คนไทยต้องสนใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มิถุนายน 2560 เวลา 07:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/499643

คนไทยต้องสนใจ

โดย…รอนแรม ภาพ : ชาธิป สุวรรณทอง

 ความเป็นไทยอยู่ในตัวคนไทยทุกคน และอยู่ในทุกเรื่องของสังคมไทย ทั้งท่องเที่ยว ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี อาหาร และทุกอย่างที่เป็นไทย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อหรือเชยเกินไปที่คนไทยจะสนใจ

อันเป็นต้นเหตุให้เพจเฟซบุ๊ก Thai Touch สัมผัสไทย ได้คัดสรรเรื่องไทยๆ ที่คนไทยควรรู้ ควรดู ควรกิน และควรไปสัมผัสด้วยตัวเอง

ชาธิป สุวรรณทอง เจ้าของเพจและบล็อก thaitouchsampasthai.blogspot.com เป็นผู้คลุกคลีในวงการศิลปวัฒนธรรมมานาน 17 ปี

ปัจจุบันก็ยังใกล้ชิดวงการศิลป์กับการเป็นผู้จัดการฝ่ายสื่อสาร ศุภโชค ดิ อาร์ต เซ็นเตอร์ โดยเขามีความตั้งใจที่จะทำให้ความเป็นไทยที่ไม่มีใครสนใจให้เป็นที่สนใจ ผ่านบทความการเดินทางที่เขาเก็บเกี่ยวมาเล่า หรือเรื่องที่พบเจอมาในโลกโซเชียลมีเดีย

 “เราทำสิ่งที่ตัวเองถนัด ซึ่งประสบการณ์ 10 กว่าปีที่อยู่ในสายงานนี้ ทำให้เรารู้ว่าศิลปะแทบจะเป็นเรื่องเดียวกันกับวัฒนธรรม อย่างศิลปินต้องทำงานบนพื้นฐานของสังคม ซึ่งสังคมก็เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นไทย ดังนั้นไม่ว่าเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เรานำเสนอออกไปต้องไปกระทบความคิดหรือความรู้สึกของคนไทยไม่มากก็น้อย” เขากล่าว

ชาธิป สร้างเพจมาได้ 2 เดือนกว่า มีคนสนใจหากวัดจากยอดไลค์ประมาณ 1.1 หมื่นคน โดยเขาใช้พื้นที่ตรงนี้เป็นเหมือนสแครปบุ๊ก (Scrapbook) ส่วนตัวที่เก็บรวบรวมเรื่องราวที่น่าสนใจและมีความสำคัญไว้ ซึ่งใครก็ได้สามารถเปิดเข้าดูได้ทุกเวลา ดังนั้นความตั้งใจทำเพจเพราะ “อยากทำ” จึงกลายเป็นงานอดิเรกที่สนุกสนาน และปราศจากความเครียดเรื่องรายได้

“การมีพื้นที่นำเสนอเรื่องราวที่ดี ที่น่าสนใจ แล้วคนเข้ามาอ่านเขาได้รับประโยชน์กลับไป เราก็แฮปปี้แล้ว ถึงแม้ว่าในโลกเฟซบุ๊กจะมีเพจที่เกี่ยวกับความเป็นไทยเยอะพอสมควร แต่เป็นเพจเฉพาะ เช่น เรื่องภาพเก่า ราชวงศ์ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ผิดกับเพจของเราที่ไม่มีโทนขนาดนั้น เพราะเราเลือกข้อมูลที่น่าเชื่อถือและน่าสนใจมาแชร์ โดยใช้เซนส์ของตัวเองวัดว่าชอบเรื่องไหนและเก็บรวบรวมไว้เป็นหนึ่งหน้าในสแครปบุ๊ก”

สำหรับคนที่ติดตาม แอดมินคนนี้ได้กล่าวว่า คุณจะได้รู้จักความเป็นไทยที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์ ไม่ใช่เรื่องเข้าใจยาก และไม่ใช่การท่องจำ แต่ความเป็นไทยจะทำให้เข้าใจสังคมและตัวตนมากขึ้นกว่าเดิม

 ยกตัวอย่าง หากคุณไปท่องเที่ยวที่ไหนสักแห่งในประเทศไทย มันคงสนุกและลึกซึ้งหากรู้ว่าที่แห่งนั้นมีประวัติศาสตร์และมีความสำคัญต่อคนไทยอย่างไร การท่องเที่ยวที่เป็นแค่เช็กอิน ถ่ายรูป แล้วกลับ จะเปลี่ยนเป็นความเข้าใจและเรียนรู้ปัจจุบันว่า เราพัฒนาไปอย่างไรเมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา

“สมัยนี้เพจเฟซบุ๊กคือสื่อสารมวลชนอย่างหนึ่ง ซึ่งใครก็ตามก็สามารถเป็นสื่อมวลชนได้ เพราะเมื่อเราเขียนข้อความ เพจจะกลายเป็นหนังสือพิมพ์ หากเราถ่ายคลิปเสียงจะกลายเป็นวิทยุ หากถ่ายวิดีโอจะกลายเป็นทีวี หรือหากไลฟ์ก็จะกลายเป็นทีวีถ่ายทอดสด ดังนั้นคนที่ผลิตสื่อเหล่านี้ออกมาต้องคิดถึงจริยธรรม ควรทำเรื่องที่มีประโยชน์ และให้ข้อมูลที่ไม่สร้างความขัดแย้งหรือความเสียหายให้กับผู้อื่นหรือสังคม แต่ทำเพื่อพัฒนาและก่อให้เกิดผลดีต่อสังคมจะเป็นสิ่งที่ดีและถูกต้อง” ชาธิป กล่าวทิ้งท้าย

 

‘ศศิวิมล’กับผลงาน Freezing The Hearts ผู้หญิงแถวหน้างานเวนิสเบียนนาเล 2017

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มิถุนายน 2560 เวลา 07:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/499639

‘ศศิวิมล’กับผลงาน Freezing The Hearts ผู้หญิงแถวหน้างานเวนิสเบียนนาเล 2017

โดย…ยินดี ฤตวิรุฬห์

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ผู้หญิงคนหนึ่งนำผลงานที่เป็นการต่อยอดทางความคิด จากงานถนัดและงานประจำ คือสถาปนิกออกแบบตามที่ลูกค้าต้องการ ผลักดันตัวเองเข้าไปอยู่ในการทำงานด้านศิลปะที่สามารถรังสรรค์งานได้อย่างลงตัวและผลงานเข้าตางานระดับโลกจนได้รับเทียบเชิญให้ไปร่วมงาน มหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ เวนิส เบียนนาเล 2017 (Venice Art Biennale 2017) ที่เริ่มจัดตั้งแต่วันที่ 13 พ.ค.-26 พ.ย. 2560 และเป็นการจัดครั้งที่ 57 งานนี้จะจัดขึ้นในทุก 2 ปี

“ศศิวิมล สินธวณรงค์” ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบ บริษัท จาร์เค็น เจ้าของผลงาน Freezing The Hearts : หยุดทำร้ายหัวใจกัน เป็นหนึ่งในผู้หญิงไทยที่สามารถนำผลงานไปอวดสายตาชาวโลกในครั้งนี้ และด้วยวัยเพียง 36 ปี งานที่เราอาจเห็นผลงานของเธอโลดแล่นในเวทีโลกเวทีถัดไปได้ไม่ยาก

“เป็นความภาคภูมิใจในฐานะของคนไทยที่ได้นำผลงานไปร่วมโชว์กับนักออกแบบทั่วโลก แล้วในฐานะของสถาปนิกหรือนักออกแบบ การเข้าร่วมโชว์ใน Venice Art Biennale 2017 ถือเป็นที่สุดของงานโชว์ระดับโลกอีกงานหนึ่ง” ศศิวิมล เล่า

แรงบันดาลใจที่ทำให้เกิดการคิดค้นงานศิลปะชั้นนี้ขึ้นมา เธอบอกว่าเกิดจากในทุกเช้าที่เธออ่านข่าวผ่านหน้าหนังสือพิมพ์หรือสื่อ และพบว่าจะมีการนำเสนอในเรื่องของความรุนแรง การทำร้ายกัน จึงอยากให้ทุกคนหยุด หยุดทำร้าย หยุดเหยียบย่ำหัวใจ ถอยหลังกันมานิดหนึ่งและตั้งสถิติเพราะด้วยความเชื่อที่ว่าทุกคนมีหัวใจ ได้โปรดอย่าเหยียบย่ำกันเลย เมื่อมีมุมแบบนี้จึงได้เกิดเป็นแนวคิดและนำมาออกแบบในการนำมาทำงานศิลปะชิ้นนี้

เธอบอกว่า หยุดทำร้ายหัวใจกัน…ที่นำไปจัดแสดงในครั้งนี้ ได้พัฒนาผลงานออกแบบ ซึ่งในมุมมองของดีไซเนอร์นั้น การจะสรรหาวัสดุใหม่สักชิ้นเพื่อนำมาใช้ในงานตบแต่งภายใน วัสดุชิ้นนั้นจะต้องมีความพิเศษ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อาทิ วัสดุสำหรับใช้ภายนอกที่ถูกกัดกร่อนจากระยะเวลาของธรรมชาติ ทั้งแสงแดด น้ำ ฝุ่น ลม ฯลฯ จนเกิดเป็นการกัดกร่อนในรูปแบบต่างๆ การคิดงาน Freezing จึงเกิดขึ้นเพื่อให้ได้สีและรูปแบบให้เหมาะสมกับนำมาใช้ได้ชัดเจน

สอดรับกับเทรนด์ของโลกในเรื่องการใช้ประโยน์จากสิ่งรอบตัว เช่น พวก re-gift/re-target การเชื่อมต่อกับคนต่างสาขา การพัฒนาตัวเองจากสถาปนิกเข้าสู่การทำงานหลากหลาย ความกล้าที่จะเดินผ่านขอบเขต ซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทาย และเป็นจุดมุ่งหมายของ จาร์เค็น ด้วยเช่นกัน ที่ต้องการให้ลูกค้าเห็นงานออกแบบที่หลากหลาย

เวนิส เบียนนาเล งานที่โชว์ผลงานการออกแบบประติมากรรมเชิงสร้างสรรค์ด้านสถาปัตยกรรมใหม่ระดับมาสเตอร์พีซ ซึ่งงาน Freezing The Hearts ของ ศศิวิมล นำผลงานในนามของบริษัท จาร์เค็น โดยผลงานชิ้นนี้ได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการผู้จัดงานและภัณฑารักษ์ ให้เป็นศิลปินใหม่ที่มีผลงานที่สนใจโดดเด่น

