2 วิทยานิพนธ์ด้านสื่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/553479

โดย ซี.12 25 ธ.ค. 2558 05:01

 

งานวันกำพล วัชรพล มีกิจกรรมหลากหลายดังที่มีการนำเสนอในพื้นที่ต่างๆของ นสพ.ไทยรัฐวันนี้และก่อนหน้านี้ ที่ตรงนี้จึงขอขีดวงจำกัดตัวเองมาเอ่ยถึงเรื่องราวของวิทยานิพนธ์ด้านสื่อสารมวลชน ที่ มูลนิธิไทยรัฐจัดการประกวดเพื่อมอบรางวัลมาทุกปีเป็นปีที่ 19 แล้ว

การดำเนินการเรื่องนี้ก็เพื่อเป็นการส่งเสริมค้นคว้าและวิจัยวิชาการด้านสื่อสารมวลชนทุกแขนง โดยมีวิธีทางระเบียบวิจัยที่ถูกต้องมีส่วนในการเพิ่มพูนเนื้อหาให้กับองค์ความรู้ทางด้านวารสารศาสตร์ และนำไปใช้ประโยชน์ต่อสังคมและเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ นายกำพล วัชรพล อดีตผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ผู้เป็นปูชนียบุคคลของทุกคนชาวไทยรัฐ

คณะกรรมการพิจารณาให้รางวัล “กำพล วัชรพล” ประจำปี 2558 ซึ่งประกอบด้วยกรรมการจากมูลนิธิไทยรัฐ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐและผู้ทรงคุณวุฒิด้านวารสารศาสตร์และนิเทศศาสตร์ ทั้งจากมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชนได้ร่วมกันพิจารณาวิทยานิพนธ์ที่ส่งเข้าประกวดประจำปี 2558 มีความเห็นว่าวิทยานิพนธ์ระดับบัณฑิตศึกษาของมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่ส่งเข้าประกวดมีความหลากหลายและเป็นประโยชน์ต่อวงการสื่อสารมวลชนแตกต่างกันไป อย่างไรก็ดี ในแง่ระเบียบวิธีวิจัยและผลสรุปว่ายังมีความสมบูรณ์ และความลึกซึ้งไม่มากเท่าที่ควร คณะกรรมการฯ จึงเห็นว่าในปีนี้ยังไม่มีวิทยานิพนธ์เรื่องใดเข้าข่ายสมควรรับรางวัลในระดับ “วิทยานิพนธ์ดีเด่น” ในปีนี้

อย่างไรก็ตาม จากการพิจารณาของคณะกรรมการฯ อย่างรอบคอบเห็นว่า มีวิทยานิพนธ์ที่อยู่ในเกณฑ์ดี และมีความโดดเด่น สมควรได้รับรางวัลชมเชยอยู่ 2 เรื่อง คือ

1.วิทยานิพนธ์เรื่อง “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์กับขอบเขตการใช้เสรีภาพในการนำเสนอข่าวภาพข่าวของสื่อหนังสือพิมพ์” ของ นางสาวเทียนเงิน อุตระชัย นิติศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผลการศึกษาวิจัยเรื่องนี้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาแนวทางการสร้างความเข้าใจ เรื่องสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แก่สื่อมวลชนให้ชัดเจนขึ้น รวมทั้งเป็นข้อมูลในการกำหนดข้อปฏิบัติที่สามารถส่งเสริมให้การนำเสนอภาพและข่าวของผู้ปฏิบัติงานสื่อมวลชนได้ตระหนักถึงความสำคัญทั้งด้านจริยธรรม และกฎหมายในการรายงานภาพและข่าวทางหนังสือพิมพ์ ความตระหนักรู้ดังกล่าวสามารถช่วยยกระดับการทำงานของผู้ปฏิบัติงานมิให้กระทบต่อความผิดทางกฎหมาย และการละเมิดจริยธรรมวิชาชีพวารสารศาสตร์อีกต่อไป

2.วิทยานิพนธ์เรื่อง พัฒนาการข่าวยอดเยี่ยมรางวัลมูลนิธิอิศรา อมันตกุล กับการกำหนดบทบาทและแนวทางในการรายงานข่าวเชิงสืบสวนเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชัน ของ นายมนตรี จุ้ยม่วงศรี นิเทศศาสตรมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

ผลการศึกษาวิจัยเรื่องนี้เป็นประโยชน์ต่อวิชาชีพสื่อมวลชน โดยข้อค้นพบเสนอแนะให้สื่อมวลชนทุกภาคส่วนร่วมกันกำหนดการทำข่าวเชิงสืบสวนให้ชัดเจน เป็นรูปธรรม เพื่อให้นักข่าวรุ่นใหม่ตระหนักถึงความสำคัญต่อบทบาทหน้าที่ในการทำข่าวประเภทสืบสวนมากยิ่งขึ้นเพื่อป้องกันรักษาผลประโยชน์ของประเทศ

คณะกรรมการฯ จึงได้มีมติเห็นสมควรให้วิทยานิพนธ์ทั้งสองเรื่องข้างต้น ได้รับรางวัลชมเชยเป็นเงินสด เรื่องละ 100,000 บาท พร้อมโล่และประกาศเกียรติคุณ โอกาสเดียวกันนี้ได้มอบโล่ให้แก่ คณบดี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ในฐานะที่เป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้แก่ผู้ได้รับรางวัลทั้งสองด้วย

วันนี้การมอบรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดดังกล่าวจึงเป็นกิจกรรมสำคัญอย่างหนึ่งในงานวันกำพล วัชรพล.

