กก.สภาม.เอแบคตรวจสอบชื่อนศ.ยันอนุมัติปริญญาแน่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151005/214630.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม 2558
กก.สภาม.เอแบคตรวจสอบชื่อนศ.ยันอนุมัติปริญญาแน่

‘กก.สภาม.เอแบค’ รุกเข้าตรวจสอบรายชื่อผู้สำเร็จการศึกษาปี57ยันครบถ้วน เล็งส่งหนังสือเวียนกรรมการสภาทุกคนอนุมัติปริญญาบัตร ลั่นนศ.ได้เข้ารับปริญญา 22พ.ย.นี้แน่นอน

       5 ตุลาคม 2558 เมื่อเวลา 11.00 น. ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ หรือ ม.เอแบค หัวหมาก ผศ.ดร.ประแสง มงคลสิริ ,นายสุเทพ เลาหะวัฒนะ และภราดาดร.วิศิษฐ์ ศรีวิชัยรัตน์ กรรมการสภามหาวิทยาลัย ในฐานะตัวแทนของกรรมการสภาได้เดินทางมายังสำนักทะเบียนของมหาวิทยาลัย เพื่อดำเนินการตรวจสอบรายชื่อของผู้สำเร็จการศึกษา ประจำปีการศึกษา2557 เพื่อให้การลงนามอนุมัติปริญญาดังกล่าวเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยในการตรวจสอบดังกล่าว นายวีรศักดิ์ อนุสนธิวงษ์ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของเอแบคและกรรมการสภามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญเป็นผู้มอบเอกสารให้กรรมการสภาทั้ง 3 ท่าน เป็นผู้พิจารณาตรวจสอบ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 30 นาที
       ผศ.ดร.ประแสง กล่าวภายหลังการตรวจสอบเอกสารดังกล่าวว่าตนและกรรมการทั้ง3ท่านได้รับมอบหมายจากกรรมการสภามหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ ที่ต้องการให้เข้ามาตรวจสอบรายชื่อผู้สำเร็จการศึกษา ประจำปีการศึกษา2557จำนวน3,030ราย เนื่องจากก่อนหน้านี้ ในหนังสือเวียนเรื่องดังกล่าว ที่ได้รับจากภารดาสุรสิทธิ์ สุขชัย นายกสภามหาวิทยาลัย ระบุเพียงจำนวนนักศึกษาว่าจบกี่คน แต่ไม่มีรายชื่อผู้สำเร็จการศึกษา ทั้งที่โดยปกติ และตามหลักการการอนุมัติปริญญาผู้สำเร็จการศึกษาต้องมีรายชื่อนักศึกษา มีคณะที่สำเร็จการศึกษา ตลอดจนหน่วยกิตที่สำเร็จการศึกษาแนบมาให้กรรมการสภามหาวิทยาลัยพิจารณาทั้งนี้ จากการพิจารณาตรวจสอบรายชื่อ สรุปได้ว่ามีรายชื่อนักศึกษาครบถ้วน
       ดังนั้น ตนและกรรมการทั้ง 2 ท่าน จะนำเรื่องดังกล่าวไปรายงานต่อกรรมการสภาส่วนใหญ่ และจะมอบให้เลขานุการสภามหาวิทยาลัยทำหนังสือเวียนไปยังกรรมการสภามหาวิทยาลัยต่อไป เพื่อจะได้ดำเนินการลงนามอนุมัติปริญญาบัตรของผู้สำเร็จการศึกษาตามกำหนดเดิมในวันที่22พ.ย.2558
       ด้าน นายวีรศักดิ์ กล่าวว่าการอนุมัติปริญญาบัตรของผู้สำเร็จการศึกษา สภามหาวิทยาลัยจะเป็นผู้อนุมัติใบปริญญา แต่ขณะนี้นักศึกษา ผู้สำเร็จการศึกษาสามารถมาขอใบทรานสคริปจากมหาวิทยาลัย เพื่อนำไปใช้ในการสมัครงาน หรือศึกษาต่อได้ และที่ผ่านมาการอนุมัติปริญญาบัตร ทางมหาวิทยาลัยจะรายงานเพียงจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาเท่านั้น ไม่มีการเปิดเผยรายชื่อหรือคะแนน เพราะข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลส่วนตัวของนักศึกษา แต่ถ้าทางกรรมการสภามหาวิทยาลัยบางท่านต้องการตรวจสอบ ทางมหาวิทยาลัยก็พร้อมให้ตรวจสอบได้ทุกเมื่อ
       อย่างไรก็ตาม ผู้ที่จะลงนามในปริญญาบัตร จะประกอบด้วยอธิการบดี และนายกสภามหาวิทยาลัย โดยในส่วนของอธิการบดี ขอยืนยันว่า ต้องเป็นภารดาบัญชา แสงหิรัญ เพราะท่านเป็นอธิการบดีเอแบค และคำสั่งพักงานภารดาบัญชา ของสภามหาวิทยาลัยนั้นเป็นเรื่องที่มิชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้ง ศาลยังไม่มีคำสั่งชี้ขาดพักงานภารดาบัญชา และกระบวนการพิจารณาของศาลก็ต้องใช้เวลานานหลายปี แต่กรรมการสภาชุดดังกล่าวจะหมดวาระในวันที่13มิ.ย.2560ซึ่งในขณะนั้น กรรมการสภาชุดใหม่อาจจะมีมติที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ดังนั้น ปริญญาบัตรที่ลงนามโดยภารดาบัญชา จะไม่ถือเป็นโมฆะอย่างแน่นอน เพราะม.เอแบค เป็นมหาวิทยาลัยเอกชน ผู้ที่มีอำนาจคือผู้ที่ถือใบอนุญาตขอจัดตั้งมหาวิทยาลัย
       วันเดียวกัน ผศ.ดร.ประแสง กล่าวต่อว่า ในฐานะที่ตนเป็นประธานกรรมการสอบสวน กรณีที่มหาวิทยาลัยปล่อยกู้เงินมีพิรุธจนกลายเป็นหนี้สูญนั้นตามข้อเท็จจริงที่คณะกรรมการตรวจสอบของสภามหาวิทยาลัยได้ดำเนินการสืบค้นในช่วง3เดือนที่ผ่านมา เอกสารเกือบทั้งหมดได้รับการรับรองยืนยันความถูกต้องจากทางราชการแล้ว มีความชัดเจนว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง2ท่าน ได้แก่ ภารดาประทีป ม.โกมลมาศ และภารดาบัญชา แสงหิรัญ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบจัดการทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยในฐานะอธิการบดี กรณีนี้ทรัพย์ของมหาวิทยาลัยได้ถูกเบียดบังไปเป็นทรัพย์บุคคลอื่นภายใต้การจัดการของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองร่วมกัน
       ดังนั้น คณะกรรมการสอบสวนกรณีดังกล่าว จึงสรุปได้ว่าท่านทั้งสองมีความผิดฐานยักยอก และเพื่อให้เป็นธรรมต่อภารดาทั้งสองและในขณะนี้เป็นเพียงขั้นตอนกล่าวหา ท่านทั้ง2มีสิทธิในการคัดค้านข้อกล่าวหานี้ว่าหนักหรือเบาอย่างไร หรือท่านทั้งสองจะใช้สิทธิในการนำพยานหลักฐานมาชี้แจงหักล้างประเด็นข้อกล่าวหาต่างๆ ก็ทำได้ โดยสามารถยืนคำคัดค้านได้ภายใน15วัน ตามประกาศระเบียบของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ซึ่งคณะกรรมการสอบสวนพร้อมที่จะอำนวยความยุติธรรมให้กับภารดาทั้งสองอย่างเต็มที่

‘มาม่า-เนชั่น’จับมือติวเข้มเข้าสู่มหาวิทยาลัยครั้งที่18

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151005/214593.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม 2558
‘มาม่า-เนชั่น’จับมือติวเข้มเข้าสู่มหาวิทยาลัยครั้งที่18

‘มาม่า’ จับมือ ‘เนชั่นฯ’ จัดโครงการทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัย ครั้งที่ 18 ระดมติวเตอร์ชื่อดังกว่า 30 คน ติวสดพร้อมกันทั่วประเทศ 4 ภาค มีนร.เข้าร่วม 1.9 แสนคน

