รอดตายด้วย LINE HERE

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07087011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

เทคโนโลยีสร้างอาชีพ

สุเทพ โลหณุต

รอดตายด้วย LINE HERE

“รู้ไว้ใช่ว่า?ใส่บ่าแบกหาม” เชื่อว่าสมัยเรียนคงเคยได้ยินมาบ้างใช่ไหม แต่ใครจะคิดล่ะว่าความรู้บางอย่างอาจจะช่วยเหลือชีวิตคุณหรือคนที่คุณรักได้อย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะเรื่องของเทคโนโลยี?

สวัสดีครับคุณผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน ก่อนที่ผมจะเล่าถึงเรื่องราวต่างๆ ในบทความนี้ต้องขอขอบคุณลูกศิษย์ท่านหนึ่งที่ได้ส่งเมลมาหาและเล่าถึงประสบการณ์ความเป็นความตายของผู้เป็นพ่อเรื่องหนึ่ง คุณผู้อ่านอย่าเพิ่งเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเรียลิตี้เล่าเรื่องผีนะ ต้องขอออกตัวก่อนว่าไม่เกี่ยวเลย แต่เป็นเรื่องราวของเทคโนโลยีโดยเฉพาะการใช้แอพตัวหนึ่งที่ช่วยชีวิตคนได้ในนาทีที่เฉียดเป็นเฉียดตาย

ผมขอนำเนื้อความบางส่วนของลูกศิษย์มาเล่าอย่างย่อๆ นะครับ ลูกศิษย์ท่านนี้พักอยู่กับพ่อ 2 คนที่คอนโดมิเนียมย่านกลางเมืองแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ผู้เป็นพ่ออายุ 80 ปี และเป็นโรคอัลไซเมอร์ หรือสมองเสื่อม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ผู้เป็นพ่อออกจากบ้านไปตั้งแต่เช้าโดยไม่ได้บอกกล่าวลูกชาย จากนั้นก็หายไปเป็นวัน ถามเพื่อนบ้านแถวนั้นก็ไม่มีใครทราบหรือรู้เลยว่าออกไปไหน แต่โชคดีที่เวลาออกไปไหนจะพกโทรศัพท์ไปด้วย ความแปลกอย่างหนึ่งของผู้สูงวัยท่านนี้ก็คือ ถึงแม้จะพกโทรศัพท์ไปแต่ก็ไม่ชอบรับสายหรือกดโทรหาใครเลย มีก็เหมือนไม่มีนั่นแหละครับ เพราะเวลาลูกโทรหาก็ไม่ยอมรับสายแล้วแบบนี้จะเจอตัวได้อย่างไร? นั่นคือปัญหาที่เจอบ่อยมากสำหรับครอบครัวนี้

ทันทีที่ลูกชายตื่นมาตอนเช้าแล้วไม่พบพ่ออยู่ในห้องพักของตน ตัวลูกชายเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจออกไปสอบถามเพื่อนบ้าน และตระเวนเดินหารอบคอนโดฯ ตลอดจนบริเวณใกล้เคียง เวลาก็ผ่านไปเกือบจะเที่ยงผู้เป็นพ่อก็ไม่ติดต่อมาในใจก็คิดว่าอาจจะเกิดเรื่องร้ายกับพ่อหรือเปล่า? เพราะปกติถึงแม้จะออกไปไหนโดยไม่บอกใครก็ตามแต่ไม่เคยหายไปไหนนานค่อนวันขนาดนี้ ลูกชายพยายามโทรหาพ่ออยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่รับสายเช่นเคย ท้ายที่สุดตัวลูกชายเองนึกได้ว่าเคยแอบติด “LINE HERE” ไว้ในเครื่องและเปิดสัญญาณ GPS เอาไว้ นั่นแหละจึงทำให้ค้นหาตำแหน่งเจอ แล้วก็พบผู้เป็นพ่อในสภาพนอนหมดสติอยู่ที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่ง บริเวณที่ไม่ค่อยมีผู้คนสัญจรไปมา จึงรีบพาไปส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน

แพทย์ระบุว่าหากมาช้ากว่านี้อีกสัก 10 นาทีพ่อของตนมีสิทธิ์เสียชีวิตแน่ เพราะนอกจากนอนหมดสติบริเวณนั้นแล้ว ศีรษะยังกระแทกกับพื้นอีกด้วย นั่นเป็นเพียงเหตุการณ์บางส่วนที่ผมได้สรุปและนำมาเล่า

เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลาครับ ในยุคสมัยที่ทุกคนต่างต้องออกมาทำงานหาเงินและทิ้งผู้สูงวัยอยู่ที่บ้าน โอกาสที่ท่านเหล่านั้นจะเกิดอุบัติเหตุก็ย่อมมีสิทธิ์เกิดขึ้นได้เสมอ บางครั้งการนำเทคโนโลยีบางอย่างมาใช้อาจจะช่วยรักษาชีวิตของใครบางคนก็เป็นไปได้ เช่น การติดกล้องวงจรปิดรอบบ้านแล้วดูผ่านระบบอินเตอร์เน็ตก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ อย่างน้อยก็ทำให้อุ่นใจได้ จริงไหมครับ แต่ควรทำควบคู่กับการติดตั้งโปรแกรมประเภทติดตามตัวหรือค้นหาพิกัดอย่าง GPS ด้วยก็จะเป็นการดี

ค้นพิกัดและตำแหน่งด้วย LINE HERE

ในส่วนนี้ผมคงไม่ขอกล่าวถึงเรื่องการติดตั้งกล้องวงจรปิด แต่จะขอกล่าวถึงเฉพาะแอพประเภทที่ใช้สำหรับการค้นหาพิกัด GPS จริงๆ แล้วมีมากมายหลายตัวที่สามารถนำมาติดตั้งบนเครื่องสมาร์ตโฟน แท็บเลต อย่าง Route 66 Navigator, Locus map, Garmin Navigator เป็นต้น รายชื่อแอพที่ผมได้นำเสนอนี้รองรับกับการใช้บนระบบปฏิบัติการ Android ส่วนใครที่ใช้ iOS ก็มีนะครับ เท่าที่ลองค้นหาดูอย่างเช่น Garmin, Sygic หรือจะใช้ Google Maps ก็สะดวกดีนะครับ

ส่วน LINE HERE ถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ผมขอแนะนำซึ่งรองรับทั้ง iOS และ Android ขั้นตอนการติดตั้งและใช้งานทำได้ดังนี้

1. ดาวน์โหลดแอพ “LINE HERE” ลงบนสมาร์ตโฟน Android ผ่าน Play Store และ iOS ผ่าน App Store หรือจะติดตั้งผ่านช่องทางเว็บไซต์ http://here.line.me ก็ได้เช่นกัน

2. หลังจากการติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว เปิดแอพทำการ Sign in ด้วยบัญชี LINE หรือ Facebook ของคุณ

3. จากนั้นจะปรากฏเงื่อนไขในการใช้บริการให้แตะที่ “เสร็จสิ้น” เพื่อยอมรับเงื่อนไขดังกล่าวสำหรับเข้าใช้งาน

4. แตะที่คำสั่ง “เปิด” เพื่อทำการเปิดใช้ตำแหน่งหรือพิกัดปัจจุบัน

5. แอพจะแสดงตำแหน่งแผนที่หรือพิกัดของคุณขึ้นมา แตะปุ่มเครื่องหมาย “+” เพื่อเชิญเพื่อนใน LINE, Facebook หรือ Instagram ของคุณเข้ามาได้

6. กรณีที่ต้องการแชร์ให้แตะเครื่องหมาย “+” หากมีเพื่อนตอบรับหรือเปิดตำแหน่งทิ้งไว้ คุณก็จะเห็นพิกัดหรือตำแหน่งของเพื่อนด้วยเช่นกัน

บทสรุป “รอดตายด้วย LINE HERE”

เทคโนโลยีช่วยให้ชีวิตมีความเป็นอยู่ที่สุขสบายมากขึ้นหากรู้จักใช้ให้เป็น รวมถึงในยามคับขันก็สามารถช่วยชีวิตใครบางคนได้เช่นกันดังเรื่องราวที่ผมได้เล่าไว้ในตอนต้น ข้อสำคัญอยู่ที่ว่าคุณจะหยิบใช้หรือปรับใช้ได้ถูกที่ถูกเวลา หรือถูกสถานการณ์หรือไม่?

มีบางสิ่งบางอย่างที่ผมเองคงแนะนำให้ได้ไม่ทั้งหมด เพราะบางเรื่องขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ทักษะความเชี่ยวชาญของตัวบุคคล จริงไหม แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้า สวัสดีครับ

เลิกสัญญาเช่าซื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07089011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

ฎีกาธุรกิจ

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

เลิกสัญญาเช่าซื้อ

อยากโก้กว่าใครในทวีปเอเชีย เช่าซื้อรถยนต์คันละ 2 ล้านกว่าบาท ชำระค่าเช่าซื้อไปได้พักเดียวจอด บริษัทตามยึดรถคืนได้ บริษัทนำรถไปขายได้ราคาต่ำ จึงมาฟ้องเรียกค่าจิปาถะจากผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกัน สุดท้ายจะลงเอยอย่างไร ต้องจ่ายค่าอะไรบ้าง

1.

วันที่ 15 พฤษภาคม 2546 คุณโผงทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ จากบริษัท

ราคา 2,787,129 บาท ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม

คุณโผงตกลงชำระ 48 งวด รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม งวดละ 41,786 บาท

งวดสุดท้ายชำระ 912,616 บาท

เริ่มชำระงวดแรก วันที่ 15 มิถุนายน 2546 งวดต่อไปชำระภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ

สัญญาตอนหนึ่งระบุว่า

“หากผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระ 3 งวดติดต่อกัน และผู้ให้เช่าซื้อมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้ชำระหนี้ที่ค้างภายในเวลา 30 วันแล้วไม่ชำระ ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันทันที”

มีคุณจำนูญลงนามเป็นผู้ค้ำประกัน ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม

สวยสิ! รถไม่สวยคุณโผงจะยอมทุ่มเงินขนาดนั้นซื้อมาเรอะ

แม้เงินสดไม่พอ แต่เครดิตดี มีฐานะขนาดนี้ บริษัทให้เช่าซื้อเชื่อถือ-สบายมาก

ในใจนั่นน่ะ คือว่า ได้ขับได้นั่งคันนี้แล้ว มั่นใจได้ว่า โก้กว่าใครๆ หลายสิบล้านคนในประเทศนี้ และรวมถึงยังโก้กว่าใครๆ ในย่านเอเชียอาคเนย์แน่นอน ไม่ว่าจะใน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประเทศกัมพูชา เวียดนาม พม่า และแม้ขยายไปยัง บังกลาเทศ เนปาล สิกขิม ภูฏาน ด้วยแล้วก็ตาม

แต่ว่าเป็นธรรมเนียมของเรื่องราวใน เส้นทางเศรษฐี คุณโผงในแทบทุกเรื่อง ถ้าเป็นชำระค่าเช่าซื้อสินค้าเป็นงวดๆ อย่างนี้ละก็ คุณโผงเป็นต้องชำระไม่ครบทุกงวดหรอก

เรื่องนี้ก็เช่นกัน คุณโผงชำระค่าเช่าซื้อไปได้เพียงงวดที่ 12 พอเวลาผ่านมาถึงงวดที่ 13 คุณโผงไม่ชำระซะแล้ว—ไม่มีเงินน่ะ ไม่ใช่ไรหรอก

แต่เช่นกัน เหมือนๆ กันทุกเรื่อง แม้ไม่ชำระค่าเช่าซื้อ แต่คุณโผงยังคงครอบครอง ขับรถโก้คันนั้นไปโน่น มานี่อยู่ตลอด

2.

เวลาผ่านไป ตามที่ควรจะต้องส่งค่างวด 3 งวดแล้ว แต่คุณโผงมิได้ชำระ บริษัทจึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญา และขอให้คุณโผงกับคุณจำนูญส่งรถคืนมาเสียโดยดี

แต่มีใครที่ไหนบ้างละจะปฏิบัติตามด้วยการส่งคืนแต่โดยดี คุณโผงกับคุณจำนูญก็เช่นกัน โดยเฉพาะคุณจำนูญนั้นไม่มีปัญญาไปนำรถส่งคืนดอก ด้วยว่ารถอยู่กับคุณโผง ไหนเลยคุณโผงจะยอมคืนมาง่ายๆ

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2547 บริษัทส่งทีมไป สวัสดีครับ ขอแสดงความนับถือ คุณโผง และยึดรถคืนมาได้

อันที่จริง บริษัทเพียรพยายามอยู่หลายรอบแล้วละ แต่คลาดแคล้วกันทุกคราวไป กระทั่งถึงวันนี้คือวันนั้น

แต่ใช่ว่า ยึดรถคืนมาแล้วทุกอย่างจะจบจะสิ้น เลิกแล้วต่อกันแต่อย่างใด

ยังไม่จบดอก แม้ตามยึดรถมาได้แล้ว บริษัทยังมีหนังสือทวงค่าอะไรต่อมิอะไรจากคุณโผงและคุณจำนูญผู้ค้ำประกันต่ออีก

แต่คุณโผงและคุณจำนูญต่างชวนกันเล่นบทเฉย ทวงเท่าไรก็ไม่ยอม ไม่จ่าย

แต่บริษัทหาได้เห็นดีเห็นงามไปกับความนิ่งเฉยของทั้งสองไม่

บริษัทให้ทนายความทวงหลายครั้ง เมื่อไม่เป็นผลจึงนำความไปฟ้องศาล ขอให้บังคับให้ทั้งสองจ่ายมาเสียแต่โดยดี

3.

บริษัท ฟ้องว่า บริษัทยึดรถคืนมาแล้วขายได้ 1,300,000 บาท ทำให้ต้องเสียหาย ขาดราคาไป 1,180,796 บาท จึงฟ้องคุณโผงและคุณจำนูญ ขอให้ศาลบังคับให้คุณโผงจ่าย

ค่าขาดราคาไป 1,180,796 บาท

ค่าเช่าซื้อนับแต่วันผิดนัดถึงวันที่สัญญาเช่าเลิกกัน 227,805 บาท

ค่าใช้จ่ายในการติดตามยึดรถ 30,000 บาท

รวมแล้วขอให้ศาลบังคับคุณโผงและคุณจำนูญจ่าย 1,438,601 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จะฟ้องก็ฟ้องไป คุณโผงกับคุณจำนูญหาสนใจไม่

คุณโผงและคุณจำนูญขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้คุณโผงและคุณจำนูญร่วมกันชำระเงิน 776,104 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง วันที่ 20 พฤษภาคม 2548 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่บริษัท

คุณโผงและคุณจำนูญอุทธรณ์คดี

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

คุณโผงและคุณจำนูญฎีกาคดี

4.

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญาเช่าซื้อระหว่างบริษัทกับคุณโผงเลิกกันโดยปริยายเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2547 ซึ่งเป็นวันที่บริษัทยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อ โดยคุณโผงมิได้โต้แย้ง

มิใช่เป็นการเลิกสัญญาเพราะเหตุคุณโผงผิดสัญญา

ศาลฎีกาชี้ว่า เมื่อสัญญาเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่าย จำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม

ส่วนการยอมให้ใช้ทรัพย์นั้น การชดใช้คืนย่อมทำได้ด้วยการใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้น

ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม

ดังนั้น คุณโผงจึงมีเพียงความรับผิดที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัท เป็นค่าใช้ทรัพย์ หรือค่าขาดประโยชน์ตลอดระยะเวลาที่คุณโผงครอบครองใช้สอยรถยนต์ที่เช่าซื้อ โดยไม่ชำระค่าเช่าซื้อแก่บริษัท

ส่วนค่าเสียหายอื่น บริษัทไม่อาจเรียกร้องได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้คุณโผงในฐานะผู้เช่าซื้อ และคุณจำนูญในฐานะผู้ค้ำประกัน ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัทเป็นค่าขาดราคารถ ค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนสัญญาเลิกกัน และค่าติดตามยึดรถคืน จึงไม่ชอบ

ปัญหานี้แม้คุณโผงและคุณจำนูญมิได้ยกขึ้นอ้างในฎีกา แต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5)

ส่วนค่าขาดประโยชน์ที่คุณโผงต้องรับผิดต่อบริษัท มีเพียงใดนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นรถใหม่ มีราคาสูง บริษัทสามารถใช้สอยในฐานะเป็นเจ้าของทรัพย์ หรือนำออกให้เช่า หรือให้เช่าซื้อหาประโยชน์ได้เป็นจำนวนพอสมควร

การที่คุณโผงครอบครอง ใช้สอยรถดังกล่าว โดยไม่ชำระค่าเช่าซื้อ ย่อมทำให้บริษัทต้องขาดประโยชน์จากการใช้สอย หรือนำรถออกหาประโยชน์ดังกล่าว ตั้งแต่วันที่คุณโผงผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ คือวันที่ 15 มิถุนายน 2547 จนถึงวันที่ บริษัทยึดรถคืน คือวันที่ 9 พฤศจิกายน 2547

แต่บริษัทบรรยายฟ้อง ขอคิดค่าเสียหายมาเพียงถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2547 เป็นระยะเวลา 5 เดือน 25 วัน จึงให้บริษัทได้รับเพียงตามระยะเวลาดังกล่าว และแม้ในคำฟ้องของบริษัทจะเรียกร้องค่าเสียหายส่วนนี้เป็นค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระจนถึงวันเลิกสัญญา แต่บริษัทได้บรรยายข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในการเรียกค่าเสียหายส่วนนี้ว่า คุณโผงครอบครองและใช้ประโยชน์ในรถยนต์ของบริษัทเรื่อยมา คุณโผงจึงต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัท จึงถือได้ว่า เป็นการเรียกเอาค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์นั่นเอง

เมื่อคำนึงถึงสภาพ และลักษณะของรถยนต์ที่เช่าซื้อ และทางได้เสียทุกอย่างของบริษัทแล้ว เห็นสมควรกำหนด ค่าขาดประโยชน์ให้บริษัท ตามระยะเวลาที่ฟ้องเรียกมา รวม 94,000 บาท

คุณโผงและคุณจำนูญ ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแก่บริษัท

ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้คุณโผงและคุณจำนูญ ร่วมกันใช้ค่าเสียหาย 94,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องคดีเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่บริษัท คำขออื่นให้ยก

จากที่ต้องจ่าย 7 แสนกว่าบาทรวมดอกเบี้ยอีกไม่น้อย คุณโผงและคุณจำนูญต้องจ่ายเพียง 9 หมื่นกว่าบาท

โล่งอกไปไม่น้อย

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12448/2557)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 391 เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้วคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมแต่ทั้งนี้จะให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกหาได้ไม่

ส่วนเงินอันจะต้องใช้คืนในกรณีดังกล่าวมาในวรรคต้นนั้น ท่านให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วย คิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้

ส่วนที่เป็นการงานอันได้กระทำให้และเป็นการยอมให้ใช้ทรัพย์นั้นการที่จะชดใช้คืน ท่านให้ทำได้ด้วยใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้นๆ หรือถ้าในสัญญามีกำหนดว่าให้ใช้เงินตอบแทน ก็ให้ใช้ตามนั้น

การใช้สิทธิเลิกสัญญานั้นหากระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายไม่

(ร่าง) รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 20 ในกำมือคณะกรรมการร่างฯ 21 คน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07090011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

เส้นทางปฏิรูป

บุญเลิศ ช้างใหญ่

(ร่าง) รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 20 ในกำมือคณะกรรมการร่างฯ 21 คน

ถ้าสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ลงมติ เมื่อวันที่ 6 กันยายนที่ผ่านมา ได้เสียงเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “บวรศักดิ์” ถึง 124 เสียง หรือเกินกว่านี้

ป่านนี้ประชาชนคงจะได้หยิบจับหนังสือร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินการจ้างบริษัทเอกชนจัดพิมพ์ 18 ล้านเล่ม จัดส่งไปตามบ้าน 18 ล้านครัวเรือน เพื่อให้ได้อ่านและศึกษาทำความเข้าใจ ก่อนจะตัดสินใจว่า การออกเสียงประชามติ จะเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ

การเสนอข่าวสารของสื่อมวลชน การแสดงความเห็นของฝักฝ่ายต่างๆ ในสังคม ทั้งฝ่ายที่อยากให้ผ่านร่างฯ กับอยากให้คว่ำร่างฯ ผู้ที่เสียงดังคือ นักการเมือง แกนนำองค์กรมวลชนอย่าง นปช. กปปส. นักวิชาการ องค์กรเอกชน ฯลฯ ฝ่ายกลางๆ ยังไม่ตัดสินใจ คงเป็นไปอย่างคึกคัก

ในท่ามกลางที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “บวรศักดิ์” ดีหรือร้ายอย่างไร

รัฐธรรมนูญที่พึงปรารถนาของสังคมไทยเป็นอย่างไร

แต่จะได้เห็นความขัดแย้ง แตกแยกเกิดขึ้นอีกครั้ง

และส่อแววจะเป็นวิกฤตการณ์ ไม่ว่าผลการออกเสียงประชามติจะให้ผ่านหรือให้คว่ำ

แต่เมื่อ สปช. ลงมติให้ความเห็นชอบเพียง 105 เสียง ไม่ถึง 124 เสียง ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “บวรศักดิ์” จึงเป็นอันยุติลง ไม่ต้องนำไปออกเสียงประชามติ

135 เสียง สปช. ที่ลงมติ ไม่เห็นชอบ และ 7 เสียง งดออกเสียง คือเสียงส่วนใหญ่ที่เห็นตรงกันว่า ต้องหยุดร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เอาไว้ ปล่อยออกไปไม่ได้ ไม่เช่นนั้นบ้านเมืองวุ่นวายแน่นอนไม่ว่าผลประชามติจะออกหัวหรือก้อย

สิ่งที่น่าสนใจ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 21 คน ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่งตั้งเพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จไม่เกิน 180 วัน จะออกแบบอย่างไรถึงจะทำให้ประชาชนได้รับรู้ เข้าใจ ยอมรับได้ และต่อจากนั้น นำไปสู่การผ่านความเห็นชอบในการออกเสียงประชามติ

ประเด็นที่ควรพิจารณา คือ

1. ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว แก้ไขเพิ่มเติม บัญญัติว่า ให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) รับฟังความเห็น คสช. ครม. สนช. และประชาชนประกอบการร่างรัฐธรรมนูญ โดยให้ กรธ. ไปวางระเบียบ หลักเกณฑ์ วิธีการรับฟัง ฯลฯ คำถามคือ กระบวนการรับฟังที่เป็นประชาธิปไตยจะทำได้มากน้อยแค่ไหน อย่างไร

2. เรื่องสำคัญๆ จะออกแบบอย่างไรถึงจะเป็นที่ยอมรับของประชาชน เช่น ระบบการเลือกตั้ง ส.ส., ส.ว., ที่มาของนายกรัฐมนตรี, กระบวนการสรรหาองค์กรอิสระ, คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) องค์ประกอบ ที่มา อำนาจหน้าที่ ฯลฯ, การปฏิรูปประเทศ, การสร้างความปรองดอง, การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฯลฯ

3. ร่างรัฐธรรมนูญถ้าจะให้เป็น ฉบับปฏิรูปจะเขียนยังไง และจะเรียกว่าเป็นร่างรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยแบบไหน (ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวบัญญัติว่าให้ไปเขียนให้เหมาะสมกับสังคมไทย?)

4. การนั่งร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 21 คน ทำอย่างไรถึงจะสื่อสารกับสื่อมวลชนและประชาชนได้อย่างกว้างขวาง จริงใจ อาศัยกลไกอะไรมาช่วยดำเนินการ

5. การออกแบบตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเป็นคนร่างให้เสร็จเรียบร้อยแล้วนำไปออกเสียงประชามติ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ไม่ต้องมาเกี่ยวข้องกับร่างรัฐธรรมนูญ กรธ. จะทำให้ถี่ถ้วน รอบคอบ และไม่เกิดปัญหาในการต้องตีความตามตัวอักษรหรือตามเจตนารมณ์ในวันข้างหน้าได้อย่างไร

ประเด็นพิจารณาข้อ 5 ซึ่งเป็นข้อสุดท้ายจะเป็นปัญหาใหญ่ในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 20

เหตุผล มีดังนี้

รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 16 เมื่อปี 2540 จัดทำโดย สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) 99 คน สสร. ตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างฯ มาจาก สสร. เมื่อร่างเสร็จในร่างฯ แรกจะนำไปให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นในแต่ละมาตราโดย สสร.จังหวัดดำเนินการ หรือที่เรียกว่า ประชาพิจารณ์ จากนั้นคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญนำมาปรับแก้ ปรับแก้ไขเสร็จก็เปิดให้ สสร. ขอแปรญัตติทีละมาตรา นำเข้าอภิปรายในที่ประชุมสภาร่างฯ ลงมติทีละมาตราจนจบทุกมาตรา การตีความร่างรัฐธรรมนูญก็นำมาจากการพิจารณาและการอภิปรายของสภาร่างฯ

เมื่อร่างเสร็จ ให้ส่งเข้าสู่การพิจารณาลงมติของรัฐสภา (ส.ส. และ ส.ว.) ปรากฏว่าเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบ จึงไม่ต้องนำไปลงประชามติ

รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 18 เมื่อปี 2550 จัดทำโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ กระบวนการร่างทำเช่นเดียวกับปี 2540 เมื่อผ่านสภาร่างฯ นำไปออกเสียงประชามติ

เสียงส่วนใหญ่ของประชาชนผู้มาใช้สิทธิเห็นชอบ 14.7 ล้านเสียง

ไม่เห็นชอบ 10.7 ล้านเสียง

แต่สำหรับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ไม่มีสภาร่างฯ ไม่มีการประชาพิจารณ์ ไม่ต้องนำมาอภิปรายเพื่อลงมติทีละมาตราในสภาร่างฯ การร่างจะถูกวิจารณ์ว่ารวบรัดตัดตอนหรือไม่ จะกลายเป็นจุดอ่อนให้ถูกต่อต้านหรือไม่

สาเหตุประการหนึ่งที่ สปช. ลงมติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ “บวรศักดิ์” ก็คือ การขาดการเชื่อมโยงระหว่างคณะกรรมาธิการยกร่างฯ 36 คน (เป็น สปช. 21 คน) กับ สปช. อีก 200 กว่าคน

สปช. จำนวนไม่น้อยมีความรู้สึกว่า ตนเองไม่มีบทบาทร่วมเสนอแนะ ไม่ได้ร่วมพิจารณาออกแบบร่างรัฐธรรมนูญในประเด็นสำคัญ มิหนำซ้ำยังรู้สึกว่า ในช่วงหลังๆ คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ปกปิดไม่ให้ สปช. ได้รับรู้ เมื่อมีหลายประเด็นถูกร่างขึ้นมาโดยไม่ได้รับการยอมรับจากฝ่ายการเมือง นักวิชาการ ฯลฯ การนำไปลงประชามติเกิดความสุ่มเสี่ยงจะผ่าน-ไม่ผ่าน เกิดสถานการณ์อ่อนไหวยากต่อการพยากรณ์ว่าถ้าถูกประชาชนคว่ำในการออกเสียงประชามติ หรือแม้จะผ่านประชามติแต่ผ่านอย่างเฉียดฉิว ร่างรัฐธรรมนูญเป็นปัญหาในการบังคับใช้ ฯลฯ

การคว่ำร่างฯ ในชั้น สปช. จึงเป็นการตัดไฟเสียแต่ต้นลมเพื่อที่จะเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติมากกว่าปล่อยให้ผ่านไปแบบไม่รู้ชะตากรรมแล้วไปติดกับรัฐธรรมนูญ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

สุดท้ายก็จะถูกฉีกอีกเพื่อแก้ปัญหา

จะทำอย่างไร เมื่อใช่โรคแพ้ภูมิตนเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07091011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

ไร้โรคาพาร่ำรวย

นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ

จะทำอย่างไร เมื่อใช่โรคแพ้ภูมิตนเอง

เมื่อเกิดมีอาการไข้ มีผื่น ปวดข้อ หรืออาการอื่นที่หาคำอธิบายไม่ได้ว่าเป็นโรคอะไร แพทย์จะส่งเลือดตรวจทางห้องปฏิบัติการว่าเป็นโรคในกลุ่มโรคแพ้ภูมิตนเอง (Autoimmune disease) หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นโรคเอสแอลอี (SLE) หรือไม่ ซึ่งโรคในกลุ่มโรคแพ้ภูมิตนเอง เป็นกลุ่มโรคเรื้อรัง ที่ต้องได้รับการรักษาต่อเนื่อง เป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคเอสแอลอี ดังนั้น การดูแลสุขภาพที่ถูกต้อง การปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง จึงเป็นหัวใจของการรักษาโรคแพ้ภูมิตนเอง มีความสำคัญพอๆ กับการรักษาด้วยยา ผลของการรักษาจะเป็นอย่างไร คุณภาพชีวิตของผู้ที่เป็นโรคนี้จะดีแค่ไหน ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองที่ถูกต้องของผู้ป่วย ดังนั้น เมื่อทราบว่าเป็นโรคแพ้ภูมิตนเอง ควรจะทำอย่างไรดี

ผู้ที่ได้รับการบอกจากแพทย์ว่าเป็นโรคแพ้ภูมิตนเอง ไม่ว่าจะมีอาการเล็กน้อยหรือมีอาการรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นมาไม่นานหรือนานก็ตาม จะรู้สึกตกใจ เกิดความไม่มั่นใจ เกิดความเครียด เกิดความวิตกกังวล ซึมเศร้า หาทางออกไม่ถูก บางคนมีความโกรธ เช่น โกรธคนที่มีสุขภาพดี เพราะรู้สึกว่าไม่ยุติธรรมที่ตนต้องมาป่วย บางคนโกรธตัวเองที่ไปรับการตรวจล่าช้า โกรธโรงพยาบาลที่วินิจฉัยล่าช้า ฯลฯ บางคนรู้สึกผิดที่เจ็บป่วย กลัวตกงาน กลัวเป็นภาระของครอบครัว ทำให้มีความรู้สึกโกรธ ซึมเศร้า กลัวตาย สลับกันไปมา เกิดคำถามกับตัวเองมากมาย เช่น “ทำไมต้องเป็นฉันด้วย” “ฉันจะมีชีวิตต่อไปอย่างไร” “จะมีชีวิตอยู่อีกทำไม” “ถ้ามีลูก ลูกจะเป็นโรคนี้ด้วยไหม” ทำให้กินไม่ลง นอนไม่หลับ กลับมีอาการทรุดหนักได้ ดังนั้น เมื่อได้รับการบอกว่าเป็นโรคแพ้ภูมิตนเอง สิ่งแรกที่ควรทำคือ มีสติ ควบคุมอารมณ์ จิตใจ และร่างกายให้สงบ รับฟังรายละเอียดของโรคที่เป็น แนวทางการรักษา และการปฏิบัติตัวที่จะต้องทำ จากแพทย์ให้ชัดเจนที่สุด กระจ่างที่สุด พยายามซักถามให้ได้ข้อมูลที่จำเป็น ในขณะนั้นให้เข้าใจที่สุด พยายามเปิดใจอย่างมีสติให้มีการเรียนรู้ เพื่อหาทางออกของการเจ็บป่วยที่เหมาะสม พยายามมองโลกในแง่บวก และยอมรับว่าตนเองจะต้องมีการปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิตเพื่อการรักษาโรค ต้องดูแลเอาใจใส่ตัวเองพิเศษกว่าคนทั่วไป เรียนรู้การปรับการดำเนินชีวิตให้กิจกรรมการดูแลตนเองเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวันตามปกติ

ความเครียดทางร่างกายและจิตใจ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรคกำเริบ ดังนั้น เมื่อเป็นโรคแพ้ภูมิตนเอง จึงจำเป็นต้องเรียนรู้เทคนิคการผ่อนคลายเนื่องจากผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิตนเองต้องเผชิญกับความเครียดหลายอย่าง ตั้งแต่โรคเรื้อรังที่รักษายาก การดำเนินโรคที่ไม่แน่นอน มีระยะสงบและกำเริบสลับกัน มีความแข็งแรงของร่างกายที่อ่อนแอลง มีการเปลี่ยนแปลงของรูปลักษณะภายนอกของตัวเองจากตัวโรคเองและผลข้างเคียงจากยาที่ใช้ในการรักษา มีผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิตนเองซึ่งมักเป็นวัยรุ่นเคยให้ความหมายของการเจ็บป่วยด้วยโรคเอสแอลอี ว่า

