ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151005/214630.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151005/214630.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151005/214593.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151005/214512.html
“ถ้าเด็กๆ มีพื้นฐานสังคมที่แข็งแรง การเข้าสู่ประชาคมอาเซียนก็จะไร้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในครอบครัว การเรียน การทำงาน รวมไปถึงการอยู่ร่วมกันในสังคม” เป็นคำพูดของ “จิตราภรณ์ ไคขุนทด” คุณครูสอนเด็กอนุบาลผู้ทุ่มเท และสร้างสรรค์แห่งโรงเรียนสนามบิน จ.ขอนแก่น
เด็กๆ อนุบาลของโรงเรียนแห่งนี้ เรียกคุณครูท่านนี้ว่า “ครูจิ๋ม” บนเส้นทางสายการสอนของเธอ เปรียบเสมือนการปลูกข้าว และพืชพันธุ์ผลไม้ ความเหน็ดเหนื่อยถือเป็นเรื่องที่ต้องเผชิญ เพราะเธอมองว่า หากคิดจะเพาะปลูกอะไรสักอย่างแล้ว ถ้าไม่เหนื่อยบ้างจะมีผลงานได้อย่างไร
นอกจากรางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติ ครู และบุคลากรทางการศึกษาในการจัดการเรียนการสอนด้วยสื่อ-นวัตกรรมทางการศึกษาระดับปฐมวัย, รางวัลเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ “คุรุสดุดี” และครูผู้สอนยอดเยี่ยมด้านนวัตกรรมเทคโนโลยี ประจำปี 2557 (ระดับประเทศ) แล้ว
อีกหนึ่งรางวัลที่สร้างชื่อก็คือ รางวัลโกลด์ กิจกรรมนวัตกรรมครู สพป. โครงการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนและทักษะในศตวรรษที่ 2 ซึ่งเป็นรางวัลระดับประเทศที่การันตีการเป็น “ครูนักคิด” ซึ่งเป็นครูตัวอย่างที่เล็งเห็นความสำคัญในการเตรียมเด็กเล็กๆ อย่างเด็กอนุบาลสู่ประชาคมอาเซียน
“การแข่งขันนวัตกรรมครู ครูจิ๋มได้เป็นตัวแทนระดับเขต ระดับภาค และก้าวเข้าสู่ระดับประเทศ ซึ่งเป็นโครงการหนูน้อยอาเซียนเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมทางสังคม มีการทำวิจัยเพื่อพัฒนาเด็กอนุบาลในด้านสังคม ซึ่งถือเป็นเรื่องจำเป็นมากๆ เพราะโลกแห่งอนาคต เด็กๆ จะต้องเติบโต และอยู่ร่วมกันในประชาคมอาเซียน หากเด็กไม่ได้พัฒนาทักษะตรงนี้ ส่วนตัวมองว่าเด็กจะอยู่ยาก และจะกระทบส่วนอื่นๆ ตามไปด้วย เช่น การเรียน การทำงาน และการอยู่ร่วมกันในสังคม” ครูจิ๋มเล่า
หัวข้องานวิจัย ครูจิ๋มแจกแจงให้ฟังเป็นข้อๆ ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 5 ข้อด้วยกัน เริ่มจาก 1.การปฏิบัติตามข้อตกลง 2.การเข้าแถวตามลำดับก่อน-หลัง 3.การทำงานและการเล่นร่วมกัน 4.การอยู่ร่วมกัน และ 5.การเล่นร่วมกันอย่างมีความสุขและสนุกสนาน
“หลังจากได้รับรางวัลระดับประเทศ ครูจิ๋มก็นำมาใช้อย่างจริงจัง ด้วยการผลิตสื่อการสอนเป็นนิทาน 9 เล่ม 10 ประเทศในกลุ่มอาเซียน สอดแทรกคำทักทาย อาหาร ดอกไม้ ชุดประจำชาติ นอกจากนั้นยังมีชุดหนังสือสำหรับเด็กประกอบการเรียนภายใต้โครงการหนูน้อยอาเซียนที่จะใช้กิจกรรมเข้ามาบูรณาการอย่างหลากหลาย เช่น เกม เพลง หนังสือนิทาน การละเล่นประจำชาติ เป็นต้น ซึ่งเด็กร้อยละ 80 ขึ้นไปมีพัฒนาการด้านสังคมที่ดี แถมยังตื่นเต้น สนุกสนาน และมีความสุขในการเรียน” ครูจิ๋มเผยถึงผลที่ได้รับจากโครงการหนูน้อยอาเซียน
นอกจากนั้น “ครูจิ๋ม” ยังจัดกิจกรรม “อาเซียนนอกห้องเรียน” ตามโครงการดังกล่าว ด้วยการจัดนิทรรศการแสดงผลงานนักเรียนระดับปฐมวัย โดยภายในงานจะมีการตอบปัญหาอาเซียน รวมไปถึงฐานกิจกรรมต่างๆ เช่น ฐานดอกไม้ ฐานการละเล่น ฐานสนุกกับอาเซียน ฐานตลาดอาเซียน เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีการแสดงอาเซียนโดยให้ครูและเด็กๆ ช่วยกันทำ ฝึกความเป็นผู้นำ และการนำเสนอในรูปแบบต่างๆ ซึ่งทำกันมาเป็นประจำทุกปี
ปัจจุบันโรงเรียนสนามบิน เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ จัดการศึกษาตั้งแต่ระดับการศึกษาปฐมวัย ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา นอกจากนี้ยังเป็นโรงเรียนมาตรฐานสากล ซึ่งนักเรียนทุกคนต้องเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยเฉพาะเด็กปฐมวัย เป็นวัยที่ทางโรงเรียนให้ความสำคัญอย่างมาก เนื่องจาก “ทักษะทางสังคมของเด็ก” เป็นทักษะที่จำเป็นต้องใช้ปฏิบัติร่วมกันในสังคม ทำให้มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันทั้งด้านส่วนตัวและส่วนรวม
โดยเฉพาะด้านส่วนรวม หากมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในการอยู่ร่วมกันจะสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข มีบรรยากาศแห่งความเป็นมิตรที่ดีต่อกัน ก่อให้เกิดพลังสร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้า โดยเฉพาะเด็กวัย 1-6 ขวบ ซึ่งเป็นวัยที่จิตใต้สำนึกจะทำหน้าที่ได้ดีที่สุด ถ้าสิ่งต่างๆ ที่บันทึกไว้เป็นข้อมูลที่ดี เด็กมีความรู้สึกนึกคิดไปทางบวก และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในประชาคมอาเซียนที่มีคุณภาพ
“โรงเรียนให้ความสำคัญกับทุกระดับชั้นค่ะ เพียงแต่ระดับปฐมวัยเป็นกลุ่มที่ต้องให้ความสำคัญมากหน่อย เพราะกลุ่มนี้เพิ่งเริ่มเข้าโรงเรียน การเตรียมความพร้อม และให้ความรู้เกี่ยวกับอาเซียนในช่วงนี้ ถือเป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย เนื่องจากเป็นช่วงวัยที่จะจำง่าย เรียนรู้ไว เด็กจะค่อยๆ เรียนรู้ และรู้จักการอยู่ร่วมกันในสังคมที่แตกต่างกัน แต่ถึงต่างพวกเขาก็จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขค่ะ เราอยากเห็นเด็กไทยเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่น่ารักในสังคมอาเซียนค่ะ” ครูจิ๋มทิ้งท้าย
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151005/214536.html
ผศ.วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนกันยายน ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้แต่งตั้งบุคคลดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงหลายแห่ง เพื่อดำรงตำแหน่งแทนผู้เกษียณอายุ โดยจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558 เป็นต้นไป นั้น เป็นที่น่ายินดีและน่าภาคภูมิใจว่า มีศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยรามคำแหงที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงหลายคน หากรวมผู้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงมาก่อนหน้านี้ ก็จะมีศิษย์เก่ารามคำแหงรวม 6 คน ที่ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงต่างๆ ในขณะนี้ ได้แก่
1.นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย ศิษย์เก่าคณะรัฐศาสตร์
2.นายเกษมสันต์ จิณณวาโส ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ศิษย์เก่าคณะเศรษฐศาสตร์
3. นางทรงพร โกมลสุรเดช ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
ศิษย์เก่าคณะบริหารธุรกิจ 4.นายอาทิตย์ วุฒิคะโร ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ศิษย์เก่าคณะมนุษยศาสตร์
5.ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน ศิษย์เก่าคณะมนุษยศาสตร์
6.พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ศิษย์เก่าคณะนิติศาสตร์
“เป็นความภาคภูมิใจของมหาวิทยาลัย และชาวรามคำแหงเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นความสำเร็จของศิษย์เก่าที่ได้ใช้ความรู้ความสามารถมุ่งมั่นตั้งใจปฏิบัติหน้าที่มาอย่างต่อเนื่อง จนได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสูงสุดของข้าราชการประจำ แสดงถึงความรู้ความสามารถของบัณฑิตรามคำแหงที่ได้รับการยอมรับจากสังคมว่ามีความรู้คู่คุณธรรม ในนามของมหาวิทยาลัยขอแสดงความยินดีแก่ศิษย์เก่าทั้ง 6 ท่าน และขอให้ทุกท่านได้ใช้ความรู้ความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง โดยยึดประเทศชาติเป็นสำคัญ” ผศ.วุฒิศักดิ์ กล่าว
ขณะเดียวกันขอให้นักศึกษาปัจจุบันได้มองรุ่นพี่เหล่านี้เป็นตัวอย่างและเป็นแรงบันดาลใจที่จะทำให้นักศึกษามีความตั้งใจใฝ่หาความรู้ และนำวิชาความรู้ไปทำงานรับใช้สังคมด้วยความรับผิดชอบ เพื่อจะได้ประสบความสำเร็จเช่นบัณฑิตรุ่นพี่
อธิการบดีม.รามฯ ยังกล่าวว่า ทุกวันนี้บัณฑิตรามคำแหงประสบความสำเร็จในทุกสาขาวิชาชีพ มีศิษย์เก่า ม.ร. เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด และปลัดอำเภอ เป็นจำนวนมาก ในสายงานด้านตุลาการก็มีศิษย์เก่าเป็นผู้พิพากษา อัยการ จำนวนมากเช่นกัน เช่นเดียวกับในภาคเอกชนก็มีศิษย์เก่าจำนวนไม่น้อยเป็นผู้บริหารระดับสูงขององค์กร
“เป็นสิ่งที่ครูบาอาจารย์และชาวรามคำแหงภาคภูมิใจยิ่ง ขอให้ช่วยกันรักษามาตรฐานของบัณฑิตรามคำแหงและพัฒนาให้มีคุณภาพยิ่งขึ้นต่อไป” ผศ.วุฒิศักดิ์ ฝากทิ้งท้าย
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151004/214494.html


ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151004/214495.html


ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151003/214503.html
สคบ.ส่งลูกโป่งวิทยาศาสตร์ หรือลูกโป่งพลาสติก ของเล่นในวันเยาว์ที่มีช้านาน ให้กรมวิทยาศาสตรการแพทย์ สธ. ตรวจพบปนเปื้อน “สารระเหย” ที่นับเป็นยาเสพติดชนิดหนึ่ง เมื่อสูดดม หรือเป่าเข้่า-ออก นานๆ ส่งผลให้อวัยวะในร่างกายเสื่อมสภาพอาจถึงตายได้ ผู้ปกครองควรดูแลบุตรหลานห้ามซื้อ ห้ามเล่นเด็ดขาด
อำพล วงศ์ศิริ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กล่าวว่า คณะกรรมการการคุ้มครองผู้บริโภคประกาศให้ “ลูกโป่งวิทยาศาสตร์” หรือ “ลูกโป่งพลาสติก” หรือ “Blowing balloon” เป็นสินค้าอันตรายต่อชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็ก เพราะมองว่าเป็นของเล่นที่มีมานาน ทำให้มองข้ามถึงพิษภัยและปัญหาที่จะส่งผลกระทบกับร่างกายของเด็กในระยะยาว โดย สคบ. ได้ส่งตัวอย่างสินค้าที่ตรวจพบไปให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ทำการตรวจสอบวิเคราะห์ส่วนประกอบของสินค้าที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค โดยผลการตรวจวิเคราะห์พบว่าในลูกโป่งวิทยาศาสตร์มี “สารเอทิลอาซีเทต” ซึ่งจัดเป็น สารระเหย ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ส่งผลให้ ลูกโป่งวิทยาศาสตร์ หรือลูกโป่งพลาสติก จัดอยู่ในประเภทสารระเหย ที่นับเป็นยาเสพติด สูดดมสาระเหยทำให้เกิดอันตรายต่อระบบต่างๆ ในร่างกายจนอาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้
“ผลกระทบและอันตรายที่จะได้รับจากลูกโป่งวิทยาศาสตร์นั้น พอๆ กับการเสพสารระเหย เพราะของเล่นชนิดนี้ลักษณะการเล่นคือต้องเป่า ถ้าเป็นเด็กอาจมีการสูดดม หรือหายใจเข้าออกนำสารระเหยเข้าสู่ปอดได้หลายครั้ง ถือเป็นอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพสำหรับเด็กเล็กที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์”
เลขาธิการ สคบ.กล่าวต่อไปว่า ในทางการแพทย์แบ่งลักษณะการเกิดพิษจากสารระเหยออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ ชนิดที่เกิดพิษระยะเฉียบพลัน จะทำให้ผู้ได้รับสารระเหยชนิดนี้มีอาการร่าเริง ตื่นเต้น ต่อมาจะมีอาการคล้ายคนเมาสุรา พูดจาอ้อแอ้ ควบคุมตัวเองไม่ได้ มีอาการระคายเคืองต่อเยื่อบุภายในปากและจมูก มีน้ำลายไหลมาก มีผลกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางทำให้นอนไม่หลับ ต่อมาจะมีฤทธิ์กดทำให้ง่วงซึม หมดสติ ถ้าเสพขนาดสูง สารระเหยจะไปกดศูนย์หายใจ อาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ นอกจากนี้ยังพบอาการจาม ไอ คลื่นไส้ ท้องเสีย สั่นและชักแบบลมบ้าหมูและ ชนิดที่มีพิษระยะเรื้อรัง เกิดจากการสูดดมเป็นระยะเวลานาน จะทำให้อวัยวะในร่างกายเสื่อมสภาพ
“ด้วยเหตุนี้ สคบ.จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 36 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค สั่งห้ามขายลูกโป่งวิทยาศาสตร์ หรือลูกโป่งพลาสติกออกไปแล้ว แต่ก็ยังมีผู้ฝ่าฝืนนำออกมาขายเป็นระยะ โดดเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณหน้าโรงเรียน ทั้งนี้ ผู้ขายสินค้าที่มีคำสั่งห้ามขายมีโทษหนัก ผู้ขายมีโทษจําคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ถ้าเป็นผู้ผลิต หรือเป็นผู้สั่ง หรือนําเข้าเพื่อขาย มีโทษจําคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ”
นอกจากนี้ต้องขอความร่วมมือไปยังผู้ปกครองและสถานศึกษา ช่วยเป็นหูเป็นตาสอดส่องดูแลลูกหลานของท่าน อย่าซื้อลูกโป่งวิทยาศาสตร์ หรือลูกโป่งพลาสติก เพราะจะเป็นอันตรายต่อลูกหลานของเราโดยตรง จึงควรร่วมกันดูแลจากทุกฝ่าย ถ้าผู้ใดพบการขาย หรือโฆษณาทางสื่อต่างๆ แจ้งได้ที่สายด่วน สคบ.1166 หรือ http://www.ocpb.go.th
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151003/214500.html
กรมการจัดหางาน เตือนแรงงานไทย ใช้สติก่อนตัดสินใจไปทำงานต่างประเทศ เพราะยังมีแรงงานไทยนิยมเดินทางไปทำงานต่างประเทศ บางรายถูกหลอกลวง หรือลักลอบไปทำงาน แต่ปัญหาสำคัญที่สุดที่เกิดขึ้นในวันนี้ คือแรงงานที่เดินทางไปโดยถูกหลอกลวงผ่านทางเว็บไซต์ต่างๆ และทางโซเชียลมีเดีย ก่อนตัดสินใจสมัครไปทำงานต่างประเทศ หรือจ่ายเงินค่าบริการให้แก่ใคร ควรสอบถาม หรือตรวจสอบข้อเท็จจริงทุกครั้ง
อัญชลี สินธุพันธ์ รองอธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน กล่าวถึงสถานการณ์ปัญหาแรงงานไทยในต่างประเทศ และมาตรการดำเนินการช่วยเหลือป้องกันและป้องปรามต่างๆ เพื่อไม่ให้แรงงานไทยตกเป็นเหยื่อของการถูกหลอกลวงว่า ปัจจุบันสถิติแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานต่างประเทศลดลง เนื่องจากปัจจัยภายนอก เช่น เศรษฐกิจของประเทศที่ต้องการแรงงานในประเทศสูงมากน้อยเพียงใด หากเมื่อใดที่เกิดภาวะวิกฤติขึ้น เช่น ฝนแล้ง หรือการเลิกจ้าง ก็มีแนวโน้มให้เกิดการไปแรงงานต่างประเทศสูงขึ้น จากข้อมูลจะพบว่า แรงงานที่เดินทางไปต่างประเทศแบบถูกต้องตามกฎหมาย และได้รับการรับรองโดยกรมการจัดหางาน เฉลี่ยปีละ 6-7 หมื่นคน
ส่วนปัญหาของแรงงานไทยในต่างประเทศ ส่วนใหญ่มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ และการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ในอดีตมักพบปัญหาเรื่องแรงงานต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการค่อนข้างสูงเกินความเป็นจริง แต่ปัจจุบันปัญหาดังกล่าวลดลง เพราะมีการจัดส่งโดยรัฐบาลเพิ่มมากขึ้น
ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นเรื่องการหลอกลวง โดยสายและนายหน้ายังคงมีอยู่ในบางพื้นที่ แต่ปัญหาสำคัญที่สุดที่เกิดขึ้นในวันนี้ คือแรงงานที่เดินทางไปโดยถูกหลอกลวงผ่านทางเว็บไซต์ต่างๆ และทางโซเชียลมีเดีย อาทิ เฟซบุ๊ก เป็นต้น โดยกลุ่มมิจฉาชีพจะมีกลวิธีในการหลอกลวง และโฆษณาชวนเชื่อ โดยการใช้หน้าม้าเพื่อกระตุ้นให้คนที่อยากเดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศอาจหลงเชื่อ หรือเข้าใจผิด ซึ่งการล่อลวงในลักษณะนี้ เป็นภารกิจที่กรมการจัดหางานพยายามป้องกันและปราบปรามให้ลดน้อยลง แต่ต้องยอมรับว่า ไม่สามารถตามควบคุมได้หมด เนื่องจากสื่อสังคมออนไลน์เป็นปัจจัยที่ควบคุมได้ยาก
“สาเหตุที่ทำให้คนไทยอยากเดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศ ส่วนหนึ่งเกิดจากวัฒนธรรมเอาอย่าง เช่น เห็นเพื่อนบ้านไปทำงานกลับมาแล้วมีบ้านหลังใหญ่โต หรือมีรถขับ จึงมองว่า การเดินทางไปทำงานต่างประเทศ คือความสำเร็จที่สร้างรายได้ ซึ่งในความเป็นจริง มีบางคนที่ประสบความสำเร็จ และบางคนที่ประสบความล้มเหลว เช่น อาจถูกหลอกไปตั้งแต่ต้น แล้วไม่ได้ทำงาน หรือกลับมามีเงินมีรายได้ แต่ต้องแลกกับสภาพร่างกายที่ทรุดโทรม ดังนั้น ผู้ที่ตั้งใจจะเดินทางไปทำงานจริง อยากให้ไปอย่างถูกกฎหมาย และมีวินัย ซึ่งแรงงานที่ได้รับการว่าจ้างผ่านการรับรองจากกรมการจัดหางาน จะได้รับการคุ้มครองสิทธิ์ กรมการจัดหางานจะช่วยดูตั้งแต่สัญญาว่าจ้าง ว่ามีความเป็นธรรมหรือไม่ ค่าจ้างที่ได้รับ หากไม่มีความเหมาะสม กรมการจัดหางานก็จะไม่อนุมัติ เพราะถือว่าไปแล้วอาจไม่คุ้มค่าการเดินทางไปทำงานต่างประเทศโดยผิดกฎหมาย หรือถูกหลอกลวง”
กรณีที่แรงงานเดินทางไปโดยผิดกฎหมาย จะมีผลเสียต่อตัวเอง เช่น อาจถูกหลอกลวง ถูกว่าจ้างหรือเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม หรือในกรณีที่แรงงานมีปัญหา หรือถูกจับ รวมถึงกรณีที่ป่วยไข้หรือประสบอุบัติเหตุ กรมการจัดหางาน หรือหน่วยงานภาครัฐ อาจให้การช่วยเหลือแก่แรงงานไม่ได้ เนื่องจากไม่มีข้อมูลของแรงงานที่ถูกต้อง ดังนั้น จึงขอให้คนหางานตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องความมีอยู่จริงของนายจ้าง ตำแหน่งงาน ค่าจ้าง หรือสวัสดิการ กับกรมการจัดหางาน ก่อนตัดสินใจจ่ายเงินค่าบริการ หรือค่าใช้จ่าย ให้ผู้มาชักชวน เพราะหากหลงเชื่อยอมจ่ายเงินให้ไปแล้ว โอกาสที่จะได้รับเงินคืนน้อยมาก
สำหรับวิธีการที่แรงงานจะไม่ถูกนายหน้าหรือบริษัทจัดหางานเถื่อนหลอกลวง นั้น รองอธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า ประการแรก อยากให้พึงระวังว่า การไปทำงานโดยผ่านบริษัทจัดหางานที่ไม่ขึ้นทะเบียนกับกรมการจัดหางาน แสดงว่า คุณกำลังถูกหลอก เพราะหากขึ้นทะเบียนถูกต้อง กรมการจัดหางานจะให้บริษัทเหล่านี้วางเงินประกันด้วย สำหรับในกรณีที่แรงงานที่ถูกว่าจ้างแล้วมีปัญหา ไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือถูกเลิกจ้าง ทางกรมการจัดหางานสามารถที่จะหักเงินประกันจากตรงนี้ มาช่วยชดเชยให้แก่ผู้ถูกว่าจ้างที่ได้รับผลกระทบได้
การไปทำงานต่างประเทศอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีอยู่ 5 วิธี ได้แก่ การเดินทางโดยบริษัทจัดหางานจัดส่ง (www.overseas.doe.go.th/hiring.php) กรมการจัดหางานจัดส่ง (www.overseas.doe.go.th/hiring.php) การแจ้งเดินทางไปทำงานด้วยตัวเอง การมีนายจ้างในประเทศไทยพาลูกจ้างไปทำงาน (www.overseas.doe.go.th/hiring.php) และนายจ้างในประเทศไทยส่งลูกจ้างไปฝึกงาน ส่วนการเดินทางไปกับบริษัทที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับกรมการจัดหางาน หรือมีการเดินทางไปทำงานนอกเหนือจากวิธีนี้ ต้องถือว่าผิดกฎหมาย
“วิธีป้องกันตนเองในเบื้องต้น กรณีที่มีผู้มาชักชวนให้ไปทำงานในต่างประเทศ โดยอ้างว่า สามารถส่งไปทำงานในตำแหน่งงานที่มีรายได้ดี ขอให้คนหางานตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องความมีอยู่จริงของนายจ้าง ตำแหน่งงาน ค่าจ้าง หรือสวัสดิการ กับกรมการจัดหางาน ก่อนตัดสินใจจ่ายเงินค่าบริการ หรือค่าใช้จ่าย ให้ผู้มาชักชวน เพราะหากหลงเชื่อยอมจ่ายเงินให้ไปแล้ว โอกาสที่จะได้รับเงินคืนน้อยมาก อยากให้ผู้ที่จะเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ลองคำนวณถึงรายรับที่จะได้ โดยอยากให้ดูจากรายได้พื้นฐานที่เป็นจริง เช่น เงินเดือน หรือค่าจ้าง ได้เท่าไหร่ อย่าไปคำนวณจากรายได้เพิ่มเติมอื่น เช่น ค่าโอที ซึ่งเป็นรายได้ที่อาจไม่แน่นอน โดยให้คำนวณรายรับที่ได้มากกว่าสามเท่าของรายได้ปัจจุบันที่ได้รับจากการทำงานในประเทศหรือไม่ เพราะผู้ใช้แรงงานต้องไม่ลืมคำนึงถึงรายจ่ายในการดำรงชีพต่างๆ อาทิ ค่าอาหาร ค่าที่พัก เป็นต้น เนื่องจากในบางประเทศอาจมีค่าครองชีพสูงมากคนไม่คุ้มกับรายได้ที่ได้รับ”
รองอธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวถึง มาตรการป้องกันไม่ให้ผู้ที่เดินทางไปทำงานต่างประเทศถูกหลองลวง ว่า ที่ผ่านมา กรมการจัดหางานมีโครงการอบรมต่างๆ เพื่อเผยแพร่ข้อมูล และให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ผู้ที่สนใจ โดยเฉพาะในภูมิภาคที่มีผู้ใช้แรงงานมาก อาทิ ภาคเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เพื่อเป็นมาตรการป้องกันการถูกหลอกลวง หรือโดนจ้างอย่างไม่เป็นธรรม หรือรายได้ไม่เป็นไปตามที่ตกลง ซึ่งการแก้ไขปัญหาการหลอกลวงคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ ต้องเริ่มจากการสร้างความรู้/ความเข้าใจให้แก่คนหางาน ถึงโทษ-ภัยจากการหลงเชื่อนายหน้า หรือบริษัทจัดหางาน ที่หลอกลวง หรือชักชวนให้เดินทางไปทำงานในต่างประเทศอย่างผิดกฎหมาย โดยเฉพาะผู้ที่อ้างว่า สามารถช่วยเหลือให้ไปทำงานในต่างประเทศได้ โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนของหน่วยงานภาครัฐ
ก่อนตัดสินใจสมัครไปทำงานต่างประเทศ หรือจ่ายเงินค่าบริการให้แก่ใคร ควรสอบถามหรือตรวจสอบข้อเท็จจริง เกี่ยวกับความมีอยู่จริงของนายจ้าง ตำแหน่งงาน หรือค่าจ้าง กับกรมการจัดหางานก่อนทุกครั้ง
ประชาชนที่สนใจตำแหน่งงานในต่างประเทศ สามารถลงทะเบียนแสดงความประสงค์ที่จะเดินทางไปทำงานต่างประเทศได้ ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัด และสำนักจัดหางานกรุงเทพฯ เขตพื้นที่ 1-10 ซึ่งทางกรมการจัดหางานจะเป็นสื่อกลางในการช่วยประชาสัมพันธ์ตำแหน่งงานว่าง ที่จัดส่งโดยรัฐในแต่ละประเทศ ซึ่งบางประเทศอาจจะมีความประสงค์รับแรงงานในแต่ละปี 1-2 ครั้งบ้าง
คำแนะคำในการเตรียมตัวของผู้ที่จะเดินทางไปทำงานต่างประเทศ
ต้องเป็นผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง ทั้งร่างกายและจิตใจ โดยต้องคำนึงถึงสิ่งที่อาจต้องพบเจอ เช่น การปรับตัวให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างจากประเทศไทย เวลาไปอย่าคิดว่าเป็นงานสบาย หากสุขภาพไม่แข็งแรง อาจเจ็บป่วยกลับมา รวมถึง อาการคิดถึงบ้าน ซึ่งอาจทำให้เป็นโรคซึมเศร้าเหงาได้ บางคนอาจใช้ชีวิตไปในทางที่ผิด เช่น ดื่มสุรา เล่นการพนัน จนทำให้รายได้ไม่เพียงพอในที่สุด
ฝากเตือนคนหางาน อยากให้พิจารณาถึงความเป็นจริง เช่น จะได้รับรายได้ดีเท่านั้นจริงหรือไม่ ตรวจสอบให้ชัดเจนว่า มีวีซ่ากับสัญญาจ้างงานจริงหรือไม่
หากมีข้อสงสัย กรมการจัดหางาน ยินดีให้คำปรึกษา หรือให้คำแนะนำ อีกทั้งช่วยในการตรวจสอบได้ ในต่างจังหวัด สามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัดที่มีอยู่ในทุกจังหวัด ส่วนในกรุงเทพฯ ติดต่อได้ที่สำนักงานจัดหางานกรุงเทพฯ เขตพื้นที่ 1-10 หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร.1694
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151002/214496.html


ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151002/214489.html
เมื่อวันที่ 2 ต.ค. ที่โรงแรมเอเชีย กรุงเทพฯ ดร.สุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ หรือม.เอแบค พร้อมผศ.ดร.ประแสง มงคลสิริ และนายสุเทพ เลาหะวัฒนะ กรรมการสภามหาวิทยาลัยเอแบค ร่วมแถลงชี้แจงการอนุมัติจบและการรับปริญญาของนักศึกษาเอแบค โดยดร.สุทธิพร กล่าวว่า ขณะนี้กรรมการสภามหาวิทยาลัย ยกเว้นตนได้รับหนังสือเวียนเรื่องการอนุมัติปริญญาผู้สำเร็จการศึกษาปีการศึกษา 2557 จากภารดาสุรสิทธิ์ สุขชัย นายกสภามหาวิทยาลัยแล้ว แต่กรรมการส่วนใหญ่มีมติร่วมกันว่าจะไม่ลงนาม เนื่องจากในหนังสือเวียนดังกล่าวระบุเพียงจำนวนนักศึกษาแต่ละคณะว่าจบกี่คนเท่านั้น แต่ไม่มีรายชื่อผู้สำเร็จการศึกษา ทั้งที่ ตามหลักการการจะอนุมัติปริญญาผู้สำเร็จการศึกษา จะต้องมีรายชื่อนักศึกษา มีคณะที่สำเร็จการศึกษา และคะแนน ตลอดจนหน่วยกิตที่สำเร็จการศึกษาแนบมาให้พิจารณาด้วย ดังนั้น กรรมการสภาฯจะทำหนังสือแจ้งเหตุผลของการไม่ลงนามดังกล่าวไปยังนายกสภามหาวิทยาลัย ก่อนวันที่ 7 ต.ค.2558 และจะขอส่งตัวแทนเข้าไปยังมหาวิทยาลัยเพื่อขอเอกสารการเรียนจบของนักศึกษา จากนั้นจะมอบให้เลขานุการสภามหาวิทยาลัยทำหนังสือเวียนไปยังกรรมการสภามหาวิทยาลัยเพื่อลงนามอนุมัติ ซึ่งจะเป็นดำเนินการที่ถูกต้องตามกฎหมาย
“ยืนยันว่านักศึกษาจำนวนกว่า 3,000 คน ที่สำเร็จการศึกษาในปีการศึกษา 2557 จะได้รับปริญญาบัตรในวันที่ 22 พ.ย.2558 ตามกำหนดการเดิมและเป็นปริญญาที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีศักดิ์และสิทธิ์ในปริญญาที่จะได้รับอย่างแน่นอน ซึ่งผมไม่อยากให้นักศึกษากังวล เพราะที่ผ่านมาการอนุมัติปริญญาบัตรสามารถดำเนินการได้ถึงสิ้นเดือนต.ค. จึงไม่น่าจะมีปัญหา แต่เวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนจะต้องช่วยกันเพื่อทำให้นักศึกษาได้ใบปริญญาบัตรที่ถูกต้อง โดยคาดว่าในวันที่ 13 ต.ค.2558 ซึ่งพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ได้เชิญสภามหาวิทยาลัยไปหารือแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในมหาวิทยาลัย และน่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่าใครจะเป็นผู้ลงนามในใบปริญญาบัตรของนักศึกษา ระหว่างผมกับภารดาบัญชา แสงหิรัญ โดยผมหวังว่าการหารือครั้งนี้ รมว.ศึกษาธิการจะใช้กฎหมายมาพูดคุยกัน ซึ่งหากได้ข้อสรุปแล้วว่าผมไม่ใช่รักษาการอธิการบดี ผมก็ยอมถอย ”ดร.สุทธิพร กล่าว
ทั้งนี้ ที่ผ่านมา จากการสอบถามไปยังสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ว่ามติสภาที่ไม่ได้ลงนามโดยนายกสภา เป็นคำสั่งที่ชอบธรรมหรือไม่ ซึ่งทางสกอ.ก็ตอบกลับมาว่า สภามหาวิทยาลัยมีอำนาจในการแต่งตั้งผู้ปฎิบัติหน้าที่แทนอธิการบดีได้ ตามมาตรา 42 (2) พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 นอกจากนี้ยังได้นำเรื่องไปยื่นต่อศาลแพ่งเพื่อขอให้ศาลแพ่งมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ซึ่งศาลก็รับคำฟ้องและออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว โดยระบุว่า ให้ภารดาบัญชา ถูกพักงานมีผลตั้งแต่วันที่ 30 เม.ย. 2558 และดร.สุทธิพร เป็นผู้รักษาการอธิการบดีตั้งแต่วันที่ 22 มิ.ย.2558 และมีคำสั่งห้ามมิให้ภารดาบัญชา พร้อมด้วยนายวิทยา เจริญศรี นายธนา กายพันธุ์เลิศ นายวีรศักดิ์ อนุสนธิวงศ์ และนายสมพล ณ สงขลา กระทำการใดๆ อันเป็นการขัดขวางผมปฎิบัติหน้าที่ในฐานะรักษาการอธิการบดี
ดร.สุทธิพร กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่มีการระบุว่าตนพ้นสภาพจากการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่วันที่ 31 ก.ค.2558 นั้น ขอชี้แจงว่าตนในฐานะรักษาการอธิการบดีต้องปฎิบัติหน้าที่ในการลงในเอกสารต่างๆ ร่วมถึงคำสั่งต่อสัญญาอาจารย์ด้วย ซึ่งขณะนี้ตนได้ต่อสัญญาความเป็นอาจารย์ของตนเอง ในฐานะหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมการบิน ตั้งแต่วันที่ 16 ก.ค. 2558 และที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยวิสามัญ ครั้งที่ 3/2558 วันที่ 26 ก.ย. 2558 ก็ได้รับทราบการออกคำสั่งดังกล่าวแล้ว ดังนั้น ปัจจุบันตนจึงดำรงตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมการบิน กรรมการสภาในฐานะตัวแทนคณาจารย์ และรักษาการแทนอธิการบดี ซึ่งการที่ระบุว่าตนไม่ต่อสัญญาเป็นอาจารย์ม.เอแบค จึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง