‘กาณฑ์ สมบัติศิริ’ ปลาเล็กผู้กล้าเสี่ยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 เมษายน 2560 เวลา 09:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/489165

‘กาณฑ์ สมบัติศิริ’ ปลาเล็กผู้กล้าเสี่ยง

โดย…ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล

 “เสน่ห์ของการเป็นสตาร์ทอัพคือ การเริ่มต้นสร้างธุรกิจใหม่ๆ ขึ้นมาในตลาด ทำให้ได้ทดสอบใจตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่า พร้อมที่จะสู้ (ต่อ) หรือไม่ เพราะการเป็นสตาร์ทอัพมีอุปสรรคเข้ามาทดสอบกำลังใจมากมาย ถ้าถอดใจไม่สู้ก็จบ แต่ถ้ากัดฟันฮึดสู้ต่อแล้วกลับมาเรียนรู้ แก้ไขข้อผิดพลาด สักวันสตาร์ทอัพก็อาจเป็นธุรกิจยักษ์ใหญ่ได้”

กาณฑ์ สมบัติศิริ สตาร์ทอัพน้องใหม่วัย 24 ปี บอกถึงแนวคิดในการทำธุรกิจ

อาจจะด้วยความที่ กาณฑ์ ก้าวเข้ามาเริ่มธุรกิจเปิดบริการให้เช่าออฟฟิศลอยฟ้าตามสถานีรถไฟฟ้า ‘Werk’ ในอายุที่น้อย จึงทำให้ไฟในการทำธุรกิจยังลุกโซนและพร้อมที่จะรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้

กาณฑ์ บอกว่า ผมอาจจะมองต่างจากคนวัยเดียวกัน ที่มองว่าเพิ่งเรียนจบมา อยากจะขอเวลาในการใช้ชีวิตเที่ยวเล่นก่อนสักระยะค่อยเริ่มทำงาน

“แต่ผมกลับมองมุมกลับว่า ถ้าเราเริ่มต้นยอมเหนื่อยตั้งแต่วันนี้อีก 5-10 ปีข้างหน้า ธุรกิจผมก็อยู่ตัว มีเวลาเหลือเฟือที่จะให้ผมออกไปพักผ่อน หรือถ้าธุรกิจผิดพลาดก็ยังมีเวลาให้เริ่มต้นใหม่ได้”

ขณะที่คนรุ่นเดียวกันอาจจะยังไม่ได้เริ่มต้นทำธุรกิจเป็นของตัวเอง หรือยังมีงานที่ไม่มั่นคงอยู่ก็ได้ กาณฑ์ มองว่าถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เมื่อมองย้อนกลับมา สุดท้ายก็จะรู้สึกเสียดาย ซึ่งตัวเองไม่อยากที่จะรู้สึกเช่นนั้น

“ในช่วงที่เรียนอยู่สหรัฐอเมริกา ทำให้มีโอกาสได้ใช้ชีวิตเต็มที่แล้ว เพราะต้องอยู่คนเดียวต้องทำอะไรเองหมด ทำให้ได้เรียนรู้ประสบการณ์การใช้ชีวิตและการที่เรียนต่างประเทศ ส่วนหนึ่งทำให้เปิดโลกทรรศน์ได้มองเห็นเทรนด์ต่างๆ แล้วนำมาปรับใช้กับธุรกิจประยุกต์ให้เข้ากับวัฒนธรรมสไตล์ไทย ซึ่งอาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สำเร็จ” กาณฑ์ กล่าว

การที่ธุรกิจสตาร์ทอัพ ถูกมองว่าเป็น ‘ปลาเล็ก’ ในวงการธุรกิจนั้น กาณฑ์ ชี้ว่าไม่อยากให้มองเป็น ‘จุดอ่อน’ จนบั่นทอนกำลังใจว่า ปลาเล็กจะต้องโดนปลาใหญ่กินเสมอไป แต่อยากให้มองเป็น ‘จุดแข็ง’

“เพราะการเป็นปลาเล็กทำให้มีความคล่องตัวสูงกว่าปลาใหญ่ เพราะไม่ต้องคิดเยอะ ตัดสินใจทำได้ทันที ส่งผลให้สามารถแก้ไขและปรับตัวได้ทันตามกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”

อย่างไรก็ดี การที่เป็นปลาเล็กก็มีข้อจำกัด เพราะไม่สามารถเดินหน้าหรือเติบโตได้ด้วยตัวเองเพียงลำพัง แต่ต้องมีพันธมิตรที่ดีในการทำธุรกิจให้เกิดเป็น ‘สมาร์ทคัต’ ไม่ใช่ ‘ช็อตคัต’ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ ถ่ายทอดและเติบโตไปด้วยกัน

สำหรับแนวคิดในการทำธุรกิจของกาณฑ์นั้น เน้นการทำงานเป็น ‘ทีมงาน’ เพราะธุรกิจคือออฟฟิศที่ต้องการสร้างคอมมูนิตี้การทำงานในรูปแบบต่างๆ ดังนั้น ถ้าภายในองค์กรตัวเองยังสร้างความเป็นทีมไม่ได้ ก็อย่าหวังไกลที่จะสร้างคอมมูนิตี้ให้สำเร็จได้

“โชคดีที่มีทีมงานดี ทุกคนมีเป้าหมายไปในทิศทางเดียวกัน งานจึงง่ายขึ้น”

‘กาณฑ์ สมบัติศิริ’ ปลาเล็กผู้กล้าเสี่ยง

 ขณะที่แนวคิดในการบริหารงานและบริหารคนของกาณฑ์นั้น ใช้หลักในการ ‘แบ่งเวลา’ และ ‘แบ่งงานตามศักยภาพ’ เริ่มจากตัวเองก่อน ในทุกๆ เช้าจะต้องนั่งลิสต์รายการสิ่งที่จะต้องทำในวันนั้นให้เสร็จ ว่ามีอะไรบ้าง แล้วก็เริ่มทำจากงานที่ไม่ชอบก่อน

“เพราะช่วงเช้ายังมีแรงที่จะทำ พอช่วงบ่ายก็ยังเหลือสิ่งที่ยังอยากทำอยู่ จึงไม่รู้สึกเบื่อหรือเหนื่อยกับงานที่จะต้องทำ ซึ่งทำให้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้ดีขึ้น

“ด้านการบริหารคน ก่อนอื่นต้องรู้ว่า ทุกคนมีความเก่งไม่เหมือนกัน แต่ให้ถือว่าทุกคนที่เข้ามาร่วมทำงานด้วยมีคุณสมบัติพร้อมและเก่งอยู่แล้ว ซึ่งจะให้มีการทำแบบทดสอบความถนัดแต่ละด้านของแต่ละคน เพื่อที่จะได้วางงานได้ตรงความสามารถ และที่สำคัญจะต้องไม่ต้องดูถูกความฝันของทีม เพราะบางครั้งความฝันอาจเป็นจุดเริ่มต้นไอเดียธุรกิจใหม่ๆ ได้

“ผมมองและใช้ชีวิตให้มีความสุขทุกวัน เพราะจะได้สนุกกับการทำงาน และพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะทำให้ไม่รู้สึกท้อเวลาเจออุปสรรคต่างๆ ที่เข้ามา” กาณฑ์ กล่าวทิ้งท้าย

‘Werk’ ในคำนิยามของกาณฑ์คืออะไร?

“Werk เป็น Space ที่เกิดจากความตั้งใจของคน Modern Workforce กลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง ที่อยากสนับสนุนและผลักดันเหล่า Modern Workforce ด้วยกัน ให้เติบโตและประสบความสำเร็จในชีวิตการทำงานของตัวเอง ด้วยการสร้าง Space ที่ให้ลูกค้าสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพที่สุด ในขณะเดียวกันก็เป็น Space ที่พอดี และเวิร์กกับการทำงานในรูปแบบต่างๆ จึงทำให้ ‘Werk’ เป็นมากกว่า ‘Work’

“เพราะการเป็นปลาเล็กทำให้มีความคล่องตัวสูงกว่าปลาใหญ่ เพราะไม่ต้องคิดเยอะ ตัดสินใจทำได้ทันที ส่งผลให้สามารถแก้ไขและปรับตัวได้ทันตามกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”

“ที่สำคัญจะต้องไม่ต้องดูถูกความฝันของทีม เพราะบางครั้งความฝันอาจเป็นจุดเริ่มต้นไอเดียธุรกิจใหม่ๆ ได้”

สูงวัยอย่างมีสุข ยุคไทยแลนด์ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 เมษายน 2560 เวลา 09:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/488560

สูงวัยอย่างมีสุข ยุคไทยแลนด์ 4.0

โดย…มัลลิกา ภาพ เอเอฟพี, เอพี, มีสุข

วันผู้สูงอายุแห่งชาติ ตรงกับวันที่ 13 เม.ย.ของทุกปี

ทำให้ฉุกคิดขึ้นได้ว่า ตอนนี้บ้านเมืองเรา มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นจำนวนมาก จำนวนคนเป็นโสดเพิ่มมากขึ้น ไม่โสดก็มีลูกน้อยลงเรื่อยๆ และมีจ่อคิวขึ้นทำเนียบรับเงินผู้สูงอายุอีกเพียบในอนาคตอันใกล้

ผู้สูงอายุ ไทยเรากำหนดอายุไว้ที่ 60 ปี ปัจจุบันจัดเป็นสัดส่วน 14.9% ของประชากรทั้งประเทศ และมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นอีก 30% ภายใน 15 ปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้ประเทศไทย มีสัดส่วนประชากรผู้สูงวัยมากเป็นอันดับหนึ่งของอาเซียน

ในภาคส่วนของรัฐบาลก็ออกนโยบายมาช่วยเหลือผู้สูงอายุ แต่นั้นเพียงพอแล้วหรือ แล้วถ้าประเทศไทยเข้าสู่ยุค “สังคมสูงวัย” คนเหล่านี้จะหวังพึ่งพิงใคร รัฐบาล ลูกหลาน หรือต้องเริ่มพึ่งพิงตัวเองตั้งแต่วันนี้ เตรียมตัวก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุ เพื่ออนาคตจะได้ใช้ชีวิตอย่างปกติสุข

ภญ.ศิริวรรณ ชื่นชมสกุล

เตรียมสูงวัย กายฟิต-จิตดี-มีออม

โครงการ “ไฟเซอร์ รู้-เฒ่า(เท่า)-ทัน-สุข” (Pfizer Healthy Aging Society) ถูกออกแบบให้เป็น Knowledge-Based Project มีการเก็บข้อมูลกลุ่มเป้าหมายก่อนลงมือเตรียมความพร้อมของประชากรเพื่อวัยสูงอายุที่มีคุณภาพ โดยมีระยะเวลาดำเนินงาน 3 ปี (ส.ค. 2559-ส.ค. 2562) พื้นที่การดำเนินงาน ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (เขตคลองเตยและบางขุนเทียน) ซึ่งได้เริ่มดำเนินโครงการแล้ว และจะเริ่มขยายขอบเขตการดำเนินโครงการไปยัง จ.อุบลราชธานี (อ.เมือง และ อ.วารินชำราบ)

ภญ.ศิริวรรณ ชื่นชมสกุล กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทย กล่าวถึงข้อมูลด้านสุขภาพพบว่า ผู้สูงวัยไทยส่วนใหญ่ป่วยด้วยโรค NCDs จึงเป็นที่มาของความร่วมมือระหว่างมูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทย และสถาบันคีนันแห่งเอเซีย ในการริเริ่มดำเนินโครงการไฟเซอร์ รู้-เฒ่า(เท่า)-ทัน-สุข มีจุดมุ่งหมายสำคัญ คือ การเตรียมตัวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ด้วยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต และพฤติกรรมสุขภาพตั้งแต่วัยก่อนสูงวัยจนถึงวัยสูงวัย คือ ตั้งแต่อายุระหว่าง 45-59 ปี เพื่อสร้างรูปแบบสังคมการดูแลสุขภาพผู้สูงวัยแบบองค์รวมที่มีความยั่งยืน เพื่อที่เราจะมีผู้สูงวัยยุคใหม่ที่มีความพร้อมทั้งทางด้าน Phisically Mentally และ Financial หรือเรียกง่ายๆ ว่า กายฟิต จิตดี มีออม พร้อมสำหรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างมีคุณภาพ ซึ่งนับเป็นโครงการแรกที่มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากรก่อนวัยสูงอายุและผู้สูงอายุ”

วิมล บ้านพวน รองผู้อำนวยการ สำนักอนามัยผู้สูงวัย กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ผู้สูงวัยว่า “ปัจจุบัน 95% ของผู้สูงวัยไทย เจ็บป่วยด้วยโรคและมีปัญหาสุขภาพ พบ 1 ใน 2 คน อ้วน และเป็นโรคอ้วน โดยทุกๆ 8 คน จะพบเป็นโรคสมองเสื่อม 1 คน ดังนั้นการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่วัยผู้สูงอายุจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง รวมไปถึงการส่งเสริมศักยภาพผู้สูงวัย ส่งเสริมด้านสุขภาพ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต”

ยังมีรายงานพบว่า ในอีก 34 ปีข้างหน้า (พ.ศ. 2593) ประเทศเพื่อนบ้านในแถบอาเซียน เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และมาเลเซีย จะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจแซงหน้าไทย เนื่องจากไทยจะเผชิญกับภาวะขาดแคลนประชากรวัยทำงาน อัตราการเกิดจะน้อยกว่าอัตราการเสียชีวิต และเป็นสังคมผู้สูงวัยนั้นเอง ดังนั้นหากเราปล่อยให้สังคมผู้สูงอายุของเราเต็มไปด้วยผู้สูงอายุที่นอนติดเตียงเพราะเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง ประเทศไทยในอนาคตก็จะยิ่งมีปัญหารุนแรงในหลายมิติมากขึ้น

มีสุข โซไซตี้ ประเทศไทย

ในส่วนของภาคเอกชน ธุรกิจที่จับกลุ่มลูกค้าผู้สูงวัยอย่างชัดเจนที่สุดและกำลังเติบโต คือ บริษัท มีสุข (ประเทศไทย) ที่ดำเนินการอย่างครบวงจรอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่