“ซี.12”

ผลักดันปฏิรูปราชการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/552983

โดย ซี.12 24 ธ.ค. 2558 05:01

 

คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เป็นหน่วยหนึ่งที่มีความตั้งอกตั้งใจในการทำหน้าที่สูงเป็นพิเศษ

เห็นได้จากการที่มีผลงานการผลักดันแนวทางการปฏิรูปในขอบเขตของตัวเองออกมาเป็นระยะ โดย กมธ.ชุดนี้มี พันตำรวจตรียงยุทธ สาระสมบัติ อดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรี อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน

มือไม้ในการทำงานของคณะกรรมาธิการ ก็คือ คณะอนุกรรมาธิการ ที่ตั้งกันขึ้นมา 3 คณะ คือ

คณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรภาครัฐ มี 1.นางเบญจวรรณ สร่างนิทร เป็น ประธาน 2.พลเอก ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์ เป็น รองประธานคนที่หนึ่ง 3.นายอนุสิษฐ คุณากร เป็น รองประธานคนที่สอง 4.พลอากาศเอก ปรีชา ประดับมุข 5.พลโท ธงชัย สาระสุข 6.นายธานินทร์ ผะเอม 7.นายธงชัย ลืออดุลย์ 8.นายดนุพล นันตาแสง เป็น ผู้ช่วยเลขานุการ

ต่อมามีการแต่งตั้งอนุกรรมาธิการ เพิ่มเติมดังนี้ 1.นางสาวสุรุ่งลักษณ์ เมฆะอำนวยชัย 2.นายสุวิทย์ อมรนพรัตนกุล 3.นางสาวสุนทรี สุภาสงวน 4.นายสุวัฒน์ เอื้อเฟื้อ 5.นางเยาวลักษณ์ ตั้งบุญญะศิริ 6.นายฉัตรชัย บางชวด 7.นางนันทนา ธรรมสโรช เป็น อนุกรรมาธิการและเลขานุการ

คณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปธรรมาภิบาล ประสิทธิภาพ และการพัฒนาบุคลากรภาครัฐ มี 1.นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ เป็น ประธาน 2.นายศานิตย์ นาคสุขศรี เป็น รองประธานคนที่หนึ่ง 3.พลตำรวจโท อาจิณ โชติวงศ์ เป็น รองประธานคนที่สอง 4.นายอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ 5.พลโท สสิน ทองภักดี 6.นายประดิษฐ์ ยมานันท์ 7.นายธนภณ วัฒนกุล 8.นายพินิจ เนตรพุกกณะ 9.นายตระกูล มีชัย 10.นายสุชาติ เวโรจน์ 11.นายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย 12.นางสาวอรพินท์ สพโชคชัย 13.นางถวิลวดี บุรีกุล เป็น เลขานุการ

อกมธ.คณะนี้มีการแต่งตั้งอนุกรรมาธิการและที่ปรึกษาประจำคณะอนุกรรมาธิการเพิ่มเติม ดังนี้ 1.นางชุติมา หาญเผชิญ 2.นางอารีย์พันธ์ เจริญสุข 3.นางศิรินา ปวโรฬารวิทยา เป็น ที่ปรึกษาประจำคณะอนุกรรมาธิการฯ

คณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบงบประมาณและการคลังท้องถิ่น มี 1.พลเอก รัชกฤต กาญจนวัฒน์ เป็น ประธาน 2.พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล เป็น รองประธานคนที่หนึ่ง 3.พลอากาศเอก อนาวิล ภิรมย์รัตน์ เป็น รองประธานคนที่สอง 4.นายเดชาภิวัฒน์ ณ สงขลา 5.พลเอก ธวัช จารุกลัส 6.นายพงศักติฐ์ เสมสันต์ 7.พลโท สุรเดช เฟื่องเจริญ 8.นายศิริพงศ์ ศิริโยธิพันธุ์ 9.นายนพดล สะวิคามิน 10.นางสาวรสสุคนธ์ แสงอ่อน 11.นางสาวโชติมา นิ่มอร่ามวงศ์ 12.พลตรี เกียรติศักดิ์ ลิลิตธรรม 13.นายจารึก บุตรดาวงษ์ เป็น เลขานุการ

อกมธ.แต่ละคณะต่างเสนอแผนการปฏิรูปเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการแล้วมีทั้ง การกำหนดขอบเขตอำนาจหน้าที่ของราชการบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นให้ชัดเจน การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม และสามารถตรวจสอบอำนาจรัฐได้ กระบวนการจัดทำและวิธีการงบประมาณแผ่นดิน ทั้งระบบงบประมาณส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ระบบงบประมาณเชิงพื้นที่ การคลังท้องถิ่น การติดตามและตรวจสอบการใช้งบประมาณ

นี่เป็นแค่เพียงตัวอย่างแผนปฏิรูปของแต่ละคณะที่น่าสนใจ.

“ซี.12”

อนุ คตร.(3)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/552420

โดย ซี.12 23 ธ.ค. 2558 05:01

 

คณะอนุกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐประจำกลุ่มกระทรวงต่างๆที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐหรือ คตร.ที่มีอยู่ 6 คณะนั้น

คณะสุดท้ายหรือคณะที่ 6 คือคณะอนุกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ ประจำกลุ่มกระทรวงด้านต่างประเทศและกิจการอื่นๆ รับผิดชอบในการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และหน่วยงาน/ส่วนราชการอื่นๆ ตามที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

คณะอนุกรรมการชุดนี้ มี พลตรี อาทิตย์ วัฒนะบุตร เป็นประธานและมีอนุกรรมการประกอบด้วย ผู้แทนคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักจัดทำงบประมาณด้านการบริหาร หรือ ผู้อำนวยการสำนักจัดทำงบประมาณ ด้านสังคม 3 หรือ ผู้อำนวยการสำนักจัดทำงบประมาณด้านเศรษฐกิจ 1 สำนักงบประมาณ นางเกล็ดนที มโนสันติ์ นายพงศธร ณ นคร พันเอก วรเดช สุขมากปภาวิน อนุกรรมการและเลขานุการ พันโทหญิง กมลสิริ วงศ์ศรีชนาลัย ผู้ช่วยเลขานุการ

