ปลูกผักอินทรีย์บนดาดฟ้า ที่ราชภัฏพระนคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05044011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

เกษตรในเมือง

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

ปลูกผักอินทรีย์บนดาดฟ้า ที่ราชภัฏพระนคร

ปัจจุบัน พืชผักที่ถูกปลูกในพื้นที่จำกัด เช่น บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ ตึกแถว คอนโดมิเนียม ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ทำไม่ได้อีกแล้ว เรามีตัวอย่างให้เห็นมากมาย ข้ออ้างมีพื้นที่จำกัด อ้างแล้วฟังไม่ค่อยขึ้น การปลูกพืชในพื้นที่แบบนี้ อยู่ที่ใจอยากจะปลูกมากกว่า ที่เคยเห็นบ้านตามในเมืองสำหรับคนที่อยากจะปลูกจริงๆ กะละมังแตกๆ ถังเก่าๆ วางไว้หน้าบ้านบ้าง ข้างบ้านบ้าง ก็มีปลูกกะเพรา โหระพา ให้เห็นจนชินตา เราจะเรียกผักเหล่านี้ว่า ผักอินทรีย์ ก็ไม่ครบองค์ประกอบ เรียกว่า ผักปลอดสาร ก็น่าจะได้

สำหรับที่อาศัยที่มีที่ดินอยู่ เช่น บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ มีโอกาสที่จะทำแปลงผักเล็กๆ โดยใช้อิฐบล็อกฝังลงในดิน ประมาณ 1 ใน 3 ของก้อน จัดให้เป็นระเบียบจะเพิ่มความสวยงามของแปลงกลายเป็นสวนไม้ดอกไม้ประดับแทนก็ได้ อย่าไปหวังว่าเราจะปลูกเพื่อทดแทนการซื้อผักมาประกอบอาหารกินทั้งหมด เพียงแต่หวังให้เป็นงานของคนทั้งครอบครัวมาร่วมสันทนาการกันดีกว่า และอีกอย่างหนึ่งเราจะได้ผักที่ปลอดสารพิษจริงๆ ที่ปลูกกับมือเรานำมาประกอบอาหารกิน แม้ใน 7 วัน รวม 21 มื้อ อาจจะมีสักมื้อที่นำผักที่ปลูกในรั้วบ้านมาทำกินกันก็ยังดี เขียนถึงตอนนี้ได้ยินเสียงคนตามบ้านที่มีผักข้างบ้านไว้กินเองแอบหัวเราะคิกคักแบบสงสารคนเมือง

มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร เป็นสถาบันการศึกษาหนึ่งที่มีการเรียนการสอนวิชาสาขาเกษตรศาสตร์ อาจารย์เกศศิรินทร์ แสงมณี เป็นอาจารย์ประจำสาขาเกษตรศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร เนื่องจากการเรียนการสอนวิชาปฐพีวิทยา เป็นเรื่องเกี่ยวกับดินและการใช้ปุ๋ย จึงจำเป็นต้องมีแปลงงาน แต่เนื่องจากสถานที่ค่อนข้างจำกัด ทำให้ต้องไปทำกิจกรรมบนดาดฟ้าของตึกแทน โดยแบ่งเป็นแปลงที่มีขนาด 1 คูณ 3 เมตร จำนวน 13 แปลง โดยให้โจทย์ว่า คิดเอาเองว่าจะปลูกอะไร ที่เป็นเกษตรอินทรีย์ คิดต้นทุน และจำหน่ายให้ได้ คิดเป็นกำไรขาดทุน

สำรวจพื้นที่ปลูก

สิ่งแรกที่อาจารย์เกศศิรินทร์ให้คำนึงถึงก่อนที่จะปลูก ต้องสำรวจก่อนว่าบริเวณบ้านเรามีขนาดเล็กหรือใหญ่เพียงใด เพราะคนในเมืองจะอาศัยทั้งบ้านเดี่ยว ตึกแถว ทาวน์เฮ้าส์ และคอนโดมิเนียม ซึ่งมีขนาดพื้นที่แตกต่างกัน สำหรับบ้านเดี่ยวหรือทาวน์เฮ้าส์มีพื้นที่ดินบริเวณหน้าบ้าน ข้างบ้านและหลังบ้านสำหรับใช้ทำแปลงปลูกขนาดเล็กหรือปลูกในกระถาง หรือกระบะหรือทำเป็นไม้แขวนริมรั้ว ส่วนตึกแถวอาจปรับพื้นที่บนดาดฟ้าเพื่อทำเป็นแปลงผักสวนครัว ด้วยการทำแปลงปลูกอย่างง่าย หรือทำเป็นซุ้มผักที่เป็นไม้เลื้อย แต่สิ่งที่สำคัญคือ ควรตรวจดูโครงสร้างของอาคารว่าสามารถรองรับน้ำหนักของวัสดุได้หรือไม่ อีกประการหนึ่งที่สำคัญคือ ความชื้น เราอาจจำเป็นต้องใช้น้ำยากันซึม เพื่อป้องกันน้ำซึมลงด้านล่าง และอีกประการหนึ่งคือ การระบายน้ำส่วนเกินความต้องการ เพราะพืชหลายชนิดไม่เหมาะกับน้ำขัง ส่วนคอนโดมิเนียมจะมีพื้นที่ว่างตรงระเบียง ส่วนใหญ่จะนิยมปลูกผักในกระถาง หรือแขวนไว้กับระเบียง แต่สิ่งที่ต้องควรคำนึงคือ พัดลมแอร์ ควรหาตะแกรงลวดหรือไม้ระแนง มาปิดพัดลมไว้ เพื่อป้องกันความร้อนและลมจากแอร์หรือหลีกเลี่ยงพื้นที่ส่วนนี้ พื้นที่ที่กล่าวมาทั้งหมดควรจะเป็นพื้นที่ที่มีแสงแดดส่องอย่างน้อยครึ่งวัน

จัดการดินให้เหมาะสม

ส่วนสำคัญประการที่สองคือ ดิน สำหรับดินที่อยู่บริเวณข้างบ้าน หลังบ้าน หน้าบ้าน ของบ้านเดี่ยวหรือทาวน์เฮ้าส์ในเมืองส่วนใหญ่จะเป็นดินที่นำมาจากบ่อดินมาถมพื้นที่เพื่อสร้างบ้าน เพราะฉะนั้นดินดังกล่าวจะเป็นดินชั้นล่างที่ขุดขึ้นมา ไม่ใช่หน้าดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ จึงจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงให้เหมาะสมกับพืช เพราะดินจำเป็นต่อการผลิตพืชอย่างมาก ถือว่าเป็นปัจจัยพื้นฐานในการปลูกพืช ดินที่เกิดจากการผุพังของหินและแร่ที่กลายเป็นอนุภาคเล็กๆ เมื่อรวมกับอินทรียวัตถุที่ย่อยสลายและคลุกเคล้ากันอย่างดีจะกลายเป็นดินที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับพืช ถ้าพื้นที่มีลักษณะของดินแน่นเหนียวหรือเป็นทราย ควรปรับสภาพของดินด้วยอินทรียวัตถุ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก แกลบดิบ เศษใบไม้แห้ง ขี้เถ้า เป็นต้น เพื่อให้ดินมีความร่วนซุยขึ้น ระบายน้ำและอากาศดีขึ้น และยังเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ดิน ทำให้รากพืชสามารถชอนไชลงไปในดินได้ดี ส่วนใหญ่การปลูกพืชในเมืองมักใช้ดินพร้อมปลูกซึ่งก็สามารถนำมาใช้ได้

ปลูกพืชให้เหมาะสมกับแสง

เราควรสังเกตทิศทางของแสงแดดของวัน เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการวางแปลนของสวนและใช้ประกอบการเลือกพืช แปลงผักซึ่งเป็นพืชที่ต้องการแสงมาก ควรจัดทำแปลงให้ยาวไปทางทิศเหนือ-ใต้ เพื่อให้พืชได้รับแสงแดดตลอดทั้งวัน แต่ถ้าทำแปลงในทิศตะวันออก-ตะวันตก พืชที่อยู่ตรงกลางจะไม่ได้รับแสงแดด แต่ถ้าปลูกในกระถาง ควรวางในพื้นที่ที่ได้รับแสงส่องถึงอย่างน้อยครึ่งวัน เพื่อให้พืชเจริญเติบโตและให้ผลผลิตอย่างเต็มที่ ถ้าทำสวนบนดาดฟ้า เรื่องแสงแดดมักไม่มีปัญหา แต่จะพบปัญหาแสงแดดแรงจัดมากเกินไป เพราะนอกจากความร้อนจากแสงแดดแล้ว ยังจะได้รับความร้อนจากตัวตึก ดังนั้น ควรมีการพรางแสงแก่ผักที่ยังเล็ก และน้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการเจริญเติบโตของพืช ถ้าปลูกพืชในบ้าน อาจใช้น้ำประปาหรือรองน้ำฝนไว้ใช้ ที่สำคัญแหล่งน้ำควรอยู่ใกล้กับแปลงปลูกหรือกระถางปลูก เพื่อสะดวกในการรดน้ำ แต่ถ้าอยู่ไกลควรต่อสายยางให้มีระยะเพียงพอกับการใช้งาน

พืชที่ปลูก

สิ่งที่สำคัญในการเลือกพืชที่จะปลูกในระบบเกษตรอินทรีย์ ควรเป็นพันธุ์พืชพื้นเมืองหรือพันธุ์ผสมเปิดที่แข็งแรงทนทาน เพราะสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ เพื่อนำมาปลูกครั้งต่อไปได้ และหลีกเลี่ยงเมล็ดพันธุ์การค้า ที่บางพันธุ์มีการตัดต่อพันธุกรรม หรือ จีเอ็มโอ (GMO) เมล็ดพันธุ์เหล่านี้จะให้ผลผลิตดีในการปลูกครั้งแรก พอเก็บเมล็ดพันธุ์เพื่อจะนำมาปลูกครั้งต่อไป ผลผลิตที่ได้จะไม่ดีดังเดิม หรือมีเมล็ดไม่สมบูรณ์

สำหรับผู้ที่ต้องการปลูกผักไว้กินเองนั้น ควรสอบถามจากคนในบ้านว่าชอบกินผักชนิดไหน เพื่อให้ตรงกับความต้องการของคนในบ้าน และผักสวนครัวที่ใช้ประกอบอาหารกันบ่อยๆ ได้แก่ กะเพรา โหระพา สะระแหน่ ผักชี ผักชีฝรั่ง พริก ข่า ตะไคร้ มะกรูด มะนาว ผักพวกนี้เป็นพืชที่ดูแลง่าย และเหมาะสมกับทุกสภาพพื้นที่ การปลูกพืชในระบบเกษตรอินทรีย์ ควรปลูกพืชให้ผสมผสานกัน มีความหลากหลาย หมุนเวียนกันและมีประโยชน์ซึ่งกันและกัน ในพื้นที่เดียวกันหรือแปลงเดียวกัน มีการปลูกผักหลายชนิดที่มีประโยชน์เกื้อกูลกัน เช่น ผักคะน้า ผักสลัด แซมด้วยผักชี ต้นหอม จะช่วยไล่แมลงได้ เพราะมีกลิ่นฉุน เป็นต้น

การปลูกพืชผักหมุนเวียนกันในพื้นที่เดียวกันคือ การปลูกผักพร้อมๆ กันทั้ง 4 ประเภท ดังนี้

1. ผักกินใบ : คะน้า กวางตุ้ง ผักกาดขาวปลี ผักกาดเขียว ผักกาดหอม ผักบุ้ง ผักชี ต้นหอม ขึ้นฉ่าย

2. ผักกินหัวและราก : หัวไชเท้า แครอต บีทรูท มันเทศ

3. ผักกินผล : มะเขือเปราะ มะเขือยาว มะเขือเทศ แตงกวา แตงร้าน บวบเหลี่ยม บวบหอม ฟักเขียว ฟักทอง กระเจี๊ยบเขียว

4. พืชตระกูลถั่ว : ถั่วฝักยาว ถั่วแขก ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วลิสง

ในการปลูกนั้น ควรแบ่งปลูกเป็นแปลงย่อย 4 ประเภท และหมุนเวียนสลับพื้นที่กัน เพราะผักแต่ละประเภทจะมีความยาวของรากที่แตกต่างกัน ทำให้ดูดซึมธาตุอาหารจากดินในระดับที่ต่างกัน วิธีการปลูกพืชแบบนี้จะเป็นการรักษาดิน ไม่ทำให้ดินเสื่อมสภาพ เพราะมีการปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อช่วยเพิ่มไนโตรเจนให้กับดิน และทำให้ดินมีอินทรียวัตถุเพิ่มขึ้นด้วย การปลูกพืชหมุนเวียนยังช่วยป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืชได้ดี

เนื่องจากเป็นวิชาเกี่ยวกับดิน อาจารย์เกศศิรินทร์จึงให้เน้นการใช้วัสดุปลูกที่เหมาะสมกับพืชแต่ละชนิดและที่สำคัญอีกอย่างคือ การปลูกพืชทั้งหมดบนดาดฟ้าจะต้องเป็นพืชอินทรีย์เท่านั้น เนื่องจากเราไม่ต้องมาเสี่ยงรับสารพิษจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช และการใช้พื้นที่จำกัดในการปลูกจะจัดการวัสดุปลูกให้ดีง่ายกว่าพื้นที่ขนาดใหญ่มาก ทดลองปลูกกันเถอะครับ อย่างนี้ก็มีความภูมิใจในผลผลิตของเราเอง

สิ่งที่ได้รับในการทำแปลงปลูกบนดาดฟ้า คือ บนดาดฟ้าชั้น 4 ไม่มีแมลงมาคอยกวนใจ และอีกประการหนึ่งการจัดการดินที่ดีทำให้ปราศจากโรครากเน่า ในช่วงที่มีผักบนดาดฟ้าจะมีผู้สนใจมาแวะชมไม่ขาดสาย เพราะถือเป็นแหล่งเรียนรู้จากของจริง ปัจจุบัน มหาวิทยาราชภัฏพระนคร มีงานบริการวิชาการเป็นการอบรมหัวข้อ เกษตรอินทรีย์วิถีคนเมือง ปีละ 2 ครั้ง ครั้งแรกประมาณเดือนมกราคม ครั้งที่ 2 ประมาณเดือนพฤษภาคม แต่ละครั้งจะรับผู้สนใจครั้งละ 50 ท่าน สนใจติดต่อ อาจารย์เกศศิรินทร์ แสงมณี โทรศัพท์ (094) 239-4263

มิตรชัย ยุทธรักษ์ ผู้มุ่งมั่นทำเกษตรผสมผสาน ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05052011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

เศรษฐกิจพอเพียง

ผศ.ดร. วัลลภ พรหมทอง คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

มิตรชัย ยุทธรักษ์ ผู้มุ่งมั่นทำเกษตรผสมผสาน ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

“…ข้าพเจ้าพึงระลึกอยู่เสมอว่า ถ้าคนเรามีความขยันหมั่นเพียร มีความรับผิดชอบ เราก็สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างไม่ลำบาก ข้าพเจ้าได้ลองผิดลองถูกกิจกรรมไร่นาสวนผสมตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หวังให้ครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้า พออยู่ พอกิน พอใช้ จนในปัจจุบันประสบความสำเร็จ ครอบครัวมีรายได้จากการเก็บผลผลิตภายในฟาร์มขายทุกวัน ทุกเดือน ตลอดทั้งปี…”

คุณมิตรชัย ยุทธรักษ์ เกษตรกร วัย 48 ปี ชาวอำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวถึงหลักการทำงาน และเป็นเส้นทางที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จดั่งเช่นในทุกวันนี้

คุณมิตรชัย จบการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากการศึกษานอกโรงเรียน สมรสกับ คุณรัชนก ยุทธรักษ์ มีบุตร 2 คน คือ คุณพงษ์ศักดิ์ ยุทธรักษ์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ และปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และ คุณชาญณรงค์ ยุทธรักษ์ สำเร็จปริญญาตรี จากคณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

เดิม คุณมิตรชัย มีอาชีพขับรถไถ รับจ้างไถนา-ไถไร่ ตระเวนไปทั่วพื้นที่ในเขตจังหวัดเพชรบูรณ์ ต้องจากบ้าน พักค้างคืนในต่างพื้นที่ ไม่ค่อยได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวเหมือนคนอื่นๆ ยิ่งรับงานมาก ยิ่งต้องห่างไกลจากครอบครัวยิ่งขึ้น หาเงินได้แต่ไม่มีความสุขในชีวิต

จนกระทั่งวันหนึ่ง หลังจากที่รับจ้างขับรถไถ ได้พักผ่อนเปิดวิทยุฟังเพลง และมีช่วงหนึ่งที่ผู้ดำเนินรายการได้นำเสนอพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้มีพระราชดำริถึง “การกินอยู่แบบไทย กินอยู่แบบเศรษฐกิจพอเพียง โดยการทำไร่นาสวนผสม ปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์แบบเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เพื่อบริโภคในครัวเรือน มีเหลือจำหน่ายเป็นรายได้ ไม่ยากจน”