       5 ตุลาคม 2558 ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กรุงเทพฯ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด โดยผลิตภัณฑ์มาม่า และบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) จัดโครงการทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัย ครั้งที่ 18 ระหว่างวันที่ 5-11 ตุลาคม 2558 โดยครั้งนี้มีนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเข้าร่วมโครงการกว่า 190,000 คนใน 4 จุดทั่วประเทศ คือ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (มกค.) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตหาดใหญ่ ซึ่งมีพิธีเปิดการอบรมอย่างเป็นทางการที่ม.หอการค้าไทย โดยมีนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษา (รมช.ศธ.) เป็นประธานเปิด
       นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ว่า โครงการทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยกับมาม่า จัดต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 18 เพื่อสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมให้กับเยาวชนทั่วทุกภาคของประเทศ ซึ่งยังคงยึดมั่นแนวทางจัดติวสดและติวผ่านสัญญาณบรอดแบนด์ ที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัท ดาต้าโปร คอมพิวเตอร์ ซิสเต็มส์ จำกัด พร้อมกัน 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ ได้แก่ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (มกค.) รองรับเด็กจากกรุงเทพฯและปริมณฑล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) รองรับเด็กพื้นที่ภาคเหนือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) รองรับเด็กพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตหาดใหญ่ รองรับเด็กจากพื้นที่ภาคใต้
       “การจัดโครงการครั้งที่ 18 นี้มีนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายสมัครเข้าร่วมโครงทบทวนความรู้ ในห้องติวสดของมหาวิทยาลัยทั้ง 4 แห่งกว่า 60,000 คน และมีโรงเรียนทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด กว่า 800 แห่งติดต่อขอรับสัญญาณถ่ายทอดสดผ่านอินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์ ซึ่งเพิ่มจากปีที่ผ่านมา 13% และคาดว่าจะขยายโอกาสไปถึงนักเรียนประมาณ 130,000 คน รวมนักเรียนเข้าร่วมประมาณ 190,000 คน” นายเวทิต กล่าว
       นายเวทิต กล่าวอีกว่า จุดเด่นของโครงการยังคงเน้นการสอนที่เข้มข้น ตลอดทั้ง 6 วัน ซึ่งเชิญอาจารย์และติวเตอร์ดังกว่า 30 คน มาร่วมถ่ายทอดความรู้ครบถ้วนทุกวิชาที่ใช้ในการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยผ่านระบบแอดมิชชั่นส์ ทั้งข้อสอบการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ต ข้อสอบวัดความถนัดทั่วไป (แกต) และข้อสอบวัดความถนัดทางวิชาชีพและวิชาการ (แพต) ทั้ง 7 วิชา เช่น ครูพี่แนน จากเอ็นคอนเซ็ปต์ ติวภาษาอังกฤษ ครูเมฆ ติวภาษาไทย ครูพี่โหน่ง สอนฟิสิกส์ ครูติ่ง สอนวิทยาศาสตร์ อาจารย์ปิง จากสถาบันดาวองก์ ติววิชาสังคมศาสตร์ อาจารย์ทุกคนจะหมุนเวียนไปติวสดทั้ง 4 จุด ดังนั้นไม่ว่าเด็กจะเข้าร่วมโครงการที่จุดใดก็จะมีโอกาสได้ติวกับติวเตอร์ดังเช่นเดียวกัน ขณะเดียวกัน สามารถดาวน์โหลดเอกสารการเรียนในแต่ละรายวิชา และเข้าชมเนื้อหาการติวย้อนหลังได้ที่ http://www.sahapat.co.th, http://www.mamalover.net และ http://www.247friend.net
       ด้าน นพ.ธีระเกียรติ กล่าวระหว่างเป็นประธานในพิธีเปิดว่า หลายคนอาจเคยได้ยินว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันไม่ค่อยส่งเสริมให้มีการเรียนพิเศษ แต่ตนก็เข้าใจเด็กและผู้ปกครอง ซึ่งเมื่อครั้งตนเป็นเด็กในอดีตแม้จะมีที่เรียนพิเศษน้อยก็ยังเรียน ซึ่งก็มีส่วนทำให้ประสบความสำเร็จในการศึกษาต่อแพทย์และการศึกษาต่อในต่างประเทศ มีโอกาสจนถึงทุกวันนี้ ทั้งนี้ ตนได้มีโอกาสทำโครงการหนึ่งและได้พบว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงคณะองคมนตรี 3 ข้อโดยหนึ่งในสามข้อบอกว่าอยากให้นักเรียนแข่งกันตนเอง ไม่แข่งกับเพื่อน และให้เพื่อนที่เรียนเก่งกว่าช่วยเพื่อนที่เรียนช้ากว่า ซึ่งในวัยเรียนจะเห็นได้ว่าเด็กชอบเรียนกับเพื่อนมากกว่าครูเพราะมีความเข้าใจกันมากกว่า เพราะฉะนั้น ก็อยากให้นักเรียนทุกคนที่มาร่วมโครงการนำความรู้ไปช่วยกันถ่ายทอดไปสู่เพื่อนๆ ขณะเดียวกัน เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา และถ้าเป็นไปได้อยากให้จัดกิจกรรมลักษณะนี้ให้มากขึ้น เพราะลำพังให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) คงไม่สามารถดำเนินการได้ทั้งหมด แต่หากมีสิ่งใดที่ ศธ.สนับสนุนได้ก็ยินดีดูแลให้
       ขณะที่ นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กรรมการอำนวยการ บมจ.เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า เป้าหมายการจัดโครงการนี้ยังคงเดิมคือเพิ่มโอกาสการศึกษาให้แก่นักเรียนทั่วประเทศ โดยปีนี้โครงการขยายออกไปมากโดยเฉพาะการถ่ายทอดสดผ่านบรอดแบนด์ก็เพิ่มมาเป็น 800 โรงเรียนจากเดิม 700 โรงเรียน นับเป็นโครงการที่จะสร้างโอกาสเข้าถึงอาจารย์ติวเตอร์เก่ง ๆ เพราะบางคนก็ไม่มีทุนทรัพย์พอจะไปลงเรียน ซึ่งทราบว่าเฉพาะที่ม.หอการค้าไทย มีนักเรียน 80-90% เดินทางเข้ามาติวสดในครั้งนี้และที่พิเศษหลังสิ้นสุดการติว 6 วันแล้ว แต่ที่ม.หอการค้าไทย จะจัดอบรมภาษาอังกฤษกับเออีซี ซึ่งโรงเรียนทั่วประเทศยังคงรับชมได้เช่นเดิม
       “จากที่ได้ฟัง นพ.ศึกษาธิการ กล่าวไปแล้วนั้นค่อนข้างดีใจว่าท่านไม่ได้มีทัศนคติในเชิงลบกับการกวดวิชาหรือการติว แต่จะทำยังไงให้อาจารย์เหล่านี้มาสอนเด็กเก่งๆ เพื่อให้เด็กไปสอนเพื่อนต่อได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งเป็นไปตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯด้วย ทั้งนี้ ผมได้ชี้แจงว่าทางบ.เนชั่นฯ ได้บอกว่ายินดีสนับสนุนโครงการและมองว่าเป็นอีกก้าวหนึ่งที่น่าจะทำเพื่อขยายโอกาสการศึกษา โดยในอนาคตอาจจะทำเป็นโครงการย่อยในลักษณะดังกล่าว” นายอดิศักดิ์ กล่าว
       ด้าน น.ส.ปรมาภรณ์ ผลแก้ว ชั้นม.6 โรงเรียนสรรพยาวิทยา จังหวัดชัยนาท กล่าวว่า ครั้งนี้มาอบรมพร้อมกับเพื่อนอีก 2 คนเดินทางมาที่ม.หอการค้าไทย เพราะอยากมาเก็บเกี่ยวความรู้เพิ่มเติม โดยเฉพาะวิชาวิทยาศาสตร์ ชีววิทยา และเคมี รวมถึงแนวข้อสอบการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ต การทดสอบความรู้ทั่วไป หรือ แกต และการทดสอบความรู้ทางวิชาชีพ/วิชาการ หรือ แพต ซึ่งปกติตนก็เรียนกวดวิชาอยู่บ้าง แต่โครงการนี้รวบรวมอาจารย์เก่งๆจำนวนมาก ก็ตั้งใจจะมาเข้าร่วมให้ครบทุกวันเพื่อที่หลังจากนี้ก็จะนำสิ่งที่เรียนรู้ไปทบทวนสำหรับเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย โดยมีเป้าหมายในใจว่าอยากจะเรียนทางด้านสาธารณสุข ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือมหาวิทยาลัยบูรพา
       นางเหมือนม้าย อภินทนาพงศ์ ผู้ปกครอง กล่าวว่า วันนี้ได้พาบุตรชายซึ่งเรียนม.5 และหลานสาวซึ่งเรียนอยู่ชั้น ม.4 มาเข้าร่วมติวในวันนี้ด้วย ซึ่งเด็กๆสนใจอยากได้ลองมาสัมผัสบรรยากาศการเรียนจริงและได้เรียนกับครูติวเตอร์ที่เด็กมีความชื่นชอบ ซึ่งส่วนตัวมองว่าเป็นโอกาสดีที่เด็กๆทุกคนจะได้เรียนรู้ และเป็นการเตรียมพร้อมก่อนเข้ามหาวิทยาลัยแต่เนิ่นๆ

เปิดโลกอาเซียนสไตล์’ครูจิ๋ม’แม่พิมพ์ขวัญใจเด็กอนุบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151005/214512.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม 2558
เปิดโลกอาเซียนสไตล์'ครูจิ๋ม'แม่พิมพ์ขวัญใจเด็กอนุบาล
เปิดโลกอาเซียนสไตล์'ครูจิ๋ม'แม่พิมพ์ขวัญใจเด็กอนุบาล

เปิดโลกอาเซียนสไตล์’ครูจิ๋ม’แม่พิมพ์ขวัญใจเด็กอนุบาล

 

             “ถ้าเด็กๆ มีพื้นฐานสังคมที่แข็งแรง การเข้าสู่ประชาคมอาเซียนก็จะไร้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในครอบครัว การเรียน การทำงาน รวมไปถึงการอยู่ร่วมกันในสังคม” เป็นคำพูดของ “จิตราภรณ์ ไคขุนทด” คุณครูสอนเด็กอนุบาลผู้ทุ่มเท และสร้างสรรค์แห่งโรงเรียนสนามบิน จ.ขอนแก่น

เด็กๆ อนุบาลของโรงเรียนแห่งนี้ เรียกคุณครูท่านนี้ว่า “ครูจิ๋ม” บนเส้นทางสายการสอนของเธอ เปรียบเสมือนการปลูกข้าว และพืชพันธุ์ผลไม้ ความเหน็ดเหนื่อยถือเป็นเรื่องที่ต้องเผชิญ เพราะเธอมองว่า หากคิดจะเพาะปลูกอะไรสักอย่างแล้ว ถ้าไม่เหนื่อยบ้างจะมีผลงานได้อย่างไร

นอกจากรางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติ ครู และบุคลากรทางการศึกษาในการจัดการเรียนการสอนด้วยสื่อ-นวัตกรรมทางการศึกษาระดับปฐมวัย, รางวัลเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ “คุรุสดุดี” และครูผู้สอนยอดเยี่ยมด้านนวัตกรรมเทคโนโลยี ประจำปี 2557 (ระดับประเทศ) แล้ว

อีกหนึ่งรางวัลที่สร้างชื่อก็คือ รางวัลโกลด์ กิจกรรมนวัตกรรมครู สพป. โครงการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนและทักษะในศตวรรษที่ 2 ซึ่งเป็นรางวัลระดับประเทศที่การันตีการเป็น “ครูนักคิด” ซึ่งเป็นครูตัวอย่างที่เล็งเห็นความสำคัญในการเตรียมเด็กเล็กๆ อย่างเด็กอนุบาลสู่ประชาคมอาเซียน

“การแข่งขันนวัตกรรมครู ครูจิ๋มได้เป็นตัวแทนระดับเขต ระดับภาค และก้าวเข้าสู่ระดับประเทศ ซึ่งเป็นโครงการหนูน้อยอาเซียนเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมทางสังคม มีการทำวิจัยเพื่อพัฒนาเด็กอนุบาลในด้านสังคม ซึ่งถือเป็นเรื่องจำเป็นมากๆ เพราะโลกแห่งอนาคต เด็กๆ จะต้องเติบโต และอยู่ร่วมกันในประชาคมอาเซียน หากเด็กไม่ได้พัฒนาทักษะตรงนี้ ส่วนตัวมองว่าเด็กจะอยู่ยาก และจะกระทบส่วนอื่นๆ ตามไปด้วย เช่น การเรียน การทำงาน และการอยู่ร่วมกันในสังคม” ครูจิ๋มเล่า

หัวข้องานวิจัย ครูจิ๋มแจกแจงให้ฟังเป็นข้อๆ ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 5 ข้อด้วยกัน เริ่มจาก 1.การปฏิบัติตามข้อตกลง 2.การเข้าแถวตามลำดับก่อน-หลัง 3.การทำงานและการเล่นร่วมกัน 4.การอยู่ร่วมกัน และ 5.การเล่นร่วมกันอย่างมีความสุขและสนุกสนาน

“หลังจากได้รับรางวัลระดับประเทศ ครูจิ๋มก็นำมาใช้อย่างจริงจัง ด้วยการผลิตสื่อการสอนเป็นนิทาน 9 เล่ม 10 ประเทศในกลุ่มอาเซียน สอดแทรกคำทักทาย อาหาร ดอกไม้ ชุดประจำชาติ นอกจากนั้นยังมีชุดหนังสือสำหรับเด็กประกอบการเรียนภายใต้โครงการหนูน้อยอาเซียนที่จะใช้กิจกรรมเข้ามาบูรณาการอย่างหลากหลาย เช่น เกม เพลง หนังสือนิทาน การละเล่นประจำชาติ เป็นต้น ซึ่งเด็กร้อยละ 80 ขึ้นไปมีพัฒนาการด้านสังคมที่ดี แถมยังตื่นเต้น สนุกสนาน และมีความสุขในการเรียน” ครูจิ๋มเผยถึงผลที่ได้รับจากโครงการหนูน้อยอาเซียน

นอกจากนั้น “ครูจิ๋ม” ยังจัดกิจกรรม “อาเซียนนอกห้องเรียน” ตามโครงการดังกล่าว ด้วยการจัดนิทรรศการแสดงผลงานนักเรียนระดับปฐมวัย โดยภายในงานจะมีการตอบปัญหาอาเซียน รวมไปถึงฐานกิจกรรมต่างๆ เช่น ฐานดอกไม้ ฐานการละเล่น ฐานสนุกกับอาเซียน ฐานตลาดอาเซียน เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีการแสดงอาเซียนโดยให้ครูและเด็กๆ ช่วยกันทำ ฝึกความเป็นผู้นำ และการนำเสนอในรูปแบบต่างๆ ซึ่งทำกันมาเป็นประจำทุกปี

ปัจจุบันโรงเรียนสนามบิน เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ จัดการศึกษาตั้งแต่ระดับการศึกษาปฐมวัย ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา นอกจากนี้ยังเป็นโรงเรียนมาตรฐานสากล ซึ่งนักเรียนทุกคนต้องเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยเฉพาะเด็กปฐมวัย เป็นวัยที่ทางโรงเรียนให้ความสำคัญอย่างมาก เนื่องจาก “ทักษะทางสังคมของเด็ก” เป็นทักษะที่จำเป็นต้องใช้ปฏิบัติร่วมกันในสังคม ทำให้มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันทั้งด้านส่วนตัวและส่วนรวม

โดยเฉพาะด้านส่วนรวม หากมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในการอยู่ร่วมกันจะสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข มีบรรยากาศแห่งความเป็นมิตรที่ดีต่อกัน ก่อให้เกิดพลังสร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้า โดยเฉพาะเด็กวัย 1-6 ขวบ ซึ่งเป็นวัยที่จิตใต้สำนึกจะทำหน้าที่ได้ดีที่สุด ถ้าสิ่งต่างๆ ที่บันทึกไว้เป็นข้อมูลที่ดี เด็กมีความรู้สึกนึกคิดไปทางบวก และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในประชาคมอาเซียนที่มีคุณภาพ

“โรงเรียนให้ความสำคัญกับทุกระดับชั้นค่ะ เพียงแต่ระดับปฐมวัยเป็นกลุ่มที่ต้องให้ความสำคัญมากหน่อย เพราะกลุ่มนี้เพิ่งเริ่มเข้าโรงเรียน การเตรียมความพร้อม และให้ความรู้เกี่ยวกับอาเซียนในช่วงนี้ ถือเป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย เนื่องจากเป็นช่วงวัยที่จะจำง่าย เรียนรู้ไว เด็กจะค่อยๆ เรียนรู้ และรู้จักการอยู่ร่วมกันในสังคมที่แตกต่างกัน แต่ถึงต่างพวกเขาก็จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขค่ะ เราอยากเห็นเด็กไทยเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่น่ารักในสังคมอาเซียนค่ะ” ครูจิ๋มทิ้งท้าย
 

ศิษย์เก่าม.ร.นั่งเก้าอี้เป็นปลัดกระทรวง6แห่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151005/214536.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม 2558
ศิษย์เก่าม.ร.นั่งเก้าอี้เป็นปลัดกระทรวง6แห่ง
ศิษย์เก่าม.ร.นั่งเก้าอี้เป็นปลัดกระทรวง6แห่ง

รามคำแหงปลื้มศิษย์เก่าประสบความสำเร็จ นั่งเก้าอี้ปลัดกระทรวงและสำนักนายกรัฐมนตรี รวม 6 แห่ง แสดงถึงความรู้ความสามารถของบัณฑิตรามคำแหงเป็นที่ยอมรับของสังคม

 

 

ผศ.วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนกันยายน ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้แต่งตั้งบุคคลดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงหลายแห่ง เพื่อดำรงตำแหน่งแทนผู้เกษียณอายุ โดยจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558 เป็นต้นไป นั้น เป็นที่น่ายินดีและน่าภาคภูมิใจว่า มีศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยรามคำแหงที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงหลายคน หากรวมผู้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงมาก่อนหน้านี้ ก็จะมีศิษย์เก่ารามคำแหงรวม 6 คน ที่ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงต่างๆ ในขณะนี้ ได้แก่

1.นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย ศิษย์เก่าคณะรัฐศาสตร์

2.นายเกษมสันต์ จิณณวาโส ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ศิษย์เก่าคณะเศรษฐศาสตร์

3. นางทรงพร โกมลสุรเดช ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

ศิษย์เก่าคณะบริหารธุรกิจ 4.นายอาทิตย์ วุฒิคะโร ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ศิษย์เก่าคณะมนุษยศาสตร์

5.ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน ศิษย์เก่าคณะมนุษยศาสตร์

6.พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ศิษย์เก่าคณะนิติศาสตร์

“เป็นความภาคภูมิใจของมหาวิทยาลัย และชาวรามคำแหงเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นความสำเร็จของศิษย์เก่าที่ได้ใช้ความรู้ความสามารถมุ่งมั่นตั้งใจปฏิบัติหน้าที่มาอย่างต่อเนื่อง จนได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสูงสุดของข้าราชการประจำ แสดงถึงความรู้ความสามารถของบัณฑิตรามคำแหงที่ได้รับการยอมรับจากสังคมว่ามีความรู้คู่คุณธรรม ในนามของมหาวิทยาลัยขอแสดงความยินดีแก่ศิษย์เก่าทั้ง 6 ท่าน และขอให้ทุกท่านได้ใช้ความรู้ความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง โดยยึดประเทศชาติเป็นสำคัญ” ผศ.วุฒิศักดิ์ กล่าว

ขณะเดียวกันขอให้นักศึกษาปัจจุบันได้มองรุ่นพี่เหล่านี้เป็นตัวอย่างและเป็นแรงบันดาลใจที่จะทำให้นักศึกษามีความตั้งใจใฝ่หาความรู้ และนำวิชาความรู้ไปทำงานรับใช้สังคมด้วยความรับผิดชอบ เพื่อจะได้ประสบความสำเร็จเช่นบัณฑิตรุ่นพี่

อธิการบดีม.รามฯ ยังกล่าวว่า ทุกวันนี้บัณฑิตรามคำแหงประสบความสำเร็จในทุกสาขาวิชาชีพ มีศิษย์เก่า ม.ร. เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด และปลัดอำเภอ เป็นจำนวนมาก ในสายงานด้านตุลาการก็มีศิษย์เก่าเป็นผู้พิพากษา อัยการ จำนวนมากเช่นกัน เช่นเดียวกับในภาคเอกชนก็มีศิษย์เก่าจำนวนไม่น้อยเป็นผู้บริหารระดับสูงขององค์กร

“เป็นสิ่งที่ครูบาอาจารย์และชาวรามคำแหงภาคภูมิใจยิ่ง ขอให้ช่วยกันรักษามาตรฐานของบัณฑิตรามคำแหงและพัฒนาให้มีคุณภาพยิ่งขึ้นต่อไป” ผศ.วุฒิศักดิ์ ฝากทิ้งท้าย

 

 

การผังเมืองกับเขตเศรษฐกิจพิเศษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151004/214494.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม 2558
การผังเมืองกับเขตเศรษฐกิจพิเศษ

