ซีพีเอฟ จับมือ กรมประมง ฝ่าวิกฤติโรค อีเอ็มเอส หนุนลูกกุ้งที่ปราศจากเชื้อ เลี้ยงแบบ “เพชรบุรีโมเดล”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05083011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

เทคโนโลยีการประมง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ซีพีเอฟ จับมือ กรมประมง ฝ่าวิกฤติโรค อีเอ็มเอส หนุนลูกกุ้งที่ปราศจากเชื้อ เลี้ยงแบบ “เพชรบุรีโมเดล”

นางมนทกานติ ท้ามติ้ม ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งเพชรบุรี กรมประมง เผย การจัดการบ่อเลี้ยงกุ้งในรูปแบบ “เพชรบุรีโมเดล” ที่ใช้สาหร่ายทะเลช่วยบำบัดเชื้อโรค ร่วมกับการใช้ลูกพันธุ์กุ้งของ ซีพีเอฟ ที่มีคุณภาพ และปราศจากเชื้อ ได้มีส่วนช่วยให้การเลี้ยงกุ้งได้ผลสำเร็จที่น่าพอใจ พร้อมถ่ายทอดต่อเกษตรกรสามารถนำไปปรับใช้กับฟาร์มได้ทันที

ในปี 2557 ที่ผ่านมา ผลการศึกษาจากหลายหน่วยงานต่างยืนยันเป็นที่แน่นอนแล้วว่า โรค อีเอ็มเอส ในกุ้ง เกิดจากเชื้อแบคทีเรียวิบริโอ พาราฮีโมไลติคัส สายพันธุ์ AHPND ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งเพชรบุรี กรมประมง ได้พัฒนารูปแบบการเลี้ยงกุ้ง เรียกว่า “เพชรบุรีโมเดล” โดยนำธรรมชาติช่วยบำบัดเชื้อที่มาของโรคในกุ้ง ด้วยการนำสาหร่าย และจุลินทรีย์ ผนวกกับการใช้ลูกพันธุ์กุ้งที่มาจากโรงเพาะฟักกุ้งที่มีมาตรฐานและปราศจากเชื้อ ที่สามารถลดโอกาสการติดเชื้อโรคต่างๆ ที่สร้างความเสียหายให้กับกุ้งได้มากขึ้น นางมนทกานติ กล่าว

ด้าน น.สพ. สุจินต์ ธรรมศาสตร์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟ สนับสนุนศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งเพชรบุรี ด้วยการผลิตลูกพันธุ์กุ้งที่มีคุณภาพ ปราศจากโรค ได้มาตรฐานสูง รวมถึงใช้เครื่องมือตรวจสอบการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียที่แม่นยำทุกขั้นตอน โดยมองว่าความร่วมมือกับกรมประมงจะมีส่วนช่วยพัฒนากระบวนการฟาร์มเลี้ยงกุ้งที่ยั่งยืน สร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ได้นำไปต่อยอดสร้างความสำเร็จในการเลี้ยงกุ้ง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมกุ้งของประเทศต่อไป

นางมนทกานติ กล่าวต่อว่า ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งเพชรบุรี กรมประมง ได้พัฒนา “เพชรบุรีโมเดล” มาใช้กับการเลี้ยงกุ้งด้วยการจัดการบ่อเลี้ยงกุ้ง โดยนำธรรมชาติช่วยบำบัดเชื้อโรคในบ่อเลี้ยงด้วยสาหร่ายทะเลและจุลินทรีย์ พร้อมกับใช้เทคนิคการเลี้ยงแบบผสมผสาน ทั้งการให้อาหาร การลดปริมาณสารอินทรีย์ สร้างสภาพแวดล้อมของบ่อให้เกิดความสมดุลของปริมาณแบคทีเรีย เพื่อลดโอกาสการติดโรค สร้างภูมิต้านทานให้กับกุ้ง ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การเตรียมบ่อเลี้ยงกุ้ง การเตรียมน้ำที่ใช้เลี้ยง เทคนิคการให้อาหารกุ้ง และการจัดการระหว่างการเลี้ยง

การเตรียมบ่อเลี้ยงกุ้งของเพชรบุรีโมเดล ประกอบด้วย บ่อเลี้ยงกุ้ง 1 ไร่ ต่อบ่อพักน้ำที่มีการเลี้ยงสาหร่ายทะเล 1 ไร่ โดยทั้งสองบ่อจะบำบัดเชื้อโรคการฆ่าเชื้อล่วงหน้า ประมาณ 1 เดือน ด้วยการใส่วัสดุปูนร้อน เช่น ปูนเปลือกหอยเผา พร้อมกับจุลินทรีย์ คราดเลนออกจากก้นบ่อ พร้อมมีระบบเพิ่มอากาศก้นบ่อเลี้ยงกุ้ง เพื่อเตรียมบ่อให้สะอาดก่อนการปล่อยน้ำสำหรับการเลี้ยงกุ้ง และเลี้ยงสาหร่ายทะเลต่อไป

สำหรับบ่อพักน้ำที่ใช้เลี้ยงสาหร่ายทะเล ขนาด 1 ไร่ ติดตั้งราวไม้ไผ่ จำนวน 4 ราว สำหรับแขวนแผงเลี้ยงสาหร่ายทะเล หนักประมาณ 5-10 กิโลกรัม สำหรับชนิดของสาหร่ายทะเลต้องเลือกให้เหมาะสมกับระดับความเค็ม ซึ่งที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งเพชรบุรีเลือกใช้สาหร่ายพวงองุ่น ที่เหมาะกับความเค็ม 25-30 ส่วน ต่อน้ำทะเล 1,000 ส่วน

บ่อเลี้ยงสาหร่ายจะทำหน้าที่เป็นบ่อพักและบำบัดน้ำที่ผันเข้ามาเพื่อใช้เลี้ยงกุ้ง สาหร่ายทะเลจะช่วยให้น้ำสะอาด ใสขึ้น ช่วยควบคุมแบคทีเรียและแพลงตอนให้ลดลง รวมทั้งทำหน้าที่ผลิตออกซิเจนเติมให้กับน้ำอีกด้วย

โดยใช้เวลาพักและบำบัดน้ำและปรับความเค็ม 2 สัปดาห์ ก่อนถ่ายน้ำเข้าสู่บ่อเลี้ยงกุ้ง พักน้ำไว้ ประมาณ 7 วัน ก่อนปล่อยลูกกุ้งลงสู่บ่อเลี้ยง โดยใช้อัตราการปล่อยลูกกุ้ง 100,000 ตัว ต่อบ่อ 1 ไร่

ส่วนเทคนิคการเลี้ยง จะมีการปรับการให้อาหารเพื่อลดปริมาณสารอินทรีย์ในช่วงแรกของการเลี้ยง จึงให้อาร์ทีเมียตัวเต็มวัยแทนอาหารกุ้ง ใส่ในบ่อเลี้ยง ประมาณ 10 กิโลกรัม ต่อกุ้ง 100,000 ตัว ก่อนปล่อยลูกกุ้ง 1 วัน และให้ต่อเนื่องในช่วง 7 วันแรก ของการเลี้ยง เมื่อครบ 7 วัน จึงให้อาหารสำเร็จรูปทั้ง 5 มื้อ เพื่อรักษาสมดุลของจุลินทรีย์และควบคุมเชื้อแบคทีเรียในตัวกุ้ง โดยเติมจุลินทรีย์ที่ผ่านการหมักทั้งในอาร์ทีเมียและอาหารเม็ดก่อนให้กุ้งกิน ในอัตราส่วน 1 ลิตร ต่ออาร์ทีเมีย 1 กิโลกรัม

นอกจากนี้ อาจมีการเสริมวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ในอาหาร เพื่อเสริมสร้างภูมิต้านทานและช่วยให้กุ้งลอกคราบดีขึ้น

ในช่วงเดือนแรกของการเลี้ยง ไม่มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำ หลังจากนั้น จึงเติมหรือเปลี่ยนถ่ายน้ำโดยหมุนเวียนน้ำ ระหว่างบ่อเลี้ยงกุ้งและบ่อเลี้ยงสาหร่ายทุกสัปดาห์ หรือตามความเหมาะสม และในระหว่างการเลี้ยงจะมีการเติมจุลินทรีย์ ปม.1 เพื่อรักษาสมดุลของจุลินทรีย์ในน้ำอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาการเลี้ยง

ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งเพชรบุรี ยังเน้นให้ความสำคัญกับลูกกุ้งที่มีคุณภาพ แข็งแรง ที่มาจากโรงเพาะฟักลูกกุ้งที่มีกระบวนการจัดการการเลี้ยงที่มีมาตรฐานสูง รวมทั้งการควบคุมคุณภาพและตรวจสอบคุณภาพอย่างเคร่งครัดจนมั่นใจได้ว่าลูกกุ้งปราศจากเชื้อที่ก่อให้เกิดโรค

“และจากการที่ศูนย์ทดลองใช้พันธุ์ลูกกุ้งของ ซีพีเอฟ มา 4 รอบ การเลี้ยงที่ผ่านมา ใช้ระยะการเลี้ยง 70 วัน ประสบความสำเร็จทุกรุ่น ผลผลิต 1,025 กิโลกรัม ต่อไร่ ขนาดกุ้งที่จับได้ ประมาณ 80 ตัว ต่อกิโลกรัม มีอัตราแลกเนื้อ ประมาณ 1.25 กุ้งมีอัตรารอด ร้อยละ 82 ทั้งนี้ กรมประมง ยังได้ถ่ายทอดแนวทางการจัดการบ่อกุ้ง แบบเพชรบุรีโมเดล และการใช้พันธุ์ลูกกุ้งที่มีมาตรฐานสู่เกษตรกร เพื่อสร้างผลผลิตกุ้งที่ดีต่อไป” นางมนทกานติ ท้ามติ้ม กล่าวทิ้งท้าย

คนสุโขทัย เลี้ยงไก่ดำอินโดนีเซีย ราคาแจ่มมาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05086011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

เทคโนโลยีปศุสัตว์

ธีรวุฒิ เหล่าสงคราม

คนสุโขทัย เลี้ยงไก่ดำอินโดนีเซีย ราคาแจ่มมาก

ไก่ดำ ถือว่าเป็นพันธุกรรมสัตว์ที่มีคุณค่า ผู้ที่เกี่ยวข้องจึงได้ปรับปรุงและคัดพันธุ์มาอย่างต่อเนื่อง

ไก่ดำพันธุ์แท้นั้นจะต้องมีสิ่งเหล่านี้เป็นสีดำคือ เนื้อ หนัง ปาก ลิ้น หน้า หงอน เล็บ แข้ง ขา และกระดูกนั้นจะต้องดำสนิท

ไก่ดำอินโดนีเซีย มีคุณสมบัติที่กล่าวมา ไก่สายพันธุ์นี้พบมากทางฝั่งชวาฯ ประเทศอินโดนีเซีย ชนเผ่าพื้นเมืองจะนิยมเลี้ยงและนำไก่มาประกอบพิธีกรรมหรือบูชาเทพฯ ตามความเชื่อ เป็นไก่พื้นเมืองที่มีขนาดกลาง

ในเมืองไทยมีเลี้ยงไก่ดำอินโดนีเซียไม่มากนัก

คุณสุธน สังข์จันทร์ อยู่บ้านเลขที่ 62/2 หมู่ที่ 14 ตำบลไกรใน อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย เป็นผู้เลี้ยงที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่งในปัจจุบัน

คุณสุธน เรียนจบประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสุโขทัย เรียนจบปริญญาตรีทางด้านพืชสวน จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้

ปัจจุบัน คุณสุธน ทำงานที่ บริษัท เจเนอรัลด์ การ์ด กรุ๊ป อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด งานเลี้ยงไก่ดำอินโดนีเซีย เป็นอาชีพเสริม ซึ่งมีพ่อและแม่คอยช่วย

เริ่มเลี้ยงเพราะใจรัก

เนื่องจากเรียนจบมาทางด้านการเกษตร คุณสุธนชอบปลูกต้นไม้และเลี้ยงสัตว์

กรณีไก่ดำอินโดนีเซีย คุณสุธนชอบมาก จึงเริ่มต้นเลี้ยง ถึงแม้จะเรียนจบทางด้านพืชสวน ก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

คุณสุธน เล่าว่า ก่อนที่จะมาเลี้ยงไก่ดำอินโดนีเซีย เขาเคยทำงานอยู่ที่สนามบินสุโขทัย หัวหน้าของเขานำไก่ดำมาเลี้ยง เขาอยากได้ จึงขอหัวหน้า แต่หัวหน้าไม่ให้ เนื่องจากเพิ่งจะนำมาเลี้ยงได้ไม่นาน เขาจึงตัดสินใจไปหาซื้อไก่ดำพันธุ์อินโดนีเซีย ซื้อครั้งแรก จำนวน 3 ตัว โดยการนำเข้ามาในราคาคู่ละ 30,000 บาท เป็นไก่ดำพันธุ์อินโดนีเซีย เพศผู้ 1 ตัว ไก่ดำพันธุ์อินโดนีเซีย เพศเมีย 2 ตัว

การซื้อ ครั้งที่ 2 ซื้อมาจากภาคอีสาน จำนวน 3 ตัว เป็นไก่ดำพันธุ์อินโดนีเซีย เพศผู้ 1 ตัว ไก่ดำพันธุ์อินโดนีเซีย เพศเมีย 2 ตัว ซื้อเพื่อนำมาผสมพันธุ์ ป้องกันการเลือดชิดของไก่

จากนั้นได้เลี้ยงไก่ดำสายพันธุ์นี้เป็นต้นมา เริ่มเลี้ยงเมื่อ ปี พ.ศ. 2557 จนถึงปัจจุบัน ปัจจุบันมีจำนวนพ่อแม่พันธุ์ไก่ดำอินโดนีเซียทั้งหมด 13 ตัว เป็นพ่อพันธุ์ 2 ตัว แม่พันธุ์ 11 ตัว

พื้นที่เลี้ยง ประมาณ 1 งาน

ลักษณะไก่เพศผู้ หงอนจะสูงและใหญ่กว่าเพศเมีย น้ำหนัก เพศผู้ 2-2.8 กิโลกรัม

เพศเมีย 1.5-2 กิโลกรัม ออกไข่ 80 ฟอง ต่อปี

วิธีการเลี้ยงไม่ยุ่งยาก

ในส่วนของโรงเรือนไก่…คุณสุธน อธิบายว่า โรงเรือนเป็นโรงเรือนแบบเพิงหมาแหงนกลาย ลักษณะการเลี้ยงเป็นแบบขังเล้า โดยจะแบ่งเป็นสัดส่วน ดังนี้ ส่วนสำหรับอนุบาลลูกไก่ ส่วนของไก่รุ่น และส่วนสำหรับพ่อแม่พันธุ์ พื้นของเล้าจะรองด้วยทราย เพื่อช่วยให้สามารถทำความสะอาดได้ง่าย เนื่องจากทรายจะช่วยทำให้มูลไก่แห้งเร็วและไม่เป็นที่สะสมโรค เพราะสามารถระบายอากาศได้ดี

อัตราการเลี้ยง…คุณสุธน บอกว่า จะเลี้ยงไก่ ในอัตราส่วน 1 ต่อ 6 โดยใน 1 เล้า จะมีพ่อพันธุ์ไก่ดำ 1 ตัว ต่อแม่พันธุ์ไก่ดำ 5-6 ตัว อายุของไก่ดำที่สามารถผสมพันธุ์ได้ เพศผู้ อายุประมาณ 6 เดือน ถึง 6 เดือนครึ่ง เพศเมีย อายุ 5 เดือนครึ่งถึง 6 เดือน

การให้ไข่ของเพศเมีย ถ้าเป็นแม่ไก่ดำสาว จะให้ไข่ประมาณ 20 ฟอง ต่อครั้ง และจำนวนไข่จะลดลงเรื่อยๆ อัตราการให้ไข่ของแม่ไก่ดำใน 1 ปี จะให้ไข่ประมาณ 70-80 ฟอง

การฟักไข่…คุณสุธน จะให้แม่ไก่ดำฟักเอง เนื่องจากมีอัตราการรอดมากกว่าการฟักด้วยเครื่องฟักไข่

การให้อาหาร…ไก่ดำอินโดนีเซียจะให้อาหารสำเร็จรูปสำหรับไก่แต่ละช่วงอายุ ให้ร่วมกับอาหารที่ผสมขึ้นเอง เสริมด้วยโปรตีนจากไข่แดง ที่ช่วยในด้านการเจริญเติบโต รวมทั้งอาหารสุนัข ที่ช่วยในเรื่องการสร้างขนและโครงสร้างของกระดูกให้มีความแข็งแรง ให้ 2 ครั้ง ต่อวัน ช่วงเช้าและเย็น และให้กล้าข้าวที่เพาะไว้ในถาดทุกวัน

วิธีการดูแลสุขภาพไก่ดำ…คุณสุธน บอกว่า การให้วัคซีนจะมีการเข้าไปปรึกษากับปศุสัตว์อำเภอ ดังนี้

วัคซีนนิวคาสเซิล ให้ไก่ อายุ 1 และ 30 วัน โดยการหยอดจมูก (ทำซ้ำทุกๆ 3 เดือน)

วัคซีนฝีดาษไก่ ไก่อายุ 14 วัน โดยการแทงปีก (ปีละ 1 ครั้ง)

วัคซีนอหิวาต์ไก่ ไก่อายุ 1 เดือน โดยการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (ทำซ้ำทุกๆ 3 เดือน)

วัคซีนหลอดลมอักเสบ ไก่อายุ 7 วัน โดยการหยอดจมูก (ทำซ้ำทุกๆ 3 เดือน)

ปัญหาที่พบ…ในการเลี้ยงไก่ดำอินโดนีเซีย ส่วนมากจะเป็นเรื่องสภาพอากาศในแต่ละวัน ถ้าช่วงที่อากาศมีการเปลี่ยนแปลงบ่อย จะส่งผลทำให้ไก่ดำมีน้ำมูก และในช่วงฤดูร้อน ไข่ของไก่ดำจะเกิดการฟักออกเป็นตัวยากเนื่องจากอากาศที่ร้อนจะทำให้เปลือกไข่แห้ง จนทำให้ลูกไก่ไม่สามารถใช้จมูกดันเปลือกไข่ออกมาได้ จึงต้องคอยสังเกตและช่วยเจาะเปลือกไข่ เพื่อให้ลูกไก่ฟักออกมาจากไข่ได้

ตลาดแจ่มมาก

ด้านการตลาด…คุณสุธน ทำการตลาดผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ เช่น เฟซบุ๊ก ไลน์ และการบอกต่อกันปากต่อปากสำหรับลูกค้าที่เคยซื้อไก่ดำอินโดนีเซียจากคุณสุธน ราคาของการจำหน่ายไก่ดำสายพันธุ์อินโดนีเซีย มีดังนี้

ไก่ดำอินโดฯ อายุ 1 เดือน ราคา ตัวละ 1,500 บาท

ไก่ดำอินโดฯ อายุ 2 เดือน ราคา ตัวละ 3,000 บาท

ไก่ดำอินโดฯ อายุ 3 เดือน ราคา ตัวละ 4,500 บาท

อายุมากกว่านี้ คิดเพิ่มอีก เดือนละ 1,500 บาท (ราคาไม่รวมค่าจัดส่ง)

พ่อแม่พันธุ์ไก่ดำอินโดฯ ราคา คู่ละ 30,000 บาท

นอกจากเลี้ยงไก่ดำอินโดฯ แล้ว ทางบ้านของคุณสุธนยังเลี้ยงไก่ต๊อก ไก่ดำญี่ปุ่น ผลิตกิ่งพันธุ์ไม้จำหน่าย

“ไก่ต๊อก เหมาะที่จะเลี้ยงไว้กินไข่ เพราะไข่ดกมาก ดกกว่าไก่แจ้ ที่สำคัญทนทานต่อโรค ข้อเสียที่พบคือ ชอบบินขึ้นหลังคาบ้าน ไข่ไก่ต๊อกอร่อยมาก ยิ่งทำไข่เค็ม มีรสมันอย่างเห็นได้ชัดเจน” คุณสุธน บอก

ราคาจำหน่ายผลผลิตอื่นๆ

ไก่ต๊อก จำหน่าย ราคา ตัวละ 100 บาท อายุ 1 เดือน

ไก่ดำญี่ปุ่น ราคา ตัวละ 100 บาท อายุ 1 เดือน

จำหน่ายไข่ไก่ต๊อก ราคา ฟองละ 30 บาท

จำหน่ายไข่ไก่ดำญี่ปุ่น ราคา ฟองละ 80 บาท

กิ่งพันธุ์ไม้…มีกิ่งพันธุ์มะม่วง มะนาว และกิ่งพันธุ์ของพืชชนิดอื่นๆ อีก ราคาย่อมเยา

สำหรับผู้ที่สนใจอยากได้ไก่ดำสายพันธุ์อินโดนีเซีย ติดต่อได้ที่ เลขที่ 62/2 หมู่ที่ 14 ตำบลไกรใน อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย โทรศัพท์ (082) 392-5656, FB : สุธน สังข์จันทร์

ขอบพระคุณ อาจารย์จักรกฤษณ์ ทัพบำรุง อาจารย์วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสุโขทัย ที่แจ้งเบาะแสการเลี้ยงไก่ดำของ คุณสุธน สังจันทร์ พร้อมทั้งพาเข้าไปยังแหล่งเลี้ยงไก่

จากเพาะเล่น สู่ ศูนย์รวมไก่สวยงาม ประสิทธิ์ฟาร์ม บางน้ำเปรี้ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05088011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

สัตว์เลี้ยงสวยงาม

สุจิต เมืองสุข

จากเพาะเล่น สู่ ศูนย์รวมไก่สวยงาม ประสิทธิ์ฟาร์ม บางน้ำเปรี้ยว

พื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานคร จัดเป็นอีกพื้นที่ที่มีการเลี้ยงสัตว์ปีกเพื่อความสวยงามไว้จำนวนมาก ส่วนใหญ่ทำเป็นฟาร์มขนาดย่อม เลี้ยงเพื่อขายส่งตลาดนัดจตุจักร แหล่งค้าสัตว์ปีกทั้งเพื่อการบริโภคและเพื่อความสวยงามที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ นอกเหนือจากนั้นก็เป็นตลาดค้าส่งรองลงมา เช่น ตลาดนัดสนามหลวง 2 ย่านทวีวัฒนา หรือตลาดนัดจตุจักร 2 มีนบุรี

อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ตั้งอยู่ไม่ห่างจากกรุงเทพมหานครเท่าใดนัก อึดใจเดียวก็ถึง ที่ต้องพามาถึงสถานที่แห่งนี้ก็เพราะเป็นที่ตั้งของฟาร์มไก่สวยงามเล็กๆ ฟาร์มหนึ่ง แต่มากด้วยคุณภาพของไก่สวยงามและมากชนิดให้เลือกซื้อ

ประสิทธิ์ฟาร์ม ตั้งอยู่ที่ บ้านคลอง 19 ตำบลโยธะกา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา มี คุณประสิทธิ์ พัดเย็นใจ เป็นเจ้าของ ครั้งแรกที่พบคุณประสิทธิ์ไม่ต้องการให้เรียกสถานที่เพาะเลี้ยงไก่สวยงามว่า ฟาร์ม เพราะระยะเวลาที่ดำเนินการเพาะเลี้ยงไก่สวยงามเพียง 6 ปี และสถานที่เพาะเลี้ยงไม่ได้กว้างขวางมากนัก แต่เพราะคุณภาพของไก่สวยงามที่ออกสู่ท้องตลาด และระบบการจัดการในเรื่องของการคัดคุณภาพไก่ก่อนส่งจำหน่ายให้กับปลายทางเป็นสิ่งสำคัญ ทำให้เราต้องชื่นชมและให้เกียรติ เรียกว่า “ฟาร์ม”

6 ปีก่อน คุณประสิทธิ์เป็นพนักงานบริษัท ย่านพัทยา ไม่มีความรู้ด้านการเกษตร แต่พอจะมีที่ดินผืนเล็กๆ ที่ซื้อติดตัวไว้ เพราะเล็งเห็นอนาคตข้างหน้าว่าคงไม่ได้เป็นพนักงานบริษัทรับจ้างกินงินดือนตลอดไป หลังแต่งงาน คุณประสิทธิ์ลาออกจากงานและพาครอบครัวกลับมาปลูกบ้านบนที่ดินผืนเล็กแถวบางน้ำเปรี้ยวที่ซื้อไว้ และคิดหาอาชีพประจำ เมื่อปรึกษากับภรรยาจึงสรุปว่า จะเลี้ยงไก่งวงส่งขายตลาดสัตว์ปีกสวยงาม เพราะไก่งวงมีความสวยงามในตัว จึงเริ่มค้นคว้าหาแหล่งพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ในที่สุดก็เริ่มเลี้ยงจากพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ จำนวน 30 ตัว

เมื่อไม่มีความรู้ด้านการเกษตรอยู่เลย ทำให้ต้องศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์ปีกสวยงาม ด้วยการอ่านหนังสือ ค้นคว้าจากอินเตอร์เน็ต ทำให้การเพาะเลี้ยงไก่งวงเป็นไปด้วยดี มีพ่อค้าคนกลางเข้ามาถามหาซื้อลูกไก่งวง กระทั่งผลิตไม่ทันขาย ต้องซื้อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์เพิ่มเพื่อผลิตลูก ซึ่งแหล่งเพาะพันธุ์ไก่งวงส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในจังหวัดภาคอีสาน นอกจากจะวิ่งซื้อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์มาเพิ่มแล้ว เมื่อลูกไก่งวงผลิตไม่ทันขาย จึงมีแนวคิดรับซื้อจากบ้านเรือนประชาชนในแถบภาคอีสานที่เลี้ยงไก่งวงขาย เพื่อมาส่งให้กับแม่ค้าที่เข้ามารับซื้อจากตนเองด้วย ทำให้แม่ค้าที่ต้องการรับซื้อไก่งวงจากหลายตลาด มุ่งมาซื้อที่คุณประสิทธิ์ เพราะมีลูกไก่งวงขายส่งให้กับแม่ค้าไม่ขาดตลาด

เพราะคุณประสิทธิ์ ไม่เหมือนนักเพาะสัตว์ปีกสวยงามขายรายอื่น เพราะนอกจากจะเพาะไว้เพื่อจำหน่ายแล้ว ยังมีมุมของนักค้าซ่อนอยู่ จากเดิมที่นั่งรอให้แม่ค้าคนกลางเข้ามาซื้อที่ฟาร์ม ก็เริ่มออกตระเวนซื้อตามแหล่งเลี้ยงขนาดเล็ก รวบรวมให้ได้ตามจำนวน แล้วขายต่อให้กับแม่ค้าคนกลางอีกทอด เพียงขวบปีแรกคุณประสิทธิ์ก็เดินเข้าหาแหล่งค้าสัตว์ปีกสวยงามขนาดใหญ่ ที่ตลาดนัดจตุจักร เพื่อส่งไก่งวงขายให้กับแม่ค้าที่ตลาดนัดจตุจักร โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง

เมื่อเข้าถึงตลาดใหญ่ ศูนย์กลางซื้อขายสัตว์นานาชนิด ทำให้คุณประสิทธิ์รู้ว่า ตลาดไก่สวยงามมีมากกว่าไก่งวง ยังมีไก่อีกหลายชนิดที่ตลาดต้องการ และตลาดการค้าไก่สวยงามกว้างมากกว่าที่คิด

