มทร.รัตนโกสินทร์หนุนนศ.โกอินเตอร์เรียนวิชาการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151002/214423.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม 2558
มทร.รัตนโกสินทร์หนุนนศ.โกอินเตอร์เรียนวิชาการ
มทร.รัตนโกสินทร์หนุนนศ.โกอินเตอร์เรียนวิชาการ

มทร.รัตนโกสินทร์หนุนนศ.โกอินเตอร์เรียนวิชาการ- รู้จักชีวิตชาวเมืองลอดช่อง : เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ ภาพจาก มทร.รัตนโกสินทร์

 

              “มหาวิทยาลัยมีนโยบายในการพัฒนาคุณภาพสู่มาตรฐานสากล รวมถึงมาตรฐานอาเซียน สนับสนุนการสร้างให้คณะ/สาขาวิชาต่างๆ สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศโดยเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อประโยชน์ต่อการแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการ การพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน ศิลปะ วัฒนธรรม รวมถึงแลกเปลี่ยนนักศึกษาและคณาจารย์ระหว่างกันอันจะนำมาสู่การยกระดับคุณภาพในทุกด้านๆ” ผศ.ศิวะ วสุธราภิวัฒก์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ (มทร.รัตนโกสินทร์) อธิบายถึงนโยบายการพัฒนาคุณภาพนักศึกษา

โครงการ Themasek Foundation Specialis’ Community Action and Leadership Exchange Programme เป็นหนึ่งตัวอย่างความร่วมมือระหว่าง มทร.รัตนโกสินทร์ และวิทยาลัยนันยางโปลีเทคนิค ประเทศสิงคโปร์ ในการแลกเปลี่ยนนักศึกษาของทั้ง 2 สถาบัน ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนการศึกษาจากมูลนิธิเทมาเส็ก สิงคโปร์ มาต่อเนื่อง

ปีนี้เป็นปีที่ 2 ที่นักศึกษา มทร.รัตนโกสินทร์ 25 คน ผ่านการคัดเลือกมาจากทุกคณะ/สาขาเดินทางไปศึกษาดูงานที่สิงคโปร์ 3 สัปดาห์ ระหว่างวันที่ 8-26 มิถุนายน 2558 เช่นเดียวกัน นักศึกษาสิงคโปร์ 25 คน เดินทางมาใช้ชีวิตในไทยเวลา 2 สัปดาห์ ระหว่างวันที่ 10-23 กันยายน 2558 หลักแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการ ศิลปะ วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และสังคมของสองประเทศนับเป็นการสร้างมิตรภาพระหว่างกัน..

“วิทยาลัยนันยางฯ และมทร.รัตนโกสินทร์ มีการเรียนการสอนที่คล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีและมุ่งเน้นผลิตบัณฑิตนักปฏิบัติ แต่จุดอ่อนของนักศึกษาเราคือภาษาอังกฤษ 3 สัปดาห์ที่นักศึกษาอยู่สิงคโปร์ ทำให้เขาตระหนักถึงความสำคัญของภาษา ได้เรียนรู้และกล้าที่พูดมากขึ้น ได้มิตรภาพ เมื่อเข้าร่วมประชาคมอาเซียน ที่จะเกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีมากขึ้น นักศึกษาจะมีเครือข่ายเป็นเพื่อนต่างชาติ หรือถ้ามีโอกาสไปทำงานสิงคโปร์ก็ง่ายขึ้น เพราะรู้จักวัฒนธรรม สังคมเป็นทุน โครงการนี้จึงเปรียบเสมือนการเตรียมตัวบัณฑิตของเราด้วย” ผศ.ศิวะ กล่าว

เมื่อนักศึกษาที่เดินทางกลับมาจะต้องทำรายงานเสนอสิ่งที่ได้เรียนรู้มา และเป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำแก่รุ่นน้องๆ รวมถึงร่วมดูแลนักศึกษาจากสิงคโปร์ที่มาแลกเปลี่ยนด้วย มหาวิทยาลัยมีความตั้งใจจะขยายผลโครงการลักษณะนี้ต่อเนื่อง ซึ่งมทร.รัตนโกสินทร์ได้จัดกิจกรรมที่เน้นสร้างความเข้าใจสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรมของไทย เปิดสอนศิลปะไทยเป็นหลักสูตรระยะสั้น มีอาจารย์วิทยาลัยเพาะช่าง มทร.รัตนโกสินทร์ สอนผลิตชิ้นงาน การวาดลายไทย เขียนภาพสีน้ำ

นำนักศึกษาไปศึกษาดูงานแหล่งผลินสินค้าโอท็อปของ จ.นครปฐม สะท้อนวิถีชีวิตความเป็นอยู่คนไทยได้  อาทิ เครื่องปั้นดินเผาศิลาดล, มะเขือเทศราชินี แม่ฉุยในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนอำเภอดอนตูม, การเป่าแก้ว หัตถกรรมสานผักตบชวา เป็นต้น โดยนักศึกษาต้องทำโครงการเสนอผลิตภัณฑ์ที่ประยุกต์จากความรู้ได้เยี่ยมชมมานำเสนอก่อนจบโครงการด้วย โดยโครงงานใดน่าสนใจทางจังหวัดนครปฐมก็จะไปขยายผลพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนต่อไป

ขณะที่ 6 ตัวแทนนักศึกษา ประกอบด้วย “ณัฐวรเศรษฐ์ น้อยนาเวศ” ปี 4 คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ “วีรวิทย์ สวนกำจัด, ฉัตรพงศ์ เทอดคุณ ปี 4 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ สาขาเทคโนโลยีสถาปัตยกรรม “กนกพร นีระพงษ์, ปนัดดา รอดโพธิ์ทอง” ปี 3 คณะบริหารธุรกิจ สาขาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ หลักสูตรนานาชาติ และ “มนตรี จิตรเพียรค้า” คณะวิศวะ สาขาวิศวกรรมโทรคมนาคม ได้ร่วมกันถ่ายทอดเรื่องราวตลอด 3 สัปดาห์ที่ไปอยู่สิงคโปร์

“ณัฐวรเศรษฐ์” เล่าว่า ได้ประสบการณ์ทั้งในและนอกห้องเรียน การศึกษาในสิงคโปร์จะเน้นให้ลงมือปฏิบัติ นักศึกษาจะมีความทะเยอทะยานและมีความมุ่งมั่น อาจารย์พร้อมจะส่งเสริมผลักดัน การศึกษามีระบบระเบียบไม่อะลุ่มอล่วยแบบของไทย ที่วิทยาลัยนันยางฯ เปิดสอนสาขาวิชาที่หลากหลายประมาณ 50 สาขา แต่ละสาขาผู้เรียนก็ต้องรู้เรื่องนั้นอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่รู้ทุกเรื่องแต่รู้แค่พื้นๆ และการผลิตบุคลากรเน้นเหมาะสมกับความต้องการแรงงาน เด็กมีงานรองรับ บริษัทได้กำลังคนตามต้องการ ลงทุนอย่างมากคืออุปกรณ์เทคโนโลยี ซึ่งแต่ละเครื่องมูลค่า 10-20 ล้านบาท เรียกได้ว่าเกือบจะจำลองโรงงานมาไว้ในวิทยาลัย ได้รับรู้และเขาใจว่าต้องเป็นคนรู้จักวางแผน คิดสร้างสรรค์อย่างเป็นระบบและให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์รักษาสิ่งแวดล้อม

“ปนัดดา-กนกพร”  เล่าว่า ได้เปิดโลกการเรียนรู้ใหม่ บรรยากาศการเรียนการสอนที่สนุกสนาน เห็นความกระตือรือร้นของนักศึกษาในการตั้งคำถามหรือตอบคำถามของอาจารย์ กระตุ้นให้เรามีความกล้าและไม่อายที่จะตั้งคำถามโดยไม่กังวลว่าจะผิด ซึ่งจะไม่ค่อยพบบรรยากาศแบบนี้ในการเรียนของบ้านเรา

ปัญหาการสื่อสารเป็นสิ่งที่น้องนักศึกษาทั้ง 6 คนบอกเป็นเสียงเดียวกัน แต่เพื่อนสิงคโปร์เข้าใจและพยายามช่วยแก้ไขให้ ได้พัฒนาทักษะภาษาอังกฤษไปในตัว เห็นชัดว่า เพื่อนชาวสิงคโปร์พยายามศึกษาภาษาอื่นๆ อย่างภาษาจีน ภาษาอินเดีย และบางคนเริ่มเรียนรู้ภาษาไทยด้วย นักศึกษาไทยต้องเร่งฝึกฝนพัฒนาทักษะภาษามากขึ้น ไม่ใช่แค่อังกฤษ

อยากฝากถึงคนรุ่นใหม่ด้วยว่า หากเห็นโอกาสอยู่ตรงหน้าขอให้พยายามคว้าโอกาสนั้น บางคนพูดภาษาอังกฤษไม่เก่งก็ตัดใจไม่สู้ทั้งที่ตัวเองมีความสามารถอื่นๆ  อยากให้พยายามพัฒนาจุดเด่นที่มีส่วนตรงไหนที่เป็นจุดด้อยก็ค่อยๆ แก้ไขไปเพราะสิ่งที่เราได้รับกลับมานั้นคุ้มค่าอย่างมาก..

 

 

เปิดรายชื่อ25ศิลปินไทยอวดศิลปะเวทีโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151002/214422.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม 2558
เปิดรายชื่อ25ศิลปินไทยอวดศิลปะเวทีโลก
เปิดรายชื่อ25ศิลปินไทยอวดศิลปะเวทีโลก

เปิดรายชื่อ25ศิลปินไทยอวดศิลปะเวทีโลก : สุพินดา ณ มหาไชย0รายงาน

 

             วธ.เปิดรายชื่อ 25 ศิลปินไทย นำผลงานไปจัดแสดงหอศิลป์ระดับโลก การแสดงภายใต้นิรรศการ Thailand Eye ที่หอศิลป์ซัทชี่ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ระหว่าง พ.ย.58-ม.ค.59 “ศ.ดร.อภินันท์” เผย กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลอง 60 พรรษาสมเด็จพระเทพฯ และฉลอง 160 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-อังกฤษ

ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เปิดเผยว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยความร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร หอศิลป์ซัทชี่ (Saatchi Parallel Contemporary Art) และโดยการสนับสนุนจากภาคเอกชน อาทิ บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) กำหนดจัดนิทรรศการศิลปะไทยร่วมสมัย Thailand Eye presented by Prudential นำผลงานของศิลปินร่วมสมัยไทยจำนวน 25 คน ไปจัดแสดงที่หอศิลป์ซัทชี่ กรุงลอนดอน ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2558-มกราคม 2559

กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสฉลองพระชนมายุครบ 60 พรรษา และเพื่อเฉลิมฉลอง 160 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สหราชอาณาจักร และยังถือเป็นการสร้างมิติใหม่ให้แก่วงการศิลปะร่วมสมัยของไทย ที่ผลงานได้เข้าไปจัดแสดงในหอศิลป์ระดับโลก ได้เผยแพร่ผลงานออกไปสู่สายตาชาวต่างชาติ

“ทางกระทรวงวัฒนธรรมได้ส่งรายชื่อศิลปินไทยประมาณ 200 รายชื่อให้ทางหอศิลป์ซัทชี่ โดยนายไนเจล เฮิร์สท ผู้อำนวยการและกรรมการผู้จัดการหอศิลป์ซัทชี่ และผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะ ช่วยกันคัดเลือก เบื้องต้นจะคัดเลือกจำนวน 75 คน ผลงานและเรื่องราวของ 75 คนนี้ จะได้ตีพิมพ์ในหนังสือที่ทางหอศิลป์ซัทชี่และสำนักพิมพ์สคีรา (Skira) ของอิตาลี จะจัดพิมพ์หลายพันเล่มเพื่อแจกไปตามสถานศึกษาต่างๆ สุดท้าย จะคัดเลือกให้เหลือ 25 คน ที่ผลงานจะได้จัดแสดงที่หอศิลป์ซัทชี่ในนิทรรศการ Thailand Eye”

สำหรับรายชื่อศิลปินไทยที่ผลงานได้รับการคัดเลือกไปร่วมในนิทรรศการ “Thailand Eye presented by Prudential” จำนวน 25 ราย มีดังนี้ 1.บุษราพร ทองชัย 2.ชาติชาย ปูนเปีย 3.ชูศักดิ์ ศรีขวัญ 4.ดาว วาสิกศิริ 5.กมลพันธุ์ โชติวิชัย 6.กวิตา วัฒนะชยังกูร 7.กรกฤช อรุณานนท์ชัย 8.โฆษิต จันทรทิพย์ 9.กฤษ งามสม 10.มานิตย์ ศรีวานิชภูมิ 11.นที อุตฤทธิ์ 12.นาวิน ลาวัลย์ชัยกุล 13.นพชัย อังควัฒนะพงษ์ 14.ปานพรรณ ยอดมณี 15.ปัญญา วิจินธนสาร 16.ปวีณา กล่อมนก 17.ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช 18.รอล์ฟ วอน บูเรน 19.สาครินทร์ เครืออ่อน 20.สมบูรณ์ หอมเทียนทอง 21.ทรงชัย บัวคุ้ม 22.สุรสีห์ กุศลวงศ์ 23.ไตรรัตน์ ศรีบุรินทร์ 24.อุดมศักดิ์ กฤษณมิษ และ 25.วิริยะ โชติปัญญาวิสุทธิ์

ศ.ดร.อภินันท์ กล่าวอีกว่า การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้แก่วงการศิลปะร่วมสมัยของประเทศอังกฤษ คาดว่าจะได้การตอบรับจากผู้ที่สนใจงานศิลปะร่วมสมัยในสหราชอาณาจักรเป็นอย่างมาก

ด้านนายไนเจล เปิดเผยว่า ในมุมมองของตน ผลงานของศิลปินไทยน่าตื่นเต้นมาก มีการทดลองเทคนิคที่หลากหลาย และให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องเพศสภาพ อาหาร ซึ่งนำเสนออยู่ในผลงาน ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกนั้นจะพยายามมองในภาพกว้าง นำเสนอผลงานศิลปะร่วมสมัยของไทยไปสู่สายตาผู้ชม ซึ่งอาจไม่คุ้นเคยศิลปะร่วมสมัยของไทย

 

 

‘ธีระเกียรติ’ติงสมศ.ประกาศประเมินรอบสี่ขัดก.ม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151001/214413.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2558
'ธีระเกียรติ'ติงสมศ.ประกาศประเมินรอบสี่ขัดก.ม.

‘ธีระเกียรติ’ติงสมศ.ประกาศประเมินรอบสี่จี้ทบทวนใหม่ เหตุรูปแบบดังกล่าวไม่เป็นไปตามก.ม.ระบุ สมศ.ไม่เคยเสนอหลักเกณฑ์ให้ พิจารณา ย้ำไม่มีอำนาจไปสั่งให้ชะลอ

            เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยถึงกรณีที่สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) เตรียมเดินหน้าประเมินคุณภาพการศึกษาภายนอกรอบสี่ รูปแบบออนไลน์ใน 22 จังหวัด และสถานศึกษาที่ได้รับการประเมินรอบสาม ซึ่งจะเริ่มในเดือนมกราคม ปี 2559ว่า อยากให้ สมศ.กลับไปทบทวนเรื่องประกาศประเมินคุณภาพภายนอกรอบสี่ รูปแบบออนไลน์ เนื่องจากรูปแบบดังกล่าวไม่ตรงกับ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 หมวด 6 ว่าด้วยเรื่องมาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา ในมาตรา 47 ที่กำหนดให้มีระบบการประกันคุณภาพการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับ ประกอบด้วย ระบบการประกันคุณภาพภายใน และระบบการประกันคุณภาพภายนอก รวมถึงระบบหลักเกณฑ์และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษาให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยระบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษา พ.ศ.2553 โดยเฉพาะในหมวด 3 เรื่องการประกันคุณภาพภายนอก ที่กำหนดให้สร้างสมดุลระหว่างเสรีภาพทางการศึกษากับจุดมุ่งหมายและหลักการศึกษาของชาติ โดยให้มีเอกภาพเชิงนโยบาย ซึ่งสถานศึกษาสามารถกำหนดเป้าหมายเฉพาะและพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้เต็มตามศักยภาพของสถานศึกษาและผู้เรียน

