ท่า Square Hip โดยใช้ Yoga Block (ตอนที่ 1/4)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ธันวาคม 2558 เวลา 14:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/404626

ท่า Square Hip โดยใช้ Yoga Block (ตอนที่ 1/4)

โดย…ภัทราทิพย์ พงษ์พานิช โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

คนที่เคยฝึกตามสตูดิโอคงจะเคยได้ใช้ Yoga Block กันมาบ้างแล้ว เป็นอุปกรณ์เสริมที่ช่วยให้ทำท่าต่างๆ ได้โดยไม่บาดเจ็บ หรือฝืนร่างกายจนเกินไป โดยใช้รองส่วนต่างๆ หรือต่อแขนขาในท่าที่จับไม่ถึงหรือร่างกายไม่ยืดหยุ่นพอ

ท่า Square Hip หรือท่าสี่เหลี่ยมเพื่อเปิดสะโพก ท่านี้จะใช้ Yoga Block รองที่ข้อเท้า เพื่อทำให้สะโพกถูกยืดตึงมากขึ้นกว่าการวางข้อเท้าที่ต้นขาปกติ

(หมายเหตุ : ชุดนี้มีท่าต่อเนื่องด้วยกันทั้งหมด 4 ตอน)

ประโยชน์

· ยืดกระดูกสันหลัง

· กดนวดหน้าท้องและอวัยวะภายในช่องท้อง

· เปิดสะโพก ยืดเส้นใต้สะโพก ต้นขาและใต้ขา (Hamstring)

วิธีปฏิบัติ

1 นั่งเหยียดขาทั้งสองไปด้านหน้าหลังตรง วาง Block ที่ข้างเข่าขวาด้านนอก(ตั้ง Block แนวตามรูป)  พับขาซ้ายวางข้อเท้าซ้ายไว้บน Block ปลายเท้าขวาตั้ง วางมือที่เข่าซ้ายและเท้าซ้าย

 

2 หายใจเข้ายืดตัวยืดหลังไปด้านหน้ามือกดไว้ที่ขาและเท้า

 

3 หายใจออกก้มลงสุดเท่าที่สะโพกรู้สึกตึงมากๆ หายใจเข้าออกสักครู่เพื่อให้เส้นยืดคลายมากขึ้น

 

(ต่อตอนที่ 2/4 สัปดาห์หน้า)

 

โรคเบาหวานที่เกิดจาก การรับประทานอาหารที่ผิดสุขลักษณะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ธันวาคม 2558 เวลา 14:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/404625

โรคเบาหวานที่เกิดจาก การรับประทานอาหารที่ผิดสุขลักษณะ

โดย…พจ.เซ็งจุ้น แซ่ลี &O5288;&>6446;&>5104;&>0426;&O5289; แผนกอายุรกรรมโรคเบาหวานและระบบต่อมไร้ท่อ คลินิกหัวเฉียวไทย-จีน แพทย์แผนไทย

โรคเบาหวานเกิดขึ้นเนื่องมาจากร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้ได้อย่างเหมาะสม ซึ่งโดยปกติน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ร่างกายเพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานภายใต้การควบคุมของฮอร์โมนอินซูลิน ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานอาจเกิดจากความผิดปกติของร่างกายที่มีการผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอหรือมีการดื้อของอินซูลิน ร่างกายจึงไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูง ในระยะยาวมีผลในการทำลายหลอดเลือด ถ้าหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ โรคเบาหวานนั้นแบ่งเป็นหลายชนิด

1.Type 1 Diabetes (เบาหวานชนิดที่ 1)

พบประมาณ 5-10% ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมด ส่วนใหญ่ในผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 20 ปี มีรูปร่างผอม และมีอาการของโรคเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง ผู้ป่วยเบาหวานชนิดนี้จะต้องพึ่งพาการฉีดอินซูลินในการรักษาให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้

2.Type 2 Diabetes (เบาหวานชนิดที่ 2) ประมาณ 90-95%

พบประมาณ 90-95% ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมด ส่วนใหญ่เกิดกับผู้มีอายุมากกว่า 30 ปี อาการเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปหรือไม่มีอาการ มีรูปร่างอ้วนหรือรูปร่างปกติแต่มีลักษณะอ้วนลงพุง (Abdominal Obesity) มักมีประวัติเบาหวานในครอบครัวชัดเจน

3.Other Type of Diabetes (เบาหวานชนิดอื่นๆ)

เบาหวานชนิดนี้เกิดจากสาเหตุอื่นๆ ที่มีผลกระทบทำให้สมดุลของน้ำตาลกลูโคสผิดปกติ หรือทำให้การสร้างอินซูลินผิดปกติไป ส่วนใหญ่มักมีสาเหตุมาจากการเกิดความผิดปกติที่อวัยวะที่สร้างอินซูลินอย่างตับอ่อน

4.Gestational Diabetes Mellitus(เบาหวานที่ตรวจพบขณะตั้งครรภ์) หรือGDM

เป็นภาวะที่ตรวจพบระดับน้ำตาลในเลือดสูงระหว่างตั้งครรภ์ แต่ในบทความนี้ขอกล่าวถึงโรคเบาหวานที่เกิดจากการรับประทานอาหารที่ผิดสุขลักษณะ โดยเฉพาะโรคเบาหวานชนิดที่ 2

การรับประทานอาหารที่ผิดสุขลักษณะ เช่น การกินมากเกินไป การกินหวานเกินไป การกินมันมากเกินไป ฯลฯ ก็เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคเบาหวาน โดยเฉพาะโรคเบาหวานประเภท 2 ความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ในปัจจุบันนั้นมีความสะดวกสบายขึ้นเรื่อยๆ อาหารมีมากมายหลากหลายขึ้น การคมนาคมที่สะดวกขึ้น และลักษณะงานที่ต้องนั่งอยู่กับที่ทั้งวันมีมากขึ้น คนเรานั้นรับประทานมากแต่ออกกำลังกายน้อย บวกกับความเครียดทำให้คนเราเป็นโรคอ้วนกันมากขึ้น และเซลล์ไขมันในคนอ้วนนี่เองที่มีการหลั่งฮอร์โมนที่มีผลต่อการดื้อของอินซูลิน

ทางแพทย์แผนจีนได้กล่าวถึงโรคเบาหวานเป็นระยะเวลานานแล้ว โดยคัมภีร์แพทย์จีนโบราณได้มีการบันทึกเกี่ยวกับโรคที่มี่ชื่อว่า “เซียวเข่อ” เป็นโรคที่มีอาการกระหายน้ำบ่อย หิวบ่อย ปัสสาวะบ่อยและร่างกายซูบผอม ซึ่งมีอาการคล้ายกับโรคเบาหวานในปัจจุบัน แล้วการกินอาหารที่ผิดสุขลักษณะทำให้เกิดเบาหวานได้อย่างไร

ในทรรศนะของแพทย์จีน ระบบการย่อยอาหารมีความเกี่ยวข้องกับม้าม โดยม้ามทำหน้าที่ควบคุมการย่อยอาหารของกระเพาะอาหาร เมื่อเรารับประทานอาหารเข้าไป กระเพาะอาหารจะอาศัยพลังชี่จากม้ามเพื่อดึงเอาสารอาหารจากอาหารที่รับประทานเปลี่ยนเป็นพลังชี่ให้พลังงานแก่ระบบต่างๆ ของร่างกาย (สุยกู่จือชี่) ส่วนของเหลวที่ร่างกายดื่มเข้าไปถูกดึงเอาสารน้ำที่มีประโยชน์ไปหล่อเลี้ยงร่างกาย จากนั้นอาหารและของเหลวที่เหลือจะถูกขับออกจากร่างกาย การรับประทานอาหารที่มากเกินไป มีรสหวานและความมันมากเกินไปทำให้ร่างกายย่อยอาหารยาก เมื่อย่อยได้ยากก็เกิดเป็นอาหารตกค้างสะสมอยู่ในกระเพาะอาหารทำให้เกิดความร้อนและความชื้นกระทบถึงม้าม ทำให้ม้ามเกิดความร้อนชื้นขึ้น เมื่อม้ามเกิดความร้อนชื้นสะสมเป็นระยะเวลานานจึงมีผลกระทบต่อระบบต่างๆ ของร่างกาย ดังนี้

1.สภาวะร้อนในม้าม ความร้อนที่เกิดขึ้นในม้ามนั้นทำลายสารน้ำที่อยู่ในร่างกาย ส่งผลให้ร่างกายเราขาดสารน้ำที่ใช้หล่อเลี้ยง ร่างกายจึงสร้างกลไกให้รู้สึกกระหายน้ำบ่อย เพื่อจะได้ดื่มน้ำมากขึ้น