ทำให้เกิดความสนใจและอยากจะทำตามพระราชดำริของพระองค์ท่าน จึงเป็นจุดเปลี่ยนจากอาชีพรับจ้างขับรถไถมาทำไร่นาสวนผสม เมื่อปี 2544

เริ่มแรก การทำไร่นาสวนผสม คุณมิตรชัยได้ศึกษาหาความรู้ โดยปรึกษาหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จนได้ข้อมูลในการตัดสินใจลงมือทำไร่นาสวนผสม จึงขายรถไถ จำนวน 2 คัน นำเงินมาลงทุนขุดสระน้ำ ปรับพื้นที่ และจัดซื้อพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ เพื่อทำนา เพาะปลูกพืช และเลี้ยงสัตว์ ในพื้นที่ของตนเอง

โดยมีการวางแผนบริหารจัดการให้แต่ละกิจกรรมที่ทำนั้น เกื้อกูลกัน วางแผนการผลิตทั้งพืชและสัตว์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้พอกิน พอใช้ ถ้าเหลือก็ขาย เพื่อมีรายได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน และรายปี

จากการทำไร่นาสวนผสมตลอดระยะเวลา 12 ปี ที่ผ่านมา ในพื้นที่ 34 ไร่ 2 งาน ปัจจุบันมีการบริหารจัดการจนเกิดรายได้อย่างต่อเนื่องทุกวัน และไม่มีหนี้สิน พร้อมกันนี้ได้มีการออมเงิน 2,000 บาท ทุกวัน โดยตั้งเป้าว่า ภายใน 18 เดือน ต้องมีเงินออมอย่างน้อย 1 ล้านบาท จากผลผลิตในไร่นาสวนผสมของตนเอง และที่สำคัญที่สุด คือ คุณมิตรชัย มีความสุขกับครอบครัว และได้อยู่ด้วยกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา

กิจกรรมในการทำการเกษตร

การดำเนินการภายในฟาร์มของคุณมิตรชัย มีการแบ่งพื้นที่ออกเป็นสัดส่วนในลักษณะไร่นาสวนผสม หรือเกษตรผสมผสาน ซึ่งแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน คือ บ่อน้ำ นาข้าว แปลงปลูกพืช และที่อยู่อาศัย คล้ายๆ ลักษณะของเกษตรทฤษฎีใหม่ แต่สัดส่วนไม่ได้เป็นไปตามสัดส่วนที่กำหนดมากนัก การแบ่งพื้นที่ทำกิจกรรมการเกษตรเป็นดังนี้

บ่อน้ำ : คุณมิตรชัย ได้ขุดบ่อน้ำไว้ จำนวน 4 บ่อ เนื้อที่รวมประมาณ 6 ไร่ ในแต่ละบ่อนั้นจะใช้กักเก็บน้ำไว้สำหรับการปลูกพืชในช่วงฤดูแล้ง และใช้เลี้ยงปลา ส่วนใหญ่เป็นปลากินพืช เช่น ปลานิล ตะเพียน และปลาบึก โดยใช้ปุ๋ยจากเล้าไก่ ทำให้น้ำในบ่อปลามีสีเขียว มีอาหารตามธรรมชาติ ไม่ต้องใช้อาหารสำเร็จชนิดเม็ด และปลูกหญ้าเนเปียร์ พันธุ์ปากช่อง 1 เพื่อทำเป็นหญ้าหมัก ใส่ลงในบ่อเพิ่มอาหารธรรมชาติ ก่อนจับปลาไปจำหน่าย มีการจับปลารวบรวมมาใส่กระชังเพื่อเป็นการกำจัดกลิ่นโคลนก่อนจำหน่าย ทำให้ปลาที่จำหน่ายไม่มีกลิ่นโคลน โดยนำไปจำหน่ายเอง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง และส่วนหนึ่งนำปลาไปเผาจำหน่ายในตลาด เป็นการเพิ่มมูลค่า เป็นช่องทางหนึ่งของการเพิ่มรายได้อีกด้วย

นาข้าว : คุณมิตรชัย ทำนาในพื้นที่จำนวนประมาณ 17 ไร่ เป็นข้าวนาปี คือปลูกปีละครั้ง นาข้าวทำเป็นนาข้าวปลอดสาร ใช้น้ำในบ่อเลี้ยงปลาและโคลนตมบริเวณใต้เล้าไก่เป็นปุ๋ยอินทรีย์ให้กับข้าว โดยไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมี ทำให้ปลอดภัยต่อทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค สภาพแวดล้อมดี ดินไม่เสื่อม ข้าวเจริญงอกงามดีค่อนข้างสมบูรณ์ ข้าวที่ปลูกให้ผลผลิตสูง ประมาณ 700 กิโลกรัม ต่อไร่ (70 ถัง ต่อไร่) ผลผลิตข้าวที่ได้ ใช้สำหรับบริโภคในครอบครัว ส่วนที่เหลือก็นำไปจำหน่ายเป็นรายได้มาสู่ครอบครัว ทำให้มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 150,000 บาท ต่อปี

แปลงปลูกพืช : ในแปลงปลูกพืช คุณมิตรชัย ได้ปลูกพืชหลายชนิด ปลูกทั้งในแปลง บริเวณขอบบ่อ และบริเวณรอบๆ บ้าน มีการปลูกพืชหลายชนิดเพื่อให้มีผลผลิตและรายได้หมุนเวียนตลอดทั้งปี เช่น

พืชผักสวนครัว ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ว่างในฟาร์ม บริเวณคันขอบบ่อปลา คันนา คันคูน้ำ ปลูกพืชผักสวนครัว เช่น ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ชะอม ตำลึง มะระ ผักหวานบ้าน ผักหวานป่า เก็บผลผลิตขายที่ตลาดเป็นรายได้เสริม เป็นการใช้ประโยชน์จากที่ดิน และช่วยคลุมดิน ลดการพังทลายของขอบบ่อปลา คันคู คันนา ได้อีกทางหนึ่งด้วย

สวนไผ่เลี้ยง เป็นการปลูกไผ่โดยการยกร่อง และใช้น้ำจากบ่อปลาที่มีปุ๋ยอินทรีย์ของมูลไก่ นำมารดเพื่อเป็นปุ๋ย โดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมี และมีการตัดแต่งกอไผ่ให้มีหน่อออกนอกฤดู ก็นำมาปักชำเพื่อจำหน่ายอีกทางหนึ่ง ต้นไผ่ที่ได้จากการตัดแต่ง นำมาใช้ประโยชน์สำหรับสร้างอาคารฝึกอบรม ทำค้างพืชผัก และจำหน่าย ทำให้มีรายได้จากการขายผลิตผลของไผ่ตลอดทั้งปี ในช่วงฤดูที่มีหน่อไม้ในท้องตลาดมากทำให้ราคาตก ก็จะนำมาแปรรูปเป็นหน่อไม้ต้ม หน่อไม้ดอง เก็บไว้จำหน่ายได้อย่างต่อเนื่อง

ไม้ผล ปลูกในพื้นที่ทั้งขอบบ่อและที่ว่างภายในฟาร์ม บริเวณรอบๆ บ้าน ไม้ผลที่สำคัญ ได้แก่ ชมพู่ มะยงชิด มะพร้าว โดยใช้ประโยชน์จากการเก็บผลผลิตขายตามฤดูกาล และตอนกิ่ง ปักชำ ทำเป็นต้นพันธุ์เพื่อจำหน่าย

ที่อยู่อาศัย : ในบริเวณที่อยู่อาศัยของคุณมิตรชัยนั้น ประกอบด้วย บ้านพักอาศัย ถนน ป้ายฟาร์ม สถานที่พักผ่อนสำหรับแขกมาดูงาน อาคารฝึกอบรม นอกจากนี้ ยังมีสถานที่สำหรับทำปุ๋ยหมัก โรงเรือนเพาะชำต้นไม้ โรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่

นอกจากนี้ ยังกำลังก่อสร้างเรือนรับรอง ซึ่งจะทำเป็นแบบโฮมสเตย์ สำหรับผู้มาศึกษาดูงานได้พักอาศัย โดยวัสดุก่อสร้างส่วนใหญ่ได้จากไม้ไผ่ภายในสวน ใช้สำหรับฝึกอบรมและศึกษาดูงาน

โรงเรือนไก่ไข่ มีจำนวน 2 โรงเรือน โรงเรือนแรกตั้งอยู่ข้างบ่อน้ำ ส่วนอีกโรงเรือนตั้งอยู่บนบ่อปลา การเลี้ยงไก่ไข่เป็นการเลี้ยงแบบโรงเรือนกรงตับ ปล่อยให้มูลไก่ลงไปในบ่อปลาเป็นปุ๋ย ทำให้น้ำเขียว เกิดแพลงตอนและสาหร่ายเป็นอาหารของปลา ถ้าในบ่อมีปริมาณปุ๋ยมากก็จะมีการสูบน้ำจากบ่อปลาใต้เล้าไก่ไปใส่สวนไผ่และนาข้าว ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนถ่ายน้ำไปในตัว

ในโรงเลี้ยงไก่และใต้โรงเรือนที่มีน้ำและมูลไก่สะสมอยู่ จะไม่มีปัญหาเรื่องหนอนแมลงวัน เพราะคุณมิตรชัยได้ใช้น้ำที่เหลือจากการแช่อิ่มมะขามมาราด น้ำมะขามแช่อิ่มมีความหวาน เมื่อราดบริเวณพื้นโรงเรือนที่มีการสะสมของมูลไก่ที่เป็นแหล่งเพาะหนอนเกิดจากไข่แมลงวัน เมื่อตัวหนอนมีน้ำมะขามแช่อิ่มเกาะตามตัวหนอนก็จะมีความหวาน จึงดึงดูดมดมากัดกินหนอน เป็นการกำจัดหนอนจากภูมิปัญญาชาวบ้าน ทำให้ไม่มีกลิ่นเหม็น และไม่มีแมลงวันเกิดขึ้นในบริเวณฟาร์ม

สาเหตุที่คุณมิตรชัยประสบความสำเร็จในการทำการเกษตรตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เนื่องจากคุณมิตรชัยเป็นคนที่มีความมุ่งมั่น ตั้งใจจริง มีความขยันหมั่นเพียร ซื่อสัตย์ สุจริต อดออม และพร้อมใจกันทั้งครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นภรรยา ซึ่งส่วนใหญ่จะดูแลในด้านการตลาด การจำหน่ายผลผลิต และทำบัญชีครัวเรือน รวมทั้งบุตรทั้ง 2 คน ซึ่งจบการศึกษาจากสถาบันที่เกี่ยวข้องกับงานภายในฟาร์ม จึงเป็นแรงงานสำคัญในครอบครัวที่ช่วยดำเนินกิจการอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องออกไปหางานทำที่อื่น

ที่สำคัญอีกประการหนึ่งในความสำเร็จก็คือ คุณมิตรชัยมีร้านค้าในตลาดสำหรับจำหน่ายผลิตภัณฑ์เป็นของตัวเอง รวมทั้งจำหน่ายภายในฟาร์มของตนเองด้วย

จากการที่คุณมิตรชัยประสบความสำเร็จจากการดำเนินกิจการ และเป็นคนที่มีจิตสาธารณะ ไม่หวงความรู้ จึงทำประโยชน์ให้แก่ชุมชน สังคม และประเทศชาติมากมาย เช่น เป็นอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน เป็นวิทยากรประจำจุดสาธิตไร่นาสวนผสม และในที่ต่างๆ ตามที่ได้รับคำเชิญ เป็นคณะกรรมการศูนย์บริหารและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลนาแซง มีหน่วยงานและเกษตรกรเข้าศึกษาดูงาน และจัดฝึกอบรมในฟาร์มอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น

จากผลงานดังกล่าว จึงทำให้คุณมิตรชัย ยุทธรักษ์ ได้รับรางวัลจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนมากมาย ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ ระดับจังหวัด ปราชญ์สาขาไร่นาสวนผสมประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ ปี 2556 รางวัลเกษตรกรดีเด่น ระดับภาคเหนือ สาขาไร่นาสวนผสม ปี 2556 รางวัลชมเชยเกษตรกรดีเด่น ระดับประเทศ สาขาไร่นาสวนผสม ปี 2556 และเป็นเกษตรกรที่ได้รับการคัดเลือกจาก ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร บันทึกเทปออกอากาศในรายการ “หอมแผ่นดิน” ตอน ทางเสือผ่าน ออกอากาศทาง ช่อง 9 อสมท เมื่อ วันที่ 27 มีนาคม 2557

คุณมิตรชัย ได้กล่าวทิ้งท้ายกับผู้เขียนไว้ว่า

“…ถ้าคนเรามีความขยันหมั่นเพียร มีความรับผิดชอบ เราก็สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างไม่ลำบาก โดยมีการวางแผนบริหารจัดการให้แต่ละกิจกรรมที่ทำนั้น เกื้อกูลกัน วางแผนการผลิตทั้งพืชและสัตว์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พอกิน พอใช้ ถ้าเหลือก็ขาย ทำให้มีรายได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน และรายปี ซึ่งจะทำให้มีความสุขกับครอบครัว และได้อยู่ด้วยกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา…”

สนใจข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ มิตรชัยฟาร์ม (คุณมิตรชัย ยุทธรักษ์) เลขที่ 142 หมู่ที่ 4 ตำบลนาแซง อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ โทรศัพท์ (081) 394-4552, (087) 316-9130

ทำง่ายด้วยตัวเอง มะพร้าวน้ำหอมติดผลดกตลอดปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05055011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

เทคโนโลยีการเกษตร

อภิวัฒน์ คำสิงห์/เรื่อง-ภาพ

ทำง่ายด้วยตัวเอง มะพร้าวน้ำหอมติดผลดกตลอดปี

ปัจจุบัน ในเขตพื้นที่ที่มีการปลูกมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งได้แก่ เขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร และอีกในหลายพื้นที่ใกล้เคียง เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวจะประสบปัญหาสภาพอากาศในแต่ละช่วงฤดูที่เปลี่ยนแปลง ส่งผลทำให้ต้นมะพร้าวออกดอกติดผลน้อย ทำให้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ส่งผลกระทบต่อระบบการส่งออกมะพร้าวไปยังต่างประเทศที่มีมูลค่าหลายพันล้านบาทต่อปี

ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการ วช. กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยสามารถผลิตมะพร้าวน้ำหอมส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา และแคนาดา มีมูลค่าการส่งออกกว่าหลายพันล้านบาทต่อปี แต่จากปัญหาที่ปริมาณผลผลิตไม่เพียงพอต่อการส่งออกในแต่ละปี ทาง วช. จึงให้การสนับสนุนงานวิจัยดังกล่าวกับทีมวิจัยเพื่อศึกษา และนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาถ่ายทอดให้กับเกษตรกรให้เข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนการใช้เทคโนโลยีผลิตมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งได้แก่ การออกดอก การติดผล ปัจจัยที่ส่งผลต่อการออกดอกและการติดตามการดูแลช่อดอก การป้องกันกำจัดเชื้อรา ตลอดจนการผลิตมะพร้าวน้ำหอมให้ได้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ซึ่งตลาดมีความต้องการอย่างมากทั้งภายในและภายนอกประเทศ

ด้าน รองศาสตราจารย์วรภัทร ลัคนทินวงศ์ จากภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ได้พยายามศึกษาวิจัยหาทางแก้ปัญหาดังกล่าว โดยได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งในปัจจุบันประสบความสำเร็จ สามารถบังคับให้มะพร้าวน้ำหอมติดดอก ออกผลดกตลอดทั้งปี และพร้อมส่งมอบงานวิจัยนี้สู่เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวต่อไป

รองศาสตราจารย์วรภัทร กล่าวเพิ่มเติมว่า ปกติมะพร้าวน้ำหอมที่ปลูกเพื่อการค้า เกษตรกรมักตัดจั่นผลผลิตมาจำหน่าย มีอายุนับตั้งแต่ติดผลแล้วโดยเฉลี่ยประมาณ 6 เดือนครึ่ง ถึง 7 เดือน แต่มะพร้าวที่ส่งออกมักตัดจั่นที่มีอายุประมาณ 6.5-7 เดือน เป็นช่วงที่มะพร้าวออกดอกติดผลน้อย เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคม หรือต้นเดือนกันยายน จนถึงปลายเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงเข้าฤดูฝนในเขตภาคกลาง มีพายุหรือฝนฟ้าคะนองติดต่อกันหลายวัน ทำให้มะพร้าวที่ปลูกแบบร่องสวนในพื้นที่ภาคกลางจะมีจำนวนดอกน้อย เนื่องจากไนโตรเจนที่มาจากน้ำฝนส่งผลให้เจริญเติบโตทางลำต้นมากกว่าและน้ำฝนชะล้างช่อดอกทำให้เกสรขาดสารอาหารในการงอกเพื่อผสมกับดอกตัวเมียบนจั่นมะพร้าว

สำหรับเทคโนโลยีการผลิตมะพร้าวน้ำหอมผลดกตลอดทั้งปีจะใช้เทคโนโลยีการผสมเกสรสดด้วยการฉีดพ่น โดยจะนำเกสรตัวผู้ล้างน้ำเกลือและบดให้เมล็ดแตกผสมกับน้ำ 10 ลิตร ให้ละอองเกสรลอยผสมกัน เทใส่ตะแกรงกรองน้ำใส่ถังฉีดพ่นที่มีสารละลาย เกสรมะพร้าว (Pollen Germ” Media) อัตราส่วนสารละลายเกสรมะพร้าว 1 ลิตร ต่อ น้ำ 9 ลิตร ทิ้งไว้อย่างน้อย 30 นาที ก่อนนำไปพ่นช่อดอก

โดยวิธีการผสมจะเลือกช่อดอกเกสรตัวเมียจากต้นที่มีความสมบูรณ์ อายุประมาณ 2 ปี โดยจะเริ่มฉีดสารละลายล้างช่อดอก (Botton Cleansing Agent) อัตราส่วน สารละลายล้างช่อดอก 1 ลิตร ต่อน้ำ 9 ลิตร เพื่อทำความสะอาดช่อดอกก่อน 1 ครั้ง ในช่วงเช้า ก่อน 11.30 น.

จากนั้นจะฉีดสารละลายเกสรมะพร้าวที่ผสมเกสรที่ช่อเกสรตัวเมียบนต้นมะพร้าว โดยเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือ ในช่วงเช้า ก่อน 11.30 น. เพียงเท่านี้มะพร้าวที่เคยติดผล 5-10 เปอร์เซ็นต์ จะเพิ่มสูงขึ้นเป็น ร้อยละ 80 โดยที่ไม่ส่งผลกระทบทำให้ต้นโทรมหรือรสชาติของน้ำและเนื้อมะพร้าวเปลี่ยนไปจากเดิม

“เทคโนโลยีการผลิตมะพร้าวน้ำหอมผลดกทั้งปี จะสามารถช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนมะพร้าวในหน้าแล้งได้ และช่วยให้มะพร้าวน้ำหอมมีผลผลิตจำนวนมากขึ้น ติดดอกและออกผลผลิตได้ตลอดทั้งปี ผลผลิตที่ได้มาตรฐานสากล สามารถรองรับการส่งออกที่มีมูลค่าหลายพันล้านบาทต่อปี อีกทั้งช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิต และมีรายได้เพิ่มขึ้น” รองศาสตราจารย์วรภัทร กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ รองศาสตราจารย์วรภัทร ยังฝากบอกถึงพี่น้องเกษตรกรที่สนใจอีกครับว่า ทาง วช. และทีมวิจัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยินดีบริการจัดอบรมให้กับเกษตรกรและผู้ที่สนใจภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจาก วช. โดยเกษตรกรจะต้องรวมกลุ่ม (20-50 คน) อบรมเทคโนโลยีการผลิตมะพร้าวน้ำหอมติดลูกดกตลอดทั้งปี

ส่วนสารละลายทั้ง 2 ชนิด ยังไม่มีการผลิตจำหน่ายในท้องตลาด แต่หากเกษตรกรท่านใดสนใจ สามารถสอบถามเข้าไปที่ ภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โทรศัพท์ (02) 564-4488 (ในวันเวลาราชการ)

การจัดการสู้ภัยแล้ง สูตร “มก. – โมเดล” เริ่มที่ 4 อำเภออีสาน จังหวัดกาญจนบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

เทคโนโลยีการเกษตร

ผศ. ดีเซลล์ สวนบุรี ศูนย์วิจัยสำรวจธรณีประยุกต์ ภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทร. (081) 496-9744 E-mail : fscidss@ku.ac.th, desell@yahoo.com

การจัดการสู้ภัยแล้ง สูตร “มก. – โมเดล” เริ่มที่ 4 อำเภออีสาน จังหวัดกาญจนบุรี

มก. ได้มีส่วนร่วมแก้ปัญหาสู้ภัยแล้งให้กับชุมชนที่กำลังเดือดร้อน ช่วยเหลือสังคมที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ตามแนวทางการจัดการสู้ภัยแล้งแบบ “มก. – โมเดล” เฟสแรกแบบเร่งด่วน จำเป็นต้องมีส่วนร่วมจากทั้ง 3 ฝ่าย คือนอกเหนือจาก มก. ที่เป็นผู้จัดการ ประสานงานหาผู้ใจดีบริจาคทุนดำเนินการแล้ว ชุมชนท้องถิ่น ผู้นำชุมชนต้องมีส่วนเข้าร่วมบริหารจัดการ ทั้งในการดำเนินงานสนาม และร่วมออกค่าใช้จ่ายด้วยบางส่วน และที่สำคัญคือแหล่งทุนสนับสนุนเพื่อให้การดำเนินงานจนสามารถพัฒนาน้ำใต้ดิน มาช่วยเหลือชุมชนในด้านอุปโภคบริโภคประสบผลสำเร็จ

การจัดการสู้ภัยแล้ง เริ่มใน 4 อำเภอ วิกฤตภัยแล้งของจังหวัดกาญจนบุรี คือ อำเภอบ่อพลอย อำเภอห้วยกระเจา อำเภอหนองปรือ และอำเภอเลาขวัญ ที่ได้ชื่อว่าเป็นพื้นที่หาน้ำยาก และกำลังเดือดร้อนขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค จนท้องถิ่นเองให้ฉายาว่าเป็นอีสานแห่งภาคตะวันตก

มก. ยังดำเนินการสู้ภัยแล้งอย่างยั่งยืน โดยระดมนักวิจัยของ มก. ดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่องในเฟสต่อไป โดยเป็นการร่วมบูรณาการอย่างเข้มข้น เช่น จากคณะสิ่งแวดล้อม คณะเกษตร และคณะวนศาสตร์ เป็นต้น และจากอีกหลายหน่วยงานของ มก. เพื่อช่วยเหลือชุมชนในหลายมิติเป็นมุมกว้างต่อไป สอดคล้องกับเอกลักษณ์ของ มก. คือ มุ่งสร้างศาสตร์แห่งแผ่นดิน เพื่อความกินดีอยู่ดีของชาติ

รูปแบบการจัดการสู้ภัยแล้ง สูตร มก. – โมเดล เฟสแรก

มก. เป็นแกนประสานงานทุกมิติ ทำหน้าที่ระดมหาทุนจากผู้ใจดี และหน่วยงานเอกชนร่วมกันบริจาคเป็นค่าดำเนินการ ช่วยเลือกเน้นพื้นที่การขาดแคลนน้ำใช้อุปโภคบริโภคค่อนข้างรุนแรง และต่อเนื่องเป็นเวลานาน และทำความเข้าใจเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน ผู้นำชุมชน รวมทั้งช่วยบริหารจัดการในระดับท้องถิ่น และจุดเด่นอีกอย่างของ มก. คือ การพัฒนางานวิจัยที่ประยุกต์ด้านเทคนิค และเครื่องมือวิจัยในการหาแหล่งน้ำใต้ดินอย่างมีประสิทธิภาพ

ลำดับขั้นตอนของรูปแบบการจัดการสู้ภัยแล้ง มีดังนี้

1. เริ่มที่ระดับผู้บริหาร นักวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง มก. รวมทั้งสมาคมนิสิตเก่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมบริหาร วางแผนการจัดการทุกขั้นตอน ประชาสัมพันธ์จัดหาทุนสนับสนุนเพื่อให้โครงการสัมฤทธิ์ผล ในช่วงเวลาที่ชาวบ้านต้องการความช่วยเหลือ

2. การเลือกพื้นที่เป้าหมาย โดยมี ปลัดสุพจน์ บำรุงกลาง (ปลัด อบต. หนองปรือ) เป็นผู้ประสานงานกับหน่วยงานปกครองท้องถิ่นทั้ง 4 อำเภอ หมู่บ้านที่ได้รับการเลือกดำเนินการ เป็นพื้นที่ประสบภัยแล้ง แล้งซ้ำซากเป็นประจำทุกปี ซึ่งพบว่ามีปัญหาภัยแล้งจริงๆ จากนั้นเริ่มทำความเข้าใจผู้เข้าร่วมโครงการ ตั้งแต่การเลือกและจัดลำดับพื้นที่ที่พบว่าเป็นพื้นที่วิกฤตภัยแล้ง จึงทำให้การดำเนินงานในแต่ละหมู่บ้าน เป้าหมายเป็นไปตามทุกขั้นตอน ราบรื่น รวดเร็ว และได้ผลเป็นไปตามแผนที่วางไว้

พื้นที่ 9 หมู่บ้าน ของอำเภอหนองปรือ ภายใต้การบริหารจัดการของ อบต. หนองปรือ ผ่านการพิชิตภัยแล้งอย่างสมบูรณ์ ที่ประสบความสำเร็จจากการสำรวจชี้ตำแหน่งแหล่งน้ำใต้ดิน และการเจาะจนได้น้ำมาใช้แล้วตามแผนทุกขั้นตอน

การดำเนินการสู้ภัยแล้งกำลังดำเนินต่อเนื่องอีก 15 หมู่บ้าน ของ 3 อำเภอ คือ อำเภอบ่อพลอย อำเภอห้วยกระเจา และอำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี ที่เผชิญสภาวะภัยแล้งขาดแคลนน้ำอุปโภคขณะนี้

3. หาตำแหน่งที่เป็นแหล่งน้ำใต้ดิน เน้นพื้นที่ที่เป็นที่สาธารณะ หรือใช้สำหรับส่วนกลาง เช่น บริเวณใกล้ที่ตั้งหอถังน้ำประปาของหมู่บ้าน เป็นการศึกษาลักษณะอุทกธรณีวิทยาน้ำใต้ดิน ศักยภาพ และชั้นน้ำใต้ดิน ลักษณะแหล่งน้ำใต้ดินในบางพื้นที่จำเป็นต้องได้รับการแนะนำจากผู้อำนวยการ สิทธิศักดิ์ มั่นอยู่ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ส่วนการชี้ตำแหน่งที่เป็นแหล่งน้ำใต้ดินสำหรับการเจาะ ดำเนินการโดย ผศ. ดีเซลล์ สวนบุรี หน่วยวิจัยสำรวจธรณีประยุกต์ คณะวิทยาศาสตร์ มก. ประยุกต์เทคโนโลยีเพื่อใช้หาแหล่งน้ำใต้ดิน เครื่องมือวิจัยจะอ่านค่าอัตโนมัติ 60 ขั้ว (Multi-electrode) แบบเชิง 2 มิติ แล้ววิเคราะห์ข้อมูล แบบเชิง 1 มิติ ที่ตำแหน่งทุกๆ 10 เมตร สามารถแสดงประเภทแหล่งน้ำใต้ดิน ความหนา ความลึก จำนวนชั้นน้ำในรอยแตกของหินแข็ง เป็นการกำหนดตำแหน่งแหล่งน้ำใต้ดินอย่างมีประสิทธิภาพ (รายละเอียดเทคนิค และวิธีการของการสำรวจหาแหล่งน้ำใต้ดินวิธีนี้ สามารอ่านเพิ่มเติมใน มติชนเทคโนโลยีชาวบ้าน ฉบับวันที่ 1 กรกฎาคม 2558 หน้า 80-81)

4. การเจาะและพัฒนาแหล่งน้ำใต้ดิน มก. ร่วมประสานงานกับผู้ร่วมสนับสนุนการดำเนินการเพื่อบรรลุผลสำเร็จขั้นตอนการเจาะน้ำ รวมทั้งติดตั้งปั๊มน้ำพร้อมได้น้ำสู่ชุมชน และร่วมบริหารจัดการน้ำให้กับชุมชน เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จะช่วยสนับสนุนพื้นที่ อำเภอห้วยกระเจา ซึ่งอยู่ในเขตประกาศภัยแล้ง และส่วนการสนับสนุนพื้นที่อื่น เช่น อำเภอเลาขวัญ คุณสกล มงคลธรรมากุล นายกสมาคมนิสิตเก่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมช่วยสนับสนุน และประชาสัมพันธ์เชิญชวนนิสิตเก่าร่วมบริจาค เป็นทุนดำเนินการช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งต่อไป

ด้านความรู้เรื่องการเจาะน้ำในแต่ละพื้นที่นั้น ได้รับความร่วมมือจาก คุณศุภผล จริงจิตร นายกสมาคมน้ำบาดาลไทย และสมาชิก ที่ช่วยแนะนำเทคนิคการเจาะน้ำและการจัดการแหล่งน้ำให้สอดคล้องกับลักษณะของชั้นน้ำบริเวณนั้นๆ รวมทั้งการคัดเลือกผู้เข้าร่วมดำเนินโครงการ หรือจะร่วมกันพัฒนาบ่อน้ำใต้ดินในลำดับต่อไป

5. น้ำที่ได้จากผลสำเร็จแล้ว จะนำมาเป็นน้ำดิบสำหรับประปาหมู่บ้าน เรื่องคุณภาพน้ำนับว่าสำคัญมาก เพราะน้ำใต้ดินที่ได้ในเขตพื้นที่แต่ละหมู่บ้าน มีคุณภาพแตกต่างกันตามสภาพพื้นที่ที่ความหลากหลาย เช่น เป็นชั้นน้ำในเขตหินแกรนิต มีคุณภาพที่ต่างกันจากหินปูน หรือจากชั้นตะกอนหินร่วน การตรวจวัดคุณภาพน้ำก่อนที่จะนำมาเป็นน้ำดิบสำหรับประปาหมู่บ้าน โดย ดร. กิตติชัย ดวงมาลย์ คณะสิ่งแวดล้อม มก. ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม จะดำเนินการเก็บตัวอย่างน้ำ และการวิเคราะห์ เน้นศึกษาตามลักษณะแหล่งน้ำใต้ดิน เช่น บริเวณที่เป็นหินแกรนิต ก็จะเน้นหาโลหะหนักและสารหนู เป็นต้น เมื่อทราบผลวิเคราะห์จึงมีการแนะนำแนวทางการบำบัดอย่างถูกวิธี เพื่อสุขภาพที่ดีของคนของในชุมชน

6. ปริมาณการสูบใช้น้ำควรสัมพันธ์กับการรักษาสภาพของบ่อให้ใช้งานได้สอดคล้องกับธรรมชาติของน้ำใต้ดินบริเวณนั้นๆ เมื่อสูบทดสอบปริมาณน้ำ จะช่วยแนะนำการสูบใช้น้ำในปริมาณที่เหมาะสม เช่น ระยะเวลา ปริมาณการสูบใช้งาน การติดตั้งขนาดปั๊มน้ำ ทั้งนี้ เพื่อรักษาความสมดุลของระบบน้ำใต้ดินมีความสำคัญต่อการใช้น้ำให้ยั่งยืน เพื่อให้บ่อน้ำบาดาลคงสภาพการใช้งานได้ยาวนาน

ผลสำเร็จในการสู้ภัยแล้ง ของอำเภอหนองปรือ

การจัดการสู้ภัยแล้งของพื้นที่อำเภอหนองปรือ จากบทบาทเด่นของ อบต. หนองปรือ เมื่อคัดเลือกหมู่บ้านที่เป็นผลกระทบจากภัยแล้ง ได้ 9 หมู่บ้าน (จาก 22 หมู่บ้าน) สามารถดำเนินการเจาะน้ำต่อเนื่องทันที เมื่อทราบผลการสำรวจแหล่งน้ำ ลักษณะแหล่งน้ำใต้ดินของแต่ละหมู่บ้านเป้าหมายมีความหลากหลายแตกต่างกัน ดูได้จากแผนที่น้ำบาดาล (รูปที่ 4) การดำเนินงานสนามของ หน่วยวิจัยสำรวจธรณีประยุกต์ มก. ยังจัดให้นิสิตภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ ร่วมฝึกงานสำรวจแหล่งน้ำใต้ดิน ฝึกเทคนิคการประยุกต์ การใช้เครื่องมือวิจัยขั้นสูงในสนาม รวมทั้งการประมวลผลและแปลความหมายข้อมูล (รูปที่ 5)

ตัวอย่างผลการสำรวจด้วยเทคนิคเชิง 2 มิติ โดยเลือกมาแสดงจาก 2 หมู่บ้าน คือ บ้านหนองสาหร่าย หมู่ที่ 6 และบ้านหนองใหญ่ หมู่ที่ 11 ที่มีลักษณะของชั้นน้ำใต้ดินแตกต่างกัน คือหมู่ที่ 6 เป็นชั้นน้ำตะกอนหินร่วน ส่วนหมู่ที่ 11 ได้น้ำจากรอยแตกของหินปูนที่เป็นหินดานในพื้นที่ (รูปที่ 6 และ 7) จนสามารถชี้ตำแหน่งจุดเจาะ และได้ปริมาณน้ำ 20 และ 6 ลูกบาศก์เมตร ต่อชั่วโมง ตามลำดับ ผลการเจาะน้ำโดยรวม ได้น้ำใช้ทั้ง 9 หมู่บ้าน เป็น 100% ปริมาณที่ได้ก็แตกต่างกันตามลักษณะแหล่งน้ำใต้ดิน (ดูรายละเอียดในตารางที่ 1) ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานช่วงแรก ได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท ธัส ไมนิ่ง จำกัด จึงทำให้การจัดการสู้ภัยแล้งของอำเภอหนองปรือ ประสบผลสำเร็จในระยะเวลาที่สามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านได้ทันท่วงที