Freezing The Hearts ถูกเลือกให้ไปจัดโชว์บนพื้นที่กว่า 14 ตารางเมตร ของพิพิธภัณฑ์ PALAZZO MICHIEL งานมหกรรมศิลปะที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงที่สุดในโลก หรือเทียบเคียงได้กับว่าเป็นเวทีโอลิมปิกของงานศิลปะที่ศิลปินชื่อดังจากทั่วโลกใฝ่ฝัน จะนำผลงานของตัวเองเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงานโชว์ในแต่ละครั้ง และ Freezing The Hearts เป็นหนึ่งในชิ้นงานจากทั้งหมด 52 ชิ้น จากทั้งหมด 17 ประเทศ ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมงานในครั้งนี้ที่ศิลปินที่เข้าร่วมก็จะมีความหลากหลายในการนำเสนอแนวคิดและความคิดที่ทำให้เกิดขึ้นงานที่สวย งดงาม สื่อความหมายของในแต่ละชิ้นงานออกไป

ผลงานของ ศศิวิมล เมื่อเราก้าวขึ้นไปบนพื้นที่จัดงานในชั้นที่ 2 ก็จะพบกับ Freezing The Hearts ตั้งเด่นสง่า กลางห้อง ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นทำเลที่เด่น และทุกคนที่เข้ามาชมงานจะต้องหยุดเพื่อดูเพราะถ้าหากจะเดินตรงผ่านไปก็ไม่สามารถทำได้เพราะเท่ากับการเหยียบลงไปกลางหัวใจ ดังนั้น ผู้ชมงานจะต้องหยุดและชมหัวใจดวงนี้ เมื่อเดินเข้าไปใกล้ๆ จะได้ยินเสียงของหัวใจเต้นตุบ ตุบ ตุบ เป็นระยะเสมือนชิ้นงานที่มีชีวิตจริงและสอดคล้องแนวคิดและองค์ประกอบหลักที่เจ้าของผลงานตั้งใจนำเสนอ

หัวใจเป็นองค์ประกอบหลัก ที่เป็นตัวแทนของความรู้สึก เศร้า โกรธ เสียใจ หวาดกลัว ทางด้านลบพร้อมด้วยลักษณะพิเศษของสี (การทำปฏิกิริยากับออกซิเจน) เพื่อเป็นตัวแทนในการสื่อสารของความรู้สึกที่แตกต่างกัน เป็นการสื่อสารให้สังคมหยุดเหยียบย่ำหัวใจ ทำร้ายจิตใจ ด้วยการหยุดความคิด ความรุนแรง แม้กระทั่งการหยุดทำลายสิ่งแวดล้อม โดยใช้เฉดสีแนวพาสเทล เพื่อต้องการอ้างอิงว่า ที่จริงแล้วหัวใจมนุษย์ทุกคนนั้นมีความรู้สึกดีเสมอ

ทั้งนี้ คนที่เดินผ่านผลงาน heart Object จะต้องมีสติในการเดินและพึงระวังการเหยียบหัวใจ หรือ heart Object ซึ่งเป็นการตีความในรูปแบบที่ตรงไปตรงมา โดยศิลปินตั้งใจให้งานศิลปะครั้งนี้ถูกตีความออกมาในภาษาทางความรู้สึกแบบเข้าใจง่ายก่อนที่จะเดินผ่านพื้นที่นี้จะมีภาพเนื้อหาให้ผู้ที่สนใจได้ดูเพื่อให้เกิดความรู้สึกต่อจิตใจของผู้ดูก่อนที่จะเดินเข้าไปในพื้นที่แห่งนี้

สำหรับ ศศิวิมล การต่อยอดและความคิดที่ไม่ได้หยุดนิ่งเฉพาะในงานสถาปนิก แต่เมื่อกระจายเข้าไปสู่ในศิลปะก็จะยิ่งเพิ่มคุณค่าและมูลค่าให้กับงานมากขึ้นและการที่ จาร์เค็น เป็นบริษัทด้านการออกแบบด้านสถาปัตย์ งานด้านการตกแต่ง เมื่องานศิลปะที่ได้ขยายเข้าไปทำก็จะเป็นชิ้นงานที่จะสามารถนำมาสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้

ศศิวิมล บอกว่า ในทุกครั้งและทุกการทำงานของเธอนั้นจะยึดหลักความพึงพอใจหรือความต้องการของลูกค้าเป็นที่ตั้งเพื่อให้ลูกค้าพอใจในชิ้นงานที่จะเกิด และในการทำงานจะลงไปในทุกรายละเอียดของการใช้ชีวิต เช่น จะคำนึงถึงว่าในชีวิตแต่ละวันลูกค้าแบบอย่างไร และคิดเพื่อไปถึงความสะดวกปลอดภัยในชีวิตเลยและเพื่อไปถึงอนาคตถ้าลูกค้าเข้าสู่วัยเกษียณแล้วบ้านที่เขาให้ออกแบบจะรองรับได้ และทั้งหมดนี้คือวิธีและแนวทางที่ยึดมาตลอดในการทำงาน

ด้วยแนวคิดที่ละเอียดทำให้ตลอดระยะเวลาของการทำงานสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสถาปัตยกรรม ทำให้เธอได้รับรางวัลมามากมาย เช่น 2559 Singapore Interior Design Awards 2016 (SIDA) Silver Award สาขา Public Space รางวัลออกแบบตกแต่งภายในยอดเยี่ยม 8th SMEs National Awards 2016 (Thailand) กลุ่มธุรกิจงานสร้างสรรค์และออกแบบ จากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)

ปี 2558 รางวัล IAI Design Award Asia 2015 (Singapore) Design Excellence Award (Commercial) Top Design Practice 2015 Design Business Chamber Singapore

สุดยอดบริษัทออกแบบในเอเชีย 2558 จากหอการค้าธุรกิจสิงคโปร์- SG Good Design Mark 2015, 3 Awards on Textile, Fashion, pop-up Art Installation And Office Interior Design Business Chamber Singapore

3 รางวัล จาก SG Good Design Mark ด้านแฟชั่น ด้านออกแบบภายใน ประเภท ร้านค้า และสำนักงานจากหอการค้าธุรกิจสิงคโปร์

เธอจบปริญญาตรีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ เอกสถาปัตยกรรมตกแต่งภายใน จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2545 ปี 2549 ได้รับประกาศนียบัตรหลักสูตรการออกแบบพาร์สันส์ ที่นิวยอร์ก สาขาดีไซน์แมเนจเมนต์ และปี 2551 ได้รับประกาศนียบัตรหลักสูตรออกแบบจากสถาบันการออกแบบ DOMUS Academy ประเทศอิตาลี

 

วิชัย แสงหิรัญวัฒนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มิถุนายน 2560 เวลา 07:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/499638

วิชัย แสงหิรัญวัฒนา

โดย…เบญจวรรณ

 แม้ทุกวันนี้ เทคโนโลยีจะเป็นเรื่องใกล้ตัวผู้บริโภคมาก จนกลายเป็น “ขนมหวาน” แต่น้อยคนจะรู้ว่า คนที่อยู่เบื้องหลังการบริการด้านไอทีต้องเผชิญกับความท้าทายเพียงใด แต่เสน่ห์ของการทำงานในโลกดิจิทัล ทำให้ วิชัย แสงหิรัญวัฒนา ก้าวข้ามผ่านอุปสรรคต่างๆ มาตลอดชีวิตการทำงานกว่าทศวรรษ

ปัจจุบันเขารับหน้าที่เป็นแม่ทัพขับเคลื่อน บริษัท โกลบเทค องค์กรด้านการบริการข้อมูล แผนที่ และระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ และอุปกรณ์นำทาง GPS

เมื่อพบว่าตัวเองมีความชอบเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์อย่างแรงกล้า ความอยากรู้อยากเห็นและความสนใจทักษะด้านนี้ผลักดันให้ วิชัย ตัดสินใจก้าวเข้าสู่ธุรกิจด้านไอทีทันที

โดยหลังจากจบการศึกษาสาขาคอมพิวเตอร์จากวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ได้เข้าสู่งานพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ให้กับบริษัทข้ามชาติถึง 2 ปี จากนั้นหันหัวเรือไปศึกษาต่อ MBA ด้านเศรษฐศาสตร์และการผลิตจากชิคาโก สหรัฐอเมริกา

ชีวิตการทำงานแบบคนไอทีตัวจริงของวิชัย เริ่มต้นที่รั้ว CDG ในปี 2537 เขาตัดสินใจเข้าร่วมงานกับ บริษัท อีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) (ESRI) จับโครงการใหญ่ที่จะพัฒนาโปรเจกต์แผนที่ดิจิทัล หรือ GIS ให้กับการไฟฟ้านครหลวง ซึ่งต้องทำหน้าที่เซตแผนที่ทั้งกรุงเทพมหานครในระบบคอมพิวเตอร์

ความท้าทายไม่ใช่แค่ระบบที่ซับซ้อน แต่เป็นการใช้ทักษะการสื่อสารกับหน่วยงานราชการ พร้อมทั้งบริหารโครงการให้สำเร็จลุล่วงทั้งด้านเทคนิคและการจัดการ พร้อมทั้งควบคุมคุณภาพทั้งภายใน (นักพัฒนาโปรแกรม) และภายนอก (ลูกค้า) คืออุปสรรคที่เขาสามารถฝ่าฟันให้ผ่านพ้นมาได้

หลังจากนั้น เขาก็ได้รับความไว้วางใจให้ดูแลด้านการตลาดและขยายฐานลูกค้าทั้งในไทยและอินโดจีน และรับมอบหมายโปรเจกต์ผู้นำระบบนำทางอัจฉริยะ (GPS) เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยเป็นแห่งแรก ซึ่งเป็นความท้าทายใหม่ แต่เขาก็ใช้ประสบการณ์ พัฒนาแบรนด์ GARMIN ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย จนได้รับมอบหมายให้มาเป็นหัวเรือใหญ่ดูแลบริษัทในเครือกลุ่มบริษัท ซีดีจี อย่างบริษัท โกลบเทค ตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปัจจุบัน

ในฐานะที่เขาอยู่ในบทบาทที่จะต้องทำเรื่องยากให้ง่ายที่สุด วิชัยเผยว่า การนำเสนอผลิตภัณฑ์ด้านไอทีให้กับลูกค้าจะมุ่งเน้นไปที่การอธิบายวิธีการใช้งาน ใช้ศัพท์ง่ายๆ และบอกถึงประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับเป็นหลัก

 “บอกเรื่องสำคัญที่จำเป็น ปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม และบอกถึงสิ่งที่จะเพิ่มเติมเข้ามาได้ใหม่ นอกจากนั้นเพื่อให้แบรนด์อยู่ในใจลูกค้าเสมอ จำเป็นต้องสร้างความมั่นใจให้ลูกค้า ภาพลักษณ์ที่อยู่ในองค์กรขนาดใหญ่อันมีวิสัยทัศน์ชัดเจนและมีประสบการณ์โชกโชนจะสร้างความเชื่อถือได้แล้ว โกลบเทคเองจำเป็นต้องศึกษาทั้งด้านเทคโนโลยีควบคู่ไปกับการทำความเข้าใจธุรกิจของลูกค้า เพื่อจะได้นำเสนอผลิตภัณฑ์และคิดค่าใช้จ่ายจากระบบการทำงานที่เหมาะสมกับการใช้งานของลูกค้าจริงๆ และยังต้องมีหลักฐานอ้างอิง พิสูจน์ให้เห็น ตลอดจนทดลองติดตั้งให้ลูกค้ารู้ผลลัพธ์”