โครงการมีสุขประกอบด้วย วิลลา มีสุข เรสซิเดนท์เซส พร้อมบริการ มีสุข โซไซตี้ ลูกค้ามี 2 กลุ่ม คือช่วยเหลือตัวเองได้ เฉลี่ยอายุ 45-72 ปี และช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ซึ่งมีอายุมากสุด 102 ปี ในการดูแลครอบคลุมทั้งการรักษาปฐมพยาบาล ดูแลสุขภาพกายทั่วๆ ไป บริการเฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง และจิตใจ มีกิจกรรมหลากหลายที่คัดพิเศษให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน

ศศิวิมล สิงหเนตร ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการบริหาร มีสุข โซไซตี้ เปิดเผยถึงธุรกิจว่า จับกลุ่มระดับบน ซึ่งคนกลุ่มนี้มีทุนพร้อมจ่าย “จะเห็นว่าเมื่อปีก่อนแบงก์ปล่อยเครดิตยาก แต่สำหรับลูกค้ามีสุขที่เช่าซื้อคอนโด-บ้าน โอนสดหมด เพราะคนกลุ่มนี้ทำงานหนักมาทั้งชีวิต ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานระดับหนึ่ง พอถึงช่วงอายุ 40 กว่า จะเป็นเทิร์นนิ่งพอยต์ในชีวิตเขา เขาจะคิดแล้ววางแผนให้กับชีวิต

วันนี้เราต้องมองให้ไกลไปกว่าเรื่องการดูแลผู้สูงอายุและบริการเพื่อสุขภาพ คนวัยเกษียณในปัจจุบัน ยังคงมีสุขภาพแข็งแรง หลายคนเออร์ลีรีไทร์เพื่อจะได้มีเวลาทำในสิ่งที่ตัวเองชอบได้มากขึ้น เรียกว่าขอใช้ชีวิตให้คุ้มค่าโดยไม่ยึดติดกับวิถีชีวิตดั้งเดิมแบบพึ่งพาลูกหลาน ซึ่งองค์ประกอบในการใช้ชีวิตให้มีความสุข จึงไม่ได้มีแต่เพียงบ้านและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเท่านั้น ต้องมีส่วนของการบริหารจัดการที่ลงลึกถึงรายละเอียดต่างๆ เพื่อความสะดวกสบายให้เลือกทำโน่นทำนี่ได้อย่างที่พอใจจึงจะเป็นการใช้ชีวิตได้อย่างสุขนิยมอย่างแท้จริง”

มีสุข ตั้งอยู่ จ.เชียงใหม่ แต่ลูกค้ามาจากจังหวัดอื่นๆ รวมถึงชาวต่างชาติ เช่น ญี่ปุ่น มาเลเซีย ฝรั่งเศส สวีเดน “เราวางแผนครึ่งชีวิตที่เหลือ เราค้นพบเราเองยังไม่อยากอยู่ในสถานที่ไม่สบาย อยากอยู่ในสถานที่เหมือนได้พักผ่อน มีความพิถีพิถัน เราจึงออกแบบบ้านพัก คอนโดให้ได้บรรยากาศรีแลกซ์

นอกจากนี้ คนที่มาก็ไลฟ์สไตล์ไม่เหมือนกัน เรามีกิจกรรมที่เหมาะแต่ละคน เช่น ตีกอล์ฟ เที่ยววัด นวดสปา งานดอกไม้ แจ๊ซ มิวสิค เฟสติวัล มีสุขก็พาไปก่อน ให้ทุกคนได้เอนจอยกับชีวิต วัยนี้ทำงานหนัก พอถึงบรรยากาศหนึ่งต้องชิล บางคนซื้อคอนโดเพราะอยากปั่นจักรยาน ให้เราช่วยรักษาจักรยานให้ด้วย บินมาถึงเอาจักรยานหายไปหลายวันก็มี บางคนอายุ 50 ต้นๆ มาเพื่อเล่นไวโอลิน แซ็กโซโฟน เขาไม่เช่าโรงแรมอยู่ เพราะอยากได้ห้องที่ได้ฟิลลิ่งแบบบ้าน และมั่นใจว่ามีคนดูแล”

เนอร์สซิ่งโฮม สำหรับผู้สูงอายุ ยังมีภาพด้านลบอยู่ ทั้งในส่วนของลูกหลานเองก็หวั่นใจเกรงคนคิดว่า อกตัญญูต่อพ่อ บ้างก็มองภาพการกินอยู่อย่างแออัด ไม่มีสุขลักษณะอนามัยที่ดี มองภาพคนสูงอายุเจ็บป่วยช่วยเหลือตัวเองไม่ได้อยู่รวมกัน ช่างเป็นภาพชวนหดหู่ ทว่าทั้งหมดนี้ไม่มีให้เห็นใน วิลลา มีสุข เรสซิเดนท์เซส

“คอนเซ็ปต์เราชูว่า เหมือนมาอยู่ที่ไลฟ์สไตล์คอมมูนิตี้ เราเอ็กซ์คลูซีฟถึงมีปัญหาอะไร มาพักผ่อนอยากทำอะไร บางกลุ่มมารักษาตัวเอง โรคซึมเศร้า เราก็จัดกิจกรรมสำหรับดูแลรักษาผู้ป่วยโรคนั้นๆ เรามีทั้งเมดิคอล เนอร์สซิ่งโฮม และแอ็กทิวิตี้

ตอนนี้มีสุขเปิดมา 3 ปี ช่วงแรกกลุ่มลูกค้าเป็นผู้สูงอายุ ลูกชวนพ่อแม่มาพักผ่อนก่อน แล้วลูกกลับไปทำงานฝากพ่อแม่ไว้กับเรา เราดูแลต่อ พาไปเที่ยว ทำกิจกรรม จนเขาเกิดความมั่นใจ มีความสุข พอกลุ่มที่ 2 สอง ที่มาหาเรา เป็นกลุ่มเมดิคอล ทั้งปวดหลัง พาร์กินสัน โรคซึมเศร้า คนที่กลัวตัวเองจะป่วยก็มาพักที่นี่ และกลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มอยากมีชีวิตของตัวเอง เขาซื้อเพื่อเป็นไพรเวทเรซซิเดนซ์ของเขา”

ธุรกิจในกลุ่มผู้สูงวัย ศศิวิมล มองว่ายังเป็นตลาดที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง “กลุ่มนี้เม็ดเงินมหาศาล คนกลุ่มนี้พร้อมจ่าย ที่เราจะทำคือ การบริหารจัดการการใช้ชีวิต หรือซอฟต์แวร์ มีหลายคนสนใจร่วมทุนกับเรา ที่จะได้เห็นในปีนี้มี 2 ที่ ภูเก็ตกับหัวหิน และเราจะสร้างคน เราเตรียมจัดตั้งโรงเรียนขึ้นมา สอนเรื่องการดูแลคนชรา ต้องรู้เรื่องโรค ไลฟ์สไตล์ผู้สูงอายุเป็นหลัก หลักสูตรแก้ไขเรียบร้อยแล้ว เราตั้งใจให้ตัวเองเป็นเทรนนิ่ง เซ็นเตอร์ เราต้องเรียนรู้ตลอด เราเป็นสมาชิกของอัลไซเมอร์ยุโรป สมาชิกของเอจจิ้ง เอเชีย ที่สิงคโปร์ และในอนาคตเราคาดหมายเป็นต้นแบบผู้มอบบริการการใช้ชีวิต “แบบสุขนิยม”

สูงวัย ไม่ใช่โรคภัยไข้เจ็บ คนสูงวัย ไม่ใช่ คนป่วย คนอ่อนแอที่จะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้อย่างสิ้นเชิง การเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยสูงวัยนั้น จึงเป็นสิ่งสมควรกระทำอย่างยิ่ง

 

จะรวยได้ ต้องมีวินัยและรู้จักออม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 เมษายน 2560 เวลา 11:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/488389

จะรวยได้ ต้องมีวินัยและรู้จักออม

โดย…กันย์ ภาพ รอยเตอร์ส/เอเอฟพี

หากคิดว่าคนเราสามารถรวยได้ ก็ต่อเมื่อต้องหาเงินได้มหาศาล มีรายรับเข้ามามากมายต้องมีเงินเหลือถึงจะออมได้ บางคนคิดว่าชีวิตนี้คงไม่มีวันรวยแน่ๆ เพราะไม่สามารถหาเงินได้มากขนาดนั้น แต่จริงๆ แล้วเราจะรวยหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการอดออมและพฤติกรรมการใช้เงินต่างหาก ที่จะทำให้รวยมากขึ้น แต่หลายคนก็ยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องออมเงินอยู่ คิดว่าสิ่งที่เราทำอยู่นี้คือกำลังออมเงินทั้งที่จริงๆ แล้วไม่ใช่ ลองมาดูกันว่ากำลังเข้าใจผิดอยู่หรือไม่เกี่ยวกับการออมเงิน ด้วย 6 การกระทำผิดๆ ต่อไปนี้

1. ใช้จ่ายก่อน

เงินที่เหลือค่อยเก็บ เมื่อมีรายรับเข้ามา บางคนไม่ได้แยกเงินออมออกมาทันที แต่ใช้เงินไปก่อน แล้วเงินที่เหลือค่อยเป็นเงินออม แบบนี้ไม่ได้เรียกว่าออมเงิน เพราะการออมเงินที่ถูกต้องคือ การตั้งเป้าหมายเอาไว้ล่วงหน้าว่าจะออมเดือนละกี่บาท กี่เปอร์เซ็นต์ แล้วค่อยควบคุมค่าใช้จ่ายไม่ให้เกินเงินที่เหลือ

2. มัวแต่รอเวลา

บางคนจะเริ่มเก็บเงินทั้งที มัวแต่รอว่าค่อยเก็บตอนเงินเดือนขึ้น รอจังหวะหรือมัวแต่รอดูฤกษ์ค่อยเก็บ เช่น รอวันเกิด รอปีใหม่ มัวแต่รอไปรอมาก็ไม่ได้เก็บเสียที พยายามคิดว่าการออมเงินคือค่าใช้จ่ายอย่างหนึ่งของเราในแต่ละเดือน ควรกำหนดไปเลยว่าเมื่อมีรายรับเข้ามาก็หักออกไปเลยทันที หรือคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จากรายได้ เพราะถึงอย่างไรรายได้เราต้องเพิ่มขึ้นทุกปีอยู่แล้ว ก็ควรเก็บเงินเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

3. ไม่ลงทุนเพิ่ม

อย่าเพียงคิดแต่ว่าจะเก็บเงินจากรายได้ประจำเท่านั้น และนำเงินนั้นเก็บเอาไว้ในบัญชีนิ่งๆ ไม่ได้เอาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ การเก็บเงินที่ได้ประสิทธิภาพสูงสุดคือ การนำเงินก้อนนั้นไปลงทุนอย่างอื่นเพื่อให้งอกเงยขึ้นมาเรื่อยๆ  หรือลงทุนสินทรัพย์ใดๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

4. ไม่มีเงินสดเผื่อฉุกเฉิน

จากข้อ 3 เมื่อเราได้นำเงินไปลงทุนเพิ่มแล้ว อย่าลืมสำรองเงินสดเผื่อฉุกเฉินไว้ เพราะถ้าเรานำเงินทั้งหมดไปลงทุน อาจจะขาดสภาพคล่อง เมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้อย่างเร่งด่วน จะนำเงินออกมาได้ยาก ดังนั้นควรสำรองเงินสดเอาไว้ เพราะเงินสดคือเงินที่มีสภาพคล่องสูงสุด สามารถนำออกมาใช้ได้ทุกเมื่อ แต่อย่าลืมว่าต้องฉุกเฉินจริงๆ เท่านั้นจึงจะนำออกมาใช้

5. เก็บเงินไม่เป็นสัดส่วน

การเก็บเงินไม่ใช่แค่เพียงกันเงินออกมาจากรายจ่ายเท่านั้น แต่ให้คิดว่าเงินก้อนนี้เราจะนำไปทำอะไรบ้าง ให้แบ่งเป็นสัดส่วนเอาไว้ หรืออาจจะแยกบัญชีเพื่อไม่ให้ปะปนกัน ยกตัวอย่างเช่น กำหนดเอาไว้ว่าเงินออมเท่ากับ 30% ของรายได้ ภายใน 30% นั้นแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม คือ เงินสำหรับการลงทุนระยะสั้น 30%, เงินสำหรับการลงทุนระยะยาว 30%, เงินก้อนเพื่อนำไปเรียนต่อ 20%, เงินสำหรับไปเที่ยวต่างประเทศ 10%, เงินสดเผื่อฉุกเฉิน 10% เป็นต้น

6. ไม่ทำรายรับ-รายจ่าย

ข้อผิดพลาดอย่างหนึ่งของการเก็บเงินก็คือ ไม่ได้ทำรายรับ-รายจ่าย ซึ่งแม้ว่าจะกันเงินเก็บแยกไว้แล้วก็ตาม แต่การทำรายรับ-รายจ่ายทำให้เราได้รู้ว่ารายจ่ายที่ออกไปแต่ละเดือนมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง และไปหนักที่อะไร ซึ่งตรงนี้จะทำให้เราเห็นว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรที่สิ้นเปลืองเกินไป สามารถลดลงให้น้อยกว่านี้ได้หรือไม่ การทำรายรับ-รายจ่ายจะช่วยให้เราคุมค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น ดีไม่ดีหากเราสามารถลดค่าใช้จ่ายได้ก็จะทำให้มีเงินเก็บเพิ่มขึ้นอีกด้วย

หากคุณทำได้ตาม 6 ข้อที่กล่าวมา คำว่ารวยก็คงไม่ห่างไกลกับชีวิตคุณเกินไป เริ่มแต่วันนี้ไม่เกิน 10 ปีรวยได้อย่างแน่นอน

 

สังคมการอ่าน ไม่ไร้ความหวังยุคสื่อดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 เมษายน 2560 เวลา 11:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/488382