การดำเนินโครงการสู้ภัยแล้ง สูตร มก. – โมเดล ต้องทำงานกันเป็นทีม หลายฝ่าย ทั้งกับชุมชนท้องถิ่น และผู้สนับสนุนทุนดำเนินการเกี่ยวข้องกันหลายด้าน การใช้พื้นที่ การสำรวจ และการเจาะ แม้ว่าจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการสู้ภัยแล้งเพื่อชุมชนที่เดือดร้อนขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค ยังต้องการผู้ใจดีอีกจำนวนมาก ร่วมบริจาคเข้าหมายเลขบัญชี 043-741327-1 “เกษตรศาสตร์ช่วยภัยแล้ง” ธนาคารกรุงเทพ สาขามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อเป้าหมายแรกประสบผลสำเร็จ ก็จะพัฒนานำเอาแนวทางเดียวกันนี้ไปดำเนินการต่อเนื่อง เช่น ขยายจำนวนหมู่บ้าน หรือขยายพื้นที่ไปจังหวัดอื่นๆ ต่อไป

แมงกะพรุน คอลลาเจนลอยน้ำจากทะเล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05062011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

เกษตรอินทรีย์และวิถีสุขภาพ

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

แมงกะพรุน คอลลาเจนลอยน้ำจากทะเล

ชาวจีนนำแมงกะพรุนมาเป็นอาหารนานนับ 1,000 ปีแล้ว รวมถึง ปลิงทะเล ซึ่งคนไทยได้ยินแค่ชื่อก็ขยะแขยงแล้ว ไม่ต้องถึงขนาดเอามากิน แต่คนจีนเชื่อว่า แมงกะพรุน มีสรรพคุณทางยา สามารถใช้บำบัดอาการปวดกระเพาะหรือเป็นตะคริว คนไทยบริโภคแมงกะพรุนเพราะเป็นส่วนหนึ่งที่ใส่ในเย็นตาโฟ สำหรับคนชอบแซบจะเป็นเมนูยำ หรือลวกจิ้ม แต่ปัจจุบันในเย็นตาโฟเปลี่ยนจากแมงกะพรุนเป็นเห็ดหูหนูขาว เนื่องจากคุณสมบัติกรุบๆ คล้ายๆ กัน

นอกจากนี้ ชาวจีนยังเชื่อว่า แมงกะพรุน รักษาโรคเกาต์ เส้นเลือดอุดตัน ลดความดันโลหิต แก้หลอดลมอักเสบ ทำให้ผิวหนังนุ่มนวล และแมงกะพรุนถือเป็นหยาง อาหารที่ให้ความเย็น ซึ่งตรงข้ามกับหยิน ในวงการโภชนาการปัจจุบัน ศึกษาพบว่า ในแมงกะพรุนมีโปรตีนประเภทคอลลาเจนสูง แต่มีไขมัน คอเลสเตอรอล และแคลอรีต่ำ เหมาะสำหรับเป็นอาหารสำหรับควบคุมน้ำหนัก ปัจจุบันมีการส่งออกแมงกะพรุนไปประเทศญี่ปุ่นมากที่สุด

ตัวคอลลาเจนนี่สำคัญ เพราะเป็นเส้นใยโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบของผิวหนัง กระดูก เนื้อเยื่อต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนประกอบ 30% ของร่างกาย และเป็นส่วนประกอบ 70% ของส่วนผิวหนัง และร่างกายจะผลิตคอลลาเจนลดลงเมื่ออายุมากขึ้น ซึ่งสังเกตได้จากผิวหนังที่เหี่ยวย่น แมงกะพรุนมีคอลลาเจนมากจึงเหมาะสำหรับเป็นวัตถุดิบสกัดคอลลาเจน และคอลลาเจนที่สกัดได้จากแมงกะพรุนเป็นคอลลาเจนในกลุ่ม Type I คือชนิดที่พบได้ในผิวหนัง จึงเหมาะสำหรับนำไปประยุกต์ใช้ทางด้านการแพทย์เพื่อการสมานแผล หรือการนำไปเป็นส่วนผสมในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพ อาหารเสริม รวมทั้งสามารถพัฒนาต่อยอดสู่การผลิตเจลาตินจากแมงกะพรุน สำหรับการผลิตหูฉลามเทียมได้ด้วย

แมงกะพรุนลอดช่อง

เริ่มเวลาปลายเดือนพฤษภาคม ชาวประมงชายฝั่งแถบตำบลแหลมสัก อ่าวน้ำ อ่าวม่วง ท่าเลน คลองทราย อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ เริ่มเตรียมตัวที่จะออกไปตักแมงกะพรุน เนื่องจากในฤดูฝนนี้จะเป็นฤดูที่แมงกะพรุนเข้ามามากในอ่าว ชาวบ้านบอกว่าแมงกะพรุนจะเริ่มเข้ามาในอ่าวตั้งแต่เดือนมิถุนายน จนกระทั่งถึงเดือนกันยายน รวมเวลาประมาณ 4 เดือน เพราะมีลมจากทะเลอันดามันทางทิศตะวันตกพัดเข้าหาฝั่ง ซึ่งชาวบ้านในละแวกนี้เรียกว่า ลมนอก จะพัดแมงกะพรุนเข้ามาในอ่าว

แมงกะพรุนที่ว่านี้ ชาวบ้านเรียกว่า แมงกะพรุนลอดช่อง ลักษณะเหมือนแมงกะพรุนทั่วไป คือมีหมวกกลม แต่หางค่อนข้างสั้น มีขนาดใหญ่ น้ำหนักมาก 7-8 กิโลกรัม ต่อตัว ขนาดใหญ่เท่าๆ หมวกกันน็อก มีสีขาวใสเหมือนวุ้น หรือเป็นสีชมพูจางๆ ทางแถบนี้จะไม่ค่อยพบแมงกะพรุนไฟ ซึ่งมีลักษณะหัวเป็นเหลี่ยม หางค่อนข้างยาว ประมาณ 1-2 เมตร แต่มีขนาดเล็กขนาดถ้วยกาแฟสีขาวใส ไม่มีสีชมพูจางๆ เหมือนแมงกะพรุนลอดช่อง

ช่วงที่ไปทำข่าวเดือนสิงหาคม ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่แมงกะพรุนมีจำนวนมาก ชาวบ้านที่ไปตักแมงกะพรุนจะออกไปในช่วงเช้า พอประมาณ 10 โมง หรือไม่เกินเที่ยง ใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง ก็จะได้แมงกะพรุนเต็มลำเรือ จึงจะเข้าฝั่งมาขายที่แพ ถ้าเป็นช่วงที่มีแมงกะพรุนน้อยๆ เช่น ในช่วงแรกกับช่วงปลายก็จะออกไปตั้งแต่ตอนกลางคืน เพราะจำเป็นต้องใช้เวลามากกว่าในการตัก เนื่องจากมีน้อย เรือก็จะติดโป๊ะไฟแสงสว่างเพื่อให้มองเห็นตัวแมงกะพรุน ถ้าเป็นคืนเดือนหงายก็จะมีทัศนวิสัยดีกว่า แต่ก็จะเข้าฝั่งมาขายที่แพในเวลาไม่เกินเที่ยงเช่นกัน เพราะช่วงเที่ยงถึงบ่ายอากาศจะร้อนมากเกินไป

เรือที่ใช้ตักแมงกะพรุนเป็นเรือตังเกที่ออกหาปลาตามชายฝั่ง ในบริเวณแถบจังหวัดกระบี่นี้ชาวบ้านเรียกว่า “เรือหัวโทง” เป็นเรือขนาดกลาง จะยาวประมาณ 12 เมตร กว้างประมาณ 2 เมตร ในการตักแมงกะพรุนจะต้องมีอย่างน้อย 2 คน คนหนึ่งคือนายท้ายเรือ คนที่ 2 คือคนตัก ส่วนใหญ่จะเป็นสามีภรรยากัน สามีเป็นนายท้าย ภรรยาเป็นคนตัก ในช่วงที่แมงกะพรุนมีจำนวนมาก แต่ละฝูงจะมีบริเวณกว้างประมาณ 1 ไร่ และมีขนาดเท่ากันเกือบทั้งหมด ชาวประมงแทบจะไม่ต้องเลือกเลย นอกจากตักอย่างเดียว ในบริเวณดังกล่าวจะมีเรือตักแมงกะพรุนประมาณ 30-40 ลำ คนตักก็ตักไป เหมือนกับแย่งกันตักแข่งกับเวลา ใครมือยาวสาวได้สาวเอา ตักไปหอบเหนื่อยไปก็มี ส่วนนายท้ายเรือต้องคอยระมัดระวังไม่ให้เรือกระแทกกับลำอื่น ก็ได้แต่ส่งเสียงเชียร์ นอกจากนี้ ยังต้องคอยมองหาแหล่งที่แมงกะพรุนชุมแล้วก็ขับเรือไปตามแหล่งดังกล่าวแต่ก็จะวนเวียนในบริเวณเดียวกันนี้ บางครั้งก็เกิดการกระแทกกระทั้นกันเหมือนกันระหว่างเรือเพราะเหตุสุดวิสัย บางครั้งคนตักตกน้ำลงไปก็มี นี่จึงเป็นเหตุให้สกู๊ปเรื่องนี้ไม่มีภาพตอนตักให้เห็น เพราะว่าคนเขียนขออยู่บนฝั่งน่าจะสะดวกกว่านิ

เงินลอยน้ำ ตามใจตัก

ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่า สวิงที่ตักชาวบ้านทำกันเอง เพราะทำได้ไม่ยาก ไปซื้อเหล็ก เชือกไนล่อนมา แล้วก็ไปตัดไม้ไผ่เอามาทำกันเอง ความยาวของสวิงตัก ประมาณ 4-5 เมตร เพื่อให้สามารถเอื้อมไปตักได้ไกล คนตักแมงกะพรุนจะอยู่หัวเรือ เมื่อตักแล้วก็จะเหวี่ยงใส่ท้องเรือ นับว่าเหนื่อยเอาการ เพราะแมงกะพรุนที่ตัก ตัวละ 7-8 กิโลกรัม เหมือนยกดัมเบลล์ยังไงยังงั้น สวิงที่ตักก็จะใช้ประจำเรือ จะมีอย่างน้อย 2 ปาก เนื่องจากบางครั้งสวิงตกน้ำหรือหักระหว่างทำงานบ้าง หรือบางครั้งคลื่นลมสงบและจำนวนเรือมีไม่มากนัก ก็จะแขวนใบพัดเพื่อไม่ให้เรือเคลื่อนที่แล้วมาช่วยกันตักก็มี ใครเต็มเรือก่อนก็เข้าฝั่งก่อน ใครยังไม่เต็มก็ลอยเรือตักจนเต็มจึงจะตามเข้าแพเพื่อขายให้กับคนรับซื้อเลย เรือโทงขนาดที่ว่าบรรจุแมงกะพรุนได้ถึง 700 ตัว คะเนว่าตัวละ 7 กิโลกรัม นับเป็นน้ำหนักถึง 5 ตัน ทีเดียว

แพที่รับซื้อแมงกะพรุนจะเป็นแพที่ทำขึ้นชั่วคราวตามฤดู พอหมดฤดูรับซื้อก็จะต้องรื้อออกจากหาดทันที จะเรียกว่าแพก็ใช่ที ที่จริงแล้วคือ การทำที่ลำเลียงคล้ายสายพานจากทะเลมาเข้าฝั่ง ยาวประมาณ 20-30 เมตร โดยความสูงจะอยู่ในทะเล ส่วนทางฝั่งให้ลาดลงมา ปลายสายพานที่อยู่ในทะเลจะทำเป็นบ่อตาข่ายเพื่อรับแมงกะพรุนจากเรือ เมื่อเรือตักแมงกะพรุนมาก็จะจับขึ้นจากเรือทีละตัวลงในบ่อตาข่ายโดยนายท้ายเรือ คนงานของแพจะเป็นคนจดจำนวนตัว และออกบิลให้เจ้าของเรือไปรับเงินบนฝั่งทันที สนนราคา ณ วันที่ไปทำข่าว ตัวละ 5 บาท แต่ชาวบ้านบอกว่าช่วงต้นฤดูได้ถึงตัวละ 10 บาท และราคาค่อยๆ ลดลงมา เนื่องจากปริมาณแมงกะพรุนมีจำนวนมากในกลางฤดู ถ้าเรือลำนี้ได้ 700 ตัว คูณ 5 บาท เป็นเงิน 3,500 บาท ก็ถือว่าเป็นรายได้ที่มากทีเดียว และในช่วงนี้จะจับได้ถึง 4 เดือน เป็นอันว่าชาวประมงมีความสุขกันทั่วหน้า แต่ก็ใช่จะจับได้วันละ 700 ตัว ทุกวันนะครับ ลืมบอกไปว่าเจ้าของหาดที่ให้ทำแพรับซื้อแมงกะพรุนจะได้ส่วนแบ่งจากเจ้าของแพ ตัวละ 50 สตางค์ ฤดูหนึ่งๆ ทำรายได้ให้เจ้าของพื้นที่ไม่น้อยทีเดียว

การหมักแมงกะพรุน

เมื่อบ่อตาข่ายในทะเลมีจำนวนแมงกะพรุนที่รับซื้อเต็มบ่อ ก็จะชักรอกขึ้นบนสะพานที่ยื่นมาในทะเลแล้วเทแมงกะพรุนลงมาเพื่อให้ไหลเข้าไปยังฝั่ง โดยไม่จำเป็นต้องมีเครื่องยนต์แต่อย่างใด เพราะความลาดชันของสะพานและความเป็นเมือกลื่นของแมงกะพรุนจะทำให้ไหลลงมาได้ง่าย โดยจะมีบ่อรับอยู่บนฝั่ง ถือเป็นบ่อแรกอยู่อย่างน้อย 4 บ่อ ขนาดประมาณ 3 คูณ 3 เมตร โดยใช้ผ้าพลาสติกมารองทำเป็นบ่อ ใช้ไม้ตีเป็นรูปสี่เหลี่ยม

ในบ่อแรกจะใส่เกลือ โซเดียมไบคาร์บอเนต (NaHCO3) และสารส้ม ดองแมงกะพรุนไม่เกิน 1 วัน แล้วก็จะนำมาใส่บ่อที่ 2 ในช่วงนี้ก็จะตัดส่วนหัวและส่วนหางออกแยกใส่บ่อ โดยแยกส่วนกันคนละบ่อ การตัดส่วนหัวและหางนี้จะจ้างคนงานตัดล้าง โดยคิดเป็นชั่วโมง ชั่วโมงละ 40 บาท เนื่องจากปริมาณแมงกะพรุนที่เข้ามาในแพมีจำนวนไม่แน่นอน คนงานจะต้องทำงานส่วนนี้จนเสร็จ จึงคิดค่าแรงเป็นรายชั่วโมง ส่วนคนงานชายจะคิดค่าแรง ชั่วโมงละ 50 บาท เนื่องจากเป็นงานแบกหาม เคลื่อนย้าย จึงคิดค่าแรงให้มากกว่า

บ่อที่ 2 เมื่อมีการแยกหัวหางออกคนละบ่อก็จะใส่เฉพาะเกลืออย่างเดียวและแมงกะพรุนจะย่อขนาดเล็กลง เมื่อมีการดองในบ่อที่ 2 ประมาณ 1 คืน ก็จะขูดทำความสะอาดอีกรอบด้วยแผ่นไม้ไผ่บางๆ นำมาใส่บ่อที่ 3 และจะใส่เพียงเกลืออย่างเดียวเช่นกัน ในบ่อนี้จะต้องใช้เวลา 1 วัน ก็ใช้ได้แล้ว แต่เนื่องจากปริมาณไม่เพียงพอสำหรับรถบรรทุก 1 คัน จึงจำเป็นต้องรอ 2-3 วัน เพื่อให้มีปริมาณมากพอ จึงจะให้รถมารับไปส่งแพปลาที่จังหวัดระนอง ซึ่งเป็นแพปลาแหล่งเดียวที่รับซื้อแมงกะพรุนเก็บไว้ในห้องเย็น ส่วนที่เป็นหัวจะเป็นส่วนที่ส่งออกไปต่างประเทศ ส่วนที่บริโภคในไทยจะเป็นส่วนหาง