1. เป็นชีวิตที่อยู่กับความทุกข์ ทุกข์ทั้งกาย ทุกข์ทั้งใจ ทุกข์เรื่องเรียน เรื่องเพื่อน บางครั้งก็ทุกข์จากสังคมรังเกียจ

2. เป็นชีวิตที่มีแต่ความไม่แน่นอน ตั้งแต่รอการวินิจฉัย การรักษา การดำเนินโรค

3. ต้องดำเนินชีวิตเหมือนคุณหนูผู้เปราะบาง ต้องระมัดระวังสิ่งต่างๆ เช่น หลีกเลี่ยงแสงแดด หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ไม่สะอาด

4. อยู่ในโลกของคนแพ้ ทั้งแพ้แสงแดด แพ้ยาง่าย แพ้งานหนัก แพ้สังขารตัวเอง

นี่เป็นตัวอย่างที่สะท้อนถึงการรับรู้และให้คุณค่าการเจ็บป่วยในแง่ลบ ซึ่งมีแต่ก่อให้เกิดความเครียด บั่นทอนขวัญและกำลังใจ จนในที่สุดจะอ่อนล้าเกินกว่าที่จะต่อสู้กับความเจ็บป่วยได้

เมื่อทราบว่าเป็นโรคแพ้ภูมิตนเอง ควรพยายามทำจิตใจให้ปล่อยวางในเรื่องต่างๆ ไม่คิดหมกมุ่น พยายามทำใจให้สงบ ฝึกทำสมาธิหรือปฏิบัติธรรม หาสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ หาการพักผ่อนที่ง่ายๆ เช่น ฟังเพลง อ่านหนังสือ ทำเมื่อมีเวลาพัก แต่การพักผ่อนที่ดีที่สุดคือ การนอนหลับ ควรฝึกนิสัยให้เข้านอนเป็นเวลา ตื่นนอนเป็นเวลา นอนหลับสนิทอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง ต่อวัน ไม่ควรรับประทานยานอนหลับทุกวัน เพราะจะทำให้ติดยาและต้องเพิ่มปริมาณยามากขึ้นเรื่อยๆ ควรแบ่งงานเป็นส่วนๆ และหยุดพักเป็นช่วงๆ เพื่อไม่ให้ร่างกายตึงเครียดมากเกินไป

ปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้โรคเอสแอลอีกำเริบคือ แสงแดด การหลีกเลี่ยงแสงแดด จึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันโรคกำเริบ หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงแสงแดดแรงคือ 09.00-16.00 น. หากมีความจำเป็นควรกางร่ม ใส่หมวกปีกกว้าง สวมเสื้อแขนยาวและทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF (Sun Protection

Factor) มากกว่า 20 โดยเลือกชนิดที่สามารถป้องกันได้ทั้ง UVA และ UVB ควรทาผิวบริเวณที่มีโอกาสสัมผัสกับแสงแดด เช่น ใบหน้า ต้นคอ หน้าอก แขนด้านนอก ควรทาซ้ำหลังอาบน้ำ ล้างหน้า หรือมีเหงื่อออกมาก นอกจากนี้ ควรระวังแสงแดดที่สะท้อนจากผิวน้ำหรือพื้นที่เป็นมันด้วย

การติดเชื้อ เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตที่สำคัญในผู้ป่วย เนื่องจากภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงจากตัวโรคแพ้ภูมิตนเอง การรักษาด้วยยาสเตียรอยด์หรือยากดภูมิคุ้มกัน ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการป้องกันการติดเชื้อ เช่น หลีกเลี่ยงการไปสถานที่แออัดหรือแหล่งชุมชน สถานที่ที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก เพราะมีโอกาสรับเชื้อจากผู้อื่นได้ง่าย เช่น ตลาดนัด ศูนย์การค้า โรงภาพยนตร์ หลีกเลี่ยงคนเป็นหวัด ไอ จาม รับประทานอาหารที่สะอาด ปรุงสุกใหม่ๆ รักษาความสะอาดของร่างกาย โดยเฉพาะทำความสะอาดในช่องปากเป็นอย่างดี

ผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิตนเองไม่ควรแสวงหาการรักษาตามความเชื่อที่อาจไม่ถูกต้องตามหลักวิชา เช่น ยาต้ม ยาหม้อ การรักษาทางไสยศาสตร์ หรือซื้อยารับประทานเอง เพราะอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการรักษาโรคแพ้ภูมิตนเองคือ ผู้ป่วยต้องมีจิตใจที่เข้มแข็ง สงบ มั่นคง พยายามประคับประคองอารมณ์ให้เป็นปกติ มีกำลังใจที่จะดำเนินชีวิตอยู่กับโรคแพ้ภูมิตนเองอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี

โรคแพ้ภูมิ รุมเร้า ไม่เศร้าหนัก

ให้รู้จัก รักชีวิต คิดสู้หนา

ทำอย่างไร ให้อยู่ได้ ไม่โศกา

ไม่คณนา โรคาสงบ พบสุขเอย

ดวงเศรษฐี 12 ราศี กับอาจารย์ณัฐ นรรัตน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07093011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

ดวงเศรษฐี 12 ราศี กับอาจารย์ณัฐ นรรัตน์

ราศีเมษ (13 เมษายน-13 พฤษภาคม)

งานในความรับผิดชอบหลายเรื่องที่คลุมเครือไม่ชัดเจนก่อนหน้า เริ่มมีทางออกทางแก้ มีคนเข้ามาให้ความร่วมมือช่วยเหลืออย่างจริงจังกว่าที่ผ่านมา เป็นอีกเดือนที่คุณจะวิ่งหางาน หาเงิน มีการเดินทางในระยะสั้นอย่างต่อเนื่องมีทั้งส่วนของงานเก่า งานใหม่ งานส่วนตัว ระวังเรื่องของเวลาการนัดหมายจะผิดพลาดคลาดเคลื่อน ควรมีแผนสำรองรองรับ ควรส่งงานก่อนเวลาที่กำหนดจะช่วยสร้างงานใหม่ๆ ต่อเนื่องขึ้น การเงินมีส่วนของการขยับขยายหน้างานเพิ่มมากขึ้นทำให้มีเงินไหลเวียนเข้ากระเป๋าแน่นอนชัวร์ล้านเปอร์เซ็นต์ มีเงินพิเศษก้อนใหญ่กว่าที่ผ่านๆ มา ทำให้สภาพคล่องดีขึ้น ระวังเงินจะหมดไปกับสิ่งที่ตัวคุณชอบส่วนตัว ครอบครัว ความรักระวังคำพูดและการตัดสินใจที่ผิดพลาด ผู้ใหญ่ที่คุณเคารพสามารถเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาได้ ส่วนลูกน้องบริวารระยะนี้ต้องพยายามสั่งงานด้วยเอกสาร เพราะการสั่งด้วยปากเปล่าเขาจะเอาคำสั่งไปทำผิดๆ ถูกๆ สั่งอย่างได้อย่างให้มั่วไปหมด โชคลาภจะมาจากเพศตรงข้าม สุขภาพระวังเรื่องกล้ามเนื้อแผ่นหลัง ปวดข้อ ปวดเข่าครับ

ราศีพฤษภ (14 พฤษภาคม-13 มิถุนายน)

งานให้ระวังเรื่องของคำพูดแรงขึ้น พูดหรือสั่งการสิ่งใดหรือบอกให้ทำอะไรให้แล้วเกิดความผิดพลาดจากการสื่อสาร ทำให้คนทำงานเข้าใจไม่ตรงกันกับตัวคุณ ดังนั้น เมื่อสั่งด้วยคำพูดเสร็จคุณควรตามด้วยเอกสาร ชื่อเสียงจะมีคนพูดให้เกิดความเสียหายมีทั้งในส่วนของเรื่องส่วนตัว เรื่องที่เกี่ยวกับเนื้องาน การเซ็นสัญญาเซ็นเอกสารทำให้เกิดปัญหาตามมาได้ การเงินคุณต้องออกวิ่งหาเงิน ติดต่อลูกค้ารายใหม่ๆ ให้มากขึ้น เดินทางออกนอกสถานที่เรื่องงานทำให้มีเงินเข้า อยู่กับที่เงินคุณก็จะหยุดกับที่เช่นกัน ครอบครัวความรักมีโอกาสได้ร่วมงาน อยู่ด้วยกันมากขึ้นมีความสุขสดชื่นมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา ระวังการพูดจาระหว่างกันควรพูดในเรื่องที่ควรพูดและมีความสุขต่อกันเท่านั้น การเสี่ยงใดๆ ในช่วงนี้มีโอกาสได้มาอย่างฟลุกๆ อีกทั้งเงินทองจะหมดไปกับการติดต่องาน การเดินทางและการลงทุนเพื่ออนาคตในวันข้างหน้าจึงทำให้เงินหมดแบบไม่เห็นอะไรเป็นชิ้นเป็นอันแต่ถือว่าต่อไปจะเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ แล้ว สุขภาพระวังการอักเสบของกล้ามเนื้อในส่วนที่เคยเป็น จะกลับมาเจ็บป่วยได้อีกครั้งครับ

ราศีเมถุน (14 มิถุนายน-14 กรกฎาคม)

เรื่องงานจะมีการเดินทางแบบที่ตัวคุณไม่ทันตั้งตัว มีงานด่วน งานเร่ง งานที่เข้าไปทำแทนหรือแก้ไขแทนคนอื่นแล้วถูกบีบด้วยเรื่องของเวลา ตัวช่วยของคุณคือผู้ใหญ่ หัวหน้าที่ส่งคุณไปทำงาน ให้คุณรายงานความคืบหน้าเป็นระยะๆ เป็นช่วงที่คุณสามารถแสดงศักยภาพ ความสามารถให้คนรอบข้างเห็น และจะกลับมาเป็นผลงานสร้างชื่อในอนาคตของตัวคุณ การเงินเป็นช่วงที่คุณต้องหมุน ต้องวิ่ง ต้องออกแรงถึงจะได้ในสิ่งที่ต้องการ ทั้งผู้ที่ขึ้นชื่อว่าหัวหน้า เจ้านายจะสร้างปัญหาให้ต้องเครียดและเพลียกาย ใจ ความรักคือการให้ ช่วงเดือนนี้มีสิ่งใดขัดข้องหมองใจต้องให้อภัยกัน อย่าขุดคุ้ยหาเรื่องราวในอดีตมาพูดคุยจะยิ่งไปกันใหญ่ รวมถึงจะมีญาติพี่น้องเจ็บไข้ได้ป่วยไม่สบาย ต้องถามไถ่ดูแลบ้าง การค้าขายและธุรกิจในระยะนี้เหมาะกับการทำผลกำไรในระยะสั้น อีกทั้งคิดทำสิ่งใดต้องคิดเร็วทำเร็วแล้วจะได้เงินทองมาแบบรวดเร็วชัวร์ล้านเปอร์เซ็นต์ ลูกน้องบริวารจะมีคนทำให้งานยุ่งยิ่งขึ้นต้องคอยดูแล หมั่นตรวจสอบตามหลังเป็นระยะ ด้านร่างกายจะมีปัญหาและทุกข์เรื่องน้ำหนักตัวที่ลดไม่ยอมลงสักทีครับ

ราศีกรกฎ (15 กรกฎาคม-16 สิงหาคม)

งานระวังในเรื่องของการจัดสรรเวลา เหตุด้วยงานที่รับผิดชอบทั้งในส่วนขององค์กร และส่วนตัวจะมีจ๊อบสั้น จ๊อบใหม่ๆ การได้พบเจอคนในรูปแบบต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ทำให้เวลาหรือแผนเดิมๆ ที่ได้เตรียมไว้ทำไม่ได้อย่างที่คิด ดังนั้น คุณต้องเตรียมแผนสำรองพร้อมกับลูกน้อง บริวาร ในการเปลี่ยนแปลงหน้างานไว้จะทำให้งานลงตัวมากขึ้น มีการขยับขยายหน้างานเพิ่มมากขึ้น คู่ค้าคู่สัญญา งานตัวใหม่ๆ ที่คุณต้องการจะเริ่มมีการตกลงอย่างเป็นทางการเด่นชัดขึ้น การเงินมีเข้าจากงานเก่า ลูกค้าเก่า และมีรายได้ฟลุกๆ แต่ให้ระวังการเสี่ยงในเรื่องของการลงทุนที่เป็นตัวเงิน รวมถึงมีคนเข้ามาขอความช่วยเหลือในเรื่องการเงิน ถูกหลอก ถูกโกงได้ ความรักนั้นจะต้องมีการตัดสินในเรื่องที่ลำบากใจ รักใครชอบใครคุณก็มักจะทุ่มเทให้ใจไปเกินร้อย ถึงคราที่คุณต้องยุติเรื่องคาราคาซังบางเรื่องก็จำเป็นต้องทำ เพื่อให้ทางเดินในชีวิตรักของวันข้างหน้านั้นสะดวกราบรื่น ไปต่อได้ยาวๆ สุขภาพระวังเรื่องของลมในเส้นทำให้ปวดเมื่อย กรดในกระเพาะ ดูแลเรื่องของอาหารให้มากขึ้นจะช่วยได้ครับ

ราศีสิงห์ (17 สิงหาคม-16 กันยายน)

งานระวังเรื่องของเอกสารสัญญา ข้อตกลงในเรื่องของผลประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นในส่วนขององค์กรหรือส่วนตัว การเป็นคนกลาง เป็นนายหน้าการติดต่อเจรจาสิ่งใดไว้ก่อนหน้า รวมถึงช่วงนี้จะสร้างปัญหาไม่เป็นไปตามข้อตกลงตามสัญญาเดิมมีการพลิกลิ้นเกิดขึ้น ระวังเรื่องการรับปากจะทำให้เกิดความเสียหาย ผู้ใหญ่หรือคนมีสีมีบารมียังพูดกันไม่ค่อยจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน กลางเดือนหลายอย่างจะเริ่มดีขึ้นตามลำดับ การเงินยังมีเข้าจากงานเก่า งานแก้ งานใหม่ๆ ก้อนใหญ่กว่าที่ผ่านมา จะหมดไปกับบริวาร ลูกน้อง คนที่คุณรับผิดชอบดูแลส่วนตัวอยู่จะงอแงทำให้คุณหงุดหงิด ครอบครัวความรักบุตรบริวารสร้างความชื่นใจและเป็นกำลังใจให้คุณสู้ต่อได้เป็นอย่างดี ความรักนั้นมีความคิดอยากทำอะไรให้ใครสักคน สิ่งนั้นจะประสบความสำเร็จมีแนวทางค้นคว้าหาในสิ่งที่คุณต้องการมาได้อย่างแน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์ ขอให้คุณพยายามอย่าท้อถอยเด็ดขาด ส่วนท่านที่มีรักซ้อนซ่อนใครบางคนเอาไว้ในเซฟเฮ้าส์จะวุ่นวาย เนื่องจากการจัดคิวของ 2 บ้านไม่ลงตัว สุขภาพระวังความเครียดส่วนตัวทำให้เจ็บป่วยได้ครับ รวมไปถึงอาการเป็นหวัด เจ็บคอ

ราศีกันย์ (17 กันยายน-16 ตุลาคม)

งานจะมีเหตุให้ทะเลาะขัดแย้งกับคนในที่ทำงาน มีคนดึงเรื่องทำให้การติดต่อต่างๆ ยุ่งยากมากขึ้น แต่สุดท้ายก็จะหาทางแก้ทางออกได้ในท้ายที่สุด การค้าขายจะมีช่องทางได้เงินหรือได้เงินมาแบบฟลุกๆ รวมถึงการหาเงินพิเศษให้เพิ่มขึ้นมาคือการติดต่อไปหาลูกค้าเก่าๆ ลูกหนี้เก่าๆ จะมีข่าวดี เพื่อนฝูงจะช่วยเหลือคุณได้ถ้าต้องการความร่วมมือใดๆ จะมีวิธีแก้และผู้ช่วยเหลือเสมอ กับคนรักจะอึดอัดใจเพราะคนรักมักคาดหวังให้คุณทำอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เงื่อนไขต่างๆ คุณยากที่จะทำให้ได้ตามนั้นครบถ้วนทุกอย่าง อีกทั้งคนที่มีคู่จะต้องทุกข์ใจมีปัญหากับคนรักเก่าพานจะไปหาความสุขกับคนใหม่ให้ระวังจะถูกจับได้ ลูกน้องจะสร้างปัญหามาให้ต้องคอยสอดส่อง การค้าขายในระยะนี้ถ้าให้ดีมีเงินไหลเข้ากระเป๋าต้องมีการทำโปรโมชั่นในช่วงสั้นๆ อาจเป็นการลด แลก แจกแถมของบางสิ่งถึงจะกระตุ้นยอดรายรับให้กลับมาได้จนถึงจุดที่น่าพอใจ ส่วนเพื่อนร่วมงานจะพูดมากพูดเยอะจนคุณรำคาญใจ ทางที่ดีเดินหนีเพื่อลดมลพิษทางเสียงและสายตาก็จะทำให้คุณสบายตาสบายใจได้ดีขึ้น สุขภาพนั้นไซร้อาการเหนื่อยง่าย ง่วงบ่อย จะเป็นเข้ามามากยิ่งขึ้นควรรีบดูแลด่วน

ราศีตุล (17 ตุลาคม-16 พฤศจิกายน)

งานเรื่องที่ต้องระวังคือเอกสาร หลักฐาน ข้อมูลสำคัญเสียหายสูญหาย ความลับรั่วไหลไปยังฝ่ายตรงข้ามได้ ควรมีแผนสำรองที่รู้เฉพาะกลุ่มจะสามารถช่วยแก้ไขสถานการณ์ได้ การเจรจาต่อรองมีโอกาสที่ต้องคุยนอกรอบ มีผลสำเร็จร่วมกันเป็นที่น่าพอใจ มีโอกาสที่จะเดินทางไกลได้พบบุคคลใหม่ๆ ในสังคม แวดวงอื่นเพิ่มมากขึ้น เป็นโอกาสที่ควรเปิดตัว และสานสัมพันธ์ต่อเนื่องในอนาคตได้ การเงินจะหมดไปกับการจับจ่ายกับของที่อยากได้มานาน ระมัดระวังเสียเงินเกี่ยวกับเรื่องของลูกน้องบริวารและเพื่อนสนิทรวมถึงบรรดาข้าวของเครื่องไม้เครื่องมือเครื่องใช้และวัตถุดิบในงานของคุณจะเตรียมขยับสูงขึ้นอีกระลอก ดังนั้น ทางที่ดีควรเช็กสต๊อกสินค้าแล้วนำมาคำนวณวางแผนเพื่อตั้งรับแล้วสวนกลับโดยด่วน ส่วนเพื่อนร่วมงานยังไว้ใจไม่ได้ให้ระวังถูกโยนความผิดมาให้ ทำสิ่งใดจากนี้ควรต้องมีหลักฐานหรือพยาน ด้านครอบครัวคนรักคนที่สนิทระวังเจ็บไข้ ไม่สบาย แต่ก็ยังมีความสนิท ความเข้าใจ ความสัมพันธ์มากขึ้น กับสุขภาพระวังความดัน มึน งง โรคประจำตัวกลับมาเป็นได้อีกครับ

ราศีพิจิก (17 พฤศจิกายน-15 ธันวาคม)

งานในความรับผิดชอบยังมีความวุ่นวายไม่หยุดนิ่ง อีกทั้งมีการเปิดตัวงานชิ้นสำคัญและจะต้องมีความรับผิดชอบนอกเหนือจากปกติ เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ทำให้เรื่องของเวลาในการทำงานและเวลาส่วนตัวดูน้อยลงไปทันที ดีที่เป็นช่วงที่ลูกน้องบริวารคนใกล้ตัว มีฝีมือทำให้งานลุล่วงไปได้ด้วยดีแต่ต้องกระตุ้นเป็นระยะๆ ไม่เช่นนั้นก็ไม่เอางานยากๆ งานลำบากเหมือนกัน เรื่องที่ต้องระวังคือลายเซ็น และคนที่ไม่หวังดีปล่อยข่าวทำให้คุณเสียหาย ซึ่งจะกระทบถึงชื่อเสียงได้ โดยคุณไม่ต้องแก้ตัวใดๆ ให้ใช้ผลงานเข้าชนอย่างเดียว รับรองงานนี้คุณชนะชัวร์ ด้านการเงินมีจ๊อบพิเศษส่วนตัวทำให้สภาพคล่องทางการเงินที่กังวลใจนั้นโล่งไปอย่างอัศจรรย์ และการได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าเก่า รวมถึงการนำลูกค้ารายใหม่ๆ เข้ามาจะทำให้รายได้คุณเกิดขึ้นต่อเนื่องเรียกว่าถึงจะเหนื่อยแค่ไหน ลำบากเพียงใด ตัวเลขเงินงามๆ ที่วิ่งเข้ามาก็ทำให้คุณยิ้มได้อย่างหน้าชื่นตาบาน ความรักปัจจัยเบื้องต้นที่ทำให้ทะเลาะกันง่ายขึ้นคือเรื่องเงินทอง จึงขอให้อดทน รับรองคุณต้องผ่านพ้นวิกฤตนี้ได้อย่างแน่นอน สุขภาพระวังพักผ่อนไม่เพียงพอทำให้มึน งง หน้ามืด เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ

ราศีธนู (16 ธันวาคม-15 มกราคม)

การงานเป็นช่วงที่คุณได้เริ่มงานใหม่ เปิดจ๊อบใหม่ ใครที่รองานสิ่งใดอยู่จะเริ่มมีข่าวดีเกี่ยวกับงานที่รอคอยและต้องการ เป็นอีกเดือนที่คุณมีความเปลี่ยนแปลงจากจุดเดิมๆ ไม่หยุดนิ่ง มีการปรับเปลี่ยน โยกย้ายหน้าที่การงาน เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ใครที่ติดต่อเจรจาค้าขายประสบความสำเร็จชัวร์ล้านเปอร์เซ็นต์ แต่ให้ระวังการตัดสินใจในเรื่องสำคัญ ควรมีผู้มีความรู้หรือบุคคลที่มีประสบการณ์ในเรื่องนั้นเป็นกุนซือให้ดีกว่าการคิดและตัดสินใจเพียงลำพัง ฝีมือในการทำงานระยะนี้จะดีขึ้นทำให้มีผลงานโดดเด่นนำมาของการจ้างงานหรือให้ทำงานเพิ่มขึ้น สั่งยอดการผลิตเพิ่มขึ้น เป็นผลทำให้รายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขอให้คุณคงอุดมการณ์แห่งมาตรฐาน คงคุณภาพ ไปแบบนี้ให้นาน รับรองว่าที่ลำบากเหนื่อยยากตลอดมาจะหายเป็นปลิดทิ้งและคุ้มค่ากับสิ่งที่คุณลงทุนลงแรงไปแน่นอน ส่วนครอบครัวความรักเวลาที่จะอยู่เจอหน้ากันอย่างเป็นทางการน้อย ควรใช้เครื่องมือสื่อสารช่วยแทน แต่ให้ระวังจะหลงใหลได้ปลื้มกับคนที่เขามีเจ้าของอยู่แล้ว เดี๋ยวมันจะยุ่งกันไปใหญ่ สุขภาพระวังระบบเลือด ความดัน ไมเกรนครับ

ราศีมังกร (16 มกราคม-12 กุมภาพันธ์)

เรื่องที่ต้องระวัง คือการถูกหลอก ถูกโกงในทุกแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการรับปากทั้งตัวคุณเองและคู่สัญญายังไม่สามารถทำได้ตามที่ตกลงกันไว้ แต่จะเริ่มดีขึ้นในช่วงกลางเดือนเป็นต้นไป สิ่งที่ติดขัดไม่ลงตัวก่อนหน้าจะเริ่มมีทางออก ทางแก้ มีผู้ใหญ่ใจดีให้ความเมตตาให้ความช่วยเหลือดูแลในสิ่งที่ติดขัด จะเป็นผู้ใหญ่ในสายงานหรือผู้ใหญ่ที่คุณให้ความเคารพ ยิ่งกลางเดือนไปแล้วไฟในตัวคุณแรงขึ้น ดังนั้น คิดฝันทำสิ่งใดให้รีบดำเนินการต่อยอดความฝันให้เป็นรูปธรรม รายได้เข้าจากคู่ค้าคู่สัญญา ลูกค้าใหม่ๆ การขายของชิ้นที่คุณคาดหวังไว้นำมาเป็นทุนก้อนสำคัญได้ในช่วงนี้ ส่วนโชคลาภจากการเสี่ยงโชคเสี่ยงดวงยังไม่สดสวย สู้เอาเวลาไปหาวิธีปรับเปลี่ยน ปรับปรุงสินค้าในร้านให้มันทันสมัยและเน้นเรื่องบรรจุภัณฑ์ที่เข้ากับยุคสมัยจะทำเงินทำยอดเพิ่มขึ้นได้อย่างมากมาย กับความรักระวังเรื่องของการมีรักต้องห้ามหรือการคบกับคนที่มีเจ้าของอยู่แล้วทำให้ปัญหาจะเกิดได้ง่ายขึ้น เจอกันน้อยลง ปัญหาก็จะน้อยลงเช่นกัน สุขภาพระวังระบบทางเดินหายใจ เป็นหวัด เจ็บคอ จะทำให้เจ็บป่วยได้ครับ

ราศีกุมภ์ (13 กุมภาพันธ์-13 มีนาคม)

เดือนนี้ชาวราศีกุมภ์เป็นช่วงที่ต้องรีบดำเนินการทั้งงานเก่าและงานใหม่ให้เป็นรูปธรรม เอกสาร สัญญา รวมถึงการรับปากทั้งในส่วนของตัวคุณและคู่สัญญาเริ่มชัดเจนเห็นผลสำเร็จมากกว่าที่ผ่านมาแน่นอนชัวร์ล้านเปอร์เซ็นต์ แต่ให้ระวังการพูดลับหลัง การนินทาว่าร้ายทำให้คุณเสียชื่อ สิ่งที่ควรทำคือไม่ต้องแก้ข่าวให้อยู่ปกติ เวลาจะค่อยๆ ทำให้ทุกอย่างเงียบหายไป อีกประการเรื่องของลายเซ็นควรตรวจเช็กให้รอบคอบก่อน การเงินยังต้องวิ่งหมุนจากงานใหม่ งานเก่าสลับกัน แต่ยังมีให้คุณกินให้คุณใช้ให้หมุนไม่ขาดช่วงยาวๆ เป็นแน่ แต่การใช้จ่ายส่วนตัวในสิ่งที่ฟุ่มเฟือยควรงดเว้นไปก่อน เพราะเป็นเวลาที่ต้องวางแผนทางการเงินอย่างรัดกุม ถ้าทำได้สำเร็จโอกาสถึงขั้นเป็นเศรษฐีมีไม่ไกลเกินเอื้อม อีกทั้งผู้ใหญ่จะมอบหมายงานที่เป็นรายได้มาให้ทำ ให้แสดงฝีมืออย่างต่อเนื่องโดยคุณนั้นห้ามปฏิเสธ ความเหนื่อยยากในวันนี้คือความคุ้มค่าและเงินตราที่คุณจะได้มาในอนาคต ครอบครัวความรักระวังในส่วนของรักซ้อนซ่อนกันไม่มิด จะสร้างปัญหาให้ตัวคุณและครอบครัวได้ สุขภาพระวังอาการคันตามเนื้อตัว รวมถึงอาการปวดท้องเป็นระยะๆ

ราศีมีน (14 มีนาคม-12 เมษายน)

ชาวราศีมีนในช่วงนี้ มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีกับชีวิต ซึ่งจะทำให้คุณมีไอเดียความคิดสร้างสรรค์ที่แปลกใหม่อย่างต่อเนื่อง และเมื่อคุณลงมือปฏิบัติจริงตามที่คิดที่ตั้งใจ ความสำเร็จจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วต่อเนื่อง อีกทั้งผู้ใหญ่ให้การสนับสนุนเต็มที่ อย่างเดียวคือคุณต้องขยันและลงมือทำอย่างจริงจัง สิ่งที่คุณคิดฝันเป็นจริงอย่างแน่นอนชัวร์ครับ การเงินเช่นกัน เป็นช่วงโอกาสเปิดให้คุณแสดงศักยภาพส่วนตัวทำให้งานที่เป็นรายได้ไหลเข้าต่อเนื่อง อีกทั้งการเจรจา การเปิดตัวหาลูกค้ารายใหม่ สำเร็จตามเป้าที่คุณวางไว้ ขอให้มีหน้าตาที่ยิ้มแย้ม เป็นกันเอง แนะนำแต่สิ่งที่ดีที่ถูกต้องให้กับลูกค้า อย่าเอาเพียงเงินใกล้มือแล้วพูดไม่จริงใจกับลูกค้าเป็นอันขาด เนื่องจากดาวที่เป็นตัวแทนเรื่องเงินทองโชคลาภของคุณจะพอกพูนเพิ่มขึ้นได้จากรอยยิ้มและอารมณ์ที่ดีของคุณในแต่ละวันเป็นปัจจัยสำคัญ ส่วนครอบครัวความรักหลายเรื่องที่คลุมเครือจะชัดเจนเป็นรูปธรรม พูดจาปรึกษากับคนรักไปในทิศทางเดียวกัน มีความหวาน ความเข้าใจให้แก่กันมากขึ้น สุขภาพระวังโรคส่วนตัวที่เคยเป็นมานานจะกลับมาออกอาการอีกครั้ง ต้องเร่งดูแลครับ

เลขมงคลประจำปักษ์นี้ เลข 8 เลข 4 และ เลข 3 ควรเว้น เลข 6

สิ่งมงคลที่ควรกราบไหว้บูชาประจำปักษ์นี้ ครูบาศรีวิชัย และ หลวงพ่อเงิน

เรื่องที่ควรระวังเป็นพิเศษในปักษ์นี้ การติดต่อเจรจาใดๆ จะต้องมีเอกสาร มีเหตุผลในความน่าเชื่อถือมากกว่าปกติคู่เจรจาถึงจะเชื่อ รวมถึงจะถูกคนยืมเงิน และตนเองทำของหาย

ค้าขายออนไลน์ เข้าง่าย…ออกก็ง่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07098011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

ก่อนปิดร้าน

วิมล ตัน Monmati13@yahoo.com

ค้าขายออนไลน์ เข้าง่าย…ออกก็ง่าย

จบไปแล้วอย่างสวยงาม น่าปลื้มใจ กับงานสัมมนาประจำปีนี้ของนิตยสารเส้นทางเศรษฐี หัวข้อ “One Stop Shop On Mobile : ค้าขายบนโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่างไรให้เป็นเศรษฐี” เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา ที่โรงแรมสวิส โฮเต็ล เลอคองคอร์ด

แม้ว่าฝนฟ้าไม่ค่อยจะเป็นใจ เพราะเป็นช่วงที่พายุหว่ามก๋อพาดผ่านประเทศไทย ทำให้ฝนโปรยชุ่มฉ่ำเป็นระยะๆ จนหวั่นเกรงว่า อาจเป็นอุปสรรคทำให้ผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานขลุกขลัก ติดฝนจนไม่สามารถมาร่วมงานได้ แต่กลับกลายเป็นว่า ใกล้เวลาจะเริ่มงาน คนแน่นห้องสัมมนา ที่นั่งเต็มจนต้องเสริมเก้าอี้อีก 2-3 แถว

ค้นหาเหตุผลที่ทำให้คนให้ความสนใจถึงขนาดยอมฝ่าสายฝนมาร่วมงานครั้งนี้ เหตุแรกคงเพราะหัวข้อสัมมนาที่เราตระเตรียมไว้คือ การให้ความรู้เกี่ยวกับผู้ประกอบการที่สนใจจะทำการค้าขายออนไลน์ ผ่านโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก ถือว่าเป็นหัวข้อที่เข้ากระแสมากที่สุดในตอนนี้ เห็นได้จากรายงานของกระทรวงไอซีทีที่ระบุถึงพฤติกรรมการใช้อินเตอร์เน็ตในประเทศไทย เมื่อปี 2557 พบว่า คนไทยอยู่ในช่วงสังคมก้มหน้าอย่างแท้จริง เพราะมีการใช้อินเตอร์เน็ตโดยเฉลี่ยถึงวันละ 7.2 ชั่วโมง หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของวัน

อีกทั้งจากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า ณ ปี 2556 ไทยมีการค้าขายออนไลน์สูงถึง 7.7 แสนล้านบาท คาดหมายได้ว่า ปัจจุบันน่าจะเกินปีละ 1 ล้านล้านบาทไปแล้ว ขณะที่ในแง่ของผู้ประกอบการในโลกออนไลน์ก็มีอยู่กว่า 400,000 ราย

ดังนั้น ชั่วโมงนี้พ่อค้าแม่ขายคนไหนที่ยังไม่ตระหนัก ไม่เคยได้เข้าไปขายในโลกออนไลน์ ถือว่า เอาต์ และเสียเปรียบคู่แข่งไปหลายช่วงตัวแล้ว

และอีกเหตุผลที่ทำให้งานสัมมนาครั้งนี้เป็นที่สนใจ คงต้องยอมรับว่า เป็นเพราะความโด่งดังของ “อีเจี๊ยบ เลียบด่วน” เจ้าของเพจดังที่ฮือฮามากที่สุด ณ พ.ศ.นี้ กับยอดไลก์กว่า 1.4 ล้านไลก์ที่ทำได้ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน ซึ่งอีเจี๊ยบ เลียบด่วน ได้กรุณาตอบรับมา “โฟนอิน” ให้ความรู้ คำแนะนำกับมือใหม่หัดลุยโลกโซเชียล

เป็นวิทยาทานที่มาพร้อมกับความสนุกสนาน ไม่เครียดแม้แต่นาทีเดียว!!

และช่วงของการเสวนา “ชุมนุมเน็ตไอดอล เซียนธุรกิจออนไลน์” น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับเหล่าผู้ประกอบการ เพราะจะได้พบกับวิทยากรตัวจริงที่ค้าขายในโลกโซเชียล ที่จะมาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์จากจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่การค้าขายออนไลน์ จนมาถึงจุดของความสำเร็จ ให้กับมือใหม่ได้รับทราบ ได้เห็นตัวอย่างของความสำเร็จ ได้รับทราบกลยุทธ์ว่า ทำอย่างไรถึงจะค้าขายในโลกโซเชียลให้เป็นเศรษฐี

ไม่ว่าจะเป็น คุณเหมียว-ดุจธนนันท์ เกียรติเชิดแสงสุข เจ้าของธุรกิจคอนแทกต์เลนส์แฟชั่น แบรนด์ คิตตี้ คาวาอิ ที่เริ่มลงทุนจากเงินเพียง 30,000 บาท ทำตลาดออนไลน์ผ่านเว็บฟรี จนกระทั่งมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง สามารถสร้างยอดขายพุ่งขึ้นเป็นปัจจุบันแตะเดือนละ 10 ล้านบาท หรือ คุณเรียว-ชณา วสุวัต กับธุรกิจอาหารลาซานญ่า และผักโขมอบชีสพร้อมทาน ยี่ห้อ รีโอส์ เดลิ (REO”s Deli) ที่เริ่มจากการขายออฟไลน์ผ่านแฟมิลี่มาร์ท เมื่อขายดิบขายดี จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งเห็นความจำเป็นต้องเพิ่มช่องทางขายเพื่อเพิ่มยอดขาย คุณเรียวก็ไม่รอช้าที่จะหาหนทางขายผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก ทั้งๆ ที่ไม่มีประสบการณ์ ความชำนาญเรื่องโลกออนไลน์เอาเสียเลย

แม้ว่า ทั้งสองจะมีจุดเริ่มต้นต่างกัน แต่ทั้งสองกลับมีความเหมือนในความต่างที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทั้งคู่ประสบความสำเร็จในการขายออนไลน์ นั่นก็คือ ทั้งคุณเหมียวและคุณเรียว ต่างเป็น “คนมีของ” เป็นคนที่รู้ว่า อยากขายอะไร เป็น “ของ” ที่ชอบ เป็นของที่รู้ว่า เรามีความชำนาญ อย่างเช่น คุณเหมียวรู้ตัวเองว่า เป็นคนชอบของสวยๆ งามๆ จึงเลือกที่จะขายคอนแทกต์เลนส์ ขณะที่คุณเรียวเก่งด้านเมนูอาหารอิตาเลียน ก็เลือกที่จะทำลาซานญ่าพร้อมทาน

และเหนือสิ่งอื่นใด คำแนะนำที่สำคัญที่สุดสำหรับมือใหม่ลุยออนไลน์ก็คือ ในเมื่อเราเป็นคนมีของ ก็ต้องใส่ใจ และรู้จักอวดของในโลกโซเชียล การอัพเดตข้อมูลข่าวสารใหม่ๆ บนหน้าเว็บอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยดึงลูกค้าให้อยู่กับเราได้ตลอด

เพราะโลกออนไลน์ ลูกค้ามาเร็ว แล้วก็จากไปเร็วเช่นกัน!!

“ประจัก มีลาบ” ปลูกหน่อไม้ฝรั่งปลอดสารพิษ ที่ อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ (ตอนจบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05018011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

“ประจัก มีลาบ” ปลูกหน่อไม้ฝรั่งปลอดสารพิษ ที่ อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ (ตอนจบ)

การทำราวเชือก คุณประจัก มีลาบ อธิบายว่า การทำราวเชือกเพื่อช่วยพยุงลำต้นหน่อไม้ฝรั่งนับเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ประโยชน์ของการทำค้างก็เพื่อที่จะรักษาลำต้นเหนือดินให้อยู่ได้นานที่สุด ในช่วงเลี้ยงต้นก่อนการเก็บเกี่ยวและในช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยปกติจะทำราวเชือกเมื่อต้นหน่อไม้ฝรั่งมีอายุ 2-3 เดือน หลังจากย้ายกล้าปลูก ไม้ที่ใช้ทำค้างอาจเป็นไม้รวกหรือไม้อื่นๆ ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1-2 นิ้ว หรือเสาปูน ขนาด 1×1 นิ้ว

การปักค้าง จะปักเป็นจุด จุดละ 2 หลัก และใช้เชือกไนล่อนขนาดพอเหมาะ ขึงตามความยาวของแปลง ระยะห่างของไม้แต่ละจุดประมาณ 2 เมตร หรือแล้วแต่ความเหมาะสม ซึ่งการทำค้างนี้จะทำไปตลอดอายุของการปลูกหน่อไม้ฝรั่ง หากไม้ค้างผุ ควรเปลี่ยนไม้ค้างอยู่เสมอ เพื่อค้ำลำต้นไม่ให้ล้มจากลมพัด เพราะต้นหน่อไม้ฝรั่งค่อนข้างสูง ถ้าต้นหักล้มส่งผลให้ต้นกระทบกระเทือน เพราะถ้าต้นล้มเสียหายย่อมส่งผลต่อการเจริญเติบโตและผลผลิต

ในช่วงแรก งานหลักๆ คือ การป้องกันกำจัดวัชพืช พยายามหลีกเลี่ยงการใช้ยาฆ่าหญ้า ควบคุมกำจัดวัชพืชใช้วิธีกล เช่น การเตรียมดินที่ดี การถอนด้วยมือ และวิธีเขตกรรมอื่นๆ โดยคุณประจักจะใช้การคลุมโคนและแปลงปลูกด้วยแกลบดิบให้หนา เพื่อทำให้หญ้าขึ้นน้อยลง หรือจะใช้ได้เพียงระยะแรกๆ ที่ยังไม่มีผลผลิต แต่เมื่อมีผลผลิตก็ต้องหยุดใช้ในพื้นที่ที่มีลมแรงและไม่มีแนวบังลม

การพูนโคนต้นกล้า ถ้าต้นกล้าหน่อไม้ฝรั่งมีเหง้าลอยพ้นดิน มักมีสาเหตุมาจากการที่หยอดเมล็ดตื้น หรือให้น้ำแบบสายยางฉีดรด หรือให้น้ำตามร่องจนชะดินลงมา ดังนั้น ควรมีการตรวจแปลงกล้าอย่างสม่ำเสมอ ถ้าพบว่าต้นกล้าที่แตกขึ้นมาใหม่มีขนาดเล็กและเป็นฝอย รากและเหง้าเล็กลง ทำให้ได้ต้นกล้าที่ไม่สมบูรณ์ จึงควรพรวนดินกลบเหง้า (พูนโคนต้น) ต้นกล้าด้วย

การไว้ต้นแม่เหนือดิน หลังจากย้ายกล้าประมาณ 1 สัปดาห์ ต้นจะงอกโผล่พ้นดิน เมื่อต้นหน่อไม้ฝรั่งมีอายุมากขึ้น จำนวนต้นจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ต้นที่งอกช่วงแรกก็จะเริ่มแก่ ถ้าไม่มีการตัดต้นออกบ้าง บริเวณกอจะแน่น มีผลทำให้เป็นแหล่งสะสมโรคและแมลง อีกทั้งการให้หน่อใหม่จะเล็กลงด้วย ดังนั้น ในช่วงเดือนที่ 3 หลังจากย้ายปลูก ควรมีการตัดแต่งต้นออกบ้าง และสามารถพ่นสารชีวภัณฑ์กำจัดโรคและแมลงได้อย่างทั่วถึง นอกจากนี้ การตัดแต่งต้นจะทำให้มีการสะสมอาหารที่เหง้าและตามากขึ้น ทำให้เหง้าและตามีขนาดใหญ่ขึ้น ดังนั้น การตัดแต่งต้นกล้าหน่อไม้ฝรั่งจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง และมักจะทำเมื่อต้นกล้าอายุประมาณ 3-4 เดือน ขึ้นไป

การพรวนดินและการเติมปุ๋ยในช่วงเลี้ยงต้นกล้าในแปลงหน่อไม้ฝรั่ง การพรวนดินจะทำให้บริเวณหน้าดินไม่แน่น หน่ออ่อนจะโผล่พ้นดินได้สะดวก ไม่โค้งหรือคดงอ แต่การพรวนดินต้องทำอย่างระมัดระวัง อย่าให้กระทบกระเทือนถึงระบบราก โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต เพราะจะทำให้หน่อไม้ฝรั่งชะงักการออกหน่อได้ ต้นหน่อไม้ฝรั่งในช่วงอายุ 3-4 เดือนแรก หลังจากการย้ายปลูก ควรพรวนดินและพูนโคน พร้อมทั้งเติมปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอก เพื่อช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดินให้ดีและร่วนขึ้น ใช้ปุ๋ยเคมี สูตรเสมอ 15-15-15 ผสมกับปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยปรับสภาพดิน ให้เสริมเป็นระยะๆ ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม และสภาพความอุดมสมบูรณ์ของหน่อไม้ฝรั่งด้วย

การให้น้ำ ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ผลผลิตจะมีคุณภาพดี ช่วงย้ายต้นกล้าลงแปลงปลูก ควรให้น้ำ วันละ 1 ครั้ง ทุกวัน หรือวันเว้นวัน ขึ้นอยู่กับสภาพดิน อุณหภูมิฝน แปลงที่มีความชื้นสูงก็ไม่จำเป็นต้องให้น้ำ การให้น้ำในช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตต้องให้ทุกวันพอหน้าดินชื้น และเป็นไปได้ไม่ควรให้ตอนเย็น จะทำให้เกิดโรคระบาดได้ การให้น้ำในพื้นที่ดอน ระบบสปริงเกลอร์จะช่วยชะล้างโรคและแมลงบางชนิดได้ เช่น เพลี้ยไฟ เป็นต้น การให้น้ำหน่อไม้ฝรั่ง ทนแล้งได้พอสมควร แต่ถ้าขาดน้ำหรือให้น้ำไม่สม่ำเสมอ มีผลให้ปริมาณผลผลิตลดลงอย่างมาก และคุณภาพหน่อไม้ฝรั่งไม่ดี ควรมีการให้น้ำทุกวัน ทั้งนี้ ปริมาณน้ำที่ให้และระยะเวลาที่ให้น้ำขึ้นอยู่กับวิธีการให้น้ำ สภาพแวดล้อม (ชนิดดิน อุณหภูมิของอากาศ ความชื้นในอากาศ) หน่อไม้ฝรั่งชอบให้หน้าดินชื้น แต่ไม่ชอบให้หน้าดินแฉะและมีน้ำขัง พื้นที่ปลูกเป็นดินเหนียวผลผลิตจะไม่ดีเท่ากับพื้นที่ปลูกที่เป็นดินร่วน หลักการให้น้ำควรให้ผิวหน้าดินชื้น แต่อย่าให้จนดินแฉะ เพราะถ้าแปลงปลูกเป็นดินเหนียว จะทำให้ปริมาณผลผลิตของหน่อไม้ฝรั่งลดลง หน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชที่ต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้ผลผลิตดี หน่อไม้ฝรั่งที่ได้รับน้ำไม่สม่ำเสมอ จะมีคุณภาพของหน่อไม่ดี โดยจะมีเส้นใย (ไฟเบอร์) มาก หน่อจะเหนียว ทำให้คุณภาพในการบริโภคจะด้อยลง

การพักต้น หลังจากเก็บเกี่ยวหน่อไม้ฝรั่งอินทรีย์ได้ 2 เดือน ต้นหน่อไม้ฝรั่งเริ่มโทรม ผลผลิตจะลดลงตามลำดับ จำเป็นต้องพักต้นหรือบำรุงต้นใหม่ 1 เดือน ให้ต้นหน่อไม้ฝรั่งได้สะสมอาหาร แล้วพร้อมให้ผลผลิตได้เก็บต่ออีก 2 เดือน แล้วก็จะพักต้นต่อ ทำแบบนี้เรื่อยไปทั้งปี

การพักต้นนั้น คุณประจัก อธิบายว่า ตนเองจะเริ่มจากการหยุดเก็บหน่อล่วงหน้า 3 วัน แล้วดูว่าหน่อไหนสวย ต้นใหญ่สมบูรณ์ ก็จะเก็บเอาไว้เป็นต้นแม่ ต้นที่เหลือจากการคัดให้ตัดแต่งต้นโดยการถอนทิ้ง เช่น ต้นที่เหลืองและโทรม มีโรคแมลงรบกวนให้ถอนทิ้งไป จะคัดเลือกต้นใหญ่ แข็งแรง ไว้เพียง 3-5 ต้น ต่อกอ เท่านั้น เพื่อเลี้ยงไว้เป็นต้นแม่ จากนั้นจะพรวนดิน การพรวนดินจะพรวนดินไปตามยาวของแปลงปลูก ไม่ควรพรวนรอบโคนต้นหน่อไม้ฝรั่ง พรวนเพื่อให้ดินเกิดช่องว่างเพื่อเราจะเติมแกลบและปุ๋ยต่างๆ จะได้แทรกลงในช่องว่างที่ได้พรวนดินเอาไว้ ทำให้ดินร่วนซุย อีกอย่างการที่เกษตรกรเข้าไปทำงานในแปลงโดยตลอด การถอน การเก็บเกี่ยวผลผลิต สภาพดินในแปลงจะยุบตัวลงมา รากหน่อจะตื้น รวมถึงการดึงเอาแร่ธาตุในดินไปใช้ หลังการพรวนดินเกษตรกรจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก เพิ่มธาตุอาหารในดิน พร้อมกับพูนดินกลบโคนต้นทุกครั้ง เพื่อให้หน่อเกิดขึ้นมาใหม่มีความสมบูรณ์

การใส่ปุ๋ย คุณประจัก จะใส่ปุ๋ยอินทรีย์สำเร็จรูป 5 ส่วน ผสมกับปุ๋ยเคมี สูตรเสมอ 15-15-15 1 ส่วน นำปุ๋ยทั้ง 2 ชนิด คลุกเคล้าผสมให้เข้ากัน จากนั้นจะนำไปหว่านโรยบนหลังร่องให้ทั่ว โดยพื้นที่ปลูกหน่อไม้ฝรั่ง 2 ไร่ คุณประจัก จะใช้ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 จำนวน 1 กระสอบ (50 กิโลกรัม) ผสมคลุกเคล้ากับปุ๋ยอินทรีย์ จำนวน 5 กระสอบ (250 กิโลกรัม) หลังจากนั้นก็จะใส่แกลบดิบเพื่อเป็นการคลุมแปลงปรับสภาพให้แปลงร่วนซุย ให้หน่อไม้ฝรั่งได้แทงหน่อได้ง่าย ใส่ปุ๋ยเสร็จ ใส่แกลบทับก็จะให้น้ำเพื่อให้ปุ๋ยได้ละลาย