คณะอนุกรรมการทั้ง 6 คณะมีอำนาจหน้าที่ติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ ของกระทรวง รัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ในความรับผิดชอบให้เป็นไปด้วยความโปร่งใส และถูกต้องภายใต้กรอบงบประมาณของรัฐ ควบคู่กับการติดตามและตรวจสอบตามปกติของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ โดยมุ่งเน้นแผนงานหรือโครงการที่สำคัญ ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาล ที่มีผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชนและการพัฒนาประเทศ

นอกจากนั้นยังให้ติดตามและเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณของกระทรวง รัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐในความรับผิดชอบ ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนด

โดยสามารถเข้าไปในสถานที่ของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่นของรัฐ หรือสถานที่อื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อประโยชน์ในการติดตามและตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง และเชิญข้าราชการ บุคคล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงหรือส่งเอกสารให้ตามความเหมาะสม

การตั้งคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการดังกล่าวไม่ได้กระทบกระเทือนอะไรเลยกับหน่วยงานที่ปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองตามปกติด้วยความโปร่งใส ไร้การกระทำที่ซ่อนเร้นแอบแฝงเพื่อหาประโยชน์โดยมิชอบ

แต่หน่วยงานจำพวกอวดอ้างความดีงามของตัวเองแต่ข้างในเหลวแหลกเละเทะนี่แหละที่จะต้องเดือดร้อนกันหนักหน่อย

ซึ่งเป็นสิ่งที่สมควรแล้วเพราะนี่คือการปฏิรูปการทำงานราชการครั้งใหญ่โดยไม่ต้องรอรัฐธรรมนูญหรือการเลือกตั้ง.

“ซี.12”

ห้าง-วัดยอดฮิต! คนไทยแห่เช็กอินผ่านเฟซบุ๊ก มากสุดรอบปี 2558

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/554735

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ธ.ค. 2558 14:05

 

เปิดสถิติจากเฟซบุ๊ก เกี่ยวกับสถานที่ยอดนิยมที่มีการเช็กอินสูงสุดบนเฟซบุ๊กตลอดปี 2558 เผย สยามพารากอน นำโด่งเป็นอับดับ 1 ตามด้วยวัดสมานรัตนาราม…

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า…เทรนด์การใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์กในปัจจุบัน ไม่ได้มีเพียงการอัพเดตเรื่องราว ภาพถ่าย หรือสิ่งที่ทำให้เพื่อนบนสังคมออนไลน์ได้ติดตามความเคลื่อนไหวของคุณ แต่ยังมีการระบุพิกัดสถานที่ เพื่อบันทึกความทรงจำแห่งการเดินทาง ขณะเดียวกันก็เปรียบเสมือนลายแทงให้เป็นต้นทางสำหรับผู้ที่ต้องการไปเยือนสถานที่นั้นเช่นกัน

และเมื่อใกล้ถึงเวลาสิ้นสุดปี 2558 เฟซบุ๊ก ก็ได้นำเสนอ 10 สถานที่ยอดฮิตของคนไทย ที่นิยมไปเช็กอินกันตลอดปีที่ผ่านมา ว่าแต่จะมีที่ไหนติดอันดับบ้าง ลองติดตามไปพร้อมกัน…

1. สยามพารากอน
มาแรงเป็นอันดับ 1 กับสถานที่เช็กอินสุดฮิตในประเทศไทย เนื่องจากทำเลที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองและสามารถเดินทางไปเยือนอย่างสะดวกสบาย มีสินค้าหลากหลายให้เลือกซื้อ พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและความบันเทิงอื่นๆ จึงทำให้ศูนย์การค้าแห่งนี้ได้รับความนิยมจากทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ


2. วัดสมานรัตนาราม จังหวัดฉะเชิงเทรา
ถือเป็นพุทธสถานที่ชาวพุทธและคนไทยให้ความนิยม เพราะมีความสวยงาม หลากหลาย ซึ่งนอกจากจะได้ไหว้พระ ก็ยังได้ทำบุญพร้อมกับเลือกซื้ออาหารและสินค้าจากร้านค้าท้องถิ่นอีกด้วย

เช็กอิน สิ่งที่พลาดไม่ได้สำหรับโลกโซเชียล

3. เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์
แหล่งท่องเที่ยวที่ครบครันไปด้วยร้านขายสินค้าและร้านอาหารหลากหลายประเภท ภายใต้บรรยากาศติดแม่น้ำเจ้าพระยา สวยงาม โรแมนติก จึงกลายเป็นสถานที่ยอดนิยมทั้งของคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ


4. ชายหาดบางแสน จังหวัดชลบุรี 
ทะเลที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ เดินทางสะดวกทั้งรถยนต์ รถประจำทาง และยังเต็มไปด้วยความสะดวกสบายอื่นๆ ทำให้เป็นทะเลที่คนไทยนิยมเดินทางมาพักผ่อนหย่อนใจมากเป็นอันดับต้นๆ

5. รอยพระพุทธบาท เขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี
ด้วยข้อจำกัดที่เปิดให้เดินทางไปเยือนได้เพียงไม่กี่เดือนต่อปี ทั้งยังมีความศักดิ์สิทธิ์ต่อผู้ที่มีจิตศรัทธา จึงทำให้ชาวพุทธต่างแห่แหนไปสักการะรอยพระพุทธบาท ณ เขาคิชฌกูฏ เป็นจำนวนมาก