“แม่ค้าที่ตลาดนัดจตุจักรหลายราย ถามถึงไก่สวยงามประเภทอื่น เพราะตลาดยังต้องการอีกมาก เช่น ไก่บราม่า ไก่โปแลนด์ ไก่ญี่ปุ่น เป็ดบาบารี ผมจึงกลับมาเริ่มตระเวนหาซื้อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ของสัตว์ปีกสวยงามแต่ละชนิด เพื่อนำมาเพาะขยายพันธุ์เอง เมื่อเข้าถึงแหล่งต้นตอของสายพันธุ์สัตว์ปีกแต่ละชนิดจริงๆ ทำให้ผมได้พ่อพันธุ์แม่พันธุ์แท้นำมาเพาะ มีสัตว์ปีกสวยงามเพิ่มขึ้นในฟาร์มของผมเองอีกมาก”

คุณประสิทธิ์ บอกว่า สัตว์ปีกอย่างไก่สวยงามมีวิธีดูแลที่ไม่แตกต่างกันมากนัก ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดของการเพาะเลี้ยงไก่สวยงามคือ การเอาใจใส่อย่างละเอียด และความสะอาด

ในฟาร์มของคุณประสิทธิ์แยกส่วนเพาะเลี้ยงไก่สวยงามออกจากบ้านพัก แบ่งเป็นสัดส่วนของไก่แต่ละชนิด โรงเรือนโปร่ง อากาศถ่ายเท แยกไก่เล็ก ไก่รุ่น พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ เพื่อให้การดูแลทำได้โดยสะดวก ในแต่ละวันคุณประสิทธิ์จะเข้าโรงเรือนตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อทำความสะอาดโรงเรือน ให้อาหาร เก็บไข่ กว่าจะแล้วเสร็จการจัดการภายในโรงเรือนก็ใช้เวลาเกือบทั้งวัน นอกเหนือจากนั้นก็เป็นเวลาของการติดต่อประสานกับแม่ค้าที่มาซื้อไก่สวยงามไปขายอีกทอด

การทำความสะอาดโรงเรือนที่เลี้ยงไก่เป็นเรื่องสำคัญ คุณประสิทธิ์ บอกว่า นอกจากการทำวัคซีนให้กับไก่ ซึ่งเป็นตัวช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคภายในโรงเรือนกับสัตว์ปีกที่เลี้ยงแล้ว ความสะอาดก็เป็นสิ่งสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ เพราะหากสัตว์ปีกที่เลี้ยงไว้ได้รับวัคซีนครบ แต่การดูแลภายในโรงเรือนสกปรก โอกาสสะสมของเชื้อโรค ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคทุกชนิดก็จะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ดังนั้น หากไม่ต้องการให้เกิดโรค ควรให้ความสำคัญกับการทำความสะอาดโรงเรือน นอกจากนี้ ยังควรหมั่นสังเกตไก่ที่เลี้ยงไว้ หากพบว่ามีอาการเซื่องซึม ไม่กินอาหาร ถ่ายเหลว ควรรีบแยกออกต่างหาก และให้ยารักษาโรคแต่เนิ่นๆ ไม่ควรปล่อยปละละเลย เพราะหากไก่ที่มีอาการป่วย ถูกทิ้งไว้นานโดยไม่รักษา โอกาสที่จะเกิดการสูญเสียก็สูง

การเดินหน้าเข้าหาตลาด ส่งผลให้มีแม่ค้าค้าส่งจากจังหวัดอื่นมาติดต่อซื้อไก่สวยงามจากคุณประสิทธิ์จำนวนมาก ไก่สวยงามจากฟาร์มของคุณประสิทธิ์เอง เป็นผลผลิตหลักที่ป้อนเข้าสู่ตลาด แต่ก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดไก่สวยงาม คุณประสิทธิ์จึงมีแนวบริหารจัดการ เพื่อให้มีไก่สวยงามส่งเข้าตลาดได้ในทุกวัน โดยออกตระเวนรับซื้อไก่สวยงามจากฟาร์มต่างๆ ทั่วประเทศ และเปิดช่องทางให้กับชาวบ้านที่ต้องการมีอาชีพเสริมและมีเวลาดูแลไก่สวยงามในจำนวนที่สามารถดูแลได้ รวมถึงชาวบ้านที่ไม่มีทุนซื้อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ไก่สวยงาม แต่ต้องการเพาะไก่สวยงามขาย โดยการเข้าถึงหน่วยงานภาครัฐที่มีพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ 100 เปอร์เซ็นต์ จำหน่ายให้กับเกษตรกร เพื่อซื้อไปให้กับผู้ที่ต้องการเพาะไก่สวยงาม แต่ไม่มีต้นทุน โดยนำพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไปให้ จากนั้นรับซื้อลูกไก่สวยงามชนิดนั้นๆ คืน จนกว่าผู้เลี้ยงจะมีเงินทุนมากพอชำระคืนค่าพ่อพันธุ์แม่พันธุ์มา

ลักษณะการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่สนใจเพาะเลี้ยงไก่สวยงามของคุณประสิทธิ์ คล้ายการกระจายการเลี้ยงให้เกิดลูกฟาร์ม เพราะคุณประสิทธิ์รับซื้อลูกไก่ที่เกษตรกรสนใจเลี้ยง และนำพ่อพันธุ์แม่พันธุ์จากคุณประสิทธิ์ไป ซึ่งคุณประสิทธิ์ บอกว่า เหตุผลที่ทำเช่นนี้ เพราะต้องการให้เกษตรกรมีรายได้ เนื่องจากที่ผ่านมามีหลายหน่วยงานเข้าไปส่งเสริมให้เพาะเลี้ยง แต่ไม่ได้ส่งเสริมด้านการตลาด ทำให้เกษตรกรจำนวนมากไม่มีตลาด ประสบภาวะขาดทุนและเลิกเลี้ยงไปในที่สุด เมื่อตนเองเข้ามารู้จักกับตลาดไก่สวยงามแล้ว พบว่า ความต้องการไก่สวยงามยังกว้างอีกมาก ในแต่ละวันที่มีแม่ค้ามาติดต่อซื้อมีจำนวนมาก ไก่สวยงามที่ส่งขายทุกวันไม่เคยเพียงพอต่อความต้องการ การส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงและรับซื้อ ก็เท่ากับเป็นการช่วยเหลือให้เกษตรกรมีรายได้ ทั้งยังมีไก่สวยงามออกสู่ตลาดอย่างพอเพียง ตามความต้องการของลูกค้าอีกด้วย

แต่การรับซื้อไก่สวยงามจากเกษตรกรที่คุณประสิทธิ์ช่วยส่งเสริมให้มีรายได้นั้น คุณประสิทธิ์ เน้นว่า ขอให้เกษตรกรที่สนใจ ควรมีเวลาดูแลไก่อย่างเพียงพอ เพราะไก่สวยงามที่ต้องการนั้น ต้องมีคุณภาพที่ดีก่อนนำส่งไปจำหน่าย แม้จะจำหน่ายผ่านมือพ่อค้าคนกลางอีกทอดก็ตาม

ตลอดเวลา 6 ปี ของการเพาะเลี้ยงไก่สวยงามจำหน่าย คุณประสิทธิ์ ยังไม่ประสบปัญหาใดๆ ยกเว้นแต่เพาะไก่สวยงามส่งตลาดไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศร้อนจัด ไข่จะไม่ฟักตัว แม้จะใช้ตู้ฟักช่วยก็ยังเกิดปัญหา หรือในช่วงที่ไก่ถ่ายขนจะหยุดไข่ ซึ่งไม่สามารถควบคุมได้ ต้องปล่อยให้เป็นไปตามสภาพแวดล้อมและสภาวะของไก่

คุณประสิทธิ์ กล่าวถึงความต้องการไก่สวยงามของตลาดในประเทศไทยว่า ผู้เพาะเลี้ยงไก่สวยงามจะสามารถขายไก่ได้ 3 ช่วงวัย คือ ไก่ 1-2 เดือน หรือที่เรียกว่าลูกเจี๊ยบ ไก่ 5-7 เดือน วัยเตรียมพร้อมเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ และวัยโตเต็มวัยเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ได้แล้ว ส่วนไก่ในช่วงวัยอื่นๆ จะเป็นไก่ที่ต้องเลี้ยงไว้รอเวลาขาย

ฟาร์มของคุณประสิทธิ์ ใส่ใจดูแลไก่สวยงามทุกชนิดอย่างละเอียด เลี้ยงแบบปล่อย เพื่อให้ไก่ได้อยู่กับธรรมชาติ และบำรุงไม่ให้แม่พันธุ์โทรมจากการฟักไข่ โดยหลังจากแม่ไก่ออกไข่แล้วจะหมั่นสังเกต หากพบว่าแม่ไก่ออกไข่แล้วโทรม จะเก็บไข่นำไปให้แม่ไก่ครอกอื่นช่วยฟัก ช่วยให้แม่ไก่ไม่โทรม จากนั้นให้วิตามินบำรุงเพื่อให้แม่ไก่ฟื้นตัวเร็ว หลังไข่ฟักตัวเป็นลูกเจี๊ยบแล้ว จะแยกลูกเจี๊ยบออกมาอนุบาลต่างหาก เพื่อให้แม่ไก่แข็งแรงโดยเร็ว

ปัจจุบัน มีออเดอร์สั่งไก่สวยงามอย่างน้อย สัปดาห์ละ 500 ตัว การขายติดต่อผ่านทางโทรศัพท์เพียงอย่างเดียว หรือ ในพ่อค้าคนกลางที่รู้จักฟาร์มคุณประสิทธิ์ก็จะเข้ามารับไก่สวยงามที่ฟาร์มเองทุกวัน และการส่งไก่สวยงามไปยังปลายทาง จะส่งเฉพาะผู้ซื้อส่งในจำนวนมากและระยะทางไกลเท่านั้น

แม้คุณประสิทธิ์จะเพาะเลี้ยงไก่ที่ฟาร์มของตนเอง กระจายลูกฟาร์มออกไปอีกหลายแห่งแล้วก็ตาม จำนวนไก่สวยงามที่ผลิตได้ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ หากมีผู้สนใจต้องการเพาะเลี้ยงไก่สวยงามเป็นอาชีพ ขอเพียงให้ความสำคัญและใส่ใจดูแลก็สามารถทำได้ คุณประสิทธิ์ยืนยันเป็นตลาดรับซื้อให้อย่างไม่มีข้อแม้ สนใจขอชมการจัดการภายในฟาร์มได้ที่ คุณประสิทธิ์ พัดเย็นใจ บ้านคลอง 19 ตำบลโยธะกา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา โทรศัพท์ (081) 941-3683

ทำหลักสูตรข้าว สอนเองในโรงเรียน โรงเรียนวัดไผ่โพธิ์ทอง เมืองชัยนาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05091011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

เยาวชนเกษตร

สุจิต เมืองสุข

ทำหลักสูตรข้าว สอนเองในโรงเรียน โรงเรียนวัดไผ่โพธิ์ทอง เมืองชัยนาท

โรงเรียนวัดไผ่โพธิ์ทอง เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ที่น่าจะจัดอยู่ในกลุ่มที่เล็กมากเมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่ตั้ง ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางกลุ่มวิสาหกิจที่เป็นที่รู้จักในระดับประเทศ

โรงเรียนวัดไผ่โพธิ์ทอง ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าชัย อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท หากถามหาทางไปโรงเรียน สอบถามถึงแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวตำบลนางลือ-ท่าชัย ก็จะหาได้ง่าย เพราะตั้งอยู่ใกล้เคียง ห่างกันแค่เลี้ยวซ้ายหรือขวาเท่านั้น แต่ถึงอย่างไร โรงเรียนวัดไผ่โพธิ์ทอง ก็ยังไม่มีความโดดเด่นนัก เนื่องจากเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ไม่มีพื้นที่เป็นของตนเอง อาศัยพื้นที่วัดไผ่โพธิ์ทองเป็นที่ตั้งอาคารเรียนและพื้นที่ใช้สอย มีการเรียนการสอนในระดับอนุบาลถึงประถมศึกษาปีที่ 6 รวมจำนวนนักเรียนเพียง 69 คน เท่านั้น

อาจารย์ณัฐวัฒน์ ภู่มั่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดไผ่โพธิ์ทอง เล่าให้ฟังว่า โรงเรียนวัดไผ่โพธิ์ทองแห่งนี้ก่อตั้งมานานกว่า 30 ปี มีอาคารเรียนชั้นเดียว 1 หลัง อาคารอเนกประสงค์อีก 1 หลัง และศูนย์เด็กเล็กขององค์การบริหารส่วนตำบลท่าชัยอีก 1 หลัง ซึ่งทั้งหมดตั้งอยู่บนพื้นที่ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของวัดท่าโพธิ์ชัย ประมาณ 3 ไร่ ดังนั้น เมื่อโรงเรียนไม่มีพื้นที่บริหารจัดการของโรงเรียนเอง ทำให้ยากต่อการส่งเสริมการเรียนการสอนด้านการเกษตร แต่ก็ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการเกษตรให้กับเด็กนักเรียนภายในโรงเรียน โดยกำหนดหลักสูตรการเรียนการสอนขึ้นใหม่ 1 หลักสูตร คือ หลักสูตรข้าว ใช้สอนนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 และสอนสัปดาห์ละ 1 คาบเรียน หลังเลิกเรียน โดยให้อาจารย์ผู้สอนเป็นผู้กำหนด

ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดไผ่โพธิ์ทอง บอกด้วยว่า เมื่อโรงเรียนไม่มีพื้นที่เป็นของตนเอง ทำให้การจัดการบริหารพื้นที่ทำได้ยากลำบาก อีกทั้งจังหวัดชัยนาทประสบปัญหาภัยแล้ง สภาพดินไม่สมบูรณ์นัก ทำให้โรงเรียนจัดแบ่งพื้นที่จาก 3 ไร่ที่ใช้สอยอยู่ ประมาณ 1 งาน ทำแปลงเกษตรสำหรับปลูกผักสวนครัว เพื่อเป็นกิจกรรมเสริม สอนในวิชาการงานพื้นฐานอาชีพ กลุ่มวิชาเกษตร ให้กับเด็กได้ลงแปลงจริง สัมผัสกับการปลูกต้นไม้จริง ซึ่งกำหนดให้เป็นพืชผักสวนครัว เนื่องจากเป็นกลุ่มผักที่เจริญเติบโตเร็ว ระยะเวลาการปลูกสั้น การดูแลง่าย และนำมาใช้ประกอบอาหารในชีวิตประจำวันได้ทันที

แม้ว่าสภาพพื้นที่ของโรงเรียนไม่เหมาะสมต่อการทำแปลงเกษตร แต่โรงเรียนก็เล็งเห็นจุดเด่นของพื้นที่ตั้งในเรื่องของการปลูกข้าวและการเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าว รวมทั้งนักเรียนเองเกือบทั้งหมดมีพื้นฐานครอบครัวทำนา และเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าว ส่งให้กับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวชัยนาท ดังนั้น เมื่อนักเรียนมีประสบการณ์การทำนาจากครอบครัวมาก่อนแล้ว จึงทำให้การนำหลักสูตรข้าวที่เขียนขึ้นมาประยุกต์ใช้และสานต่อได้ง่าย

หลักสูตรข้าว เพิ่งเริ่มนำมาใช้สอนให้กับนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 ในปีการศึกษา 2558 ที่ผ่านมา โดยหลักสูตรข้าวประกอบด้วย 5 รายวิชา คือ

1. การผลิตข้าวเบื้องต้น : วิถีชีวิต การผลิตและการแปรรูปข้าว

2. การปลูกข้าวแบบลดต้นทุน เพิ่มผลกำไร

3. ข้าวกับวิถีธรรมชาติ

4. เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและเทคโนโลยีเมล็ดพันธุ์ข้าว

5. การแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว

สำหรับการจัดการเรียนรู้ ซึ่งแบ่งตามโครงสร้างของเนื้อหาเป็น 5 รายวิชา ได้แก่ วิชาการผลิตข้าวเบื้องต้น เพื่อปูพื้นฐานเกี่ยวกับเทคโนโลยี การผลิตและการแปรรูปข้าว มีการสอดแทรกประเพณี วัฒนธรรมและความเชื่อเกี่ยวกับข้าว และเป็นการปรับทัศนคติที่ดีต่ออาชีพการทำนา โดยรายวิชานี้จะเป็นพื้นฐานสำหรับการเรียนในรายวิชาอื่นต่อไป ส่วนอีก 4 รายวิชาต่อมา แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ เทคโนโลยีการผลิต และการแปรรูปข้าว โดยสามารถเลือกเรียนรายวิชาใดก็ได้ เมื่อผ่านรายวิชาที่ 1 แล้ว

พื้นที่ที่จำกัด ทำให้อาจารย์ณัฐวัฒน์ บอกว่า เคยคิดจะหาพื้นที่ให้นักเรียนเลี้ยงสัตว์ นอกเหนือจากการปลูกผักสวนครัวบ้าง จึงทดลองเลี้ยงเอง โดยเลือกเลี้ยงจิ้งหรีด เพราะเห็นว่าใช้พื้นที่น้อย แต่เพราะไม่มีประสบการณ์และความรู้ใดๆ จึงทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ และล้มเลิกความคิดที่จะนำจิ้งหรีดมาเลี้ยงเป็นตัวอย่างสอนในโรงเรียนให้กับเด็ก ส่วนไม้ผล พืชไร่ นั้น ต้องใช้พื้นที่ จึงไม่มีโอกาสปลูก มีเพียงกล้วยน้ำว้าไม่กี่ต้นที่ปลูกไว้ เพราะดูแลง่าย และใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วนของต้น

“เด็กนักเรียนที่นี่โชคดี มีพื้นฐานการทำนา การเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าว อยู่แล้ว เพราะแต่ละครอบครัวทำนาและเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวส่งให้กับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวชัยนาท จึงไม่ต้องห่วงเรื่องพื้นฐานการเกษตร เชื่อว่ามีทุกคน แม้กระทั่งเด็กนักเรียนชาวกัมพูชา ที่ย้ายตามพ่อแม่มาเรียนหนังสือ ก็มีพื้นฐานทางการเกษตรอยู่มาก เพราะพ่อแม่จะรับจ้างเพาะกล้าข้าว แต่พอหมดหน้านา พ่อแม่เด็กย้ายถิ่นไปทำงานที่อื่น เด็กกัมพูชาเหล่านี้ก็จะย้ายตามไปด้วย”

สำหรับแปลงผักสวนครัว พื้นที่ประมาณ 1 งาน ของโรงเรียน เป็นแปลงเกษตรให้นักเรียนได้มีโอกาสลงมือจริง นอกจากการเรียนในห้อง ซึ่งผักสวนครัวที่เลือกมาปลูก เป็นผักที่เจริญเติบโตเร็ว ทนต่อโรคและแมลง ระยะเวลาปลูกสั้น เช่น ผักบุ้งจีน คะน้า กวางตุ้ง กะเพรา โหระพา เป็นต้น ซึ่งผักต่างๆ เหล่านี้ เมื่อถึงระยะเวลาเก็บผลผลิตก็จะให้เด็กที่ดูแลแปลงเป็นคนเก็บ แบ่งส่วนหนึ่งเข้าโครงการอาหารกลางวัน และอีกส่วนหนึ่งให้เด็กนักเรียนที่ดูแลแปลงมาโดยตลอด นำกลับบ้านไปประกอบอาหาร เพราะถือเป็นความภาคภูมิใจของตัวนักเรียนเอง

อาจารย์ณัฐวัฒน์ บอกด้วยว่า ผลผลิตที่ได้จากแปลงผักสวนครัวไม่ได้มากมาย แม้บางส่วนจะนำเข้าไปใช้ประกอบอาหารในโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียน แต่ก็ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้เพียงเล็กน้อย เพราะผักที่ได้มีไม่มากนัก แต่สิ่งที่ได้ประโยชน์ยิ่งคือ ได้ผักปลอดสาร และเด็กมีความภาคภูมิใจในผลผลิตของตนเอง

“หลักสูตรข้าว ที่ใช้ส่งเสริมการเรียนการสอนในโรงเรียนทุกระดับชั้นนั้น ได้รับการสนับสนุนจากศูนย์ขยายพันธุ์ข้าว นำถังดำ จำนวน 200 ถัง และเมล็ดพันธุ์ข้าว มาแจกจ่ายให้กับนักเรียนได้ทดลองปลูกข้าวด้วยตนเอง ที่เราโฟกัสไปที่ข้าว เพราะพื้นที่เรามีจุดเด่นเรื่องการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว และเด็กมีประสบการณ์ตรงจากที่บ้าน จึงเป็นเรื่องง่ายที่ให้เขาได้เรียนรู้”

แม้ว่า โรงเรียนวัดไผ่โพธิ์ทอง จะมีข้อจำกัดหลายด้านในการส่งเสริมด้านการเกษตรให้กับนักเรียน แต่ในทุกขั้นตอนหรือกระบวนการในระหว่างที่เด็กอยู่ในโรงเรียน เมื่อสามารถโยงเข้าสู่ภาคเกษตรได้ อาจารย์ทุกท่านจะไม่รอช้า เช่น หลังรับประทานอาหาร พบว่ามีเศษข้าวเหลือจำนวนมาก หากเป็นโรงเรียนอื่นที่เลี้ยงสัตว์ไว้ก็จะนำไปให้สัตว์กิน แต่สำหรับโรงเรียนวัดไผ่โพธิ์ทองแห่งนี้ ไม่มีพื้นที่เลี้ยงสัตว์ จึงนำข้าวที่เหลือจากการรับประทานของเด็กนักเรียน นำไปตากแดด จากนั้นนำไปคั่ว เพื่อให้ได้ข้าวตากคลุกน้ำตาล มาบรรจุถุงนำไปจำหน่ายให้กับตลาดในชุมชน เป็นการเพิ่มความรู้ด้านการแปรรูปให้กับเด็กนักเรียน และอยู่ใน 1 รายวิชา ของหลักสูตรข้าวด้วย

เด็กชายอภิศร คล้ายมะณี หรือ น้องไกด์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กล่าวว่า ที่บ้านมีอาชีพทำนาและปลูกกะเพราขาย เมื่อมีกิจกรรมที่โรงเรียนก็ชอบการปลูกผักคะน้ามากเป็นพิเศษ เพราะปลูกง่าย การดูแลทำได้ไม่ยาก แค่รดน้ำเช้า กลางวัน และเย็น ส่วนกิจกรรมที่บ้านรักการทำนามากกว่าการปลูกกะเพรา เคยช่วยพ่อแม่ถอนวัชพืชจากแปลงนา นำกระสอบและดินไปอุดน้ำไม่ให้ไหลเข้า-ออก จากแปลงนา ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ได้ความรู้อย่างมาก

ด้าน เด็กชายกิตติธัช เวียงเป้ หรือ น้องโฟล์ค นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 บอกว่า ที่บ้านทำนา ขายข้าวเปลือกจากแปลงนาของตนเอง มีลูกค้ามาซื้อเยอะเพื่อนำข้าวเปลือกไปหว่าน ที่ผ่านมาเคยช่วยพ่อแม่ทำนา เช่น การนำน้ำเข้า-ออกนา การดำนา ซึ่งการดำนาไม่ใช่เรื่องยาก แม้จะเลอะบ้างก็สามารถล้างออกได้ และอยากบอกเยาวชนท่านอื่นๆ ว่า การทำนาไม่เหนื่อยอย่างที่คิด หากได้ลองแล้วจะติดใจ

ส่วน เด็กหญิงอาภา เชียงอินทร์ หรือ น้องพลอย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เล่าให้ฟังว่า ที่บ้านทำนา แต่ช่วยไม่บ่อยนัก เนื่องจากสนใจการปลูกผักมากกว่า จึงให้เวลากับแปลงผักของโรงเรียน โดยนำผักบุ้งจีนมาปลูก เพราะเป็นพืชที่ปลูกง่าย แต่ต้องการน้ำเยอะ จึงต้องดูแลรดน้ำ วันละ 3 เวลา เช้า กลางวัน และเย็น ก่อนกลับบ้าน แต่ถึงแม้จะไม่สนใจการทำนามากนัก ก็รู้จักขั้นตอนการทำนา และเคยลงแปลงนาถอนวัชพืชออกจากนา สำหรับวิธีสังเกตต้นข้าวและต้นหญ้า (วัชพืช) ให้ดูที่ปลายใบ จะมีความแตกต่างกัน ซึ่งไม่สามารถอธิบายได้ ต้องอาศัยประสบการณ์

สำหรับ เด็กหญิงสุธิดา แจ่มศรี หรือ น้องฟ้า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กล่าวว่า หลงใหลในการปลูกผักมากกว่าการทำนา เพราะครอบครัวปลูกผักสวนครัวส่งขาย เช่น ฟักทอง มะเขือเทศ ถั่วฝักยาว ซึ่งสิ่งที่ควรให้ความสำคัญในแปลงผักคือ การกำจัดวัชพืชที่เป็นตัวการก่อให้เกิดแมลงศัตรูพืชภายในแปลง ทั้งนี้ เห็นว่า การศึกษาหาความรู้ในเชิงเกษตร จะช่วยให้มีประสบการณ์ในการดำรงชีวิตทั้งในปัจจุบันและอนาคต

โรงเรียนวัดไผ่โพธิ์ทอง แม้จะเป็นโรงเรียนที่มีข้อจำกัดหลายด้าน แต่หากมีหน่วยงานให้ความสนใจและพร้อมส่งเสริมให้ความรู้ด้านการทำเกษตรภายในโรงเรียน อาจารย์ณัฐวัฒน์ ภู่มั่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดไผ่โพธิ์ทอง ยินดีรับไว้ไม่ขัดข้อง เพื่อนำไปเป็นประโยชน์ในการสอนให้กับเด็กนักเรียน โดยติดต่อได้ที่ โรงเรียนวัดไผ่โพธิ์ทอง ตำบลท่าชัย อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท โทรศัพท์ (056) 942-041

“หนังสือ…เพื่อนซี้” เติมปัญญา ให้ความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05095011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

กศน. ทั่วไทย

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

“หนังสือ…เพื่อนซี้” เติมปัญญา ให้ความสุข

“หนังสือ” ช่วยเปิดโลกแห่งการเรียนรู้อย่างไร้พรมแดน ทุกคนบนโลกมีสิทธิ์ได้รับการศึกษา พัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นได้ แม้กระทั่งผู้คนในชนบทห่างไกลก็มีโอกาสทางการศึกษาได้ไม่น้อยหน้าผู้คนในสังคมเมือง เพียงแค่พวกเขาใฝ่รู้ในการอ่านหนังสือ

“การรู้หนังสือ” เป็นสิทธิมนุษยชน เป็นพลังแห่งศักดิ์ศรี และเป็นพื้นฐานของสังคมที่มีความเหนียวแน่น รวมถึงเป็นพื้นฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) จึงให้ความสำคัญต่อการเรียนรู้หนังสือของประชาชนทั่วโลก เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยกำหนดให้ วันที่ 8 กันยายน ของทุกปี เป็นวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ เพื่อเชิญชวนประเทศสมาชิกทั่วโลก ให้เกิดความตื่นตัวในการเรียนหนังสือมากยิ่งขึ้น

กระทรวงศึกษาธิการ โดย สำนักงาน กศน. ได้ร่วมเฉลิมฉลอง “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” มาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2510 จนถึงปัจจุบัน เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงการศึกษาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ เพราะการรู้หนังสือเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่จำเป็นที่สุดในการแสวงหาความรู้ของบุคคล เพื่อพัฒนาตนให้มีคุณภาพและมีความสุขในทุกช่วงวัยได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต

สำหรับปีนี้ สำนักงาน กศน. ได้กำหนดให้มีการจัดงาน “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” เมื่อ วันที่ 8 กันยายน 2558 ที่ผ่านมา โดยมอบหมายให้หน่วยงานสถานศึกษาในสังกัด จัดงาน “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” พร้อมกันทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงโอกาส ที่จะได้รับความเท่าเทียมจากการรู้หนังสือ และนำไปสู่การพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน

ส่วนกลางกำหนดจัดงาน “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” พ.ศ. 2558 ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษารังสิต จังหวัดปทุมธานี โดย พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ได้กล่าวว่า การรู้หนังสือนับเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่สำคัญอย่างยิ่งยวดในการพัฒนาศักยภาพกำลังคนของทุกประเทศ และถือเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนพึงได้รับ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้และการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและรู้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รอบด้านในสังคมยุคดิจิทัล สามารถดำรงตนได้อย่างมีความสุขทุกช่วงวัย

รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาและการเรียนรู้ของคนในชาติตลอดมา โดยกำหนดแนวนโยบายด้านการศึกษาที่มุ่งให้ประชาชนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน ทั้งนี้ การส่งเสริมการรู้หนังสือ ปลูกฝังนิสัยใฝ่รู้ใฝ่เรียน และรักการอ่าน เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่จะช่วยสร้างโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาของประชาชนและสามารถใช้แสวงหาความรู้ได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต เป็นฐานรากของการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ โดยมีนิสัยรักการอ่าน เป็นวิถีชีวิตและเป็นวัฒนธรรมของคนในชาติ เพื่อให้เกิดการพัฒนาสังคมที่เข้มแข็งและเป็นไปอย่างยั่งยืนโดยแท้จริง

สุดยอดห้องสมุด และ บรรณรักษ์ดีเด่น

ภายในงานดังกล่าว สำนักงาน กศน. ได้มอบรางวัลการประกวดบรรณารักษ์ และห้องสมุดประชาชนยอดเยี่ยม ประจำปี 2557 ที่คัดเลือกจากห้องสมุดประชาชนระดับจังหวัด ระดับอำเภอ และห้องสมุด “เฉลิมราชกุมารี” ทั่วประเทศ สำหรับห้องสมุดประชาชนจังหวัดยอดเยี่ยม ระดับประเทศ ประจำปี 2557 ได้แก่ ห้องสมุดประชาชนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จังหวัดขอนแก่น

ห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” ยอดเยี่ยม ระดับประเทศ ประจำปี 2557 ได้แก่ ห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง ส่วนห้องสมุดประชาชนอำเภอยอดเยี่ยม ระดับประเทศ ประจำปี 2557 ได้แก่ ห้องสมุดประชาชนอำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี และบรรณารักษ์ห้องสมุดประชาชนยอดเยี่ยม ระดับประเทศ ประจำปี 2557 ได้แก่ นางนัยนา สมควร บรรณารักษ์ปฏิบัติการ ห้องสมุดประชาชนอำเภอแม่สรวย สำนักงาน กศน. จังหวัดเชียงราย

กิจกรรม

“วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ”

ที่ จังหวัดสุพรรณบุรี

สำหรับการเฉลิมฉลอง “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” ของจังหวัดสุพรรณบุรีในปีนี้ ใช้อาคารหอประชุมของ ” วิทยาลัยเทคนิคสุพรรณบุรี” เป็นสถานที่จัดงาน ถือได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างน่าพอใจ เพราะมีนักศึกษา ประชาชน คณะครู อาจารย์ เจ้าหน้าที่ในสังกัด สำนักงาน กศน. จังหวัดสุพรรณบุรี สนใจเข้าร่วมกิจกรรมกันอย่างเนืองแน่น

ว่าที่ร้อยตรีสุพีร์พัฒน์ จองพานิช ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นประธานในพิธีเปิดงานเฉลิมฉลอง “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” โดย คุณอรณิช วรรณนุช ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์การจัดงานเพื่อให้หน่วยงานการศึกษา ซึ่งมีบทบาทและภารกิจที่สำคัญยิ่งในการส่งเสริมการรู้หนังสือ การยกระดับการศึกษา ตลอดจนการสร้างสังคมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ร่วมด้วยบุคลากร ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอทั้ง 10 อำเภอ

ภายในงานมีการมอบเกียรติบัตรให้แก่บุคลากร ภาคีเครือข่าย ที่สนับสนุนการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยดีเด่น จังหวัดสุพรรณบุรี ประจำปี 2558 นิทรรศการแสดงผลงานตามบทบาทและภารกิจ ตามแนวคิด “การรู้หนังสือและการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ประกอบด้วย

โซนที่ 1 “กศน. สร้างชาติ สร้างรายได้” ที่เน้นการศึกษาต่อเนื่องและการศึกษาอาชีพ การศึกษาหลักสูตรระยะสั้น ส่งเสริมอาชีพในชุมชน (กศน. สามชุก กศน. สองพี่น้อง)

โซนที่ 2 “กศน. ส่งเสริมการอ่าน” ที่เน้นกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ที่ช่วยเปลี่ยนวิถีชีวิต (กศน. เดิมบางนางบวช กศน. ดอนเจดีย์)

โซนที่ 3 “กศน. สร้างความเท่าเทียม” นำเสนอเรื่องการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาทางไกลผ่าน ETV การศึกษาเทียบระดับ เรียน ม.6 จบใน 8 เดือน (กศน. ศรีประจันต์ กศน. หนองหญ้าไซ กศน. ด่านช้าง)

“รับบริจาคหนังสือ”

เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน

คุณอรณิช วรรณนุช ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดสุพรรณบุรี เปิดเผยว่า ในปี 2559 สำนักงาน กศน. จังหวัดสุพรรณบุรี ยังคงบริหารงานตามสโลแกน คือ “ส่งเสริมการศึกษาตลอดชีวิต สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้สู่ชุมชน มุ่งมั่นสร้างโอกาสให้ทุกคน พร้อมเข้าสู่สากล ด้วยศักดิ์ศรีความเป็นไทย” เนื่องจากปีหน้า สำนักงาน กศน. ไม่ได้จัดสรรงบประมาณสำหรับจัดซื้อหนังสือในโครงการบ้านหนังสืออัจฉริยะ อย่างไรก็ตาม คุณการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการ กศน. ยังให้ความสำคัญกับนโยบายส่งเสริมการอ่านในชุมชน โดยมอบหมายให้ สำนักงาน กศน. แต่ละจังหวัดสานต่อโครงการ “บ้านหนังสืออัจฉริยะ” ตามกำลังความสามารถ ไม่จำเป็นต้องมีให้ครบทุกชุมชนเหมือนที่ผ่านมา

สำนักงาน กศน. จังหวัดสุพรรณบุรี มีบ้านหนังสืออัจฉริยะอยู่ในความดูแล ประมาณ 553 แห่ง คาดว่า ในปี 2559 จะมีบ้านหนังสืออัจฉริยะที่เกิดจากความต้องการของชุมชนเอง เหลืออยู่ในโครงการแค่ 50% ในปีหน้า การจัดหาหนังสือเข้าห้องสมุด กศน. อำเภอ ไม่น่าเป็นห่วง เพราะมีงบประมาณเพียงพอ

แต่จุดที่น่าห่วงคือ ห้องสมุด กศน. ตำบล จำนวน 111 แห่ง เพราะในห้องสมุดส่วนใหญ่เป็นหนังสือเรียน กลุ่มหนังสือประเทืองปัญญา หนังสืออ่านนอกเวลา มีจำนวนน้อยมาก เช่นเดียวกับ บ้านหนังสือชุมชน และบ้านหนังสืออัจฉริยะ เนื่องจากปัญหาข้อจำกัดด้านงบประมาณ ทำให้มีงบฯ จัดหาหนังสือดีเข้าสู่ห้องสมุดได้น้อยลง สำนักงาน กศน. จังหวัดสุพรรณบุรี จึงดำเนินโครงการ “รับบริจาคหนังสือดีเข้าห้องสมุด” โดยมุ่งสร้างภาคีเครือข่าย ร่วมบริจาคหนังสือเข้าห้องสมุดให้มากขึ้น

“ทุกวันนี้ นักศึกษา ประชาชนทั่วไปหันมาตระหนักถึงคุณค่าการอ่านหนังสือเพิ่มมากขึ้น เมื่อเข้ามาใช้บริการในห้องสมุด เห็นหนังสือมีจำนวนน้อย ก็รู้สึกว่าไม่น่าอ่าน หากโครงการนี้ประสบความสำเร็จ สามารถระดมหนังสือเข้าห้องสมุดได้จำนวนมาก จะช่วยให้ผู้เข้ามาใช้บริการมีโอกาสเลือกหนังสืออ่านได้มากขึ้น กระตุ้นให้พวกเขาสนใจเข้ามาใช้บริการห้องสมุดเพิ่มขึ้นด้วย” ผอ. อรณิช กล่าว

หากใครสนใจกิจกรรมนี้ สามารถร่วมบริจาคหนังสือทั่วไป ที่มีสภาพดี มีประโยชน์ ประเภทนวนิยาย เรื่องสั้น วรรณกรรม วารสาร นิตยสารทุกประเภท ทาง สำนักงาน กศน. จังหวัดสุพรรณบุรี จะคัดเลือกหนังสือก่อนกระจายเข้าสู่ห้องสมุด กศน. บ้านหนังสือชุมชน และบ้านหนังสืออัจฉริยะ (จะเปลี่ยนชื่อเรียกใหม่ว่า บ้านวิถีชุมชน) ในลำดับต่อไป

สำหรับคนไทยใจดี ที่อยากแบ่งปันหนังสือดี บริจาคเข้าห้องสมุดในกิจกรรมครั้งนี้ สามารถบริจาคด้วยตนเองผ่าน กศน. หรือบริจาคทางไปรษณีย์ มาที่สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดสุพรรณบุรี เลขที่ 155 หมู่ที่ 1 ถนนมาลัยแมน ตำบลศาลาขาว อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี 72210 โทร. (035) 599-212, (035) 599-222

ต้นไม้เก่าแก่ที่สุดในโลก หลบภัยอวิชชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05101011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

เกษตรต่างแดน

กรรณิกา เพชรแก้ว

ต้นไม้เก่าแก่ที่สุดในโลก หลบภัยอวิชชา

ตอนเขามาชวนฉันไปดูต้นไม้ที่อายุยืนที่สุดในโลก หรือเก่าแก่ที่สุดในโลก ซึ่งเขาบอกว่าอยู่ที่อเมริกานี่เอง ฉันนอนไม่หลับ ตื่นเต้นที่จะได้เจออะไรแบบนี้ เขาบอกว่า อายุต้นไม้ต้นนี้ครึ่งหมื่นปี เกิดมาพร้อมๆ กับสิ่งมีชีวิตรุ่นแรกๆ ของโลก และยังอยู่ ขณะที่ไดโนเสาร์ หรือสัตว์อีกมากมายสูญพันธุ์ไปแล้ว

ที่จริงเรื่องต้นไม้ใครแก่กว่ากันนี่ยังเถียงกันไม่ยุตินะ แถวยุโรป เขาก็ว่าของเขามีอายุเกือบหมื่นปี แถวแอฟริกา ก็มีแก่หลายพันปีอยู่ไม่น้อย แต่ตอนนี้ที่มีการพิสูจน์อายุกันทางวิทยาศาสตร์อย่างชัดเจน และได้รับการรับรองในวงการก็คือ ต้นนี้แหละ

เราไปที่อุทยานแห่งชาติ White Mountain ซึ่งคาบอยู่ระหว่างรัฐนิวแฮมเชอร์ กับรัฐเมน ที่เรียกว่าเป็นอุทยานแห่งชาติ เพราะเขาบริหารจัดการและดูแลโดยรัฐบาลกลาง ซึ่งบอกได้ถึงความสำคัญของอุทยานฯ แห่งนี้ ยังมีอีกหลายอุทยานฯ หรือป่าสงวนที่จัดการโดยรัฐ ลดหลั่นกันไป

ป่านี่เป็นป่าทะเลทราย ร้อน แห้งแล้ง แต่หนาวมากตอนกลางคืน ต้นไม้ที่เขาบอกว่าอายุมากที่สุดในโลกนี่ เป็นต้นสนพันธุ์หนึ่ง เรียกว่า สน Bristlecone ขึ้นชื่อเรื่องความอดทน ขึ้นได้ในดินหลายชนิด ทนดินฟ้าอากาศ ขึ้นชื่อว่าปลูกยาก ขึ้นยาก แต่พอขึ้นแล้วไม่ตายง่าย เขาว่า ถ้าประคบประหงมแบบปลูกในสวนอะไรแบบนี้ มันจะพากันตาย รากเน่าก่อนเลย แต่ดันเติบโตดีในที่ที่พืชอื่นเขาไม่ขึ้นกัน

คือถ้านิสัยไม่พิสดารปานนี้ อาจไม่ได้ตำแหน่งอยู่ทนขนาดนี้ก็ได้นะฉันว่า

สน Bristlecone มีมากในภาคตะวันตกของอเมริกา แถวยูทาห์ เนวาดา โคโลราโด นิวเม็กซิโก และแอริโซนา มาจนถึงแคลิฟอร์เนียช่วงที่เป็นทะเลทราย หรือที่จริงก็กระจายไปทั่วทะเลทรายในทวีปอเมริกาเหนือ คือเขาชอบทะเลทรายน่ะ

ต้นที่ขึ้นชื่อว่าอายุยืนที่สุดในโลก เขาคำนวณอายุโดยหลักวิชาการ ที่ใช้การวัดเส้นรอบวงเป็นหลัก อายุ 5,065 ปี อีกต้นหย่อนไปราวร้อยกว่าปี อยู่ไม่ไกลกัน และในอีกหลายรัฐของอเมริกา ยังมีต้นสนอายุเกิน 3,000 ปี อยู่มากมาย แต่ถือว่ายังใหม่มากเมื่อเทียบกับพี่ใหญ่

พอไปถึง ฉันคงเหมือนคนทุกคนในโลก คือเขาบอกให้มาหาต้นไม้ที่แก่ที่สุดในโลก ฉันก็หาทันที “ไหน? ไหน?”