หลังจากเลี้ยงต้นแม่ให้ต้นสูงสัก 50-60 เซนติเมตร หรือสูงเลยระดับเชือกที่ขึงไว้เพื่อพยุงต้น ให้ใช้มือเด็ดยอดต้นหน่อไม้ฝรั่งทิ้งไป การเด็ดยอดนั้นทำให้ต้นแม่ของหน่อไม้ฝรั่งไม่งามใบจนเกินไป จุดประสงค์ให้มีการเจริญเติบโตที่กอด้านล่างมากกว่า เพื่อสะสมอาหารเตรียมให้ผลผลิต เมื่อใบหน่อไม้ฝรั่งเปลี่ยนจากสีเขียวอ่อนเป็นสีเขียวเข้ม (ใบแก่) ก็จะให้ผลผลิตเก็บหน่อขายต่ออีกราวๆ 2 เดือน ช่วงที่พักต้น ทางใบก็สามารถเสริมด้วยฮอร์โมน อาหารเสริม น้ำหมักชีวภาพ ฉีดพ่นทุกๆ 7 วัน

คุณประจัก แนะนำสูตรน้ำหมักว่า ตนเองจะหมักด้วยหน่อกล้วยอ่อน น้ำหนัก 5 กิโลกรัม เอามีดสับให้ละเอียด + หัวเชื้อจุลินทรีย์ ประมาณ 1 ลิตร (ซึ่งครั้งแรกอาจจะซื้อหัวเชื้อมาจากท้องตลาด หรือแบ่งมาจากเพื่อนเกษตรกรที่ทำน้ำหมักเอาไว้) + กากน้ำตาล 5 ลิตร เอาใส่รวมกันในถัง 200 ลิตร ใส่น้ำให้เต็มถัง คนให้เข้ากัน หมักทิ้งไว้ให้ย่อยสลาย ฉีดแล้วทำให้ต้นหน่อไม้ฝรั่งเขียวและออกหน่อดี มีฉีดแคลเซียม-โบรอน เดือนละ 1-2 ครั้ง ตามความเหมาะสม จะช่วยเสริมความแข็งแรงของต้นให้หน่อมีความสมบูรณ์

การเก็บเกี่ยวหน่อไม้ฝรั่ง คุณประจัก เล่าให้ฟังว่า การปลูกหน่อไม้ฝรั่งนั้นแตกต่างจากพืชผัก หรือพืชหมุนเวียนอายุสั้น เพราะหน่อไม้ฝรั่งต้องรอเวลาอย่างน้อย 1 ปี โดย 1 ปีแรก เพียงแต่บำรุงรักษาดูแลต้นให้กอใหญ่สมบูรณ์ จะเริ่มให้ผลผลิตได้เก็บหน่อบ้างในปีที่ 2 รายได้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ จากรายได้วันละหลักร้อย ก็กลายเป็นวันละหลักพันบาท อย่างตนเองแปลงปลูก อายุ 2 ปี ในปีที่ 2 อย่างต่อรอบ (2 เดือน) หรือ 1 มีด ราวๆ 10,000-20,000 บาท แต่ตัวเลขเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ 1 ปี ที่ผ่านมารวมตัวเงินได้ ราว 80,000 บาท ถือว่าเป็นรายได้ที่ดีพอสมควรเมื่อเทียบกับการทำการเกษตรอย่างอื่นที่มีต้นทุนมากกว่า ทั้งเรื่องของเมล็ดพันธุ์ สารเคมี และการลงแรงที่ทำงานหนักกว่ามาก แต่สำหรับหน่อไม้ฝรั่ง ทำงานเบาและสบายกว่ามาก ถือว่าเหมาะกับอายุของเราที่แก่ตัวลงทุกวัน ที่ฉีดยามากๆ ก็ไม่ไหว แต่พอมาปลูกหน่อไม้ฝรั่งปลอดสารพิษ กลับรู้สึกว่าสบายตัวมากทีเดียว

คุณประจัก เล่า อย่างรายได้จากการปลูกหน่อไม้ฝรั่ง ยกตัวอย่างเพื่อนเกษตรกรที่มีพื้นที่ปลูกเท่าๆ กัน แต่ปลูกแบบแถวคู่ที่มีจำนวนต้นเยอะกว่า ตอนนี้อายุต้นมากกว่าไม่กี่เดือน สามารถทำผลผลิตได้สูง มีดละ 50,000-60,000 บาท (2 เดือน) ทำให้เรามั่นใจรายได้ในอนาคต ตนเองจึงปลูกเพิ่มอีก 2 ไร่ แต่ปรับระยะปลูกเป็น 2 แถว ต่อร่อง เพื่อให้ได้จำนวนต้นที่มากขึ้น

ส่วนการเก็บเกี่ยวหน่อไม้ฝรั่ง คุณประจัก อธิบายว่า หลังจากที่หน่อไม้ฝรั่งโผล่ออกมาจากดินจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ จะใช้เวลาเพียง 2-3 วัน เท่านั้น (หน่อไม้ฝรั่งจะเจริญและยาวในเวลากลางคืน) ดังนั้น เมื่อวันแรกที่พบหน่อไม้ฝรั่งงอกมาจากดิน และมีความสูงประมาณ 2-3 นิ้ว จะต้องเอากรวยพลาสติกที่ทำเหมือนหมวกมาครอบส่วนของยอดหน่อไม้ฝรั่ง กรวยพลาสติกจะช่วยให้ดอกตูม ไม่บาน หลังจากที่สวมหมวกไปได้เพียง 1-2 วัน ก็ต้องถอนเก็บหน่อออกจากแปลงมาจำหน่ายทันที ถ้าปล่อยไว้ส่วนของปลายหน่อจะบาน กลายเป็นหน่อตกเกรด วิธีเก็บเกี่ยวทำได้โดยใช้มือจับโคนหน่อที่ติดกับดิน ที่มีความเขียวที่ 20-25 เซนติเมตร แล้วดึงขึ้นในแนวตรง หากไม่ตรงจะทำให้หน่อหักในระหว่างการเก็บเกี่ยว ระวังอย่าให้หน่อไม้ฝรั่งกระทบกระเทือน จะทำให้หน่อที่เกิดใหม่น้อยลง ไม่ควรจับหน่อแรงเกินไปจะทำให้ช้ำหรือหักได้ ช่วงการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมคือ ช่วงเวลาเช้า ราว 06.00-09.00 น. หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิต ต้องนำหน่อไม้ฝรั่งเข้าไว้ในที่ร่ม ไม่ตากแดด มีอากาศถ่ายเทสะดวก นำมาคัดแยกแบ่งเกรดหน่อไม้ฝรั่ง การคัดเกรดต้องล้างมือให้สะอาด ไม่ไว้เล็บยาวหรือสวมถุงมือ ทำความสะอาดโคนหน่อ อย่าให้ปลายหน่อโดนน้ำ ควรใช้น้ำสะอาดหรือน้ำประปาล้างหน่อไม้ฝรั่ง ล้างดินที่ติดมา แล้วนำมาวางเรียงในบล็อกไม้ที่จะกำหนดความยาวของหน่อไม้ฝรั่ง ตัดแต่งให้ยาว 20-25 เซนติเมตร (ความยาวแล้วแต่บริษัทผู้รับซื้อกำหนด) แล้วใช้มีดตัด ก็จะได้หน่อไม้ที่มีความยาวเท่าๆ กันอย่างระมัดระวังอย่าให้ช้ำ ต้องเปลี่ยนน้ำล้างหน่อไม้ฝรั่งทุกครั้งในแต่ละชุด ตัดโคนหน่อให้เสมอกัน ใช้กระดาษหุ้มแล้วมัดด้วยเชือกหรือยาง บล็อกและมีด ต้องทำความสะอาดอยู่เสมอ บรรจุในตะกร้าโปร่ง ให้ยอดตั้งขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้ยอดคด ใช้ผ้าขาวบางชุบน้ำหมาดๆ คลุมไว้ จะเก็บได้นาน ประมาณ 2 ชั่วโมง ถ้าต้องเก็บไว้นานกว่านั้น ให้ใช้ตะกร้าที่บรรจุหน่อไม้ฝรั่งใส่ถังน้ำแข็ง แต่อย่าให้หน่อโดนน้ำ จะเก็บได้นานประมาณ 2 วัน ควรบรรจุไม่เกิน 20 กิโลกรัม ต่อตะกร้า แล้วไปส่งยังจุดรับซื้อของกลุ่ม หรือหากอยู่ห่างไกลจากจุดรับซื้อของกลุ่ม ก็สามารถยืดอายุหน่อไม้ฝรั่งโดยการแช่ตู้เย็นเอาไว้ได้นาน 2-3 วัน เมื่อผลผลิตรวบรวมได้พอสมควรก็นำไปส่งที่จุดรับซื้อ ราคาประกันรับซื้อโดยแบ่งเป็นเกรดๆ อย่าง เกรดเอ (A) รับซื้อที่ กิโลกรัมละ 65 บาท เกรดรองลงมา 60, 55, 50, 45, 40, 30 บาท ตามลำดับของเกรดรับซื้อที่แยกย่อยลงมา

สรุป เคล็ดลับบางประการสำหรับผู้ปลูกหน่อไม้ฝรั่ง

1. หลีกเลี่ยงการใช้ยาฆ่าหญ้าโดยเด็ดขาด ถ้าใช้ยาฆ่าหญ้า หน่อไม้ฝรั่งจะชะงักการแทงหน่อ อย่างน้อย 4 เดือน ต้นจะโทรม บางครั้งถึงยืนต้นตายได้ ต้องระวังเป็นอย่างมาก

2. หลีกเลี่ยงการใช้มูลสัตว์ปีก เช่น มูลไก่ มูลเป็ด มูลค้างคาว เพราะมักจะเป็นเหตุที่ทำให้เกิดโรคจากเชื้อราได้ง่าย และจะทำให้หน่อไม้ฝรั่งออกดอกมาก ก้านดอกยาว เป็นไปได้แนะนำให้ใช้เฉพาะขี้วัว หรือวัวนมเก่าที่ย่อยสลายแล้วจะดีมาก

3. หลีกเลี่ยงใช้แกลบดำ เพราะพืชตระกูลกินหน่อมักไม่ชอบแกลบดำ

4. ใส่ยิปซัม สำหรับบางพื้นที่ ดินที่ใช้ในการเกษตรมานาน ขาดการปรับปรุงบำรุงดินที่เหมาะสม จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข โดยการใช้ยิปซัมเป็นวัสดุปรับปรุงดิน จะช่วยแก้ปัญหาผิวดินจับตัวกันแน่น ทำให้น้ำและอากาศผ่านลงไปในดินชั้นล่างได้ดีขึ้น พืชดูดน้ำและอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการแก้ปัญหาทางเคมีและชีวภาพ ยิปซัมช่วยลดสภาพดินเป็นกรดในดินชั้นล่าง ลดการเกิดโรคพืช ช่วยฟื้นฟูดินเค็มให้กลับมาใช้ปลูกพืชได้เป็นปกติ ยิปซัมนอกจากช่วยปรับสภาพดินแล้ว ยังเป็นแหล่งให้ธาตุแคลเซียม และกำมะถันที่จำเป็น

ปัจจุบันที่มีการใช้ปุ๋ยเคมีในการเพิ่มผลผลิตพืช ระบบการเกษตรแบบประณีต ทำให้ดินขาดความสมดุลของธาตุอาหาร โดยเฉพาะแคลเซียมและกำมะถัน ที่มีอยู่ในดินสูญเสียไปจากการถูกชะล้างจำนวนมากทุกปี การใส่ยิปซัมจะช่วยเสริมสร้างระบบดิน-พืช ให้ดีขึ้นได้

หูกระจง?ดุจพุ่มบารมี แผ่คลุมเป็นร่มมงคล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05030011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

อุทยานพฤกษา

“เมย์วิสาข์”

หูกระจง?ดุจพุ่มบารมี แผ่คลุมเป็นร่มมงคล

ดั่งร่มชั้น คล้ายฉัตร เพื่อปัดป้อง

มวลภัยผอง มิใกล้ ให้ พ่ายหนี

เป็นพฤกษา มงคล แผ่บารมี

คลุมสิ่งดี ด้วยพุ่มหรู หูกระจง

ชื่ออื่น : หูกวางแคระ แผ่บารมี

ชื่อสามัญ : Ivory Coast Almond, Black Afara

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Terminate ivorensis A. Chev.

ชื่อวงศ์ : COMBRETACEAE

ถิ่นกำเนิด : ป่าในแถบแอฟริกาตะวันตก แถบเส้นศูนย์สูตร ตั้งแต่ประเทศกินี ไปจนถึงแคเมอรูน

ข้อมูลทั่วไป :

หูกระจง แผ่ทรงพุ่มสวยงาม อยู่ในอุทยานพฤกษาแห่งนี้ เป็นที่ถูกอกถูกใจของบรรดามวลหมู่ชื่นชมพฤกษานานาพันธุ์เป็นอย่างยิ่ง กลุ่มของต้นหูกระจงเหล่านี้แตกกิ่งเป็นชั้นๆ แต่ละชั้นห่างกันประมาณ 50-100 เซนติเมตร มีคนสงสัยว่า ทำไมชื่อหูกระจง คำตอบก็คือ?คงเป็นเพราะลักษณะใบคล้ายกับหูของกระจง ซึ่งเรารู้จักกันดีว่า กระจง จะมีรูปร่างคล้ายกวาง แต่ไม่มีเขา แล้วใบหูกระจงก็เหมือนใบหูกวาง แต่จะมีขนาดเล็กกว่า ต้นหูกวาง และหูกระจง จัดอยู่ในวงศ์เดียวกัน บางคนบอกชอบต้นไม้ที่นำเอาอวัยวะของสัตว์มาตั้งเป็นชื่อมากเลย เพราะทำให้จดจำได้ง่ายขึ้น นอกจากหูกระจง หูกวาง แล้ว ยังมีอีกหลายหู เช่น หูเสือ หูหนู หูกระต่าย หูปลาช่อน เป็นต้น

ต้นหูกระจง หรือ แผ่บารมี ต้นไม้มงคลที่มีผู้นิยมปลูกในรั้วบ้าน อาจเป็นเพราะทรงพุ่มที่สวยงาม พุ่มใบละเอียดเป็นชั้นๆ เติบโตไว ให้ร่มเงาเร็ว อายุยืน ตลอดจนความหมายที่เป็นการเสริมบุญบารมีให้ชีวิตมีแต่ความสุขความเจริญก็เป็นได้ บางคนชอบต้นหูกระจงมาก เพราะทรงต้นสวยเป็นชั้นๆ เหมือนต้นคริสต์มาส (ที่ใช้ในเทศกาลคริสต์มาส) นั่นคือเหตุผลที่ทำให้นิยมปลูกกัน แต่เมื่อปลูกไปแล้วก็ทำให้เกิดปัญหาไม่น้อย สำหรับบ้านเรือนที่มีพื้นที่น้อยๆ ลองมาดูว่าเกิดปัญหาอะไรบ้าง ปัญหาหรือข้อเสีย เริ่มตั้งแต่ใบร่วงเยอะมาก ร่วงได้ทั้งปี ขนาดใบเล็ก กวาดยาก ติดตามซอกตามหลืบ กวาดไม่หมด แถมมีหนอนบุ้งกัดกินใบ แม้จะระบาดปีละครั้งก็ทำลายต้นหูกระจงไม่น้อย บางต้นใบโกร๋นหมดไม่เหลือเลย ส่วนรากแผ่กว้างมาก อาจแผ่โดนท่อประปาใต้ดินให้แตกเสียหายได้

แต่ข้อยืนยันจากผู้ที่ชอบปลูกหูกระจงมากๆ มีหลายประการ บางคนปลูกเพราะหน้าบ้านร้อน ไม่อยากต่อเติมหลังคาโรงรถ เพราะไม่ชอบเสียงฝนตกกระทบหลังคา ไม่ชอบมืด และที่สำคัญไม่มีงบประมาณด้วย อยากได้ร่มไม้กันแดดให้สวนเล็กหน้าบ้าน แล้วก็เป็นร่มเงาให้รถด้วย รับรู้ถึงปัญหาของการปลูกต้นหูกระจง จึงพยายามทำตามคำแนะนำดังกล่าวข้างต้น โดยการตัดยอด จากนั้นถ้าไม่อยากให้ต้นหูกระจงแผ่ออกมากๆ ก็ตัดแต่งกิ่งหรือเล็มกิ่ง ถ้าหากเล็มเป็นทรงกลมจะสวยงามมาก และถ้าปลูกแล้วปล่อยให้เติบโตตามธรรมชาติก็ต้องขยันกวาดใบที่ร่วง เพราะถ้าไม่กวาดใบร่วง อาจจะเป็นชนวนให้ทะเลาะกับเพื่อนบ้านได้ ในกรณีที่บ้านเรือนปลูกชิดกันมาก กิ่งของหูกระจงแผ่เข้าไปพร้อมกับใบที่ร่วงเป็นจำนวนมากอยู่ในบริเวณบ้านของเพื่อนบ้าน ซึ่งเคยเกิดขึ้นบ่อยๆ ถึงขั้นขึ้นสถานีตำรวจมาแล้ว จึงมีคำแนะนำว่า ควรปลูกต้นหูกระจงให้ห่างจากตัวบ้าน อย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่า 8-10 เมตร บางคนบอกว่าต้อง 15 เมตร จึงจะพอ เพื่อความปลอดภัย ดังนั้น ต้นหูกระจงจึงเหมาะกับการใช้ปลูกประดับสวน อาคาร ให้ร่มเงา ให้ความสวยงาม ในบริเวณกว้าง ส่วนรากที่ชอนไชโครงสร้างของอาคาร หรือพื้นถนนก็ต้องระมัดระวัง ต้องจำกัดพื้นที่การเจริญเติบโตของราก จะโดยวิธีใดก็แล้วแต่ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายขึ้นได้