สังคมการอ่าน ไม่ไร้ความหวังยุคสื่อดิจิทัล

โดย…ปอย

เปิดตัวโครงการประกวดนักเขียนรุ่นใหม่ Neilson Hays Young Writers Awards 2017 จัดขึ้นเป็นปีแรกโดยเจ้าภาพ เนียลสัน เฮส์ ห้องสมุดบนนถนนสุรวงศ์ อายุกว่า 150 ปี อาคารสไตล์นีโอคลาสสิก แหล่งความรู้รวมหนังสือภาษาอังกฤษ ซึ่งเวลานี้อาคารห้องสมุดเก่าแก่กำลังปิดบูรณะ การจัดเวิร์กช็อปสร้างนักเขียนและนักวาดประกอบรุ่นเยาว์ จึงย้ายสถานที่มาจัดในบรรยากาศกันเอง อบอุ่น รายล้อมด้วยต้นไม้อันร่มเย็น ณ จักรพงษ์วิลล่า วังเก่าซึ่งออกแบบโดย มารีโอ ตามัญโญ สถาปนิกชาวอิตาลีผู้ออกแบบพระที่นั่งอนันตสมาคม และออกแบบห้องสมุดเนลสัน เฮส์ แห่งนี้ด้วย

สถานที่สวยงามริมแม่น้ำเจ้าพระยา ได้การอุปการคุณโดย ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ หนึ่งนักเขียนผู้สนับสนุนโครงการ ด้วยความหวังอยากเห็นอนาคตการอ่านการเขียนที่เข้มแข็ง ไม่พ่ายแพ้กลืนหายไปกับสังคมยุคสื่อดิจิทัล

การจัดประกวดแข่งขันเฟ้นหาผู้ชนะเลิศ Neilson Hays Young Writers Awards 2017 รวม 5 รางวัล สร้างสรรค์วรรณกรรมภาษาอังกฤษ ในหัวข้อ Hope เยาวชนผลิตผลงานได้ทั้งแบบกลุ่มและเดี่ยว งานเขียนมีรูปวาดประกอบสมบูรณ์เต็มฉบับเช่นเดียวกับการทำงานของมืออาชีพ หนังสือนิทานพร้อมภาพประกอบ แบ่งออกเป็นกลุ่มจำนวน 12 หน้า ความยาว 300 คํา สร้างสรรค์ผลงานโดยนักเขียนและนักวาดรุ่นจิ๋วรุ่น อายุ 9-12 ปี กลุ่มจำนวน 16หน้า 500 คํา รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี ไปจนถึงเรื่องสั้นประเภทนิยาย 800-1,000 คํา รุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี

ความคึกคักของเวทีแรกในนี้เริ่มในเดือน ธ.ค.ปีที่ผ่านมา มีผลงานส่งมา รวม 178 ชิ้นงาน ทางคณะกรรมการได้คัดเลือกผู้เข้ารอบชิงชนะเลิศรวม 17 ชิ้นงาน เจ้าของผลงานเยาวชนทั้ง 22 คน จะได้เข้าเวิร์กช็อปกระทบไหล่นักเขียนมืออาชีพเพื่อถ่ายทอดพลังแกร่งของการสร้างวรรณกรรมคุณภาพ

ใคร(เคย)เชื่อว่ากลุ่ม “Gen-C” หรือกลุ่มคนยุคใหม่ที่บัญญัติตามพฤติกรรม ว่าวันๆ จ่อมจมแค่การใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ก คนรุ่นเยาว์(อาจ)จะเลิกอ่านหนังสือกันแล้ว บรรยากาศเวิร์กช็อปครั้งนี้คึกคัก อบอุ่น สั่นคลอนความเชื่อได้เบาๆ เลยทีเดียวเชียว

เวทีให้โอกาส “นักเขียนรุ่นจิ๋ว”

การประกวดมีรายชื่อคณะกรรมการคร่ำหวอดในแวดวงวรรณกรรมยาวเหยียด เช่น คุณหญิงจํานงศรี หาญเจนลักษณ์ นักเขียนและนักแปลวรรณกรรมเยาวชน รศ.อรชุมา ยุทธวงศ์ นักเขียน ผู้กำกับและนักวิชาการด้านศิลปะการละคร งามพรรณ เวชชาชีวะ เจ้าของรางวัลซีไรต์ ปี 2549 จากนวนิยายเรื่อง ความสุขของกะทิ  ผศ.ชัยพร พานิชรุทติวงศ์ ผู้กำกับและผู้ผลิตแอนิเมชั่นเรื่องยักษ์ (Yak : The Giant King) เคธี่ แมคคลาวด์ นักวาดภาพประกอบและนักเขียนการ์ตูน และอีกหลายๆ ท่าน

เด็กทั้ง 22 คนได้ร่วมเรียนรู้กับนักเขียนดัง เพื่อกลับไปพัฒนางานเขียนของตัวเอง แล้วนํากลับมาส่งเพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาอีกครั้งในรอบสุดท้าย ตัดสินในเดือน มิ.ย.ปีนี้

ผู้ใหญ่เห็นความสำคัญการอ่าน ฯพณฯ โดนิกา พอตตี เอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย ให้เกียรติมาเป็นประธานการกล่าวเปิดงาน…

“ความหวัง ถือเป็นเรื่องสำคัญ ที่ช่วยให้คนมองอนาคตด้านบวกท่ามกลางสภาวะของโลกในปัจจุบัน ที่ไม่ได้ดำเนินไปอย่างราบรื่นนัก เยาวชนเหล่านี้ได้กลั่นกรองเรื่องราวเกี่ยวกับความหวังออกมาได้ดีมาก สถานทูตแคนาดามีส่วนร่วมในโครงการนี้ โดยมอบประกาศนียบัตรเป็นรางวัลพิเศษ สำหรับเรื่องราวความหวังที่มีเนื้อเรื่องโยงเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมเทิดพระเกียรติรัชกาลที่ 9 ผู้ซึ่งมีพระปรีชาสามารถอย่างหาที่สุดในเรื่องนี้อีกด้วย”

จัดเป็นสนามใหม่ให้เยาวชนได้แสดงความสามารถ ประธานกรรมการหอสมุดฯ นลิน วนาสิน กล่าวรายละเอียดเด็กๆ ได้รับโจทย์ให้ทำงานภายใต้แนวคิดเรื่อง “ความหวัง-Hope” การจัดปีแรกจึงไม่คาดว่าจะมีผลงานส่งมาประกวดล้นหลามขนาดนี้

คุณหญิงจํานงศรี หาญเจนลักษณ์

“ตื่นเต้นมากๆ ค่ะ เด็กทุกๆ คนเขียนเป็นภาษาอังกฤษได้ลึกซึ้ง วาดภาพประกอบได้สวยมาก แสดงออกได้ถึงความตั้งใจ กระตือรือร้นของกลุ่มครูและนักเรียน การที่เราเป็นหอสมุดหนังสือภาษาอังกฤษจึงต้องเริ่มที่การเขียนการอ่านภาษานี้ก่อน แต่จำนวนที่ส่งกันเข้ามาร้อยกว่าผลงาน ก็บอกเราได้ถึงความกระหายในการอ่าน การเขียน และอยากสร้างสรรค์ผลงานของตัวเยาวชนคนรุ่นใหม่ได้

แม้ว่าสังคมการอ่านลดลง ซึ่งก็เป็นเรื่องปฏิเสธไม่ได้จากสิ่งที่เห็นวันนี้ ลูกๆ ของดิฉันก็อ่านหนังสือเป็นเล่มๆ ลดลง หันมาอ่านสื่อดิจิทัลมากขึ้น แต่ดิฉันเชื่อมั่นค่ะว่า การมีกิจกรรมกระตุ้นและสร้างสรรค์โอกาสให้เขามีเวทีทำงาน พวกเขาจะสนุกในการได้ประสบการณ์หลากหลาย ไม่จมอยู่แค่สื่อที่อยู่ในโทรศัพท์ หรือจมอยู่กับคอมพิวเตอร์

การกำหนดรูปแบบการเขียนมีส่วนสำคัญให้เด็กๆ เริ่มอ่านหรือเขียนขนาดสั้นก่อนเลยค่ะ เช่น นิทานสำหรับเด็กวัยประถม อายุไม่เกิน 12 ปี ก็เขียนให้ได้ 12 หน้า 300 คำ อายุ 16 ปีก็เขียน 16 หน้า 500 คํา ส่วนวัยรุ่นเริ่มเขียนเรื่องสั้นประเภทนิยาย 800-1,000 คําได้สบายแล้ว ส่วนวิธีสร้างสรรค์ก็แล้วแต่เลยว่าทำเองคนเดียว หรือจับกลุ่มกับเพื่อนๆ ตามใจให้เขาเลือก เขาต้องเริ่มต้นที่ความรู้สึกสนุก

เด็กจะเขียนได้ ต้องเริ่มต้นที่การได้อ่านได้ฟัง ให้เขาได้ท่องในโลกที่ชีวิตจริงไม่สามารถพาเขาไปได้ จำให้เขามีจินตนาการที่น่าทึ่ง ผลงานในกลุ่มเด็กวัย 16 ปีที่ส่งคราวนี้น่าทึ่งมาก เขียนเกี่ยวกับความหวังในการอุทิศตัวเองในประเทศเกิดสงคราม เรื่องหนึ่งเป็นเด็กไทยเขียน อีกเรื่องเป็นเด็กฝรั่งเขียน เกี่ยวกับชีวิตเพื่อนของเขาที่เผชิญในประเทศเกิดสงคราม แต่คนก็ต้องมีความหวัง

โรงเรียนที่ส่งเข้ามามีทั้งโรงเรียนสองภาษา และโรงเรียนนานาชาติ ก็ต้องยอมรับค่ะภาษาอังกฤษต้องดีระดับหนึ่งจึงจะเขียนเรื่องยาวๆ ได้ ซึ่งก็อยากให้การอ่านขยายไปได้ทุกกลุ่มนะคะ เนียลสัน เฮส์ มุ่งสร้างบรรยากาศการอ่านไปสู่ชุมชนขาดแคลนต่างๆ ด้วยค่ะ เช่น จัดโครงการไปอ่านหนังสือนิทานให้เด็กบ้านเมอร์ซี่ คลองเตย ก็จะจัดนักอาสาไปอ่านนิทานให้เด็กๆ ฟังกันได้ต่อเนื่อง” นลิน เล่ารายละเอียด

อีกหนึ่งท่านกรรมการนักเขียนอาวุโส คุณหญิงจํานงศรี หาญเจนลักษณ์ ร่วมเวิร์กช็อปให้ความรู้เด็กๆ กล่าวด้วยความดีใจที่ได้มาเจอนักเขียนรุ่นใหม่ เด็กๆ มีความคิดสร้างสรรค์อย่างมากน่าชื่นใจ

“ขอสารภาพว่าการตัดสินว่าใครจะได้รับรางวัลชนะเลิศนี้ ทำได้ยากมากๆ เพราะความคิดสร้างสรรค์ล้วนเป็นงานเฉพาะบุคคล เด็กๆ มีแนวคิดที่ไม่เหมือนกัน และสิ่งนี้เองค่ะที่เราเรียกว่าความงามของจินตนาการ เป็นลักษณะที่แตกต่างกันในเด็กแต่ละคน ดิฉันคิดว่าการเขียนหนังสือ ก็เหมือนการเดินทาง เหมือนผจญภัย เราไม่รู้ว่าเรื่องของเราจะไปจบลงที่ตรงไหน

ดิฉันต้องขอบคุณเยาวชนที่เลือกที่จะเริ่ม ‘เดินทาง’ ตั้งแต่พวกเขาอายุน้อยๆ ดิฉันอยากฝากว่ารางวัลไม่ใช่ส่วนที่สำคัญที่สุด แต่กระบวนการทำงานคือรางวัลที่ยิ่งใหญ่ เก็บรักษาเรื่องราวและพลังดีๆ ไว้ภายในตัวเอง เมื่อไรที่เรารู้สึกไม่มีความสุขกับเรื่องใดก็ตาม ขอให้กลับมาสำรวจภายในตัวเราเอง แล้วเราจะพบความหวัง เหมือนกับหัวข้อการเขียนในครั้งนี้นั่นเองค่ะ” คุณหญิงจํานงศรี บอกแนวทางการเรียนรู้ฐานะผู้ทรงคุณวุฒิและมืออาชีพ

รุ่นใหญ่สอน “เขียนดี+ภาพประกอบสวย”

นอกจากด้านวรรณกรรมภาษาแล้ว ความรู้ทางด้านศิลปะเป็นอีกกระบวนการเรียนรู้ ที่ประกอบไปด้วยการรับฟังคำวิจารณ์ การแลกเปลี่ยนพูดคุย การสร้างสรรค์งานเขียน ตลอดถึงการเรียนรู้เทคนิคการวาดภาพประกอบก็เป็นอีกแขนงหนึ่งของการผลิตหนังสือคุณภาพ

เคธี่ แมคคลาวด์ นักวาดภาพประกอบและนักเขียนการ์ตูนนิตยสารชื่อดัง บอกเลยว่าแต่ละเรื่องที่ได้เข้ารอบเวทีนี้ เนื้อหาปึ้กมาก เด็กไทยไม่แพ้เด็กฝรั่งเลยในเรื่องความสามารถทางภาษาอังกฤษ แต่ที่ไม่แตกต่างกันและเป็นหน้าที่ของการ์ตูนนิสต์คือการเพิ่มความรู้เรื่องการวาดภาพในแต่ละหน้าให้เนื้อหาแต่ละช่องมีความต่อเนื่องกัน เพื่อสาระของการอ่านเต็มอิ่มยิ่งขึ้น

“เด็กกลุ่มหนึ่งเขียนเรื่องสงคราม โดยใช้ประสบการณ์ของเพื่อนที่เป็นเรฟูจีในตะวันออกกลาง แต่การพูดในเรื่อง Hope เรื่องในความเศร้าแม้มีสงคราม มีการโยกย้ายอพยพ แต่ชีวิตมีความหวังรออยู่ในอนาคตของโลกใบนี้เสมอ

