ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151011/214900.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151011/214900.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151010/214919.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151010/214902.html
สุสานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่มณฑลซัวเถา ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ถูกบรรจุไว้ในโปรแกรม “ทัวร์ไทยไปซัวเถา” นอกจากไฮไลท์สำคัญอย่าง “ศาลเจ้าพ่อเสือ” “ศาลไต้ฮงกง” แล้ว ทัวร์จะพาไปเคารพสักการะสุสานของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แม้สภาพของสุสานในอดีตจะไม่สวยงามเท่าที่ควร แต่เมื่อไปถึงเมืองจีนแล้ว คนไทยโดยเฉพาะคนไทยเชื้อสายจีน ต่างต้องการไปกราบไหว้ “ฮวงซุ้ย” ของพระมหากษัตริย์ไทยเชื้อสายจีน ผู้ทรงกอบกู้เอกราชกลับคืนจากพม่า
ปัจจุบัน สุสานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชแห่งนี้ กำลังได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ ด้วยความร่วมแรงร่วมใจของนักธุรกิจชาวไทยและองค์กรส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ เพื่อปรับปรุงให้เป็นสุสานที่สมพระเกียรติยศของ “มหาราช” และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่สวยงาม บนพื้นที่กว่า 4 ไร่
ตามประวัติศาสตร์อ้างอิงว่า รกรากตระกูลของสมเด็จพระเจ้าตากสินอยู่ที่ซัวเถา พระราชบิดาของพระองค์เป็นชาวซัวเถา แซ่แต้ เดินทางเข้ามาตั้งรกรากในอยุธยา ปัจจุบัน ก็ยังมีลูกหลานของตระกูลท่านในซัวเถามากราบไหว้สุสานอยู่ เพราะฉะนั้น เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินเสด็จสวรรคต จึงได้มีการนำฉลองพระองค์กลับมาที่ซัวเถา สร้างสุสานและบรรจุฉลองพระองค์ไว้ในนั้น แต่ภายหลังสุสานก็เริ่มเสื่อมโทรมไปตามกาลเวลา
ทนงศักดิ์ มโนธรรมรักษา ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการบริษัท เจ.เอส.พี.พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หัวแรงสำคัญในการบูรณะสุสานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เล่าว่า แต่เดิมสุสานจะมีแค่ตัวฮวงซุ้ย และบันไดด้านหน้าเพียง 3 ขั้น ต่อมาก็มีคนไทยไปช่วยกันสร้างพระบรมรูปปั้นของพระองค์ไว้ด้านหน้า รวมถึงมีนักธุรกิจชาวไทยบริจาคเงิน 5 แสนหยวนไปปรับปรุงบันไดเป็น 9 ขั้นให้สวยงามขึ้น และสร้างกำแพงเล็กๆ ไว้ด้านหลังฮวงซุ้ยเพื่อให้เป็นไปตามหลักฮวงจุ้ย อย่างไรก็ตาม พื้นที่โดยรอบก็ยังอยู่สภาพที่ไม่สวยงาม เป็นป่า มีบ่อน้ำที่มีน้ำเน่า และมีเศยขยะจากชุมชนและโรงงานซึ่งตั้งอยู่ล้อมรอบตัวสุสาน ทางวิหารเซียน และบริษัท เจ.เอส.พี.พร็อพเพอร์ตี้ จึงร่วมกันทำ “โครงการบูรณะสุสานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” ใช้เงินบูรณะไปประมาณ 30 ล้านบาท
“ต้นเรื่องของโครงการบูรณะสุสานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชนั้น เป็นเพราะผมได้เจอกับอาจารย์วินัย กุลกอบเกียรติ ลูกของอาจารย์สง่า กุลกอบเกียรติ ผู้สร้างวิหารเซียนที่พัทยา ซึ่งได้ปรารภว่าอยากจะบูรณะสุสานของสมเด็จพระเจ้าตากสินที่ซัวเถา จริงๆ แล้ว ผมก็เคยไปสุสานแห่งนี้มาแล้ว 2 ครั้ง แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะตอนนั้นยังไม่มีกำลังทรัพย์ แต่ภายหลังเมื่อตอนที่อาจารย์วินัยมาปรารภ ผมตัดสินใจทันทีว่าต้องทำเรื่องนี้ ที่ชีวิตผมมีวันนี้ได้ก็เพราะพระองค์”
ทนงศักดิ์ เล่าให้ฟังว่า เขาเข้าสู่วงการอสังหาริมทรัพย์มาตั้งแต่ปี 2533 เน้นสร้างอาคารพาณิชย์ ช่วงเวลานั้นบริษัทของเขาไม่ได้ยิ่งใหญ่เหมือนทุกวันนี้ จนเมื่อปี พ.ศ.2555 จึงมาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญของ เจ.เอส.พี.พร็อพเพอร์ตี้ เมื่อ ทนงศักดิ์ ตัดสินใจทำโครงการ “สำเพ็ง 2″ ริมถนนกัลปพฤกษ์