แต่ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ เป็นคุณสมบัติของต้นหูกระจงธรรมดา แล้วต้นหูกระจงไม่ธรรมดาเป็นอย่างไร? ต้นหูกระจงไม่ธรรมดา คือ หูกระจงแคระ และหูกระจงหนาม สำหรับหูกระจงแคระ เป็นสายพันธุ์ที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ เนื่องจากเติบโตช้า ส่วนมากนิยมปลูกเป็นไม้ดัด ไม้แคระ หรือ บอนไซ ราคาจึงค่อนข้างสูง ส่วนหูกระจงหนาม จะมีทรงพุ่มที่สวยงามกว่าหูกระจงธรรมดา และใบของต้นหูกระจงหนามจะเป็นเงา และแน่นกว่า เหมาะที่จะปลูกเป็นไม้กระถาง แต่เหตุผลที่สำคัญที่คนสนใจปลูกต้นหูกระจงหนามไม่มาก เนื่องจากความเชื่อเรื่องหนามที่ไม่เป็นมงคลต่อผู้ปลูก ทำให้หูกระจงธรรมดาเป็นพันธุ์ที่ได้รับความนิยมในการซื้อไปปลูกเป็นไม้ประดับมากที่สุด

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ลำต้น ไม้ยืนต้น ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงประมาณ 15-20 เมตร ขนาดทรงพุ่ม 8-10 เมตร ผลัดใบ ทรงพุ่มแผ่เป็นชั้นๆ หนาทึบ แตกกิ่งตั้งฉากกับลำต้น เมื่อต้นโตเต็มที่ปลายกิ่งจะลู่ลง เปลือกต้นสีน้ำตาล มีรอยแตกเป็นร่องตามแนวยาว สีน้ำตาลอมเหลือง และมีรอยด่างขาวทั่วทั้งลำต้น แตกกิ่งในแนวราบคล้ายฉัตร

ใบ ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับถี่ที่ปลายกิ่ง รูปไข่กลับ กว้าง 1-1.5 เซนติเมตร ยาว 1.5-3 เซนติเมตร ปลายใบเป็นติ่งแหลม โคนใบสอบ แคบ เว้า และมีต่อม 1 คู่ ขอบใบเรียบ แผ่นใบหนาและเหนียว สีเขียวเรียบเป็นมัน ใบอ่อนสีน้ำตาลอมเขียว

ดอก สีขาว ออกเป็นช่อแบบช่อเชิงลดที่ซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ช่อดอกมีลักษณะเป็นแท่ง โคนกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น 5 แฉก รูปสามเหลี่ยม ไม่มีกลีบดอก ดอกเพศผู้อยู่ปลายช่อ ดอกสมบูรณ์เพศอยู่บริเวณโคนช่อ เกสรเพศผู้ 10 อัน

ผล ผลสดแบบมีเนื้อ เมล็ดเดียว รูปไข่ หรือรูปรีป้อม และแบนเล็กน้อย กว้าง 2-5 เซนติเมตร ยาว 3-7 เซนติเมตร สีเขียว เมื่อสุกสีเหลืองอมเขียว มีเนื้อและชั้นหุ้มเมล็ดค่อนข้างแข็งและเหนียว

เมล็ด รูปรี สีน้ำตาล ออกดอกติดผลเกือบตลอดทั้งปี

การขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ด และตอนกิ่ง

สภาพแวดล้อมเหมาะแก่การเจริญเติบโต เติบโตได้ดีในดินร่วนหรือร่วนปนทราย รากจะชอนไชลงไปยังชั้นดินได้ดีกว่าดินเหนียว หรือดินแข็งๆ ชอบแดดจัด

สรรพคุณทางสมุนไพร ไม่มีรายงานการมีสรรพคุณทางสมุนไพรแต่เพียงอย่างใด

การใช้ประโยชน์ ทรงพุ่มสวย พุ่มใบละเอียดเป็นชั้นๆ สวยงาม ปลูกประดับสวน อาคาร ให้ร่มเงา ริมถนน ลานจอดรถ ปลูกในพื้นที่กว้าง เช่น สวนสาธารณะ เนื้อไม้ใช้ก่อสร้าง ทำเฟอร์นิเจอร์

คนสุพรรณฯ เลี้ยง ชวนชม สวย ขายได้ราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05036011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

ไม้ดอกไม้ประดับ

สุรเดช สดคมขำ

คนสุพรรณฯ เลี้ยง ชวนชม สวย ขายได้ราคา

ถ้าเอ่ยถึงไม้ดอก ที่รู้จักกันมายาวนานชนิดหนึ่ง คงจะหนีไม่พ้น ชวนชม ซึ่งจัดได้ว่าเป็นพรรณไม้ที่มีสีสันของดอกสวยงาม กิ่งก้านดูอ่อนช้อย รากสามารถจัดให้สวย การเลี้ยงดูไม่ยุ่งยาก ทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี จนหลายๆ คน เรียกว่า “กุหลาบทะเลทราย”

ชวนชม จัดได้ว่าเป็นไม้ดอกที่ใฝ่ฝันของใครหลายๆ คน ที่ต้องการเพาะเลี้ยง จัดรูปทรงราก กิ่ง ให้สวยงาม เป็นไปตามความต้องการของผู้ดูแลเอง ซึ่งการจัดทรง การดูแล อาจมีความยากง่ายแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับฝีมือและเทคนิคของแต่ละคนที่ได้ใช้จินตนาการให้กับชวนชมของตน

การดูแลชวนชมแต่ละต้น รูปทรงจะไม่เหมือนกันทุกต้น อาจจะกล่าวได้ว่ามีเพียงต้นเดียวในโลกก็ว่าได้ เป็นไม้ดอกที่ไม่ต้องมีรูปแบบตายตัว เหมาะกับผู้ที่ต้องการหาไม้ดอกไว้ประดับหน้าบ้านเพื่อความสวยงาม และดูแลเป็นงานอดิเรกไว้เพื่อความเพลิดเพลิน สำราญใจ อาจไม่แน่ว่าสิ่งที่ทำเพื่อความบันเทิงใจ อาจกลายเป็นงานที่สร้างรายได้ให้ผู้ดูแล จากหลักร้อยบาทจนถึงหลักหมื่นบาทเลยทีเดียว ดังเช่น เกษตรกรรายนี้

พ.จ.อ. พีรภัทร ปิ่นทอง เจ้าของสวนมิสเตอร์พี (Mr. P) ผู้หลงรักชวนชมแบบสุดหัวใจ เรียกได้ว่าเวลาที่เหลือทั้งหมด ช่วงเสาร์-อาทิตย์ จะต้องมาดูแลชวนชมที่เขาปลูก เนื่องจากวันธรรมดาเขาทำงานรับราชการ สังกัดกรมอิเล็กทรอนิกส์ อยู่ในพื้นที่กรมอู่ทหารเรือ ทำให้มีเวลาว่างแค่ 2 วัน ต่อสัปดาห์ เขาจึงเอาเวลาที่มีค่า แม้อาจดูน้อยนิดสำหรับหลายๆ คน แต่สำหรับ พ.จ.อ. พีรภัทร แล้ว เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุด

สวนมิสเตอร์พี (Mr. P) อยู่บ้านเลขที่ 50/1 หมู่ที่ 10 (บ้านทุ่งลานโพธิ์) ตำบลวังลึก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี

รับราชการงานประจำ

ชวนชม อาชีพเสริมสร้างรายได้

เดิมก่อนที่จะมาเป็นสวน Mr. P พ.จ.อ. พีรภัทร ได้ทำการเกษตรอย่างอื่นมาก่อน ทำไร่ ทำสวนมะละกอ จนกระทั่งเลี้ยงปลานิล เมื่อทำมาเรื่อยๆ ไม่ค่อยประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร จึงคิดว่าสิ่งที่เริ่มทั้งหมดอาจจะไม่ใช่คำตอบ เพราะยิ่งทำเหมือนยิ่งฝืนตัวตน บวกกับรายได้ก็ทรงตัว

“สมัยก่อนทำมาหมด อาชีพเกษตรหลายอย่าง แต่ที่หันมาทำตัวนี้ เพราะว่าเราชอบไม้ตัวนี้ ก็ใช้เวลาเสาร์-อาทิตย์ ดูแล เพราะผมรับราชการ เป็นไม้ดูแลง่าย ไม่จำเป็นต้องดูแลอะไรมาก จุดเริ่มต้น ผมเลี้ยงฮอลแลนด์ 2 ต้น พอเลี้ยงๆ ไป มันใหญ่สวย ก็เกิดความชอบ เลยไปค้นหาตามเว็บไซต์ เจอข้อมูลชวนชม ก็เลยเริ่มจริงจังแต่นั้นมาเลย” พ.จ.อ. พีรภัทร กล่าว

วิธีการปลูก ทำอย่างไร

เริ่มแรกเดิมที พ.จ.อ. พีรภัทร ยังไม่มีต้นชวนชมมากนัก เพราะอาศัยพันธุ์ฮอลแลนด์ที่มีอยู่แล้วมาดูแล และศึกษาหาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ตามหน้าเว็บไซต์ เมื่อรวบรวมข้อมูลพอสมควร พ.จ.อ. พีรภัทร ได้หาแหล่งที่ขายเมล็ดพันธุ์ ซึ่งช่วงนั้นเมล็ดมีราคาค่อนข้างแพง ตกเมล็ดละ 30-40 บาท ทำให้ช่วงนั้นเขาเลือกหาเมล็ดพันธุ์ และต้นในราคาที่ไม่แพงมากมาเพาะและปลูกเพื่อหาประสบการณ์

จากนั้นนำเมล็ดมาเพาะในวัสดุเพาะทั่วไป รดน้ำเช้าเย็นรอจนกล้างอก แล้วจึงย้ายไปใส่กระถางใหม่ ส่วนต้นที่ซื้อมา นำมาปลูกในดินที่เตรียมเอง จำพวกดินใบก้ามปู กับกาบมะพร้าวสับเล็กๆ ในอัตราส่วน 1 : 1 อาจจะมีการเติมปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยขี้ไก่ เข้าไปบ้างเล็กน้อย เพื่อให้วัสดุปลูกมีความสมบูรณ์มากขึ้น

“ช่วงเพาะเมล็ด ใช้ระยะเวลา 2 เดือน แล้วถึงจะแยกกล้า พอแยกกล้าลงกระถาง 6 นิ้ว ต่อไปก็ต้องดูว่าไม้แตกกิ่งครบไหม ดูจากจำนวนยอด ก็ใช้ระยะเวลาอีก 2-3 เดือน จนกว่าจะแตกกิ่งครบ พอมีกิ่งสมบูรณ์ ก็จะถอนขึ้นมาดูว่า รากสวยดีไหม ถ้ารากออกมาไม่สวย ไม่ดี ตัดออกทิ้งเลย เพื่อที่จะสร้างรากใหม่” พ.จ.อ. พีรภัทร อธิบายขั้นตอนหลังเมล็ดงอก

ในสวนของ พ.จ.อ. พีรภัทร เมื่อต้นกล้าที่เพาะจากเมล็ด ได้ระยะกล้าที่แข็งแรง ประมาณ 4-5 เดือน จึงเตรียมดูความแข็งแรงของระบบราก ระบบกิ่ง เนื่องจากชวนชมโดยทั่วไปสิ่งที่นิยมจัดคือ ระบบราก การตัดแต่งกิ่ง เพื่อให้มีความสวยงาม ซึ่งการจัดรากและตัดแต่งกิ่ง สุดแล้วแต่เทคนิคของแต่ละบุคคลที่จะสรรค์สร้างจินตนาการ ที่แตกต่างกันออกไป ไม่มีอะไรที่ตายตัว

วิธีการดูแล

และป้องกันศัตรูพืช

ที่นี่จะรดน้ำชวนชมทุกวัน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ถ้าวันไหนฝนตก ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องรดน้ำ เรื่องรดน้ำสำคัญมาก จริงอยู่ชวนชมอาจเป็นไม้ทนแห้งแล้งได้ดี แต่การรดน้ำทำให้ชวนชมเจริญเติบโตได้ดี

การให้ปุ๋ย ถ้าเป็นสวนของ พ.จ.อ. พีรภัทร จะค่อนข้างใส่ใจ เพราะชวนชมจะสวย จะสมบูรณ์ เรื่องนี้สำคัญ มีการดูแล 3 อย่างหลักๆ คือ

1. การให้ปุ๋ยกล้าไม้ในช่วงงอกจากกระบะเพาะ จะใส่แบบบางๆ ทุกสัปดาห์ โดยใช้ปุ๋ย สูตร 16-16-16 ละลายน้ำ ผสมกับ B1 รดทางดิน

2. การบำรุงใบ จะบำรุงด้วยการฉีดฮอร์โมนชีวภาพ ฉีดพ่นทุก 2 สัปดาห์

3. ส่วนชวนชมที่มีอายุตั้งแต่ 5 เดือนขึ้นไป จนถึงไม้ใหญ่ จะใช้ B1 ผสมน้ำขี้วัว ซึ่งน้ำขี้วัวคือ ขี้วัวแห้ง นำมาแช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน จากนั้นกรองเอาแต่น้ำออกมา แล้วนำน้ำขี้วัวที่ได้มาเจือจางน้ำเปล่าอีกที รดทางดินทุก 2 สัปดาห์ และมีการเสริมด้วยปุ๋ย สูตร 16-16-16 เดือนละครั้ง

การเปลี่ยนย้ายกระถางก็ดูตามความเหมาะสม ถ้าชวนชมมีระบบรากที่ใหญ่ ก็อาจเปลี่ยนไปตามขนาดของรากที่ใหญ่ขึ้น โดยไม่ให้อัดแน่นมากจนเกินไป จะทำให้ระบบรากเดินได้ไม่ดี อาจทำให้ต้นชวนชมชะงักการเจริญเติบโตได้

แมลงศัตรูพืชที่พบ ส่วนใหญ่จะเป็นหนอน เพลี้ย ที่กินยอดอ่อน และเข้าทำลายใบ ก็จะกำจัดด้วยการฉีดยากำจัดหนอนทั่วไปตามท้องตลาดที่มีขาย ไม่ได้มีเทคนิคอะไรมาก สามารถหาซื้อมาใช้ได้ ส่วนด้านล่างโคนต้น ถ้ามีหญ้าขึ้นในกระถาง จะต้องถอนออกให้หมด ชวนชมในระยะนี้ต้องระมัดระวังให้มากที่สุด เป็นช่วงที่ระบบราก กิ่ง ต้องมีไปพร้อมๆ กัน ดูแลกันเกือบ 1 ปี เพื่อให้พร้อมที่จะนำออกขายได้

ตลาดส่วนใหญ่

ปากต่อปาก

เมื่อเอ่ยถึงเรื่องการตลาด เจ้าของสวนเล่าให้ฟังด้วยสีหน้าที่ปลาบปลื้มใจ ปนด้วยรอยยิ้มที่แสดงถึงความภูมิใจในสิ่งที่เขาทำว่า

