รัชกร วงษ์ยอด บาลานซ์ชีวิตให้ลงตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 เมษายน 2560 เวลา 10:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/488038

รัชกร วงษ์ยอด บาลานซ์ชีวิตให้ลงตัว

โดย…ภาดนุ ภาพ : ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

 ความสุขของคนเราเกิดจากการบาลานซ์ชีวิตของตัวเองให้ลงตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงานหรือการใช้ชีวิตส่วนตัว ก็ล้วนมีผลต่อความสุขของคนคนนั้นอย่างแท้จริง

รัชกร วงษ์ยอด วัย 37 ปี รั้งตำแหน่ง Divisional Manager แห่งบริษัท CAA-GBG Global Brands Management Group ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่รู้จักบริหารจัดการเวลาในชีวิตได้อย่างลงตัว

“งานหลักของผมก็คือ ดูแลในเรื่องของลิขสิทธิ์เกี่ยวกับคาแรกเตอร์ตัวการ์ตูนและเอนเตอร์เทนเมนต์ต่างๆ เช่น Peanuts (Snoopy), Rilakkuma, Peter Rabbit และ 20th Century Fox ซึ่งกำลังจะมีภาพยนตร์เรื่อง Alien Covemant ตอนล่าสุด และการ์ตูนแอนิเมชั่นเรื่อง Ferdinand และอื่นๆ

“โดยหน้าที่หลักของผมคือ การหาลูกค้าซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจแบรนด์ต่างๆ ในเมืองไทย ที่ต้องการจะซื้อลิขสิทธิ์คาแรกเตอร์การ์ตูนของบริษัทเราไปผลิตเป็นสินค้า ยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ ก็คือ ร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ที่นำคาแรกเตอร์ หมีรีลักคูมะ (Rilakkuma) ไปใช้ในแคมเปญโปรโมชั่นของร้านเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งทางเราก็จะได้ค่าลิขสิทธิ์จากตัวการ์ตูนที่บริษัทถือไว้

“ผมว่าปัจจุบันนี้การนำคาแรกเตอร์ตัวการ์ตูนต่างๆ มาอยู่ในสินค้าหรือบริการ มันเป็นส่วนหนึ่งของมาร์เก็ตติ้ง แอ็กทิวิตี้ หรือเป็นแคมเปญหนึ่งที่ช่วยผลักดันแบรนด์และยอดขายให้มากขึ้น อย่างสนูปปี้ (Snoopy) ในเมืองไทยเราก็จะมีลูกค้าซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องนอนแบรนด์โตโต้ ได้นำคาแรกเตอร์สนูปปี้ไปผลิตเป็นผ้าปูที่นอนขาย เป็นต้น ซึ่งก็ได้ผลตอบรับที่ดี ได้กลุ่มลูกค้าในวัยที่เพิ่มขึ้น เป็นต้น”

นอกจากสนุกกับงานที่ทำแล้ว รัชกรยังต่อยอดโดยนำคาแรกเตอร์พีนัทส์ แอนด์ สนูปปี้ ไปร่วมทำซีเอสอาร์ อีเวนต์ กับฟิตเนสสอนซุมบ้าแดนซ์ และมูลนิธิเดอะวอยซ์ (เสียงจากเรา) ซึ่งให้ความช่วยเหลือสุนัขของ เก๋-ชลลดา เมฆราตรี ด้วย

นอกจากจะทำให้คนรู้จักกับซุมบ้าแดนซ์แล้ว ยังทำให้กลุ่มคนที่รักตัวการ์ตูนสนูปปี้จดจำได้มากขึ้น แถมยังได้เงินจากกลุ่มคนรักสุนัขที่บริจาคให้กับมูลนิธิเดอะวอยซ์ฯ อีกด้วย เรียกว่าทั้งสนุกกับการทำงาน ทั้งได้ช่วยเหลือสังคมไปพร้อมกัน

“ก่อนหน้านี้ผมทำงานมาหลายอย่าง ทั้งดูแลแบรนด์เสื้อผ้าและรองเท้ากีฬา จากนั้นก็เปลี่ยนสายไปทำงานเกี่ยวกับรถยนต์หรู ต่อมาก็ทำเกี่ยวกับแบรนด์นาฬิกาแฟชั่น ตามด้วยเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน เครื่องสำอาง และของเล่นเด็ก เรียกว่าทำงานมาหลายธุรกิจมาก

“เพราะในวัยเด็กผมเป็นคนที่ชอบดูการ์ตูนมากๆ (ไม่ชอบอ่าน ไม่ชอบเล่นของเล่น) เมื่อมีโอกาสได้มาทำงานกับบริษัทที่ดูแลลิขสิทธิ์คาแรกเตอร์ตัวการ์ตูนที่ตัวเองชอบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็เลยไม่ปล่อยโอกาสนี้ไป เพราะมูลค่าของคาแรกเตอร์เหล่านี้มันสามารถต่อยอดในอนาคตได้อีกเยอะ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายมากสำหรับเรา แล้วยุคนี้ยิ่งทำสิ่งที่ดีๆ คืนกลับสู่สังคมควบคู่ไปกับธุรกิจด้วยก็จะยิ่งดี”

รัชกร เสริมว่า สำหรับเวลาส่วนตัวนอกเหนือจากงาน เพื่อนๆ หรือคนที่รู้จักกันเท่านั้นถึงจะรู้ว่าเขามีสิ่งที่ชอบอีกอย่างนั่นก็คือ การเข้าคลาสเต้นบอดี้แจม ซึ่งเต้นมาตั้งแต่ปี 2005 จนถึงตอนนี้ก็เข้าสู่ปีที่ 12 แล้ว

“ผมชอบเต้นบอดี้แจมมาตั้งแต่สมัยที่ยังมีแคลิฟอร์เนีย ว้าว ฟิตเนส อยู่เลย ที่ผ่านมาก็เปลี่ยนสถานที่เต้นมาหลายฟิตเนส ล่าลุดมาลงเอยที่ฟิตเนส เฟิร์สท สัปดาห์หนึ่งผมจะเข้าคลาสบอดี้แจม อย่างน้อย 3 ครั้ง โดยจะเต้นมาตลอด ไม่เคยเบื่อเลย เพราะมันกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเราไปแล้ว

 “บางคนเวลาทำงานหนักๆ มาก็จะคลายเครียดด้วยการสูบบุหรี่กินเหล้า แต่ผมมีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า การหากิจกรรมอื่นๆ ที่นอกเหนือจากเวลางาน เช่น การไปวิ่งที่สวนสาธารณะ หรือไปปั่นจักรยานเป็นเรื่องที่ดี แต่ผมเลือกที่จะเข้าฟิตเนสมากกว่า เพราะรู้สึกว่าตัวเองต้องการสมาธิ ถ้าไปวิ่งในที่กว้างๆ เกรงว่าจิตใจจะเตลิดไปไหนต่อไหนไปเลย (หัวเราะ)

“เมื่อเริ่มต้นเต้นบอดี้แจมสักพักใหญ่ก็เริ่มมีเพื่อนที่สนิทกัน คุยกันรู้เรื่อง เพราะชอบเต้นเหมือนกัน จนล่าสุดเรารวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่ได้ถึง 36 คน เวลาสมาชิกครบจริงๆ พอเข้าคลาสบอดี้แจมคลาสหนึ่งนะ จะมีแต่พวกเราเต็มไปหมด (หัวเราะ) แทบจะไม่มีคนอื่นเลยละ ซึ่งบอดี้แจมนอกจากช่วยให้สุขภาพแข็งแรงแล้ว เรายังได้เข้าสังคม มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนๆ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆ

“เพราะมนุษย์เรา เมื่อเกิดและเติบโตมาก็ต้องมีสังคม ได้เจอพ่อแม่ ได้เจอเพื่อนๆ ตอนเรียนหนังสือ เรียนจบมาก็ต้องเจอเพื่อนที่ทำงาน และเพื่อนที่ฟิตเนสซึ่งเป็นอีกสังคมหนึ่ง เรียกว่าเป็นโอกาสที่เราจะได้เจอกัลยาณมิตรที่ดีซึ่งรักการออกกำลังกายเหมือนกันก็ว่าได้

“อีกอย่างเวลาเข้าคลาสเต้นแล้ว มันมีความสุขเพราะอะดรีนาลินมันจะหลั่ง พอทุกคนมีความสุขก็ทำให้สนุกสนานและรู้สึกดีตามไปด้วย แต่บางครั้งเราก็อาจเลี่ยงไม่ได้ที่คนนอกกลุ่มจะไม่ชอบพวกเรา เพราะพอรวมตัวกันเยอะๆ มันก็จะเสียงดัง เลยมีคนหมั่นไส้ แต่พวกเราก็ถือว่าเป็นการฝึกตัวเองให้อยู่รอดบนโลกใบนี้ให้ได้ ต้องปรับตัว และจัดการกับใจตัวเองให้ปล่อยวางให้เป็น และเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันให้ได้”

รัชกร เสริมว่า ในบางมุมเขาก็ชอบที่จะไปเที่ยวไหนต่อไหนคนเดียวด้วยเหมือนกัน ซึ่งอาจจะดูขัดแย้งกับที่กล่าวมา แต่หากมีเวลาว่างอย่างพักร้อน เขาจะชอบไปเที่ยวต่างจังหวัดหรือไปทะเลคนเดียวด้วยเช่นกัน

“แต่ถ้ามีเวลาไม่มากนัก ผมก็จะเลือกการไปทำบุญ ที่ผ่านมาก็จะไปทำบุญบริจาคโลงศพที่วัดหัวลำโพงเป็นประจำ อย่างน้อยเดือนละครั้ง ซึ่งพอได้ไปทำบุญแล้วก็สบายใจ รู้สึกดี ที่ผมเลือกวัดหัวลำโพงเพราะเดินทางสะดวก และเป็นเรื่องง่ายที่สามารถทำได้เลย เพราะการที่เราอยู่ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะตื่นเช้ามาใส่บาตรได้ทุกวัน เพราะพระสงฆ์ท่านไม่ได้เดินผ่านหน้าบ้านเราเหมือนตอนอยู่ต่างจังหวัด ดังนั้นการทำบุญแบบนี้จึงเป็นสิ่งที่สะดวกใจและสบายใจที่สุด และคิดว่าพอได้ทำบุญแล้วก็ถือว่าเป็นเรื่องดี

ขณะเดียวกันมันคือการได้อยู่กับตัวเอง ได้อธิษฐานจิต ได้มีสมาธิตอนที่เรากำลังอธิษฐานอยู่ ซึ่งเราต้องดึงจิตให้กลับมาอยู่กับตัวเองในขณะทำบุญ และผมมักจะอธิษฐานเสมอว่า ให้ดวงตาเห็นธรรม ให้มีกัลยาณมิตรที่ดีเสมอ และขอให้ไปที่ไหนก็มีแต่คนเมตตา ซึ่งผมว่านี่แหละมันเป็นวิธีฝึกจิตตัวเองให้นิ่งได้ดีในระดับหนึ่งเลยละ”

 

กฤษฏ์ อำนวยพล รอยยิ้มน้องดอยอมก๋อย คือความสุขใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 เมษายน 2560 เวลา 10:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/488037

กฤษฏ์ อำนวยพล รอยยิ้มน้องดอยอมก๋อย คือความสุขใจ

โดย…ปอย ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

 “เดือน ธ.ค.ปีที่ผ่านมา ผมเดินทางไปกับกลุ่มจิตอาสาจุดหมายอยู่ที่ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ หนทางลำบากนั่งรถโฟร์วีลไดรฟ์กว่าจะถึงที่หมายเกือบ 4 ชั่วโมงจากตัวเมือง เดินทางร่วมกับโครงการคืนรอยยิ้มสู่ถิ่นไกล นำอุปกรณ์การเรียน อาหาร ขนม ไปแบ่งปันให้เด็กๆ บนดอยอมก๋อย

“เป้าหมายของพวกเราคือไปเติมเต็มฝันให้กับเด็กๆ บนดอยสูงในพื้นที่ไกลออกไปจากความเจริญ การไปในครั้งนี้ เราได้ร่วมแรงร่วมพลังกันหลายๆ กลุ่มครับ ไปช่วยกันการสร้างโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร เพื่อให้เด็กๆ มีอาคารเรียนคงทนแข็งแรงถาวร กันแดดกันฝนกันลมหนาวได้ดีขึ้น”

กฤษฏ์ อำนวยพล หรือ วิน พีอาร์หน้าใสที่เซเลบริตี้และกลุ่มคนทำงานข่าว รู้จักกันดี เล่าความประทับใจ โครงการคืนรอยยิ้มสู่ถิ่นไกล ที่ได้ไปร่วมทำกิจกรรมเมื่อปลายปีที่ผ่านมา โครงการเลือกโรงเรียนที่เด็กใช้ชีวิตอัตคัดยากจน

โดยหวังว่าการมอบโอกาสให้กับเด็กเหล่านี้ จะทำให้เขาพึ่งพาตัวเองได้และมีอนาคตสดใส โตขึ้นเป็นคนที่ดีคนเก่งของประเทศชาติ ไม่ใช่แต่ตัวเขาเองเท่านั้น ชุมชนของเขาก็จะได้รับการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีด้วยเช่นกัน

กฤษฏ์ เล่ารายละเอียดว่าผู้มาร่วมโครงการนี้มีหลากหลายอาชีพ เช่น ณรงค์ แม่นปืน มาจากกลุ่มช่างภาพอิสระรับอาสาเป็นประธานโครงการคืนรอยยิ้มสู่ถิ่นไกล ร่วมกับเพื่อนๆ กลุ่มธนาคารและบริษัทเอกชน ซึ่งก็ได้แม่งานหลักคนสำคัญ คือ อัมพร โชติรัชสกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เป็นประธานในพิธีฤดีรินทร์ กิจทวีป เจ้าของกาแฟทรูลี่ฮิลล์ กาแฟสดที่อมก๋อย ตลอดทั้งทีมรถโฟร์วีลไดรฟ์ กลุ่ม We are Ranger ช่วยขนส่งสิ่งของบริจาคจำนวนมากไปล่วงหน้า