“ตอนนั้นผมซื้อที่ริมถนนกัลปพฤกษ์มา 23 ไร่ ตั้งใจทำโครงการสำเพ็ง 2 แหล่งค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ในฝั่งธนฯ เป็นโครงการในสเกลที่ใหญ่มาก ผมเลยตัดสินใจไปบวงสรวงขอพรจากสมเด็จพระเจ้าตาก ที่พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินที่วงเวียนใหญ่ เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2555 อธิษฐานขอให้การสร้างบ้านสร้างเมืองของผมในครั้งนี้ประสบความสำเร็จ ปรากฏว่า ในช่วงเวลาไม่ถึงเดือน สำเพ็ง 2 ขายออกได้กว่า 400 ยูนิต มูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท ตรงนั้นเป็นจุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ของเจ.เอส.พี.พร็อพเพอร์ตี้ สามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ในปี 2557 ปัจจุบันโครงการสำเพ็ง 2 ขยายพื้นที่ออกไป 2 ฝั่งถนนกัลปพฤกษ์ เกือบ 200 ไร่ สร้างมูลค่าการขายไปกว่า 1 หมื่นล้านบาท”
ทนงศักดิ์ ยืนยันว่า หลังจากบวงสรวงขอพรจากสมเด็จพระเจ้าตากสินแล้ว ธุรกิจ เจ.เอส.พี.พร็อพเพอร์ตี้ ก็ “เฮงๆๆๆ” มาตลอด จึงตั้งใจจะทำศาลของพระองค์ไว้ที่สำเพ็ง 2 โดยได้รับความช่วยเหลือจากอาจารย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรััตนโกสินทร์(มทร.รัตนโกสินทร์) เป็นผู้ออกแบบพระบรมรูปให้ และเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2558 จึงได้มีพิธีวางศิลาฤกษ์ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินที่อยู่ด้านหน้า “สำเพ็ง 2” พร้อมประดิษฐานพระบรมรูปหล่อขนาดใหญ่ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งใช้งบประมาณในการดำเนินการกว่า 10 ล้านบาท เพื่อให้เป็นที่สักการบูชาของคนในพื้นที่ และนักท่องเที่ยวชาวจีน
ทนงศักดิ์ บอกว่า ตามโครงการสำเพ็ง 2 นั้น จะมีการสร้างโซนที่อยู่อาศัย เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวชาวจีนซึ่งนิยมเดินทางมาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และช็อปปิ้งสินค้าในไทย ซึ่งสำเพ็ง 2 สามารถตอบโจทย์นั้นได้ ขณะเดียวกัน ก็ตั้งใจทำห้องด้านล่างของศาลเป็นห้องที่รวบรวมพระราชประวัติ เรื่องราวเกี่ยวกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา
ส่วนสุสานของพระองค์ที่ซัวเถานั้น ทนงศักดิ์ บอกว่า การบูรณะครั้งใหญ่ใกล้เสร็จสิ้นลงแล้ว และในวันที่ 23 ตุลาคมนี้ ได้เชิญ “ศ.นพ.เกษม วัฒนชัย” องคมนตรี ไปเป็นประธานพิธีเปิดเป็นการภายใน และกำลังทำเรื่องกราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปทรงเปิดอย่างเป็นทางการด้วย
ทนงศักดิ์ บอกว่า งบประมาณที่ใช้ในการบูรณะครั้งนี้ประมาณ 30 ล้านบาท มีการก่อสร้างศาลา และอาคารสำนักงานที่มีห้องน้ำเพิ่มเติม เพื่อให้เป็นที่พักและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ก่อสร้างกำแพงเมืองจีนจำลองสูง 4 เมตรที่ด้านหลัง เพื่อให้เข้ากับคติความเชื่อ “หลังพิงกำแพง” พร้อมปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบให้สะอาดสวยงาม
“ความคาดหวังของผม ต้องการทำเพื่อเทิดพระเกียรติพระมหากษัตริย์ของเรา ผู้ทรงกอบกู้ประเทศชาติ แต่อาจารย์วินัยบอกผมว่า ถ้าบูรณะสุสานเสร็จแล้วคนไทยจะรักกัน เพราะพระองค์ก็เปรียบเหมือนพ่อคนหนึ่งของคนไทย และตามคติความเชื่อของคนจีน ถ้าฮวงซุ้ยของบรรพบุรุษไม่ได้รับการดูแล ก็จะเกิดปัญหากับคนในบ้าน เพราะฉะนั้น ถ้าบูรณะสุสานให้ดี บ้านก็จะกลับมาดี” ทนงศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151009/214764.html
คาราคาซังมานาน 3-4 เดือนสำหรับความขัดแย้ง แบ่งฝักแบ่งฝ่ายออกเป็น2ขั้ว ของฝ่ายบริหาร“มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ”จนล่าสุดเกิดผลกระทบต่อการเข้ารับปริญญาบัตรของนักศึกษาประจำปีการศึกษา2557จำนวน3,030คน ที่เวลานี้ยังไม่รู้ชะตากรรมของตนเองว่าท้ายที่สุดใครจะเป็นผู้เซ็นลงนามในใบปริญญาบัตร ใน”ตำแหน่งอธิการบดี“ระหว่าง ”ภราดาบัญชา แสงหิรัญ” และ”ดร.สุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล” ด้วยทั้งคู่อ้างสิทธิ์ตามกฎหมาย
