ม.เอแบคยันมีอธิการบดีชื่อ’ภารดาบัญชา’คนเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150930/214351.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 30 กันยายน 2558
ม.เอแบคยันมีอธิการบดีชื่อ'ภารดาบัญชา'คนเดียว

ม.เอแบคยันมีอธิการบดีชื่อ’ภารดาบัญชา’คนเดียว ชี้ต้นเหตุความขัดแย้งกรรมการสภามหาวิทยาลัย เกิดจากโครงการเครื่องฝึกบินจำลอง ส่งผลอธิการบดีพ้นตำแหน่ง

            เมื่อวันที่ 30 กันยายน ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) หัวหมาก  กทม. นายวีรศักดิ์ อนุสนธิวงษ์ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของเอแบค และกรรมการสภามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ แถลงข่าวชี้แจงกรณีข้อขัดแย้งคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญว่า จุดเริ่มต้นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมาจากเรื่องที่ดร.สุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ เสนอขออนุมัติโครงการห้องปฎิบัติการเครื่องฝึกบินจำลองเสมือนจริงแบบแอร์บัส เอ 320 และทางสภามหาวิทยาลัยได้อนุมัติและมีความประสงค์จะซื้อเครื่องบินฝึกจำลองเสมือนจริงดังกล่าว โดยเป็นโครงการร่วมทุนกับบริษัทให้ภารดาบัญชา แสงหิรัญ อธิการบดี เป็นผู้หุ้น และเกิดข้อท้วงติงในการดำเนินการส่อไปในทางทุจริต จึงได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนเรื่องดังกล่าว พบว่า ไม่มีการทุจริต

แต่ดร.สุทธิพรและกรรมการสภามหาวิทยาลัยบางคนกลับต้องการให้คณะกรรมการถอดถอนอธิการบดี โดยขอตั้งคณะกรรมการสอบสวนอธิการบดีสั่งให้พักงานอธิการบดีก่อน ซึ่งในการสั่งพักงานอธิการบดีไม่สามารถกระทำได้โดยมาตรา98 พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน ระบุชัดว่า การพักงานอธิการบดีได้ต้องเป็นการร้องขอจากกรรมการสอบสวนมายังคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัย แต่ปัจจุบันยังไม่มีการร้องขอมาที่สภามหาวิทยาลัย การพักงานภราดาบัญชา จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และถือว่ายังคงตำแหน่งอธิการบดีม.เอแบคตามเดิม ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้น ภราดาบัญชา จึงมอบให้ ดร.กมล กิจสวัสดิ์ รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนาม.เอแบค เป็นผู้ปฎิบัติหน้าที่แทนอธิการบดี

นอกจากนั้น สำหรับ เรื่องงบดุล ปี 2557 ถือเป็นประเด็นสำคัญ เพราะสามารถนำมาใช้ในการถอดถอนอธิการบดี เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้กำหนดไว้ชัดเจนว่า ถ้าอธิการบดีไม่สามารถส่งงบภายในวันที่ 30 กันยายน อธิการบดีจะมีความผิดตามมาตรา 96 พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2550โดยจะถูกถอดถอน และถูกปรับเป็นเงิน 1 แสนบาท ดังนั้น การประชุมสภามหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 17กันยายน 2558 มีวาระการรับรองเรื่องงบการเงินของมหาวิทยาลัยแต่มีกรรมการสภาฯ บางส่วนไม่เข้าร่วมประชุม ทำให้ไม่ครบองค์ประชุมและไม่สามารถพิจารณาดังกล่าว แต่ทางมหาวิทยาลัยได้นำเรื่องดังกล่าวหารือกับเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษาและได้ให้แนวทางในการแก้ไขปัญหา จึงทำให้ ขณะนี้ทางมหาวิทยาลัยได้ส่งส่งเรื่องดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมาแล้ว

ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย เอแบค กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีการอนุมัติใบปริญญาบัตร สำหรับนักศึกษา ปีการศึกษา 2557  จำนวนกว่า 3,000 คน ขณะนี้ได้มีการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยเมื่อวันที่ 30 กันยายน ภารดาสุรสิทธิ์ สุขชัย ได้ทำหนังสือเวียนไปยังกรรมการสภาฯ ทุกคนแล้ว เพื่อลงนามอนุมัติใบปริญญา โดยจะต้องตอบกลับมาภายในวันที่ 7 ตุลาคม 2558 หากไม่ตอบกลับมาจะถือว่าได้อนุมัติเห็นชอบแล้ว ดังนั้น ขอยืนยันว่านักศึกษาทุกคนจะได้เข้ารับปริญญาบัตรในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2558 ตามกำหนดเดิม โดยจะมีภารดาบัญชา แสงหิรัญ เป็นผู้มอบปริญญาบัตร

“เวลานี้มหาวิทยาลัยเอแบค มีอธิการบดีเพียงคนเดียวนั้น คือ ภารดาบัญชา แสงหิรัญ ดังนั้น บุคคลใดที่แอบอ้างเป็นรักษาการอธิการบดี จึงเป็นเรื่องที่มิชอบด้วยกฎหมาย เพราะตามพ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน มาตรา 42 ระบุว่า หากกรณีที่อธิการบดีปฎิบัติหน้าที่มิได้ ให้รองอธิการบดีเป็นผู้ปฎิบัติหน้าที่แทน จึงเห็นได้ชัดเจนว่า ตำแหน่งรักษาการอธิการบดี ไม่ได้มีปรากฏตามกฎหมายแต่อย่างใด แม้ก่อนหน้านี้จะมีการแอบอ้างตามคำสั่งสภามหาวิทยาลัย แต่หากคำสั่งนั้น ไม่ได้เป็นการลงนามด้วยนายกสภามหาวิทยาลัย ก็ถือเป็นคำสั่งที่ไม่ถูกต้อง ขณะเดียวกัน มติของการประชุมต่างๆ ที่ไม่ได้เป็นการเรียกประชุมโดยนายกสภามหาวิทยาลัย ถือเป็นมติที่ไม่ถูกต้อง ฉะนั้น การประชุมของดร.สุทธิพร กับกรรมการสภามหาวิทยาลัยบางส่วน ที่ได้นำเสนอข้อมูลสู่สาธารณชนเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง อีกทั้ง ขณะนี้ ดร.สุทธิพร ได้พ้นสภาพจากการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเอแบค ตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2558 แล้ว” ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของม.เอแบคกล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม ทางม.เอแบคกำลังรอหนังสือจากกระทรวงศึกษาธิหาร(ศธ.)  เรียกเข้าไปหารือแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้น ซึ่งทางมหาวิทยาลัยยินดีเข้าไป

‘ธเนศพล-ณัฐพงษ์-อนุสรณ์’กุนซือข้างกาย’ดาว์พงษ์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150930/214303.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 30 กันยายน 2558
'ธเนศพล-ณัฐพงษ์-อนุสรณ์'กุนซือข้างกาย'ดาว์พงษ์'
'ธเนศพล-ณัฐพงษ์-อนุสรณ์'กุนซือข้างกาย'ดาว์พงษ์'

‘ธเนศพล-ณัฐพงษ์-อนุสรณ์’กุนซือข้างกาย’ดาว์พงษ์’ : ทีมข่าวการศึกษารายงาน

 

             ตามติดการทำงานของ “บิ๊กหนุ่ย” พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่เวลานี้ครบรอบ 1 เดือนในรั้วเสมา กับการประกาศชัดเจนว่า งานทุกอย่างต้องส่งตรงถึงตนเองและใช้คำสั่งเดียวแบบ “ซิงเกิลคอมมานต์” แม้จะมี 2 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ “บิ๊กน้อย” พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ และ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รวมถึงผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ และเลขานุการรมว.ศึกษาธิการ แบ่งเบาภาระงานไปช่วยดู แต่ถ้าเมื่อไรต้องตัดสินใจ เยส หรือ โน ยังต้องขึ้นอยู่กับ “บิ๊กหนุ่ย” คนเดียว!!!

แม้ลั่นวาจาว่า ต้อง “คำสั่งเดียว” ก็ยังต้องการคนรู้ใจมาเป็นมือเป็นไม้ ช่วยกำกับดูแลการทำงานในส่วนต่างๆ ซึ่งที่น่าจับตาเป็นพิเศษหนีไม่พ้นคนใกล้ชิด ที่รู้ใจอย่าง “ธเนศพล ธนบุณยวัฒน์” แม้จะพลาดตำแหน่งที่ปรึกษารมว.ศึกษาธิการ แบบฉิวเฉียด แต่ก็ได้มานั่งเป็น ประธานคณะทำงานดูแลการดำเนินงานตามนโยบายทุกอย่างที่ รมว.ศึกษาธิการสั่งการ

เรียกว่า ใกล้ ยิ่งกว่าใกล้..

ว่ากันว่า “ธเนศพล  ธนบุณยวัฒน์” เคยเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ในสมัยที่ “บิ๊กหนุ่ย” นั่งกุมบังเหียน ซึ่งหมายความว่า ก่อนหน้านั้นย่อมต้องเคยร่วมงานจนคุ้นชิน เข้าอกเข้าใจกันอย่างลึกซึ้ง ส่วนความใกล้ชิดจะนานแค่ไหนตรงนี้คงไม่สามารถบอกได้ แว่วว่า งานสำคัญๆ จะอยู่ในการดูแลของประธานคณะทำงานและลูกทีมเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาการทุจริตในสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สำนักงาน สกสค.) รวมถึงภารกิจสำคัญที่ได้รับรับมอบหมาย เรียกว่าเป็น “ฝ่ายบู๊” ทัพหน้าที่รู้ใจ “บิ๊กหนุ่ย”

ถัดมา “พ.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว” เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คนนี้ก็สนิทสนมรู้ใจกันมาช้านาน ส่วนหนึ่งก็ประสาคนสีเดียวกัน มีความรู้ มีความสามารถ เคยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยทูตทหารบก ณ กรุงปารีส ฝรั่งเศส เรียกว่าดีกรีไม่ธรรมดา จึงถูกวางตัวให้เป็น “ฝ่ายบุ๋น” คู่กาย “บิ๊กหนุ่ย” เสิร์ฟข้อมูลได้ทันทีและรับผิดชอบดูแลงานด้านวิชาการของกระทรวงศึกษาธิการ และทำหน้าที่ เลขานุการคณะกรรมการศูนย์ปฏิบัติการขับเคลื่อนงานตามนโยบาย รมว.ศึกษาธิการ คอยไล่บี้งาน “นโยบาย 26 เรื่อง” ให้เห็นผล และยังได้ไฟเขียวให้สามารถเสนอแนะการทำงานกับองค์กรหลักกระทรวงศึกษาฯ ได้

อีกคนที่ต้องจับตามอง คือ “อนุสรณ์ ฟูเจริญ” คนนี้เรียกว่าถูกตั้งเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการตั้งแต่ยังไม่ลุกจากเก้าอี้ “รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)” ว่ากันว่า ถ้าไม่เกษียณอายุราชการเสียก่อน คงมีสิทธิ์ลุุ้นขึ้นแท่น “เลขาธิการกพฐ.” ก็เป็นได้ งานนี้หนีไม่พ้นถูกวางตัวให้ดูงานถนัดอย่าง การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ที่ทำมาตั้งแต่เป็นผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพป.) สุพรรณบุรี เขต 1 จนเข้าตา “บิ๊กน้อย” ถึงขั้นดันขึ้นมากินตำแหน่ง “รองเลขาธิการ กพฐ.” ในยุคนี้ ชนิดที่เรียกได้ว่าเติบโตแบบข้ามหน้าข้ามตาไปหลายคน

ส่วนงานหลักๆ ที่ปักหมุดรอ “อนุสรณ์ ฟูเจริญ” ผู้ช่วยรัฐมนตรี ถูกวางไว้แล้ว ทั้งการขับเคลื่อนโครงการอบรม/สัมมนา ให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ การนำไอซีทีมาใช้ในการบริหารงานอย่างทั่วถึง มีประสิทธิภาพ การส่งเสริมด้านสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา และการอำนวยการเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน หรืออาจรวมไปถึงการบริหารงานของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ด้วย

ต้องจับตาดูว่า “บิ๊กหนุ่ย” และทีมกุนซือ จะทำงานเข้าคู่ เข้าขา และร่วมมือร่วมใจแก้ปัญหาต่างๆ ในกระทรวงศึกษาธิการได้มากน้อยแค่ไหน และจะถูกใจโดนใจคนไทยทั้งประเทศหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ คีย์เวิร์ดสำคัญของ “บิ๊กหนุ่ย” ที่เน้นย้ำต้องฟัง ”คำสั่งเดียว” นั้น ย่อมหาคน “รับผิดชอบ” ได้ไม่ยากหากเกิดความผิดพลาด!!!

 

 

‘เทพรัตนมณีกานท์’หนังสืออ่านนอกเวลาพระราชนิพนธ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150930/214302.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 30 กันยายน 2558
'เทพรัตนมณีกานท์'หนังสืออ่านนอกเวลาพระราชนิพนธ์

‘เทพรัตนมณีกานท์’หนังสืออ่านนอกเวลาพระราชนิพนธ์’สมเด็จพระเทพฯ’ : เกศกาญจน์ บุญเพ็ญรายงาน

             สพฐ.รวบรวมพระราชนิพนธ์บทร้อยกรองในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จัดพิมพ์เป็น “หนังสือเทพรัตนมณีกานท์” แจกให้ร.ร.ในสังกัด 3.5 หมื่นเล่ม และร.ร.อื่นๆ ใช้เป็นหนังสืออ่านเพิ่มเติมกลุ่มสาระวิชาภาษาไทย ของนร.ประถม-ม.ปลายและครู

เมื่อวันที่ 28 กันยายน ที่ห้องประชุมกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) แถลงข่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จัดพิมพ์หนังสือเทพรัตนมณีกานท์ (เทบ-พะ-รัด-มะ-นี-กาน) รวมพระราชนิพนธ์บทร้อยกรองในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อเฉลิมพระเกียรติในโอกาสฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558 ทั้งนี้หนังสือพระราชนิพนธ์ดังกล่าวกองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ดำเนินการจัดทำต้นฉบับ ซึ่งได้รวบรวมพระราชนิพนธ์บทร้อยกรองในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไว้จำนวน 60 บท ซึ่งทรงพระราชนิพนธ์ตั้งแต่พระชนมายุ 12 พรรษา (พ.ศ.2510) จนถึงพระชนมายุ 45 พรรษา (พ.ศ.2543) และแบ่งเป็นหมวดหมู่ พร้อมทั้งมีภาพประกอบภาพฉายาลักษณ์ตั้งแต่ทรงพระเยาว์จนถึงปัจจุบัน ล้วนเป็นภาพพระจริยวัตรอันงดงามที่หาชมได้ยาก

“สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นเจ้าฟ้าผู้เป็นแบบอย่างอันดีในการดำเนินชีวิตแก่คนไทยทุกด้าน ทั้งความกตัญญูกตเวทิตา ความใฝ่รู้ใฝ่เรียน คุณธรรมจริยธรรม พระวิริยะอุตสาหะ ทรงเป็นครูของปวงชนและมีพระราชดำริว่า การศึกษาต้องประกอบด้วย 4 อย่าง คือ พุทธิศึกษา หัตถศึกษา พลศึกษา และจริยศึกษา ซึ่งยึดถือปฏิบัติกันมาในอดีต ทรงมีพระราชประสงค์ให้นำกลับมาใช้พัฒนาการศึกษา ที่สำคัญพระองค์ทรงเป็นต้นแบบด้านการอ่านของเด็กไทยได้เป็นอย่างดี” ดร.กมลกล่าว และว่า ขณะนี้สพฐ.ได้จัดพิมพ์หนังสือเทพรัตนมณีกานท์ จำนวน 3.5 หมื่นเล่ม เพื่อแจกให้แก่โรงเรียนในสังกัด สพฐ.ใช้เป็นหนังสืออ่านเพิ่มเติมกลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาภาษาไทย ตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย รวมทั้งครูผู้สอนวิชาภาษาไทย นอกจากนี้ยังแจกให้สถานศึกษาในสังกัดอื่นๆ อาทิ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนด้วย

ด้าน ศ.กิตติคุณ กาญจนา นาคสกุล ราชบัณฑิต สมาคมครูภาษาไทยแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ บรมราชกุมารี ทรงมีพระอัจฉริยภาพด้านการคิดและการเขียน โดยพบว่าทรงเริ่มพระราชนิพนธ์ตั้งแต่เมื่อครั้งเรียนโรงเรียนจิตรลดา พระชนมายุเพียง 12 พรรษา ถือเป็นสิ่งที่น่าจะเป็นข้อเตือนใจและข้อคิดให้แก่เด็กๆ เพราะปัจจุบันเด็กไทยไม่ค่อยคิด ได้อ่านหรือเขียน จึงอยากให้หนังสือเทพรัตนมณีกานท์นี้เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาให้เขาได้เห็นว่าภาษานั้นมีความไพเราะ มีสิ่งที่ดีและไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาที่ยาก เห็นได้จากบทพระราชนิพนธ์ที่คัดเลือกมาจะเป็นบทพระราชนิพนธ์ที่อ่านง่ายและน่าจดจำ ง่ายและควรค่าที่เด็กและครูจะได้เรียนรู้

สื่อการสอนเตรียมพร้อม‘ครู’สู่การสอนในศตวรรษที่ 21

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150929/214241.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 29 กันยายน 2558
สื่อการสอนเตรียมพร้อม‘ครู’สู่การสอนในศตวรรษที่ 21

สื่อการสอนเตรียมพร้อม‘ครู’ สู่การสอนในศตวรรษที่ 21

             การเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพนั้น “ครู” จะต้องสามารถใช้สื่อการสอนได้อย่างหลากหลาย และเหมาะสม เพื่อให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติ ฝึกประสบการณ์ ทำให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง  “เด็กยุคนี้…ส่วนใหญ่มีปัญหาสมาธิสั้น ซึ่งอาจจะเกิดจากการดูทีวี หรือเล่นเกมมากเกินไป แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เด็กเหล่านี้จะเรียนรู้ไม่ได้ เพียงแต่ว่าหากใช้สื่อเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการเรียนการสอนก็จะทำให้เด็กเข้าใจ และเข้าถึงบทเรียนได้ง่ายขึ้น”

ดร.ธานี จันทร์นาง ครูชำนาญการโรงเรียนวิเชียรกลิ่นสุคนธ์อุปถัมภ์ จ.พระนครศรีอยุธยา ระบุว่า ที่โรงเรียนวิเชียรกลิ่นสุคนธ์อุปถัมภ์ จ.พระนครศรีอยุธยา ใช้สื่อเทคโนโลยี ที่เรียกว่า ‘ทวิก’ (Twig) ในการจัดการเรียนรู้สำหรับห้องเรียนแห่งศตวรรษที่ 21 เนื่องจากเป็นสารคดีสั้น ความยาว 3 นาทีกว่าพันเรื่อง ครอบคลุมกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์

“นักเรียนตื่นเต้น สนใจ เพราะเป็นเหมือนการดูภาพยนตร์ หรือหนังวิทยาศาสตร์ที่สามารถสรุปเนื้อหาที่ซับซ้อนให้เข้าใจและจดจำได้ง่าย โดยที่ครูสามารถออกแบบการเรียนการสอนได้ด้วยตนเอง อาจเริ่มจากการตั้งคำถามก่อนนำเข้าสู่บทเรียน เพื่อเป็นการฝึกให้เด็กได้จับใจความสำคัญ หรือแม้แต่การอภิปรายหลังดูวิดีโอจบ ก็ถือเป็นการต่อยอดการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี” ดร.ธานีเล่า

ประโยชน์ของการนำสื่อเทคโนโลยีเข้ามาใช้ ดร.ธานี อธิบายต่อว่า มีอยู่หลายทาง ข้อดีที่ชัดเจนสุด คือ 1.ช่วยครู 2.เด็กชอบ เพราะปัจจุบันเด็กไทยมีปัญหาสมาธิสั้น ซึ่งเป็นผลมาจากการเล่นเกม อยู่กับคอมพิวเตอร์ จอมือถือ หรือให้ดูทีวีมากเกินไป แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเด็กจะเรียนรู้ไม่ได้ เพียงแต่ว่าบางทีการเรียนรู้ในกลุ่มเล็กๆ จะช่วยให้เด็กเข้าใจและเข้าถึงได้ง่ายกว่า

“สื่อการสอนที่มีการนำเสนอเนื้อหาและบทเรียนที่ซับซ้อนให้เข้าใจและจดจำได้ง่าย สามารถนำมาสร้างกิจกรรมเวิร์กช็อปที่เชื่อมโยงกับบทเรียนให้ครูสามารถนำไปใช้ในห้องเรียนได้ ฝึกคิด แก้ปัญหา และสร้างเนื้องาน เพราะกิจกรรมที่สนุก ครูจะมีการต่อยอดในห้องเรียนได้ดี อีกอย่างเมื่อสื่อมีความน่าสนใจก็จะสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อรายวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ได้เป็นอย่างดี” ครูชำนาญการโรงเรียนวิเชียรกลิ่นสุคนธ์อุปถัมภ์ จ.พระนครศรีอยุธยา

การใช้สื่อเทคโนโลยีอย่างน้อยทำให้เด็กเกิดจินตนาการ เช่นเวลาที่เราพูดถึงเรื่องโครงสร้างบางทีเขาไม่สามารถมโนภาพได้ แต่ว่าถ้าเรามีสื่อ เช่นเดียวกับกรณีทวิกก็จะทำให้เด็กมองภาพชัดขึ้น บวกกับสถานการณ์จำลองที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ จะทำให้เขารู้จักคิดและมีทักษะกระบวนการแก้ปัญหาได้ด้วย เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องดีที่เอาเทคโนโลยีมาใช้ในการเรียนการสอน

การนำสื่อเทคโนโลยีมาใช้ในการเรียนการสอนนั้น ในส่วนของครูคือสามารถนำเข้าสู่บทเรียนสั้นๆ ได้ และทำให้เด็กเข้าใจง่าย และเห็นภาพได้ชัด สำหรับเด็กคือ ทำให้เขาได้เห็นของจริง ถึงแม้จะเป็นแค่ภาพที่ปรากฏบนสื่อ แต่เขาก็จะจินตนาการตามได้ และสามารถหาองค์ความรู้เพิ่มได้ด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตามการใช้กระบวนการเรียนรู้เหล่านี้ เด็กก็ต้องมีความรู้พื้นฐานอยู่ก่อนแล้ว ครูเองก็จะต้องเตรียมตัวเองและเตรียมความพร้อมสำหรับเด็กด้วยเช่นกัน

หากครูสามารถเสริมสร้างความเคยชินให้แก่เด็กในเรื่องของการใช้เทคโนโลยีเพื่อการค้นคว้าหาความรู้ในแบบต่างๆ ตั้งคำถาม และหาคำตอบให้ตัวเองได้ เมื่อนั้นก็ถือว่าเราได้ทำสำเร็จแล้วในฐานะ ครู คนที่ให้การศึกษา ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ นำไปสู่ไอเดียที่สามารถต่อยอดโปรเจ็กต์งานของตัวเองได้ เหมือนเป็นเครื่องมือในการขยายความรู้ให้เด็กๆ นั่นเอง ทำให้เกิดเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้และเป็นการใช้สื่อเทคโนโลยีที่มีประโยชน์อย่างแท้จริง

ทั้งนีี้ การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการจัดการการเรียนการสอน “ครู” ต้องเข้าใจความสำคัญของเทคโนโลยีเสียก่อนว่า ปัจจุบันโลกของธุรกิจต้องการคนที่มีทักษะ ไม่ใช่คนที่มีความรู้เพียงอย่างเดียว บริษัทใหญ่ๆ อย่างกูเกิลประกาศว่าไม่สนใจว่าจบจากมหาวิทยาลัยอะไร หรือได้เกรดเฉลี่ยเท่าไหร่ สนใจแค่ว่า ทำงานได้ไหม แก้ปัญหาได้หรือเปล่า เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นทักษะ แต่ถ้าครูยังสอนแบบเดิม คือเน้นว่าเด็กต้องได้คะแนนเยอะๆ เกรดเฉลี่ยเยอะๆ ท่องจำเยอะๆ สอบแบบกากบาท เรียนแบบใช้ใบงาน ใบความรู้เหมือนเดิม ผลิตเด็กในแบบที่ไม่มีที่ไหนในโลกต้องการ เพราะเวลาที่ต่างชาติเข้ามาลงทุนในเมืองไทย เด็กไทยจะกลายเป็นเด็กที่เขาไม่รับเข้าทำงาน ซึ่งจะเป็นปัญหาในอนาคต

ครูชำนาญการโรงเรียนวิเชียรกลิ่นสุคนธ์อุปถัมภ์ จ.พระนครศรีอยุธยา ระบุว่า อย่างไรก็ตามการเรียนการสอนต่างๆ การจับกลุ่ม ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด หรือแม้การเรียนเดี่ยวก็แก้ปัญหาไม่ได้ทั้งหมดเช่นกัน เพราะฉะนั้น ครูต้องเลือกใช้วิธีการที่หลากหลายและสอดคล้องกับเด็กให้มากที่สุด การใช้ภาพยนตร์สารคดีในการเรียนการสอนนั้น เห็นได้ชัดว่าเด็กมีความตื่นตาตื่นใจ และให้ความสนใจ อีกอย่างคือ ไม่ว่าครูยุคเก่าหรือใหม่การสอนที่เน้นเนื้อหาอย่างเดียวนั้นไม่ใช่ ต้องทลายกำแพงเด็กรุ่นใหม่ให้ได้ คือการนำกระบวนการเรียนรู้เข้ามา น่าจะเป็นการพัฒนาที่ถูกทาง

สนใจการเรียนการสอนโรงเรียนวิเชียรกลิ่นสุคนธ์อุปถัมภ์ จ.พระนครศรีอยุธยา สอบถามได้ที่ โทร.035-271-010

ตั้งศูนย์เทพรัตน์การุญรองรับผู้สูงอายุในอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150929/214240.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 29 กันยายน 2558
ตั้งศูนย์เทพรัตน์การุญรองรับผู้สูงอายุในอนาคต

ตั้งศูนย์เทพรัตน์การุญรองรับผู้สูงอายุในอนาคต

             ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีผู้สูงอายุมากที่สุดในอาเซียนและมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยคาดการณ์ว่าอีก 10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุเป็น 20% ของประชากรทั้งหมด ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ไม่สามารถที่จะประกอบกิจวัตรประวันด้วยตนเองได้ เช่น กินอาหาร อาบน้ำแต่งตัว ขับถ่ายหรือการเคลื่อนไหวไปมาภายในบ้าน โดยในโรงพยาบาลจะมีปัญหาในการดูแลผู้สูงอายุคือไม่สามารถที่จะจำหน่ายผู้สูงอายุออกจากโรงพยาบาลได้ เพราะโดยส่วนใหญ่ผู้สูงอายุจะมีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับสรีรวิทยาที่มาจากความชรา มีโรคแทรกซ้อนหรือแนวโน้มการเจ็บป่วยที่ยากจะรักษาให้หายขาดได้

เพื่อการตอบสนองความต้องการในการดูแลผู้สูงอายุ สภากาชาดและโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา มีนโยบายในการพัฒนาต้นแบบการให้บริการด้านผู้สูงอายุ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยจัดตั้ง “โครงการศูนย์ส่งเสริมฟื้นฟูสุขภาพผู้สูงอายุ สภากาชาดไทย” และได้ขอพระราชทานนามอาคารว่า “เทพรัตน์การุญ” โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาประกอบพระราชพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ.2554

ปัจจุบันโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา สภากาชาดไทย เป็นโรงพยาบาลขนาด 500 เตียง เปิดให้บริการทางการแพทย์ที่ครบวงจร และได้นำระบบบริหารงานคุณภาพมาใช้พัฒนางานเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้มารับบริการที่มีจำนวนมากขึ้นในทุกวัน สภาพโรงพยาบาลที่แออัด โดยรับภาระให้บริการผู้ป่วยมากกว่าหนึ่งล้านคนต่อปี และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งโรงพยาบาลก็ตั้งอยู่ท่ามกลางนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ มีโรงงานอุตสาหกรรมมากกว่า 5,000 โรงงาน รวมทั้งเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของภาคตะวันออก

“นพ.นิพนธ์ อุปมานรเศรษฐ์” ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีผู้สูงอายุมากที่สุด ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ที่ป่วยจะเป็นโรคเรื้อรัง เบาหวาน ความดัน เป็นโรคที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของคน โดยมีคนป่วยที่เพิ่มขึ้น ซึ่งมีอาการป่วยแล้ว แต่รอเวลาที่โรคกำเริบ โรงพยาบาลมีแนวทางในการจัดตั้งศูนย์เทพรัตน์การุญ ศูนย์ส่งเสริมและฟื้นฟูสุขภาพผู้สูงอายุขึ้น ขึ้นที่ ต.บางพระ จ.ชลบุรี โดยคาดว่าสามารถเปิดให้บริการได้คือปลายปี 2559 โดยกลุ่มหลักที่จะรับมาดูแลคือกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป อีกกลุ่มคือกลุ่มอายุที่ก่อนจะเป็นผู้สูงอายุคือช่วง 50-60 ปี

แนวทางของศูนย์อีกเรื่องคือให้ความรู้ผู้ดูแลผู้ป่วยก่อนนำคนไข้กลับบ้าน หรือให้ความรู้การป้องกันก่อนถึงวัยผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุแบ่งเป็น 3 กลุ่มคือ กลุ่มที่ติดสังคม ยังแข็งแรงเดินทางเองได้ ติดบ้านไม่สามารถเดินทางไปไหนได้ ติดเตียง โดยกลุ่มที่มีปัญหาจะเป็นกลุ่มติดเตียง ในเครือญาติอย่างน้อยต้องมีหนึ่งคน ที่ต้องมีความรู้ในการดูแล ซึ่งการมาเรียนรู้ถือเป็นเรื่องที่ดี โดยหลังจากนั้นก็นำกลับไปเผยแพร่ความรู้ให้แก่คนในครอบครัวได้

นอกจากนี้ โรงพยาบาลมีโครงการก่อสร้าง “ศูนย์รักษาพยาบาลรวมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จ พระพันวัสสา 150 ปี” โดยพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทยเพื่อต้องการปรับปรุงโรงพยาบาลแห่งนี้ให้มีมาตรฐานมากขึ้น เป็นศูนย์กลางการให้บริการทางการแพทย์ในภูมิภาคตะวันออก ที่เอื้อต่อการให้บริการผู้ป่วย และประชาชนให้เกิดความคล่องตัวในการรับบริการ เพิ่มศักยภาพ ประสิทธิภาพการให้บริการแก่ผู้เจ็บป่วย โดยเฉพาะผู้ประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน และโรงงานอุตสาหกรรม อุบัติเหตุจากการจราจร ผู้ประสบอุบัติภัย ผู้ป่วยโรคฉุกเฉินเฉียบพลัน ทั้งในสถานการณ์ปกติ และสถานการณ์ฉุกเฉิน และเพื่อให้เป็นศูนย์รักษาพยาบาลรวม ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ฉุกเฉินและเวชศาสตร์อุตสาหกรรมภาคตะวันออก ที่ให้การดูแลด้านสุขภาพที่ครบวงจร ทั้งการรักษา ป้องกัน ส่งเสริมสุขภาพ และการฟื้นฟูสภาพ อีกทั้งเพื่อรองรับการให้บริการประชาชนอย่างทั่วถึง

ร่วมบริจาคเงินสมทบทุนก่อสร้างได้ที่ โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา สภากาชาดไทย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.0-3832-0200 / http://www.somdej.or.th

สู่หอศิลป์ซัทชี่กรุงลอนดอนผลงานศิลปินเปิดตัวนานาชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150928/214174.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 28 กันยายน 2558
สู่หอศิลป์ซัทชี่กรุงลอนดอนผลงานศิลปินเปิดตัวนานาชาติ

สู่หอศิลป์ซัทชี่กรุงลอนดอนผลงานศิลปินเปิดตัวนานาชาติ : สุพินดา ณ มหาไชย รายงาน

            หอศิลป์ซัทชี่ (Saatchi) กรุงลอนดอน หอศิลป์ที่ทรงอิทธิพลในวงการศิลปะร่วมสมัยของเมืองผู้ดีและเป็นที่นิยมในยุโรป กำลังจะได้มีโอกาสต้อนรับผลงานของศิลปินไทย 25 ชีวิตในช่วงปลายปี 2558 นี้ ถือเป็นก้าวย่างที่สำคัญ ในการสร้างความรู้จักกับผลงานของศิลปินร่วมสมัยไทยให้ชาวยุโรป
            ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่างหอศิลป์ซัทชี่ กระทรวงวัฒนธรรมและหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุครบ 5 รอบ ในปี 2558 ในฐานะที่ทรงเป็น “วิศิษฏศิลปิน” ทรงพระปรีชาสามารถในศิลปะแขนงต่างๆ และทรงมีคุณูปการต่อวงการศิลปะและวัฒนธรรม รวมถึงเพื่อเฉลิมฉลอง 160 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สหราชอาณาจักร กระทรวงวัฒนธรรมจึงได้นำศิลปวัฒนธรรมไทยหลากหลายแขนงไปเปิดตัวสู่สายตาเมืองผู้ดี ก่อนหน้านี้ช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ก็ได้นำโขนและภาพยนตร์ไทย 7 เรื่องไปจัดแสดง และปิดท้ายด้วยโปรเจกท์ เปิดตัว ศิลปินไทย ในนิทรรศการศิลปะไทยร่วมสมัย ภายใต้ชื่อ “Thailand Eye”
            ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า “Thailand Eye” เกิดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และสถานทูตไทยประจำกรุงลอนดอน ร่วมถึงภาคเอกชน เช่น การบินไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน ) กลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์ บริษัทสยามพิวรรธน์ เพื่อร่วมจัดนำผลงานของศิลปินไทยไปจัดแสดงที่หอศิลป์ซัทชี่ โดยจะจัดแสดงระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2558-มกราคม 2559
            “หอศิลป์ซัทชี่เป็นที่รู้จักทั่วโลก ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2528 มีพื้นที่สำหรับจัดแสดง 7,000 ตารางเมตร ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ได้รับความนิยมจากผู้คนในวงการศิลปะร่วมสมัยและผู้ที่สนใจเป็นอย่างมาก สถิติผู้เข้าชมหอศิลป์แห่งนี้มากกว่าปีละ 1.5 ล้านคน หรือประมาณ 4,250 คนต่อวัน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่อายุไม่เกิน 35 ปี ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา หอศิลป์แห่งนี้ได้จัดนิทรรศการที่มีจำนวนผู้เข้าชมสูงสุดในกรุงลอนดอนถึง 15 ครั้งจากทั้งหมด 20 ครั้งตามการจัดลำดับควมนิยมพิพิธภัณฑ์นานาชาติของวารสารด้านศิลปะ The Art Newspaper มีศิลปินดังชาวผู้ดีหลายรายแจ้งเกิดที่หอศิลป์แห่งนี้ เพราะฉะนั้น Thailand Eye นี้ จึงเป็นโอกาสอันดีสำหรับศิลปินในวงการศิลปะร่วมสมัยไทย หากผลงานชิ้นใดที่จัดแสดงได้รับความสนใจ ชิ้นงานนั้นก็จะมีมูลค่าเพิ่ม มีราคาขึ้น โดยเฉพาะถ้าผลงานได้รับการยอมรับและเผยแพร่นนานาประเทศ ถือว่า เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ตามนโยบายรัฐบาล” ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าว
            ศ.ดร.อภินันท์ กล่าวต่อว่า ในวันที่ 29 กันยายนนี้ ไนเจล เฮิร์สท์ ผู้อำนวยการและกรรมการผู้จัดการหอศิลปซัทชี่ ซึ่งถือเป็นผู้กว้างขวางและได้รับการยอมรับในวงการศิลปะร่วมสมัย จะเดินทางมาบรรยายพิเศษในหัวข้อ “ความเป็นมาของหอศิลป์ซัทชี่” ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพ ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรม อยากเชิญชวนผู้ที่สนใจเข้ารับฟังการบรรยายครั้งนี้ในเวลา 18.00 น. และภายหลังจากการบรรยายนี้ ไนเจล จะได้ประกาศรายชื่อศิลปินไทย 25 คน ที่ผลงานได้รับเลือกจัดแสดงที่หอศิลป์ซัทชี่
            “ไนเจล จะเป็นผู้คัดเลือกผลงานที่จะนำไปจัดแสดงด้วยตัวเอง กระทรวงวัฒนธรรมแค่ทำหน้าที่รวบรวมผลงาน ประวัติของศิลปินส่งไปให้เท่านั้น โดยส่งไปประมาณ 200 รายชื่อ คละกันไปทั้งศิลปินดัง ศิลปินรุ่นใหญ่ และศิลปินรุ่นใหม่ เพราะฉะนั้น จึงเป็นที่น่าตื่นเต้น น่าลุ้นว่า ผลงานของศิลปินรายใดจะได้รับคัดเลือกไปจัดแสดงบ้าง และจะมีศิลปินรายใดได้แจ้งเกิดใน Thailand Eye บ้าง” ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าว
            นอกจากนั้น ทางหอศิลป์ซัทชี่ ยังได้ร่วมมือกับสำนักพิมพ์สคีรา ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี จัดพิมพ์หนังสือรวบรวมเรื่องราวและผลงานของศิลปินร่วมสมัยไทยกว่า 70 คน เพื่อเผยแพร่ในโอกาสเดียวกันนี้ด้วย เพราะฉะนั้น งานนี้จึงไม่ได้เป็นแค่การเปิดตัวผลงานของศิลปินไทยสู่สายตาชาวอังกฤษเท่านั้น แต่เป็นการเผยแพร่ผลงานศิลปินไทยไปเปิดตัวทั่วยุโรป เป็นสะพานก้าวกระโดดให้ศิลปินไทยไปจัดแสดงในประเทศอื่นๆ ด้วย
            ช่วงเวลา 3 เดือนในหอศิลป์ซัทชี่นั้น ศ.ดร.อภินันท์ ยังเตรียมกิจกรรมแสดงวัฒนธรรมไทย อาหารไทย พ่วงเข้าไปในนิทรรศการแสดงศิลปะด้วย ศ.ดร.อภินันท์ บอกว่า ต้องการใช้พลังอันนุ่มนวลของวัฒนธรรม เป็นเครื่องมือเชิงรุกในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ประเทศไทย
            “รัฐบาลนี้ให้ความสำคัญกับการส่งออกวัฒนธรรมมาก กระทรวงวัฒนธรรมเองก็รับมาดำเนินการ ด้วยการนำวัฒนธรรมไทยไปจัดแสดงยังนานาประเทศ ไม่ว่าจะเป็น จีน เปรู หรือสหราชอาณาจักร เราต้องการใช้วัฒนธรรมเป็นมิติขับเคลื่อนเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยสู่สายตาชาวยุโรปและนานาชาติ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวได้ ขณะที่ตัวศิลปินเองก็จะได้โอกาสเปิดตัวสู่นานาชาติ ศิลปินบางคนอาจได้แจ้งเกิด ถือว่า เป็นการสร้างมิติใหม่ให้แก่วงการศิลปะร่วมสมัยของไทย ทั้งนี้ ผลงานที่นำไปจัดแสดงที่หอศิลป์ซัทชี่ทั้งหมด จะได้นำกลับมาจัดแสดงที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพ ระหว่างเดือนมีนาคม-มิถุนายน 2559 ด้วย” ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวในที่สุด

Lกฮ Is Not The Answer ‘ดื่มนม ชมบอล’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150927/214082.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2558
Lกฮ Is Not The Answer 'ดื่มนม ชมบอล'

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : Lกฮ Is Not The Answer ‘ดื่มนม ชมบอล’ กิจกรรมสร้างสรรค์ เพิ่มพื้นที่สีขาวให้คอบอลพันธุ์โจ๋ : โดย…ธีรภัทร์ คหะวงศ์

                      ผ่านพ้นไปเมื่อไม่นาน สำหรับกิจกรรมดีๆ ที่สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) จับมือ 10 สถาบันการศึกษา ปลุกกระแสสร้างพื้นที่สีขาวในการเชียร์บอลให้สนุกได้ประโยชน์และปลอดภัย ด้วยกิจกรรมสุดชิค “ดื่มนม ชมบอล” ระหว่างชมฟุตบอลนัดสำคัญระหว่างทีมชาติไทยกับทีมชาติอิรัก
                      แต่ควันหลงที่น่าสนใจ ธีระ วัชรปราณี ผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) กล่าวว่า สคล.เรายังคงทำหน้าที่ส่งเสริมกิจกรรมสร้างสรรค์ หรือพื้นที่สีขาวในการเชียร์บอล ปลอดจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ด้วยกิจกรรมรณรงค์ในโครงการ Lกฮ Is Not The Answer ตอน “ดื่มนม-ชมบอล” ด้วยเหตุผลที่ว่า การรุกหนักของบริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เพิ่มกลยุทธ์ส่งเสริมการขายไปยังกลุ่มเยาวชน และอีกหลายปัจจัยที่ยังไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ด้วยนโยบายของรัฐ
                      โดยเฉพาะร้านจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งยังไม่กล้าประกาศ ห้ามขาย 300 เมตร รอบสถานศึกษา ให้เด็ดขาด ยังมีปัญหาในทางปฏิบัติ ร้านนั่งดื่ม ร้านอาหาร คาราโอเกะ ผับบาร์ และร้านที่ซื้อกลับไปดื่ม เช่น ร้านสะดวกซื้อ ร้านขายของชำ เป็นต้น ล้วนเป็นปัจจัยส่งผลต่อการดื่มของเยาวชนและสร้างนักดื่มหน้าใหม่มากขึ้น ทั้งในแง่การดื่มและการขายที่มีความสะดวก ราคา การโฆษณา โปรโมชั่น ที่มุ่งสู่กลุ่มลูกค้าที่เป็นนักศึกษา ส่งผลให้เยาวชนเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อเกิดผลกระทบต่อสังคมเกิดขึ้นได้ง่าย
                      ธีระ ระบุว่า ร้านจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รอบสถานศึกษา มีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้น ข้อมูลจากศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) พบว่า ในกรุงเทพฯ มีการขยายตัวของร้านจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถึง 72% ในรอบ 5 ปี (2552-2557) เฉลี่ยเท่ากับ 14% ในแต่ละปี และในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ พบการเติบโตเฉพาะรอบมหาวิทยาลัย คิดเป็น 186% ในรอบ 3 ปี (2554-2557)
                      นโยบายหนึ่งที่จะสามารถสนับสนุนกฎหมายที่มีอยู่แล้วและปกป้องเยาวชนได้ คือการไม่อนุญาตให้มีร้านที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในรัศมีรอบสถานศึกษา การควบคุมดังกล่าว เป็นการปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมทางการดื่มของเยาวชน ทำให้เยาวชนที่ต้องการดื่มมีต้นทุนในการดื่มที่สูงขึ้น จนอาจดื่มน้อยลง และลดทอนผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งกับตัวเยาวชนเองและสังคมได้ในที่สุด แต่เมื่อไม่ระบุให้ชัดเจนว่า รัศมีเท่าไหร่ จะมีปัญหาถกเถียงกันในทางปฏิบัติ
                      “สำหรับกิจกรรมรณรงค์ในโครงการ Alcohol Is Not The Answer “ตอน ดื่มนม ชมบอล” ดำเนินโครงการโดยสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าทั้ง 10 ภาค ร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยปลอดเหล้า สถาบันการศึกษานำร่อง 10 แห่ง ภายใต้แนวคิดที่อยากเห็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สู่การเปลี่ยนแปลงเป็นพลังขับเคลื่อน มุ่งเปิดพื้นที่กิจกรรมสร้างสรรค์ดำเนินชีวิตในรั้วสถาบันการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งเราต้องการปลุกกระแสการดื่มนมตลอดจนเครื่องดื่มทางเลือกอื่นๆ ทดแทนการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในการชมการแข่งขันฟุตบอลที่เป็นกีฬายอดนิยมของเยาวชนและคนไทย ซึ่งโดยทั่วไป มักจะนิยมชมการแข่งขันฟุตบอลในสถานบันเทิง ร้านอาหาร และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไปด้วย โดยเชื่อว่าการชมฟุตบอลจะมีอรรถรส จนกลายเป็นค่านิยมของวัยรุ่นไปแล้ว”
                      ธีระ กล่าวย้ำว่า ในปี 2556 ประเทศไทยติดอันดับ 5 ของโลกที่ประชากรดื่มเหล้ามากที่สุด แต่ในปี 2557 กลับมีคนไทยดื่มนมเพียง 14 ลิตรต่อปีต่อคนเท่านั้น ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียกลับดื่มนมเฉลี่ย 60 ลิตรต่อปีต่อคน ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องส่งเสริมกิจกรรมที่สร้างสรรค์ เพื่อให้เยาวชนได้มีพื้นที่สีขาวในการเชียร์บอลมากขึ้น ซึ่งกิจกรรม “ดื่มนม-ชมบอล” ช่วยให้เยาวชนได้รับประโยชน์ในทุกๆด้าน คือ มีกิจกรรมเชียร์บอลกับเพื่อนๆ ที่ปลอดภัย และได้ประโยชน์จากการดื่มนม หรือเครื่องดื่มชนิดอื่นที่ไม่ใช่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
                      ด้าน พงศ์ภัค มงคลชัยพาณิชย์ หรือ “เจมส์” ผู้ประสานงานโครงการ Lกฮ Is Not The Answer ตอน “ดื่มนม-ชมบอล” มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ มองว่า ถือเป็นกิจกรรมที่ดีมากๆ และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนักศึกษา ซึ่งนักศึกษาที่เข้าร่วมต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นกิจกรรมที่ไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน ที่เน้นให้ผู้เข้าร่วมเชียร์บอลหันมาดื่มนมแทนที่จะไปดื่มเหล้าตามร้านอาหาร จากที่มีนักศึกษามาลงทะเบียนเข้าร่วมงานเพียง 400 คน แต่พอวันจริง มีนักศึกษามาร่วมงานมากกว่า 1,000 คน ภายในงานนอกจากจะมีกิจกรรมเชียร์บอลแล้ว ยังมีการแสดงของวงดนตรี และการประกวดพรีเซ็นเตอร์ของกิจกรรมดังกล่าว
                      “ข้อดีของโครงการนี้คือ มีความปลอดภัย เนื่องจากว่าหากการไปดื่มกินที่ร้านอาหาร เมื่อเกมฟุตบอลเปลี่ยน อารมณ์ของคนเชียร์อาจเปลี่ยนไปเพราะฤทธิ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ทั้งค่าเหล้า ค่าเบียร์ มิกเซอร์ แต่ถ้าเราหันมาดื่มนมหรือเครื่องดื่มอื่นแทน นอกจากจะทำให้เรามีสติในการเชียร์บอลแล้ว ยังประหยัดเงินและปลอดภัยได้ หลังจากจัดกิจกรรมครั้งนี้ไปแล้ว ปรากฏว่าในโลกโซเชียลของมรภ.ศรีสะเกษ ได้รับคำชมมากมาย”
                      หรรษกร แปลกสันเที๊ยะ นายกสโมสร คณะสาธารณสุขศาสตร์และสิ่งแวดล้อม และประธานจัดงานกิจกรรมดื่มนมชมบอล มหาวิทยาลัยปทุมธานี กล่าวว่า งานครั้งนี้ถือว่ามีความตั้งใจมาก โดยเป็นความร่วมมือของนักศึกษาภายในมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมครั้งแรกแต่กลับได้รับความสนใจและตอบรับเกินคาดถึง 90% นอกจากนี้ทางคณะอาจารย์และท่านอธิการบดี มีความเห็นว่า เป็นกิจกรรมที่ดี มีประโยชน์ และให้การสนับสนุน ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าต่างๆ ร้านนม ที่มาร่วมออกบูธ โดยปราศจากการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
                      “สำหรับรูปแบบ คือ คณะจัดงานเราได้ขอความร่วมมือจากนักศึกษา ร้านค้าโดยรอบ อีกทั้งภาคการปกครองท้องถิ่น ที่ให้การสนับสนุน รวมทั้งพี่ๆ ตำรวจที่มาช่วยดูแลความเรียบร้อย ในส่วนของการประชาสัมพันธ์ เราออกรณรงค์เชิญชวน ในมหาวิทยาลัยโดยรอบ ร้านค้า หอพักนักศึกษา และเทศบาลข้างเคียงก่อนล่วงหน้า อย่างไรก็ตาม กิจกรรมครั้งนี้ได้ผลดีเกินคาด ทำให้คณะอาจารย์และผู้จัดงานได้ลงมติว่า ในการแข่งขันฟุตบอลรอบต่อๆ ไปจะมีกิจกรรมดื่มนม ชมบอล เนื่องจากทำให้เพื่อนนักศึกษาได้รวมตัวกันทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์ โชว์ความสามารถ”
                      เรียกได้ว่าโครงการ Lกฮ Is Not The Answer “ตอน ดื่มนม ชมบอล” จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการดีๆ ที่สร้างสรรค์พื้นที่สีขาวปลอดจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้แก่เยาวชน ได้มีพื้นที่เชียร์บอลที่สนุก สร้างสรรค์ ปลอดภัยไร้แอลกอฮอล์ และเป็นตัวอย่างที่ดีให้หน่วยงานต่างๆ ได้!!!
———————
(รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : Lกฮ Is Not The Answer ‘ดื่มนม ชมบอล’ กิจกรรมสร้างสรรค์ เพิ่มพื้นที่สีขาวให้คอบอลพันธุ์โจ๋ : โดย…ธีรภัทร์ คหะวงศ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่)

บัญญัติ ‘สิทธิชุมชน’ ใน รธน. ทางออกปัญหานิเวศและสิ่งแวดล้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150927/214080.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2558
บัญญัติ 'สิทธิชุมชน' ใน รธน. ทางออกปัญหานิเวศและสิ่งแวดล้อม

หลากมิติเวทีทัศน์ : บัญญัติ ‘สิทธิชุมชน’ ในรัฐธรรมนูญ ทางออกปัญหานิเวศและสิ่งแวดล้อม : โดย…กฤษฎา บุญชัย

                      ปัญหานิเวศและสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น การขาดแคลนน้ำ อุทกภัย หมอกควัน ป่าถูกทำลาย สัตว์ป่าสูญพันธุ์ อุตสาหกรรม เหมืองแร่ โรงไฟฟ้า และอื่นๆ ที่ทำลายนิเวศและสิ่งแวดล้อมอย่างหนักหน่วง ทั้งหมดนี้ดูเผินๆ อาจเป็นเรื่องขาดความรู้ สำนึก การใช้ทรัพยากรฟุ่มเฟือย ขาดเครื่องมือกฎหมาย หรืออำนาจรัฐยังไม่เข้มแข็งพอ
                      หากแต่วิเคราะห์เจาะลึกลงไปถึงรากเราจะพบว่า ด้านหนึ่งมาจากอำนาจการผูกขาดที่ทำให้ฝ่ายที่มีอำนาจไม่ว่าจะเป็นกลไกรัฐ หรือกลุ่มทุน สามารถครอบครอง ควบคุมนิเวศ และทรัพยากร เพื่ออำนาจและผลประโยชน์ตามอำเภอใจ พร้อมกับผลักปัญหา ผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้สังคมต้องแบกรับ ชุมชนที่พึ่งพานิเวศและทรัพยากรถูกกีดกันไม่ให้มีส่วนร่วมตัดสินใจ เพราะอ้างสิทธิต่อทรัพยากรตามที่รัฐจัดสรรให้ ปฏิเสธสิทธิที่ชุมชนและสังคมจะมีนิเวศและสิ่งแวดล้อมที่ดี
                      ขณะที่ปัญหาอีกด้านหนึ่งซึ่งเป็นทั้งผลและเหตุจากอำนาจผูกขาดก็คือ ภาวะมือใครยาวสาวได้สาวเอา หรือการคลั่งเสรี โดยปัจเจกที่ถูกขับเคลื่อนด้วยพลังบริโภคนิยมที่ต่างแย่งชิง ฉวยใช้นิเวศและสิ่งแวดล้อมโดยไม่สนใจรับผิดชอบว่าจะกระทบต่อประชาชนส่วนรวมอย่างไร เพราะเรื่องส่วนรวมยกให้รัฐจัดการ ตนเองหาเป็นธุระไม่
                      ด้วยเหตุนี้ ทั้งอำนาจนิยมและเสรีนิยมด้านนิเวศและสิ่งแวดล้อม ต่างก็ทำให้สังคมขาดแนวคิดและความสามารถที่จะร่วมกันจัดการนิเวศและทรัพยากรได้ เราจึงมาถึงบทสรุปที่ว่า สังคมต้องสร้างระบบการจัดการร่วมที่ทั่วถึงและเป็นธรรม โดยกำหนดสิทธิและหน้าที่การจัดการนิเวศและสิ่งแวดล้อมให้ชัดเจน จึงจะมีพลังร่วมกันจัดการได้อย่างเข้มแข็ง
                      สังคมโลกและสังคมไทย มีตัวอย่างการหาข้อตกลงเรื่องสิทธิการดูแลนิเวศ ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อมที่ดีมั้ย ขบวนการสิ่งแวดล้อมทั่วโลกที่มีรากจากระดับท้องถิ่นพบร่วมกันว่า มีตัวอย่างที่ควรเรียนรู้มากมายจากชุมชนท้องถิ่นต่างๆ ที่มีระบบการจัดการนิเวศร่วมกัน หรือเรียกว่า “สิทธิชุมชน”
                      สิทธิชุมชนไม่ได้มีเฉพาะชุมชนดั้งเดิม ในป่าเขา เพราะตัวอย่างต่างๆ บอกเราว่า สังคมไหนก็ตามทั้งชนบทและเมือง ไม่ว่าจะเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม หรือกลุ่มสังคมสมัยใหม่ที่ประสบความสำเร็จในการจัดการเรื่องสาธารณะ เช่น ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ต่างก็ล้วนต้องมีระบบการจัดการร่วมกันที่เข้มแข็งทั้งในเรื่องประสิทธิภาพ ความยั่งยืน และความเป็นธรรม โดยมีการกำหนดเป้าหมายร่วมกันว่า ความสมบูรณ์นิเวศคือความผาสุกร่วมกันของชุมชน
                      และความชอบธรรมของชุมชนอยู่ที่การทำให้การจัดการนิเวศร่วมกันเป็นไปเพื่อประโยชน์ของสาธารณะด้วย จึงได้ตกลงสิทธิกันในหมู่สมาชิกให้ชัดเจนว่าใครใช้ทรัพยากรแค่ไหน อย่างไร ที่จะไม่กระทบต่อส่วนรวม หรือชุมชนจะไปหนุนเสริม กำกับสมาชิกให้ดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างไรจึงจะยั่งยืน เช่นเดียวกันสมาชิกก็ต้องมีส่วนร่วมที่จะกำหนดชุมชนว่าต้องมีนโยบาย ทิศทางการจัดการทรัพยากรอย่างไรที่จะเกิดความยั่งยืน ซึ่งส่งผลต่อประโยชน์แก่สมาชิกทุกคน และสมาชิกจะต้องมีบทบาท ร่วมลงทุน ลงแรงกับชุมชนอย่างไร ชุมชนจึงมีพลังดำเนินต่อไปได้ ชุมชนได้สร้างเป้าหมาย พลังร่วมกันในการปกป้องทรัพยากรเพื่อความยั่งยืนอันผาสุกแก่มวลหมู่สมาชิกและต่อสังคมส่วนรวมด้วย
                      “สิทธิชุมชน” ไม่ใช่แค่ระบบจัดการทรัพย์สินหรือประโยชน์สาธารณะ แต่ยังมีความหมายอีกด้านหนึ่งคือสิทธิมนุษยชน เพราะลักษณะทางสังคมวัฒนธรรมที่อยู่ร่วมกัน การพึ่งพานิเวศและสิ่งแวดล้อมร่วมกันของผู้คนในชุมชน ทำให้ความอยู่รอด ตัวตน อัตลักษณ์ ศักดิ์ศรี หรือความเป็นมนุษย์ของผู้คนไม่ได้อยู่บนฐานปัจเจกอย่างเดียว แต่มีความเป็นชุมชนซ้อนอยู่อย่างแยกไม่ออก เราจึงเห็นชุมชนจำนวนมากที่ถูกแย่งชิง ทำลายฐานทรัพยากร ต่างออกมายืนยันถึงสิทธิชุมชนในฐานะที่เป็นสิทธิความเป็นมนุษย์ที่จะดำรงชีพในนิเวศและสิ่งแวดล้อมที่มั่นคงและยั่งยืน เช่น ขบวนการเคลื่อนไหวเรื่องป่าชุมชน ชุมชนจัดการน้ำ ชุมชนต่อทรัพยากรชีวภาพ ชุมชนที่ต่อสู้กับโครงการขนาดใหญ่ทั้งเหมืองแร่ พลังงาน โรงไฟฟ้า เขื่อน อุตสาหกรรม มากมาย
                      หากแต่ว่าหลักการสิทธิชุมชนที่ขบวนการชุมชนผลักดันมาตั้งแต่ช่วงปี 30 เป็นต้นมาจนถึงร่างรัฐธรรมนูญที่เพิ่งถูกคว่ำไป ขาดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ตามหลักการและประสบการณ์ของชุมชน ทำให้หลักสิทธิชุมชนที่ถูกบรรจุในรัฐธรรมนูญ ยังหนีไม่พ้นโครงสร้างผูกขาดอำนาจทรัพยากรของรัฐและทุน
                      รัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งเป็นฉบับแรกที่ว่ากันว่ารับรองสิทธิชุมชน ก็ปฏิเสธการมีอยู่ของชุมชนโดยตรง ยอมรับแต่เพียงปัจเจกที่มารวมตัวกันเป็นชุมชนท้องถิ่น และต้องพิสูจน์ตนว่าดั้งเดิมด้วยจึงจะมีสิทธิในวัฒนธรรม
                      แต่หากเป็นเรื่องทรัพยากร ก็เหลือไว้เพียงแค่ยอมให้มีส่วนร่วมจัดการตามที่กฎหมายบัญญัติ หรืออีกนัยหนึ่ง ก็คือ ตามที่รัฐจะยอมให้มีส่วนร่วมได้แค่ไหน ซึ่งในทางเป็นจริงคือ หน่วยงานรัฐไม่ยอมที่จะให้ชุมชนมีส่วนร่วมในระดับการตัดสินใจต่อทรัพยากร จึงไม่บัญญัติกฎหมายรับรองสิทธิไว้ ผลก็คือ การอ้างกฎหมายลูกที่ให้ไปบัญญัติรายละเอียด สิทธิชุมชนกลายเป็นสร้างข้อยกเว้นให้รัฐที่จะไม่ต้องทำตาม
                      หลักการข้างต้น สิทธิชุมชนจึงถูกละเมิดเช่นเดิม ด้วยการไล่คนออกจากป่า กีดกันการมีส่วนร่วมชุมชนที่ได้ผลกระทบจากโครงการขนาดใหญ่ และสาธารณะให้มีสิทธิร่วมตัดสินใจทำได้เพียงรับฟังความคิดเห็น จึงทำให้ปัญหานิเวศและสิ่งแวดล้อมที่มีรากฐานอำนาจผูกขาดและเปิดเสรียิ่งรุนแรงขึ้น เห็นได้จากสถิติความเสื่อมโทรมของนิเวศและทรัพยากรในช่วงปี 40-50 ยังคงดิ่งลงเหว
                      ขบวนการผลักดันสิทธิชุมชน จึงได้บทเรียนนำมาสู่การผลักดันในรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่แม้ยังคงกำหนดแค่การมีส่วนร่วมต่อการจัดการทรัพยากรเช่นเดิม แต่ตัดถ้อยความที่ว่าตามที่กฎหมายบัญญัติออกไป เพื่อไม่ให้เกิดข้อยกเว้นของรัฐ โดยเป็นการยกระดับให้รัฐธรรมนูญมีฐานะบังคับใช้โดยตรงโดยไม่ต้องมีกฎหมายลูกมารองรับ
                      หลักการดังกล่าวดูก้าวหน้า แต่เป็นการออกแบบที่ไม่เข้าใจโครงสร้างอำนาจของรัฐที่เป็นกลไกหลักตามรัฐธรรมนูญ เมื่อโครงสร้างรวมศูนย์ของรัฐไม่ถูกกระจายอำนาจ รัฐก็ยังใช้กฎหมายลูกเพื่อไม่รับรองสิทธิชุมชน โดยอ้างแนวปฏิบัติตามกฎหมาย เมื่อสิทธิชุมชนหรือกติกาการจัดการร่วมในระดับล่างไม่ถูกรับรอง ทรัพยากรจึงถูกรุกรานจากทั้งภายนอกและภายในชุมชน วิกฤติสิ่งแวดล้อมทั้งความเสื่อมโทรมและความขัดแย้งยังเป็นปัญหาใหญ่เช่นเดิม
                      ความพยายามครั้งใหม่เกิดขึ้นในร่างรัฐธรรมนูญที่เพิ่งถูกคว่ำไป แต่เป็นการพยายามที่ไม่ได้เรียนรู้บทเรียนเดิม คือยังทำให้สิทธิชุมชนต่อทรัพยากรพร่ามัวเพียงแค่การมีส่วนร่วมที่เปิดให้กลไกรัฐไปกำหนดตามกฎหมายลูกแบบรัฐธรรมนูญปี 2540 อันเป็นการกลับไปให้รัฐสร้างข้อยกเว้นที่จะละเมิดสิทธิชุมชนได้ แม้จะอ้างว่ามีกลไกปฏิรูปต่างๆ จะมาบัญญัติกฎหมายลูก แต่กลไกเหล่านั้นถูกผูกขาดโดยราชการ เทคโนแครต เป็นส่วนใหญ่ เป็นที่คาดการณ์ได้ว่า หากแนวทางสิทธิชุมชนตามร่างรัฐธรรมนูญที่ถูกคว่ำไปบังคับใช้ ก็ไม่ได้ทำให้เกิดการรับรองสิทธิชุมชนแต่อย่างใด
                      จากบทเรียนรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับ เราควรตระหนักแล้วว่า สิทธิชุมชนจะมีได้ต้องปรับโครงสร้างกลไกรัฐให้กระจายอำนาจ ไม่รวมศูนย์ รัฐธรรมนูญจำเป็นต้องกำหนดหลักการและแนวทาง และกลไกเชิงสถาบันให้รัฐกระจายอำนาจการจัดการทรัพยากรทุกประเภทลงไปในทั้งแนวดิ่งจากรัฐส่วนกลางสู่ท้องถิ่น และแนวระนาบจากหน่วยงานรัฐเดี่ยวเป็นการจัดการร่วมหลายภาคีสร้างเป็นกลไกร่วมรัฐและประชาชนในทุกระดับ โดยกำหนดสิทธิ หน้าที่ของฝ่ายต่างๆ ให้ชัดเจน เช่น ทรัพยากรเป็นของรัฐ แต่ชุมชนมีสิทธิจัดการให้เกิดความยั่งยืนและเป็นธรรม ภาคสังคมมีสิทธิที่จะร่วมตัดสินใจ แต่ทั้งรัฐและสังคมต้องไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนของชุมชนที่จะมีชีวิตรอด และมีคุณภาพชีวิตที่ดีจากนิเวศสิ่งแวดล้อม
                      ไม่มีข้อยกเว้นในการละเมิดสิทธิชุมชนใดๆ เหมือนที่แล้วมา โดยเฉพาะกรณีโครงการที่ส่งผลกระทบร้ายแรง เช่น แต่เดิมกำหนดไว้ว่าการดำเนินโครงการที่เกิดผลกระทบต่อชุมชนด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรจะกระทำไม่ได้ เว้นแต่จะได้มีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพและมีการรับฟังความคิดเห็น อันทำให้รัฐทำโครงการที่รุนแรงได้หากผ่านกระบวนการเหล่านั้น แต่แท้ที่จริงควรยืนยันปกป้องสิทธิชุมชนว่า โครงการใดๆ ก็ตามหากประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และสุขภาพแล้วพบว่ามีผลกระทบร้ายแรงจะดำเนินการไม่ได้ ทำให้ไม่เกิดการอ้างข้อยกเว้นไปละเมิดสิทธิชุมชนและสาธารณะได้อีก
                      รัฐธรรมนูญ จึงต้องยืนอยู่บนหลักการสิทธิชุมชนให้ชัด ไม่มีข้อยกเว้นในการละเมิดสิทธิไว้ในกฎหมายลูกหรือขั้นตอนปฏิบัติอันใด ต้องกระจายอำนาจรัฐออกไปทั้งแนวดิ่งและแนวระนาบ และต้องสร้างกลไกเชิงสถาบันของการจัดการมีส่วนร่วมทุกระดับที่มีอำนาจตามกฎหมายและความพร้อมในด้านทรัพยากร นั่นจึงจะทำให้ทั้งชุมชนท้องถิ่น ชุมชนเมือง ชุมชนเก่าหรือใหม่ มีความสามารถและความชอบธรรมในการจัดการนิเวศและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนเกิดขึ้นได้จริง
———————
(หลากมิติเวทีทัศน์ : บัญญัติ ‘สิทธิชุมชน’ ในรัฐธรรมนูญ ทางออกปัญหานิเวศและสิ่งแวดล้อม : โดย…กฤษฎา บุญชัย)

องค์การเภสัชกรรมส่งยาคุณภาพทุกภูมิภาคทั่วไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150926/214094.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 26 กันยายน 2558
องค์การเภสัชกรรมส่งยาคุณภาพทุกภูมิภาคทั่วไทย

องค์การเภสัชกรรมส่งยาคุณภาพทุกภูมิภาคทั่วไทย

           องค์การเภสัชกรรม กระจายยาและเวชภัณฑ์สู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย โดยกระจายสู่ระบบบริการสุขภาพในภาครัฐมากกว่า 95% ของการบริการทางการแพทย์อยู่ในกระทรวงสาธารณสุข ที่มีโรงพยาบาลชุมชนอยู่ 800 กว่าแห่ง โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป 100 กว่าแห่ง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อีกประมาณ 10,000 แห่ง นับได้ว่า เป็นการจัดส่งยาและเวชภัณฑ์กระจายลงไปถึงในทุกระดับภูมิภาคของประเทศ นอกจากนั้น ยังเข้าไปมีส่วนในการบริหารจัดการคลังยาของสถานบริการ และโรงพยาบาลต่างๆ ด้วยการนำระบบวีเอ็มไอ (Vender Managed Inventory) ทำให้ทราบถึงสถานะของปริมาณของยาและเวชภัณฑ์ของโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อให้โรงพยาบาลได้มียาใช้อย่างเพียงพอ ต่อเนื่อง

นพ.นพพร ชื่นกลิ่น ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า องค์การเภสัชกรรม รัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ที่จัดอยู่ในประเภท “รัฐวิสาหกิจเพื่อสังคมและเทคโนโลยี”  มีหน้าที่หลักในการวิจัยพัฒนา ผลิต จัดหา และกระจายยา และเวชภัณฑ์ สู่ระบบสาธารณสุขของประเทศ เป็นกลไกหลักในการรักษาเสถียรภาพราคายาของประเทศ ไม่ให้ราคายาในท้องตลาดสูงเกินไป และเป็นราคาที่สมเหตุสมผล ซึ่งการที่องค์การเภสัชฯ เป็นหนึ่งในผู้จำหน่ายยารายใหญ่ของประเทศ เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การกำหนดราคายาของผู้จำหน่ายยารายอื่นๆ ใช้ราคายาขององค์การเภสัชฯ เป็นแนวทาง ส่งผลให้ประชาชนได้เข้าถึงยาในราคาที่เหมาะสมได้มากขึ้น

“องค์การเภสัชฯ ทำหน้าที่ผลิต จัดหา และกระจาย ในปริมาณ และรายการยาและเวชภัณฑ์ที่เพียงพอต่อการเข้าถึงยาของประชาชน โดยมุ่งเน้นรายการยาที่มีความจำเป็นต่อระบบสาธารณสุขและสังคม ได้แก่ ยาผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ป่วยเอชไอวี ซึ่งยากลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นยาที่มีการประกาศใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร หรือซีแอล ซึ่งมีกติกาชัดเจนว่า องค์การเภสัชฯ ไม่สามารถจะทำกำไรได้ นอกจากนั้น ยังผลิตยาจำเป็นพื้นฐานอีกมากกว่า 300 รายการ กระจายผ่านระบบการบริการภาครัฐ อาทิ ยาความดันโลหิตสูง ยาเบาหวาน ยาแก้ปวดลดไข้ ยาปฏิชีวนะ เป็นต้น ถือได้ว่า เป็นผู้ผลิตและจัดหามากรายการที่สุดของประเทศ”

“หัวใจที่สำคัญที่สุดของการดำเนินงาน คือ การให้ประชาชนใช้ยาที่มีคุณภาพ องค์การเภสัชฯ ดำเนินการผลิตยา และจัดหายา ภายใต้มาตรฐานจีเอ็มพี-พีไอซี/เอส คุณภาพของยาและปริมาณยาที่ผลิตต้องดำเนินควบคู่กันไปอย่างเคร่งครัด โดยมีหน่วยงานที่สำคัญคอยควบคุมและกำกับดูแล ได้แก่ หน่วยงานวิจัยและพัฒนา และหน่วยงานควบคุมคุณภาพ ที่ดำเนินการทุกอย่างตามมาตรฐานและขั้นตอน โดยหน่วยงานวิจัยและพัฒนา จะทำการวิจัยและพัฒนา เพื่อให้ได้สูตรตำรับยาที่มีประสิทธิผลในการรักษาเทียบเท่ายาต้นแบบ ส่วนหน่วยงานด้านควบคุมคุณภาพ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกส่วนจะทำการควบคุมคุณภาพการผลิตทุกขั้นตอน ตามมาตรฐานจีเอ็มพี-พีไอซี/เอส ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ทั่วโลกให้การยอมรับ โดยทำการควบคุมคุณภาพตั้งแต่วัตถุดิบ จนเป็นยาสำเร็จรูป จะไม่ยอมปล่อยผ่านยาที่ไม่ได้คุณภาพผ่านออกไปโดยเด็ดขาด”

ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวถึงผลงานขององค์การเภสัชฯ ในรอบปีที่ผ่านมาว่า ทำหน้าที่เป็นผู้ผลิต จัดหา และกระจาย ยาเชิงสังคมยาที่มีจำเป็น สู่ระบบสาธารณสุขของประเทศ เพื่อสนองนโยบายของรัฐในการแก้ไขปัญหาสาธารณสุขของประเทศ โดยทำการผลิตและจัดหายา ทดแทนการนำเข้ายาจากต่างประเทศ และยาที่ขาดแคลนในระบบสาธารณสุขที่มีผู้ผลิตน้อยราย ทำให้ช่วยรัฐประหยัดงบประมาณค่าใช้จ่ายด้านยาให้แก่ประเทศได้ปีละไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท โดยตั้งแต่เดือนตุลาคม 2557-กรกฎาคม 2558 ช่วยประหยัดไปแล้ว 4,090.89 ล้านบาท

องค์การเภสัชฯ เดินหน้าขยายกำลังการผลิตเพื่อให้คนไทยได้เข้าถึงยาที่จำเป็นอย่างเพียงพอ กับโรงงานผลิตยาแห่งใหม่ตามมาตรฐานจีเอ็มพี-พีไอซี/เอส ที่รังสิต ซึ่งได้ดำเนินการก่อสร้างเสร็จเมื่อเดือนมิถุนายน 2558 ขณะนี้ได้เริ่มกระบวนการผลิตยาแล้ว โดยดำเนินการผลิตยาเม็ดและแคปซูล กลุ่มยาที่มูลค่าการใช้สูง ยาต้านไวรัสเอดส์ ยาเบาหวาน ยาความดัน และยาจำเป็นอื่นๆ ในเบื้องต้นจะดำเนินการผลิตประมาณ 32 รายการ กำลังการผลิต 2,500 ล้านเม็ดต่อปี เพิ่มขึ้นกว่า 50% จากกำลังการผลิตของโรงงานแห่งเดิม

ส่วนการดำเนินการก่อสร้างโรงงานผลิตวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ และไข้หวัดนก ตามมาตรฐานฮู-จีเอ็มพี ที่ จ.สระบุรี ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า ขณะนี้ให้บริษัทผู้รับจ้างดำเนินการก่อสร้างต่อแล้ว ส่วนการพัฒนาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดเชื้อตาย ที่ดำเนินการผลิตโดยโรงงานต้นแบบ ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร องค์การเภสัชฯ ดำเนินการพัฒนาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดเชื้อตายในโรงงานต้นแบบ โดยผ่านการทดสอบระดับพรีคลินิกแล้ว

“พบว่า มีความปลอดภัย และสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ ขณะนี้เตรียมเข้าสู่การศึกษาทางคลินิกระยะที่ 1 และ 2 จะดำเนินการศึกษาวิจัยทางคลินิกระยะที่ 3 ในกลางปี 2559 คาดว่า จะทราบผลการศึกษาวิจัยทางคลินิกทั้งหมด ในกลุ่มอายุ 12-49 ปี ในปี 2560 และจะดำเนินการเพื่อขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ต่อไป และจะนำเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาใช้สำหรับการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อทดแทนการนำเข้า ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการใช้วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ปีละประมาณ 3.5 ล้านโดส และที่สำคัญจะเป็นศักยภาพและโครงสร้างพื้นฐานในการผลิตวัคซีน เพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนด้วยการพึ่งตนเองของประเทศไทย”

นอกจากนั้น ในปี 2558 องค์การเภสัชฯ ได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่จำนวน 8 รายการ ได้แก่ 1.ยาเม็ดลดความดัน Irbesartan ขนาด 300 มิลลิกรัม 2.ยาเม็ดลดไขมันในเส้นเลือด Fenofibrate ขนาด 160 มิลลิกรัม 3.ยาเม็ดรักษาจิตเวช Fluoxetine 20 มิลลิกรัม 4.ผลิตภัณฑ์สมุนไพรบำรุงความจำ “พรมมิ” ชนิดเม็ด เป็นการต่อยอดงานวิจัยจากคณะอาจารย์ของมหาวิทยาลัยนเรศวร และมหาวิทยาลัยข่อนแก่น 5.ยาต้านไวรัสเอดส์ Efavirenz ขนาด 50 และ 200 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นยาตามประกาศใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร หรือซีแอล 6.ยาจิตเวช Fluoxetine dispersible ขนาด 20 มิลลิกรัม มีคุณสมบัติแตกตัว และออกฤทธิ์ได้เร็ว 7.ยาเม็ดรักษาอาการศีรษะล้าน GPO-Finax-1 ขนาด 1 มิลลิกรัม และ 8.ยาเม็ดรักษาผู้ป่วยโรคต่อมลูกหมากโตผิดปกติ GPO-Finax-5 ขนาด 5 มิลลิกรัม

ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม ยังได้พูดถึงแผนงานในอนาคตอันใกล้ขององค์การเภสัชกรรมว่า โรงงานผลิตวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ และไข้หวัดนก จะเปิดดำเนินการผลิตวัคซีนได้ จำนวน 1 รายการ นอกจากนั้น มีแผนดำเนินการพัฒนาการดำเนินงานในทุกด้าน อาทิ แผนการก่อสร้างโรงงานผลิตยาแห่งใหม่ในเฟส 2 ที่รังสิต เพื่อผลิตยาน้ำ ครีม ขี้ผึ้ง ยาปราศจากเชื้อ แผนการก่อสร้างโรงงานผลิตเภสัชเคมีภัณฑ์แห่งใหม่ เพื่อผลิตเคมีภัณฑ์ชุดทดสอบต่างๆ ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ วัตถุดิบทางยา แผนการพัฒนาระบบคลัง และกระจายสินค้าให้มีความทันสมัย ได้มาตรฐานยิ่งขึ้น กระจายได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง

‘ขวัญชัย วงศ์นิติกร’คนพัฒนาชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150926/214093.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 26 กันยายน 2558
‘ขวัญชัย วงศ์นิติกร’คนพัฒนาชุมชน

ตำแหน่งหน้าที่เป็นจุดเริ่มต้น ผลงานคือสิ่งที่สามารถยืนยันคุณภาพของ “คนพัฒนาชุมชน” นายขวัญชัย วงศ์นิติกร อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน

            หน้าที่การงานและตำแหน่งราชการมีการเปลี่ยนแปลงได้ ผลงานที่ปรากฏเท่านั้นที่พิสูจน์ความสำเร็จของชีวิตรับราชการ และระบบการทำงานจะทำให้งานสามารถเคลื่อนต่อไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

นายขวัญชัย วงศ์นิติกร อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นอธิบดีที่ดำรงตำแหน่งที่นี่ได้กว่า 3 ปี ถือว่า ทำหน้าที่นี้ได้นานกว่าที่ผ่านมา จึงสามารถจัดระบบและสร้างผลงานได้อย่างมาก ที่ภูมิใจมากก็คือ การพัฒนาศักยภาพผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชน เพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชนเพิ่มมากขึ้นจากที่ตั้งเป้าหมายไว้ว่า ในปี 2558 ความพยายามยกระดับสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชนด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืนและสร้างรายได้ให้ชุมชนตั้้งเป้าสร้างรายได้ให้ได้ 100,000 ล้านบาท ผลปรากฏว่าจากการสรุปผลงานตามงบประมาณ 2558 สามารถสร้างรายได้ให้ชุมชนได้ 110,000 ล้านบาท ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้

ทั้งนี้ เป็นผลจากการเพิ่มศักยภาพและพัฒนาปรับปรุงรูปแบบทางด้านบรรจุภัณฑ์และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ชุมชนที่เกิดจากพื้นฐานภูมิปัญญาชาวบ้านซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นให้ตรงกับความต้องการของตลาดและกลุ่มผู้บริโภคมากขึ้น ความภูมิใจในการสร้างเศรษฐกิจฐานรากนี้ ยังได้เพิ่มผลิตภัณฑ์ชุมชน ถึง 80,000 ผลิตภัณฑ์ พร้อมๆ กับการเน้นเรื่องการพัฒนาคน พัฒนาการตลาด ให้สามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ในผลิตภัณฑ์ รวมถึงการ “สร้างแบรนด์” สินค้าชุมชน สามารถนำไปสู่การเปิดตลาดระดับอินเตอร์ได้ สามารถส่งผลิตภัณฑ์นำออกจำหน่ายได้ทั้งปี ผ่านชายแดนไทยไปสู่ตลาดสากล เป็นการเพิ่มรายได้เพิ่มความอยู่ดีกินดีและคุณภาพชีวิตให้แก่ชุมชนไทยทั่วประเทศที่อยู่ตามอำเภอตำบลและหมู่บ้านต่างๆ ให้มีโอกาสเปิดตลาดไปต่างประเทศ มีผู้ได้รับผลประโยชน์มากกว่า 6 แสนคน

ผลงานที่ภูมิใจอีกส่วนก็คือ การงานด้านกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ที่ได้รับจัดสรรงบประมาณ 7,000-9,000 ล้าน สำหรับนำไปส่งเสริมสตรีไทยกว่า 3 ล้านคนให้มีอาชีพ รวมถึง 3 หมื่นโครงการ และพร้อมที่จะรับโอนงานมาดำเนินการต่อไป สร้างสตรีมีคุณค่าและสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนอย่างมาก

ในด้านเศรษฐกิจฐานราก ได้ดำเนินการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงอย่างเป็นรูปธรรม มีตัวชี้วัดที่ชัดเจน ทำให้ 25% ของหมู่บ้านและชุมชน มีแนวทางการดำเนินการตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงและสามารถพัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้ได้

ต่อไป กรมพัฒนาชุมชนจะสามารถมีศูนย์ฝึกอบรมที่มีคุณภาพแบบสมาร์ท คอลเลจ เป็นที่พร้อมทุกอย่างในการอำนวยความสะดวก ที่พัก อาหาร ห้องประชุม สำหรับพัฒนา “บุคลากร” ทั้งภายในองค์กรและภายนอกองค์กร นับเป็นความภูมิใจที่จะมีสถานที่อบรมให้ความรู้กับประชาชนได้อย่างยั่งยืน

สรุปแล้ว การพัฒนาชุมชน หลังจากที่ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์แล้ว ต่อไปนี้จะเน้นการสร้าง “ตลาดนัดชุมชน” ให้ผู้ประกอบการสามารถใช้เป็นช่องทางในการจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์จาุกชุมชน ทั้งสินค้าโอท็อป สินค้าจากกลุ่มสหกรณ์หรือสินค้าที่ชุมชนผลิตได้ ให้สามารถที่จะ “ผลิตและค้าขาย” เป็น ขณะนี้มีตลาดนัดชุมชนกว่า 2,000 แห่ง รองรับการพัฒนาชุมชนต่างๆ ได้

หากมีการเปิดการเชื่อมโยงของกลุ่มอาเซียนหรือเออีซีก็ยิ่งจะเป็นประโยชน์ให้ผลิตภัณฑ์ชุมชน ที่มุ่งไปสู่ตลาดสากลได้มากยิ่งขึ้น พร้อมๆ กับพัฒนาคนและพัฒนาสินค้าให้เหมาะสมกับผู้ซื้อผู้บริโภคในตลาดต่างประเทศด้วย

ขณะนี้ มีผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ระดับล่างสุดกว่า 27,395 ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพัฒนา เพื่อต่อยอดไปสู่การส่งออกเข้าสู่ตลาดมาตรฐานสากลเพื่อรองรับการเปิดตลาดเออีซีในปี 2558 กลุ่มแรกที่ได้รับการพัฒนาคือ กลุ่มอาหารต่อไปเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ประเภทของตกแต่งของที่ระลึก ผลิตภัณฑ์ประเภทสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร ผลิตภัณฑ์ประเภทผ้าและเครื่องแต่งกายในลำดับต่อไป

ประวัติสังเขป
– 15 มกราคม 2522 ปลัดอำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์
– 14 ธันวาคม 2549 ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล
– 20 ตุลาคม 2551 ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ
– 20 ธันวาคม 2553 อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
– 2554 รองปลัดกระทรวงมหาดไทย
– 2552-2553 โฆษกประจำกระทรวงมหาดไทย (ฝ่ายข้าราชการประจำ)
– 1 ตุลาคม 2555 อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน

ประวัติิการศึกษา – รัฐศาสตรบัณฑิตมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
– นิติศาสตรบัณฑิตเกียรตินิยมอันดับ 1 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
– ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (พัฒนาสังคม) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
– พ.ศ.2535 หลักสูตรนายอำเภอรุ่นที่ 32
– พ.ศ.2538 หลักสูตรนักปกครองระดับสูงรุ่นที่ 33
– พ.ศ.2548 หลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) พ.ศ.2548

ตำแหน่งอื่นๆ ที่ได้รับมอบหมาย – 10 พฤศจิกายน 2552- ธันวาคม 2553
กรรมการรัฐวิสาหกิจ
– 29 พฤศจิกายน 2554 – ปัจจุบัน คณะกรรมการการไฟฟ้านครหลวง
– 27 ธันวาคม 2554 – ปัจจุบัน คณะกรรมการองค์การตลาด
– 4 ธันวาคม 2555 – ปัจจุบัน คณะกรรมการธนาคารออมสิน