“เป็นกิจกรรมทำต่อเนื่องมาเป็นเวลา 7 ปีแล้วครับ ผมเพิ่งมีโอกาสเข้าไปร่วมเมื่อปีที่ผ่านมา โครงการสร้างโรงเรียนมาแล้วทั้งหมด 11 โรงเรียน โรงเรียนทั้งหมดบนดอยอมก๋อย 109 โรงเรียน ชำรุดทรุดโทรมเกิน 80% แม้เส้นทางจะลำบาก ทั้งที่ลงเครื่องบินไฟลต์เช้าสุด แต่กว่าจะไปถึงที่หมายก็เย็นค่ำพอดี แต่ผมไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเลยนะครับ

“คิดอีกมุมเราลำบากเพียงแค่ชั่วคราว ซึ่งไม่อาจเทียบได้กับวิถีชีวิตปกติของชาวเขาที่อาศัยอยู่ที่นั่นเลย แล้วเมื่อขึ้นไปถึงจุดนัดพบ คนในศูนย์การเรียนรู้ฯ บ้านแม่ลอกเหนือ ก็เป็นกลุ่มเด็กนักเรียนอายุตั้งแต่ 5 ขวบ-16 ปี ระดับการศึกษาสูงสุดคือประถมศึกษาปีที่ 6 เท่านั้นครับ เด็กอายุมากกว่านี้ก็ต้องเข้ามาเรียนในเมือง หรือลงจากดอยไปอีกไกล”

การรวมตัวของเหล่าบรรดาจิตอาสาครั้งนี้ กฤษฏ์ บอกว่าจัดขึ้นพิเศษกว่าทุกครั้ง เพราะมีกิจกรรมทำร่วมกับชาวอมก๋อยที่เดินทางข้ามเขามาหลายสิบลูก เพื่อร่วมถวายอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ภาพพระบรมฉายาลักษณ์ล้นเกล้ารัชกาลที่ 9 ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐของพสกนิกรชาวไทย ตั้งเด่นสง่ากลางขุนเขาภาพเสมือนพระบารมีแผ่คลุมทั่วขุนเขาบนดอยแห่งนั้น

เบื้องหลังเป็นฉากคือแมกไม้โอบกอดทั้งชาวเขา และชาวจิตอาสาร่วมใจมาได้สัมผัสถึงความอบอุ่น กลมเกลียวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันท่ามกลางความหนาวเย็นที่เริ่มกล้ำกรายในช่วงปลายปี

​ “ห้วงเวลานั้นเป็นต้นเดือนสุดท้ายของปีที่ผ่านมา ทำให้ทุกคนสัมผัสถึงความตั้งใจที่จะทำอะไรดีๆ ถวาย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช การเสด็จสู่สวรรคาลัย ชาวเขาที่นี่โศกเศร้าไม่น้อยไปกว่าคนในเมืองทั่วประเทศ ภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของแต่ละบ้านได้ถูกอัญเชิญมาถือไว้ในมือพวกเขาหลายคน พร้อมๆ กับภาพที่ทีมงานจิตอาสานำไปมอบให้จำนวนหนึ่ง

“หลังจากนั้นทุกคนก็ตั้งแถว เพื่อเตรียมเดินสู่ลานพิธีเล็กๆ ที่อยู่ตรงเนินเขาบนดอย รายทางมีแสงสว่างจากเปลวไฟที่เห็นเป็นแนวตลอดระยะทาง ทุกคนช่วยกันอย่างเต็มที่ไม่ว่าจะทั้งครูหรือนักเรียน โดยเฉพาะครูเอ๋ อิสริยาพร ศิริเจริญ ที่เปลี่ยนมุมมองชาวบ้านที่เคยมองพวกเราด้วยสายตาแตกต่าง ได้กลายเป็นความคุ้นเคย เพราะไม่ใช่ครั้งแรกของคณะเราแต่ย่างเข้าปีที่ 7 ที่ตั้งใจสร้างโรงเรียนให้ได้ 99 แห่ง เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9”

การเกิดและเติบโตอยู่ในกรุงเทพฯ คำว่า “ยิ่งมืด ยิ่งหนาว” กฤษฏ์ บอกเพิ่งได้สัมผัสเมื่อได้มานอนเต็นท์ท่ามกลางขุนเขา อากาศ 4-5 องศาเซลเซียส

“แต่พวกเราจิตอาสากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความท้าทายมากกว่า แล้วที่สำคัญทำให้ยิ่งซาบซึ้งในพระเมตตาจากพระเจ้าแผ่นดินทรงลำบากตรากตรำพระวรกายขึ้นมาพัฒนาคุณภาพชีวิตคนบนดอย เพียงเท่านี้ก็ดึงพลังแห่งแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ให้พวกเราทำงานต่อไป เป็นการทำงานตามรอยพระองค์ท่าน”

หนุ่มวัยทำงานเล่าย้อนประวัติตั้งแต่การเรียนจบมาจากมหาวิทยาลัยบรูเนล อังกฤษ ได้ทำงานพีอาร์เมเนเจอร์แบรนด์แฟชั่นระดับโลก ใช้ชีวิตแบบสุดๆ เกินร้อย เที่ยวก็เกินร้อย และการทำกุศลก็เช่นกัน คือเกินร้อย

“การทำบุญผมก็เช่นกันครับ วันนี้ผมถือศีลห้า ตื่นเช้ามืดเพื่อใส่บาตรทุกๆ เช้าไม่เคยขาดเลย การทำบุญทำให้เราขัดเกลาจิตใจ รู้จักการให้ที่มีความบริสุทธิ์ใจคือการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน การขึ้นดอยไปกับโครงการคราวนี้สัญญาณมือถือหายไปหลายวัน ตัดขาดจากสังคมเมืองไปโดยปริยายเลยนะครับ แต่ก็กลายเป็นว่าเหมือนเวลาช่วงนั้นได้เยียวยาคนเมืองที่ยุ่งๆ กับโทรศัพท์

“ด้วยวิถีชาวบ้านง่ายๆ บ่อยครั้งความเรียบง่ายก็เป็นดั่งยาวิเศษให้กับเราได้ปลดเปลื้องตัวตนออกจากพันธนาการอะไรต่อมิอะไรมากมาย แล้วท้ายที่สุดแห่งความประทับใจ คือ รอยยิ้มของพวกเราทุกคน การได้เห็นความจริงจังของหัวหน้าโครงการที่มีความตั้งใจสูง ทำมาแล้วถึง 11 โรงเรียน”

โครงการนี้ นอกจากมีแรงกายแรงใจก็ต้องมีทุนทรัพย์ด้วย เพราะการขนของมากมายขึ้นไปแจกจ่าย ขนก๋วยเตี๋ยวขึ้นบนดอยไปเป็นหม้อใหญ่ๆ เพื่อให้เด็กๆ ได้กิน มีค่าใช้จ่ายต้องใช้เงินไม่น้อยเลย

“ความทุ่มเททำให้ผมเกิดความศรัทธาในการทำงานเพื่อคนอื่นด้วยจิตใจบริสุทธิ์ ไม่หวังผลตอบแทนร้อยเปอร์เซ็นต์ ได้เห็นการทำงานของคณะครูอาสาทุกท่านที่ได้เสียสละอุทิศความสุขสบายส่วนตัว เพื่อสร้างโรงเรียนให้เป็นครอบครัวใหญ่ การได้ทำอะไรเพื่อคนอื่นกลายเป็นความสุขที่แท้จริง

“แล้วเมื่อเปรียบการไปเที่ยวไปกินเหล้าก็สนุกสนานเพลิดเพลิน แค่ ณ ช่วงเวลานั้น พอออกจากแวดวงปาร์ตี้ความสนุกครึกครื้นก็หายไปด้วย บางครั้งก็อาจกลับมาทุกข์ซ้ำเดิมอีกต่างหาก แล้วงานของผมด้วยหน้าที่ด้านการประชาสัมพันธ์ทำให้แบรนด์สินค้าทั้งเครื่องสำอาง แฟชั่น ไปจนถึงเครื่องเพชรราคาแพง ชีวิตส่วนใหญ่วนเวียนอยู่แต่ในห้างสรรพสินค้ากลางเมืองหลวง แต่วันนี้ผมก็ไม่เคยลืมเสียงเด็กๆ ที่ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีร่วมกันเลยนะครับ”

การที่ได้ทำงานอาสา เพียงได้เห็นเด็กตัวเล็กๆ กินก๋วยเตี๋ยวอย่างเอร็ดอร่อย แล้วกินตั้ง 2 ชามเลย กินได้เยอะกว่าผู้ใหญ่อย่างเราอีก ทำให้เราก็รู้สึกอิ่มใจที่เห็นเด็กชาวเขาอิ่มเอม

“ยิ่งเห็นรอยยิ้มของพวกเขา พวกเราก็ยิ่งรู้สึกปลาบปลื้มกับเด็กๆ บนดอยที่มีความเป็นอยู่ลำบาก ถามว่าถ้าเราไม่ได้ไปเขาจะอยู่กันได้ไหม? ก็อยู่ได้นะครับ เพียงแต่เราไปเติมเต็มให้แก่พวกเขา ตามชื่อโครงการคืนรอยยิ้มสู่ถิ่นไกล แล้วสิ่งที่เราให้ก็เล็กน้อยมากแต่สิ่งที่ได้กลับมา คือรอยยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ทำให้มีแรงมีพลังปีหน้าต่อให้ลำบากแค่ไหน ก็ต้องไปอีกให้ได้ครับ”

 

เล่าเรื่องคุณปู่มะขาม ก่อนถึงงานพระเมรุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มีนาคม 2560 เวลา 10:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/487626

เล่าเรื่องคุณปู่มะขาม ก่อนถึงงานพระเมรุ

โดย…กองทรัพย์ ภาพ กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

“พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดให้ปลูกต้นมะขามไว้รอบท้องสนามหลวงเพื่อให้ความร่มรื่นเหมือนอย่างถนนในต่างประเทศ ซึ่งพระองค์ได้เสด็จประพาสทอดพระเนตรมา”

จากงานศึกษาค้นคว้าของเทพชู ทับทอง เป็นหลักฐานที่พอบอกให้คนรุ่นหลังรู้ว่า อายุต้นมะขามในบริเวณท้องสนามหลวงนั้นมากกว่า 100 ปี ในครั้งแรกมีการปลูก 365 ต้น ซึ่งไม่เพียงให้ความร่มรื่น หากยังเป็นสัญลักษณ์คู่สนามหลวงนับแต่อดีตเป็นต้นมา

ปัจจุบันรอบสนามหลวงมีต้นมะขาม 783 ต้น แบ่งออกเป็น 4 แถวเรียงรายโดยรอบ หากสนามหลวงเป็นโบราณสถาน เทียบรุ่นกันแล้วต้นมะขามที่มีอายุรุ่นราวคราว “คุณปู่” ก็ถือเป็นโบราณวัตถุด้วย

นับแต่วันที่ 13 ต.ค. 2559 ในวันที่ปวงประชาร่ำไห้ ท้องสนามหลวงกลายเป็นศูนย์รวมของปวงชนชาวไทยอีกครั้ง วันแล้ววันเล่าพสกนิกรต่างหลั่งไหลมาสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จำนวนมวลประชาชนมหาศาล ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมรอบสนามหลวง จากปัญหาขยะราว 100 ตัน/วัน

ที่สำคัญการทิ้งน้ำร้อน น้ำมัน น้ำเสียจากการประกอบอาหาร ทำให้คุณปู่มะขามอายุกว่า 100 ปี มีสภาพน่าเป็นห่วง ป่วยขั้นวิกฤต และมีอาการใบเหลือง ดินเน่า กลิ่นเหม็น เพราะโดนกดทับจากกระสอบทราย มีน้ำทิ้ง น้ำขัง และมีเศษอาหารบริเวณโคนต้นทำให้ต้นไม้ไม่สามารถดูดสารอาหารได้

สมเด็จพระเทพฯ ทรงห่วงใยปู่มะขาม

ตามที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรความคืบหน้าการก่อสร้างพระเมรุมาศ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 27 ก.พ. ที่ผ่านมา ก่อนเสด็จขึ้นรถยนต์พระที่นั่งเพื่อเสด็จฯ กลับ ได้ทอดพระเนตรต้นมะขาม พร้อมกับพระราชทานคำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลต้นมะขามว่า “ต้องทำให้ประชาชนรู้ถึงคุณค่าของต้นมะขาม เพื่อที่จะได้มีจิตสำนึกและอนุรักษ์ไว้”

หลังจากการฟื้นฟูอาการของคุณปู่มะขามผ่านมาระยะหนึ่ง และเมื่อเริ่มก่อสร้างพระเมรุมาศ ซึ่งในครั้งนี้มีการใช้พื้นที่ที่มากขึ้น มีการตัดถนนสายกลางสนามหลวงใหม่เพื่อชักลากพระราชรถ และมีความจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายต้นมะขามบางส่วนออกภายนอกสนามหลวง ดังนั้น กองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (กอ.รส.) ผู้ที่เกี่ยวข้องหลักดูแลพื้นที่สนามหลวง พิจารณาว่า เมื่อกิจกรรมภายในพื้นที่สนามหลวงเกิดผลกระทบต่อต้นไม้โดยรอบพื้นที่ จึงเกิดคณะทำงานเฉพาะขึ้นมาคือ คณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองการบริหารจัดการเคลื่อนย้ายและดูแลรักษาต้นมะขามในพื้นที่ในบริเวณสนามหลวงและบริเวณโดยรอบพระบรมมหาราชวัง มุ่งจุดประสงค์เดียวกันคือ เพื่อบำรุงรักษาดูแลต้นมะขามและต้นไม้ในพื้นที่สนามหลวง

พล.ต.ธานี ฉุยฉาย ที่ปรึกษาแม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการฯ กล่าวในวันที่มีการเคลื่อนย้ายต้นมะขามครั้งแรก 14 ต้น ว่า คณะทำงานได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ มาไว้ด้วยกัน เพื่อให้การล้อมย้ายและดูแลรักษาต้นมะขามเป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ

“ไม่ว่าจะเป็นผู้ย้ายคือสวนนงนุช กรมศิลปากร กรุงเทพมหานคร คณะทำงานชุดนี้ได้รวบรวมรุกขกรผู้มีความรู้เชี่ยวชาญ ทั้งจากกรมป่าไม้ รุกขกรที่ดูแลต้นไม้ในโครงการพระราชดำริ ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านภูมิสถาปัตย์ มาช่วยกันดูแล เราดูแลต้นมะขามรอบสนามหลวงทุกต้น เพื่อให้การจัดงานออกพระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ

คณะทำงานทุกฝ่ายยืนยันว่า จะดำเนินการดูแลต้นมะขามทุกต้นในพื้นที่สนามหลวงอย่างดีที่สุด ตามที่พระองค์ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งและทรงห่วงใย ที่ตะปูดอกเดียวก็ไม่อยากให้ตอก แม้ลวดสักเส้นก็ไม่อยากให้พัน พระองค์ท่านทรงรักต้นไม้มาก เพื่อให้สมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9 และไม่ให้ต้นไม้อันเป็นประวัติศาสตร์ได้รับผลกระทบ เราจึงมีความจำเป็นต้องล้อมย้ายต้นมะขามจำนวน 44 ต้น ออกจากบริเวณสนามหลวง เพื่อเปิดพื้นที่ให้กรมศิลปากรได้ดำเนินการก่อสร้างพระเมรุมาศ” พล.ต.ธานี กล่าวย้ำ

อนุบาลชายชราแห่งสนามหลวง

การเดินทางของคุณปู่มะขามในครั้งแรกนี้ จุดหมายปลายทางการอนุบาลคือที่ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี โดยก่อนจะทำการเคลื่อนย้ายมีทีมผู้เชี่ยวชาญการดูแลต้นไม้ เข้ามาทำการดูแลต้นมะขามและบำรุงรักษา โดยเพิ่มปุ๋ยและออกซิเจน ส่วนต้นมะขามที่จะดำเนินการย้ายออกจากพื้นที่ ได้ทำการขุดล้อมและอนุบาลไว้ 1-2 เดือน พอล้อมไว้ล่วงหน้า เพื่อให้มีรากฝอยเกิดเพื่อหาอาหาร อาหารของต้นที่ล้อมเตรียมย้ายต้องดูแลเสริมฮอร์โมน วิตามิน เร่งราก เร่งใบ โดย กทม.ได้ทำการประเมินอาการของต้นมะขามไว้แล้วทุกต้น (A-สภาพสมบูรณ์มาก B-ปานกลาง C-เข้าขั้นวิกฤต) ซึ่งในจำนวน 44 ต้นที่ล้อมย้ายมีตั้งแต่สภาพสมบูรณ์มากจนถึงขั้นวิกฤตมาก อายุต้นที่มากที่สุดโดยประมาณคือ 50 ปี

ดร.คงศักดิ์ มีแก้ว ผู้อำนวยการส่วนวนวัฒนวิจัย สำนักวิจัยและพัฒนาการป่าไม้ กรมป่าไม้ กล่าวว่า ทุกต้นที่มีแผนว่าจะย้ายนั้นได้มีการล้อมรากไว้หมดแล้ว อีกชุดหนึ่งคือวันที่ 25 เม.ย.นี้ จะทยอยล้อม ทยอยย้าย

“อยู่ที่การเคลื่อนย้าย เหมือนเราย้ายผู้ป่วยที่ยังไม่แข็งแรง ยังอยู่ในช่วงพักพื้น ต้นมะขามก็อยู่ได้ปกติแต่ถ้าเปรียบก็คือคนชรา แต่พอเรามีความจำเป็นต้องย้าย คือต้องตัดรากบางส่วนของเขาเพื่อค้ำพยุงลำต้นไว้ไม่ให้ล้ม เราต้องทำให้ดีที่สุด หามืออาชีพในการล้อมย้ายต้นไม้ ระบบการให้น้ำต้องสม่ำเสมอ มีคนดูแลคือ กทม. เราต้องช่วยกันเพื่อให้ต้นไม้นั้นรอด”

ก่อนที่รุกขกรจากกรมป่าไม้ จะกล่าวในฐานะประชาชนและคนที่รักต้นไม้ว่า ตลอดพระชนม์ชีพของในหลวงรัชกาลที่ 9 พระองค์ท่านทรงรักต้นไม้ ทุ่มเทเพื่อต้นไม้ เพื่อป่า เพื่อประชาชน “มา ณ ปัจจุบันนี้ประชาชนที่บอกว่าจะทำเพื่อพระองค์ท่านแต่ในสิ่งที่ทำเพื่อพระองค์ท่าน แต่กระทบต้นไม้ เราก็มาช่วยกันระวังไม่ให้เกิดความกระทบโดยเฉพาะต้นไม้อันเป็นประวัติศาสตร์ สิ่งเดียวที่เราจะถวายความจงรักภักดีต่อพระองค์ท่านได้คือดูแลต้นไม้ให้ดีที่สุด เพื่องานของพระองค์ท่านให้สมบูรณ์ที่สุด และสักวันหนึ่งเมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น ต้นมะขามจะกลับมาสู่ที่เดิมได้ และดีกว่าเดิมก็จะเป็นสิ่งที่เราภาคภูมิใจที่ได้ทำงานถวายพระองค์ท่าน”

พล.ต.ธานี ฉุยฉาย

วัลยา วัฒนรัตน์ รองผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า “กทม.มีทีมงานติดตามการอนุบาลต้นมะขามของสวนนงนุช เดือนละ 2 ครั้ง เมื่อเสร็จสิ้นพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว จะนำต้นมะขามมาปลูกไว้ที่จุดเดิม ซึ่งได้ทำทะเบียนแต่ละต้นไว้เรียบร้อยแล้ว ต้นที่ไม่ได้เคลื่อนย้าย กทม.ก็มีทีมงานมาดูแลอยู่แล้ว จริงๆ แล้วคือความประณีตในการปฏิบัติงาน ละเอียดลออทุกขั้นตอน ตอนนี้เราไม่ได้กังวลทีมงานมืออาชีพ”

พล.ต.ธานี กล่าวเสริมว่า ต้นไม้ป่ากับต้นไม้เมืองต่างกัน ต้นไม้ป่ามีนิเวศที่ช่วยดูแล แต่ต้นไม้ป่าที่ต้องมาอยู่ในเมือง ต้องมีการปรับสภาพเมืองเพื่อให้ดำรงอยู่ได้ “เช่น เรื่องของพื้นที่ ระบบดิน โครงสร้างใต้ดิน การรดน้ำ เพื่อให้ต้นไม้เมืองมีสภาพที่สวยงาม ไม่ใช่แคระแกร็น ดังนั้น การย้ายต้นมะขามกลับมาภายหลังงานพระบรมศพ จะใช้หลักภูมิสถาปัตย์ เพื่อให้การย้ายกลับมาของต้นมะขามสภาพดูดีกว่าเดิม

ที่ผ่านมา มีครัวอยู่ในนี้เราปรับปรุงดินใหม่ โดยเอาหน้าดินออก เพิ่มดิน เอาปุ๋ยใส่เข้าไป ตอนนี้เรามีเครื่องมือพิเศษคือ เสียมลม เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่จะใช้ลมพรวนดิน เพื่อให้อากาศเข้าไปลงลึกได้ดีขึ้นโดยที่ระบบรากไม่เสียหาย เรานำคนที่เก่งหลายๆ ด้านมาทำงานร่วมกันเพื่อให้ต้นมะขามสนามหลวงอยู่ยั่งยืนต่อไป”

ต่อไปคือให้ความรู้กับประชาชนในการดูแลต้นไม้ในเมือง ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้อยู่ตามบ้านเรือน สถานที่ราชการ หน่วยงานเอกชน ถ้าประชาชนมีความรู้เรื่อง ต้นไม้ก็จะเติบโตสวยงาม ให้ร่มเงา และเติบโตเป็นต้นไม้จริงๆ ตามที่ควรจะเป็น สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่หน้าที่ยิ่งใหญ่และแสนมหัศจรรย์อย่างต้นไม้ กำลังจะสร้างมิติใหม่

ดร.คงศักดิ์ มีแก้ว

 

จะทิ้งก็เสียดาย ก็ตัดใจไม่ลง…อ่ะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มีนาคม 2560 เวลา 10:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/487437

จะทิ้งก็เสียดาย ก็ตัดใจไม่ลง...อ่ะ

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ เอพี/เอเอฟพี

คนเราโดยทั่วไปมักมีข้าวของไม่จำเป็นเก็บไว้ในบ้านกันเกือบทุกคน แต่หากคุณเก็บเสียทุกอย่าง ไม่ยอมทิ้งแม้แต่ของที่ใช้งานไม่ได้ จนรกเต็มบ้านและไม่มีที่นั่งที่นอนหรือที่กิน นักจิตวิทยาชี้ว่าคุณมีอาการนี้เข้าข่ายเป็นโรคจิตชนิดหนึ่ง และต้องการพฤติกรรมบำบัด แต่ถ้าเรียกแบบคนไทยสมัยก่อนอาจจะเรียกว่า เป็นโรคบ้าหอบฟาง

หลายคนน่าจะเคยได้ยินมาบ้างว่า มีคนกลุ่มหนึ่งที่สะสมของไว้ในบ้านชนิดเยอะมาก แบบล้นเต็มห้องจนไม่รู้ว่าอยู่ไปได้ยังไง คนในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่น่าจะไปเข้าข่ายกับการวินิจฉัยโรคทางจิตเวชที่เรียกว่า Hoarding Disorder หรือโรคเก็บสะสมของนั่นเอง

Hoarding Disorder เป็นโรคที่เพิ่งถูกเพิ่มเข้าไปใหม่ในเกณฑ์วินิจฉัยโรคทางจิตเวช (DSM V) เมื่อปี 2556 นี้เอง โดยก่อนหน้านี้ยังไม่มีเกณฑ์การวินิจฉัยโรคนี้มาก่อน เดิมทีเชื่อว่าเป็นอาการแบบหนึ่งในโรคกลุ่มย้ำคิดย้ำทำ ด้วยเหตุว่าเป็นโรคใหม่ในภาษาไทยจึงไม่มีศัพท์ที่ใช้เรียกอย่างเป็นทางการ แต่เรียกให้เข้าใจไปก่อนว่า โรคเก็บสะสมของ

มีงานวิจัยจากภาควิชาการแพทย์ มหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮ็อปคิ้นส์ กล่าวว่า มีการศึกษาพบว่าอาการชอบสะสมข้าวของเกิดขึ้นในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงและเกิดขึ้นในทุกประเทศและในทุกวัฒนธรรม

โรคจิตชนิดใหม่

นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์และโฆษกกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า โรคนี้เป็นโรคที่เพิ่งถูกชี้ชัดมา 3-4 ปีนี้เอง อาการเจอได้ตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงสูงวัย คนที่เกิดภาวะชอบสะสมของมากมายเกินความจำเป็น เก็บทุกอย่างไม่เฉพาะเจาจง แม้กระทั่งของที่ไม่จำเป็น ของไม่มีค่า เก็บไว้อย่างไม่มีจุดหมายขอให้ได้เก็บและเกือบจะไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์อะไร จนของรกบ้านเต็มไปหมดจนแทบไม่มีที่เดิน ซึ่งจะต่างจากนักสะสมทั่วไปที่สะสมของเพียงแค่ 1-2 ชนิด และเป็นของที่มีคุณค่าทางใจหรือของหายาก เก็บอย่างเป็นระเบียบสวยงาม สะอาดตา

ถ้าเข้าข่ายว่าป่วยก็คือเก็บจนรกบ้าน ไม่มีที่เดิน รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น เก็บหนังสือพิมพ์มัดๆ ไว้เป็นกองๆ นาน 5-6 ปี ไม่เอาออกไป จนมีแมลงสาบ มีหนูมากัดมาทำรัง มีฝุ่นผงสกปรกจนเหม็นอับ กองหนังสือหล่นมาใส่เวลาเดินผ่าน หรือเก็บของสดผักผลไม้เหี่ยวเฉาก็ไม่เอาออกไปทิ้ง จนเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคต่างๆ จนรบกวนคนที่อยู่ด้วย เช่น ผู้ที่เลี้ยงหมาแมวไว้ในห้องเดียวกับตนเองทีละ 30-40 ตัว กินนอนกันอยู่ในนั้นจนผิดสุขลักษณะ

“และเมื่อมีคนบอกให้เก็บทิ้งไปบ้าง ก็จะทำใจตัดใจทิ้งไม่ได้ ไม่สบายใจอย่างมากที่จะเก็บของออกไป จะขอไปบริจาคก็ทำใจไม่ได้รู้สึกเป็นทุกข์ เครียด กังวล ที่ต้องเก็บของทิ้ง ยิ่งแก่ก็ของเยอะขึ้นทุกวัน สะสมมากไปเรื่อยๆ เข้าข่ายว่าควรจะได้รับการรักษา”

สาเหตุของโรคเชื่อว่า มีการหลั่งสารเคมีในสมอง ที่คิดว่าต้องสะสมของไว้และเขาจะไม่รู้ตัวว่าตนเองป่วย ไม่ยอมไปปรึกษานักจิตวิทยา ไม่เคลียร์ของทิ้งแม้จะมีคนทักท้วงบ่อยๆ ก็ตามเพราะเขาเชื่อวันหนึ่งอาจจะมีราคาในอนาคต หรือวันข้างหน้าอาจจะต้องใช้ จะทิ้งก็เสียดาย ทั้งที่ของนั้นไม่มีค่าหรือราคาเลย เช่น กระดาษเก่า กล่องเก่าๆ เพราะของที่เก็บมีผลกับอารมณ์ของเขา

เนื่องจากเป็นโรคที่ค่อนข้างใหม่ จึงมีข้อมูลการศึกษาน้อยมาก เมื่อเทียบกับโรคทางจิตเวชอื่นๆ แต่จากการศึกษาที่ผ่านมาพบว่า กรรมพันธุ์น่าจะมีส่วนต่อการเกิดโรค เนื่องจาก 80% ของผู้ป่วยจะมีญาติสายตรงที่มีอาการคล้ายๆ กัน การศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ทางสมองพบว่า สมองบางส่วน (ส่วน Cingulated Cortex และ Occipital Lobe) ของผู้ที่เป็นโรคนี้มีการทำงานลดลง ซึ่งน่าจะส่งผลต่อการคิดและการตัดสินใจ