บรรยากาศภายใน“เอแบค”เงียบสงบ โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาดำเนินชีวิตตามปกติ ไม่สะทกสะท้านต่อปัญหาความขัดแย้งของผู้มีอำนาจที่เกิดขึ้น แม้ก่อนหน้านั้นมีเพีียง”องค์กรนักศึกษา“ออกมาเคลื่อนไหว เพื่อเรียกร้องความชัดเจนถึงสภาพความเป็น”บัณฑิต” ปริญญาบัตรที่จะได้รับหรือไม่ แต่เมื่อได้รับคำตอบที่ทำให้สบายใจ ทุกอย่างก็จบ…เหลือเพียงผู้บริหารที่ยังออกสื่อโต้แย้งกันเสมอ
“มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ” พัฒนามาจาก “โรงเรียนอัสสัมชัญพานิชยการ” ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2512 และได้รับวิทยฐานะเป็น “โรงเรียนอัสสัมชัญบริหารธุรกิจ” ในปี พ.ศ. 2515 สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ต่อมาในปี พ.ศ. 2518 ย้ายสังกัดมาอยู่“ทบวงมหาวิทยาลัย”และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น“วิทยาลัยอัสสัมชัญบริหารธุรกิจ) ” หรือ Assumption Business Administration College ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเอแบค (ABAC) และเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2533 ได้รับการเลื่อนวิทยฐานะเป็นมหาวิทยาลัย และได้ชื่อว่า “มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ”ใช้ตัวอักษรย่อในภาษาไทยว่า “มอช.” และภาษาอังกฤษว่า “AU” ซึ่งทำให้อักษรชื่อย่อมีความสัมพันธ์ กับสัญลักษณ์ทางเคมี คือ Au (ทองคำ)
“เอแบค”มหาวิทยาลัยเอกชนในเครือคณะภราดาเซนต์คาเบรียล มี 3วิทยาเขต นับเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทย ที่มีระบบการสอนหลักสูตรนานาชาติ และมีศาตราจารย์(ศ.)มากที่สุดในประเทศไทย เป็นสถาบันการศึกษาเลื่องชื่อทั้งในและต่างประเทศ มาร่วม 46 ปี แต่ปัจจุบัน่มีปัญหาความขัดแย้งอย่างรุนแรง สั่นคลอนความเชื่อมั่น ต่อพ่อแม่ผู้ปกคตรองทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่จะส่งลูกเข้าเรียนในสถาบันการศึกษาแห่งนี้อยู่ไม่น้อย!!!
ชนวนความขัดแย้ง..ศึกภายใน“เอแบค” ว่ากันว่า ต้นเหตุความวุ่นวายเกิดมาจาก“โครงการจัดซื้ออุปกรณ์เครื่องฝึกบินจำลองเสมือนจริงแบบแอร์บัสเอ320”อีกหนึ่งโครงการที่เอแบค ลงทุนมูลค่า ประมาณ350ล้านบาท แต่กลับพบว่าก่อให้เกิดความเสียหายกว่า 60 ล้านบาท เหตุชุลมุนในสภามหาวิทยาลัยจึงปะทุขึ้น เมื่อฝ่าย“ดร.สุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล” และกรรมการสภากลุ่มหนึ่ง ได้ร้องให้สภามหาวิทยาลัย ตั้งคณะกรรมการสอบสวน อธิการบดี (ภราดาบัญชา แสงหิรัญ)จนนำไปสู่คำสั่ง พักการปฎิบัติหน้าที่ของ “ภราดาบัญชา” อธิการบดีในขณะนั้น เป็นการชั่วคราว และแต่งตั้งให้ “ดร.สุทธิพร” เข้ามานั่ง “รักษาการอธิการบดี ม.เอแบค”…
ทว่า..เรื่องราวไม่ได้จบเพียงแค่นั้น เมื่อ“ดร.สุทธิพร” ได้ยื่นหนังสือต่อ “สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)” และ ศาลแพ่ง ให้พิจารณาตามกฎหมาย ถึงการเข้าสู่ตำแหน่ง รักษาการอธิการบดีม.เอแบกของเขา เนื่องด้วยถูกขัดขวางในการปฎิบัติงาน คราวนี้…ขยะใต้พรม ความไม่ลงรอยของเหล่า”กรรมการสภามหาวิทยาลัย” ผู้ที่ถือได้ว่ามีอำนาจสูงสุดในการบริหารสถาบันอุดมศึกษาจึงถูกสาวไส้ออกสู่สังคม
เมื่อทั้งฝ่ายหนึ่งกล่าวหาอีกฝ่ายหนึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่อทุจริต และความไม่ชอบมาพากล (ตามที่ได้เสนอข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์)ของการทำหน้าที่สภามหาวิทยาลัย
ขณะที่ฝ่าย “ภารดาบัญชา แสงหิรัญ” และกรรมการสภาฯอีกกลุ่ม นำโดย”นายวีรศักดิ์ อนุสนธิวงษ์”ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของเอแบค และหนึ่งในกรรมการสภามหาวิทยาลัย ก็ออกมาชี้แจงให้สังคมได้เห็นว่า “โครงการจัดซื้ออุปกรณ์เครื่องฝึกบินจำลองเสมือนจริงแบบแอร์บัสเอ320” ที่“ดร.สุทธิพร” คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ในขณะนั้น เปิดหลักสูตร่วิศวะการบิน แต่เป็นโครงการร่วมทุนกับบริษัทต้องให้“ภราดาบัญชา แสงหิรัญ” อธิการบดีม.เอแบคในขณะนั้นเป็นผู้ถือหุ้นเห็นชอบ ต่อมาเกิดข้อท้วงติงว่าการดำเนินการส่อไปในทาง“ไม่โปร่่งใส อาจจะทุจริต”จนกระทั่งมีการตั้ง คณะกรรมการสอบสวน และผลการสอบสวนพบว่า “ไม่มีทุจริต”