2.ในทรรศนะของแพทย์แผนจีน ม้ามเป็นอวัยวะที่ไม่ชอบความชื้น ความชื้นสามารถขัดขวางพลังชี่ของม้าม ม้ามจึงไม่สามารถควบคุมการย่อยของกระเพาะอาหารได้เต็มที่ ทำให้ไม่สามารถดึงเอาสารอาหารมาเป็นพลังงานและไม่สามารถดึงเอาสารน้ำที่มีประโยชน์ไปหล่อเลี้ยงร่างกายได้อย่างเต็มที่ เมื่อร่างกายขาดสารอาหาร ร่างกายจึงสร้างกลไกป้องกันทำให้เรามีอาการหิวบ่อย และเมื่อร่างกายขาดสารน้ำที่ใช้หล่อเลี้ยงในร่างกาย ร่างกายจึงสร้างกลไกให้เรากระหายน้ำ เพื่อดื่มน้ำมากขึ้นทดแทนที่ถูกทำลายไป

3.ปกติของเหลวที่เหลือจากการดึงสารน้ำจะถูกขับถ่ายออกทางปัสสาวะ แต่เมื่อร่างกายดึงเอาสารน้ำที่มีประโยชน์ไปหล่อเลี้ยงร่างกายได้น้อยลง ของเหลวที่เหลือจากการดึงสารน้ำเพิ่มมากขึ้น ทำให้เรามีอาการปัสสาวะบ่อย

4.แม้ตอนเริ่มเป็นโรคเบาหวาน (ประเภท 2) จะมีลักษณะร่างกายที่อ้วน แต่เมื่อคนเราเป็นโรคเบาหวานเป็นระยะเวลานาน ร่างกายจะขาดสารอาหารเรื่อยๆ และซูบผอมในที่สุด

การรับประทานอาหารเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์ แต่การรับประทานอาหารที่อร่อยก็ยังเป็นการสร้างความบันเทิงใจให้แก่มนุษย์เรา แต่หากเราเน้นรับประทานอาหารเพื่อความบันเทิงโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสุขภาพแล้ว เราก็อาจจะต้องพบกับโรคต่างๆ ที่ทำลายสุขภาพเราดังเช่น “โรคเบาหวาน” ก็เป็นได้ ส่วนการรับประทานอาหารอย่างไรถึงจะถูกสุขลักษณะทางแพทย์แผนจีน โปรดติดตามในบทความต่อไป

 

อนุมูลอิสระ ภัยร้ายที่ไม่ควรมองข้าม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ธันวาคม 2558 เวลา 11:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/404031

อนุมูลอิสระ ภัยร้ายที่ไม่ควรมองข้าม

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ : วัตสัน

 

ปัญหาผิวพรรณที่หลายๆ คนประสบอยู่ในขณะนี้ เกิดจากสาเหตุหลักๆ ไม่กี่สาเหตุ โดยหนึ่งในสาเหตุปัญหาของผิวพรรณเหล่านี้คือ “อนุมูลอิสระ” โดยมักจะมีสาเหตุมาจากปัจจัยใกล้ๆ ตัว ซึ่งบางครั้งก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ได้แก่ อนุมูลอิสระซึ่งเกิดจากร่างกายจากการมีอายุมากขึ้น หรือเกิดจากโรคบางชนิด อนุมูลอิสระที่เกิดจากความเครียด อนุมูลอิสระที่เกิดจากสิ่งแวดล้อม อนุมูลอิสระที่เกิดจากไลฟ์สไตล์

เภสัชกร ภัชราพร ปิ่นสอาด ผู้จัดการผลิตภัณฑ์กลุ่มยาและสุขภาพร้านวัตสัน กล่าวว่า รูปแบบการใช้ชีวิตประจำวันของคนในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ทำให้มีแนวโน้มที่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระมากขึ้น วิธีการแก้ไขปัญหาเพื่อให้ผิวกลับมาสวย ใส มีสุขภาพดี นอกจากจะปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตด้วยการออกกำลังกายและนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอแล้ว ปัจจัยเสริมที่สามารถช่วยได้อีกวิธีหนึ่งคือการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารแอนติออกซิแดนต์ หรือสารต้านอนุมูลอิสระ เพื่อช่วยในการปกป้องผิวจากสารอนุมูลอิสระพร้อมบำรุงได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

สารแอนติออกซิแดนต์มักจะได้ผลสูงสุดเมื่อทาลงบนผิวโดยตรง โดยผลลัพธ์นั้นไม่ได้เห็นในการใช้ครั้งแรกๆ แต่เมื่อใช้อย่างต่อเนื่องจะช่วยซ่อมแซมและฟื้นฟูผิวให้กลับมามีสุขภาพดีขึ้นได้ สารแอนติออกซิแดนต์จะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นหากเป็นสารที่สกัดจากธรรมชาติ เช่น สารสกัดจากผลไม้และสมุนไพร อุดมด้วยสารโพลีฟีนอล ซึ่งช่วยในการปกป้องผิวจากสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยฟื้นบำรุงผิวให้แลดูมีสุขภาพดี ผลิตภัณฑ์บางชนิดยังผสมเอสเซนเชียลออยล์ ซึ่งเป็นน้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์ สกัดได้จากลำต้น ดอก ใบ ราก เมล็ด ของพืชพรรณหลากหลายชนิด โดยมีคุณสมบัติช่วยให้ผ่อนคลายความตึงเครียด ช่วยให้เกิดอารมณ์และความรู้สึกที่ดีแก่ร่างกายและจิตใจด้วย

 

เตรียมผิวให้พร้อมรับหนาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ธันวาคม 2558 เวลา 11:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/404030

เตรียมผิวให้พร้อมรับหนาว

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ : โรงพยาบาลปิยะเวท

หน้าหนาวกำลังจะมา การดูแลสุขภาพให้แข็งแรงในช่วงอากาศเย็นๆ อาจมีปัญหาผิวแห้ง แตก ลอกได้ง่ายในช่วงอากาศหนาวเย็น พญ.เนตรนภา ยังรอต แพทย์ผิวหนังและความงาม โรงพยาบาลปิยะเวท แนะนำว่า อากาศเย็นลง ความชื้นในอากาศก็จะลดลงตามไปด้วย ผิวจะแห้งขึ้น น้ำในผิวหนังจะระเหยผ่านผิวหนังออกมาสู่ชั้นบรรยากาศ คนที่ผิวแห้งหรือแพ้ง่าย เช่น ริมฝีปากจะแห้งเป็นร่อง เป็นขุย เจ็บ ผิวหนังก็จะแห้งเป็นขุย คัน มีผื่น บางคนเกาเป็นแผลมีสะเก็ด ผมจะแห้ง กระด้าง หวียากขึ้น หนังศีรษะแห้งกระด้าง รู้สึกคันหนังศีรษะ ใส่เสื้อผ้าแล้วเจ็บ มีไฟฟ้าสถิตดูดเสื้อผ้า ล้วนเป็นอาการที่แสดงว่าผิวกำลังขาดน้ำ

วิธีการดูแลผิวในช่วงหน้าหนาวนี้ แพทย์แนะนำให้หลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่น เพราะจะทำให้เกิดการชะล้างไขมันในชั้นผิวหนังให้ออกไปมากเกินความจำเป็น ส่งผลเสียให้ผิวแห้งและขาดความยืดหยุ่น ทั้งยังเป็นการลดความสามารถในการกักเก็บความชุ่มชื้น ทำให้ผิวแห้งตึง และไม่ควรสครับผิว เพราะจะเป็นการลอกเอาชั้นเซลล์ที่ปกป้องความชุ่มชื้นของผิวออกไปด้วย หมั่นทาครีมบำรุงผิวที่เหมาะสมกับสภาพผิวของแต่ละคน ถือเป็นการดูแลผิวอย่างง่ายและดี ในคนที่ผิวแพ้ง่ายจะมีแนวโน้มผิวแห้งง่ายกว่าคนทั่วไป หรือมีขนคุดด้วย จึงควรเลือกครีมบำรุงผิวที่ช่วยเพิ่มน้ำหรือความชุ่มชื้นให้ผิว ดื่มน้ำสะอาดมากๆ ทาวาสลีนเคลือบที่ริมฝีปากบ่อยๆ หลีกเลี่ยงแสงแดด ลมแรง ทาครีมกันแดดอยู่เสมอ เลือกแชมพูสระผมอ่อนๆ และควรใช้คอนดิชันเนอร์ทุกครั้งหลังสระ เพื่อปรับสภาพประจุไฟฟ้า ให้ผมไม่ชี้ฟู หวีง่าย และใส่เสื้อผ้าปกปิดมิดชิด เพื่อลดการสัมผัสกับความแห้ง

 

ปรับไลฟ์สไตล์ขจัดโรคอ้วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ธันวาคม 2558 เวลา 11:46 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/404029

ปรับไลฟ์สไตล์ขจัดโรคอ้วน

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ : เฮอร์บาไลฟ์

โรคอ้วนไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะมันอาจหมายถึงชีวิตได้ คุณอาจจะประสบความสำเร็จในเรื่องเรียนและการทำงาน ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ดี แต่คำถามสำคัญสำหรับตัวของคุณเองก็คือ “คุณได้ดูแลสุขภาพของคุณดีพอแล้วหรือยัง” องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่า ในแต่ละปีจะมีผู้ใหญ่อย่างน้อย 2,800 ล้านคนทั่วโลก เสียชีวิตจากโรคหรือความผิดปกติที่มาจากภาวะน้ำหนักตัวเกินหรือโรคอ้วน

ดร.แมเรียน เฟล็คชเนอร์-มอร์ส หัวหน้าคณะผู้วิจัยด้านโภชนาการและโรคอ้วน มหาวิทยาลัยอูล์ม ประเทศเยอรมนี แบ่งปันเคล็ดลับการใช้ชีวิตประจำวันที่แสนง่าย เพื่อให้มีสุขภาพดีและห่างไกลโรคอ้วน ด้วยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างง่ายๆ

1.ชั่งน้ำหนักเป็นประจำและสังเกตตัวคุณเองด้วยว่าช่วงนี้คุณรู้สึกว่าเอื่อยเฉื่อยหรือเปล่า หรือเสื้อผ้าที่ใส่เริ่มคับไปหรือยัง สิ่งเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณบอกว่าน้ำหนักตัวกำลังเพิ่มขึ้น

2.ตั้งเป้าหมายและทำตามอย่างมุ่งมั่น กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน เช่น จะลดน้ำหนักลง 5 กิโลกรัม ก่อนจะถึงวันปีใหม่ เพราะฉะนั้น ฉันจะรับประทานสลัดเป็นอาหารเย็นสัปดาห์ละ 3 ครั้ง

3.หลีกเลี่ยงสิ่งล่อตาล่อใจต่างๆ ต้องตั้งสติดีๆ คิดก่อนกิน ออกกำลังกายก่อนนั่งเล่นนอนเล่น

4.ออกกำลังกายทุกวันแม้เพียงเล็กน้อย

5.ออกกำลังกาย 3 ประเภทอย่างสม่ำเสมอ ได้แก่ (1) บอดี้คอมโพสิชั่น เทรนนิ่ง หรือเวตเทรนนิ่ง (2) การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอหรือแอโรบิก และ (3) การออกกําลังกายเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น

6.กินให้หลากหลาย การรับประทานอาหารที่ดีคือการเลือกรับประทานอาหารหลายๆ ประเภทอย่างมีสมดุล

7.พยายามรับประทานอาหารจากธรรมชาติให้มากที่สุด เช่น อาหารที่ไม่ได้ผ่านการแปรรูป เลือกรับประทานปลาหรือเนื้อสัตว์ปีก แทนที่จะรับประทานหมูหรือเนื้อแดง หรือเนื้อที่ผ่านการแปรรูป เลือกรับประทานผักและผลไม้สดๆ แทนที่จะเป็นอาหารทอด และเลือกรับประทานข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต

8.เลือกรับประทานผลไม้สดๆ แทนที่จะเป็นน้ำผลไม้ คุณต้องใช้ส้มจำนวน 6-8 ลูก สำหรับน้ำส้ม 1 แก้ว ทำให้คุณดื่มเข้าไปแต่แคลอรี แต่ไม่มีไฟเบอร์หรือกากใยของผลส้มเลย

9.ลดจำนวนน้ำตาลลง หลีกเลี่ยงเมนูของหวานและเครื่องดื่มอย่าง น้ำอัดลม กาแฟเย็น ชานม และสมูทตี้ที่ใส่น้ำตาลมากๆ

10.ลดปริมาณอาหารลง หลีกเลี่ยงเมนูขนาดบิ๊กไซส์ โดยเฉพาะตามร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดทั้งหลาย

 

การจัดการโรค และแมลงศัตรูแตงกวา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05020150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

การจัดการโรค และแมลงศัตรูแตงกวา

ปัจจุบัน พฤติกรรมในการบริโภคแตงกวาของคนไทย จะแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ “แตงกวาผลสั้น” ซึ่งจะมีความยาวของผลเฉลี่ยจากหัวถึงท้าย ประมาณ 10-12 เซนติเมตร อีกกลุ่มหนึ่งคือ “แตงกวาผลยาว” จะมีความยาวของผล ตั้งแต่ 15 เซนติเมตร ขึ้นไป เช่น แตงร้าน เป็นต้น ภาพรวมของสายพันธุ์แตงกวาที่ดี ว่า “มีเนื้อแน่น เมล็ดลีบ รสชาติอร่อย วางขายอยู่ในตลาดได้นานในสภาพอุณหภูมิปกติ เป็นสายพันธุ์ที่มีความทนทานต่อโรค และปรับตัวกับสภาพแวดล้อมได้ดี” งานพัฒนาสายพันธุ์แตงกวาในบ้านเรามีความก้าวหน้าไปมาก และเมล็ดพันธุ์แตงกวาที่วางขายในท้องตลาด ซึ่งเกือบทั้งหมดผลิตโดยภาคเอกชนจะเป็นลูกผสมทั้งหมด ซึ่งจะมีความแน่นอนในเรื่องของผลผลิต ไม่เกิดความแปรปรวนเหมือนกับพันธุ์ผสมเปิด

ปลูกแตงกวาอย่างไร ให้ประสบความสำเร็จ

จากที่ได้กล่าวมาแล้วในข้างต้นว่า สายพันธุ์แตงกวาที่มีขายในท้องตลาดขณะนี้ เป็นสายพันธุ์ลูกผสม เกษตรกรที่ปลูกแตงกวาจะต้องมีความเข้าใจเบื้องต้นว่า แตงกวาพันธุ์ลูกผสมจะมีความต้องการปุ๋ยมากพอสมควร จะต้องมีการใส่ปุ๋ยให้ถูกจังหวะของการเจริญเติบโต โดยปกติแล้วการปลูกแตงกวาของเกษตรกรไทยมักจะปลูกกันในช่วงฤดูฝน เนื่องจากมีการเจริญเติบโตเร็วกว่าฤดูอื่น แต่ในช่วงฤดูฝนมักจะพบปัญหาเกี่ยวกับโรคโคนเน่า รากเน่า โรคราน้ำค้าง และยังพบอาการผิดปกติอื่นๆ เช่น มีปริมาณของดอกตัวผู้มาก และต้นแตงกวามักจะพบอาการบ้าใบ เกษตรกรที่ปลูกแตงกวาควรจะต้องรู้นิสัยของแตงกวาและอายุการเก็บเกี่ยว และยังได้อธิบายหลักการกว้างๆ ของการปลูกแตงกวาเพื่อให้เกษตรกรบำรุงรักษาให้ถูกช่วงเวลาที่ถูกต้อง เช่น ระยะเตรียมดิน เกษตรกรควรจะใส่ปุ๋ยคอก อัตรา 1-2 ตัน ต่อไร่ รองก้นหลุมก่อนปลูกด้วยปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 หรือใช้ สูตร 12-24-12 อัตรา 1 ช้อนชา ต่อหลุม หรือประมาณ 20-30 กิโลกรัม ต่อไร่ “หลังย้ายปลูก” 7 วัน เร่งการเจริญเติบโตของต้นแตงกวาด้วยปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง เช่น ยูเรีย (สูตร 46-0-0) โรยให้ทั่วบริเวณแปลงปลูก ในอัตรา 20-30 กิโลกรัม ต่อไร่ และ “ระยะแตงกวาออกดอก” คือประมาณ 25 วัน หลังจากปลูกแนะนำให้ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 หรือ สูตร 12-24-12 อัตรา 20-30 กิโลกรัม ต่อไร่ เป็นต้น

แมลงศัตรูพืชที่สำคัญของแตงกวา ได้แก่

“แมลงหวี่ขาว” ซึ่งเป็นแมลงที่หากินอยู่ในท้องนา พอเข้าเดือนมีนาคม หมดฤดูทำนา แมลงหวี่ขาวก็จะหันโจมตีแปลงปลูกแตงกวาแทน ปัญหาแมลงหวี่ขาวสามารถแก้ไขได้โดยใช้ยาอะบาเม็กติน ฉีดพ่นในช่วงเย็น ระหว่างเวลา 17.00-19.00 น. เพราะแมลงหวี่ขาวจะออกมาหากินในระยะเวลานี้ ถ้าฉีดยาตรงเวลาที่แมลงหวี่ขาวออกมารบกวนก็จะได้ผลผลิตที่ดี แตงกวาก็จะไม่เสียหายง่าย