6. ชายหาดชะอำ จังหวัดเพชรบุรี
อีกหนึ่งทะเลที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวไทย กับชายหาดที่เต็มไปด้วยเสน่ห์และชีวิตชีวาของชะอำ ทำให้บรรดาคนรักทะเลต่างพากันไปเยือนสถานที่แห่งนี้

7. อิมแพ็ค อารีนา เมืองทองธานี
เพราะถูกใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมต่างๆ อยู่ตลอดปี จึงทำให้อิมแพ็ค อารีนา ติดอยู่ในอันดับที่ 7 ของสถานที่ที่คนไทยนิยมเช็กอินผ่านเฟซบุ๊กของปี 2558

สยามพารากอน…อันดับ 1 สำหรับการเช็กอินของคนไทย

8. เมกาบางนา ช็อปปิ้งเซ็นเตอร์
ศูนย์การค้าที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่และมีสินค้าหลากหลายแห่งนี้ กลายเป็นสถานที่ที่นักช็อปทั้งหลายตั้งใจไปเยือน เรียกว่าไม่ได้ซื้อก็ขอให้ได้ไปเดินเล่น หรือทานอาหารอร่อยๆ ก็พอ

9. เซ็นทรัล เวิลด์ ไลฟ์ แอท เซ็นทรัล เวิลด์
นอกจากจะมีร้านรวงขายสินค้ามากมาย ก็ยังมีร้านอาหารและความบันเทิงหลากหลายรูปแบบรออยู่ แถมเซ็นทรัลเวิลด์ยังเป็นแหล่งเคาต์ดาวน์คืนข้ามปียอดนิยม ทำให้สถานที่แห่งนี้ติดอันดับแหล่งเช็กอินยอดฮิตไปด้วย

10. เขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายก
หากอยากเดินทางไปท่องเที่ยวแบบกิน เที่ยว ช็อป ได้ครบ และไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไกลหรือฝ่าฟันกับเส้นทางแสนลำบาก จังหวัดนครนายกก็เป็นอีกสถานที่ที่หลายๆ คนนึกถึง รวมถึงเชื่อนขุนด่านปราการชลที่มีทิวทัศน์สวยงามเหมาะแก่การท่องเที่ยวและบันทึกภาพสวยๆ

นอกจากนี้ สถานที่เช็กอินยอดนิยมของคนไทย เฟซบุ๊ก ยังได้รวบรวม 10 อันดับหัวข้อสนทนาและสถานที่เช็กอินสุดฮิตจากหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงรายชื่อยอดนิยมของสิ่งต่างๆ ทั้งภาพยนตร์ รายการโทรทัศน์ ผู้ให้ความบันเทิง นักกีฬา เกม รวมถึงสติกเกอร์ที่มีผู้ใช้มากที่สุดทั่วโลกในรอบปี ซึ่งสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ yearinreview.fb.com

ของขวัญอะไรที่คนไทยอยากได้? ส่องเทรนด์ช็อปออนไลน์ ฮิตอะไรส่งสุขปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/555181

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ธ.ค. 2558 06:05

 

ราคูเท็น ตลาดดอทคอม เปิดเผยพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมช็อปปิ้งเพื่อหาของขวัญในช่วงปีใหม่ กับของ 7 ประเภทที่ถูกใจผู้รับ…

ในช่วงใกล้เทศกาลปีใหม่เช่นนี้ นอกจากความสนุกสาน การท่องเที่ยว พักผ่อน คนจำนวนไม่น้อยก็ไม่พลาดที่จะจัดเตรียมของขวัญไปมอบให้กับบรรดาญาติมิตร ครอบครัว คนรัก และเพื่อนๆ อีกด้วย แล้วคุณรู้หรือไม่ ว่าคนไทยส่วนใหญ่นิยมซื้ออะไรเป็นของขวัญในช่วงปีใหม่นี้

ราคูเท็น ตลาดดอทคอม เว็บไซต์ช็อปปิ้งออนไลน์ ได้เปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมการช็อปปิ้งออนไลน์ระดับภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย โดยในส่วนของประเทศไทยนั้นเป็นการสำรวจพฤติกรรมนักช็อปออนไลน์ในประเทศไทย จากจำนวนผู้ตอบแบบสอบถาม 500 คน เพศหญิง 250 คน และเพศชาย 250 คน อายุเฉลี่ย 20-60 ปี ซึ่งเทรนด์สินค้าออนไลน์ในประเทศไทยที่ได้รับความนิยมและขายดีที่สุดในช่วงปีที่ผ่านมา คือ แก็ดเจ็ต อุปกรณ์ไอทีต่างๆ รวมถึงสินค้าแฟชั่น นาฬิกา เสื้อผ้า น้ำหอม และเครื่องสำอางก็ยังเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยม

7 ของขวัญที่คนไทยอยากได้ช่วงปีใหม่…
จากผลสำรวจพฤติกรรมช็อปปิ้งออนไลน์ โดยราคูเท็น ตลาดดอทคอม พบว่ามีสินค้า 7 ประเภท ที่คนไทยอยากได้รับในช่วงเทศกาลปีใหม่ คือ 1. สินค้าแฟชั่น อาทิ เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า น้ำหอม เครื่องสำอาง 2. เงินสด หรือเครดิตการ์ด 3. รถ บ้าน คอนโดฯ 4. เครื่องประดับอัญมณี 5. ดอกไม้หรือของเล่นยอดฮิต 6. อาหารดีๆ ซักมื้อ 7. สมาร์ทโฟนและแก็ดเจ็ตรุ่นใหม่

ความสะดวก เป็นปัจจัยที่ทำให้การซื้อออนไลน์ได้รับความนิยม

แก็ดเจ็ตขายดี
ตั้งแต่ช่วงปลายปี ยอดขายสินค้ากลุ่มแก็ดเจ็ตก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสมาร์ตวอตช์เนื่องจากมีกลุ่มคนที่ชื่นชอบออกกำลังกายเป็นจำนวนมาก รวมถึงเทรนด์การวิ่งมาราธอนและปั่นจักรยาน