“ผมเห็นว่า วิธีการประเมินของ สมศ.ยังทำไม่ถูกหลักเกณฑ์และไม่มีความเป็นเอกภาพ แต่การที่ สมศ.จะประกาศหลักเกณฑ์การประเมินสถานศึกษารอบสี่ในปี 59 จะก่อให้เกิดความขัดแย้งและครูมีความกังวลใจ และจนถึงขณะนี้ สมศ.ก็ยังไม่ได้เสนอหลักเกณฑ์ดังกล่าวให้ผมหรือรมว.ศึกษาธิการ พิจารณาเท่ากับว่าหลักเกณฑ์นี้ยังไม่ผ่านความเห็นของของรัฐมนตรีตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงฯ” รมช.ศึกษาธิการ กล่าวและว่า อย่างไรก็ตามส่วนตัวมองว่าต่อไปอาจจะต้องมีการแก้ไขกฎกระทรวงฯในเรื่องตัวบ่งชี้และหลักเกณฑ์การประเมิน เพื่อให้เกิดการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันก่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ต้องการให้ สมศ.ชะลอการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสี่ รูปแบบออนไลน์ดังกล่าวใช่หรือไม่ นพ.ธีระเกียรติ กล่าวว่า ตนไม่มีอำนาจไปสั่งให้ สมศ.ชะลอหรือระงับการประเมิน เพราะตนทราบดีว่า สมศ.อยู่ในกำกับการดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี แต่โรงเรียนและนักเรียนอยู่ในความกำกับความดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ดังนั้นในกรณีนี้ สมศ.ควรจะไปพิจารณาว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป

‘มศว’แนะวิธีกินเจให้มีสุขภาพกาย – ใจดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151001/214412.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2558
'มศว'แนะวิธีกินเจให้มีสุขภาพกาย - ใจดี

‘มศว’แนะวิธีกินเจให้มีสุขภาพกาย – ใจดี เสริมเทคนิค วิธีการกินอย่างมีความสุข เตือนระวังคาร์โบไฮเดรต – ไขมัน -โซเดียมที่มากเกิน

            1ต.ค.2558 ผศ.ดร.นันทรัตน์ ณ นครพนม อาจารย์ประจำสาขาวิทยาศาสตร์การอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์การเกษตร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เปิดเผยว่า เทศการกินเทประจำปี 2558 จะเริ่มขึ้นในวันที่ 13 – 21 ต.ค.นี้ หลายคนเตรียมตัวเพื่อจะกินเจเพื่องดเว้นจากการกินเนื้อสัตว์ จึงอยากให้ผู้ที่ตั้งใจจะกินเจในปีนี้ลดการกินเนื้อสัตว์ก่อนมีเทศกาลสัก 1-2 วัน เพื่อให้ร่างกายปรับสภาพเข้าสู่การไม่กินเนื้อสัตว์เป็นเวลา 9 วันในช่วงเทศกาล เพราะการไม่กินเนื้อสัตว์จะทำให้เราเป็นไข้หรือไม่สบายได้ เนื่องจากในเนื้อสัตว์มีโปรตีนและกรดอะมีโนที่จำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งในโปรตีนจะช่วยเสริมสร้างภูมิต้านโรค เมื่อร่างกายได้รับโปรตีนน้อยลง เราก็จะเป็นหวัดหรือไม่สบายได้ง่าย

ด้วยเหตุนี้เองคนที่กินเจจึงต้องกินอาหารที่ทำจากถั่วเหลืองหรือนมถั่วเหลือง ซึ่งถั่วเหลืองมีโปรตีนและกรดอะมีโนใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์ แต่อยากให้เลือกกินงาหรือนำถั่วเหลืองที่ผสมงาดำด้วย เพราะในงาดำมีกรดอะมีโนที่มีชื่อว่าเมโธโอนีนที่มีมากกว่าในถั่วเหลือง หากนำถั่วเหลืองผสมงาดำจะได้โปรตีนและกรดอะมีโนที่จำเป็นต่อร่างกายครบถ้วน และในงาดำยังมีแคลเซียมด้วย นอกจากนี้ยังมีหมี่กึง ซึ่งเป็นแป้งโปรตีน ที่ทำจากแป้งสาลี นิยมนำมาทำอาหารที่หลากหลายมาก คนกินเจจะกินแต่หมี่กึงโดยไม่กินโปรตีนเกษตร จะทำให้ขาดโปรตีน เพราะกระบวนการผลิตโปรตีนเกษตรนั้น จะมีการเติมกรดอะมีโนที่สำคัญต่อร่างกายเข้ามาด้วย ถ้าเราไม่กินโปรตีนเกษตร จะทำให้ร่างกายขาดโปรตีนและกรดอะมีโน ในหนึ่งมื้ออาหารที่กินเจจึงต้องดื่มนมถั่วเหลืองผสมงาดำ ถั่วเหลือที่เป็นเมล็ด หรือเต้าหู้ในมื้อนั้นๆ จะทำให้คนที่ตั้งใจกินเจได้สารอาหารครบถ้วน

“ส่วนคนที่มีภาวะไตหรือเป็นโรคไต แต่ะไม่ได้อยู่ในภาวะที่ต้องลดโปรตีน คนที่เป็นโรคไตนั้นส่วนใหญ่เขาจะได้รับดปรตีนจากไข่ขาว แต่ในช่วงเทศกาลกินเจ ถ้าคนเป็นไตมีความตั้งใจอยากกินเจ ต้องระมัดระวัน เพราะในถั่วเหลืองมีฟอสเฟส โดยเฉพาะในเต้าหู้ ยังมีแร่ธาตุอื่นๆ คนเป็นไตจึงต้องพึงระวัง อย่ากินอาหารเจด้วยความเพลิดเพลิน ให้กินแต่น้อยและมีสติ เพื่อไม่ให้มากเกินความจำเป็นของคนที่เป็นโรคไต ที่เป็นปัญหามากๆ ของคนที่กินเจ นั้นอยู่ที่การได้คาร์โบไฮเดรต ไขมันและโซเดียมที่เกิน โดยเฉพาะคนที่มีความดันโลหิตสูง มีโอกาสอ้วน คอเลสเตอรอลในเลือดสูง จึงอยากให้สังเกตตัวเองว่าแต่ละมื้ออาหาร ไม่ควรจะกินข้าวเกิน 2 ทัพพี ซึ่งคนกินเจจะรู้สึกว่าไม่ค่อยอิ่ม จึงกินอาหารอื่นๆ ที่เป็นแป้งเพิ่มขึ้น ดังนั้นให้ลดข้าวลงและอาจจะไปกินอย่างอื่นได้ ไม่ควรกินอาหารทอดมากนัก หรืออาหารเจที่เป็นหมี่ซั่วควรกินไม่เกิน 1 กำมือครึ่ง ถ้าต้องนำผัดหมี่ซั่วแช่เย็นเพื่อนำมากินในมื้อต่อ ไป ควรเอาไขมันขาวที่เกาะกับเส้นออกไปก่อน ก็จะช่วยให้ไขมันในมื้อนั้นลดลงได้ สำหรับกลุ่มกับข้าวที่เป็นผักดองจะมีเกลือโซเดียมในปริมาณที่มาก แนะนำว่าผู้ประกอบอาหารเจขาย หรือต้องทำอาหารกินเอง ควรนำผักดองมาล้างจะช่วยให้เกลือโซเดียมลดลง วิธีการกินก็สำคัญมากควรใช้ตะเกียบคีบ เพื่อจะได้คีบอาหารได้น้อย เป็นการจำกัดอาหารได้อีกทางหนึ่ง ถ้าเรายึดวิธีการที่ได้แนะนำ มีสติ และปรับวิธีการใช้ชีวิตในแต่ละมื้ออาหาร จะทำให้เรามีความสุข จิตใจสงบในช่วงเทศกาลกินเจในปีนี้อย่างแน่นอน”

ว่อนไลน์’สสส.’ถูก’คตร.’ตรวจสอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151001/214404.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2558
ว่อนไลน์'สสส.'ถูก'คตร.'ตรวจสอบ

ว่อน ‘ไลน์’ ส่งถึงคน ‘สสส.’ ระบุ ‘คตร.’ กล่าวหาทำงานนอกขอบข่าย แย่งบทบาท ‘คมนาคม-กรมการศาสนา’ สั่งเตรียมข้อมูล เช็กโซเชียลมีเดียทุกช่องทาง เร่งตอบโต้ทันควัน

                      1 ต.ค. 58  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้มีการส่งข้อความผ่านไลน์ คาดว่าเป็นผู้บริหารสำนักงานกองทุนสนับสนุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ส่งถึงบุคลากรใน สสส. โดยเนื้อความ ระบุว่า จากเหตุการณ์หลายเดือนก่อนที่ สสส. อยู่ในวิกฤตของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อยกเลิก Earmarked tax และพวกเราฝ่าวิกฤตมาได้ด้วยความร่วมมือของทุกคน อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้งบประมาณภาครัฐ (คตร.) มาตรวจสอบ โดยที่มีการกล่าวหาว่างาน สสส. อยู่นอกขอบข่ายการสร้างเสริมสุขภาพ เช่น การตั้งศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน เป็นบทบาทของกระทรวงคมนาคม งานสวดมนต์ข้ามปี เป็นงานของกรมการศาสนา หรืองานพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลงร่วมกับกระทรวงต่างๆ ซึ่งทั้งหมดล้วนไม่ใช่บทบาท สสส. เป็นต้น ซึ่ง สสส. ยังไม่ทันได้ชี้แจง คตร. ก็สรุปผล และส่งรายงานต่อนายกรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
                      ข้อความ ระบุอีกว่า การตรวจสอบของ คตร. ครั้งนี้ เชื่อว่าไม่เป็นไปตามปกติ อาจมีการแทรกแซงโดยธุรกิจที่เสียประโยชน์ และมีความเสี่ยงสูงที่ สสส. อาจจะถูกทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง โดยอาจเสนอให้ สสส. เข้าสู่ระบบบริหารราชการปกติ หรือแทรกแซงการทำงานของ สสส. ให้ไม่สามารถดำเนินการได้เหมือนเดิม ซึ่งจากการได้หารือด่วนกับผู้บริหารทุกคน เพื่อวางแผนรับมือกับสถานการณ์ เป็นไปได้ว่าช่วง 1 – 2 สัปดาห์นี้ อาจมีการโจมตีการทำงานของ สสส. ออกมาทางสื่อและโซเชียลมีเดีย เพื่อสร้างกระแสและความชอบธรรมในการทำลาย สสส. โดยขณะนี้ ได้ตั้งทีมสื่อสารเฉพาะกิจ เพื่อรวบรวมข้อมูลและประเด็น จัดทำชุดสื่อสารที่ตรงจุด เข้าใจง่าย หากมีการโจมตี สสส. ก็จะตอบโต้และสื่อสารให้กับสังคมเข้าใจโดยเร็วและทันสถานการณ์
                      ทั้งนี้ ยังระบุว่า สิ่งที่ชาว สสส. ต้องช่วยกันทำ คือ เตรียมข้อมูลการทำงานของ สสส. ที่ส่งผลกระทบเชิงบวกที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศ ผลงานเด่นของแต่ละสำนัก และชี้แจงประเด็นที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และ คตร. มีคำถามและตั้งข้อสังเกตทุกประเด็น คอยสอดส่องสื่อต่างๆ ที่มีประเด็นเชิงลบกับ สสส. แล้วช่วยกันส่งข่าวให้ทีมสื่อสารกลางได้รับทราบอย่างรวดเร็ว ช่วยเตรียมข้อมูลผลงานของสำนัก พร้อมหลักฐานอ้างอิงที่สนับสนุนผลงานอย่างเป็นรูปธรรม และช่วยกันทำความเข้าใจกับภาคีและสังคม เมื่อทีมสื่อสาร สสส. ให้สัญญาณ เชื่อว่าครั้งนี้ สสส. จะผ่านวิกฤตไปได้
                      เมื่อผู้สื่อข่าว ‘คม ชัด ลึก’ พยายามสอบถามเรื่องนี้ต่อ ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้จัดการ สสส. แต่ไม่สามารถติดต่อได้
                      แหล่งข่าวใน สสส. ระบุว่า เรื่องผลการตรวจสอบของ คตร. เป็นเรื่องจริง ซึ่ง สสส. จะต้องชี้แจงต่อไป

นัด2ต.ค.แฉปมฉาว’เอแบค’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151001/214402.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2558
นัด2ต.ค.แฉปมฉาว'เอแบค'

‘เอแบค’ นัดสื่อแถลงข่าวชี้แจงทุกกรณี พร้อมเปิดโปงทุจริต 2 ต.ค.นี้

                      1 ต.ค. 58  คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สภามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เชิญสื่อร่วมงานแถลงข่าว ชี้แจงทุกกรณี พร้อมเปิดโปงทุจริต เวลา 14.00 น. วันที่ 2 ต.ค. ณ ห้องประชุมชั้น 1 สมาคม อัสสัมชัญ พระราม 4 กรุงเทพฯ
                      ” เรื่อง ด่วนที่สุด ขอเรียนเชิญร่วมงานแถลงข่าว ชี้แจงทุกกรณีเกี่ยวกับการอนุมัติจบและการรับปริญญา ของนักศึกษามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ พร้อมเปิดโปงทุจริตกรณีปมการเงินฉาว อธิการบดีเอแบค ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ฝ่าฝืนมติสภามหาวิทยาลัย
                      จากกรณีที่สภามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ได้มีมติให้ ภราดา บัญชา แสงหิรัญ อธิการบดี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว โดยมีกรณีถูกกล่าวหาว่า กระทำความผิดในเรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงนั้น
                      ที่ผ่านมา มีการให้ข่าวจากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ที่เป็นเท็จ และก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อสภามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ยังทำให้เกิดความสับสนในวงกว้างในเรื่องการอนุมัติจบและการรับปริญญาของนักศึกษามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้อง และเปิดเผยความจริงให้สาธารณชนได้รับทราบถึงปัญหาการบริหารงานที่ผิดพลาดของอธิการบดีเอแบค ทางสภามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ขอเรียนเชิญท่านสื่อมวลชนร่วมงานแถลงข่าว ชี้แจงทุกกรณีเกี่ยวกับการอนุมัติจบและการรับปริญญา ของนักศึกษามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ โดยมีผู้แถลงข่าวดังนี้
                      ดร. สุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล รักษาการอธิการบดี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
                      ภราดา วิศิษฐ์ ศรีวิชัยรัตน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สภามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
                      คุณสุเทพ เลาหะวัฒนะ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สภามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
                      ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ประแสง มงคลศิริ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สภามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
                      ในวันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม 2558 เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป ณ ห้องประชุมชั้น 1 สมาคม อัสสัมชัญ พระราม 4 กรุงเทพฯ
                      จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา และขอขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้
                      ขอแสดงความนับถือ
                      ดร. สุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล รักษาการอธิการบดี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ “

พระราชทานรางวัลครูเจ้าฟ้าฯ2ต.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151001/214400.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2558
พระราชทานรางวัลครูเจ้าฟ้าฯ2ต.ค.นี้

‘สมเด็จพระเทพฯ’ พระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี แก่สุดยอดครู 11 ประเทศในอาเซียนและติมอร์-เลสเต 2 ต.ค.นี้

                      1 ต.ค. 58  ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี กล่าวว่า ในวันที่ 2 ตุลาคม นี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จเป็นประธานพิธีมอบรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี แก่ครูผู้ได้รับการคัดเลือกจาก 11 ประเทศ ในอาเซียนและติมอร์-เลสเต ซึ่ง ปี 2558 นี้ เป็นปีแรกของการพระราชทานรางวัล ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ และจะทรงร่วมฟังปาฐกฐาพิเศษ โดย ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน ในหัวข้อ “Education as an Integration Tool for ASEAN Community”
                      “นอกจากนี้ในวันที่ 3 ตุลาคม ครูผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ทั้ง 11 ประเทศ จะมีการนำเสนอผลงานของแต่ละประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน พร้อมกับเข้าร่วมประชุมสภาครูอาเซียนด้วย”
                      ดร.กฤษณพงศ์ กล่าวอีกว่า รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี หรือ Princess Maha Chakri Award เป็นรางวัลพระราชทานระดับนานาชาติ เพื่อเชิดชูเกียรติครูดีเด่นในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศในอาเซียนและติมอร์-เลสเต 11 ประเทศ และเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ผู้ทรงพระปรีชาและทรงมีคุณูปการอย่างยิ่งต่อการศึกษาทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ดำเนินการโดยมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ร่วมกับคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดย ศธ.ของประเทศในอาเซียนและติมอร์-เลสเต ทั้ง 11 ประเทศ เป็นหน่วยงานดำเนินการคัดเลือกและเสนอชื่อผู้สมควรได้รับพระราชทานรางวัล โดยมีคุณสมบัติเป็นครูผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงแก่ชีวิตของลูกศิษย์และมีคุณูปการต่อวงการศึกษา ประเทศละ 1 คน ซึ่งจะมีการคัดเลือกสุดยอดครู 2 ปีครั้ง

ปฏิรูปการศึกษาขอเริ่มต้นจากความเป็นไปได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151001/214371.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2558
ปฏิรูปการศึกษาขอเริ่มต้นจากความเป็นไปได้

ปฏิรูปการศึกษาไทย‘นพ.ธีระเกียรติ’รมช.ศึกษาฯขอเริ่มต้นจากความเป็นไปได้

              มีคำกล่าวว่า “รู้อะไรไม่สู้รู้วิชา” ดังนั้นการศึกษาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เยาวชนไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพ เพื่อไขข้อกระจ่างในเรื่องการศึกษาไทย รายการ “ไทม์ไลน์ สุทธิชัย หยุ่น” ทางสถานีโทรทัศน์ดิจิทัลเนชั่น แชนแนล เปิดบทสัมภาษณ์พิเศษ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ถึงแนวทางปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทยจากแผนมาตรการในระยะสั้นและระยะยาวได้อย่างน่าสนใจว่า การศึกษาไทย สิ่งที่ต้องเข้ามาทำหลังรับตำแหน่งคือ การรับผิดชอบในเชิงนโยบายที่ต้องให้มีความสะดวกขึ้น แต่เรื่องที่จะไม่แตะต้องคือเรื่องการเปลี่ยนโครงสร้างการศึกษาครั้งใหญ่ ซึ่งตรงกับนโยบายของคสช. เพราะว่าถ้าเราไปสนใจเรื่องการเปลี่ยนโครงสร้าง นอกจากจะเสียเวลา ยังมีอุปสรรคมากมาย จะทำให้เราไม่ได้ทำงานที่สำคัญด้านอื่นๆ ดังนั้นจะไม่ไปรื้อโครงสร้างขนานใหญ่

จากนี้ต้องมาดูว่า อะไรที่เคยทำแล้ว แล้วไม่ได้ผลก็ต้องเลี่ยง หรือไม่ก็หาสาเหตุที่ไม่ได้ผล และหาสิ่งที่ยังไม่เคยทำ และน่าจะได้ผล เมื่อเริ่มต้นแล้วเราก็เช็กแล้วเรียนรู้ไปด้วยกัน ตามแนวคิดของ “อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์” ที่ได้ให้คำนิยามของคำว่า ความบ้า ไว้ว่า คนที่ทำอะไรซ้ำๆ แต่หวังผลใหม่ ดังนั้นจึงต้องทำงานเกือบทุกเรื่อง ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกหลายสถาบันได้แนะนำให้เราหาเป้าหมายที่ชัดเจนเพียง 2-3 เรื่อง ก่อนลงมือทำงาน แล้วทุ่มเทกับมันให้เต็มที่ แต่หากต้องการเห็นผลงาน หรือให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว ในระยะเวลาอันสั้นนั้น วิธีที่ดีที่สุดก็คือ “การเปลี่ยนวิธีประเมิน” เพราะเราต้องการให้เยาวชนไทยคิดเป็น แต่หากยังออกข้อสอบแบบเดิมๆ จะเกิดไม่การเปลี่ยนแปลงแน่ คือเน้นการสอน สอนอยู่นั่น เราต้องการให้เด็กคิดเป็น แต่ไม่เปลี่ยนวิธีการประเมินผล ก็จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เช่น หากผมอยากจะเปลี่ยนวิธีที่ครูเขาปฏิบัติในการได้เงินเดือนขึ้น ซึ่งในอดีตได้พยายามทำกันอยู่ อดีตรัฐมนตรี พล.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ทำเอาไว้เยอะ คือวิทยฐานะของครู ถ้าไปผูกติดกับความสำเร็จของตัวเอง เช่น ไปวิจัยเรื่องนู่นเรื่องนี่ แต่ไม่ผูกติดกับเด็ก แน่นอนเราก็ส่งเสริมสิ่งนั้น คือนโยบายของผม คืออย่าไปประเมินกับสิ่งที่รู้ว่าไม่เกี่ยวกับผลโดยตรง เพราะเป้าจริงๆ คือนักเรียน นักศึกษา

อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลง สิ่งแรกที่จะนึกถึงกัน คือ การอบรมครู การหาฝรั่งมาสร้างหลักสูตร แต่วิธีเหล่านี้ไม่เท่ากับสิ่งที่กำลังเสนอ ยกตัวอย่างเช่น ที่ระดับมหาวิทยาลัย ต่อไปนี้ผมต้องการให้เด็กที่จบประกาศให้นายจ้างหรือใครก็ตาม ให้ได้รับทราบ ส่วนทรานสคริปต์ แทนที่จะมีแต่ “จีพีเอ” อย่างเดียว ต่อไปนี้ จีพีเอ จะต้องมีตัว “อี” ที่ย่อมาจากอิงลิช (English) ที่บ่งบอกระดับคุณวุฒิทางภาษาอังกฤษ ตามมาตรฐานสากล Common European Framworkof Reference (CEFR) ว่า บัณฑิตแต่ละคนความสามารถทักษะภาษาอังกฤษ ฟัง พูด อ่าน เขียน แตกต่างกัน 6 ระดับ โดยหน่วยงานมาตรฐานที่เป็นกลาง ทำหน้าที่ให้การรับรอง (Certified) ระดับความสามารถทักษะทางภาษาอังกฤษ

“สิ่งที่ผมต้องการ หน้าตาความสำเร็จของภาษาอังกฤษ ที่อยู่บนมาตรฐาน โดยมีตัวประเมินเป็นตัวกำหนด” ซึ่งการวัดมาตรฐานดังกล่าวจริงๆ แล้วมาจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ เขาจะประเมินมาตรฐานที่ดีที่สุด รองลงมา ที่พอเทียบเคียงได้ เช่น TOEFL IELTS ของไทย ก็คือ TU Get และ CU-TEP ซึ่งผมอาจให้มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ที่มีระบบการวัดประเมินผลที่ดีมาช่วยในการประเมินมาตรฐาน

เมื่อมีข้อกำหนดในการประเมินลักษณะนี้ ก็จะมีแรงจูงใจให้เด็กที่ต้องการโชว์ศักยภาพ มาตรฐานความรู้ของเขากับนายจ้าง หรือกับสถาบันต่างๆ แต่วิธีการนี้จะเป็นเสรีชน จะไม่บังคับว่าทุกคนต้องผ่านการวัดทักษะภาษาอังกฤษดังกล่าว แต่เมื่อเวลาผ่านไปสถาบันการศึกษาก็จะเรียนรู้ว่า ถ้ายังขืนอยู่ในระบบเดิมๆ เขาจะไม่ได้เด็กที่มีมาตรฐาน

ทั้งหมดนี้คือการขับเคลื่อนในระยะสั้น ที่ต้องเริ่มต้นจากเป้าหมาย หรือสิ่งที่เราต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ฉะนั้นในส่วนนี้ จึงไม่ได้พูดถึงประเด็นการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ พื้นฐานของเด็ก ตั้งแต่วัยเยาว์ที่เป็นส่วนของนโยบายระยะยาว ซึ่งต้องใช้เวลามากในการขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

หากกล่าวถึงนโยบายระยะยาว เช่น เรื่องภาษาอังกฤษนั้น ต้องใช้เวลา ซึ่งแน่นอนเรามีมาตรฐานระยะยาว ตั้งแต่ยังเล็กๆ เราก็ต้องคิดต่อว่า 1.หลายคนเสนอเอาฝรั่ง ทั้งที่ฝรั่งคนหนึ่งในเงินล้านกว่าบาท นักเรียนเรามีสิบล้านคน เราจะเอาเงินที่ไหนมาทำให้เด็กของเราเก่งได้ทุกคน

ขณะนี้ผมได้เชิญมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์มาวางแผนระยะยาว ขั้นแรกที่เขาจะมาทำในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ก็คือ Base My Study โดยการศึกษาภาพรวมว่า เด็กนักเรียนไทยทั้งประเทศอยู่ระดับไหน ครูอยู่ในระดับไหนตามมาตรฐานซีอีเอฟอาร์ จากนั้นจึงจะเริ่มให้คำแนะนำในเชิงกลยุทธ์ว่า เราควรทำอะไรก่อน-หลัง วางแผนยังไง ขับดันกันอย่างไร ในสภาพการณ์ที่เรามีคนส่วนใหญ่มีพื้นฐานเท่านี้ จำนวนทรัพยากร ซึ่งในประเทศมาเลเซีย มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์กำลังผลักดันเรื่องนี้อยู่จนใกล้เสร็จสิ้นโครงการแล้ว

“ผมคิดว่า คงใช้ระยะเวลาการศึกษาไม่นาน แต่ผมก็ไม่ได้รอ เพราะเราเริ่มแล้วครับ เราเริ่มมีแผนว่า ขณะนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เราจะปฏิรูปอะไรก็ต้องรู้ว่าเรามีทรัพยากรเท่าไร เช่น เรามีครูที่เก่งอังกฤษ ระดับซี2 ประมาณ 200 คน จากทั่วประเทศถือว่าน้อยมาก เราจึงต้องพยายามหาทาง คือ 1.เปลี่ยนระบบการจะเป็นครูภาษาอังกฤษ โดยใช้กลุ่มคอร์ เทรนเนอร์ ที่เป็นคนไทยในภาคภาษาอังกฤษทั่วไป แต่เราก็สามารถอัพเกรดได้อย่างรวดเร็ว เช่นภาษาอังกฤษเฉพาะวิชาชีพในบางอาชีพ เช่น คนขับแท็กซี่ หรือพนักงานต้อนรับในโรงแรม ซึ่งต้องใช้ภาษาอังกฤษพูดคุยกับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศไทย ปีละกว่า 30 ล้านคน โดยที่พวกเขาไม่ต้องมีความรู้ หรืออ่านเข้าใจเรื่องเชคสเปียร์ เพียงแค่พูด คำว่า Can I Help You? ได้แค่นี้คือสามารถพูดจาสื่อสารกันได้ดีก็พอ ซึ่งส่วนตัวคิดว่าในระยะเวลา 18 เดือน จะมีอะไรที่ชัดเจนอย่างแน่นอน

ส่วนเรื่องภาพรวมของการศึกษามองว่า หน้าตาของความสำเร็จด้านการประเมินผลการศึกษาภาพรวมคือ วางแนวทางไว้ในการเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทย ทั้งการประเมินผลทางวิชาการ เช่น ข้อสอบอัตนัยที่หลายฝ่ายแสดงความเห็นว่า ไม่เป็นธรรม จากที่ต้องตรวจคำตอบเด็กหลายแสนคน ในขณะที่ยุคปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ทำให้การตรวจคำตอบอัตนัยจำนวนหลายแสนคน มีความถูกต้อง แม่นยำได้ เพื่อเป้าหมายให้เยาวชนไทยรู้จักคิดเป็น เช่นเดียวกับวิชาภาษาไทย ที่เด็กไทยเราต้องอ่านออก เขียนได้ จับใจความเป็น

ทั้งนี้เราจะเริ่มต้นที่ระดับเด็กเล็กก่อน เพราะการเริ่มต้นที่เด็กโต ด้วยการใช้ข้อสอบอัตนัยที่หลายคนแนะนำ เพราะผลสอบของเด็กโตส่วนหนึ่งมีผลต่อการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ถือเป็นช่วงความเป็นความตายของเด็ก มันไม่ยุติธรรมสำหรับเขา เพราะอยู่ๆ ไปเปลี่ยนลักษณะข้อสอบ ไปเริ่มใช้ข้อสอบอัตนัยที่เขาไม่คุ้นเคยมาก่อน ฉะนั้นควรเริ่มที่ ป.6 วิชาภาษาไทย ด้วยข้อสอบอัตนัย 20% จากจำนวนข้อสอบทั้งหมด แล้วค่อยๆ ขยายและเราก็ค่อยเรียนรู้ไปด้วยกัน

“อีกอันหนึ่งคือ การประเมินผล เราเริ่มทำอย่างนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อประมาณปี 2555 พระองค์มีพระราชกระแสข้อหนึ่งสำคัญมาก คือเด็กไม่ควรจะแข่งขันกัน ควรจะแข่งขันกับตนเอง ครูควรจะรักเด็ก เด็กควรจะรักครู ผมก็เลยแปลงในเชิงนโยบาย ซึ่งในปีการศึกษาหน้า จะเริ่มต้นด้วยแนวทางให้นักเรียนได้ประเมินผลการศึกษาตัวเอง เป็นระยะๆ ระหว่างเทอม เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับผลการสอบจริง แม้วิธีการนี้จะมีการประเมินต่ำหรือสูงกว่าความเป็นจริง แต่นั่นจะทำให้เด็กได้รู้จักมองตัวเอง และมีแรงกระตุ้นจากภายในจากการเปรียบเทียบผลสอบจริงกับผลประเมิน อีกทั้งแนวทางดังกล่าวยังสามารถใช้ได้กับการผลักดันด้านจริยธรรม คุณธรรมได้เช่นกัน”

วิธีนี้ได้คุยกับผู้ใหญ่ในกระทรวงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะทำให้เป็นรูปธรรม เพียงแต่ยังไม่ตกผลึกว่า จะเริ่มต้นที่ระดับการศึกษาใด ซึ่งจำเป็นต้องหารือกับนักวิชาการกันอีกครั้ง แต่สิ่งสำคัญคือการประเมินผล หรือ “ตัวชี้วัด” เรายังมีความเข้าใจผิดอีกหลายแง่มุม ประการแรก ทุกอย่างที่วัดได้จะเรียกว่า KPI หมด แต่คำว่า ตัวชี้วัด ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า “Key Performance Indicators” ชื่อก็บอกแล้วว่า คีย์ แสดงว่ามีไม่กี่ตัว และการไขประตูเข้าบ้าน คงมีกุญแจไม่ถึง 500 ดอกแน่นอน ประการต่อมา เราเรียก KPI กับ Target เหมือนกัน สมมุติเราจะไปเชียงใหม่ ในเมื่อเชียงใหม่คือ เป้าหมาย ฉะนั้น KPI จึงเป็น GPS ไว้บอกว่า คุณมาถูกทางแล้ว เลือกสักอย่างสองอย่าง เพื่อเลือกเดินทางไปให้ถึงเป้าหมาย แต่คนไทย ส่วนใหญ่ตั้งเป้าไปที่ KPI”

ทั้งนี้ส่วนตัวมองว่า การปฏิรูปการศึกษาต้องทำให้ถูกทาง ตลอดเวลาที่ผ่านมาเรามานั่งถกเถียงกันเรื่องการปฏิวัติถูกหรือไม่ถูก แต่อย่างน้อยเราได้อย่างหนึ่งคือโอกาสทางการศึกษา ขอให้ทุกคนอย่าใจร้อน แต่ก็ต้องให้มันเห็นผล และยืนยันว่า ไม่เกิน 3 เดือน ทุกคนจะเห็นว่ากระทรวงศึกษาฯ จะทำอะไร เราจะต้องเห็นโครงสร้างที่ถูกๆ ที่เรากำหนดขึ้นมา เราต้องเห็นว่ากระดาษที่ประเมินผลต้องน้อยลง แต่จะต้องมีคุณภาพ ต้องสมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะเรื่องการศึกษาจะไม่ประสบความสำเร็จหากไม่มีความเท่าเทียมทั้งด้านบนและด้านล่าง คือเรื่องโอกาสทางการศึกษาที่เด็กต่างจังหวัดจะต้องเท่าเทียมกับเด็กในกรุง ที่สำคัญคือเรื่องการเข้าถึงทางครูดี หนังสือดีๆ และเทคโนโลยีในเรื่องดาวเทียม ซึ่งต้องครอบคลุมทั้งหมด

เด็กสารสาสน์เอกตราสุดเจ๋งประดิษฐ์’โดรน’ช่วยเหลือ-ป้องน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151001/214358.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2558
เด็กสารสาสน์เอกตราสุดเจ๋งประดิษฐ์'โดรน'ช่วยเหลือ-ป้องน้ำท่วม

เด็กสารสาสน์เอกตราสุดเจ๋งประดิษฐ์’โดรน’ช่วยเหลือ-ป้องกันน้ำท่วม

              ว่ากันว่าการจัดกิจกรรม “สัปดาห์วิทยาศาสตร์ 2558” ภายใต้คอนเซ็ปต์ประจำปี 2558 “จุดประกายความคิด พัฒนาชิวิตด้วยวิทยาศาสตร์ เสริมสร้างชาติด้วยเทคโนโลยี สู่วิถีแห่งนวัตกรรม” ทำให้เด็กนักเรียน โรงเรียนสารสาสน์เอกตรา ได้มีการพัฒนาศักยภาพและพัฒนาผลงานของตนเองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด โดยโครงงานการประกวดผลงานทางวิทยาศาสตร์ในปีนี้ ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในปีนี้ ได้แก่ โครงงานนวัตกรรมการช่วยเหลือและการป้องกันน้ำท่วม ของนักเรียนชั้น 8C ซึ่งได้โชว์ไอเดียประดิษฐ์โดรน และแพขวดน้ำ เพื่อช่วยบรรเทาอุทกภัยน้ำท่วม ซึ่งได้รับรางวัลไปทั้งหมด 3 รางวัลด้วยกัน คือ รางวัลการนำเสนอยอดเยี่ยม รางวัลนวัตกรรมยอดเยี่ยม และรางวัลโครงงานยอดเยี่ยม

ด.ญ.มิน ซอ หัวหน้าโครงงานสิ่งประดิษฐ์โดรน และแพขวดน้ำ กล่าวว่า ได้แนวคิดที่ว่า ประเทศไทยได้เกิดวิกฤติการณ์น้ำท่วมบ่อยครั้ง และทุกๆ ครั้ง ก็ทำให้เกิดความเสียหายอย่างมากต่อประเทศชาติ ต่อบ้านเมือง และเศรษฐกิจ จึงเกิดเป็นโครงงานนวัตกรรมการช่วยเหลือและการป้องกันน้ำท่วมขึ้นมา หลายๆ ที่ที่เกิดภัยน้ำท่วมและเข้าถึงยากไปจนถึงถิ่นทุรกันดาร การช่วยเหลือเป็นไปได้ยากลำบาก จึงคิดว่าควรพัฒนาสิ่งใหม่ๆ หรืออุปกรณ์ที่สามารถส่งความช่วยเหลือได้ง่ายและสะดวกขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีหรืออะไรก็ตามที่สามารถส่งหรือควบคุมได้ ซึ่งได้ไอเดียจาก “โดรน” หรือ อากาศยานไร้คนขับ ซึ่งเมื่อก่อนถูกนำมาใช้ในทางการทหาร ในการทำหน้าที่สอดแนมและภารกิจโจมตีต่างๆ จนมาถึงปัจจุบัน เทคโนโลยีของโดรนถูกพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ และถูกนำมาใช้ในหลากหลายรูปแบบ เช่น ใช้โดรนถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอจากมุมสูง ใช้ในการเกษตร ตรวจสภาพจราจรและภูมิอากาศ

ว่ากันว่า โดรนมีหลายรูปแบบ แต่มัลติโรเตอร์ หรือมัลติคอปเตอร์ เป็นโดรนแบบใบพัด แต่ละใบพัดมีมอเตอร์ของตัวเอง รูปร่างคล้ายๆ เฮลิคอปเตอร์แต่มีใบพัดเยอะกว่า ที่นิยมกันก็จะเป็นแบบ 4 ใบพัด และ 6 ใบพัด ซึ่งโดรนตัวนี้พวกเราก็ซื้อมาประกอบเองเช่นกัน โดยหาจากวัสดุง่ายๆ ตามท้องตลาด ใบพัด มอเตอร์ เครื่องบังคับ จนไปถึงกล้องที่ติดกับตัวโดรน ในการประกอบโดรนต้องลองผิดลองถูกหลายครั้ง และใช้ระยะเวลานานพอสมควรที่จะต้องฝึกบังคับบินโดรน นอกจากตัวโดรนแล้ว เรายังได้ประดิษฐ์แพขวดน้ำ สำหรับใช้เคลื่อนย้ายถุงยังชีพ ซึ่งจะติดอุปกรณ์นำทางจีพีเอสและมอเตอร์ไว้ที่แพขวดน้ำ เพื่อนำทางไปสู่พื้นที่ที่ต้องการความช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยน้ำท่วม

ด้าน อาจารย์พิสุทธิ์ ยงค์กมล ผู้อำนวยการโรงเรียนสารสาสน์เอกตรา เล่าว่า ผลการจัดงานในปีนี้ ค่อนข้างพอใจกับโครงงานของนักเรียน เพราะเด็กได้มีส่วนร่วมทุกคน และการจัดกิจกรรมเหล่านี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน ในการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และเพื่อเสริมสร้างเจตคติที่ดีต่อวิชาวิทยาศาสตร์ รวมทั้งตระหนักถึงความสำคัญในการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปต่อยอดในการพัฒนาสิ่งต่างๆ ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศไทย ซึ่งในอนาคตนักเรียนจะต้องเติบโตเป็นพลเมืองของประเทศ จึงควรจะต้องตั้งใจศึกษา ค้นหาความรู้นำไปสู่การพัฒนาตนเองให้เป็นคนที่มีคุณภาพ ที่จะเป็นกำลังสำคัญของประเทศในการสร้างความรู้ สร้างปัญญา และสร้างขีดความสามารถในการพัฒนาประเทศต่อไป และสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือ การมีความรู้ควบคู่คุณธรรม ดังปรัชญาของโรงเรียนที่ว่า “คุณธรรม นำวิชา ภูมิปัญญา พาพัฒนา”

เด็กประเมินตนเองแนวปฏิรูปของประเดิมวิชาวิทย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151001/214357.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2558
เด็กประเมินตนเองแนวปฏิรูปของประเดิมวิชาวิทย์

ชูธง..เปลี่ยนการศึกษาด้วยหัวใจให้เด็กประเมินตนเอง..ประเดิมวิชาวิทย์ : เกศกาญจน์ บุญเพ็ญเรื่อง ภาพประกอบจากทีมงานคุณหมอ

           กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้น้อมนำพระราชกระแสเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “ให้ครูรักเด็กและเด็กรักครู”, “ให้ครูสอนเด็กให้มีน้ำใจต่อเพื่อน ไม่ให้แข่งขันกัน แต่ให้แข่งกับตัวเอง ให้เด็กที่เรียนเก่งกว่าช่วยสอนเพื่อนที่เรียนช้ากว่า” และ “ให้ครูจัดกิจกรรมให้นักเรียนทำร่วมกัน เพื่อให้เห็นคุณค่าของความสามัคคี” มาเป็นหัวใจสำคัญในการปฏิรูปการศึกษา และมุ่งมั่นขยายผลให้ลงไปสู่การศึกษาในทุกระดับ โดยมี นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รับหน้าที่ขับเคลื่อน.. “ให้ใจ เป็นหัวใจ ของการศึกษา” คือคำตอบแรกที่ นพ.ธีระเกียรติ สะท้อนภาพใหญ่แนวทางการดำเนินการ

นพ.ธีระเกียรติ กล่าวว่า เวลานี้ได้เตรียมหลายโครงการที่จะขับเคลื่อน แต่ที่แน่ชัดและตกผลึกเพราะมีการศึกษาวิจัยระดับโลกรองรับ มีการศึกษาโดยมูลนิธิยุวสถิรคุณ ที่ดำเนินการมากว่า 1 ปี นั่นคือ โครงการ “Student Expectation” หรือการให้นักเรียนตั้งเป้าหมายทางการเรียนของตน เพื่อฝึกให้แข่งขันกับตัวเอง เบื้องต้นได้ทำความเข้าใจกันในระดับผู้บริหารของ ศธ.และเตรียมจะประกาศเป็นนโยบายให้สถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เริ่มทันทีเมื่อเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 ซึ่งเชื่อว่าโครงการดังกล่าวจะเป็นประโยชน์และสร้างคุณูปการต่อการศึกษาไทย

นพ.ธีระเกียรติ กล่าวอีกว่า โครงการดังกล่าวเป็นการนำหลักจิตวิทยามาใช้เพื่อการพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูกับเด็ก ซึ่งเป็นหัวใจของการศึกษาตามแนวพระราชกระแสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยจะเริ่มใช้เพียง 1 วิชา คือ วิชาวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาปีที่ 5 ถึงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งสิ่งที่ครูต้องทำโดยใช้เวลาเพียง 2 นาที คือ เมื่อเปิดภาคเรียนที่ 2/2558 ครูต้องให้นักเรียนประเมินตนเองว่าเกรด 4, 3, 2 และ 1 คิดว่าจะได้เกรดอะไร ซึ่งจะได้พบว่าบางคนอาจจะประเมินต่ำกว่าเป็นจริง เพราะคิดว่าตนเองไม่เก่ง หรือเด็กบางคนอาจจะประเมินไว้สูงเกินความจริง เพราะหลงตัวเอง เชื่อมั่นว่าตนเองเก่งหรือประเมินมั่วๆ ขณะที่บางคนก็ประเมินตรงตามความเป็นจริง

สำหรับข้อดีของการให้เด็กประเมินตนเองจะกระตุ้นให้เด็กเกิดความกระตือรือร้น เอาจริงเอาจังกับการตั้งเป้าหมาย ซึ่งเราต้องการให้เขาคิดตั้งเป้าให้ถูกและพยายามไปถึงเป้าหมาย แต่ไม่ใช่ตั้งเป้าเพราะความอยากได้ นั่นหมายถึงเด็กไม่ต้องไปแข่งกับคนอื่นแต่แข่งกับตัวเอง ขณะที่ครูจะได้เรียนรู้จักเด็กทุกคนแต่ต้นเทอม ระหว่างทางในการเรียนเมื่อวิเคราะห์ว่าเขาอาจมีปัญหาไม่ได้ตามเป้าหมายก็จะหาวิธีการช่วยแก้ไขสร้างแรงผลักดัน แรงจูงใจให้เขาพยายาม และยังเป็นโอกาสทองที่จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เด็กที่เกิดความผิดหวังเมื่อผลการเรียนไม่เป็นไปตามเป้าที่เขาประเมินตนเอง เป็นต้น

“เรื่องนี้ผมไม่ได้คิดเองขึ้นมาลอยๆ แต่มีงานวิจัยด้านการศึกษาระดับโลกโดย ศ.จอห์น แฮตตี้ ระบุว่า วิธีดังกล่าวเป็นวิธีที่ทรงพลังที่สุดมารองรับ และยังสอดคล้องกับแนวพระราชกระแสของในหลวง ที่มีพระราชดำรัสว่าเด็กต้องแข่งกับตนเอง ครูต้องสนใจเด็กและเด็กต้องสนใจเรียนจึงจะประเมินได้ดี ทั้งนี้ เราไม่ได้กำหนดวิธีการตายตัวว่าครูต้องทำอะไร แต่ทางมูลนิธิยุวสถิรกุลจะเข้ามาช่วยโดยจัดทำคลิปวิดีโอความยาว 5-10 นาที เพื่อสอนครูให้เข้าใจแนวทางดังกล่าวอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ซึ่งจะมีหลากหลายคลิปให้เรียนรู้ และครูอาจจะดึงพ่อแม่และชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม เร็วๆ นี้จะมีการจัดอบรมเพื่อสร้างความเข้าใจ” นพ.ธีระเกียรติ ระบุ

ในส่วนการประเมินผลความสำเร็จโครงการนั้น นพ.ธีระเกียรติ อธิบายว่า ระยะแรกจะประเมินว่า ครูให้ความร่วมมือหรือไม่ผ่านสมุดพกนักเรียนในช่วงต้นและปลายภาคเรียน โดยให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ช่วยลงไปติดตามและจะเรียกร้องให้พ่อแม่ขอดูด้วย ขณะเดียวกันมอบให้มูลนิธิยุวสถิรกุลทำการวิจัยควบคู่ไปด้วยในลักษณะสุ่มตัวอย่างเพื่อดูว่าผลลัพธ์ที่ได้เด็กดีขึ้นหรือไม่ คาดว่าเพียง 1 ภาคเรียนก็เริ่มเห็นผล

ทั้งนี้เห็นว่าการปฏิรูปการศึกษาไม่ใช่ปฏิรูปตามกระแส ตามความรู้สึกว่าอันนี้ดีต้องทำ แต่ต้องการปฏิรูปที่มีหลักฐาน มีเหตุมีผลและวัดผลความสำเร็จได้ จึงอยากให้เปลี่ยนการศึกษาด้วยใจ ซึ่งในงานวิจัยนั้นถือเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่ง

“เชื่อว่าอาจจะมีเสียงต่อว่าผมกลับมาบ้าง แต่ไม่รู้ว่าจะเยอะหรือไม่ แต่ผมจะขอแลกเปลี่ยน คือจะประกาศเลิกทาสกระดาษที่สร้างภาระให้ครู ตรงนี้จะดูแลแก้ไขให้ แต่ขอแลกด้วยเวลาเพียง 2 นาที ให้ครูมาร่วมมือกันทำเรื่องนี้ และในฐานะกระทรวงศึกษาธิการ ก็จำเป็นต้องกำหนดเป็นระดับนโยบายลงไป เพราะหากรอให้เกิดขึ้นผมเชื่อคงไม่มีทางเกิดขึ้น แต่ผมยืนยันว่าจะพยายามรบกวนและสั่งครูให้น้อยที่สุด เพราะอยากให้ครูได้เห็นการศึกษาที่มาจากตัวเด็กเอง ที่สำคัญไม่ใช่เป็นการมุ่งประเมินผลสัมฤทธิ์หรือความสำเร็จทางการศึกษาอย่างที่หลายคนมักต่อว่า เพราะวิธีนี้ก็สามารถประเมินความเป็นคนดีได้เช่นกัน” นพ.ธีระเกียรติ กล่าวในที่สุด