หลากมิติเวทีทัศน์ : การผังเมืองกับเขตเศรษฐกิจพิเศษ : โดย…ศยามล ไกยูรวงศ์

                      การผังเมืองเป็นกระบวนการสำคัญของการวางแผนพัฒนาเชิงพื้นที่ของประเทศ ซึ่งเป็นการพัฒนาด้านกายภาพของการวางผังเมือง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และสาธารณูปการ เพื่อให้ประชาชนอยู่อาศัยในสภาพแวดล้อมที่ดี และเป็นการวางแผนการใช้ประโยชน์จากที่ดินอย่างเหมาะสม เพื่ออนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ประโยชน์ของการพัฒนาผังเมืองยังสามารถวางแผนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ อันเป็นการลดหรือบรรเทาความเดือดร้อนหรือเสียหายอันอาจเกิดขึ้นจากพิบัติภัยธรรมชาติ
                      ประเทศไทยได้วางแผนการพัฒนาเมืองและชนบททั้งในเขตปริมณฑลรอบกรุงเทพมหานครและในภูมิภาคต่างๆ โดยมีพระราชบัญญัติการผังเมืองและผังชนบท พ.ศ.2495 ซึ่งเป็นกฎหมายผังเมืองฉบับแรกที่บังคับใช้ ต่อมามีการปรับปรุงแก้ไขและตราเป็นพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ.2518 (แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 2 พ.ศ.2525 ฉบับที่ 3 พ.ศ.2535) อย่างไรก็ตามการผังเมืองในประเทศไทยกลับไม่ประสบผลสำเร็จตามเจตนารมณ์ของการวางผังเมืองดังที่กล่าวข้างต้น
                      อันเนื่องมาจากรัฐบาลไม่ให้ความสำคัญในการนำผังเมืองมาเป็นการวางแผนพัฒนาเชิงพื้นที่ให้ได้ประโยชน์สูงสุดของการพัฒนาประเทศ การวางผังเมืองขาดการบูรณาการและความเชื่อมโยงของผังเมืองทุกผังในภาพรวมทั้งระดับภาคและระดับประเทศ กระบวนการจัดทำผังเมืองมีขั้นตอนที่ยาวนานในการกำหนดเขตผังเมืองโดยกลไกของคณะกรรมการผังเมืองระดับจังหวัดและระดับชาติ ซึ่งเป็นความรู้ที่ผูกขาดโดยนักวิชาการ บริษัทที่ปรึกษา และเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้ประชาชนไม่มีส่วนร่วม
                      และปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบไม่ทราบขั้นตอนของกระบวนการจัดทำผังเมือง จึงไม่สามารถอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับคำสั่งหรือหนังสือแจ้งความซึ่งทำให้ผู้นั้นไม่อาจฟ้องคดีต่อศาลปกครอง
                      รัฐบาลไทยมีนโยบายการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อให้สอดคล้องกับการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน รวมไปถึงข้อตกลงความร่วมมือระดับภูมิภาคอื่นๆ เช่น ความร่วมมือในกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง(GMS) ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง(ACMECS) และแผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่ายอินโดนีเซีย -มาเลเซีย-ไทย(IMT-GT) โดยความริเริ่มมาจากการผลักดันของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) ภายใต้กลยุทธ์การส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากโครงการระเบียงเศรษฐกิจ (Economic Corridors) เพื่อการเปลี่ยนระเบียงขนส่ง(Transport Corridors) ให้เป็นระเบียงเศรษฐกิจซึ่งทางเอดีบีได้ให้ความช่วยเหลือในการให้ข้อเสนอแนะเชิงเทคนิคและกลยุทธ์ในการสร้างและดำเนินการเขตเศรษฐกิจพิเศษในอนุภูมิภาค สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จึงได้มีการริเริ่มแผนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจโดยเฉพาะบริเวณชายแดนในปี 2556 ในรูปแบบของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี (สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา, 2557)
                      รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้กำหนดนโยบายจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษระยะแรกของไทยใน 5 พื้นที่ชายแดนเพื่อให้สามารถก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนได้อย่างสมบูรณ์ในปี 2558 ได้แก่ 1) แม่สอด จ.ตาก 2) อรัญประเทศ จ.สระแก้ว 3) ตราด 4) มุกดาหาร 5) สะเดา จ.สงขลา (ด่านศุลกากรสะเดาและปาดังเบซาร์)
                      ระยะที่สอง ได้แก่ เชียงราย หนองคาย นครพนม กาญจนบุรี และนราธิวาส โดยตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาทั้งในด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ ที่ประชุมของคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ(กนพ.) ได้เห็นชอบหลักเกณฑ์และวิธีการสนับสนุนการจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ 4 เรื่อง ได้แก่ 1) สิทธิประโยชน์สำหรับการลงทุน 2) การให้บริการจุดเดียวแบบเบ็ดเสร็จ 3) มาตรการสนับสนุนการใช้แรงงานต่างด้าว 4)การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและด่านศุลกากรในพื้นที่เพื่อให้สามารถรองรับกิจกรรมในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษและเชื่อมโยงในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ 5) สิทธิการเช่าที่ดินของคนต่างชาติ ตามพระราชบัญญัติเช่าที่ดินเพื่อพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม พ.ศ.2542 โดยคนต่างด้าวได้สิทธิการเช่าที่ดินเพื่อพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมได้เกินกว่า 30 ปี แต่ไม่เกิน 50 ปี และขยายเวลาต่อได้อีกไม่เกิน 50 ปี กรณีได้รับการส่งเสริมตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 ให้นักลงทุนสามารถถือกรรมสิทธิ์ที่ดินเพื่อประกอบกิจการตามที่ได้รับการส่งเสริม ตามจำนวนเนื้อที่ดินที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกำหนด และหากเลิกหรือโอนกิจการผู้ได้รับการส่งเสริมต้องจำหน่ายที่ดินภายใน 1 ปี นับแต่วันเลิกหรือโอนกิจการ (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 20 มกราคม 2558)
                      นอกจากนี้ คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 17/2558 ใช้อำนาจตามมาตรา 44 มีคำสั่งให้เพิกถอนที่ดินจากป่าสงวนแห่งชาติ เขตป่าไม้ถาวร เขตปฏิรูป และที่ดินสาธารณะ ให้เป็นที่ราชพัสดุเพื่อนำมาใช้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ
                      การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้กำหนดกรอบเวลาการดำเนินงาน ปี 2559 จะเร่งรัดก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรม โดยกำหนด ระยะที่ 1 ศึกษาความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของการจัดตั้งนิคมฯ จัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ออกแบบรายละเอียดงานก่อสร้างนิคมฯ ปี 2560 และเริ่มก่อสร้างนิคมฯ และปี 2561 เปิดดำเนินงาน ส่วนระยะที่ 2 จะเริ่มศึกษาความเหมาะสม ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ออกแบบก่อสร้าง ในปี 2561 จากนั้นจะเริ่มก่อสร้างในปี 2562 และจะเปิดดำเนินการในระยะ 2 ปี 2563 (<http://www.citizenthaipbs.net/node/5488&gt;)
                      จากนโยบายดังกล่าว จึงทำให้การผังเมืองตามกฎหมายกลายเป็นข้อยกเว้นเฉกเช่นปัญหาเดิม ทั้งที่การกำหนดเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษมีผลกระทบต่อสิทธิในทรัพย์สินของประชาชนและทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อมในพื้นที่ และเป็นการกำหนดทิศทางการพัฒนาพื้นที่ โดยประชาชนในพื้นที่ยังขาดการมีส่วนร่วม กระบวนการจัดทำดังกล่าวจึงไม่นำไปสู่การกำหนดทิศทางการพัฒนาเชิงพื้นที่ในระยะยาว เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้ประชาชนได้ปกป้องสิทธิของตนเอง และเตรียมความพร้อมในการดำรงชีวิต
                      การผังเมืองมีความสำคัญต่อการประเมินสิ่งแวดล้อมในระดับยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นการจัดทำผังเมืองในระดับนโยบาย อันเป็นหลักการสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน หลักการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้อง หลักการส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หลักการรองรับความหลากหลายทางวัฒนธรรมและหลักการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัว
                      การผังเมืองก็คือการวางแผนการใช้ที่ดินระดับชาติ จังหวัด และระดับท้องถิ่น ซึ่งประกอบด้วย
                      1) ผังเมืองรวมที่มีขอบเขตเฉพาะภายในจังหวัด คณะกรรมการผังเมืองจังหวัดพิจารณาให้ความเห็นชอบและเสนอต่อรัฐมนตรีเพื่อออกกฎกระทรวงบังคับใช้ผังเมืองรวม
                      2) ผังเมืองรวมกลุ่มจังหวัด ผังเมืองรวมภาค หรือผังเมืองรวมที่มีอาณาเขตคาบเกี่ยวสองจังหวัดขึ้นไป คณะกรรมการผังเมืองพิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนเสนอรัฐมนตรีเพื่อออกกฎกระทรวงบังคับใช้ผังเมืองรวม
                      3) ผังเมืองท้องถิ่น สภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้พิจารณาออกเป็นข้อบัญญัติท้องถิ่น ตามกฎหมายว่าด้วยสภาตำบลและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
                      4) ผังเมืองเฉพาะคณะกรรมการผังเมืองเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบและเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบังคับใช้ผังเมืองเฉพาะ
                      การจัดทำผังเมืองทั้ง 4 ประเภท ต้องมีความเชื่อมโยงและบูรณาการร่วมกัน องค์ประกอบของคณะกรรมการผังเมืองจึงมีความสำคัญและต้องทำงานได้จริง ดังนั้นจึงต้องมีการกระจายอำนาจการตัดสินใจด้วยการมีส่วนร่วมในระดับพื้นที่ ท้องถิ่น และชุมชนร่วมกับคณะกรรมการผังเมือง สำหรับบทบาทหน้าที่ของกรมโยธาธิการและผังเมือง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์การหรือหน่วยงานของรัฐมีหน้าที่สนับสนุนและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชน โดยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนอย่างรอบด้าน มีการรับฟังความคิดเห็นและปรึกษาหารือกับประชาชน การมีส่วนร่วมในการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินและกำหนดผังเมือง รวมทั้งการติดตาม ตรวจสอบการดำเนินการตามแผน
                      การจัดทำผังเมืองในพื้นที่การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ จึงไม่ควรถูกละเลย เพราะจะทำให้ประชาชนในพื้นที่ได้ร่วมกำหนดการวางแผนพัฒนาพื้นที่และร่วมได้รับการจัดสรรประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียม เป็นธรรม และยั่งยืน
———————
(หลากมิติเวทีทัศน์ : การผังเมืองกับเขตเศรษฐกิจพิเศษ : โดย…ศยามล ไกยูรวงศ์)

นักวิจัยชาวบ้านกับงานอนุรักษ์ กู้วิกฤติฟื้นชีวิตอ่าวบ้านดอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151004/214495.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม 2558
นักวิจัยชาวบ้านกับงานอนุรักษ์ กู้วิกฤติฟื้นชีวิตอ่าวบ้านดอน

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : นักวิจัยชาวบ้านกับงานอนุรักษ์ กู้วิกฤติฟื้นชีวิตอ่าวบ้านดอน : โดย…ธนชัย แสงจันทร์