โครงเรื่องของเด็กๆ น่าสนใจ แต่พอลงรายละเอียดเนื้อหาเด็กก็จะเล่าอย่างตรงๆ เกินไป เช่น แม่บอกฉันว่าชีวิตมีความหวัง แต่ก็จะจบแค่นี้เลย (หัวเราะ) ก็ต้องเข้าไปกระตุ้นว่าอะไรล่ะที่เป็นความหวัง? เพิ่มเรื่องราวช่วยให้เขาจินตนาการออกมาด้วย หรืออีกคนเขียนเกี่ยวกับเด็กตาบอด แล้วมีคนมาช่วยผ่าตัดตาให้หายและมองเห็นได้ แต่เรื่องต้องไม่จบแค่นี้นะคะ ต้องมีรายละเอียดให้การอ่านเกิดพลังด้วย

นอกจากการเรียนรู้เทคนิคการวาดภาพประกอบเราก็ต้องกระตุ้นให้เขาสนุกการการสื่อเรื่องราวออกมาค่ะ” เคธี่ กล่าวพร้อมรอยยิ้มใจดี

งามพรรณ เวชชาชีวะ

นักเขียนระดับรางวัลซีไรต์ งามพรรณ เวชชาชีวะ บอกว่า กระบวนการเรียนรู้ประกอบไปด้วยการรับฟังคำวิจารณ์ การแลกเปลี่ยนพูดคุย คือความสำคัญการเพิ่มทักษะงานเขียนที่ดี

“ทั้งเด็กไทยและเด็กฝรั่ง ดิฉันเห็นข้อดีของคนรุ่นนี้คือรู้จักที่จะรับฟังคนอื่น ดิฉันสอนเด็กให้เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับผลงานของเพื่อนๆ ให้เขาสนุกกับการแลกเปลี่ยนกันและกัน สนุกกับการตั้งคำถาม การฟัง คนจะเขียนดี ก็ต้องเป็นนักอ่านตัวจริง ดิฉันถามดูก็ได้รู้ว่าเขาเป็นนักอ่านและเป็นนักคิดเมื่อเราได้คุยกัน การอ่านเก่งเป็นก้าวแรก การเขียนดีก็จะเป็นก้าวต่อไปค่ะ”

เด็กนักเรียนจากโรงเรียนสาธิตปทุมวัน ได้เข้าเวิร์กช็อปในห้องของนักเขียนรางวัลซีไรต์ “น้องปัน”ด.ญ.ฑิตยา บุณยรัตนพันธุ์ บอกว่า หนังสือติดมือตอนนี้ เรื่อง City of Thieves เขียนโดย David Benioff เรื่องราวของสองเพื่อนรักที่ต้องใช้ชีวิตในเมืองเลนินกราด ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ประสบการณ์อ่านจึงสามารถเขียนและวาดภาพประกอบเองทั้งหมด

น้องปัน กล่าวว่า ถ้าอยากเป็นนักเขียนไม่มีทางลัดเลย ต้องเริ่มที่การอ่านเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เมื่อได้เป็นเจ้าของงานเขียนเล่มแรก ก้าวต่อไปในโลกวรรณกรรมก็กรุยทางไว้ได้แล้ว

 

วิชาชีวิต และความตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 เมษายน 2560 เวลา 09:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/488214

วิชาชีวิต และความตาย

โดย…พริบพันดาว  ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์, เฟซบุ๊กสาขาวิชาชีวิตและความตาย

เรื่อง “ชีวิตและความตาย” เป็นประเด็นปัญหาเชิงสังคมที่กำลังได้&O3243;รับความสนใจมากขึ้นโดยลำดับ สาเหตุก็เนื่องมาจากรูปแบบวิถีชีวิตของมนุษย์&O3246;ในสังคมสมัยนี้โน้มเอียงไปทางด้านวัตถุนิยม ปัจเจกชนนิยม และบริโภคนิยมมากยิ่งขึ้น

ระบบครอบครัว ชุมชน สังคม และวัฒนธรรม อ่อนแอลงและขาดพลังในการปกป้องคุ้มครองชีวิตของคนในสังคม นอกจากนั้น ทัศนคติและรูปแบบการปฏิบัติของสังคมสมัยใหม่&O3242;ต่อชีวิต ความเจ็บป่วยและความตายได้&O3243;เน้นมิติทางด้านวัตถุหรือร่างกายมากจนเกินไป โดยละเลยระบบชีวิตแบบองค์&O3246;รวมที่ครอบคลุมทั้งมิติทางร่างกาย จิตวิญญาณ สังคม และวัฒนธรรม

ในหลายปีที่ผ่านมา ภาควิชาจิตวิทยา คณะมนุษยศาสตร์&O3246; มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้เปิดหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาชีวิตและความตายขึ้นมา และปัจจุบันมีมหาบัณฑิตจบไปทำงานรับใช้สังคมในสายให้ความรู้เกี่ยวกับชีวิตและความตายแล้วหลายรุ่น

ชีวิตและความตายสำคัญอย่างไร?

วิชาชีวิตและความตาย ของมหาวิทยาลัยหนานหวา ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือไต้หวัน เป็นสาขาวิชาที่มีผู้นิยมเรียนมากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ ซึ่งน่าจะเป็นแรงบันดาลใจและต้นแบบมาสู่ประเทศไทย

ในฐานะที่พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่เน้นการอธิบายเรื่องชีวิตและความตายแบบเป็นองค์รวม ครอบคลุมทั้งชีวิตในชาติอดีต ชาติปัจจุบัน และชาติอนาคต ทั้งมิติทางสังคม ร่างกาย และจิตวิญญาณ

การศึกษาวิเคราะห์&O3246;วิจัยคำสอนทางพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวกับชีวิตและความตายในเชิงลึกมากยิ่งขึ้น จึงมีการจัดทำหลักสูตรสาขาวิชาชีวิตและความตายระดับมหาบัณฑิต ของคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้แนวคิดทางจิตวิทยาและหลักพุทธธรรม เพื่อนำมาบูรณาการประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต รวมถึงเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตพุทธศาสตรมหาบัณฑิตให้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องชีวิตและความตาย ตามหลักไตรลักษณ์อย่างเป็นองค์รวม พร้อมทั้งสามารถนำหลักพุทธธรรมมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตให้มีคุณค่าและมีศักดิ์ศรี เพื่อผลิตพุทธศาสตรมหาบัณฑิตให้มีความสามารถนำหลักพุทธจิตวิทยามาประยุกต์ใช้ในการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ทรมานแก่ผู้ป่วยและญาติ ด้วยความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

และเพื่อผลิตพุทธศาสตรมหาบัณฑิตให้สามารถวิจัย สร้างองค์ความรู้และเผยแผ่หลักคำสอนในเชิงชีวิตและความตาย ตามแนววิถีพุทธสู่ครอบครัว ชุมชนและสังคม มีบทบาทในการช่วยเหลือผู้ป่วยระยะสุดท้าย รวมถึงพิธีกรรมหลังความตายและสามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่สู่ตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม อย่างเกื้อกูลและสมดุล

ประสบการณ์ที่นำไปใช้งาน

ธีระธรรม ทองโมถ่าย หรืออาจารย์ธนู จิตวิญญาณศาสตร์ ครูสอนด้านจิตวิญญาณ สมาธิ นักบำบัดจิต นักพุทธจิตวิทยา รักษาอาการทางจิต ซึ่งก่อนเรียนหลักสูตรวิชาชีวิตและความตาย เคยบวชเรียนและลาสิกขามามีอาชีพด้านโหราศาสตร์และบำบัดจิต ได้เปลี่ยนแปลงมุมมองทางด้านนี้ไปอย่างสิ้นเชิง วิชาโหราศาสตร์นำมาใช้เพียงเพื่อเรื่องจิตอาสา

“พอได้เรียนหลักสูตรนี้ ได้เปิดมุมมองอีกด้านในเรื่องกรรมเวรและภพภูมิอย่างที่เคยเชื่อมา ได้เห็นแก่นของพุทธศาสนาที่สามารถนำมาใช้เป็นที่ปรึกษาทางวิญญาณให้กับคนทั่วไปได้ในปัจจุบัน เหมือนกับการได้ตระหนักรู้ในโลกอีกด้านหนึ่งทางจิตวิญญาณในวิถีของพุทธ”

ธนวัชร์ เกตม์วิมุต หรือครูดล ประธานเครือข่ายชีวิตสิกขา เพื่อการเรียนรู้และเข้าใจชีวิต ได้เขียนลงในจดหมายข่าวโยคะสารัตถะ ฉบับเดือน ก.ย. 2551 เล่าถึงประสบการณ์การได้เรียนวิชาชีวิตและความตายไว้ว่า

“กว่าจะเรียนจบวิชาชีวิตและความตาย วิชาเพื่อจิตวิญญาณรุ่นแรกของประเทศ บริบทแรกเป็นความรู้สึกอิ่มเอมใจว่ากว่าจะเรียนจบ จบแล้วหรือนี่ เป็นความรู้สึกจบทางใจครบถ้วนด้วยตัวของมันเอง เป็นการเรียนจบในภาคทฤษฎี และลงพื้นที่ฝึกงานในโรงพยาบาลและสถานพยาบาลผู้ป่วยหลายแห่งด้วยกัน และที่สำคัญได้มีโอกาสก่อตั้งเครือข่ายชีวิตสิกขา (ชี-วิ-ตะ-สิก-ขา) ในทันทีที่สำเร็จ Course Work ซึ่งใช้เวลาที่ผ่านมาอย่างมีคุณค่าเป็นเวลากว่าปีครึ่ง”

ธนวัชร์ ยังเขียนเล่าต่อว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาที่ศึกษาวิชาที่ว่าด้วยจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ เป็นวิชาที่รู้สึกว่าเมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์คนหนึ่งน่าจะได้มีโอกาสเรียน จะได้ไม่เสียชาติเกิด เพราะชื่อวิชาก็ตรงๆ และชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นวิชาชีวิตและความตาย (Life and Death Studies) วิชาเพื่อการเรียนรู้และทำความเข้าใจความเป็นจริงของชีวิต

“เมื่อเราเข้าใจตัวเองดีมากเพียงใด เราก็จะเข้าใจผู้อื่นมากเพียงนั้น เมื่อเรียนจบแล้วก็ไม่ได้นำไปใช้เพื่อการทำงานทางโลก หาเงินหาทอง นำพาไปสู่ความเจริญในวัตถุนิยม บริโภคนิยม หากแต่เป็นไปเพื่อความงอกงามด้านจิตวิญญาณของตัวเองและสามารถเกื้อกูลต่อสังคมได้ในฐานะที่จะได้มีโอกาสรับรู้ถึงคุณค่าของชีวิตที่เหลืออยู่”

นอกจากนี้ พระปณต คุณวฑฺโฒ (อิสรสกุล) จากวัดญาณเวศกวัน ต.บางกระทึก อ.สามพราน จ.นครปฐม ซึ่งเป็นพระมหาบัณฑิตสาขาวิชาชีวิตและความตาย ยังมีวิทยานิพนธ์ที่ได้รับรางวัลดีเด่น เรื่องผลของกิจกรรมเชิงพุทธที่เน้นธรรมะเรื่องหลักกรรมและชีวิตหลังความตายต่อความเศร้าโศกของผู้เคยสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ซึ่งใช้เป็นคู่มือช่วยเยียวยาพ่อแม่สามีภรรยาญาติพี่น้องของผู้ตายในปัจจุบัน

‘คิลานธรรม’ ต่อยอดจากวิชาชีวิตและความตาย

กลุ่มอาสาคิลานธรรม เดิมมีชื่อว่ากลุ่มพระอาสาฯ ให้กำลังใจผู้ป่วยฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อต้นปี 2551 จากแนวความคิดของกลุ่มพระนิสิตจิตอาสา สาขาวิชาชีวิตและความตาย ที่พร้อมจะก้าวเข้ามาสู่วิถีแห่งการเรียนรู้ด้วยการดูแลผู้ป่วยและญาติถึงข้างเตียงเพียงหวังเพื่อให้ผู้ป่วยได้ผ่อนคลายความทุกข์และความเจ็บปวด ตามหลักวิชาการให้คำปรึกษาทางพุทธจิตวิทยา อันเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม และการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองร่วมกับการเยียวยารักษาทางการแพทย์

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ป่วยและญาติสามารถยอมรับและกล้าเผชิญกับความทุกข์ตามความเป็นจริง ให้ผู้ป่วยและญาติมีแนวทางแก้ไขความทุกข์และพัฒนาคุณภาพชีวิตตามศักยภาพ และให้ความรู้เชิงวิชาการและพัฒนาศีลธรรมแก่บุคคลทั่วไป

กิจกรรมธรรมะเพื่อผู้ป่วยของกลุ่มคิลานธรรม ที่มีพระมหาสุเทพ สุทฺธิญาโณ เป็นประธานกลุ่มได้เล่าถึงกิจกรรมนี้ผ่านสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ช่วงไปปฏิบัติกิจของสงฆ์ในการสร้างประโยชน์เกื้อกูลและสร้างสุขให้เกิดในใจของปุถุชนด้วยการทำหน้าที่อาสาสมัคร “ธรรมะข้างเตียง” ของโรงพยาบาลจุฬาฯ กิจกรรมดูแลจิตและสร้างกำลังใจคนไข้ว่า

คิลานธรรม เกิดจากแนวความคิดของกลุ่มพระนิสิตจิตอาสา ที่ศึกษาหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาชีวิตและความตาย ภาควิชาจิตวิทยา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ที่พร้อมจะนำความรู้และทักษะจากการเรียนรู้ในห้องเรียน ออกรับใช้สังคมเพื่อความสุขแก่ชนหมู่มากที่ทุกข์ทรมานจากอาการป่วยของตนเองและคนที่รัก เนื่องจากมองไม่เห็นความเป็นจริงทางธรรมชาติของกระบวนการแห่งชีวิต ที่ “เกิด แก่ เจ็บ และตาย” เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับทุกชีวิต

การทำงานกับโรงพยาบาลศิริราช ในฐานะอาสาสมัครดูแลผู้ป่วยแบบ Palliative care คือการดูแลคนไข้ระยะสุดท้าย ที่ต้องการการดูแลแบบประคับประคอง ด้วยวิธีการสนทนาให้กำลังใจเชิงลึกอิงหลักธรรมตามหลักการให้คำปรึกษาเชิงพุทธ ผสมผสานกับหลักจิตวิทยาตะวันตก ทำให้ผู้ป่วยและญาติเข้าใจความจริงแห่งชีวิต และกล้าเผชิญกับความทุกข์ที่กำลังเกิดขึ้น

กลุ่มคิลานธรรมค่อยๆ ได้รับการยอมรับจากกลุ่มผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ เริ่มต้นที่ โรงพยาบาลศิริราช จากนั้นก็ก้าวสู่เตียงคนไข้ในโรงพยาบาลอื่น เช่น โรงพยาบาลจุฬาฯ วชิรพยาบาล สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี สถาบันประสาทวิทยา โรงพยาบาลภูมิพล เป็นต้น

ในปัจจุบันจากความสำเร็จกับการทำงานในระบบบริการสุขภาพ คิลานธรรมจึงขยับออกสู่การรับใช้สังคมในวงกว้าง ด้วยการเตรียมขยายโครงการจัดอบรมให้แก่ผู้สนใจทั่วไปที่แสวงหาการมีชีวิตอย่างทุกข์น้อยลงและสุขมากขึ้น

 

เก้าแต้ม จากเรื่องโรแมนติกสู่แฟนตาซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 เมษายน 2560 เวลา 09:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/488150

เก้าแต้ม จากเรื่องโรแมนติกสู่แฟนตาซี

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

ว่ากันว่า พรสวรรค์ไม่สำคัญเท่ากับพรแสวง ถ้ามีใจรักหมั่นฝึกฝนอยู่เสมอก็สามารถพัฒนาฝีมือให้ดีขึ้นได้ เช่นเดียวกับเธอคนนี้ พญ.คัคณางค์ มิ่งมิตรพัฒนะกุล สูตินรีแพทย์ประจำโรงพยาบาลกรุงเทพ นั่นคืองานประจำของเธอ แต่อีกบทบาทเป็นงานอดิเรกที่สร้างความสุขและชื่อเสียงให้กับเธอก็คือ การเป็นนักเขียนนวนิยาย โดยเธอใช้นามปากกาว่า เก้าแต้ม

แม้จะไม่ได้ร่ำเรียนมาทางด้านเขียนอ่านโดยตรง แต่เพราะรักในการอ่าน ชอบในงานเขียน จึงฝึกฝนมาเรื่อยๆ จนไปเขียนนิยายรักโรแมนติกบนเว็บบอร์ดอยู่เกือบปีจนมีแฟนประจำ ลองเขียนทั้งเรื่องสั้นเรื่องยาวก็มีคนติดตามต่อเนื่อง

“เริ่มเขียนแรกๆ จะเป็นแนวจินตนาการและมีความโรแมนติกอยู่ด้วย ตอนนั้นเป็นแนวละครจีนไต้หวัน เพราะได้แรงบันดาลใจมาจากวง F4 เลยเขียนสไตล์แฟนฟิก ตอนหลังก็มาพัฒนาต่อให้เป็นตัวละครแบบไทยๆ แต่ยังคงเป็นแนวโรแมนติกอยู่ ใช้นามปากกาว่า ‘ถ่างเหมียว’ ลองส่งไปให้สำนักพิมพ์แต่ไม่ได้รับการตีพิมพ์” เธอเล่าถึงการเขียนเรื่องยาวครั้งแรก

แม้ครั้งแรกจะไม่ประสบความสำเร็จในการตีพิมพ์ แต่เธอก็ไม่ย่อท้อ เริ่มเขียนใหม่แล้วเปลี่ยนนามปากกาว่า เก้าแต้ม เริ่มประสบความสำเร็จได้ตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์สถาพร ออกผลงานแนวโรแมนติกต่อเนื่องมา 42 เล่ม เป็นเวลา 10 กว่าปี และผลงานที่ได้ไปทำเป็นละครก็คือเรื่องคุณชายพุฒิภัทร ที่เจมส์-จิรายุ แจ้งเกิดจากเรื่องนี้ และที่กำลังเป็นละครอยู่ในขณะนี้ก็คือเรื่อง เดอะ คิวปิดส์ กามเทพซ้อนกล

ตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา คุณหมอมีผลงานแนวโรแมนติก จนกระทั่งปีนี้คุณหมออยากจะลองท้าทายตัวเองด้วยการฉีกแนวไปเขียนนิยายแนวแฟนตาซีดูบ้าง ชื่อเรื่อง “อธิษฐานสลับรัก” ที่จะออกที่งานสัปดาห์หนังสือเดือน เม.ย.นี้

“คือเดิมอยากจะลองเขียนเป็นตอนๆ ส่งให้กับนิตยสารฉบับหนึ่ง แต่บังเอิญนิตยสารปิดตัวไปเสียก่อน เลยเขียนจนจบ ทางสำนักพิมพ์กรู๊ฟของคุณหมอพงศกร (จินดาวัฒนะ) ที่ทำงานอยู่โรงพยาบาลเดียวกันขอไปตีพิมพ์เพราะเป็นงานที่สำนักพิมพ์กรู๊ฟเขาถนัดก็เลยประเดิมเล่มแรกแนวแฟนตาซีกับกรู๊ฟ”

แม้งานหมอจะหนักแต่คุณหมอก็พยายามแบ่งเวลาและมีวินัยอย่างมาก โดยคุณหมอใช้เวลาเขียนงานตอนวันหยุดเป็นส่วนใหญ่ คือระหว่างไปรอลูกสาวเรียนพิเศษวันเสาร์-อาทิตย์ก็จะใช้เวลาวันละ 3-4 ชั่วโมงนี้นั่งเขียนนิยายไป หรือบางครั้งก็ตอนหัวค่ำก่อนเข้านอนให้ได้วันละ 1 ชั่วโมง

มีบางครั้งที่ความคิดจนมุมเขียนไม่ออก ก็ต้องพยายามไปหาแรงบันดาลใจใหม่  ไปเที่ยวบ้าง ไปเดินเล่นบ้าง ซึ่งคุณหมอจะเขียนงานทีละเรื่องจนจบแล้วถึงไปเขียนเรื่องใหม่ น้อยมากที่จะเขียน 2 เรื่องสลับกัน ชอบแบบเขียนเป็นเรื่องๆ ให้จบแล้วเริ่มใหม่ถนัดกว่า รวมทั้งชอบเขียนเรื่องยาวมากกว่าเรื่องสั้นอีกด้วย

คุณหมอบอกว่าจะพยายามเขียนนิยายให้ได้ปีละ 2-3 เรื่อง เพื่อออกในช่วงงานสัปดาห์หนังสือของทุกปี “คือพยายามวางกรอบไว้อย่างนั้น บางทีจินตนาการก็มาเยอะ บางทีก็ตัน ดังนั้นเวลาเจออะไรจะรีบเล่าให้ลูกสาวฟังแล้วคอยช่วยเตือนแม่อีกทีกันลืม (หัวเราะ)”

เวลาจะเขียนนิยายแต่ละเรื่องคุณหมอจะวางคีย์เวิร์ดตั้งไว้ แล้วค่อยขยายแนวตัวละครออกมา พยายามจดบันทึกไว้บ่อยๆ เพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบในการเขียนเรื่องได้ การเป็นนักเขียนที่ดีคือพยายามอ่านเยอะๆ ลองฝึกเขียนเยอะๆ แล้วสักวันจะพบทางเดินของตัวเองได้ในที่สุด

 

วศิน วณิชย์วรนันต์ วิ่ง-ปั่น ทำหัวใจ (Young)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 เมษายน 2560 เวลา 09:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/488145

วศิน วณิชย์วรนันต์ วิ่ง-ปั่น ทำหัวใจ (Young)

โดย…สมแขก

เจอกับ วศิน วณิชย์วรนันต์ ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย ในงานชวนปั่นรักษ์ป่าน่าน ปันบุญ ท่าทางคล่องแคล่วของเขาดูแทบไม่รู้เลยว่าเพิ่งหายจากอาการบาดเจ็บด้วยจักรยานเฉี่ยว ขณะซ้อมจักรยานในสกายเลน สนามบินสุวรรณภูมิต้องพักฟื้นนานถึง 2 เดือน กระนั้นสิ่งที่ทำให้ผู้บริหารวัย 50 ปีกลับมาปั่นอีกครั้งก็เพราะเขามีเป้าหมาย

“ผมตั้งเป้าว่าจะวิ่งมาราธอนแรกให้จบเพื่อเป็นของขวัญวันเกิดให้ตัวเอง แต่เกิดอุบัติเหตุเสียก่อน ก็เลยยังไม่ได้วิ่ง ตอนนี้พักฟื้นแล้ว เริ่มปั่นจักรยานได้แล้ว และพอกลับมาเริ่มวิ่งได้แล้วเช่นกัน” วศิน เล่าถึงแรงบันดาลใจของการลุกมาออกกำลังกายของเขาว่า “เมื่อก่อนผมทำงานหนัก น้ำหนักก็มาก มีอาการชาที่แขน ปวดไหล่มาก เรียกว่าทำงานไม่ได้ ตอนนั้นคิดว่าเราต้องกลับมาดูแลตัวเองจริงจัง เริ่มต้นจากลดน้ำหนัก สิ่งที่ทำคือหักดิบ ออกกำลังกายแบบงูๆ ปลาๆ แต่อยู่ไม่ถาวรซักพักน้ำหนักกลับมาใหม่ ผมเลยคิดวิธีว่าเราต้องทำให้ร่างกายเราขาดทุนวันละ 500 กิโลแคลอรี วิธีการของผมคือวิ่งเบาๆ ให้ได้ 300 กิโลแคลอรี จากนั้นก็ควบคุมอาหาร เปลี่ยนมาดื่มกาแฟดำ ลดได้อีก 150 กิโลแคลอรี พยายามเดินให้มากขึ้น ไม่ได้ทำหนัก แต่ทำทุกวันแบบนี้ ค่อยๆ ทำ น้ำหนักผมลดเดือนละ 2 กิโลกรัม ตอนนี้น้ำหนักคงที่มา 2 ปีแล้ว”

เพราะการวิ่งจ๊อกกิ้งนี่เองนำมาสู่กีฬาวิ่งอย่างจริงจัง “จริงๆ ผมลงรายการวิ่งไม่เยอะมาก แต่มีลงบ้างตามโอกาส พอผมสนใจเรื่องไหนผมจะศึกษาจริงจัง เรื่องวิ่ง เรื่องอาหาร อย่างเรื่องวิ่งจะติดตามอ่านข้อมูล อัพเดทเรื่องใหม่ๆ ของการวิ่ง การซ้อม ระยะแรกที่ลงรายการแข่งคือ 10 กม. รู้สึกเราทำได้อยู่แล้ว เพราะเราวิ่งทุกวันเป็นประจำ ระยะต่อมาคือ 21 กม. ก็ทำได้ ส่วนระยะที่เป็นเป้าหมายคือ 42 กม. ผมซ้อมจริงจังเพื่อจะลงรายการวิ่งในปลายปีที่ผ่านมา แต่เกิดอุบัติเหตุเสียก่อน ก็เลยต้องพักโครงการนี้ไป แต่ตอนนี้กลับมาซ้อมใหม่เป้าหมายของผมคือรายการลากูน่ามาราธอน จ.ภูเก็ต”

“ผมว่ากีฬาวิ่งเป็นการฝึกสมาธิอย่างหนึ่ง คลายความเครียดได้ด้วย บางครั้งเราวิ่งๆ ไปบางเรื่องตอนที่เราทำงาน คิดยังไงก็คิดไม่ได้ คิดไม่ออก สลักมันหลุดตอนวิ่ง อยู่ๆ ก็คลิกขึ้นมา สำหรับผมการวิ่งคือการทำสมาธิ และเราได้ทำงานกับตัวเอง หมายถึงได้ทบทวนตัวเองทุกๆ ก้าว” วศิน เล่าถึงการวิ่งอย่างออกรส แต่ก่อนที่เขาจะมาวิ่งจริงจัง ในอีกฐานะหนึ่งของผู้บริหารคนนี้คือ ประธานชมรม KBank KBike แม้ตอนนี้จะมอบหน้าที่ให้คนอื่นดูแลต่อก็ตามที

“ผมเริ่มจากปั่นทัวริ่งสนุกๆ เพราะอยากรู้ว่ามันดียังไง พอเริ่มปั่นแล้วก็หยุดไม่ได้ ผมไม่ได้ปั่นเพื่อแข่งขัน แต่ปั่นเพื่อท่องเที่ยว จนเราเกิดชมรมภายในธนาคารกสิกรไทยขึ้น จากทัวริ่งก็มี Road Bike จริงจังหนึ่งคัน และมีจักรยานพับสำหรับปั่นเที่ยวอีกหนึ่งคัน”

สำหรับผู้บริหารวัย 50 แต่ความแข็งแรงระดับวัย 25 ของตัวเองยังสู้ไม่ได้ บอกการเตรียมตัววิ่งมาราธอน นอกจากจะวิ่งแล้ว การปั่นจักรยานยังเป็นหนึ่งในตารางซ้อมด้วย “เราต้องออกกำลังกายที่หลากหลายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อมัดต่างๆ ให้แข็งแรง ผมเวตด้วย ปั่นจักรยานบ้าง วันไหนไม่มีเวลาไปด้านนอกก็ปั่นในบ้าน ถ้าให้ผมเปรียบเทียบตัวเองในวัย 50 กับตัวผมเองในวัย 25 ตอนนี้ผมแข็งแรงกว่านะ (หัวเราะ) คือถ้าเจอกันจะบอกตัวเองว่า ออกกำลังกายเถอะ เริ่มจากง่ายๆ แต่ไม่หยุด ค่อยๆ ทำ แต่ทำทุกวัน เราจะเปลี่ยนแปลงไป โรคภัยก็จะไม่มี หัวใจแข็งแรง มีสมาธิ อารมณ์ดี ใจเย็น และยังดูเด็กตลอดเวลาด้วย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของผมทำให้น้องๆ ในแผนกหันมาดูแลตัวเองมากขึ้น นี่คือสิ่งที่ผมดีใจมากกว่าเราเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ คือการเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่น”