แต่ฉันไหนไหนอยู่นาน ก็ไม่มีคำตอบ นอกจากกลุ่มต้นสนเก่าแก่ที่ยืนอยู่กลางแดดเปรี้ยง หลายต้นตายแล้ว หลายต้นยังยืนอยู่ แต่ในสถานะที่กร่อนเต็มที

เขาบอกว่า บรรดาต้นสนกลุ่มนี้นี่แหละ คือต้นสนที่อายุเก่าแก่ที่สุดในโลก

แต่ต้นไหนที่แก่ที่สุดเขาไม่บอก มันเป็นความลับมายาวนาน และยังคงเป็นความลับต่อไป เขาให้รู้แค่ว่า

“กลุ่มนี้แหละ ไม่ต้นไหนก็ต้นหนึ่ง เดาเอาเหอะ”

ความลับว่าต้นไหนเป็นต้นไม้ที่เก่าแก่ที่สุด ถูกเก็บไว้เป็นความลับโดยผู้ค้นพบนั้นเอง เพราะกลัวคนจะมารบกวนหรือทำลาย ซึ่งฉันก็เข้าใจเขานะ มนุษย์ที่สุดยอดจอมทำลายล้างอยู่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อเวลาความโง่เข้าครอบงำ

อย่างต้นที่บิดเป็นเกลียว ที่กลายเป็นต้นสัญลักษณ์ ไม่ว่าใครไปบนยอดเขานี้ ก็จะถ่ายรูปต้นนี้ เป็นตัวแทนของต้นสนอายุเก่าแก่ที่สุดในโลก และเดาเอาว่า “เผลอๆ อาจจะใช่” นั่นก็เป็นต้นเก่าแก่หลายพันปี ถูกมือบอนตัดทิ้งเมื่อ 50 ปีก่อน พอตัดแล้วถึงได้รู้ว่าแก่กว่าบรรพบุรุษมันหลายเท่าตัว

ตอนนี้ ต้นสวยนี้ก็ยืนตายให้แดดเผาอยู่อย่างนั้น ทิ้งไว้เป็นอนุสรณ์ความซื่อบื้อของมนุษย์ แต่ฟอร์มเขาสวยมาก คนเลยถ่ายรูปรัวๆ

ฉันสงสัยนะว่า “เผลอๆ อาจจะใช่! อาจจะใช่!”

แต่เอาเหอะ เขาไม่ให้รู้ก็อย่าไปรู้มันเลย เอาแค่รู้ว่า แต่ละต้นไม่มีต่ำกว่า 3,000 ปี นี่ก็หนาวแล้ว

ในอเมริกามีต้นไม้ที่อายุยืนกว่านี้ แต่นั่นเขานับอายุต่อจากต้นเดิมที่ขุดค้นเจอ แล้วเอา ดีเอ็นเอ มาโคลน ปลูกขึ้นมาใหม่ ซึ่งถ้านับอายุต้นแม่ต่อมาจนถึงปัจจุบัน ก็กว่า 80,000 ปี เขาเอาไปปลูกรวมกันในพื้นที่หลายร้อยไร่ในแคลิฟอร์เนีย ทั้งหมดเป็นต้นไม้ที่โคลนมาจากแม่ต้นเดียวกัน เป็นต้นไม้ที่เรียกว่า Quaking Aspen ซึ่งก็เป็นตระกูลสนอีกเหมือนกัน

กลุ่มแม่บ้านแก้วสุรกานต์ สืบทอดภูมิปัญญา “มังคุดคัด และน้ำพริกแกงเมืองนครฯ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05103011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

ผลิตภัณฑ์น่าซื้อ

นิพนธ์ สุขสะอาด หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร สำนักงานเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช Nsuksaad@gmail.com

กลุ่มแม่บ้านแก้วสุรกานต์ สืบทอดภูมิปัญญา “มังคุดคัด และน้ำพริกแกงเมืองนครฯ”

กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านแก้วสุรกานต์ ตำบลเขาแก้ว อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรดีเด่นของจังหวัดนครศรีธรรมราช ประจำปี 2558 ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของสตรีภาคเกษตร เพื่อทำกิจกรรม ร่วมคิด ร่วมทำ ประกอบอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ในครัวเรือน และร่วมกันทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวม

กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านแก้วสุรกานต์ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 ด้วยสมาชิกเริ่มต้นเพียง 30 คน ปัจจุบัน มีสมาชิกรวม 95 คน

สินค้าหลักของกลุ่มคือ การผลิตเครื่องแกงขายตลอดทั้งปี ส่วนการผลิตมังคุดคัด เพื่อจำหน่ายตามฤดูกาล เพื่ออนุรักษ์และสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาหลายช่วงอายุคน ให้เป็นสินค้าเด่นของกลุ่ม และเป็นสินค้าเอกลักษณ์ของจังหวัดตลอดไป

คุณเสาวนีย์ ศรีใส ประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านแก้วสุรกานต์ กล่าวว่า กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านแก้วสุรกานต์ส่วนใหญ่เป็นสตรีในภาคเกษตรที่มีอาชีพหลักคือ การทำสวนยางพารา สวนผลไม้ และสวนเกษตรแบบผสมผสาน หรือที่เรียกว่า “สวนสมรม” ซึ่งมีกิจกรรมให้ทำตลอดทั้งปี แต่ด้วยความขยัน อดทน และไม่ให้เวลาว่างจากการทำสวนสูญเปล่า จึงได้ร่วมกันคิด และจัดตั้งเป็นกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเพื่อประกอบอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้แก่ครัวเรือนอีกทางหนึ่ง

สินค้าหลักที่กลุ่มได้ร่วมกันทำตลอดปี คือการผลิตเครื่องแกงขายเป็นรายได้เข้ากลุ่มและสมาชิก เครื่องแกงที่ผลิตมีทั้งเครื่องแกงส้ม เครื่องแกงคั่ว และเครื่องแกงกะทิ ฯลฯ ผลิตอย่างต่อเนื่องตลอดปี โดยผลิตสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ครั้งละ 200-300 กิโลกรัม หรือผลิตตามที่ลูกค้าหรือคนในชุมชนสั่งทำเป็นพิเศษเมื่อมีงานต่างๆ

การทำพริกแกงขาย นอกจากเป็นการเสริมรายได้ให้ครัวเรือนโดยตรงแล้ว กลุ่มยังให้ความสำคัญในเรื่องความสะอาดทุกขั้นตอนการผลิต รสชาติที่ถูกปากลูกค้า ความปลอดภัยที่ไม่ใช้สารเคมีหรือสารกันบูด และคัดเลือกวัตถุดิบที่ดีมีคุณภาพเท่านั้น เครื่องแกงที่ผลิตได้จะขายทั้งในชุมชน ต่างอำเภอ ต่างจังหวัด และส่งไปขายยังประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นต้น

ซึ่งนับว่าสมาชิกกลุ่มจะมีรายได้หลายช่องทาง นอกจากได้เป็นอาชีพหลักแล้ว ยังมีรายได้จากการทำเครื่องแกงและการขายผลผลิตที่มีในครัวเรือนให้แก่กลุ่มด้วย เช่น พริก ตะไคร้ ขมิ้น พริกไทย ขิง ข่า ใบมะกรูด ฯลฯ

นอกจากการทำเรือกสวนไร่นา ตามวิถีของเกษตรกรทั่วไปแล้ว สมาชิกกลุ่มนี้ยังได้ฝึกฝีมือ ในการทำมังคุดคัดเพื่อสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น

โดยเลือกเอามังคุดผลแก่ใกล้สุก นำมาผ่านกระบวนการใช้มีดคมปาดหัวท้ายผลมังคุด ล้างน้ำสะอาด แกะเปลือก ล้างน้ำสะอาด ล้างน้ำเกลือและสารส้มเพื่อกำจัดยาง และรักษาเนื้อมังคุดให้คงมีเนื้อสีขาวได้นาน แล้วเสียบไม้ ไม้ละ 3 ผล

โดย คุณสุภาณี วิชัยผล สมาชิกกลุ่มผู้มีความชำนาญในการทำมังคุดคัด เล่าให้ฟังว่า การทำมังคุดคัดนับเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของคนนครศรีธรรมราช ที่นับได้ว่าเป็นหนึ่งเดียวในประเทศไทย เพราะมีขั้นตอนการผลิตค่อนข้างยุ่งยาก แต่สมาชิกกลุ่มเห็นว่าเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของบรรพบุรุษที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ และสืบทอดให้แพร่หลายมากขึ้นและได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างมาก สังเกตได้จากการที่สมาชิกกลุ่มได้ไปสาธิตการทำมังคุดคัดที่กรุงเทพมหานคร หาดใหญ่ และในงานต่างๆ ในจังหวัดนครศรีธรรมราช สินค้าชนิดนี้จะขายดีจนแทบผลิตไม่ทัน และลูกค้าส่วนใหญ่ที่ได้บริโภคต่างตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า กรอบ อร่อย หวาน มัน และมีรสชาติแปลกลิ้น และไม่เคยพบเจอที่ไหนมาก่อน นับเป็นสินค้าเอกลักษณ์ของเมืองนครฯ เลยทีเดียว

คุณเสรีย์ แป้นคง เกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานเกษตรจังหวัดในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแล ส่งเสริมการผลิตมังคุดให้มีคุณภาพดีตามที่ตลาดต้องการ และส่งเสริมการแปรรูปผลผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่า นับว่า “มังคุดคัด” เป็นสินค้าแปรรูปที่สามารถเพิ่มรายได้ให้กับสมาชิกกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรอีกทางหนึ่ง และยังเป็นการช่วยลดปริมาณผลผลิตมังคุดที่จะสุกออกสู่ตลาดพร้อมๆ กัน โดยเก็บมังคุดแก่มาแปรรูปทำรายได้ก่อนและขายได้ราคาสูงอีกด้วย

โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดและสำนักงานเกษตรอำเภอคอยให้คำแนะนำในเรื่องความสะอาด การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม การไม่ใช้สารเคมีที่เป็นสารกันบูด หรือสารฟอกขาว การช่วยประชาสัมพันธ์และการช่วยเหลือในการจัดทำข้อมูลคุณลักษณะเฉพาะของสินค้า มังคุดคัด ที่เรียกว่า QR Code เพื่อเป็นการยืนยันแหล่งผลิต และให้ลูกค้าสามารถตรวจสอบย้อนกลับ หรือติดต่อสั่งซื้อได้ตามรายละเอียดใน QR Code นี้

หากท่านใดสนใจจะลิ้มลองมังคุดคัดที่แสนอร่อย สะอาด ถูกหลักสุขอนามัย ชนิดที่เรียกได้ว่า อร่อยแบบ Unseen ไม่เคยพบเจอ ติดต่อได้ที่ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านแก้วสุรกานต์ เลขที่ 174/1 หมู่ที่ 2 ตำบลเขาแก้ว อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช โทร. (086) 293-4859 ได้เลยครับ

“เฟรชวิลล์ ฟาร์ม” ผลงานเยี่ยมยอด เป็นจริง ของสมาร์ทฟาร์มเมอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05106011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

“เฟรชวิลล์ ฟาร์ม” ผลงานเยี่ยมยอด เป็นจริง ของสมาร์ทฟาร์มเมอร์

การเพาะเห็ด ในปัจจุบันทำได้ไม่ง่ายนัก เนื่องจากผู้ยึดอาชีพนี้ต้องเผชิญกับปัญหาและอุปสรรค ไม่ว่าจะพบกับความไม่แน่นอนของสภาพอากาศ จนทำให้ต้องคอยปรับอุณหภูมิให้เหมาะสม หรือต้องพบกับปัญหาแรงงานที่หายากและไม่มีคุณภาพ จนทำให้เกิดความเสียหายต่ออาชีพ

การเพาะเห็ดในตู้ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ช่วยอุดช่องว่างของปัญหาดังกล่าว คุณสัมพันธ์ พิพัฒน์วรการ เจ้าของกิจการ เฟรชวิลล์ ฟาร์ม (Fresh Ville Farm) ได้นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการเพาะเห็ด และถือเป็นโรงเพาะเห็ดไฮเทค สร้างรายได้ไม่จำกัด เห็ดงอกงาม ไม่ต้องสนใจดินฟ้าอากาศ อีกทั้งโรงเพาะเห็ดอิเล็กทรอนิกส์รูปแบบใหม่ ที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเห็ดได้ตลอดทั้งปี

หากย้อนกลับไปเมื่อราว 2 ปีก่อน ชายหนุ่มผู้นี้ถือว่าเป็นผู้โด่งดังในวงการวิศวกรรมหลายด้าน แต่หลังจากมองว่าธุรกิจรับเหมาที่ตัวเองบริหาร กำลังอยู่ในสภาวะสั่นคลอน จึงรีบตัดสินใจวางมือทันที เพื่อป้องกันผลเสียหายที่ตามมาในระยะยาว จากนั้นมองหาอะไรทำ แล้วมาคิดถึงการทำเกษตร เคยทดลองเลี้ยงปลาดุกในบ่อซีเมนต์ และทดลองทำเห็ด แต่ดูเหมือนการเลี้ยงปลาดุกจะไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง จึงเหลือแต่การทุ่มเทเรื่องเห็ดอย่างเดียว