                      อ่าวบ้านดอน เวิ้งน้ำขนาดใหญ่ของ จ.สุราษฎร์ธานี และของภาคใต้ ครอบคลุมพื้นที่ 6 อำเภอ ได้แก่ อ.ไชยา อ.ท่าฉาง อ.พุนพิน อ.เมือง อ.กาญจนดิษฐ์ และ อ.ดอนสัก มีความยาวของแนวชายฝั่งประมาณ 120 กิโลเมตร ที่สำคัญอ่าวบ้านดอน เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำระดับนานาชาติ ที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง เนื่องจากรับน้ำจืดจากแม่น้ำตาปี และคลองต่างๆ อีก 19 ลำคลอง ไหลลงสู่อ่าวไทย และตลอดแนวชายฝั่งมีป่าชายเลนแหล่งขุมทรัพย์สัตว์น้ำนานาชนิด เช่น ปลาดุกทะเล ปลากดทะเล ปูม้า ปูทะเล ปูแสม หอยนางรม หอยแมลงภู่ หอยลาย หอยตลับขาว หอยไฟไหม้ ที่เข้ามาอาศัยเพาะพันธุ์
                      ที่กล่าวมาทั้งหมด คือ ความสมบูรณ์ของทางธรรมชาติของอ่าวบ้านดอน แต่ภาพความสมบูรณ์นั้นกำลังจางหายไป จากการแย่งชิงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือยโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และในปัจจุบันเวิ้งน้ำขนาดใหญ่แห่งนี้ ยังคงโดนการคุกคามของกลุ่มทุนที่เข้าไปใช้ประโยชน์ตามชายฝัง จนเกิดการใช้ทรัพยากรเกินความพอดี และเกินกำลังที่อ่าวจะรองรับได้ กระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงและเปลี่ยนสภาพไปในที่สุด ส่งผลกระทบต่อชาวประมงชายฝั่ง จ.สุราษฎร์ธานี จนเป็นที่มาของการต่อสู้ปกป้องพื้นที่ทำกิน
                      วิรัตน์ สาระคง ผู้ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น จ.สุราษฎร์ธานี เล่าถึงสถานการณ์อ่าวบ้านดอน ณ ปัจจุบันว่า สถานการณ์อ่าวบ้านดอนยังคงวิกฤติเพราะมีกลุ่มนายทุนเข้าไปทำฟาร์มกุ้งและเลี้ยงหอยแครงรุกล้ำเขตพื้นที่สาธารณประโยชน์ แม้ผู้ว่าราชการจังหวัดจะมีคำสั่งให้มีการรื้อถอน เมื่อปี 2555-2557 แต่ก็ไม่ความคืบหน้าแต่อย่างใด แถมยังขยายวงกว้างมากขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นอิทธิพลบางอย่างของกลุ่มนายทุน ที่ยังหาคำตอบไม่ได้ โดยชาวบ้านหวังว่าปัญหาที่มีมานานนับสิบปีจะได้รับการแก้ไขจากรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
                      ดูเหมือนว่าความหวังของชาวบ้านในพื้นที่อ่าวบ้านดอนจะเป็นจริง เมื่อ พ.ต.อำนาจ เกตุษา ผู้ช่วยนายทหารฝ่ายยุทธการจังหวัดทหารบกสุราษฎร์ธานี นำกำลังทหารจากค่ายวิภาวดีรังสิต ตำรวจน้ำสุราษฎร์ธานี อาสารักษาดินแดนประมงจังหวัดสุราษฎร์ธานี เจ้าท่าสุราษฎร์ธานี ผู้นำท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรทางทะเลชายฝั่งเข้ารื้อถอนคอกเลี้ยงหอยแครงและขนำ ซึ่งรุกล้ำในเขตห่างจากชายฝั่ง 1,000 เมตร สำหรับบริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์ เพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกันด้านประมง โดยมีพื้นที่ครอบคลุมเริ่มต้นตั้งแต่ปากน้ำตาปีจุดรอยต่อระหว่าง อ.กาญจนดิษฐ์ กับ อ.เมือง ไปจนถึงเขตรอยต่อระหว่าง อ.เมือง กับ อ.พุนพิน ระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร และจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ามีการปักหลักคอกหอยแครงในเขต อ.เมือง มากถึง 6,000 ไร่
                      ภายหลังการรื้อถอน พ.ต.อำนาจ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นไปตามคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีและผู้บังคับการจังหวัดทหารบกสุราษฎร์ธานี ที่ให้เร่งจัดระเบียบพื้นที่อ่าวบ้านดอน ซึ่งมีการร้องเรียนจากประมงชายฝั่งว่ามีการจับจองพื้นที่ทางทะเลจนถึงชายฝั่งเลี้ยงหอยแครง จนทำให้ประมงชายฝั่งเดือดร้อนไม่มีพื้นที่ทำมาหากิน จึงจำเป็นต้องเร่งจัดระเบียบพื้นที่ดังกล่าว โดยจะกระทำครอบคลุมทุกอำเภอของอ่าวบ้านดอน ซึ่งระยะแรกรื้อถอน 1,000 เมตร หลังจากนั้นจะขยายถึงเขต 3,000 เมตร ตามกฎหมายยกเว้นพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต
                      ย้อนกลับไปก่อนหน้าตั้งแต่ปี 2551 ชาวบ้านและกลุ่มคนสุราษฎร์ธานี กลุ่มคนเล็กๆ ได้ร่วมกันสร้างพลังอันยิ่งใหญ่ ทำโครงการวิจัยในหัวข้อต่างๆ เพื่อหาคำตอบของปัญหา และแนวทางพลิกฟื้นอ่าวบ้านดอนให้กลับมาสมบูรณ์เหมือนเดิม โดยใช้เครื่องมือ และการสนับสนุนของฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ “สกว.” ที่มีชาวบ้านเป็นผู้ออกแบบทิศทาง กลไก การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ และมีนักวิชาการ นักวิจัยเป็นผู้ช่วยในโครงการต่างๆ เช่น การสังเคราะห์ภาพรวมอ่าวบ้านดอน, “ประสานงานชุดเครือข่าย” การจัดการทรัพยากรอ่าวบ้านดอนและองค์กรภาคี, สถานการณ์ ผลกระทบและการแก้ปัญหาของชุมชนประมงพื้นบ้านในสถานการณ์อุทกภัย กรณีศึกษา พื้นที่อ่าวบ้านดอน
                      ทุกวันนี้ วิรัตน์ สาระคง และชาวบ้าน ยังคงเดินหน้าโครงการวิจัยอ่าวบ้านดอน เพราะมองว่า สถานการณ์โดยรวมยังมีการรุกคืบของกลุ่มทุน เพื่อจับจองผืนน้ำขยายเขตการเพาะเลี้ยงกุ้งและหอย ขณะเดียวกันก็มีการปล่อยของเสียจากอุตสาหกรรมลงอ่าว การใช้เครื่องมือประมงที่ผิดกฎหมาย อีกไม่ช้าในเขตดอนสักจะถูกใช้ให้เป็นเมืองหน้าด่าน เกิดท่าเทียบเรือเพื่อรองรับอุตสาหกรรม ซึ่งอาจตามมาด้วยการบุกรุกป่าชายเลนและผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่มากขึ้น
                      ทั้งนี้ วิรัตน์ สาระคง ในฐานะผู้ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น จ.สุราษฎร์ธานี ได้นำเสนอความคืบหน้าของโครงการวิจัยต่อ ผศ.ดร.บัญชร แก้วส่อง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น และสภาพปัญหาที่เปลี่ยนแปลงมากขึ้นตามที่กล่าวมาในข้างต้น ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการอาศัยความร่วมมือจากนักวิชาการในการสังเคราะห์งานวิจัย เพื่อออกแบบกระบวนการคิด และขยายฐานความรู้เดิมควบคู่ไปกับการสร้างเครือข่ายภาคประชาชนอย่างเข้มแข็ง โดยการรวมกลุ่มนักวิจัยชาวบ้านขอจดทะเบียนเป็น “สมาคมนักวิจัยเพื่อท้องถิ่นลุ่มน้ำตาปี” ซึ่งอยู่ระหว่างการขอจดทะเบียน ควบคู่กับการจัดทำเฟซบุ๊กแฟนเพจ “มหัศจรรย์แห่งชีวิต อ่าวบ้านดอน” เป็นเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อการให้เกิดการตื่นตัวรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงและการจัดการทางสังคม โดยสื่อออนไลน์
                      พร้อมประกาศยุทธศาสตร์พลเมือง ในเชิงตั้งคำถาม เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล ผ่าน เฟซบุ๊กแฟนเพจ “มหัศจรรย์แห่งชีวิต อ่าวบ้านดอน” ว่า ยุทธศาสตร์พลเมืองประการที่ 1.การพัฒนาคนและฟื้นฟูวิถีชีวิตผู้คนในอ่าวบ้านดอนจะทำอย่างไร ประการที่ 2.การพัฒนาและฟื้นฟูอ่าวบ้านดอนทำได้อย่างไร ประการที่ 3.จะมีการประสานพลังภาคีต่างๆ และร่วมมือกันได้อย่างไร ประการที่ 4.ถ้าจะมีการสื่อสารและขยายผลควรทำอย่างไร และประการสุดท้าย ในด้านการท่องเที่ยว ทั้งการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ สังคมและวัฒนธรรมรอบอ่าวบ้านดอนจะทำได้อย่างไร
                      ในทำนองเดียวกัน ประเทศไทยกำลังปฏิรูปเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่าสภาพเดิมๆ ดังนั้นอ่าวบ้านดอนก็ไม่ต่างกับสถานการณ์ประเทศที่ต้องไปให้พ้นจากการเอาเปรียบ ฉ้อฉล คดโกง ความทุกข์ยากของผู้คน เพื่อไปสู่อ่าวบ้านดอนที่สวยงาม อุดมด้วยทรัพยากร น่าท่องเที่ยว ผู้คน ทั้งคนหาปลา คนกินปลาอยู่ร่วมกันอย่างผาสุก เราต่างให้ความเมตตา และซาบซึ้งในคุณค่าแห่งความเป็นอ่าวบ้านดอน
                      “มหัศจรรย์ที่กำลังจะเกิดขึ้น” ในอีกหลายๆ เวที ในความเป็นพลเมืองผู้ตื่นรู้ ที่จะช่วยกันปกปักรักษามิให้อ่าวบ้านดอนถูกรังแกอีกต่อไป แล้วคอยติดตาม”
                      ผศ.ดร.บัญชร ได้แนะนำนักวิจัยฝ่ายท้องถิ่นเพิ่มเติมว่า อ่าวบ้านดอนเป็นพื้นที่หลากหลายเรื่องราวที่เชื่อมโยงกัน ทั้งเรื่องระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อม สังคม วัฒนธรรม และการเมือง หากหาวิธีการจัดการพื้นที่โดยภาคประชาชนได้จะน่าสนใจมาก เช่น การสร้างเครือข่ายในการจัดการ ดึงนักวิชาการมาร่วมกิจกรรม เพื่อให้ช่วยในเรื่องออกแบบการคิด สร้างความรู้จากท้องถิ่นให้เกิดการตื่นตัว เช่น การทำอีเอชไอเอโดยชาวบ้าน ซึ่งจะทำให้เจ้าของพื้นที่ได้รับทราบข้อมูลที่แท้จริง และลุกขึ้นมาเป็นแนวร่วม หรือฉายภาพที่เด่นชัดของวิถีชีวิต และความเป็นชุมชนท้องถิ่นอ่าวบ้านดอน เป็นต้น
                      นับว่าน่าสนใจ บริบททางสังคมของชาวบ้านอ่าวบ้านดอนในวันนี้ที่เปลี่ยนไป คือ หันมาเป็นนักอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่น ซึ่งก็เป็นตัวอย่างที่ดีของสังคม
———————
(รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : นักวิจัยชาวบ้านกับงานอนุรักษ์ กู้วิกฤติฟื้นชีวิตอ่าวบ้านดอน : โดย…ธนชัย แสงจันทร์)