แมงกะพรุน ปัจจุบันหาซื้อได้ไม่ง่ายนัก เนื่องจากคนมักจะไม่รู้จักวิธีปรุงอาหาร ถ้าได้กินส่วนใหญ่จะมาจากการที่เขาใส่เย็นตาโฟให้กิน แต่จริงแล้วสามารถนำมายำ ลวกจิ้ม หรือใส่บะหมี่สำเร็จรูปกินก็อร่อยได้ง่ายๆ แต่ควรที่จะล้างหลายๆ น้ำ และลวกน้ำเดือดก่อนนำมาปรุงอาหาร จากคุณสมบัติของแมงกะพรุนตามธรรมชาติ น่าจะลองนำมาเป็นเมนูที่บ้าน ถ้ามีโอกาสไปเที่ยวทะเลอย่าลืมซื้อแมงกะพรุนแห้งมาทำกินกันบ้าง อย่ามัวแต่ซื้อปลาเค็มอย่างเดียวเลยนิ

“แคนตาลูป บ้านหัวถิน” ของดี เมืองระโนด สงขลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05066011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

เทคโนโลยีการเกษตร

สาวบางแค

“แคนตาลูป บ้านหัวถิน” ของดี เมืองระโนด สงขลา

ผู้เฒ่าผู้แก่ในอดีต มักมีคำพูดติดปากว่า “เมืองระโนด มีแต่ไผ่ กับโตนดเต็มนา” ในวันนี้ อำเภอระโนด มีของดีเพิ่มอีกอย่างคือ “แคนตาลูป” และไม้ผลอีกนานาชนิด ที่มีรสชาติอร่อย คุณภาพดี เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั่วไป จากฝีมือบุกเบิกการทำสวนผลไม้ของ “คุณแป๋ว-รุ้งตะวัน ช้างสาร” สาวอำเภอสามพราน ที่โชคชะตาพัดพาเธอมาเป็น “ลูกสะใภ้ชาวอำเภอระโนด” เมื่อ 20 ปีก่อน

คุณแป๋ว-รุ้งตะวัน ช้างสาร เกิดและเติบโตในครอบครัวชาวสวนผลไม้ ย่านคลองจินดา อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม หลังจากเธอแต่งงานกับหนุ่มใต้ ก็ย้ายถิ่นฐานมาอยู่อำเภอระโนดซึ่งเป็นบ้านเกิดของสามี ปัจจุบันครอบครัวเธอ มีบุตร 5 คน พักอาศัยอยู่รวมกันใน บ้านเลขที่ 25/1 หมู่ที่ 4 ตำบลพังยาง อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา 90140 โทร. (082) 266-8947

อาชีพทำสวนผลไม้ สร้างรายได้ที่ยั่งยืน

คุณแป๋ว กล่าวว่า ที่ดินมรดกจากครอบครัวสามีผืนนี้ เคยใช้ทำนาปลูกข้าวมาก่อน แต่รายได้จากการทำนาไม่เพียงพอสำหรับเลี้ยงดูครอบครัว เนื่องจากเธอมีพื้นฐานความรู้เรื่องการทำสวนผลไม้อยู่แล้ว จึงชักชวนสามีปรับเปลี่ยนพื้นที่มาทำสวนผลไม้ตั้งแต่เมื่อ 20 ปีก่อน

ช่วงแรกของการเปลี่ยนแปลงจากการปลูกข้าวมาทำสวนผลไม้ เพื่อนบ้านก็หาว่าเธอบ้าเพราะใครๆ ก็ปลูกข้าวทำนากันทั้งนั้น ปรากฏว่า เธอตัดสินใจถูกต้อง เพราะอาชีพการทำสวนผลไม้ประสบความสำเร็จ สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำตลอดทั้งปี เพราะสภาพดินในอำเภอระโนด มีแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์ เอื้อต่อการเจริญเติบโตของไม้ผลนานาชนิด

เธอปรับสภาพพื้นที่นา จำนวน 32 ไร่ ให้กลายเป็นร่องสวนเหมือนการทำสวนผลไม้ในจังหวัดนครปฐม โดยจ้างรถแบ๊กโฮมาขุดยกร่องน้ำ ยกร่องแปลงปลูกได้จำนวน 17 ร่อง ระยะหน้ากว้างประมาณ 3 เมตร ปัจจุบันเธอปลูกผลไม้ในลักษณะสวนผสมผสาน โดยใช้แรงงานครอบครัว ปลูกดูแลไม้ผลที่เป็นรายได้หลัก ได้แก่ ฝรั่งแป้นสีทอง เนื้อที่ปลูก 15 ไร่ ชมพู่ทับทิมจันทร์ เนื้อที่ปลูก 9 ไร่ ส่วนพื้นที่ที่เหลือ ใช้ปลูกแคนตาลูป

การปลูก-ดูแล

สวนแคนตาลูปของเธอเป็นเจ้าแรก ในอำเภอระโนด ต่อมาได้ขยายพื้นที่การปลูกในกลุ่มเครือญาติ ปัจจุบันเธอปลูกแคนตาลูปติดต่อกันเป็นปีที่ 2 แล้ว โดยธรรมชาติของแคนตาลูปพันธุ์นี้ ไม่ชอบน้ำฝน จึงปลูกพืชชนิดนี้หลังจากหมดฤดูฝนไปแล้ว ปัจจุบัน คุณแป๋วเลือกปลูกแคนตาลูปพันธุ์เลดี้ซัน ของ บริษัท เพื่อนเกษตรกร จำกัด ซึ่งเป็นสินค้าขายดี เป็นที่นิยมบริโภคกันมากในปัจจุบัน เพราะมีเนื้อสีส้มสวย รสชาติดี เนื้อนุ่ม หวานฉ่ำและมีกลิ่นหอม

การปลูกแคนตาลูปไม่ใช่เรื่องยาก คุณแป๋ว ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ประมาณ 1 กำมือ รองก้นหลุมก่อนการปลูก และหยอดเมล็ดแคนตาลูปลงหลุม หลุมละ 5 เมล็ด ในแปลงที่เตรียมไว้ โดยปลูกร่องละ 1 แถว ในระยะห่างระหว่างต้น ประมาณ 1 ศอก สามารถปลูกแคนตาลูปได้ จำนวน 500 หลุม หลังปลูก เมล็ดเติบโตขึ้นเป็นต้นกล้า คุณแป๋วจะคัดเลือกต้นที่สมบูรณ์ แข็งแรง เหลือไว้แค่ 2-3 ต้น ต่อหลุม หลังจากนั้น จะฉีดพ่นปุ๋ยอินทรีย์ น้ำหมักชีวภาพ เพื่อกระตุ้นให้ต้นเจริญเติบโต เลื้อยไปตามพื้นดินเหมือนกับการปลูกแตงโม

คุณแป๋ว บอกว่า ช่วงที่แคนตาลูปยังเป็นต้นอ่อนต้องคอยฉีดพ่นปุ๋ยอินทรีย์ น้ำหมักชีวภาพบ่อยๆ เพื่อกระตุ้นการเติบโตของระบบราก ระบบใบ ของต้นแคนตาลูป ให้มีลำต้นแข็งแรงและผลิดอกตัวเมียที่สมบูรณ์

โดยธรรมชาติ ต้นแคนตาลูปจะผลิใบเลี้ยงออกมาก่อน ตามด้วยใบจริง เมื่อเห็นใบจริงโผล่ออกมา คุณแป๋วจะใช้ปุ๋ยอินทรีย์เคมีเพื่อเร่งต้น พอต้นแคนตาลูปเริ่มเลื้อยแตกแขนง เห็นดอกตุ่มๆ ยังไม่บาน คุณแป๋วจะเริ่มให้ปุ๋ยเร่งดอก ปุ๋ยเร่งต้น ควบคู่กันไป เพราะหากให้ปุ๋ยเร่งดอกอย่างเดียว แต่ไม่ให้บำรุงต้นด้วย ลำต้นแคนตาลูปก็จะแคระแกร็นได้

“การใส่ปุ๋ยแต่ละครั้งจะใช้สัดส่วนไม่มาก โดยทั่วไป แปลงปลูกแคนตาลูป จำนวน 500 หลุม จะใส่ปุ๋ย สูตรเสมอ 15-15-15 หรือปุ๋ยสูตร 13-13-21 ครั้งละไม่เกิน 15 กิโลกรัม หลังจากต้นแคนตาลูปติดผลแล้วจึงจะเพิ่มปริมาณการให้ปุ๋ยเร่งลูกอีก 3 ครั้ง ครั้งละ 25 กิโลกรัม เพื่อช่วยการเจริญเติบโตของผลและเพิ่มรสชาติความหวาน” คุณแป๋ว กล่าว

ส่วนการให้น้ำ ที่นี่ใช้เรือรดน้ำแปลงปลูกแคนตาลูป เหมือนกับทำสวนผลไม้ในพื้นที่อำเภอสามพราน ระยะแรกของการปลูกจะให้น้ำทั้งเช้าและเย็น เมื่อต้นโตเริ่มทอดยอด แตกแขนง ก็จะให้น้ำตามสภาพดิน หากสภาพดินแห้ง จึงให้น้ำ หากดินเปียกแฉะก็งดการให้น้ำสัก 1-2 วัน นอกจากนี้ ประเด็นที่ต้องใส่ใจดูแลเป็นพิเศษคือ การกำจัดวัชพืช เพราะหากปล่อยให้วัชพืชขึ้นเยอะ แย่งอาหาร แย่งอากาศหายใจ ดอกแคนตาลูปก็จะร่วงหล่นได้ง่าย

การเก็บผลผลิตมักใช้วิธีนับอายุ หลังจากดอกบานแล้วประมาณ 30-35 วัน หรือสังเกตจากสีผิวเปลือก ผลแก่จะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีครีม แต่คุณแป๋วนิยมเก็บผลสุกที่ขั้วหลุดออกมาให้เห็น เพราะจะได้ผลสุกเต็มที่ เนื้อนุ่ม หวานฉ่ำ มีกลิ่นหอม ที่สำคัญมีรสชาติอร่อยโดนใจลูกค้า

แคนตาลูปใช้ระยะเวลาปลูกและเก็บเกี่ยวสั้น ประมาณ 2 เดือน แต่ให้ผลตอบแทนสูง คุณแป๋วสามารถปลูกแคนตาลูปได้ทั้งปี เฉลี่ยปีละ 3 รุ่น โดยวางแผนการปลูกแคนตาลูปรุ่นละ 5 ไร่ สลับหมุนเวียนกันไป หลังจากปลูกเก็บผลผลิตไป 1 รุ่นแล้ว จะไม่นิยมปลูกซ้ำที่เดิม เพราะเสี่ยงต่อการติดโรค จึงจำเป็นต้องย้ายไปปลูกยังที่ดินแหล่งใหม่ ส่วนบริเวณที่ปลูกเดิมต้องพักแปลงการปลูกประมาณ 3-4 เดือน จึงเริ่มเพาะปลูกรอบใหม่ได้อีกครั้ง

คุณแป๋ว บอกว่า ล่าสุดเธอมีโอกาสไปดูการปลูกแคนตาลูปแบบขึ้นร้านที่จังหวัดนครสวรรค์ ก็รู้สึกสนใจ เพราะดูแลจัดการได้ง่าย ลดปัญหาแคนตาลูปผลเน่าในช่วงหน้าฝนได้ แต่มีติดขัดที่ว่าต้องใช้เงินลงทุนสูง ทำให้ต้องชะลอการลงทุนไปก่อน

ปัญหาอุปสรรคที่เจอระหว่างการรอเก็บเกี่ยวคือ “แมลงเต่าทอง” โดยตัวอ่อนที่อาศัยอยู่ในดิน จะเข้าทำลายกัดแทะกินใบ ยอดอ่อน และแขนง แถมเป็นพาหะของเชื้อไวรัสอีกด้วย ซึ่งจำเป็นต้องใช้สารเคมีช่วยกำจัดแมลง

บริหารจัดการดี…มีกำไรเหลือเพียบ

ปีแรกของการลงทุน สวนแคนตาลูปแห่งนี้สร้างเม็ดเงินเข้ากระเป๋าประมาณ 300,000 บาท เฉลี่ยรายได้ ตกรุ่นละ 100,000 บาท คุณแป๋ว บอกว่า เมล็ดพันธุ์แคนตาลูป ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ลูกผสมที่มีราคาแพง และหาซื้อได้ยาก แต่สวนแคนตาลูปของเรา ถือว่าใช้ต้นทุนต่ำ เพราะอาศัยการเก็บเมล็ดที่ปลูกในรุ่นที่ 3 มาเพาะขยายพันธุ์เอง สามารถประหยัดต้นทุนได้จำนวนมาก แต่วิธีนี้มีจุดอ่อนคือ ผลผลิตที่ได้จะมีลักษณะรูปทรงผิดเพี้ยนจากพันธุ์เดิมสักเล็กน้อย แต่ยังให้รสชาติความอร่อยเหมือนเดิม

“การลงทุนแต่ละรุ่น ใช้เงินทุนไม่ถึง 15,000 บาท ประกอบกับ แหล่งนี้ยังไม่เคยปลูกแคนตาลูปมาก่อน จึงไม่ค่อยมีปัญหาโรคและแมลงศัตรูพืชรบกวนรุนแรงเหมือนกับแหล่งปลูกไม้ผลที่อื่นๆ จึงประหยัดต้นทุนค่าสารเคมีได้จำนวนมาก” คุณแป๋ว กล่าว

ประการต่อมา คุณแป๋วปลูกเอง ขายเอง ในราคากิโลกรัมละ 40 บาท โดยนำสินค้าออกจำหน่ายในงานแสดงสินค้าของท้องถิ่น รวมทั้งเปิดแผงขายประจำในตลาดน้ำ ตำบลคลองแดน ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยว นโยบายปลูกเอง ขายเองของเธอ สามารถสร้างผลกำไรได้สูงตลอดทั้งปี เมื่อเทียบกับการขายส่งให้แม่ค้าคนกลางในราคาหน้าสวน ที่กิโลกรัมละ 20 บาท

“ฝรั่งแป้นสีทอง” ปลูกง่าย ขายคล่อง

ที่ผ่านมา คุณแป๋วไปหาซื้อกิ่งพันธุ์ฝรั่งแป้นสีทองมาจากอำเภอสามพราน นำมาปลูกในพื้นที่ร่องสวนเช่นเดียวกัน โดยปลูกในระยะห่างต่อต้นประมาณ 5 เมตร ใช้เวลาปลูกดูแลแค่ 6 เดือน ก็เก็บผลผลิตออกขายได้ เมื่อผลิดอกออกผลได้ขนาดที่ต้องการ ก็เริ่มห่อผลด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ และคลุมด้วยถุงพลาสติกซ้ำอีกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้แมลงวันทองเข้าไปรบกวน หลังห่อประมาณ 45 วัน ก็ตัดผลออกขายได้แล้ว ต้นฝรั่งจะให้ผลผลิตมาก เฉลี่ยปีละ 3 รุ่น หลังจากนั้น จะมีผลผลิตออกมาเรื่อยๆ ตลอดทั้งปี

คุณแป๋ว บอกว่า สาเหตุที่เลือกปลูกฝรั่งแป้นสีทองเพราะอัตราการเกิดโรคน้อยมาก ประกอบกับอำเภอระโนดมีสภาพดินที่อุดมสมบูรณ์ ช่วยให้ต้นฝรั่งแป้นสีทองที่ปลูกในท้องถิ่นแห่งนี้เติบโตแข็งแรง มีปัญหาเรื่องโรคแมลงน้อย การฉีดยาต่อรอบจึงน้อย แต่เนื้อฝรั่งกลับมีรสชาติเข้มกว่า เนื้อกรอบกว่า ฝรั่งที่ปลูกในพื้นที่อำเภอสามพราน

“ข้อแนะนำ” สำหรับชาวสวนมือใหม่

หลังจากสวนผลไม้ของคุณแป๋วประสบความสำเร็จในด้านการปลูกและการตลาด ก็จุดประกายให้เกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงสนใจอยากทำสวนผลไม้บ้าง แต่หลายรายทำไปได้ก็ล้มเหลว เพราะขาดทักษะการทำสวนผลไม้

สำหรับเกษตรกรมือใหม่ที่อยากทำสวนผลไม้ คุณแป๋ว แนะนำว่า ควรเริ่มต้นจากการทำสวนฝรั่ง เพราะเป็นไม้ผลที่ปลูกง่าย ขายคล่อง ตลาดต้องการสูงตลอดทั้งปี สิ่งที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษคือ การห่อผล หากดูแลจัดการไม่ดีพอ อาจเจอแมลงวันทองรบกวน ทำให้ผลผลิตเสียหายได้

หากใครสนใจ มีข้อสงสัย อยากแลกเปลี่ยนข้อมูลการปลูกดูแลไม้ผลของคุณแป๋ว หรือสนใจอยากเยี่ยมชม “สวนรุ้งตะวัน แคนตาลูป บ้านหัวถิน” สามารถติดต่อกับคุณแป๋ว ได้ที่เบอร์โทร. (082) 266-8947 หรือชมภาพกิจการของสวนแห่งนี้ได้ที่เฟซบุ๊ก “สวนผลไม้ระโนด”

พิซซ่าญี่ปุ่น โอโคโนะมิยากิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05074011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

คนรักผัก

สุมิตรา จันทร์เงา

พิซซ่าญี่ปุ่น โอโคโนะมิยากิ

อาหารญี่ปุ่น มีวัฒนธรรมเก่าแก่มายาวนาน มีการแบ่งประเภทอาหารชั้นสูงและอาหารชั้นรองลงมา ไม่ต่างไปจากการแบ่งชั้นอาหารไทยที่แยกออกจากกันชัดเจนเลยว่า อาหารประเภทไหนเป็นครัวชาวบ้าน อันไหนเป็นอาหารชาววัง

อาหารระดับสุดยอดของญี่ปุ่นที่ปรุงกันอย่างประณีตพิถีพิถันและตกแต่งจานอย่างเลิศเลอ ไม่ต่างจากอาหารชาววังของไทยเราคือ อาหารแบบ ไคเซกิ จัดเป็นอาหารในกลุ่ม A Class ซึ่งจะเล่าให้ฟังกันในคราวต่อไป

สำหรับอาหารที่ชาวญี่ปุ่นบ้านสามารถหากินกันได้ทั่วไปและทำกินกันได้ง่ายตามครัวเรือนโดยไม่ต้องมีความวิจิตรพิสดารของขั้นตอนการปรุงอันละเอียดอ่อนนั้น จัดเป็นอาหาร B Class ซึ่งประกอบด้วยพวกของปิ้ง ย่าง อย่างขนมครกหมึกยักษ์ทาโกะยากิ พิซซ่าญี่ปุ่น โอโคโนะมิยากิ ไก่เสียบไม้ย่างยากิโทริ อาหารจำพวกเส้น เช่น โซบะ ราเม็ง อูด้ง และของทอดจำพวก ทงคัตสึ (หมูชิ้นชุบเกล็ดขนมปังทอด) เป็นต้น

ของกินในกลุ่ม “บี คลาส” นี้ราคาไม่ค่อยแพงนัก และหากินง่าย รสชาติอร่อย เห็นตามแผงลอยข้างถนนทั่วไปกินได้หมด คุณภาพไม่ได้แตกต่างกันนัก ก็เหมือนกับรถเข็นขายบะหมี่ ก๋วยเตี๋ยว ส้มตำ ไก่ย่าง ข้าวเหนียวหมูปิ้ง ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู ข้าวราดแกงต่างๆ ในบ้านเรานี่เอง

เวลาไปเที่ยวจะสนุกมากถ้าได้ซื้ออาหารข้างถนนกินเอง ไม่ต้องเข้าไปนั่งตามภัตตาคารใหญ่ๆ สั่งอาหารมากินกันล้นโต๊ะแบบไปเที่ยวกับบริษัททัวร์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นอาหารจีนเอาปริมาณเข้าไว้ก่อน

เสน่ห์ของสตรีทฟู้ดในญี่ปุ่นคือ เป็นอาหารแผงลอยที่ปรุงกันสดๆ ใหม่ๆ ข้างถนนเหมือนบ้านเรานี่แหละ รับรองเรื่องความสะอาด ปลอดภัย เพราะคนญี่ปุ่นเขาเข้มในเรื่องสุขอนามัยอยู่แล้ว จึงไม่ต้องห่วงเรื่องความสด สะอาด ของวัตถุดิบ ไปเที่ยวอยู่ 7 วัน เดินเล่นกินอาหารข้างถนนเกือบทุกวัน ไม่เคยเจอของบูดเน่าหรือมีสารพิษจนท้องเสียหรือเกิดอาการแพ้พิษเลย

มาเที่ยวโอซาก้า นอกจากต้องหาทาโกะยากิกินให้หนำใจแล้ว ที่ขึ้นชื่ออีกอย่างและห้ามพลาดเด็ดขาดก็คือ โอโคโนะมิยากิ (Okonomiyaki)

“โอโคโนะมิยากิ” หรือพิซซ่าญี่ปุ่น แปลความหมายได้ว่า เป็นการปิ้ง ย่าง อาหารที่ชอบ และตามประสาคนชอบกินอย่างเราก็เลยเสริมอีกหน่อยว่า เอาอะไรก็ได้ที่เราชอบ สุมลงไปทอด ปิ้ง ย่าง ให้เป็นแผ่น

ถ้ายังนึกภาพพิซซ่าญี่ปุ่นไม่ออกก็ขอให้นึกถึงกระทะหอยทอดใบใหญ่ๆ นั่นแหละ แบบนั้นเลย

พิซซ่าญี่ปุ่นไม่ได้ปรุงแบบพิซซ่าอิตาเลียน ไม่ต้องนวดแป้งปั้นเป็นแผ่นพิซซ่าให้ยุ่งยาก ไม่ต้องเอาเข้าเตาอบให้กรอบ แต่ทำให้สุกกรอบด้วยการทอดบนกระทะแบนๆ ใบเดียวนี่แหละ หลักการทำไม่ได้ต่างไปจากขนมครกญี่ปุ่นสักเท่าไหร่นัก แค่ผสมแป้งกับน้ำใส่เครื่องปรุงตามชอบลงทอด หรือจะแยกทอดแป้งก่อนโรยหน้าของอย่างอื่นก็ได้

เอาเป็นว่าถ้าใครชอบกินหอยทอดก็จะได้กินพิซซ่าญี่ปุ่นคล้ายๆ อย่างนั้นเลย แต่แทนที่จะเน้นเนื้อสัตว์กับแป้งมากเป็นพิเศษ โอโคโนะมิยากิจะเน้นใส่พืชผักในปริมาณเยอะกว่า แล้วผสมเครื่องอย่างอื่นที่ชอบแนมลงไปได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ปลาหมึก กุ้ง หมู เนื้อ แฮม ชีส

เกี่ยวกับตำนานความเป็นมาของอาหารจานนี้ มีเรื่องเล่าอยู่ว่า ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ในโอซาก้ามีรถเข็นขายโอโคโนะมิยากิอยู่ทั่วไป ถือเป็นอาหารของคนธรรมดาสามัญ เรียกว่า โยโชะคุยะกิ หรือ “อาหารปิ้งย่างแบบตะวันตก” เน้นพวกเนื้อวัว เนื้อหมู เป็นหลัก ตอนนั้นขายกันแค่ราคาแผ่นละ 1 เซ็นต์เท่านั้นเอง (100 เซ็นต์ เท่ากับ 1 เยน) จนบางคนเรียกว่า อิซเซนโยโชะกุ หมายถึงอาหารตะวันตก 1 เซ็นต์

หลังสงครามเศรษฐกิจตกต่ำไปทั่ว เนื้อสัตว์ใหญ่มีราคาแพง คนที่ชอบกินโอโคโนะมิยากิจึงได้เพิ่มส่วนผสมที่เป็นผักเข้าไปเยอะๆ เช่น กะหล่ำปลีหรือผักอื่น ส่วนพวกเนื้อสัตว์ก็เปลี่ยนเป็นปลาหมึกหรืออาหารทะเลอื่นบ้างจนมีลักษณะใกล้เคียงกับ โอโคโนะมิยากิ ในปัจจุบัน และชื่อที่เรียกก็เปลี่ยนจากโยโชะคุยะกิ มาเป็นโอโคโนะมิยากิ ซึ่งหมายถึงการปิ้ง ย่าง โดยนำวัตถุดิบที่เราชอบใส่ลงไป

โดยทั่วไปแล้วโอโคโนะมิยากิมีภาพลักษณ์เป็นอาหารสำหรับผู้หญิงและเด็ก แต่ต่อมากลายเป็นรสชาติอาหารที่คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ชื่นชอบ เมื่อยุคสมัยข้าวยากหมากแพงผ่านพ้นไป ผู้คนก็ยังนิยมบริโภคอยู่ กลายมาเป็นอาหารยอดนิยมของชาวเมืองโอซาก้าและคนญี่ปุ่นทั้งประเทศ

การปรุงโอโคโนะมิยากิในแต่ละท้องถิ่นแตกต่างกันไปบ้างตามความนิยมของชาวเมืองที่ไม่เหมือนกัน แบบเดียวกับที่บ้านเรามีอาหารถิ่นภาคเหนือ อีสาน กลาง ใต้ ซึ่งจะให้รสชาติแตกต่างกันไปในอาหารชนิดเดียวกัน อย่างเช่น ส้มตำ ทางอีสานจะใส่ปลาร้า ส่วนทางเหนือใส่น้ำปู๋ เป็นต้น

สำหรับภูมิภาคคันไซ โดยเฉพาะในโอซาก้า โอโคโนะมิยากิของที่นี่จะมีส่วนผสมของแป้งสาลี น้ำ ไข่ หัวนะงะอิโมะ กะหล่ำปลีหั่นฝอย ต้นหอมซอย เนื้อสัตว์ (ปกติหมายถึง หมูหรือเบคอน) ปลาหมึกยักษ์ กุ้ง กิมจิ ชีส และอะไรอีกก็ได้ที่เราชอบคลุกเคล้าให้เข้ากันลงไปในแป้งเลย จากนั้นก็ย่างให้สุกทั้ง 2 ด้าน บนกระทะแบนที่เรียกว่า เท็ปปัง

ส่วน โอโคโนะมิยากิแบบฮิโรชิม่า นั้น แทนที่จะคลุกส่วนผสมพร้อมกันทีเดียว กลับเกลี่ยแป้งผสมไข่บางๆ ทำเป็นแผ่นวงกลมเหมือนกับที่เราทำขนมเบื้องก่อน แล้วค่อยวางผักและวัตถุดิบอื่นเรียงกันเป็นชั้นๆ และที่แปลกแตกต่างกว่าที่อื่นคือ คนฮิโรชิม่าจะนิยมใส่ยากิโซบะและหอยนางรมลงไปด้วย แถมยังโปะกะหล่ำปลีมากกว่าแถบโอซาก้าหลายเท่า ระหว่างทอดก็จะกดให้แน่นทั่วแผ่น พลิกกลับไปกลับมาทั้ง 2 ด้าน จนสุกกรอบ สุดท้ายวางไข่ดาวโปะไว้ด้านบน

โอโคโนะมิยากิแบบโตเกียว นิยมผสมผักดองลงไปด้วย ส่วนที่เกาะโอกินาว่าจะทำโอโคโนะมิยากิให้เป็นแผ่นแป้งบางที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทอดไฟอ่อนจนกรอบและมักทำกินกันเองในบ้าน

แต่ไม่ว่าจะเป็นโอโคโนะมิยากิแบบไหนหรือใส่อะไรลงไป ส่วนผสมหลักที่สำคัญที่สุดคือ แป้งสาลี

รากเหง้าของการปรุงโอโคโนะมิยากิ เริ่มมาจากการนำแป้งสาลีมาผสมกับธัญพืชแล้วทอดในน้ำมันร้อนๆ กินเป็นขนม ซึ่งเป็นของกินเล่นสำหรับชนชั้นสูงเท่านั้น (ประชาชนทั่วไปมีโอกาสได้กินแป้งสาลีกันครั้งแรกในสมัยเอโดะ โดยนำมาทำเป็นเส้นอูด้ง)

นอกจากนี้ ยังนิยมทำเป็นขนมใช้ในพิธีชงชา เรียกว่า ฟุโนะยะกิ โดยใช้แป้งสาลีผสมกับน้ำทอดเป็นแผ่นบางๆ แบบขนมเครปปรุงรสด้วยมิโสะและพริกไทย ต่อมาตอนปลายสมัยเอโดะแผ่นแป้งสาลีถูกนำมาปิ้ง ย่าง บนกระทะเหล็ก จนเป็นที่นิยมชมชอบของประชาชนทั่วไป กลายเป็นต้นกำเนิดของโอโคโนะมิยากิในปัจจุบัน

โอโคโนะมิยากิ เป็นอาหารจานโปรดของชาวโอซาก้าอย่างเหนียวแน่นมายาวนาน เวลาเดินเที่ยวเล่นไปตามย่านชุมชน โดยเฉพาะแหล่งที่มีตลาดสดหรือถนนคนเดิน จะได้ยินเสียงทอดโอโคโนะมิยากิดังฉ่าๆ อยู่ตลอดเวลา กลิ่นหอมของแป้งทอดและกลิ่นเครื่องปรุงต่างๆ ลอยไปตามตรอกซอกซอย ยั่วน้ำลายได้ชะมัด

ดังนั้น ก็อย่าได้แปลกใจเลยที่จะเห็นคนเข้าคิวยาวเหยียดรอซื้อหน้าร้านชื่อดังตามย่านต่างๆ เพราะขนาดทอดขายข้างถนนยังอร่อยล้ำทุกคำเลย

อันนี้พิสูจน์ด้วยตัวเองมาแล้ว และขอแนะนำว่า แม้จะเป็นแผงลอยข้างถนน ถ้ามีคนเข้าแถวยาวให้เชื่อเลยว่าร้านนี้อร่อยดี อร่อยเด็ดจริงๆ ไปต่อคิวได้เลย ไม่มีผิดหวัง

การที่ชาวโอซาก้าชื่นชอบพิซซ่าญี่ปุ่น โอโคโนะมิยากิ ควบคู่ไปกับขนมครกหมึกยักษ์ ทาโกะยากิ เพราะเป็นอาหารที่อร่อย ราคาประหยัดและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ครบถ้วนทั้งคาร์โบไฮเดรต ผัก โปรตีน และไขมัน เหมาะทั้งกินเล่นและกินอิ่มในราคาสมเหตุสมผล เบากระเป๋า แถมยังหากินได้ง่าย มีให้ซื้อหาได้ทั่วเมืองแทบจะทุกตรอกซอกซอยเลยทีเดียว

ปัจจุบันมีร้านโอโคโนะมิยากิหลายแห่งให้ลูกค้าทอดโอโคโนะมิยากิของตนเองบนกระทะแบนขนาดใหญ่บนโต๊ะ เพราะการทำโอโคโนะมิยากิเองกับเพื่อนและครอบครัวเป็นกิจกรรมที่สนุกสนานและได้รับความนิยมอย่างยิ่งในประเทศญี่ปุ่น

ใครมีกะหล่ำปลีเหลือติดตู้เย็นอยู่ ลองเข้าครัวทำพิซซ่าญี่ปุ่นกันดูไหม ใช้แป้งสาลีอเนกประสงค์หรือจะใช้แป้งแพนเค้กสำเร็จรูปก็ได้ ผสมแป้งแบบที่จะทำเครปหรือแพนเค้กนั่นแหละ มีน้ำ ไข่ เกลือนิดหน่อย

เวลาจะปรุงให้ลองทำทั้ง 2 สไตล์เลย แบบคันไซหรือโอซาก้าให้ใส่เครื่องทั้งหมดผสมแป้งคลุกให้เข้ากันทีเดียว แล้วเอามาทอดจนกรอบทั้ง 2 ด้าน ส่วนสไตล์ฮิโรชิม่าให้ทำแป้งเป็นแผ่นกลมก่อน พอแป้งเซ็ตตัวแล้ว ชั้นแรกให้ใส่กะหล่ำปลีซอยและหมูสไลซ์บางๆ วางลงไป ใช้ตะหลิวกลับด้านและทอดด้วยไฟอ่อนให้สุกทั่ว จากนั้นให้ผัดเส้นโซบะหรือเส้นอูด้งที่ลวกแล้วจนแห้งดี ตามด้วยการตอกไข่ใส่ลงบนเส้น ค่อยๆ ตีไข่แดงให้แตกออกแล้วทอดโดยไข่จะประสานให้เส้นโซบะเกาะติดกันเป็นแผ่น พอสุกได้ที่ให้นำไปวางบนโอโคโนะมิยากิแล้วทอดต่อ เมื่อกรอบดีแล้วใช้แปรงทาซอสให้ทั่ว แล้วโรยผงสาหร่ายแห้งตามใจชอบ

ความสนุกของการกินโอโคโนะมิยากิในร้านประเภทนี้ คือการที่ผู้กินสามารถทำเองได้ทุกขั้นตอน และเวลาเสิร์ฟนิยมตัดแบ่งชิ้นเหมือนพิซซ่า เลยเป็นที่มาของชื่อเรียกที่ทำให้คนทั่วไปเข้าใจง่ายขึ้น

ส่วนซอสราดหน้านั้น ส่วนใหญ่เป็นรสหวานเค็มนิดๆ แบบเดียวกับที่ราดขนมครกญี่ปุ่น แต่ที่จริงไม่จำเป็นต้องเป็นซอสเฉพาะของโอโคโนะมิยากิก็ได้ หลายคนใช้มายองเนสอย่างเดียว บางคนชอบซอสวอร์เชสเตอร์แชร์ที่ดูคล้ายซอสของทงคัตสึที่รสออกหวาน