 

วานุรัตน์ แสนยากุล กับชีวิตที่ใช่ในวัยเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 เมษายน 2560 เวลา 09:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/488143

วานุรัตน์ แสนยากุล กับชีวิตที่ใช่ในวัยเกษียณ

โดย…วรธาร

เพิ่งได้รับรางวัลเกียรติยศ พลังสตรีขับเคลื่อนการเมือง เศรษฐกิจและสังคม “สตรีตัวอย่าง” ปี 2559 จาก พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา “วานุรัตน์ แสนยากุล” ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ผลิตและแปรรูปแมคคาเดเมียเขาค้อ ตรา Mac P.Y. จากการคัดเลือกของมูลนิธิเพื่อสังคมไทย ให้เป็น 1 ใน 100 คน เข้ารับรางวัลดังกล่าว

บวชเป็นซิสเตอร์มา 15 ปี

วานุรัตน์เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องการใช้ชีวิตวัยเกษียณในแบบที่ตัวเองอยากเป็น นั่นคือการใช้ชีวิตในท่ามกลางวิถีชนบทและธรรมชาติที่สวยงามในแบบสโลว์ไลฟ์จริงๆ ที่เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ บ้านเกิด โดยไม่ต้องไปเร่งรีบแข่งขันเหมือนอยู่ในท่ามกลางสังคมเมืงที่เคยอยู่มา

ชีวิตของเธอนั้นน่าสนใจ ก่อนหน้านี้เคยบวชเป็นซิสเตอร์มาก่อน และในระหว่างที่เป็นซิสเตอร์นั้นเคยเป็นผู้บริหารโรงเรียนมาหลายแห่ง เคยนั่งตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนของคาทอลิกในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เช่น อุดรธานี และสุพรรณบุรี รวมระยะเวลาประมาณ 15 ปี ของการทำงานด้านการศึกษา

“ดิฉันเพิ่งลาออกเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมานี้เองค่ะ ตั้งใจออกมาปรนนิบัติดูแลคุณแม่ในวัย 94 ปี ประกอบกับอยากใช้ชีวิตในวัยเกษียณในรูปแบบที่ตัวเองต้องการ คือ การได้อยู่กับธรรมชาติ ใช้ชีวิตอย่างอิสระ กินผักปลูกเอง กินปลาที่ตกเอง เป็นเจ้านายของวันเวลา จะทำอะไรไม่ต้องมีใครมากำหนดให้ทำโน่นนี่นั่นตามระบบที่ทำมา”

แมคคาเดเมียในแพ็กเกจจิ้งที่สวยงาม

การลาออกมาใช้ชีวิตแบบชาวบ้านธรรมดา ถือเป็นการเปลี่ยนวิถีชีวิตแบบหนึ่งมาสู่อีกแบบหนึ่ง แต่ก็ยังเป็นวิถีที่คุ้นเคยมาตั้งแต่สมัยเด็ก จึงไม่เป็นปัญหาสำหรับอดีตผู้บริหารโรงเรียนเอกชนผู้นี้ ซึ่งพอกลับมาอยู่ชุมชนบ้านเกิดไม่นานก็มองเห็นโอกาสช่องทางสร้างรายได้ให้กับตัวเองและคนในชุมชน

“วันหนึ่งดิฉันไปเดินเที่ยวสวนแมคคาเดเมียในเขาค้อนี่แหละ เห็นเม็ดมันร่วงพื้นเยอะมากแต่ไม่มีใครเอาไปแปรรูป หล่นมาเป็นอาหารของกระรอก กระแต ก็มีพ่อค้ามารับซื้ออยู่ แต่บางทีพ่อค้าไม่มาชาวสวนก็เดือดร้อนกัน ส่วนแมคคาเดเมียก็เสียหาย จึงคิดว่าน่าจะทำอะไรบ้าง ก็มองเห็นว่าการแปรรูปตอบโจทย์ที่สุด เนื่องจากที่เขาค้อปลูกแมคคาเดเมียอยู่แล้ว แต่ยังไม่มีใครแปรรูปเป็นกิจจะลักษณะทั้งที่เป็นพืชเศรษฐกิจมีราคาดี”

ทว่าก่อนตัดสินใจทำการแปรรูปแมคคาเดเมีย วานุรัตน์ได้เดินทางไปศึกษาดูงานในหลายๆ ที่ พร้อมทั้งศึกษาข้อมูลต่างๆ จนมีความรู้เกี่ยวกับพืชชนิดนี้เป็นอย่างดี ไม่ว่าในเรื่องของการปลูก การดูแลเอาใจใส่ การเก็บเกี่ยว รวมทั้งกระบวนการในการแปรรูป

จ้างแรงงานในชุมชนคัด-กะเทาะแมคคาเดเมีย

“แมคคาเดเมียเป็นพืชเศรษฐกิจที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกนะคะ นอกจากส่งเสริมด้านเศรษฐกิจแล้ว ยังเป็นการปลูกทดแทนป่าที่ถูกทำลายด้วย ซึ่งต้องขอบอกว่าการปลูกแมคคาเดเมียปลูกได้ไม่กี่ประเทศในโลก และไทยเป็นหนึ่งในนั้น โดยจังหวัดที่สามารถปลูกได้ เช่น เลย ชัยภูมิ เชียงราย เชียงใหม่ ตาก ลำปาง เพชรบูรณ์ และปลูกได้เฉพาะบางพื้นที่ เช่น เพชรบูรณ์ปลูกได้ที่เขาค้อ และภูทับเบิก

สภาพพื้นที่ปลูกและให้ผลผลิตดีต้องเป็นพื้นที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 700 เมตรขึ้นไป ช่วงแมคคาเดเมียออกดอกอากาศต้องอยู่ที่ประมาณ 10 องศา บางพื้นที่ที่ความสูงไม่ได้ อากาศไม่ได้ ถ้าปลูกแม้ติดลูกติดผลแต่ข้างในผลจะไม่มีนัทอยู่ เท่ากับว่าเป็นแค่ต้นไม้ต้นหนึ่งไม่ให้ผลผลิตแต่อย่างใด” วานุรัตน์ ให้ข้อมูล

ทำแปรรูปแมคคาเดเมียขายนักท่องเที่ยว

ในการแปรรูปนั้นวานุรัตน์แปรรูปหลายอย่าง เช่น แมคคาเดเมียอบเกลือ แมคคาเดเมียรสดั้งเดิม แมคคาเดเมียแบบกะลา (อบพร้อมกะลาแมคคาเดเมีย) นอกจากนี้ ยังขายในส่วนที่เป็นเม็ดดิบ ซึ่งได้กะเทาะเม็ดแล้ว พร้อมทั้งคัดเกรดเรียบร้อยสำหรับการนำไปแปรรูปต่อเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ต้องการ

จ้างแรงงานในชุมชนคัด-กะเทาะแมคคาเดเมีย

“บางคนทำเป็นอาหารหรือใส่ในอาหาร เช่น ทำเบเกอรี่ นม บางรายทำเครื่องสำอาง อาทิ น้ำมันบำรุงผิว บางคนไม่ได้เอาไปแปรรูป แต่เอาไปเลี้ยงสัตว์ เช่น เลี้ยงนกคอ ส่วนเปลือกเอาไปทำเป็นถ่านกัมมันต์ ทั้งเปลือกทั้งนัทขายได้หมด ทั้งนี้การแปรรูปในช่วงแรกๆ ทำคนเดียว ต่อมาได้ยกระดับเป็นวิสาหกิจชุมชน โดยการแนะนำของทางเกษตรเพื่อจะได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้ต่างๆ จากภาครัฐ”

ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ผลิตและแปรรูปแมคคาเดเมียเขาค้อ ตรา Mac P.Y. กล่าวว่า หลังจากตั้งวิสาหกิจชุมชนก็ได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐเรื่ององค์ความรู้ ซึ่งได้นำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์และวิสาหกิจจนก่อให้เกิดรายได้กับคนในชุมชน เช่น ช่วยให้แม่บ้านมีงานทำ มีรายได้จากการรับจ้างกะเทาะเม็ดแมคคาเดเมียทุกวัน นอกจากนี้ เดือน เม.ย.-ต.ค.เป็นช่วงที่ผลผลิตแมคคาเดเมียทยอยออกเยอะก็จะมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น

“อย่างแพ็กเกจจิ้งเราได้รับการช่วยเหลือเรื่องการออกแบบจากภาครัฐ แต่ว่าลายที่ปรากฏบนแพ็กเกจจิ้งนั้นเป็นลายปักผ้าม้ง ซึ่งมาจากไอเดียและความต้องการของพวกเราที่ต้องการเผยแพร่วัฒนธรรมท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จัก เนื่องจากว่าดิฉันเป็นคนม้ง อยู่ในหมู่บ้านม้ง ก็อยากให้ผู้คน นักท่องเที่ยวได้รู้จักชุมชนเรามากขึ้นด้วย”

จ้างแรงงานในชุมชนคัด-กะเทาะแมคคาเดเมีย

รูปแบบการใช้ชีวิตที่มีแต่ความสุข

วานุรัตน์ กล่าวว่า ถั่วชนิดนี้เป็นที่ต้องการของตลาดโลกมาก ซึ่งไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภคอยู่แล้ว ในประเทศไทยมีหลายบริษัทติดต่อมาแต่ไม่สามารถรับออร์เดอร์ได้ เพราะผลผลิตไม่เพียงพอ ทุกวันนี้จึงอยู่ที่การแปรรูปขายให้กับนักท่องเที่ยวเป็นหลัก และขายผ่านช่องทางออนไลน์อีกช่องทางหนึ่ง

อดีตผู้บริหารโรงเรียนในเครือคาทอลิก กล่าวว่า การใช้ชีวิตในสไตล์แบบนี้รู้สึกดีมากๆ เพราะได้กินผักจากที่ปลูกเอง กินปลาจากที่ตกเอง เป็นเจ้านายของชีวิตเอง มีอิสระในการเลือกและตัดสินใจทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ ไม่เครียดด้วย ไม่เสร็จไม่เป็นไร พรุ่งนี้ทำใหม่ แต่ถ้ารีบก็สามารถเร่งได้

“อากาศตอนเช้า 15 องศาทุกวัน สูดอากาศบริสุทธิ์ทุกวัน เวลากินได้กินของปลอดภัย เพราะพืชผักต่างๆ เช่น ผักกาด สะระแหน่ ต้นหอม ผักชี ปลูกกินเองและไม่ใช้สารเคมี แมคคาเดเมียของเรา 15 ไร่ ก็ไม่ใช้สารเคมี ตื่นเช้า 6 โมง ลงมาสถานประกอบการ กินข้าว 8 โมงครึ่ง 9 โมงทำงานคัดเม็ดแยกเกรดแมคคาเดเมีย 4 โมงครึ่งไปรีแลกซ์เดินเล่นดูแปลงผัก ตกปลาในสวน 6 โมงกินข้าว นี่คือชีวิตส่วนใหญ่ในแต่ละวัน”

ได้รับรางวัลสตรีตัวอย่างปี 2559

 

เสียงเพลง ล้อความตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 เมษายน 2560 เวลา 09:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/488141

เสียงเพลง ล้อความตาย

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

บ่วย-วารุณี วิชัยพรหม หรือ ว.วัชญาน์ หลายคนคุ้นเคยกับเสียงร้องเพลงอันเป็นเอกลักษณ์จาวเหนือของเธอ “ไป ไปเต๊อะ ไปแอ่ว ไปเต๊อะไปแอ่ว จังวัดเจียงฮาย…” เจ้าของเสียงห่างหายไปนาน เมื่อพบอีกครั้งจึงได้รู้เรื่องปัญหาสุขภาพ เคราะห์ซ้ำกรรมซัดทั้งโรคไต มะเร็ง เนื้องอก รวมทั้งผ่าตัดไส้ติ่ง อดีตนักร้องนักแต่งเพลงใช้ชีวิตร่วมกันกับโรค กระทั่งเสียงเพลงและความตายเปรียบเป็นเสมือนเพื่อนกันในวันนี้

“แม่ชื่อผา พ่อชื่อหลก เกิดที่บ้านป่ากว๋าว อำเภอพาน จังวัดเจียงฮายเจ้า” บ้านป่ากว๋าวก็คือ บ้านที่อยู่ในป่า และป่านั้นเต็มไปด้วยดอกทองกวาว ว.วัชญาน์เล่าว่า ชีวิตวัยเด็กเติบโตขึ้นจากทุ่งต้นทองกวาว แม่เป็นคนปากร้ายใจดี อัธยาศัยใจคอชอบทำบุญ เป็นผู้กว้างขวาง หัวบ้านท้ายบ้านแม่รู้จักทั่วสารทิศ

ส่วนพ่อเป็นลูกครึ่งจีนไทยไหหลำ เสียไปตั้งแต่ว.วัชญาน์อายุ 6 เดือน แม่ผาจึงค้าขาย ของชำทุกอย่างและทำทุกอย่างเพื่อให้มีรายได้มาเลี้ยงลูก 7 คน ว.วัชญาน์เป็นคนที่ 7 เป็นเด็กแก่นซน ไม่เกรงกลัวใคร ใจคอหนักแน่น คบหมดหญิงชายแต่ใจลึกๆ ชอบคบเด็กผู้ชายมากกว่า

“ชอบเพื่อนผู้ชาย เพราะเด็กผู้หญิงเอาแต่ร้องไห้ เพื่อนผู้ชายยิงนกตกปลาก็ไปกับเขา เจอกระสอบทรายก็เตะ”

แก่นซนขนาดนี้แล้วมาทางเนื้อร้องทำนองแต่ง-ร้องเพลงได้อย่างไร ตอบว่า ความชอบในกลอนและท่วงทำนองต่างๆ น่าจะมีพื้นฐานมาจากพี่ชาย พี่ชายคนหนึ่งชอบเขียนกลอนติดไว้ข้างฝา ไม่รู้หรอกว่าน้องสาวเข้ามาแอบอ่าน และได้เรียนรู้วิธีเขียนกลอนแปดจากกลอนข้างฝาบ้านนั่นเอง เด็กหญิงตัวน้อยรวบรวมเขียนจดไว้ในสมุดเล่มเล็กๆ มากมาย

“หัดอ่านแล้วก็หัดเขียนจากการได้มองบ่อยๆ ตอนเข้าไปถูห้องให้พี่ชาย ตอนนั้นยังไม่จบป.4 เลย คิดในใจว่า อืม เพราะดีนะ อ่านไปเรื่อย จนก็เขียนเอง หัดเอง เป็นกลอนแปดบ้าง เป็นบทดอกสร้อยบ้าง แต่งไว้เยอะมาก เพลงอดีตรักทองกวาวก็แต่งขึ้นในช่วงนี้ มาใส่ทำนองทีหลังเมื่อโตขึ้น”

วัยเด็กของว.วัชญาน์ นอกจากจะใกล้ชิดกับธรรมชาติ เพราะเติบโตมากับท้องทุ่ง ก็ยังเข้าวัดตามแม่ ก้มกราบพระตามแม่ตั้งแต่ตัวยังน้อย เสียใจก็เมื่อโตขึ้นอยากเรียนหนังสือแต่แม่ไม่ให้เรียน ให้ไปเรียนเย็บผ้า เหตุผลของแม่คือโรงเรียนอยู่ไกล ไม่อยากให้ลูกสาวไกลตา ส่วนลูกผู้ชายทุกคนแม่ส่งเรียนหนังสือหมด

“พี่ไม่ออกจากบ้านตอน 15.30 นาฬิกาเลย เพราะเป็นตอนที่เด็กๆ กลับจากเรียนหนังสือ พี่อายเพื่อน อายว่าเราไม่ได้เรียนเหมือนคนอื่น แล้วมันก็เป็นภาพที่รับไม่ได้ ภาพที่เห็นเพื่อนๆ ทุกคนพากันเดินกลับจากโรงเรียน”

แต่ที่สุดว.วัชญาน์ก็หาทางเรียนจนได้ ด้นดั้นมาเรียนหนังสือด้วยตัวเองที่กรุงเทพฯ เข้าเรียนกวดวิชา โดยอาศัยบ้านญาติห่างๆ กันคนหนึ่งที่ฝั่งธนบุรี แลกกับการทำงานเล็กๆ น้อยๆ ยังจำชื่อโรงเรียนได้อยู่เลยชื่อ รร.อำมาตยศึกษา

อยู่บ้านญาติหลายปีจึงย้ายออกมาอยู่หอพัก พี่สาวก็มาอยู่ด้วยแต่พี่เรียนเสริมสวย อยู่กรุงเทพฯ ไม่สุขสบาย ต้องทำงานหาเลี้ยงตัว ว.วัชญาน์สมัยนั้นทำงานเป็นเซลส์ เพื่อขายทุกอย่างที่ขายได้ ขอแค่ได้เงินเล็กๆ น้อยๆ จ่ายค่าหอค่ากิน เมื่อสอบเทียบได้วุฒิ ม.ปลายจึงสมัครเรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหง เกือบได้เป็นรุ่นแรกแต่คะแนนไม่พอ

ต่อมาเธอได้โอกาสมาทำงานที่กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ ถนนพิษณุโลก ได้เจอผู้คนมากหน้าหลายตาและเริ่มเฉียดเข้าวงการเพลงก็ช่วงนี้ เมื่อได้เจอกับ ป.วรานนท์ นักแต่งเพลงคนดัง เพราะไม่ถูกกับงานโอเปอเรเตอร์ จึงขอย้ายมาทำงานควบคุมเสียง ต่อมาก็เป็นดีเจจัดรายการไปด้วยในตัว ชื่อรายการ “เพื่อน้อง” เป็นรายการสำหรับเด็ก

จากรายการเพื่อน้องก็ขยับขึ้นมาจัดรายการชื่อ “เพื่อคุณที่รัก” ว.วัชญาน์จัดรายการแบบทุ่มเท เธอทำการบ้านหาข้อมูล ถ้ามีโอกาสจะขอสัมภาษณ์เพื่อให้ได้บรรยากาศและความสดของเนื้อหา สลับกับการเปิดเพลงไพเราะคุ้นหู เป็นที่ถูกใจแฟนรายการในสมัยนั้นอย่างมาก

“พี่ทำรายการหลายแนว ทั้งการเมือง การบ้าน ดารา บันเทิง สังคม ถ้ามีโอกาสจะสัมภาษณ์สด เพื่อให้ได้ความมีชีวิตชีวา ช่วงหนึ่งมาจัดรายการที่จส.100 เป็นรายการดังมากและทำทัวร์ไปด้วย แฟนรายการเช้าสายบ่ายเย็นเขาต้องได้ยินเสียงของพี่ไม่จากคลื่นใดก็คลื่นหนึ่ง หลายคนฟังทั้งวิทยุและจองทัวร์ไปเที่ยวกับพี่”

ช่วงทำรายการโด่งดังอายุ 26-27 ปี ว.วัชญาน์จัดรายการหักโหมจนสุขภาพย่ำแย่ ไม่แย่ได้อย่างไรในเมื่อจัดตั้งแต่ดึกยันเช้า หรือบางทีก็ควงเช้ายันบ่าย จนต่อไปถึงดึก ร่างกายไม่ได้พักไม่ได้ผ่อน กินนอนไม่เป็นเวลา ทำงานเป็นบ้าเป็นหลังเพราะสนุกกับมัน กระทั่งวันหนึ่งลางร้ายก็มาเยือน

ลางร้ายมาเยือนและเตือนก่อนด้วยความดันโลหิตสูง ต่อมาพบเป็นโรคไตถึงขั้นเฉียดวาย โดยการทำงานของไตบกพร่องถึงขีดแดง ก็เพราะเวลากินไม่ได้กิน เวลานอนไม่ได้นอน ประกอบกับธรรมชาติดั้งเดิมเป็นคนมีขนาดของไตเล็กกว่าไตปกติของคนทั่วไป นอกจากนี้คือการทำงานเครียด อีกหนึ่งสมุหฐานโรค

“ตาพร่า ตรวจแต่ไม่พบอะไรผิดปกติ ต่อมาอาเจียนตอนเช้าทุกเช้า ตัวก็เหลืองไปหมด อยากนอนอย่างเดียว ซีด ตรวจอย่างละเอียดจึงพบว่าไตไม่ไหว นี่เห็นไหม เพราะไม่รักตัวเอง ร่างกายเขาจึงเอาเรื่องกับเรา เขาจึงจัดการกับเรา หมอบอกตอนนี้ไตของคุณเหลือ 30% อาการทั้งหมดบ่งชี้ว่ามันคือไตวาย”

ว.วัชญาน์บอกว่า เคยคิดนะว่า ทำงานเยอะๆ ตอนหนุ่มสาว พออายุมากจะได้สบาย อยากเตือนทุกคนว่าอย่าได้คิดอย่างนั้นเป็นอันขาด คนทุกคนมีสิทธิ์แค่ปัจจุบันเท่านั้น ทำงานได้แต่ต้องดูแลตัวเอง เหนื่อยก็พักผ่อน เพราะปัจจุบันคือปัจจุบัน คุณไม่มีสิทธิ์ทดเวลาบาดเจ็บ หรือไปกินนอนชดเชยภายหลังได้จากมื้ออื่นวันอื่น

ความทรมานน่ะหรือ อย่าบอกใครเชียว คนป่วยโรคไตทรมานอย่างสุดจะทน อารมณ์สวิงขึ้นลง ประเดี๋ยวโกรธ ประเดี๋ยวเศร้า ประเดี๋ยวหดหู่หงุดหงิด เผลอกินน้ำส้มแก้วเดียวต้องวิ่งเข้าไอซียูแล้ว ชีวิตต้องปรับใหม่หมด ปรับอะไรและเปลี่ยนอะไร เผื่อว่าเพื่อนร่วมสังคมจะอยากรู้ คนเป็นโรคไตต้องเปลี่ยนอาหาร เปลี่ยนอารมณ์ เปลี่ยนนิสัยพฤติกรรม ละทิ้งตัวตนคนเก่า

“ชีวิตเคยปะฉะดะ ชีวิตเคยดิบ อารมณ์เคยดิบ เปลี่ยนหมด ชีวิตยามนี้เชื่องลงเยอะ จากเมื่อก่อนไม่ได้คือไม่ได้ อะไรถูกต้องอะไรไม่ถูกต้อง ไม่ยอมก็คือไม่ยอม แต่ถึงจุดหนึ่งเราเรียนรู้ เปลี่ยนแล้วก็ดีนะ ถึงวันนี้พี่สามารถไปไหนๆ กับศัตรูได้ ไปกินข้าวกับศัตรูก็ได้ เลี้ยงข้าวศัตรูยังได้เลย เพราะอะไรก็เพราะเรารู้ว่า ไม่มีอะไรที่จริงแท้แน่นอนหรอก”

ยังไม่อยากตาย ชีวิตยังอยากทำอะไรอีกเยอะ ค่ารักษาโรคไตก็แพงมาก สมัยก่อนยังไม่มีสวัสดิการรัฐ ว.วัชญาน์ต้องออกค่ารักษาพยาบาลด้วยตัวเองทั้งหมด ที่โรงพยาบาลสมิติเวช แต่อะไรก็ไม่หนักหนาเท่ากับต้องผ่าตัดเปลี่ยนไต หากในโชคร้ายก็ยังมีโชคดี

“พี่สาวบริจาคให้ไตมาข้างหนึ่ง เป็นโชคร้ายในโชคดี ต้องขอบคุณเขา ขอบคุณตัวเองด้วยที่รักดูแลญาติพี่น้องเสมอมา ถึงวันที่ตกอยู่ในสภาพนั้น จึงได้กินบุญเก่า”

แม้จะถูกโรคไตคุกคาม หาก ว.วัชญาน์ในช่วงนั้น ก็ยังต้องทำงานต้องจัดรายการ เพราะปัจจัยก็ยังต้องหา ทุกอย่างแพงและจับต้องเป็นราคาค่างวดหมด ไหนจะค่าอยู่ค่ากินค่ารักษาค่าฟอก ขณะนั้นอายุ 35 ปี ได้ดนตรีและเสียงเพลงบำบัดจิตใจ รวมทั้งธรรมะจากพระพุทธองค์หล่อเลี้ยง ภาพตัวเองก้มกราบพระตามแม่ตอนเด็กๆ หวนเข้ามาในคำนึง

แม้เมื่อผ่าตัดเปลี่ยนไตในเวลาต่อมา แต่ความเจ็บไข้ก็ยังวนเวียน ชีวิตเล่นตลกกับเราหรือ ไม่ใช่หรอก แต่เขาเพียงจะบอกว่า เรายังต้องชดใช้ต่อไป ว.วัชญาน์ถูกเข็นเข้าโรงพยาบาลรับการผ่าตัดไส้ติ่ง ต่อมายังต้องผ่าตัดเนื้องอกก้อนโตที่รังไข่ที่ต่อไปอาจกลายเป็นมะเร็งร้าย ทั้งที่สุดของที่สุดก็ยังต้องผ่าตัดเปลี่ยนไตอีกเป็นครั้งที่ 2

เมื่อ 13 ปีก่อน ไตที่พี่สาวบริจาคให้มาหมดอายุ ไตที่ได้มาต่อชีวิตเป็นครั้งที่สองได้มาจากหลานชายคนหนึ่ง ที่ก็ได้เกื้อกูลกันมาเก่า ถ้าเขาไม่ให้ใจเรา เราก็จะไม่ได้ไตเขา นี่คือคำที่ ว.วัชญาน์ใช้อธิบายสถานการณ์ของคนไข้โรคไต ไตที่ได้มาเป็นครั้งที่สองและคงเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตแล้ว

“โรคไตเป็นโรคที่น่าเบื่อหน่าย จิตใจสิ่งแวดล้อมมันแย่และห่อเหี่ยวหมด สุดท้ายแล้วแม้แต่ไตที่ได้มา มันก็มีอายุของมัน และมันก็หมายถึงอายุของเราด้วย”

ทุกวันนี้ทำอาหารสุขภาพกินเอง เลิกเบียดเบียนตัวเอง ไม่เป็นเหยื่อของอารมณ์ ไม่เป็นเหยื่อของสิ่งแวดล้อม หมายถึงไม่มีอะไรมากวนน้ำให้ขุ่น อารมณ์ไม่มัวหมองง่าย เป็นเพื่อนเป็นมิตรกับตนด้วยน้ำใสใจจริง และไม่ลืมที่จะปรารถนาดีต่อเพื่อนร่วมสังคม ส่วนการงานก็ถือเป็นโชค เพราะปัจจุบันได้ทำงานที่รัก เป็นนักจัดรายการวิทยุที่คลื่น 96.5 รวมทั้งจัดคอนเสิร์ตการกุศลเป็นระยะๆ

ช่วงเวลาที่อยู่อาศัยร่วมกับโรคภัย เป็นช่วงเวลาที่ ว.วัชญาน์ตั้งจิตมั่น หากโรคหากภัยยอมลดราวาศอก เธอจะทำความดีถวายองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และทำความดีตอบแทนแผ่นดิน คำอธิษฐานนั้นนำมาซึ่งการดำเนินชีวิตในปัจจุบันที่ทุ่มเทเวลานาทีให้กับการทำคุณงามความดีในหลายวาระโอกาส

“ทำเท่าที่จะมีกำลังทำไหว ตั้งแต่หายจากหลายโรคที่เป็นอยู่และประคับประคองตัวเองมาได้ พี่ก็ทำเทปเพลงธรรมะหลายชุด โดยนำหลักธรรมคำสอนของพระอริยสงฆ์รวมทั้งคำสอนทางพุทธศาสนามาใส่ทำนองเป็นเพลงธรรมะแจกจ่ายไป”

นอกจากนี้ก็จัดคอนเสิร์ตการกุศล “เพลงไทยไพเราะที่สุดในโลก” และคอนเสิร์ตการกุศล “ว.วัชญาน์ กับ เพื่อนพ้องน้องพี่” หารายได้เพื่อการกุศล จัดต่อเนื่องมาหลายปี

เหมือนชีวิตสอนให้เรารู้ สอนให้เราระมัดระวัง คำพระพุทธเจ้าท่านกล่าวไว้เป็นพันปีนำมากล่าวย้ำในใจว่า ต่อไปนี้จะประมาทไม่ได้นะ ปัจจุบันในวัย 67 ปีของนักร้องนักแต่งเพลง ว.วัชญาน์ใช้อย่างรู้คุณ ไม่ฮึกไม่เหิม ทำอะไรทำโดยประณีต ชีวิตใช้อย่างบรรจง เพราะชีวิตเคยเตือนเราแล้วว่า เราเคยใกล้ความตายแค่ไหน

 

สาวสวยเพื่อนคู่ซี้นางงาม ณฉัตร กวิยณัฎฐ์ VS โบว์ลิ่ง ปริศนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 เมษายน 2560 เวลา 10:46 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/488039

สาวสวยเพื่อนคู่ซี้นางงาม ณฉัตร กวิยณัฎฐ์ VS โบว์ลิ่ง ปริศนา

โดย…ภาดนุ ภาพ : ภัทรชัย ปรีชาพานิช

 ได้พบเจอกันมาก่อนในแวดวงนางงาม กระทั่งมีโอกาสได้มาร่วมงานกันก่อนหน้านี้ และล่าสุดกับละครแนวดราม่าสืบสวนเรื่อง “เงาเสน่หา” ซึ่งได้พระเอกเจ้าบทบาทอย่าง อ้น-สราวุธ พุทธาร มาตรทอง ร่วมแสดงนำ ที่กำลังออกอากาศทุก จันทร์-อังคาร เวลา 20.35 น. ทางสถานี โทรทัศน์ช่อง 8 ดิจิทัลทีวี

ก็ยิ่งทำให้สองสาว ณฉัตร-กวิยณัฎฐ์ แฮร์มันน์ มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2012 กับ โบว์ลิ่ง-ปริศนา กัมพูสิริ นางสาวไทยปี 2555 กลายมาเป็นเพื่อนคู่ซี้นางงามที่สนิทแนบแน่นจนน่าอิจฉา

ณฉัตร พูดถึง โบว์ลิ่ง

“รู้จักกับโบว์ลิ่งมาหลายปีแล้วค่ะ เพราะเคยเจอกันในงานแวดวงนางงาม แม้จะคนละเวที แต่ก็มีโอกาสได้เจอกันบ่อยๆ แต่ตอนนั้นเราสองคนยังไม่ได้สนิทกัน กระทั่งปี 2556 เราก็มีโอกาสได้มาเล่นละครเรื่องแรกทางช่อง 8 ด้วยกัน นั่นคือ ‘ผู้ชนะสิบทิศ’ ที่พี่ฟิล์ม รัฐภูมิ รับบทเป็น ‘จะเด็ด’ โบว์ลิ่งเล่นเป็น ‘ตะละแม่จันทรา’ และณฉัตรเล่นเป็น ‘ตะละแม่กุสุมา’ แต่เราก็ยังไม่ค่อยได้เจอกันอีกนั่นแหละ เพราะบทของเราอยู่คนละเมือง เลยจะแยกกันถ่ายทำ เรามาเริ่มสนิทกันมากขึ้นก็ตอนเล่นละครเรื่อง ‘เงาเสน่หา’ นี่แหละค่ะ

“ในปี 2558 กลุ่มดาราที่เล่นละครเรื่องนี้ ก็มีโอกาสได้ไปตะลุยเกาหลีด้วยกัน เพราะถ่ายทำที่นั่น ไปกันเป็นกลุ่มใหญ่เลย นอนห้องเดียวกัน ใช้ห้องน้ำร่วมกัน (หัวเราะ) เรียกว่าเป็นทริปแรกที่ทำให้รู้ว่านิสัยของแต่ละคนเป็นยังไง พอมาเล่นละครด้วยกันก็ทำให้สบายใจมากขึ้น เพราะรู้นิสัยกันแล้ว แต่เรื่องเงาเสน่หา เราสองคนจะเล่นเป็นตัวละครตัวเดียวกันที่ไปศัลยกรรมเปลี่ยนใบหน้ามา ปัญหาก็คือเสียงของเราสองคนจะคนละโทนกันเลย แต่โชคดีที่ด้วยตัวบทแล้วมันจะปรับไปตามบุคลิกที่เปลี่ยนไปของตัวละครตัวนี้ ก็เลยรอดตัวไปค่ะ” (หัวเราะ)

ณฉัตรบอกว่า ที่เห็นโบว์ลิ่งในลุคสวยเปรี้ยวอย่างนี้ ที่จริงแล้วโบว์ลิ่งเป็นสาวหวานออกแบ๊วๆ ซึ่งแตกต่างจากตัวเธอโดยสิ้นเชิง ที่ทุกคนมองว่าหน้าหวานๆ น่าจะเป็นสาวแบ๊วซะมากกว่า

“แบ๊วยังไง สังเกตได้จากเวลาที่โบว์ลิ่งคุยกับแฟน เค้าจะมีเสียงอีกเสียงนึงที่เรียกว่าเสียงสองเสมอ (หัวเราะ) คุยกับแฟนมุ้งมิ้งฟรุ้งฟริ้งมาก ทุกคนตกใจว่า ต้องใช้โทนเสียงขนาดนี้เลยเหรอ ซึ่งจะต่างจากตัวเราเลยล่ะ ถ้ามีแฟนก็คงไม่คุยด้วยเสียงสองขนาดนี้ ได้ยินแล้วก็ขำเพื่อนค่ะ เรียกว่าเป็นโหมดแบ๊วของโบว์ลิ่ง

“อย่างที่บอกว่ารู้จักกันมาหลายปีแล้ว แต่มาสนิทกันจริงจัง 2 ปีได้ นอกจากความเป็นสาวหวานแล้ว โบว์ลิ่งมีสิ่งที่ทำให้ประทับใจในเรื่องการทำงานพิธีกรก่อนหน้านี้ของเค้า ทั้งทางช่องไทยพีบีเอสและช่อง 8 เพราะเค้าจะมีวิธีการพูดที่เก่งและฉลาดมาก มีเทคนิคที่ดี มีการเรียบเรียงเนื้อหาที่เยี่ยม เมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นหน้ากล้อง โบว์ลิ่งก็จะแก้ไขสถานการณ์ได้หมด ดูแล้วสมูท ไม่ติดขัดเลยละ”

ณฉัตรเสริมว่า สำหรับงานละคร ด้วยความที่โบว์ลิ่งเรียนเกี่ยวกับการแสดงมา เวลาถ่ายละครจึงเป็นเรื่องไม่ยากเลย…

”ตอนที่เห็นเค้าเล่นละครนะ ณฉัตรยังคิดในใจว่า โอ้โห! นี่เธอเล่นได้ขนาดนี้ แล้วฉันจะเป็นยังไงล่ะเนี่ย (หัวเราะ) คือเค้าจะมีเทคนิคการอ่านบท การตีความบท และเรียงลำดับบทละครโดยใส่ความเข้าใจของเค้าลงไป พูดง่ายๆ ว่าทำการบ้านมาดีมาก ส่วนความเปิ่นความโก๊ะของเขาจะไม่ค่อยมีนะ ส่วนมากเค้าจะเป็นคนขี้ลืมซะมากกว่า เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไม่ค่อยมีเรื่องขายหน้าสักเท่าไหร่

สำหรับโบว์ลิ่ง สิ่งที่เป็นห่วงเค้าก็คือเรื่องสุขภาพ คือเค้าเป็นไฮเปอร์ไทรอยด์ ตัวจะผอม น้ำหนักน้อยทั้งที่กินเยอะ แถมยังต้องกินยาอยู่ตลอด คนเป็นไทรอยด์ถ้าผอมแล้วมันจะเพลีย ไม่ค่อยมีแรง ซึ่งก็เป็นอุปสรรคต่อการทำงานเหมือนกัน ก็อยากให้เค้าพักผ่อนเยอะๆ และอย่าเครียด ดูแลตัวเองให้ดีๆ อีกเรื่องที่เป็นห่วงก็คือ อยากให้โบว์ลิ่งแต่งงานเร็วๆ (หัวเราะ) ซึ่งเรื่องนี้เค้าบอกว่าไม่รีบ ยังมีเวลา เพราะเพิ่งจะขึ้นเลขสามเอง แต่ถึงยังไงก็ยังอยากให้เพื่อนแต่งงานเร็วๆ อยู่ดีค่ะ” (ยิ้ม)

โบว์ลิ่ง กล่าวถึง ณฉัตร

“ณฉัตรเป็นสาวสวยที่รูปลักษณ์ภายนอกไม่เหมือนกับนิสัยจริงๆ ของเค้าเลยละ ลุคเค้าจะดูเป็นสาวเปรี้ยว สวย เท่ สง่า มั่นใจ เพราะเวทีมิสไทยแลนด์เวิลด์ที่ณฉัตรผ่านมาจะเป็นแบบนั้น พอมาเล่นละครก็ยังได้รับบทสวย เท่ สง่า มั่นใจอยู่ แต่ที่จริงแล้วเค้าเป็นสาวเรียบร้อย ออกจะโก๊ะๆ ด้วยซ้ำไป ไม่ได้ร้าย ไม่ได้แรง เหมือนกับบทในละครที่เล่น คือณฉัตรจะเป็นนางงามที่มีบุคลิกของความเป็นนางแบบสูงไง เวลาออกงานที่ต้องใส่ชุดสวยๆ เดินแบบ เค้าก็จะองค์ลง ดูมีความสวยสง่าและสตรองขึ้นมาทันที

“ณฉัตรเป็นคนตลกมาก เวลาที่เค้าเล่นบทกุ๊กกิ๊กกับพระเอก อย่างในเรื่องผู้ชนะสิบทิศที่ต้องเล่นบทเข้าพระเข้านางกับพี่ฟิล์ม รัฐภูมิ ณฉัตรจะเขินมากๆ พอจบเรื่องนั้น เมื่อมีโอกาสเจอผู้บริหารช่อง 8 เค้าก็ไปขอว่า คราวหน้าหนูขอเล่นบทร้ายๆ นะ เล่นบทหวานๆ ไม่ไหวแล้ว ซึ่งเค้าก็ได้รับบทที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนมาเจอกันในเรื่อง ‘เงาเสน่หา’ เราก็ตลกเค้ามากๆ เพราะเวลาเล่นบทร้ายเค้าจะใส่เต็มที่ อินเนอร์มาเต็ม ไม่ห่วงสวย แต่พอเป็นฉากที่ต้องยั่วผู้ชายนางก็จะเขิน (หัวเราะ) เพราะมันไม่ใช่ตัวเค้าไง เค้าก็เลยไม่รู้ว่าจะยั่วยังไง พอเห็นแล้วเราก็ขำ แต่ทั้งนี้เค้าก็มีการพัฒนาฝีมือการแสดงที่ดีขึ้น ตั้งใจทำงานมาก และมักจะทำการบ้านมาก่อนเสมอ”

โบว์ลิ่งเสริมว่า สิ่งที่เป็นห่วงเพื่อนก็คือเรื่องผู้ชาย (หัวเราะ) เพราะตอนนี้ณฉัตรเป็นโสดอยู่ แต่ด้วยความที่มีบุคลิกเป็นสาวเปรี้ยวในตัว ก็เลยเป็นห่วงว่าหนุ่มๆ ที่เข้ามาจีบจะมาหลอกเพื่อนรักคนนี้หรือเปล่า

“หนุ่มๆ ที่เข้ามาจีบณฉัตรส่วนใหญ่เท่าที่สังเกตจะเป็นลุคแบดบอย แล้วเพื่อนเราเป็นคนแบ๊วๆ ใสๆ ก็เลยกลัวว่าเค้าจะไม่ทันคน จะโดนผู้ชายมาหลอกได้ แม้ลุคของณฉัตรจะดูสตรอง แต่เรารู้จักเพื่อนเราดี นางเป็นคนใสๆ จิตใจดี เราก็เป็นห่วง เพราะก่อนหน้านั้นมีนักบินมาจีบนาง แต่ในฐานะเพื่อน เราก็ เอ๊ะ! นักบินนี่ต้องเจ้าชู้แน่ๆ เพราะนักบินเจอคนสวยเยอะ แอร์โฮสเตส สวยๆ ทั้งนั้น แต่ในที่สุดสองคนนี้ก็ไม่ได้เป็นแฟนกัน เราก็สบายใจไปเปลาะหนึ่ง (หัวเราะ) เพราะอยากให้เพื่อนได้คบกับคนที่ดีจริงๆ

“ส่วนเรื่องสุขภาพก็ไม่ค่อยเป็นห่วงเท่าไหร่ เพราะเค้าดูแลตัวเองดี กินดี ออกกำลังกาย ก็เลยไม่ค่อยน่าห่วง อย่างที่บอกว่าห่วงเรื่องเดียวคือคนที่มาจีบเค้า เพราะเค้าอยากมีครอบครัว อยากมีลูกเร็วๆ เราก็บอกว่า นี่เธอเพิ่งอายุแค่ 26 ปีเองนะ ยังมีเวลาอีกเยอะค่ะ ไม่ต้องรีบ เดี๋ยวได้คนไม่ดี” (ยิ้ม)

โบว์ลิ่งทิ้งท้ายว่า ในอนาคตทั้งคู่อาจจะมีโอกาสได้ร่วมงานกันอีกก็ได้ ซึ่งจะเป็นผลงานแบบไหนก็ขอให้ผู้ใหญ่เป็นผู้พิจารณา แต่โอกาสที่จะได้ร่วมงานกันอีกก็มีสูง เพราะด้วยความสูงที่ใกล้เคียงกัน มาจากเวทีประกวดนางงามเหมือนกัน เคมีของทั้งสองคนก็เลยเข้ากันได้ดี

นี่แหละความน่ารักของเพื่อนซี้นางงามคู่นี้ล่ะ

ใครที่เป็นแฟนของสองสาวติดตามได้ที่ IG : nachad_k และ IG : bowling_prisana