ช็อปออนไลน์ ฮิต
พฤติกรรมนักช็อปในระดับภูมิภาคอาเซียนในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ พบว่ามีแนวโน้มการช็อปปิ้งออนไลน์เพิ่มขึ้นกว่า 75% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะเดียวกันก็คาดว่ายอดการใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นราว 20% เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ช็อปปิ้งต่างพัฒนาระบบให้บริการและโปรโมชั่น เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ได้ดีขึ้น

1,200-1,500 บาท ราคายอดฮิต
สำหรับระดับราคาสินค้าที่นักช็อปออนไลน์ชาวไทยนิยมเลือกซื้อ อยู่ที่ 1,200-1,500 บาท โดยปัจจัยที่ทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ได้แก่ กระแสการพูดถึงสินค้านั้นบนโซเชียลมีเดีย การมีรีวิวจากผู้ใช้สินค้า ซึ่งไทยถือเป็นประเทศที่ใช้โซเชียลมีเดียประกอบการพิจารณาซื้อสินค้ามากที่สุดในกลุ่มอาเซียน ขณะที่ประเทศอื่นๆ ยังคงใช้วิธีบอกต่อแบบปากต่อปาก

ใช้เวลานาน เพื่อเลือกของขวัญให้คู่รัก!
ผลสำรวจดังกล่าวยังระบุอีกว่า คนส่วนใหญ่นิยมใช้เวลาในการเลือกของขวัญให้คู่รักหรือคู่สมรสนานที่สุด โดยใช้เวลาราว 3.7 ชั่วโมง รองลงมา ได้แก่ ตัวเอง และคนที่แอบชอบ 3.4 ชั่วโมง, ลูก 3 ชั่วโมง, แม่ 3 ชั่วโมง, สัตว์เลี้ยง 2.3 ชั่วโมง

ไม่กี่คลิกก็สามารถค้นหาสินค้าที่ถูกใจได้แล้ว…

นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการบริหารและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ตลาดดอทคอม เปิดเผยว่า สินค้าที่กำลังได้รับความนิยมคือสินค้าประเภทเทคโนโลยี โดยเฉพาะสมาร์ทโฟนจากการมาของ 4จี ทำให้ผู้บริโภคหันมาใช้งานสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์ไอทีอื่นๆ รวมถึงแก็ดเจ็ต อาทิ สมาร์ทวอตช์ หรือ แทร็กเกอร์ เพื่อตอบโจทย์ด้านสุขภาพ ขณะที่สินค้ากลุ่มแฟชั่นก็ยังได้รับความนิยมและเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากผู้หญิงที่นิยมเลือกซื้อทางออนไลน์มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ราคูเท็น ตลาดดอทคอม ยังคงเน้นสินค้าที่สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์และรุกตลาดต่างจังหวัดให้มากขึ้น โดยได้พัฒนาบริการเก็บเงินปลายทางเพื่อให้ลูกค้าได้เห็นสินค้าก่อนชำระเงิน ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการสั่งซื้อสินค้า

ส่วนการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเปิดประชาคมอาเซียนนั้น บริษัทจะมีการปรับเปลี่ยนแพลตฟอร์มเว็บไซต์เพื่อเข้าสู่โกลบอล แพลตฟอร์ม เพื่อยกมาตรฐานและอำนวยความสะดวกในการใช้งานของลูกค้าทั้งในประเทศและอาเซียน ขณะเดียวกันก็ยังเป็นการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้ค้าขายกับชาวต่างชาติได้สะดวกขึ้นอีกด้วย.

ไลน์ ประเทศไทย ปัดข่าวลือ ยืนยันใช้แอพ LINE แชท-พูดคุย ไม่เสียเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/555414

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ธ.ค. 2558 13:30

 

ไลน์ ประเทศไทย แจง กรณีการส่งแชร์ข้อความเรียกเก็บค่าใช้บริการ LINE ที่กระจายบนสังคมออนไลน์ ยืนยันชัด ไม่มีการเก็บเงินค่าบริการจาก ‘LINE’ ในการพูดคุยและส่งข้อความต่างๆ ส่วน LINE@ เป็นแอพของธุรกิจ SMEs มีทั้งฟรีและเสียเงิน…

เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.2558  LINE ประเทศไทย ออกแถลงการณ์กรณีการส่งแชร์ข้อความเรียกเก็บค่าใช้บริการของแอพ LINE ว่าขอยืนยันไม่มีการเก็บค่าบริการของแอพพลิเคชั่น LINE ในการพูดคุยและส่งข้อความต่างๆ

ส่วนการให้บริการ LINE@ (ไลน์แอด) อีกหนึ่งแอพพลิเคชั่นที่แยกออกมาจากแอคเคาท์ LINE ส่วนตัว เหมาะสำหรับร้านค้าและธุรกิจ SME เพื่อใช้ในการส่งข้อมูลข่าวสารเชิงธุรกิจไปยังกลุ่มลูกค้า โดยมีทั้งแบบฟรีและแบบเสียค่าบริการ

• LINE@ แบบฟรี: สามารถส่งข้อความได้เดือนละ 1,000 ข้อความ (1 ข้อความ = การส่ง 1 ข้อความต่อผู้ติดตาม 1 คน)
• LINE@ แบบเสียค่าบริการ: (ทดลองใช้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายถึงวันที่ 31 มี.ค. 2559)
◦  ราคา USD 24.99/เดือน (ประมาณ 799 บาท/เดือน*) สามารถส่งข้อความได้เดือนละ 50,000 ข้อความ (1 ข้อความ = การส่ง 1 ข้อความต่อผู้ติดตาม 1 คน)
◦ ข้อความที่เกิน คิดค่าบริการข้อความละ USD 0.006 (0.20 บาท/1 ข้อความ*)

ประกาศอย่างเป็นทางการของ ไลน์ ประเทศไทย

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://at.line.me/th/plan

ทั้งนี้ LINE ประเทศไทย ขอให้ผู้ใช้มั่นใจว่า การแชทและส่งข้อความ-รูปภาพผ่านแอพพลิเคชั่น LINE ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น.

เพื่อผู้หญิงยุคใหม่! ผุดไอเดีย ‘ซุปเปอร์แม่บ้าน’ สติกเกอร์ของแม่บ้านมือโปร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/553619

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ธ.ค. 2558 16:05

 

“ยูนิลีเวอร์ ไทย” เปิดตัวไลน์แอคเคานต์แม่บ้านมือโปร พร้อมสติกเกอร์เซตแรก หวังตอบโจทย์แม่บ้านยุคใหม่ สร้างช่องทางนำเสนอข้อมูล…

เพื่อตอบสนองการใช้งานสมาร์ทดีไวซ์ในปัจจุบัน บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย ได้เปิดตัวช่องทางเพื่อเข้าถึงลูกค้าและนำเสนอข่าวสาร ผ่านไลน์แอคเคานต์ (LINE Account) “แม่บ้านมือโปร” เป็นช่องทางใหม่ในการสื่อสารกับกลุ่มแม่บ้านทั่วไทย พร้อมปล่อยสติกเกอร์น่ารักจากฝีมือการออกแบบของ แป้ง-ภัทรีดา ประสานทอง ให้ดาวน์โหลดฟรี ซึ่งช่องทางดังกล่าวจะเป็นการอัพเดตโปรโมชั่นและแนะนำเคล็ดลับเกี่ยวกับการทำความสะอาดบ้านให้ง่ายดาย เพื่อเน้นสื่อสารกับผู้หญิงยุคใหม่อายุ 25-45 ปี ที่เป็นคนตัดสินใจเลือกซื้อของใช้ในบ้าน ทั้งยังนิยมใช้มือถือเพื่อท่องโลกโซเชียลและมักจะหาข้อมูลผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวมถึงโปรโมชั่นใหม่ผ่านทางมือถืออีกด้วย

สติกเกอร์… ซุปเปอร์แม่บ้าน

นอกจากนี้ ยูนิลีเวอร์ ไทย ยังได้เปิดตัวสติกเกอร์เซตแรกในชื่อชุด ซุปเปอร์แม่บ้าน โดยใช้แบรนด์คาแรกเตอร์ของผู้หญิงยุคใหม่ที่ทำงานนอกบ้านและยังต้องจัดการกับงานบ้านต่างๆ ภายใต้ผลิตภัณฑ์กลุ่มโฮมแคร์ชั้นนำของยูนิลีเวอร์ โดยสติกเกอร์ไลน์มีทั้งหมด 16 แอ็ก ทั้งคำโดนๆ ทันสมัย น่ารัก และสนุกสนาน ซึ่งเปิดให้ดาวน์โหลดได้ตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม ที่ผ่านมา.

เอเจนซี่ออนไลน์แข่งเดือด หลัง ‘ดอทเจพีจี’ ฟ้อง ‘ดิโทโลจี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/553309

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ธ.ค. 2558 20:30

 

วิเคราะห์ตลาดเอเจนซี่ดิจิตอลออนไลน์ หลัง “ดอทเจพีจี” ฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญา “ดิโทโลจี”…

จากกรณีที่บริษัท ดิโทโลจี จำกัด ถูกบริษัท ดอทเจพีจี จำกัด ฟ้องร้องในคดีละเมิดลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญา หมายเลขคดีดำ อ.1051/2558 และผิดจรรยาบรรณ โดยเปิดบริษัทซ้อน เนื่องจากบริษัท ดิโทโลจี จำกัด ได้นำผลงานที่ผลิตโดยบริษัทดอทเจพีจี จำกัด ไปนำเสนอเป็นผลงานของตัวเองนั้น และอ้างถึงความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และไม่มีเจตนาจะทำให้เสียหาย จนเป็นเหตุให้บริษัท ดอทเจพีจี ได้รับความเสียหาย

แหล่งข่าวจากบริษัท ดอทเจพีจี เปิดเผยว่า ปัจจุบันการละเมิดลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญาในธุรกิจโฆษณาสื่อดิจิตอลออนไลน์เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก และทำให้บริษัทเอเจนซี่ต้องจดลิขสิทธิ์ฯ มากขึ้น ขณะเดียวกันแนวโน้มการแข่งขันทางการตลาดบนออนไลน์ธุรกิจที่มีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ทำให้มีผู้สนใจทำโฆษณาสายดิจิตอลเอเจนซี่มากตามไปด้วย ส่งผลให้กลยุทธ์ทางการตลาดดิจิตอลของเอเจนซี่แต่ละบริษัทพยายามนำเสนอความแปลกใหม่และเกาะติดความต้องการในโลกออนไลน์มากขึ้น

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2558 ดิโทโลจี ได้ขอรับผิดไกล่เกลี่ยและแสดงความขอโทษอย่างจริงใจด้วยความเต็มใจ โดยตัวแทนบริษัท ดิจิโทโลจี ได้ขอโทษและเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น และได้ชดเชยค่าเสียหายตามเหมาะสมตามกำลังอย่างเต็มใจให้กับดอทเจพีจีเป็นที่เรียบร้อย และปรับความเข้าใจกันถึงเจตนาและความรู้เท่าไม่ถึงการณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลสำรวจพฤติกรรมการใช้สื่อออนไลน์ของคนไทย โดยวี อาร์ โซเชียล ของสิงคโปร์ พบว่าคนไทยมีมือถือและแท็บเล็ตรวมกว่า 97 ล้านเครื่อง หรือกว่า 149% เมื่อเทียบกับสัดส่วนประชากร ทั้งยังใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อวันในการใช้งาน ทำให้พฤติกรรมการเสพข้อมูลจากสื่อหลักมีแนวโน้มลดลง เช่นเดียวกับบริษัทเอเจนซี่โฆษณาซึ่งต้องเปลี่ยนมาสู่ธุรกิจด้านดิจิตอล เพื่อตอบสนองการตลาดบนออนไลน์ที่ได้ขยายตัวในปัจจุบัน.