สำหรับปรัชญาในการทำงานของผู้บริหารหนุ่มไอทีคนนี้ เขาใช้หลัก “รู้เรา รู้เขา” นั่นคือการให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทีมงานก่อน เพื่อให้พวกเขาสามารถนำเสนอสิ่งที่เหมาะสมและดีที่สุดให้กับลูกค้าได้ ด้วยการสร้างวัฒนธรรมการทำงานโดยใช้แนวคิด The 4 Disciplines of Execution หรือ 4DX วิธีการทำงานตามที่วางแผนไว้ด้วยการแยกแยะเป้าหมายที่ไม่สูงจนเกินไปเพื่อนำไปสู่การกระทำที่ชัดเจนจนสามารถเปลี่ยนเป็นเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ได้ในที่สุด

“โดยมุ่งเน้นการสื่อสารและมีจุดโฟกัสร่วมกัน จากนั้นมาประชุมกันและช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เพื่อวิเคราะห์หาแนวทางในการแก้ไขเป็นจุดๆ และนำไปสู่การพัฒนางานให้ก้าวหน้าต่อไป ซึ่งแนวทางนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์และค่านิยมหลักของซีดีจี”

ในขณะที่ต้องทำงานหนักและอยู่กับเทคโนโลยีตลอดเวลา วิชัยบอกว่าเขายังคงแบ่งเวลาออกเป็น 3 ส่วนเสมอคือเต็มที่กับการทำงาน โดยเน้นกำหนดทิศทางให้กับทีมและคอยโค้ชทีมงาน พร้อมกับให้ความใส่ใจครอบครัวรับหน้าที่คุณพ่อลูกสองอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง และสำหรับตัวเองนั้น เขาเลือกที่จะออกกำลังกายด้วยการวิ่ง

“เพราะทำให้เขาได้อยู่กับตัวเอง ได้ผลลัพธ์ทั้งกายและใจ ได้ฝึกวินัยและสมาธิ และยังสนใจการถ่ายภาพ ซึ่งทำให้ผ่อนคลายและเปิดโลกทัศน์ใหม่เมื่อมองผ่านเลนส์ และสนุกกับความพยายามหาเทคนิคการถ่ายภาพที่จะทำให้ได้ภาพสวยเสมือนเห็นด้วยตาเปล่า และกิจกรรมนี้ยังผลักดันให้เขาเดินทางไปยังสถานที่ใหม่ๆ สร้างประสบการณ์ที่ยากจะลืม”

 

ดร.ต่อยศ – ดร.เต็มยศ ปาลเดชพงศ์ 2 พี่น้องผู้พัฒนาเด็กไทยสู่สากลโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มิถุนายน 2560 เวลา 07:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/499635

ดร.ต่อยศ - ดร.เต็มยศ ปาลเดชพงศ์ 2 พี่น้องผู้พัฒนาเด็กไทยสู่สากลโลก

โดย…โยโมทาโร่

 หากพูดถึงโรงเรียนอนุบาลเด่นหล้า หลายคนย่อมทราบดีว่านี่คือหนึ่งในโรงเรียนอนุบาลเอกชนที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย

วันนี้ได้เข้าสู่ยุคผู้บริหารรุ่นที่ 2 ซึ่งกำลังร่วมบริหารโรงเรียนใหม่ เด่นหล้า บริติช สกูล (Denla British School) โดยสองพี่น้อง ดร.ต่อยศ-ดร.เต็มยศ ปาลเดชพงศ์ กรรมการบริหารโรงเรียนนานาชาติเด่นหล้า บริติช สกูล เปิดยุคใหม่ของเด่นหล้า ซึ่งทั้งสองคนบอกกับเราว่าจะพาเด็กไทยที่มีขนบธรรมเนียมไทยแต่ไปไกลในระดับโลก

ต่างความสามารถจึงเกื้อหนุน

ดร.ต่อยศ เล่าความหลังว่า โรงเรียนนี้เป็นธุรกิจของครอบครัว ดังนั้นในเรื่องของการทำงานก็จะเริ่มเข้ามาช่วยตั้งแต่พอที่จะมีความสามารถเข้ามาช่วยงานในโรงเรียนได้ แล้วก็เริ่มรับผิดชอบมากขึ้นตามอายุและคุณวุฒิที่มีมากขึ้น ซึ่งงานโรงเรียนมีความรู้สึกว่าเป็นงานที่ต้องการความเอาใจใส่ ต้องการคนที่จะต้องเข้ามาดูแล

“ผมกับน้องชายก็มีความถนัดไม่เหมือนกัน และมีความสนใจไม่เหมือนกัน อันดับแรกสุด โรงเรียนอนุบาลเรามีอยู่ 2 สาขา ดังนั้นแต่ละสาขาก็ควรจะมีคนที่รับชอบหลัก อยู่ 1 คน ผมรับผิดชอบในส่วนหน้าที่การดูแลในส่วนที่เป็นโรงเรียนสาขาแรก ส่วนน้องชายก็ดูแลในโรงเรียนที่เป็นสาขาที่ 2

“แต่เมื่อพูดถึงความสามารถในการบริหารงาน ในการดูแลเราก็จะเข้ามาช่วยกันดูแลความถนัดของแต่ละคน ส่วนตัวผมเรียนจบทางสายวิทยาศาสตร์ ผมก็จะถนัดชอบเกี่ยวกับเรื่องการก่อสร้างการตกแต่งรีโนเวต ดูแลอาคารสถานที่ นำเอาเรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ในโรงเรียน ดังนั้น ในภาพรวมของผมก็จะดูเรื่องของเทคโนโลยีและเรื่องของอาคารสถานที่ให้กับทั้งสองโรงเรียน

“ส่วนน้องชายของผมเขาถนัดเกี่ยวกับเรื่องวิชาการ เรื่องหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน เรื่องการดูแลบุคลากร เขาก็จะเป็นคนที่เข้ามาช่วยดูในเรื่องของหลักสูตรการเรียนการสอนของทั้งสองสาขา ดังนั้นในภาพรวมก็ดูเหมือนว่าเราจะทำงานกันคนละที่ แต่ที่จริงแล้วเราเข้ามาช่วยทำงานด้วยกันทั้งสองสาขาครับ”

 ดร.เต็มยศ เล่าเสริมพี่ชายว่า

“การทำงานในเวลาปกติเราก็พูดคุยกันอยู่ตลอดเวลา โดยเฉลี่ยแล้ววันหนึ่งเราแทบพูดคุยกันประมาณ 5 ครั้ง หรือจะบอกว่าคุยมากกว่าภรรยาที่บ้านก็ว่าได้ (หัวเราะชอบใจ) เราโทรคุยกันทุกวัน เวลามีประชุมเราก็พูดคุยกันนอกรอบอีก การที่เราพูดคุยกันบ่อยๆ เรียกว่าเป็นการซิงค์ข้อมูลทางความคิดร่วมกัน แลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด ตรงไหนที่เราอยากจะรู้ ตรงไหนที่เราอยากจะทำจะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน

“อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้เราทั้งคู่ทำงานด้วยกันได้ดีก็คือ เราสองคนเติบโตในสิ่งแวดล้อมเดียวกัน ได้เรียนรู้ในสิ่งเดียวกัน ภาพรวมด้านกรอบวิธีคิดและแนวความคิด จึงค่อนข้างจะไปในทิศทางเดียวกันอยู่ แต่แน่นอนว่าอาจจะมีเรื่องของรายละเอียดปลีกย่อยข้างในที่จะมีความคิดเห็นแตกต่างกันอยู่บ้าง แต่เราก็แก้ปัญหาด้วยการพูดคุยกันบ่อยๆ

“เพราะว่าปัญหาในการทำงานส่วนใหญ่เกิดจากการที่เราพูดคุยกันไม่มากพอ ไม่ได้ลงลึกถึงในรายละเอียดปลีกย่อย ไม่ได้พูดความจริง ไม่มีความจริงใจ จึงทำให้เกิดปัญหาของการขัดแย้งในเรื่องการทำงานแล้วก็ปัญหาในการทำงานอื่นตามมา แต่ถ้าเราคุยกันบ่อยๆ ประสานงานกันอย่างสม่ำเสมอ เราก็พอจะรู้ว่าแต่ละคนมีความต้องการอย่างไรและเราจะเข้าไปช่วยเหลือเขาได้อย่างไร”

พาเด็กไทยสู่สากลโลก

ผู้บริหารหนุ่มหล่อทั้งคู่มองถึงโรงเรียนนานาชาติแห่งใหม่ของพวกเขาต่อว่า สำหรับโรงเรียนนานาชาติเป็นความท้าทายใหม่ที่ต้องการจะพัฒนาเด็กไทยให้เป็นสากล

ที่ผ่านมา ความคาดหวังของผู้ปกครองที่ส่งเด็กเข้ามาเรียนในโรงเรียนนานาชาติก็เพื่อที่จะให้เด็กได้เรียนรู้ในเรื่องของภาษา ได้ในเรื่องความกล้าแสดงออก เรื่องของความมั่นใจในตัวเอง แต่กลับมองว่าความคาดหวังเหล่านี้ในประเทศไทยอาจจะไม่ใช่คำตอบ เพราะสุดท้ายแล้ว ความคาดหวังของผู้ปกครองคือการที่ให้เด็กสามารถสอบติดในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง

“ตอนนี้บอกได้เลยว่า เด็กในโรงเรียนนานาชาติส่วนใหญ่ ถ้าอยากจะสอบติดมหาวิทยาลัยในประเทศไทยจะต้องไปเรียนพิเศษไปติววิชาการเพิ่ม เพื่อให้มีความสามารถทางด้านวิชาการมากพอที่จะสอบติดมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในเมืองไทยได้

“ดังนั้น เรื่องของเวลาการเรียนที่เหมาะสม คือการเลือกเรียนประมาณ 5 โมงเย็น ซึ่งจะเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุด เพราะเราจะได้ใช้เวลาอีก 2 ชั่วโมงครึ่งที่เหลือ จากที่เด็กจะต้องไปเรียนพิเศษข้างนอก ได้ใช้เวลาตรงนี้ในการเรียนในโรงเรียน เพื่อให้ได้ประโยชน์จากการเรียนอย่างเต็มที่ให้ได้มากที่สุด เพราะสุดท้ายแล้วเชื่อว่าเมื่อเด็กเรียนจบไป ผู้ปกครองส่วนใหญ่ก็จะมีความคาดหวังให้เด็กเรียนต่อในเมืองไทยมากกว่าที่จะเรียนต่อในต่างประเทศ” ดร.ต่อยศ อธิบายถึงปัญหาของโรงเรียนนานาชาติที่พบได้มากในเมืองไทย”

สิ่งที่จะขาดไม่ได้เลยในเรื่องของการที่อยู่เมืองไทยให้ได้ แม้ว่าจะเรียนในโรงเรียนนาชาติ ทางด้าน ดร.เต็มยศ บอกว่า เราต้องสอนให้เด็กไทยรู้จักในเรื่องของความอ่อนน้อมถ่อมตน รู้จักวัฒนธรรมไทย ความเคารพในคนอื่น ความเคารพต่อผู้ใหญ่

“จุดนี้จะเป็นจุดที่เราให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ ซึ่งเราทั้งสองคนเห็นพ้องต้องกัน จากเดิมที่จุดอ่อนของเด็กที่เรียนในโรงเรียนนานาชาติจะอ่อนภาษาไทย ไม่มีมารยาทความเป็นไทย ส่วนเด็กที่เรียนโรงเรียนไทยก็อ่อนภาษาอังกฤษ ไม่มีความกล้าแสดงออก เราจึงต้องสร้างเด็กไทยให้มีความเป็นสากล ดังนั้นภาษาแม่จะต้องแข็งแรง จะต้องได้จะต้องแน่นและชัดเจน เพราะว่าเด็กไทยก็ควรจะให้ความสำคัญกับภาษาไทย พูดได้ อ่านออกเสียง เขียนได้ดี ใช้ภาษาได้อย่างถูกต้อง

“ในขณะเดียวกันก็ต้องได้ภาษาที่สองอย่างภาษาอังกฤษ ภาษาจีน หรือภาษาสเปน ที่มีผู้คนใช้กันมากเพราะอย่าลืมว่าภาษาและวัฒนธรรม คือสิ่งสำคัญที่จะบอกความเป็นตัวตน ความมั่นใจในตัวเองซึ่งทำให้เด็กเมื่อเติบโตขึ้นเขาสามารถไปอยู่ที่ไหนก็ได้ในโลกนี้โดยที่รู้ตัวเองว่าเขาเป็นใคร นั่นคือความท้าทายของนักจัดการศึกษาที่ต้องตอบโจทย์ความต้องการของสังคมในอนาคตให้ได้” ดร.เต็มยศ กล่าวทิ้งท้าย

 

การออกแบบพื้นที่เกษตรพอเพียง เพื่อการพึ่งตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มิถุนายน 2560 เวลา 16:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/499496

การออกแบบพื้นที่เกษตรพอเพียง เพื่อการพึ่งตัวเอง

โดย…วรธาร

ภาพผลงานการออกแบบพื้นที่เพื่อการพึ่งตนเองและรองรับภัยพิบัติจากที่ดินจริงของประชาชนทั่วไปและเกษตรกรประมาณ 59 ภาพ ซึ่งตั้งโชว์อยู่ในห้องประชุมศาสตราจารย์ประสม รังสิโรจน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ช่วยทำให้บริเวณพื้นที่แถลงข่าวโครงการพลังคนสร้างสรรค์โลกรวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน ปี 5 โดยสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต ร่วมกับ สจล. และเครือข่ายต่างๆ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. มีพลังจนอดไม่ได้ที่จะนำเสนอเกี่ยวกับการออกแบบพื้นที่

หลักสูตรการออกแบบพื้นที่เพื่อการพึ่งตนเอง

ผลงานเหล่านี้มาจากฝีมือการออกแบบของนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จาก 18 สถาบัน ร่วมกับประชาชนและเกษตรกรที่เข้าอบรมหลักสูตรการออกแบบเชิงภูมิสังคมไทยเพื่อการพึ่งตนเองและรองรับภัยพิบัติรุ่นแรกที่ออกแบบและสอนโดย ผศ.พิเชฐ โสวิทยสกุล คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สจล. หนึ่งในภาคีเครือข่ายภาควิชาการที่ร่วมออกแบบพื้นที่ให้กับประชาชนในหลายพื้นที่ของโครงการ

ผศ.พิเชฐ กล่าวว่า จากการที่ได้ลงไปช่วยออกแบบพื้นที่ให้กับประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ ในโครงการพลังคนสร้างสรรค์โลกรวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดินมาได้ 3 ปี มีประชาชนมาขอให้ช่วยออกแบบพื้นที่จำนวนมากปัจจุบันมีอยู่ 4,000 กว่าราย ซึ่งได้ออกแบบเสร็จเรียบร้อย 2,000 ราย แต่ยังเหลืออีกครึ่งหนึ่งที่ยังไม่ได้เริ่ม ซึ่งทำคนเดียวไม่ไหวจำต้องหาคนมาช่วย ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของการออกแบบหลักสูตรการออกแบบเชิงภูมิสังคมไทยเพื่อการพึ่งตนเองและรองรับภัยพิบัติขึ้น เพื่อให้นักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมจากทั่วประเทศตลอดจนประชาชนและเกษตรกรที่สนใจมาเรียนเพื่อจะช่วยออกแบบ

“ตอนนี้มี 2 หลักสูตร หลักสูตรแรกสำหรับนักศึกษาสถาปัตย์ หลักสูตรที่ 2 สำหรับประชาชนทั่วไปที่สนใจออกแบบด้วยตัวเอง ทั้งสองหลักสูตรเพิ่งเรียนจบไปเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. นักศึกษาเรียน 10 วัน ของประชาชน 5 วัน ซึ่งในแง่ของการออกแบบแล้วใครก็เรียนได้ แต่ที่จัด 2 หลักสูตรในระยะเวลาเดียวกันเพราะนักศึกษาสถาปัตย์จะมีทักษะและจินตนาการในการเขียนแบบและพรีเซนเทชั่นเก่ง ซึ่งจะช่วยในการออกแบบให้กับประชาชนและเกษตรกรที่อาจออกแบบไม่เก่งและไม่สวย” ผศ.พิเชฐ กล่าว

คุณสมบัติของผู้เข้าอบรมออกแบบ

การอบรมหลักสูตรดังกล่าวผู้ที่เข้าอบรมทุกคนต้องผ่านการเรียนรู้พื้นฐานหลักกสิกรรมธรรมชาติ เช่น หลักสูตรในการจัดการดิน น้ำ ป่า ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงสอนไว้ ตามศูนย์กสิกรรมธรรมชาติที่มีอยู่ 53 แห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศมาก่อน ถ้าไม่ผ่านการอบรมจากศูนย์ก็ไม่มีสิทธิที่จะเข้าอบรมหลักสูตรนี้

“ใครอยู่ใกล้ศูนย์ไหนก็ไปอบรมที่ศูนย์นั้น หรือจะไปศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้องของอาจารย์ยักษ์ (ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร) ซึ่งเป็นศูนย์ใหญ่ที่ จ.ชลบุรีก็ได้ เมื่อเรียนจบจากศูนย์นั้นๆ แล้วจึงมีสิทธิมาสมัครอบรมหลักสูตรออกแบบพื้นที่ หรือจึงจะมีสิทธิในการขอให้ทางเราช่วยออกแบบพื้นที่ให้ โดยการรับรองของศูนย์ที่ได้ไปเรียนรู้มา ขั้นตอนเป็นแบบนี้ ไม่ใช่ใครอยากเรียนก็มาเรียนเลย คุณต้องผ่านการเรียนรู้จากศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาก่อนนี่คือคุณสมบัติเดียวที่ทุกคนต้องมี”

คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สจล. กล่าวว่า การออกแบบพื้นที่จำเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการวางภาพอนาคตให้เห็นก่อนว่าสุดท้ายแล้วที่ดินผืนนี้ของตัวเองนั้นจะพัฒนาไปเป็นอะไร ไม่ใช่นึกอยากจะปลูกอยากสร้างอะไรก็ทำ ไม่ใช่ บางคนอาจตั้งเป้าทำเป็นรีสอร์ทเพื่อการเรียนรู้ บางคนตั้งสถานปฏิบัติธรรม บางคนตั้งอาจเป้าใหญ่กว่านั้น ฉะนั้นจึงต้องวางภาพอนาคตไว้แล้วการออกแบบก็ค่อยๆ ทำไปและทำเป็นพื้นฐานจนถึงภาพใหญ่ที่ตั้งไว้

“ถ้าไม่ออกแบบแล้วไปทำเลยก็ต้องมาแก้ตรงโน้นตรงนี้ทีหลังพานให้เสียเงินมากไปอีก เรื่องที่ดินจึงต้องวางแผนให้ดี เหมือนอย่างสถาปนิกเวลาจะพัฒนาที่ดินเขาต้องทำมาสเตอร์แพลน วางภาพอนาคตให้ออก มองตลาดจะเชื่อมเครือข่ายยังไง จุดเด่นคืออะไร ต้องดูหลายอย่างไม่ใช่ออกแบบอย่างเดียว มันมีเรื่องของพลังงาน แบรนด์ ตลาด แพ็กเกจจิ้ง อะไรๆ เต็มไปหมด ฉะนั้นการออกแบบพื้นที่จึงต้องมาเรียน”

ออกแบบพื้นที่จริงให้เกษตรกร

วิทยาพร ภักดีฤทธิบุตร นักศึกษาปริญญาโท สาขาการวางผังเมืองและสภาพแวดล้อม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ หนึ่งในนักศึกษาสถาปัตย์ที่เข้าอบรม ที่ สจล. เล่าที่มาของการเข้าร่วมอบรมให้ฟังว่า เขากำลังทำธีซิสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงจึงมองเป็นโอกาสดีจึงได้มาร่วมเวิร์กช็อปด้วยและได้ความรู้มากมายทั้งในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและการออกแบบพื้นที่

“ใน 10 วันนี้อาจารย์จะพาไปเรียนรู้ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงการพึ่งพาตนเองที่ศูนย์เรียนรู้ภูมิลักษณ์ธรรมชาติ จ.นครนายก 5 วัน แล้วกลับมาเรียนออกแบบและพัฒนาพื้นที่ที่ สจล.อีก 5 วัน ว่าในพื้นที่นั้นๆ ควรมีองค์ประกอบอะไรบ้าง เช่น การทำพื้นที่เก็บกักน้ำ การแบ่งพื้นที่เพื่อการเพาะปลูก การปลูกต้นไม้ใหญ่เพื่อความชุ่มชื้นในพื้นที่ การขุดบ่อ เป็นต้น ซึ่งในขั้นตอนนี้ก็จะใช้ข้อมูลพื้นที่จริงของประชาชนหรือเกษตรกรที่ต้องการให้ใช้ในการออกแบบจริงและสามารถทำไปใช้ได้เลย” วิทยาพร กล่าว

วิทยาพร กล่าวต่อว่า สำหรับพื้นที่ที่เขาออกแบบให้นั้นลักษณะพื้นที่เป็นที่ราบ ที่ อ.สบปราบ จ.ลำปาง เดิมมีเนื้อที่ 12 ไร่ เจ้าของพื้นที่ต้องการทำรีสอร์ท โฮมสเตย์ บ้านดิน แต่พอเรียนไปเกิดเปลี่ยนใจ เพราะคิดว่าทำไม่ไหวจึงลดสเกลลงเหลือ 1 ไร่ 3 งาน จึงให้ออกแบบในส่วนนี้ให้ก่อนและจะไปทดลองทำ ถ้าทำได้เขาก็จะค่อยๆ ขยายไปในพื้นที่ที่เหลือต่อไป

“ในพื้นที่เกือบ 2 ไร่เจ้าของไม่ต้องการทำนาแต่อยากเลี้ยงสัตว์ ปลูกป่า ต้นไม้ทุกระดับ รวมถึงพืชผักสวนครัว มีโรงทำปุ๋ย เตาเผาถ่าน ผมก็ออกแบบโดยใช้คอนเซ็ปต์ของโคก หนอง นาโมเดล มีการขุดบ่อไว้เก็บกักน้ำ เอาดินที่ได้จากการขุดบ่อมาถมที่ทำเป็นโคกเพื่อสร้างที่อยู่และอื่นๆ ที่เจ้าของต้องการ ซึ่งเจ้าของค่อนข้างพอใจกับที่ผมได้ออกแบบให้”

วิทยาพร กล่าวว่า การอบรมครั้งนี้ได้ความรู้ที่จะนำไปใช้ในการทำธีซิสค่อนข้างเยอะ แต่สิ่งที่ภูมิใจมากคือได้ช่วยเหลือชาวบ้านที่มีที่ดินแต่ไม่รู้ว่าจะออกแบบยังไงให้ถูกเหมาะสมกับพื้นที่และออกมาสวยงาม

ผศ.พิเชฐ โสวิทยสกุล กล่าวว่า หลังจากเวิร์กช็อปหลักสูตรการออกแบบเชิงภูมิสังคมไทยเพื่อการพึ่งตนเองและรองรับภัยพิบัติครั้งแรกผ่านไป ปรากฏว่าประชาชนให้ความสนใจมาก ปัจจุบันได้จองเข้ามาถึงรุ่นที่ 4 แล้วทำให้ต้อง
ปรับแผนใหม่เพื่อรองรับความสนใจของประชาชน

“ตอนแรกตั้งใจจัดอีกทีในเดือน ธ.ค. หรือ 6 เดือนจัดครั้งหนึ่ง แต่ตอนนี้ประชาชนจองถึงรุ่นที่ 3 และ 4 แล้ว (รับรุ่นละ 60 คน) จึงต้องปรับมาจัดเป็น 3 เดือน/ครั้ง แสดงให้เห็นว่าประชาชนให้ความสนใจเรื่องนี้มาก ส่วนใหญ่ไม่ใช่เกษตรกรด้วย แต่เป็นคนเมืองที่ต้องการเรียนเพื่อไปออกแบบพื้นที่ของตัวเอง อย่างรุ่นแรกที่ผ่านมา 59 คน มีเกษตรกรมาเรียนแค่ 7 คนเท่านั้น”

ขณะที่ระยะเวลาในการเรียน ผศ.พิเชฐ กล่าวว่า จะเรียนทั้งหมด 5 วัน แบบเข้มข้นตั้งแต่ตี 4 ไปจนถึง 4 ทุ่มโดยประมาณ และที่สำคัญ ผู้เรียนจะต้องผ่านการเรียนรู้จากศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาแล้ว

 

สร้างรายได้ ด้วยสิ่งที่รัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มิถุนายน 2560 เวลา 12:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/499366

สร้างรายได้ ด้วยสิ่งที่รัก

โดย…ภาดนุ

การที่เราได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักและชอบ ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆ ยิ่งถ้าสิ่งที่รักและชอบนั้นสามารถทำรายได้เสริมให้กับเราได้ ก็ยิ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดีสุดๆ เลยละ

ดูอย่าง พนารัตน์ ธงไชยฤทธิ์ นักข่าวสาวสายเศรษฐกิจ ของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ แม้อาชีพนักข่าวจะเป็นสิ่งที่เธอรักมาก เพราะรู้สึกว่าตัวเองเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ เธอจึงตั้งใจเลือกเรียนสายนี้มาแต่เดิม พอเรียนจบก็ทำงานสายอาชีพนักข่าวมากว่า 20 ปี โดยไม่เคยคิดจะเปลี่ยนสายงาน ยังคงมุ่งมั่นเดินตามเส้นทางและทำหน้าที่ของนักข่าวอย่างเต็มที่ แต่นอกจากงานประจำแล้ว เธอยังนำสิ่งที่เธอรักและชอบ ผันมาเป็นอาชีพเสริมที่สามารถสร้างรายได้งามๆ ควบคู่กันไปด้วย

“ดิฉันชอบการอ่านและการเขียนมาตั้งแต่เด็กๆ จึงมุ่งมั่นเรียนเพื่อเป็นนักข่าว และทำงานในวงการหนังสือพิมพ์มาหลายปี วันหนึ่งก็โชคดีได้รับโอกาสให้ออกพ็อกเกตบุ๊ก 2 เล่มที่ชื่อว่า ‘ฉันจะขึ้นคาน’ และ ‘ผู้หญิงก็ร้าย ผู้ชายก็เลว’ โดยใช้นามปากกาว่า ‘พลอยนภัส’ เล่าเรื่องราวพร้อมทั้งแชร์ประสบการณ์ของตัวเองผ่านตัวอักษร จนพ็อกเกตบุ๊กติดอันดับขายดี

ด้วยความที่ดิฉันมีไลฟ์สไตล์ชอบช็อปปิ้งและชอบแต่งตัวอยู่แล้ว จึงรู้เรื่องเทรนด์แฟชั่นอยู่บ้าง ดิฉันจึงตัดสินใจเปิดร้านขายเสื้อผ้าและสินค้าแฟชั่นในย่านตลาดหลังการบินไทย โดยใช้นามปากกา ‘พลอยนภัส’ เป็นแบรนด์สินค้า และเปิดร้านมา 6 ปีโดยให้พี่สาวเป็นผู้ดูแลร้าน

แต่พอมาถึงช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี เราจึงต้องปิดร้านขายเสื้อผ้าไป ประกอบกับช่วงนั้นการขายสินค้าออนไลน์เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น เราจึงหันมาขายสินค้าบนออนไลน์แทน ด้วยพื้นฐานในวัยเด็กที่ชอบค้าขาย เพราะคุณพ่อคุณแม่เคยค้าขายมาก่อน ดิฉันจึงหาทั้งเสื้อผ้าและเครื่องประดับตามสไตล์ที่ตัวเองชอบมาโพสต์ขาย ซึ่งก็ประสบความสำเร็จเกินคาด เพราะสามารถขายสินค้าได้เรื่อยๆ เลยค่ะ”

ล่าสุดพนารัตน์ได้ปิ๊งไอเดียโดยการนำกระเป๋าสานซึ่งเธอได้ไปเห็นตอนไปเที่ยวที่ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นงานแฮนด์เมดที่มีการตกแต่งได้กิ๊บเก๋น่ารัก แต่ราคาแสนจะแพง เธอจึงเกิดความคิดที่จะทำกระเป๋าสานซึ่งออกแบบตกแต่งเองออกมาใช้ดูบ้าง

“ตอนแรกตั้งใจจะลองทำไว้ใช้เอง จึงไปซื้อกระเป๋าสานที่ทำจากผักตบชวาจากแหล่งงานฝีมือคุณภาพดีซึ่งเป็นทรงโท้ตแบ็ก แล้วนำมาเพนต์เป็นรูปดอกไม้ และประดิษฐ์ลูกตุ้มไหมพรมที่เรียกว่า ‘ปอมปอม’ นำมาห้อยกระเป๋าให้ดูฟรุ้งฟริ้งกิ๊บเก๋ พอเพื่อนที่ทำงานเห็นก็ชมว่า ‘กระเป๋าสวยจังเลย อยากซื้อไปใช้บ้าง’

ตั้งแต่นั้นดิฉันจึงเริ่มหากระเป๋าสาน กระเป๋าถักจากไหมพรม และกระเป๋าที่ทำจากวัสดุอื่นๆ ทั้งทรงโท้ตแบ็กและทรงแปลกๆ มาตกแต่งเพิ่มโดยการเพนต์สี ลวดลาย หรือห้อยด้วยปอมปอม ติดโบ ติดดอกไม้ ถักไหมพรมครอบหู
กระเป๋า ฯลฯ ออกมาอีกหลากหลายแบบ ซึ่งพอนำไปโพสต์ขายบน IG : ploynaplusinlove ปรากฏว่าได้รับฟีดแบ็กที่ดีมากๆ ลูกค้าสาวๆ อินบ็อกซ์เข้ามาชมและถามราคากันเยอะมาก โดยราคาเริ่มที่ใบละ 1,500-3,500 บาท ช่วงแรกๆ บางคนจะบอกว่าแพง แต่พออธิบายว่ากระเป๋าบางใบเราซื้อมาจากต่างประเทศ และเมื่อลูกค้าซื้อใบที่ถูกใจไป ใช้แล้วดี หลังๆ มานี้ก็มีฟีดแบ็กว่า คุ้มค่าสมราคากับเงินที่จ่ายไปจริงๆ”

พนารัตน์บอกว่า เธอออกแบบและลงมือทำทุกอย่างเอง ทั้งหาวัสดุตกแต่งและกระเป๋าแฮนด์เมดที่นำเข้าจากทั้งญี่ปุ่น เคนย่า และสหรัฐ บางใบก็ฝากเพื่อนซื้อมา ทำให้กระเป๋ามีจุดขายที่แตกต่างจากร้านอื่นๆ ตรงความยูนีกไม่เหมือนใคร เพราะกระเป๋าแต่ละใบจะมีดีไซน์เฉพาะตัว เมื่อทำออก มาจึงเจาะกลุ่มเป้าหมายสาวๆ ได้ชัดเจน เรียกว่ากำลังไปได้สวยทีเดียว

“ดิฉันจะออกแบบตกแต่งกระเป๋าตามความชื่นชอบของตัวเอง มีบางแบบที่ลูกค้าจะบอกความต้องการแบบคร่าวๆ และการใช้งานมา เราก็จะมาออกแบบตกแต่งให้ ซึ่งทุกใบเราตั้งใจและใส่ใจเป็นอย่างมาก ทุกครั้งที่ได้รับคำชมจากลูกค้า เราจะรู้สึกดีใจมาก เพราะเราอยากให้ลูกค้าได้สิ่งที่ดีที่สุด ถูกใจที่สุดกลับไปอยู่แล้ว”

พนารัตน์ทิ้งท้ายว่า ไม่ว่าสินค้าอะไรก็ตามที่กำลังอยู่ในเทรนด์ ใครที่ลงมือทำก่อนและเร็วกว่า ก็จะสามารถช่วงชิงโอกาสได้เร็วกว่า เพราะถ้าเริ่มทำตอนตลาดวาย ก็จะไม่มีวันประสบความสำเร็จในเรื่องการค้าได้ ฉะนั้นคิดแล้วต้องลงมือทำเลย ยิ่งถ้ามีฝีมือในการประดิษฐ์สิ่งของแฮนด์เมดที่ยูนีก ด้วยแล้ว ลองใช้ฝีมือและศักยภาพที่มีอยู่ในตัวคุณดูสิ รับรองต้องได้ผลดีในสักวัน

 

เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ด้วยอีคิว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มิถุนายน 2560 เวลา 14:58 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/499144

เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ด้วยอีคิว

โดย…บีเซลบับ

การบริหารจัดการอารมณ์ของตัวเองอย่างฉลาด มีสติ และรู้เท่าทัน ถือเป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติที่จะช่วยให้คุณรับมือกับการทำงานได้ดีขึ้น รวมทั้งเป็นปัจจัยพื้นฐานของความสุขและความสำเร็จในชีวิต แม้เราจะไม่สามารถควบคุมปัจจัยภายนอกได้ แต่สิ่งที่เราสามารถควบคุมได้แน่ก็คือจิตใจของตัวเราเอง ทักษะในการบริหารอารมณ์หรืออีคิวนี้ ถือได้ว่าเป็นคุณสมบัติที่คนทำงานทุกคนต้องมี คุณล่ะ!

เรียนรู้เรื่องอีคิวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

1. เปิดใจให้กว้างมากขึ้น

เพื่อจะได้มีทางเลือกใหม่ๆ เพิ่มขึ้นในการใช้แก้ปัญหาต่างๆ บอกตัวเองว่าทางเลือกมีมากกว่าหนึ่ง ทางออกมีมากมาย เผื่อใจไว้ด้วยการเปิดรับข้อมูลความรู้จากแหล่งต่างๆ เสมอ นอกจากนี้ก็ต้อง “รู้” ปัญหา หมายถึงรู้ว่าอะไรคือปัญหา ระบุให้ชัดเจนว่าปัญหาของคุณคืออะไรกันแน่ ปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขในเวลานั้นคืออะไร

2. มีความยืดหยุ่น

ฝึกตัวเองให้เป็นคนยืดหยุ่น ผ่อนปรนหรือปรับเปลี่ยนสิ่งต่างๆ ด้วยแนวทางใหม่ๆ เครื่องมือใหม่ๆ ที่ไม่เคยใช้มาก่อน ถามตัวเองว่า คุณมีความสามารถในการแก้ปัญหาตรงหน้าได้กี่วิธี หรือจะทำอย่างไรถ้าสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป

3. มองโลกแง่ดี

ปัญหาคือความท้าทาย ความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายที่เกิดขึ้น อาจสร้างปัญหาให้ทั้งนั้น นี่คือเรื่องดีไม่ใช่เรื่องเครียด

4. หมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลง

เพื่อเตรียมพร้อมในการรับมือกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา หรือหากมีปัญหาเกิดขึ้นแล้วก็จะได้เห็นช่องทางในการแก้ปัญหาได้ง่ายขึ้น

5. ความหาสาเหตุและเรียนรู้

ศึกษาว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาขึ้น โดยให้พิจารณาทั้งในส่วนของความรู้สึกและข้อมูลข้อเท็จจริงทั้งหมดประกอบกัน วิธีนี้ดีกว่าที่จะมุ่งไปเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง รวมทั้งไม่หยุดศึกษาหาความรู้

คนทำงานต้องเรียนรู้ตลอดเวลา โดยเฉพาะแนวทางการแก้ปัญหา คนที่คุณเรียนรู้จากเขานั้น คนๆ นั้นอาจเป็นหัวหน้าของคุณ เพื่อนร่วมงานของคุณหรือเป็นเพียงลูกน้องตัวเล็กๆ แต่มีความสามารถในการแก้ปัญหาได้ดีภายใต้สถานการณ์หรือเงื่อนไขบางอย่าง คำแนะนำก็คือคุณเรียนรู้ได้จากทุกคน

6. ทำงานเป็นทีม

ปัญหาบางอย่างแก้คนเดียวไม่ได้ อาจต้องฟอร์มทีมขึ้นมาเพื่อบริหารจัดการปัญหานั้นๆ อย่างเป็นระบบ วางจุดมุ่งหมายของทีมให้อยู่ในทิศทางเดียวกัน อาจทดลองนำวิธีการที่คิดว่าสามารถแก้ไขปัญหาได้นั้นไปทำการวิเคราะห์ว่า สามารถเป็นไปได้และมีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน

ในส่วนนี้อาจมีทีมงานร่วมคิดวิเคราะห์ด้วย อาจจะมีการพัฒนาหรือปรับปรุงวิธีการแก้ไขปัญหานั้นๆ ให้ดีขึ้น ตรงจุดนี้จะดีตรงที่ทำให้ผู้ที่มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหารับรู้ก่อนว่า จะมีการจัดการกับปัญหาเช่นไร จะได้มีการเตรียมตัวหรือรองรับกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างถูกต้อง รวมทั้งยังทำให้การเตรียมการในการแก้ปัญหามีความรวดเร็วยิ่งขึ้นด้วย

7. สร้างระบบของตัวเอง

สิ่งที่เข้ามากระทบในแง่ลบ บริหารจัดการให้กลายเป็นแง่บวก ฝึกตัวเองอย่างจริงจังแล้วคุณจะพบว่า มันไม่ยากเลย ในการที่จะใช้ความรู้ความสามารถ เหตุผล สัญชาตญาณ อารมณ์ความรู้สึกร่วมกันในการเสาะแสวงหาวิธีการที่จะแก้ปัญหานั้นๆ ว่า มีวิธีการใดบ้าง ซึ่งการแก้ปัญหาบางปัญหานั้น อาจมีอยู่ด้วยกันหลายวิธี แต่จะมีเพียงวิธีเดียวที่จะสามารถจัดการปัญหานั้นๆ ได้อย่างเหมาะสมรวดเร็วที่สุด

8. ทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก

ใส่อารมณ์ขันและความรู้สึกสนุกสนานลงไปในการทำงานของคุณด้วย รวมทั้งปัญหาบนโต๊ะทำงานบางปัญหาก็ต้องการอารมณ์ขันของคุณด้วย ใช้วิธีคิดว่าคุณกำลังเล่นเกมที่ปัญหาต่างๆ จะทำให้คุณได้แต้มจากการเข้าไปคลี่คลายหรือใกล้จะคลี่คลายได้ เชื่อสิว่าคุณจะเป็นฝ่ายชนะในเกมเสมอ

9. ถอยหลัง 1 ก้าว

หากคุณรู้สึกว่าในตอนนี้อ่อนล้ากับปัญหาที่รุมเร้าจากการทำงาน และยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาใดๆ ได้ในขณะนี้ ก็ไม่ผิดกติกาที่จะถอนตัวเองออกมาสักพักหนึ่ง เพื่อเป็นการผ่อนคลายตัวเอง คุณสามารถหากิจกรรมที่ช่วยให้ได้ผ่อนคลายความเครียด ผ่อนคลายความเหนื่อยล้า หลายคนมีเพลงที่ช่วยได้ หลายคนใช้วิธีปิดลิ้นชักการงาน แล้วเปิดลิ้นชักสันทนาการ สับสวิตช์เพื่อเอาตัวเองออกจากสถานการณ์สักระยะหนึ่ง

10. ประเมินผล

ขั้นตอนสุดท้ายคือการประเมินผล ประสิทธิภาพจากการทำงานวัดจากการแก้ปัญหา ประเมินผลจากวิธีการแก้ปัญหาที่นำไปใช้นั้น ได้ผลดีมากน้อยเพียงไร อย่าลืมเรียนรู้และสรุปบทเรียน (ของตัวเอง) ทุกครั้งด้วยนะ

 

เครื่องแบบที่รัก น.ต.หญิงธัญญาภัทร คำท้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2560 เวลา 08:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/499010

เครื่องแบบที่รัก น.ต.หญิงธัญญาภัทร คำท้าว

โดย…มัลลิกา  ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ตอนนี้วงการนักเขียนนิยายไทย ไม่ได้มีคำแสดงบทบาท หน้าที่ แค่คำว่า “นักเขียน” แล้ว เพราะในอีกบทบาทหนึ่งก็ต่างมีอาชีพประจำ อย่างนักเขียนที่ใช้นามปากกา “นาคาลัย” ปัจจุบันก็รับราชการทหารเรือ ดำรงตำแหน่ง นายทหารผู้ช่วยงบประมาณ

“น.ต.หญิงธัญญาภัทร คำท้าว” ผู้ที่เกิดในครอบครัวทหาร คุณปู่รับราชการเป็นทหารเรือ คุณพ่อเป็นทหารบก เส้นทางในอาชีพเมื่อเติบโตของเธอชัดเจนอยู่แล้ว นับตั้งแต่ปี 2543 แต่แล้วเธอก็ค้นพบเส้นทางใหม่ ที่ตามหามานานนั้นคือ นักเขียน

“ตอนแรกอยู่โรงพยาบาลทหาร ทำหน้าที่ดูแลเรื่องอาหารผู้ป่วยทั้งหมด ขึ้นไปเสิร์ฟให้คนไข้บนตึก งานไม่ได้อยู่นิ่ง แต่เมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว ย้ายมาติดนาวาตรี พอยศเลื่อนขึ้นก็นั่งประจำโต๊ะ ไม่ต้องเข้าเวรพยาบาลเสาร์-อาทิตย์ งานเป็นเรื่องเอกสารตัวเลข หน้าที่ความรับผิดชอบเยอะขึ้น แต่งานไม่ต้องใช้แรง ทำให้หลังเลิกงานเรามีพลังเหลือ ชอบอ่านหนังสืออยู่แล้ว ก็เลยคิดว่า เราอยากมีหนังสือของเราจัง อยากเขียนนิยาย แฟนก็เลยบอกอยากเขียนแนวไหนก็ลงมือเขียนเลยสิ”

เมื่อมีเสียงสนับสนุน บวกกับเป็นสิ่งที่อยากทำมานานแล้ว หลังเวลาเลิกงาน บางทีก็นั่งเขียนยาวไปเกือบถึงวันใหม่ จนได้นิยายเล่มแรก ชื่อ หนึ่งปรารถนา ซึ่งนำเสนอเรื่องใกล้ตัว นั้นคือ ทหารเรือ และเป็นที่มาของเอกลักษณ์นิยายนามปากกา นาคาลัย พระเอกจะต้องเป็นคนในเครื่องแบบ

“ตอนนั้นเขียนลงขายทางอี-บุ๊ก แล้วก็มีสำนักพิมพ์ซื้อไปพิมพ์เป็นเล่ม ดีใจอยู่ 3 วัน ก็มีกำลังใจเขียนเล่มที่ 2 3 4 ตามมา พระเอกก็ยังเป็นทหารเรืออยู่สัตหีบ เพราะเราทำงานประจำ ข้อมูลเหล่านี้ใกล้ตัว สงสัยก็หันไปถามเพื่อนร่วมงาน อยากได้ฉากไหนก็เดินไปถ่าย”

นาคาลัย มีผลงานทั้งหมด 11 เรื่อง ตั้งแต่ปี 2547 หนึ่งปรารถนา ใจรักเพียงเธอ ใจเอย อธิษฐานรัก รอ…รัก เพลงเหมันต์กลาโหมยอดรัก หนึ่งรักภักดิ์หัวใจ รักเธอปานชีวา ปรารถนารัก ทั้งขายผ่านอี-บุ๊ก พิมพ์ขายเองบ้าง จน 2 เล่มล่าสุด ผู้การเรือพ่วง และยุทธการรัก จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ พิมพ์คำ

“พล็อตแต่ละเรื่องมาจากอารมณ์ล้วนๆ เลย อยากเขียนดราม่า เราก็ใส่เต็มที่ ไม่ได้เรียนการเขียน แต่อ่านนิยายมาเยอะ ที่ผ่านมาพระเอกของเราจะเป็นทหารเรือ ทหารบกก็มีใกล้ตัวหน่อย ทหารอากาศก็มีแต่อันนี้ไกลตัว อย่างเรื่องยุทธการรัก ก่อนจะวางคาแรกเตอร์ก็ไปคุยก่อน

จะมีพระเอกต้นแบบ ก็ได้ กัปตันตูน (น.ท.รณชย พูนบุญ) ดูวิถีชีวิตของเขา ชอบกินอะไร เวลาจีบผู้หญิงทำยังไง ความคิดเขาเป็นยังไง ลักษณะนิสัยใจคอ เราจะถามเรื่องการทำงาน เช่น ตอนเขาเป็นนักบิน ชีวิตเป็นยังไง ต้องระวังอะไร ดูแลตัวเองครอบครัวยังไง นักบินเวลาขึ้นบินอัตราเสี่ยงห้าสิบห้าสิบ ครอบครัวเขาคิดยังไงที่เขาเป็นนักบิน ตัวเขาคิดยังไงกับอาชีพ”

ก่อนการลงมือเขียน ทั้งการสร้างพล็อตย่อยต่างๆ จะต้องหาข้อมูลให้แม่นยำ “พระเอกเป็นตัวดำเนินเรื่อง เพราะแนวทางของเรา อยากให้พระเอกเป็นคนในเครื่องแบบ แต่เนื้อเรื่องก็ไม่ได้เกี่ยวกับอาชีพมาก เป็นนิยายรักทั่วไป มีดราม่าบ้าง เพื่อความสมจริง การหาข้อมูลสำคัญ

เรื่องที่กำลังเขียน คือ คีตกาลรัก พระเอกเป็นทหารอยู่วงดุริยางค์ เราไม่ได้คุ้นเคย แต่เราสามารถหาข้อมูลได้ง่าย มีคนที่รู้จักในสายงานนี้ ไปนั่งคุยกับพี่เขา ถามข้อมูลบางอย่าง เอาที่คนทั่วไปสามารถรู้ได้ จะได้เห็นเกร็ดของนายทหารอยู่ในเรื่อง วิธีการทำงาน กระบวนการคิด แต่ใส่เยอะไม่ได้ คนอ่านจะเบื่อ”

ส่วนผลงานเล่มใหม่ เธอตั้งใจจะไปอีกเหล่าทัพ นั้นคือ ตำรวจ แฟนนักอ่านของนาคาลัย อดใจรอสักนิด เตรียมพบกับพระเอกในเครื่องแบบสีกากีได้

 

ธเนศ เหลืองวรชาติกุล แบดมินตันให้สุขภาพดีที่มาพร้อมเพื่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2560 เวลา 07:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/499005

ธเนศ เหลืองวรชาติกุล แบดมินตันให้สุขภาพดีที่มาพร้อมเพื่อน

โดย…นกขุนทอง

คนใกล้ตัวยกนิ้วให้เป็นกูรูในเรื่องของกีฬา แม้เจ้าตัวจะถ่อมตัวว่าไม่จริ๊ง…ไม่จริง แต่พอว่างจากงานดีเจ “ดีเจเอ็ม-ธเนศ เหลืองวรชาติกุล” จากคลื่นเพลงสากล GET 102.5 ก็มักจะอยู่ที่สนามไหน
สักแห่ง โดยเฉพาะสนามแบดมินตัน ซึ่งเป็นกีฬาสุดโปรด วันนี้เราจึงได้พูดคุยกันแบบใกล้ชิดติดขอบสนามกันเลย

“จุดเริ่มต้นที่เลือกเล่นกีฬาแบดมินตัน เพราะผมผูกพันมาตั้งแต่เด็กๆ พอโตขึ้นมาเราจำความได้ เราก็มีไม้แบดมินตันหนึ่งอัน หลังจากนั้นก็หัดเล่นหัดตีไปเรื่อยๆ จนมาถึงทุกวันนี้ครับ แบดมินตันเป็นกีฬาที่ดีมากเป็นกีฬาที่คนไทยชื่นชอบอยู่แล้ว

เรามีนักกีฬาทีมชาติที่ใครๆ ก็รู้จัก น้องเมย์-รัชนก อินทนนท์ สอง-ทนงศักดิ์ แสนสมบูรณ์สุข ซูเปอร์แมน-บุญศักดิ์ พลสนะ บุคคลเหล่านี้เป็นไอดอลที่ทำให้คนไทยหันมาให้ความสนใจในกีฬาแบดมินตันกันมากขึ้น และยังทำให้กีฬาแบดมินตันได้รับการโปรโมทจนคนไทยเริ่มรู้จักและอยากลองเล่นมากขึ้น สมัยนี้การแข่งขันระดับโลกแต่ละครั้ง ได้รางวัลตอบแทนกันเป็นล้านๆ ไม่ใช่ธรรมดานะครับ”

เล่นมาตั้งแต่เด็ก ฝีไม้ในการหวดลูกขนไก่ของดีเจเอ็มจะอยู่ระดับไหน ส่งเสียงหัวเราะก่อนตอบเสียด้วย “ถ้าให้ประเมินคงอยู่ในระดับมือสมัครเล่น ที่บอกว่ามือสมัครเล่น เพราะเราไม่ได้ตีขี้เหร่ แต่ก็ไม่ได้เก่งถึงขั้นเป็นมือโปรขนาดนั้น ถ้าใครคิดจะเป็นโปรลงแข่งขันต้องมีเทรนเนอร์หรืออาจารย์ในการฝึก ผมยังไม่ถึงขั้นนั้น

แต่ทุกครั้งที่ผมลงสนามผมเต็มที่มาก ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ผมว่าความแข็งแรงของร่างกายและการฟิตซ้อมเป็นสิ่งสำคัญ พักหลังๆ ผมเข้ายิมบ่อย ทำให้มีพละกำลังของกล้ามเนื้อแขนมากขึ้น ช่วงนี้ใครเล่นกับผมจะเห็นว่าผมมีแรงตบเยอะหน่อย (หัวเราะ)

ปกติผมไม่ค่อยตบแรงมาก เน้นใช้สมองในการคิดการเล่นมากกว่า ว่าจะตีลูกไปทิศทางไหนแล้วทำให้อีกฝ่ายรับไม่ได้  ผมจะสังเกตนักกีฬาทีมชาติหลายๆ คนอย่าง น้องเมย์ รัชนก เขาจะเล่นแบบใช้ไหวพริบมาก น้องเมย์ไม่ได้คิดตอนนั้นแล้วตีเลย เขาจะคิดก่อนแล้วค่อยตี ซึ่งมันเร็วมาก น้องเขาเก่งมากๆ เราก็เอามาใช้กับตัวเอง พยายามคิดก่อนตีว่า ตีไปทางไหนแล้วอีกฝ่ายจะรับไม่ได้

มันเป็นการพัฒนาตัวเองจริงๆ ครับกีฬาประเภทนี้ ณ ตอนนี้ยังไม่เคยลงแข่งขันเลย อาจเพราะยังไม่เจอคู่หูมากกว่า ที่ตีกันอยู่ประจำก็จะเป็นครอบครัวและเพื่อนๆ ถ้าผมหาคู่ที่เล่นด้วยกันแล้วเข้าขาเมื่อไหร่ ยังไงผมต้องลงแข่งแน่นอน ใจผมอยากแข่งมากนะ แต่ยังติดตรงนี้แหละ”

นอกเหนือจากร่างกายที่แข็งแรง ยังได้กัลยาณมิตรเพิ่มมาด้วย “ประโยชน์หลักๆ ที่ได้จากการตีแบดมินตัน ทำให้ร่างกายแข็งแรงเป็นสิ่งที่แน่นอนอยู่แล้วครับ บางคนตีแบดแล้วอาจจะได้ผลพลอยได้ คือ น้ำหนักลดลง ผมมีเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ หลายคนที่มาตีแบดกับผม น้ำหนักเราก็ลดลง ร่างกายทุกส่วนกระชับได้สัดส่วนที่ดี เพราะเราได้ขยับร่างกายเกือบทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นสายตา แขน ขา ข้อมือ ข้อเท้า

แบดมินตันยังมีสิ่งที่ผมประทับใจ คือ เป็นกีฬาที่ทำให้ผมกับเพื่อนๆ ได้กลับมาเจอกัน ไม่ว่าเพื่อนผู้หญิงหรือผู้ชาย เพราะเป็นกีฬาที่ผู้หญิงก็เล่นได้ผู้ชายก็เล่นดี โดยปกติของคนที่ตีแบดน้อยมากที่จะมาเล่นกัน 1 ต่อ 1 เพราะมันเหนื่อย ดังนั้นแบดมินตันเป็นกีฬาที่ทำให้เราได้นัดเจอเพื่อนฝูง

อย่างผมจะนัดกับเพื่อนไปตีแบดกันอาทิตย์ละครั้งสองครั้ง มีคอร์ดประจำชื่อ SP แบดมินตัน ลาดพร้าว 71 หรือบางทีเราไปเล่นตามที่ต่างๆ เราอาจจะได้เพื่อนใหม่ บางคนถึงขั้นสนิทสนมกลายเป็นกัลยาณมิตรกันไปเลย อันนี้เป็นเหตุผลหลักของผมเลย นอกจากร่างกายแข็งแรงแล้วยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผมเจอเพื่อนเจอคนเจอสังคมใหม่ๆ แบดมินตันเลยเป็นกีฬาที่ผมเล่นไม่เคยขาดและมีความสุขทุกครั้งที่เล่น”

เห็นข้อดีหลายด้านแบบนี้ ชวนเดอะแก๊งไปตีแบดมินตันกันดีกว่า

 

ปณต จุลกะรัตน์ ชีวิตเหมือนปิดเทอมทุกวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2560 เวลา 07:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/499003

ปณต จุลกะรัตน์ ชีวิตเหมือนปิดเทอมทุกวัน

โดย…สมแขก ภาพ : โรงเรียนต้นไม้

เด็กหนุ่มที่เติบโตท่ามกลางสังคมเมืองจ๋า สิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรือกสวนไร่นา แถมยังเดินทางไปเรียนปริญญาตรีด้านสถาปัตยกรรรม ที่ประเทศแคนาดา ภาพที่หลายคนมองหรือคิดว่าการงานของหนุ่มคนนี้อาจจะเป็นหนุ่มสถาปนิกที่ทำงานออกแบบอาคารทันสมัย หรือเป็นคนทำงานที่เราเดินผ่านที่ไหนสักแห่งในกรุงเทพฯ แต่เปล่า!!

ป๊อบ-ปณต จุลกะรัตน์ กำลังทำสวนป่าของครอบครัวใน อ.แม่ออน อำเภอเล็กๆ ของ จ.เชียงใหม่ หนุ่มกรุงเทพฯ ขนานแท้และลูกชายคนสุดท้องจากพี่น้อง 3 คน เดินบนเส้นทางมนุษย์เงินเดือนอยู่ 2 ปีเศษ แต่แล้วก็ตัดสินใจบอกครอบครัวว่าจะไปทำสวนป่า “ผมกลับเมืองไทยมา 5 ปีที่แล้ว เริ่มทำงานด้านออกแบบ และทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กับครอบครัว ซึ่งมีหมู่บ้านจัดสรรที่ต้องดูแลต้นไม้อยู่ อยู่ต่างประเทศก็พอจะเห็นว่าเขาตัดแต่งต้นไม้ ดูแลต้นไม้อย่างไร มีมาตรฐาน มีความปลอดภัย ซึ่งผมสนใจงานด้านนี้มาตลอด”

แม้จะทำธุรกิจในครอบครัว แต่ในความรู้สึกของหนุ่มคนนี้ยังคงวนเวียนกับต้นไม้ตลอดเวลา “ผมทำงานประมาณ 2 ปีกว่า ก็รู้สึกว่าอยากมาทำสวนป่า เพราะมาถึงจุดหนึ่งที่เรารู้สึกว่าต้องมาคอยไล่ตามตลอด และแม่ก็อยากเกษียณตัวเอง ผมพอไม่ได้ทำงานก็เคว้งเหมือนกัน ช่วงนั้นก็เลยตัดสินใจไปเรียนเกษตรพอเพียง พอไปเรียนก็รู้เลยว่านี่แหละที่เราอยากทำ เหมือนเราได้ใช้ชีวิตเป็นเด็กอีกครั้ง รู้สึกแบบนั้น เหมือนปิดเทอม อยู่บ้าน กินนอนที่บ้าน ได้เจอแม่และคนในครอบครัวทุกวัน พอผมบอกคุณแม่ ท่านพูดแค่ว่าดีมาก ท่านสนับสนุนความคิดผมเพราะแม่เองก็เบื่อกรุงเทพฯ และคงอยากใช้ชีวิตหลังเกษียณนอกกรุงเทพฯ สำหรับผมแม่ก็เป็นหนึ่งตัวแปรที่ทำให้ออกมาทำสวนนี้ด้วย” ปณต บอกจุดเริ่มต้นของการทำการเกษตรของเขา

ย้อนกลับไปที่การเริ่มต้นสวนป่าที่ อ.แม่ออน ป๊อบ เล่าว่า “ผมเริ่มไปอยู่เชียงใหม่ตั้งแต่กลางปี 2557 เพื่อทำสวนป่า และการทำสวนป่าก็ต้องมีตัดแต่งต้นไม้ ตอนกลับมากรุงเทพฯ ยังไม่รู้ว่ามีที่ไหนพอจะอบรมเรื่องนี้ได้บ้าง ก่อนหน้านี้ เราเคยอยากเรียน แต่ต้องไปเรียนถึงออสเตรเลียและไปเจอว่ามีคอร์สอบรมระยะสั้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เลยตัดสินใจมาอบรม แต่ต้นไม้ในส่วนป่ายังไม่โต

“แต่สำหรับผมต้นเหตุจริงๆ คือมาจากต้นไม้ใหญ่ในหมู่บ้านในกรุงเทพฯ นี่แหละครับ บวกกับความที่เราอยากขึ้นต้นไม้แบบนั้นด้วย อยากขึ้นไปเพื่อที่เราจะได้ตัดใบกิ่งที่เราอยากตัด คอร์สที่เปิดอบรมที่จุฬาฯ สั้นๆ 2 วัน ตอนนั้นก็ไป ที่บ้านเป็นหมู่บ้านจัดสรรก็มีต้นไม้ที่ปลูกอยู่อายุ 10 กว่าปี เราก็ต้องคอยแต่งมันตลอดเวลา ถ้าเราจ้างเขาก็จะเป็นคนงานที่เขาตัดยอดจนไม่เหลือใบ สุดท้ายเราก็ต้องปีนบันไดขึ้นไปตัดเอง การไปอบรมรุกขกรก็เข้าใจในหลักการแล้ว แต่ในเชิงการปฏิบัติต้องเจาะลึกมากขึ้น ทั้งในเรื่องความปลอดภัย และอุปกรณ์เซฟตี้ต่างๆ เลยตัดสินใจเข้าเรียนที่โรงเรียนต้นไม้ ซึ่งผมเป็นรุ่นที่ 3 ผมว่าดีมากที่มีแบบนี้ในเมืองไทย เพราะว่าเรื่องการตัดแต่งต้นไม้ที่ถูกต้องและปลอดภัยสำคัญ”

จังหวะที่ชีวิตกลายมาเป็นนักเรียนอีกครั้ง ชีวิตที่ปิดเทอมทุกวันของหนุ่มคนนี้จึงเหมือนการเดินทางในเส้นทางใหม่ เส้นทางที่เขาเลือกแม้จะมีหลากหลายอารมณ์ปะปนกันไป แต่สุดท้ายเขาก็พบทางของตัวเอง “ความเป็นจริงความรู้สึกมันปนเปนะครับ ทั้งสนุกทั้งเหนื่อยทั้งท้อ ทั้งผิดหวัง ดีใจ ปนกันหมด เพราะไม่ใช่สิ่งที่เรารู้จักตั้งแต่เด็ก มันเป็นสิ่งใหม่ที่ตอนแรกเราทำก็ท้าทาย ก่อนทำก็ไปหาปราชญ์ชาวบ้าน ศึกษาจากอินเทอร์เน็ตบ้าง ช่วงที่ผมเริ่มทำสวนป่าก็ตระเวนเดินสายขอความรู้จากผู้รู้หลายท่าน ตอนแรกไปอบรมที่มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จ.ฉะเชิงเทรา และต่อจากนั้นก็ไปอบรมกับอาจารย์ยักษ์ (วิวัฒน์ ศัลยกำธร) ที่กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง และขอความรู้จากปราชญ์ชาวบ้านใน จ.เชียงใหม่ ไปโครงการหลวง

“ช่วงแรกทำยังไงก็ได้ให้ได้เงิน พอเราทำจริงๆ ก็ร้องโอ้โห! พอทำได้ 2 เดือน ก็ล้มเลิกความตั้งใจ เปลี่ยนทางเลยคือทำอย่างที่ใจอยากทำ แม้เงินจะมีปัญหาบ้างแต่เราสบายใจ ช่างมันไม่ต้องอะไรมาก ทำไปเดี๋ยวก็ได้เอง เพราะช่วงแรกเราทำตามกระแส อยากทำตาม อยากได้บ้าง ซึ่งความจริงไม่ได้ง่ายอย่างที่เขาโพสต์กัน เขาไม่ได้บอกเราว่าเขาผ่านความลำบากอะไรมาบ้าง ถามว่าตอนนี้ผมพบทางตัวเองหรือยัง ผมพบแล้วแต่ยังไม่สุด และคิดว่าตัวเองยังไม่ใช่ตัวจริงหรือประสบความสำเร็จ แต่รู้ว่าสิ่งที่เราอยากทำคืออะไร ผมอยากเป็นสวนเล็กๆ ที่มีของคุณภาพ ใครอยากมากินก็มา แทนที่จะค้าขายเป็นธุรกิจ” ป๊อบ เล่า

“ผมเหมือนเมนูที่มีส่วนผสมเหล่านี้อยู่ อย่างปราชญ์ชาวบ้านที่บ้านธรรมดา นอนมุ้งแต่เราได้เห็นชีวิตที่มีความสุข นั่งกินข้าวก็ยิ้มแย้ม มีเวลาพักผ่อนนอนเปล ผมเป็นเด็กที่เมื่อก่อนตามกระแสเลย บ้านอยู่ปทุมวัน ชีวิตก็วนเวียนอยู่กับสยาม มาบุญครอง เมื่อก่อนก็จะเฮ้ย! ได้รองเท้าใหม่มาเว้ย มีนาฬิกาใหม่ แต่มองกลับมาที่พวกเขา ทำไมมันเรียบง่ายและแฮปปี้ ตกเย็นหัวเราะเฮฮา นอนหลับในที่อากาศดีๆ ไม่ต้องใช้เงินมากขนาดนั้น อาหารก็มีเนื้อจานหนึ่ง นอกนั้นก็เก็บผักรอบๆ บ้านกิน ผมว่านี่คืออีกมุมมองหนึ่งที่ผมไม่เคยเจอ”

“สำหรับผมเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 ยิ่งใหญ่ เหมือนหลักของศาสนาเหมือนกันนะครับ คือเราทำตัวเราเองให้ดี แล้วความดีจะกระจายเผื่อแผ่ไปให้คนอื่นต่อ แล้วคนอื่นได้ความดีของเราไป ก็เหมือนโดมิโนที่จะตีไปเรื่อยๆ ถ้าทุกคนเป็นแบบนี้ได้ ก็จะเกิดสังคมที่มีความสุข”

ปัจจุบันสวนป่าของปณตที่ อ.แม่ออน มีเนื้อที่ 5 ไร่ เป็นพื้นที่ที่มีอยู่แล้ว ด้านในแบ่งพื้นที่ป่าประมาณ 2 ไร่ ในสวนก็จะมีเสาวรส มะละกอ ใบเตย ชะพลู กล้วย มะนาว มะพร้าว และพืชไร่ตามฤดูกาล มีพื้นที่พักอาศัยของเขาและคุณแม่ แต่ว่าจะมีสวนครัวเล็กๆ และมีแปลงที่ถมใหม่อีก 2 ที่ยังว่างอยู่ประมาณไร่ครึ่ง “เมื่อก่อนชีวิตก็มีหลายพาร์ต ตอนนี้เหลือส่วนเดียว ก็คือ ชีวิตในสวนป่า ตอนนี้กำลังวางแผนว่าจะสร้างบ้านอีกหนึ่งหลังสำหรับพี่ๆ ที่จะย้ายมาอยู่ พอมาอยู่กันครบ ก็จะเริ่มทำสวนกันอย่างจริงจัง ถ้ามีลู่ทางก็จะรับตัดแต่งต้นไม้ ตรงนี้ก็อาจจะเป็นอีกหนึ่งลู่ทางที่ผมได้จากโรงเรียนต้นไม้ที่สามารถนำมาใช้ได้จริง” ป๊อบ กล่าว

สำหรับโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การดูแลต้นไม้ใหญ่ในงานภูมิทัศน์เมือง ระดับผู้ปฏิบัติการ รุ่นที่ 4 โดยภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา สมาคมภูมิสถาปนิกประเทศไทย และกลุ่มบิ๊กทรี ด้วยการสนับสนุนจากบริษัท ปตท.และผลิตภัณฑ์ปลูกสวนแนวตั้ง กรีนพลัส รุ่น คริป-เอ็น-โก จัดขึ้นระหว่างวันพฤหัสบดีที่ 13 ก.ค.-9 ส.ค. 2560 ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-16.00 น. เว้นวันหยุดราชการ สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.land.arch.chula.ac.th/news/2017/06/12/1086 หรือลงทะเบียนที่ thaiurbantrees@gmail.com ตั้งแต่วันนี้-3 ก.ค. 2560