ด้วยความผูกพันทางวิศวกรรมที่มีมายาวนาน จึงทำให้หนุ่มจากเชียงรายผู้นี้หันกลับไปเข้าวงการอีกครั้งด้วยการเป็นผู้จำหน่ายอุปกรณ์น็อต สกรู ที่ใช้กับรางรถไฟ แล้วค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นมาได้บ้าง

แต่แรงบันดาลใจที่หันมาจับงานเกษตรอีกครั้ง มาจากรายการกบนอกกะลา ที่นำเสนอเรื่องอาชีพการเพาะเห็ด ซึ่งเขาพบว่ามีข้อมูลเรื่องธุรกิจเห็ดในบ้านเรา มีมูลค่าตลาดถึงกว่า 5 หมื่นล้านบาท โดยมองว่าเงินก้อนนี้ถ้าหากเรากระโดดลงไปร่วมบ้างน่าจะสร้างรายได้ ทั้งที่ตัวเองไม่มีความรู้ลึกซึ้ง จึงไปซื้อก้อนเชื้อเห็ดมาทดลอง

ขณะเดียวกันเมื่อครั้งที่นำธุรกิจน็อต สกรูไปแสดงบู๊ธ ได้คิดว่าควรจะมองหาอาชีพที่ 2 ไปด้วย แล้วไปพบเห็นตู้เพาะเห็ดของเทคโนโลยีมหานคร ที่นำมาแสดงโดยเป็นแนวคิดของ อาจารย์ประยูร จวงจันทร์ จึงเกิดความสนใจ จากนั้นจึงได้นำตู้คอนเทนเนอร์ของตัวเองมาปรับเป็นห้องเพาะเห็ด

พร้อมกับจับมือกันเพื่อพัฒนาปรับปรุงแก้ไขจนมาถึงในปัจจุบัน ที่สามารถเพาะเห็ดได้ถึง 3 ประเภท คือ เห็ดเมืองหนาว เห็ดเย็นชื้น และเห็ดร้อนชื้น กระทั่งได้ไปนำแสดงที่งานเกษตร ทำให้เกิดความสนใจจากหลายคนติดต่อเข้ามา

จุดเด่นของเฟรชวิลล์ ฟาร์ม อยู่ที่การเพาะเลี้ยงเห็ดถั่งเช่าสีทอง ซึ่งเป็นเห็ดเมืองหนาวที่เป็นยาและมีราคาแพง จึงเริ่มศึกษาและเพาะเลี้ยงได้สำเร็จ จนทำให้เป็นที่สนใจของคนทั่วไป จากนั้นจึงเผยแพร่ความรู้นี้ออกไปด้วยการจัดอบรม

อย่างไรก็ตาม มีความกังวลว่าตู้เพาะเห็ดอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวต้องมีขนาดใหญ่แล้วต้องลงทุนจำนวนมากหรือไม่ ในเรื่องนี้เจ้าของฟาร์มเผยว่า ไม่จำเป็นต้องมีตู้ขนาดใหญ่ คุณสามารถดัดแปลงส่วนหนึ่งส่วนใดในบ้าน หรือหาพื้นที่ใดเหมาะสมปรับเป็นห้องเพาะเห็ดได้ เพียงแต่มีกระบวนการ วิธีการ ในแต่ละขั้นตอนให้ครบทุกอย่างเท่านั้น

จากความสำเร็จเรื่องการเพาะเห็ดในตู้อิเล็กทรอนิกส์จึงทำให้คุณสัมพันธ์มองไกลถึงการพัฒนารูปแบบฟาร์มในเชิงเกษตรผสมผสานแบบปลอดสารพิษ

คุณสัมพันธ์ชี้ว่า มีหลายคนโดยเฉพาะคนเมืองที่ต้องการความปลอดภัยในเรื่องสุขภาพด้วยการบริโภคอาหารที่ปลอดสารเคมี อีกทั้งต้องการบริโภคอาหารเป็นยา ดังนั้น จึงได้วางโมเดลของฟาร์มด้วยการผสมผสานหลักทางวิศวกรรม เกษตรกรรมและสถาปัตยกรรมเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน

สิ่งที่คุณสัมพันธ์หวังไว้คือ การสร้างฟาร์มต้นแบบใจกลางเมือง พร้อมตั้งใจว่าต้องการให้วิธีการทำเกษตรกรรมนั้นง่ายสำหรับคนเมืองทุกคน ฉะนั้นรูปแบบของเฟรชวิลล์ ฟาร์ม จะเน้นการทำเกษตรที่ปลอดสารพิษ และประกอบด้วยฟาร์มผักไร้ดิน (ไฮโดรโปนิกส์) ไม้ผลเมืองหนาว ฟาร์มเห็ดจากตู้อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีทั้งเห็ดเศรษฐกิจและเห็ดเป็นยา พร้อมกับสนับสนุนให้ผู้ที่สนใจเข้ารับการอบรมแนวคิดการทำเกษตรแนวใหม่ โดยมีการต่อยอดเข้าสู่วงการปุ๋ยอินทรีย์และชีวภาพทางการเกษตร

เจ้าของฟาร์มเผยว่า ขอบเขตของเฟรชวิลล์ ฟาร์ม ถ้ามองในเชิงธุรกิจแล้ว จะรับออกแบบทำฟาร์มในลักษณะสมาร์ทฟาร์ม เป็นฟาร์มสมัยใหม่ที่มีขนาดไม่ต้องใหญ่ แต่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ ซึ่งถือเป็นการทำเกษตรแนวใหม่ อีกทั้งในอนาคตมองว่า ต้องการให้เกิดสมาร์ทฟาร์มจำนวนมาก เกิดขึ้นทุกจังหวัด โดยภายในฟาร์มมีองค์ประกอบของการปลูกทั้งพืชและไม้ผลไปด้วยกัน

ดังนั้น เฟรชวิลล์ ฟาร์ม ในอนาคตอันใกล้นี้จะเกิดจากพืช 8 ชนิดหลัก ได้แก่ ฟาร์มเห็ดอัจฉริยะ เห็ดถั่งเช่า การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ เมล่อน มะเดื่อฝรั่ง มะนาว ไผ่กิมซุง และอินทผลัม โดยทางเฟรชวิลล์ ฟาร์ม จะเปิดอบรมการปลูกพืชทั้ง 8 ชนิด เนื่องจาก 90 เปอร์เซ็นต์ ในกลุ่มนี้ล้วนเป็นยา ทั้งนี้แต่ละคนที่สนใจสามารถเลือกอบรมได้ตามใจชอบ

“เมล่อน ตั้งใจจะหาวิธีที่ทำให้คนทั่วไปปลูกได้เอง ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่มาก ทำให้ปลูกได้ในพื้นที่น้อย ปลูกในบริเวณบ้าน โดยทดลองปลูกในถังเก่าที่ใช้งานแล้ว หรือถ้าคิดจะปลูกเป็นอาชีพอาจปลูกในพื้นที่ไม่มากนักแต่ได้คุณภาพเยี่ยมแล้วขายในราคาถูก”

หรืออย่างชุดปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ Mini NFT (Nutrient Film Technique) เป็นการปลูกพืชไร้ดินแบบระบบให้สารอาหารละลายน้ำและซึมซับผ่านทางรากของพืชที่เป็นแผ่นบางๆ เหมือนเป็นฟิล์มบนรางปลูกอย่างต่อเนื่อง และอาศัยการเติมอากาศลงไปในสารละลายเพื่อให้พืชได้รับออกซิเจนอย่างสม่ำเสมอ จึงทำให้พืชสามารถได้รับสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตได้ครบทุกชนิดและให้ผลผลิตที่เต็มที่ ปลอดสารพิษและยาฆ่าแมลง ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะมีพื้นที่ขนาดเล็กก็สามารถปลูกผักไว้รับประทานเองได้ในแบบ…จิ๋ว แต่ แจ๋ว

เฟรชวิลล์ ฟาร์ม ใช้เวลาปีกว่าจนมาถึงปัจจุบัน มีสาขาของฟาร์มมากกว่า 10 สาขา ทั่วประเทศไทย เริ่มขยายเข้าสู่ธุรกิจการเกษตรเชิงเทคโนโลยีเต็มตัวต่อไปในอนาคต ปัจจุบันได้จัดให้มีการอบรมสำหรับผู้ที่สนใจทำการเกษตรแนวใหม่และเริ่มต่อยอดเข้าสู่วงการปุ๋ยอินทรีย์และชีวภาพทางการเกษตร

ทั้งนี้เปิดอบรมทั่วไปสำหรับผู้สนใจหาอาชีพใหม่ หรือหารายได้เสริม สอนทุกขั้นตอน ด้วยวิธีที่เข้าใจง่ายๆ เพื่อให้สามารถนำกลับไปเพาะรับประทานเองหรือทำเป็นอาชีพ เรียนรู้การทำก้อนเชื้อ การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ การบำรุง ดูแลรักษาด้วยเทคนิค และความพิถีพิถันสูตรพิเศษเฉพาะ Fresh Ville Farm, เรียนรู้ช่องทางการทำตลาดจากผลผลิตที่ได้ ให้มีกำไรมากที่สุด, เรียนรู้เรื่องโรงเห็ดและการเพาะเลี้ยงเห็ดถั่งเช่า, เรียนรู้การทำก้อนเชื้อเห็ด, เรียนรู้เทคนิคการทำตลาดเห็ด

“จึงถือเป็นระบบเกษตรที่รวบรวมเทคโนโลยีสมัยใหม่ มาประยุกต์กับงานเกษตรกรรม รวมถึงงานภูมิสถาปัตย์ ผสมผสานกับเกษตรอินทรีย์ และนวัตกรรมใหม่ เพื่องานเกษตรในลักษณะเทคโนโลยีการกษตรที่สมบูรณ์สำหรับคนรุ่นใหม่ ที่มีใจรักเกษตรกรรมให้การทำงานเกษตรเป็นเรื่องที่ง่ายลงและเสริมสร้างความสุขของครอบครัวและชุมชนได้” เจ้าของกิจการเฟรชวิลล์ ฟาร์ม กล่าวในที่สุด

สนใจต้องการเข้าชม เฟรชวิลล์ ฟาร์ม ได้ โดยตั้งอยู่ ซอยรามคำแหง 118 แยก 71 แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กรุงเทพฯ หรือต้องการรายละเอียดหลักสูตรอบรม ติดต่อ คุณสัมพันธ์ พิพัฒน์วรการ โทรศัพท์ (02) 373-1658-9, (087) 507-3407, (087) 503-7723/www.farmstech.net (เทคโนโลยีการเกษตร. com)

กศน. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดโครงการ ครู กศน. สร้างรอยยิ้ม สร้างอาชีพ สู่ชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05110011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

มติชนอคาเดมี

โดย : มติชนอคาเดมี

กศน. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดโครงการ ครู กศน. สร้างรอยยิ้ม สร้างอาชีพ สู่ชุมชน

สถาบัน กศน. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร่วมกับ ศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน (มติชนอคาเดมี) เปิดโครงการ ครู กศน. สร้างรอยยิ้ม สร้างอาชีพ สู่ชุมชน ประจำปีงบประมาณ 2558 ระหว่าง วันที่ 29-30 สิงหาคม ที่ผ่านมา ณ ศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน โดยมี ดร. วิเชียรโชติ โสอุบล ผู้อำนวยการ สถาบัน กศน. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ นายสุรพล พิทยาสกุล ผู้อำนวยการศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมอบรมจำนวน 20 คน จาก กศน. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มาฝึกอาชีพที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีมาตรฐาน ทั้งด้านบรรยากาศ วิทยากร และมีหลักสูตรที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต สามารถนำไปใช้ได้จริง ซึ่งครั้งนี้ทุกท่านได้มีส่วนร่วมในการทำอาหาร 9 เมนู เป็นเวลา 16 ชั่วโมง โดยมี เชฟเอก ชาติตระกูล เชฟทีมชาติ TCA คอยให้คำแนะนำในด้านทฤษฎีและการลงมือปฏิบัติในครั้งนี้ เพื่อให้ผู้เข้าอบรมได้นำไปถ่ายทอดต่อได้อย่างถูกต้องอีกด้วย

ดร. วิเชียรโชติ ผู้อำนวยการ สถาบัน กศน. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของโครงการนี้มาจากนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการส่งเสริมให้ศูนย์ราชการสามารถดำเนินงาน หรือในส่วนของคนที่ปฏิบัติการสอน หรือปฏิบัติงานอื่นใดก็ตาม สามารถทำให้ประชาชนมีความสุขและเข้าใจสถานการณ์ของประเทศในปัจจุบัน โดยมุ่งเน้นในส่วนของงานการศึกษา ที่เราต้องการให้ประชาชนทุกคนได้เรียนรู้อยู่ตลอด มีการส่งข่าวและสื่อสารต่างๆ ให้เข้าใจ ด้วยการสร้างรอยยิ้มให้กันและกัน เราจึงตั้งชื่อโครงการว่า คืนรอยยิ้มให้กับครู เพื่อสร้างอาชีพ ตอบสนองนโยบายรัฐบาลข้างต้น

“สิ่งที่ ครู กศน. จะได้จากโครงการนี้คือ ความรู้ในด้านการทำอาหารจากเชฟระดับทีมชาติ ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ทำให้เกิดความมั่นใจในตัวเอง และสามารถถ่ายทอดให้ผู้เรียนที่เป็นชาวบ้านได้ หากต้องการประกอบอาชีพเหล่านี้ควบคู่ไปกับการเป็นครูก็สามารถทำได้ โดยมุ่งเน้นให้ทุกคนสามารถนำความรู้เหล่านี้ไปสร้างอาชีพได้ในอนาคตอีกด้วย” ดร. วิเชียรโชติ โสอุบล กล่าว

นางสกุลตรา ขอสุข ครูชำนาญการพิเศษ สังกัด สถาบัน กศน. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หนึ่งในผู้เข้าอบรมครั้งนี้ กล่าวว่า “ศูนย์ฝึกอาชีพและธุรกิจมติชน เป็นหน่วยงานเอกชนที่ดำเนินการคืนความสุขให้กับประชาชน ในฐานะที่เป็นภาคเอกชน ด้วยรูปแบบการดำเนินงานเป็นแบบ CSR ให้กับประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งในด้านการมอบความรู้ และสร้างโอกาสในการทำอาชีพ กอปรกับสถานที่ทันสมัย เครื่องมืออุปกรณ์ครบครัน เพราะฉะนั้นจึงถือเป็นโอกาสที่ดีของ ครู กศน. ของเราที่ได้มาเรียนรู้ที่นี่ ซึ่งเราเองก็มุ่งหวังจะนำความรู้ที่ได้ไปพัฒนาต่อยอดอื่นๆ ให้เกิดประโยชน์ต่อไป และต้องการนำความรู้ไปเผยแพร่ต่อชาวบ้านและนักศึกษาจะได้มีอาชีพ”

ป่า นา เล และหลาดใต้โหนด เมืองพัทลุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05113011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

วิถีท้องถิ่น

กฤช เหลือลมัย Email:lualamai@yahoo.com

ป่า นา เล และหลาดใต้โหนด เมืองพัทลุง

คนพัทลุง ส่วนหนึ่งนิยามลักษณะพื้นที่อาณาบริเวณที่ตนอยู่อาศัยว่า มีทั้ง ป่า นา เล ซึ่งต่างก็ส่งผลให้วัฒนธรรมของคนที่อยู่อาศัยในบริเวณนั้นๆ แตกต่างกันออกไป โดยเฉพาะด้านอาหารการกิน ปัจจัยหลักแรกๆ ของการดำเนินชีวิต

พวกอยู่ป่าเขา ควนน้อยใหญ่แถบอำเภอศรีบรรพต ป่าพะยอม กงหรา ตะโหมด ทำไร่หาของป่า

พวกอยู่ทุ่งนา ที่ราบลุ่ม แถบอำเภอเมือง ควนขนุน บางแก้ว ส่วนใหญ่ทำนา

พวกอยู่ชายฝั่งทะเล แถบอำเภอปากพะยูน เขาชัยสน ทำประมงพื้นบ้าน

เมื่อผนวกกับอากาศชุ่มชื้น ก็นับว่าพัทลุงอุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายเรื่องอาหารการกินมาก ดังจะพบเห็นได้จากสีสันของ “หลาด” ตลาดเช้าเย็นประจำแต่ละหมู่บ้าน หรือตลาดสดใหญ่หน้าเทศบาล ซึ่งนับเป็นแหล่งวัตถุดิบอันโอฬารตระการตาของคนชอบทำอาหาร

ไม่ว่าจะเป็น “เนียงนก” ลูกเนียงป่าฝักเล็กที่หาไม่ได้บ่อยนัก ลูกหลุมพี รสเปรี้ยวจัดจากป่าแถบกงหรา หรือปลาดุกร้าทั้งจากทะเลน้อยและใกล้เคียง ซึ่งถือว่าเป็นปลาร้าที่มีรสชาติซับซ้อนที่สุดสูตรหนึ่ง

และยิ่งเมื่อผนวกเข้ากับแนวโน้มความต้องการเกี่ยวกับอาหารในโลกสมัยใหม่ ก็นับว่าคนพัทลุงมี “ต้นทุน” มากพอที่จะถือกำเนิดตลาดแบบที่สอดคล้องกับความต้องการอันหลากหลาย ทั้งความเป็นของแท้ดั้งเดิม ความแปลกใหม่ ความสด สะอาด และความเป็นอินทรีย์ที่ปลอดจากสารพิษ…คำถามอยู่ที่ว่า จะบริหารจัดการตลาดที่ว่านี้แบบไหน อย่างไร

“หลาดใต้โหนด” น่าจะคือคำตอบนั้น ณ เวลานี้…

“บ้านนักเขียนกนกพงศ์” นิวาสสถานเดิมของ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ นักเขียนวรรณกรรมร่วมสมัยชาวใต้ผู้วายชนม์ เป็นเรือนไม้ขนาดย่อมในเขตบ้านจันนา ตำบลดอนทราย อำเภอควนขนุน ที่ซึ่งในระยะไม่กี่ปีมานี้กลายเป็นสถานที่กลางในการจัดกิจกรรมศิลปะ ดนตรี อบรมหัตถกรรมท้องถิ่น ตามเจตนารมณ์ศิลปินของครอบครัวสงสมพันธุ์ อาณาบริเวณกว้างขวางนี้ร่มรื่นด้วยเงาไม้ใหญ่น้อยและเรียวยอดตาลโตนดสูงเด่นตระหง่าน อันเป็นที่มาของนาม “หลาดใต้โหนด”

ตลาดใต้ต้นตาลโตนดนี้เกิดขึ้นจากความร่วมแรงร่วมใจของคนพัทลุงส่วนหนึ่งซึ่งทำงานหลากหลาย ทั้งรณรงค์เรื่องอาหารและขนมท้องถิ่น เกษตรอินทรีย์ ผ้าพื้นเมือง โดยมีเป้าประสงค์จะเปิดพื้นที่ให้กับ “ของใช้ ของกิน งานศิลป์ บ้านบ้าน” ของคนในพื้นที่

กว่าจะเห็นเป็นภาพตลาดชุมชนคึกคักซึ่งติดกันตั้งแต่เช้าจรดเย็นทุกวันอาทิตย์นี้ ช่วงระยะกว่า 7 เดือน ตั้งแต่เริ่มงานครั้งแรก จากการรายงานผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ทำให้เห็นว่าคณะทำงาน ซึ่งก็คือภาคีสมาชิกในชุมชนควนขนุนนี้ดำเนินงานทั้งเชิงรับและเชิงรุก คือนอกจากตั้งรับจัดระเบียบแบ่งสันปันส่วนพื้นที่ กำหนดกิจกรรมสันทนาการให้พอเหมาะแล้ว ยังรุกเข้าไปหาชาวบ้าน ขอความรู้เกี่ยวกับสูตรกับข้าว ขนมโบราณ วิธีย้อมผ้า เกษตรผสมผสาน ตลอดจนการหาเก็บวัตถุดิบธรรมชาติมาปรุงอาหาร เพื่อสาธิตนำเสนอในหลาดใต้โหนดทุกครั้งด้วย

ดังเช่นเคยมีบรรยายเรื่อง “เล่าเรื่องวิถีนาเมืองลุง” เป็นต้น

ทุกวันอาทิตย์ แม่ค้าท้องถิ่นและเครือข่ายในหลาดย่อมๆ ใต้โหนดแห่งนี้ ต่างเสียค่าบำรุงพื้นที่ไม่เกิน 20 บาท สำหรับการต้อนรับลูกค้าหลายร้อยคนจากทั้งใกล้และไกล ด้วยความพยายามจะกำกับให้ข้าวของที่จำหน่ายเป็นอินทรีย์ (organic) ใช้วัสดุธรรมชาติในการห่อมัดรัดร้อย และสรรหาวัตถุดิบแปลกๆ หายาก ทำให้ไม่ว่าจะเป็น ข้าวพื้นบ้าน อย่าง พันธุ์สังข์หยด เล็บนก ขนมโบราณอย่าง บี้ฮุ้นสด สาคู (ต้น) กวนกะทิ ขนมจ้าง กระท้อนทรงเครื่อง หรือสำรับคาวอร่อยๆ อย่าง ขนมจีนราดน้ำเคยหรือน้ำยากระท้อน แกงโบราณอย่าง แกงขมิ้น แกงใบพาโหม หลนไตปลา กุ้งส้มนึ่ง จิ้งจังนึ่ง ฯลฯ กลายเป็นของที่ผู้ซื้อสามารถสอบถามที่มาที่ไปได้อย่างสนุกสนาน จับจ่ายซื้อหาได้สนิทใจ ในราคายุติธรรม

ความสนใจใคร่รู้เกี่ยวกับของกินในลักษณะนี้ นอกจากมีแนวโน้มจะเป็นกระแสหลักในการแสวงหาอาหารปลอดภัยในอนาคตแล้ว ยังสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิต-ผู้บริโภค ไปด้วยในตัว

นอกจากความบันเทิงในรสชาติ หลาดใต้โหนดทุกครั้งยังรื่นรมย์ด้วยวงดนตรีโฟล์กสลับการแสดงของเด็กๆ อย่างเช่น ลิเกฮูลู จากบ้านนกรำ อำเภอกงหรา บางครั้งก็เป็นโนราเด็กน้อย พอให้การจับจ่ายซื้อของไม่จำเจจนเกินไปสำหรับการมาเป็นครอบครัว

และหากจะพูดถึงความยั่งยืน การมีส่วนร่วม คณะทำงานเลือกที่จะให้โอกาสทั้งคนในพื้นที่และพ่อค้าแม่ขายเข้าร่วมพูดคุยเพื่อกำหนดแนวทางดำเนินงาน การเพิ่ม-ลด-ปรับปรุงเรื่องต่างๆ พยายามไม่ผูกติดกับตัวบุคคล เพื่อให้หลาดนี้เป็นของส่วนรวมมากที่สุด

“…เราต้องประนีประนอมมาก ต้องคุยกันแยะ มันไม่สามารถจะไล่ใครออก หรือบอกใครให้เลิกขายไปได้ง่ายๆ หรอก” ผู้ประสานงานคนหนึ่งว่าไว้อย่างนั้น ในวันที่หลาดใต้โหนดสร้างรายได้ให้คนท้องถิ่นได้อย่างน่าพึงพอใจ

ดังนั้น เมื่อมองภาพรวมทั้งหมดก็คงจะเห็นได้ว่า หลาดใต้โหนดย่อมพัฒนาไปสู่ความเป็นตลาดอินทรีย์สมบูรณ์แบบได้ไม่ยากนักในอนาคตอันใกล้

แต่เมื่อดูเผินๆ หลาดใต้โหนดก็คล้ายจะเหมือนๆ กับ “ตลาดโบราณที่เพิ่งสร้าง” หลายๆ แห่งทั่วประเทศ ที่บางแห่งก็ดำเนินการโดยวัดบ้าง อบต. บ้าง หรือไม่ก็เจ้าของที่ดินหรือนายทุนรายใหญ่ แต่จุดที่เห็นได้ว่าต่างกันอย่างสำคัญก็คือ ความพยายามเอาใจใส่แก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม ทั้งเรื่องภาชนะบรรจุ การเก็บขยะ ตลอดจนความรู้เกี่ยวกับแหล่งที่มา ภูมิหลัง และรสชาติสินค้าที่ปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา

ผมเผอิญได้เข้าร่วมสังเกตการณ์การ “ชิมขนม” ของคณะยอดฝีมือระดับพระกาฬด้านขนมพื้นบ้านของพัทลุง ซึ่งได้ร่วมกันชิมและวิจารณ์รสชาติ กลิ่น ลักษณะของเนื้อ ตลอดจนการห่อมัดรัดร้อยของขนมทุกเจ้าอย่างละเอียดลออในครั้งคราวหนึ่ง มันทำให้เห็นความอัศจรรย์ที่ว่า กระบวนวิธีการทำขนมโบราณเป็นศาสตร์ที่มีจุดบรรลุในแต่ละสูตรอยู่จริงๆ

ขนมตาล เจ้านี้กลิ่นยังอ่อนไป เนื้อไม่ฟู แถมยังไม่ได้เฉือน “เส้นขม” ออกก่อน…ขนมจ้าง เจ้านี้น่าจะใส่น้ำประสานทอง (บอแรกซ์) ต้องไปบอกไปเตือนเขา…ขนมขี้มัน เจ้านี้ยัง “ไม่ถึงพาย” (คือยังกวนไม่นานพอ)…สาคู เจ้านี้อ่อนกะทิ แถมยังหวานเกินไป..สาคูไส้หมู น่ะดีแล้ว ฯลฯ

ส่วน บี้ฮุ้นสดนั้น คุณอาผู้หญิงคนหนึ่งถึงกับหลับตา ยิ้มน้อยๆ ปากก็พึมพำว่า “กินทีไรก็อร่อยเหมือนเดิม ไม่มีเปลี่ยนเลย ฉันกินมากี่สิบปีก็ไม่เคยเปลี่ยน…”

แน่นอนว่า คำวิจารณ์เหล่านี้ถูกส่งกลับไปยังเหล่าแม่ค้าขนมในการประชุมหลังเลิกหลาด เป็นบทสนทนาที่จะก่อเกิดคำถาม คำตอบ การแสวงหา และการทดลอง อันไม่รู้จบในวัฒนธรรมอาหารป่า นา เล เมืองพัทลุงต่อไป

มันคงมีเสน่ห์ลึกลับบางอย่างในรสชาติของอาหาร ตลอดจนการประกอบสร้างมันขึ้นมา ที่ทำให้อาหารในโลกสมัยใหม่ (หรืออาจบางที ในทุกๆ ยุคสมัยที่ผ่านมา) เป็นมากกว่าอาหาร หากมันคือ การเชื่อมต่อระหว่างเรากับโลกใบอื่นๆ ที่อาจยังไม่ชัดเจนนัก ด้วยวิธีเฉพาะของมัน…บทสนทนาที่เข้มข้น คำถามที่ลึกซึ้ง ความอาทรต่อปัญหาที่ผู้ปรุงกำลังประสบอยู่รอบตัว ย่อมบันดาลให้โลกใบใหม่นั้นเป็นโอชะทางปัญญาที่แสนอิ่มเอมไปด้วยพร้อมๆ กัน

อย่างเช่นโลกที่ยำจิ้งจัง ขนมจีนแป้งข้าวสังข์หยด ขนมเจาะหู และขนมใบคนที แนะนำให้ผมรู้จักในตอนสายของวันอาทิตย์ปลายเดือนสิงหาคม ใต้เงาร่มต้นโหนดโบราณเหล่านั้น…