‘ลูกโป่งวิทยาศาสตร์’ของเล่นปนเปื้อนสาระเหย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151003/214503.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม 2558
'ลูกโป่งวิทยาศาสตร์'ของเล่นปนเปื้อนสาระเหย

‘ลูกโป่งวิทยาศาสตร์’ของเล่นปนเปื้อนสาระเหย

             สคบ.ส่งลูกโป่งวิทยาศาสตร์ หรือลูกโป่งพลาสติก ของเล่นในวันเยาว์ที่มีช้านาน ให้กรมวิทยาศาสตรการแพทย์ สธ. ตรวจพบปนเปื้อน “สารระเหย” ที่นับเป็นยาเสพติดชนิดหนึ่ง เมื่อสูดดม หรือเป่าเข้่า-ออก นานๆ ส่งผลให้อวัยวะในร่างกายเสื่อมสภาพอาจถึงตายได้ ผู้ปกครองควรดูแลบุตรหลานห้ามซื้อ ห้ามเล่นเด็ดขาด

อำพล วงศ์ศิริ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กล่าวว่า คณะกรรมการการคุ้มครองผู้บริโภคประกาศให้ “ลูกโป่งวิทยาศาสตร์” หรือ “ลูกโป่งพลาสติก” หรือ “Blowing balloon” เป็นสินค้าอันตรายต่อชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็ก เพราะมองว่าเป็นของเล่นที่มีมานาน ทำให้มองข้ามถึงพิษภัยและปัญหาที่จะส่งผลกระทบกับร่างกายของเด็กในระยะยาว โดย สคบ. ได้ส่งตัวอย่างสินค้าที่ตรวจพบไปให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ทำการตรวจสอบวิเคราะห์ส่วนประกอบของสินค้าที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค โดยผลการตรวจวิเคราะห์พบว่าในลูกโป่งวิทยาศาสตร์มี “สารเอทิลอาซีเทต” ซึ่งจัดเป็น สารระเหย ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ส่งผลให้ ลูกโป่งวิทยาศาสตร์ หรือลูกโป่งพลาสติก จัดอยู่ในประเภทสารระเหย ที่นับเป็นยาเสพติด สูดดมสาระเหยทำให้เกิดอันตรายต่อระบบต่างๆ ในร่างกายจนอาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้

“ผลกระทบและอันตรายที่จะได้รับจากลูกโป่งวิทยาศาสตร์นั้น พอๆ กับการเสพสารระเหย เพราะของเล่นชนิดนี้ลักษณะการเล่นคือต้องเป่า ถ้าเป็นเด็กอาจมีการสูดดม หรือหายใจเข้าออกนำสารระเหยเข้าสู่ปอดได้หลายครั้ง ถือเป็นอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพสำหรับเด็กเล็กที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์”

เลขาธิการ สคบ.กล่าวต่อไปว่า ในทางการแพทย์แบ่งลักษณะการเกิดพิษจากสารระเหยออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ ชนิดที่เกิดพิษระยะเฉียบพลัน จะทำให้ผู้ได้รับสารระเหยชนิดนี้มีอาการร่าเริง ตื่นเต้น ต่อมาจะมีอาการคล้ายคนเมาสุรา พูดจาอ้อแอ้ ควบคุมตัวเองไม่ได้ มีอาการระคายเคืองต่อเยื่อบุภายในปากและจมูก มีน้ำลายไหลมาก มีผลกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางทำให้นอนไม่หลับ ต่อมาจะมีฤทธิ์กดทำให้ง่วงซึม หมดสติ ถ้าเสพขนาดสูง สารระเหยจะไปกดศูนย์หายใจ อาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ นอกจากนี้ยังพบอาการจาม ไอ คลื่นไส้ ท้องเสีย สั่นและชักแบบลมบ้าหมูและ ชนิดที่มีพิษระยะเรื้อรัง เกิดจากการสูดดมเป็นระยะเวลานาน จะทำให้อวัยวะในร่างกายเสื่อมสภาพ

“ด้วยเหตุนี้ สคบ.จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 36 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค สั่งห้ามขายลูกโป่งวิทยาศาสตร์ หรือลูกโป่งพลาสติกออกไปแล้ว แต่ก็ยังมีผู้ฝ่าฝืนนำออกมาขายเป็นระยะ โดดเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณหน้าโรงเรียน ทั้งนี้ ผู้ขายสินค้าที่มีคำสั่งห้ามขายมีโทษหนัก ผู้ขายมีโทษจําคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ถ้าเป็นผู้ผลิต หรือเป็นผู้สั่ง หรือนําเข้าเพื่อขาย มีโทษจําคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ”

นอกจากนี้ต้องขอความร่วมมือไปยังผู้ปกครองและสถานศึกษา ช่วยเป็นหูเป็นตาสอดส่องดูแลลูกหลานของท่าน อย่าซื้อลูกโป่งวิทยาศาสตร์ หรือลูกโป่งพลาสติก เพราะจะเป็นอันตรายต่อลูกหลานของเราโดยตรง จึงควรร่วมกันดูแลจากทุกฝ่าย ถ้าผู้ใดพบการขาย หรือโฆษณาทางสื่อต่างๆ แจ้งได้ที่สายด่วน สคบ.1166 หรือ http://www.ocpb.go.th

กรมการจัดหางานเตือนสติแรงงานไทยก่อนเดินทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151003/214500.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม 2558
กรมการจัดหางานเตือนสติแรงงานไทยก่อนเดินทาง

กรมการจัดหางานเตือนสติแรงงานไทย ‘ตรวจสอบให้ดี’ก่อนตัดสินใจไปทำงานต่างประเทศ

             กรมการจัดหางาน เตือนแรงงานไทย ใช้สติก่อนตัดสินใจไปทำงานต่างประเทศ เพราะยังมีแรงงานไทยนิยมเดินทางไปทำงานต่างประเทศ บางรายถูกหลอกลวง หรือลักลอบไปทำงาน แต่ปัญหาสำคัญที่สุดที่เกิดขึ้นในวันนี้ คือแรงงานที่เดินทางไปโดยถูกหลอกลวงผ่านทางเว็บไซต์ต่างๆ และทางโซเชียลมีเดีย ก่อนตัดสินใจสมัครไปทำงานต่างประเทศ หรือจ่ายเงินค่าบริการให้แก่ใคร ควรสอบถาม หรือตรวจสอบข้อเท็จจริงทุกครั้ง

อัญชลี สินธุพันธ์ รองอธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน กล่าวถึงสถานการณ์ปัญหาแรงงานไทยในต่างประเทศ และมาตรการดำเนินการช่วยเหลือป้องกันและป้องปรามต่างๆ เพื่อไม่ให้แรงงานไทยตกเป็นเหยื่อของการถูกหลอกลวงว่า ปัจจุบันสถิติแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานต่างประเทศลดลง เนื่องจากปัจจัยภายนอก เช่น เศรษฐกิจของประเทศที่ต้องการแรงงานในประเทศสูงมากน้อยเพียงใด หากเมื่อใดที่เกิดภาวะวิกฤติขึ้น เช่น ฝนแล้ง หรือการเลิกจ้าง ก็มีแนวโน้มให้เกิดการไปแรงงานต่างประเทศสูงขึ้น จากข้อมูลจะพบว่า แรงงานที่เดินทางไปต่างประเทศแบบถูกต้องตามกฎหมาย และได้รับการรับรองโดยกรมการจัดหางาน เฉลี่ยปีละ 6-7 หมื่นคน

ส่วนปัญหาของแรงงานไทยในต่างประเทศ ส่วนใหญ่มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ และการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ในอดีตมักพบปัญหาเรื่องแรงงานต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการค่อนข้างสูงเกินความเป็นจริง แต่ปัจจุบันปัญหาดังกล่าวลดลง เพราะมีการจัดส่งโดยรัฐบาลเพิ่มมากขึ้น

ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นเรื่องการหลอกลวง โดยสายและนายหน้ายังคงมีอยู่ในบางพื้นที่ แต่ปัญหาสำคัญที่สุดที่เกิดขึ้นในวันนี้ คือแรงงานที่เดินทางไปโดยถูกหลอกลวงผ่านทางเว็บไซต์ต่างๆ และทางโซเชียลมีเดีย อาทิ เฟซบุ๊ก เป็นต้น โดยกลุ่มมิจฉาชีพจะมีกลวิธีในการหลอกลวง และโฆษณาชวนเชื่อ โดยการใช้หน้าม้าเพื่อกระตุ้นให้คนที่อยากเดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศอาจหลงเชื่อ หรือเข้าใจผิด ซึ่งการล่อลวงในลักษณะนี้ เป็นภารกิจที่กรมการจัดหางานพยายามป้องกันและปราบปรามให้ลดน้อยลง แต่ต้องยอมรับว่า ไม่สามารถตามควบคุมได้หมด เนื่องจากสื่อสังคมออนไลน์เป็นปัจจัยที่ควบคุมได้ยาก

“สาเหตุที่ทำให้คนไทยอยากเดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศ ส่วนหนึ่งเกิดจากวัฒนธรรมเอาอย่าง เช่น เห็นเพื่อนบ้านไปทำงานกลับมาแล้วมีบ้านหลังใหญ่โต หรือมีรถขับ จึงมองว่า การเดินทางไปทำงานต่างประเทศ คือความสำเร็จที่สร้างรายได้ ซึ่งในความเป็นจริง มีบางคนที่ประสบความสำเร็จ และบางคนที่ประสบความล้มเหลว เช่น อาจถูกหลอกไปตั้งแต่ต้น แล้วไม่ได้ทำงาน หรือกลับมามีเงินมีรายได้ แต่ต้องแลกกับสภาพร่างกายที่ทรุดโทรม ดังนั้น ผู้ที่ตั้งใจจะเดินทางไปทำงานจริง อยากให้ไปอย่างถูกกฎหมาย และมีวินัย ซึ่งแรงงานที่ได้รับการว่าจ้างผ่านการรับรองจากกรมการจัดหางาน จะได้รับการคุ้มครองสิทธิ์ กรมการจัดหางานจะช่วยดูตั้งแต่สัญญาว่าจ้าง ว่ามีความเป็นธรรมหรือไม่ ค่าจ้างที่ได้รับ หากไม่มีความเหมาะสม กรมการจัดหางานก็จะไม่อนุมัติ เพราะถือว่าไปแล้วอาจไม่คุ้มค่าการเดินทางไปทำงานต่างประเทศโดยผิดกฎหมาย หรือถูกหลอกลวง”

กรณีที่แรงงานเดินทางไปโดยผิดกฎหมาย จะมีผลเสียต่อตัวเอง เช่น อาจถูกหลอกลวง ถูกว่าจ้างหรือเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม หรือในกรณีที่แรงงานมีปัญหา หรือถูกจับ รวมถึงกรณีที่ป่วยไข้หรือประสบอุบัติเหตุ กรมการจัดหางาน หรือหน่วยงานภาครัฐ อาจให้การช่วยเหลือแก่แรงงานไม่ได้ เนื่องจากไม่มีข้อมูลของแรงงานที่ถูกต้อง ดังนั้น จึงขอให้คนหางานตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องความมีอยู่จริงของนายจ้าง ตำแหน่งงาน ค่าจ้าง หรือสวัสดิการ กับกรมการจัดหางาน ก่อนตัดสินใจจ่ายเงินค่าบริการ หรือค่าใช้จ่าย ให้ผู้มาชักชวน เพราะหากหลงเชื่อยอมจ่ายเงินให้ไปแล้ว โอกาสที่จะได้รับเงินคืนน้อยมาก

สำหรับวิธีการที่แรงงานจะไม่ถูกนายหน้าหรือบริษัทจัดหางานเถื่อนหลอกลวง นั้น รองอธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า ประการแรก อยากให้พึงระวังว่า การไปทำงานโดยผ่านบริษัทจัดหางานที่ไม่ขึ้นทะเบียนกับกรมการจัดหางาน แสดงว่า คุณกำลังถูกหลอก เพราะหากขึ้นทะเบียนถูกต้อง กรมการจัดหางานจะให้บริษัทเหล่านี้วางเงินประกันด้วย สำหรับในกรณีที่แรงงานที่ถูกว่าจ้างแล้วมีปัญหา ไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือถูกเลิกจ้าง ทางกรมการจัดหางานสามารถที่จะหักเงินประกันจากตรงนี้ มาช่วยชดเชยให้แก่ผู้ถูกว่าจ้างที่ได้รับผลกระทบได้

การไปทำงานต่างประเทศอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีอยู่ 5 วิธี ได้แก่ การเดินทางโดยบริษัทจัดหางานจัดส่ง (www.overseas.doe.go.th/hiring.php) กรมการจัดหางานจัดส่ง (www.overseas.doe.go.th/hiring.php) การแจ้งเดินทางไปทำงานด้วยตัวเอง การมีนายจ้างในประเทศไทยพาลูกจ้างไปทำงาน (www.overseas.doe.go.th/hiring.php) และนายจ้างในประเทศไทยส่งลูกจ้างไปฝึกงาน ส่วนการเดินทางไปกับบริษัทที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับกรมการจัดหางาน หรือมีการเดินทางไปทำงานนอกเหนือจากวิธีนี้ ต้องถือว่าผิดกฎหมาย

“วิธีป้องกันตนเองในเบื้องต้น กรณีที่มีผู้มาชักชวนให้ไปทำงานในต่างประเทศ โดยอ้างว่า สามารถส่งไปทำงานในตำแหน่งงานที่มีรายได้ดี ขอให้คนหางานตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องความมีอยู่จริงของนายจ้าง ตำแหน่งงาน ค่าจ้าง หรือสวัสดิการ กับกรมการจัดหางาน ก่อนตัดสินใจจ่ายเงินค่าบริการ หรือค่าใช้จ่าย ให้ผู้มาชักชวน เพราะหากหลงเชื่อยอมจ่ายเงินให้ไปแล้ว โอกาสที่จะได้รับเงินคืนน้อยมาก อยากให้ผู้ที่จะเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ลองคำนวณถึงรายรับที่จะได้ โดยอยากให้ดูจากรายได้พื้นฐานที่เป็นจริง เช่น เงินเดือน หรือค่าจ้าง ได้เท่าไหร่ อย่าไปคำนวณจากรายได้เพิ่มเติมอื่น เช่น ค่าโอที ซึ่งเป็นรายได้ที่อาจไม่แน่นอน โดยให้คำนวณรายรับที่ได้มากกว่าสามเท่าของรายได้ปัจจุบันที่ได้รับจากการทำงานในประเทศหรือไม่ เพราะผู้ใช้แรงงานต้องไม่ลืมคำนึงถึงรายจ่ายในการดำรงชีพต่างๆ อาทิ ค่าอาหาร ค่าที่พัก เป็นต้น เนื่องจากในบางประเทศอาจมีค่าครองชีพสูงมากคนไม่คุ้มกับรายได้ที่ได้รับ”

รองอธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวถึง มาตรการป้องกันไม่ให้ผู้ที่เดินทางไปทำงานต่างประเทศถูกหลองลวง ว่า ที่ผ่านมา กรมการจัดหางานมีโครงการอบรมต่างๆ เพื่อเผยแพร่ข้อมูล และให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ผู้ที่สนใจ โดยเฉพาะในภูมิภาคที่มีผู้ใช้แรงงานมาก อาทิ ภาคเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เพื่อเป็นมาตรการป้องกันการถูกหลอกลวง หรือโดนจ้างอย่างไม่เป็นธรรม หรือรายได้ไม่เป็นไปตามที่ตกลง ซึ่งการแก้ไขปัญหาการหลอกลวงคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ ต้องเริ่มจากการสร้างความรู้/ความเข้าใจให้แก่คนหางาน ถึงโทษ-ภัยจากการหลงเชื่อนายหน้า หรือบริษัทจัดหางาน ที่หลอกลวง หรือชักชวนให้เดินทางไปทำงานในต่างประเทศอย่างผิดกฎหมาย โดยเฉพาะผู้ที่อ้างว่า สามารถช่วยเหลือให้ไปทำงานในต่างประเทศได้ โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนของหน่วยงานภาครัฐ

ก่อนตัดสินใจสมัครไปทำงานต่างประเทศ หรือจ่ายเงินค่าบริการให้แก่ใคร ควรสอบถามหรือตรวจสอบข้อเท็จจริง เกี่ยวกับความมีอยู่จริงของนายจ้าง ตำแหน่งงาน หรือค่าจ้าง กับกรมการจัดหางานก่อนทุกครั้ง

ประชาชนที่สนใจตำแหน่งงานในต่างประเทศ สามารถลงทะเบียนแสดงความประสงค์ที่จะเดินทางไปทำงานต่างประเทศได้ ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัด และสำนักจัดหางานกรุงเทพฯ เขตพื้นที่ 1-10 ซึ่งทางกรมการจัดหางานจะเป็นสื่อกลางในการช่วยประชาสัมพันธ์ตำแหน่งงานว่าง ที่จัดส่งโดยรัฐในแต่ละประเทศ ซึ่งบางประเทศอาจจะมีความประสงค์รับแรงงานในแต่ละปี 1-2 ครั้งบ้าง

คำแนะคำในการเตรียมตัวของผู้ที่จะเดินทางไปทำงานต่างประเทศ

ต้องเป็นผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง ทั้งร่างกายและจิตใจ โดยต้องคำนึงถึงสิ่งที่อาจต้องพบเจอ เช่น การปรับตัวให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างจากประเทศไทย เวลาไปอย่าคิดว่าเป็นงานสบาย หากสุขภาพไม่แข็งแรง อาจเจ็บป่วยกลับมา รวมถึง อาการคิดถึงบ้าน ซึ่งอาจทำให้เป็นโรคซึมเศร้าเหงาได้ บางคนอาจใช้ชีวิตไปในทางที่ผิด เช่น ดื่มสุรา เล่นการพนัน จนทำให้รายได้ไม่เพียงพอในที่สุด

ฝากเตือนคนหางาน อยากให้พิจารณาถึงความเป็นจริง เช่น จะได้รับรายได้ดีเท่านั้นจริงหรือไม่ ตรวจสอบให้ชัดเจนว่า มีวีซ่ากับสัญญาจ้างงานจริงหรือไม่

หากมีข้อสงสัย กรมการจัดหางาน ยินดีให้คำปรึกษา หรือให้คำแนะนำ อีกทั้งช่วยในการตรวจสอบได้ ในต่างจังหวัด สามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัดที่มีอยู่ในทุกจังหวัด ส่วนในกรุงเทพฯ ติดต่อได้ที่สำนักงานจัดหางานกรุงเทพฯ เขตพื้นที่ 1-10 หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร.1694

‘สมเด็จพระเทพฯ’พระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151002/214496.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม 2558
'สมเด็จพระเทพฯ'พระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี

‘สมเด็จพระเทพฯ’ พระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 1 แก่ครู 11 ประเทศ ทรงมีพระราชดำรัสฯ การศึกษาเป็นเครื่องมือพัฒนาคน พัฒนาประเทศ ครูจึงมีบทบาทสำคัญ

