อนุรักษ์‘ขนมช่อม่วง’เสริมอาชีพนร.หลังเลิกเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150922/213833.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 22 กันยายน 2558
อนุรักษ์‘ขนมช่อม่วง’เสริมอาชีพนร.หลังเลิกเรียน
อนุรักษ์‘ขนมช่อม่วง’เสริมอาชีพนร.หลังเลิกเรียน

อนุรักษ์‘ขนมช่อม่วง’ เสริมอาชีพนร.หลังเลิกเรียน : ชาตรี ทวีนาท -ศุลีพร ประการแก้ว กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ สพป.ชัยภูมิ เขต 3 เรื่อง ภาพ

 

            ตามประวัติความเป็นมา “ขนมช่อม่วง” จัดได้ว่าเป็นขนมชาววังตั้งแต่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ดังกาพย์เห่ชมเครื่องคาว- หวาน บทพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ล้นเกล้ารัชกาลที่ 2 มีตอนหนึ่งที่กล่าวถึงขนมช่อม่วงไว้ว่า “ช่อม่วงเหมาะมีรส หอมปรากฏกลโกสุม คิดสีสไบคลุม หุ้มห่อม่วงดวงพุดตาน”  ขนมช่อม่วง จัดอยู่ในขนมไทยชนิดที่เป็นขนมหวาน

&nnbsp;           นายปฐม กล้าหาญ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านยางเกี่ยวแฝก  ต.วะตะแบก อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ  ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ชัยภูมิ เขต 3 (สพป.ชัยภูมิ เขต 3) เล่าว่า  ทางโรงเรียนได้มีนโยบายที่ต้องการให้ครูได้ส่งเสริมกิจกรรมหลังเลิกเรียน หรือใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ด้วยการนำกิจกรรมต่างๆ มาสอนเสริม และที่สำคัญเพื่อเป็นการส่งเสริมอาชีพให้แก่นักเรียน หากต้องการมีรายได้ช่วยผู้ปกครอง เป็นการสร้างทางเลือกให้นักเรียนหากจบภาคการศึกษาภาคบังคับต้องการมีอาชีพและมีรายได้ การทำขนมจึงเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ครูได้ศึกษาหาแนวทางวิธีการมาสอนนักเรียน จนทำให้โรงเรียนได้รับการยอมรับจากคณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครองและอีกหลายๆ หน่วยงาน ถือว่าเป็นผลสำเร็จที่คณะครู-นักเรียน ได้ทุ่มเทใส่ใจการเรียนรู้ จนได้รับรางวัลระดับเหรียญทองที่ 1 ระดับประเทศ เมื่อปีการศึกษา 2557 ที่ผ่านมา และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้แต่งตั้งคณะกรรมการลงพื้นที่ออกติดตามผลงาน พร้อมจัดเก็บข้อมูลเพื่อนำไปรวบรวมจัดพิมพ์เป็นหนังสือ “ศิลปหัตถกรรมนักเรียน” เผยแพร่ต่อไป

ดร.อรวรรณ แสงสุวรรณ์  รอง. สพป.นนทบุรี เขต 1 ประธานคณะกรรมการจัดทำหนังสือ “ศิลปหัตถกรรมนักเรียน” กล่าวว่า  สพฐ.ได้แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการจัดเก็บข้อมูลและรวบรวมข้อมูลกิจกรรมต่างๆ ของแต่ละโรงเรียนที่มีการขับเคลื่อนการศึกษาอย่างเป็นระบบทั้งด้านการบริหารจัดการ การพัฒนาบุคลากร และการพัฒนาการเรียนการสอน ส่งเสริมการทำงานอย่างเป็นระบบ พัฒนาการเรียนการสอนอย่างมีเป้าหมาย พัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างรอบด้าน จนทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ รวมทั้งการส่งเสริมอนุรักษ์วัฒนธรรมของไทย และมีผลงานในการแข่งขันงานศิลปหัตถกรรมนักเรียนระดับเขตพื้นที่การศึกษา ระดับภาค และระดับชาติ ที่เป็นผลสำเร็จ เพื่อรวบรวมข้อมูลกิจกรรมต่างๆ มาจัดพิมพ์เป็นหนังสือ “ศิลปหัตถกรรมนักเรียน”  เผยแพร่สู่สาธารณชนเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และได้ตื่นตัวพัฒนาค้นคว้าหาความรู้ใหม่มาพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนอย่างมีทิศทางและคุณภาพ

“ขนมช่อม่วง” ของโรงเรียนบ้านยางเกี่ยวแฝก สพป.ชัยภูมิ เขต 3 เป็นกิจกรรมหนึ่งที่ได้รับการพิจารณาคัดเลือกให้ลงพื้นที่จัดเก็บข้อมูลกระบวนการ วิธีการในการดำเนินกิจกรรมที่เป็นผลสำเร็จอีกโรงเรียนหนึ่ง

ครูพูนพิศ พณิชีพ  ครูชำนาญการพิเศษ ผู้ฝึกสอน เล่าว่า ได้รับมอบหมายจากผู้บริหารโรงเรียน ให้เป็นผู้ดำเนินกิจกรรมจัดการเรียนการสอนด้านอาชีพ จึงได้ศึกษาหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต จึงพบว่าขนมชาววัง ที่เกือบจะสูญหายไปจากวงการขนมไทยก็คือ “ขนมช่อม่วง”  จึงเกิดแรงบันดาลใจให้สนใจและทุ่มเทศึกษาค้นคว้า และลงมือทดลองทำ แรกๆ ก็ทำไม่ได้ดังใจ ก็ไม่ท้อเพราะว่าคนอื่นทำได้เราต้องทำได้ จนเป็นผลสำเร็จและเชื่อมั่นว่าอร่อยแน่นอน ก็จึงได้เสนอโครงการให้ผู้บริหารอนุมัติโครงการแล้วลงมือสอนนักเรียน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และชำนาญ จนกระทั่งมีการประกวดแข่งขันงานศิลปหัตถกรรมระดับเขตพื้นที่การศึกษา จึงได้ส่งเข้าร่วมแข่งขันจนได้รับรางวัลระดับเขตพื้นที่ ได้เป็นตัวแทนของเขตพื้นที่การศึกษาฯ เข้าร่วมแข่งขันในระดับภาค ได้รับรางวัลชนะเลิศ ไปเข้าร่วมแข่งขันในระดับประเทศ จนได้รับรางวัลชนะเลิศที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2557 อย่างภาคภูมิใจ

ด.ญ.ณัฐญา สว่างจิตร์ อายุ 13 ปี ปัจจุบันอยู่ชั้น ม.1 เล่าว่า เป็นคนชอบทำขนมไทยๆ อยู่แล้ว เนื่องจากที่บ้าน คุณแม่เป็นคนชอบทำขนมไทยๆ แล้วก็ได้ช่วยคุณแม่ทำทุกครั้ง เมื่อโรงเรียนมีกิจกรรมเสริมการเรียนก็จึงได้สมัครเข้าร่วมกิจกรรม โดยเฉพาะการทำขนมช่อม่วง เป็นการท้าทายมาก ต้องใช้สมาธิในการผสมแป้ง การนวดแป้ง และการห่อ-จับกลีบ แบบประณีต เพื่อให้เกิดความสวยงาม และที่สำคัญคุณครูสอนการผสมแป้งและไส้ ต้องมีรสชาติลงตัวพอดี

“และที่สำคัญที่คุณครูได้สอนก็คือการนำหลักวิทยาศาสตร์มาใช้ คือการผสมด้วยน้ำมะนาวลงไป เมื่อนึ่งสุกก็จะได้สีของขนมเป็นสีม่วง สวยงามมาก มีความภาคภูมิใจมากที่ได้ทำขนมไทย แบบชาววัง และจะนำความรู้ที่ครูได้สอนไปพัฒนาการทำขนมพร้อมกับคุณแม่ เพื่อสร้างรายได้ต่อไป” ด.ญ.ณัฐญาเล่าด้วยรอยยิ้ม

การเรียนรู้คู่การลงมือปฏิบัติ ผ่านกิจกรรมการเรียนการสอนหลังเลิกเรียน (14.00 น.) ควบคู่ไปกับการเปิดเวทีให้ครูและนักเรียนได้ร่วมกิจกรรมดีๆ สร้างสรรค์ จึงทำให้เกิดงาน เกิดการอนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมอันดีของประเทศไทยเราเอาไว้ ถึงแม้ว่าไม่ได้ส่งเสริมให้เป็นธุรกิจอะไรมากมาย แต่ก็ยังคงรักษาความเป็นไทยๆ เราไว้ได้อย่างโรงเรียนบ้านยางเกี่ยวแฝกแห่งนี้ ที่ทั้งผู้บริหาร ครู นักเรียน หลอมดวงใจเป็นหนึ่งเดียว ด้วยการทุ่มเทเวลาศึกษาค้นคว้า  ทดลองซ้ำๆ จนเป็น “ขนมช่อม่วง” ขนมชาววังที่แสนอร่อยถูกปากคนไทย-ต่างชาติ

 

 

กรมศิลป์ปลูก’ต้นตะเคียน-ต้นสัก’10อุทยาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150921/213821.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 21 กันยายน 2558
กรมศิลป์ปลูก'ต้นตะเคียน-ต้นสัก'10อุทยาน

กรมศิลป์นำร่องปลูก’ต้นตะเคียน-ต้นสัก’ใน10อุทยานประวัติศาสตร์ สนองพระราชดำริสมเด็จพระเทพฯ หลังพบไม้บูรณะโบราณสถาน-ทำครื่องดนตรีไทยหายาก

           21ก.ย.2558 นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม(รมว.วธ.)เปิดเผยว่า จากกรณีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการของที่มอบหมายให้ทุกกระทรวงดำเนินการให้เกี่ยวกับโครงการปลูกป่าและปลูกต้นไม้ในพื้นที่ต่างๆ ประกอบกับ วธ. ได้ดำเนินการตามพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีในการปลูกป่าในอุทยานประวัติศาสตร์และพื้นที่กรมป่าไม้เพื่อนำไม้มาใช้บูรณะโบราณสถานสำคัญๆและจัดทำเครื่องดนตรีไทยเนื่องจากปัจจุบันไม้ที่ใช้บูรณะโบราณสถานและไม้ที่ใช้ทำเครื่องดนตรีไทยนับวันหากยากมากขึ้นและหาได้น้อยลงทุกทีและในอนาคตเกรงว่าจะหมดไปในที่สุดดังนั้นเพื่อเป็นการสนองพระราชดำริในสมเด็จพระรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีได้สั่งการให้กรมศิลปากรเร่งดำเนินการเรื่องดังกล่าวและให้เร่งสำรวจความต้องการว่าการดำเนินการบูรณะโบราณสถานและการทำเครื่องดนตรีไทยต้องใช้ไม้ชนิดใดบ้าง

นายวีระกล่าวต่อว่าจากนั้นให้ดำเนินโครงการนำร่องปลูกต้นไม้เพื่อใช้บูรณะโบราณสถานสำคัญๆและใช้ทำเครื่องดนตรีไทยโดยให้เริ่มในพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์10แห่งซึ่งอยู่ในความดูแลของกรมศิลปากรก่อนและระยะที่สองมอบนโยบายให้กรมศิลปากรบูรณาการเรื่องดังกล่าวกับกรมป่าไม้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.)ด้วยทั้งนี้มองว่าการดำเนินการเรื่องดังกล่าวถือว่ามีความสำคัญเนื่องจากในแต่ละปีงานอนุรักษ์งานช่างสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมรวมถึงงานช่างสิบหมู่ของกรมศิลปากรต้องใช้ไม้ชนิดต่างๆจำนวนมากอาทิไม้พะยูงตะเคียนและไม้สักส่วนไม้ที่ใช้สำหรับทำเครื่องดนตรีจากการสำรวจเบื้องต้นเครื่องดนตรีไทยอาทิปี่ในกรับซอด้วงซออู้กลองทัดกลองแขกระนาด(ราง)ต้องใช้ไม้ชิงชังไม้สักไม้มะริดไม้ขนุนไม้มะหาดเป็นต้น

รมว.วธ.กล่าวว่าที่สำคัญการปลูกต้นไม้แต่ละชนิดต้องใช้เวลานานหลายปีกว่าจะนำมาใช้ในการบูรณะโบราณสถานและใช้ในการทำเครื่องดนตรีไทยได้ดังนั้นจึงต้องเร่งดำเนินการเรื่องนี้โดยเร็วที่สุดนอกจากนี้ได้มอบหมายให้กรมศิลปากรไปรณรงค์ให้ประชาชนช่วยกันปลูกต้นไม้เพื่อใช้ในการบูรณะโบราณสถานและจัดทำเครื่องดนตรีไทยอาทิต้นตะเคียนและต้นสักเพื่อให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และร่วมไม้ร่วมมือกันที่สำคัญในอนาคตประชาชนสามารถนำไม้หรือบริจาคไม้ที่ปลูกไว้มาใช้ในการบูรณะโบราณสถานและจัดเครื่องดนตรีให้กับชุมชนหรือว่าจังหวัดตัวเองได้

40ปีไทย-จีนขยายร่วมมือด้านอวกาศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150921/213787.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 21 กันยายน 2558
40ปีไทย-จีนขยายร่วมมือด้านอวกาศ

40ปีไทย-จีนขยายร่วมมือด้านอวกาศ : เปิดวิสัยทัศน์

           40 ปีความสัมพันธ์ไทย-จีน “พิเชฐ” แถลงผลสำเร็จความร่วมมือไทย-จีน ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม พร้อมชี้ช่องขยายผลความร่วมมือด้านอวกาศ นโยบาย วทน. โซลาร์เซลล์ ยานยนต์ไฟฟ้า และอาสาเชื่อมจีนกับอาเซียน

ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และคณะผู้บริหาร ได้เดินทางไปยังนครหนานหนิง สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2558 ในครั้งนี้ได้มีการหารือกับ “ดร.เฉา เจี้ยนหลิน”  ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และคณะ  เพื่อหารือเกี่ยวกับความก้าวหน้าในโครงการความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ภายใต้กรอบการดำเนินงาน Science and Technology Partnership Program (STEP) ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความสำเร็จต่อกัน และพร้อมจะขยายผลความร่วมมือเพื่อสร้างความเข้มแข็งด้าน วทน. ของทั้งสองประเทศ พร้อมกันนี้ ดร.พิเชฐ ซึ่งทำงานร่วมกับอาเซียนมาเป็นเวลานาน ได้อาสาเป็นตัวแทนเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างจีนและอาเซียนเพื่อการพัฒนาภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ต่อไป

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กล่าวว่า ทั้งสองประเทศได้ตกลงร่วมมือกันส่งเสริม วทน.กันตั้งแต่ปี 2556 ภายใต้กรอบ STEP โดยมีคณะกรรมการร่วมและคณะทำงานเป็นกลไกในการดำเนินงาน 4 โครงการ ซึ่งภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี ได้สร้างความสำเร็จอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะโครงการศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีจีน-อาเซียน ซึ่งมีศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นผู้ดำเนินการฝ่ายไทย

“ศูนย์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นศูนย์กลางในการถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างหน่วยงาน สถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัยระหว่างประเทศอาเซียน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีผลสำเร็จไปแล้วหลายด้าน เช่น การจัดฝึกอบรมผู้จัดการเทคโนโลยี การเจรจาธุรกิจ และนำผู้ประกอบการไทยไปร่วมจัดนิทรรศการแสดงสินค้าและเทคโนโลยี โดยมีธุรกิจข้าวและเมล็ดพันธุ์เป็นหลัก สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ไทยเป็นจำนวนมาก พร้อมกันนี้ยังมีแผนจะเปิดศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีไทย-จีน ในบริเวณอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี รวมถึงการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากประเทศจีนมาแสดงในมหกรรมวิทยาศาสตร์ ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2558นี้”

ดร.พิเชฐ กล่าวต่อว่า ความร่วมมือที่ 2 เป็นโครงการจัดตั้งห้องปฏิบัติการร่วม เพื่อวิจัยและพัฒนาสาขาที่ทั้งสองประเทศมีความสนใจร่วมกัน ซึ่งทั้งสองประเทศได้เริ่มดำเนินการเรื่องเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูง โดยมี สวทช. และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เป็นผู้ดำเนินการฝ่ายไทย ในการจัดฝึกอบรมวิศวกรด้านระบบการทดสอบการสั่นสะเทือนไปแล้ว และมีแผนจะดำเนินการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับควบคุมรถไฟความเร็วสูงต่อไป

