ศธ.ยันเอแบคต้องช่วยให้นศ.3พันรับปริญญา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150925/214078.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2558
ศธ.ยันเอแบคต้องช่วยให้นศ.3พันรับปริญญา

อาจารย์-นศ.เอแบค บุกศธ.ยื่นหนังสือ ‘ดาว์พงษ์-พินิติ’ ช่วยแก้ปัญหาขัดแย้งภายในมหา’ลัย และดูแลให้นศ.ประมาณ 3,000 คนได้รับอนุมัติปริญญา

             เมื่อวันที่ 25 กันยายน ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายวีรศักดิ์ อนุสนธิวงษ์ กรรมการสภามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ(เอแบค) ในฐานตัวแทนมหาวิทยาลัย พร้อมด้วยน.ส.พลอยไพลิน เหล่าพรายนาคนายกองค์การนักศึกษา เอแบค เข้ายื่นหนังสือถึงพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศธ. และรศ.ดร.พินิติ รตะนานุกูล เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (เลขาธิการ กกอ.) เพื่อหารือถึงการปฏิบัติหน้าที่กรรมการสภามหาวิทยาลัยและขอให้ช่วยจัดการ ปัญหาภายในมหาวิทยาลัย

นายวีรศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้มีปัญหาความขัดแย้งของกรรมการสภามหาวิทยาลัย ที่ไม่เข้าร่วมประชุมสภาฯวันที่ 17 ก.ย.ที่ผ่านมา ส่งผลให้องค์ประชุมไม่ครบและไม่สามารถพิจารณาอนุมัติปริญญาบัตร ให้แก่บัณฑิตที่จะจบในปีการศึกษา 2558 ประมาณ 3,000 กว่าคน ซึ่งจะต้องเข้ารับปริญญาในวันที่ 22 พ.ย.นี้ รวมทั้งไม่สามารถรับรองงบดุลปี2557 และไม่สามารถนำส่งงบการเงินประจำปีให้กับสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.)ได้ภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ ขณะเดียวกันกรรมการเสียงส่วนใหญ่ที่ไม่เข้าประชุมสภาฯ กลับไปประชุมกันเองภายนอกมหาวิทยาลัยและมีมติปลดนายกสภาฯ และกรรมการสภาอีก 2 คน ตนจึงอยากให้สกอ.และรมว.ศึกษาธิการ เข้ามาช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

รศ.ดร.พินิติ กล่าวว่าเรื่องนี้เป็นความขัดแย้งของสภามหาวิทยาลัยเอแบคที่แตกเป็นสองฝ่าย และทั้งสองฝ่ายก็ยื่นหนังสือถึงสกอ. และยืนยันว่าหนังสือที่แต่ละฝ่ายเซ็นต์มาถูกต้องเป็นไปตามข้อกฎหมาย ดังนั้นจะต้องหาทางออกว่าอำนาจทางกฎหมายขณะนี้ใครถูกหรือไม่ถูกอย่างไร สกอ.ไม่สามารถตัดสินได้ทันทีว่าฝ่ายได้ถูกหรือผิด อย่างไรก็ตาม พล.อ.ดาว์พงษ์ ได้มอบให้สกอ.เชิญกรรมการสภาฯทั้งสองฝ่ายมาหารือกันในสัปดาห์หน้า เพื่อดูว่าใครใช้อำนาจที่ถูกหรือผิดอย่างไร โดยยึดตามข้อกฎหมายเป็นหลัก มั่นใจว่ามีทางออกแน่นอน

“สำหรับนักศึกษาที่จบในปีนี้ ไม่ต้องกังวลเพราะการอนุมัติการจบการศึกษาเป็นอำนาจของมหาวิทยาลัย แต่การอนุมัติปริญญาเป็นอำนาจของสภาฯ ซึ่งแม้จะประชุมสภาไม่ได้ก็สามารถทำหนังสือเวียนแจ้งขออนุมัติปริญญาให้กรรมการสภาฯทุกลงนาม และหากภายใน 7 วันไม่มีผู้คัดค้านก็ถือได้รับการอนุมัติ ซึ่งที่ผ่านมาหลายมหาวิทยาลัยก็ใช้วิธีนี้ ผมขอว่าอย่าเอาเด็กมาเป็นตัวประกัน ส่วนที่ว่าใครจะเป็นผู้มีสิทธิ์ลงนามในหนังสือเวียนดังกล่าว เพราะ ยังมีข้อโต้แย้งในอำนาจหน้าที่ของแต่ละคนนั้น ขณะนี้ยังถือว่านายกสภาฯยังปฏิบัติหน้าที่ได้ตามกฎหมาย จึงคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหา”รศ.ดร.พินิติ กล่าว

ด้าน น.ส.พลอยไพลิน กล่าวว่า ส่วนตัวคิดอยู่แล้วว่า อย่างไรก็ต้องได้รับปริญญา เพียงแต่อยากให้มีความมั่นใจ ว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาด เนื่องจากขณะนี้มีมีปัญหาเรื่องการบริหารงานภายในของมหาวิทยาลัย และเริ่มกระต่อนักศึกษา และนักศึกษาหลายคนก็เริ่มขาดความเชื่อมั่นในมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นเรื่องของความรู้สึกล้วนๆ ดังนั้นจึงอยากให้เร่งแก้ไขปัญหา

พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวว่า ตนได้รับหนังสือร้องเรียนถึงปัญหาทางม.อัสสัมชัญ เพื่อขอให้ตนใช้อำนาจรมว.ศึกษาธิการ เข้าไปกำกับดูแลและแก้ไขปัญหา แต่สิ่งที่ตนคิดคืออยากจะพูดคุยกับทั้ง 2 ฝ่ายถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น โดยให้ รศ.ดร.พินิติ ไปประสานกับทางสภามหหาวิทยาลัยมาพบเพื่อหารือปัญหาที่มีนั้นมีทางออกหรือไม่ สามารถตกลงกันได้หรือไม่ เพราะม.อัสสัมชัญเป็นมหาวิทยาลัยเอกชน มีอิสระในการบริหารจัดการ ศธ.ไม่สามารถเข้าไปสั่งการอะไรได้ แต่ในพ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน ก็มีกฎระเบียบกติกาซึ่งก็ต้องไปดูอีกครั้ง

“ในส่วนของนักศึกษา 3,000 คนที่มีความกังวลว่าจะไม่ได้รับรองปริญญานั้น ผมไม่ได้รับรายงานเรื่องดังกล่าว แต่เมื่อมีปัญหาขึ้นมาเมื่อทางสภามหาวิทยาลัยมาพบ ก็ต้องพูดคุยกันและต้องดูแลนักศึกษาเขาเป็นอันดับแรก ซึ่งประเด็นนี้ผมว่าผู้ใหญ่ทุกคนต้องคิดได้และเชื่อว่าไม่มีใครอยากใช้เด็กเป็นเครื่องมือ แต่หากใครใช้ก็บาป”พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ม.อัสสัมชัญได้เป็นโจทย์ยื่นฟ้องนายบัญชา แสงหิรัญ จำเลยที่หนึ่งกับพวกรวม 5 คนต่อศาลแพ่ง กรณี ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของสภามหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2558 ที่ให้นายสุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล เป็นรักษาการอธิการบดีแทนนายบัญชา โดยศาลแพ่งมีคำสั่งเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2558 ห้ามนายบัญชาและพวกรวม 5 คนกระทำการใด ๆ อันเป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรักษาการอธิการบดีของนายสุทธิพร และให้ปฏิบัติตามมติสภาเอแบคเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2558

ลงพื้นที่ทำข่าวปัญหาสังคมพิราบฝึกหัดจำต้องเรียนรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150925/214025.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2558
ลงพื้นที่ทำข่าวปัญหาสังคมพิราบฝึกหัดจำต้องเรียนรู้

ลงพื้นที่ทำข่าวปัญหาสังคมพิราบฝึกหัดจำต้องเรียนรู้ : จารยา บุญมากรายงาน

           ในวันขับเคลื่อนประเด็นคนจนเมือง นักศึกษากว่า 10 คน ที่ทยอยลงพื้นที่สลัมบางปิ้ง จ.สมุทรปราการ เพื่อถ่ายภาพและหาข้อมูลมาเขียนงาน ในกิจกรรมการอบรมเชิงปฏิบัติการที่จัดโดยสาขาวิชานิเทศศาสตร์นั้น เป็นอีกมุมหนึ่งของการศึกษานอกห้องเรียนที่น่าสนใจไม่น้อย หลังผ่านการอบรมภาคทฤษฎีมาเป็นเวลา 2 วัน นักศึกษาบางคนเลือกเดินเข้าไปในซอก หลืบ เล็กๆ ของสลัม ที่บางมุมมีซากปรักหักพังจากการรื้อถอน

ขณะที่บางคนเลือกนั่งคุยกับแหล่งข่าวชาวบ้านด้วยความสนใจในปัญหาชุมชนเก่าแก่กว่า 150 ปี ที่กำลังมีปัญหากรณีการไล่รื้อจากเจ้าของที่ดินซึ่งเป็นเอกชน ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงการดำเนินคดีในชั้นศาล นับเป็นปรากฏการณ์ภาคปฏิบัติของพิราบฝึกหัดที่ท้าทายพอสมควรกับการทำประเด็นเล็กๆ ของสังคม

“ได้ยินชาวบ้านเขาเล่าว่า การออกหมายจากเจ้าของที่ดินสลัมบางปิ้ง เพื่อให้ชาวบ้านย้ายออกจากสลัม มันเป็นเรื่องจริงที่แสนเจ็บปวด แต่ก็น่าสนใจ เพราะเราเองก็ไม่เคยคิดว่าจะมีเรื่องแบบนี้มาก่อน มันเหมือนละคร แต่เป็นเรื่องจริง สลัมบางปิ้งใหญ่มาก มีทั้งพุทธ มุสลิม อาศัยอยู่ เราก็ยังสงสัยว่า แล้วคนมากขนาดนี้จะไปอยู่ตรงไหน แต่เดี๋ยวภาคบ่ายเราจะเข้าไปคุยต่อ หนูอยากได้ภาพมากกว่านี้ค่ะ ถ่ายไม่ได้ก็ถ่ายซ่อมเอาหลายๆ ครั้ง” วราภัสร์ มาลาเพชร นักศึกษาสาวสาขาวิชานิเทศศาสตร์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวถึงประสบการณ์จากการลงพื้นที่สลัมบางปิ้ง

วราภัสร์ย้ำด้วยว่า จากข้อมูลที่ได้รับฟังจากชาวบ้านพอจะมีชุดความจริง และความเห็นหลายๆ ด้านที่พอจะประกอบการเขียนข่าวได้ แต่ในส่วนของการถ่ายภาพอาจจะต้องประเมินสถานการณ์หลายๆ ครั้ง และอาจต้องขอแหล่งข่าวถ่ายภาพในหลายมุม แม้ค่ายสารคดีที่ทางมหาวิทยาลัยจัดขึ้นจะเป็นช่วงสั้นๆ ของการอบรมเชิงปฏิบัติการ

แต่ วราภัสร์และเพื่อนๆ ได้เรียนรู้หลายอย่างพร้อมกัน ตั้งแต่ทฤษฎีการถ่ายภาพสารคดี วิธีการสื่อความหมายจากองค์ประกอบภาพโดยช่างภาพมืออาชีพ ตลอดจนหลักการตั้งประเด็นคำถามเพื่อให้ได้งานเขียนที่เล่าเรื่องราว ซึ่งในที่นี้หมายถึงเรื่องราวของชุมชนสลัมบางปิ้ง

วราภัสร์ เสริมข้อมูลอันน่าสนใจของชุมชนบางปิ้งด้วยว่า จากการสอบถามชาวบ้านในชุมชน ทราบว่ามีหลายคนถูกฟ้องดำเนินคดี โดยอ้างคำสั่งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และย้ายที่อยู่อาศัยตั้งแต่ปี 2552 ทว่า ในปี 2557 คนในชุมชนยังต้องจ่ายค่าเช่าที่ดินต่อเนื่อง เริ่มที่ 200 บาทเป็นอย่างต่ำ ซึ่งประเด็นดังกล่าวเป็นประเด็นที่ชี้ว่า ชาวสลัมถูกเอาเปรียบ แต่อาจต้องพิสูจน์จากหลักฐานเอกสารต่อไป

โดยส่วนตัวต้องการเขียนมุมมองผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นภายหลังการไล่รื้อชุมชน ซึ่งจากการสอบถามพบว่า มีทั้งมิติของการศึกษาในชุมชนมุสลิมที่ต้องยุติบทบาทลงไป และการสิ้นสุดของชุมชนที่ก่อร่างสร้างตัวมานานนับร้อยปี รวมทั้งความหวังในอนาคตของคนสลัมบางปิ้ง เพื่อสะท้อนว่าพวกเขาวางแผนอะไรบ้าง ข้อเท็จจริงของสลัมบางปิ้งจะเป็นอย่างไร

ซึ่งจะตรงกับข้อมูลที่วราภัสร์และเพื่อนๆ ได้รับมาหรือไม่ ทว่าอย่างน้อยการเริ่มต้นศึกษาประเด็นปัญหาของสังคมในฐานะว่าที่นักสื่อสารรุ่นใหม่ ก็เป็นบทเรียนสำคัญนอกมหาวิทยาลัยที่ช่วยจุดประกายประเด็นขับเคลื่อนสังคมของคนจนเมืองได้

ผศ.มัทนา เจริญวงศ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาวารสารศาสตร์ อธิบายถึงที่มาของโครงการว่า การจัดอบรมสารคดีครั้งนี้เป็นกิจกรรมหนึ่งในโครงการวิจัย “การเรียนการสอนแบบบูรณาการเพื่อการผลิตสารคดี:การเชื่อมโยงการรู้จักตนเองสู่ความเข้าใจสังคมและการสื่อสารสาธารณะ” ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ภายใต้ชุดโครงการ “ภาวนาคือชีวิต : วิถีชีวิตที่เอื้อต่อชุมชนและสังคม” และคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร มีอาจารย์มหาวิทยาลัยศิลปากรร่วมเป็นนักวิจัย 4 คน คือ อ.ภัทราพันธ์ หรุ่นรักวิทย์ ผศ.มัทนา เจริญวงศ์ อ.สมศักดิ์ ชาติน้ำเพ็ชร และผศ.ดร.อภิญญา อิงอาจ

“จริงๆ แล้วโครงการนี้มีกิจกรรมหลายอย่าง แต่จะต่างจากการอบรมสารคดีทั่วไปตรงที่มีกิจกรรมเกี่ยวกับเรียนรู้แบบองค์รวมมาเกี่ยวข้องด้วย กิจกรรมส่วนนี้จะเน้นให้นักศึกษาได้เรียนรู้และตระหนักในตัวเอง โดยมีข้อสมมุติฐานว่า หากนักศึกษารู้จักตัวเองก็จะเกิดความเข้าใจคนอื่น รวมถึงเข้าใจบริบทต่างๆ ที่แวดล้อมประเด็นที่จะนำเสนอด้วย เช่น รู้ว่าตัวเองอยู่ในภาวะอารมณ์แบบไหน ที่เขียนเรื่องแบบนี้เพราะมีความรู้สึกนึกคิดอย่างไร รู้จักตั้งคำถามว่าตัวเราเองมีการรับรู้ หรือเข้าใจคนอื่นที่เป็นแหล่งข่าวของเราอย่างไร ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น รวมทั้งมีความเข้าใจประเด็นที่เกิดขึ้นอย่างไร” ผศ.มัทนา กล่าว

ส่วนสาเหตุที่เลือกลงพื้นที่ชุมชนแออัดทั้ง 4 แห่ง คือ ชุมชนบางนา ชุมชนวัดใต้ ชุมชนช่องลม และชุมชนบางปิ้ง เนื่องจากตอนประชุมวางแผนการจัดกิจกรรมอยากให้นักศึกษาลงพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคย แต่มีเรื่องราว มีมิติของความเป็นมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้องค่อนข้างมาก หรืออาจมีแง่มุมความขัดแย้ง แต่ต้องไม่ไกลมากจนมาเก็บข้อมูลซ้ำสองด้วยตัวเขาเองไม่ได้ จึงสรุปกันว่าจะให้นักศึกษาลงพื้นที่ชุมชนแออัด

โดย ดร.ธรรมนิตย์ ได้ช่วยประสานติดต่อแกนนำเครือข่ายสลัมสี่ภาคก่อนลงพื้นที่เพื่อให้มีแกนนำชาวบ้านแต่ละชุมชนนำนักศึกษาลงพื้นที่ดังกล่าว และกำหนดว่า ลงพื้นที่ นักศึกษาจะต้องคิดประเด็นนำเสนอเอง ไม่มีโจทย์บังคับว่าต้องทำประเด็นไหน พวกเขาสามารถคิดเองได้เต็มที่ เท่าที่ลงภาคสนามนักศึกษามีความตื่นตัวกันดี หลายกลุ่มมีประเด็นที่น่าสนใจ

ด้าน สุปรียา นาวาทอง ผู้ประสานงานชุมชนบางปิ้ง ที่นำคณะศึกษาลงพื้นที่ กล่าวว่า รู้สึกดีที่มีค่ายเยาวชนเข้ามาทำความรู้จักกับชุมชน อย่างน้อยคนรุ่นใหม่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่สามารถรับฟังปัญหาคนจนเมืองแล้วถ่ายทอดออกสู่สังคมได้ ยิ่งรู้ว่าเป็นนักศึกษาที่เรียนด้านงานข่าวด้วยแล้ว ก็ยิ่งน่ายินดี เพราะประเด็นคนเล็กคนน้อย ปัจจุบันนี้แทบไม่มีมุมสาธารณะให้เล่าขานแล้ว

ปรับพื้นฐานภาษาอาหรับ’ม.อัลอัซฮัร’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150924/213958.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน 2558
ปรับพื้นฐานภาษาอาหรับ'ม.อัลอัซฮัร'

เปิดโลกการศึกษามุสลิมตอน : ปรับพื้นฐานภาษาอาหรับ’ม.อัลอัซฮัร’

            วันนี้คอลัมน์เปิดโลกการศึกษามุสลิมขอนำเรื่องราวความคิดของน้องๆ นักศึกษาซึ่งกำลังจะหลุดพ้นจากกฎเหล็กของสถาบันปรับพื้นฐานภาษาอาหรับหรือที่น้องๆ ต่างเรียกติดปากกันว่า “ตัมฮีดีย์” เพื่อเข้าสู่การเป็นนิสิตมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัรเต็มตัว

เมื่อสมัยก่อนสถาบันการศึกษาศาสนาของเมืองไทยที่ไม่มีการเทียบเท่ากับสถาบันอัลอัซฮัรก็ต้องมีการเสี่ยงโชคเสี่ยงดวงในการลัดฟ้ามาสอบวัดผลด้วยตัวเองแล้วก็เข้าเรียนในระดับผลการสอบของตัวเอง หลังจากนั้นไม่นานก็มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อสถาบันการศึกษาในประเทศไทยทำการเทียบเท่า นักศึกษาสามารถเข้าศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยได้โดยไม่ต้องมีการสอบ หลังจากนั้นมาเมื่อเจ้าหน้าที่อัลอัซฮัรเกิดการวิเคราะห์ ทำไมนักศึกษาต่างชาติถึงสอบไม่ผ่านเยอะแยะมากมายขนาดนี้ และนี่คือ ที่มาของการจัดระเบียบการใหม่สำหรับนักศึกษาต่างชาติ ก่อนเข้าสู่ระดับมหาวิทยาลัยจะต้องสอบวัดระดับ ไม่ว่าจะมีประกาศนียบัตรการันตีถึงการจบการศึกษาจากไทยแล้วก็ตาม แต่เมื่อมาถึงอียิปต์ ทุกคนจะต้องสอบวัดผลและเรียนปรับพื้นฐานภาษาอาหรับก่อนหนึ่งปี พร้อมกับอยู่ภายใต้กฎที่แสนจะเข้มงวด

“ไอลดา แซ่หลี”  สาวจาก จ.นครศรีธรรมราช จบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชาเอกภาษาอาหรับ พ่อแม่ประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัว เล่าว่า การได้มาศึกษาปรับพื้นฐานภาษาอาหรับของมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร เป็นการเรียนการสอนที่มีระบบ เป็นขั้นตอน ตั้งแต่ระดับชั้นที่หนึ่ง จนถึงชั้นที่เจ็ด ทำให้ง่ายต่อการปรับตัวในการเรียนรู้ วิธีการสอนของอาจารย์ครอบคลุมทักษะทั้ง 4 คือ ฟัง พูด อ่าน เขียน มีการให้ออกมานำเสนอหน้าชั้นเรียน ใช้ภาษาอาหรับกลางในการเรียนการสอน คณะอาจารย์มีความกระตือรือร้นในการสอน มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อนักศึกษา

แต่สิ่งที่ยากที่สุดในการเรียน คือในช่วงแรกๆ ที่เริ่มเรียนมีปัญหาในการสื่อสารกับอาจารย์ผู้สอน ไม่สามารถเข้าใจได้ดีพอ และบางครั้งการออกหน้าชั้นเรียนพูดได้ไม่เต็มที่ เพราะคำศัพท์น้อย แต่ช่วงหลังๆ อัลฮัมดูลิลลาฮ์ ได้ปรับตัวขึ้นตามลำดับ อยากบอกกับน้องๆ ทุกคน ที่กำลังจะเข้าสู่โหมดการศึกษาการเรียนปรับพื้นฐานภาษาอาหรับ อย่างแรกคือ ต้องตั้งใจเต็มร้อย ต้องมีความกล้า ต้องมีมิตรไมตรีที่ดี พยายามเข้าหาเพื่อนต่างชาติเพื่อจะได้เพิ่มทักษะเรื่องภาษา

“อิรฟาน สามารถดี”  จบการศึกษาจาก ร.ร.ดรุณศาสน์วิทยา พ่อแม่ทำสวน น้องอิรฟานบอกว่า เป็นเรื่องที่ดีที่ได้มีโอกาสเข้าเรียนปรับพื้นฐานภาษาอาหรับ เพราะเป็นการปรับพื้นฐานด้านภาษา ซึ่งเป็นกุญแจดอกสำคัญในการไขความรู้ในระดับมหาวิทยาลัยต่อไป ความยากง่ายของการเรียนขึ้นอยู่ที่ตัวบุคคล สิ่งที่สำคัญคืออย่าลืมเป้าหมายของการมาที่นี่ และพยายามให้ถึงที่สุด เทคนิคในการเรียนภาษาก็คือ พูดคุยกับคนต่างชาติบ่อยๆ คุยกับครูผู้สอน และกล้าในการแสดงความคิดเห็นออกมาเป็นภาษาอาหรับ อ่านหนังสือเยอะๆ ไม่เข้าใจตรงไหนก็รีบถาม และสุดท้ายคือฟังบ่อยๆ อาจจะฟังจากวิทยุ ฟังเพลง หรือดูละครที่เป็นภาษาอาหรับ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้เรามักจะไม่มี จึงส่งผลทำให้รู้สึกว่าการเรียนมีความยาก และเกิดการเบื่อหน่าย อยากบอกน้องๆ ว่าการมีพื้นฐานที่ดีในเมืองไทยมาก่อนจะได้เปรียบกว่า ต้องตั้งใจเรียน ทำตามกฎข้อบังคับและอย่าขาดเรียน สิ่งสำคัญที่สุดคือก่อนมายังประเทศอียิปต์ให้ตรวจสุขภาพก่อนจะดีที่สุด

“รวิสรา เทียนทอง” สาวจาก กทม. พ่อมีอาชีพเป็นช่างตัดผม ส่วนแม่เป็นแม่บ้าน น้องรวิสรา บอกความในใจว่า การเรียนปรับพื้นฐานภาษาอาหรับเป็นการเริ่มต้นที่ยากในระดับหนึ่ง จากที่คิดว่าคงไม่ยาก เป็นการเสริมสร้างทักษะทางภาษาที่ดีมาก ช่วยให้มีความกล้าในการสนทนาภาษาอาหรับมากขึ้น ได้ทบทวนวิชาความรู้ที่เคยเรียนมา และใช้ศัพท์ต่างๆ ได้มากขึ้น สิ่งที่ยากที่สุดน่าจะเป็นเรื่องของคำศัพท์ เพราะมีศัพท์ใหม่ๆ เพิ่มมาเยอะมาก ทำให้เราต้องพัฒนาตัวเองให้เรื่องของการค้นหาความหมายของศัพท์ต่างๆ อยู่ตลอด อยากบอกน้องใหม่ว่าการมาศึกษาในประเทศแห่งนี้ อยากให้ทุกคนเปิดใจไปกับทุกสถานการณ์ ทุกการศึกษาในรูปแบบที่ถูกจัดไว้ อย่าอายที่จะพูด อย่ากลัวที่จะพูดผิด เพราะการพูด การสนทนาจะเป็นตัวช่วยที่ดีที่สุดสำหรับการเรียนปรับภาษา

ไม่ใช่เรื่องง่ายของการที่จะย่างก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร การศึกษาในประเทศแห่งนี้ ไม่ใช่แค่การเปิดหนังสือแล้วท่อง หากแต่ต้องใช้ชีวิตให้เป็นและเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์

อยู่อย่างพี่น้องและพอเพียงหัวใจสำคัญโรงเรียนตชด.บ้านถ้ำหิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150924/213957.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน 2558
อยู่อย่างพี่น้องและพอเพียงหัวใจสำคัญโรงเรียนตชด.บ้านถ้ำหิน

อยู่อย่างพี่น้องและพอเพียงหัวใจสำคัญ โรงเรียนตชด.บ้านถ้ำหิน

            พื้นที่สีเขียวที่รายล้อมไปด้วยไม้สารพัดประโยชน์อย่างกล้วยหลากพันธุ์  และไม้ยืนต้น ทั้งไม้สัก ต้นลำไย มะม่วง  สลับกับยอดอ่อนของผักสวนครัวภายในบริเวณโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน  (ตชด.) บ้านถ้ำหิน ต.สวนผึ้ง ที่อยู่ในอ้อมกอดของแนวเขาซ้อน อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี  เป็นดั่งฉากหลังบ้านในฝันของใครหลายคน ทว่า สำหรับเด็กนักเรียนกว่า

280 ชีวิตแล้ว ที่นี่คือความจริงที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นตั้งแต่ปี 2527  เพื่อรองรับเด็กยากจนในแนวชายแดนไทย-พม่า รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ทั้งกะเหรี่ยง กะหร่าง มอญ พม่า โดยไม่มีการแบ่งแยกเชื้อชาติ สถานะ และที่มาของรากเหง้าของเด็กคนใดคนหนึ่งออกจากกัน

“สุวรรศญา สดเจริญ”  ครูสาวประจำโรงเรียนที่สั่งสมประสบการณ์สอนมานานกว่า 17 ปี เล่าว่า การศึกษาที่นี่เป็นแบบน้องพึ่งพี่  ที่มีความผูกพันกันมานานในทุกด้าน  โดยในแต่ละวันทำการของโรงเรียน เด็กๆ จะเดินทางมาโดยรถรับส่งที่ผู้ปกครองจ่ายค่าเช่ารถรายเดือนในราคาถูก เมื่อมาถึงทุกคนต้องแบ่งกันทำกิจกรรมในโรงเรียน โดยมีทั้งกิจกรรมการทำความสะอาดอาคาร สถานที่ต่างๆ ไปจนถึงฝ่ายดูแลพืช ผัก สวนครัว ฝ่ายพยาบาล และฝ่ายเตรียมอาหารกลางวัน  จากนั้นทำกิจกรรมหน้าเสาธง ก่อนจะเข้าสู่ชั่วโมงเรียนตามปกติ  มีนักเรียนประถมปลายบางส่วนที่ต้องรับผิดชอบแปลงเกษตร และโครงการต่างๆ ตามพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

“ปัญหาหลักของเด็กอนุบาลที่เพิ่งเข้าศึกษาในโรงเรียนเป็นครั้งแรกมักจะสื่อสารภาษาไทยไม่ได้ ต้องให้นักเรียนรุ่นพี่มาช่วยสอนภาษาเสียก่อน จากนั้นก็ค่อยๆ พัฒนาเป็นขั้นตอนไป สอนทุกอย่าง จะเป็นแนวส่งเสริมคุณภาพชีวิต ควบคู่กับทักษะวิชาการ ปลูกฝังความรับผิดชอบ และด้วยระบบพึ่งพาอาศัยประสาพี่น้อง” ครูสาวอธิบายถึงการใช้ชีวิตง่ายๆ ในโรงเรียนขนาดเล็กท่ามกลางเทือกเขา

จือเดโอะ  นักเรียนชั้นประถมที่ 5 เล่าระหว่างนำเสนอแปลงผักของโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนว่า เป็นชาวกะหร่างที่บ้านอยู่ไกล  และไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง  แปลงผักของโรงเรียนจึงเป็นเหมือนสวนเกษตร ฝึกอาชีพในการปลูกผักของเขาและเพื่อนๆ ในโรงเรียน  เขาใช้เวลานานกับการทำความรู้จักประเภทผักในภาษาไทย เรียนรู้วิธีการดูแลพืชผักแต่ละประเภท

“มะละกอที่อยู่ในโรงเรียนเราต้องปลูกสลับกับตะไคร้ และพืชเครื่องเทศอื่นๆ เป็นการประหยัดเนื้อที่ ส่วนผักบุ้ง ผักกาด ครูจะให้ปลูกนิดหน่อย เป็นพืชระยะสั้น แต่ถ้าเป็นกล้วยกับลำไย พืชยืนต้นพวกนี้เราขายได้ ชอบที่โรงเรียนสอนให้รู้ทั้งหนังสือ รู้ทั้งวิธีปลูกผัก มันก็กินได้ อร่อยด้วย” จือเดโอะ อวดผลงานโรงเรียนด้วยความภูมิใจ

“มูลา”  เด็กหญิงชาวกะเหรี่ยง อยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เล่าว่า แต่ละวันเธอกับเพื่อนต้องสลับกันทำหน้าที่สอนภาษาไทยให้แก่น้องๆ ชั้นอนุบาล  และบางวันต้องช่วยครูดูแลเรื่องอาหารกลางวัน

หลังเลิกเรียนกลับบ้าน ระหว่างนั่งรถกลับบ้านมูลาใช้เวลาสื่อสารภาษาไทยกับน้องๆ ทุกวัน และการปฏิบัติหน้าที่ของรุ่นพี่อย่างเธอก็ช่วยแบ่งเบาภาระครูในโรงเรียนได้เช่นกัน

โรงเรียนแห่งนี้ขาดแคลนอุปกรณ์การศึกษา ล่าสุดโครงการ “พลังสะอาดส่งต่อรอยยิ้ม” ภายใต้ความร่วมมือของบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ และคาโอ คอมเมอร์เชียล  ได้ร่วมสนับสนุนอุปกรณ์การศึกษา พร้อมเลี้ยงอาหารกลางวันแก่นักเรียน โดย “วารุณี   กิจเจริญพูลสิน”  ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) บอกว่า ได้ ร่วมกับลูกค้าทั่วไทย โดยรับบริจาคชุดนักเรียนเก่าที่ไม่ใช้แล้วที่บิ๊กซีทุกสาขาทั่วประเทศ แล้วนำไปมอบให้นักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนที่ห่างไกลทั่วประเทศ ต่อเนื่องปีนี้เป็นปีที่ 5  ปีนี้มีชุดนักเรียนที่ได้รับบริจาครวมทั้งหมด 2 หมื่นชุด และมอบรองเท้าใหม่ให้เด็กๆ อีก 800 คู่ แก่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนทั่วประเทศ

สนใจสมทบทุนอาหารกลางวันและอุปกรณ์การศึกษา โรงเรียน ตชด.บ้านถ้ำหิน ติดต่อได้ที่ เลขที่  666 หมู่ 5 ต.สวนผึ้ง อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี 70180  อีเมล :             thumhinschool@hotmail.com   โทรศัพท์  0-3271-1286  โทรสาร   0-3271-1286

ธรรมะกลางกรุง’วัดปทุมวนารามฯ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150924/213963.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน 2558
ธรรมะกลางกรุง'วัดปทุมวนารามฯ'
ธรรมะกลางกรุง'วัดปทุมวนารามฯ'

ธรรมะกลางกรุง’วัดปทุมวนารามฯ’ : หัวใจไทย

 

            ในช่วงวันเข้าพรรษา 3เดือน วัดต่างๆ ได้มีการจัดกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาอย่างหลากหลาย เพื่อให้พุทธศาสนิกชนผู้ใฝ่ในธรรมได้เข้าไปร่วมกิจกรรมทางศาสนาเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา สำหรับคนหนุ่มสาวที่ทำงานอยู่ใจกลางเมืองอย่างกรุงเทพมหานคร ด้วยความจอแจวุ่นวายในย่านธุรกิจและห้างสรรพสินค้า บนถนนพระรามที่ 1 หลายคนอาจไม่รู้ว่าที่นี่มีวัดเก่าแก่สวยงามคือ วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร: สวนป่าธรรม ใจกลางเมืองอันร่มรื่น ตั้งอยู่ระหว่างศูนย์การค้าสยามพารากอนและห้างเซ็นทรัลเวิลด์

พระเทพญาณวิศิษฐ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ได้กล่าวถึงความสำคัญและกิจกรรมของวัดนี้ว่า วัดแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ถึง 3 องค์ด้วยกัน คือ พระเสริม พระแสน และพระไส หรือพระสายน์ โดยพระไส หรือพระสายน์ เป็นพระพุทธรูปที่อัญเชิญมาจากเมืองมหาไชย แขวงล้านช้าง ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถที่งดงาม รูปทรงแบบรัตนโกสินทร์ ส่วนพระเสริมและพระแสนนั้นอัญเชิญมาจากกรุงเวียงจันทน์ ประดิษฐานอยู่ด้วยกันในพระวิหาร ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังฝีมือช่างสมัยรัชกาลที่ 4

สถานที่พิเศษ คือ บริเวณด้านหลังของวัด คือ สวนป่าพระราชศรัทธา มีบรรยากาศที่ร่มรื่นเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ มีศาลาพระราชศรัทธา ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม เป็นที่พักใจของคนเมืองกรุง เปิดให้ผู้ที่สนใจมาปฏิบัติธรรม มานั่งสมาธิ ฟังธรรม หรือทำกิจทางศาสนา โดยมีกิจกรรมปฏิบัติธรรมอยู่เป็นประจำ ซึ่งสามารถพักค้างได้ ทั้งวันธรรมดา วันหยุด และแบบไปกลับหรือปฏิบัติแบบต่อเนื่องหลายวันก็มี โดยเฉพาะตลอดพรรษานี้ ทางวัดได้เตรียมที่จอดรถภายในวัดไว้ นอกจากนี้ ทางวัดยังมีเทศน์ในทุกวัน

ปัจจุบัน วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร เป็นวัดหนึ่งในโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเส้นทางแสวงบุญในมิติทางศาสนา ปี 2558 ของกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม เพื่อพัฒนาวัดให้มีระบบระเบียบ ทำให้การบริหารจัดการวัดมีประสิทธิภาพสร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยว รวมทั้งสร้างความเลื่อมใสศรัทธาให้แก่พุทธศาสนิกชนที่มาเยี่ยมชมวัด ในฐานะที่วัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางศาสนาและเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญของประเทศ

 

ค่ายเยาวชนศิลปะร่วมสมัย6คัดเด็กไทยโกอินเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150923/213902.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 23 กันยายน 2558
ค่ายเยาวชนศิลปะร่วมสมัย6คัดเด็กไทยโกอินเตอร์

ค่ายเยาวชนศิลปะร่วมสมัย6คัดเด็กไทยโกอินเตอร์

             “โครงการค่ายเยาวชนสร้างสรรค์ผลงานศิลปะร่วมสมัย จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 เพื่อเปิดเวทีให้เยาวชนได้มีพื้นที่แสดงออกถึงความสามารถในเชิงศิลปะ สำหรับภาพที่นำมาจัดแสดงในครั้งนี้เป็นผลงานของเยาวชนกว่า 70 คน ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ รวมทั้งผลงานของศิลปินแห่งชาติ ศิลปินอาวุโส และคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิกิจกรรมต่างๆ ในโครงการมุ่งส่งเสริมให้เยาวชนได้พัฒนาฝีมือ แสดงออกผลงานในสถานที่ที่เหมาะสมและมีผู้คนให้ความสนใจมาชมเป็นจำนวนมาก” ชาย นครชัย ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม กล่าว

งานดังกล่าวจัดขึ้น ณ หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน จัดแสดงผลงานศิลปินรุ่นเยาว์ ศิลปินแห่งชาติ ศิลปินอาวุโส คณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ รวมทั้งสิ้นจำนวน 120 ชิ้น เมื่อวันที่ 11-20 กันยายน 2558 มีเยาวชนและประชาชนให้ความสนใจเข้าชมนิทรรศการเป็นจำนวนมาก “ณรงค์ฤทธิ์  กาลจิตร์” (โจมาร์โมคัส) นักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร ประธานรุ่นที่ 6 นำผลงานจิตรกรรมบนผืนผ้าใบซึ่งได้แรงบันดาลใจจากความเชื่อและความศรัทธา สะท้อนภาพของการสมัครสมานสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนทุกเชื้อชาติในสังคม สะท้อนถึงปริศนาธรรม ความดีงามและสิ่งอัศจรรย์จากความเชื่อ ความศรัทธาที่ยิ่งใหญ่และหลากหลาย สื่อออกมาในเชิงสัญลักษณ์ในโทนสีของแสงเทียนควันธูป และรูปแบบกรอบที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเพื่อให้คนตระหนักว่า ในความแตกต่างและหลากหลาย ทุกสิ่งล้วนมีความเชื่อมโยงกัน อย่างมีเอกภาพ มาแสดง

“โครงการนี้ถือเป็นโอกาสอันดีสำหรับเยาวชนที่รักในงานศิลปะ ทุกคนได้พิสูจน์ฝีมือและพัฒนางาน พัฒนาความคิดในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งประโยชน์สูงสุดที่ทุกคนได้รับคือ ประสบการณ์ที่ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ระหว่างคนทำงานศิลปะในวัยเดียวกันได้ศึกษาชีวิต วิธีคิดและการสร้างสรรค์ผลงาน การเก็บรักษาผลงานของศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับโลก”

“รัตนา สุจริต” (ตากลม)  นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ (วิทยาลัยเพาะช่าง) นำเสนอผลงานภาพพิมพ์ ภาพที่เห็นนี้ใช้เทคนิคการวาดเส้นลงบนกระดาษทราย เนื่องจากการเตรียมตัวในเวลาจำกัด จึงต้องปรับเปลี่ยนการทำงานโดยใช้วิธีการดรออิ้งดินสอไขลงบนกระดาษทราย แทนค่าของแสงเงาที่เกิดขึ้นในเพลทภาพพิมพ์ โดยเลือกใช้แสงสีขาวเพื่อสื่อถึงพลังความรัก ความคิดถึงที่มีต่อยาย เธอบอกว่า รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ คือการได้เรียนรู้การใช้ชีวิตและประสบการณ์การสร้างสรรค์งานศิลปะระหว่างเพื่อนต่างสถาบัน ครู และศิลปินผู้มีชื่อเสียงได้แลกเปลี่ยนและผสมผสานศิลปวัฒนธรรมใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น

ขณะที่ “ศิลป์สวัสดิ์ จันต๊ะไพลิน” (นาท) นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา นำผลงานจิตรกรรมไทยร่วมสมัยจากความประทับใจในเรื่องพระมหาชนก โดยนำหลักธรรมมาสร้างสรรค์ผลงาน ใช้การผสมผสานลวดลายไทยเข้ากับสัญลักษณ์พลังธรรมชาติ เช่นการวางรูปทรงการเคลื่อนไหวให้ผูกไปกับโครงสร้างลวดลายไทย

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาคณะกรรมการได้พิจารณาให้เยาวชนที่มีผลงานโดดเด่นจากค่าย เดินทางไปศึกษาและสร้างสรรค์ผลงานที่ประเทศสหรัฐอเมริการุ่นละ 10 กว่าคน โดยในปีต่อๆ ไปจะเพิ่มจำนวนเยาวชนที่มีความพร้อมไปศึกษาดูงานในต่างประเทศ และส่งเสริมให้มีการจัดตั้งชมรมต่างๆ เพื่อทำกิจกรรมเชื่อมความสัมพันธ์และพัฒนาทักษะของเยาวชนในรุ่นต่างๆ เพิ่มมากขึ้นด้วย

หลักธรรมวิถีไทยพอเพียงชีวิตวันนี้วัดทุ่งม่าน-ร.ร.บ้านห้วยหละ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150923/213903.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 23 กันยายน 2558
หลักธรรมวิถีไทยพอเพียงชีวิตวันนี้วัดทุ่งม่าน-ร.ร.บ้านห้วยหละ
หลักธรรมวิถีไทยพอเพียงชีวิตวันนี้วัดทุ่งม่าน-ร.ร.บ้านห้วยหละ

หลักธรรมวิถีไทยพอเพียงชีวิตวันนี้ ณ ‘วัดทุ่งม่าน-ร.ร.บ้านห้วยหละ’ : ผกามาศ ใจฉลาด กรมการศาสนา เรื่อง-ภาพ

 

             “สมัยก่อนเกิดสงครามขึ้นระหว่างไทยกับพม่า มีทหารพม่ามาพักที่บริเวณทุ่งนา เมื่อสงครามสงบลง มีชนกลุ่มน้อยที่อพยพมาจาก อ.แม่พริก จ.ลำปาง มาตั้งรากฐานขึ้นที่ป่าละเมาะเป็นทุ่งกว้างว่างเปล่า ต่อมาเมื่อมีประชาชนมาอยู่เพิ่มมากขึ้นหลายสิบครัวเรือนจนเกิดเป็นหมู่บ้านขึ้นได้ให้ชื่อว่า บ้านทุ่งม่าน ด้วยเชื้อชาติเป็นชาวพุทธต่อมาจึงสร้างวัดขึ้นชื่อว่า วัดทุ่งม่าน เพื่อเป็นที่พึ่งทางจิตใจมาจนถึงปัจจุบัน”

พระครูวิวิธธรรมธาดา เจ้าอาวาสวัดทุ่งม่าน ต.ป่าพลู อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน และรองเจ้าคณะอำเภอบ้านโฮ่ง เล่าถึงประวัติวัดทุ่งม่าน ปัจจุบันเป็นศูนย์รวมจิตใจ แหล่งเรียนรู้บ่มเพาะด้านศีลธรรม คุณธรรมจริยธรรมของชาวบ้านในชุมชน การดำเนินงานของวัดจะมุ่งเน้นด้านการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน การประสานความร่วมมือไปยังหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนนอกพื้นที่ เพื่อร่วมสนับสนุนการดำเนินงาน และมีการนำพลัง “บวร” บ้าน วัด โรงเรียน มาเสริมสร้างให้กระบวนการดำเนินงานของวัดบรรลุผล จนทำให้วัดและบ้านทุ่งม่านเกิดความเข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้

“ปัจจุบันบ้านทุ่งม่านพัฒนาการสู่ชุมชนคุณธรรมเกิดจากวัดส่งเสริมให้คนในชุมชนยึดมั่นในข้อปฏิบัติหลักสำคัญ 3 ประการ 1.ยึดและปฏิบัติตามหลักธรรมทางศาสนา คือ ศีล 5 ซึ่งถือเป็นวินัย แบบแผนในการดำเนินชีวิต 2.ดำเนินชีวิตด้วยความพอเพียง พออยู่ พอกิน พึ่งพาตนเอง และแบ่งปันสู่ผู้อื่นด้วยใจเบิกบาน 3.ดำรงชีวิตตามวิถีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามของท้องถิ่น เน้นกิจกรรมศาสนาและวัฒนธรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตคนในชุมชน”

สำหรับกิจกรรมที่วัดดำเนินการร่วมกับคนในชุมชนตำบลป่าพลู เช่น ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ (ศพอ.) ลานธรรม ลานวิถีไทย โรงเรียนวิถีพุทธ หมู่บ้านรักษาศีล 5 ชาวประชาเป็นสุข สำนักศาสนศึกษา นอกจากนั้น ยังมีกิจกรรมวันธรรมสวนะ วันสำคัญทางศาสนา และวันสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์

ห่างจากวัดทุ่งม่านไปประมาณ 2 กิโลเมตร จะได้พบกับโรงเรียนบ้านห้วยหละ เป็นโรงเรียนวิถีพุทธ ซึ่งเป็นโรงเรียนปกติทั่วไปแต่นำวิถีพุทธที่นำหลักธรรมพระพุทธศาสนามาใช้ประยุกต์ในการบริหารและพัฒนาเด็ก

นายนิรัญ เหลืองอร่าม ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยหละ เล่าว่า ขณะนี้การเรียนการสอนขับเคลื่อนด้วยพลัง บวร มีโรงเรียน เด็กและเยาวชนเป็นศูนย์กลาง มีกิจกรรมส่งเสริมหลักทางศาสนา (ศีล 5) นักเรียนร่วมกิจกรรมวันพระ วันสำคัญทางศาสนา โดยการสนับสนุนจากคณะสงฆ์วัดทุ่งม่าน กิจกรรมสืบสานประเพณีวัฒนธรรมไทยดีงาม ภูมิปัญญาของท้องถิ่นจากปราชญ์ชาวบ้าน เช่น ทำตุง ทอผ้า กิจกรรมเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง เช่น ปลูกผัก เลี้ยงไก่ไข่ ไก่เนื้อ เพาะเห็ดนางฟ้า

ในฐานะตัวแทนของ “บ้าน” บัวรัตน์ นันตา ชาวบ้านหมู่ 4 บ้านทุ่งม่าน ภูมิปัญญาท้องถิ่นประดิษฐ์ตุงมาถ่ายทอดให้เด็กๆ ในโรงเรียนบ้านห้วยหละ สอนตัดตุงชัยใช้ในงานมงคล งานบวช ขึ้นบ้านใหม่ บวงสรวง บุญเจดีย์ทราย บุญปี๋ใหม่เมือง งานบุญศาสนา เหตุผลที่ป้าบัวรัตน์มาสอนเพราะอยากให้เด็กๆ รับรู้พิธีทางศาสนาว่าจะต้องมีตุงชัย เพื่อให้มีชัยชนะไปชั่วกาลนาน เป็นมงคลกับตัวเอง รู้สึกดีใจที่ได้เห็นลูกหลานในชุมชนสนใจมาเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นตัวเอง สิ่งที่ตัวเองทำไม่ขออะไรมาก อยากให้เด็กรุ่นหลังประดิษฐ์ตุงใช้ในงานมงคลและช่วยกันสืบสานต่อไป

&nbnbsp;      ด้านนายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมชุมชนคุณธรรมวัดทุ่งม่านและโรงเรียนบ้านห้วยหละ เมื่อเร็วๆ นี้ว่า เรื่องวัฒนธรรมเป็นเรื่องที่สั่งให้ทำหรือจัดตั้งขึ้นไม่ได้ ต้องเริ่มจากความคิด ความเชื่อ ความร่วมมือร่วมใจ ความมีเจตนาสุจริต มีความรู้สึกร่วมกันของชาวบ้านทุ่งม่าน คณะสงฆ์ ฝ่ายราชการก็มีความเข้มแข็ง แสดงให้เห็นว่าสังคมไทยเราไม่เคยอับจนเรื่องของความมีน้ำใจ คุณธรรม จริยธรรม เรามีอยู่เต็มพื้นที่ทั่วทุกแห่ง วันนี่ที่วัดทุ่งม่านก็เป็นอีกที่หนึ่งที่ได้เห็นถึงความร่วมมือร่วมใจ ร่มเย็นเป็นสุขของพี่น้องทุกคน

“ผมได้ไปเห็นการเรียนการสอนของน้องๆ โรงเรียนบ้านห้วยหละ นักเรียนมีความสุข มีสื่อการสอนที่ดี เรียนวิชาหลักจำเป็น แล้วบ่ายสองโมงมีกิจกรรมให้เด็กๆ ได้เรียนรู้เพิ่มเติม วันนี้ได้เห็นความตั้งใจ เด็กเรียนไม่เครียด มีกิจกรรมหลากหลาย สวดมนต์ อ่านหนังสือ กีฬา ปลูกผัก ถักสาน ทำให้เด็กเรียนอย่างมีความสุข สร้างคุณธรรมศีลธรรมตั้งแต่เด็ก สร้างบรรยากาศการเรียนดีมาก จะนำเรื่องราวของชุมชนคุณธรรมวัดทุ่งม่าน โรงเรียนบ้านห้วยหละ นี้ไปรายงานต่อนายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม ต่อไป ถือเป็นอีกหนึ่งต้นแบบที่พลังบวรขับเคลื่อนคุณธรรมได้สำเร็จ” ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าว

นายกฤษศญพงษ์ ศิริ อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า สำหรับบ้าน วัด โรงเรียน วัดทุ่งม่าน ได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 1,000 ชุมชนคุณธรรมต้นแบบ สามารถรวมตัวกันจัดกิจกรรม “พลังบวร สู่ชุมชนคุณธรรม” ได้สำเร็จ ภายใต้ “พีระมิดขับเคลื่อนสังคมคุณธรรม” ของกรมการศาสนา ด้านที่ 1 เป็นพลังขับเคลื่อน จาก บวร คือ บ้าน วัด โรงเรียน ทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการพัฒนาตัดสินใจ ร่วมกันแก้ปัญหาของชุมชน พีระมิดด้านที่ 2 ข้อปฏิบัติหลักของคุณธรรม ประชาชนยึดและปฏิบัติตามหลักธรรมคําสอนของแต่ละศาสนา หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และดํารงชีวิตตามวิถีวัฒนธรรมไทยที่ดี จากความร่วมมือข้างต้นเกิดเป็น พีระมิดด้านที่ 3 ความมั่นคงของประเทศไทย ชุมชนมีการช่วยเหลือกัน เกื้อกูล รัก สามัคคี จนในที่สุดเกิดเป็นพีระมิดด้านที่ 4 องค์ประกอบสังคมคุณธรรม เกิดเป็นสังคมที่พึ่งพาตนเอง นำพาประเทศชาติให้มีความสงบสุขสืบไป

 

 

ห่วงสื่อโฆษณาออนไลน์เนื้อหาทางเพศเกลื่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150922/213886.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 22 กันยายน 2558
ห่วงสื่อโฆษณาออนไลน์เนื้อหาทางเพศเกลื่อน

เวทีเสวนาเซ็กส์ในสื่อโฆษณาห่วงในโลกออนไลน์ ดาวเทียม กำลังรุกพื้นที่สื่อกระแสหลัก ขณะที่การเฝ้าระวังทำได้ไม่ครอบคลุม

             ที่รร.รอยัลซิตี้ กรุงเทพ  เมื่อวันที่22ก.ค.2558 กระทรวงวัฒนธรรม จัดเวลาเรื่อง “เซ็กส์ในสื่อโฆษณา “ เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาการนำเอาภาพลักษณ์ทางเพศมาใช้ในสื่อโฆษณา ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวระหว่างเปิดการสัมมนาว่า การโฆษณา ก็คือการตรึงคนดูให้อยู่กับช่วงเวลา10กว่าวินาทีให้ได้ แต่ละสื่อต้องสู้กัน เพราะฉะนั้น เมื่อเรื่องเพศขายได้ มันจึงถูกนำมาใช้เพื่อตรึงคนดูโฆษณา

น.ส.อรอุษา ลำเลียงพล นายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้คือสื่อโฆษณาทางโลกออนไลน์และทีวีดาวเทียมไม่ต้องผ่านการเซ็นเซอร์ และยังมีประเภทที่ผู้ใช้โลกโซเชียสมีเดียผลิตขึ้นเองอีก และนับวันสื่อออนไลน์กลุ่มนี้จะเข้ามาแทนที่สื่อกระแสหลักดูจากสถิติที่เกี่ยวข้อง

อาทิ จำนวนเว็บไซต์ในปัจจุบันที่มีกว่ 1,500ล้านเว็บ จำนวนผู้ใช้เฟสบุ๊กกว่า 1,500 ล้านคน  ส่วนในประเทศไทยเอง มีผู้ใช้เฟสบุ๊กกว่า 30 ล้านคน ใช้ไลน์ 33 ล้านคน การโฆษณาทางสื่อออนไลน์ จึงเติบโตก่า 66% มีเงินหมุนเวียนเพิ่มขึ้นจาก 6 พันล้านบาทเป็น 9 พันล้านบาท อย่างไรก็ตาม การป้องกันไม่ให้มีสื่อที่นำเสนอเนื้อหาทางเพศในสื่อออนไลน์และดาวเทียมนั้น เป็นเรื่องที่ยากมาก วิธีรับมือที่ได้ผล คือ การสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเยาวชน รวมถึงผู้รับสื่อทุกวัย

นายบรรยงค์ สุวรรณผ่อง ประธานคณะกรรมการควบคุมจริยธรรม สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า สื่อโฆษณาในกระแสหลักที่ไม่เหมาะสมมีไม่มากเพราะมีสมาคมวิชาชีพเฝ้าระวังอยู่แล้ว มีการกำกับดูแลโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ อาทิ กสทช. สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) แต่ปัญหาอยู่ที่สื่อออไลน์ซึ่งกำลังน่ากลัวมาก บางครั้งไม่ใช่โป๊เปลือย แต่ถึงขึ้นอนาจาร ขณะที่สื่อโฆษณาในทีวีดาวเทียมมักพบปัญหาหลอกลวง โฆษณาเกินจริง สื่อโฆษณาในออนไลน์และดาวเทียมเหล่านี้ มีมากจนทำให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารต้องทำงานหนัก

นางอัญญาอร พนิชพึ่งรัถ ประธานเครือข่ายครอบครัวเฝ้าระวังและสร้างสรรค์สื่อ กล่าวว่า ภาพโป๊ เปลือย เนื้อหาไม่เหมาะสมมีอยู่นับไม่ถ้วนในสื่อทุกประเภท แต่ที่น่าเป็นห่วงไม่ใช่ป้ายบิลบอร์ดที่โฆษณาเสื้อชั้นในสตรี แต่เป็นน้อง ๆ ที่ลุกขึ้นมาทำสื่อเอง ถ่ายคลิปตัวเองแล้วนำเสนอขึ้นออนไลน์ นอกจากนั้น การโฆษณาที่ใช้เรื่องเพศมานำเสนอนั้น ไม่ได้มีเฉพาะสินค้าที่เยาวชนสนใจ เมื่อเร็วๆ นี้ โฆษณาโสมยี่ห้อหนึ่ง มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้สูงอายุก็นำเรื่องเพศมาขายเช่นเดียวกัน

มบส.จับมือร.รในเครือเซนต์ปอลฯลดขาดแคลนครู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150922/213873.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 22 กันยายน 2558
มบส.จับมือร.รในเครือเซนต์ปอลฯลดขาดแคลนครู

มบส.ปฎิรูปครูเน้นครูพลเมืองจับมือร.รในเครือเซนต์ ปอล เดอ ชาร์ตรหวังลดปัญหาขาดแคลนครู

           22ก.ย.2558 ผศ.ดร.ลินดา เกณฑ์มา อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา กล่าวถึงโครงการผลิตครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยาสู่ความเป็นเลิศ โดยคณะครุศาสตร์ ซึ่งจะดำเนินการขึ้นในปี 2559 ว่า เป็นความร่วมมือที่สถาบันการศึกษา ซึ่งต้องการใช้ครูจะให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนที่เรียนดีและตั้งใจอยากจะกลับไปเป็นครูในโรงเรียนซึ่งได้รับทุนมา ถือเป็นโครงการที่ดี เพราะมบส.มีชื่อเสียงด้านการผลิตบัณฑิตในวิชาชีพครูมายาวนาน ได้รับการยอมรับจากโรงเรียนทั่วไป

ตอนนี้ได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) กับโรงเรียนในเครือเซนต์ ปอล เดอ ชาร์ตร ร่วมกันผลิตบัณฑิตให้มีคุณสมบัติความเป็นพลเมือง ที่มีความรับผิดชอบต่อตัวเอง  เคารพสิทธิผู้อื่น เคารพในความแตกต่าง เคารพหลักเสมอภาค เคารพกติกาหรือกฏหมาย รับผิดชอบต่อสังคมและส่วนรวม ซึ่งจะสนองแนวทางการปฏิรูปของครูกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยผลิตครูในสาขาที่ขาดแคลนคือสาขาคณิตศาสตร์ เคมี ฟิสิกส์ ชีววิทยาและการประถมศึกษา สาขาละ 20 คน รวม 100 คน นอกจากนี้ยังจะขยายเครือข่ายโรงเรียนที่ต้องการใช้ครูในโรงเรียนอื่นๆ อย่างโรงเรียนในสังกัด กทม. ว่าสนใจอยากที่จะเข้าร่วมในโครงการหรือไม่ เพราะถ้าโรงเรียนใดสนใจจะต้องให้ทุนนักเรียนมาเรียนในสาขาต่างๆ หรืออาจจะให้ทางมบส.เป็นผู้คัดนักศึกษาให้ เพื่อกลับไปเป็นครูก็ได้

มาแมร์ไอรีน ชำนาญธรรม อธิการริณีเจ้าคณะแขวง คณะภคินีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร กล่าวว่า โรงเรียนในเครือเซนต์ ปอล ชาร์ตร มีทั้งสิ้น 21 โรงกระจายอยู่ในกทม.และอีกหลายจังหวัด เห็นปัญหาของการขาดแคลนครูในหลายสาขา ครูจำนวนมากเมื่อได้ประสบการณ์การสอนจากโรงเรียนในเครือเซนต์ ปอล ชาร์ต และมีหนทางไปสอบบรรจุเป็นข้าราชการ พนักงานในโรงเรียนรัฐบาลเขาก็จะลาออก ทำให้โรงเรียนขาดแคลนครู เมื่อมีโครงการผลิตครูสู่ความเป็นเลิศ

คณะครุศาสตร์ มบส. ทางโรงเรียนจึงสนใจและร่วมบันทึกความร่วมมือทางวิชาการขึ้น โดยทางโรงเรียนจะคัดเลือกนักเรียนที่เรียนดีและตั้งใจรักในวิชาชีพครู รับทุนการศึกษา เพื่อมาเรียนที่ มบส. เมื่อเรียนจบก็กลับไปเป็นครูที่โรงเรียนซึ่งนักเรียนคนนั้นรับทุนมา เชื่อว่าวิธีการนี้จะสามารถแก้ปัญหาขาดแคลนครูในโรงเรียนได้

แม่บ้าน’มศว’ชื่นชมโครงการทูบีนัมเบอร์วันลดเหลื่อมล้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150922/213872.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 22 กันยายน 2558
แม่บ้าน'มศว'ชื่นชมโครงการทูบีนัมเบอร์วันลดเหลื่อมล้ำ

แม่บ้าน’มศว’ชื่นชมโครงการทูบีนัมเบอร์วันลดความเหลื่อมล้ำ พาลูกสาววัย 9 ขวบไปเรียนที่ซีคอนฯ ห่อข้าวไปเป็นอาหารกลางวันหวังให้ลูกเกิดการเรียนรู้ และพัฒนาตัวเอง

           22ก.ย.2558 นางบังอร ผาคำศรี อายุ 51 ปี แม่บ้านศูนย์สารสนเทศและการประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เปิดเผยว่า โครงการทูบีนัมเบอร์วัน ของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดี เป็นโครงการที่สามารถลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้เป็นอย่างดี เพราะลำพังตัวเองมีอาชีพเป็นแม่บ้าน คงไม่มีเงินที่จะให้ลูกได้เรียนภาษาที่สองหรือภาษาที่สาม หรือเรียนวิชาอื่นๆ ที่ทำให้เด็กๆ เกิดความสุขหรือความสนุกในชีวิต อย่างร้องเพลง หรือการเต้น การรำ แต่โครงการทูบีนัมเบอร์วัน ให้โอกาสเด็กๆอย่างมาก โดยเฉพาะเด็กๆที่มีฐานะขัดสนหรือยากจนได้มีโอกาสสร้างความฝันของตัวเอง ตนพาลูกไปเรียนทุกวันอาทิตย์ที่ ห้างสรรพสินค้าซีคอนสแควร์ เขตประเวศ และตนก็เห็นเด็กๆที่มีความหลากหลายทางฐานะไปเรียนรู้ที่นั่นอย่างสนุกสนานและมีความสุข

“การพาลูกออกจากบ้านเพื่อไปเรียนวิชาที่เด็กๆ อยากจะเรียนที่ศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ในวันหยุดอย่างวันอาทิตย์ ซึ่งต้องออกจากบ้าน เสียงเงินเพิ่ม แต่ก็มีความสุขเพราะลูกสาววัย 9 ขวบมีพัฒนาการทางความมั่นใจมากขึ้น จากเดิมที่เรียนในโรงเรียนไม่ค่อยกล้าเขียนเพราะกลัวเขียนผิด แต่เมื่อมาเรียนในโครงการทูบีนัมเบอร์วัน ลูกสาวเกิดความสนุกและมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ร่าเริง แจ่มใส และมีความพร้อมที่จะไปเรียนในระบบโรงเรียนจันทร์-ศุกร์มากขึ้น ตนจะห่อข้าวเหนียวและทำกับข้าวเตรียมให้ลูกเพื่อไปเรียนที่ซีคอนสแควร์ นอกจากนี้ก็เตรียมน้ำใส่ขวดมาดื่มด้วย เพราะอาหารในห้างสรรพสินค้าราคาแพง และหากลูกอยากจะกินอะไรก็ไม่ซื้อในห้าง ตนจะเดินมาซื้อที่ริมทางและต้องเดิมข้ามสะพานเพื่อมาซื้ออาหารริมทาง ที่มีราคาถูกกว่าในห้างให้ลูก เราต้องบอกกับลูกว่า ฐานะทางบ้านเราเป็นอย่างไรและเราต้องประหยัด ซึ่งลูกสาวก็เข้าใจ และคิดว่าจะพาลูกมาเรียนเพื่อสร้างสร้างทักษะชีวิตให้ลูกต่อไปแม้จะลำบากก็ต้องอดทน เวลามารอลูกตนก็จะเตรียมงานอุปกรณ์ฝีมืออย่างการต่อผ้าด้วยมือเพื่อต่อเป็นผ้าคลุมเตียง เป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์อีกทางหนึ่ง และเป็นงานที่สร้างรายได้เพิ่มให้ตนและครอบครัวได้ด้วย”