นศ.บกพร่องทางการได้ยินเกิดมาไม่เคยโกรธเพราะทุกคนไม่เหมือนกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150915/213415.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 15 กันยายน 2558
นศ.บกพร่องทางการได้ยินเกิดมาไม่เคยโกรธเพราะทุกคนไม่เหมือนกัน

นศ.บกพร่องทางการได้ยินเกิดมาไม่เคยโกรธ เพราะทุกคนไม่เหมือนกัน : ชลธิชา ศรีอุบล กองประชาสัมพันธ์มทร.ธัญบุรี

              “มีปัญหาทางการได้ยินมาตั้งแต่ 4 ขวบ เนื่องจากมีแมลงเข้าหู และแม่ปฐมพยาบาลผิดวิธี หมอบอกว่าส่งผลให้ไม่ได้ยิน กลายเป็นผู้บกพร่องทางการได้ยิน ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่ได้ยิน แต่ถ้าพูดแรงๆ จะได้ยินนิดหน่อย” เรื่องราวผ่านการเล่า น้ำเสียงที่ไม่ชัด บวกอาการท่าทางที่ต้องการสื่อให้เกิดความเข้าใจ ของ “น้องแน็ก” อนุษา ดวงเกิด นักศึกษาชั้นปีที่ 2 (หลักสูตรต่อเนื่อง) สาขาวิชาเทคโนโลยีงานประดิษฐ์สร้างสรรค์ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ นักศึกษาพิการ (บกพร่องทางการได้ยิน) นักศึกษาคนพิการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคธัญบุรี กล่าว

น้องแน็กเป็นเจ้าของรางวัลชมเชย รางวัลพระราชทาน ระดับอุดมศึกษา ประจำปีการศึกษา 2557 ภาคกลาง เป็นตัวแทนภาค 5 จ.นครราชสีมา เข้าร่วมการแข่งขันฝีมือคนพิการแห่งชาติ ครั้งที่ 7 สาขาประดิษฐ์สิ่งของจากวัสดุเหลือใช้ และได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 จากผู้เข้าร่วมการแข่งขัน 12 คน ที่ได้รับการคัดเลือกทั่วประเทศไทย ด้วยผลงาน “ใต้ท้องน้ำ” ภาพติดฝาผนังจากเศษวัสดุเหลือใช้ สร้างสรรค์ด้วยเทคนิค การตัด การติดตัวปลาจากขวดพลาสติกและกระป๋องน้ำอัดลม ดอกบัวจากช้อนและช้อนกาแฟพลาสติก ก้านบัวทำด้วยไม้เสียบลูกชิ้น ประดับตกแต่งด้วยขอนไม้ เศษดอกไม้พลาสติกที่เหลือใช้ ความพลิ้วไหวของน้ำใต้ท้องน้ำด้วยกระดาษสา ลักษณะเป็นภาพมองดูแล้วมีมิติ

มีกติกาการแข่งขันสร้างสรรค์ประดิษฐ์ภาพติดฝาผนังด้วยเวลา 6 ชั่วโมง ซึ่งผู้เข้าแข่งขันต้องประดิษฐ์ภาพติดฝาผนังจากวัสดุเหลือใช้ลงในกรอบรูปขนาด กว้าง 60 ซม. ยาว 90 ซม. ลึก 12 ซม. ชิ้นงานสามารถใช้งานได้จริง มีความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบชิ้นงาน สามารถเตรียมหุ่นโครง และตัดเตรียมวัสดุที่จะใช้ประดิษฐ์มาได้ วัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องมือ ที่ส่วนกลางจัดเตรียมไว้ให้ ได้แก่ โต๊ะทำงานขนาด 0.65×0.80 เมตร เก้าอี้ ขนาดปกติทั่วไป คัตเตอร์ ปืนกาว กรรไกร กาวติดกระจก กาวอเนกประสงค์ กาวสำหรับติดกระดาษ และวัสดุเหลือใช้สำหรับการตกแต่ง และผู้เข้าร่วมการแข่งขันยังสามารถเตรียมวัสดุเหลือใช้มาเอง โดยต้องใช้ไม่น้อยกว่า 8 ชนิด วัสดุที่เตรียมไป ได้แก่ แก้วพลาสติก ช้อนพลาสติก ช้อนกาแฟพลาสติก กระป๋องน้ำอัดลม ไม้เสียบลูกชิ้น ขอนไม้ ดอกไม้พลาสติกที่เหลือใช้ และกระดาษสา

น้องแน็ก เล่าว่า ภูมิใจที่ได้รับรางวัลและดีใจที่ได้เข้าร่วมการแข่งขัน เป็นการเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ และได้นำวิชาความรู้ที่เรียนไปใช้ในการแข่งขันด้วย ชอบเรียนงานทางด้านคหกรรมศาสตร์ หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 3 โรงเรียนเขตการทางสงเคราะห์ 5 (ไตรคามสิทธิศิลป์) เข้าเรียนที่วิทยาลัยสารพัดช่างบุรีรัมย์ จบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพด้วยเกรดเฉลี่ย 3.64 จึงตัดสินใจที่จะเรียนต่อ อยากทำงานเปิดร้านดอกไม้ เป็นธุรกิจของบ้าน นำความรู้ที่ได้จากการเรียนไปใช้ให้เกิดประโยชน์ หาเงินเลี้ยงพ่อแม่ จึงเลือกเรียนสาขาวิชาเทคโนโลยีและงานประดิษฐ์สร้างสรรค์

เมื่อเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยต้องไปนั่งเรียนรวมกับเพื่อนสาขาวิชาอื่น เช่น วิชาภาษาอังกฤษ ที่ต้องออกเสียง โชคดีที่อาจารย์ให้โอกาส และมีเพื่อนๆ ช่วย ทำให้ผ่านมาได้ อาจารย์และเพื่อนๆ เป็นกันเองมาก คอยให้ความช่วยเหลือ ส่งเสริมแนะนำกระตุ้นให้พัฒนาตนเอง ต้องอ่านปาก มีบ้างที่เพื่อนแกล้ง แต่ไม่เคยโกรธเพื่อน เพราะว่า ถ้าไม่มีเพื่อนคงไม่ได้มานั่งเรียนในห้องเรียนในมหาวิทยาลัย รวมไปถึงครูอาจารย์ทุกท่าน เวลาที่อาจารย์ดุ เพราะว่าอาจารย์อยากให้ความรู้ และอาจารย์ไม่ได้สอนนักศึกษาเพียงคนเดียว ขอบคุณเพื่อนในห้องที่มีน้ำใจ คอยให้ความช่วยเหลือ

นายรัฐ ชมภูพาน อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีงานประดิษฐ์สร้างสรรค์ และหนึ่งในอาจารย์ผู้ดูแลฝึกสอน เล่าว่า นักศึกษามีอาการบกพร่องทางการได้ยิน สามารถสื่อสารได้พอเข้าใจไม่เป็นอุปสรรคในการฝึกซ้อม และยังเป็นนักศึกษาที่มีความตรงต่อเวลา ซึ่งมีไหวพริบในการแก้ปัญหาด้านต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี ที่สำคัญยังมีความสามารถทางด้านงานคหกรรมศาสตร์ โดยเฉพาะสาขาวิชาเทคโนโลยีงานประดิษฐ์สร้างสรรค์เป็นอย่างดี ในช่วงที่ฝึกซ้อมมีความกระตือรือร้น และที่สำคัญยังเป็นนักศึกษาที่อารมณ์ดี อยากให้นักศึกษาหรือวัยรุ่นสมัยนี้เอาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต

“บ้านทำงานรับจ้างติดกระจก ครอบครัวมีลูกทั้งหมด 3 คน เป็นลูกคนโตของบ้าน อยากจะเรียนสูงๆ นำความรู้ที่เรียนไปประกอบอาชีพ ซึ่งร้านดอกไม้เป็นความฝันของตนเองและครอบครัว ไม่เคยน้อยใจ เรื่องโชคชะตา ที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ถ้ามีโอกาสในการรักษาหายก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าไม่หายตนเองก็ยอมรับ ในสิ่งที่ตนเองเป็น”น้องแน็ก กล่าวทิ้งท้าย

ม.ลินคอล์นแจกทุนป.ตรีสำหรับนักศึกษาต่างชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150914/213397.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2558
ม.ลินคอล์นแจกทุนป.ตรีสำหรับนักศึกษาต่างชาติ

ม.ลินคอล์นแจกทุนป.ตรีสำหรับนักศึกษาต่างชาติ

             14ก.ย.2558 มหาวิทยาลัยลินคอล์น ประเทศนิวซีแลนด์มอบทุนการศึกษาระดับปริญญาตรีประจำปีการศึกษา 2559 จำนวน 10 ทุนภายใต้โครงการ “Global Challenges Scholarship” ซึ่งเป็นการมอบทุนแก่นักศึกษาต่างชาติเป็นครั้งแรกของมหาวิทยาลัยลินคอล์น

มิสฟิโอนา สก็อตต์ ผู้จัดการโครงการ SchoolsLincและ Global Challenges กล่าวว่า “ทุนการศึกษามีมูลค่าทุนละ 6,000 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ หรือประมาณ 150,000 บาทโดยผู้รับทุนจะต้องเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีจิตสำนึกและความห่วงใยต่อปัญหาที่มนุษย์และโลกของเรากำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การผลิตและความปลอดภัยด้านอาหารปัญหาด้านทรัพยากรโลก การขยายตัวของเมือง ความหลากหลายทางชีวภาพที่ลดลงและมลภาวะ นอกจากนี้ ผู้รับทุนยังจะต้องทำหน้าที่ทูตของโครงการ Global Challengesและทำงานร่วมกับชุมชนในระหว่างที่มาศึกษาต่อในประเทศนิวซีแลนด์”

“นักเรียนที่สนใจเข้าร่วมโครงการจะต้องส่งวีดีโอความยาว 3 นาที บรรยายถึงความท้าทายที่โลกกำลังเผชิญและเหตุผลที่นักเรียนต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาดังกล่าว” มิส ฟิโอนากล่าวปิดท้าย

ทุน Global Challengesของมหาวิทยาลัยลินคอล์น หมดเขตรับสมัครในวันที่ 1 ตุลาคม 2558 สามารถดูรายละเอียดของทุนและคุณสมบัติได้ที่www.lincoln.ac.nz/globalchallengesนอกจากนี้  ผู้ที่สนใจยังสามารถพบตัวแทนมหาวิทยาลัยลินคอล์นได้ที่งาน “นิทรรศการการศึกษานิวซีแลนด์ครั้งที่ 21” ณ โรงแรมเดอะ เวสทิน แกรนด์ สุขุมวิทในวันเสาร์ที่ 26 กันยายน 2558 ระหว่างเวลา 11.00 – 17.00 น.

หน่วยงานการศึกษานิวซีแลนด์ (Education New Zealand:ENZ) เป็นหน่วยงานของรัฐบาลนิวซีแลนด์ที่มีหน้าที่สนับสนุนให้นักเรียนและนักศึกษาต่างชาติไปศึกษาต่อในประเทศนิวซีแลนด์โดยเน้นสร้างการรับรู้เกี่ยวกับประเทศนิวซีแลนด์ในฐานะประเทศที่น่าไปศึกษาต่อและสนับสนุนผู้ให้บริการทางการศึกษาและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาของนิวซีแลนด์นำบริการและผลิตภัณฑ์ไปเสนอในต่างประเทศ

พบแล้ว‘2ผู้แสวงบุญ’ชาวไทยสูญหายจากเครนถล่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150914/213360.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2558
พบแล้ว‘2ผู้แสวงบุญ’ชาวไทยสูญหายจากเครนถล่ม

วธ.เผยพบแล้ว2ผู้แสวงบุญชาวไทยสูญหายเหตุเครนในมัสยิดอัลหะรอมถล่มพบเข้ารักษาอาการบาดเจ็บที่รพ.-พ้นขีดอันตรายแล้ว

         วันที่ 14 กันยายน  2558 นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยว่า ได้รับรายงานความคืบหน้ากรณีเหตุการณ์อุบัติเหตุเครนก่อสร้างล้มในบริเวณมัสยิดอัลหะรอม เมืองมักกะห์ ซาอุดิอาระเบีย เมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา เนื่องจากเกิดพายุฝนและมีลมกรรโชกแรง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 107 รายและบาดเจ็บ 237 ราย ล่าสุดมีออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 4 พบผู้แสวงบุญที่สูญหายแล้ว หลังจากระดมเจ้าหน้าที่และประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อตามหาผู้แสวงบุญที่สูญหาย 2 ราย โดยผู้แสวงบุญที่สูญหายทั้ง 2 ราย รักษาอาการรับบาดเจ็บที่โรงพยาบาล คือ นางต่วนยาอีหม๊ะ ณ นคร บาดเจ็บที่ข้อเท้าและขา อยู่ที่โรงพยาบาลอันนูร และนางนาผิส๊ะ ด้วงดล รับบาดเจ็บที่ท้ายทอย หัวไหล่ซ้ายและแผ่นหลัง อยู่ที่โรงพยาบาลอัซซาเฮร โดยอาการของผู้แสวงบุญทั้ง 2 รายขณะนี้พ้นขีดอันตรายและได้แจ้งให้ญาติรับทราบรายละเอียดแล้ว
          นายวีระ กล่าวว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าวมีคนไทยได้รับบาดเจ็บรวม 4 ราย ขณะนี้กำลังรักษาอาการบาดเจ็บและพ้นขีดอันตรายแล้ว ส่วนผู้เสียชีวิต 1 ราย คือนางวนิดา สะดี ซึ่งนำศพไปประกอบพิธีทางศานาเรียบร้อย ซึ่งขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวและญาติของผู้แสวงบุญที่เสียชีวิต ส่วนผู้ที่ได้รับบาดเจ็บมอบหมายให้นายกฤษศญพงษ์ ศิริ อธิบดีกรมการศาสนา (ศน.) กับประสานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกเรื่องต่างๆ อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้สำหรับการอำนวยความสะดวกแก่ผู้แสวงบุญที่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์นั้น ปีนี้เป็นที่น่ายินดีมากเป็นปีแรกที่มีปัญหาน้อยมาก โดยขณะนี้ผู้แสวงบุญ 10,400 คน ทางสถานทูตซาอุดีอาระเบีย ออกวีซ่าให้กับผู้แสวงบุญทั้งหมดเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยคณะผู้แสวงบุญคณะสุดท้ายเดินทางวันที่ 16 กันยายนและวันที่ 17 กันยายน ซาอุดีอาระเบียจะปิดสนามบินเพื่อเตรียมอำนวยความสะดวกในการส่งผู้แสวงบุญเดินทางกลับประเทศ
          รมว.วธ. กล่าวต่อว่า มอบหมายให้ ศน. ประสานกับหน่วยงานต่างๆ อาทิ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เนื่องจากผู้แสวงบุญทุกคนต้องผ่านกระบวนการตรวจสุขภาพและโรคติดต่อ ตามมาตรการควบคุมโรค รวมถึงการดูแลและตรวจสุขภาพหลังจากการเดินทางกลับ และประสานกับการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หาดใหญ่ ภูเก็ต และนราธิวาส จัดเตรียมพื้นที่และสถานที่ในการเตรียมความพร้อมในการรับรองผู้แสวงบุญที่ทยอยเดินทางกลับมาเที่ยวแรก วันที่ 28 กันยายนนี้ สำหรับญาติหรือว่าผู้แสวงบุญรายใดมีปัญหาเกี่ยวกับการเดินทางกลับ ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ศูนย์ประสานและอำนวยความสะดวกผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ได้ 0949520668, 0949158257 ตลอด 24 ชั่วโมง อย่างไรก็ตามการดูแลและอำนวยความสะดวกผู้แสวงบุญที่จะเดินทางกลับประเทศไทยนั้น ศน. จัดเจ้าหน้าที่ไว้ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ อย่างใกล้ชิด

สมศ.ยกอุดมศึกษาเทียบอาเซียนพัฒนาผ่านกรอบประกันเอคิวเอเอฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150914/213350.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2558
สมศ.ยกอุดมศึกษาเทียบอาเซียนพัฒนาผ่านกรอบประกันเอคิวเอเอฟ
สมศ.ยกอุดมศึกษาเทียบอาเซียนพัฒนาผ่านกรอบประกันเอคิวเอเอฟ
สมศ.ยกอุดมศึกษาเทียบอาเซียนพัฒนาผ่านกรอบประกันเอคิวเอเอฟ

สมศ.ยกอุดมศึกษาเทียบอาเซียนพัฒนาผ่านกรอบประกันเอคิวเอเอฟ : ชุลีพร อร่ามเนตร

 

              “การประเมินคุณภาพการศึกษา” อีกหนึ่งกลไกการันตีถึงคุณภาพการจัดการศึกษาแต่ละประเทศ ภายใต้กระบวนการประกันคุณภาพที่แตกต่างกันตามบริบท และในปลายปี 2558 จะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างเต็มรูปแบบ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. หน่วยงานที่รับผิดชอบการประเมินคุณภาพภายนอกของประเทศไทย และในฐานะประธานเครือข่ายประกันคุณภาพอุดมศึกษาอาเซียน (ASEAN Quality Assurance Network : AQAN) จึงได้ร่วมกับเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานคุณภาพการศึกษาใน 10 ประเทศอาเซียน จัดการประชุมเครือข่ายเอคิวเอเอ็น เมื่อวันที่ 1-3 กันยายน ที่ผ่านมา ณ ประเทศฟิลิปปินส์

เครือข่ายประกันคุณภาพอาเซียนเอคิวเอเอ็น มีข้อตกลงร่วมกันในการยอมรับความหลากหลายของระบบประกันคุณภาพ สร้างความกลมกลืนด้านการอุดมศึกษาอาเซียน ภายใต้การจัดทำกรอบการประกันคุณภาพอาเซียน (ASEAN Quality Assurance Framework : AQAF) เพื่อเป็นแนวทางสร้างระบบประกันคุณภาพที่มีมาตรฐานเดียวกัน นำไปสู่การแลกเปลี่ยนนักศึกษา อาจารย์ การอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายทรัพยากรมนุษย์ การถ่ายโอนหน่วยกิตระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน

ศ.ดร.ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการ สมศ. กล่าวว่า เครือข่ายประกันคุณภาพอาเซียนรวมตัวกันมาตั้งแต่ปี 2551 โดยแลกเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนาความร่วมมือด้านการประกันคุณภาพการศึกษา เพื่อขับเคลื่อนระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภูมิภาคอาเซียนให้มีความเป็นสากล มีความกลมกลืน และเป็นที่ยอมรับระดับนานาชาติ ซึ่งได้กำหนดกรอบประกันคุณภาพการศึกษาอาเซียน ประกอบด้วยหลักการ 4 ประการ ได้แก่ 1.หลักการของหน่วยประเมินคุณภาพภายนอก ทุกประเทศสมาชิกอาเซียนต้องมีเป้าหมายและพันธกิจร่วมกัน จัดตั้งตามกฎหมายและได้รับการยอมรับและความเชื่อมั่นจากหน่วยงานภาครัฐในประเทศ มีความเป็นอิสระในความรับผิดชอบการดำเนินงาน กระบวนการตัดสินใจและคำตัดสินปลอดจากอิทธิพลแทรกแซง รวมถึงมีมาตรฐาน มีหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีระบบการควบคุม ประเมินผลการดำเนินงานในทุกขั้นตอนที่น่าเชื่อถือ

2.หลักการการประเมินคุณภาพภายนอก ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้เรียนและของสังคมเป็นสำคัญ มีมาตรฐานเทียบเท่าการปฏิบัตินานาชาติและเชื่อมโยงการประกันคุณภาพภายในของสถาบันอุดมศึกษา พัฒนามาตรฐานต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และตอบสนองความต้องการ ผู้ประเมินภายนอกมีความเป็นมืออาชีพและปฏิบัติตามจรรยาบรรณ ต้องมีกลไกการอุทธรณ์ ที่ทุกคนเข้าถึง 3.หลักการการประกันคุณภาพภายใน สถาบันอุดมศึกษาเป็นผู้รับผิดชอบหลักในเรื่องคุณภาพ การประกันคุณภาพส่งเสริมการสร้างความสมดุลระหว่างความอิสระกับการตรวจสอบโดยสาธารณะ เป็นกระบวนการการมีส่วนร่วมและความร่วมมือของบุคลากรทางการศึกษาทุกระดับ รวมทั้งคณาจารย์ นิสิต/นักศึกษา และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

และ 4.หลักการกรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ ช่วยกำหนดการเลื่อนคุณวุฒิระดับหนึ่งไปสู่ระดับที่สูงขึ้นจากผลการเรียนรู้และการฝึกอบรม รวมทั้งการเทียบโอนประสบการณ์ก่อนเข้าการศึกษา สนับสนุนแลกเปลี่ยนนักศึกษา เคลื่อนย้ายบุคลากรอาชีพต่างๆ ด้วยกระบวนการยอมรับคุณวุฒิการศึกษา รวมทั้งการศึกษาตลอดชีพ ตั้งอยู่บนผลการเรียนรู้ โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญและสมรรถนะผู้เรียน ทั้งนี้ ที่ประชุมจะมีการจัดทำคู่มือที่นำไปสู่การปฏิบัติ โดยคาดว่าแล้วเสร็จในเดือนตุลาคมนี้

ปัจจุบันอาเซียนมีจำนวนนักศึกษาในระดับอุดมศึกษา 18-20 ล้านคน มีจำนวนสถาบันอุดมศึกษาในอาเซียนประมาณกว่า 6,000 แห่ง เป็นสถาบันเอกชน 5,500 แห่ง การประกันคุณภาพอาเซียนมีกระบวนการแตกต่างกัน แบ่งออกเป็น การรับรองมาตรฐาน (accreditation) การติดตามผล (audit) และการประเมิน (assessment) โดยขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละประเทศ

“ความร่วมมือดังกล่าวจะทำให้อนาคตระบบการประเมินคุณภาพในอาเซียนเป็นไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น เพื่อตอบสนองนโยบายของอาเซียนในการสร้างระบบประกันคุณภาพให้มีคุณภาพสามารถแข่งขันกับภูมิภาคอื่นๆ ได้อย่างทัดเทียม ด้วยการนำระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการเก็บข้อมูล เพื่อความสะดวกในการสืบค้นและอ้างอิงข้อมูลด้านการประกันคุณภาพของแต่ละประเทศในกลุ่มสมาชิก อีกทั้งตอนนี้สหภาพยุโรปได้ให้ความช่วยเหลือทางวิชาการแก่อาเซียน ภายใต้โครงการชื่อ European Union Support to Higher Education in the ASEAN Region (EU-SHARE) ในระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี 2558-2562 โดยถ่ายทอดประสบการณ์สร้างความกลมกลืนระบบการอุดมศึกษา ระบบประกันคุณภาพที่เทียบเคียงกันได้ ระบบการแลกเปลี่ยนนักศึกษา และการถ่ายโอนหน่วยกิต การดำเนินการต่างๆ จะส่งผลให้ระบบการประกันคุณภาพในระดับอาเซียนเป็นรูปธรรมชัดเจนมากขึ้น”

อย่างไรก็ตาม การประชุมดังกล่าวได้จัดทำธรรมนูญอาเซียนของเครือข่ายเอคิวเอเอ็นเพื่อขับเคลื่อนการประกันคุณภาพการศึกษาระดับอาเซียน โดยขณะนี้ได้ดำเนินการเสร็จแล้ว และคาดว่าจะเสนอเลขาธิการอาเซียนได้เร็วๆ นี้

“จากกรอบข้อตกลงทั้ง 4 ประการนั้น สมศ.จะนำมาเป็นแนวทางในการปรับรูปแบบ หลักเกณฑ์ ตัวบ่งชี้ การประเมินคุณภาพภายนอกเพื่อให้สอดคล้องกับกรอบข้อตกลงดังกล่าว เป็นการยกระดับคุณภาพของอุดมศึกษาไทยให้มีมาตรฐานเทียบเคียงในกลุ่มประเทศอาเซียน ระดับสากลมากขึ้น ซึ่งการประกันคุณภาพภายนอกมีความสำคัญในการควบคุม ตรวจสอบคุณภาพบัณฑิต สถานศึกษา ทำให้การจัดการศึกษาเป็นไปอย่างมีคุณภาพ และเป็นที่ยอมรับระดับนานาชาติ” ศ.ดร.ชาญณรงค์ กล่าว

 

 

สื่อสร้างสรรค์เพื่อเด็กเล็กเพิ่มเรียนรู้และพัฒนาการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150914/213349.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2558
สื่อสร้างสรรค์เพื่อเด็กเล็กเพิ่มเรียนรู้และพัฒนาการ
สื่อสร้างสรรค์เพื่อเด็กเล็กเพิ่มเรียนรู้และพัฒนาการ
สื่อสร้างสรรค์เพื่อเด็กเล็กเพิ่มเรียนรู้และพัฒนาการ

สื่อสร้างสรรค์เพื่อเด็กเล็กเพิ่มเรียนรู้และพัฒนาการ

 

              เด็กที่อยู่ในช่วงอายุ 0-5 ปี เป็นช่วงที่มีการเรียนรู้และพัฒนาการได้มากที่สุด ในยุคสมัยนี้จะเห็นว่าเด็กจะอยู่กับเทคโนโลยีมากเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ไม่มีพัฒนาการในบางส่วน แท็บเล็ต หรือสมาร์ทโฟนเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่ใช้ในการสอนลูกหรือปล่อยให้เขาอยู่กับมันมากจนเกินไป ต่างทำให้เด็กในยุคสมัยนี้มีการเคลื่อนไหวร่างกายที่น้อยและมีการพัฒนาการทางด้านร่างกายที่ไม่เต็มที่ การมีสื่อที่ดีต้องเป็นสื่อที่จะสามารถทำให้เด็กมีพัฒนาการในทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นทางด้านร่างกาย สมอง ภาษา และด้านอารมณ์ กลุ่มแผนงานสื่อสร้างสรรค์ สถาบันสื่อและเยาวชน แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่านแผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดอบรมเชิงปฏิบัติการแก่ครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ภายใต้ชุด โครงการมหัศจรรย์สื่อสร้างสรรค์ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เพื่อเสริมทักษะและเปิดเวทีแลกเปลี่ยนการจัดกระบวนการเรียนรู้และพื้นที่สร้างสรรค์เพื่อพัฒนาเด็กเล็กให้เติบโตอย่างมีสุข

รศ.ดร.วิลาสินี อดุลยานนท์ ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรมและสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. สนับสนุนทุนแก่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต่อเนื่อง ปีแรกสนับสนุนให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 138 ศูนย์ ได้ใช้กระบวนการสื่อและพื้นที่สร้างสรรค์ในการพัฒนาเด็กปฐมวัยด้านการเรียนรู้ ทักษะชีวิต และส่งเสริมพัฒนาการที่เหมาะสมตามช่วงวัยเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอย่างดี เช่น เด็กๆ ในศูนย์เกิดความสุขจากการได้ร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ในศูนย์ ได้เปิดประสบการณ์ใหม่ในการเรียนรู้สุขภาวะและเกิดพัฒนาการที่เหมาะสมตามช่วงวัยด้วยกระบวนการสื่อและพื้นที่สร้างสรรค์ ชุมชนเห็นคุณค่าของงานที่ครูในศูนย์ได้ดำเนินงานและเข้ามาร่วมพัฒนาพื้นที่สร้างสรรค์ในศูนย์

“ปีที่ 2 ขยายผลและต่อยอดจากโครงการสนับสนุนการจัดกระบวนการสื่อและพื้นที่สร้างสรรค์ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจำนวน 220 ศูนย์ เน้นการบูรณาการแนวคิดสุขภาวะด้วยกระบวนการสื่อและพื้นที่สร้างสรรค์โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของครูในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้มีความเข้าใจแนวคิดและกระบวนการสื่อและพื้นที่สร้างสรรค์ เข้าใจธรรมชาติและพัฒนาการเด็กปฐมวัย สามารถสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชน และเกิดแรงบันดาลใจในการทำงานด้วยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านเครือข่ายครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก”

“สุจินดา จ่างแสง” ผู้ดูแลศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านโคกสวัสดี จ.สกลนคร กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านโคกสวัสดี ไม่มีความพร้อมด้านสื่อและสถานที่ ทำให้เด็กมีพัฒนาการต่างๆ ได้อย่างไม่เต็มที่ หลังจากเข้าร่วมโครงการนี้ ทำให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กได้รับความรู้ต่างๆ มากมาย ในเรื่องการเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กที่ดูแลและเรื่องสื่อสร้างสรรค์ที่สามารถเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กได้ได้รับการอนุมัติงบประมาณมาทำสื่อใช้วัสดุอุปกรณ์ภายในพื้นที่ ขอความร่วมมือแรงงานจากผู้ปกครองของเด็กทำบ่อทราย ชิงช้า และสนามเด็กเล่นให้เด็กได้เล่นและสนุกกับเพื่อน

“ก่อนหน้านี้มีเด็กคนหนึ่งที่เราดูแลมีอาการของโรคไฮเปอร์ อยู่นิ่งไม่ได้และจะวิ่งตลอดเวลา แต่พอเรามีสื่อให้เขาเล่น มีตุ๊กตา มีของเล่น มีเพื่อน และมีสนามเด็กเล่นก็ทำให้เขาหยุดและมีพัฒนาการทางด้านอื่นๆ เพิ่มขึ้นมาได้ และการเข้าสังคม พอเข้าสังคมได้จะทำให้เด็กมีพัฒนาการทางด้านภาษาเพิ่มขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่ง การดูแลเด็กที่สมาธิสั้น และติดเกมออนไลน์ ติดโทรทัศน์ ห้ามนำสื่อเหล่านี้มาไว้ที่โรงเรียนเด็ดขาด แล้วพาเด็กไปอ่านหนังสือภาพ หรือศึกษาธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมนอกห้องเรียนแทน ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้พัฒนาสมาธิให้เด็กได้ดี พ่อแม่บางคนเลี้ยงลูกด้วยโทรทัศน์มากเกินไป ต้องนำเขาออกจากพฤติกรรมนั้น เด็กเล็กแยกไม่ได้ โอกาสเลียนแบบทั้งผิดถูกมีหมด ดังนั้นอย่าลืมว่าครูต้องปรับพฤติกรรมตนเองให้ดีด้วย”  ผู้ดูแลศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านโคกสวัสดี จ.สกลนคร กล่าว

อย่างไรก็ตาม เด็กต้องดูแลเขาอย่างใกล้ชิด ต้องให้เขาเรียนรู้ของเขาเองและต้องให้เข้าอยู่กับสื่อที่เหมาะกับเขาและทำให้เขามีพัฒนาการได้มากที่สุด ศูนย์เด็กเล็กสามารถดูรายละเอียดของกิจกรรมหรือโครงการต่างๆ ได้ที่ http://www.thaihealth.or.th

 

พลังหญิงชุมชนคนรักถิ่น เพื่อบ้านมั่นคงคนริมคลอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150913/213246.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน 2558
พลังหญิงชุมชนคนรักถิ่น เพื่อบ้านมั่นคงคนริมคลอง

หลากมิติเวทีทัศน์ : พลังหญิงชุมชนคนรักถิ่น เพื่อบ้านมั่นคงคนริมคลอง : โดย…สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)

                      ผู้หญิงในสังคมไทยปัจจุบัน มีบทบาทไม่น้อยหน้าผู้ชาย โดยเฉพาะงานด้านการพัฒนาชุมชน ไม่ว่าจะเป็นงานด้านสวัสดิการ กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มอาชีพต่างๆ ล้วนมีผู้หญิงเป็นแกนนำในการขับเคลื่อนงานทั้งนั้น เช่นเดียวกับที่ชุมชนคนรักถิ่น แม้ว่าจะเป็นงานเรื่องที่อยู่อาศัย ซึ่งถือว่าเป็นงานที่ “หิน” ต้องใช้ความสามารถทั้ง “บู๊” และ “บุ๋น” แต่พลังของผู้หญิงที่นี่ก็ช่วยกันผลักดันการแก้ไขปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองให้รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว
                      ชุมชนคนรักถิ่น ตั้งอยู่ริมคลองเปรมประชากร เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ ปัจจุบันมีบ้านเรือนทั้งหมดจำนวน 140 ครัวเรือน ประชากรทั้งหมดประมาณ 700 คน สภาพชุมชนมีลักษณะแออัด ขนานไปกับแนวคลองเปรมประชากร ปลูกสร้างด้วยไม้และคอนกรีตสภาพทรุดโทรม ที่ดินที่ชาวบ้านอยู่อาศัยเป็นที่ดินที่กรมธนารักษ์เป็นผู้ดูแล ชาวบ้านรุ่นแรกๆ ที่เข้ามาอยู่อาศัยที่นี่เริ่มตั้งแต่ปี 2490 มีประมาณ 20 ครัวเรือน ส่วนใหญ่มาจากอยุธยาและปทุมธานี มีอาชีพทำนาและทำอิฐมอญ ภายหลังความเจริญเข้ามา อาชีพดังกล่าวจึงค่อยๆ สูญไป
                      ประเสริฐ ทิวะกะลิน อายุ 70 ปี เล่าว่า ครอบครัวของตนมาจากสระบุรี เข้ามาอยู่อาศัยที่นี่ประมาณปี 2510 เมื่อก่อนในลำคลองน้ำยังใสสะอาด เอาน้ำมาแกว่งสารส้มใช้ต้มกินได้ กุ้ง ปลายังมีเยอะ โดยเฉพาะกุ้งก้ามกรามมีให้จับกิน ผักกระเฉดก็มี ต่อมาเริ่มมีโรงงานกระดาษและโรงงานผลิตนมเข้ามาตั้งอยู่เหนือคลองเปรมฯ น้ำจึงเริ่มเน่าเสีย
                      งามเดือน เมืองประสิทธิ์ อายุ 41 ปี อาชีพค้าขาย บอกว่า เกิดที่นี่ เมื่อก่อนชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพพายเรือขายก๋วยเตี๋ยว ขายผลไม้อยู่ในคลอง ประมาณปี 2528-2529 ชุมชนเริ่มมีบ้านเรือนหนาแน่นมากขึ้น เริ่มมีบ้านเช่า มีพนักงานบริษัทเอกชน ข้าราชการที่ทำงานอยู่ในย่านหลักสี่และบางเขนเข้ามาอยู่อาศัย ปัจจุบันชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้างทั่วไป เป็นแม่บ้าน บ้างก็ทำอาชีพร้อยลูกปัด ทำกระเป๋าขาย
                      งามเดือน ในฐานะที่เป็นกรรมการชุมชนคนรักถิ่น (ผู้ช่วยฝ่ายตรวจสอบ) กล่าวว่า ชาวบ้านที่นี่รู้ข่าวว่ากรมชลฯ จะมีโครงการพัฒนาลำคลองมาตั้งแต่ปี 2555 หลังจากเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 เพราะทางเขตหลักสี่เข้ามาบอกข่าว บางทีก็มีข่าวออกมาว่าทางราชการจะไล่รื้อชุมชนริมคลองเพื่อทำถนนหรือทำรถไฟฟ้า พอปีนี้ (2558) ตอนที่นายกรัฐมนตรีมีประกาศว่าจะจัดระเบียบชุมชนที่รุกล้ำคูคลองชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ตกใจแต่อย่างใด เพราะชุมชนได้เตรียมเรื่องบ้านมั่นคงมาตั้งแต่ปี 2547 แล้ว
                      “พอช.เข้ามาให้ความรู้เรื่องบ้านมั่นคงตั้งแต่ปี 2546 พอถึงปี 2547 พวกเราจึงตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยขึ้นมา ออมกันเดือนละ 100 บาท และมีการไปดูงานเรื่องบ้านมั่นคงตามชุมชนต่างๆ เช่น ที่ริมคลองบางบัวบ้าง ทำให้เรามั่นใจว่าชุมชนคนรักถิ่นสามารถทำโครงการบ้านมั่นคงเพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยได้” งามเดือนกล่าว
                      กลุ่มออมทรัพย์ชุมชนคนรักถิ่น จัดตั้งขึ้นในปี 2547 มีสมาชิกเริ่มแรก 114 ราย กำหนดออมครัวเรือนละ 100 บาทต่อเดือน ปัจจุบันมีเงินออมรวมกันประมาณ 1.1 ล้านบาท มีสมาชิกจำนวน 102 ราย มีกรรมการ 9 คน ซึ่งจุดเด่นของงานพัฒนาชุมชนที่นี่ก็คือ คณะทำงานเกือบทั้งหมดจะเป็นผู้หญิง เช่น กลุ่มออมทรัพย์ฯ มีคณะกรรมการ 9 คน มีประธานกลุ่มเป็นผู้หญิง มีผู้ชายเป็นกรรมการเพียง 1 คน เช่นเดียวกับกรรมการชุมชนมี 9 คน มีประธานและกรรมการเป็นผู้หญิง 7 คน กรรมการผู้ชาย 2 คน รวมทั้งคณะทำงานบ้านมั่นคงซึ่งมีทั้งหมด 12 คน แต่มีผู้ชายเป็นคณะทำงาน(ทีมช่าง) เพียง 2 คน นอกนั้นเป็นพลังหญิงล้วนๆ
                      ดุสิตธร ทิวะกะลิน ประธานชุมชนและประธานกลุ่มออมทรัพย์ฯ กล่าวว่า หลังจากมีกลุ่มออมทรัพย์บ้านมั่นคงตั้งแต่ปี 2547 แล้ว แต่ทางชุมชนก็ยังไม่ได้ทำเรื่องที่อยู่อาศัย เพียงแต่เตรียมการเอาไว้ ชุมชนเริ่มมาตื่นตัวในปี 2555 เพราะคิดว่าหลังน้ำท่วมใหญ่ ทางราชการคงจะมีนโยบายไล่รื้อชุมชนริมคลอง เพราะอ้างว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้น้ำท่วมกรุงเทพฯ ชุมชนจึงเริ่มประชาสัมพันธ์ข่าวให้ชาวบ้านทราบ มีการจัดประชุม แนะนำเรื่องกลุ่มออมทรัพย์บ้านมั่นคงให้คนที่ยังไม่เข้าร่วมได้เป็นสมาชิก
                      พอถึงปี 2558 เมื่อรัฐบาลมีนโยบายจัดระเบียบชุมชนริมคูคลอง ชุมชนคนรักถิ่นจึงเริ่มทำเรื่องที่อยู่อาศัยอย่างจริงจัง มีการสำรวจข้อมูลชุมชน จำนวนประชากร จำนวนบ้าน อาชีพ รายได้ครัวเรือน หนี้สิน ฯลฯ
                      จากการสำรวจข้อมูลพบว่า ชุมชนมีบ้านเรือนทั้งหมด 140 หลัง เราจึงได้จัดทำผังชุมชนใหม่ โดยมีสถาปนิกชุมชนจาก พอช. และทีมเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนเมืองเขตหลักสี่มาช่วย และประชุมชาวบ้านร่วมกันเพื่อกำหนดสิทธิ์ในที่อยู่อาศัย เช่น 1.คนที่จะได้สิทธิ์จะต้องเป็นสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์ฯ 2.จะต้องเป็นคนที่อาศัยอยู่ในชุมชนจริง หรือหากเป็นคนที่เช่าบ้านอยู่จะต้องอยู่ในชุมชนมานานไม่ต่ำกว่า 5 ปี และ 3.ถ้ามีสมาชิกในครัวเรือนมากกว่า 8 คนขึ้นไปจะได้รับสิทธิ์เพิ่ม 1 สิทธิ์ ส่วนคนที่เป็นเจ้าของบ้านเช่า หากมี 3 หลัง ก็จะได้สิทธิ์เพียง 1 สิทธิ์” ดุสิตธร ยกตัวอย่าง
                      ส่วนกระบวนการออกแบบบ้านนั้น ชาวบ้านต่างมีส่วนร่วมในการออกแบบบ้านร่วมกับทีมช่างของชุมชน โดยมีทีมช่างจากเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนเมืองเขตหลักสี่ และสถาปนิกจาก พอช.มาช่วย ได้แบบบ้านทั้งหมด 4 แบบ มีทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด บ้านตึกแถว สมาชิกสามารถเลือกแบบบ้านได้ตามความเหมาะสมของอาชีพ จำนวนสมาชิก และรายได้ของครอบครัว
                      นอกจากนี้จะจัดให้มีพื้นที่ส่วนกลาง เช่น ศาลาอเนกประสงค์ ศูนย์สุขภาพชุมชน สวนสาธารณะ บ่อบำบัดน้ำเสีย ที่จอดรถรวม ฯลฯ รวมพื้นที่ทั้งหมด 9 ไร่ 2 งาน 44 ตารางวา ซึ่งทางชุมชนจะทำสัญญาเช่ากับกรมธนารักษ์ระยะเวลา 30 ปี อัตราเดือนละ 18 บาทต่อตารางวา
                      ด้านการก่อสร้างนั้น ดุสิตธร กล่าวว่า ทางชุมชนได้เตรียมแผนงานเอาไว้แล้ว โดยใช้รูปแบบการรื้อย้ายแล้วสร้างใหม่ และแบ่งคณะทำงานออกเป็น 4 ฝ่าย คือ 1.ทีมช่าง 2.ทีมข้อมูล 3.ทีมสังคม และ 4.ทีมบริหารจัดการ ซึ่งในระหว่างที่ทำการก่อสร้างก็จะแบ่งการทำงานออกไปอีก เช่น มีทีมสาธารณูปโภค ทีมจัดซื้อ ทีมตรวจรับวัสดุ ทีมตรวจงานก่อสร้าง ฯลฯ
                      นอกจากนี้ก็ยังมีการตรวจสอบเนื้องาน/ตรวจรับงวดงาน โดยให้เจ้าของบ้าน ตัวแทนกลุ่มย่อย ทีมช่างชุมชน และทีมช่างเครือข่ายฯ เข้ามาร่วมตรวจสอบ เพื่อให้การก่อสร้างบ้านของชาวชุมชนคนรักถิ่นมีความโปร่งใสใช้เงินทุกบาท ทุกสตางค์ให้ถูกต้องและคุ้มค่ามากที่สุด
                      ด้านสินเชื่อจะขอใช้สินเชื่อจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) รวมทั้งหมดประมาณ 29 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 ต่อปี ผ่อนชำระคืนภายใน 15 ปี และพอช.จะสนับสนุนงบก่อสร้างสาธารณูปโภคจำนวน 2,750,000 บาท
                      ความคืบหน้าในการดำเนินโครงการบ้านมั่นคงนั้น ดุสิตธร กล่าวว่า จะดำเนินการเฟสแรกก่อน จำนวน 7 หลัง เป็นบ้านที่ปลูกล้ำลงไปในคลอง 4 หลัง และบนฝั่ง 3 หลัง เริ่มรื้อบ้านทั้ง 7 หลัง เมื่อเดือนกรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมา และในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ จะเริ่มถมดิน ปรับหน้าดิน ตอกเสาเข็มเพื่อกันดินสไลด์ลงคลอง หลังจากนั้นจึงจะเริ่มก่อสร้างบ้านได้ และคาดว่าภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ บ้านเฟสแรก 7 หลังจะก่อสร้างแล้วเสร็จ หลังจากนั้นจึงจะทยอยสร้างเฟสต่อไป
                      “ชุมชนริมคลองที่อยู่ติดกันหลายชุมชนก็ยังไม่เชื่อว่าเราจะทำได้ แม้แต่คนในชุมชนเดียวกันก็ยังไม่เชื่อ บางคนก็ต่อต้าน บางคนบอกว่ารื้อไปแล้วมันจะสร้างได้หรือเปล่า แต่เราเชื่อว่าเราทำได้ เพราะเราไปดู ไปเห็นชุมชนอื่นที่เขาทำสำเร็จมาแล้ว และหากการก่อสร้างบ้านเฟสแรก 7 หลังเสร็จ ก็เชื่อว่าคนอื่นๆ ที่ยังไม่เข้าร่วมจะมาเข้าร่วมมากขึ้น” ประธานชุมชนคนรักถิ่นกล่าวอย่างมั่นใจ
                      อารมย์ วันวาน อายุ 54 ปี อาชีพค้าขาย บอกว่า แม้ตัวเองไม่ได้มีบทบาทเป็นคณะกรรมการ แต่ก็เข้าร่วมกิจกรรมกับชุมชนมาตลอด เช่น เป็นสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์มาตั้งแต่เริ่มต้น เพราะอยากจะมีบ้านเป็นของตัวเอง ครอบครัวของตนเข้ามาอยู่ที่นี่ตั้งแต่ปี 2528 แต่ไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง เช่าบ้านอยู่เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ค่าเช่าบ้านตอนนี้ตกเดือนละ 1,500 บาท ไม่รวมค่าน้ำ ค่าไฟ หากผ่อนส่งเดือนหนึ่งไม่เกิน 2,000 บาท ก็พอจะส่งไหว
                      “ดีใจที่จะมีบ้านใหม่เป็นของตัวเอง ไม่ต้องเช่าคนอื่นอยู่ ลูกหลานก็จะได้มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งมั่นคง ไม่ต้องกลัวจะถูกไล่รื้อ” น้าอารมย์บอกความรู้สึก
                      นี่คือบทบาทของผู้หญิงชุมชนคนรักถิ่น ที่เป็นแกนนำในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยเพื่อบ้านที่มั่นคงของคนริมคลอง
——————–
(หลากมิติเวทีทัศน์ : พลังหญิงชุมชนคนรักถิ่น เพื่อบ้านมั่นคงคนริมคลอง : โดย…สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน))

ชาวท่าหินปรับตัวรับมือภัยพิบัติ เพื่อคงวิถี ‘โหนด นา เล’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150913/213247.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน 2558
ชาวท่าหินปรับตัวรับมือภัยพิบัติ เพื่อคงวิถี 'โหนด นา เล'

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ชาวท่าหินปรับตัวรับมือภัยพิบัติ เพื่อคงวิถี ‘โหนด นา เล’ : โดย…ปรีดา คงแป้น

                      ชีวิตที่ว่าก่อร่างสร้างตัวยากลำบากแล้ว การฟื้นตัวจากวิกฤติชีวิตยิ่งยากลำบากกว่าหลายเท่า แต่พวกเขาก็ไม่เคยย่อท้อ นั่นคือคนท่าหิน แห่งคาบสมุทรสทิงพระ จ.สงขลา
                      ต.ท่าหิน คาบสมุทรสทิงพระ จ.สงขลา เป็นพื้นที่ริมทะเลสาบที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ เป็นพื้นที่พิเศษที่มีความมั่นคงทางอาหาร ชาวบ้านแทบจะไม่ต้องใช้เงินไปซื้ออาหาร เพราะในนามีข้าว ในทะเลมีกุ้ง หอย ปู ปลาที่สมบูรณ์
                      ตาลโตนดเป็นพืชสารพัดประโยชน์ สามารถทำผลผลิตได้ทั้งปี ใช้ได้ทุกอย่าง ต้นโตนดใช้ทำบ้าน ใบใช้มุงหลังคา ทำหมวก น้ำหวานจากต้นตาล ทำน้ำตาล น้ำส้มหมัก น้ำหวาก (เหล้าพื้นบ้าน) ลูกตาลอ่อนรับประทานสดๆกับน้ำเชื่อมกะทิ ทำวุ้นกรอบ ลูกตาลสุกใช้ทำขนมตาล ทำสบู่ ทำแชมพู หมักทำน้ำยาล้างจานและปุ๋ย หัวลูกตาลอ่อนใช้แกงและยำ เปลือกใช้เป็นอาหารวัว รวมทั้งปลาในทะเลสาบเป็นปลาที่มันและไม่คาว กุ้งตัวโตขนาด 2-3 ตัวต่อกิโลกรัม ฯลฯ จึงได้ชื่อว่ามีวิถีโหนด นา เล
                      ในปี 2553 เกิดภัยพิบัติน้ำท่วมและพายุในคราวเดียวกัน ทำให้บ้านเรือนไร่นาเสียหายจำนวนมาก โดยเฉพาะนาข้าวเกิดความเสียหายจนชาวบ้านไม่อยากทำนาอีกต่อไป โครงการเสริมพลังความร่วมมือในการจัดการภัยพิบัติของเครือข่ายชุมชน ภายใต้ความร่วมมือของ สสส.และมูลนิธิชุมชนไทย ซึ่งลงพื้นที่ทำงานกับชาวบ้านตั้งแต่เริ่มประสบภัย หลังประสบภัยจึงสนับสนุนให้มีเวทีถอดบทเรียนร่วมกันของชาวบ้านใน ต.ท่าหิน ทำให้เกิดบทเรียนที่นำไปสู่การปรับตัวและเตรียมความพร้อมในการรับมือกับภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต
                      เช่น การตั้งทีมสำรวจข้อมูลและทำแผนร่วมกัน โดยมีทั้งแกนนำชุมชน ผู้นำในท้องถิ่น กลุ่มเยาวชน และนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยมาหนุนช่วย ทำให้ชาว ต.ท่าหิน มีข้อมูลที่ชัดเจนและรอบด้าน ทั้งข้อมูลประชากร ข้อมูลการทำนา พันธุ์ข้าว ข้อมูลจำนวนต้นตาลโตนดและประโยชน์ที่ได้ ข้อมูลการประมงพื้นบ้าน การเลี้ยงสัตว์ ทั้งสัตว์น้ำ หมู เป็ด ไก่ วัวควาย ฯลฯ
                      นอกจากนี้ยังมีข้อมูลและแผนที่เกี่ยวกับประชากรกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงวัย ผู้เจ็บป่วยเรื้อรัง ผู้พิการ ฯลฯ ข้อมูลพื้นที่ปลอดภัย และพาหนะที่มี ซึ่งข้อมูลต่างๆ ได้นำมาสู่การทำแผนเพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือกับภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต
                      การสร้างระบบวิทยุสื่อสาร มีการฝึกอบรมและประยุกต์ใช้งานวิทยุสื่อสารเครื่องแดงตามทักษะ โดยมี 1.สถานีแม่ข่ายทำหน้าที่รับข้อมูลข่าวสารจากทุกด้านและประมวลข้อมูลข่าวสารส่งกลับสถานีย่อยและเครือข่ายสถานีแม่ข่ายต่างพื้นที่ 2.สถานีย่อยทำหน้าที่รับข่าวจากพื้นที่และแลกเปลี่ยนไปยังสถานีแม่ข่ายรวมทั้งแจ้งข่าวกลุ่มเสี่ยงภัยในพื้นที่ ซึ่งสอดคล้องกับวิถีชีวิตและภัยพิบัติในด้านต่างๆ คือ ด้านการประมง ด้านความมั่นคง ด้านภัยพิบัติและเพื่อการประสานงาน
                      โดย ด้านภัยพิบัติ มีการใช้วิทยุเครื่องแดงเป็นช่องทางการสื่อสารการเตรียมความพร้อมติดตามสถานการณ์การ รายงานแจ้งเตือนภัย แจ้งอพยพ ขอความช่วยเหลือเมื่อเกิดภัย ด้านความมั่นคง มีการใช้วิทยุเครื่องแดงในการติดต่อสื่อสารเพื่อความมั่นคงในการรักษาความสงบเรียบร้อยทั้งการตั้งด่านตรวจในชุมชน สกัดจับ ตรวจค้นผู้ต้องสงสัยที่เข้ามาในพื้นที่ชุมชน
                      ด้านการประมง มีการประยุกต์ใช้วิทยุเครื่องแดงเพื่อสนับสนุนอำนวยความสะดวกและสร้างความปลอดภัยการติดต่อสื่อสารกันของชาวประมงในพื้นที่ขณะออกทำการในทะเลสาบ โดยเฉพาะเรื่องกระแสน้ำ ระดับน้ำขึ้นลง และวาตภัยในทะเลสาบ และ ด้านประสานงาน เพื่อสร้างเครือข่ายภายนอก มีการนำวิทยุเครื่องแดงมาใช้เป็นช่องทางการติดต่อเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารและสร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกับเครือข่ายภายนอก โดยเฉพาะสถานีแม่ข่ายพื้นที่ต้นน้ำและหน่วยอาสาสมัครกู้ชีพกู้ภัยต่างๆ
                      การปรับตัวในการทำนา หลังจากมีการถอดบทเรียนร่วมกัน พบว่ามีการทำนาข้าวเป็นอาชีพหลัก ซึ่งพื้นที่เฉลี่ยไม่ต่ำกว่าครัวเรือนละ 7 ไร่ แต่ดั้งเดิมชาวท่าหินทำนาแบบพึ่งตนเอง ตั้งแต่การไถด้วยวัว การใส่ปุ๋ยจากมูลสัตว์หรือขี้เถ้าจากเตาเคี่ยวน้ำตาล มีพันธุ์ข้าวพื้นบ้านจำนวนมาก เช่น ข้าวสาหรี่ ข้าวนางฝ้าย ข้าวนางหมุ่ยดอกแฝก ข้าวลูกปลา ข้าวหัวนา ฯลฯ ข้าวเหล่านี้ล้วนทนน้ำ ทนลม และทนต่อการเกิดภัยพิบัติ แต่เมื่อปี 2510 มีการปลูกข้าว กข.13 โดยราชการมาส่งเสริม ทำให้ข้าวพื้นบ้านขายไม่ได้เพราะพ่อค้าไม่รับซื้อ จึงหันมาปลูกข้าว กข.13 กันจนเกือบหมด ทำให้ต้องซื้อ ปุ๋ย ยา จากภายนอกและขาดทุนมาเป็นระยะ
                      หลังจากมีการทบทวนแล้วว่า เพราะพึ่งพิงภายนอก ละเลยวิถีดั้งเดิมและไม่รู้จักปรับตัว จึงมีการรวมกลุ่มทำนา ทำปุ๋ยหมัก ทำน้ำหมักจากลูกตาลโตนด คัดแยกเมล็ดพันธุ์ข้าว วัดและจดบันทึกค่าดิน พร้อมศึกษาพันธุ์ข้าวและแลกเปลี่ยนกับตำบลใกล้เคียง คือ ต.บ่อแดง ต.บางเขียด ต.ชะแล้ ต.วัดจันทน์ เป็นเครือข่ายการทำนาข้าวเพื่อการปรับตัวต่อภัยพิบัติ
                      เบญจวรรณ ศรีสุวรรณ เล่าว่า “เมื่อเกิดภัยพิบัติได้รับความเสียหาย คนไม่อยากทำนา ทิ้งร้าง จึงเริ่มวางแผนทำนาใหม่ในพื้นที่ 1 ไร่ ทำปุ๋ยเอง ทำน้ำหมักเอง ต้นทุนอยู่ที่ 1,700 บาท ได้ข้าวไรซ์เบอร์รี่ถึง 11 กระสอบ ราคาประมาณ 2 หมื่นบาท มีการเปลี่ยนแปลงคือ สภาพดินดีขึ้น มีไส้เดือน มีสัตว์น้ำในนา ข้าวกอโตมาก”
                      นอกจากนี้ ต.ท่าหิน มีการทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายและขยายสร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกันทั้งระดับพื้นที่ ระดับชุมชน ระดับตำบล ระดับอำเภอ ระดับลุ่มน้ำ ครอบคลุมด้านข้อมูลข่าวสาร องค์ความรู้ งบประมาณ บุคลากร เครื่องมือ ทั้งสภาวะปกติ และสภาวะฉุกเฉินขณะเกิดภัยพิบัติ และ มีการเรียนรู้การอ่านแผนที่ภูมิอากาศ โดย ดร.สมพร ช่วยอารีย์ จาก ม.อ.ปัตตานี ช่วยฝึกอบรมจนชาวบ้านสามารถอ่านเองได้
                      ดังนั้นชาว ต.ท่าหิน จึงใช้การบูรณาการของภูมิปัญญาประสบการณ์จริงในพื้นที่และแนวคิดทฤษฎีองค์ความรู้สมัยใหม่จากหน่วยงานภายนอกต่างๆมาปรับใช้ร่วมกัน เป็นนวัตกรรมการจัดการภัยพิบัติที่เหมาะสมสอดคล้องกับชุมชน จนนำมาสู่การเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้วิถีโหนด นา เล และศูนย์เรียนรู้ภัยพิบัติตำบลท่าหิน โดยมีพิธีเปิดเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2558 มีทั้งภาคีความร่วมมือจากภาครัฐ นักวิชาการ และเพื่อนเครือข่ายชุมชนที่เคยประสบภัย  เช่น บ้านน้ำเค็ม จ.พังงา อ.เขาพนม จ.กระบี่ ต.ขอนคลาน จ.สตูล และจ.ภูเก็ต เข้าร่วมเรียนรู้ด้วย
                      ภัยพิบัติทุกชนิดไม่อาจรู้ล่วงหน้าได้ แต่ประสบการณ์คือต้นทุนที่สำคัญในการนำไปสู่การวางแผนป้องกันให้ชุมชนอยู่คู่กับวิถีของท้องถิ่นได้ ซึ่งชาวท่าหินทำให้เห็นเป็นประจักษ์แล้ว
——————–
(รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ชาวท่าหินปรับตัวรับมือภัยพิบัติ เพื่อคงวิถี ‘โหนด นา เล’ : โดย…ปรีดา คงแป้น)

ม.ร.เสวนาพ.ร.บ.หอพักฉบับใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150911/213235.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2558
ม.ร.เสวนาพ.ร.บ.หอพักฉบับใหม่

ม.ร.เสวนาพ.ร.บ.หอพักฉบับใหม่

             ผศ.วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นประธานเปิดการ เสวนา“การบริหารจัดการหอพัก ตามพระราชบัญญัติหอพัก พ.ศ.2558”เมื่อวันที่   9 กันยายน ๒๕๕8 ณ ห้องประชุม ชั้น 3 อาคารสุโขทัย เพื่อให้ผู้ประกอบการหอพักมีความรู้ความเข้าใจในสาระสำคัญของ พ.ร.บ.หอพักฉบับใหม่ โดยมีนายบรรจง เหลืองรัตนมาศ ผู้อำนวยการเขตบางกะปิ ร่วมเป็นวิทยากร

สพฐ.คลอดปฏิทินรับนักเรียนปี59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150911/213182.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2558
สพฐ.คลอดปฏิทินรับนักเรียนปี59

สพฐ.คลอดปฏิทินรับนักเรียนปี59

            สพฐ.ประกาศปฏิทินรับนักเรียน ปีการศึกษา 2559 โดย ม.1 รับสมัคร 20-24 มี.ค.2559 จับสลาก 3 เม.ย.59 มอบตัว 9 เม.ย.59 ส่วน ม.4 รับสมัคร 20-21 มี.ค.59 มอบตัว 10 มี.ค.59 “กมล” แจงภาพรวมเหมือนเดิม ปรับเพียงให้ใช้คะแนนโอเน็ต 5 กลุ่มสาระฯ ตามที่ สทศ.จัดสอบและให้เขตพื้นที่ฯ จัดทำแผนรับ นร.ให้เสร็จภายใน 8 ต.ค.

เมื่อวันที่ 9 กันยายน ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ได้ลงนามในประกาศสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เรื่อง นโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียน สังกัด สพฐ.ปีการศึกษา 2559 ซึ่งภาพรวมไม่มีเปลี่ยนแปลงไปจากการรับนักเรียนในปีการศึกษา 2558 ที่ผ่านมา ยกเว้นในส่วนการใช้คะแนนการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ต จากเดิมใช้ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ปรับเหลือ 5 กลุ่มสาระฯ ตามที่สถาบันการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) จัดสอบ โดยยังคงสัดส่วนเดิม 20% ขณะเดียวกันได้กำหนดให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ทั่วประเทศประกาศแนวปฏิบัติในการรับนักเรียนของเขตพื้นที่ฯ ให้สอดคล้องกับนโยบาย สพฐ.และนโยบายรัฐบาล ให้เรียบร้อยภายในวันที่ 8 ตุลาคม 2558 ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงนโยบายในการปรับลดขนาดโรงเรียนและห้องเรียนให้เหมาะสม ซึ่งปัจจุบันกำหนดจำนวนนักเรียนอยู่ที่ 40 คนต่อห้อง แต่ไม่เกิน 50 คนต่อห้อง

ส่วนหลักเกณฑ์อื่นๆ ยังยึดแนวนโยบายของปีที่ผ่านมา อาทิ ใช้คะแนนโอเน็ต 20% โรงเรียนที่เปิดสอนทั้งระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และม.ปลาย ให้รับนักเรียนที่จบจากชั้น ม.3 เดิมเข้าเรียนต่อชั้น ม.4 โดยให้เลือกนักเรียนที่มีผลการเรียนเฉลี่ยรวม 5 ภาคเรียนไม่ต่ำกว่า 2.00 เข้าเรียน และกรณีที่มีการสอบคัดเลือกชั้น ม.1 โรงเรียนต้องออกข้อสอบให้อยู่ในกรอบของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เนื้อหาไม่เกินชั้น ป.6

ดร.กมล กล่าวต่อว่า สำหรับปฏิทินการรับนักเรียนปีการศึกษา 2559 มีดังนี้ ระดับก่อนประถมศึกษา รับสมัครวันที่ 27 กุมภาพันธ์-3 มีนาคม 2559 จับสลากวันที่ 13 มีนาคม 2559 ประกาศผลและรายงานตัวนักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษ วันที่ 13 มีนาคม 2559 มอบตัววันที่ 20 มีนาคม 2559 ระดับประถมศึกษาปีที่ 1 รับสมัควันที่ 6-10 มีนาคม 2559 จับสลากวันที่ 20 มีนาคม 2559 ประกาศผลและรายงานตัวนักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษ วันที่ 20 มีนาคม 2559 มอบตัว 27 มีนาคม 2559

มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง รับสมัครนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษ วันที่ 20-21 มีนาคม 2559 สอบ 23 มีนาคม 2559 ประกาศผลและรายงานตัว 25 มีนาคม มอบตัว 9 เมษายน 2559 รับสมัครสอบคัดเลือกนักเรียนทั่วไปและใช้คะแนนโอเน็ต รับสมัคร 20-24 มีนาคม 2559 สอบคัดเลือก 26 มีนาคม 2559 ประกาศผลและรายงานตัววันที่ 2 เมษายน 2559 จับสลากและรายงานตัววันที่ 3 เมษายน มอบตัววันที่ 9 เมษายน  2559 นักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษอื่นๆ สมัคร 20-24 มีนาคม 2559 ประกาศผลและรายงานตัววันที่ 2 เมษายน มอบวันที่ 9 เมษายน 2559

ระดับ ม.1 โรงเรียนทั่วไป รับสมัคร 20-24 มีนาคม 2559 สอบคัดเลือก 3 เมษายน 2559 ประกาศผลและรายงานตัววันที่ 7 เมษายน 2559 จับสลากประกาศผลและรางานตัววันที่ 3 เมษายน 2559 มอบตัววันที่ 9 เมษายน โดยนักเรียนต้องยื่นคะแนนโอเน็ตวันที่ 30 มีนาคม 2559 ทั้งนี้ นักเรียนที่มีความประสงค์จะให้เขตพื้นที่จัดหาที่เรียนให้รับสมัครวันที่ 6-10 เมษายน 2559 ประกาศผลและรายงานตัววันที่ 17 เมษายน 2559

สำหรับระดับ ม.4 นักเรียนชั้น ม.3 ที่จบจากโรงเรียนเดิมให้รายงานตัววันที่ 31 มีนาคม 2559 มอบตัววันที่ 10 เมษายน 2559 รับสมัครนักเรียนความสามารถพิเศษวันที่ 20-21 มีนาคม 2559 สอบวันที่ 23 มีนาคม 2559 ประกาศผลและรายงานตัววันที่ 25 มีนาคม 2559 มอบตัววันที่ 10 เมษายน 2559 ส่วนนักเรียนที่จบ ม.3 จากโรงเรียนอื่นรับสมัครวันที่ 20-24 มีนาคม 2559 สอบคัดเลือกวันที่ 27 มีนาคม 2559 ประกาศผลและรายงานตัววันที่ 3 เมาายน 2559 มอบตัววันที่ 10 เมษายน นักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษอื่นๆ รับสมัครวันที่ 20-24 มีนาคม 2559 ประกาศผลและรายงานตัววันที่ 3 เมษายน 2559 มอบตัววันที่ 10 เมษายน 2559 โดยนักเรียนต้องยื่นคะแนนโอเน็ตวันที่ 30 มีนาคม 2559

รื้อระบบ-แก้ยกแผงดันมหาวิทยาลัยไทยสู่ระดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150911/213194.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2558
รื้อระบบ-แก้ยกแผงดันมหาวิทยาลัยไทยสู่ระดับโลก

รื้อระบบ-แก้ยกแผงดันมหาวิทยาลัยไทยสู่ระดับโลก

            “ถึงแม้เราจะยอมรับว่าการศึกษาของประเทศไทยมีปัญหา และเป็นปัญหาทั้งระบบก็ตาม แต่นั่นก็ไม่ควรทำให้เราไม่กล้าคิดในระดับอุดมศึกษา ในการที่จะผลักดันให้มหาวิทยาลัยของไทย ก้าวเข้าสู่ระดับโลกได้” ถือเป็นหัวข้อสำคัญในเวทีของการประชุมประจำปีของสภามหาวิทยาลัยเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายคนเชื่อว่า จะสามารถผลักดันให้เป็นจริงเป็นจังขึ้นมาได้

ศ.ดร.ภาวิช ทองโรจน์ อุปนายกสมาคม สภามหาวิทยาลัยฯ กล่าวในรายการชั่วโมงที่ 26 ทางช่อง NOW26 เมื่อคืนวันที่ 9 กันยายน ที่ผ่านมาว่า ประเทศไทยมีมหาวิทยาลัยที่เข้าข่ายจะก้าวขึ้นสู่ระดับโลกได้ เป็นมหาวิทยาลัยรุ่นเก่าประมาณ 20 มหาวิทยาลัย

อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมทุกวันนี้ประเทศไทยมีมหาวิทยาลัยประมาณ 150 แห่ง แบ่งเป็นของรัฐประมาณ 70-80 แห่ง ที่เหลือก็เป็นมหาวิทยาลัยเอกชน

รุ่นที่พัฒนามาแต่ดั้งเดิม ประมาณ 20 กว่าแห่ง รุ่นนี้มีระยะทางในการพัฒนามาพอสมควร สะสมอะไรต่ออะไรมาพอสมควร คิดว่าในจำนวนเหล่านี้ หากจะคัดเลือกให้ดี มีนโยบายที่ดี มีการสนับสนุนที่ดี ก็จะสามารถก้าวขึ้นทัดเทียมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศได้ แต่จะต้องมีความจริงใจ มีความแน่วแน่ที่จะทำ

ในความเป็นจริงแล้วเราห่างจากจุดนั้นกี่ก้าว ตรงนี้ต้องเอาตรงที่คนอื่นมาดูเรา ระบบการจัดอันดับมหาวิทยาลัยก็มีอยู่ 2 ค่าย คือ นิตยสารไทม์ ของอังกฤษ อีกค่ายก็คือ บริษัท คิวเอส ก็ของอังกฤษเช่นเดียวกัน ของคิวเอสที่ประกาศล่าสุด จากการคัดเลือกมหาวิทยาลัยทั่วโลกที่ดีที่สุดมีอยู่ 200 มหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยในประเทศไทยไม่ติดอันดับ 1 ใน 200 ของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก มหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของไทย อยู่ในอันดับที่ 243 เมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยอื่นของเอเชีย อันดับ 1 ของเอเชีย คือ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ อยู่ในอันดับที่ 22 ของโลก

การที่จะยอมรับกับการจัดอันดับมหาวิทยาลัยดังกล่าวหรือไม่นั้น ต้องไปดูที่ดัชนีที่เขาใช้วัด ประเด็นก็คือดัชนีที่เขาใช้วัดนั้นเขาใช้ทั่วโลก เราก็คงไม่มีเหตุผลที่จะไปบอกว่า อย่าเอาดัชนีตัวนี้มาใช้กับมหาวิทยาลัยของประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยหนีไม่ได้ เพราะจะต้องอยู่บนเวทีโลก ดังนั้น ก็เป็นกติกาที่ยอมรับได้ และทั่วโลกเขาก็ยอมรับกัน

อย่างกรณี เวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรัม (World Economic Forum) หรือ WEF เวทีเศรษฐกิจโลก ก็จัดอันดับมหาวิทยาลัยของโลกด้วยเช่นกัน ซึ่งในกลุ่มอาเซียน 10 ประเเทศ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ไทยเราก็อยู่อันดับ 8 เหนือเวียดนาม กับ พม่า

ตรงนี้ต้องบอกว่า เวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรัม มีหน้าที่ดูตัวบ่งชี้ทางด้านเศรษฐกิจ สิ่งหนึ่งที่จะต้องดูก็คือ คุณภาพทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งก็ต้องดูที่เรื่องการศึกษาดีหรือไม่ แต่เขาไม่ได้ดูอันดับของมหาวิทยาลัยโดยตรง เขาดูในภาพรวมของระบบ ซึ่งเขาก็แยกดูว่า การศึกษาพื้นฐานเป็นอย่างไร อุดมศึกษาเป็นอย่างไร

สิ่งที่อาจจะเป็นข้อโต้แย้งในกรณีของ เวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรัม ได้ก็คือ ในประเด็นที่เกี่ยวกับการศึกษาในระดับอุดมศึกษา เขาใช้วิธีสัมภาษณ์ เขาไม่ได้ใช้วิธีหาข้อมูล โดยเขาสัมภาษณ์คนในประเทศนั้น ก็คือ ผู้ประกอบการในประเทศนั้น จากนั้นก็นำมาจัดเรียง ตรงนี้เป็นข้อถกเถียงกันอยู่ว่า เชื่อถือได้หรือไม่

ส่วนการศึกษาขั้นพื้นฐานมีข้อมูลอื่นเข้ามาด้วย อย่างเช่นผลการสอบพิซ่า ก็คือ ที่ 60 กว่าประเทศ ประเทศละ 5,000 คน ส่งเด็กระดับ ม.4 มาสอบแข่งกัน แล้วมาดูคะแนนกัน ตรงนี้เป็นข้อมูลจริง เกิดขึ้นจริง เถียงไม่ได้เลย

สิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยก็คือ ค่อนข้างต่ำ จาก 60 ประเทศ ไทยเราอยู่ที่ประมาณอันดับที่ 50 มาทุกครั้ง ตรงนี้ต้องไปดูที่เด็กว่า เด็กไทยรู้มากรู้น้อยกว่าเด็กประเทศอื่นอย่างไร ซึ่งเด็กไทยท่องเก่ง รู้เนื้อหา แต่ขาดความสามารถในเรื่องของการคิดวิเคราะห์ ขาดความสามารถในการคิดแบบสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นประเด็นที่เขาสอบกันทั่วโลกทุกวันนี้

ในเมื่อวิธีการศึกษา หลักสูตรการศึกษาของไทยไม่ได้เอื้อไปในทิศทางนั้น ก็แน่นอนว่า ส่งเด็กไทยไปสอบเมื่อไหร่ เด็กไทยก็แพ้อยู่อย่างนั้น

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เวียดนามส่งเด็กเข้าร่วมสอบแข่งขันเป็นครั้งแรกในปี 2012 ปรากฏว่า คะแนนสูงกว่าเด็กไทยทั้งหมด อย่างเช่น วิชาวิทยาศาสตร์ เด็กเวียดนามอยู่อันดับที่ 8 ของโลก ขณะที่เด็กไทยอยู่ที่อันดับ 48 ตรงนี้น่าจะต้องวิเคราะห์อย่างมาก และจะต้องเตรียมตัวรับด้วยว่า ในที่สุดภาพรวมระยะยาว คุณภาพทรัพยากรมนุษย์ของเราจะถูกคนอื่นมองว่าอย่างไร ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก

โดยส่วนตัวมองว่า การศึกษาของไทยมีปัญหาทุกระดับ ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครู เรื่องระบบบริหาร เรื่องงบประมาณ เรื่องหลักสูตร สิ่งที่อยู่ในหลักสูตรได้แก่ตัวเนื้อหาก็มีปัญหา เป็นปัญหาที่ต้องแก้ยกแผง เพื่อผลักดันให้มหาวิทยาลัยไทยก้าวเข้าสู่ชั้นนำของโลก

ในเชิงยุทธศาสตร์ก็มองได้หลายระบบการเคลื่อน อย่างเช่น จีน ซึ่งเริ่มโครงการมาตั้งแต่ก่อนปี 2000 ชื่อโครงการ 211 โดย 21 หมายถึงศตวรรษที่ 21 ส่วน 1 ตัวท้าย หมายถึง 100

จีนมีมหาวิทยาลัยเกือบ 2,000 แห่ง เขาก็ใช้วิธีดูว่า จะใช้กี่แห่งสู้กับประเทศอื่น สู้กับอะไร ผลิตบัณฑิตออกมาแล้วต้องเป็นบัณฑิตที่มีคุณภาพสูง ทัดเทียมกับคนอื่นในโลก สามารถต่อรองกับวงการค้าระหว่างประเทศ คิดค้นอะไรต่อมิอะไรระหว่างประเทศ ไม่ใช่เรียนแล้วมีงานทำอย่างเดียว จะต้องมีกลไกสังคมได้แก่ มหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพเพียงพอที่จะผลิตบัณฑิตระดับนั้นได้ มหาวิทยาลัยจะต้องเป็นแหล่งผลิต คิด ค้น ทำนวัตกรรม หรืออย่างน้อยเป็นต้นกำเนิด ในที่สุดบัณฑิตของตนสามารถออกไปสร้างนวัตกรรมได้ ซึ่งจะต้องเป็นระดับโลก

ซึ่งจีนก็สรุปว่า ผลักดันมหาวิทยาลัยที่มีอยู่ทั้งหมด เพียง 100 แห่ง ขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก ซึ่งขณะนี้เขามี 116 แห่ง

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในแวดวงการศึกษา ก็คือ ประเทศรัสเซีย ที่พบว่า มีมหาวิทยาลัยเพียง 5 แห่ง ที่พอจะสู้กับประเทศอื่นได้ ดังนั้น จึงตั้งโครงการ 5-100 นั่นหมายถึง เขาจะผลักดันจากที่มีอยู่ 5 มหาวิทยาลัยโลก ให้มี 100 แห่งให้ได้

สำหรับทิศทางมหาวิทยาลัยในประเทศไทย หากจะผลักดันที่มีอยู่ 150 แห่ง ให้เป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก จะต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล ดังนั้น แนวทางก็คือจะคัดเลือกมาจำนวนหนึ่งแล้วผลักดันไปให้ได้จริงๆ ก็น่าจะอยู่ที่ 10% ก็ประมาณ 45 มหาวิทยาลัย ซึ่งก็มีแนวทางที่จะเป็นไปได้

ที่ผ่านมาในประเทศไทยก็เคยมีแนวคิดที่จะผลักดัน แต่ไม่ค่อยชัดเจน แต่ก็มีความพยายามที่จะให้มีโครงการมหาวิทยาลัยวิจัย สนับสนุนให้มีการวิจัยมากขึ้น แต่เมื่อไปดูเนื้อโครงการกลับแรงไม่พอ วิธีการยังไม่ถูกต้องเท่าที่ควร เพราะเปิดให้มีทุนวิจัยเยอะขึ้น ในขณะที่ขีดความสามารถในการทำวิจัยในมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งยังด้อยอยู่

โดยส่วนแล้วเห็นว่า เรื่องวิจัยอย่างเดียวไม่พอ ต้องกล้า อย่างที่เขาทำกัน ก็คือ ยกมหาวิทยาลัยขึ้นมาให้เป็นระดับโลกให้ได้

ผู้บริหารแต่ละมหาวิทยาลัยต้องมานั่งคุยกัน ระดมความคิดกัน เตือนสติกันว่า คุณภาพเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับประเทศ เพราะทุกวันนี้ หลายแห่งทำกันในเชิงปริมาณ ทำให้ไปคุณภาพลดลงไป

ทั้งนี้ทั้งนั้น ความชัดเจนในการขับเคลื่อนไปสู่มหาวิทยาลัยระดับโลก จะต้องขับเคลื่อนออกมาจากรัฐบาลก่อน