                      2 ต.ค. 58  ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นประธานในพิธีมอบรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 1 ปีการศึกษา 2558 และเปิดการประชุมสภาครูอาเซียน ครั้งที่ 31 จัดโดยมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง มีผู้ร่วมงานได้แก่สมาชิกสภาครูอาเซียน รวมทั้งเอกอัครราชทูต ปลัด ศธ.จากประเทศอาเซียนและติมอร์ ประมาณ 600 คน
                      สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ทรงมีพระราชดำรัสในพิธีพระราชทานรางวัล ฯ ว่า ขอแสดงความยินดีต่อครูทุกๆ ท่าน ที่ได้รับเลือกให้ได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 1 ปี 2558 ซึ่งเป็นปีแรกที่คณะกรรมการพิจารณาเห็นว่า เป็นครูผู้อุทิศตน และมีความโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าได้สร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิตลูกศิษย์ สามารถเป็นแรงบันดาลใจให้แก่เพื่อนครูและได้สร้างคุณูปการต่อการศึกษาด้วยความทุ่มเท เสียสละ โดยไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย เพื่อประโยชน์สุขของลูกศิษย์เป็นสำคัญ และขอขอบใจคณะกรรมการ และผู้เกี่ยวข้องทุกคนทุกฝ่ายที่ได้ร่วมกันทำงานคัดเลือกครูผู้สมควรได้รับรางวัลนี้ในครั้งนี้
                      “เป็นที่ยอมรับทั่วกันว่า การศึกษาเป็นรากฐานและเครื่องมือที่สำคัญในการพัฒนาคนและพัฒนาคุณภาพของประเทศให้เจริญก้าวหน้ามั่นคง ครูจึงมีบทบาทและเป็นปัจจัยที่สำคัญในการจัดการศึกษาของชาติต้องอาศัยผู้ที่มีความรู้ ความสามารถทุ่มเทและเสียสละพากเพียร อบรมสั่งสอน ดูแลลูกศิษย์ด้วยความรักและเมตตาอาทรด้วยจิตวิญญาณแห่งความเป็นครูมีคุณธรรมจริยธรรม และประพฤติตนตามจรรยาบรรณของวิชาชีพ
                      ขอแสดงความยินดีต่อมาดาม ฮาจา รัตนาวาติ บินติ ฮาจิ โมฮัมมัดเนการา บรูไนดารุสซาลาม , นางสาวทอช บันดาว ราชอาณาจักรกัมพูชา , นายเฮอร์วิน ฮามิด สาธารณรัฐอินโดนีเซีย , นางคำซ้อย วงสำพัน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว , นายไซนุดดิน ซาคาเรีย ประเทศมาเลเซีย , นางสาวยี มอน โซ สาธารณรัฐแห่งสหภาพแห่งเมียนมาร์ , นายวิลเลียม โมราคา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ , นางหวัง ลิม ไอ่ เหลียน สาธารณรัฐสิงคโปร์ , นายเฉลิมพร พงศ์ธีระวรรณ ประเทศไทย , นายจูลีโอ ไซเมน มาเดียรา ติมอร์ เลสเต และนางทราน ติ ตวย ดุง สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ผู้ได้รับรางวัลในครั้งนี้
                      ทุกท่านนับเป็นผู้ที่มีความมุ่งมั่นพัฒนาในการปฏิบัติหน้าที่การสอนอย่างมีประสิทธิภาพสูงยิ่ง มีความรักและเมตตาลูกศิษย์อย่างจริงจัง อันเป็นแบบอย่างอันประเสริฐ ที่จะน้อมนำให้บุคคลทั่วไปเกิดศรัทธาชื่นชม และนิยมยินดีที่จะเสียสละกำลังกาย กำลังความคิด ตลอดจนประโยชน์สุขส่วนตัว เพื่อเสริมสร้างประโยชน์สุขและความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ลูกศิษย์และการศึกษาของชาติต่อไป จึงขอแสดงความนิยมยกย่องด้วยอย่างจริงใจ กับทุกท่านทั้งสิบเอ็ดคนที่ได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีครั้งที่ 1 ปี2558″

‘สุทธิพร’โต้ตามก.ม.นั่งรักษาการอธิการฯเอแบคได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151002/214489.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม 2558
'สุทธิพร'โต้ตามก.ม.นั่งรักษาการอธิการฯเอแบคได้

‘สุทธิพร’โต้ตามก.ม.นั่งรักษาการอธิการฯเอแบคได้

               เมื่อวันที่ 2 ต.ค. ที่โรงแรมเอเชีย กรุงเทพฯ ดร.สุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ หรือม.เอแบค พร้อมผศ.ดร.ประแสง มงคลสิริ และนายสุเทพ เลาหะวัฒนะ กรรมการสภามหาวิทยาลัยเอแบค ร่วมแถลงชี้แจงการอนุมัติจบและการรับปริญญาของนักศึกษาเอแบค โดยดร.สุทธิพร กล่าวว่า ขณะนี้กรรมการสภามหาวิทยาลัย ยกเว้นตนได้รับหนังสือเวียนเรื่องการอนุมัติปริญญาผู้สำเร็จการศึกษาปีการศึกษา 2557 จากภารดาสุรสิทธิ์ สุขชัย นายกสภามหาวิทยาลัยแล้ว แต่กรรมการส่วนใหญ่มีมติร่วมกันว่าจะไม่ลงนาม เนื่องจากในหนังสือเวียนดังกล่าวระบุเพียงจำนวนนักศึกษาแต่ละคณะว่าจบกี่คนเท่านั้น แต่ไม่มีรายชื่อผู้สำเร็จการศึกษา ทั้งที่ ตามหลักการการจะอนุมัติปริญญาผู้สำเร็จการศึกษา จะต้องมีรายชื่อนักศึกษา มีคณะที่สำเร็จการศึกษา และคะแนน ตลอดจนหน่วยกิตที่สำเร็จการศึกษาแนบมาให้พิจารณาด้วย ดังนั้น กรรมการสภาฯจะทำหนังสือแจ้งเหตุผลของการไม่ลงนามดังกล่าวไปยังนายกสภามหาวิทยาลัย ก่อนวันที่ 7 ต.ค.2558 และจะขอส่งตัวแทนเข้าไปยังมหาวิทยาลัยเพื่อขอเอกสารการเรียนจบของนักศึกษา จากนั้นจะมอบให้เลขานุการสภามหาวิทยาลัยทำหนังสือเวียนไปยังกรรมการสภามหาวิทยาลัยเพื่อลงนามอนุมัติ ซึ่งจะเป็นดำเนินการที่ถูกต้องตามกฎหมาย

“ยืนยันว่านักศึกษาจำนวนกว่า 3,000 คน ที่สำเร็จการศึกษาในปีการศึกษา 2557 จะได้รับปริญญาบัตรในวันที่ 22 พ.ย.2558 ตามกำหนดการเดิมและเป็นปริญญาที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีศักดิ์และสิทธิ์ในปริญญาที่จะได้รับอย่างแน่นอน ซึ่งผมไม่อยากให้นักศึกษากังวล เพราะที่ผ่านมาการอนุมัติปริญญาบัตรสามารถดำเนินการได้ถึงสิ้นเดือนต.ค. จึงไม่น่าจะมีปัญหา แต่เวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนจะต้องช่วยกันเพื่อทำให้นักศึกษาได้ใบปริญญาบัตรที่ถูกต้อง โดยคาดว่าในวันที่ 13 ต.ค.2558 ซึ่งพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ได้เชิญสภามหาวิทยาลัยไปหารือแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในมหาวิทยาลัย และน่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่าใครจะเป็นผู้ลงนามในใบปริญญาบัตรของนักศึกษา ระหว่างผมกับภารดาบัญชา แสงหิรัญ โดยผมหวังว่าการหารือครั้งนี้ รมว.ศึกษาธิการจะใช้กฎหมายมาพูดคุยกัน ซึ่งหากได้ข้อสรุปแล้วว่าผมไม่ใช่รักษาการอธิการบดี ผมก็ยอมถอย ”ดร.สุทธิพร กล่าว

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา จากการสอบถามไปยังสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ว่ามติสภาที่ไม่ได้ลงนามโดยนายกสภา เป็นคำสั่งที่ชอบธรรมหรือไม่ ซึ่งทางสกอ.ก็ตอบกลับมาว่า สภามหาวิทยาลัยมีอำนาจในการแต่งตั้งผู้ปฎิบัติหน้าที่แทนอธิการบดีได้ ตามมาตรา 42 (2) พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 นอกจากนี้ยังได้นำเรื่องไปยื่นต่อศาลแพ่งเพื่อขอให้ศาลแพ่งมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ซึ่งศาลก็รับคำฟ้องและออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว โดยระบุว่า ให้ภารดาบัญชา ถูกพักงานมีผลตั้งแต่วันที่ 30 เม.ย. 2558 และดร.สุทธิพร เป็นผู้รักษาการอธิการบดีตั้งแต่วันที่ 22 มิ.ย.2558 และมีคำสั่งห้ามมิให้ภารดาบัญชา พร้อมด้วยนายวิทยา เจริญศรี นายธนา กายพันธุ์เลิศ นายวีรศักดิ์ อนุสนธิวงศ์ และนายสมพล ณ สงขลา กระทำการใดๆ อันเป็นการขัดขวางผมปฎิบัติหน้าที่ในฐานะรักษาการอธิการบดี

ดร.สุทธิพร กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่มีการระบุว่าตนพ้นสภาพจากการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่วันที่ 31 ก.ค.2558 นั้น ขอชี้แจงว่าตนในฐานะรักษาการอธิการบดีต้องปฎิบัติหน้าที่ในการลงในเอกสารต่างๆ ร่วมถึงคำสั่งต่อสัญญาอาจารย์ด้วย ซึ่งขณะนี้ตนได้ต่อสัญญาความเป็นอาจารย์ของตนเอง ในฐานะหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมการบิน ตั้งแต่วันที่ 16 ก.ค. 2558 และที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยวิสามัญ ครั้งที่ 3/2558 วันที่ 26 ก.ย. 2558 ก็ได้รับทราบการออกคำสั่งดังกล่าวแล้ว ดังนั้น ปัจจุบันตนจึงดำรงตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมการบิน กรรมการสภาในฐานะตัวแทนคณาจารย์ และรักษาการแทนอธิการบดี ซึ่งการที่ระบุว่าตนไม่ต่อสัญญาเป็นอาจารย์ม.เอแบค จึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง