คิดดี ทำดี เพื่อตัวเองสร้างครอบครัวชุมชนเข้มแข็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150911/213183.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2558
คิดดี ทำดี เพื่อตัวเองสร้างครอบครัวชุมชนเข้มแข็ง
คิดดี ทำดี เพื่อตัวเองสร้างครอบครัวชุมชนเข้มแข็ง

คิดดี ทำดี เพื่อตัวเองสร้างครอบครัวชุมชนเข้มแข็ง : ฝ่ายสื่อสารสังคม มูลนิธิสยามกัมมาจล

 

            “ไม่ค่อยช่วยงานพ่อแม่ กลับมาก็ปิดห้องเลย เข้าโครงการนี้ทำให้เราได้ฝึก มีความอดทน มีสติและกล้าแสดงออกมากขึ้น เมื่อก่อนเป็นคนขี้เกียจก็ทำให้เราขยันทำงานมากขึ้น เปลี่ยนความคิดจากแต่ก่อนคิดว่ามันเป็นงานที่เราไม่น่าที่จะต้องทำ เรายังเด็ก น่าจะขอเงินพ่อแม่ใช้ แต่ความคิดเราก็เปลี่ยนว่าพ่อแม่ก็ต้องทำงานคนเดียว แกก็เหนื่อยเราก็ต้องช่วยงานพ่อแม่” วัลลีย์ สารสุข (น้องนิ่ม) แกนนำเยาวชนหมู่ 13 บ้านโนนกลาง โครงการทอเสื่อกก/พรมเช็ดเท้า  กล่าว

น้องนิ่ม เป็นหนึ่งในแกนนำเยาวชนจาก 13 หมู่บ้าน (มีทั้งหมด 19 หมู่บ้าน) ที่เข้าร่วมในโครงงานพัฒนาเด็กและเยาวชน โครงงาน คิดดี ทำดี เพื่อตัวเอง ครอบครัวและชุมชน จัดขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่างชุมชน องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นเทศบาลตำบลเมืองแก อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ นำทีมโดย จักรกฤษณ์ พาณิชย์กิจเจริญ นายกเทศมนตรี พร้อมด้วย สถาบันเสริมสร้างการเรียนรู้เพื่อชุมชนเป็นสุข (สรส.) มูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาเยาวชนในชุมชนท้องถิ่น (4 ภาค) ระยะที่ 2 : หลักสูตรนักถักทอชุมชน เพื่อพัฒนาเด็ก เยาวชนและครอบครัว

โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การใช้โครงงานเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน เป็นกระบวนการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำเพื่อพัฒนาความรู้ ทักษะชีวิต สร้างการเปลี่ยนแปลงของแกนนำเยาวชน ให้ตระหนักรู้ถึงตัวตน ภาคภูมิใจในรากเหง้า เห็นความสัมพันธ์เชื่อมโยงของตนเอง ครอบครัว และชุมชน ก่อเกิดเป็นสำนึกรักท้องถิ่น เข้าถึงแก่นแท้สำนึกพลเมืองที่ระเบิดจากภายใน ปลูกฝังความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น เชื่อมร้อยถักทอตนเอง ครอบครัวและชุมชนเพื่อเป็นฐานรากที่เข้มแข็งของท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

มีโครงงานทั้ง 13 ชิ้น ที่ได้สร้างความภาคภูมิใจให้แก่บ้านของตนเอง ได้แก่ 1.การทำตะกร้าจากวัสดุรีไซเคิล หมู่ 1 บ้านหนองยาง 2.ทำขนมไทยหวานใจทุกวัย หมู่ 2 หนองคูน้อย 3.ปลูกผักสวนครัวปลอดสารพิษ (พอขัน) หมู่ 3 บ้านเมืองแก 4.ไข่เค็มอัจฉริยะ หมู่ 4 บ้านหนองม่วง 5.การทำขนมไทยวัยทีน หมู่ 5 บ้านท่าศิลา 6.ต้นกกมหัศจรรย์ หมู่ 6 บ้านโคกล่าม 7.น้ำหมักชีวภาพ หมู่ 7 บ้านโนนสวย 8.การทำขนมไทยใส่ใจคุณภาพ หมู่ 10 บ้านกุง 9.ทอเสื่อกก/พรมเช็ดเท้า หมู่ 13 บ้านโนนกลาง 10.กันตรึมออนไลน์ หมู่ 14 บ้านตากแดด 11.ศึกษาพิธีพราหมณ์ หมู่ 16 บ้านหนองแต้ 12.ผลิตภัณฑ์ข้าวหลาม หมู่ 17 บ้านท่าวังหิน และ 13.การทำเครื่องจักสาน หมู่ 18 บ้านสระบัว

โครงการคิดดีทำดีเพื่อเยาวชน มีการเข้าค่าย 3 ครั้ง ค่ายครั้งที่ 1 รู้จักตนเอง กิจกรรมเรียนรู้นิสัย เพื่อเข้าใจจุดเด่นและปรับปรุงนิสัยของตัวเอง รู้จักศักยภาพของตนเองว่าถนัดเรื่องอะไรและจะใช้ความถนัดของตนเองให้ไปถึงเป้าหมายชีวิตได้อย่างไร กิจกรรมรู้จักเป้าหมายชีวิต อันจะนำไปสู่การเข้าใจตนเองและใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมายมากขึ้น ค่ายครั้งที่ 2 รู้จักครอบครัวคือ การเข้ามารู้จักครอบครัวของตัวเองอย่างแท้จริง ทั้งในเรื่องของจุดดีที่จะทำให้เขาภาคภูมิใจกับครอบครัวตนเองและจุดอ่อนของครอบครัวที่รู้ว่าตนเองจะมีบทบาททำให้ครอบครัวของตนดีขึ้นได้อย่างไร

ค่ายครั้งที่ 3 รู้จักชุมชน เป็นการสืบค้นชุมชนและภาคภูมิใจในความเป็นท้องถิ่นของตนเองและเห็นว่าชุมชนได้ดูแลตัวเองอย่างไรและเขาจะทำอะไรเพื่อชุมชนของเขาเป็นการตอบแทนกลับคืนได้บ้าง ผ่านกิจกรรมผังเครือญาติที่ช่วยให้สามารถเชื่อมโยงและสร้างความผูกพันกับครอบครัวและเครือญาติยิ่งขึ้น

สำราญ สารสุข (แม่น้องนิ่ม) กล่าวว่า ดีใจเพราะว่าลูกดีขึ้น ภูมิใจที่เห็นลูกเป็นคนที่มีความรับผิดชอบและกระตือรือร้นอยากช่วยพ่อแม่ ชีวิตเขาเปลี่ยนไป รู้จักคิดด้วยตนเอง และมีความขยันกว่าเก่าเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจนในด้านลักษณะนิสัยของเยาวชนหลังผ่านกระบวนการของโครงการนี้

อ.ทรงพล เจตนาวณิชย์ ผอ.สรส. กล่าวว่าโครงงานเป็นตัวเซตเงื่อนไขให้เด็กได้เรียนรู้ตั้งแต่เริ่มต้นการทำโครงงาน ระหว่างทำโครงงาน หลังการทำโครงงาน ช่วงก่อนทำโครงงานเราสามารถที่จะกระตุ้นให้เด็กได้คิด วิเคราะห์ ตั้้งคำถาม และสืบค้นข้อมูลที่ตนเองตั้งคำถามขึ้นมา และนำข้อมูลเหล่านั้นมาสร้างความรู้ สร้างผลงานที่ตัวเองจะต้องทำให้สำเร็จสำคัญที่สุดจะต้องสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเด็กและเยาวชนในชุมชนที่ได้เรียนรู้ผ่านการทำโครงงานทั้งในด้านทักษะ ความรู้ อุปนิสัย ทัศนคติ และจิตสำนึกที่มีต่อตัวเอง ครอบครัว และชุมชน

ขณะที่ ณัฐวดี หนุนโชค (น้องแตน) แกนนำเยาวชน หมู่ 6 โครงการต้นกกมหัศจรรย์ เล่าว่า หลังจากเข้าร่วมโครงการช่วยส่งเสริมให้กล้าที่จะเผชิญกับปัญหาที่เกิดขึ้น การทำโครงการต้นกกเพราะอยากพัฒนาผลิตภัณฑ์และอยากให้น้องๆ และเพื่อนๆ มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมร่วมกัน

และโครงการดีๆ อย่างนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากขาด “นักถักทอชุมชน” ของเทศบาลตำบลเมืองแกทุกคน ที่เป็นผู้เชื่อมร้อยและถักทอในชุมชนเมืองแก หลังจากเข้า หลักสูตรนักถักทอชุมชน กับ อ.ทรงพล และทางเทศบาลได้นำองค์ความรู้นี้ไปขยายให้แก่เจ้าหน้าที่ทุกคนได้มีส่วนร่วมทำงานเยาวชนและการค้นหา “พี่เลี้ยง” ในชุมชน ที่เป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเยาวชนในพื้นที่ ที่มีทักษะสำคัญคือการจัดการความรู้ให้แก่เด็กผ่านการทำโครงการนั้นๆ เป็นผู้สนับสนุนให้โครงงานนั้นมันสำเร็จ หรือเมื่อเด็กมีปัญหา พี่เลี้ยงก็สามารถที่จะปรึกษา ทำหน้าที่ตั้งคำถามเพื่อให้เด็กได้ค้นหาคำตอบได้ด้วยตนเองปรากฏว่าทั้ง 13 ตำบล ได้พี่เลี้ยงที่มีคุณภาพอย่างมาก “อยากให้น้องๆ ที่ผ่านการอบรมตรงนี้ได้ไปถ่ายทอดให้แก่น้องๆ จากรุ่นสู่รุ่นต่อไป” หนึ่งในพี่เลี้ยงได้ฝากไว้

 

โครงการน้ำใจครูทุนคูปองอาหารกลางวัน’มศว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150910/213171.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน 2558
โครงการน้ำใจครูทุนคูปองอาหารกลางวัน'มศว'

โครงการน้ำใจครูทุนคูปองอาหารกลางวัน’มศว’ ครูวัย 83 เกรงไม่มีใครสืบทอด ทำต่อหาผู้ร่วมอุดมการณ์ขอร่วมระดมทุนก่อนพิจารณษคนรุ่นใหม่ สานต่อ

           10ก.ย.2558 นางสุนทรี ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม  อดีตอาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)ข้าราชการบำนาญที่เกษียณอายุราชการมาแล้ว 20 ปี  ปัจจุบันอายุ 83 ปี กล่าวถึงโครงการน้ำใจครู ซึ่งเป็นทุนคูปองอาหารกลางวันที่ดำเนินการมากว่า 30 ปีแล้ว โดยให้คูปองอาหารกลางวันแก่นิสิตซึ่งใครที่ได้คูปองก็นำคูปองนี้ไปรับประทานอาหารกลางวันได้ที่โรงอาหาร ซึ่งบางคนยังได้ใช้คูปองรับประทานในช่วงเช้าด้วยหากมีเรียนตอนเช้า เพราะการแจกคูปองเราแจกคูปองเป็นเดือน