คลื่น 900MHz ราคาสูงไป! เอไอเอส ไม่หวั่นลุยต้อนลูกค้า 2G เข้าระบบ 3G

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/552676

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ธ.ค. 2558 16:55

 

เอไอเอส จับมือ ทีโอที ใช้คลื่น 2100 เมกะเฮิรตซ์ รองรับความต้องการใช้งาน ดูแลลูกค้า 38 ล้านราย พร้อมออกแคมเปญหนุนคนใช้ 2จี ย้ายสู่ 3จี 4จี ชี้ชวดประมูลคลื่น 900 MHz เพราะราคาสูงเกินไป แต่จะเอางบมาพัฒนาเครือข่ายให้ดีขึ้นแทน…

นายสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส เปิดเผยว่า หลังจากเสร็จสิ้นการประมูลใบอนุญาตคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งบริษัทแอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด ในเครือเอไอเอสได้เข้าร่วมประมูล และไม่ได้รับใบอนุญาตในคลื่นดังกล่าว ซึ่งบริษัทตั้งมูลค่าสูงสุดในการประมูลไว้ที่ 75,000 ล้านบาท ซึ่งได้พิจารณาความเหมาะสมจากปัจจัยด้านต่างๆ เพื่อเป้าหมายในการดูแลลูกค้าให้ได้รับบริการที่ดี

“ปัจจุบันเอไอเอสมีลูกค้า 38 ล้านราย ยอมรับว่าเมื่อไม่ได้คลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ ทำให้แผนการให้บริการของเราไม่เป็นไปตามที่เคยวางแผนไว้ แต่ก็มีการเตรียมแผนสำรองเพื่อดำเนินการเอาไว้แล้ว ภายใต้คลื่นความถี่ทั้งบน 1800 และ 2100 เมกะเฮิรตซ์ รวมกว่า 30 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อให้บริการลูกค้าทุกคน ซึ่งปัจจุบันเอไอเอสมีสถานีฐานบนคลื่นความถี่ 2100 เมกะเฮิรตซ์ทั้งสิ้น 25,000 แห่ง และครอบคลุมพื้นที่กว่า 90% เพื่อให้บริการ 3จี ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันก็ยังมีคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ ที่สามารถนำมาให้บริการร่วมกันเพื่อรองรับความต้องการใช้งานของลูกค้าได้”

อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่ได้ใช้งบประมาณสำหรับการประมูลใบอนุญาตคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ บริษัทจึงเตรียมใช้งบประมาณดังกล่าวเพื่อสนับสนุนให้ลูกค้า 2จี เปลี่ยนมาใช้งาน 3จี ด้วยอุปกรณ์ที่รองรับ 3จี และ 4จี ซึ่งปัจจุบันเอไอเอสมีลูกค้า 2จี จำนวน 1 ล้านราย และลูกค้าที่ยังใช้งานอุปกรณ์ 2จี ราว 10 ล้านราย รวมทั้งสิ้น 11 ล้านราย ด้วยโครงการเปลี่ยนมือถือเครื่องใหม่จาก 2จี เป็นเครื่อง 3จี หรือ 4จี ฟรีทั้งลูกค้าในระบบพรีเพด (เติมเงิน) และโพสเพด (รายเดือน) ภายในวันที่ 25 ธ.ค.2558 เพียงเติมเงินหรือชำระค่าบริการตามเงื่อนไขที่กำหนด นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อขยายระยะเวลาเยียวยาลูกค้าในระบบ 2จี ซึ่งควรมีเวลาในการตัดสินใจและปรับเปลี่ยนอุปกรณ์หลังจากหมดระยะเวลาสัมปทานไม่ต่ำกว่า 1 ปี

“ขอให้มั่นใจว่าเอไอเอสมีแผนรองรับการให้บริการอยู่แล้ว นอกจากนี้ ยังได้มีความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจอย่างบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีความร่วมมือนานกว่า 25 ปี โดยล่าสุดได้มีความร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องในธุรกิจโมบาย โดยนำคลื่นความถี่ 2100 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 15 เมกะเฮิรตซ์จากทีโอทีเข้ามาร่วมให้บริการ เพื่อมุ่งสู่การเป็นดิจิตอล เซอร์วิส โพรวายเดอร์ ตามเป้าหมายของบริษัท”

นายปรัธนา ลีลพนัง รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานการตลาด เอไอเอส กล่าวว่า เอไอเอสไม่ต้องการทำสงครามราคาในการให้บริการ แต่เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อมีผู้ให้บริการรายใหม่เกิดขึ้น ก็อาจทำให้มีการนำเสนอราคาที่น่าดึงดูดใจเพื่อเรียกความสนใจจากลูกค้า ส่วนจำนวนคลื่นความถี่ที่บริษัทมีอยู่ 30 เมกะเฮิรตซ์นั้น เชื่อว่าจะไม่กระทบต่อการให้บริการหรือการแข่งขันในธุรกิจโทรคมนาคม เนื่องจากยังสามารถลงทุนขยายสถานีฐานเพิ่มเติม เพื่อรองรับการใช้งานที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบันได้.

พลาดประมูลไม่พลาดโอกาส! ดีแทค’ ลั่นเดินหน้าปั้น 4จี พร้อมเสิร์ฟลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/552596

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ธ.ค. 2558 14:36

 

ดีแทค เร่งสร้างความมั่นใจลูกค้าหลังพลาดใบอนุญาตทั้งคลื่น 900MHz และ 1800MHz เผยใบอนุญาตมูลค่าสูงสามารถใช้พัฒนาโครงข่ายได้ต่อเนื่อง…

นายลาร์ส นอร์ลิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค เปิดเผยว่า ดีแทค ไตรเน็ต พยายามอย่างเต็มที่ในการประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ แม้จะไม่ได้คลื่นความถี่จากการประมูลครั้งนี้แต่ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อแผนงานและเป้าหมายทางธุรกิจของดีแทค

“การประมูลไม่ได้ทำให้เราไม่มีภาระทางการเงินจึงสามารถนำไปลงทุนในการขยายและพัฒนาโครงข่าย ทั้งยังมีแบนด์วิธรวม 50 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งเพียงพอในการให้บริการลูกค้า อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่าการประมูลครั้งนี้เป็นไปด้วยความโปร่งใส ความหวือหวาอยู่ที่มีผู้ประมูลรายใหม่เพิ่มเข้ามา ส่วนการชนะประมูลหรือไม่นั้นดีแทคเชื่อว่าไม่ได้เป็นปัจจัยกระทบกับจำนวนคลื่นความถี่และลูกค้า 25 ล้านรายที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งดีแทคพยายามสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ดีแก่ลูกค้า”

สำหรับทิศทางการลงทุน 4จี ของดีแทค คือ การลงทุนอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ ส่วนบนคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์นั้น หลังจากได้ทำการสวอปโครงข่ายไปก่อนหน้านี้ ก็เชื่อว่าทำให้บริษัทสามารถอัพเกรดคลื่นจาก 2จี ไปสู่ 4จี ได้โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มเติมมากนัก ถือเป็นความคุ้มค่ากับช่วงเวลาสัมปทานที่เหลืออยู่อีก 3 ปีจากนี้ ซึ่งขณะนี้ก็อยู่ระหว่างการเจรจากับ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เพื่อนำคลื่นความถี่ที่มีอยู่มาใช้ประโยชน์เพื่อให้บริการลูกค้า

“สิ่งที่ทำความเข้าใจกับลูกค้า คือ ไม่ต้องสนใจว่าตัวเองอยู่บนคลื่นไหน ใช้อุปกรณ์ที่ใด เพราะดีแทคเชื่อว่าเราสามารถให้บริการได้อย่างเต็มประสิทธิภาพบนทุกคลื่นความถี่ ในฐานะผู้นำในการให้บริการอันดับที่ 2 ของตลาด เราเชื่อว่าราคาใบอนุญาตคลื่นความถี่ 900 นั้นสามารถนำเงินมูลค่าดังกล่าวไปสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่ลูกค้าได้มากกว่า”

ปัจจุบัน ดีแทคถือครองคลื่นความถี่เพื่อให้บริการ 2จี 3จี และ 4จี มากถึง 30-40% ของภาพรวมคลื่นความถี่ทั้งหมดที่นำเอามาให้บริการ ทั้งนี้ บริษัทจะขยายโครงข่ายการให้บริการบนคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ บนแบนด์วิธ 15 เมกะเฮิรตซ์ และบนคลื่นความถี่ 2100 เมกะเฮิรตซ์ ให้ครอบคลุมพื้นที่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงอีก 40 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งดีแทคจะเพิ่มพื้นที่ให้บริการบนคลื่น 2100 เมกะเฮิรตซ์ ภายในครึ่งแรกของปี 2559

ด้าน นายซิคเว่ เบรคเก้ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารเทเลนอร์กรุ๊ป กล่าวว่า เทเลนอร์ กรุ๊ป ยึดมั่นกับคำสัญญาที่จะสานต่อการพัฒนาสื่อดิจิตอลในประเทศไทย รวมถึงการลงทุนอย่างต่อเนื่องสำหรับบริการโทรคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานทางอินเทอร์เน็ต โดยดีแทคตั้งเป้าที่จะเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการ 4จี จาก 2 ล้านราย เป็น 4.5 ล้านราย ภายในปี 2559 ทั้งยังมีแผนการตลาดเชิงรุกเพื่อกระตุ้นจำนวนผู้ใช้งาน 4จี โดยดีแทคคาดว่าจะมีลูกค้าใช้บริการราว 80% ของทั้งเครือข่ายดีแทค นอกจากนี้ ดีแทคจะขยายตลาดอินเทอร์เน็ตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะมีสัดส่วนถึง 60% ของตลาดภายในปี 2560.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

– ‘หมอลี่’ ชี้เอไอเอส หรือดีแทค ตัวเลือก แจส ร่วมเป็นพันธมิตร เสริมแกร่งคลื่น 900
– ‘ทรู’ ปักธงลุย ‘4จี แอดวานซ์’ หวังขยายฐานลูกค้าพร้อมสร้างรายได้
– แจส โมบาย เผยแผนธุรกิจ 4จี ทุ่ม2หมื่นล้านลงเครือข่าย ตั้งเป้าลูกค้า 2 ล้านราย
– ไขข้อสงสัย! ประมูล 4G คลื่น 900 แข่งเดือด ผู้คว้าชัยพลิกถล่มทลาย
– ดีแทค ประกาศรุกให้บริการ 4G นำเงินพ่ายประมูล ขยายโครงข่าย
– กสทช.แจงสรุปผลประมูล4G /900 โปร่งใส แข่งขันเสรี หลัง ‘แจส-ทรู’ ชนะ ราคารวมทะลุ 1.51แสนล้าน