“ด้วงเต่าแตง” (เกษตรกรมักเรียก แมงเต่าทอง) เป็นแมลงศัตรูพืชที่สำคัญของพืชตระกูลแตง เพราะแมลงพวกนี้จะเข้าทำลายแตงกวาในระยะต้นอ่อน ทำให้พืชได้รับความเสียหาย การป้องกันกำจัด ใช้เมโทมิล (ชื่อการค้า แลนเนท) ฉีดพ่น อัตราส่วนดูได้จากผลิตภัณฑ์ที่ใช้ “พวกหนอนต่างๆ” ใช้ยาอะบาเม็กติน ฉีดพ่นสลับกันกับยาตัวอื่น เพื่อป้องกันการดื้อยา

“เพลี้ยไฟ” ลักษณะเป็นแมลงขนาดเล็ก ตัวสีน้ำตาลอ่อนถึงน้ำตาลแก่ พบตามยอดใบอ่อน ดอก และผลอ่อน การทำลาย ดูดน้ำเลี้ยงที่ใบ ดอกอ่อน และยอดอ่อน ทำให้ใบม้วนหงิกงอ รูปร่างผิดปกติเป็นกระจุก มีสีสลับเขียวเป็นทาง ระบาดมากในช่วงที่มีอากาศแห้งแล้ง ฝนทิ้งช่วง นับเป็นแมลงที่เป็นปัญหาสำคัญที่สุดในการปลูกแตงกวา การป้องกันกำจัด ให้น้ำเพิ่มความชื้นในแปลงปลูก โดยให้น้ำเป็นฝอยตอนเช้าและตอนเย็น จะช่วยลดปัญหาของเพลี้ยไฟได้ ใช้สารฆ่าแมลง คือ สารสตาร์เกิล-จี ซัลแฟน 1 ช้อนชา ต่อหลุม ใส่พร้อมกับการหยอดเมล็ด จะป้องกันได้ประมาณ 2 สัปดาห์

กรณีที่เริ่มมีการระบาด ให้ใช้สารฆ่าแมลง ได้แก่ อิมิดาคลอพริด (โปรวาโด, โคฮินอร์ เอ็กซ์, เสือพรีอุส) ฟิโพรนิล (เฟอร์แบน), คาร์โบซัลแฟน (โกลไฟท์) เป็นต้น

“ไรแดง” ลักษณะไม่ได้เป็นแมลง แต่เป็นสัตว์ที่มีขา 8 ขา มีขนาดเล็กมาก มองเห็นเป็นจุดสีแดง การทำลาย ดูดน้ำเลี้ยงที่ใบและยอดอ่อน ทำให้ใบเป็นจุดด่างมีสีซีด โดยจะอยู่ใต้ใบเข้าทำลายร่วมกับเพลี้ยไฟ และเพลี้ยอ่อน มักระบาดมากในช่วงอากาศร้อนและแห้ง ซึ่งเป็นตอนที่พืชขาดน้ำ การป้องกันกำจัด ใช้สารเคมีกำจัดไรแดง ได้แก่ โอไมต์

“เพลี้ยอ่อน” ลักษณะเป็นแมลงขนาดเล็ก ลำตัวคล้ายผลฝรั่ง มีท่อเล็กๆ ยื่นยาวออกไปทางส่วนท้ายของลำตัว 2 ท่อน เป็นแมลงปากดูด ตัวอ่อนสีเขียว ตัวแก่สีดำและมีปีก การทำลาย ดูดน้ำเลี้ยงที่ใบและยอดอ่อน ทำให้ใบม้วน ต้นแคระแกร็น และยังเป็นพาหะนำไวรัสด้วย มักระบาดมากในช่วงอากาศร้อนและแห้ง ซึ่งเป็นตอนที่พืชขาดน้ำ โดยมีมดเป็นตัวนำ หรือการบินย้ายที่ของตัวแก่ การป้องกันกำจัด ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดแมลง เช่นเดียวกับการป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟ

“เต่าแตงแดง และ เต่าแตงดำ” ลักษณะเป็นแมลงปีกแข็ง ปีกมีสีส้มแดงและสีดำเข้ม ตัวมีขนาดเล็ก ยาวประมาณ 0.5-0.8 เซนติเมตร อาศัยอยู่ตามกอข้าวที่เกี่ยวแล้วในนา หรือตามกอหญ้า การทำลาย กัดกินใบตั้งแต่ระยะใบเลี้ยงจนกระทั่งต้นโต ทำให้เป็นแผลและเป็นพาหะของโรคเหี่ยวที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียด้วย ตัวเมียวางไข่บริเวณโคนต้น ตัวหนอนกัดกินราก การป้องกันกำจัด ควรทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยของแมลง รวมทั้งเศษซากแตงหลังการเก็บเกี่ยว ใช้สารเคมีฉีดพ่น ได้แก่ เซฟวิน 85

การป้องกันกำจัดศัตรูพืช

ควรพ่นยาป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟ เต่าแตง แมลงวันทอง โดยใช้ยาพวกคาร์บาริล (เซฟวิน) และยาพวกคาร์โบซัลแฟน (โกลไฟท์) พ่นสัปดาห์ละครั้งสลับกัน แต่ถ้ามีเพลี้ยไฟระบาด ควรพ่นทุกๆ 5-7 วัน ควรพ่นยาพวกแมนโคเซบ เพื่อป้องกันโรคทางใบ สัปดาห์ละครั้ง โดยอาจพ่นร่วมกับการพ่นยาฆ่าแมลงการป้องกันกำจัดโรคราน้ำค้าง วิธีป้องกันที่ดีคือ คลุกเมล็ดแตงกวาก่อนปลูกด้วยสารพวกเมทาแลกซิล โดยใช้เมล็ด 1 กิโลกรัม ต่อยา 7 กรัม ซึ่งจะป้องกันโรคในระยะเดือนแรกได้ดี หลังจากนั้นควรพ่นยาป้องกัน เช่น แมนโคเซบ (แมนเซท-ดี) ทุกๆ 7 วัน

โรคที่สำคัญ ได้แก่ “โรคใบด่าง” เกิดจากเชื้อไวรัส สาเหตุอาจจะติดมาจากเมล็ดพันธุ์ ซึ่งโรคนี้พบได้ทุกแปลงปลูกแตงกวา ลักษณะอาการจะปรากฏที่ใบเลี้ยงคู่แรก หรือใบจริงคู่แรก โดยอาการใบมีสีเหลืองสลับกับสีเขียวอ่อน หรือขาวซีด ทำให้ต้นกล้าที่เกิดขึ้นมาแคระแกร็น โรคนี้โดยส่วนใหญ่จะมีแมลงตระกูลเพลี้ยเป็นพาหะ วิธีการแก้ไขในเบื้องต้น เมื่อพบต้นแตงกวามีลักษณะอาการดังกล่าว ให้ถอนต้นใส่กระสอบให้มิดชิด นำออกมานอกแปลงแล้วเผาทำลาย ป้องกันและกำจัดแมลงพาหะ โดยเฉพาะแมลงตระกูลเพลี้ยต่างๆ ซึ่งแมลงเหล่านี้อาจจะนำเชื้อไวรัสมาจากที่อื่นแล้วมาแพร่เชื้อในแปลงปลูกของเรา หรืออาจจะติดเชื้อจากแปลงเราแล้วนำพาเชื้อให้กระจายไปทั่วภายในแปลงปลูก ควรมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ไม่ให้แตงกวาขาดน้ำ

หากเกษตรกรผู้ปลูกแตงกวาสังเกตจะพบว่า ส่วนใหญ่ต้นแตงกวาที่แสดงอาการของไวรัสจะเป็นแตงกวาบริเวณต้นแถวและท้ายแถวปลูก เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นบริเวณที่ไม่ค่อยได้รับการรดน้ำอย่างเต็มที่ ทำให้แตงกวาขาดความแข็งแรง ไม่เจริญเติบโต จึงแสดงอาการของไวรัส

หากพบว่า แตงกวามีลักษณะอาการต้นแคระแกร็น ใบเหลือง ด่าง ยอดแตงกวาไม่คืบ วิธีแก้ไขที่ดีที่สุดก็คือ ตัดสินใจถอนต้นแตงกวานั้นตั้งแต่เล็กๆ ใส่กระสอบให้มิดชิด แล้วเผาไฟทิ้งเสีย อย่าปล่อยไว้จนระบาดไปทั่วแปลง แล้วจะแก้ไขไม่ทัน

“โรคราน้ำค้าง” หรือเกษตรกรนิยมเรียกว่า “โรคใบลาย” ลักษณะอาการ เริ่มเป็นจุดสีเหลืองบนใบ แผลนั้นจะขยายออกเป็นเหลี่ยมในระหว่างเส้นใบ ถ้าเป็นมากๆ แผลลามไปทั้งใบ ทำให้ใบแห้งตาย ในตอนเช้าที่มีหมอกน้ำค้างจัดช่วงหลังฝนตกติดต่อกัน ทำให้มีความชื้นสูงในบริเวณปลูก จะพบว่าใต้ใบตรงตำแหน่งของแผลจะมีเส้นใยสีขาวเกาะเป็นกลุ่ม และมีสปอร์เป็นผงสีดำ ซึ่งจะเกิดมากในช่วงของการจับยอดแตง เพราะถ้าสัมผัสใบแตงที่เป็นแล้วไปจับใบอื่นๆ โรคชนิดนี้ก็จะลามไปทั่วแปลงอย่างรวดเร็ว วิธีป้องกัน ใช้สารอีทาบ็อกแซม (ชื่อการค้า “โบคุ่ม”) ฉีดพ่นสลับกับพวกแมนโคเซบ หรือ เมทาแลกซิล หรือ มาเนบ ฉีดสลับกันเพื่อป้องกัน ซึ่งจะระบาดมากช่วงหน้าฝนกับช่วงฤดูหนาว เป็นโรคที่ระบาดมากในการปลูกแตงกวา

“โรคราแป้ง” ลักษณะอาการ มักเกิดใบล่างก่อนในระยะที่ผลโตแล้ว บนใบจะพบราสีขาวคล้ายผงแป้งคลุมอยู่เป็นหย่อมๆ กระจายทั่วไป เมื่อรุนแรงจะคลุมเต็มผิวใบ ทำให้ใบเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแล้วแห้งตาย การป้องกันกำจัด ใช้สารเคมี เช่น ซีสเทน 24 อี ฉีดพ่นเมื่อพบการระบาด

ต้องใช้เครื่องพ่นยาเบนซินในการฉีดพ่น เพราะแรงลมจากเครื่องจะทำให้ใบเปิดออก เพราะโรคชนิดนี้จะเกิดบริเวณใต้ใบของพืช ทำให้ต้องอาศัยแรงเครื่องยนต์พ่นเพื่อให้ใต้ใบสัมผัสกับยา ลุงเม็ง มีลาภ กล่าวทิ้งทายว่า อาชีพปลูกแตงกวานั้นยังมีความน่าสนใจ สร้างรายได้เร็ว บางครั้งโดนจังหวะของขาดตลาด เกษตรกรได้ราคาดี อายุสั้น ปลูกจนเก็บเกี่ยวหมดเพียง 2 เดือน เท่านั้น หากผิดพลาดเกษตรกรยังสามารถแก้ตัวใหม่ได้เร็ว อุปกรณ์ เช่น ระบบน้ำ ไม้ไผ่ ตาข่าย ฯลฯ ยังสามารถใช้ได้นานหลายรุ่น

ปัญหาและอุปสรรค ในการปลูกแตงกวาในประเทศไทย

โดยทั่วไปในการปลูกแตงกวาในเชิงพาณิชย์ ในพื้นที่ปลูกแตงกวา 1 ไร่ จะใช้เมล็ดพันธุ์ ประมาณ 100 กรัม (1 ขีด) แตงกวาจัดเป็นพืชผักอายุสั้น หลังจากลงหลุมปลูกใช้เวลาเพียง 30-45 วัน เริ่มเก็บผลผลิตได้และจะเก็บได้นาน ประมาณ 20-30 วัน เกษตรกรที่ปลูกแตงกวาเป็นอาชีพจะปลูกแตงกวา ปีละ 4 รุ่น สำหรับปัญหาและอุปสรรคในการปลูกแตงกวานั้น อาจารย์ดำเกิง บอกว่า จะมีปัญหาในแต่ฤดูกาลที่ปลูกแตกต่างกันออกไป ถ้าปลูกแตงกวาในช่วงฤดูแล้งหรือปลูกในช่วงอากาศแห้ง หรือฝนทิ้งช่วง เช่น เกษตรกรปลูกแตงกวาในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ มักจะพบปัญหาเรื่องแมลงศัตรูระบาดทำลาย โดยเฉพาะ “เพลี้ยไฟ” จะดูดน้ำเลี้ยงที่ใบ ดอก และยอดอ่อน ทำให้ใบม้วนหงิกงอ เพลี้ยไฟ จัดเป็นแมลงศัตรูสำคัญของการปลูกแตงกวา ดังนั้น เมื่อเกษตรกรปลูกแตงกวาในช่วงฤดูแล้งจะต้องใช้สารป้องกันและกำจัดเพลี้ยไฟมากขึ้นกว่าฤดูกาลอื่น ทำให้ต้นทุนในการผลิตสูงขึ้นตามไปด้วย แต่ถ้าเกษตรกรปลูกแตงกวาในช่วงฤดูฝนมักจะพบปัญหาเรื่อง “โรคราน้ำค้าง” หรือที่เกษตรกรเรียก “โรคใบลาย” ถ้าระบาดรุนแรง ทำให้ใบแห้งตาย วิธีการสังเกตช่วงเวลาที่จะเกิดโรคนี้ก็คือ สังเกตในช่วงเวลาเช้า ถ้ามีน้ำค้างลงจัด (ช่วงที่อากาศมีความชื้นสูง) หลังจากฝนตกเกษตรกรจะต้องหมั่นตรวจดูบริเวณใต้ใบแตงกวาว่ามีเส้นใยสีขาวเกาะเป็นกลุ่ม และมีสปอร์หรือไม่ ดังนั้น การปลูกแตงกวาในช่วงฤดูฝน เกษตรกรต้องมีต้นทุนในการผลิตในการซื้อสารป้องกันและกำจัดเชื้อรามากขึ้น

แจกฟรี หนังสือ “ปลูกแตงกวา 2 เดือน ได้เงิน 50,000 บาท” สนใจติดต่อได้ ที่ ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร โทร. (056) 613-021, (081) 886-7398

บทที่ 22 ในที่สุด…น้ำทั้งโลก อาจหายไปบนท้องฟ้าจนหมดสิ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05026150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

ทุกมุมสวน ล้วนมีเรื่องราว

ยุคคล จิตสำรวย

บทที่ 22 ในที่สุด…น้ำทั้งโลก อาจหายไปบนท้องฟ้าจนหมดสิ้น

กาแฟร้อนๆ ตอนเช้าของผมในช่วงนี้ รสชาติปร่า กร่อยไปกว่าเดิมมากมาย เพียงเพราะผมย้ายโต๊ะกาแฟหนีละอองฝนจากในสวน มาเป็นทนนั่งละเลียดมันไปกับข่าวคราวทางโทรทัศน์ที่ประโคมกันทุกช่อง ในเรื่องราวของความแล้งร้อน ซึ่งเกิดขึ้นแทบทุกภาคของบ้านเรา ชาวนา ชาวไร่ ขาดน้ำที่จะใช้ในไร่นาของตน ข้าวนาปีของพวกเขากำลังแห้งตายคาท้องทุ่งนับแสนไร่ ยังไม่นับรวมไปถึงพืชผลอื่นๆ ที่ล้วนตกอยู่ภายใต้ชะตากรรมเดียวกัน การช่วยเหลือจากภาครัฐระดมกันเข้าไปในพื้นที่ เพื่อเยียวยาในทุกทางให้กับผู้คนเหล่านั้น

ความทุกข์ของผู้คนบนผืนแผ่นดินอันเคยอุดมสมบูรณ์แห่งนี้ นับวันยิ่งเลวร้ายทบทวี คงไม่มีใครถามหาเหตุผลแห่งความเป็นไปเช่นนี้อีกแล้วล่ะนะครับ เพราะทุกสายตา ทุกการรับรู้ ต่างก็มุ่งตรงไปที่การแก้ปัญหาด้วยการเยียวยาช่วยเหลือ อันมาจากและเริ่มต้นด้วยเม็ดเงินแทบทั้งสิ้น ทุกสายตาคาดหวังและจับจ้องถึงเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่ปลิวว่อนลงไปบนผืนดินอันแห้งแล้งเหล่านั้น ว่าจะคลี่คลุมทับถมได้ถ้วนทั่วหรือไม่

หลายวันก่อน เพื่อนที่ย้ายไปอยู่แถบจังหวัดน่าน ผ่านทางแวะมาเยี่ยม และเล่าให้ฟังถึงสภาพทางภูมิศาสตร์ในแถบถิ่นนั้นว่า เต็มไปด้วยภูเขาหัวโล้นที่ไม่มีต้นไม้ใหญ่หลงเหลืออยู่เลยแม้แต่ต้นเดียวในฤดูแล้ง เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูฝน พื้นดินจากพื้นที่สูงก็จะถูกชะล้างไหลลงมาในแม่น้ำลำคลอง จนน้ำขุ่นข้น พืชพันธุ์ไม้ที่งอกงามได้ในช่วงนั้นก็จะเป็นแค่เพียงวัชพืช และพืชไร่ ประเภท ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ฯลฯ ที่เกษตรกรระดมพากันไปปลูกจนเต็มไปทั้งภูเขา ความสวยงามอุดมสมบูรณ์ที่เรามองจากภาพ ก็จะเห็นได้เฉพาะช่วงนี้เท่านั้น ก่อนที่ภูเขาจะโล่งเตียนไปทั้งหมดในฤดูกาลต่อมา วนเวียนเปลี่ยนไปเช่นนี้มานานมากแล้ว

ทั้งๆ ที่ สี่ห้าสิบปีก่อน บริเวณที่ว่า ทั้งผืนป่าและธารน้ำล้วนอุดมสมบูรณ์ การส่งผ่านของภาพจากอดีตจนถึงปัจจุบัน เกิดขึ้นได้อย่างไร มนุษย์จำพวกไหนกันแน่ที่ทำลายความอุดสมบูรณ์เหล่านี้ จะเป็นเพราะนายทุนผู้ร่ำรวยและมีอำนาจบุกรุกป่า หรือชาวบ้านยากจนทำไร่เลื่อนลอยเพื่อยังชีวิต ผลที่ได้รับก็เป็นเช่นที่เรามองเห็นอยู่ในเวลานี้นั่นแหละครับ

เมื่อไม่มีป่าอันอุดมสมบูรณ์อย่างที่เคยมี ฝนก็ไม่ตกต้องตามฤดูกาล น้ำในเขื่อน และในระบบชลประทานก็แห้งขอด ผลผลิตต่างๆ ก็เสียหาย ค่าใช้จ่ายในการเพาะปลูกโดยเฉพาะการทำนาสูงขึ้นกว่าประเทศเพื่อนบ้านด้วยเหตุและผลต่างๆ กันออกไป ตำแหน่งผู้ผลิตและจำหน่ายข้าวมากที่สุด คุณภาพดีที่สุดในตลาดโลก ก็ถูกเปลี่ยนมือไปนานหลายปีแล้ว ข้าวที่ได้จากการทำนาปีก่อนๆ ถูกเก็บค้างจนเน่าเหม็นไปในทุกเรื่องราวอยู่เต็มโกดัง จากเรื่องราวธรรมดาๆ บนผืนดิน พุ่งขึ้นสู่ระบบปฏิบัติการทางสังคมในระดับที่สูงขึ้นตามลำดับ จากเทคนิควิชาการในการเพาะปลูกที่เชื่อกันว่าก้าวหน้าขึ้น การตลาด และการเมือง การปกครองระดับต่างๆ ทั้งหมดทั้งสิ้น ล้วนห่างเหินไปจากความเป็นไปเดิมๆ ในชีวิตของผู้คนในอดีตทั้งสิ้น

จนกระทั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำต้องสั่งให้ชาวนาชะลอการปลูกข้าวในที่สุด ดังที่ปรากฏเป็นข่าวนั่นแหละครับ ความฝันที่จะเป็นครัวแห่งโลกของใครต่อใคร จึงเป็นแค่สิ่งที่ผ่านไปกับสายลมอันแล้งร้อน ซึ่งพัดผ่านมาและผ่านไปอย่างไม่เคยที่จะหยุดลง

หยุดปลูกข้าว ปลูกเฉพาะแต่พอกินกันสักสิบยี่สิบปีจะได้มั้ย ปลูกป่ากันบ้างเถอะนะ หยุดความฝันของคนที่ไม่เคยลงมือทำนาเอาไว้แต่เพียงแค่นี้เถอะครับ

หากเรายังตกอยู่ในวังวนของการตลาดแบบนี้อีกต่อไป เชื่อเถอะนะ ปรากฏการณ์ที่ผู้คนไม่มีอาหารจะกินข้างโรงเก็บอาหารอันใหญ่โตมโหฬาร ไม่มีเสื้อผ้าจะสวมใส่ ทั้งๆ ที่รอบกายอันเปล่าเปลือยของพวกเขาเต็มไปด้วยโรงงานผลิตเสื้อผ้า ก็จะมีให้เห็นบนผืนแผ่นดินนี้

ณ เวลานี้ ผมนั่งมองผลมังคุดที่เริ่มแก่จัดจนใกล้เก็บได้แล้ว ผ่านสายฝนที่พรำลงมาแทบทุกวัน จากระเบียงบ้าน กลิ่นดอกมหาหงส์ที่ผมปลูกเอาไว้ริมธารน้ำ หอมรวยริน

คงเป็นไปไม่ได้หรอกนะ ที่จะให้ฝนซึ่งตกที่นี่ ย้ายที่ไปตกยังบ้านของทุกคน โดยเฉพาะในท้องทุ่งแห่งการรอคอยเหล่านั้น เพราะท้องฟ้าที่คลุมครอบเราเอาไว้ มันกว้างใหญ่นัก

คล้าน้ำ ใบบาน ก้านแกร่ง จากชายน้ำ…สู่สายตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05028150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

อุทยานพฤกษา

“เมย์วิสาข์”

คล้าน้ำ ใบบาน ก้านแกร่ง จากชายน้ำ…สู่สายตา

ใบเรียวบาน ก้านแดง แห่งชายน้ำ

สง่างาม นามขลัง สังฆรักษา

ชูดอกตั้ง ทั้งช่อห้อย คล้อยสายตา

รวมกอหนา นี่หรือ คือคล้าน้ำ

ชื่ออื่นๆ : พุทธรักษาน้ำ สังฆรักษา ช่อครามน้ำ (ช่อตั้ง)

ชื่อสามัญ : Thalia, Arrowroot, Bent alligator-flag, Fire-flag, Water canna

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Thalia geniculata L. (ช่อห้อย) Thalia dealbata J.fraser. (ช่อตั้ง)

ชื่อวงศ์ : MARANTHACEAE

ถิ่นกำเนิด : เม็กซิโก อเมริกากลางและอเมริกาใต้ แอฟริกากลาง

ข้อมูลทั่วไป :

คล้าน้ำ…ห้อยระย้าปลิวไสวเมื่อต้องลม หรือเรียกอีกหลายชื่อว่า พุทธรักษาน้ำ หรือ สังฆรักษา หรือ ช่อครามน้ำ เป็นไม้หัวที่เติบโตริมน้ำที่พบเห็นได้ทั่วๆ ไป ไม่ว่าจะเป็นแถบชายน้ำของสวน หรือริมฝั่งคลอง หนอง บึงทั้งหลาย ไม้น้ำกอ และดอกสีสวยสะดุดตา สะดุดใจ และยังเป็นพันธุ์ไม้ในดวงใจของหลายๆ คน เพราะเป็นต้นไม้น้ำที่ช่วยสร้างอารมณ์ละมุนละไม ทั้งช่อดอก กิ่ง ก้านใบ พลิ้วไหวไปกับสายลมและสายน้ำ ดูแล้วชื่นตา ชื่นใจยิ่งนัก จึงนิยมปลูกประดับบริเวณริมสระน้ำหรือบ่อน้ำทั่วไป

เรียกช่อครามน้ำ คนฟังมองแล้วเห็นภาพชัดเจน เพราะช่อดอกของคล้าน้ำสีครามม่วง หรือ ม่วงคราม ส่วนที่เรียกพุทธรักษาน้ำ ก็คงเพราะดูแล้วคล้ายกอพุทธรักษาที่เติบโตในน้ำ แต่อยู่กันคนละวงศ์ พุทธรักษาอยู่ในวงศ์ CANNACEAE ส่วนคล้าน้ำ อยู่ในวงศ์ MARANTHACEAE ลักษณะประจำพืชวงศ์นี้ คือ แผ่นใบสองด้านของเส้นกลางใบไม่เท่ากัน ขณะใบยังอ่อนด้านใหญ่จะม้วนหุ้มด้านเล็กไว้ นอกจากนี้ ตรงรอยต่อของก้านใบกับแผ่นใบจะโป่งออก มีหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของใบ เวลากลางวัน ใบคล้าจะกางออก และจะห่อขึ้นในเวลากลางคืน คล้ายกับการพนมมือ จึงมีผู้เรียกชื่อพืชวงศ์นี้ว่า “Prayer Plants”

เราอาจเห็นว่า มีต้นไม้ริมน้ำหน้าตาทำนองนี้แตกต่างกันไปหลายแบบ ก็เพราะสายพันธุ์ของคล้าน้ำ หรือชื่อฝรั่งที่ไพเราะนามว่า Thalia จะมีแตกต่างกันประมาณ 12 ชนิด เป็นพันธุ์ไม้ที่ค้นพบโดย นาย Johann Thal นักพฤกษศาสตร์ ชาวเยอรมัน ใน ค.ศ. 1542-1583 ชื่อสกุล (Genus) ของไม้ชนิดนี้ จึงถูกตั้งตามนามสกุลของผู้ค้นพบ ก็คือ Thalia สำหรับในบ้านเราที่พบเห็นกันโดยทั่วๆ ไป ไม่ว่าจะเป็นคล้าน้ำที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติท้องทุ่ง ท้องนาที่มีน้ำอยู่ หรือเป็นคล้าน้ำที่นิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับบริเวณริมสระน้ำตามบ้านเรือน สวนสาธารณะ จะมีอยู่ 2 ชนิด คือ คล้าน้ำช่อห้อย และคล้าน้ำช่อตั้ง คล้าน้ำทั้งสองชนิดนี้แตกต่างกันตรงที่ คล้าน้ำช่อตั้ง เมื่อดอกแรกผลิ ช่อจะตั้งก่อน ต่อเมื่อกลีบดอกร่วงโรยแล้ว จะมีกลีบดอกใหม่ผลิออกไปเรื่อยๆ จนก้านดอกยาวขึ้น แล้วจึงห้อยย้อยลงมา ส่วนคล้าน้ำช่อห้อย ดอกจะห้อยตั้งแต่เริ่มผลิดอกเลยทีเดียว ส่วนสีของกลีบดอกมีสีม่วงคราม (อมขาว) เหมือนกัน

แม้จะมีชื่อฟังดูไทยๆ และหน้าตาก็ดูเหมือนจะเป็นไม้น้ำพื้นถิ่นบ้านเรา แต่ความจริง คล้าน้ำ มีถิ่นกำเนิดที่ประเทศเม็กซิโก อเมริกาใต้ และบางประเทศในยุโรป ดังกล่าวข้างต้น มักพบตามป่าที่มีน้ำท่วมขังหรือมีดินแฉะ ค่อนข้างแข็งแรง ทนทาน สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในสภาพอากาศที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง -7 องศาเซลเซียส แต่จะเจริญเติบโตได้ดีในที่มีอากาศอบอุ่น ความชื้นสูง และมีระดับน้ำสูง ตั้งแต่ 45 เซนติเมตร นอกจากทรงต้นสวยแปลกตาแล้ว ยังจะออกดอกสีม่วงสวยให้เราได้ชื่นชมกันราวช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม คือช่วงหน้าฝนนั่นเอง แต่อาจพบคล้าน้ำบางสายพันธุ์ออกดอกตลอดปี

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ต้นไม้ชนิดนี้เป็นที่นิยมปลูกกันมาก เพราะเชื่อว่าเป็นสิริมงคลให้แก่ผู้ปลูก คำว่า คล้า หรือ คลุ้ม คือการปกป้อง คุ้มครอง รักษา และมีอีกหลายคนที่เชื่อว่า คล้า หมายถึง คล้าคลาด คือ การคลาดแคล้วจากศัตรู หรือเรื่องร้ายๆ ดังนั้น คนไทยจึงปลูกต้นคล้าเอาไว้ในบริเวณบ้านมาตั้งแต่โบราณ เพราะเชื่อว่า การปลูกต้นคล้านั้น จะช่วยให้ทุกคนในครอบครัวรอดพ้นจากเรื่องราวร้ายๆ ได้อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์กาย หรือทุกข์ใจ และคนโบราณนิยมเรียกต้นคล้าน้ำ ว่า พุทธรักษาน้ำ ซึ่งหมายความว่า มีพระพุทธเจ้าคอยปกป้องรักษาอีกชั้นหนึ่ง

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ลำต้น เป็นพรรณไม้ที่มีหัวหรือเหง้าอยู่ใต้ดิน การเจริญเติบโตของลำต้นแตกเป็นกอ ลำต้นมีความสูงประมาณ 1-3 เมตร ลำต้นเป็นไม้อวบน้ำ

ใบ เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ใบเป็นใบเดี่ยว ออกใบเป็นกาบหุ้มลำต้นสลับกัน และมีก้านใบต่อกับแผ่นใบ ใบมีลักษณะคล้ายรูปไข่ แกมรี ปลายใบเว้าหรือแหลม หลังใบมีสีขาวนวล ก้านใบกลม ขนาดใบ สีสัน และลักษณะใบจะแตกต่างกันตามชนิดพันธุ์ ที่พบเห็นโดยทั่วๆ ไปมีอยู่ 2 ชนิด คือ คล้าน้ำช่อห้อย ซึ่งจะพบเห็นโดยทั่วไปมี 2 ชนิด คือแบบก้านแดง และก้านสีเขียว

ดอก สีม่วงอ่อน ออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงจากกอ ก้านช่อดอกกลม เรียวยาว แข็ง ปลายก้านแตกแขนงย่อยหลายแขนง ห้อยเป็นระย้า โคนก้านช่อดอกมีใบประดับ ดอกย่อยไม่มีก้านดอก เกิดเป็นคู่ เรียงกันบนแขนงย่อย มีใบประดับ 2 ใบ หุ้มดอกตอนอ่อน ดอกย่อยประกอบด้วยกลีบเลี้ยง 3 กลีบ กลีบดอก 3 กลีบ ส่วนอีกชนิดคือ คล้าน้ำช่อตั้ง ดอกจะออกเป็นช่อแบบดอกรวม ก้านช่อดอกเป็นสีเขียว เป็นเส้นต่อกัน เป็นเส้นแซ่เหมือนไม้ขนไก่ กลมเรียว แข็งเป็นช่อพองตั้งขึ้นปลิวไสวเมื่อต้องลม ดอกเป็นช่อสีม่วงเข้มสวยสะดุดตา ดอกจะทยอยบานจากล่างไปหาบน ดอกบานตลอดปี

ผล รูปกลมรี สีน้ำตาล

การขยายพันธุ์ แยกกอหรือเหง้าที่โตเต็มที่ไปปลูก

สภาพแวดล้อมเหมาะแก่การเจริญเติบโต ชอบขึ้นในดินเหนียวที่ชุ่มชื้น และมีอินทรียวัตถุสูง จนถึงน้ำลึก 25-40 เซนติเมตร ความชื้นสูง ต้องการแสงแดดร่มรำไรจนถึงแดดจัด หรือกลางแจ้ง โดยปลูกลงดินในแปลงปลูกเพื่อประดับบริเวณสวน หรือปลูกเป็นไม้กระถาง ซึ่งกระถางควรใช้กระถางทรงสูง และควรเปลี่ยนขนาดกระถาง 1-2 ปี ต่อครั้ง เพราะการขยายตัวของรากและการแตกกอแน่น และเพื่อเปลี่ยนดินปลูกใหม่ ทดแทนดินปลูกเดิมที่เสื่อมสภาพ ถ้าปลูกเพื่อประดับภายในอาคาร ควรให้ได้รับแสงแดดบ้าง อย่างน้อย 3-5 วัน ต่อครั้ง

สรรพคุณทางสมุนไพร ไม่พบรายงานการมีสรรพคุณทางสมุนไพรแต่เพียงอย่างใด

ตามไปดู “บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ” ของชาวนาอำเภอระโนด สงขลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05036150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

เทคโนโลยีการเกษตร

สาวบางแค

ตามไปดู “บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ” ของชาวนาอำเภอระโนด สงขลา

ในฉบับนี้ ขอพาไปเยี่ยมชมวิถีชาวนาในพื้นที่บ้านหนองถ้วย หมู่ที่ 2 ตำบลตะเครียะ อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ที่น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาใช้ปฏิบัติจนนำไปสู่การเป็น “บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ” ที่มีระบบเศรษฐกิจที่เข้มแข็งพึ่งพาตนเองและเป็นตัวอย่างให้ผู้สนใจได้เข้ามาเรียนรู้เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาคนและหมู่บ้านของตัวเองต่อไป