“โครงการน้ำใจครูเกิดจากความตั้งใจของกลุ่มครูในคณะสังคมศาสตร์ เราตั้งกลุ่มขึ้นมาเพื่อให้นิสิตที่มีความขัดสนได้มีอาหารกลางวันรับประทาน จากนั้นก็สืบต่อรุ่นต่อรุ่น ทุกวันนี้แม้ตัวเองจะเกษียณอายุราชการมาแล้ว 20 ปี ปัจจุบันอายุ 83 ปี ก็ยังทำอยู่โดยการขอร่วมบริจาคกับผู้ที่มีน้ำใจอยากช่วยเหลือนิสิตที่ขาดแคลน และอยากช่วยเหลือให้เขามีอาหารกลางวันได้รับประทาน”นางสุนทรี กล่าวและว่า

ตอนนี้ต้องพยายามหาผู้ที่มาสืบทอดเพื่อสานต่อโครงการน้ำใจครูให้อยู่ต่อไป คนรุ่นใหม่ๆ อยากช่วย แต่ไม่ค่อยมีใครอยากเข้ามารับผิดชอบเรื่องเงินทอง เพราะเขาไม่ถนัดในการหาระดมทุน วันนี้จึงอยากให้คนรุ่นใหม่เข้ามาสานต่อโครงการนี้

และหากใครที่เคยรับทุนในโครงการนี้อยากช่วยเหลือน้องๆ นิสิตรุ่นต่อไปให้มีโอกาสได้ทุนอาหารกลางวัน หรือบุคคลใดที่มีความต้องการช่วยเหลือนิสิตให้มีอาหารกลางวันรับประทาน สามารถฝากเงินเข้ามาที่บัญชี ออมทรัพย์ เลขที่ 124 สหกรณ์ออมทรัพย์ มศว ประสานมิตร หรือ ธนาคารทหารไทย บ/ช ออมทรัพย์ สาขาอโศก เลขที่บัญชี 053-2-35168-1 หรือสามารถติดต่อมาได้ที่ 081-6366384

ใช้โซเชียลมากเสี่ยงฆ่าตัวตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150910/213160.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน 2558
ใช้โซเชียลมากเสี่ยงฆ่าตัวตาย

สธ.ชี้ ใช้สื่อสังคมออนไลน์มากเสี่ยงฆ่าตัวตาย กรมสุขภาพจิตแนะยึดหลัก ‘4 อย่า 3 ควร’ ก่อนโพสต์-ช่วยเหลือ

                      10 ก.ย. 58  ที่กระทรวงสาธารณสุข ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) พร้อม นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต ร่วมแถลงข่าววันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 10 ก.ย.ของทุกปี ในปีนี้ กำหนดประเด็นว่า “ป้องกันการฆ่าตัวตาย ยื่นมือเพื่อช่วยชีวิต”
                      โดย ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า สถานการณ์การฆ่าตัวตายทั่วโลกอยู่ที่ร้อยละ 1.4 หรือ กว่า 800,000 คนต่อปี หรือ 11.69 ต่อประชากรแสนคน คาดว่าจะเพิ่มเป็น 1.5 ล้านคนในปี พ.ศ. 2563 โดยมีคนพยายามฆ่าตัวตายสูงกว่าคนที่ฆ่าตัวตายสำเร็จ 20 เท่าตัว สำหรับประเทศไทย ปี 2557 พบอัตราฆ่าตัวตายอยู่ที่ 6.08 ต่อประชากรแสนคน เท่ากับเมื่อปี 2556 ฆ่าตัวตายสำเร็จปีละกว่า 3,900 คน เฉลี่ย 1 คนในทุก 2 ชั่วโมง ผู้ชายฆ่าตัวตายสูงกว่าผู้หญิง 3 เท่า เป็นกลุ่มอายุ 35 – 39 ปีมากที่สุด ภาคเหนือมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงกว่าภาคอื่น อัตรา 10 ต่อประชากรแสนคน สูงสุดที่จังหวัดลำพูน 20 ต่อประชากรแสนคน แต่ถือว่าโดยรวมยังอยู่ในเป้าหมายที่กำหนดไม่เกิน 6.5 ต่อแสนประชากร
                      ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าวอีกว่า การป้องกันเน้น 2 กลุ่มเสี่ยง คือ
                      1. กลุ่มที่มีภาวะซึมเศร้า ซึ่งมีความเสี่ยงฆ่าตัวตายสูงที่สุด เช่น ผู้ที่มีอาการซึมเศร้า ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น มะเร็ง เบาหวาน ข้อเสื่อม ไตวาย โรคหัวใจ และหลอดเลือด ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ หรือหลังคลอด ผู้ติดสุรา ยาเสพติด
                      2. กลุ่มฆ่าตัวตายด้วยความหุนหันพลันแล่น ซึ่งพบว่ากลุ่มที่เคยพยายามฆ่าตัวตาย ส่วนใหญ่ทำเพราะความหุนหัน และมีปัจจัยกระตุ้นจากดื่มสุรา ปัญหาครอบครัว
                      ทั้งนี้ มาตรการป้องกัน คือ การคัดกรองในระดับชุมชน เพื่อให้ได้รับการปรึกษาโดยเร็ว และเข้าสู่ระบบบริการ
                      “อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเป็นห่วงอีกประการ คือ การใช้สื่อสังคมออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก ไลน์ อินสตาแกรม จำนวน 16 ล้านคน จากการศึกษาในต่างประเทศ พบว่า ยิ่งเข้าถึงโลกออนไลน์มากเท่าใด ความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาการทำร้ายตนเอง / ฆ่าตัวตาย จะมีมากขึ้น โดยเฉพาะกับกลุ่มที่จิตใจอ่อนไหว เปราะบาง จึงต้องประชาสัมพันธ์ให้เข้าใจถึงสัญญาณเตือน และวิธีการช่วยเหลือ ให้กำลังใจ และหยุดการฆ่าตัวตาย”
                      ด้าน นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวเสริมว่า ผลการสำรวจพฤติกรรมการฆ่าตัวตายของคนไทยในจังหวัดที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูง ทั้ง 12 เขตสุขภาพในรอบ 3 ปีนี้ พบอัตราการฆ่าตัวตายในเขตบริการสุขภาพที่ 1 , 8 และ 9 ซึ่งเป็นภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สาเหตุมาจากความขัดแย้งในครอบครัว ผู้ชายและผู้หญิงคล้ายกัน คือ เกิดจากความน้อยใจ คนใกล้ชิดดุด่า ทะเลาะกับคนใกล้ชิด และทุกข์ทรมานจากการป่วยโรคเรื้อรัง โดยผู้หญิงจะมีเรื่องความรัก ความหึงหวง ผิดหวังในความรักด้วย โดยผู้ชายที่ฆ่าตัวตายสำเร็จร้อยละ 3 จะมีการทำร้ายคนอื่นร่วมด้วย ขณะที่ผู้หญิงร้อยละ 2 จะทำร้ายคนอื่นก่อนฆ่าตัวตาย ซึ่งก่อนการลงมือ มักมีสัญญาณเตือน ขอความช่วยเหลือในช่องทางต่างๆ
                      “ผู้ที่ฆ่าตัวตายเกือบครึ่ง จะแสดงท่าที หรือสัญญาณเตือนบอกเหตุแก่ครอบครัวและบุคคลใกล้ชิดก่อน ตั้งแต่ 1 ชั่วโมง ถึง 1 เดือน ซึ่งจะพบมากที่สุดในช่วง 3 วันแรกก่อนการเสียชีวิต และร้อยละ 79 จะมีเหตุกระตุ้นก่อน เช่น ดื่มสุรา และทะเลาะกับคนใกล้ชิด ทั้งนี้ ประเทศไทยถือว่ามีอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี ที่มีอัตราการฆ่าตัวตาย 20 ต่อแสนประชากร เป็นสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งไทยจะต้องเฝ้าระวังต่อไป”
                      นพ.เจษฎา กล่าวด้วยว่า การป้องกัน และลดปัญหาการฆ่าตัวตายจากสื่อสังคมออนไลน์ ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 อย่า และ 3 ควร
                      โดย 4 อย่า ได้แก่ 1. อย่าท้าทาย ไม่สื่อความหมายต่างๆ เช่น “ทำเลย” “กล้าทำหรือเปล่า” เพราะจะยิ่งไปกระตุ้นให้เขาทำ 2. อย่าใช้คำพูดเยาะเย้ย เช่น “โง่” “บ้า” หรือตำหนิอื่นๆ เพราะจะยิ่งเพิ่มความคิดทางลบและเพิ่มโอกาสทำมากขึ้น 3. อย่านิ่งเฉย การนิ่งเสมือนเป็นการสนับสนุนทางอ้อม 4. อย่าส่งข้อความ หรือเผยแพร่ภาพการฆ่าตัวตายและความเศร้าโศกของครอบครัวผู้เสียชีวิตจนมากเกิน เพราะจะกระตุ้นให้ผู้ที่คิดฆ่าตัวตายเกิดการเลียนแบบ และเป็นการเคารพผู้กระทำและความรู้สึกของญาติผู้เสียชีวิตด้วย
                      ส่วนสิ่งที่ควรทำ 3 ควร ได้แก่ 1. ควรห้าม หรือขอให้หยุดพฤติกรรมดังกล่าว เพราะโดยทั่วไปผู้ที่คิดฆ่าตัวตายส่วนใหญ่ จะลังเลใจ จะช่วยให้ยับยั้งใจได้มากขึ้น 2. ควรชวนคุย ประวิงเวลาให้มีโอกาสทบทวน โดยการถามถึงความทุกข์ รับฟัง และไม่ปล่อยให้อยู่คนเดียว ให้คิดถึงคนที่รักและเป็นห่วง แนะทางออกอื่นๆ 3. ควรติดต่อหาความช่วยเหลือ เช่น บุคคลที่ใกล้ชิดเขาที่สุดขณะนั้น
                      ด้าน พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า สำหรับช่วงอายุที่ฆ่าตัวตายสำเร็จมากกว่ากลุ่มอื่น คือ กลุ่มอายุ 35 – 39 ปี โดยพบว่า อายุต่ำสุด คือ 10 ขวบ และสูงสุด คือ 93 ปี ในกรณีเด็ก 10 ขวบ แสดงถึงว่ากลุ่มเด็กก็มีปรากฏการณ์ฆ่าตัวตายเช่นเดียวกัน ซึ่งเกิดขึ้นจากความขัดแย้งในครอบครัว ไม่สบายใจ อยากเรียกร้องความสนใจ และไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ โดยการที่คนเลือกทำร้ายตัวเอง เกิดจากการเลียนแบบวิธีการจากการที่สื่อนำเสนอ และโอกาสการเข้าถึงอุปกรณ์ เช่น อาวุธ สารเคมี ก็เป็นปัจจัยสำคัญ โดยกรมสุขภาพจิตมีสายด่วน 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ โทร 191 หรือสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุด เพื่อเข้าสู่ระบบบริการในการเข้ารับการช่วยเหลือ โดยเร็ว
                      นพ.อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สาเหตุการฆ่าตัวตายที่เกี่ยวกับโรคเรื้อรัง พบว่า อัตรสูงขึ้น 5.9 เท่า รองลงมาเกิดจากการติดสุราเรื้อรัง เพิ่มขึ้น 4.3 เท่า โดยพบว่า ข้อมูลในปี 2555 ร้อยละ 20 ของผู้ที่ฆ่าตัวตายสำเร็จ อยู่ในภาวะการติดสุราเรื้อรัง โดยอยากขอให้ญาติของผู้ที่ติดสุราเรื้อรังได้เข้ารับการรักษาตัว และทราบว่าภาวะดังกล่าวนอกจากจะมีผลกระทบต่อสุขภาพ ยังก่อให้เกิดความเสี่ยงในการฆ่าตัวตายด้วย ทั้งนี้ สถานการณ์บางจังหวัดที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูง พบว่า มีความสัมพันธ์กับอัตราการดื่มสุราที่มีอัตราสูงกว่าจังหวัดอื่นๆ ด้วย
——————–
(หมายเหตุ : ภาพประกอบข่าว)

ต้อนรับฮีโร่เยาวชนไทยคว้าเหรีญทองแดงWorld Skills 2015

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150910/213156.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน 2558
ต้อนรับฮีโร่เยาวชนไทยคว้าเหรีญทองแดงWorld Skills 2015

จังหวัดนครนายกจัดการต้อนรับฮีโร่เยาวชนไทยคว้าเหรียญทองแดงWorld Skills2015 ครั้งที่ 43 ที่ประเทศบราซิล สาขาเทคโนโลยีงานเชื่อม

          นายศุภรัตน์ รัตนพันธ์ นักเรียนจากวิทยาลัยเทคนิคนครนายก ชั้น ปวช.3 แผนกวิชาช่างเชื่อมโลหะ ได้เป็นตัวแทนเข้าทำการแข่ง World Skills 2015 สาขาเทคโนโลยีงานเชื่อม ในการแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติจากทั่วโลก และเมื่อเดินทางกลับมาถึงยังประเทศไทย มีคณะผู้บริหาร ครู เจ้าหน้าที่และนักเรียน นักศึกษา วิทยาลัยเทคนิคนครนายกพร้อมด้วยชาวจังหวัดนครนายก ร่วมแสดงความยินดีกับนายศุภรัตน์ รัตนพันธ์
          ทั้งนี้ได้จัดขบวนแห่ โชว์ตัว ฮีโร่เยาวชนไทย ขวัญใจผู้ที่สร้างชื่อให้คนไทย และ สร้างชื่อให้กับวิทยาลัย และชาวจังหวัดนครนายก ด้วยการแห่รอบเมืองนครนายกให้พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดนครนายกได้ร่วมแสดงความยินดีกันจากนั้นได้เดินทางไปยังศาลากลางจังหวัดนครนายก เพื่อเข้าพบท่านดร.ทวี นริสศิริกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก
          ดร.ทวี นริสศิริกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก วิทยาลัยเทคนิคนครนายกและชาวนครนายก แสดงความยินดีและร่วมต้อนรับ ฮี่โร่เยาวชนไทย นายศุภรัตน์ ที่ไปสร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจให้กับประเทศไทย และชาวจังหวัดนครนายก โดยสามารถคว้าเหรียญทองแดง สาขาเทคโนโลยีงานเชื่อม ในการแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติWorld Skills 2015  จากทั้งหมด 39 ประเทศ (เฉพาะงานเชื่อม) ระหว่างวันที่ 11 – 16สิงหาคม 2558ณ เมืองเซาเปาโล นครดิโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล
          นอกจากนั้น นายศุภรัตน์ รัตนพันธ์ เคยได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนของประเทศไทยร่วมแข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียนครั้งที่ 10 ณ กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ในปี2557 ได้รับรางวัลชนะเลิศเหรียญทอง และรางวัลคะเเนนรวมยอดเยี่ยมจากทุกสาขาที่เข้าร่วมแข่งขันจนได้เป็นตัวแทนของประเทศไทยเข้าร่วมแข่งในครั้งนี้
          ด้าน นายศุภรัตน์ กล่าวว่าจะทำการแข่งขันครั้งต่อไปให้ดีที่สุดถึงแม้ครั้งนี้จะคว้าได้แค่เหรียญทองแดงและพร้อมจะเป็นเทนเนอร์ เเละบุคคลตัวอย่างให้กับน้องๆ ในวิทยาลัยเทคนิคนครนายก
          สำหรับประวัติส่วนตัว นายศุภรัตน์ รัตนพันธ์ ชื่อเล่น น้องเจ เกิดวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2538 อายุ20ปี บิดา ชื่อนายบุญเลิศ รัตนพันธ์ อายุ 44 ปี มารดา ชื่อ นางหวานใจ เชียงไขแก้ว อายุ 39 ปี นายศุภรัตน์ รัตนพันธ์ จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวังไพรวิทยาคม อ.วังสมบูรณ์ จ.สระแก้ว ปัจจุบัน ศึกษาอยู่ในระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่3 แผนกวิชา ช่างเชื่อมโลหะ วิทยาลัยเทคนิคนครนายก สังกัด สถานบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง3 สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

มวยไทยศิลปะการต่อสู้ที่มีชีวิต‘มีสติและเฉลียวฉลาด’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150910/213117.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน 2558
มวยไทยศิลปะการต่อสู้ที่มีชีวิต‘มีสติและเฉลียวฉลาด’
มวยไทยศิลปะการต่อสู้ที่มีชีวิต‘มีสติและเฉลียวฉลาด’

เปิดโลกการศึกษามุสลิมตอน : มวยไทย ศิลปะการต่อสู้ที่มีชีวิต‘มีสติและเฉลียวฉลาด’

 

              เมื่อมวยไทยดังกระฉ่อนไปทั่วอียิปต์ และดูเหมือนเป็นที่กล่าวขานกันอีกนานเท่านาน สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยได้ดีทีเดียว หลังจากผลงานฝ่าย “สารนิเทศและวัฒนธรรม” สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร ร่วมกับสมาคมมวยไทยอียิปต์ (อีซีเอ) จัดการแข่งขันมวยไทย Thailand’s Cup: Muay Thai Championship in Egypt กลิ่นอายความมันยังไม่ทันจางหาย ก็มีการจัดการแข่งขันขึ้นมาอีกครั้งเมื่อวันที่ 28-29 สิงหาคม 2558 ที่ เอยูเอฟซี อคาเดมี ครั้งนี้ คือ สุดยอดของจริง เพราะจัดเต็มทุกรูปแบบของความเป็นไทย ตั้งแต่การไหว้ครู ซึ่งทำเอาผู้คนกว่า 600 คนเงียบกริบ ด้วยท่าร่ายรำการไหว้ครู และดนตรีซึ่งมีมนต์ขลัง ทำเอาผู้ชมซึ่งมีหลายเพศหลายวัยนิ่งเงียบ ปรบมือลั่นเวทีมวยเมื่อการแสดงสิ้นสุดลง

“โมฮัมหมัด อิบราฮีม” ได้ร่วมกับ “มะห์หมูด ซาอีด” จัดตั้งค่ายมวย เอยูเอฟซีอ อคาเดมี ตั้งอยู่ในเขตนัศร์ซิตี้  เพราะโมฮัมหมัด อิบราฮีม เป็นคนชอบกีฬามวยและใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศฮอลแลนด์และเป็นเบลเยียม ซึ่งเป็นประเทศที่สร้างชื่อเสียงให้แก่เขาในการเป็นเจ้าของแชมป์ “คิก บ็อกซิ่่ง” 7 สมัย ก่อนจะหันชีวิตัวเองมาเป็นกรรมการมวยบนเวที และเข้าเป็นกรรมการตัดสินมวยในระดับนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นเบลเยียม ฮอลแลนด์ ทวีปแอฟริกา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และไทย และกลายเป็นหัวหน้ากรรมการผู้ตัดสินมวยนานาชาติในปี 2006 ก่อนที่จะหันมาเปิดค่ายมวย เอยูเอฟซี อคาเดมี ซึ่งเป็นทั้งหัวหน้าค่ายมวยและครูฝึกซ้อม ค่ายนี้มีการสอนมวยหลายชนิด และหนึ่งในนั้นคือมวยไทย

โมฮัมหมัด เล่าว่า แม้จะผ่านการชกมวยมาหลายอย่าง แต่ยอมรับว่ามวยไทยเป็นกีฬาที่น่าทึ่งที่สุด ด้วยศิลปะเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร เป็นกีฬาที่ไว้ป้องกันตัวโดยเฉพาะจริงๆ และเป็นการรวมความพร้อมของคนคนหนึ่ง ที่มีเป้าหมายเพื่อสังหารศัตรูได้อย่างฉลาดและมีไหวพริบที่สุด เขารักมวยไทยมาก และต้องขอขอบพระคุณท่านเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงไคโร ที่ได้เมตตาให้การสนับสนุนในการแข่งขันชกมวยไทย

“มะห์หมูด ซาอีด” หุ้นส่วนคนสำคัญของค่ายเอยูเอฟซี อคาเดมี และเป็นครูฝึกสอนมวยหลายชนิด เช่น คาราเต้ คิกบ็อกซิ่ง และมวยไทย เล่าว่า ขณะนี้นักมวยอาหรับที่มีในกลุ่มมวยไทยของค่ายทั้งหมด 50 คน และมีความพร้อมที่จะขึ้นชกการแข่งขันชกมวยไทยในครั้งนี้ คือ การเปิดตัวที่ดีที่สุด ชาวอียิปต์ต่างให้ความสนใจเป็นอย่างมาก อาจเป็นเพราะชาวอาหรับอียิปต์ได้เห็นความมหัศจรรย์ของการร่ายรำแบบฉบับไหว้ครู เสียงดนตรี และการใช้ศิลปะแม่ไม้มวยไทย ที่มีเสน่ห์ และมีสติในการต่อสู้อย่างชาญฉลาด

“การใช้อวัยวะธรรมดาของร่างกายให้กลายเป็นอาวุธที่น่ากลัวได้อย่างน่าทึ่ง  และหวังเหลือเกินว่าจะได้รับความกรุณาจากครูมวยในประเทศไทยที่จะแวะมาเยือนและให้การสนับสนุนกับโครงการมวยไทยในอียิปต์ต่อไป”

“ฮาเกอร์ ทองธานี”  สาวจาก จ.ระนอง หรือ “น้องตุ๊ก” เป็นผู้ช่วยและประสานงานในการแข่งขันในครั้งนี้ และเป็นล่ามบนเวทีในชุดไทยอย่างสง่า น้องตุ๊กเล่าว่า รู้จักกับนายมะห์หมูดมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว และได้ช่วยเหลือในเรื่องเอกสารหรือการจัดงานและได้เข้ามาดูแลการฝึกซ้อมของเด็กในค่าย วัยรุ่นอียิปต์ รักและชอบมวยไทยมาก พอมาเข้าการฝึกมวยไทย มีความตั้งใจที่จะเรียนรู้และเข้าถึงมวยไทย หลังจากมวยไทยได้ออกอากาศไป คิดว่าคงเป็นการเริ่มต้นที่ดีของวงการมวยไทยในอียิปต์อย่างแน่นอน เพราะมวยไทยไม่ใช่ใช้กำลังอย่างเดียว หากแต่สติและการเคลื่อนไหวของร่างกายจะเคลื่อนไหวได้อย่างสวยงามทุกกระบวนท่า

กล้องที่จับไปทุกภาพในวันงาน คือความสุขที่ได้เห็นผู้คนหลากหลายแห่กันมาชม ไม่ว่าหญิง ชาย หรือวัยหนุ่มสาว เฒ่า แก่ จูงลูกหลานมาดูแม่ไม้มวยไทย และฟังเสียงดนตรีที่ไม่เคยมีในอียิปต์ แค่เสียงดนตรีก็ทำเอาทุกคนอึ้งแล้ว เพราะนั่นคือแรงดันให้นักมวยฮึดสู้อย่างมีสติ และผ่อนคลาย มวยไทยศิลปะแห่งชีวิตและจิตวิทยาจริงๆ

ยุคนี้มีแต่ “ข่าวร้าย” SMEs ต้องตั้งสติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07012010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

แหล่งทุนหนุน SMEs

สุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด

ยุคนี้มีแต่ “ข่าวร้าย” SMEs ต้องตั้งสติ

“เรื่องยอดส่งออกก็ออกมาพูดกันมากว่าการเติบโตนั้นติดลบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งจากปัญหาประเทศที่นำเข้าอย่าง จีน มีการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลง…ปัญหาทางยุโรปที่เป็นคนซื้อของที่บ้านเราส่งออกไปก็ยังสามวันดี สี่วันไข้”

เมื่อเราๆ ท่านๆ ไม่ว่าในฐานะคนขายของ คนทำธุรกิจ คนทำโรงงานผลิต คนทำธุรกิจรับจ้างทำของ-ให้บริการ หรือแม้แต่คนทำอาชีพเกษตรกรรม-กสิกรรม หรือในฐานะที่ถูกยกย่องว่าเป็น SMEs กระดูกสันหลังของระบบเศรษฐกิจไทยคงไม่มีใครจะไม่รู้สึกละเหี่ยใจ เหตุเพราะว่าเวลาได้อ่านข่าวสาร ได้รับฟังข่าวสารทางเศรษฐกิจช่วงเวลานี้ล้วนมีแต่ในทางข่าวลบ และมากระทบความรู้สึกได้แทบทุกวัน ในทุกช่องทางที่รับรู้

– ยอดขายรถ ตกต่ำบ้าง ขายไม่ออก มีรถเหลือเยอะแยะ โปรโมชั่นเต็มที่แล้ว ถึงขนาดออกมาแบบว่าดอกเบี้ย 0 เปอร์เซ็นต์ ผ่อน 72 งวดก็แล้ว ที่สำคัญ ผลจากโครงการรถยนต์คันแรกที่เกิดขึ้นได้ทำให้ครัวเรือนส่วนใหญ่ที่ตัดสินใจซื้อรถยนต์คันใหม่ ทั้งที่อาจจะยังไม่มีความพร้อม และจะต้องมีภาระในการผ่อนชำระอย่างน้อย 4-6 ปีตามงวดการชำระ ความระมัดระวังของสถาบันการเงินในการอนุมัติสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์เนื่องจากสถาบันการเงินมีความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจและความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ ทำให้มีการปฏิเสธสินเชื่อสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ซื้อรถใหม่เป็นเจ้าของรถได้ยากขึ้น เมื่อพิจารณาถึงสาเหตุ ทั้งการบิดเบือนของตลาดรถยนต์ในช่วงที่ผ่านมา ผลของรายได้ที่ลดลง ความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ รวมถึงภาระหนี้ครัวเรือนที่มีอยู่สูง จึงนำมาสู่เรื่องราวในทางลบนั่นเอง แต่ปรากฏว่าเวลานี้ รถยนต์ยี่ห้อแพงๆ กลับขายได้ดี

– อสังหาริมทรัพย์ บ้าน คอนโดมิเนียม ทาวน์เฮ้าส์ มียอดการปฏิเสธสินเชื่อที่สูงเพิ่มขึ้น พูดง่ายๆ คือ มีใบสมัครสินเชื่อเข้ามาให้พิจารณา 100 ใบ ปรากฏว่าไม่ผ่านการพิจารณาทั้งเรื่องของรายได้ไม่มากพอตามเกณฑ์ มีภาระหนี้เดิมอยู่มาก ผ่อนเพิ่มอาจจะไม่ไหว หรือว่ามีประวัติผิดนัดชำระหนี้ล่าช้าในบางบัญชีที่เรียกว่า “ปัจจุบันไม่มีการค้าง แต่ในอดีตที่ผ่านมาเคยค้างชำระ-เรียกเป็นภาษาชาวบ้านว่าเป็นคนเคยค้าง” ขณะที่เกณฑ์การให้สินเชื่อยังเป็นเกณฑ์เดิม เพียงแต่จะมีการพิจารณารอบคอบมากขึ้น โดยยอดปฏิเสธสินเชื่อบ้านลูกค้าตลาดบน คนที่มีรายได้สูงจะมีอัตราการปฏิเสธสินเชื่ออยู่ที่ 20-25 เปอร์เซ็นต์ ของคำขอสินเชื่อ และกลุ่มลูกค้าทั่วไปอยู่ที่ 40-45 เปอร์เซ็นต์”

– ยอดสินเชื่อที่ธนาคาร สถาบันการเงินให้กู้ยืม มีอัตราการเติบโตที่ลดลงมากว่าปีก่อนๆ และก็มีความระมัดระวังในเรื่องการให้กู้กับลูกค้าเพิ่มมากขึ้น เช่น ในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างช้าๆ การปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้กับผู้ที่มีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่า 30,000 บาท ธนาคารได้ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อเป็นอย่างมาก เนื่องจากลูกค้ากลุ่มนี้มีภาระหนี้เก่าสูง ขณะที่กลุ่มที่มีรายได้ต่อเดือนที่ 50,000 บาทขึ้นไป และต้องการที่อยู่อาศัยราคา 5 ล้านบาท หรือคอนโดมิเนียมราคา 10 ล้านบาท ที่ติดรถไฟฟ้ายังไปได้ดี ดังนั้น เจ้าของโครงการหรือผู้พัฒนาโครงการจะหันมาเน้นกลุ่มลูกค้าระดับบนที่มีรายได้สูงมากขึ้น

– ในส่วนของดัชนีความเชื่อมั่นด้านต่างๆ ล้วนมีการประกาศออกมาในทางลดลงอย่างต่อเนื่อง

– เรื่องยอดส่งออกก็ออกมาพูดกันมากว่าการเติบโตนั้นติดลบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งจากปัญหาประเทศที่นำเข้าอย่าง จีน มีการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลง เช่น การส่งออกในเดือนกรกฎาคม ติดลบไป 8.3 เปอร์เซ็นต์ ต่ำสุดในรอบ 4 เดือนและต่ำสุดกว่าที่ตลาดได้คาดการณ์ไว้ ปัญหาทางยุโรปที่เป็นคนซื้อของที่บ้านเราส่งออกไปก็ยังสามวันดี สี่วันไข้ พอมาดูทางอเมริกา ตอนแรกๆ ก็บอกว่าเศรษฐกิจน่าจะดีแล้ว ที่สุดก็ยังไม่แน่นอนขึ้นมาว่าจะดีแบบคงทน ถาวร แข็งแกร่งหรือไม่ ใจของผู้คนที่ได้รับฟัง เจอทุกวัน นานวันเข้าก็จะมีความรู้สึกว่า สถานการณ์มันมีอะไรที่น่าวิตก เศรษฐกิจไทยมันจะไปได้โลดจริงหรือ ยากนักที่สังคม (ที่เชื่อตามความรู้สึก ไม่ได้เชื่อจากความรู้จริงแบบบ้านเรา) จะยอมเชื่อว่า เศรษฐกิจเรามีพื้นฐานแข็งแรง ได้เปรียบในจุดยุทธศาสตร์ของการแข่งขัน ปัญหาที่เจอเป็นเรื่องชั่วคราวแล้วเราก็จะผ่านไปได้ เหมือนที่เรามีพระเอกขี่ม้าขาว มาช่วยโดยตลอด…เราจะเชื่อเช่นนั้นได้จริงหรือ

แล้วอะไรคือสิ่งที่ SMEs บ้านเราในเวลานี้ที่ควรต้องดำเนินการภายใต้ข่าวสารที่ออกมา ไปในทางลบค่อนข้างมาก จนอาจกล่าวได้ว่า ตื่นเช้าขึ้นมา อ่านสื่อ เสพสื่อแล้ว ยังจะมีกำลังใจเหลืออยู่หรือไม่

ผมคิดว่าเมื่อเราเป็น SMEs ในเมืองพุทธ น่าจะมีศาสนาในใจ จึงขอนำเอาข้อความมาสื่อให้กับทุกท่าน ในช่วงเวลานี้เนื่องจากเป็นช่วงของ “การเข้าพรรษา” เพื่อท่านจะได้มีข้อมูลอะไรที่จะช่วยท่านๆ ทั้งหลาย ที่ต้องแบกรับภาระหนี้สิน ภาระการหมุนเงิน ภาระการหมุนหนี้ ภาระการดูแลธุรกิจ ลูกจ้าง พนักงาน ในยามนี้ เวลานี้ที่ต้องใช้สรรพกำลังทั้งกายและใจต่อสู้ ฝ่าฟัน กับข่าวสารในทางลบที่ออกมาดังกล่าวข้างต้น ก็ไปพบว่า มีผู้คนที่ปรารถนาดีต่อกันได้ส่งข้อมูลมาให้เพื่อเป็นทั้งกำลังใจ ทั้งเตือนสติ ให้กาย-ใจ กลับสู่ที่ตั้ง มีความไม่ปรุงแต่งเป็นที่ยึด คำนึงถึงความเพียงพอ เพื่อที่จะมีชีวิตทั้งทางโลก ทางธรรม ทางธุรกิจ แบบพอเพียง ความมีดังนี้ครับ

ชีวิตคน ย่อมแปรผัน

สิ่งสำคัญ อย่าประมาท

สิ่งผิดพลาด คือบทเรียน

สิ่งพากเพียร คือลาภผล

สิ่งช่วยตน คือปัญญา

สิ่งบูชา คือบุญคุณ

สิ่งค้ำจุน คือพ่อแม่

ผู้เสริมต่อ คือครูอาจารย์

สิ่งบันดาล คือเงินตรา

ยอดปรารถนา คือความสุข

สิ่งเปลื้องทุกข์ คือศีลทาน

สิ่งสำราญ คือความชั่ว

สิ่งเมามัว คือความอยาก

พาลำบาก คือเกียจคร้าน

ใจเบิกบาน คือไม่มีหนี้

ความป่นปี้ คืออบายมุข

พาให้สุข คือธรรมะ

ไม่หมดภาระ คือยังไม่ตาย

เลิกวุ่นวาย คือได้ “นิพพาน”

คำที่ว่า “ใจเบิกบาน คือไม่มีหนี้ ความป่นปี้ คืออบายมุข” เห็นจะเป็นจริงแน่แท้

ดังคำที่ว่า ความไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ ภายใต้บรรยากาศของหนี้ครัวเรือน 10.5 ล้านล้าน + ความเข้มงวดของคนให้กู้ + เศรษฐกิจเปราะบางเวลานี้ ที่ต่างก็ระบายออกมาทางไลน์ว่า “การหมุนเงินทัน ในแต่ละเดือน คือลาภอันประเสริฐ”

ผมต้องขอขอบคุณท่านที่เป็นผู้แต่งคำกล่าวข้างต้นที่ระบุเพียงว่า สายธรรม (วัดป่าฯ อุดร) ด้วยความขอบคุณยิ่ง

ท่านเตือนสติผู้คน เตือนสติ SMEs ในยามนี้ได้อย่างงดงามจริงๆ ครับ

ทำไม…ใครๆ ก็อยากไปญี่ปุ่นอีก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07016010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

เติมใจ…ใส่ธุรกิจ

พลชัย เพชรปลอด : อาจารย์พิเศษ ม.ศิลปากร, อดีตผู้บริหารการตลาด กลุ่มธนบุรีประกอบรถยนต์

ทำไม…ใครๆ ก็อยากไปญี่ปุ่นอีก

เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ฟังเพื่อนคุยกันถึงสถานที่ท่องเที่ยวอันน่าประทับใจ และอยากไปซ้ำ แต่ละคนสรุปตรงกันว่า “ญี่ปุ่น” คือประเทศที่อยากไปซ้ำอีก ไปกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ ขนาดนั้นเชียวเหรอ…

ถ้าจะว่าไปก็ไม่น่าเป็นคำกล่าวเกินจริง เพราะญี่ปุ่นมีหลากอารมณ์ให้ชม ให้ชิม และให้ช็อป แต่สิ่งที่น่าสนใจนอกเหนือจากสภาพบ้านเมืองอันมีระเบียบ ชนิดอย่าเอาเมืองไทยไปเทียบให้อายเขา ยังมีธรรมชาติงดงาม มีแหล่งช็อปชนิดที่ใจแข็งแค่ไหนก็กระเป๋าฉีกได้

แต่สำหรับผม คิดว่าสิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้เรื่องการท่องเที่ยวคือ เรื่องการทำงานของคนญี่ปุ่น

มีคนเคยกล่าวว่า ถ้าท่านไปเที่ยวสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ ซึ่งมีในหลายประเทศ รวมทั้งญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในสวนสนุกดิสนีย์อันเลื่องชื่อ แต่เขาเคลมว่า ที่ญี่ปุ่นให้บริการดีที่สุดในโลก

เป็นคำกล่าวที่ไม่เกินจริงในเรื่อง “งานบริการ” ที่คนญี่ปุ่นมีหัวใจบริการเต็มเปี่ยม น่าเอาเยี่ยงอย่าง

ผมเคยลองนั่งวิเคราะห์ดูว่า ทำไมเราจึงรู้สึกว่าการทำธุรกิจ การให้บริการของคนญี่ปุ่น จึงเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่น่าหลงใหล ได้ข้อสรุปมาประมาณ 5 ข้อครับ

ข้อแรก คนญี่ปุ่นตั้งใจทำงาน (มาก หรืออาจมากเกินไปในสายตาคนไทย) เวลาทำงานของคนญี่ปุ่น จะแสดงให้เห็นถึงความจริงจัง จดจ่อ เอาใจใส่กับงานตรงหน้า อย่างไม่วอกแวกไปสนใจอย่างอื่น

ผมเคยนั่งรถไฟสายชนบทของญี่ปุ่นสายหนึ่ง ที่มีเพียงโบกี้เดียว จึงสามารถมองดูพนักงานขับรถไฟทำหน้าที่ได้อย่างใกล้ชิด ทั้งรถไฟ มีเจ้าหน้าที่คนเดียวครับ ขับรถไป จอดรถก็ลุกมาเก็บค่าโดยสาร แวะรับของที่มีคนมาส่งทางรถไฟ เอามาเรียง หรือเอาของลงให้คนที่มารอรับ “คนเดียว” ทำได้ครบ

ถ้าเป็นเมืองไทย ต้องมีอย่างน้อย 2-3 คนแน่นอน หน้าที่ใครหน้าที่มัน ช่วยกันไม่ได้ ทำแทนกันไม่ได้ แต่ญี่ปุ่นใช้คนน้อยสุด ใช้คนเท่าที่จำเป็นจริงๆ แต่ทุกคนทำงานได้เร็ว เร็วแค่ไหน ลองดูสนามบินในโตเกียวตอนเอกซเรย์กระเป๋าได้ครับ แถวยาวเหยียด แต่เร็วมาก

ย้อนกลับไปที่พี่คนขับรถไฟ เสือเดี่ยวโบกี้เดียวของผม ทุกครั้งเมื่อถึงสถานี และก่อนออกรถ เขาจะทบทวนขั้นตอนทุกครั้งว่าต้องกดปุ่มไหน ต้องทำอะไรบ้าง เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด

ถ้าใครเคยทำงานกับเจ้านายญี่ปุ่น อาจไม่สนุก เพราะความตั้งใจทำงานมากเกินเหตุนี่แหละ ผมเคยมีเจ้านายญี่ปุ่น ทำกันอยู่ระยะสั้นๆ ก็รู้สึกว่าชีวิตรันทดครับ เล่นไม่ได้ ไม่มันส์เลย

ข้อสอง คนญี่ปุ่นอ่อนน้อมให้เกียรติ การโค้ง คือการแสดงความให้เกียรติของคนญี่ปุ่นแทนการไหว้แบบของไทย การโค้งยังมีระดับของการโค้งว่าต่ำแค่ไหน ก้มไม่มาก อาจเป็นรุ่นราวไล่เลี่ยกัน แต่ถ้าอาวุโสมาก หรือให้เกียรติมาก โค้งต่ำแทบหลังหัก

ไม่เพียงในร้านอาหาร ร้านค้าต่างๆ ที่โค้งแล้วโค้งอีก อันนั้นผมว่าธรรมดา แต่ผมสังเกตในสนามบิน ซึ่งมีพนักงานคอยตรวจเช็กความพร้อมของเครื่องบิน และคนที่คอยให้สัญญาณเลี้ยวและการเข้าจอดเทียบงวงของเครื่องบิน ที่เมืองไทยคงเคยเห็นคนที่ถือไม้ปิงปองคู่ โบกมือไหวๆ นั่นแหละ

คนเหล่านี้ ทำงานอยู่ในสนามบินตามปกติของเขา สื่อสารกับกัปตัน แต่ที่ญี่ปุ่นคนเหล่านี้จะโค้งเมื่อทำภารกิจเสร็จ จะไปยืนส่งผู้โดยสาร เมื่อเครื่องบินเริ่มเคลื่อนออกไป จะโค้งแสดงอาการเหมือนขอบคุณ โบกมือให้

แม้แต่แอร์โฮสเตสจะเดินเข้าเครื่องบิน ยังต้องหยุดโค้งให้ผู้โดยสารที่นั่งรอในโถงประตูทางออก เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินจะเข้าทำหน้าที่ ก็โค้งผู้โดยสารที่รออยู่ ไม่มีใครสนใจ ก็ไม่เป็นไร แต่ก็โค้งด้วยทีท่าจริงใจ ไม่ใช่สักแต่โค้งๆ ไปให้เสร็จภาระ

ข้อสาม ยินดีให้บริการ คนญี่ปุ่นมีลักษณะพิเศษที่ผมชอบคือ ความภาคภูมิใจในอาชีพของตนเอง เขาไม่ดูถูกอาชีพของตัวเอง และไม่เห็นใครดูถูกอาชีพคนอื่น จะหน้าที่ไหน เขาทำหน้าที่ด้วยความขยันขันแข็ง ทำด้วยความสนุกในหน้าที่

ดังนั้น เวลาเป็นผู้รับบริการ จะพบว่าได้รับการบริการที่เขายินดีมอบให้ ตามร้านค้า ถ้าไปเดินดูของจะไม่เจอมาเร่งเร้า มาคอยตามประกบราวจะตีหัวเข้าบ้าน

ยิ่งตามร้านซูชิ ผมชอบลีลาการเสิร์ฟซูชิของเชฟ ที่มาทำตรงหน้า และทำด้วยอารมณ์ของคนภาคภูมิใจในการปรุงอาหาร อยากให้เราได้กินของดีๆ แค่ดูก็มีความสุขแล้ว

ข้อสี่ พยายามช่วยเหลือ เมื่อขอความช่วยเหลือ ชาวญี่ปุ่นก็พยายามช่วยเหลือ ด้วยความเต็มใจ แม้ว่าโดยปกติแล้วชาวญี่ปุ่นจะถือความเป็นส่วนตัวค่อนข้างมาก การรบกวนเป็นเรื่องไม่ควรกระทำ แต่ในงานบริการ ความพยายามที่จะช่วยเหลือนั้นมีอยู่ไม่น้อย

เคยเจอพนักงานบริการร้านอาหารแห่งหนึ่ง ทั้งร้านพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย มีแต่น้องคนหนึ่ง ที่พอพูดได้แบบงูๆ ปลาๆ แล้วเป็นงูและปลาตัวน้อยซะด้วย ต้องอาศัยภาษารูปกับภาษามือช่วยเสริม แต่ก็พบว่าเขามีความพยายามที่จะดูแล พยายามจะสื่อสาร จะช่วยให้เราได้กินอย่างที่อยากกิน เหนื่อยกันไปทั้ง 2 ฝ่าย

ข้อห้า สร้างเสน่ห์ด้วยรายละเอียด จริงๆ แล้วผมว่าญี่ปุ่นนี่แหละคือตัวพ่อของแนวคิด minimalism คือ ทำน้อยแต่ได้มาก คือไม่ต้องมีอะไรมากชิ้นให้รกรุงรัง แต่คุณค่าที่ตอบสนองเพียบ การประดับตกแต่ง การสร้างบรรยากาศ ซึ่งในแง่ของการตลาดบริการเขาเรียกว่า physical evidence สิ่งที่ปรากฏชัดทางด้านกายภาพคือ เห็นได้ ฟังได้ ดมได้ สัมผัสได้ ล้วนมีผลต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้า

บรรยากาศของร้านญี่ปุ่น ของธุรกิจบริการต่างๆ การประดับประดามักจะน้อยๆ แต่เสน่ห์มาแบบเน้นๆ เพราะในความน้อยนั้น มีความใส่ใจในรายละเอียดต่างๆ แฝงอยู่

ด้วยความเป็นเจ้าแห่งเทคโนโลยี และระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลาย อุปกรณ์อัตโนมัติจึงเป็นสิ่งธรรมดาของญี่ปุ่น แต่สังเกตได้ว่า ไม่ได้บ้าอัตโนมัติแบบไม่ลืมหูไม่ลืมตา เขาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการใช้ชีวิตประจำวันมากกว่า โดยเฉพาะถ้าสิ่งนั้นข้องเกี่ยวกับความสะอาด

ห้องน้ำอัตโนมัติมีน้ำล้างฉีดให้เอง ถังขยะในห้องน้ำที่มีเซ็นเซอร์ มือโบกก็เปิดฝาให้ ห้องอาบน้ำที่มีระบบป้องกันกระจกเป็นฝ้าจากการเปิดน้ำอุ่น แต่ละสิ่งถูกคิดด้วยรายละเอียด ด้วยการเอาประโยชน์ใช้สอยเป็นตัวนำ แล้วตามด้วยดีไซน์แบบ minimal

ลองนึกดูสิครับ ว่าถ้าการใช้บริการในญี่ปุ่นได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างเป็นธรรมชาติ ผมขอย้ำว่า “อย่างเป็นธรรมชาติ” คือทุกคนทำด้วยความภาคภูมิใจในอาชีพของตนเอง คนรับบริการจะมีความสุขแค่ไหน นั่นคือสิ่งที่ญี่ปุ่นเป็นอยู่ คนรับบริการจึงมีความสุข

ผมว่าบางทีปัญหาเรื่องการบริการในบ้านเรา ที่เจอปัญหาบ่อยๆ ได้ฟังเจ้าของกิจการบ่นให้ฟัง บ่อยครั้งถูกเชิญไปบรรยาย ก็เริ่มจากปัญหาบริการเป็นส่วนใหญ่ คนไทยจำนวนไม่น้อยให้บริการแบบขอไปที ถ้าเราเริ่มต้นแก้ไขให้สะเด็ดน้ำ คงต้องเปลี่ยนวิธีคิดก่อน

ทำอย่างไรให้คนไทย รู้จักภาคภูมิใจในอาชีพ ในงานที่ตนเองทำ เริ่มต้นแค่นี้แหละ ผมเชื่อว่า ถ้าทำได้…บริการที่ดีจะตามมาเอง

แล้ว…ใครๆ ก็คงอยากมาเมืองไทย…เหมือนที่ใครๆ อยากไปญี่ปุ่นอีก…

ผอ.ททท.อีสาน ฟันธง เทรนด์เที่ยวเพื่อสุขภาพไม่มีวันตาย ชี้ “ปากช่อง-เขาใหญ่” แหล่งท่องเที่ยวเกษตรผุดขึ้นเพียบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07017010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

จอดป้ายเส้นทางเศรษฐี

ผอ.ททท.อีสาน ฟันธง เทรนด์เที่ยวเพื่อสุขภาพไม่มีวันตาย ชี้ “ปากช่อง-เขาใหญ่” แหล่งท่องเที่ยวเกษตรผุดขึ้นเพียบ

ในวงเสวนาเรื่อง “อนาคตการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเขาใหญ่-ปากช่อง” เมื่อเร็วๆ นี้ที่ เขาใหญ่ พาโนรามา ฟาร์ม อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา คุณสมฤดี จิตรจง ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า เทรนด์การท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพยังเป็นกระแสที่มาแรงทั่วโลก ซึ่งหลายประเทศต่างมีรายได้หลักจากการท่องเที่ยวในรูปแบบดังกล่าว และเชื่อว่าจะเป็นกระแสที่ไม่มีวันตาย เนื่องจากผู้คนหันมาสนใจดูแลสุขภาพกันมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เกิดในยุคเบบี้บูมในไทยที่มีกว่า 10 ล้านคน ซึ่งนิยมการเดินทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

คุณสมฤดี กล่าวว่า ที่ผ่านมาทาง ททท. ได้ผลักดันให้ปากช่อง-เขาใหญ่เป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ทุกวันตลอดทั้งปี โดยเน้นในเรื่องของการเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากนักท่องเที่ยวไทยและกำลังขยายตัวไปสู่ตลาดนักท่องเที่ยวต่างประเทศ โดยในปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวเข้ามาร่วม 10,000,000 คน และจากการที่แหล่งท่องเที่ยวแถบนี้อยู่ในพื้นที่ที่มีโอโซนมากเป็นอันดับ 7 ของโลก จึงเกิดแหล่งท่องเที่ยวน้องใหม่ขึ้นมาอีกหลายแห่ง นั่นคือ แหล่งท่องเที่ยวการเกษตรผสมผสานกับแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องและขยายตัวเป็นอย่างดี

“อำเภอปากช่องเป็นแหล่งผลิตผักผลไม้ที่สำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และไม่เพียงแต่เป็นการเกษตรที่เน้นเรื่องของเกษตรอินทรีย์และปลอดสารพิษ ในพื้นที่แถบนี้ยังมีความสวยงามด้วยบรรยากาศของทิวเขาล้อมรอบและการเดินทางที่สะดวก มีที่พักที่สวยงามสะดวกสบาย ตลอดจนมีการนำสินค้าพัฒนาต่อยอดขึ้นมาในเชิงลักษณะเป็นสินค้าสุขภาพ” ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวและว่า แหล่งท่องเที่ยวการเกษตรผสมผสานกับแหล่งท่องเที่ยวในเชิงสุขภาพของปากช่อง มีเสน่ห์ต่างจากที่อื่น อีกทั้งยังสอดแทรกเรื่องของการเรียนรู้ ทำให้นักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมเยือนนอกจากจะได้ความสุขแล้วยังได้ความรู้กลับไปอีกด้วย

คุณสมฤดี กล่าวอีกว่า แหล่งท่องเที่ยวทางการเกษตรที่นักท่องเที่ยวสามารถไปเยี่ยมชม เช่น สวนผักปากช่อง แดรี่โฮม ไร่องุ่นต่างๆ ฯลฯ ส่วนแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อย่างเขาใหญ่ พาโนรามา ฟาร์ม ฯลฯ ถ้าเป็นร้านอาหารอร่อย อาทิ ช็อกโกแลตแฟกตอรี่ ยุ้งข้าว ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีแหล่งที่ครอบครัวจะได้เรียนรู้ต่างๆ ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นสวนสอนศิลป์ ฟาร์มโชคชัย ฟาร์มม้าหมอปอ และแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ อีกมากมาย ที่สำคัญที่สุดคือ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ขึ้นทะเบียนมรดกโลกที่ยังคงมีมนต์เสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาในเส้นทางนี้ได้เป็นอันมาก

ด้าน คุณปรเมศวร์ สิทธิวงศ์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท เขาใหญ่ พาโนรามา ฟาร์ม จำกัด กล่าวว่า ได้เปิดเป็นฟาร์มเห็ดเชิงท่องเที่ยว เมื่อปี 2554 ก่อนขยายธุรกิจ เฟส 2 ในนามเขาใหญ่ พาโนรามา รีสอร์ต เมื่อปีที่แล้วภายใต้รูปแบบรีสอร์ตทรงเห็ดแห่งแรกในเมืองไทย และมีจุดเด่นที่สระว่ายน้ำแบบออนเซ็นน้ำอุ่น ในหินอ่อนธรรมชาติ รวมถึงเมนูอาหารเห็ดเพื่อสุขภาพที่ให้บริการนักท่องเที่ยว โดยได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ

ทั้งนี้ ในอีก 2 ปีข้างหน้าจะเปิดมัชรูมแลนด์ ซึ่งจะเป็นแหล่งให้บริการสำหรับผู้ที่ต้องการรักษาสุขภาพของตัวเองแบบครบวงจร สำหรับแผนธุรกิจปี 2559-2560 จะเน้นในเรื่องการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและสุขภาพของประเทศ โดยมุ่งเน้นการให้ความรู้ในเชิงการเพาะเลี้ยงเห็ดหลินจือ รวมทั้งสรรพคุณที่มหัศจรรย์ของเห็ดหลินจือ โดยนักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสโรงเรือนเพาะเห็ดหลินจือระบบปิดอย่างใกล้ชิด

เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07024010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

ชักหน้า…ให้ถึงหลัง

ป้านะยะ Pranaya.n@ktc.co.th

เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?

จุดที่ค่าห้องพักในโรงพยาบาลแพงกว่าค่าห้องพักในโรงแรม จุดที่น้ำดื่มแบบขวดในร้านอาหารถูกกำหนดราคาไว้แพงกว่าน้ำอัดลม จุดที่กาแฟบางร้านแก้วละร้อยกว่าบาท ในขณะที่เดินไปอีกไม่กี่ก้าวขายแก้วละ 20 บาท จุดที่อาหารบางมื้อแพงกว่าเงินเดือนของคนทำงานบางคนทั้งเดือน และที่น่าประหลาดใจคือ สินค้าหรือบริการที่ตั้งราคาแพงๆ แบบนี้ กลับขายได้และผู้บริโภคยอมรับ

อะไรคือกฎเกณฑ์ในการตั้งราคาของเจ้าของธุรกิจเหล่านี้?

ในการทำธุรกิจนอกจากจะต้องคิดให้ออกแล้วว่าจะขายอะไร ขายที่ไหน แล้วจะขายที่ราคาเท่าไหร่ เป็นกลยุทธ์สำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่เจ้าของธุรกิจต้องคำนึงถึง ซึ่งเป็นการตั้งราคา (Price) เป็นหนึ่งในองค์ประกอบของส่วนผสมการตลาดพื้นฐานของ 4 P”s (Product, Price, Place, Promotion)

การกำหนดราคา นั้นเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ก่อให้เกิดรายได้ให้กับธุรกิจของเรา และนอกจากนี้ การตั้งราคาสินค้ายังถูกใช้เพื่อเป็นการบ่งบอกคุณภาพและคุณค่าของสินค้าไปในตัวได้อีกด้วย บ่อยครั้งที่เราเห็นสินค้าที่มีราคาสูง เราก็มักที่จะรับรู้ได้ด้วยตนเองไปก่อนว่า สินค้าแบรนด์นี้น่าจะมีคุณภาพที่ดีกว่าสินค้าที่มีราคาถูกกว่า หรือบางทีการตั้งราคาที่ต่ำจนเกินไป อาจทำให้รู้สึกว่าคุณภาพคงไม่ดีจนไม่กล้าใช้ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสินค้าของเรานั้นเหมาะสมกับราคาที่ตั้งไว้ กลยุทธ์การตั้งราคาสินค้าจึงถือเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่น่าสนใจที่จะทำให้สินค้าและราคาสอดคล้องกันตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ และยังเป็นการเชิญชวนให้ลูกค้าเข้ามาสนใจเลือกซื้ออีกด้วย

สิ่งสำคัญของการกำหนดราคาคือ 1. หาจุดคุ้มทุน เจ้าของธุรกิจต้องหาจุดคุ้มทุนให้เจอก่อน ภาษาบ้านๆ คือ “จุดเท่าทุน” โดยส่วนที่เลยจุดเท่าทุนคือ ผลกำไรที่ธุรกิจจะได้ พูดง่ายๆ รายได้ทั้งหมด-ต้นทุนทั้งหมด=จุดคุ้มทุน จุดคุ้มทุนที่ว่านี้ก็คือ ตัวเลขที่ต่ำที่สุดที่เราสามารถไปตั้งราคาขายได้โดยที่ไม่ขาดทุน ซึ่งถ้าเรายิ่งอยากได้ผลกำไรต่อสินค้า 1 ชิ้นมากขึ้นเท่าไรก็ต้องเพิ่มราคาขายให้มากกว่าจุดคุ้มทุนเท่านั้น

แต่ทุกอย่างไม่ง่ายอย่างนั้น เมื่อการตั้งราคามีปัจจัยอื่นๆ อีกหลายอย่างประกอบอยู่มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสินค้าใหม่ที่บางครั้งเป็นเรื่องยากที่จะเข้าสู่ตลาดด้วยราคาที่สูงตั้งแต่ต้นเพราะผู้คนจะไม่กล้าทดลองเสี่ยงกับราคาที่สูงเกินไปกว่าสินค้าชนิดเดียวกันที่พวกเขาเคยใช้ ทำให้เราอาจต้องเริ่มตั้งต้นที่ราคาไม่สูงมากนักหรือเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ดูก่อน จนกระทั่งพวกเขาเริ่มเกิดความจงรักภักดีกับแบรนด์และแบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้นแล้วก็ค่อยเพิ่มมูลค่าของสินค้าและราคาตามเข้าไปในภายหลัง อย่างไรก็ดี อย่าลืมว่าราคาสินค้านั้นนอกจากจะเป็นตัวกำหนดผลกำไรแล้ว ยังเป็นตัวช่วยกำหนดความรู้สึกรับรู้ของผู้บริโภคที่มีต่อสินค้าได้ด้วย

2. ตรวจสอบความต้องการของตลาดและผู้บริโภค การกำหนดราคานั้นมักเป็นไปตามกลไกของตลาดที่ว่า ถ้าสินค้านั้นมีความต้องการของผู้บริโภคสูงก็ย่อมกำหนดราคาสูงได้ตาม ในทางกลับกัน ถ้าหากสินค้านั้นไม่ค่อยเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคมากนัก อำนาจในการกำหนดราคาของเราก็จะลดลงตามไปด้วย ดังนั้น ราคาของสินค้าอาจต้องมีความยืดหยุ่นและปรับตัวขึ้นลงได้ตามตลาดอยู่เสมอ โดยในบางครั้งเมื่อเราไม่สามารถปรับลดราคาลงมาได้เพราะกลัวเสียแบรนด์ก็อาจใช้การจัดโปรโมชั่นลดราคาสินค้า หรือแจกของแถมมากขึ้นทดแทนจนกว่าสินค้านั้นจะเป็นที่ต้องการของตลาดอีกครั้งก็ได้

3. ดูคู่แข่ง นอกจาก 2 ปัจจัยข้างต้นแล้วเรายังต้องคำนึงถึงราคาสินค้าของคู่แข่งเพิ่มเข้าไปด้วย เนื่องจากราคาสินค้าของคู่แข่งมีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าค่อนข้างมาก ลองคิดดูว่าหากมีสินค้าที่มีคุณภาพและทำจากวัตถุดิบที่มีความใกล้เคียงกัน แต่ทว่ามีเจ้าหนึ่งราคาถูกกว่าอย่างเห็นได้ชัด ลูกค้าก็มักจะเลือกสินค้าชิ้นที่ถูกกว่าเพราะคุณภาพต่างกันไม่มาก แต่ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าวิธีแก้ปัญหาจะเป็นการตัดราคาตนเองลงมาเสมอไป เพราะสิ่งสำคัญคือ การศึกษาคู่แข่ง รู้เขารู้เราแล้วค่อยนำมาวิเคราะห์ว่าจะตั้งราคาอย่างไร จะทำให้สินค้าดูมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเพื่อตั้งราคาสูงขึ้น หรือหาวิธีลดต้นทุนเพื่อใช้ราคามาแข่ง

การตั้งราคาขายเป็นกลยุทธ์ที่ต้องให้ความสำคัญ เป็นกระบวนท่าที่ต้องออกแบบ แต่สูงสุดของกระบวนท่าคือ ไร้กระบวนท่า 555…ไม่ได้พูดให้ขำ ดิฉันได้เคยมีโอกาสพูดคุยกับเจ้าของธุรกิจร้านอาหารที่ประสบความสำเร็จ มีสาขาหลายร้อยสาขาทั่วประเทศ ท่านจะเป็นผู้กำหนดราคาอาหารแต่ละเมนูเอง แล้วไม่ต้องใช้โมเดลทางการเงิน (Feasibility) มาคำนวณให้ปวดหัว ถามท่านว่าท่านใช้กลยุทธ์อะไร ท่านบอกใช้เซนส์ (Sense) เดาๆ กะๆ เอาว่าจานนี้ต้องขายเท่าไหร่ เงิบบบบ!!! มั้ยคะ? และท่านยังไม่สนใจด้วยนะคะว่าคู่แข่งจะขายเท่าไหร่ ฉันจะขายของฉันเท่านี้แหละ แต่ดิฉันเลยได้ข้อสรุปว่า ท่านใช้ ความเก๋า หรือประสบการณ์ในวงการนั่นเอง

คำเตือน! ไม่เก๋าพอ ทำไม่ได้นะคะพี่น้อง

“ใหม่ ดาวิกา” จากฝันเล็กๆ “Misstar by Davika” สู่ร้านกาแฟ “Misstar Cafe”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07026010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

อาชีพคนดัง

นันท์นิ ชาดา

“ใหม่ ดาวิกา” จากฝันเล็กๆ “Misstar by Davika” สู่ร้านกาแฟ “Misstar Cafe”

“ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่” นางแบบ ลูกครึ่งไทย-เบลเยียม และเป็นนักแสดงสังกัดช่อง 7 สี เข้าวงการตั้งแต่อายุ 13 ปี จากการถ่ายโฆษณา จนได้มาเซ็นสัญญากับต้นสังกัดช่อง 7 ประเดิมงานละครเรื่องแรก “เงากามเทพ” ก็เปรี้ยงเลย ต่อด้วย “ดอกแก้ว”, “มาหยารัศมี”, “ตะวันทอแสง” ถือได้ว่าเธอเป็นนางเอกละครที่เล่นเรื่องไหนก็ประสบความสำเร็จ จนมาพีกสุดที่ภาพยนตร์ “พี่มาก?พระโขนง” ที่ทำรายได้สู่หลักพันล้านและส่งผลให้เธอได้ฉายา “นางเอกพันล้าน” และล่าสุดกับบทผี “ริล” ในละคร “นางชฎา” ทางช่อง 7 ก็สร้างชื่อเสียงให้เธออีกครั้ง

นอกจากการแสดงแล้วเธอยังนำความสามารถเรื่องการวาดรูปของเธอมาต่อยอดทำธุรกิจออนไลน์ขายแอกเซสซอรี่สำหรับผู้หญิงในแบรนด์ “Misstar by Davika” วันนี้ในวัย 23 เธอได้ก้าวข้ามความสำเร็จต่างๆ รวบรวมเงินหลักสิบล้านที่หามาด้วยน้ำพักน้ำแรงปั้นธุรกิจร้านกาแฟชื่อ “Misstar Cafe” ย่านสุขาภิบาล 5

กำเนิด “Misstar Cafe”

เจ้าของร้านเล่าให้ฟังอย่างมีความสุขถึงการเริ่มต้นของ Misstar Cafe จากไอเดียร้านกาแฟเล็กๆ ข้างโฮมออฟฟิศ Misstar by Davika สุดท้ายทนความล้นหลามของการรองรับลูกค้าที่มาใช้บริการร้านกาแฟไม่ไหว เธอจึงตัดสินใจเปลี่ยนจากโฮมออฟฟิศ Misstar by Davika มาเป็นร้านกาแฟอย่างเต็มพื้นที่

“จุดเริ่มต้นมันมาจากธุรกิจของใหม่คือขายผ้าพันคอ Misstar by Davika ที่เริ่มต้นจากไอเดียการวาดรูปของใหม่มาลงผ้าพันคอ แล้วแตกไลน์มาเป็นสินค้าอื่นๆ เป็นหมวก กระเป๋า แอกเซสซอรี่ต่างๆ พอวันหนึ่งเราเริ่มมีรายได้มากพอแล้ว ธุรกิจมันขยายตัว เลยอยากได้ที่ไว้สำหรับสต๊อกของ เลยคิดอยากจะเปิดออฟฟิศเป็นของตัวเองไว้เก็บสต๊อกสินค้า ด้วยความที่คุณแม่ใหม่มีที่อยู่ตรงนี้พอดี ซึ่งมันยังเป็นหญ้าไม่มีอะไรเลยประมาณ 1 ไร่ เราก็เลยไปขอแม่ว่าอยากจะทำที่ตรงนี้เป็นโฮมออฟฟิศ พอแม่อนุญาตเราก็คิดว่าที่ตรงนี้มันน่าจะทำอะไรได้มากกว่านั้น ก็เลยคิดไอเดียเปิดเป็นร้านกาแฟเล็กๆ สำหรับคนที่เขาอาจจะมารับสินค้า ชื่อ Misstar Cafe ก็คิดว่าคงจะมีคนเข้ามาไม่เยอะ แต่พอทำไปแล้วไปๆ มาๆ มันก็เริ่มขยายตัวขึ้น พอเปิดตัวจริงๆ กลายเป็นว่าโฮมออฟฟิศที่ตั้งใจไว้เป็นอันต้องยุบไปเพราะร้านกาแฟคนไม่พอนั่ง มันเป็นอะไรที่เราคาดไม่ถึงว่าคนจะมาเข้าร้านกาแฟเยอะขนาดนี้”

ต่อยอดความรู้ด้านธุรกิจกาแฟ

ด้วยอายุ 23 ปี ไม่มีความรู้เรื่องของการทำธุรกิจเลย แต่เพราะอยากสร้างความฝันของตัวเองให้เป็นจริง จากความฝันเล็กๆ Misstar by Davika ทำให้ใหม่มีประสบการณ์ประมาณหนึ่ง แต่เท่านั้นยังไม่เพียงพอ เธอยังต่อยอดความรู้การทำธุรกิจด้วยการขอวิชาจากคนรอบข้าง โดยไม่สนใจว่าใครจะมองว่าตัวเองโง่ เพื่อให้ได้ความรู้สู่การเปิดธุรกิจ Misstar Cafe

“สิ่งที่ยากที่สุดคือการที่เราเริ่มจากศูนย์ ที่ผ่านมาการเปิดแบรนด์ Misstar by Davika จนขยายมาเป็น Misstar Cafe ใหม่เรียนรู้การทำธุรกิจด้วยตัวเองทั้งหมด เอาตรงๆ เราไม่มีความรู้เรื่องการทำธุรกิจอะไรเลย อาศัยการถามจากคนที่เขาทำธุรกิจอยู่ และจากประสบการณ์ตรงที่เราขายของกับลูกค้าด้วยตัวเราเอง ทั้งตลาดนัด ออกบู๊ธ สิ่งที่ใหม่ได้มามันมีอะไรให้เราได้แก้ไขตลอดเวลา ซึ่งตรงนี้แหละทำให้เรามีประสบการณ์ของตัวเราเอง มองเห็นปัญหาแล้วก็รู้ทางที่จะแก้ปัญหา จนแข็งแรงพอที่จะขยายธุรกิจ

แต่เท่านั้นมันยังไม่ทำให้เรามั่นใจพอที่จะก้าวสู่ Misstar Cafe ช่วงแรกๆ เป็นอะไรที่หนักเหมือนกัน ด้วยที่ผ่านมาเราทำเองและมีเพื่อนอีกคนหนึ่งช่วยกันทำ Misstar by Davika แต่พอเป็น Misstar Cafe มันเหมือนเป็นอีกก้าวหนึ่งในการเรียนรู้ของเราพอสมควร ต้องรู้จักการคุมคน บริหารคนให้เป็น ใหม่เรียนรู้ว่ามันเป็นอะไรที่ต้องใช้เวลา บวกกับการเอาใจเราให้เขา เขาถึงจะเอาใจเขาให้เรา แล้วเขาจะช่วยดูแลธุรกิจเราอย่างเต็มที่ ต่างคนต่างครอบครัวต้องมาทำงานร่วมกัน ในภาพลักษณ์เดียวกัน เราต้องอาศัยพึ่งพาเขามากธุรกิจเราถึงจะเดิน ใหม่ว่าตรงนี้เป็นอะไรที่ยากที่สุดแล้ว ใหม่เลยเลือกเซตระบบ Misstar Cafe เป็นเหมือนครอบครัวที่ดูแลกันมากกว่าที่จะเป็นธุรกิจจ๋า และการดูแลภาพลักษณ์ของแบรนด์ก็สำคัญ ก็มีพี่แนะนำว่าแบรนด์เราเป็นที่รู้จักมาก่อนหน้านี้แล้ว ครั้นจะทำเล็กๆ ก็คงจะทำไม่ได้ ต้องทำให้ใหญ่ทำให้สวย ใหม่ก็ไปขอความรู้จากเพื่อนๆ พี่ๆ ที่รู้จัก ถึงแม้คนจะมองว่าโง่เหรอมาถามทำไม แต่ก็ไม่อาย ถามเขาต่อไปจนเขายอมบอก ช่วงแรกๆ นี่เรียกว่าไปหมกตัวอยู่กับเขาเลยก็ว่าได้ จนพอมีความรู้มาบ้าง ทีนี้เราก็ลงมือทำ ซึ่งขั้นตอนนั้นเราต้องดูแลทุกอย่างทุกขั้นตอน ตั้งแต่ที่ตรงนี้ยังเป็นป่าหญ้า ถมดิน เริ่มสร้าง เราลงมือทำและเห็นทุกกระบวนการกว่าจะมาเป็น Misstar Cafe”

“Misstar Cafe” ตัวตนของใหม่

โดยเจ้าของร้านได้วาง Misstar Cafe ให้เป็นธุรกิจที่ครบวงจรและยังคงเอกลักษณ์ของ Misstar by Davika ซึ่งในเรื่องของการตกแต่งร้านเธอจึงเลือกที่จะตกแต่งในสไตล์ที่เป็นตัวเองมากที่สุด ที่มีทั้งความเรียบง่าย อบอุ่น และยังมีความเป็นผู้หญิงอยู่

“Misstar Cafe เราออกแบบให้เป็นสไตล์ ลอฟต์ (Loft) แต่ก็มีความเป็นผู้หญิงอยู่ ผสมกับสวนอังกฤษ รวมๆ แล้วมันคือความเป็นใหม่ นอกจากร้านกาแฟที่เราขยายตัวเบียดโฮมออฟฟิศไปหมดแล้ว เรายังสร้าง Misstar Cafe ไว้สำหรับการรองรับการจัดงานเลี้ยงต่างๆ และมีให้เช่าสถานที่ถ่ายแบบ พรีเวดดิ้ง ถ่ายแฟชั่นต่างๆ ด้วย เรามีห้องแต่งตัว สตูดิโอ ถือเป็นการต่อยอดในการเพิ่มรายได้ให้ Misstar Cafe และทำให้มันเป็นธุรกิจที่ครบวงจร ซึ่งแต่ละงานใหม่จะเป็นคนดูแลเอง เราคัดงานที่จะมาจัดที่ร้านพอสมควร และเราเองก็ค่อนข้างจำกัดคน ด้วยพื้นที่ที่เรามีไม่มากด้วย ก็น่าจะจุอยู่ประมาณ 100 คน แล้วร้านเรานอกจากจะมีเครื่องดื่มและเบเกอรี่แล้ว ร้านเรายังมีอาหารหลากหลายด้วย ทั้งอาหารไทย จีน ฝรั่ง ไม่ว่าจะเป็นผักขมอบชีส พาสต้า สปาเกตตี ข้าวไก่อบ คั่วกลิ้ง ซึ่งทั้งหมดใหม่เองเดินทางไปทดลองชิมจากร้านอร่อย แล้วขอให้เขาทำส่งเรา โดยเราเลือกจากที่เราชอบเป็นหลักมาลงที่ร้าน รวมไปถึงเบเกอรี่ด้วย ของทุกอย่างเราคัดสรรคุณภาพมาอย่างดี เราเลือกทานยังไงเราก็ขายอย่างนั้น นอกจากนั้นแล้วคนที่มาร้าน Misstar Cafe ยังสามารถมาซื้อสินค้า Misstar by Davika ได้อีกด้วย”

ลูกค้าเน้นบอกต่อ

นอกจากที่ลูกค้าตอบรับล้นหลามแล้ว Misstar Cafe ยังได้รับคำชมจากปากต่อปาก ทำให้มีลูกค้าใหม่ๆ แวะเวียนเข้ามาเรื่อยๆ เพราะติดใจรสชาติของอาหารและเบเกอรี่ที่หลากหลาย นี่จึงเป็นสิ่งที่เจ้าของร้านภูมิใจถึงกระแสการตอบรับที่ดีเกินคาด

“จุดเด่นของร้าน Misstar Cafe น่าจะเป็นสถานที่ที่ร่มรื่น สถานที่สวย คนก็จะชอบมาถ่ายรูปแชร์กันอันนั้นเป็นจุดเริ่มต้นให้คนอยากจะมาร้านของเรา บวกกับรสชาติของอาหาร และเบเกอรี่ ในย่านนี้ยังไม่มีร้านสไตล์นี้ ส่วนใหญ่คนที่มาก็จะเป็นคนแถวๆ นี้ ใส่ชุดนอนมานั่งทานมาซื้อกาแฟตอนเช้ากันเป็นประจำ แล้วรสชาติอาหารนั้นทำให้เกิดการบอกต่อ ตอนนี้นอกจากจะมีลูกค้าประจำที่อาศัยอยู่แถวนี้แล้วก็จะมีย่านอื่นๆ ด้วย ใหม่ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจในระดับหนึ่งนะคะ ด้วยร้านเราเพิ่งเปิด ช่องทางการติดต่อลูกค้าก็ยังมีเพียงแต่ในอินสตาแกรม ตอนนี้เปิดตัวร้านอย่างเป็นทางการแล้วก็ยิ่งมีลูกค้าเข้ามาเพิ่มมากขึ้น ทำให้เราเองยังพบจุดบกพร่องหลายอย่างในเรื่องการวางระบบ วันแรกๆ ที่เซตระบบเป็นอะไรที่วุ่นวายมาก คือไม่คาดคิดว่าจะมีคนอยากมาร้านเรากันมากขนาดนี้ ตอนนี้ถือว่าลงตัวแล้วในระดับหนึ่งเพราะเราพอจะเห็นแล้วว่ามีคนที่มาแล้วกลับมาร้านเราอีก”

เป้าหมายขายแฟรนไชส์สู่ตลาด AEC

ความฝันของ Misstar Cafe นางเอกพันล้านตอบด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มว่า เธอหวังจะให้คนมาชอบร้าน Misstar Cafe และซื้อแฟรนไชส์ไปเปิดตามห้างดัง ขยายสาขาไปตามต่างจังหวัด และที่สุดของความฝันเลยคือ การบุกตลาดประเทศเพื่อนบ้าน AEC

“ใหม่มองไว้ว่าหลังจากที่เราศึกษา เซตระบบการทำธุรกิจนี้อย่างแข็งแรง ลงตัวมากที่สุดแล้วใหม่จะเปิดขายแฟรนไชส์ ตอนนี้ใหม่มองเห็นว่าร้าน Misstar Cafe ของใหม่จะไปอยู่ตามห้างดัง ไปอยู่ตามต่างจังหวัดทั่วประเทศไทย แต่ใหม่เองก็ไม่ได้หยุดฝันไว้แค่เพียงเท่านี้ ใหม่ยังมองเห็นว่าธุรกิจร้าน Misstar Cafe ของใหม่จะขยายตัวไปยังประเทศเพื่อนบ้าน สู่ตลาด AEC ใหม่ว่านี่คงจะคือที่สุดของ Misstar Cafe แล้วแต่ก็ยังตอบไม่ได้ว่าความฝันนี้จะเป็นจริงเมื่อไหร่ คงต้องใช้เวลาอยู่เหมือนกัน ควบคู่ไปกับธุรกิจ Misstar by Davika ที่ตอนนี้เราก็ขยายตัวแทนจำหน่ายอยู่ไม่หยุด”

ใครที่ยังไม่มีโอกาสได้แวะเวียนไปร้าน Misstar Cafe ลองเข้าไปส่องมุมสวยๆ บรรยากาศของร้าน และหน้าตาขนม อาหาร เครื่องดื่ม ที่เห็นแล้วต้องตกหลุมรักได้ที่อินสตาแกรม @misstarcafe หากมีเวลาว่างสนใจอยากเข้าไปถ่ายรูปวิวสวยๆ ในสวนสไตล์อังกฤษแชร์ไปอวดเพื่อน ชิมอาหาร เบเกอรี่อร่อย ร้าน Misstar Cafe อยู่ที่ ถนนสุขาภิบาล 5 ซอย 40 ตรงข้ามกับบิ๊กซี สุขาภิบาล 5 เข้าซอยมา 100 เมตรอยู่ซ้ายมือ นอกจากจะได้รูปสวยแถมอิ่มท้องแล้ว Misstar Cafe เขายังมีสินค้าจาก Misstar by Davika ไว้ให้เลือกช็อปไม่ต้องสั่งออนไลน์ด้วยนะ