คนที่มีปัญหาทางจิตเหล่านี้ มักมองว่า สิ่งของต่างๆ ที่เก็บไว้อาจจะเป็นประโยชน์ในวันข้างหน้า เกิดความผูกพันกับข้าวของเหล่านั้น และหากต้องทิ้งไปจะรู้สึกถึงความสูญเสีย ปัญหานี้อาจจะกระทบต่อสุขภาพ ความสามารถในการตัดสินใจในชีวิตและกระเทือนต่อความสัมพันธ์กับคนรอบข้างได้

จิตแพทย์ กล่าวว่าคนที่มีปัญหาติดยึดกับสิ่งของมักเป็นคนอ่อนไหว เฉลียวฉลาด สร้างสรรค์ และใจดี บุคลิกทั้ง 4 อย่างนี้ เมื่อรวมเข้ากับปัญหาความเครียด โรคซึมเศร้า และอาการเรียกร้องความสนใจ จะทำให้กลายเป็นคนที่ตัดสินใจอะไรไม่ได้

ตัดใจให้ลงเก็บของทิ้งปีละครั้ง

โดยทั่วไปโรคสะสมของนี้มักเริ่มมีอาการตั้งแต่วัยรุ่น และเป็นต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ตลอดชีวิต เพียงแต่โดยส่วนใหญ่ตอนวัยรุ่นอาจจะไม่เป็นปัญหารุนแรงมากนัก เพราะของที่สะสมมักจะยังไม่มาก แต่จะเริ่มเป็นปัญหาหนักเมื่อวัยผู้ใหญ่ เพราะของที่สะสมมักจะเยอะมาก ส่วนใหญ่พบว่าโรคจะเป็นลักษณะเรื้อรัง ไม่หายขาด โดยอาการอาจจะเป็นมากขึ้นเป็นบางช่วง โดยเฉพาะช่วงที่มีความเครียดมักจะมีการสะสมของมากขึ้น

โรคที่มักพบร่วมกับโรคสะสมของ ได้แก่ โรคย้ำคิดย้ำทำ พบว่าคนที่เป็นโรคนี้เป็นโรคย้ำคิดย้ำทำร่วมด้วยมากถึง 30% นอกจากนี้อาการสะสมของ อาจพบได้บ้างในผู้ป่วยโรคจิตเภท และโรคสมองเสื่อม

โรคนี้การรักษาด้วยยาพบว่าได้ผลเพียงนิดหน่อย โดยยาที่ใช้เป็นยากลุ่มยาต้านเศร้า การรักษาที่ดีที่สุดในปัจจุบันคือ การสอนการตัดสินใจ ในการเก็บหรือทิ้งของ การจัดกลุ่มทำพฤติกรรมบำบัด และการสอนวิธีการเก็บของที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงฝึกให้ทนได้กับการทิ้งของสักปีละครั้ง พบว่าวิธีการเหล่านี้สามารถช่วยลดของที่สะสมลงได้เกือบ 1 ใน 3 ซึ่งก็ถือว่ามากแล้ว ผู้ป่วยรู้ดีว่าพฤติกรรมที่ทำนั้นขาดเหตุผล แต่บังคับใจตัวเองไม่ได้

บ้านรก โชคลาภหดหาย

ซินแซออร์ เพาเวอร์ริช ผู้เชี่ยวชาญด้านฮวงจุ้ย กล่าวว่า  บ้านที่รกๆ ไม่ว่าจะเป็นส่วนไหนของบ้าน โดยเฉพาะหน้าบ้าน จะเป็นตัวผลักดันให้พลังงานที่ดีไม่เข้ามาสู่บ้าน เพราะบ้านมักมีพลังงานต่างๆ มากมาย แตกต่างกันไปในแต่ละจุดของบ้าน การที่บ้านรกจะเป็นการสะสมพลังงานที่ไม่ได้เอาไว้มากเกินไป และพลังใหม่ๆ ก็จะไม่เข้ามาต้องทำบ้านให้มีสภาพบวกโล่งๆ โปร่งๆ จะมีพลังชี่หมุนเวียนเข้ามา

ถ้าพิจารณาในแง่วิทยาศาสตร์ หลักการง่ายๆ ก็คือบ้านรกรุงรังสกปรกมันก็ไม่สวยงามสบายตา แถมยังมีฝุ่นละออง มีแมลงสาบมีหนู ก็ทำให้เราหายใจเอาอากาศไม่สะอาดเป็นภูมิแพ้ บ้านที่มีแต่ฝุ่นก็ทำให้หน้ามันสกปรกมีสิวได้ง่าย ดังนั้นพยายามอย่าให้บ้านรกเคลียร์ของออกสักปีละครั้ง 2 ครั้งจะดีมาก

ตามหลักฮวงจุ้ยถ้าบ้านโล่งสะอาด จะมีพลังงานหมุนเวียนเชิงบวกเข้ามา มีความโชคดี งานเดินเงินเข้า ทำบ้านให้หอมด้วยแจกันที่มีดอกไม้สดมีกลิ่นหอม หรือมีแจกันดอกไม้วางไว้ตามมุมของบ้านหลายๆ จุดจะช่วยกระตุ้นพลังงานเชิงบวกเข้ามาในบ้าน

ขณะที่บ้านที่มีต้นไม้รกครึ้มปลูกบังหน้าบ้านก็ไม่ดี มีแค่ต้นไม้มีดอกหอมๆ ไว้สัก 1-2 ต้น เท่านั้นก็พอแล้ว

“แต่ถ้าเป็นคนโสดควรปลูกดอกไม้หอม เช่น ต้นแก้ว ต้นโมก หรือวางแจกันดอกไม้สดไว้ที่ทิศตะวันออกเฉียงใต้ของบ้านจะทำให้เจ้าของบ้านมีเสน่ห์ยิ่งขึ้น”

 

มิสเตอร์เกย์เวิลด์ เวทีสิทธิมนุษยชน ความหวังใหม่สิทธิ LGBT

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มีนาคม 2560 เวลา 09:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/487233

มิสเตอร์เกย์เวิลด์ เวทีสิทธิมนุษยชน ความหวังใหม่สิทธิ LGBT

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

2 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีพัฒนาการด้านสิทธิหรือการแก้ปัญหาของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBT) อย่างเห็นได้ชัด นั่นคือ การผ่านร่าง พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ เพื่อป้องกันการกีดกันหรือการเลือกปฏิบัติต่อใครเพราะเพศสภาพ โดยมีผลบังคับใช้แล้วในบัดนี้ ในขณะที่ร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต เพื่อการสมรสระหว่างเพศเดียวกันก็มีการผลักดันอย่างต่อเนื่อง รวมถึงร่าง พ.ร.บ.รับรองเพศ พ.ศ. … (จุดจุดจุด) เพื่อรับรองกลุ่มคนข้ามเพศนั้น องค์กรด้านความหลากหลายทางเพศได้ทำงานอย่างหนัก แม้ว่าจะเป็นเรื่องยาก (มาก) ก็ตาม

ดูเหมือนว่าในปีนี้กระแสโลกได้ให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางเพศอีกครั้ง อย่างการยอมรับให้ภาพยนตร์เรื่อง Moonlight ชนะรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมบนเวทีออสการ์ ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่หนังเกย์อยู่ในสปอตไลต์ที่ทั่วโลกมองเห็น หรือด้านสิทธิและความเท่าเทียมในแง่กฎหมายหรือนโยบายก็ถูกพูดถึงมากขึ้น เช่น การมีพื้นที่ในการเรียกร้องการแต่งงานในเพศเดียวกันในหลายประเทศ การที่บางโรงเรียนในกรุงนิวยอร์ก สหรัฐ ให้สิทธินักเรียนกลุ่มข้ามเพศ (ชายแต่งหญิง) สามารถเข้าห้องน้ำตามเพศสภาพของตัวเองได้เพื่อป้องกันการกลั่นแกล้ง และการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิเรื่อง “ปฏิบัติการทางภาษา” ที่มีการคิดคำสรรพนามเรียกกลุ่มข้ามเพศโดยไม่ให้ตรงกับเพศกำเนิด เช่น ใช้คำว่า Ze หรือ They รวมถึงประเทศไทย ก็มีเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้กลุ่มหลากหลายทางเพศถูกกล่าวถึงอีกครั้ง

เวที Mr.Gay World คือ เวทีแห่งความภาคภูมิใจด้านสิทธิมนุษยชนของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ มุ่งหวังที่จะสร้างแรงบันดาลใจและให้กำลังใจแก่ผู้ชายกล้าจะแสดงออกถึงความเป็นเกย์ออกสู่สาธารณะ เพื่อจะแสดงให้โลกเห็นว่าเกย์คือ “ตัวตน” ที่สามารถภูมิใจได้ และเกย์ก็มีพื้นที่ในการนำเสนอตัวเอง นำเสนอความรู้ ทัศนคติ รวมถึงนำเสนอความมุ่งหวังที่จะสร้างสังคมที่ยอมรับ ให้มนุษย์ทุกหมู่เหล่าได้ร่วมสร้างสังคมที่ดีไปด้วยกันโดยไม่มีอคติเรื่องเพศมาเป็นเส้นแบ่ง ซึ่งถือได้ว่า เวที Mr.Gay World คือมาตรวัดระดับความก้าวหน้าสิทธิเสรีภาพและการยอมรับจากประเทศนั้นๆ ซึ่งประเทศไทยเพิ่งมี Mr.Gay Thai คนแรกในประวัติศาสตร์เพื่อไปแข่งกับชาติอื่นๆ ในเดือน พ.ค.นี้

นิกร อาทิตย์ ผู้จัดงาน Mr.Gay Thai และประธานองค์กรบางกอกเรนโบว์ กล่าวว่า เวทีนี้เป็นครั้งแรกที่ใช้คำว่าเกย์อย่างชัดเจนทำให้มีความท้าทายสองอย่างคือ คนไทยจะรับเวทีนี้ได้หรือไม่ และจะมีเกย์ไทยกล้าเปิดเผยในที่สาธารณชนหรือเปล่า

“จุดเด่นของเวทีนี้คือ เราไม่ได้เน้นเรื่องหน้าตา ช่วงอายุผู้เข้าประกวดจะกว้างไปถึง 40 ปี เพราะเราจะเน้นเรื่องความรู้ ความสามารถ ทั้งความเชี่ยวชาญด้านการใช้ภาษาอังกฤษ ด้านกฎหมาย วัฒนธรรม สังคม สิทธิมนุษยชน ซึ่งทุกอย่างจะเกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางเพศ รวมถึงการกล่าวสุนทรพจน์ที่ผู้เข้าแข่งขันต้องนำเสนอแคมเปญเกี่ยวกับแอลจีบีทีที่ใช้ได้จริงต่อหน้ากรรมการ ดังนั้นสิ่งที่นำมาแข่งขันกันจึงแตกต่างจากเวทีความงามอื่นๆ เพราะจะแข่งกันด้วยความรู้ ความสามารถ และทัศนคติเป็นองค์ประกอบสำคัญ”

การจัดเวทีประกวดก็เพื่อให้ชาวเกย์จากทั่วโลกมาอยู่บนเวทีเดียวกัน ให้พวกเขาได้แบ่งปันประสบการณ์และเปิดโลกทัศน์ของกันและกันว่าหลายพื้นที่บนโลกใบนี้ที่ความเป็นเกย์ หรือกลุ่มหลากหลายทางเพศ ยังเป็นสิ่งที่ต้องต้องห้าม ปกปิด และยังต้องต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน รวมถึงจะได้นำวิธีคิดหรือประสบการณ์ที่ได้รับมาปรับใช้ในประเทศตัวเอง เพื่อสร้างพลังเปลี่ยนแปลงและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของกลุ่มความหลากหลายทางเพศ

“ประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศแรกในเอเชียที่เข้าแข่งขัน เราเข้าไปหลังไต้หวัน ฮ่องกง และฟิลิปปินส์ แต่ปีนี้เราเป็นประเทศที่ถูกจับตามองมากที่สุด เพราะไทยเป็นเกย์เดสติเนชั่นของเกย์ทั่วโลก กองประกวดจึงอยากเห็นตัวแทนจากประเทศไทยขึ้นแข่งขันบนเวทีโลก”

ประธานองค์กรบางกอกเรนโบว์ ยังกล่าวด้วยว่า บางกอกเรนโบว์ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2546 โดยทำหน้าที่สื่อสารและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกลุ่มหลากหลายทางเพศสู่สังคมและครอบครัว รวมถึงการรณรงค์
เชิงรุกเพื่อทำลายชุดความคิดที่ไม่ถูกต้องให้หมดไป

“ที่เห็นความก้าวหน้ามากที่สุดคือ ภาครัฐ” นิกร กล่าวต่อ “อย่างเวทีนี้ก็ได้รับการสนับสนุนจากกรุงเทพมหานคร และอีกหลายงานที่ได้หลายกระทรวงมาช่วยสนับสนุน โดยภารกิจของบางกอกเรนโบว์ตอนนี้คือ เราต้องการสร้างคอมมูนิตี้ของชาวเกย์ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเพื่อสร้างพลังในการต่อรองและสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ในสังคม”

หมอต้น-น.พ.พัฒนจัก วิภาดากุล

ตัวแทน Mr.Gay Thai คนแรกของประเทศคือ หมอต้น-น.พ.พัฒนจัก วิภาดากุล แพทย์ด้านเวชปฏิบัติทั่วไปและความงาม ตอนนี้เขาได้เตรียมความพร้อมในการสร้างแคมเปญเพื่อกลุ่มหลากหลายทางเพศ โดยลงพื้นที่หาความรู้และดูการทำงานของคลินิก เอ็นจีโอเพื่อกลุ่มหลากหลายทางเพศ และเอ็นจีโอด้านเอชไอวีอย่างจริงจัง เพื่อปรับความรู้ วิธีคิด และวางแผนออกแบบให้ได้แคมเปญที่สำคัญและเข้ากับสถานการณ์ความหลากหลายทางเพศในปัจจุบัน

“ผมต้องการชูเรื่องยาเพร็พ (PrEP) หรือยากินป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีที่ใช้กินก่อนมีเพศสัมพันธ์ และยาเป๊ป (PEP) หรือยากินเพื่อป้องกันการติดเชื้อในกรณีฉุกเฉินภายหลังมีโอกาสสัมผัสเชื้อเอชไอวี” หมอต้นกล่าวถึงแคมเปญที่จะพูดบนเวทีโลก

“ผมมองว่า สิ่งสำคัญคือการส่งเสริมความรู้และโอกาสในการเข้าถึงยาทั้งสองตัวนี้ อาจจะรณรงค์ร่วมกับแคมเปญถุงยางอนามัย เพื่อให้มีผลในการลดจำนวนผู้ติดเชื้อให้เกิดรายใหม่น้อยที่สุดในแต่ละปี และสร้างความเข้าใจว่า การรับยาโดยไม่จำเป็นทำให้เสี่ยงต่อการดื้อยา เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ และไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่นได้

ความท้าทายของแคมเปญคือ การพูดให้คนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงและหวังจะพึ่งยาต้องเปลี่ยนความคิดไปตระหนักในทิศทางที่เหมาะสม ให้มองว่าเป็นยาที่ใช้ฉุกเฉิน ไม่ใช่ยาเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมทางเพศที่ไม่ระวังป้องกันตัว ซึ่งยาทั้งสองตัวนี้จะเป็นแคมเปญระดับสากลที่ถ้ารณรงค์เรื่องสร้างความรู้และเพิ่มการเข้าถึงได้ ก็จะช่วยให้ทุกเพศที่มีโอกาสมีความเสี่ยง”

นอกจากนี้ คู่แข่งที่น่าสนใจในปีนี้ต้องกล่าวถึง Charlie Tredway จากประเทศนิวซีแลนด์ที่ประกาศชัดว่า ตนเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี แต่กล้าพูดเพื่อเป็นกระบอกเสียง และปลุกความกล้าของผู้ติดเชื้อให้สามารถใช้ชีวิตได้เป็นปกติและมีศักดิ์ศรี โดยจะจัดขึ้นที่เมืองมาดริด ประเทศสเปน ระหว่างวันที่ 5-10 พ.ค. 2560

ดร.นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ

ด้าน ดร.นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ หัวหน้าฝ่ายวิชาการ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ความก้าวหน้าด้านความหลากหลายทางเพศในประเทศไทยว่า ปัจจุบันกลุ่มแอลจีบีทีมีพื้นที่แสดงตัวตนมากขึ้นเพราะสังคมไทยยอมรับมากขึ้น

“คนรุ่นใหม่ในยุคเจนวายหรือเจนแซดไม่ค่อยจะนิยามตัวเองว่าเป็นเพศอะไร เพราะเขาเปิดกว้างในเรื่องความสัมพันธ์ พร้อมที่จะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ และมีความยืดหยุ่นในอัตลักษณ์ของตัวเองมากขึ้น”

ดร.นฤพนธ์ ยังได้ฝากไปถึงชาวแอลจีบีทีที่ยังไม่กล้าแสดงตัวตนในสังคมว่า สังคมไทยเป็นสังคมของความหลากหลาย เกย์ กะเทย ทอม ดี้ พบได้กับคนทุกระดับชั้นตั้งแต่คนรวยถึงคนยากจน ซึ่งแต่ละระดับชั้นจะมีแวดวงและเพื่อนฝูงของตัวเอง

“แต่เกย์ชนชั้นกลางจะมีพลังมากกว่าคนอื่น เพราะเป็นชนชั้นที่สามารถชี้นำคนในสังคมได้พอสมควร ดังนั้นจึงอยากฝากให้เกย์ชนชั้นกลางเป็นสะพานให้ชาวแอลจีบีทีคนอื่นๆ ที่ยากจนหรืออยู่ในชนบทได้ออกมายืนในพื้นที่สาธารณะมากขึ้น”

ปัจจุบันคำว่า เพศสภาพ กำลังเปลี่ยนชุดความคิดจากการยอมรับเฉพาะตามเพศกำเนิด เป็นการยอมรับ “ตัวตน” ตามเพศที่แสดงออก ซึ่งถือเป็นความเปิดกว้างอย่างหนึ่งของสังคมไทยและสังคมโลก นั่นเพราะการยอมรับความหลากหลายไม่ใช่เรื่องเลวร้าย แต่การกดดัน บีบให้ปกปิดตัวตน หรือปฏิบัติต่อกันด้วยความเกลียดชังต่างหาก คือ สิ่งที่ควรละเลิก

เพราะไม่ว่าอย่างไรมนุษย์ทุกคนล้วนมีคุณค่าในตัวเอง

 

คนกินเส้น รู้อย่างไร? ก๋วยเตี๋ยวปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มีนาคม 2560 เวลา 11:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/487085

คนกินเส้น รู้อย่างไร? ก๋วยเตี๋ยวปลอดภัย

โดย…วรธาร

ก๋วยเตี๋ยว อาหารยอดนิยมของคนไทย หากินง่ายเพราะร้านก๋วยเตี๋ยวมีมากมาย ทั้งร้านใหญ่ ร้านเล็ก ร้านรถเข็น บางซอยมีตั้งแต่ต้นซอยยันท้ายซอย มีทั้งขึ้นห้างและอยู่ริมถนนฟุตปาท ก๋วยเตี๋ยวทั้งนั้น

ยิ่งร้านไหนอร่อยลูกค้าแน่นถึงรอคิวก็ไม่หนี ทว่า ท่ามกลางความอร่อยของก๋วยเตี๋ยว หรือพ่อค้าแม่ค้าก๋วยเตี๋ยวที่ขายดิบขายดีนั้น ก็มีเรื่องที่สร้างความกังวลใจให้กับผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้ที่ชอบกินก๋วยเตี๋ยวเกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ

ล่าสุด ก็มีข่าวในโลกโซเชียลมีเดีย เรื่องพบการปนเปื้อนวัตถุเจือปนอาหาร สารกันเสีย หรือสารกันบูดในเส้นก๋วยเตี๋ยว พบบางตัวอย่างมีปริมาณสูงอย่างน่าตกใจ แต่เพื่อสร้างความเข้าใจและความกังวลใจของผู้บริโภค ส่งเสริมให้เกิดการความตระหนักและความเข้าใจให้กับผู้ผลิตและผู้บริโภค และช่วยสนับสนุนกิจการการผลิตอาหาร โดยเฉพาะในรายเล็กหรือขนาดกลาง ศูนย์นวัตกรรมวิทยาการอาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดเสวนาเรื่องอาหารปลอดภัย : การผลิตก๋วยเตี๋ยวปลอดภัย สบายใจเมื่อรับทาน

การใช้วัตถุเจือปนในก๋วยเตี๋ยวปลอดภัยจริงหรือ

ประเด็นที่น่าสนใจคือการใช้วัตถุเจือปนในก๋วยเตี๋ยวนั้น มีความปลอดภัยจริงหรือ เพราะเรื่องนี้ค่อนข้างอ่อนไหวและสร้างความกังวลใจให้กับผู้บริโภคมิใช่น้อย

เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว ดร.กนิฐพร วังใน อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ข้อมูลว่า ก๋วยเตี๋ยวเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเส้นที่คนไทยนิยมบริโภครองจากข้าว และเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความชื้นสูง มีความเป็นกรดต่ำ ใช้เวลาการผลิตค่อนข้างนาน ประกอบกับผลิตภัณฑ์ก๋วยเตี๋ยวส่วนใหญ่นิยมเก็บรักษาที่อุณหภูมิปกติ ไม่ได้แช่ตู้เย็น ทำให้มีอายุการเก็บสั้น มีโอกาสเสื่อมเสียจากจุลินทรีย์ได้ง่าย

“ด้วยเหตุนี้เองผู้ประกอบการโดยมากจึงมีความจำเป็นต้องใช้วัตถุเจือปนอาหาร (Food Additive) หรือที่เรียกว่าสารกันบูดเพื่อยืดอายุการเก็บของเส้นก๋วยเตี๋ยว โดยวัตถุเจือปนที่นิยมใช้มากในผลิตภัณฑ์ก๋วยเตี๋ยวคือกรดเบนโซอิก (Benzoic Acid) หรือเกลือเบนโซเอต ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขมีข้อกำหนดให้สามารถใช้ในอาหารได้ไม่เกิน 1,000 มิลลิกรัม/กิโลกรัม

โดยกรดเบนโซอิกมีประสิทธิภาพในการยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ใช้งานง่าย ประกอบกับมีราคาถูก จึงเป็นวัตถุเจือปนอาหารที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมอาหารกันอย่างแพร่หลาย ปกติหากร่างกายได้รับกรดเบนโซอิกหรือเกลือเบนโซเอตในปริมาณน้อยก็จะสามารถขับออกไปให้หมดได้”

น้ำหนักคนกับการรับเบนโซอิกและเบนโซเอตต่อวัน

ดร.กนิฐพร ให้ข้อมูลเพิ่มว่า จากงานวิจัยที่ผ่านมายังไม่มีรายงานว่ากรดเบนโซอิกหรือเกลือเบนโซเอตมีฤทธิ์เป็นสารก่อมะเร็งหรือพิษต่อสารพันธุกรรมแต่อย่างใด แต่ในกรณีที่ร่างกายได้รับในปริมาณที่สูงมากหรือได้รับต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ อาจก่อให้เกิดอาการแพ้โดยแสดงอาการ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง และทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของตับและไตลดลง

โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการแพ้ ซึ่งคณะผู้เชี่ยวชาญของโคเด็กซ์ (JECFA) ได้กำหนดค่าปริมาณสูงสุดที่ยอมรับได้ต่อวัน (Acceptable Daily Intake) ของกรดเบนโซอิกและเกลือเบนโซเอตไว้ที่ 5 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม/วัน

“กล่าวคือหากมีน้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม ไม่ควรได้รับเกิน 250 มิลลิกรัม/วัน หากก๋วยเตี๋ยวหนึ่งชามใส่เส้นก๋วยเตี๋ยวประมาณ 100 กรัม และผู้ผลิตเติมกรดเบนโซอิกหรือเกลือเบนโซเอตในปริมาณสูงสุดตามข้อกำหนด ผู้บริโภคจะได้รับกรดเบนโซอิกหรือเกลือเบนโซเอตเข้าสู่ร่างกายในปริมาณ 100 มิลลิกรัม ซึ่งต่ำกว่าค่าความปลอดภัยเพียงแค่ 2.5 เท่า ซึ่งกรณีนี้ยังไม่นับรวมกรดเบนโซอิกหรือเกลือเบนโซเอตที่เติมในอาหารชนิดอื่น” ดร.กนิฐพร อธิบาย

ด้าน วิภา สุโรจนะเมธากุล นักวิจัยฝ่ายเคมีและกายภาพอาหาร สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร กล่าวเสริมว่า จากการคำนวณก๋วยเตี๋ยวหนึ่งชามใส่เส้นก๋วยเตี๋ยวประมาณ 100 กรัม สารที่อยู่ในก๋วยเตี๋ยวอาจไม่เป็นอันตรายสำหรับผู้ใหญ่ แต่สำหรับเด็กอาจจะมีปัญหาเพราะมีน้ำหนักน้อยกว่าผู้ใหญ่

ขณะที่ประสิทธิภาพการยับยั้งจุลินทรีย์ของกรดเบนโซอิกหรือเกลือเบนโซเอต ดร.กนิฐพร กล่าวว่า จะมีประสิทธิภาพดีที่สุดที่ช่วงพีเอช 2.5-4.0 ซึ่งอยู่ในรูปของกรดที่ไม่แตกตัว จึงเหมาะใช้กับผลิตภัณฑ์ที่มีความเป็นกรดสูง (พีเอชต่ำ) เช่น น้ำผลไม้ แยม เจลลี่ ผักดอง ผลไม้ดอง น้ำสลัด และฟรุตสลัด เป็นต้น

แต่เส้นก๋วยเตี๋ยวโดยทั่วไปมีพีเอชประมาณ 6 ดังนั้น การใช้กรดเบนโซอิกหรือเกลือเบนโซเอตเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่เหมาะสม ทำให้ต้องเติมในปริมาณมากเพื่อจะสามารถยับยั้งจุลินทรีย์ได้

“จากรายงานการวิจัย พบว่าประสิทธิภาพการยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ในเส้นก๋วยเตี๋ยวของเกลือเบนโซเอตต่ำกว่าเกลือซอร์เบต (เกลือของกรดซอร์บิก) นอกจากนี้ยังพบว่าการใช้เกลือเบนโซเอตร่วมกับเกลือซอร์เบตในปริมาณ 400 และ 600 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ตามลำดับ ให้ผลเสริมฤทธิ์กัน จึงสามารถยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ในเส้นก๋วยเตี๋ยวได้มีประสิทธิภาพดีกว่าการใช้วัตถุกันเสียเพียงชนิดเดียว”

เลือกบริโภคก๋วยเตี๋ยวอย่างไรให้ปลอดภัย

สำหรับการบริโภคก๋วยเตี๋ยวให้ปลอดภัย เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคเองต้องใส่ใจ ขณะที่ผู้ผลิตเส้นก๋วยเตี๋ยวเองก็ต้องคำนึงความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นสำคัญ โดยต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อย่างเคร่งครัด

วิภา ยังได้แนะนำข้อปฏิบัติในการบริโภคก๋วยเตี๋ยวปลอดภัยว่า เวลาเข้าไปที่ร้านก๋วยเตี๋ยวอะไรก็ตาม นอกจากต้องดูความสะอาดของร้านแล้ว ในส่วนของเส้นก๋วยเตี๋ยวนั้นผู้บริโภคควรสังเกตว่า ร้านมีการแสดงบรรจุภัณฑ์ ยี่ห้อ และฉลากเป็นไปตามข้อกำหนดของ อย. ชัดเจนหรือไม่

“เป็นต้นว่า ใครเป็นผู้ผลิต ผลิตจากโรงงานไหน ควรบริโภคก่อนวันที่เท่าไร ทุกวันนี้พ่อค้าแม่ค้ามักจะโชว์บรรจุภัณฑ์หรือแพ็กเกจจิ้ง ซึ่งจะแสดงข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ก๋วยเตี๋ยวที่เขาใช้ ตรงตู้วางเส้นก๋วยเตี๋ยวอยากให้เราใส่ใจดูหน่อย แต่ถ้าร้านไหนมีแต่เส้นก๋วยเตี๋ยวกองไว้ไม่มีบรรจุภัณฑ์ให้เห็นอาจเสี่ยงนิดหนึ่ง เพราะอาจเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยวที่ตกค้างมาจากวันก่อนก็ได้”

ด้าน ดร.กนิฐพร เสริมว่า ควรเลือกเส้นก๋วยเตี๋ยวที่ผลิตใหม่ สีและกลิ่นปกติ ไม่เหม็นหืน ไม่มีเชื้อราหรือยีสต์ แหล่งผลิตใกล้เคียงกับที่จำหน่าย พร้อมทั้งระบุหมายเลขสถานที่ผลิตอาหารที่บรรจุภัณฑ์ ปกติเส้นก๋วยเตี๋ยวควรจะมีอายุการเก็บประมาณ 2-3 วัน หากเก็บได้นานเป็นสัปดาห์ เป็นไปได้ว่า เส้นก๋วยเตี๋ยวนั้นๆ อาจจะใส่วัตถุเจือปนอาหารเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

“ในส่วนของผู้ผลิตก๋วยเตี๋ยวทั้งรายใหญ่และรายย่อย ควรรักษาแหล่งการผลิตให้ถูกสุขลักษณะเป็นสำคัญ เพื่อลดการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ มีระบบการผลิตที่ดีถูกสุขลักษณะตามมาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice) เพื่อให้ผลิตภัณฑ์สามารถเก็บไว้ได้นาน และหากมีความจำเป็นต้องใส่วัตถุกันเสียก็ควรใช้วัตถุเจือปนอาหารชนิดที่เหมาะสมและใช้ในปริมาณที่อนุญาตให้ใช้อย่างเคร่งครัด”

ขณะที่แม่ค้าก๋วยเตี๋ยวในย่านพระโขนงรายหนึ่งให้ข้อมูลว่า เธอเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ก๋วยเตี๋ยวที่ผลิตจากโรงงานผลิตที่ถูกสุขลักษณะตามมาตรฐาน มียี่ห้อและฉลากระบุชัดเจน รวมทั้งเวลาขายก็จะโชว์แพ็กเกจจิ้งให้ผู้บริโภคได้เห็นและเกิดความมั่นใจ

“ลูกค้าที่มาสั่งก๋วยเตี๋ยวที่ร้านส่วนใหญ่ไม่ได้ถามหรอกว่าพี่ใช้เส้นยี่ห้ออะไร มาถึงร้านก็สั่งเลย แต่ลูกค้าบางคนที่ใส่ใจอาหารการกินก็มีถามบ้าง แต่อย่างที่บอกเราคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคอยู่แล้ว เพราะเวลาเราไปกินร้านอื่น ก็ต้องการกินร้านที่สะอาดปลอดภัย อารมณ์เดียวกัน ยิ่งทุกวันนี้มีหน่วยงานภาครัฐ เช่น อย. มาสุ่มตรวจก็สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค ส่วนพ่อค้าแม่ค้าก็จะได้ตระหนักมากขึ้น”

 

งามพรรณ เวชชาชีวะ เยาวชนคือ ความท้าทาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มีนาคม 2560 เวลา 10:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/487009

งามพรรณ เวชชาชีวะ เยาวชนคือ ความท้าทาย

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ นานมีบุ๊คส์

ใครที่เป็นแฟนแฮร์รี่ พอตเตอร์ คงทราบดีว่า งามพรรณ เวชชาชีวะ เป็นผู้แปลแฮร์รี่ พอตเตอร์ กับถ้วยอัคนี หรือถ้าใครเป็นแฟนของวรรณกรรมซีไรต์ ก็คงทราบดีเช่นกันว่า เธอนี่เองที่เป็นผู้ประพันธ์ “ความสุขของกะทิ” นวนิยายขนาดสั้นที่ได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจำปี พ.ศ. 2549 ความท้าทายในวันนี้คือการเขียนวรรณกรรมเยาวชนเจ๋งๆ สักเล่ม ว่าแล้วก็ไปเปิดหนังสือเล่มใหม่ของงามพรรณ และคุยกับเจ้าตัวกันเลยดีกว่า

งามพรรณเล่าว่า เป็นความใฝ่ฝันของนักเขียนทุกคนที่จะสร้างสรรค์วรรณกรรมเยาวชนสักเรื่องหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายและเดิมพันสูง จะเขียนอะไรหนอให้เด็กๆ อ่านเพลิน สนุกสนาน มีสาระ ไม่น่าเบื่อ โจทย์นี้วนเวียนอยู่ในสมองเรื่อยมาจนได้ความคิดว่า เล่าเรื่องให้เด็กๆ รู้จัก “โลกออร์แกนิก” ดีกว่า เพราะการแนะนำให้เด็กๆ ได้รู้จักโลกสีเขียวสะอาดๆ ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง หนังสือ “โลกของมดแดงกับแตงกวา เอยด้วย” จึงเริ่มต้นเช่นนี้เอง

“ดิฉันเองก็เพิ่งได้มีโอกาสทำความรู้จักและได้สัมผัสกับโลกออร์แกนิก ได้สนุกกับสวนออร์แกนิกที่ปากช่อง ได้รู้จักกับกลุ่มปากช่องสโลว์ไลฟ์ ได้ตื่นตาตื่นใจ และได้มองเห็นในสิ่งที่อยู่ตรงหน้าในมิติใหม่โดยสิ้นเชิง” งามพรรณเล่า

ข้อมูลส่วนใหญ่ในการเขียนผลงานชิ้นนี้มาจากงานเขียนของศิริกุล ซื่อต่อชาติ “ปลูกผักกันเถอะ” และ “My Organic Life” รวมทั้ง “Organic 101” ของวลัยกร สมรรถกร หลายเหตุการณ์ในเรื่องยังมาจากประสบการณ์จริงที่ได้จากการรู้จักและร่วมงานกับกลุ่ม Pakchong Slow Life ซึ่งสมาชิกประกอบด้วยคำหอม ศรีนอก วลัยกร สมรรถกร และรสริน ติยะชาติ ที่ต้องขอบคุณด้วย

งามพรรณกล่าวว่า โลก ธรรมชาติและชีวิตไม่อาจแยกจากกันได้เลย มนุษยชาติเดินทางมาไกลและถอยห่างจากธรรมชาติอย่างน่าตกใจ ไม่สายเกินไปที่ตระหนักรับรู้ว่ามนุษย์ทำร้ายเพื่อนร่วมโลก ทั้งพืชและสัตว์ มากมายเพียงไหน และไม่สายเกินไปที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตให้ใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น ทีละเล็กละน้อย ทีละก้าว เปลี่ยนแปลงด้วยความเต็มใจและสนุกสนาน ผลที่ได้ย่อมมีแต่ได้ความพึงใจ เพียงพอ และพอดีให้กับชีวิตของเรา

ในหนังสือเล่มนี้ มดแดง แตงกวา และเอย ตัวละครทั้งสามจะผลัดกันมาเล่าเรื่องในโลกออร์แกนิก หวังเป็นอย่างยิ่งว่า โลกของมดแดงกับแตงกวาฯ จะสร้างความเข้าใจและเชิญชวนให้ผู้อ่านรุ่นเยาว์มอบความรักความใส่ใจให้แก่ธรรมชาติและโลกใบนี้มากขึ้น หนังสือได้รับเกียรติจาก “ต้องการ” นักวาดภาพประกอบผู้ใช้เทคนิคสีน้ำจากดอกไม้มาวาดภาพปกและภาพประกอบให้ กระดาษถนอมสายตาปลอดสารพิษ รวมทั้งพิมพ์ด้วยหมึกธรรมชาติ ถือเป็นวรรณกรรมเยาวชนออร์แกนิกตั้งแต่ต้นจนจบ

สำหรับกลุ่มผู้อ่านคือ เด็กๆ ตั้งแต่ 9 ปีขึ้นไป หรือแม้แต่ผู้ใหญ่ก็น่าจะอ่านได้สนุก งามพรรณเล่าว่า อ่านแล้วได้ความสนุกนั้นเป็นอันดับแรก แถมด้วยความเพลิดเพลิน ได้เห็นภาพชุมชนออร์แกนิก รู้วิถีออร์แกนิกผ่านมดแดงกับแตงกวา สองพี่น้องคู่กัด กับเอย เพื่อนรักบ้านติดกัน จะพาไปรู้จักกับวิถีชีวิตเกษตรอินทรีย์ หรือออร์แกนิก โลกใบเล็กๆ สีเขียวสดใสไร้สารพิษ รสชาติอร่อย สนุกสนาน ชวนตื่นตาตื่นใจ

“แต่ไม่ได้มีแค่เรื่องออร์แกนิกหรอกนะ ยังมีเรื่องวุ่นๆ แถมอันตรายจากโลกออนไลน์ ที่มาพัวพันกับเด็กทั้งสามได้ยังไงก็ไม่รู้

งานนี้เด็กๆ ต้องใช้ไหวพริบแก้ปัญหาเพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์เฉพาะหน้าให้ได้!”

ผลงานวรรณกรรมเยาวชนเรื่องแรกของ งามพรรณ เวชชาชีวะ อาบอิ่มด้วยความสดใสของวัยเยาว์ สอดแทรกเรื่องราวน่ารู้ที่คุณอาจยังไม่รู้ของวิถีออร์แกนิก ฉากทั้งหมดอยู่ในต่างจังหวัด ที่ขอกระซิบว่าช่างเป็นฉากที่แสนน่ารักน่าประทับใจ มาเรียนรู้วิถีออร์แกนิกผ่านโลกของมดแดงกับแตงกวากันดีกว่า เอยด้วย!

 

กัลย์ชฏารัตน์ ปัญญาวงศ์ จะอยู่รักษ์น่าน นานนาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มีนาคม 2560 เวลา 10:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/487000

กัลย์ชฏารัตน์ ปัญญาวงศ์ จะอยู่รักษ์น่าน นานนาน

โดย…กองทรัพย์

เป็นลูกหลานคนเมืองน่านที่เติบโตมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของน่านหลายๆ อย่าง โดยเฉพาะเรื่องป่าไม้ที่ค่อยๆ หัวโล้น น้ำใจ-กัลย์ชฏารัตน์ ปัญญาวงศ์ บัณฑิตหมาดๆ จากรั้วจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยวัย 24 ปี เธอมีความคิดที่จะไม่เริ่มต้นชีวิตออฟฟิศในกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ แต่มุ่งหน้าสู่การทำไร่ทำฟาร์มและร้านอาหารของตัวเองที่บ้านเกิด

ด้วยดีกรีที่เรียนคณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาชีววิทยา และการได้ลงพื้นที่ใน จ.น่าน ก่อนจบการศึกษาปัญหาการเกษตรดั้งเดิมในจังหวัด และศึกษาแนวทางการทำการเกษตรสมัยใหม่ของต่างประเทศ บวกกับความฝันของคุณแม่ที่อยากทำการเกษตรมาทั้งชีวิต ทำให้น้ำใจวางแผนจะทำฟาร์มในระบบแบบสมาร์ทฟาร์มตั้งแต่ยังไม่จบปริญญาตรี

น่านโดนโจมตีเรื่องการทำการเกษตร แต่น้ำใจขอสวนกระแสด้วยการปลูกผัก ทำเป็นร้านอาหารชื่อ น่านตะวันฟาร์ม “น้ำใจศึกษาและตัดสินใจว่าจะทำฟาร์มสมัยใหม่ตั้งแต่สองปีที่แล้ว ได้คุยกับคุณแม่ท่านก็บอกอยากมีฟาร์ม แต่สมัยก่อนการทำเกษตรสำหรับท่านเป็นไปได้ยาก คุณพ่อกับคุณแม่ก็เลยทำธุรกิจเสื้อผ้า ซึ่งทำมานานกว่า 20 ปีแล้ว ตอนแรกน้ำใจก็คิดว่าอาจจะดูแลกิจการเสื้อผ้าต่อ เพราะไปเรียนแฟชั่นดีไซน์เพิ่มเติมมาด้วย แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจว่าอยากมาทำฟาร์ม ซึ่งเป็นฟาร์มระบบใหม่ที่เป็นสมาร์ทฟาร์ม ในฟาร์มจะปลูกผักแบบไฮโดรโปนิกส์ ปลูกเมลอน มะเขือเทศ และพืชผักสวนครัวแบบอินทรีย์ โดยที่มีร้านอาหารของเราที่นำวัตถุดิบจากฟาร์มมาปรุงให้คนมาเยี่ยมชิมกันสดๆ ทำให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรแห่งใหม่ใน จ.น่าน เปิดร้านครั้งแรก 28 ต.ค. 2559 ที่ผ่านมา”

ความฝันอย่างหนึ่งของสาวน่านคนนี้ คือการได้เป็นครู “การเรียนจบด้านวิทยาศาสตร์มา ความฝันของน้ำใจเลยคืออยากเป็นผู้สอน ไม่จำเป็นต้องอยู่ในโรงเรียน ดังนั้น น้ำใจก็เลยเปิดเวิร์กช็อปเล็กๆ ที่ฟาร์ม สำหรับเด็กวัยประถม เกี่ยวกับงานการเกษตรแบบที่เราทำ ให้เขารู้ว่าโลกนี้มีการทำการเกษตรหลากหลายแบบ เด็กๆ จะได้ไม่ยึดติดกับความคิดที่ว่าไม่อยากทำการเกษตร เพราะหนักและเหนื่อย เราทำให้เขาเห็นว่าถ้าเราเปลี่ยนหรือพลิกมุมมองความคิดแค่นิดเดียวก็สามารถทำได้ เพราะที่น่านเด็กส่วนใหญ่จะมีต้นทุนทางการเกษตรอยู่แล้ว แต่ส่วนใหญ่จะไม่กลับมาทำงานที่บ้าน”

น้ำใจ บอกอีกว่า “เด็กน่านจะเรียนหนังสือ ไปทำงานต่างจังหวัดหรือทำงานในกรุงเทพฯ จะไม่มีใครกลับมาที่บ้าน ดังนั้นพ่อแม่ที่เป็นเกษตรกรส่งลูกเรียน แต่ลูกไม่ได้กลับมาช่วยพ่อแม่ทำเกษตร พื้นที่นี้ก็ไม่มีการพัฒนา น้ำใจมาฝึกงานที่ศูนย์จุฬาฯ จ.น่าน ได้ลงพื้นที่คุยกับชาวบ้าน พบว่าที่นี่จะปลูกพืชเลียนแบบกัน เห็นใครปลูกอะไรก็ปลูกตาม เขาปลูกข้าวโพดเพราะไม่มีทางเลือก ไม่มีตลาดรองรับกรณีที่ปลูกอย่างอื่น เพราะส่วนหนึ่งลูกหลานไม่กลับมาช่วยเขา เขาก็ทำกันแบบเดิมๆ ก็ถูกพ่อค้าคนกลางกดไว้