หรือไม่ก็สร้างสรรค์ซอสรสชาติเฉพาะตัวขึ้นมาเอง แล้วแต่ชอบ

สุดท้าย โรยหน้าด้วยแผ่นปลาโออบแห้ง สาหร่ายทะเลป่น ต้นหอมซอย และขิงดอง

โออิชิ…

พุทธคยา ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ 1 ใน 4 สังเวชนียสถาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05076011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

หมอเกษตร ทองกวาว

พุทธคยา ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ 1 ใน 4 สังเวชนียสถาน

เรียน ท่านผู้อ่านที่เคารพ

ผมขอเล่าเรื่องอินเดียอีกหนึ่งปักษ์ สลับกันไปกับคอลัมน์ตอบ ถาม ปัญหาตามปกติ สำหรับปักษ์นี้ขอเล่าถึงสังเวชนียสถาน ลำดับที่ 2 สถานที่ตรัสรู้ของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือที่ พุทธคยา ตั้งอยู่ที่เมือง กายา หรือ Gaya ห่างจาก โกลกัตตา อดีตเมืองหลวงของอินเดีย 500 กิโลเมตร ขึ้นกับรัฐพิหาร ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ในสมัยพุทธกาล เรียกที่แห่งนี้ว่า อุรุเวลาเสนานิคม แคว้นมคธ

สิ่งสำคัญในสังเวชนียสถานแห่งนี้มีอยู่หลายสิ่ง คือ ต้นพระศรีมหาโพธิ ที่เป็นสหชาติกับพระพุทธเจ้า หมายถึง ต้นโพธิต้นนี้ เกิดพร้อมกับพระประสูติกาลของเจ้าชายสิทธัตถะราชกุมาร ปัจจุบันนี้ ต้นพระศรีมหาโพธิเป็นต้นชั่วที่ 4 ต้นแรกที่พระองค์ประทับนั่งใต้ร่มเงา จนตรัสรู้ (หมายถึง รู้แจ้ง รู้จริง ด้วยพระองค์เอง) ถูกทำลายด้วยน้ำมือพระชายาของพระเจ้าอโศกมหาราช ที่เอาใจใส่หมั่นเสด็จมากราบไหว้บูชาเป็นประจำ แม้นว่าพระพุทธเจ้าจะเสด็จสู่ปรินิพพานไปแล้วเกือบ 300 ปี ก็ตาม ทำให้พระนางเกิดความไม่พอใจ จึงให้ข้าทาส นำน้ำร้อนมารดที่โคนต้นพระศรีมหาโพธิ พร้อมโค่นจนล้มลง แต่ด้วยความเคารพศรัทธาของพระเจ้าอโศกมหาราช พระองค์เพียรพยายามนำน้ำนมจากแม่วัวนับร้อยตัว มาราดลงที่รากใหญ่ของต้นพระศรีมหาโพธิ ที่ยังคงมีชีวิตอยู่ เฝ้าฟูมฟักอยู่พักใหญ่ ในที่สุด ต้นอ่อนได้งอกออกมาจากรากที่ทอดยาวไปตามพื้นธรณี แล้วพัฒนาเป็นต้นพระศรีมหาโพธิต้นใหม่ เป็นต้นที่ 2 สมดังพระประสงค์ (ลักษณะการเกิดของต้นโพธิดังกล่าว เป็นไปตามธรรมชาติของพืชในวงศ์นี้) ต้นที่ 2 มีอายุยืนยาวต่ออีก 871-891 ต่อมาก็ถูกโค่นทำลายลงด้วยน้ำมือของพระเจ้าศศางกา ราชาฮินดู แห่งแคว้นเบงกอล ด้วยไม่ประสงค์จะให้พุทธศาสนิกชนได้มากราบไหว้บูชา เป็นการสกัดกั้นการเจริญเติบโตของศาสนาพุทธอย่างเข้มงวด แต่ยังมีกษัตริย์อีกพระองค์หนึ่ง ที่ศรัทธาในพุทธศาสนา ได้ปลูกต้นโพธิ ต้นที่ 3 ขึ้นด้วยวิธีเดียวกับการปลูกต้นที่ 2 มีพระนามว่า ปูรณวรมา กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์เมารยะ ต้นพระศรีมหาโพธิต้นที่ 3 อายุยืนยาวมานานถึง 1,250 ปี แล้วตายลงตามอายุไขของต้นไม้เอง สำหรับต้นที่ 4 ใช้เชื้อพันธุ์เดิมปลูก โดย นายพล เซอร์ อเล็กเซนเดอร์ คันนิงแฮม ข้าหลวงใหญ่ชาวอังกฤษ ที่ปกครองอินเดีย เมื่อปี พ.ศ. 2423 นับถึงปัจจุบันได้ 135 ปี พอดี

พระมหาโพธิเจดีย์ หรือ เจดีย์พุทธคยา สร้างขึ้นโดย พระเจ้าหุวัชกะ เพื่อเป็นพุทธบูชา เมื่อปี พ.ศ. 692 ตั้งตระหง่าน ประชิดอยู่กับต้นพระศรีมหาโพธิ เพื่อให้เป็นสถานที่สำหรับสักการะบูชาของพุทธศาสนิกชน เดิมทีน่าจะมีขนาดเล็กกว่าปัจจุบัน ต่อมามีการบูรณะซ่อมแซม และปรับปรุงใหม่ ตามที่เห็นในปัจจุบัน มีรูปทรงสี่เหลี่ยม สูง 40 เมตร วัดรอบฐานได้ 121 เมตร ภายในเจดีย์เป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธเมตตา เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย แกะสลักด้วยหินแกรนิตสีดำ ลงรักปิดทองสีเหลืองอร่าม มีพระพักตร์อิ่มเอิบ สวยงาม เป็นสง่า อมยิ้มเล็กน้อย มีวงรัศมีสีทองเป็นวงกลม คล้ายดอกไม้ ยิ่งเน้นให้เห็นความงดงามยิ่งขององค์พระ หากผู้ใดมาประสบพบเห็น จะมีความสุขใจกันทุกคน แม้แต่ชาวฮินดูเองก็อดมิได้ที่จะเดินทางเข้ามากราบไหว้บูชา นับอายุแล้ว พระพุทธเมตตา สิริรวมอายุของท่านไม่น้อยกว่า 1,400 ปี พระพุทธเมตตาองค์นี้ เกือบถูกทุบทำลายจากน้ำมือของคนนอกศาสนา แต่ก็รอดพ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ โดยผู้มีอำนาจ สั่งให้ขุนทหารมาทุบทำลาย ครั้นขุนทหารผู้นั้นได้เห็นพระพุทธรูปที่สวยงาม เป็นสง่าน่าเลื่อมใส เปี่ยมไปด้วยความเมตตา ก็กลับทำร้ายไม่ลง แต่ครั้นจะไม่ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้เปลี่ยนแปลงไป ย่อมถูกผู้มีอำนาจลงโทษสถานหนักอย่างแน่นอน จึงออกอุบายให้ไพร่พลที่ไว้ใจได้ ก่อกำแพงกั้นไว้ พร้อมกับนำเทพที่ตนเคารพบูชามาประดับไว้ด้านหน้ากำแพง เพื่ออำพราง เพื่อภารกิจเสร็จสิ้นจึงกลับไปรายงานให้ผู้มีอำนาจได้ทราบ แต่ด้วยสำนึกผิดของท่านผู้มีอำนาจ เกรงกลัวต่อบาปที่กระทำลงไป ต่อมาไม่นานก็ได้สิ้นชีพลง จากนั้นชาวพุทธผู้เคารพศรัทธาพระพุทธเมตตา ต่างร่วมมือกันทุบกำแพงกั้นออก และนำเทพองค์นั้นไปสถิตไว้ในที่อันเหมาะสม พระพุทธเมตตาจึงกลับมาเป็นที่เคารพบูชาของพุทธศาสนิกชนเหมือนดั่งเดิม

พระแท่นวัชระอาสน์ รัฐบาลศรีลังกา ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลอินเดีย ให้สร้างคร่อมอาสนะเดิมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคยประทับนั่งอยู่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ ทางทิศตะวันออก สร้างด้วยหินทราย เป็นรูปสี่เหลี่ยม มีลักษณะเป็นเก้าอี้ม้ายาวหินอ่อน สำหรับนั่งได้สัก 2 คน เห็นจะได้ ตลอดเวลาจะมีพุทธศาสนิกชนเดินทางมาจุดธูป เทียน และดอกไม้บูชาไม่ขาดสาย บริเวณโดยรอบพุทธคยา จะมีวัดนานาชาติสร้างไว้ เช่น วัดจีน ญี่ปุ่น ไทย เกาหลี ภูฏาน เนปาล พม่า และเวียดนาม พุทธคยาจึงมีทัศนียภาพที่ร่มรื่น งดงาม และปีติสุข

นางสุชาดา เป็นสตรีที่ถูกกล่าวขานเป็นอย่างมากในพระพุทธประวัติ นางเป็นธิดาของคหบดีผู้มั่งคั่งคนหนึ่ง อาศัยอยู่ไม่ไกลจากพุทธคยานัก ในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 6 นางได้นำข้าวมธุปายาส ที่นางตั้งใจปรุงอย่างดี นำไปถวายแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขณะพระองค์ประทับอยู่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ โดยเข้าใจว่า เป็นเทพยดาลงมาโปรด ด้วยรูปร่างของพระองค์งามสง่า พระพักตร์เปล่งปลั่ง ประดุจดังเทวาอารักษ์ หลังถวายข้าวมธุปายาส พร้อมถาดทองคำและฝาครอบแล้ว ได้กราบลาพระองค์กลับไป ในวันรุ่งขึ้นพระพุทธองค์ก็ได้ ตรัสรู้ หรือ รู้แจ้งเห็นจริงด้วยพระองค์เอง ณ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ นั่นเอง

ก่อนจบ มาทำความเข้าใจความหมายของคำว่า สังเวชนียสถาน กัน โดยพระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์ เปรียบธรรม 9 ประโยค วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร คณะ 9 บางลำพู กรุงเทพฯ อธิบายว่า สังเวชนียสถาน หมายความว่า “สถานที่ให้ความรู้ ความเข้าใจ ตามความเป็นจริง” มิได้หมายถึง สถานที่สำหรับปลงสังเวชอย่างที่เข้าใจกันแต่อย่างใด สำหรับรายละเอียดของสังเวชนียสถานอีก 3 แห่ง โปรดติดตามต่อไป

ท่านที่สนใจ ต้องการไปแสวงบุญ และได้สัมผัสอินเดียแท้ๆ แบบสบายๆ แต่ได้ความรู้ ติดต่อที่ คุณพรพิมล โทร. (086) 832-2972 ได้ตลอดเวลา

สวัสดีครับ

หมอเกษตร ทองกวาว

เลี้ยงตะพาบน้ำ ส่งออกนอก งานสร้างรายได้ ของ ปัทมา คงสำราญ ที่สุพรรณบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05078011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

เทคโนโลยีการประมง

สุรเดช สดคมขำ

เลี้ยงตะพาบน้ำ ส่งออกนอก งานสร้างรายได้ ของ ปัทมา คงสำราญ ที่สุพรรณบุรี

เมื่อเอ่ยถึงสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ สิ่งที่ทุกคนนึกถึงคงหนีไม่พ้น กบ เต่า ตะพาบน้ำ ฯลฯ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นสัตว์ที่รู้จักกันมานาน และเป็นอาหารที่หลายๆ ท่านชอบรับประทาน

ในอดีตสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำชาวบ้านออกหาเมื่อเข้าสู่ฤดูฝน เช่น กบ อึ่งอ่าง ส่วน เต่า และตะพาบน้ำ จะได้จากไซที่นำไปดักปลา บางครั้งในไซดักปลาก็จะได้เต่าและตะพาบน้ำติดมาด้วย ซึ่งในความเชื่อของสังคมไทย เชื่อว่าเต่าเป็นสัตว์ที่มีอายุยืน จึงไม่นิยมรับประทานเต่ามากนัก เพราะกลัวว่าเมื่อรับประทานแล้วจะทำให้อายุสั้น แต่จะนำตะพาบน้ำมาประกอบอาหารเสียเป็นส่วนใหญ่

ตะพาบน้ำ จัดได้ว่าเป็นสัตว์น้ำจืดชนิดหนึ่ง อยู่ในประเภทสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ โดยอาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำต่างๆ เช่น ห้วยหนอง คลอง บึง ของประเทศไทย เมื่อสมัยก่อนการจะได้ตะพาบน้ำมาแต่ละครั้ง จะเป็นผลพวงจากการไปหาปลาตามแหล่งน้ำต่างๆ เช่น การทอดแห การลงอวน ซึ่งนานๆ ครั้งจะได้ตะพาบน้ำติดมากับแหหรืออวน อาจกล่าวได้ว่าเป็นการยากที่จะได้ตะพาบน้ำติดมา เมื่อเทียบกับปริมาณปลาต่างๆ ในแหล่งน้ำ เมื่อได้ตะพาบน้ำมาก็จะนำมาประกอบอาหาร ต่อมามีการนำมาเป็นอาหารมากขึ้น ทำให้ตะพาบน้ำตามแหล่งน้ำธรรมชาติเริ่มเหลือน้อยลง

แต่ปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องยากต่อไปที่จะหาเนื้อตะพาบน้ำมาเพื่อประกอบอาหาร มีการนำตะพาบน้ำมาเลี้ยงเพื่อให้มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคอีกทางเลือกหนึ่ง ซึ่งตะพาบน้ำที่นำมาเลี้ยงเป็นตะพาบน้ำพันธุ์ไต้หวัน เรียกได้ว่าประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ เนื่องจากตลาดต่างประเทศมีความต้องการ ทำให้มีผู้สนใจที่จะเลี้ยงเป็นอาชีพ หรือหาเป็นรายได้เสริม ดังเช่นเกษตรกรรายนี้ คือ คุณปัทมา คงสำราญ

ฟาร์มคุณปัทมา คงสำราญ ตั้งที่อยู่ บ้านเลขที่ 138/3 หมู่ที่ 3 ตำบลวังลึก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี

ทำนา ทำสวน เปลี่ยนมา

เลี้ยงตะพาบน้ำ สร้างรายได้

เดิมทีก่อนที่จะมาทำฟาร์มเลี้ยงตะพาบน้ำ ได้ทำไร่ และได้นำผลผลิตที่ได้ไปขายตามตลาดเช้า จึงทำให้ได้รู้จักกับเกษตรกรรายหนึ่ง ซึ่งได้เลี้ยงตะพาบน้ำมาก่อน ทำให้คุณพ่อและคุณแม่ของคุณปัทมาเกิดความสนใจในการเลี้ยงตะพาบน้ำ จึงได้ไปศึกษากับเกษตรกรรายดังกล่าวที่มาแนะนำ ตะพาบน้ำที่นำมาเลี้ยงเป็นตะพาบน้ำพันธุ์ไต้หวัน เหตุที่ไม่สามารถนำตะพาบน้ำพันธุ์ไทยมาเลี้ยงได้ เนื่องจากตะพาบน้ำพันธุ์ไทยยังถือว่าเป็นพันธุ์สัตว์น้ำที่ได้รับการคุ้มครอง จึงได้นำลูกตะพาบน้ำพันธุ์ไต้หวันมาเลี้ยงแบบระบบเนื้อมาปล่อยลงบ่อ

“ตะพาบน้ำเลี้ยงเนื้อ เราไม่ต้องจัดการอะไรมาก เพราะว่าตลาดที่เราต้องการส่งมันมีอยู่แล้ว เป็นของที่ตลาดต้องการ ช่วงที่ตลาดต้องการ ตอนที่เริ่มทำ เมื่อปี 2538 เรียกได้ว่า ทำมาเกือบ 20 ปีแล้ว” คุณปัทมา กล่าว

ตะพาบน้ำที่นำมาปล่อยลงบ่อตอนเลี้ยงครั้งแรก คุณปัทมา เล่าว่า มีจำนวน 2,000 ตัว มาปล่อยลงบ่อที่เตรียมไว้ ซึ่งขุดบ่อดิน ขนาด 15×20 เมตร ปล่อยตะพาบน้ำได้ 1,000-2,000 ตัว ใช้กระเบื้องลอน ยาวขนาด 1.50 เมตร ฝังลงดินประมาณ 30 เซนติเมตร ใส่น้ำให้มีระดับ 80 เซนติเมตร ถึง 1 เมตร

ในปีแรกๆ ที่ทำ จะใช้บ่อดิน เพราะเป็นการประหยัดต้นทุน เมื่อฟาร์มมีขนาดใหญ่ขึ้นก็เริ่มทำบ่อปูน การทำบ่อปูน จะขุดให้ได้ระดับลาดเอียงที่ 45 องศา ขนาด 15×20 เมตร ฝังกระเบื้องลอนใต้ดินเหมือนบ่อดิน แต่ขอบบ่อควรมีกระเบื้องลอน สูงประมาณ 40-60 เซนติเมตร เพื่อกันตะพาบน้ำออกจากบ่อ

วิธีการเลี้ยงดู ทำอย่างไร

การเลี้ยงดู อาหารที่ให้ตะพาบน้ำกิน คุณปัทมา เล่าว่า “อาหารช่วงที่ให้จะมีปลาบด อาหารหมู อาหารปลาดุก ผสมกับข้าว จะทำให้ลดต้นทุน เพราะข้าวที่นำมาเป็นส่วนผสม ทำให้ประหยัดต้นทุนไปเยอะ”

จะเห็นได้ว่า การจะประกอบอาชีพต่างๆ สิ่งที่ทุกคนต้องใส่ใจคือ การลดต้นทุนให้มากที่สุด ซึ่งหมายถึง การนำมาซึ่งผลกำไรที่เราต้องการ เพราะถ้าเราไม่มีการเตรียมการที่ดี ทำให้ต้นทุนเราสูงโดยไม่จำเป็น บางฟาร์มที่มีทุนมากหน่อยอาจจะมีการผสมหมู ปลาสด เข้าไป เพื่อให้ตะพาบน้ำเจริญเติบโตได้ดี

“การให้อาหารที่ดี ควรวางด้านใดด้านหนึ่งของบ่อ หรือด้านที่วิดน้ำออก และให้พ้นจากผิวน้ำ 1-2 เซนติเมตร คอยสังเกตดู ซึ่งตะพาบน้ำจะกินอาหารหมดภายใน 2-3 ชั่วโมง ถ้าหมดก่อนเวลาที่กำหนด ควรเพิ่มอาหาร หรือหมดหลังจาก 3 ชั่วโมง ควรลดปริมาณอาหารลง มิเช่นนั้นน้ำในบ่ออาจเกิดการเน่าเสียจากอาหารที่ให้มากไป เกินความจำเป็น” คุณปัทมา กล่าว

วิธีการป้องกันโรค

คุณปัทมา เล่าว่า “ช่วงต้นฤดูฝน ตะพาบน้ำจะมีอาการอ่อนแอ พอเรารู้ว่าช่วงฝนจะมา เราอาจจะต้องให้ยากันไว้ก่อน โดยให้อาทิตย์เว้นอาทิตย์ และช่วงที่น่าเป็นห่วงอีกทีก็ช่วงปลายฤดูหนาว จะเกิดโรคที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วง ช่วงฤดูหนาวถ้าอากาศหนาวตะพาบน้ำจะเจริญเติบโตช้า เนื่องจากกินอาหารได้น้อยลง เมื่อเติบโตช้าทำให้แบคทีเรียเข้าไปได้ง่าย อาจทำให้ตะพาบน้ำอ่อนแอและตายได้”

ฤดูฝนที่ฟาร์มของคุณปัทมาจะใช้สารปฏิชีวนะหลายตัว เพื่อป้องกันโรคที่จะเกิดกับตะพาบน้ำ การใช้แต่ละครั้งก็จะดูความเหมาะสมของฤดูกาล ยาที่ให้จะมีตั้งแต่ให้ตะพาบน้ำกินและสาดลงบ่อ อาจเรียกได้ว่าเป็นความชำนาญของเจ้าของฟาร์มที่จะต้องรู้โดยประสบการณ์ ว่าแต่ละช่วงควรดูแลอย่างไร ศัตรูที่ต้องระวังที่จะมากินลูกตะพาบน้ำขนาดเล็ก ได้แก่ นกกระยาง งู กบ เพราะตะพาบน้ำขนาดเล็กกระดองยังอ่อน ทำให้สัตว์ดังกล่าวกินตะพาบน้ำเป็นอาหาร อาจป้องกันด้วยการนำตาข่ายมากั้นไว้ให้รอบขอบบ่อที่เลี้ยง

ตลาดส่วนใหญ่ส่งนอก

ขนาดตะพาบน้ำที่ตลาดต้องการ จะอยู่ที่อายุประมาณเกือบ 8 เดือน ถึง 1 ปี ซึ่งจะมีน้ำหนักที่ 800 กรัม ถึง 1 กิโลกรัม ต่อตัว ราคาจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 220 บาท ซึ่งราคาจะแพงไปตามขนาด ยิ่งตะพาบน้ำมีขนาดใหญ่ราคาจะแพง ถ้ามีขนาด 1.5 กิโลกรัม ขึ้นไป จะขายกิโลกรัมละ 320 บาท

ตลาดส่งขาย จะเป็นตลาดต่างประเทศส่วนใหญ่ คือ ประเทศจีน จะนิยมรับประทานเนื้อตะพาบน้ำมาก ทำให้ฟาร์มของคุณปัทมามีการตลาดที่แน่นอน สามารถป้อนเข้าตลาดได้ตามที่ต้องการ โดยที่ฟาร์มของคุณปัทมาจะมีบริษัทส่งออกมารับถึงที่ เมื่อตะพาบน้ำได้ขนาดตามที่ต้องการ

คุณปัทมา บอกว่า จะไม่ค่อยได้จับขายหน้าฟาร์ม เพราะการที่ลงไปจับในบ่อ หรือไปกวนตะพาบน้ำอาจทำให้เกิดอาการบาดเจ็บ จะทำให้เกิดโรคตามมา ซึ่งส่วนใหญ่จะวิดน้ำออกทั้งบ่อ แล้วจับตะพาบน้ำขายทีเดียว เมื่ออายุครบกำหนดตามที่ต้องการของบริษัทส่งออก

วิธีการขยายพันธุ์เพื่อการค้า

เมื่อเริ่มเลี้ยงชุดแรกจนส่งขายได้จนหมด คุณปัทมาได้นำชุดใหม่มาลงบ่อ เพื่อให้ได้ลูกตะพาบน้ำสำหรับขาย

“เมื่อทางการตลาดเริ่มดีขึ้น ราคาก็โอเค พอรับได้ พอมีกำไร เมื่อขายชุดแรกออกไป ก็สั่ง พ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ เข้ามา อัตราที่สามารถเลี้ยงพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ได้ อยู่ที่ 1,000 ตัว ต่อบ่อ แต่ที่บ่อเราเอาแม่พันธุ์ 500 ตัว พ่อพันธุ์ 200 ตัว เพราะพ่อพันธุ์สามารถผสมกับแม่พันธุ์ได้หลายตัว” คุณปัทมา กล่าว

เมื่อตะพาบน้ำผสมพันธุ์แล้ว ถึงระยะวางไข่จะมีที่สำหรับให้ตะพาบน้ำวางไข่โดยเฉพาะ จากนั้นก็นำไข่ที่ได้จากที่วางไข่ นำมาฟักในที่สำหรับฟัก เพื่อให้ได้ตัวอ่อนที่สมบูรณ์

“พอเราฟักลูกเสร็จ ก็จะมีคนรับซื้อลูก รับซื้อไข่ต่อไป ลูกตะพาบน้ำจะมีปัญหาเรื่องการส่งออก เพราะเวลาส่งขายอัตราการตายจะสูง ซึ่งถ้าทำไม่ดีเกิดเชื้อรากับลูกตะพาบน้ำ ต่อมาก็จะส่งเป็นไข่ออกไป ให้ลูกค้าไปฟักเอง การดูไข่ว่าผสมเรียบร้อยไหม ให้ดูที่สีของเปลือก มีสีขาวขุ่น กับขาวใส ถ้าสีขาวขุ่นครึ่งฟอง แสดงว่าฟองนั้นติดเชื้อ มีการผสมแล้ว” คุณปัทมา กล่าว

การดูสีของไข่ตะพาบน้ำ อาจไม่ต้องใช้เทคนิคอะไรมาก มีหลักการดังที่คุณปัทมากล่าวข้างต้น ไข่ที่มีเชื้อผสมเรียบร้อย ทางฟาร์มของคุณปัทมาจะขายอยู่ที่ ฟองละ 3 บาท ส่วนลูกตะพาบน้ำที่ฟักได้ระยะ 1 เดือน ตัวยาวประมาณ 3 เซนติเมตร ขายอยู่ที่ตัวละ 8 บาท

สำหรับผู้ที่สนใจจะเลี้ยงตะพาบน้ำ เพื่อเป็นอาชีพเสริม คุณปัทมา แนะนำว่า “ควรที่จะมีใจรัก ศึกษาหาข้อมูลก่อน เพราะบางทียังมีรายละเอียดที่ต้องศึกษาให้รอบคอบ บางทีเราอาจคิดว่า เราทำได้ แต่ที่จริงอาจมีอะไรที่มากกว่านั้น”

ผู้ที่มีปัญหาต่างๆ ก็สามารถติดต่อมาที่คุณปัทมาได้ ทางฟาร์มยินดีให้คำแนะนำ ทางด้านการเลี้ยง การให้อาหาร การตลาด ส่วนผู้ศึกษาข้อมูลดีแล้ว ต้องการจะลงทุนแต่ยังหาตลาดไม่ได้ ไม่รู้ว่าจะหาซื้อลูกตะพาบน้ำได้ที่ไหน ก็ติดต่อซื้อได้ที่คุณปัทมา เมื่อเลี้ยงจนตะพาบน้ำใหญ่แล้วทางคุณปัทมาจะเป็นสื่อกลางติดต่อพ่อค้าคนกลางเพื่อตกลงราคาการขายกันเอง โดยไม่รับหัวคิวแน่นอน

หากมีข้อสงสัย หรืออยากเยี่ยมชมฟาร์ม ก็ติดต่อกับทางฟาร์มของ คุณปัทมา คงสำราญ ยินดีให้ข้อมูล ติดต่อทางหมายเลขโทรศัพท์ (087) 711-9474

“ปลาค้อสมเด็จพระเทพ” ปลาค้อชนิดใหม่ ค้นพบโดย ทีมนักวิจัย มหาวิทยาลัยแม่โจ้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05080011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

เทคโนโลยีการประมง

สุจิตรา ราชจันทร์

“ปลาค้อสมเด็จพระเทพ” ปลาค้อชนิดใหม่ ค้นพบโดย ทีมนักวิจัย มหาวิทยาลัยแม่โจ้

ทีมนักวิจัย จากคณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อภินันท์ สุวรรณรักษ์ ได้ค้นพบปลาค้อชนิดใหม่ ได้รับพระราชทานนามว่า “ปลาค้อสมเด็จพระเทพ”

ปลาค้อสมเด็จพระเทพ เป็นกลุ่มปลาค้อที่มีขนาดใหญ่ มีความโดดเด่นจากปลาค้อชนิดอื่นๆ ด้วยการที่มีเกล็ดปกคลุมตลอดทั้งลำตัว ซึ่งเป็นลักษณะของกลุ่มปลาตะเพียน บริเวณท้องมีเกล็ดแบบใส แตกต่างจากปลาค้อโดยทั่วไปที่มีเกล็ดฝังใต้ผิวหนัง หรือไม่ก็จะเห็นเพียงบางส่วน และมักไม่พบเกล็ดบริเวณท้องและระหว่างครีบหู เส้นข้างตัวสมบูรณ์ มีจำนวนเกล็ดบนเส้นข้างตัว แถบดำที่ฐานของครีบหลังสมบูรณ์ที่ต่างจากกลุ่มของปลาค้อชนิดอื่นๆ ที่มีจุดหรือแถบที่ฐานของครีบหลังไม่ต่อเนื่องกัน แถบสีดำที่ฐานของครีบหางที่มีลักษณะเป็นเสี้ยวพระจันทร์ยาวต่อเนื่องกันจากด้านล่างสุดถึงด้านบนสุด ช่องปากมีขนาด 0.86-1.19 เท่า ของความกว้าง ตามีขนาดค่อนข้างเล็ก 13.71?0.89% HL หนวดค่อนข้างยาวคล้ายกับปลาค้อในสกุล Nemacheilus หนวดเส้นนอกที่จะงอยปากยาวถึงตาและหนวดที่ขากรรไกรยาวถึง 2 ใน 3 ของความยาวหัว ครีบหลังอยู่ในตำแหน่งค่อนมาทางด้านหลังของจุดเริ่มต้นครีบท้อง มีก้านครีบอ่อนของครีบหลัง 6.5-7.5 ก้าน ครีบก้นมีก้านครีบอ่อนที่แตกปลาย 5.5 ก้าน ครีบท้องมีก้านครีบอ่อนที่แตกปลาย 7-8 ก้าน มีเกล็ดพิเศษ

ที่ฐานครีบท้อง ครีบหูกลม มีก้านครีบอ่อนที่แตกปลาย 8-10 ก้าน รูก้นอยู่ใกล้กับครีบก้นมากกว่าครีบท้อง ด้านบนและด้านล่างของคอดหางมีสันยกตัวสูงขึ้นเล็กน้อย ครีบหางมีก้านครีบอ่อนที่แตกปลาย 8+8 ก้าน ครีบหางเว้าเข้าเล็กน้อย มีจำนวนข้อกระดูกสันหลังส่วนท้อง 19 ข้อ และมีข้อกระดูกสันหลังส่วนหาง 11 ข้อ

สีในขณะมีชีวิต ลำตัวมีสีพื้นเป็นสีน้ำตาล และมีลายรูปทรงอิสระสีส้มสดคล้ายเสือ ส่วนท้ายทอยมีรูปสามเหลี่ยม ระหว่างตามีรูปร่างคล้ายมงกุฎสีส้ม เป็นที่มาของชื่อสามัญว่า “Crown scaly stream loach” ด้านล่างของปากมีแต้มสีดำ แถบดำที่บริเวณฐานของครีบหางเป็นพระจันทร์เสี้ยว แถบสีดำที่ฐานของครีบหลังยาวต่อเนื่องกัน ครีบทุกครีบสีใส ครีบหูและครีบท้องใส สีในขณะที่เก็บรักษาในแอลกอฮอล์ ลำตัวมีสีน้ำตาลทึบแสง ส่วนของสีส้มสดหายไป

ความแตกต่างของเพศ เพศผู้มีแผ่นหนังใต้ตาเป็นรูปช้อน ครีบหูหนากว่าและมีตุ่มสิวจำนวนมาก ครีบหูมีความยาวมากกว่า ก้านครีบที่แตกปลายก้านแรกของครีบหูในเพศผู้มีขนาดใหญ่กว่าเพศเมีย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อภินันท์ สุวรรณรักษ์ ผู้ค้นพบ กล่าวว่า

“ปลาค้อชนิดนี้ เก็บตัวอย่างได้จากห้วยน้ำปาน บ้านน้ำคูน หมู่ที่ 2 ตำบลภูคา อำเภอปัว จังหวัดน่าน ในลำธารขนาดเล็ก พื้นท้องน้ำเป็นหินขนาดใหญ่ มีน้ำน้อย ด้านบนมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นปกคลุม ริมตลิ่งชัน น้ำใส ระดับความสูงจากระดับทะเลปานกลาง 721 เมตร ลำธารมีความกว้าง 3 เมตร ความลึก 20 เซนติเมตร ชนิดปลาที่พบด้วยกันในสถานที่เก็บตัวอย่าง ได้แก่ ปลาค้อน่าน และปลาค้างคาวดอยตุง ตัวอย่างต้นแบบเก็บที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ (Maejo Aquati Resources Natural Museum : MARNM 5555) ปัจจุบันยังพบการแพร่กระจายเฉพาะในลุ่มน้ำน่านตอนบนเท่านั้น ซึ่งเป็นต้นน้ำสำคัญของประเทศไทย เพราะปลาเหล่านี้สามารถใช้เป็นดัชนีบ่งชี้ความสมบูรณ์ของธรรมชาติได้เป็นอย่างดี เนื่องจากส่วนใหญ่แล้วอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติที่สะอาด กินแมลงน้ำและตะไคร่น้ำเป็นอาหาร โดยแมลงน้ำและตะไคร่น้ำจะต้องอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำที่สะอาดเช่นกัน พันธุ์ปลาค้อดังกล่าวนี้มีจำนวนน้อยมาก จึงอยากฝากให้ช่วยกันรักษาทรัพยากรธรรมชาติ รักษาป่า รักษาแหล่งน้ำธรรมชาติ ขณะนี้กำลังหาแนวทางเพื่อการอนุรักษ์แหล่งน้ำธรรมชาติ สร้างความยั่งยืนของความหลากหลายทางชีวภาพน้ำ ดิน และป่าไม้ ร่วมกับชุมชนในพื้นที่ต่อไป ร่วมกันดูแลป่า ดูแลปลาค้อสมเด็จพระเทพ”

เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมายุ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จึงได้ขอพระราชทานนามชื่อพันธุ์ปลาค้อที่ค้นพบใหม่นี้ว่า “Schistura sirindhornae” ชื่อสามัญว่า Crown Scaly Stream Loach ชื่อไทยว่า “ปลาค้อสมเด็จพระเทพ” พระองค์ได้พระราชทาน พระราชานุญาตโดยให้ศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการขยายพันธุ์ รวมทั้งการอนุรักษ์ เพื่อจัดทำรายงานรวบรวมกราบบังคมทูลประกอบพระราชดำริต่อไป นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อมหาวิทยาลัยแม่โจ้ อย่างหาที่สุดมิได้