“เรามีความยึดมั่น ซื่อสัตย์ ซื่อตรง มีความรับผิดชอบ เราต้องยึดมั่นให้ได้ เพราะการขายไม้ ต้องบอกจุดเสียของไม้ด้วย เช่น ไม้มีตำหนิ เราต้องบอกลูกค้า ถ้าต้นที่เลี้ยงรากไม่ดี เราก็ต้องจัดหาไม้ให้ใหม่ เพราะไม้เป็นตัววัดคุณภาพของเรา เราจะไม่ยัดเยียดไม้ให้ลูกค้า อะไรประมาณนั้น เพราะรากไม้มันอยู่ในดิน ลูกค้าไม่สามารถเห็นได้ ถ้าเจอรากเน่าเราต้องแจ้งลูกค้า และเปลี่ยนไม้ใหม่ให้เขาไป เพราะลูกค้าบางคนดูผ่านไลน์ ทางเฟซบุ๊ก ไม่ได้เห็นไม้ของจริง ความจริงใจเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผม ว่าไม้ที่ผมส่งไปทางไปรษณีย์ คือต้นเดียวกันกับที่ส่งรูปให้ลูกค้าดู ผมยอมรับว่า ปัจจุบันนี้ เทคโนโลยีดีขึ้น ทำให้การขาย ขายได้ดีกว่าสมัยก่อน คือเราส่งรูปให้ดูได้เลย”

สวน พ.จ.อ. พีรภัทร สำหรับลูกค้าที่เป็นขาประจำจะให้ความไว้วางใจเป็นอย่างมาก ชวนชมที่ออกไปจากสวนจะเป็นไม้เชิงคุณภาพ โดยมีระบบกิ่ง ระบบราก เพื่อที่ลูกค้าซื้อไปแล้วสามารถไปดูแลต่อได้ เพราะชวนชมที่ขายไปมีระบบรากและกิ่งที่พร้อมแล้ว ลูกค้าสามารถนำไปสร้างจินตนาการต่อได้ ว่าต้องการให้ทรงต้นสวยแบบไหน ทรงรากเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับเทคนิคของลูกค้าเอง

“ส่วนใหญ่ลูกค้าที่เอาไป ก็จะไปตัดแต่งเอง ถ้ารากเยอะไป ก็ไปตัดเองตามที่ต้องการ คือเรามีให้ครบแล้ว ระบบกิ่งได้ ระบบรากมี ลำต้นก็พอสมควร อะไรประมาณนี้ ลูกค้าก็สามารถเอาไปเล่นต่อได้ อย่างบางคนที่เริ่มใหม่ๆ จัดรากไม่เป็น เราก็ให้คำแนะนำไป รากไม่ควรซ้อนกัน โดยที่ลูกค้าไม่ต้องไปทำรากใหม่ เรามีให้พร้อมแล้ว จากไม้ที่ลูกค้าซื้อไป” พ.จ.อ. พีรภัทร เล่าถึงความใส่ใจ ที่พร้อมมอบให้ลูกค้าเสมอ

ชวนชมที่นี่มีราคา ตั้งแต่ 500-10,000 บาท ขึ้นไป ชวนชมทุกต้น จะผ่านการดูแลด้วยมือของ พ.จ.อ. พีรภัทร เองทุกต้น ในสวนจะทำชวนชมทุกต้นให้มีฟอร์มที่หลากหลาย เพราะลูกค้าแต่ละคน ชอบไม่เหมือนกัน บางคนชอบทรงแท่ง บางคนชอบจัดระบบราก ทางสวนมีให้เลือกซื้อที่หลากหลาย

การผสมพันธุ์ เพื่อการค้า

ช่วงแรกๆ ที่ทำ พ.จ.อ. พีรภัทร ยังไม่เก่งเรื่องการผสมดอกพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ เท่าที่ควร ยังมีการนำเมล็ดพันธุ์ และต้นชวนชมซื้อเข้ามาในสวนอยู่ เมื่อดูแลจนเกิดความชำนาญ เริ่มเห็นว่าชวนชมในสวนเริ่มมีลักษณะเด่นสวย สามารถนำมาเป็นพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ได้ จึงได้ผสมเกสรเอง เพื่อพัฒนาชวนชมของตนเองต่อไป

“พ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ ผมจะเน้นไม้ในสวน เพราะเราเห็นลักษณะที่ดี ที่เด่น ผมจะคัดขึ้นมาทำแม่พันธุ์ โดยจะดูลักษณะ การเดินกิ่งดี ใบสวย การเจริญเติบโตดี อะไรประมาณนี้ เป็นสิ่งหลักๆ ที่ดูกัน พันธุ์ที่ผมผสมส่วนมากจะเป็นไทยโซโคเป็นหลัก ไทยโซโคก็จะมี เขาหินซ้อน บางคล้า เพชรบ้านนา อันนี้หลักๆ เอาตัวพวกนี้มาผสม ก็จะได้พันธุ์ลูกผสม” พ.จ.อ. พีรภัทร กล่าว

จากการทำลูกผสม ทำให้สวน พ.จ.อ. พีรภัทร มีชวนชมให้ลูกค้าเลือกมากขึ้น อยู่ที่ว่าลูกผสมเหล่านั้น จะดึงลักษณะเด่นออกมาได้มากน้อยแค่ไหน เพราะลูกค้าบางคนต้องการอะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา ซึ่ง พ.จ.อ. พีรภัทร คิดว่า การผลิตชวนชมต้องเรียนรู้ตลอดเวลา พัฒนาฝีมือให้ดียิ่งๆ ขึ้น จะหยุดอยู่กับที่ไม่ได้ ถ้าชวนชมไม่สวย ทำให้ขายไม่ได้ราคา แต่การผสมเป็นการดึงจุดเด่นของแต่ละพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ออกมา ก็มีลูกผสมที่ดีให้ลูกค้าเลือกซื้อ

คำแนะนำ

สำหรับผู้ที่สนใจ

เนื่องจาก พ.จ.อ. พีรภัทร เป็นผู้ที่สนใจและหลงรักชวนชมมาก ทำให้เขาได้หาประสบการณ์ด้วยตัวเองเสมอมา จึงเห็นว่า คนอื่นทำได้ เราก็ต้องทำได้ ไม่เคยนึกย่อท้อ แต่กลับมีแรงสู้เพื่อทำให้สำเร็จ เขาจึงให้คำแนะนำกับผู้ที่สนใจว่า

“สำหรับคนที่สนใจ สิ่งแรกที่ควรทำ ควรเลือกซื้อไม้ที่มีระบบรากที่ดีแล้ว มีระบบกิ่งที่ดี เอามาปลูก เอามาจัดราก และเลี้ยงไปตามระยะเวลา โดยอาจเน้นไม้ทั่วไปด้วยก็ได้ที่ราคาไม่แพง อาจจะเลี้ยงเพื่อความเพลิดเพลิน เพราะการเลี้ยงให้โตไม่ใช่เรื่องยาก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การใส่ใจ คือเราจะเลี้ยงมันแต่ไม่รดน้ำดูแลมันเลยเป็นไปได้ยากที่จะโต ผมอยากให้เห็นประโยชน์ของการดูแล ถ้าวันใดมันขายได้ เราทำไปไม่เกิดความท้อ สร้างแรงบันดาลใจไปเรื่อยๆ มีความสุขที่ได้อยู่กับสิ่งที่ทำ สักวันไม้ที่เราทำ คือเราดูแลมัน สักวันมันขายได้ กลายเป็นมันดูแลเรา จากรายได้ที่เรามี จากสิ่งที่เราทำ”

เห็นได้ว่า พ.จ.อ. พีรภัทร มีเวลาช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ที่มาดูแลชวนชมที่เขารัก ด้วยการเรียนรู้จากการลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง สั่งสมประสบการณ์มาเรื่อยๆ ซึ่งตัว พ.จ.อ. พีรภัทร เองไม่ได้เรียนหรือเรียนจบด้านการเกษตรมา แต่เป็นเพียงนายทหารที่พร้อมจะพัฒนาตัวเอง สร้างสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาให้กับสวนของเขา จนวันนี้ ชวนชม ที่เขาปลูก เพราะเขารักและชอบ หลงใหลในเสน่ห์ กลับเป็นสิ่งที่สร้างรายได้ให้กับ พ.จ.อ. พีรภัทร

สำหรับท่านที่สนใจ หรือต้องการหาข้อมูลเพิ่มเติม ทาง พ.จ.อ. พีรภัทร ยินดีให้คำปรึกษา ตลอดจนการปลูก การจัดระบบราก การตัดแต่งกิ่ง การผสมพันธุ์ หรืออยากได้ชวนชมสวยๆ ก็สามารถติดต่อ พ.จ.อ. พีรภัทร ปิ่นทอง ได้ที่ สวน Mr. P ทางหมายเลขโทรศัพท์ (086) 513-2519

สะระแหน่ ไม่ต้องสาระแนมาก แค่เด็ด ชีวิตก็เปลี่ยน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05042011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

ผักในบ้านของคนขี้เกียจ

เชตวัน เตือประโคน

สะระแหน่ ไม่ต้องสาระแนมาก แค่เด็ด ชีวิตก็เปลี่ยน

คนบ้านเดียวกัน แค่มองตากันก็เข้าใจอยู่…รู้ว่าเหนื่อยแค่ไหนว่าหนักแค่ไหนบนหนทางสู้

ยังมีคำปลอบโยน ยังมีคำปลอบใจ…มีคำว่าซำบายดีบ่ ให้กันเสมอ เด้อคนบ้านเรา

เพียงคิดถึงพืชผักสวนครัวอย่าง “สะระแหน่” เพลงลูกทุ่งชื่อก้องนาม “คนบ้านเดียวกัน” ของนักร้องชื่อดัง “ไผ่ พงศธร” ก็ลอยวนเวียนดังก้องอยู่ในหัวสมอง

ยิ่งในมิวสิควิดีโอของเพลงด้วยแล้ว การที่พระเอก เอ็มวี (ไผ่ พงศธร) เล่นเป็นพ่อค้าเปิดร้านขายอาหารอีสาน ยิ่งทำให้นึกภาพตามถึงรายการที่จะถูกเสิร์ฟวางบนโต๊ะ

ไม่ว่าจะเป็น ลาบ น้ำตก แหนมส้ม ยำต่างๆ

เหล่านี้ล้วนมีผัก อย่าง สะระแหน่ โรยหน้า หรือมาเป็นเครื่องเคียง

นั่นเป็นเพราะเจ้าผักชนิดนี้ช่วยดับกลิ่นคาวได้ดีมาก

“แล้วถ้าไม่เคยกินอาหารอีสานล่ะ?” บางคนซึ่งไฮโซหน่อยอาจเม้มปากถาม

ถ้าอย่างนั้นหากอยากรู้ว่าสะระแหน่หน้าตาเป็นอย่างไร ก็ลองดูใบเขียวๆ เล็กๆ หยักๆ ที่ประดับตามไอศกรีมหรือน้ำผลไม้ปั่นๆ เย็นๆ นั่นสิ

“นั่นมันมิ้นต์” เขาหรือเธออาจแย้งกลับ

“ครับ…นั่นแหละ อันเดียวกัน”

เพราะ สะระแหน่ ก็เป็นพืชในตระกูลมิ้นต์ (มีภาษาอังกฤษติดกำกับไว้ว่า Kitchen Mint : มิ้นต์ติดครัว)

เป็นพืชผักที่ให้รสเย็น กลิ่นหอมเหมือนกัน เพียบพร้อมไปด้วยประโยชน์สารพัด

โดยข้อมูลที่เป็นสรรพคุณทางยาบอกไว้ว่า สารฤทธิ์เย็นที่อยู่ในใบสะระแหน่นั้น สามารถช่วยดับพิษร้อนในร่างกาย บรรเทาอาการหวัด หลอดลมอักเสบและหอบหืด รักษาอาการอ่อนเพลีย ช่วยขับลมในลำไส้ ลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยในการย่อยอาหารให้ดีขึ้น

อีกทั้งยังช่วยบรรเทาอาการปวดต่างๆ เช่น ปวดหัวไมเกรน ปวดฟัน เป็นต้น

ที่ผมเคยลองทำดู และได้ผลมาแล้วคือ ใช้เป็นยากันยุง

เหตุจากที่บ้านมักจัดงานสังสรรค์หมู่เพื่อนฝูงกันบ่อย

ตั้งโต๊ะตั้งเก้าอี้ออกมานั่งดูดาวหน้าบ้านยามดึกดื่นก็มักจะโดนยุงรุมกัด

วิธีแก้ไขซึ่งได้ค้นพบจากสะระแหน่และคนที่เคยทำมาก่อนคือ ให้เอาใบมาตำๆ โขลกๆ หรือขยี้ให้กลิ่นหอมระเหยออกมา นำมาไว้ป้องกัน

หากจะเอาชัวร์เลย ก็ขยี้แล้วทาๆ ถูๆ ทั่วตัว

หรือในบริเวณที่ไม่อยากให้ยุงมารบกวน

ผมปลูกสะระแหน่ลงกระถาง เด็ดกินบ้าง ทากันยุงบ้างเป็นบางครั้ง

ปลูกนานเข้า เด็ดบ่อยเข้า ก็เริ่มพบว่า เจ้าสะระแหน่เริ่มยาวเริ่มเลื้อยแผ่ จนผมมีความคิดที่จะนำมาลงดินให้รู้แล้วรู้รอด

เคยเห็นจากบ้านเพื่อนคนหนึ่ง ซึ่งเปิดร้านขายอาหารเวียดนาม (เข้าใจว่าน่าจะเป็นสะระแหน่ญวน) เขาปลูกเป็นพืชคลุมดิน ซึ่งผมเคยเดินเหยียบย่ำ (เพราะไม่ทันสังเกต) นึกว่าเป็นต้นหญ้า (ฮา)

สะระแหน่ปลูกง่าย โตง่าย งดงามง่าย ไม่ต้องใส่ใจหรือไปสาระแนอะไรกับมันมาก

จำได้ว่าตอนเริ่มปลูกนั้น ต้นพันธุ์ เอ่อ…อันที่จริงน่าจะเรียกว่ากิ่งก้านสะระแหน่ที่เพื่อนบ้านซื้อเอามาทำอาหารนั่นแหละ ปันมาให้กันกำมือหนึ่ง

ผมเลยลองเอาแช่ไว้ในน้ำสักคืนหรือสองคืน

ปรากฏว่ารากงอก

ทีนี้ก็ลองปลูกลงกระถาง รอสัก 4-5 วัน ก็จะเริ่มแตกใบใหม่

จากนั้นต้นสะระแหน่ก็จะเริ่มเลื้อยคลุมเดินไปเรื่อย ไม่นานนักก็จะคุมเต็มกระถาง จนบางครั้งเห็นย้อยๆ ลงมาขวางหูขวางตาจำเป็นต้องเด็ดทิ้ง

สำคัญสำหรับดินที่ใช้ปลูกคือ ต้องเป็นดินร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี

ปลูกในที่มีแสงสว่างแต่ไม่ใช่ว่าร้อนมาก ให้มีร่มเงารำไรก็เป็นใช้ได้

นอกจากนำไปประกอบอาหาร (อีสาน) อย่าง ก้อย ลาบ ยำต่างๆ แล้ว อีกทางเลือกของใบสะระแหน่ อย่าง การนำมาทำเป็นเครื่องดื่มก็น่าสนใจไม่น้อย

และแน่นอนว่าการเป็น “น้ำผัก” ย่อมต้องอุดมไปด้วยประโยชน์สารพัด

ขอเสนอ 2 แบบ ให้เลือก คือ “ชาสะระแหน่” และ “น้ำสะระแหน่ปั่น”

แบบแรก เพียงนำใบสะระแหน่สด หรือที่ตากแห้งก็ได้ เอามาบดให้ละเอียด ประมาณการว่าได้สัก 2 ช้อนชา ต่อน้ำร้อน 1 แก้ว ชงพร้อมกับน้ำผึ้งหรือน้ำเชื่อม คนๆ ให้ทั่ว กรองเอาแต่น้ำมาดื่ม

อีกแบบ เพียงนำใบสะระแหน่สดประมาณ 1 กำมือ ใส่เข้าในเครื่องปั่น เติมน้ำผึ้งหรือน้ำเชื่อม และน้ำอีก 1 แก้ว จากนั้นก็กดปุ่มเดินเครื่องปั่นให้ละเอียด

แบบแรกกรองดื่ม

แต่แบบหลังนั้นดื่มไปเต็มๆ ใบ

ชอบแบบไหน ลองดูไม่ยาก

เห็นไหมล่ะว่า…สะระแหน่…แค่เด็ด (ใบ) ชีวิตก็เปลี่ยน

ใช้กิน ใช้ทา ในพืชชนิดเดียวกัน