ความร่วมมือที่ 3 เป็นโครงการแลกเปลี่ยนนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ ที่มีสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (สวทน.) เป็นผู้ดำเนินการฝ่ายไทย ซึ่งจีนได้สนับสนุนให้ทุนนักวิจัยไทยได้ไปปฏิบัติงานที่ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีจีน-อาเซียนแล้ว และมีแผนจะร่วมมือด้านการประกอบการธุรกิจใหม่ รวมถึงด้านนโยบาย วทน. ร่วมกันต่อไป

และความร่วมมือสุดท้าย เป็นโครงการระบบการบริการและแลกเปลี่ยนข้อมูลดาวเทียมสำรวจ โดยมีสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (จิสด้า) เป็นผู้แทนฝ่ายไทย ในการดำเนินการแลกเปลี่ยนข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมระหว่างกันในสาขาต่างๆ เช่น เกษตรกรรม สิ่งแวดล้อมและการป้องกันภัยพิบัติ ซึ่งได้มีการฝึกจัดอบรมเรื่องข้อมูลดาวเทียมสำรวจเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมดาวเทียมพร้อมซอฟต์แวร์ที่จิสด้าแล้ว และจะขยายผลความร่วมมือเพื่อดูแลการใช้ประโยชน์จากดาวเทียมให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

“ปีนี้เป็นปีที่ 40 ของความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน จึงเป็นโอกาสดีที่เราได้มาสรุปผลการดำเนินงานด้วยกัน และยังมีอีกหลายโครงการที่ไทยและจีนสามารถร่วมมือกันได้ เช่น การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการบริหารจัดการและคาดการณ์ภัยพิบัติ การส่งคนไทยมาเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีอวกาศของจีน การพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจีนมีความเข้มแข็งเรื่องการวิจัยเกี่ยวกับแบตเตอรี่ การวิจัยและพัฒนาเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์และเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์ การวิจัยนโยบายด้าน วทน. นอกจากนี้ จากความเข้มแข็งของการทำงานร่วมกับอาเซียนมาอย่างต่อเนื่องมานานหลายสิบปี ทำให้เราพร้อมที่จะเป็นตัวเชื่อมให้จีนสู่อาเซียน” ดร.พิเชฐ กล่าว

1 ปีกับการเรียนรู้ ‘ภูมิสังคมภาคตะวันตก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150920/213675.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2558
1 ปีกับการเรียนรู้ 'ภูมิสังคมภาคตะวันตก'

หลากมิติเวทีทัศน์ : 1 ปีกับการเรียนรู้ ‘ภูมิสังคมภาคตะวันตก’ : โดย…ชิษนุวัฒน์ มณีศรีขำ ผู้บริหารโครงการพลังเด็กและเยาวชนเพื่อการเรียนรู้ภูมิสังคมภาคตะวันตก

                     พื้นที่ภาคตะวันตกมีการเปลี่ยนแปลงทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่ผ่านมาภูมิภาคตะวันตกจะมีแกนนำเครือข่ายต่างๆ ที่ขับเคลื่อนงานเรื่องของการจัดการทรัพยากร การจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อม หรือการดูแลสังคมอย่างต่อเนื่อง เรียกได้ว่า มี “ต้นทุนเดิม” ของคนในพื้นที่ที่มีเครือข่ายคนทำงานในกลุ่มประชาคมต่างๆ
                     แต่ในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา กระบวนการสร้างความต่อเนื่องเรื่องเครือข่ายคนทำงานด้านนี้ขาดช่วงไป เพราะส่วนใหญ่จะไปยุ่งอยู่กับการทำโครงการ เมื่อมีโครงการ Active Citizen ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับมูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เข้ามาสนับสนุน ทำให้เกิดการประกอบสร้าง “คนทำงานรุ่นใหม่” ซึ่งในที่นี้หมายถึง “เด็กและเยาวชนในพื้นที่ภูมิภาคภาคตะวันตก” โดยมีศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นสมุทรสงครามรับหน้าที่ “หนุนเสริม” เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนในภูมิภาคนี้
                     “ผมคิดว่าขณะนี้มีความจำเป็นมากที่เราจะต้องนำกระบวนการสร้างเครือข่ายเด็กและเยาวชนเข้ามาใช้ในการพัฒนากลุ่มคนทำงานให้เข้าใจเรื่องราวท้องถิ่น เข้าใจเรื่องของการเสริมสร้างความเข้มแข็ง รวมทั้งสร้างคนรุ่นใหม่ เรียกได้ว่าเป็นการ “เซตระบบพื้นที่” ให้มี “กลไก” เรื่องการพัฒนาเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นรอยเชื่อมต่อที่สำคัญ เพราะปัจจุบันคนรุ่นใหม่ขาดการเรียนรู้เรื่องท้องถิ่น ขาดความเข้าใจเรื่องระบบนิเวศในท้องถิ่น เมื่อเขาไม่มีความเข้าใจเรื่องระบบนิเวศ ไม่เข้าใจเรื่องการเรียนรู้ท้องถิ่น ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อการจัดการปัญหาทรัพยากรในระยะยาวได้”
                     พอดีกับมีโครงการ Active Citizen เข้ามา เป็น “กระบวนการสร้างพลเมือง” ผ่านการเรียนรู้ท้องถิ่น เรียนรู้ระบบนิเวศในท้องถิ่น เมื่อเด็กรุ่นใหม่เข้าใจ เขาก็จะมีความรักหวงแหนพื้นที่ เข้าใจว่าเขาต้องจัดการตัวเองอย่างไรถึงจะอยู่ร่วมกับความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ เรียกได้ว่าโครงการนี้เข้ามาในช่วงจังหวะพอดีที่เราคิดว่าต้อง “เสริมรอยต่อ” เรื่องเหล่านี้เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง
                     เราอยากให้เด็กรุ่นใหม่เข้าใจการเปลี่ยนแปลง และรู้ว่าเขาจะอยู่ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างไร แล้วเขาจะหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงนี้หรือไม่ ทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ หรือรู้จักดึงฐานทรัพยากร ภูมิปัญญา วัฒนธรรมเดิมกลับมารับใช้ในการเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ เพราะฉะนั้นเด็กต้องรู้สิทธิ รู้หน้าที่ รู้ความรับผิดชอบที่ตัวเองควรจะมีต่อสังคม ไม่ใช่สังคมเป็นอย่างไรไม่รู้ ตัวเองเอาตัวรอดอย่างเดียว เพราะถ้าสังคมสิ่งแวดล้อมไปไม่รอด เขาก็จะอยู่ไม่ได้เช่นกัน การที่เราโยงเรื่องนี้มาต่อกันจะทำให้ตัวเด็กเกิดการเรียนรู้และเข้าใจที่จะอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง และรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงพอที่จะหยุดยั้งอะไรบางอย่างได้
                     ผมมองว่าความโดดเด่นของโครงการนี้อยู่ที่ “เด็กได้เรียนรู้ในสิ่งที่เขาอยากเรียนรู้ อยากลงมือทำ เขาเห็นเรื่องราวเล็กๆ แล้วเขาก็หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อหาทางออก หาทางเรียนรู้กับมัน เข้าใจมัน” เราไม่ได้ไปใส่ความคิดว่า เขาต้องเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ แต่ว่าเขาจะถูก “หล่อหลอม” จากการลงมือปฏิบัติ แล้วถอดบทเรียนอย่างต่อเนื่อง แล้วเขาก็สามารถจะเข้าใจและเรียนรู้ท้องถิ่น
                     “จุดเด่นของโครงการ Active Citizen คือการเปิดพื้นที่ให้เด็กได้มีโอกาสในการเรียนรู้ แล้วลงมือปฏิบัติจากสิ่งที่เขาคิด อยากทำ อยากเรียนรู้ แล้วเขาก็สามารถที่จะเชื่อมโยงสิ่งที่เขาเรียนรู้ไปสู่ชีวิตจริงของเขา แล้วนำไปสู่การที่จะเข้าใจว่าบ้านเมืองนี้ ท้องถิ่นนี้เป็นอย่างไร แล้วเขาจะต้องปรับตัวอย่างไร ถึงจะจัดการให้ตัวเขาอยู่รอดบนความเปลี่ยนแปลง”
                     ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา เห็นได้ชัดในเรื่องพัฒนาการของน้องๆ เยาวชน ที่พบว่า เมื่อเริ่มทำโครงการ พวกเขาอาจจะไม่ได้ซึมซับเรื่องราวของท้องถิ่นมากนัก แต่พอเขาผ่านกระบวนการทำงาน ได้ลงมือปฏิบัติงานในโครงการทำให้เด็กเกิดการเปลี่ยนแปลง รักและเรียนรู้บ้านเกิดตัวเองมากขึ้น ลุกขึ้นมาเอาธุระต่อเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในจังหวัด ในพื้นที่โรงเรียน หรือในชุมชนของเขา เห็นได้ชัดว่าเขารู้สึกตื่นตัวที่จะเข้าไปมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเข้าไปร่วมปฏิบัติการ หรือเข้าไปร่วมให้ความเห็นไปทำกิจกรรม ทำให้สิ่งที่เขาเรียนรู้มากับชุมชนเกิดผลต่อเนื่อง เด็กคงไม่จบแค่ว่าทำโครงการเสร็จ แต่เด็กเขาจะรู้สึกว่าเขาต้องทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องที่เขากำลังทำให้ต่อเนื่องต่อไป เพราะเขารู้สึกผูกพันกับเรื่องที่เขาทำมากขึ้น
                     ตัวอย่างเช่น  “น้องจิมมี่” ธีรเมธ เสือภูมี ที่เป็นลูกชาวนาเกลือ พ่อแม่มีธุรกิจนาเกลือ แต่ว่าตัวจิมมี่เองก่อนเข้าโครงการ เขาไม่ได้มีความรู้สึกผูกพันกับอาชีพนาเกลือ กลับรู้สึกติดลบกับอาชีพนาเกลือว่า เป็นอาชีพที่หนัก และอาชีพนี้น่าจะไปไม่รอด ไม่สามารถต่อสู้กับทุน ต่อสู้กับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปได้ เขารู้สึกว่าอาชีพนาเกลือนี้ต้องล่มสลายไปในอีกไม่ช้า แต่น้องก็เสนอเรื่องของรักนาเกลือขึ้นมา แต่ตอนที่เขาเสนอโครงการ เป็นเหมือนจะทำให้คนอื่นรัก ทั้งที่ลึกๆ แล้วตัวเองไม่ได้มีทัศนคติที่รักจริงๆ ประมาณว่าทำเป็นอีเวนท์
                     แต่เมื่อเขาผ่านโครงการ Active Citizen ที่เราพาให้เขาได้สัมผัสประสบการณ์ต่างๆ เรียนรู้ของจริง เข้าไปสัมผัสเรื่องนาเกลือจริงๆ เขาเคยอยู่กับนาเกลือแต่เขาไม่ได้ลงลึกกับนาเกลือ แต่พอเขาทำโครงการนี้ เขาต้องไปลงลึก ต้องไปพบประสบการณ์จริง ทำให้เขารู้สึกว่า “นาเกลือมันมีคุณค่ากับชีวิตเขา” แล้วก็เขาเริ่มที่จะมีมุมคิดในเรื่องความรักและผูกพัน เขาอยากที่จะถ่ายทอด อยากที่จะจัดการเรื่องนาเกลือนี้ให้มันเพิ่มมูลค่า จะดำรงความเป็นนาเกลือในครอบครัวของเขาไว้ จากเดิมที่ไม่เคยออกไปช่วยพ่อแม่ แต่ตอนนี้เราเห็นเลยว่าน้องจิมมี่ตามพ่อแม่ลงไปช่วยงานเรื่องนาเกลือ ชอบออกไปจัดการเรื่องนาเกลือ แล้วก็มีความรู้สึกว่าเขาจะต้องทำเรื่องนี้ต่อไป ถึงแม้โครงการจะจบแล้วก็ตาม
———————-
หมายเหตุ – สนใจติดตามชมกิจกรรมได้ที่เฟซบุ๊ก : โครงการพลังเด็กและเยาวชนเพื่อการเรียนรู้ภูมิสังคมภาคตะวันตก หรือเฟซบุ๊ก : มูลนิธิสยามกัมมาจล
———————-
(หลากมิติเวทีทัศน์ : 1 ปีกับการเรียนรู้ ‘ภูมิสังคมภาคตะวันตก’ : โดย…ชิษนุวัฒน์ มณีศรีขำ ผู้บริหารโครงการพลังเด็กและเยาวชนเพื่อการเรียนรู้ภูมิสังคมภาคตะวันตก)

ทางออกปัญหาเขตอนุรักษ์ กับสิทธิในที่ทำกินของ ‘ชาวเล’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150920/213676.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2558
ทางออกปัญหาเขตอนุรักษ์ กับสิทธิในที่ทำกินของ 'ชาวเล'

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ทางออกปัญหาเขตอนุรักษ์ กับสิทธิในที่ทำกินของ ‘ชาวเล’ : โดย…ปรีดา คงแป้น มูลนิธิชุมชนไท / วิโชติ ไกรเทพ และชาญวิทย์ สายวัน … ภาพ

                     กลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล มอแกน มอแกลน อูรักราโวย เป็นชนพื้นเมืองที่อาศัยในอยู่แถบอันดามันมายาวนานกว่า 300 ปี ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าชายฝั่งทะเลอันดามัน มีชนพื้นเมืองกลุ่มนี้อาศัยอยู่
                     ชาวเล เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่รักสงบ อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่นิยมมีเรื่องกับใคร พอเพียง เคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในท้องทะเล หาอยู่หากินในทะเล ริมหาด ชายฝั่งและป่าแถบนั้น โดยใช้เครื่องมือประมงแบบดั้งเดิมที่ไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ไร้มลพิษ เพราะพวกเขาต้องพึ่งพาอยู่กับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติยังอุดมสมบูรณ์ ทั้งๆ ที่ผ่านมาหลายร้อยปี
                     ช่วงเกิดสึนามิ ชาวเลเป็นกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลกระทบ จากการสำรวจพบว่ามีปัญหาความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัย เพราะที่ดินที่อยู่มานานไม่ได้มีการออกเอกสารสิทธิ และถูกคนนอกมาออกเอกสารสิทธิทับชุมชนชาวเล ได้ทำการฟ้องขับไล่ชาวเล
                     จากข้อมูลพบว่า มีชาวเล 43 ชุมชน ไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัยถึง 28 ชุมชน ในจำนวนนี้มีทั้งอาศัยในที่ดินรัฐ เช่น ป่าชายเลน กรมเจ้าท่า ป่าสงวน อุทยาน ฯลฯ และมีที่ดินชุมชนชาวเลที่เอกชนอ้างสิทธิ์ อย่างน้อย 5 แห่ง
                     ขณะเดียวกันนโยบายการท่องเที่ยวในอันดามัน ที่มีรายได้เข้าประเทศจำนวนกว่าแสนล้านบาทต่อปี ก็ส่งผลกระทบต่อการแย่งชิงทรัพยากรทั้งที่อยู่อาศัย ชายหาดและทรัพยากรทางทะเล เพราะทุกพื้นที่มีการกว้านซื้อและกันไว้ให้นักท่องเที่ยว เช่น การห้ามผู้หญิงชาวเลหาหอยติบตามโขดหินริมหาดที่มีโรงแรม รีสอร์ท ห้ามดำน้ำหาปลาในเขตที่มีนักท่องเที่ยวเล่นน้ำ เป็นต้น
                     นอกจากนี้ยังมีปัญหาเขตหากินดั้งเดิมในทะเล ถูกรัฐประกาศเป็นเขตสงวนหวงห้าม เป็นเขตอุทยาน ฯ ซึ่งจากข้อมูลศึกษาวิจัยพบว่า มีแหล่งหากินดั้งเดิมของชาวเลตามเกาะแก่งต่างๆ ตลอด 6 จังหวัดอันดามันมากกว่า 27 แหล่ง แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 2 แหล่ง จึงส่งผลให้ชาวเลต้องออกหากินไกลขึ้น ต้องดำน้ำลึกขึ้น ทำให้เกิดโรคน้ำหนีบ (อัมพาตจากการดำน้ำ) ไม่สามารถออกทะเลได้ ชีวิตต้องเป็นหนี้เป็นสิน ประกอบกับปัญหาอื่นๆ อีกรอบด้าน ทำให้ชาวเลยากจนลง คุณภาพชีวิตตกต่ำ
                     กระบวนการพัฒนาในพื้นที่อันดามันตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา มุ่งพัฒนาการท่องเที่ยวละเลยชนพื้นเมืองและชาวบ้านที่เป็นกลุ่มประมงพื้นบ้าน พบว่าหลังจากเกิดสึนามิปี 2547 มีชุมชนทั้งที่เป็นชาวเลและไม่ใช่ชาวเลมีปัญหาที่ดินถึง 122 ชุมชน ซึ่งแสดงว่าปัญหาที่ดินมีมานานแล้ว ชุมชนที่ประสบภัยได้รวมกลุ่มกัน เป็น “เครือข่ายผู้ประสบภัยสึนามิและสิทธิชุมชน” ผลักดันให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการแก้ปัญหาที่ดินในพื้นที่ธรณีพิบัติ องค์กรต่างๆ เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร และมูลนิธิชุมชนไท เสนอให้มีการคุ้มครองทางวัฒนธรรมแก่กลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล
                     จึงเกิดมติคณะรัฐมนตรีในการฟื้นฟูวิถีชาวเล เมื่อปี 2553 ที่ครอบคลุมทั้งเรื่องการแก้ปัญหาที่ดินที่ทำกิน พื้นที่ทางจิตวิญญาณ การพัฒนาคุณภาพชีวิต สิทธิพื้นฐาน การฟื้นฟูทางวัฒนธรรมและการศึกษาของชาวเล โดยให้มีการตั้งคณะกรรมการอำนวยการบูรณาการเพื่อฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเลขึ้น
                     หลังมติคณะรัฐมนตรี เครือข่ายชาวเล มีความพยายามในการพัฒนาระบบการดำเนินงานของตนเอง โดยมีการประชุมสัมมนา การอบรม การจัดทำข้อมูล จัดทำแผนที่ การจัดงานวันรวมญาติชาติพันธุ์ชาวเลทุกปี เพื่อสื่อสารเผยแพร่และผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหาในระดับนโยบายอย่างจริงจัง แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีปัญหาเกิดขึ้นกับชาวเลในพื้นที่ต่างๆ เป็นระยะ เช่น ชาวเลบ้านราไวย์ ภูเก็ต ถูกฟ้องขับไล่ออกจากพื้นที่กว่า 100 ครอบครัว ชาวเลเกาะหลีเป๊ะ เกาะอาดัง เกาะราวี ถูกอุทยานแห่งชาติประกาศทับที่ และถูกเอกชนฟ้องขับไล่ออกจากพื้นที่ ไม่มีความมั่นคงในการอยู่อาศัยมากกว่า 200 ครัวเรือน ชาวเลที่ออกหาปลาในทะเลถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติจับกุม ถูกยึดเรือและเครื่องมือประมง ต้องขึ้นศาลนานนับปี ทำให้เป็นหนี้และต้องยอมความเพราะไม่มีเงินไปศาล รวมทั้งในหลายพื้นที่ไม่มีระบบให้ชาวเลเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการท่องเที่ยวทางทะเล เป็นต้น
                     ผ่านมา 5 ปี หลังมติคณะรัฐมนตรี กระบวนการแก้ปัญหาซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน นักวิชาการ เครือข่ายชาวเลและภาคีที่เกี่ยวข้อง มีพัฒนาการที่เป็นรูปธรรมขึ้น เมื่อสำนักนายกรัฐมนตรีมีการแต่งตั้งคณะกรรมการแบบมีส่วนร่วมจากหลายฝ่ายทั้งชาวเล นักวิชาการ นักพัฒนา ภาครัฐ ฯลฯ โดยมี พล.อ.สุรินทร์ พิกุลทอง เป็นประธานคณะกรรมการแก้ปัญหาที่ดินที่ทำกินและพื้นที่ทางจิตวิญญาณของชุมชนชาวเล เพื่อให้เกิดการคลี่คลายปัญหาความขัดแย้ง ได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการประกอบอาชีพประมงของชุมชนชาวเล โดย นายสนิท องศารา ผู้อำนวยการส่วนอุทยานแห่งชาติ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 เป็นประธานอนุกรรมการ
                     มีการประชุมปรึกษาหารือในระดับพื้นที่ระหว่างภาคีที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนชาวเล และหัวหน้าอุทยานแห่งชาติในพื้นที่ต่างๆ ประเด็นที่น่าสนใจของการปรึกษาหารือคือ การที่ใช้ข้อเท็จจริงในพื้นที่จากชาวเลบนหลักการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติร่วมกันอย่างเหมาะสม เช่น การใช้เครื่องมือประมงแบบดั้งเดิมของชาวเลและไม่กระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ การกำหนดฤดูกาลหรือช่วงระยะเวลาในการผ่อนปรนทำประมง ตลอดจนการขึ้นทะเบียนชาวเลที่ทำอาชีพประมง โดยที่ประชุมมอบหมายให้วัฒนธรรมจังหวัดและผู้แทนชาวเลแต่ละจังหวัด ทำการสำรวจรายชื่อของชาวเลที่ยังคงออกทะเล เพื่อออกบัตรประจำตัวในการทำประมงของชาวเลให้ชัดเจนต่อไป
                     จะเห็นได้ว่า ปัญหาของชนพื้นเมือง อย่างกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลอันดามัน ที่ได้รับผลกระทบจากโยบายการท่องเที่ยว การประกาศเขตอนุรักษ์ของรัฐ หรือแผนพัฒนาต่างๆ ที่จะตามมาในอนาคต เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดจากนโยบายการพัฒนาที่ไม่สมดุล มุ่งพัฒนาการหารายได้เข้าประเทศ จนละเลยและเบียดขับคนดั้งเดิมที่เป็นเจ้าของอันดามันอย่างแท้จริง ซึ่ง นพ.ประเวศ วะสี เคยกล่าวไว้ว่า ปัญหาเชิงโครงสร้าง เป็นความรุนแรงอีกชนิดหนึ่งของสังคมไทย องค์กรใดองค์กรหนึ่งจะแก้ไขโดยลำพังไม่ได้เพราะมันยากและละเอียดอ่อน ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย
                     กรณีความพยายามในการแก้ไขปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล โดยภาคีที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ทั้งศูนย์บริการประชาชน สำนักนายกรัฐมนตรี กรมอุทยานแห่งชาติ เครือข่ายชาวเล เครือข่ายผู้ประสบภัยสึนามิ มูลนิธิชุมชนไท สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร และสถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ ฯลฯ ในการหาแนวทางคลี่คลายปัญหา
                     มติ ครม.การฟื้นฟูวิถีชีวิตของชาวเลผ่านไป 5 ปี จึงพบทางออกที่จะนำสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม เป็นการรักษาความหลากหลายทางวัฒนธรรมของท้องทะเลอันดามัน ซึ่งหมายถึงการออกจากความขัดแย้งและสร้างความร่มเย็นเป็นสุข ที่ทั่วโลกแสวงหา ดั่งที่ นายสนิท องศารา ผู้อำนวยการส่วนอุทยานแห่งชาติ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 กล่าวว่า “เมื่ออุทยานและชาวเลจับมือกัน หาหนทางให้ชาวเลหากินได้ สามารถอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติได้ และทำการท่องเที่ยวได้ งานนี้ถือว่าทุกฝ่ายมีเกียรติร่วมกัน”
———————-
(รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ทางออกปัญหาเขตอนุรักษ์ กับสิทธิในที่ทำกินของ ‘ชาวเล’ : โดย…ปรีดา คงแป้น มูลนิธิชุมชนไท / วิโชติ ไกรเทพ และชาญวิทย์ สายวัน … ภาพ)

ปิดระบบสมัคร’แกท-แพท’20ก.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150918/213666.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2558
ปิดระบบสมัคร'แกท-แพท'20ก.ย.นี้

สทศ.เตือน ปิดระบบสมัครสอบ ‘แกท-แพท’ 20 ก.ย. ปิดระบบชำระเงิน 21 ก.ย. ขอนักเรียนเร่งดำเนินการ

                     18 ก.ย. 58  รศ.ดร.สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เปิดเผยว่า ตามที่ สทศ.ได้รับสมัครทดสอบความถนัดทั่วไป หรือ แกท และความถนัดทางวิชาการและวิชาชีพ หรือ แพท ครั้งที่ 1/2559 ตั้งแต่วันที่ 1 – 20 กันยายน 2558 นั้น ขอให้นักเรียนที่ยังไม่ได้สมัคร เร่งสมัครและชำระเงินตามเวลาที่กำหนด เพราะ สทศ.จะปิดระบบการรับสมัครสอบ แกท/แพท ครั้งที่ 1/2559 ในวันที่ 20 กันยายน เวลา 23.59 น. และจะปิดระบบการชำระเงินในวันที่ 21 กันยายน เวลา 20.00 น. โดยสามารถชำระเงินได้ที่ธนาคารกรุงไทย และเคาน์เตอร์เซอร์วิส ทุกสาขา ทั่วประเทศ
                     “สำหรับยอดผู้สมัคร ล่าสุด ณ วันที่ 17 กันยายน มีจำนวน 347,079 คน ชำระเงินจำนวน 259,770 คน โดย สทศ.ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบ เลขที่นั่งสอบ สนามสอบ วันที่ 1 ตุลาคม 2558 สอบ 29 ตุลาคม ถึง 1 พฤศจิกายน 2558 ประกาศผลสอบวันที่ 12 มกราคม 2559 สามารถดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ สทศ. http://www.niets.or.th/

สธ.ส่งหน่วยแพทย์ดูแลปชช.น้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150918/213662.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2558
สธ.ส่งหน่วยแพทย์ดูแลปชช.น้ำท่วม

สธ.ส่งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ดูแลผู้ประสบภัยน้ำท่วมเต็มที่ ย้ำ ผู้มีโรคประจำตัว ยาสูญหาย-ใกล้หมด แจ้งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ อสม. หรือโทรแจ้ง 1669 ตลอด 24 ชั่วโมง

                     18 ก.ย. 58  ศ.คลินิก เกียรติคุณ นายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ว่า กระทรวงสาธารณสุขได้ส่งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ให้บริการรักษาพยาบาลประชาชนในพื้นที่ประสบภัยทุกพื้นที่อย่างเต็มที่ และแจกยาสามัญประจำบ้านให้ทุกครัวเรือน เพื่อดูแลสุขภาพเบื้องต้น
                     ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขได้จัดส่งยาสามัญประจำบ้านไปสำรองที่จังหวัดล่วงหน้าไว้แล้ว จังหวัดละ 10,000 – 50,000 ชุด และสำรองไว้ที่องค์การเภสัชกรรมอีก 500,000 ชุด พร้อมจัดส่งให้พื้นที่ทันที
                     “มีความเป็นห่วงประชาชนที่เป็นโรคเรื้อรังประจำตัวและต้องกินยาต่อเนื่อง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคลมชัก หากมีปัญหายาใกล้หมด หรือยาสูญหาย หรือไม่สามารถเดินทางไปพบแพทย์ตามนัดได้ ขอให้แจ้งรับยาที่หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ หรือแจ้งที่ อสม.หรือที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่อยู่ใกล้บ้าน หรือโทรแจ้งที่หมายเลข 1669 ตลอด 24 ชั่วโมง”
                     ศ.คลินิก เกียรติคุณ นายแพทย์ปิยะสกล กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม ได้กำชับให้จังหวัดที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม ขอให้ติดตามประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และดำเนินการเชิงรุกดูแลประชาชน โดยให้ อสม.ร่วมกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ค้นหากลุ่มที่ต้องให้การดูแลเป็นพิเศษ 5 กลุ่ม ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และผู้ป่วยจิตเวช เพื่อให้ความช่วยเหลือได้อย่างปลอดภัยอย่างทันท่วงที
                     สำหรับพื้นที่ประสบภัยที่ได้รับรายงานจนถึงเช้าวันนี้ ในเบื้องต้น มี 3 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง และที่ อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา โดยที่ จ.ชลบุรี น้ำท่วม 6 อำเภอ แนวโน้มลดลง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดได้จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ให้บริการไปแล้ว 9 ครั้ง มีผู้ใช้บริการรวมประมาณ 150 คน ส่วนใหญ่เป็นไข้หวัด ผื่นคัน ปวดศีรษะ วันนี้จัดหน่วยแพทย์บริการที่ อ.บางละมุง 2 ทีม และที่ อ.สัตหีบ 1 ทีม ในส่วนสถานบริการสาธารณสุขทั่วประเทศ ยังไม่มีแห่งใดได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม สามารถเปิดให้บริการตามปกติได้ทุกแห่ง โดยให้เตรียมพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง

กยศ.ยันชื่อเบี้ยวหนี้’เครดิตบูโร’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150918/213661.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2558
กยศ.ยันชื่อเบี้ยวหนี้'เครดิตบูโร'

กยศ.ลุ้น ครม.ไฟเขียว พ.ร.บ.กองทุนเพื่อการศึกษา ให้เปิดเผยข้อมูลบุคคลเพื่อติดตามผู้กู้ยืมไม่ชำระหนี้ ยันเดินหน้านำรายชื่อผู้ค้างชำระเข้าสู่ระบบข้อมูลเครดิตบูโร

                     18 ก.ย. 58  น.ส.ฑิตติมา วิชัยรัตน์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า ปัญหาใหญ่ที่ กยศ.ไม่สามารถติดตามหนี้เงินกู้ยืมจากผู้ค้างชำระคืนได้ เพราะเราไม่ทราบว่า ผู้กู้ยืมที่เรียนจบแล้ว ไปทำงานที่ไหน รวมทั้งไม่ทราบที่อยู่ปัจจุบัน เพราะบางคนเปลี่ยนที่อยู่ แต่ไม่มีการแจ้งกลับมายัง กยศ. ดังนั้นการแก้ไขปัญหานี้ในระยะยาว จึงได้มีการจัดทำร่าง พ.ร.บ.กองทุนเพื่อการศึกษาขึ้น โดยเนื้อหาสาระในร่างกฎหมายฉบับนี้ จะมีความสำคัญมาก เพราะกำหนดให้หน่วยงานสามารถเปิดเผยข้อมูลบุคคลได้ รวมถึงผู้กู้ยืมก็ต้องเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งจะทำให้ กยศ.สามารถไปขอข้อมูลบุคคลกับหน่วยงานใดก็ได้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่ระหว่างการเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณา
                     “กยศ.จะหาโปรโมชั่นใหม่ๆ เพื่อกระตุ้นการชำระหนี้คืนให้มากขึ้น แต่ในปี 2561 ยังยืนยันว่า จะนำรายชื่อผู้ค้างชำระตั้งแต่ปี 2539 จนถึงปัจจุบันเข้าสู่ระบบข้อมูลเครดิตบูโร เพราะทุกวันนี้หลายคนยังคิดอยู่ว่า ไม่จ่ายหนี้คืนก็ไม่เห็นเป็นไร ดังนั้น เราจึงต้องมีมาตรการที่เข้มข้น และเอาจริงเอาจังมากขึ้น”
                     น.ส.ฑิตติมา กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ตั้งแต่ปีการศึกษา 2559 เป็นต้นไป หลักเกณฑ์การคัดกรองผู้กู้ยืม กยศ. ก็จะเข้มงวดมากขึ้นด้วย โดยผู้ที่จะมีสิทธิ์กู้ยืมนั้น ไม่ว่าจะเป็น ผู้กู้รายเก่า หรือรายใหม่ ต้องมีผลการเรียนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า 2.00 และทำกิจกรรมจิตอาสา ไม่น้อยกว่า 36 ชั่วโมงต่อปี อีกทั้งต้องศึกษาอยู่ในสถานศึกษาที่ผ่านการรับรองจากสำนักงานรับรองมาตรฐาน และประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) และในระดับปริญญาตรี นิสิต นักศึกษา ต้องเรียนในหลักสูตรที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) รับทราบแล้ว จึงฝากเตือนไปยังนักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่จะกู้ยืมเงินในปีการศึกษา 2559 ว่า ให้ทุกคนตั้งใจเรียน เพราะหากคุณสมบัติไม่ครบตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ก็จะหมดสิทธิ์กู้ยืมได้
                     ด้าน รศ.ดร.พินิติ รตะนานุกูล เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวว่า ที่ผ่านมา ตนมีนโยบายชัดเจนว่าบุคลากรในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ที่กู้ยืมเงิน กยศ. จะต้องชำระหนี้คืนให้หมด เพราะ สกอ.เป็นหน่วยงานที่บริหารเงิน กยศ. ถ้าคนใน สกอ.กู้เงิน กยศ. แล้วไม่ชำระหนี้คืน ก็ถือว่าผิด ทั้งนี้ เท่าที่ตรวจสอบพบว่าบุคลากรที่กู้ยืมเงินทุกคนไม่มีใครค้างชำระหนี้ และมีการจ่ายเงินคืนอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น สกอ.จะไม่ดำเนินการหักเงินเดือนบุคลากรในสังกัด อย่างไรก็ตาม ในส่วนของมหาวิทยาลัยนั้น ตนมั่นใจว่าทุกสถาบันต้องมีการกระตุ้นให้นิสิต นักศึกษา และศิษย์เก่าชำระหนี้คืนอยู่แล้ว เพราะ กยศ.กำหนดเกณฑ์ไว้ว่า ถ้ามหาวิทยาลัยใดมีสัดส่วนการไม่ชำระหนี้คืนสูง ทาง กยศ.ก็จะปล่อยเงินกู้ยืมให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้ลดน้อยลง ก็จะส่งผลให้จำนวนผู้กู้ยืมลดน้อยลงด้วย

ปลุกสำนึกรักบ้านเกิดหนังสั้น’บ้านเราแสนสุขใจ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150918/213613.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2558
ปลุกสำนึกรักบ้านเกิดหนังสั้น'บ้านเราแสนสุขใจ'
ปลุกสำนึกรักบ้านเกิดหนังสั้น'บ้านเราแสนสุขใจ'

ปลุกสำนึกรักบ้านเกิดหนังสั้น’บ้านเราแสนสุขใจ’ : ถนัดกิจ จันกิเสนเรื่อง ชมรมผึ้งหลวงเพื่อปวงชน ภาพ

 

              “ผมเป็นคนอุดรธานี อ.หนองหาน ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นแหล่งพื้นที่ของมรดกโลกอย่าง แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง อยากถ่ายทอดเรื่องราวของการทำไหบ้านเชียง ที่ยังคงใช้วิธีการผลิตแบบโบราณที่สืบทอดกันมา ซึ่งปัจจุบันเริ่มที่จะสูญหายหาผู้สืบทอดได้ยาก โดยเล่าเรื่องราวผ่านช่างครูที่สืบทอดลมหายใจของไหบ้านเชียง” “เก้ง” เกริกเกียรติ บุรินทร์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาทัศนศิลป์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี หนึ่งในผู้ที่ได้เข้าร่วมเวิร์กช็อปการจัดทำหนังสั้นในโครง “บ้านเราแสนสุขใจ” (My Place, Our Place) เล่าถึงที่มาของการเล่าร่วม

“เก้ง” เล่าต่อว่า ได้โครงเรื่องหนังสั้นเข้าร่วมประกวดในนามของทีม “มนุษย์ศิลป์” โดยรวมตัวเพื่อนที่เรียนสาขาเดียวกันอีก 4 คน ที่มีความชอบในการทำหนังสั้นเหมือนกัน ซึ่งความแตกต่างของการทำงานส่งประกวดกับการเรียนคือ ในวิชาเรียนค่อนค้างที่จะไฟท์บังคับ ทุกคนจำเป็นต้องทำ การแบ่งหน้าที่ต่างๆ ต่างความคิดต่างความต้องการทำให้งานเดินช้า และนอกจากนี้ยังถูกจำกัดไว้ด้วยกรอบของคะแนน ต่างจากการทำงานประกวดที่แม้จะต้องทำงานแข่งกับเวลา

แต่อิสระมากกว่าในเรื่องของการใช้ความคิด คนที่มาคืออยากทำจริงๆ ไม่ใช่ถูกบังคับมา ความท้าทายจึงมีมากกว่า ซึ่งที่มาของโครงเรื่องนั้นเกิดจากการลงพื้นที่เพื่อหาข้อมูลทำโปรเจกท์จบ โดยตัวหนังสั้นจะเล่าเรื่องราวของคุณยายท่านหนึ่งที่ว่า แม้จะมีพี่น้องถึง 7 คน แต่คุณยายเป็นเพียงคนเดียวที่ยังคงทำไหบ้านเชียงอยู่ ลูกหลานก็ไม่มีใครสืบสาน จึงอยากถ่ายทอดให้เด็กรุ่นใหม่ โดยเฉพาะในพื้นที่บ้านเชียงได้มีจิตสำนึกและรักที่จะสืบทอดภูมิปัญญานี้ต่อไป

“ครั้งนี้ในฐานะที่มีโอกาสได้ถ่ายทอดเรื่องราวของ จ.อุดรธานี ผ่านหนังสั้น รางวัลไม่ได้เป็นตัวตัดสินความตั้งใจของพวกเราเลย แม้ว่าจะได้อันดับที่เท่าไหร่ก็ตามก็ถือว่าตั้งใจทำอย่างดีที่สุดแล้ว ซึ่งก็ได้แต่หวังว่าคนที่ได้ชมจะเข้าใจและรับรู้ แล้วสักวันหนึ่งได้กลับมาหาช่างปั้นเหล่านั้น มาให้กำลังใจ กลับมาดูคนที่ใช้ชีวิตทั้ง 65 ปี ในการสืบสานจิตวิญญาณของช่างปั้น แล้วผมก็เชื่อว่านี่อาจจะเป็นรุ่นสุดท้ายของช่างปั้นไหบ้านเชียงที่ทุกท่านจะได้เห็นอยู่”

โครงการประกวดหนังสั้น “บ้านเราแสนสุขใจ” (My Place, Our Place) ชิงเงินรางวัลมูลค่ากว่าหนึ่งแสนบาท พร้อมโล่เกียรติยศจากนายกรัฐมนตรี จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างจังหวัดอุดรธานี และชมรมผึ้งหลวงเพื่อปวงชน ได้เลือกพื้นที่ จ.อุดรธานี เป็นพื้นที่นำร่องในการสร้างสังคมที่มีความสุขอย่างยั่งยืน ซึ่งได้แบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 รุ่น คือ ระดับมัธยมศึกษาและระดับอุดมศึกษา

โดยมีทีมผ่านทั้งสิ้น 6 ทีม แบ่งออกเป็นรุ่นละ 3 ทีมที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมเวิร์กช็อป และผลิตหนังสั้น จากผู้กำกับมากฝีมือ จำนวน 6 ท่าน ที่ได้จะมาชี้แนะแนวทาง สอนเทคนิคพิเศษต่างๆ ซึ่งถือเคล็ดลับชั้นดีที่หาไม่ได้ในห้องเรียนทั่วไป จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม และ 2 กันยายน 2558 ที่ผ่านมา

พล.อ.ดุษฎี รามสมภพ ประธานชมรมผึ้งหลวงเพื่อปวงชน กล่าวว่า แม้โครงการนี้จะเป็นการประกวดเพื่อแข่งขันชิงทุนการศึกษาและได้รับโล่เกียรติยศจากนายกรัฐมนตรี แต่ทางโครงการยังมุ่งหวังที่จะเห็นความรัก ความสามัคคี และความช่วยเหลือในด้านต่างๆ ทั้งจากในทีมเดียวกัน หรือต่างทีม มากกว่าความมุ่งมั่นในเรื่องของการเอาชนะเท่านั้น”

ด้าน “ต่อม” สิริรักษ์ พลเยี่ยม นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และ “ป้อบ” -ศิริณณา ไชยแก้ว นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบึงกาฬ จ.บึงกาฬ กล่าวว่า ได้เข้าประกวดโดยใช้ชื่อทีมว่า “บึงกาฬฟีม” มีสมาชิกทั้งหมด 5 คน โดยหนังสั้นที่ทำจะเล่าผ่านครูที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมือง กลับต้องมาสอนเด็กในโรงเรียนบ้าน ซึ่งตอนแรกก็อยู่ไม่ได้ แต่พอเวลาผ่านไปกลับหลงรักวัฒนธรรมแบบชาวบ้าน มีการใช้ผ้าไหมหมี่ขิดของชุมชนบ้านนาข่า

สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอย่าง วัดป่าภูก้อน และวิถีชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่มาประกอบ เพื่อสื่อถึงความเป็น จ.อุดรธานี ซึ่งถึงแม้จะไม่ได้เป็นคนในพื้นที่ แต่ก็เคยมีประสบการณ์ในการทำหนังสั้นเพื่อประกวดมาบ้าง จึงจะทำให้ดีที่สุด และฝากเป็นกำลังใจให้พวกเราด้วย

ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารกิจกรรมโครงการได้ทางเฟซบุ๊ก http://www.facebook.com/myplaceourplaceproject

 

 

สวธ.เปิดชุมชนญัฮกุรอนุรักษ์วัฒนธรรมชาวไทยบน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150918/213617.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2558
สวธ.เปิดชุมชนญัฮกุรอนุรักษ์วัฒนธรรมชาวไทยบน

สวธ.เปิดชุมชนญัฮกุรอนุรักษ์วัฒนธรรมชาวไทยบน : สราวุฒิ ประทุมชัน นักศึกษา ม.เนชั่น

           กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒธรรม ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดชัยภูมิเปิดตัวชุมชนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม “หมู่บ้านญัฮกุร” อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ ณ วันที่ 22 สิงหาคม เพื่อกระตุ้นการอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาชาติพันธุ์ โดยมี นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ เป็ดประธานเปิดงาน และเดินชมวิถีชีวิตของชาวบ้าน เพื่อเป็นการอนุรักษ์วัฒธรรมของชาว ญัฮกุร (มอญโบราณยุคทวารวดี)

นายวิเชียร กล่าวว่า ประเทศไทยประกอบด้วยกลุ่มคนหลายกลุ่มหลายเผ่า ได้รับราชการไปในหลายภาคหลายจังหวัดและได้เห็นกลุ่มเผ่าต่างๆมากมาย เมื่อได้มาอยู่ที่ จ.ชัยภูมิ ก็ได้พบกับกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า ”ไทยบน” หรือ ”ญัฮกุร” ซึ่งสิ่งที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่คือ ความเสื่อมคลายของวัฒนธรรมกลุ่มเผ่าที่กำลังหายไป เหมือนชนเผ่าอื่นๆ ที่เริ่มไม่มีการแต่งชุดประจำเผ่า แต่จะแต่งก็ต่อเมื่อมีงานแสดงโชว์ พิธีกรรม หรือในโอกาสพิเศษเท่านั้น และเริ่มหัดมาแต่งตัวตามยุคสมัยแทน เช่น เปลี่ยนไปใส่กางเกงยีน และเสื้อเชิ้ต กันมากขึ้น

ทั้งในเรื่องของภาษาและในลักษณะการสร้างบ้าน ซึ่งเป็นเพราะถูกวัฒนธรรมที่ใหญ่กว่า แข็งแกร่งกว่า กำลังเข้ามากลืนวัฒนธรรมออกไป และในวันนี้เราได้ตระหนักว่า วัฒนธรรมของชนเผ่านี้เราควรที่จะช่วยอนุรักษ์และฟื้นฟูเอาไว้เพื่อที่จะไม่ให้สูญหายไป ด้วยการเข้ามาช่วยสนับสนุน การส่งเสริมการจัดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ขึ้น เพื่อให้ผู้คนสามารถเข้ามาศึกษาเกี่ยวกับชนเผ่า “ญัฮกุร” ที่สืบทอดวัฒนธรรมของ “มอญทวารวดี” เป็นเวลามากกว่า 2,000 ปี

น.ส.อมรรัตน์ ลีเพ็ญ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเครือข่ายและชุมชน กล่าวว่า ทางกรมส่งเสริมวัฒธรรมได้คัดเลือกหมู่บ้านญัฮกุร เพราะมองเห็นศักยภาพของชุมชนในเรื่องของอัตลักษณ์ที่มีความโดดเด่น เนื่องจากถือว่าเป็นชุมชนมอญโบราณที่สืบทอดมาตั้งแต่ยุคทวารวดี มีภาษาญัฮกุรเป็นของตัวเอง มีการสืบทอดมามากกว่าพันปีแล้ว จึงมีวิถีชีวิตที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก ปัจจุบันได้ดำเนินแนวทางมาประมาณ 6 เดือนแล้ว ซึ่งคาดหวังว่าจะทำให้บรรลุจุดประสงค์ภายใน 3 ปี

ญัฮกุร หรือเนียะกุล หรือที่คนไทยเรียก มีความหมายว่า คนภูเขา “ชาวบน” ชุมชนที่ใช้ภาษามอญโบราณ เป็นชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่ตามไหล่เขาหรือเนินเตี้ยๆ ลักษณะมีผิวค่อนข้างดำตาโตกว่าคนไทย แต่ไม่ต่างจากคนไทยมากนัก รูปร่างสูงปานกลาง ผู้หญิงจะแต่งกายแบบดั้งเดิมของชาวญัฮกุร คือจะสวมเสื้อเก๊าะ และนุ่งผ้านุ่งมีชายผ้าใหญ่ สวมสร้อยเงิน และเจาะใบหูกว้างเพื่อสวมตุ้มหูใหญ่ หรือเรียก กะจอน ทำด้วยไม้มีกระจกติดข้างหน้า ไว้ผมยาวเกล้ามวย ส่วนผู้ชายนุ่งผ้าโสร่งตาหมากรุก วิธีการนุ่งแบบเหน็บธรรมดา

ภาษาของชาวญัฮกุรจัดอยู่ในตระกูลภาษาตระกูลมอญ-เขมร สาขามอญ เพราะมีความใกล้เคียงกับภาษามอญโบราณ และภาษามอญปัจจุบันมากกว่าเขมร ในปัจจุบันชาวญัฮกุรถูกกลืนด้วยประเพณีวัฒนธรรมอีสานอย่างรวดเร็ว มีบางหมู่บ้านเท่านั้นที่พูดภาษาถิ่นของตนเองได้ คนรุ่นใหม่จะพูดภาษารอบข้างที่คนส่วนใหญ่พูดกัน ภาษาของชาวญัฮกุรไม่มีระบบการเขียน จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ชาวญัฮกุรถูกกลืนได้อย่างรวดเร็ว ปัจจุบันชาวญัฮกุรพูดภาษาชนเผ่าเฉพาะผู้ที่อายุเกิน 60 ปีขึ้นไป แต่ในช่วงหลังมีการส่งเสริมให้มีการเรียนการสอนเกี่ยวกับภาษาญัฮกุรในชั้นเรียนด้วย

ชาวญัฮกุร ตั้งบ้านเรือนอยู่กันเป็นกลุ่ม มีบางพวกอพยพหนีเข้าไปอยู่ในป่าลึก หรือบนภูเขาสูงขึ้นไป ชาวบ้านใช้แสงไฟจากตะเกียงเป็นส่วนใหญ่ อาศัยแหล่งน้ำตามธรรมชาติอยู่ในบริเวณหมู่บ้าน ฤดูแล้งจะใช้น้ำซับ ซึ่งมีตลอดปี มีอาชีพทำไร่ปลูกข้าวตามไหล่เขา ใช้วิธีปลูกแบบขุดหลุมหยอดที่เรียกข้าวไร่ ตอนเก็บเกี่ยวก็ใช้มือรูดเมล็ดข้าวออกจากรวง ใส่กระบุงแทนการเกี่ยวข้าว และยังปลูกข้าวโพด กล้วย ละหุ่ง มันสำปะหลัง มะเขือ พริก เป็นต้น มีการเลี้ยงสัตว์ เช่น วัว ควาย หมู เป็ด ไก่ และหาของป่า เช่น หน่อไม้ เห็ด ผักหวาน ผึ้ง กบ เขียด และมีความสามารถในการจักสานโดยเฉพาะสานเสื่อ

ปัจจุบันชาวญัฮกุร นับถือศาสนาพุทธ เชื่อในเรื่องภูติผีวิญญาณ ชาวญัฮกุรนิยมแต่งงานในหมู่พวกเดียวกัน การละเล่นมีการเป่าใบไม้ ซึ่งบางครั้งจะเป่าเป็นสัญญาณเรียกหากัน มีการเล่นเพลงพื้นบ้านเรียกว่า กระแจ๊ะ หรือ ปะเรเร เป็นการร้องโต้ตอบกันระหว่างชาย-หญิง ฝ่ายหญิงเป็นผู้ตีโทนให้จังหวะ เนื้อหาเป็นการเกี้ยวพาราสีกันระหว่างหนุ่มสาว ประเพณีชาวญัฮกุรมีประเพณีสงกรานต์ ประเพณีกระแจ๊ะหอดอกผึ้ง ประเพณีแห่พระและจุดพลุ ประเพณีแต่งงาน ชาวญัฮกุรไม่รู้จักกรรมวิธีการทอผ้า แต่จะปลูกฝ้ายเพื่อไปแลกกับผ้าทอของคนกลุ่มไทย และลาว จึงทำให้มีการแต่งกายเหมือนๆ คนไทยทั่วไป

ผู้ที่สนใจจะเยี่ยมชมหมู่บ้านญัฮกุร หรือชมทุ่งดอกกระเจียว ที่อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม สามารถติดต่อที่ โทร.08-6153-7312 นายพนม จิตร์จำนงค์ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน อ.บ้านไร่