ไม่เพียงเท่านั้น ได้หยิบยกกฎหมายมาตีแผ่ ถึงการสั่งพักงานอธิการบดีมิชอบด้วยกฎหมาย โดยยึดตามมาตรา98 พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่2) ระบุชัดว่า การพักงานอธิการบดีได้ต้องเป็นการร้องขอจากกรรมการสอบสวนมายังคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัย แต่ปัจจุบันยังไม่มีการร้องขอมาที่สภามหาวิทยาลัยและถือว่า เอแบค มีอธิการบดีคนเดียว คือ “ภราดาบัญชา แสงหิรัญ”
เหนืออื่นมใด ตามพ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน มาตรา 42 ระบุว่า หากกรณีที่อธิการบดีปฎิบัติหน้าที่มิได้ ให้รองอธิการบดีเป็นผู้ปฎิบัติหน้าที่แทน ฉะนั้น คำว่า “ตำแหน่งรักษาการอธิการบดี ”ไม่ได้มีปรากฏตามกฎหมาย เป็นการแอบอ้างตามคำสั่งสภามหาวิทยาลัย ที่ไม่ได้เป็นการลงนามด้วยนายกสภามหาวิทยาลัย เป็นคำสั่งที่ไม่ถูกต้อง
เมื่อทนายความฝ่าย “ภราดาบัญชา“ยืนยันถึงความเป็นตัวตนในตำแหน่ง ”อธิการบดี” ทำให้ฝ่าย“ดร.สุทธิพร”และกรรมการสภามหาวิทยาลัยอีกกลุ่ม ก็หยิบยกกฎหมายขึ้นมาอ้างสิทธิ์ ในมาตราเดียวกัน ตามพ.ร.บ.เดียวกันแถมยังพ่วงท้ายด้วยคำสั่งศาลแพ่ง ที่ได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ซึ่ง ศาลรับคำฟ้องและออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว โดยระบุว่า ให้ “ภารดาบัญชา” พักงานมีผลตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2558 ขณะเดียวกัน “ดร.สุทธิพร” นั่งรักษาการอธิการบดี แทน ตั้งแต่ วันที่ 22 มิถุนายน 2558
วิกฤติความขัดแย้งในเอแบค ยังสะท้อนความอ่อนด้อย“หลักธรรมาภิบาล”และดูเหมือนว่ามหาวิทยาลัยไทยหลายกลุ่ม กำลังเผชิญวิกฤติหนัก เพราะไม่นำหลักธรรมาภิบาลมาบริหารสถาบันแต่ยึดผลประโยชน์ส่วนบุคคลเป็นใหญ่
เหนืออื่นใด ความขัดแย้งในเอแบค อูณหภูมิเดือทะลุ 100 องศาคงจะได้รับการแก้ไขหรือไม่? หลังจากสภามหาวิทยาลัยทั้ง 18 คน ครบองค์ประชุม จะเข้าพบ “บิ๊กหนุ่ย”พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ( รมว.ศธ.) ในวันอังคารที่ 13 ตุลาคม 2558 ที่กระทรวงศึกษาธิการ และว่าดหวังว่าผู้บริหารในบ้านเมืองของเรา คงไม่“บ้าจี้”็ใช้บัญฑิตเอแบคทั้ง 3,030 ชีวิต มาเป็นตัวประกัน เพราะหากเป็นเช่นนั้น สังคมโลกคงประณามประเทศไทย เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนนะขอบอก!!
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151009/214820.html
กิจกรรม “กล้าวรรณกรรม” และค่าย “7-11 ถอดรหัสนักวาดการ์ตูนในฝัน” จัดโดยบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่นอีเลฟเว่น ร่วมกับสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย สมาคมครูแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และสมาคมการ์ตูนไทย ภายใต้แนวคิด “จากมิตรสู่มิตร สร้างจิตสาธารณะ” ปีนี้เป็นรุ่นที่ 12 เปิดโอกาสให้เยาวชนจากทั่วประเทศกว่า 140 คน พร้อมด้วยครูที่ปรึกษาด้านภาษาไทยและศิลปะ เข้าร่วมโครงการในรูปแบบค่าย ระหว่างวันที่ 1-4 ตุลาคม 2558 ณ บ้านผู้หว่าน จ.นครปฐม ได้มาเรียนรู้ เพิ่มพูนทักษะจากนักเขียนและนักวาดการ์ตูนมืออาชีพระดับแนวหน้าของประเทศไทย เก็บเกี่ยวความรู้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เพราะงานวรรณกรรมเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศ
โดย นายนฤชน รักษ์จันทร์ (เต้ย) นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนปราจิณราษฎรอำรุง จ.ปราจีนบุรี เล่าว่า ที่ผ่านมาได้รับแรงบันดาลใจจากหนังสือของอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ และนักกวีอีกหลายท่าน เชื่อมั่นว่าค่ายนี้ช่วยให้เยาวชนได้มีโอกาสใกล้ชิดและเรียนรู้จากครูกวี ตลอดจนนักเขียนชั้นแนวหน้าของเมืองไทย ในอนาคตแม้ครอบครัวอยากให้เรียนต่อด้านกฎหมาย แต่ก็จะศึกษาและพัฒนาการเขียนบทกวีควบคู่กันไป
ด้าน น.ส.นัฐธาดา เหล่าพิเชียรพงษ์ (เฟิร์น) นักเรียนชั้น ม.4 จากโรงเรียนนครนายกวิทยาคม เล่าว่า ได้แรงบันดาลใจในการวาดภาพจากพี่สาว จึงพยายามฝึกฝนตนเอง ที่ผ่านมาส่งผลงานเข้าประกวดในงานศิลปหัตถกรรมของจังหวัดหลายครั้ง ล่าสุดได้รับรางวัลที่ 7 ในระดับภาค นับเป็นโชคดีที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ เพราะทำให้ได้พัฒนาฝีมือมากขึ้นและได้เรียนรู้ที่จะปรับตัวอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ
นายธีรยุทธ เยี่ยมยุทธวงศ์ (ยี) นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนนวมินทราชูทิศ พายัพ จ.เชียงใหม่ เล่าว่า จากความชอบอ่านหนังสือกลายมาเป็นการฝึกฝนเขียนการ์ตูนลายเส้น แนวซูเปอร์ฮีโร่ และชื่นชอบผลงานของสแตน ลี ของค่ายมาเวลคิมมิคส์เป็นพิเศษ การได้มาค่ายนี้ช่วยจุดประกายความคิด เพิ่มทักษะเรื่องการใช้สีและการลงสี อนาคตอยากเป็นครูสอนศิลปะ จะได้นำความรู้และสิ่งที่เป็นประโยชน์นี้ไปถ่ายทอดให้แก่น้องๆเยาวชนต่อไป
ขณะที่ ดร.วาณี อรรจน์สาธิต คณบดีคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญให้เยาวชนได้เรียนรู้และพัฒนาตนเอง นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้อาจารย์และนักศึกษาได้เพิ่มพูนประสบการณ์ในชีวิตได้เตรียมความพร้อมไปสู่สายงานอาชีพด้วย โดยปีนี้นอกจากคณะมนุษยศาสตร์แล้ว ยังมีนักศึกษาจากคณะพลศึกษามาเป็นพี่เลี้ยง นำความรู้ที่ได้เล่าเรียนมาใช้ในการจัดกิจกรรมให้แก่น้องเยาวชนในค่าย ได้เชื่อมความสัมพันธ์ในระดับมัธยมศึกษาและมหาวิทยาลัย และช่วยให้เกิดการบูรณาทักษะความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในอนาคต
ส่วนมุมมองที่มีต่อปัญหาการขาดแคลนครูภาษาไทยนั้น ดร.พัชรี ลินิฐฎา อุปนายกสมาคมครูภาษาไทยแห่งประเทศไทย กล่าวว่า วันนี้บ้านเรากำลังขาดแคลนครูภาษาไทย เนื่องจากมีคนเรียนวิชาภาษาไทยน้อยลง และมีการส่งออกครูไปสอนในต่างประเทศมากขึ้น ทั้งในประเทศจีน เกาหลี เวียดนาม ญี่ปุ่น เขมร ฯลฯ ดังนั้นจึงฝากให้เด็กๆ ทั้ง 70 คน ที่เข้าร่วมโครงการในปีนี้ ตั้งใจเรียนรู้จากเหล่านักเขียน คุณครู และวิทยากรมืออาชีพอย่างเต็มที่ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการเรียนและถ่ายทอดความรู้นี้ให้แก่เพื่อนๆ ต่อไป
ด้านความห่วงใยต่อกระแสข่าว “เด็กไทยอ่านน้อย” นายบูรพา อารัมภีร นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันใครๆ อาจมองว่าเด็กไทยอ่านน้อย อาจด้วยยุคสมัยที่ความนิยมเปลี่ยนไป จากหนังสือไปสู่แท็บเล็ต แต่การอ่านการเขียนก็ยังคงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในชีวิตและการทำงาน ซึ่งจะช่วยให้งานวรรณกรรมไทยแพร่หลายไปได้อย่างกว้างขวางในโลกโซเชียล การที่องค์กรใหญ่ๆ ทำงานเพื่อส่งมอบสิ่งดีงามให้แก่สังคมแบบนี้ จึงถือเป็นสิ่งประเสริฐที่สุด
ทั้งนี้ วิทยากรผู้ร่วมเสวนาต่างก็เล็งเห็นว่า ท่ามกลางยุคอิทธิพลด้านข่าวสารและการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วในสังคมอินเทอร์เน็ต เยาวชนไทยต้องปลูกฝังและพัฒนาทักษะด้านการอ่าน การฟัง การพูดและการเขียนภาษาไทย ด้วยความเข้าใจอย่างแจ่มชัด และสามารถนำไปสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพได้ ไม่ว่าจะประกอบอาชีพใดๆ กระบวนการอบรมในค่ายนี้จะช่วยเปิดมุมมองความคิดและปลุกจิตสำนึกให้เยาวชนได้ตระหนักในคุณค่าของภาษาไทยและช่วยกันรักษาไว้ให้คงอยู่
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151008/214769.html
ในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา 3 เดือนนี้ ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนเยี่ยมชมวัดในโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเส้นทางแสวงบุญในมิติทางศาสนา ปี 2558 ของกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งมีวัดสำคัญๆ จัดกิจกรรมคอยต้อนรับมากมาย วันนี้ขอแนะนำไปร่วมสวดมนต์เย็นที่ “วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร” ย่านเยาวราช เป็นวัดโบราณสร้างเมื่อสมัยใดไม่ปรากฏหลักฐาน เดิมมีชื่อว่า วัดสามจีนใต้ ในปี พ.ศ.2482 ได้เปลี่ยนนามวัดมาเป็นวัดไตรมิตรวิทยาราม
พระราชเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร กล่าวว่า มาที่วัดนี้ไม่ควรพลาดชมพระมหามณฑป บนชั้นที่ 2 เป็นศูนย์ประวัติศาสตร์เยาวราช “ความรุ่งเรืองบนถนนสายทองคำ” ชั้นที่ 3 เป็นนิทรรศการหลวงพ่อทองคำ จากพุทธศิลป์สุโขทัย สู่พุทธสมัยปัจจุบัน และชั้นที่ 4 พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร พระพุทธรูปทองคำ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า หลวงพ่อทองคำ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นพระพุทธรูปทองคำบริสุทธิ์สมัยสุโขทัย อันเป็นมรดกแห่งอารยธรรมที่ตกทอดเป็นประจักษ์พยานถึงความเจริญรุ่งเรืองแห่งอารยธรรมของสยามประเทศ เป็นที่เคารพสักการะของประชาชนชาวไทยและชาวต่างประเทศ
พระราชเมธี กล่าวอีกว่า วัดไตรมิตรวิทยาราม ได้จัดวัดให้เป็นวัดท่องเที่ยวที่มีระบบระเบียบเรียบร้อยสวยงามมีกิจกรรมไว้คอยต้อนรับพุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่มาสักการะสถานที่และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในวัด ซึ่งเป็นไปตามคติความเชื่อที่ถือว่าการได้มาไหว้พระสามารถทำให้จิตใจผ่องใสได้บุญได้กุศล การพัฒนาและจัดระบบการท่องเที่ยวภายในวัดให้เหมาะสม มีประสิทธิภาพ สามารถสร้างความเลื่อมใสศรัทธาให้แก่นักท่องเที่ยว
ทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ส่งเสริมชุมชนในแหล่งท่องเที่ยว เป็นชุมชนคุณธรรมภายใต้การมีส่วนร่วมของบวร (บ้าน วัด โรงเรียน) ให้คนในชุมชนยึดมั่นในศาสนา ดำรงชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงและวิถีวัฒนธรรมไทย
เป็นอีกหนึ่งโครงการดีๆ ของกรมการศาสนาและวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ที่จัดทำกิจกรรมร่วมกันในฐานะเจ้าบ้านที่ดีเพื่อต้อนรับผู้มาเยือนและสร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้ประเทศต่อไป
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151008/214768.html
โครงการดีๆ เพื่อสุขภาพจิตที่ดี สุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง และสุขภาพฟันซึ่งเป็นเสน่ห์แห่งรอยยิ้มสยาม ยิ้มสวยด้วยฟันขาวสะอาดและแข็งแรง เป็นอีกหนึ่งโครงการที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงไคโรตระหนักและให้ความสำคัญกับคนไทยในประเทศอียิปต์และซูดาน เป็นประจำทุกปี ปีนี้ได้รวมพลผู้มีความเชี่ยวชาญและชำนาญทางด้านสุขภาพช่องปากและฟัน โดยเฉพาะนำนักจิตวิทยามาช่วยผ่อนคลายอารมณ์ให้แก่น้องๆ นักศึกษา ให้บริการตั้งแต่วันที่ 1-4 กันยายน 2558 ในไคโร และวันที่ 7 กันยายน ในซูดาน
“นพ.อุทิศศักดิ์ หริรัตนกุล” นายแพทย์สาธารณสุข จังหวัดยะลา หัวหน้าหน่วยแพทย์-ทันตแพทย์ไทย เล่าว่า เป็นโครงการที่ร่วมด้วยช่วยกัน เพื่อให้นักศึกษาและคนไทยในต่างแดนมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี ในไคโรให้บริการประมาณ 70-80 คนตั้งแต่เช้าจนถึง 2 ทุ่ม แต่ทีมงานทุกคนพร้อมและเต็มใจขอให้คนไทยมีสุขภาพที่ดี โดยเฉพาะจิตแพทย์ผู้มีความชำนาญในด้านนี้โดยเฉพาะ ได้มาให้คำแนะนำกับน้องๆ เพื่อการปรับอารมณ์และสภาพจิตให้ดีขึ้น เพื่ออยู่ในสังคมนี้ได้อย่างไม่ตึงเครียด
“สิ่งที่อยากฝากบอกน้องๆ ว่า นอกเหนือจากการตามล่าความฝันแล้ว สิ่งที่ต้องควบคู่กันไปคือ การมีสุขภาพร่างกายที่ดีและแข็งแรง การมองโลกให้เป็นเพื่อการอยู่ร่วมกับสังคมได้ดีไม่เครียด และไม่บั่นทอนความรู้สึก อยากให้น้องๆ ดูแลร่างกาย ทั้งปากและฟัน รวมถึงการออกกำลังกายอยู่เสมอ” หัวหน้าแพทย์พูดด้วยรอยยิ้ม
“นพ.ศรัณย์ ขับสรา” ทันตแพทย์ชำนาญการพิเศษ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลจังหวัดยะลา กล่าวว่า ปีนี้มีนักศึกษามารักษากันอย่างเนืองแน่น สุขภาพปากและฟันของน้องๆ ก็อยู่ในระดับพอใช้ ส่วนใหญ่จะมาใช้บริการการขูดหินปูน ถอนฟัน อุดฟัน อยากแนะนำน้องๆ ว่า ให้ดูแลและรักษาสุขภาพปากและฟันให้ดี โดยการแปรงฟันหลังอาหาร ก่อนนอนและตื่นนอนเป็นประจำ อยากเห็นน้องๆ มีสุขภาพฟันที่ดี
“รัตนา ปรีชาสุชาติ” นักจิตวิทยาคลินิกชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานจิตเวช โรงพยาบาลยะลา บอกว่า เรื่องสุขภาพจิตเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะในวัยนักศึกษา หรือในวัยทำงาน ล้วนแต่มีเรื่องให้คิดอยู่ตลอดเวลา ส่วนใหญ่น้องๆ นักศึกษาจะมีปัญหาเรื่องนอนไม่หลับ เครียดและหายใจไม่สะดวก โดยวิธีง่ายๆ ให้น้องๆ ผ่อนลมหายใจเข้าออกช้าๆ คิดให้ยาวๆ มองออกไปให้ไกลๆ และต้องเข้าใจตัวเอง มองสังคมให้กว้าง จะทำให้เรารู้สึกไม่อึดอัด แต่รู้สึกว่าน้องๆ นักศึกษามีความเข้มแข็ง มีความพยายาม และมีเป้าหมายที่มั่นคงกันทุกคน ทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครสนใจมากนัก แต่ทุกคนมี และเมื่อได้มาพูดคุยปรึกษาจะเห็นได้ว่าน้องๆ ทุกคนเกิดอาการผ่อนคลาย และสามารถนำไปใช้ได้ทุกยามที่เกิดความรู้สึกเหล่านี้ ขอเป็นกำลังใจให้น้องๆ ประสบความสำเร็จพร้อมๆ กับร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง
“นิลี บารอเนาะ” นายกสมาคมนักเรียนไทยในซูดาน เล่าว่า นักศึกษาไทยในซูดานมาใช้บริการประมาณ 207 คน ในนามตัวแทนของน้องๆนักศึกษาและคนไทย ขอขอบคุณสถานเอกอัครราชทูต และบรรดาแพทย์จากที่ต่างๆ ที่รวมตัวกันเพื่อโครงการดีๆ อย่างนี้ อยากให้มีทุกปี โดยเฉพาะการทำกิจกรรมต่างๆ และโครงการใหม่ๆ เพื่อพัฒนาศักยภาพการทำงาน ที่สำคัญเพื่อการผ่อนคลายหลังการสอบและการพบปะสังสรรค์ของนักศึกษาไทยและคนไทยในซูดาน
“อิสมาอีล สิงหาด” นายกสมาคมนักเรียนไทยในกรุงไคโรในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า เรื่องสุขภาพคือเรื่องที่สำคัญ อยากให้มีโครงการดีๆ อย่างนี้ตลอดไป เพื่อความสุข สมบูรณ์ ทั้งร่างกายและจิตใจของคนไทยในต่างแดน ปีนี้ ผู้มาใช้บริการตรวจโรคทั่วไปทั้งอียิปต์และซูดานรวม 298 ราย บริการด้านสุขภาพจิตซูดาน/อียิปต์ 235 ราย และบริการทันตกรรม ซูดานอียิปต์ 391 ราย
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151007/214716.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151007/214695.html
ว่ากันว่า 100 อันดับ โรงเรียนที่มีคุณภาพในการจัดการศึกษาตามมาตรฐานปี 2558 หรือโรงเรียนที่ดีที่สุดในประเทศไทย ใช้เกณฑ์พิจารณาจาก : ผลคะแนนการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน ม.3 และ ม.6 โอเน็ต) ปีการศึกษา 2557, ผลการประเมินสถานศึกษาโดยสำนักงานรับรองมาตรฐาน และประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) รอบ 3, ผลการเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาทั้งระบบรับตรง ระบบแอดมิชชั่นส์ และกสพท. ปีการศึกษา 2557, ผลการคัดเลือกผู้แทนประเทศไทยเข้าแข่งขันคณิตศาสตร์-วิทยาศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ 2014, ผลการคัดเลือกนักเรียนเข้ารับทุนรัฐบาลไปศึกษาต่อต่างประเทศ คัดเลือกโดยสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และทุนพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) รวมถึงผลการแข่งขันงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ครั้งที่ 64 ปีการศึกษา 2557
100 อันดับโรงเรียนดีที่สุดแห่งปี 2558 มีดังนี้
เด็กไทยเก่ง 1 เหรียญทอง 3 เหรียญเงินเคมีโอลิมปิก ณ กรุงบากู ประเทศอาเซอร์ไบจาน
1.เตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพมหานคร 2.มหิดลวิทยานุสรณ์ จังหวัดนครปฐม 3.สวนกุหลาบวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร 4.สามเสนวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร 5.โรงเรียนนายสิบทหารบก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 6. สตรีวิทยา กรุงเทพมหานคร 7.หาดใหญ่วิทยาลัย จังหวัดสงขลา 8.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร 9.สาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 10.แสงทองวิทยา จังหวัดสงขลา
11.บดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) กรุงเทพมหานคร 12.จุฬาภรณราชวิทยาลัย ตรัง 13.ปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ 14.เซนต์คาเบรียล กรุงเทพมหานคร 15.สาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ฝ่ายมัธยม) กรุงเทพมหานคร 16.มงฟอร์ตวิทยาลัย แผนกมัธยม จังหวัดเชียงใหม่ 17.เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ กรุงเทพมหานคร 18.ยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ 19.โยธินบูรณะ กรุงเทพมหานคร 20.นครสวรรค์
21.อุดรพิทยานุกูล จังหวัดอุดรธานี 22.มอ.วิทยานุสรณ์ จังหวัดสงขลา 23.มาแตร์เดอีวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร 24.ธิดานุเคราะห์ จังหวัดสงขลา 25.ศึกษานารี กรุงเทพมหานคร 26.ขอนแก่นวิทยายน 27.พิบูลวิทยาลัย จังหวัดลพบุรี 28.สาธิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 29.สามัคคีวิทยาคม จังหวัดเชียงราย 30.หอวัง กรุงเทพมหานคร
31.บุญวาทย์วิทยาลัย จังหวัดลำปาง 32.สาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร กรุงเทพมหานคร 33.เบ็ญจะมะมหาราช จังหวัดอุบลราชธานี 34.ดรุณสิกขาลัย กรุงเทพมหานคร 35.อัสสัมชัญ กรุงเทพมหานคร 36.เฉลิมขวัญสตรี จังหวัดพิษณุโลก 37.เทพศิรินทร์ กรุงเทพมหานคร 38.เบญจมราชูทิศ จังหวัดนครศรีธรรมราช 39.มัธยมปัญญารัตน์ กรุงเทพมหานคร 40.สาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
41.เซนต์โยเซฟคอนเวนต์ กรุงเทพมหานคร 42.สาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา 43.จิตรลดา กรุงเทพมหานคร 44.บูรณะรำลึก จังหวัดตรัง 45.นารีรัตน์ จังหวัดแพร่ 46.สุรนารีวิทยา จังหวัดนครราชสีมา 47.เตรียมทหาร จังหวัดนครนายก 48.สาธิตมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จังหวัดปัตตานี 49.สวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี 50.แก่นนครวิทยาลัย จังหวัดขอนแก่น
51.มัธยมสาธิตมหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก 52.ราชินี กรุงเทพมหานคร 53.ชลราษฎร์อำรุง จังหวัดชลบุรี 54.อำนวยศิลป์ กรุงเทพมหานคร 55.พรหมานุสรณ์ จังหวัดเพชรบุรี 56.ราชินีบน กรุงเทพมหานคร 57.เตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า กรุงเทพมหานคร 58.อัสสัมชัญคอนแวนต์ กรุงเทพมหานคร 59.ระยองวิทยาคม 60.เขมะสิริอนุสรณ์ กรุงเทพมหานคร
61.สตรีวิทยา 2 กรุงเทพมหานคร 62.พระปฐมวิทยาลัย จังหวัดนครปฐม 63.เบญจมราชูทิศ ราชบุรี 64.นาคประสิทธิ์ จังหวัดนครปฐม 65.สาธิตมหาวิทยาลัยศิลปากร จังหวัดนครปฐม 66.สุราษฎร์ธานี 67.สาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี จังหวัดลพบุรี 68.สงวนหญิง จังหวัดสุพรรณบุรี 69.อมาตยกุล กรุงเทพมหานคร 70.สระบุรีวิทยาคม
71.รุ่งอรุณ กรุงเทพมหานคร 72.สาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม 73.ปราจิณราษฎร์อำรุง จังหวัดปราจีนบุรี 74.พิษณุโลกพิทยาคม 75.ราชสีมาวิทยาลัย จังหวัดนครราชสีมา 76.สตรีศรีน่าน 77.เบญจมราชรังสฤษฎิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา 78.สาธิต “พิบูลบำเพ็ญ” มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี 79.เซนต์ดอมินิก กรุงเทพมหานคร 80.มัธยมสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา กรุงเทพมหานคร
81.จุฬาภรณราชวิทยาลัย สตูล 82.ชลกันยานุกูล จังหวัดชลบุรี 83.วัฒนาวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร 84.เบญจมราชาลัย กรุงเทพมหานคร 85.ภูเก็ตวิทยาลัย 86.มารีย์วิทยา จังหวัดนครราชสีมา 87.เซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์ กรุงเทพมหานคร 88.ศรียานุสรณ์ จังหวัดจันทบุรี 89.สตรีมหาพฤฒาราม กรุงเทพมหานคร 90.อัสสัมชัญธนบุรี กรุงเทพมหานคร
91.ร้อยเอ็ดวิทยาลัย 92.มัธยมวัดนายโรง กรุงเทพมหานคร 93.ราชวินิตบางแก้ว จังหวัดสมุทรปราการ 94.สตรีพัทลุง 95.จักรคำคณาทร จังหวัดลำพูน 96.สารสาสน์เอกตรา กรุงเทพมหานคร 97.อัสสัมชัญสมุทรปราการ 98.ศรียาภัย จังหวัดชุมพร 99.สตรีอ่างทอง และ 100.สกลราชวิทยานุกูล จังหวัดสกลนคร
ที่มา http://www.dek-d.com ทั้ังนี้ “หน้าการศึกษาฯ นสพ.คมชัดลึก” ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดอันดับ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก เพียงแค่นำข้อมูลจากเว็บไซต์ dek-d มาเผยแพร่อีกครั้งหนึ่ง
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151005/214631.html