ในการทำงานด้านอิเล็กทรอนิกส์มานานถึง 15 ปีอีกด้วย ดังนั้นผมจึงเชื่อมั่นว่าเพื่อนคนนี้สามารถรับมือกับการทำงานที่เลซเกมฯ ได้อย่างสบายๆ แน่นอน” (หัวเราะ)

เซบาสเตียน พูดถึง เบนจามิน

“เดิมทีผมทำงานโดยเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีเกี่ยวกับเครื่องฉายรังสี หรือเครื่องสแกนเพื่อตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในช่วงปี 2009 ผมมีโอกาสได้เดินทางมาเที่ยวที่เมืองไทย ก็เลยรู้สึกชอบทั้งบรรยากาศ วัฒนธรรม ผู้คน และอาหารของเมืองไทยมากๆ พอดีผมได้รับการติดต่อจากเบนจามิน ว่าเขาก็มาอยู่ที่เมืองไทยเหมือนกัน เราก็เลยนัดคุยกันแล้วคิดทำธุรกิจเลซเกมฯ ขึ้นที่เมืองไทย

“ธุรกิจตอนนี้ก็เริ่มไปได้สวยทีเดียว หน้าที่หลักของผมตอนนี้ก็คือ คอยดูแลรับผิดชอบเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์ของเลซเกมฯ ทั้งระบบการจองตั๋ว ระบบดิสเพลย์ และอื่นๆ เพราะผมมีความรู้ในเรื่องเทคนิคเยอะพอสมควร ส่วนเบนจามินจะมีหน้าที่บริหารและติดต่อพูดคุยกับลูกค้าหรือพาร์ตเนอร์ เพราะเขาเป็นคนคุยเก่ง มนุษยสัมพันธ์ยอดเยี่ยม เราจึงเป็นหุ้นส่วนที่แบ่งหน้าที่กันได้อย่างลงตัว”

เซบาสเตียน บอกว่า เบนจามินเป็นเพื่อนที่มีไอเดียใหม่ๆ เยอะมาก เพราะเขามักจะเสนอความคิดใหม่ๆ ในการทำงาน หรือคิดโปรโมชั่นที่มีผลดีต่อธุรกิจ และคิดจะนำระบบใหม่ๆ มานำเสนอเพื่อพัฒนาการทำธุรกิจอยู่เสมอ

“สำหรับความประทับใจที่ผมมีต่อเพื่อนคนนี้ ก็อย่างที่บอกว่าเบนจามินทำทุกวิถีทางเพื่อให้ธุรกิจเลซเกมฯ ที่เราและหุ้นส่วนร่วมทุนกัน ให้เติบโตพัฒนาและมีชื่อเสียงมากยิ่งขึ้น เพราะเขามักจะมีไอเดียใหม่ๆ ดีๆ มานำเสนออยู่เสมอ เบนจามินเป็นคนแอ็กทีฟและขยันทำงานอยู่เสมอ ขยันติดต่อผู้คน เรียกว่าเขามีหน้าที่เป็นด่านหน้าหรือเป็นพีอาร์ของธุรกิจเลยก็ว่าได้ ผิดกับตัวผมซึ่งอาจจะเป็นคนที่พูดน้อย แต่จะชอบทำงานอยู่เบื้องหลังซะมากกว่า

เซบาสเตียน

 “สิ่งที่รู้สึกเป็นห่วงในตัวเบนจามินน่ะเหรอ เรื่องส่วนตัวทั่วๆ ไป ผมว่าเบนจามินจัดการทุกอย่างในชีวิตของเขาได้ดีอยู่แล้ว จึงไม่ค่อยมีอะไรที่น่าเป็นห่วงสักเท่าไหร่ แต่อาจจะห่วงเรื่องการทำงานหรือการทำธุรกิจซะมากกว่า (หัวเราะ) เพราะอย่างที่บอกคือ เขาจะมีไอเดียใหม่ๆ อยู่เสมอ ทุกอย่างที่มีจึงยังไม่เพอร์เฟกต์สำหรับเขาสักที เบนจามินจึงคิดจะเปลี่ยนบางสิ่งบางอย่างอยู่ตลอดเวลา (หัวเราะ) ในขณะที่เขาคิดจะเปลี่ยนนู่นนี่นั่น ทางด้านผมก็จะคิดว่าสิ่งที่เขาจะเปลี่ยนหรือเพิ่มนั้นจะสร้างปัญหาทางด้านเทคนิคอะไรตามมาให้ผมบ้างหรือเปล่า (หัวเราะ) แต่โดยรวมแล้วเราก็เป็นเพื่อน และเป็นหุ้นส่วนที่เข้ากันได้อย่างลงตัวครับ

“ในอนาคตพวกผมมีแผนที่จะพัฒนาธุรกิจโดยเปิดสาขาเพิ่มขึ้นอีกแน่นอน นอกจากตอนนี้มีสาขาที่สุขุมวิท 22 และพัทยาแล้ว ล่าสุดยังได้เปิดเลซเกมฯ สาขาใหม่ที่เมเจอร์ รัชโยธินแล้ว และเร็วๆ นี้ที่เกาะสมุยได้ซื้อแฟรนไชส์เลซเกมฯ ของเราเพื่อไปเปิดที่โครงการ ลิฟวิ่ง พลาซ่า ด้วยเช่นกัน”

สองผู้บริหารหนุ่มทิ้งท้ายว่า พวกเขายังมีเป้าหมายที่อยากจะขยายสาขาธุรกิจเลซเกมฯ ไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านในแถบเออีซีด้วย แต่ทั้งนี้ก็ต้องดูถึงความสนใจและกำลังซื้อของคนในประเทศนั้นๆ เป็นหลัก นอกจากนี้ประเทศที่เล็งๆ ไว้ก็คือ สิงคโปร์ มาเลเซีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เพราะเป็นกลุ่มประเทศที่มีกำลังซื้อสูงมาก เรียกว่าในตอนนี้เลซเกมฯ ถือเป็นธุรกิจที่กำลังไปได้สวยทีเดียว

 

ดร.สุภัคชญา โลกิตสถาพร ไม่มีใครแก่เกินเรียนรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มิถุนายน 2560 เวลา 13:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/498948

ดร.สุภัคชญา โลกิตสถาพร ไม่มีใครแก่เกินเรียนรู้

โดย…มัลลิกา ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

 เมื่อ 17 ปีที่แล้ว ดร.สุภัคชญา โลกิตสถาพร และคู่ชีวิต วรพันธ์ โลกิตสถาพร ได้ก่อตั้ง สำนักพิมพ์สถาพรบุ๊คส์ ในระยะตั้งไข่ เธอต้องดูแลรายละเอียดปลีกย่อยแทบทุกอย่าง เรียกว่าตั้งแต่งานบริหารยันงานสต๊อกสินค้า จัดจำหน่าย คัดสรรเนื้อหา ติดต่อนักเขียน ฯลฯ

ปัจจุบัน ดร.สุภัคชญา เป็นรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท สถาพรบุ๊คส์ และบริษัท ทสพรบิลเลี่ยนกรุ๊ป ประกอบธุรกิจ ผลิตและจำหน่ายหนังสือเล่ม

ดร.สุภัคชญา พาหวนกลับไปยังวันวาน

“ชีวิตเราผูกพันกับหนังสือมาตลอด เป็นเด็กต่างจังหวัด อยู่ในตลาด เห็นคนส่งหนังสือ บ้านก็รับหนังสือ พ่อก็อ่าน ปลูกฝังกันมา พอทำงานก็อยู่หนังสือสารคดีเกือบ 20 ปี (ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาด) พอตัดสินใจออกจากนี้ ชีวิตเราส่วนหนึ่งอยู่ในวงการหนังสือ แล้วเราเป็นแม่บ้าน ชอบอ่านหนังสือนิยาย

“ก่อตั้งสำนักพิมพ์ ยุคนั้น ปี 2543-2544 หนังสือขายดี มีกระแสการตื่นตัวอ่านหนังสือ ช่วงนั้นก็มีแนวสารคดี นิยายขายดีมาก ทำอะไรออกมาก็ขายหมดตามจำนวนพิมพ์ ก็ต่อยอดมาเป็นแนวแฟนตาซี โชคดีเราทำการตลาดมาก่อน รู้ทิศทางของผู้บริโภค เห็นช่องทางการขาย และเราจัดจำหน่ายเองตั้งแต่แรกเลย เรารู้จักร้านค้า มีพันธมิตรที่ดี”

มาถึงปี 2560 บริษัท สถาพรบุ๊คส์ มีสำนักพิมพ์ในเครือ หลายสำนัก แตกแขนงเนื้อหาออกไปให้ครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นท่องเที่ยว การเรือน ธรรมะ นวนิยายแปล นวนิยายไทยเองยังแบ่งประเภทย่อยออกไป ให้ได้ตามกลุ่มเป้าหมาย ทั้งแนวแฟนตาซี นิยายรักหวานแหวว ดราม่าเข้มข้น เป็นอาทิ

“ถึงวันนี้เรามีแฟนคลับของสำนักพิมพ์ ที่เหนียวแน่นกับนักเขียน แต่ด้วยสภาวะเศรษฐกิจเราไม่ผลีผลาม แม้จะมีนักเขียนที่ครองใจนักอ่าน แต่เราก็คัดสรรเนื้อหาเข้มข้นขึ้น จำนวนหนังสือออกต่อเดือนน้อยลง”

สถาพรบุ๊คส์ ติด 1 ใน 5 สำนักพิมพ์ที่ผลงานติดตลาดมากที่สุด แต่ถ้าเอ่ยถึง “นิยาย” ตอนนี้ในหน้าจอโทรทัศน์หลายช่อง เป็นผลงานจากเครือนี้  เรียกว่าธุรกิจหนังสือแม้จะขาลง แต่สำหรับสถาพรบุ๊คส์ตลาดนิยายยังวิ่งฉิ่วเหมือนเดิม

เมื่อก่อร่างสร้างฐานธุรกิจไว้อย่างมั่นคงแล้ว ถึงเวลาที่จะส่งต่อธุรกิจสู่รุ่นลูก (เจติยา โลกิตสถาพร) ให้มารับไม้ต่อ แต่ไม่วางมือเสียทีเดียว

