เด็กเชียงใหม่โชว์กึ๋นคว้าแชมป์ระดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150917/213599.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน 2558
เด็กเชียงใหม่โชว์กึ๋นคว้าแชมป์ระดับโลก

5 นักเรียนเชียงใหม่โชว์กึ๋น คว้าแชมป์ ‘กรังด์ปรีซ์’ รางวัลระดับโลกการผลิตสารคดีเชิงข่าว

                      5 เยาวชนคนเก่ง ทีม “พีเวิร์ค (P-Work)” จากโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย เชียงใหม่ คว้าแชมป์ “กรังด์ปรีซ์” รางวัลระดับโลกจากการแข่งขัน “สร้างสรรค์ ฉลาดคิด ผลิตข่าว กับพานาโซนิค หรือ PANASONIC KID WITNESS NEWS รอบโกลบอล พร้อมรางวัลแนวคิดยอดเยี่ยม (Best Concept) ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อเร็วๆ นี้ โดยโครงการดังกล่าวกลุ่มบริษัท พานาโซนิค จัดขึ้นเพื่อต้องการเปิดโอกาสให้เยาวชนกว่า 20 ประเทศทั่วโลก ที่มีใจรักในงานด้านการผลิตสารคดีเชิงข่าว ได้มีเวทีแสดงออกในด้านความรู้ ความสามารถ และความคิดสร้างสรรค์ ผ่านรูปแบบการนำเสนอไม่ว่าจะเป็นรายการโทรทัศน์ ข่าว หรือสารคดี พร้อมทั้งนำความรู้ที่ได้จากโครงการไปพัฒนาเป็นผลงานที่มีประโยชน์ต่อสังคม รวมถึงการส่งต่อความรู้ให้แก่เพื่อนและรุ่นน้องถัดไป
                      “น้องบอม” นายธนวัฒน์ ปาแปง ตัวแทนทีมพีเวิร์ค เล่าว่า “รู้สึกดีใจมากที่ผลงานสารคดีเชิงข่าวเรื่อง “บลายด์ ไดอารี่ (Blind’s Diary)” สามารถคว้าแชมป์โลก พร้อมรางวัลแนวคิดยอดเยี่ยม (Best Concept) มาครองได้สำเร็จในรอบ 3 ปี ที่ส่งผลงานเข้าประกวดเป็นเพราะในปีนี้พวกเราทุกคนต่างทุ่มเทและนำข้อผิดพลาดจากครั้งที่ผ่านๆ มา มาปรับปรุงให้ดีขึ้น โดยจุดเด่นของผลงานชิ้นนี้คือ “แก่นหรือคอนเซ็ปต์” ที่นำเสนอออกมากระแทกอารมณ์และทำให้คนดูสัมผัสได้ และอีกส่วนคือ “การเขียนบทและการตัดต่อ” ที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน ทำให้ผลงานคว้าใจกรรมการมาได้
                      นอกเหนือจากรางวัลระดับโลกที่ได้รับแล้ว อีกหนึ่งความภาคภูมิใจของทีมคือ การได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือสังคม นำเรื่องราวชีวิตจริงของผู้พิการทางสายตา “ตาร์ – ศิรประภา สุชาติ” นักเขียนนวนิยายออนไลน์ที่มีคนติดตามกว่า 10,000 คน มาถ่ายทอดในแง่มุมของความรู้สึกที่ต้องการบอกให้สังคมรับรู้ว่าคนตาบอดก็มีศักยภาพและความสามารถ รวมไปถึงการใช้ชีวิตที่เหมือนคนปกติ ไม่ได้ต้องการให้มองว่าเป็นคนน่าสงสาร อีกทั้งผลงานยังแฝงไปด้วยเรื่องราวของการสร้างแรงบันดาลให้กับคนที่กำลังท้อแท้ได้มีกำลังใจในการต่อสู้กับชีวิต”
                      ด้าน น้องปอย นายธีรินทร์ วิลาวัลย์วจี สมาชิกในทีมพีเวิร์ค เล่าว่า “กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่ดีมาก นอกเหนือจากชัยชนะแล้ว ผมยังได้รับความรู้ต่างๆ มากมาย ทั้งเรื่องของ “ทีมเวิร์ค” การทำงานเป็นทีม ได้ดึงเอาศักยภาพของเพื่อนในทีมแต่ละคนออกมา ไม่ว่าจะเป็นการเขียนบท การใช้คอมพิวเตอร์ตัดต่อ รวมไปถึงการแสดง ตลอดจนการได้รับ “ความรู้” จากคณะกรรมการ ซึ่งเราเข้าร่วมแข่งขันเป็นปีที่ 3 แล้ว ความรู้ที่ได้ในแต่ละปีก็แตกต่างกันไป ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์อย่างมาในการนำมาปรับปรุงพัฒนาผลงานให้ดียิ่งขึ้น สุดท้ายคือเรื่อง “มุมมองและแนวคิด” ที่ได้แลกเปลี่ยนความรู้ใหม่ๆ กับเพื่อนที่เข้าร่วมโครงการทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้เรามองเรื่องราวต่างๆ ได้หลายด้านมากขึ้น”
                      และ น้องซอง นายธีรุตม์ วรรณฤมล ฝากแนวคิดถึงน้องๆ รุ่นต่อไปในการเตรียมตัวเข้าร่วมกิจกรรมนี้ว่า “สิ่งแรก “การคิดแก่นของเรื่อง” คือต้องวิเคราะห์ให้ได้ว่าโจทย์ที่เราต้องการทำคือเรื่องอะไร การสื่อสาร สิ่งแวดล้อม หรือกีฬา จากนั้นก็ลงมือ “หาข้อมูล” ยิ่งเรามีข้อมูลมากเท่าไหร่ผลงานของเราก็จะทำออกมาได้ดีเท่านั้น สุดท้ายคือ “การตัดต่อ” ก็ถือเป็นเรื่องสำคัญเพราะกิจกรรมนี้จะถูกจำกัดเนื้อหาอยู่ในเวลาเพียง 5 นาที เพราะฉะนั้นผู้ทำหน้าที่ตัดต่อนอกจากจะเก่งในเรื่องเทคนิคแล้ว ยังต้องเข้าใจเนื้อหาทั้งหมดของเรื่องที่ต้องการนำเสนอ และตัดต่อออกมาโดยยังคงเนื้อหาที่มีความน่าสนใจต่อคนดู สุดท้ายคือเรื่อง “การค้นหาแรงบันดาลใจ” จุดนี้อยากฝากน้องๆ ให้พยามยามตั้งต้นมองหาแรงบันดาลใจในการทำงาน เริ่มจากการทำในสิ่งที่รักหรือถนัด แล้วนำมาประยุกต์เข้ากับผลงาน งานจะได้ออกมาดี”
                      มร. จูนิชิ นาคาตะ ประธานโครงการสร้างสรรค์ ฉลาดคิด ผลิตข่าว กับพานาโซนิค และคณะกรรมการตัดสิน เล่าว่า “โครงการ “สร้างสรรค์ ฉลาดคิด ผลิตข่าว กับพานาโซนิค เป็นหนึ่งในนโยบายด้านกิจกรรมเพื่อสังคมของกลุ่มบริษัท พานาโซนิค เริ่มต้นจัดขึ้นครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกาและขยายมาสู่ประเทศไทยในปี พ.ศ. 2547 เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้ทำงานร่วมกันเป็นทีม แสดงออกอย่างสร้างสรรค์ เรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีสมัยใหม่ และถ่ายทอดผลงานออกมาในรูปแบบของสารคดี
                      โดยในปีนี้ มีผลงานส่งเข้ามาทั้งสิ้นกว่า 553 ผลงาน จากทั้งหมด 19 ประเทศทั่วโลก เทรนด์การนำเสนอผลงานส่วนมากมุ่งไปที่หัวข้อ “การสื่อสาร” ต่างจากปีก่อนที่เน้นทำเรื่อง “สิ่งแวดล้อม” เนื่องจากน้องๆ เยาวชนได้มองเห็นถึงความสำคัญการสื่อสารในโลกยุคออนไลน์ และถ่ายทอดออกมาในมุมมองของตนเองผ่านงานในรูปแบบต่างๆ อาทิ ภาพยนตร์สั้น สารคดีโทรทัศน์ ข่าว เป็นต้น
                      ส่วนผลงานที่ผ่านเข้ารอบในปีนี้มีทั้งหมด 7 ผลงาน ได้แก่ ผลงาน Face to Face จากประเทศสหรัฐอเมริกา Living Differently-Circus Mulan จากประเทศเยอรมนี Just Click it จากประเทศมาเลเซีย Social Me-dia จากประเทศสิงคโปร์ Happy Birthday จากประเทศจีน Run Nako-ichi Run for Fukushima จากประเทศญี่ปุ่น และ Blind’s Diary จากประเทศไทย ซึ่งแต่ละทีมสร้างสรรค์ผลงานของตัวเองออกมาได้ดี เทียบเท่านักผลิตรายการโทรทัศน์มืออาชีพ โดยเฉพาะน้องๆ จากทีม พีเวิร์ค ประเทศไทย ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในปีนี้ สามารถนำเสนอเนื้อหาออกมาได้อย่างชัดเจน มีการเล่าเรื่องอย่างเป็นลำดับ และตีความหมายของโจทย์ในเรื่องการสื่อสารที่เป็นสากล สามารถเข้าถึงอารมณ์คนดูได้
                      ทั้งนี้อยากจะฝากถึงเยาวชนรุ่นต่อไปที่กำลังจะผลิตผลงานเข้าประกวดแข่งขันในปีนี้ ให้ใช้เวทีการแข่งขันนี้เป็นเวทีสำหรับแสดงหรือถ่ายทอดความคิดที่ตนเองมีอยู่ หรือเป็นกระบอกเสียงในการนำเสนอเรื่องราวดีๆ ของคนไทย ในด้านความมีเมตตา ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มาเผยแพร่ให้แก่สังคมและคนทั่วโลกได้รับรู้ ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดและความคืบหน้าของการแข่งขันในปีนี้ได้ที่ https://www.facebook.com/KWNThailand

เปิดโลกการศึกษามุสลิมตอน:Thai Festival อียิปต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150917/213541.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน 2558
เปิดโลกการศึกษามุสลิมตอน:Thai Festival อียิปต์

เปิดโลกการศึกษามุสลิมตอน:Thai Festival อียิปต์

             วันที่ 11-13  กันยายน ที่ผ่านมา ซิตี้ สตาร์ ห้างดังกลางเมืองนัศร์ซิตี้ แทบแตก เมื่อมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ได้รวบรวมนักศึกษาคณะต่างๆ ของมหาวิทยาลัย ที่มีความสามารถเฉพาะตัวในด้านนั้นๆ โดยเฉพาะในเรื่องศิลปวัฒนธรรมไทยและประเพณีอันงดงามของไทย เพื่อสืบสานวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่กับคนไทย โดยงานนี้เป็นการรวมตัวของพี่ใหญ่ในวงการประกาศศักดิ์ดาของประเทศไทย มีการจับสลากตั๋วเครื่องบินฟรี จากอียิปต์แอร์ วันละ 1 ที่นั่ง

โดยเริ่มต้นที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงไคโร กระทรวงการท่องเที่ยว หรือ “ททท.” ร่วมด้วยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จัดเต็มรูปแบบทั้งการโชว์การร่ายรำหลายประเภท การศิลปะแม่ไม้มวยไทย การแกะสลักผักผลไม้ การร้อยมาลัย สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร ก็ได้รวมพลคนไทยที่มีความสามารถในด้านต่างๆ ออกมาโชว์ ไม่ว่าจะเป็นการสาธิตการทำอาหารไทย การนวดไทยแผนโบราณ

โดยเฉพาะการนำซุปตาร์ไคโรทั้ง 3 คน มาร้องเพลงไทยในจังหวะเต้น ทำเอาศูนย์การค้าคับแคบไปในบัดดล และนับได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในอียิปต์ ที่สามารถนำเอาค่ายมวยที่ทางสถานเอกอัครราชทูตสนับสนุนในการจัดการแข่งขันเข้ามาร่วมงาน โดยนำทีมนักมวยทุกระดับมาแสดงแม่ไม้มวยไทยอย่างอลังการที่สุดในฐานะที่เป็นผู้ช่วยสารนิเทศและวัฒนธรรม ทั้ง 3 วัน ปลื้มกับภาพต่างๆ ที่ได้เห็นเป็นที่ยิ่ง

แต่ที่ปลื้มไปกว่านั้น เมื่อได้รู้ความจริงว่า นักแสดงที่มาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร คือ “การสร้างงาน” ให้แก่นักศึกษา

“รศ.สุภัทรา โกไศยกานนท์” อธิบการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ได้เล่าในขณะที่นั่งชมสฟิงค์ที่พีระมิดว่า จริงๆ แล้ว น้องๆ นักศึกษาเหล่านี้เขาไม่ได้เรียนในด้านนี้โดยเฉพาะ แต่เขามีความสามารถในด้านนี้ มหาวิทยาลัยจึงเปิดกว้างให้นักศึกษาแสดงออกนอกเหนือจากวิชาที่น้องๆ ศึกษากันอยู่ ไม่ใช่แค่ว่าเรียนคณะนั้นๆ แล้วก็ต้องจบคณะนั้นๆ หรือทำงานด้านนั้นๆ ด้านเดียว อีกทั้งเรื่องการแกะสลัก ซึ่งถือเป็นงานชั้นยอดของการใช้ความประณีตและความรักอย่างแท้จริง

“การมาในครั้งนี้ได้มีการลงนามระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครกับมหาวิทยาลัย 6 October ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่โด่งดังในด้านการแสดงและการจัดกิจกรรมที่มีนักศึกษาต่างชาติรวมอยู่ที่นี่เยอะมากเป็นการเปิดโลกทัศน์ของนักศึกษา สร้างโอกาสสร้างงานนอกเหนือจากวิชาที่น้องๆ ศึกษากันอยู่  ต้องขอขอบพระคุณสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงไคโร ที่เปิดโอกาสให้น้องๆ ได้มาแสดงความเป็นไทยโดยเฉพาะในเรื่องศิลปวัฒนธรรมไทยและประเพณีอันงดงามของไทย เพื่อสืบสานวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่กับคนไทยและได้เห็นการจัดงานแบบยิ่งใหญ่ของสถานเอกอัครราชทูตฯ รู้สึกดีทีเดียวเลย” รศ.สุภัทรา กล่าว

น.ส.มารีนัช วาทยานนท์ คณะศิลปศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสากล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร บอกว่ารู้สึกประทับใจมากที่ได้เป็นตัวแทนประเทศไทยและมหาวิทยาลัยในครั้งในนี้ ได้นำศิลปะวัฒนธรรมความเป็นไทยที่ถนัดมาเผยแพร่ให้ชาวต่างชาติได้เห็นว่าประเทศมีความสวยงามและมีวัฒนธรรมที่หลากหลาย

นายสกิต บุญพิศ นักศึกษาไทยในอียิปต์ คือหนึ่งนักศึกษาที่มีความรู้ความสามารถในการนวดแผนโบราณ บอกว่า ได้นำท่าที่สวยๆ มาโชว์ เพราะการนวดเป็นการรักษา เป็นการบำบัดที่ต้องใช้ทักษะจากร่างกายในทุกส่วน โดยเฉพาะหัวใจและความรู้สึกของการเป็น “หมอ” และทุกท่าที่นวด ก็เสมือนการร่ายรำที่มีเอกลักษณ์อยู่แล้ว และคิดว่าท่านวดต่างๆ นี้จะเป็นที่ประจักษ์ของคนอียิปต์และชาวต่างชาติที่ได้มาชมแน่นอน

“ผมรู้สึกปลื้มมากมายครับ นี่คือสิ่งที่เราจะการันตีได้เลยว่า ประเทศไทยเรามีความพร้อมในทุกด้าน โดยเฉพาะการทำงานของเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตทุกคน ที่ทุ่มเทเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง รู้สึกดีและมีค่ามากมาย ทุกครั้งที่ได้มีการโชว์วัฒนธรรมไทย ที่ชาวต่างชาติไม่เคยได้ดู” สกิต กล่าวทิ้งท้าย

ชมวิถีพุทธร.ร.บ้านห้วยหละ:หัวใจไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150917/213539.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน 2558
ชมวิถีพุทธร.ร.บ้านห้วยหละ:หัวใจไทย

ชมวิถีพุทธร.ร.บ้านห้วยหละ : หัวใจไทย

             พลัง บ้าน วัด โรงเรียน (บวร) ขับเคลื่อนให้เกิดชุมชนคุณธรรมกว่า 6,000 แห่งทั่วประเทศ โรงเรียนบ้านห้วยหละ ตั้งอยู่เลขที่ 138 หมู่ 14 ถนนสายลำพูน-ลี้ ต.ป่าพลู อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน เป็นหนึ่งสถานศึกษาที่มีการเรียนการสอนที่ขับเคลื่อนด้วยพลัง บวร มีโรงเรียน เด็กและเยาวชนเป็นศูนย์กลาง มีกิจกรรมส่งเสริมหลักทางศาสนา (ศีล 5) นักเรียนร่วมกิจกรรมวันธรรมสวนะ หรือ วันพระ วันสำคัญทางศาสนา วันสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยการสนับสนุนจากคณะสงฆ์วัดทุ่งม่าน กิจกรรมสืบสานประเพณีวัฒนธรรมไทยดีงาม ภูมิปัญญาของท้องถิ่นจากปราชญ์ชาวบ้าน เช่น การทอผ้า กิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง เช่น ปลูกผัก เลี้ยงไก่ไข่ ไก่เนื้อ เพราะเห็ดนางฟ้า   เมื่อเร็วๆ นี้ นายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) พร้อมด้วยคณะสื่อมวลชนเดินทางไปดูงานการเรียนการสอนโรงเรียนบ้านห้วยหละ โดยมีคณะครู นักเรียน ต้อนรับอย่างอบอุ่น เปิดโรงเรียนให้เห็นถึงกิจกรรมอันเป็นวิถีธรรมชาติของเด็กๆ ที่นี่ เริ่มจากแปลงสาธิตเศรษฐกิจพอเพียง ปลูกผักปลอดสารพิษ การทำปุ๋ยหมักชีวภาพ การจัดการเรียนการสอนตามโรงเรียนวิถีพุทธภายใต้กองทุนส่งเสริมการเผยแผ่พระ

พุทธศาสนาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาของกรมการศาสนา มีพระธรรมวิทยากรเข้ามาสอนหลักธรรมพระพุทธศาสนา ศีล 5 เชิญปราชญ์ชาวบ้านมาสอนการทอผ้า การทำดอกไม้ประดิษฐ์ให้แก่นักเรียน เป็นต้น

ล่าสุดกรมการศาสนายังเข้าไปสนับสนุนโรงเรียนบ้านห้วยหละได้มีแนวทางการจัดกิจกรรมด้านศาสนาตามโครงการหลังเลิกเรียน 14.00 น. พัฒนาคุณภาพเด็กไทย อาทิ ปฏิบัติธรรม บรรยายธรรม สวดมนต์สรรเสริญพระรัตนตรัย มารยาทไทยในศาสนพิธี สาระธรรมการรักษาศีล 5 ดนตรีพื้นเมือง กีฬา การนวดฝ่าเท้า จักสาน เย็บผ้า ซึ่งเป็นกิจกรรมพิเศษล่าสุดที่นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม มอบให้กรมการศาสนาร่วมสนับสนุนการดำเนินงานตามนโยบาย การลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ : Moderate Class More Knowledge ของ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

‘รัชดาโมเดล’ปฏิรูปงานพีอาร์สพฐ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150917/213540.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน 2558
'รัชดาโมเดล'ปฏิรูปงานพีอาร์สพฐ.

‘รัชดาโมเดล’ปฏิรูปงานพีอาร์สพฐ. :ทีมชมรมนักประชาสัมพันธ์การศึกษาขั้นพื้นฐานภาพ-ข่าว

             สภาวะสังคมในปัจจุบันกำลังก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ในทุกๆ กิจกรรมต่างๆ ของชีวิต เรียกได้ว่าเป็นยุคดิจิทัล เกิดการเปลี่ยนแปลงและส่งผลต่อผู้คนทุกเพศ ทุกวัย ทุกกลุ่ม ทุกการทำงานอย่างมากมาย หนึ่งในนั้นคือการสื่อสารด้านการประชาสัมพันธ์ ข่าวสารในวงการการศึกษา ด้วยเหตุนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. จึงได้คิดพัฒนาศักยภาพนักประชาสัมพันธ์(พีอาร์)การศึกษาทั่วประเทศ ให้บุคลากร ผู้ปฏิบัติงานด้านการประชาสัมพันธ์ ได้พัฒนาตน พัฒนางานขององค์กร ให้มีทักษะการประชาสัมพันธ์ให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัล

ต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมานักประชาสัมพันธ์เขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ เกิดปัญหาในด้านทักษะการนำเสนอข้อมูลข่าวสารสู่สาธารณะ ซึ่งมีความแตกต่างในสภาพพื้นที่ของแต่ละเขตพื้นที่ รวมทั้งประสบการณ์และอุปกรณ์ด้านการผลิต บางพื้นที่มีกิจกรรมที่โดดเด่น น่านำเสนอ แต่ไม่ได้รับการนำเสนอในช่องทางสื่อ

ด้วยเหตุนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขึ้นพื้นฐาน (สพฐ.) จึงได้ระดมความคิด หาวิธี และช่องทางต่างๆ เพื่อนำเสนอข่าวสารด้านการศึกษาของแต่ละสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ให้กลุ่มคนทั่วไปได้รับรู้ผ่านสื่อมวลชนทุกช่องทาง

นายกริช มากกุญชร นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการพิเศษ(ระดับ 8) สพป.เชียงราย เขต 1 ประธานชมรมนักประชาสัมพันธ์การศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า สพฐ.ได้มอบให้ชมรมนักประชาสัมพันธ์การศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดมความคิดเห็นหาวิธีและช่องทางการนำเสนอข่าวสารด้านการศึกษาของแต่ละสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ให้กลุ่มคนทั่วไปได้รับรู้ ผ่านสื่อมวลชนทุกช่องทาง ด้วยการพัฒนาศักยภาพนักประชาสัมพันธ์การศึกษาทั่วประเทศ ให้รู้ด้านสื่อเทคโนโลยีและการสื่อสารในปัจจุบันเพื่อส่งต่อข้อมูลข่าวสารสู่สาธารณะ ด้วยกระบวนการที่เรียกว่า “รัชดาโมเดล” ซึ่งมีนายประสิทธิ์ จันทร์ดา ที่ปรึกษา สพฐ. และนายสนิท แย้มเกษร ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ สพฐ. เป็นที่ปรึกษา

“รัชดาโมเดล” เป็นการพัฒนานักประชาสัมพันธ์ โดยการผลิตสื่อ วิเคราะห์ สังเคราะห์ให้ “ตรงประเด็น เขียนข่าวได้ ถ่ายภาพข่าวเป็นและออนไลน์ได้อย่างรวดเร็ว” โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากบรรณาธิการสื่อมวลชนแขนงต่างๆ มาให้ความรู้ เช่น การเขียนข่าว การเขียนภาพข่าว การเขียนบทความ การทำคลิปวิดีโอข่าว-รายงาน ฯลฯ ที่สอดรับนโยบายการจัดการศึกษาทั้งในระดับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และ สพฐ. เพื่อให้นักเรียน พ่อ แม่ ผู้ปกครองและประชาชนได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างถูกต้องและรวดเร็ว ด้วยกิจกรรมการอบรมเชิงปฏิบัติการ ณ โรงแรมรัชดาซิตี้ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่  9-11 กันยายน 2558 ตามแผนการพัฒนา “รัชดาโมเดล” โดยมี ดร.บุญรักษ์ ยอดเพชร ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานเปิดการอบรม

ในขณะเดียวกัน ดร.บุญรักษ์ ยอดเพชร ได้ให้แนวคิดและวิธีการทำงานด้านการประชาสัมพันธ์ผ่านระบบ OBEC LINE ซึ่งเป็น Application Line Official ล่าสุดที่ สพฐ.นำเข้ามาใช้เพื่อส่งข้อมูลข่าวสารถึงบุคลากรครูกว่า 4 แสนคนทั่วประเทศ โรงเรียน 3 หมื่นแห่ง เหนืออื่นใด หัวใจของการบริหารคือการเปลี่ยนแปลงและหัวใจของการเปลี่ยนแปลงคืองานประชาสัมพันธ์ (พีอาร์) ได้ในเวลาอันรวดเร็ว และเน้นย้ำให้นักประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ร่วมกันเผยแพร่นโยบายไปสู่การปฏิบัติให้ประชาชนได้รับทราบ ส่งผลให้เกิดความร่วมมือร่วมใจในการขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาขั้นพื้นฐานร่วมกันอย่างมีคุณภาพและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการยกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้สูงขึ้นและมีมาตรฐานสากล

สมัคร’ครูผู้ช่วย’วันแรก2.1หมื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150916/213524.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 16 กันยายน 2558
สมัคร'ครูผู้ช่วย'วันแรก2.1หมื่น

สพฐ.เผยยอดสมัครครูผู้ช่วยวันแรก 2.1 หมื่นคน พบ สพป.ศรีสะเกษ เขต 4 มีผู้สมัครมากสุด 1,098 คน ขณะที่กลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์ สมัครสูงสุดอันดับหนึ่ง

                      16 ก.ย. 58  ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กำหนดการเปิดรับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีทั่วไป ครั้ง 2 ประจำปี 2558 รับสมัคร 14 – 20 กันยายน มีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) รับสมัคร 110 เขตพื้นที่การศึกษา และ 1 สำนักงานบริหารการศึกษาพิเศษ (สศศ.) รวม 111 เขต ใน 44 กลุ่มวิชา จำนวน 1,611 อัตรา
                      สำหรับข้อมูลการรับสมัคร วันที่ 14 กันยายน ซึ่งเป็นวันแรก มีผู้สมัครรวมทั้งสิ้น 21,538 คน โดยเขตพื้นที่ฯ ที่มีผู้สมัครมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ศรีสะเกษ เขต 4 จำนวน 1,098 คน สพป.เชียงราย เขต 2 จำนวน 1,013 คน สพป.ตาก เขต 2 จำนวน 639 คน สพป.พิษณุโลก เขต 2 จำนวน 613 คน และ สพป.แม่ฮ่องสอน เขต 2 จำนวน 573 คน กลุ่มวิชาเอก ที่มีผู้สมัคร 5 อันดับแรก วิทยาศาสตร์ จำนวน 2,738 คน ปฐมวัย/อนุบาลศึกษา 2,710 คน คอมพิวเตอร์ 2,708 คน สังคมศึกษา 2,496 คน และภาษาอังกฤษ 2,317 คน
                      ดร.กมล กล่าวต่อว่า สำหรับ 44 กลุ่มวิชามีจำนวนผู้สมัคร ดังนี้ ภาษาไทย 1,394 คน คณิตศาสตร์ 1,861 คน ภาษาอังกฤษ 2,317 คน ภาษาจีน 118 คน ภาษาญี่ปุ่น 33 คน ภาษาฝรั่งเศส 4 คน ภาษาเยอรมัน 0 คน วิทยาศาสตร์ 2,738 คน วิทยาศาสตร์ทั่วไป 309 คน ฟิสิกส์ 178 คน เคมี 165 คน ชีววิทยา 248 คน สังคมศึกษา 2,496 คน สุขศึกษา 71 คน พลศึกษา 1,173 คน สุขศึกษาและพลศึกษา 90 คน ดนตรี 67 คน ดนตรีศึกษา 52 คน ดนตรีไทย 41 คน ดนตรีสากล 45 คน ดุริยางคศิลป์ 1 คน ศิลปศึกษา 229 คน ทัศนศิลป์ 7 คน นาฏศิลป์ 241 คน คอมพิวเตอร์ 2,708 คน อุตสาหกรรมศิลป์ 230 คน เกษตรกรรม 353 คน คหกรรม 124 คน ประถมศึกษา 751 คน ปฐมวัย/อนุบาลศึกษา 2,710 คน จิตวิทยาและการแนะแนว 140 คน จิตวิทยาคลินิก 1 คน วัดผลและประเมินผลการศึกษา 32 คน เทคโนโลยีทางการศึกษา 87 คน ช่างยนต์ 2 คน บรรณารักษ์ 83 คน โสตทัศนศึกษา 13 คน ประวัติศาสตร์ 3 คน การเงิน/บัญชี 289 คน การศึกษาพิเศษ 123 คน กายภาพบำบัด 1 คน กิจกรรมบำบัด 1 คน บริหารธุรกิจ 9 คน วิศวกรรมไฟฟ้า 0 คน
                      “ได้กำชับไปยังทุกเขตพื้นที่ฯ ให้การดำเนินการทุกอย่างตามขั้นตอนให้เป็นไปอย่างเรียบร้อย ซึ่งภาพรวมที่ได้รับรายงานเชื่อว่าจะไม่มีปัญหา ส่วนมาตรการป้องกันการทุจริตในการสอบ สพฐ.จะจัดแนวปฏิบัติและได้จัดทำรายละเอียดเสนอ รมว.ศึกษาธิการ แล้ว”
———————
(หมายเหตุ : ภาพแฟ้มข่าว)

นร.ฮือไล่ผอ.จี้ย้ายตั้งกก.สอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150916/213522.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 16 กันยายน 2558
นร.ฮือไล่ผอ.จี้ย้ายตั้งกก.สอบ

นร.หลายร้อยคน ชุมนุมประท้วงขับไล่ ผอ.บริหารงานไม่โปร่งใส เรียกร้องย้ายใน 24 ชม.พร้อมตั้ง กก.สอบสวน ‘เลขาฯ กพฐ.’ กำชับ สพม.เขต 34 เร่งเคลียร์ปัญหา

                      16 ก.ย. 58  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อเวลา 07.30 น. ที่บริเวณลานหน้าเสาธงโรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ เชียงใหม่ มีนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 , 4 และ 5 จำนวนหลายร้อยคน รวมตัวชุมนุมประท้วงขับไล่นายนิคม สินธุพงษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียน โดยมีตัวแทนนักเรียนได้ขึ้นกล่าวโจมตีการทำงานของผู้อำนวยการ โดยเฉพาะประเด็นการขึ้นค่าเทอมและค่าชุดนักเรียนที่เพิ่มจากเดิมชุดละ 200 – 300 บาท
                      นอกจากนี้ยังได้กล่าวหาการใช้เงินของโรงเรียนว่าไม่โปร่งใส ส่อไปในทางที่ทุจริต และใช้เงินไปอย่างเปล่าประโยชน์ เช่น การซื้อปลาคาร์ฟ หรือการติดตั้งจอ LED หรือแม้กระทั่งการลดการเปิดไฟในบางจุด ที่อ้างเพื่อประหยัด และที่สำคัญยังมีการต่อว่าดุด่าเด็กนักเรียนของตัวเองต่อหน้าผู้อำนวยการโรงเรียนอื่นอีกด้วย จึงต้องมีการรวมตัวขับไล่ และไม่ต้องการผู้อำนวยการคนนี้ มาบริหารโรงเรียนอีกต่อไป
                      ขณะที่รองผู้อำนวยการโรงเรียน ได้เข้ามาเจรจากับนักเรียนกลุ่มดังกล่าว แต่ยังหาข้อสรุปไม่ได้
                      ทั้งนี้ นายนิคม สินธุพงษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ เชียงใหม่ เป็นอดีตผู้อำนวยการโรงเรียนนวมินทราชูทิศพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ ที่เพิ่งย้ายมาได้ไม่นาน
เลขาฯ กพฐ.กำชับ สพม.เขต 34 เร่งเคลียร์ปัญหา
                      ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวถึงกรณีนักเรียนโรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ รวมตัวประท้วงเพื่อขับไล่ นายนิคม สินธุพงษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียน โดยอ้างถึงการบริหารงานที่ไม่โปร่งใส ว่า ได้รับรายงานจาก นายสิทธิชัย มูลเขียน ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 34 ว่า ช่วงเวลาประมาณ 08.00 น. นักเรียนของโรงเรียนวัฒโนทันพายัพ ประมาณ 800 คน นำโดยนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 5 และ 6 ชุมนุมประท้วงบริเวณสนามหญ้าหน้าโรงเรียน เนื่องจากไม่พอใจการบริหารสถานศึกษาในหลายประการ เช่น การไม่สนับสนุนส่งเสริมการเรียนรู้ โดยเฉพาะการไม่จัดส่งวงโยธวาทิตของโรงเรียนไปแข่งขันระดับประเทศ และระดับนานาชาติ การไม่ส่งนักเรียนไปแข่งขันด้านวิชาการต่างๆ ซื้อปลาคาร์ฟมาเลี้ยงในโรงเรียน ซึ่งไม่เหมาะสม เพราะมีราคาแพง แต่ควรนำงบประมาณไปใช้ในส่วนอื่นมากกว่า ใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสมกับนักเรียน เป็นต้น ทั้งนี้ นักเรียนเรียกร้องให้มีการย้ายนายนิคม ออกจากพื้นที่ภายใน 24 ชั่วโมง และให้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงต่อไป
                      ดร.กมล กล่าวต่อว่า ทันทีที่เขตพื้นที่ฯ ทราบข่าว ก็ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงไปดูแลและชี้แจงทำความเข้าใจกับนักเรียนและยืนยันว่า จะมีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงตามกระบวนการขั้นตอนต่อไป ส่วนการสั่งย้ายนายนิคม ภายใน 24 ชั่วโมง ตามข้อเรียกร้องนั้น เขตพื้นที่ฯ ได้ชี้แจงกับนักเรียนแล้วว่า ไม่สามารถสั่งการได้ ต้องเป็นไปตามระเบียบที่กำหนด แต่ระหว่างที่มีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ก็จะสั่งการให้นายนิคม ไปปฏิบัติงานที่ส่วนงานอื่นก่อนจนกว่าการสืบสวนจะแล้วเสร็จ ซึ่งนักเรียนก็เข้าใจ และแยกย้ายเข้าเรียนตามปกติในเวลา 10.00 น.
                      “เวลานี้ทางเขตพื้นที่ฯ ได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงเรียบร้อยแล้ว และให้ ผอ.มาปฏิบัติราชการชั่วคราวที่เขตพื้นที่ฯ จนกว่ากระบวนการสืบสวนข้อเท็จจริงจะเสร็จสิ้น ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวถือเป็นอำนาจของเขตพื้นที่ฯ แต่ได้กำชับว่า ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร็วที่สุด และดำเนินการไปตามแนวปฏิบัติที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) วางไว้ อย่างไรก็ตาม ได้รายงานเรื่องดังกล่าวให้ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ทราบแล้ว”

กพร.เพิ่มผลิตภาพแรงงาน6เดือนลดต้นทุน603ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150916/213473.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 16 กันยายน 2558
กพร.เพิ่มผลิตภาพแรงงาน6เดือนลดต้นทุน603ล้าน
กพร.เพิ่มผลิตภาพแรงงาน6เดือนลดต้นทุน603ล้าน

กพร.เพิ่มผลิตภาพแรงงาน6เดือนลดต้นทุน603ล้านบาท : กมลทิพย์ ใบเงินรายงาน

 

              คึกคักเกินความหมาย หลังจาก “พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ประกาศให้ปี 2558 เป็นปีแห่งการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน พร้อมส่งไม้ผลัดให้ “พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน คนปัจจุบัน มาดูแลต่อเนื่อง โดยเน้นการพัฒนาศักยภาพและทักษะฝีมือแรงงานอย่างเข้มข้น ให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตที่สามารถแข่งขันได้ ลดต้นทุนการผลิต ส่งเสริมสนับสนุนในการปรับตัวของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ตามโรดแม็พคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และเป็นหนึ่งในวาระแห่งชาติของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

พล.อ.ศิริชัย มอบนโยบายด้านการพัฒนาฝีมือแรงงานตอนหนึ่งว่า การพัฒนาฝีมือแรงงานต้องครอบคลุมทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง ด้านสังคม ต้องเตรียมวางแผนรองรับให้คู่ขนานกับแนวทางของรัฐบาล นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้มีกลไกการพัฒนาฝีมือแรงงานร่วมกับสถานศึกษา องค์กรต่างๆ  ในทุกมิติ ทุกช่องทาง เพื่อเป็นฐานด้านแรงงาน ในการเพิ่มทักษะทุกสาขาอาชีพ สร้างแรงงานคุณภาพ ให้สามารถเข้าไปแข่งขันในระดับโลกได้

ม.ล.ปุณฑริก สมิติ  อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน  กล่าวว่า ในส่วนของนโยบายรัฐบาลก็ต้องการให้คนไทยทุกคนมีงานทำ และเป็นแรงงานที่มีทักษะฝีมือ สามารถทำงานได้มากขึ้นสอดคล้องกับการได้รับค่าตอบแทนที่ดีที่เหมาะสม ขณะที่ทั่วโลกมีการแข่งขันสูงในการเข้าสู่การมีมาตรฐานฝีมือแรงงาน ดังนั้นแรงงานต้องได้รับการพัฒนามากขึ้น เพื่อเป็นการเพิ่มผลิตภาพแรงงานส่วนผู้ประกอบการและแรงงงานต้องปรับทัศนคติร่วมกัน กระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงานจัดโครงการเพิ่มผลิตภาพแรงงานตามความต้องการสถานประกอบกิจการขึ้น เพื่อเร่งสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาฝีมือแรงงาน และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สถานประกอบกิจการ ประเภทเอสเอ็มอี จำนวน 260 แห่ง ระยะเวลา 6 เดือน ใน 19 กลุ่มธุรกิจ ประกอบด้วย

“1.ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม 2.สิ่งทอและแฟชั่น 3.เฟอร์นิเจอร์และผลิตภัณฑ์จากไม้ 4.หัตถกรรม 5.อัญมณีและเครื่องประดับ 6.เครื่องจักรกลและอุปกรณ์ 7.พลาสติกและยาง 8.ชิ้นส่วนยานยนต์ 9.สิ่งพิมพ์ 10.ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 11.เซรามิก 12.ค้าปลีก 13.โรงแรม ท่องเที่ยว และภัตตาคาร 14.งานสร้างสรรค์และออกแบบ 15.โลจิสติกส์ 16.ธุรกิจเพื่อสุขภาพ 17.ธุรกิจก่อสร้าง 18.ธุรกิจซ่อมบำรุง 19.ธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม”

ม.ล.ปุณฑริก ยังกล่าวในงานปิดโครงการเพิ่มผลิตภาพแรงงานตามความต้องการของสถานประกอบกิจการ เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2558 ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ กรุงเทพฯ ตอนหนึ่งว่า การดำเนินโครงการในปีนี้ กพร.มีงบประมาณดำเนินการกว่า 67 ล้านบาท สามารถลดต้นทุนการผลิตในสถานประกอบกิจการขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ที่มีเจ้าของเป็นคนไทย จำนวน 260 แห่ง ได้ 603,338,715 บาท มีแรงงานจำนวน 16,796 คน (เป้าหมาย 14,734) ที่ได้รับการพัฒนาฝีมือการทำงานให้ดีขึ้น ภายในระยะเวลา 6 เดือนใน 19 กลุ่มธุรกิจ ดังกล่าว

“ผลจากการดำเนินโครงการนี้ นอกจากจะลดต้นทุนการผลิตในสถานประกอบการได้แล้ว ยังสามารถลดความสูญเสียในการผลิต แรงงานมีการพัฒนาฝีมือขึ้นโดยสามารถผลิตชิ้นงานได้เพิ่มขึ้นในระยะเวลาเท่าเดิม ทั้งนี้ โดยภาพรวมสถานประกอบการในโครงการมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น และพนักงานได้พัฒนาตัวเอง เพื่อทำให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้นและมีผลผลิตที่ดีขึ้น อีกทั้งยังพบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและพนักงานดีขึ้น ขณะเดียวกันโครงการนี้ยังช่วยพัฒนาความรู้ความสามารถให้แก่บุคลากรของ กพร.ที่ร่วมดำเนินโครงการ 285 คนด้วย”

ม.ล.ปุณฑริก กล่าวอีกว่า ในปีที่ผ่านมามีสถานประกอบการหลายแห่งที่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการแต่ด้วยข้อจำกัดของงบประมาณจึงไม่สามารถเพิ่มจำนวนสถานประกอบการได้ โดยในปี 2559 กพร.มีงบประมาณดำเนินโครงการกว่า 67 ล้านบาท จะจัดตั้งศูนย์บริการให้คำปรึกษาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแรงงาน ที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค และศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้คำปรึกษาและแนะนำหลักสูตรในการลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลิตภาพแรงงาน โดยตั้งเป้าหมายช่วยเหลือสถานประกอบการให้ได้ประมาณ 3,000 แห่ง นอกจากนี้ยังมีสถานประกอบอีก 260 แห่งที่เข้าร่วมโครงการ

“โครงการเพิ่มผลิตภาพแรงงานตามความต้องการของสถานประกอบกิจการ ปรับกระบวนการผลิต เน้นพัฒนาคนแบบครบวงจร เพื่อให้สถานประกอบกิจการพึ่งพาตัวเองได้แบบยั่งยืน เป็นการให้ยาขนาดชุดใหญ่และยาแรง ทำให้เห็นผลเร็วและคุ้มค่า คาดว่าในปี 2559 จะมีการขยายตัวของกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีมากขึ้น อย่างไรก็ตามแม้สิ้นสุดโครงการแล้วแต่ผู้ประกอบกิจการสามารถขอรับคำปรึกษาได้จาก “ศูนย์บริการให้คำปรึกษาเพื่อเพิ่มผลิตภาพแรงงาน” ภายในสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาคและศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด หากต้องการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานก็สามารถกู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานได้เช่นกัน” อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ฝากทิ้งท้าย
 

 

จ่าย400ต่อเดือนค่าเลี้ยงลูก1ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150915/213458.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 15 กันยายน 2558
จ่าย400ต่อเดือนค่าเลี้ยงลูก1ปี

จ่าย 400 ต่อเดือน 1 ปี อุดหนุนเด็กแรกเกิดระหว่าง 1 ต.ค.58 – 30 ก.ย.59 สำหรับครัวเรือนที่เสี่ยง-ยากจน ให้ได้รับการเลี้ยงดูอย่างมีคุณภาพ เริ่มลงทะเบียน 15 ก.ย.นี้

                       นางระรินทิพย์ ศิโรรัตน์ อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดตัวโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด โดยมีพลเรือเอกณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยพลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.) และศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณ นายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ร่วมการแถลงข่าว
                       โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด เป็นนโยบายสำคัญระดับชาติ ซึ่งมุ่งเน้นให้เด็กแรกเกิดได้รับการเลี้ยงดูที่มีคุณภาพ และมีพัฒนาการเหมาะสมตามวัย เพื่อเติบโตเป็นประชากรที่มีคุณภาพในอนาคต รวมทั้งเป็นหลักประกันให้เด็กได้รับสิทธิ์ด้านการอยู่รอดและการพัฒนา ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2558 เห็นชอบหลักการโครงการ เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด โดยให้เงินอุดหนุนแก่เด็กแรกเกิดที่อยู่ในครัวเรือนยากจน และครัวเรือนที่เสี่ยงต่อความยากจนที่เกิดระหว่าง วันที่ 1 ตุลาคม 2558 ถึง 30 กันยายน 2559 รายละ 400 บาท ต่อคน ต่อเดือน เป็นเวลา 1 ปี โดยรัฐจ่ายให้กับมารดาของเด็กแรกเกิด เพื่อใช้ในการเลี้ยงดูเด็ก เป็นการคุ้มครองทางสังคม และสวัสดิการพื้นฐานที่ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็กให้ได้รับการเลี้ยงดูที่มีคุณภาพ และมีพัฒนาการเหมาะสมตามวัย
                       โดยกำหนดเริ่มลงทะเบียนระหว่างวันที่ 15 กันยายน 2558 – 30 กันยายน 2559 ณ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่สำนักงานเขต หรือเมืองพัทยา หรือเทศบาล หรือองค์การบริหารส่วนตำบล สามารถขอรับเอกสารประกอบการลงทะเบียนได้ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่รับลงทะเบียน หรือกรมกิจการเด็กและเยาวชน หรือสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด หรือดาวน์โหลดได้จาก http://www.dcy.go.th/
———————

‘ดาว์พงษ์’ชี้การศึกษาสร้างเด็กรู้เท่าทันไอที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150915/213455.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 15 กันยายน 2558
'ดาว์พงษ์'ชี้การศึกษาสร้างเด็กรู้เท่าทันไอที

‘ดาว์พงษ์’ชี้การศึกษาสร้างเด็กรู้เท่าทันไอที รู้จักคิดวิเคราะห์ และรู้จักใช้เหตุผล

             เมื่อวันที่ 15 กันยายน2558 พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ในการประชุมคณะกรรมการสภาการศึกษา ที่ประชุมได้รายงานความคืบหน้าของการดำเนินการเรื่องต่างๆในการปฎิรูปการศึกษา โดยเฉพาะเรื่องการดำเนินการจัดทำแผนการศึกษาชาติ พ.ศ. 2560-2574 เป็นแผนระยะยาว 15 ปี ซึ่งตนให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก และกรรมการในที่ประชุมต่างแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่หลากหลายดังนั้น จึงมอบหมายให้คณะอนุกรรมการจัดทำแผนการศึกษาชาติ รวบรวมข้อสังเกตต่างๆไปเป็นแนวทาวเพื่อใช้จัดทำแผนการศึกษาฉบับนี้ โดยแผนดังกล่าวต้องสามารถจับต้องได้มากขึ้น เห็นทิศทางของการศึกษาไทยได้อย่างชัดเจน รวมถึงนำแผนการศึกษาชาติฉบับปัจจุบันที่เคยมีการดำเนินการไว้แล้วมาศึกษาเพิ่มเติมว่ามีช่องโหว่ตรงจุดไหนบ้าง เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับแผนการศึกษาชาติฉบับใหม่ ที่จะต้องเร่งจัดทำให้แล้วเสร็จภายในปี 2559

“ผมได้เสนอด้วยว่าในแผนการศึกษาชาติฉบับใหม่นั้น จะต้องวางระบบของการผลิตเด็กเพื่อเป็นประชากรไทยในอนาคตให้ รู้จักคิดวิเคราะห์เป็น รู้จักใช้เหตุและผล ไม่ใช่สอนให้เด็กนั่งท่องจำเพียงอย่างเดียว ซึ่งการผลิตเด็กออกสู่ภาคสังคมจะต้องเป็นเด็กไทยที่มีสมองมีสติมีความรอบรู้ เท่าทันโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงด้วย ไม่ใช่ผลิตเด็กที่จบออกมาแล้วใช้แต่ความรู้สึกสร้างความสับสนให้แก่สังคม และที่สำคัญแผนดังกล่าวจะต้องเน้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เด็กและเยาวชนในเรื่องของการใช้เทคโนโลยีด้วย เนื่องจากโลกไอทีทุกวันนี้มีความน่ากลัวมากขึ้นบางทีมีการโพสต์ข้อความ หรือข้อมูลใดก็หลงเชื่อได้ง่ายโดยที่ยังไม่ได้ตรวจสอบ แต่หากเราสอนให้เด็กรู้จักคิดวิเคราะห์ มีเหตุมีผลไม่หลงกลเพราะเด็กรู้เท่าทันของการใช้เทคโนโลยี แต่หากเด็กไม่รู้จักคิดก็จะส่งผลให้พวกเขาหลุดโลกจากการใช้สื่อที่ไม่เหมาะสมได้” รมว.ศึกษาธิการ กล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม ได้ย้ำให้คณะอนุกรรมการฯรายงานความคืบหน้าการยกร่างแผนการศึกษาชาติเป็นระยะด้วย

พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้หารือถึงการจัดทำแผนยุทธศาสตร์สำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ หรือเด็กเก่ง ซึ่งมอบหมายให้ สกศ.ไปศึกษารายละเอียดในการจัดทำยุทธศาสตร์เรื่องนี้ว่าจะมีแนวทางดูแลเด็กเหล่านี้ได้อย่างไรบ้าง เพราะเด็กเก่งมีหลากลายสาขาทั้งด้านวิชาการและด้านกีฬาและมีจำนวนมาก โดยได้ตั้งคำถามจะใช้วิธีการใดที่จะค้นหาเด็กที่มีความสามารถพิเศษเจอทั้งหมด ซึ่งปัจจุบัน ศธ.ยังไม่มีตัวเลขที่แท้จริงและที่ผ่านมาเราไม่มีระบบดูแลพวกเขาให้ครอบคลุม แต่ในอนาคตเด็กเก่งเหล่านี้จะเป็นกำลังหลักสำคัญให้กับประเทศชาติ

สื่อรีไซเคิล’ท่าปลาประชาอุทิศ’ปลอดขยะ-ลดโลกร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150915/213416.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 15 กันยายน 2558
สื่อรีไซเคิล'ท่าปลาประชาอุทิศ'ปลอดขยะ-ลดโลกร้อน
สื่อรีไซเคิล'ท่าปลาประชาอุทิศ'ปลอดขยะ-ลดโลกร้อน
สื่อรีไซเคิล'ท่าปลาประชาอุทิศ'ปลอดขยะ-ลดโลกร้อน
สื่อรีไซเคิล'ท่าปลาประชาอุทิศ'ปลอดขยะ-ลดโลกร้อน

สื่อรีไซเคิล”ท่าปลาประชาอุทิศ” ปลอดขยะ-ลดโลกร้อน : เยี่ยมสถานศึกษา โดยรางคณา อนันตะ นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการพิเศษ สพม.39

 

              โรงเรียนท่าปลาประชาอุทิศ อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดกลาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 39 (พิษณุโลก-อุตรดิตถ์) ที่ได้เข้าร่วมโครงการโรงเรียนปลอดขยะ ที่มีการจัดการขยะโดยนำกระดาษมารีไซเคิล เป็นสื่อการเรียนการสอน เป็นการลดปริมาณขยะจากกระดาษภายในโรงเรียนได้เป็นอย่างดี

กลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ของโรงเรียนกลุ่มนี้ เป็นแกนนำเยาวชนของโรงเรียนในการทำกิจกรรมต่างๆ ในการช่วยให้โรงเรียนท่าปลาประชาอุทิศ เป็นโรงเรียนที่ปลอดจากขยะ ทั้งการร่วมในกิจกรรมครอบครัวนักคัดแยกขยะเฉลิมพระเกียรติ ที่มีสมาชิกของครอบครัวนักเรียนเข้าร่วมกว่า 200 ครอบครัว ที่นอกจากครอบครัวของนักเรียนเป็นนักคัดแยกขยะเพื่อลดโลกร้อนแล้ว ยังทำขยะขายเป็นรายได้มาช่วยจ่ายในครอบครัวด้วย โดยมีรถบริการจากทางเทศบาลมารับซื้อถึงที่บ้านทุกสัปดาห์

แต่ที่เห็นเป็นรูปธรรมและสามารถนำกระบวนการคัดแยกขยะมาใช้งานได้อย่างยอดเยี่ยมของน้องๆ ก็คือ การผลิตกระดาษรีไซเคิล ที่น้องๆ ได้สาธิตการทำตามกระบวนการที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อนและสามารถนำผลิตภัณฑ์มาใช้งานให้เกิดประโยชน์ในการทำอุปกรณ์การเรียนการสอนของโรงเรียน โดยมีอาจารย์บุศรินทร์ วันนาหม่อง และอาจารย์จงกล ทะยะ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาในการทำโครงการดังกล่าว

สำหรับขั้นตอนการทำกระดาษรีไซเคิลของน้องๆ นักเรียน เพียงนำกระดาษที่เหลือใช้ เช่น กระดาษหนังสือพิมพ์ กระดาษเอกสารที่เหลือใช้ มาคัดเลือกและแยกกระดาษที่เป็นชนิดเดียวกันไว้ด้วยกัน ซึ่งจะสะดวกในการย่อยสลาย ตัดหรือฉีกกระดาษเป็นชิ้นเล็กๆ ประมาณ 2-3 นิ้ว นำไปแช่ในกะละมังหรือถังน้ำ โดยใส่น้ำให้ท่วมกระดาษ ทิ้งไว้ประมาณ 1 วัน เพื่อให้กระดาษนิ่มหรือจนเปื่อยยุ่ย เมื่อกระดาษนิ่มหรือเปื่อยยุ่ยดีแล้ว ให้ช้อนเอาเศษกระดาษขึ้นมาขยี้ หรือใส่ในรถปั่นที่ทางโรงเรียนได้ประดิษฐ์ขึ้นมา เป็นการลดเวลาและกำลังคนในการทำ เติมน้ำเพื่อให้การปั่นสะดวกขึ้น

จากนั้นนำเยื่อกระดาษที่ปั่นแล้วใส่ลงในถังซีเมนต์ ขั้นตอนนี้สามารถเติมสีจากธรรมชาติตามความต้องการเพื่อสร้างสีสันให้กระดาษสวยงาม ใส่น้ำตามความต้องการ ถ้าต้องการกระดาษหนาให้ใส่น้ำน้อย ถ้าต้องการกระดาษบางให้ใส่น้ำมาก กวนให้ละลายเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำเฟรมช้อนเยื่อกระดาษในกะละมัง สังเกตความหนาบาง ใช้แปรงเกลี่ยลูบให้กระดาษมีความหนาเท่าๆ กัน ทั่วทั้งแผ่น นำกลีบดอกไม้ใส่ลงไปเป็นลวดลาย และนำเฟรมกระดาษไปผึ่งแดดทิ้งไว้ประมาณ 1-2 วัน กระดาษจะแห้งเป็นแผ่นคล้ายกระดาษสา สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้เลย

นางรุ่งรัตน์ วาทหงษ์ รองผู้อำนวยการโรงเรียนท่าปลาประชาอุทิศ กล่าวว่า เริ่มต้นจากโรงเรียนท่าปลาประชาอุทิศ เป็นโรงเรียนที่รณรงค์ในเรื่องของการรักษ์ สิ่งแวดล้อม เราปลูกฝังให้นักเรียนได้เรียนรู้และเกิดตระหนัก จึงกำหนดฐานการเรียนรู้ขึ้นมาทั้งหมด 9 ฐาน โดยใช้ชื่อว่า 9 แหล่งเรียนรู้ตามรอยเท้าพ่อ และการทำขยะรีไซเคิล เป็นหนึ่งในฐานการเรียนรู้ที่จะให้นักเรียนรู้จักรักษาสิ่งแวดล้อมและนำใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยเฉพาะการนำกระดาษมารีไซเคิลเป็นกระดาษสา เรามีนักเรียนแกนนำเชิญชวนผู้ปกครองของตนเองเป็นครอบครัวนักคัดแยก ซึ่งได้รับความร่วมมือจากผู้ปกครองเป็นอย่างดี ได้ทั้งความสะอาดและประโยชน์ให้แก่ครอบครัว

ด้าน นายธนสิทธิ์ อภิยะ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 บอกว่า “ในการทำกระดาษรีไซเคิล นั้นไม่ยุ่งยาก แค่นำกระดาษมาฉีกเป็นชิ้นเล็กๆ นำมาปั่น ใส่ในเฟรม ตกแต่งตามใจชอบนอกจากจะทำให้เรามีความสุข ยังเป็นการลดขยะภายในโรงเรียน ช่วยให้โลกเราสดใสยิ่งขึ้นด้วยมือของเราได้

นับเป็นกิจกรรมดีๆ ในการช่วยให้โรงเรียนสะอาด ลดปริมาณขยะจากกระดาษ ลดค่าใช้จ่ายในการซื้อกระดาษเพื่อจัดป้ายนิเทศในชั้นเรียน ป้ายนิเทศตามอาคารเรียน และใช้กระดาษรีไซเคิลในการทำสื่อการเรียนการสอนของโรงเรียน เป็นการนำกระดาษกลับมาใช้ใหม่ “เพื่อเรา เพื่อโลก” ได้เป็นอย่างดี สนใจดูงานสอบถามได้ที่ โทร.0-5549-9094