“อย่างน้อยน้ำใจเข้ามาทำตรงนี้ เป็นจุดเล็กๆ ของเราเอง ลงทุนเอง เราทำได้ แต่จะให้น้ำใจไปบอกเขาให้มาทำเหมือนน้ำใจไม่ได้ ถ้าไม่มีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว เราจะสอนเขาไม่ได้ ดังนั้นชาวบ้านก็จะเห็นตัวอย่าง ซึ่งตอนนี้หน่วยงานรัฐก็เข้ามาดูว่าเราทำอะไรบ้างแล้ว เอาจริงๆ การตลาดมีผลมาก น้ำใจทำฟาร์มของตัวเองให้สวย น่ามาเที่ยว เราลงทุนเยอะจริง แต่ถ้าฟาร์มน้ำใจไม่สวย เราจะจุดกระแสไม่ได้ โชคดีที่ความรู้ด้านการเกษตรมีคุณพ่อเป็นที่ปรึกษา เพราะท่านเรียนเกษตรโดยตรง ผักที่ใช้ในร้านก็พยายามปลูกเอง เพราะเรามีแปลงของตัวเองก็ทำได้หมด เราเป็นเหมือนชั้นวางของให้ชาวบ้าน ถ้าเขาเริ่มทำเกษตรอินทรีย์ น้ำใจสามารถนำผลผลิตจากชาวบ้านมาขายได้ เราเป็นเหมือนตลาดเล็กๆ ให้เขา”

น้ำใจ บอกว่า สิ่งที่เธอได้รับมากกว่าเม็ดเงินที่ลงทุนไป คือการได้เห็นศักยภาพของตัวเอง ได้เห็นว่าเธอเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กน่านรุ่นใหม่คนอื่นๆ ที่อยากกลับมาทำงานที่บ้านเกิด “การกลับมาทำงานที่บ้านเป็นอะไรที่อบอุ่นมาก พ่อแม่ก็ดีใจ เพราะคงไม่มีพ่อแม่คนไหนที่อยากให้ลูกไปอยู่ไกลเรา ท่านดีใจที่เห็นเรากลับมาทำตรงนี้ ในอายุเท่านี้ แล้วเราคิดและทำเพื่อตัวเราเอง ครอบครัวเรา และคิดช่วยเหลือคนอื่นๆ ท่านก็ดีใจ น้ำใจถือว่าโชคดีที่คุณแม่พอมีต้นทุนให้ แต่ต้นทุนนั้นจะไร้ความหมายถ้าน้ำใจไม่ทำอะไรเลย เราก็ดีใจที่ได้กลับมาตรงนี้ เรากลับมาก็เป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่น เพื่อนรุ่นเดียวกัน หรือเด็กๆ รุ่นต่อๆมาที่มาเยี่ยมฟาร์มของเรา

“เพื่อนน้ำใจในรุ่นเขาหรือรุ่นพี่หลายคนก็จะทำงานบริษัท เพราะติดภาพว่าเรียนจบสูงแล้วจะต้องอยู่ในบริษัท แต่ในใจลึกๆ เชื่อว่าเขาอยากจะมาอยู่ที่บ้าน แต่กว่าเขาจะกลับมาอายุเขาก็มากแล้ว สิ่งที่เขาคิดจะทำก็เพื่อตัวเขาเองแล้ว ด้วยสมรรถภาพและกำลังความคิด เขาก็จะอยู่ที่ตัวเอง ไม่ได้เข้าสู่ชุมชนหรือเผื่อแผ่ไปให้คนอื่น การพัฒนาบ้านเราก็ยาก”

ความฝันของสาวคนนี้ เธอบอกสั้นๆ แค่ว่า “อยากให้ จ.น่าน เป็นที่รู้จัก อยากให้ชาวบ้านเปลี่ยนแนวทางของการเกษตร อยากให้ชาวบ้านได้ปลูกแบบที่เราปลูก เรารู้ว่าเขามีปัจจัยหลายอย่างจำกัด ไม่สามารถลงทุนได้เลย ดังนั้นการที่เราจะทำอะไรใหม่ๆ ให้สำเร็จค่อนข้างยาก น้ำใจจึงตั้งใจว่าจะเริ่มต้นที่การเป็นตัวอย่างให้เด็กรุ่นใหม่ ให้เขามีความรู้และกลับไปพัฒนาบ้านเขาดีที่สุด”

 

พีรศิษย์ เรืองดิษฐ์ เจอลูกหลงวัยรุ่นตีกันไม่ทันรู้ตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มีนาคม 2560 เวลา 09:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/486998

พีรศิษย์ เรืองดิษฐ์ เจอลูกหลงวัยรุ่นตีกันไม่ทันรู้ตัว

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

บางทีชีวิตก็มีแต่เรื่องตลกร้ายที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ไม่มีอะไรแน่นอน ประเหมาะเคราะห์ร้ายก็เจอเรื่องแย่ๆ เกินจะตั้งรับได้ทัน ทั้งที่จะถึงบ้านอยู่แล้วเชียว เช่นเดียวกับชายหนุ่มคนนี้ น้องต้น-พีรศิษย์ เรืองดิษฐ์ ชายหนุ่มวัย 23 ปี เป็นหนุ่มน้อยที่เพิ่งเรียนจบปริญญาตรี จากคณะเทคโนโลยีการเกษตรพืชไร่ จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และเพิ่งทำงานได้เพียง 4 เดือน ต้องมาเจอลูกหลงจากวัยรุ่นตีกัน ถึงขั้นต้องผ่าสมองเลยทีเดียว

น้องต้น เล่าว่า หลังกลับจากไปดูงานที่ต่างจังหวัดกลับบ้านเร็ว วันนั้นเป็นวันที่ 19 ก.พ. 2560 เวลา 15.00 น. ก็จะเข้าบ้าน ตอนแรกจะขึ้นแท็กซี่แต่มีแบงก์ 500 เหลืออยู่ใบเดียวเกรงแท็กซี่จะไม่มีทอน มีเหรียญ 10 ติดกระเป๋าอยู่เหรียญเดียวก็เลยขึ้นรถสองแถวเข้าบ้าน ซึ่งบ้านก็ไม่ได้ลึกไม่กี่ป้ายก็ถึงบ้านแล้ว ในรถมีคนเกือบแน่นมีคนนั่งเต็ม นั่งไปแป๊บเดียวก็มีวัยรุ่นอายุ 16-17 วิ่งกรูขึ้นมา จะมาตีกับคู่กรณีที่นั่งอยู่ในรถสองคน ตอนเด็กวัยรุ่น 3 คน วิ่งกรูขึ้นมาเขาไม่ทันเห็น หันมาเด็กพวกนั้นก็ตะลุมบอนกันแล้ว มีคนหนึ่งถือมีดดายหญ้าด้ามยาวๆ พอดีกับคนอื่นๆ ในรถจะแย่งเบียดกันลงก็ไม่ทัน เหตุการณ์มันเร็วมากแบบตั้งตัวไม่ทันจริงๆ

“ผมเองกำลังจะลุกขึ้นหนีแต่ไม่ทัน จะหมอบลงกับพื้นก็ไม่ทันซะแล้ว เงยหน้าขึ้นมา ก็มีเหล็กเป็นรูปตัวยูลอยตรงมา ปักเข้าที่ขมับพอดี ตอนแรกก็ชาๆ ยังไม่เจ็บเท่าไหร่ ก็มีคนตะโกนโวยวายกันว่ามีคนโดนลูกหลง มีคนบาดเจ็บเลือดออก ผมก็มองว่ามีใครโดนอีก ปรากฏว่าเป็นผมโดนหนักอยู่คนเดียว เลือดไหล ผู้ชายข้างๆ บอกน้องโดนเหล็กที่ข้างขมับ ผมก็กลั้นใจดึงเหล็กออกจากขมับทันที เลือดงี้ไหลโชกเลยลึกประมาณ 5 เซนติเมตร จนผู้ชายที่บอกว่าเราโดนเหล็กปัก ต้องถอดเสื้อมาอุดแผลห้ามเลือดให้ ตอนนั้นรู้ตัวแล้วเพราะความชาหายไปเจ็บมากกกก” เขาเล่าด้วยเสียงแผ่วเบาเพราะเพิ่งออกจากโรงพยาบาลได้เพียง 2 วัน

หลังจากมีคนตะโกนมีคนโดนลูกหลง พวกเด็กวัยรุ่นแก๊งนั้นก็รีบหนีลงจากรถไป แล้วมีคนโทรแจ้งตำรวจ แจ้งหน่วยกู้ชีพ ประมาณไม่ถึง 30 นาทีก็มีรถพยาบาลมา เขาก็ได้รับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้วนำไปส่งโรงพยาบาลย่านกระทุ่มแบน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่เกิดเหตุ เพียง 10 นาทีก็ถึง ที่รถกู้ภัยพามาที่โรงพยาบาลนี้เพราะใกล้ที่สุด

แต่ปรากฏว่า เขาไม่มีบัตรประกันสังคมอยู่โรงพยาบาลนี้ ทางโรงพยาบาลขอประเมินค่าใช้จ่ายก่อน บอกว่าต้องมีเงิน 1 แสนค้ำประกันไว้ก่อนถึงจะได้รับการรักษา ถ้าไม่มีก็ไม่รับ ตอนนั้นเป็นเวลา 16.00 น. บิดาของเขามาถึงพอดี ก็โต้เถียงกันอยู่ 10 นาที ยังไงโรงพยาบาลก็ไม่ยอมรับ เลยต้องย้ายไปที่โรงพยาบาลอีกแห่งที่เขามีบัตรประกันสังคมอยู่คือที่โรงพยาบาลมหาชัย 2

จากโรงพยาบาลนี้ย้ายไปโรงพยาบาลมหาชัย 2 ใช้เวลาอีก 30 นาที “โรงพยาบาลนี้รับไว้เป็นคนไข้ แต่หมอผ่าตัดไม่มีประจำต้องโทรไปตามหมออีก กว่าจะได้ผ่าตัดรอจนค่ำ เกิดเหตุตอนบ่าย 3 กว่าๆ ได้เข้าห้องผ่าตัดประมาณ 2 ทุ่ม ผมเริ่มอ่อนแรงเพราะเสียเลือดมากตั้งแต่ตอน 5 โมงเย็น อยากจะหลับแต่ไม่กล้ากลัวหลับไปแล้วไม่ตื่น พยายามบอกตัวเองอย่าหลับๆ ก่อนผ่าตัดตอน 2 ทุ่มนี้ผมไม่มีเสียงจะพูดใครถามอะไรเริ่มไม่ตอบเพราะเหนื่อยและเพลีย สมองเริ่มเบลอไปหมดแล้ว” เขาเล่าเสียงละห้อยด้วยความเพลีย

หมอใช้เวลาผ่าตัดกะโหลกนาน 2 ชั่วโมง เขาออกมาปลอดภัยดี สมองไม่ได้รับความกระทบกระเทือนอะไร แต่มีผลข้างเคียงจากการผ่าตัดกะโหลกก็คือปวดหัว กับปวดกระบอกตา ที่ใต้กกหู รอฟื้นตัวที่
โรงพยาบาล 16 วัน ผลกระทบอีกอย่างก็คือเจ็บขาซ้ายเวลาเดินจะเจ็บจึงต้องมาฝึกกายภาพเรื่องเดินอยู่อีก 2 สัปดาห์ มาพักรักษาตัวที่บ้านอีก 2 สัปดาห์ สรุปพักรักษาตัวอยู่เกือบ 2 เดือน และหลังจากนั้นเดือนหน้าคงกลับไปทำงานได้ แต่ต้องคอยมาตรวจอาการคืบหน้าทุกๆ เดือนเป็นเวลา 6 เดือน

ส่วนความคืบหน้าเรื่องการจับผู้ก่อเหตุนั้น ตำรวจพอทราบตัวเด็กวัยรุ่นผู้ก่อเหตุได้แล้ว มีคนที่ขับมอเตอร์ไซค์ที่ร่วมขบวนการกันแต่มิใช่ผู้ลงมือเข้ามอบตัวแล้ว แต่คนลงมือยังจับไม่ได้ ซึ่งเขาก็จำหน้าไม่ได้เพราะเหตุการณ์มันเร็วมาก ตอนพวกวัยรุ่นขึ้นมาเขาก็ไม่ได้มอง พอตีกันจะลุกหนีก็โดนลูกหลงเลย จำหน้าใครไม่ได้ เหตุการณ์เกิดเพียง 5 นาทีเท่านั้นทุกอย่างก็จบ

เขาบอกว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่เขาเจอเรื่องเลือดตกยางออกต้องเข้าโรงพยาบาลผ่าตัดใหญ่ เป็นเหตุการณ์เหนือความคาดคิดที่ไม่มีวันลืม “คนชอบถามว่า ผมอายุ 25 เข้าสู่เบญจเพสหรือเปล่า ซึ่งผมอายุ 23 เองก็พยายามมองโลกในแง่ดีว่ามันเป็นอุบัติเหตุเหนือการคาดเดา เราโชคไม่ดีที่ไปอยู่ในที่ตรงนั้นไม่ถูกที่ถูกเวลา จะถึงบ้านอยู่แล้ว คือจะระวังอย่างไรก็พลาดได้ รถสองแถวก็แคบจะหนีลงก็ไม่ทัน ที่คิดว่าระวังแล้วก็คงไม่พอต้องระวังให้มากยิ่งขึ้นไปอีก” เขาเล่าอย่างคนทำใจได้

เพราะเขาอายุยังน้อยเลยฟื้นตัวได้เร็ว อาการดีขึ้นทุกวัน สมอง ตา หู ไม่ได้รับความกระทบกระเทือนอะไรจนเสียศูนย์

ฟังเรื่องราวของเขาแล้วก็เพลียใจแทน อย่าให้มีใครต้องมาโดนลูกหลงแบบนี้อีกเลย สาธุ…

 

 

จิรลาวัณย์ ตั้งกิจเวทย์ ลุยทุกปัญหา ใช้กีฬาผ่อนคลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มีนาคม 2560 เวลา 10:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/486887

จิรลาวัณย์ ตั้งกิจเวทย์ ลุยทุกปัญหา ใช้กีฬาผ่อนคลาย

โดย…บงกชรัตน์ สร้อยทอง ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

 จิรลาวัณย์ ตั้งกิจเวทย์ หรือมีชื่อเล่นที่คนรอบข้างเรียกว่า คุณเชอรี่ ปัจจุบันเป็นกรรมการผู้จัดการ สายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์และนักลงทุนสถาบัน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย หรือ KS

เธออยู่ในอุตสาหกรรมตลาดทุนมากกว่า 20 ปี เป็นทั้งผู้จัดการกองทุนมา และเป็นฝ่ายขายที่ต้องดูแลลูกค้ากลุ่มสถาบัน รวมถึงบทบาทที่ต้องดูฝ่ายวิจัยอย่างปัจจุบันด้วย

เธอเล่าว่า วิธีการทำงานในอุตสาหกรรมนี้ แรกๆ อาจไม่ได้มีจุดเริ่มต้นที่อยากจะเป็น เพราะมีความใฝ่ฝันว่าอยากจะทำงานด้านวาณิชธนกิจ

“เริ่มเป็นผู้จัดการกองทุนที่ บล.ภัทร พอทำได้แค่ 3 วัน จะขอลาออกเลย จนพี่ๆ บอกว่าทำไมไม่ลองดูก่อนและยังไม่ทันได้เรียนรู้อุตสาหกรรมนี้ดีพอ สิ่งที่กลับสะท้อนมาคือ ‘ความรับผิดชอบที่รับปากเขาไปแล้วว่าจะทำ’ จากนั้นก็รู้จักว่าแค่ใช้วิชาชีพที่เรียนมา หลักการอ่านงบการเงิน หลักเศรษฐศาสตร์ ได้พบซีอีโอแต่ละบริษัท และเจอคนดีๆ ก็รู้สึกโอเคมากขึ้น”

 ผ่านไป 7 ปี ภัทรขายส่วนกองทุนให้กับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย และทำให้ได้พบกับงานใหม่ๆ ดูแลพอร์ตกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้กับองค์กรใหญ่ๆ หลายแห่ง เธอถือว่าทั้งโชคดีและโชคร้ายที่เข้ามาในช่วงที่หุ้นกำลังพีกสู่ 1,400-1,500 จุด แต่ไม่ได้นำเงินเข้าไปในส่วนการลงทุนหุ้นมาก

“เพราะตอนนั้นนำเงินอยู่ในตลาดเงิน เพราะยังมีดอกเบี้ยสูงถึง 17-18% การโยกเงินในหลักร้อยถึงหมื่นล้านบาทเป็นเรื่องปกติมาก แต่เพราะไม่เคยต้องการกำไรเม็ดสุดท้าย มันเสี่ยงมากเกินกว่าที่จะรับรู้ได้ ยอมลดผลตอบแทนลงมาเพื่ออยู่ในจุดที่เรารับได้มากกว่า นี่คือหลักการบริหารความเสี่ยงกับผลตอบแทนมันสำคัญของทั้งอาชีพผู้จัดการกองทุนและโบรกเกอร์

“ถึงตอนนั้นทำให้เรารู้ว่า การมี ‘สภาพคล่อง’ เป็นเรื่องสำคัญ และพอเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง สัญญากับตัวเองว่าจะต้องอยู่ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่เราดูแลอยู่ต้องฟื้นมาให้ได้ก่อน”

การได้ผ่านเหตุการณ์สำคัญระดับช็อกโลกที่ต้องต้องลุ้นคือเกิด 9/11 เครื่องบินชนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งไม่มีใครบอกได้ชัดเจนว่าจะจบเมื่อไร ทำให้ได้ประสบการณ์สำคัญของชีวิต

“กลางคืนไม่ได้นอน เพราะไม่รู้ว่าผลจะออกมาอย่างไร สุดท้ายกองทุนปรับตัวไม่ทันไม่มีใครสามารถเคลียร์พอร์ตได้ทั้งหมด ต้องอึดและตามตลาดไป เพื่อรอจังหวะซาลงซึ่งเป็นสัปดาห์ถึงจะสามารถบอกได้ว่า ไทยเราได้รับหรือไม่ได้รับผลอะไร แล้วใช้เงินสดในการรอซื้อกลับมา”

เมื่อทำงานครบ 10 ปี เธอถามตัวเองว่าจะทำอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีอะไรท้าทายแล้ว เลยอยากออกมาเลี้ยงลูกดีกว่าเพราะเพิ่งมีลูกคนที่ 2 ด้วย

“จนมีคนติดต่อให้จากเป็นผู้จัดการกองทุนก็ย้ายฝั่งไปดูแลทีมขายกลุ่มลูกค้าสถาบันของ บล.ซีแอลเอสเอ ต้องไปคุยกับลูกค้าซึ่งเป็นผู้จัดการกองทุนต่างๆ ความที่ไม่เคยมองใครเป็นศัตรู และเคยอยู่ในส่วนงานนั้นมาก่อนจึงรู้ว่า ผู้จัดการกองทุนแต่ละแห่งต้องการอะไร ไม่ต้องมามัวบรีฟข่าวไปคุยเรื่องกลยุทธ์การตลาดกันเลย จากที่ไม่เคยมีลูกค้าสถาบันในประเทศจนกลายเป็นสัดส่วนลูกค้าที่มีการเคลื่อนไหวมากที่สุดของบริษัทช่วงนั้น

“การทบทวนตัวเองใหม่และออกมาเลี้ยงลูกจริงจัง เพราะที่ผ่านมาไม่เคยได้พัก หรือออกกำลังกายเลย ไม่เคยได้นอนตื่นสาย ทุกวันตื่นออกมาทำงานเช้า ที่ผ่านมาเสาร์-อาทิตย์ไปกินข้าวกับลูก ซึ่งโชคดีมากที่ลูกเขาเข้าใจ เพราะพูดเสมอว่า ต่างคนต่างมีหน้าที่รับผิดชอบในส่วนตัวเอง แม่ต้องทำงาน ลูกก็ต้องเรียนหนังสือ จะหยุดพักยาวก็ต่อเมื่อลูกปิดเทอมแล้ว หรือหยุดตามเทศกาลวันหยุดต่างๆ ไปเที่ยวต่างประเทศหรือต่างจังหวัดกัน”

ดังนั้น 7 เดือน หลังจาก จิรลาวัณย์ ออกจากซีแอลเอสเอ นั่นคือการพักผ่อนจากการทำงานของผู้หญิงคนนี้จริงจัง เธอออกตัวว่าไม่ใช่เรื่องที่ดี เพราะที่ผ่านมาไม่มีใจรักในการออกกำลังกายเลย และตัดสินใจเริ่มต้นออกกำลังกายด้วยฟลายโยคะที่ใช้ผ้าและจัดอุปกรณ์จัดเต็มมาก เพราะรู้สึกว่าถ้าลงทุนไปแล้วต้องเอาให้ได้

“ปรากฏว่าเล่นได้เพียง 1 เดือน ชอบแต่รู้สึกว่าไม่สนุกและเป็นคนกลัวความสูงด้วย รู้ว่าดีเพราะบางท่าช่วยถึงหลังเรายืดได้มาก สุดท้ายเบนไปต่อยมวยและพบข้อดีคือ มีครูคอยบังคับ ครูอยู่ต่อหน้า หลบไม่ได้ เลี่ยงไม่ได้ ซึ่งถ้าปล่อยให้เราไปออกกำลังกายที่ยิมเอง มีสิทธิที่จะเดินเฉออกไปทางอื่น หรือคนมาชวนไปกินข้าวก็เปลี่ยนใจแล้ว และพบว่ามันจากคนที่ไม่เคยได้ออกกำลังกายเลย มีพัฒนาการของกล้ามเนื้อที่แข็งแรงจากที่ต้องวิดพื้นและซิตอัพมาก คือตกใจมากว่าเรามีกล้ามเนื้อและทำได้จริงๆ ช่วงนั้นไปอยู่ที่ยิม ต่อยมวยแทบจะทุกวันตั้งแต่บ่ายสอง”

ความเปลี่ยนแปลงอีกครั้งก็เข้ามา พอมาทำงานที่ KS ได้ 2 ปี ด้วยความต้องการรุกลูกค้าสถาบันและสายงานวิจัยใหม่ รวมทั้งต้องสร้างคนใหม่ให้กับองค์กร ทำให้เธอรู้สึกว่าปัจจุบันมีเวลาออกกำลังกายน้อยลง

“แต่พยายามบังคับตัวเองให้มาต่อยมวยให้ได้สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เพราะต่อยมวยจะมาเมื่อไหร่ก็ได้ และเหลือเวลาต่อยเพียง 1.15 ชั่วโมง จากเมื่อก่อนต่อยครั้งละ 2 ชั่วโมง ถึงจะได้ผลกว่า นานๆ จะไปยืดหลังด้วยโยคะเพราะต้องรอเข้าเป็นคลาส”

ทว่า มุมส่วนตัวและกีฬาที่จิรลาวัณย์มีความชื่นชอบมากที่สุด คือ การตีกอล์ฟ เพราะเล่นแล้วจะรู้สึกสบายใจ ชอบในบรรยากาศ เป็นกีฬาที่เล่นแล้วรู้สึกปลดปล่อยมากที่สุด แม้ต้องตากแดดฝ้าขึ้น

“เวลาที่ไปส่วนใหญ่ตีกอล์ฟกับครอบครัวและลูกชายในวันเสาร์ ส่วนวันอาทิตย์อาจจะตีกับเพื่อนๆ บ้าง ซึ่งตีกอล์ฟประมาณ 2-3 ครั้ง/เดือน ส่วนการต่อยมวยอาจไม่ได้ชอบมาก แต่รู้สึกมันดีกับตัวเองที่ไม่เคยได้ออกกำลังกายเลย เพราะคิดว่าสุขภาพมีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ เวลาไม่ได้มาต่อยก็จะรู้สึกผิดและรู้ทันทีว่าร่างกายไม่ได้ฟิต ก็พยายามจะมีวินัยกับตัวเองมากขึ้น”

จากประสบการณ์ที่ทำงานมาตั้งแต่เป็นเด็กๆ เวลามีปัญหาอาจจะมีมุมหลีกไปช็อปปิ้งคือให้ตัวเองหลุดจากปัญหาไปตรงนั้น เธอเล่าถึงพัฒนาการทางอารมณ์ความรู้สึกตรงนี้ว่า

“แต่พอเราโตขึ้นแล้วจนปัจจุบันอายุ 47 ปีแล้ว เมื่อมีปัญหาจะเดินเข้าไปชนกับมันเลยและจะแก้ไขทันที ไม่ทิ้งและไม่เดินหนีมัน เพราะเอาเข้าจริงเราหลบหนีไม่ได้ ใจลึกๆ เราคิดและรู้สึกอยู่ดี ยิ่งเราเป็นคนทำงานคือทำงาน เล่นคือเล่น แล้วเป็นคนที่ชอบคาดหวังกับคน โดยเฉพาะกับลูกน้องที่เขาจะทำอย่างที่ไม่สัญญาไม่ได้ จะรู้สึกแย่มาก

“เพราะอาชีพเราคือความน่าเชื่อถือ ตัวเราไม่ได้มีอะไรเลยต้องสร้างสินค้าและผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้าเชื่อถือ ซึ่งถ้ามันผิดพลาดในจุดเดิมจะแสดงถึงความเชื่อมั่นของลูกค้าได้ ดังนั้นต้องพยายามสู้ไป เป็นคนที่ยอมสู้ไปกับมันเพื่อแก้ปัญหาให้จบ เพราะเมื่อเราเสร็จเราจะรู้สึกสบาย”

ทุกวันนี้ทุกเย็นกลับบ้าน จิรลาวัณย์จะไปคุยกับลูก หรือไม่ก็แวะออกกำลังกายจากเลิกงาน

“กับลูกสนิทกันและให้เขารู้จักรับผิดชอบตัวเอง ใช้ชีวิตเป็นเด็กตามวัย ไม่ต้องมีภาวะผู้ใหญ่เกินวัยเขา เพราะมองว่าถ้าเขามีความสุขในปัจจุบันแล้วเขาก็จะไม่รู้สึกขาดหรือไปเอาเปรียบ หรืออยากได้อะไรจากคนอื่นแล้ว เรื่องเรียนไม่ได้บังคับ เพราะอยากให้ลูกเป็นคนดีมากกว่าเรียนเก่ง รู้ว่าตัวเองผิดเมื่อตัวเองทำผิดเท่านั้น และบอกเขาว่า อย่าเรียนแย่จนขนาดครูต้องเรียกแม่ไปพบเรื่องการเรียนของลูก

“โดยสิ่งที่เน้นย้ำลูกชายอายุ 15 ปี และ 13 ปีเสมอว่า การเรียนเป็นสิ่งเดียวที่คุณแก้เกรดในอดีตไม่ได้ เมื่อเกรดคุณไม่ดีมันจะอยู่อย่างนี้ตลอดไป เรียนดีไม่ได้แปลว่าอนาคตจะดี แต่อย่างน้อยก็เป็นสิ่งแรกที่คนใช้ในการสมัครงานให้ได้รับโอกาสดี ประตูเปิดได้ง่ายกว่า แต่หลังจากนั้นเป็นเรื่องของแต่ละคนว่าจะทำได้หรือไม่ เรียนดีไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต แต่เป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย”

จะเห็นแล้วว่า ชีวิตของผู้บริหารหญิงคนนี้ ปัจจุบันยังคงอยู่ในโลกของการทำงานอุตสาหกรรมตลาดทุนที่มีความแข่งขันสูง แต่เธอพยายามแบ่งเวลาชีวิตให้สมดุล ทั้งเรื่องออกกำลังกายและการดูแลสายสัมพันธ์ของครอบครัว โดยมีเวลาให้กับลูกชายเธอทั้งสองคน