“เมื่อก่อนดูหลายส่วน ตอนนี้ดูแลกิจกรรมการส่งเสริมการขาย สำนักพิมพ์เพชรการเรือน  การงานอาชีพ ทำเองได้ ทำขายรวย ลงไปร่วมกับกรมแรงงาน และสถาบันการศึกษา และหน่วยงาน องค์กรต่างๆ ที่เชิญเราไปเป็นวิทยากร และดูสำนักพิมพ์ธรรมสถาพร สถาพรคิดส์ ยังเป็นงานที่เราสนใจ

“ตอนนี้งานเบาแล้ว งานด้านการตลาด การคัดสรรต้นฉบับ ภาพปกก็ให้คนอื่นดูแลไป ตอนนี้ดูภาพรวม งานบริหาร แต่ไม่ลงไปโฟกัส เรามาเน้นงานบำรุงพระพุทธศาสนา เป็นเจ้าภาพบวชสามเณรภาคฤดูร้อน ที่วัดปัญญานันทาราม จ.ปทุมธานี และทำวารสารแจกฟรี ชื่อ ปัญญาสาร เดือนต่อเล่ม”

ระหว่างที่ทำงานสำนักพิมพ์ ดร.สุภัคชญา ก็ยังไม่หยุดหาความรู้ ในปี 2557 ได้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเกริก และปีนี้เพิ่งได้ใช้คำว่า ดร. นำหน้าชื่อ เมื่อสำเร็จการศึกษาปริญญาเอก หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก

นอกจากนี้ ยังอบรมหลักสูตรต่างๆ เช่น การศึกษาอบรมหลักสูตร Micro MBA in Publishing Business คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย การศึกษาอบรมโครงการ Human Resource Workshop “เวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน บริหารองค์กรให้ทันคน” รุ่นที่ 3 ธนาคารกสิกรไทย และสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย การศึกษาอบรมหลักสูตรไทยกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน รุ่นที่ 4 สถาบันพระปกเกล้า การศึกษาอบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง การบริหารงานภาครัฐ และกฎหมายมหาชน รุ่นที่ 15 สถาบันพระปกเกล้า

“การที่เราประสบความสำเร็จในวันนี้ แน่นอนว่า เราต้องผ่านการทำงานหนักมา และเรามีแรงบันดาลใจจากครอบครัว มีกำลังใจจากลูกน้องที่ช่วยเชียร์ตลอด ยิ่งตอนทำดุษฎีจะจบเราก็เหนื่อยก็ท้อ แต่ทุกคนรอเรา ให้กำลังใจ ตอนนั้นที่คิดจะเรียน คิดว่า เราทำหนังสือ เราอยากมีองค์ความรู้  หลายๆ ด้าน เพื่อที่จะสื่อสารกับผู้อ่านเราได้ ได้เลือกในสิ่งที่ดีต่อผู้อ่าน และนำมาบอกต่อลูกน้องอีกที

“ยังมีอะไรที่เราอยากรู้อีกเยอะ นี่ถ้ามีโอกาสก็จะไปอบรม ISABthailand (หลักสูตรอบรม ผู้บริหารธุรกิจ) คนเราไม่แก่เกินเรียน ชีวิตไม่ควรหยุดเรียนรู้ ทุกวันนี้มีความสุขกับการได้ทำหน้าที่หลายๆ ด้าน”

แม้ว่าอายุจะใกล้วัยเกษียณทำงาน แต่ ดร.สุภัคชญา บอกว่า ยังสนุกกับการทำงาน สนุกกับการเรียนรู้อะไรใหม่ๆ  ที่จะนำมาช่วยพัฒนาต่อยอดงานสำนักพิมพ์ และงานบุญก็ไม่ขาด ได้นำหนังสือไปบริจาคในสถานการศึกษาต่างๆ

 

รศ.ดร.พิภพ อุดร สร้างอีโคซิสเต็ม ดันสตาร์ทอัพเต็มสูบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มิถุนายน 2560 เวลา 13:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/498946

รศ.ดร.พิภพ อุดร สร้างอีโคซิสเต็ม ดันสตาร์ทอัพเต็มสูบ

โดย…ภาดนุ ภาพ : ภัทรชัย ปรีชาพานิช

 มีโอกาสได้พบกับ รศ.ดร.พิภพ อุดร ในงานสัมมนาวิชาการเพื่อรำลึกและเชิดชูเกียรติ ศ.เกียรติคุณ เกษรี ณรงค์เดช อดีตนายกสภาวิชาชีพบัญชีคนแรกของประเทศไทย ซึ่งจัดขึ้นที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จึงขอพูดคุยกับ รศ.ดร.พิภพ เกี่ยวกับโครงการปรับหลักสูตรใหม่ล่าสุด “อีโคซิสเต็ม สตาร์ทอัพ” ที่กำลังเริ่มต้นทำ รับรองว่าน่าสนใจแน่นอน

หลังจากที่เข้ารับตำแหน่งคณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (Thammasat Business School หรือ TBS) มาหมาดๆ รศ.ดร.พิภพ ก็ประกาศเดินหน้าเต็มตัวกับการสร้างอีโคซิสเต็มเพื่อส่งเสริมสตาร์ทอัพหรือนักธุรกิจรุ่นใหม่ เรื่องนี้มีที่มาอย่างไร? ไปฟังกันเลย

“ในปี 2561 ที่จะถึงนี้ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรมศาสตร์ ได้ปรับทิศทางครั้งใหญ่ โดยดันสตาร์ทอัพรุ่นใหม่แบบเต็มที่ ดังนั้นคณะจึงทั้งรื้อหลักสูตร วิธีการเรียนการสอน การสร้างพันธมิตร และการปรับระบบนิเวศหรืออีโคซิสเต็ม โดยหวังจะเห็นผลแบบเป็นรูปธรรมได้ภายใน 2 ปี ซึ่งแต่เดิมหลักสูตรบริหารธุรกิจของเราจะผลิตคนให้จบออกไปทำงานบริษัทเป็นหลัก แต่คนในยุคปัจจุบันนี้คือ เจนฯ วาย (ตอนปลาย) หรือเจนฯ แซด ซึ่งพวกเขามีแนวโน้มที่จะเรียนจบออกไปแล้วเป็นผู้ประกอบการซะเยอะ

“ประกอบกับนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ ที่ต้องการจะสร้างผู้ประกอบการยุคใหม่หรือสตาร์ทอัพยุค 4.0 ที่ต้องมี Design & Innovation นั่นก็คือ ต้องมีความคิดสร้างสรรค์ รู้จักออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีความเก๋ไก๋ เพื่อไปสู่การทำธุรกิจของตัวเอง ซึ่งหลักของการเป็นสตาร์ทอัพในยุคใหม่นี้นั้น ไม่จำเป็นจะต้องมีเงินทุนเยอะ หรือไม่จำเป็นว่าต้องทำสินค้าแบรนด์เนมมาก่อน ทุกคนก็สามารถเป็นผู้ประกอบการได้ ถ้าดีไซน์สินค้าของคุณเก๋จริง หรือมีนวัตกรรมที่ทำให้คนเห็นแล้วรู้สึก ว้าว! ได้ รับรองว่าคุณก็เป็นสตาร์ทอัพได้”

รศ.ดร.พิภพ บอกว่า ตั้งใจจะผลักดันหลักสูตรใหม่นี้ ให้เป็นหลักสูตรประจำของคณะพาณิชย์ฯ แต่ทั้งนี้ก็ต้องอาศัยความร่วมมือจากคณาจารย์ในคณะด้วย แม้เมื่อก่อนอาจจะมีการสอนนักศึกษากันมาบ้าง แต่ก็ยังไม่ใช่เรื่องหลักของคณะ เมื่อตนเองได้เข้ามาเป็นคณบดี จึงต้องการผลักดันหลักสูตรนี้ให้เป็นเรื่องหลักของคณะให้ได้

“ขั้นแรกก็คือการปรับการเรียนการสอนให้เป็น แบบ Active Learning ที่ไม่เน้นหนักเฉพาะเรื่องความรู้อย่างในอดีต เพราะเล็งเห็นว่าความรู้เป็นเรื่องที่แสวงหากันได้จากแหล่งต่างๆ มากมายในยุคดิจิทัล จึงเน้นหนักไปในเรื่องการกระตุ้นให้นักศึกษาเกิดความคิดสร้างสรรค์เพื่อนำไปสู่การสร้างนวัตกรรมมากกว่า โดยเน้นการเรียนเพื่อให้คิดและแก้ปัญหา ไม่ใช่เรียนเพื่อรู้ เน้นการทำงานแบบโครงการ และร่วมทำงานกับบริษัทพันธมิตรทางธุรกิจได้

“นอกจากนักศึกษาในคณะพาณิชย์ฯ แล้ว หลักสูตรที่เราจะเปิดนี้นักศึกษาจากคณะอื่นยังสามารถมาลงเรียนเป็นวิชาเลือกได้ด้วย โดยเราจะแบ่งเนื้อหาของหลักสูตร ครึ่งหนึ่งจะเน้นทักษะและจิตวิญญาณของการเป็นนักธุรกิจสตาร์ทอัพยุคใหม่ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งจะให้ผู้เรียนได้ไปต่อยอดในด้านที่ตัวเองสนใจ ไม่ว่าจะเป็น บัญชี การเงิน การตลาด การจัดการ ธุรกิจระหว่างประเทศ หรือโลจิสติกส์

“หลักการของเราก็คือ การจะเป็นสตาร์ทอัพสมัยนี้ต้องคิดในเรื่องของนวัตกรรมเยอะหน่อย ทำยังไงจะต่างจากคนอื่น ทำยังไงจะเติมช่องว่างในตลาดได้ ทำยังไงจะนำเทคโนโลยีมาใช้ได้ และทำยังไงจะระดมทุนจากแหล่งทุนที่ไม่ใช่ธนาคารเสมอไป ซึ่งวิธีคิดเหล่านี้คือรูปแบบโมเดิร์นธุรกิจยุคใหม่ที่มันไม่เหมือนเดิม เพราะยุคนี้มันมีระบบ Crowdfunding ซึ่งก็คือการระดมทุนจากผู้ลงทุนรายย่อย

“สมมติว่าเราจะทำธุรกิจสักอย่างขึ้นมาซึ่งดูน่าสนใจมาก เราก็สามารถนำธุรกิจนี้ไปลงในเว็บไซต์คราวด์ฟันดิ้ง ต่างๆ ซึ่งเว็บเหล่านี้ก็จะนำผลิตภัณฑ์ของเราไปขึ้นโชว์บนเว็บ บางคนเห็นก็อาจจะสั่งซื้อล่วงหน้า บางคนก็อาจเป็นนักธุรกิจที่จะมาให้การสนับสนุนธุรกิจเหล่านี้ คราวด์ฟันดิ้งจึงกลายเป็นแหล่งทุนที่มีวงเงินให้การสนับสนุนที่ใหญ่มากๆ”

รศ.ดร.พิภพ เสริมว่า โดยส่วนใหญ่สตาร์ทอัพยุคนี้จะมีไอเดียที่ยอดเยี่ยมมาก แต่บางรายยังอาจขาดแคลนในเรื่องทุนอยู่ พวกเขาก็จะสามารถหาแหล่งเงินทุนจากทางอื่นๆ ได้ นอกจากการไปกู้เงินธนาคารมาทำธุรกิจดังเช่นผู้ประกอบการในยุคก่อน

“นอกจากคราวด์ฟันดิ้งแล้ว ผู้ประกอบการยังสามารถระดมทุนได้จากกลุ่ม Venture Cap หรือนักลงทุนรุ่นใหม่ที่ต้องการจะเป็นผู้ถือหุ้นในธุรกิจสตาร์ทอัพนั้นๆ ซึ่งถ้าเขาเห็นว่าสินค้าหรือผลิตภัณฑ์น่าจะไปได้ดี เวนเจอร์ แคปเหล่านี้ก็จะนำเงินมาร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ซึ่งจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันนี้มันมีวิธีการระดมทุนหลากหลายวิธี จึงทำให้ธุรกิจเล็กๆ เกิดขึ้นมามากมายทั่วโลก

“กลับมาที่หลักสูตรการสร้างสตาร์ทอัพที่กำลังจะเปิดสอน คาดว่าผู้ที่มาลงเรียนส่วนมากจะเป็นผู้ที่ต้องการไปตั้งบริษัทหรือมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ฉะนั้นนักศึกษารอบแรกที่คณะพาณิชย์ฯ จะรับเข้ามาเรียน ผมจะขอเรียกว่ารอบพอร์ตโฟลิโอหรือยุคตั้งต้น จึงไม่มีการสอบเข้าเรียน แต่จะให้ผู้ที่สนใจนำพอร์ตโฟลิโอของตัวเองที่เคยมีผลิตภัณฑ์หรือธุรกิจที่น่าสนใจ มานำเสนอเพื่อให้เขาสามารถเข้ามาเรียนหลักสูตรนี้ได้

 “หรือแม้แต่เด็กมัธยมที่เคยประกวดการคิดค้นผลิตภัณฑ์ มีผลงานดีเด่นที่เคยได้รับรางวัลมาก่อน ก็จะมีส่วนช่วยให้ผ่านการพิจารณาเข้าเรียนปริญญาตรีที่คณะพาณิชย์ฯ ได้ด้วย เพราะเด็กพวกนี้มีพรสวรรค์ มีความตั้งใจอยู่แล้ว ฉะนั้นจึงควรนำพวกเขามาต่อยอดเพื่อให้เป็นประโยชน์กับประเทศไทย”

รศ.ดร.พิภพ บอกว่า นอกจากเปิดหลักสูตรใหม่แล้ว คณะพาณิชย์ฯ ยังมีแพลนจะเปิด Co-Working ซึ่งมีคอนเซ็ปต์ในการเป็นพื้นที่สำหรับให้คนที่มีไอเดียหลากหลายได้มาเจอกัน โดยจะกันพื้นที่ชั้นล่างของคณะพาณิชย์ฯ ที่ท่าพระจันทร์ 1,000 ตร.ม. แล้วแบ่งเป็น 7-8 โซน คือ มีห้องประชุมเล็ก ห้องเวิร์กช็อป ห้องแสดงผลงาน ห้องเจรจากับนักลงทุน และอื่นๆ ไว้ให้นักศึกษาและอาจารย์ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ระหว่างกัน โดยอาจขอความร่วมมือในการระดมเงินช่วยลงทุนมาจากตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งคาดว่าน่าจะสร้างเสร็จไม่เกินสิ้นปี 2561

“พูดง่ายๆ คือนับจากนี้จะเป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาสามารถเรียนและทำงานร่วมกับคณะอื่นๆ ทั่วมหาวิทยาลัย เพราะเรามองเห็นว่าหากต้องการสร้างสตาร์ทอัพ ต้องพยายามเชื่อมศาสตร์หรือความเชี่ยวชาญหลายๆ แขนงเข้าด้วยกัน สตาร์ทอัพวันนี้ต้องบูรณาการทั้งการตลาด การเงิน การจัดการ เทคโนโลยี และศาสตร์ใหม่ๆ เช่น เรื่องบิ๊กดาต้า การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก หรือแมชีนเลิร์นนิ่ง เข้ามาเป็นเนื้อเดียว การแยกการเรียนออกเป็นแท่งๆ แบบเดิมไม่เหมาะกับการเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบัน ต้องทำให้ความรู้ทุกแขนงไปเชื่อมต่อกันให้ได้ คณะจึงได้เริ่มโครงการที่มีการเรียนร่วมกับคณะอื่นๆ เช่น วิศวกรรมศาสตร์ และสถาปัตยกรรมศาสตร์ แล้วในอนาคตก็จะขยายไปสู่คณะอื่นๆ ด้วย

“มีการเชื่อมต่อกับคณะอื่นๆ แล้ว คณะพาณิชย์ฯ ยังเดินหน้าเชื่อมต่อกับพันธมิตรธุรกิจตามโครงการ “80 ปี 80 พันธมิตร” ของคณะที่เฟ้นหาพันธมิตรทางธุรกิจจำนวน 80 ราย ในโอกาสที่คณะก้าวเข้าสู่ปีที่ 80 ซึ่งพันธมิตรเหล่านี้ก็มีทั้งภาครัฐและหน่วยงานอิสระที่จะเข้ามาร่วมในการเรียนการสอน การแบ่งปันประสบการณ์ รวมถึงการร่วมออกแบบหลักสูตรด้วยกัน เพื่อผลักดันนักศึกษาให้พร้อมสำหรับโลกการทำงานจริง และพร้อมที่จะร่วมเป็นหุ้นส่วนกับพันธมิตรเหล่านี้หากมีโครงการดีๆ ที่โดนใจ

“นอกจากพันธมิตรในประเทศ คณะยังได้สร้างเครือข่ายกับต่างประเทศในการปั้นสตาร์ทอัพเพื่อให้ พร้อมหาโอกาสในตลาดโลก ล่าสุดคณะได้ร่วมกับ University of Applied Sciences and Arts Northwestern Switzerland FHNW จัดทำโครงการ Swiss Innovation Challenge โดยจะคัดเลือกผู้สนใจเข้าสู่ธุรกิจสตาร์ทอัพให้เข้ามาร่วมโครงการ โดยจะมีคณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญจากในประเทศและต่างประเทศเข้ามาเป็นพี่เลี้ยงให้อย่างเข้มข้นตลอด 9 เดือน แถมยังมีโอกาสได้เงินรางวัลและได้ไปดูงานที่สวิตเซอร์แลนด์อีกด้วย

“ซึ่งโครงการนี้จัดเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ตั้งเป้าที่จะผลักดันให้สตาร์ทอัพไทยแจ้งเกิดให้ได้ จากการช่วยกันสร้างโมเดลทางธุรกิจ การโค้ช การสร้างเครือข่าย การเข้าถึงเงินทุน และการสร้างชุมชนของสตาร์ทอัพ นอกจากเวทีนี้ คณะยังได้จัดเวทีที่เรียกว่า Innovbiz ที่จัดการประกวดความคิดนวัตกรรมเพื่อต่อยอดไปสู่สตาร์ทอัพเป็นประจำทุกปีกับนักศึกษาชั้นปี 3-4 ซึ่งเป็นการทำงานข้ามคณะในมหาวิทยาลัย ทำให้ได้ไอเดียดีๆ จากนักศึกษาที่สามารถต่อยอดไปสู่ธุรกิจจริงได้

“เรียกว่าบทบาทของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กำลังจะเปลี่ยนไป เพื่อให้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก ศาสตร์หลายศาสตร์กำลังจะกลายเป็นเรื่องพ้นสมัย ในขณะที่ศาสตร์ใหม่ๆ เข้ามาแทนที่ ดังนั้นหลายๆ ศาสตร์จึงต้องหลอมรวมกันเพื่อสนองตอบโลกที่เปลี่ยนแปลง ผมเชื่อว่าผลลัพธ์จากการเปลี่ยนแปลงนี้จะปรากฏเป็นรูปธรรมภายใน 2 ปี นับจากนี้ เราจะได้เห็นสตาร์ทอัพไทยที่เป็นผลผลิตของคณะออกไปสร้างปรากฏการณ์ที่น่าตื่นเต้นในสังคมและตลาดโลกแน่นอน”

รศ.ดร.พิภพ ทิ้งท้ายว่า เพราะเป้าหมายของการเปิดหลักสูตรสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ของคณะพาณิชย์ฯ ไม่ได้แค่ต้องการผลิตแค่บัณฑิตเท่านั้น แต่มีเป้าหมายใหญ่คือการเปลี่ยนแปลงธุรกิจ สังคม และสร้างโลกให้ดียิ่งขึ้น

“ผมจะยึดคีย์เวิร์ดสำคัญ 3 คำสำหรับในอีก 3-5 ปีข้างหน้า นั่นก็คือ 1.นวัตกรรม (Innovative) ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการเรียนการสอน การทำกิจกรรม แฟกซิลิตี้ หรือวิชาการ ต้องมีนวัตกรรมทั้งหมด 2.สิ่งที่นำมาใช้ได้จริง (Practical) นั่นคือต้องให้เด็กมีประสบการณ์จริง ลงมือปฏิบัติในชีวิตจริงได้ และสามารถนำความรู้ไปใช้ได้จริง 3.การติดต่อ (Connected) นั่นคือ จะต้องมีพาร์ตเนอร์หรือเครือข่าย ทั้งในระดับวิชาการ รุ่นพี่รุ่นน้อง เครือข่ายนักลงทุนต่างประเทศให้ครบทุกด้าน เราจึงจะสามารถผลิตคนรุ่นใหม่เพื่อไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยได้

“ส่วนความคาดหวังในอนาคตก็คือ เราหวังว่าจะสามารถผลิตสตาร์ทอัพรุ่นใหม่เพื่อไปขับเคลื่อนสังคมและภาคส่วนต่างๆ ของประเทศและเศรษฐกิจให้ดียิ่งขึ้น และจะช่วยเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ประเทศไทยในยุคเศรษฐกิจและธุรกิจแบบ 4.0 ก้าวไปได้ สำหรับนักเรียนมัธยมและนักศึกษาที่สนใจจะเข้าร่วมเป็นสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ สามารถเข้าไปดูข้อมูลได้ที่ www.tbs.tu.ac.th เลยครับ”

 “สตาร์ทอัพสมัยนี้ต้องคิดในเรื่องของนวัตกรรมเยอะหน่อย ทำยังไงจะต่างจากคนอื่น ทำยังไงจะเติมช่องว่างในตลาดได้ ทำยังไงจะนำเทคโนโลยีมาใช้ได้ และทำยังไงจะระดมทุนจากแหล่งทุนที่ไม่ใช่ธนาคารเสมอไป ซึ่งวิธีคิดเหล่านี้คือรูปแบบโมเดิร์นธุรกิจยุคใหม่ที่มันไม่เหมือนเดิม”

“เพื่อให้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก ศาสตร์หลายศาสตร์กำลังจะกลายเป็นเรื่องพ้นสมัย ในขณะที่ศาสตร์ใหม่ๆ เข้ามาแทนที่ ดังนั้นหลายๆ ศาสตร์จึงต้องหลอมรวมกันเพื่อสนองตอบโลกที่เปลี่ยนแปลง”

 

อรณ ยนตรรักษ์ เด็กไทยจิตอาสาจากเมืองหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มิถุนายน 2560 เวลา 12:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/498942

อรณ ยนตรรักษ์ เด็กไทยจิตอาสาจากเมืองหลวง

โดย…ปอย ภาพ : ภัทรชัย ปรีชาพานิช

 การทำงานหน้าที่ประธานกลุ่มจิตอาสา “LIONHEART” อรณ ยนตรรักษ์ นักเรียนโรงเรียนนานาชาติฮาร์โรว์ วัย 16 ปี เริ่มต้นทำงานจริงๆ จังๆ กล่าวว่า เป็นการปลูกฝังของโรงเรียนที่เน้นให้นักเรียนไม่หยุดทำกิจกรรมแค่ภายในรั้วโรงเรียนเท่านั้น แต่เยาวชนควรมีจิตสำนึกรักการทำงานเพื่อสาธารณะ

รวมทั้งในชีวิตส่วนตัวครอบครัว พญ.พันทิดา ยนตรรักษ์ ก็เน้นการสอนลูกชายหญิงทั้งสองคน พีท-อรณ และพี่สาวพิม-พริมา ให้เน้นดำเนินตามรอยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กษัตริย์นักพัฒนาในเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอีกด้วย

พีท-อรณ และพี่สาวมีโอกาสทำกิจกรรมจิตอาสากับเพื่อนๆ ลงพื้นที่ช่วยเหลือเด็กๆ ในถิ่นทุรกันดารของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เริ่มต้นจากครอบครัวมีบ้านพักต่างโอกาสอยู่ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา จึงทำให้เด็กจากเมืองหลวงได้เห็นวิถีชีวิตของชาวอีสาน ได้รู้ว่าบริโภคแมลงเป็นอาหารได้ แต่เด็กๆ ที่นั่นกลับมีสุขภาพแข็งแรงมาก

ทำให้กลุ่มเด็กโรงเรียนนานาชาติเกิดอยากค้นหาความรู้ และศึกษาเพิ่มเติมเรื่อง “แมลงกินได้” พี่สาว-พริมา เขียนเป็นหนังสือ 1 เล่ม เพื่อให้ความรู้กับเด็กๆ และคนในท้องถิ่นเห็นว่าแมลงแต่ละชนิดมีประโยชน์อย่างไรบ้าง ผลงานครั้งนี้ได้แมลงเป็นอาหารแล้ว แมลงยังสามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ขายสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้อีกด้วย

“ตอนนี้พี่พิมไปเรียนต่อปริญญาตรีต่างประเทศ ผมจึงสานต่องานจากพี่สาวสานต่อผลงานวิจัยแมลงกินได้ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ตามกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ต้องการให้ชุมชนใช้ชีวิตความเป็นอยู่อย่างพอเพียง มีงานสร้างรายได้เลี้ยงตัวเองได้อย่างยั่งยืน เราริเริ่มโครงการอาหารกลางวันให้กับโรงเรียนยากจนหลายๆ แห่งในภาคอีสาน และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีครับ

“เราโชคดีที่เกิดมาในครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ มีครบทุกอย่าง ได้เรียนโรงเรียนดีๆ แต่ด้วยความที่ครอบครัวของเราค่อนข้างสมถะ คุณพ่อคุณแม่มีที่ดินอยู่ที่อำเภอปากช่อง ทุกวันหยุดสัปดาห์ครอบครัวเราจะไปพักผ่อนที่บ้านในต่างจังหวัด ทำให้ผมได้เห็นวิถีชีวิตของชาวบ้าน เด็กบางคนใส่รองเท้าขาดแล้วยังต้องเดินเท้าไปโรงเรียนทุกวัน”

การแบ่งปันสิ่งดีๆ พีทเล่าว่าเริ่มต้นจากการเก็บออมเงินค่าขนม ไปซื้ออุปกรณ์การเรียน ของเล่น และขนมมาแจกเด็กๆ ซึ่งทุกครั้งที่นำสิ่งของไปบริจาค ก็ได้เห็นรอยยิ้มของทุกคน มันเป็นรางวัลที่สวยงามมากสำหรับเขาและพี่สาว

“บ้านที่ปากช่องคุณพ่อคุณแม่ปลูกผักปลอดสารพิษไว้กินในครอบครัว ซึ่งผักที่ปลูกมีทั้งผักสลัดคอส ผักสลัดกลีบกุหลาบ ผักกาดแก้ว ผักสลัดใบแดง แครอต บีทรูต ถั่วแขก ถั่วลันเตา กวางตุ้ง กวางตุ้งฮ่องเต้ ผักบุ้ง ผักที่ปลูกสวนในบ้านเราเยอะมากเลยครับ ผมกับพี่สาวจึงคิดกันว่า เราน่าจะนำผักที่ปลูกมาขาย เพื่อรวบรวมเงินจากการขายทั้งหมดนำมาตั้งเป็นกองทุนและนำไปช่วยเหลือผู้ยากไร้ในต่างหวัด เราจึงรวมตัวกับเพื่อนๆ ที่โรงเรียนที่มีหัวใจจิตอาสา ตั้งกลุ่ม LIONHEART ขึ้น เป็นเวลา 7 ปีแล้วครับ พวกเราที่โรงเรียนคิดตรงกันว่าจะขอเดินตามแนวพระราชดำริ เศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช”

เวลาเราไปเยี่ยมโรงเรียนขนาดเล็กในหมู่บ้านหลายแห่ง พีทได้ไปดูสภาพชีวิตของเด็กนักเรียนที่โรงเรียน ได้พูดคุยกับชาวบ้านและคุณครู  ทำให้เห็นถึงปัญหามากมาย โดยเฉพาะอาหารกลางวันที่เด็กๆ เหล่านี้รับประทานกันที่โรงเรียน มีเพียงข้าวและกับข้าวนิดหน่อย ซึ่งคงไม่เพียงพอต่อเด็กวัยที่กำลังเจริญเติบโต

“เรื่องน่าตกใจมากคือเมื่อได้คุยกับผู้อำนวยการโรงเรียนแต่ละแห่ง จึงทราบว่า งบประมาณค่าอาหารกลางวันที่ได้จากรัฐบาลเป็นค่าอาหารของเด็กต่อคนต่อวัน เพียงวันละ 14 บาทเท่านั้นเองครับ  ซึ่งไม่เพียงพอเลย ชาวบ้านต้องช่วยๆ กันเอาพืชผักสวนครัวที่มีตามบ้านมาให้ครู มาปรุงอาหารไปได้ในแต่ละมื้อ”

สิ่งที่ได้เรียนรู้ในวันนั้น ได้จุดประกายให้ พีท คิดหาวิธีจะทำอย่างไร ที่จะช่วยให้คุณภาพชีวิตของเด็กเหล่านี้ดีขึ้น  จึงได้จัดตั้ง “โครงการอาหารกลางวัน” เพื่อเด็กๆ ในโรงเรียนยากจนต่างๆ ขึ้นมา ในปี 2012 โดยเริ่มหาทุนจากผักปลอดสารที่ปลูกไว้เป็นงานอดิเรกขึ้นมา แล้วถ้านำผักไปขายได้ ก็จะทำประโยชน์กับผู้อื่นได้มากขึ้นอีกด้วย

“เราสองคนพี่น้องขออนุญาตคุณพ่อคุณแม่เอาไปขายในโรงเรียน รายได้ที่ได้รับจากการขายผักปลอดสาร นำไปเป็นทุนเริ่มต้นในการเริ่มโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนแห่งแรก โดยให้มีการเลี้ยงไก่ไข่ เลี้ยงปลาดุก เลี้ยงกบ เลี้ยงจิ้งหรีด เพาะเห็ด ปลูกพืชผักปลอดสาร เพื่อนำผลผลิตที่ได้ มาเสริมประกอบอาหารกลางวันให้เด็กๆ รับประทานอย่างพอเพียงโรงเรียนสามารถยืนได้ด้วยตัวเอง  และไม่ต้องพึ่งพาแต่งบประมาณของทางการเพียงอย่างเดียว ส่วนผลผลิตที่เหลือสามารถขายนำรายได้มาเป็นทุนหมุนเวียนให้กับโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนต่อไป เมื่อประสบผลสำเร็จดีจนโรงเรียนนั้นๆ สามารถยืนด้วยตัวเองได้แล้ว เราก็จะเริ่มทำที่อื่นต่อไปเรื่อยๆ  ปัจจุบันสามารถช่วยโรงเรียนต่างๆ ไปได้แล้ว 7-8 โรงเรียน”

“งานอาสาพัฒนาต่อยอดไปทุกๆ ปี และในปีนี้คือโครงการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงจิ้งหรีด และส่งเสริมการแปรรูปจิ้งหรีดปรุงให้เป็นผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าอื่นๆ เช่น จิ้งหรีดทอดสมุนไพร น้ำพริกจิ้งหรีด เด็กๆ และชาวบ้านในท้องถิ่นก็เห็นว่าสิ่งเล็กๆ ก็สามารถเพิ่มคุณค่าได้ดีมาก แล้วถ้าเรารู้จักใช้แหล่งทรัพยากรตามธรรมชาติรอบตัวที่มีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดและยั่งยืน ก็สามารถสร้างรายได้เป็นอาชีพเสริมให้แก่ชุมชนได้ด้วยครับ”

โรงเรียนบ้านหนองไม้ตาย จ.นครราชสีมา เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ผู้ปกครองมีฐานะยากจน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพรับจ้างรายวัน  จากสภาพปัญหาข้างต้น พีทได้เข้ามาช่วยในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กนักเรียนโรงเรียนบ้านหนองไม้ตายตั้งแต่ปี 2555

โดยการริเริ่มโครงการอาหารกลางวัน  ต่อด้วยให้มีการเลี้ยงจิ้งหรีดตั้งแต่ต้นปี 2558 จนถึงปัจจุบันเพื่อเป็นอาหารกลางวันของนักเรียน  รวมทั้งส่งเสริมให้มีการเรียนรู้และพัฒนาต่อยอดเพื่อนำไปใช้ประกอบอาชีพในอนาคต จากกิจกรรมการเลี้ยงจิ้งหรีดเพื่ออาหารกลางวันของนักเรียน ทำให้นักเรียนโรงเรียนบ้านหนองไม้ตายทุกคนได้มีอาหารไว้รับประทานอย่างเพียงพอ ตลอดจนส่งเสริมการสร้างอาชีพสร้างรายได้ให้กับนักเรียนระหว่างเรียนด้วย เช่น การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากจิ้งหรีดเป็นน้ำพริกจิ้งหรีด จิ้งหรีดคั่วเกลือ จิ้งหรีดอบแห้ง จิ้งหรีดคั่วสมุนไพร ข้าวพองจิ้งหรีด เป็นต้น

ผลิตภัณฑ์ที่จัดทำขึ้นสามารถเก็บไว้รับประทาน  จำหน่ายเพื่อสร้างรายได้ และส่งเสริมให้เป็นผลิตภัณฑ์ของ ต.บ้านหนองบัวน้อย หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์โอท็อป ซึ่งพีท เล่าต่อว่า

“พี่พิมเขียนหนังสือเรื่อง จิ้งหรีดสามารถเพาะเลี้ยงได้ง่ายเติบโตเร็ว การเพาะเลี้ยงแต่ละครั้งใช้เวลาเพียง 40-50 วัน สามารถเลี้ยงไว้ใต้ถุนบ้าน อาหารของจิ้งหรีดก็สามารถหาได้ตามท้องถิ่น มะละกอ แตงโม ผักกาดขาว และใบกะหล่ำ จิ้งหรีดสดขายได้กิโลกรัมละ 200 บาท จิ้งหรีดทอดกิโลกรัมละ 250-300 บาท การเพาะเลี้ยงจิ้งหรีดถือเป็นการดำเนินชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง เพราะเราสามารถเลี้ยงและพึ่งพาตัวเองได้ในท้องถิ่นบ้านเกิด ไม่ต้องอพยพไปหางานทำหารายได้เลี้ยงครอบครัวในเมืองใหญ่ ทำให้ต้องทิ้งลูกๆ ไว้ลำพังกับปู่ย่าตายายที่ไม่สามารถดูแลเด็กได้ทั่วถึง ทำให้เด็กๆ ต่างจังหวัดขาดการดูแลจากพ่อแม่และเกิดปัญหาทางสังคมตามมาอีกหลายๆ อย่างเลยนะครับ”

โดยโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการนี้ คือ โรงเรียนบ้านซับใต้ โรงเรียนบ้านโนนรัง โรงเรียนบ้านหนองไม้ตาย โรงเรียนบ้านวังโรงใหญ่สามัคคี โรงเรียนบ้านหนองกก และหมู่บ้านใกล้เคียงใน จ.นครราชสีมา อุบลราชธานี สมุทรสาคร กาฬสินธุ์ จากโครงการดังกล่าวทำให้พีทได้รับการคัดเลือกให้ได้รับรางวัล และโล่เกียรติคุณ ในฐานะเยาวชนผู้เป็นต้นแบบต่อสังคมดีเด่น ในงานพิธีสืบสานพระราชปณิธานสรรค์สร้างงานเพื่อแผ่นดินตามเบื้องพระยุคลบาท น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และร่วมแสดงความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

“ผมภาคภูมิใจกับรางวัลนี้มาก ที่ได้ดำเนินชีวิตโดยยึดแนวพระราชดำริของพระองค์ท่าน ผมเชื่อว่าความรู้สามารถหาได้จากทั้งในตำราในห้องเรียน การเรียนรู้จริงนอกห้องเรียน แล้วถ้าเราสามารถนำความรู้ที่มีมาปฏิบัติจริง จนก่อให้เกิดประโยชน์ โดยตรงต่อผู้อื่น ต่อส่วนรวม และผู้ต้องการความช่วยเหลือ คำแนะนำให้เขาสามารถพึ่งพาตัวเองได้นั้นถือว่าเป็นการบรรลุวัตถุประสงค์การทำงานอาสาเพื่อสังคมได้อย่างแท้จริงครับ”

 

ศิลปะของการเตรียมตัวก่อนตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มิถุนายน 2560 เวลา 15:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/498703

ศิลปะของการเตรียมตัวก่อนตาย

โดย… โยธิน อยู่จงดี ภาพ เอพี, อีพีเอ, peacefuldeath2011

ทุกวันนี้เราใช้ชีวิตอยู่โดยไม่ได้ตระหนักถึงจุดสุดท้ายของชีวิต ก็คือ เรื่องความตาย บางคนมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวยังมาไม่ถึง บางคนมองเป็นเรื่องปกติที่ไม่จำเป็นต้องเตรียมพร้อมใดๆ ในชีวิต แต่แท้จริงแล้วความตายเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่ทุกคนคิด

ในงาน แฮปปี้ เดด เดย์ ซึ่งจัดขึ้นที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่ผ่านมาไม่นานได้แสดงให้เราเห็นว่า แท้จริงแล้วความตายเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เราควรตระหนักรู้

เสียงร้องขอของคนใกล้ตาย

“ตอนผมอายุ 14 ปี ที่โรงพยาบาลคุณย่าชวดท่านจับมือไว้ ผมเป็นหลานเพียงคนเดียวที่ยังนั่งฟังใจอยู่ช่วยพูดกับลูกๆ แกได้ไหมว่าช่วยพาแกกลับบ้าน ผมก็พยายามพูดกับคุณลุง คุณป้า แต่ว่าก็ไม่สำเร็จ สุดท้ายแกก็เสียชีวิตที่อยู่โรงพยาบาล เป็นเรื่องฝังใจของผมจนถึงวันนี้” ดร.สุปรียส์ กาญจนพิศศาล อาจารย์ประจำศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล เล่าบางช่วงบางตอนของชีวิต

“หลังจากนั้นผมก็สนใจศึกษาเกี่ยวกับชีวิตและความตายมาโดยตลอด จนผมได้มีโอกาสดูแลคุณพ่อ ซึ่งท่านป่วยเป็นมะเร็งที่ตับ ตอนที่คุณพ่อผมตรวจเจอ พบว่าท่านเป็นมะเร็งในตับระยะที่ 2 และใกล้ลามไปถึงระยะ 3 หรือจะเรียกว่าระยะ 2.8 ก็ได้ (ดร.สุปรียส์ พยายามเล่าให้ติดตลกแต่น้ำเสียงปนความเศร้า) การประเมินของแพทย์ หมอบอกว่าคุณพ่อผมอาจจะมีเวลาอยู่ได้ไม่เกินประมาณ 3 ปี ตอนนั้นเราก็เริ่มเตรียมใจไว้แล้ว แต่เอาเข้าจริงๆ หลังจากคุณพ่อได้รับการรักษาและหันมาดูแลสุขภาพท่านสามารถอยู่ได้ถึง 17 ปี เรียกได้ว่าห่างไกลจากตัวเลขที่คุณหมอประเมินมาเยอะมาก

จนถึงช่วงต้นปีที่ผ่านมา คุณพ่อก็ล้มป่วยทรุดหนักลง คุณแม่และญาติๆ ก็พาคุณพ่อไปส่งที่โรงพยาบาล คุณหมอบอกว่าต้องเจาะช่องท้องต่อสายเพื่อทำการรักษา แต่ก่อนหน้านี้ผมเคยพูดคุยกับคุณพ่อเรื่องการตายไว้บ้าง ท่านบอกผมว่า หากท่านจะตายอย่าเอาอะไรมาเจาะคอเจาะท้องแบบนั้นท่านไม่เอา ขอให้ท่านไปเลยดีกว่าไม่อยากทรมาน ถ้าเป็นยังไงก็ขอเสียชีวิตที่บ้าน แต่สิ่งที่ผมพบหลังจากกลับมาจากต่างจังหวัด ก็คือ คุณพ่อถูกเจาะช่องท้องไปเรียบร้อยแล้ว

ผมถามคุณพ่อว่าเกิดอะไรขึ้น คุณพ่อบอกว่าคุณแม่และญาติๆ พยายามจะยื้อท่านเอาไว้ ปัญหาก็คือเราจะสื่อสารกับญาติพี่น้องอย่างไร โดยเฉพาะญาติพี่น้องที่เป็นคนจีน ซึ่งการพูดเรื่องความตายที่เป็นเรื่องอัปมงคล ผมรู้ตัวเลยว่าในช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากมาก สภาพของคุณพ่อก็ทรุดลงทุกวัน ท่านบอกกับผมว่าท่านรู้ตัวว่าท่านคงไม่รอด ก่อนที่สติจะเริ่มเลือนลางด้วยฤทธิ์ยา ท่านบอกกับผมว่า อยากกลับบ้านท่าน ผมต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการเจรจากับคุณหมอและญาติพี่น้อง

คุณหมอบอกกับผมว่าน่าจะลองดูก่อนนะ โอกาสยังพอมี แต่สำหรับผมที่เห็นสภาพพ่อในวันนั้น ผมรู้ตัวเราว่าคุณพ่อท่านอาจจะไม่ได้อยู่กับเราอีกต่อไป แล้วตัวคุณพ่อเองก็รู้ตัวว่าแกก็จะไม่รอด ตอนนั้นผมอึดอัดมาก แล้วคุณหมอก็พูดวนไปวนมาเกี่ยวกับเรื่องของการรักษา ญาติๆ ก็บอกว่าไม่เอากลับไปตายที่บ้าน มันอัปมงคล

สุดท้าย ผมตัดสินใจนัดญาติมาคุยกันที่โรงพยาบาล ผมถามคุณหมอตรงๆ เลยว่า ถ้าเป็นคุณพ่อของคุณหมอ เป็นคนรักของคุณหมอ เห็นสภาพคนที่คุณหมอรักเป็นแบบนี้ แล้วเขาบอกอยากกลับบ้าน ถ้าเป็นคุณหมอจะตัดสินใจยังไง คุณหมอจะยอมให้เสียชีวิตที่โรงพยาบาลหรือที่บ้านตามที่เขาขอร้อง คุณหมอบอกว่าถ้าเป็นคุณพ่อผม ผมจะพากลับบ้าน ผมบอกกับคุณหมอว่า คุณหมอครับในช่วงเวลาสุดท้ายของพ่อ ผมอยากให้พ่อมีความสุข ผมขอพาพ่อกลับบ้านตามที่พ่ออยากได้ไหม

จากนั้นก็ดำเนินเรื่องเอกสารพาออกจากโรงพยาบาล สุดท้ายคุณพ่อก็ได้กลับไปเสียชีวิตที่บ้าน ก่อนที่ท่านเสียชีวิต ท่านหันมายิ้ม เอื้อมมือมาแตะทุกคน แล้วท่านก็จากไปอย่างสงบ

เหตุการณ์หลังจากนั้นก็มีญาติของผมหลายคนที่เริ่มเปลี่ยนความคิด จากเดิมที่คิดว่าไม่ควรนำผู้ป่วยให้กลับมาเสียชีวิตที่บ้าน เขาก็จะเริ่มเห็นว่า แท้จริงแล้วมันเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็จะมีญาติบางคนที่เขาไม่พูดคุยกับผมอีกเลย แต่ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรเขา ไม่ได้คิดจะไปทะเลาะเบาะแว้งอะไรด้วย เพราะผมก็เข้าใจกับการที่เติบโตมาในวัฒนธรรมจีน ความเชื่อของชาวจีนที่ไม่ควรนำคนตายเข้าบ้าน ถือว่าเป็นเรื่องอัปมงคล แต่ผมเชื่อว่าผู้ป่วยในระยะสุดท้าย ส่วนใหญ่หากเลือกได้ก็อยากจะเลือกกลับไปเสียชีวิตที่บ้านเหมือนกันหมด”


เรากลัวความตายเพราะอะไร

พิเชษฐ์ กลั่นชื่น นักเต้นไทยร่วมสมัย ผู้มีชื่อเสียงด้านการเต้นโขนในต่างประเทศ เป็นอีกคนหนึ่งที่สนใจศึกษาแนวความคิดเรื่องชีวิตและความตาย เขาตั้งคำถามสำคัญในเวทีเสวนาได้อย่างน่าคิดว่า แท้จริงแล้วในเรื่องของความตายเรากลัวอะไรกันแน่

ชายหนุ่ม ถามคำถามสำคัญชวนให้เราขบคิดต่อว่า ที่เรากลัวเพราะเรากลัวในเรื่องความไม่รู้ว่าชีวิตหลังความตายจะเป็นอย่างไรหรือเปล่า หรือเรากลัวว่าความตายจะสร้างความความเจ็บปวดกับร่างกายเราหรือเปล่า แล้วถ้าเกิดเราคิดว่าถ้าเราทำบุญมามากพอในระหว่างที่ยังมีชีวิต และได้เกิดใหม่ สุขสบายในโลกหลังความตาย เราจะยังกลัวตายอยู่อีกหรือเปล่า

“ดังนั้นเราจะต้องถามกับตัวเองให้ดี ว่าแท้จริงแล้วเรากลัวอะไรกันแน่ คิดว่าถ้าเรารู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหลังความตายทั้งหมด เราก็จะไม่กลัวกับความตายเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ที่เรากลัวก็คือกลัวเพราะความไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป จนทำให้มีคนมายื่นข้อเสนอให้เราทำแบบนั้นแบบนี้ เพื่อชีวิตหลังความตายจะได้เป็นแบบนั้นแบบนี้ เราก็ทำแค่เพียงคาดหวังว่าจะได้ ซึ่งก็ไม่มีใครรู้ว่าจริงหรือเปล่า

หรือเรากลัวตาย เพราะเรายังยึดติดกับเพื่อนกลุ่มเดิมๆ อยู่กับครอบครัว ญาติ พี่น้องที่ทำให้ชีวิตเราสนุก มีความสุข กลัวว่าจะจากพวกเขาไป แต่ถ้าเรารู้ว่าถ้าเราตายไปแล้วเจอเพื่อนกลุ่มใหม่ที่สนุกกว่า เราจะกลัวอยู่ไหม นั่นคือ เรากลัวเพราะเราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนั้น

แต่สิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่ในปัจจุบันที่ผมมอง ก็คือ การที่เราพยายามฝืนธรรมชาติของชีวิต ก่อนที่เราจะต้องรับรู้เรื่องความตาย เราต้องรู้กฎพื้นฐานของชีวิตมีอยู่ 4 ข้อ ก็คือ เกิดแก่ เจ็บ และตาย คนเราในปัจจุบันฝืนในเรื่องของความตาย อย่างเช่น เราเกิดแล้วเราจะไม่แก่เลย เพราะเราพยายามต่อสู้กับความชรา เคยเห็นคนอายุ 60 แล้วหน้าตึงไหมครับ นั่นคือคนเราต่อสู้กับความชราและไม่ยอมรับ พยายามที่จะข้าม
ขั้นตอนคือเกิด แล้วจะไม่เจ็บ ไม่แก่ เราจึงไม่ตระหนักถึงความตาย คำสุดท้ายในกติกาธรรมชาติ

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ชีวิตคนเราในปัจจุบันเป็นแบบนั้น ก็คือ เรื่องเทคโนโลยีที่เข้ามาสอดแทรกกฎพื้นฐานของธรรมชาติ การพัฒนาของวงการแพทย์เพิ่มขึ้น ทำให้เราเอาชนะโรคภัยต่างๆ ที่เคยคร่าชีวิตมนุษย์ เทคโนโลยีเข้ามาทำให้เราไม่แก่ เมื่อรู้สึกไม่แก่ เราจึงไม่สนใจคำว่าความตายมากขึ้นไปเรื่อยๆ ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่พัฒนาสูงขึ้น จึงทำให้สร้างความกลัว เกิดความคาดหวัง และยอมรับความจริงในเรื่องของความตายห่างไกลขึ้นไปเรื่อยๆ”

ความตายคือสัจธรรมชีวิต

“แท้จริงแล้วช่วงเวลาใกล้ตาย คือ นาทีทองที่จะได้เห็นสัจธรรมของชีวิต พระอรหันต์หลายรูปในอดีตก็เคยบรรลุอรหันต์ได้ในช่วงเวลาก่อนตาย ความตายจึงไม่ใช่เรื่องน่ากลัวแต่อย่างใด แค่เราเตรียมใจยอมรับ และเมื่อใจเรายอมรับ เราก็จะรับความตายอย่างเป็นสุข” พระอธิการไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ แสดงธรรมเรื่องความตายไว้ได้อย่างน่าสนใจยิ่ง

“มีเหตุผลมากมายที่ทำให้หลายคนไม่รังเกียจความตายและพร้อมรับความตาย นั่นเพราะเขาเห็นว่าความตายนั้นมีประโยชน์ คนเรามักจะเห็นมองแต่โทษของความตายมัน ว่าเป็นวิถีที่ร้ายแรงของชีวิต แต่ที่จริงความตายนั้นมันมีคุณค่ามากมาย ในเวลาที่เรากำลังจะตายเราจะเริ่มตระหนักถึงความสูญเสียพลัดพราก แสดงธรรมให้เราเห็นว่า ชีวิตนั้นไม่เที่ยง สังขารนั้นเป็นทุกข์

หากคนรุ่นก่อนไม่ตายแล้วคนรุ่นหลังจะมีโอกาสจากคนรุ่นก่อนได้อย่างไร ที่จริงแล้วเราต้องขอบคุณสิ่งต่างๆ ในโลกนี้ที่ทำหน้าที่ตาย ให้มีอาหารกิน มีสิ่งอำนวยความสะดวกในชีวิตของเรา เพราะเราได้อาศัยชีวิตของพืชและสัตว์จากความตายของพวกเขาจึงทำให้เราได้อยู่ เราต้องขอบคุณความตายของเซลล์ต่างๆ ในร่างกายเพื่อที่จะได้สร้างเซลล์ใหม่ให้เรามีชีวิตที่ดีต่อไป

ถ้าเซลล์ไม่ยอมตาย ขยายตัวอยู่เรื่อยๆ นั่นก็คือเซลล์มะเร็ง ก็จะเป็นเราที่ต้องตายไปเอง และเมื่อถึงเวลาที่สมควร เราก็ต้องทำหน้าที่ตายด้วยเช่นกัน และเมื่อรู้ว่าความตายเป็นหน้าที่ เราก็ต้องรู้ว่าเราก่อนตายควรจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด หน้าที่ต่างๆ ที่เราได้รับมอบหมายในการเป็นลูกที่ดี เป็นพ่อแม่ที่ดี เป็นเพื่อนที่ดี ให้ผู้คนพูดถึงเราในทางที่ดีก่อนตายแล้วหรือยัง หากเราทำหน้าที่นี้ดีแล้ว เราก็มีสิทธิที่จะตายอย่างสงบ

การตายอย่างสงบเป็นสิทธิของทุกคน ไม่ใช่จำกัดเฉพาะพระหรือว่านักปฏิบัติธรรม ดังนั้นการที่เรารู้จักการปล่อยวาง การที่เราเห็นความตายเป็นหน้าที่ จะช่วยให้เรามีการเตรียมตัวทำความดีเพื่อตายอย่างสงบ

เหตุผลหนึ่งของคนที่กลัวตาย ก็เพราะกลัวว่าหลังตายแล้วจะต้องรับกรรมชั่ว เพราะชีวิตที่ผ่านมาของเขาทำแต่เรื่องแย่ๆ จึงพยายามร้องขอโอกาสที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อแก้ไขในสิ่งที่ทำผิดพลาดไป แต่หากเราทำความดี รู้จักหน้าที่ของการตาย เข้าใจว่าเป็นสัจธรรมของชีวิตเรา ใจเราก็จะสงบและจากไปอย่างสงบท่ามกลางความดีที่เราทำไว้”

พระไพศาลท่านกล่าวทิ้งท้าย ทำให้เราตระหนักถึงชีวิตที่ผ่านมาและคิดไกลถึงอนาคตที่จะมาถึงได้ทุกเมื่อ ถ้าเรามองทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตทุกอย่างมีวันหมดอายุเสมอ ไม่มีใครที่ได้สิทธิที่อยู่ยงคงกระพัน ไม่ใช่คนที่รักตายจากเราไป ก็เป็นเราที่ต้องไปเป็นเรื่องธรรมดา

ดังนั้น เราจึงควรมองความตายเป็นบทเรียนที่ดี ว่าเราจะใช้ช่วงชีวิตที่เหลืออย่างไรให้มีประโยชน์ต่อตัวเองและผู้อื่น หันมาพูดคุยเรื่องความตายอย่างเป็นปกติ ไม่ต่างจากที่เราพยายามพูดคุยเรื่องเพศ ให้รู้แจ้งถึงการป้องกันปัญหาที่จะตามมา ความตายก็เช่นกัน ลองถามตัวเราเสียแต่ตอนนี้ว่าจะใช้ชีวิตอยู่และตายจากไปอย่างไร

 

กอด ยาวิเศษบำบัดโรคกายและใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มิถุนายน 2560 เวลา 15:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/498599

กอด ยาวิเศษบำบัดโรคกายและใจ

โดย…กันย์ ภาพ เอพี, เอเอฟพี, รอยเตอร์ส

กอด อาการที่ทำได้ง่ายไม่ต้องลงทุน แต่ผลลัพธ์ออกมาดี๊ดี เป็นการถ่ายทอดพลังความรู้สึกทางบวกให้กับผู้ถูกกอด สัมผัสแห่งรักที่ทำให้อารมณ์ดี นอกจากการจับมือ เจอหน้า และพูดคุยทักทายกับคนที่เรารักแล้ว การกอดก็ถือเป็นอีกหนึ่งสัมผัสที่ทำให้เรารู้สึกแฮปปี้ไปตลอดทั้งวันได้

ความสุขเล็กๆ ที่เกิดจากการกอด จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับสุขภาพกายของเรา รู้หรือไม่ว่าการกอดคนที่เรารักเพียงวันละครั้ง ก็ทำให้ห่างไกลจากอาการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ ได้แล้ว

กอดรักษาโรค

พญ.นริศรา ติยะพรรณ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ทรพ.สมุทรสาคร กล่าวว่า สุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก เพราะการกอดช่วยป้องกันอาการเจ็บป่วยออดๆ แอดๆ ได้ เพราะในการกอดแต่ละครั้งนั้น ร่างกายจะเกิดกระบวนการต่างๆ เช่น หัวใจเต้นรัวขึ้น เลือดลมสูบฉีด รู้สึกอารมณ์ดี หัวสมองนึกถึงแต่เรื่องดีๆ ดังนั้นหากเรากอดคนรักบ่อยๆ สุขภาพจิตของเราย่อมดีทุกวัน แบบนี้ก็ไม่มีทางเจ็บป่วยง่ายอยู่แล้ว เพราะสุขภาพแข็งแรงมาจากข้างใน

โดยเฉพาะเด็กเล็กๆ นั้นการกอดเป็นสิ่งจำเป็น มีงานวิจัยจากสหรัฐบอกว่า ในเด็กที่ขาดการกอดหรือสัมผัส จะทำให้เด็กชะงักการเติบโตและอาจเสียชีวิตได้ เพราะสัมผัสและกอดส่งผลต่อการผลิตฮอร์โมน ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบไหลเวียนโลหิตที่จะไปช่วยหล่อเลี้ยงเนื้อเยื่อ ส่งผลต่อพัฒนาการทางอารมณ์ การเรียนรู้ใช้เหตุใช้ผลของเด็กจะทำงานผิดปกติ สุขภาพจิตจะตกต่ำส่งผลให้สมองส่วนหน้าด้านการควบคุมอารมณ์จะทำงานผิดปกติ อาจกลายเป็นเด็กหงุดหงิด โมโหง่าย และกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้ในอนาคต ทางตรงกันข้ามการกอดจะทำให้เด็กรู้สึกมั่นคงปลอดภัย พัฒนาการทางสมองจะดี อารมณ์จะดีขึ้น”

นอกจากนี้ ร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรคมากขึ้น เพราะการกอดสามารถเพิ่มคุ้มกันโรคให้เราได้ เพราะการกอดช่วยกระตุ้นจักระต่อมที่ 3 หรือ Solar Plexus ที่อยู่ตรงบริเวณตำแหน่งลิ้นปี่ ให้กระตุ้นการไหลเวียนน้ำเหลือง เพื่อใช้ในการผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาว หากร่างกายมีปริมาณเม็ดเลือดขาวเพียงพอ ร่างกายก็จะมีภูมิคุ้มกันโรคเป็นปกติ และคลายอาการปวดต่างๆ

ในขณะที่เรากอดใครสักคนนั้น ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนออกซิโตซินออกมา ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความสุขที่จะช่วยให้เราคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกาย เพิ่มการไหลเวียนเลือดในมวลกล้ามเนื้อ ส่งผลให้อาการปวดต่างๆ บรรเทาลงนั่นเอง

นอกจากนี้ ยังลดความเสี่ยงการเป็นโรคหัวใจ เพราะฮอร์โมนออกซิโตซินช่วยลดความเครียดและความกังวล ลดระดับความดันโลหิต ทำให้หัวใจไม่ทำงานหนักจากการเร่งสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงหัวใจ เราจึงมีความเสี่ยงต่ำในการเป็นโรคหัวใจ จากผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา แชเปิลฮิลล์ เผยว่า ปกติแล้วอัตราการเต้นของหัวใจคนเรา โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 60-80 ครั้ง/นาที แต่สำหรับคนที่ไม่ค่อยได้กอดใคร หรือไม่ค่อยถูกกอดนั้น จะมีอัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้นประมาณ 10 ครั้ง/นาที ในขณะที่คนถูกกอดจะมีอัตราจะเร็วขึ้นแค่ประมาณ 5 ครั้ง/นาที ซึ่งการที่หัวใจเต้นเร็วกว่านั้น แสดงให้เห็นว่าหัวใจทำงานหนักขึ้น เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจได้มากกว่าคนที่ได้รับการกอดเป็นประจำ

พลังมหัศจรรย์ของการกอด

เวลาที่เรากอดใครสักคนแล้วจะรู้สึกฮึกเหิมมากขึ้น มีพลังมากขึ้น เพราะในขณะที่กอดนั้น กระบวนการต่างๆ ในร่างกายจะทำงานสัมพันธ์กับระบบประสาทพาราซิมพาเธทิค หรือประสาทสัมผัสแบบอัตโนมัติ ที่จะทำการปรับสมดุลประสาทการรับรู้ของเรา กระตุ้นให้ร่างกายเรามีเรี่ยวแรง แอ็กทีฟมากขึ้น

นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์และโฆษก กรมสุขภาพจิต กล่าวว่า การกอดไม่ได้ให้ผลดีต่อสุขภาพกายอย่างเดียวเท่านั้น ยังมีพลังมหัศจรรย์บางอย่างที่ซ่อนประโยชน์ไว้มากมาย แต่อย่าลืมเรื่องกาลเทศะและสถานที่ด้วย ถ้าเป็นเรื่องของคนในครอบครัวจะเป็นสิ่งที่ดีมาก แต่ถ้าเป็นคนอื่นอาจต้องพิจารณาให้ดี โดยเฉพาะในผู้ชายที่จะไปกอดผู้หญิง ต้องมีความระมัดระวัง อาจะมีเรื่องความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่ต้องพิจารณา การกอดที่ดีต้องมาจากความไว้วางใจต่อกัน มีความเต็มใจของผู้ถูกกอดด้วย มีข้อแม้ว่าต้องเป็นการกอดที่ประกอบด้วยความรักและปรารถนาดี ไม่ใช่กอดแบบจาบจ้วงล่วงเกิน

กอดทำให้รู้สึกปลอดภัย เวลาที่เรารู้สึกตกอยู่ในอันตราย หรืออยู่ในสถานะที่ไม่ปลอดภัย หากมีใครสักคนกอดเราเอาไว้ เราย่อมรู้สึกว่าตัวเองปลอดภัยมากขึ้น หรือแม้แต่การอุ้มเด็กทารกตัวเล็กๆ ในขณะที่กำลังร้องไห้ หากเราเข้าไปอุ้มเขามากอดก็จะทำให้เขาหยุดร้องไห้ได้ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะการกอดทำให้เรารู้สึกว่ามีคนคอยปกป้องคุ้มครองเราอยู่ ทำให้ความรู้สึกเครียดและความวิตกกังวลในสถานการณ์นั้นๆ น้อยลง

คิดบวกมากขึ้น การกอดสามารถเปลี่ยนความคิดของเราจากติดลบให้กลายเป็นบวกได้ สาเหตุเพราะในขณะที่เรากำลังกอดใครสักคนนั้น ร่างกายเกิดการกระตุ้นสร้างฮอร์โมนออกซิโตซินออกมา ทำให้เรารู้สีกมีความสุข รู้สึกเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น และรู้สึกไม่โดดเดี่ยว ซึ่งความรู้สึกดีๆ ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น ล้วนส่งผลให้เราคิดถึงแต่เรื่องดีๆ ที่จะนำมาซึ่งการคิดบวก

ทำให้รู้สึกแฮปปี้แบบสุดๆ เคยสังเกตกันบ้างไหมว่าเวลากอดคนที่เรารักนั้น ทำไมเรารู้สึกมีความสุขจังเลย สาเหตุก็เป็นเพราะว่าการกอดช่วยกระตุ้นให้สมองหลั่งสารโดปามีน หรือสารแห่งความสุขออกมามากขึ้น รวมถึงสารแห่งความสุขตัวอื่นๆ ด้วยเช่นกัน เช่น เอ็นดอร์ฟิน และเซโรโทนิน ที่ส่งผลต่อจิตใจของเรา ให้เรารู้สึกมีความสุข พึงพอใจ รู้สึกยินดี จนลืมความทุกข์ไปเลยเชียวล่ะ

ช่วยสร้างความไว้วางใจ การกอดสามารถสร้างความสบายใจให้กับอีกฝ่ายหนึ่งได้ เหมือนดังเช่นในเวลาที่คุณแม่ให้นมลูกน้อยในท่าอุ้มกอดนั้น ลูกน้อยจะดูดนมโดยไม่งอแงเลย สาเหตุก็เป็นเพราะสารเคมีแห่งความผูกพันที่เรียกว่า ออกซิโตซิน ทำให้ลูกน้อยรับรู้ถึงความอบอุ่น ปลอดภัย และความไว้วางใจ

ช่วยลดความประหม่ากังวล เวลาที่เราต้องไปร่วมงานสำคัญที่มีคนมากหน้าหลายตาที่เราไม่รู้จัก อาจทำให้เกิดอาการประหม่าได้ วิธีที่ช่วยลดอาการประหม่าได้ดีที่สุดก็คือการกอด เพราะในขณะที่กอดนั้น ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนออกซิโตซินออกมา ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น จิตใจสงบมากขึ้น สามารถจัดลำดับความคิดของตัวเองได้ดีขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เรามีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้นด้วย

ลดความรู้สึกหวาดกลัว การกอดช่วยบรรเทาความรู้สึกหวาดกลัวได้ ทำให้เรารู้สึกว่าไม่ได้กำลังตกอยู่ในอันตรายเพียงลำพัง จากผลการวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ลงในวารสาร Psychological Science เผยว่า ในขณะที่กำลังรู้สึกกลัวนั้น หากอยู่กับสิ่งที่จับต้องได้ จะทำให้ความกลัวในใจลดลง เห็นได้จากการที่เด็กๆ กอดตุ๊กตาหรือคนใกล้ตัวแน่นขึ้นเมื่อรู้สึกกำลังกลัวอะไรสักอย่าง หรือแม้แต่เวลาที่เรารู้สึกได้ว่ารอบตัวมีบางอย่างผิดปกติ หากได้จับมือหรือกอดคนที่อยู่ใกล้ตัวนั้นจะทำให้เรารู้สึกกลัวน้อยลงกว่าเดิม

ให้กำลังใจ การกอดเป็นสิ่งที่จะช่วยเพิ่มกำลังใจในการใช้ชีวิต ซึ่งถือว่าจำเป็นอย่างยิ่งในการดำรงชีวิต โดยคนที่ขาดการกอดหรือการสัมผัสนั้นมีแนวโน้มจะเกิดความรู้สึกผิดหวัง หดหู่กับชีวิตง่ายกว่าคนที่ถูกกอดหรือสัมผัสบ่อยๆ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เป็นโรคร้ายชนิดรุนแรง เช่น มะเร็ง เอดส์ หากได้รับการกอดหรือสัมผัสที่ดีๆ ก็จะสามารถประคองภาวะอารมณ์ ลดความรู้สึกในทางลบของผู้ป่วย ถือเป็นการให้กำลังใจผู้ป่วย ไม่ให้ท้อแท้ต่อการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย ไม่ให้รู้สึกว่าตัวเองเป็นที่น่ารังเกียจ

กอดกี่ครั้งถึงจะดี

กรมอนามัย บอกถึงข้อดีและความถี่ในการกอดว่า การกอดวันละ 4 ครั้ง เพื่อการดำรงชีวิต ช่วงเช้า สาย บ่าย เย็น ช่วยให้รู้สึกดีตลอดวัน และช่วยเอาชนะความกลัวได้ ถ้ากอดวันละ 8 ครั้ง หรือทุก 3 ชั่วโมง/วัน จะทำให้วันนั้นคุณจะรู้สึกสดชื่น มีชีวิตชีวา อารมณ์แจ่มใส เพื่อการดำเนินชีวิตที่ดี และถ้ากอดวันละ 12 ครั้ง หรือทุก 2 ชั่วโมง ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย และส่งผลดีต่อหัวใจ เพื่อการเจริญเติบโต การกอดในเด็กทารกจะช่วยเพิ่มอีคิว โดยเฉพาะเวลาที่อุ้มกอดขณะให้นม ส่วนการกอดในผู้สูงอายุ ช่วยบรรเทาความเจ็บปวด ผู้สูงอายุจะไม่รู้สึกเหงา และไร้ความกังวล

ดร.โดโลเรส ไกรเกอร์ ผู้เชี่ยวชาญในสาขาการบำบัดด้วยการสัมผัส จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก กล่าวว่า บุคคลที่ได้รับการกอด หรือกอดผู้อื่น จะทำให้เกิดการกระตุ้นการทำงานของฮีโมโกลบิน ทำให้การลำเลียงของออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อส่วนต่างๆ ทำงานได้อย่างทั่วถึง ทำให้รู้สึกสดชื่น มีชีวิตชีวา

ประเทศแถบเอเชียก็มีศาสตร์การนวดบำบัดและการกัวซา เพื่อเป็นการสัมผัสอย่างหนึ่งมาใช้ในการรักษา ศูนย์ Delhi Sanjivini ศูนย์รักษาผู้ป่วยทางด้านจิตใจที่มีชื่อเสียงของอินเดีย ได้ใช้การรักษาผู้ป่วยด้วยการกอด โดยจัดอาสาสมัครที่เป็นเพศเดียวกันกับผู้ป่วยมาบำบัดผู้ป่วย วิธีก็ไม่ยุ่งยากอะไร เช่น เด็กร้องไห้ก็นำมานั่งตักแล้วกอดไว้ ลูบหลังลูบไหล่เบาๆ เป็นการช่วยเหลือที่ง่ายๆ ใครก็สามารถทำได้ มีแค่หัวใจที่เปี่ยมด้วยรักเมตตา คุณก็สามารถเป็นยาวิเศษนี้ได้

 

เพิ่มโอกาสการเติบโตหน้าที่การงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มิถุนายน 2560 เวลา 16:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/498395

เพิ่มโอกาสการเติบโตหน้าที่การงาน

ทุกคนรู้ดีว่าเวลาเป็นสิ่งที่ทุกคนมี 24 ชั่วโมงเท่าๆ กัน แล้วแต่ว่าจะให้เวลากับใครมากน้อยแค่ไหน แต่เรื่องความสามารถเป็นสิ่งที่ต้องพัฒนากันไป เรียนรู้กันต่อไปเรื่อยๆ จากนั้นก็เป็นส่วนของการพาตัวเองไปอยู่ในที่ที่ขายความสามารถของเราได้เต็มที่ ในที่ที่คนซื้อเห็นคุณค่าและพร้อมจะซื้อความสามารถนั้นด้วย

โดย…กันย์ ภาพ รอยเตอร์ส

อริญญา เถลิงศรี Managing Director บริษัท SEAC เสนอวิธีแสดงศักยภาพในการทำงานให้ถูกที่ ถูกเวลา รู้จักจังหวะในการแสดงฝีมือให้เจ้านายและคนในทีมเห็นความสามารถเพื่อสร้างความเติบโตในหน้าที่

– แสดงความคิดเห็นในที่ประชุม ในการประชุม ย่อมมีคาดหวัง ความคิดเห็น จากทีมงานเพื่อนำมาพัฒนาหรือแก้ไขงานให้เกิดสิ่งที่ดีขึ้น การที่คุณเป็นคนเก่งที่นั่งเงียบ ไม่ช่วยให้ใครเห็นศักยภาพทางความคิดของคุณ เพราะถึงแม้จะไม่เป็นความคิดที่ดีที่สุด แต่มันอาจช่วยให้ทีมงานเห็นทางออกหรือต่อยอดงานได้

– เสนอแนวคิดสร้างสรรค์เมื่อเจอปัญหา ในการทำงาน เรื่องปัญหาเป็นเรื่องปกติที่จะมีเข้ามากวนใจให้เครียดอยู่เสมอ อย่าวิตกกังวลกับอุปสรรคที่พบเจอ แต่ให้คิดว่าสิ่งเหล่านี้จะช่วยทำให้คุณเก่งและเติบโตขึ้น เมื่อใดที่เจอปัญหา ให้ใช้ศักยภาพในการทำงานคิดแก้ไขอย่างสร้างสรรค์ มองมุมบวก และหาแนวทางใหม่ๆ เพื่อเป็นทางออก นอกจากจะช่วยให้คุณเองพบคำตอบได้อย่างรวดเร็วแล้ว ยังจะทำให้คนรอบข้างนับถือและชื่นชมในศักยภาพนี้อีกด้วย

– ทำงานเป็นทีม เปิดใจรับฟังทุกความคิดเห็น หลายคนไม่ชอบทำงานเป็นทีม แต่ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลใด ก็ไม่ช่วยให้ใครๆ เห็นศักยภาพที่แท้จริงของคุณเลย ตรงกันข้าม การทำงานเป็นทีมจะช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพในตัวคุณให้เห็นอย่างเด่นชัด นอกจากนั้น การที่คุณเป็นคนกล้าเปิดใจรับฟังทุกความคิดเห็น ไม่ว่าจะเป็นคำชมหรือคำติเตียน ซึ่งนอกจากจะแสดงให้เห็นว่าคุณพร้อมที่จะปรับปรุงตนเองเพื่องานที่ดี แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณว่าคุณพร้อมรับผิดชอบงานที่ยากขึ้นในอนาคต

ทุกความสำเร็จ ต้องอาศัยปัจจัยหลายๆ อย่าง รวมถึงเรื่องเวลา โอกาสหรือจังหวะที่เหมาะสม ผนวกกับความพยายาม ความสามารถ แสดงศักยภาพให้ทุกคนได้เห็นเพื่อโอกาสความก้าวหน้าในหน้าที่การงานของตัวเอง