ผู้เขียนมีโอกาสพูดคุยกับแกนนำของหมู่บ้านหนองถ้วย คือ คุณไพฑูรย์ หนูจีน หรือที่หลายคนเรียกกันติดปากว่า “ผู้ใหญ่บ่าว” ทำหน้าที่เป็นผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 2 อาศัยอยู่ บ้านเลขที่ 151/2 หมู่ที่ 2 ตำบลตะเครียะ อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา โทร. (083) 193-5747

ผู้ใหญ่บ่าว บอกว่า ชาวบ้านในชุมชนได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาสร้างกระบวนการเรียนรู้ ปรับทัศนคติ การดำเนินชีวิต แก้ไขปัญหา พัฒนาตนเอง และชุมชนอย่างค่อยเป็นค่อยไป เช่น ปลูกพืชผักปลอดสารพิษไว้บริโภคในครัวเรือน เพื่อลดค่าใช้จ่าย ส่วนที่เหลือจากการบริโภคจึงค่อยนำไปขาย หมู่บ้านหนองถ้วยมีเกษตรกรทำนา ประมาณ 4,000 กว่าไร่ ผู้ใหญ่บ่าวได้รวมกลุ่มเกษตรกรในชื่อ “กลุ่มผลิตข้าวบ้านหนองถ้วย” พร้อมจัดหาเครื่องสีแปรรูปข้าวสำหรับชุมชน รวมกันซื้อปุ๋ย ช่วยลดต้นทุนการผลิต และรวมกันขายข้าว เพิ่มอำนาจต่อรองการขาย จัดทำบัญชีครัวเรือน จัดเวทีประชาคม เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้ และถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นต้น

โครงการ “นาข้าวปลอดภัย”

ผู้ใหญ่บ่าว มีอาชีพทำนาปลูกข้าวมาตลอดชีวิต ก่อนหน้านี้ เขาปลูกข้าวขาวทั่วไป เพื่อขายโรงสี จนกระทั่ง ปี 2556 เกิดการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต เมื่อเขาเข้าร่วมโครงการ “1 ไร่ 1 แสน” และขยายผลเป็น “โครงการนาข้าวปลอดภัย” เพื่อให้ผู้บริโภคได้บริโภคข้าวที่ปลอดภัยต่อชีวิต

ผู้ใหญ่บ่าว เลือกปลูกข้าวที่อยู่ในกระแสความนิยมของตลาด เช่น พันธุ์ข้าวไรซ์เบอร์รี่ พันธุ์ข้าวหอมนิล รวมทั้งข้าวพันธุ์ปทุมทอง ซึ่งได้สายพันธุ์มาจากจังหวัดเพชรบุรี ข้าวชนิดนี้เป็นข้าวพันธุ์ลูกผสมระหว่างข้าวหอมมะลิและข้าวหอมปทุม ลักษณะทั่วไปเป็นข้าวขาว เนื้อนิ่ม คล้ายกับข้าวหอมมะลิ ปลูกได้ทั้งนาปรังและนาปี ใช้เวลาปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว ประมาณ 120 วัน หลังแปรรูปนำข้าวมาบรรจุถุงขาย ในราคากิโลกรัมละ 35 บาท

ผู้ใหญ่บ่าว บอกว่า ชุมชนแห่งนี้ เกษตรกรสามารถปลูกข้าวได้ปีละ 2 ครั้ง เนื่องจากมีระบบน้ำชลประทานทุ่งระโนดเข้าถึงทุกไร่นา ฤดูนาปี สำหรับพื้นที่ดอนจะเริ่มปลูกในเดือนตุลาคม ส่วนพื้นที่ลุ่มจะปลูกในเดือนธันวาคม ส่วนนาปรังจะนิยมปลูกในเดือนพฤษภาคม-กันยายน ที่ผ่านมา การปลูกข้าวส่วนใหญ่ใช้สารเคมีล้วนๆ ทั้งสารเคมีกำจัดวัชพืช สารเคมีปราบศัตรูพืช สารเคมีกำจัดโรคพืช เสี่ยงเจอปัญหาสารเคมีตกค้างในข้าวได้ง่าย

ผู้ใหญ่บ่าวได้ชักชวนเพื่อนเกษตรกรหันมาเข้าร่วมโครงการนาข้าวปลอดภัย สามารถใช้ปุ๋ยเคมีได้ตามปกติ แต่จะไม่ใช้สารเคมีใดๆ ในนาข้าวอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้มีสารเคมีตกค้างในนาข้าว เพื่อลดปัญหาโรคและแมลงในแปลงนา ผู้ใหญ่บ่าวชักชวนเพื่อนเกษตรกรหันมาปลูกข้าวในลักษณะนาดำ ตามรอยปู่ ย่า ตา ยาย เพื่อประหยัดเมล็ดพันธุ์ แค่ไร่ละ 5 กิโลกรัม ลดปัญหาการแพร่ระบาดของแมลงศัตรูพืชในแปลงนา เพราะแสงแดดสามารถส่องได้ถึงผืนนา หลังเก็บเกี่ยวก็นำข้าวมาแปรรูปและบรรจุใส่ถุงสุญญากาศ นำออกขายตรงกับผู้ซื้อ ทำให้สามารถขายข้าวได้ในราคาที่สูงกว่าเดิม

“ฟางข้าว” มีค่าดั่งทอง

ผู้ใหญ่บ่าว ส่งเสริมการปลูกข้าวปลอดภัยให้แก่เกษตรกรในท้องถิ่นแล้ว เขายังรณรงค์ “หยุดการเผาตอซังข้าว” เพื่อป้องกันปัญหามลพิษในผืนนา และลดปัญหาโลกร้อนควบคู่กันไป ปัจจุบันเกษตรกรในพื้นที่แห่งนี้ นอกจากมีรายได้จากการขายข้าวแล้ว พวกเขายังมีรายได้เสริมจากการขาย “ฟางอัดก้อน” ในราคาก้อนละ 3 บาท

ผู้ใหญ่บ่าวระดมเงินทุนจากเพื่อนเกษตรกร คนละ 5,000 บาท และหมู่บ้านถือหุ้นอีก 70,000 บาท เพื่อนำเงินมากว้านซื้อฟางอัดก้อนจากเกษตรกรในท้องถิ่นเก็บสำรองไว้ เพื่อสำรองในตอนภัยแล้งหรือน้ำท่วม ปี 2557 ทางกลุ่มใช้เงินลงทุน 70,000 บาท ซื้อฟางอัดก้อน จำนวน 3,600 ก้อน ก็ขายให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์จนหมดเกลี้ยง หลังหักต้นทุนแล้ว ยังเหลือผลกำไร ประมาณ 65,000 บาท

ใช้จุลินทรีย์

กำจัดข้าววัชพืช

ปัญหาอุปสรรคของการทำนาในท้องถิ่นคือ มีเมล็ดพันธุ์ข้าววัชพืชสร้างความเสียหายให้แก่พื้นที่ปลูกข้าวนาปี เพราะข้าววัชพืชที่ปะปนอยู่ในแปลงข้าวจะทำให้คุณภาพข้าวต่ำลงและถูกโรงสีกดราคารับซื้อ จึงนำจุลินทรีย์สูตรธรรมชาติเข้มข้นมาใช้ย่อยสลายข้าววัชพืช เห็นผลภายใน 7 วัน ลดการก่อมลพิษ และลดปัญหาโลกร้อนจากการเผาซังข้าว

วิธีการกำจัดข้าววัชพืชก็แสนง่าย หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ ให้ปล่อยน้ำเข้าพื้นที่นาจนท่วมตอซังและฟางข้าว ไถหรือเหยียบตอซังข้าวให้จมน้ำ จากนั้นนำผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ผสมน้ำ 20 ลิตร ใส่ถังฉีดพ่น ในแปลงนาขนาด 1 ไร่ จนทั่วแปลง เชื้อจุลินทรีย์จะทำให้เมล็ดข้าวดีดเน่า พร้อมย่อยสลายตอซัง ฟางข้าว จนเปื่อยยุ่ยภายใน 5-7 วัน ช่วยเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุในเนื้อดิน ขั้นตอนต่อมาปล่อยน้ำเข้านา และเริ่มเพาะปลูกข้าวตามปกติ หลังจากเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายเปลือกข้าววัชพืช ตอซังและฟางข้าวแล้ว เชื้อจุลินทรีย์จะสลายตัวตามธรรมชาติ ไม่มีผลกระทบต่อประสิทธิภาพการงอกของเมล็ดข้าวสำหรับปลูกในฤดูถัดไป

ฝากข้อคิด

ถึงเพื่อนเกษตรกร

คุณถาวร แซ่อิ้ว ประธานชมรมนาข้าวจังหวัดสงขลา กล่าวว่า ปัจจุบันพื้นที่ปลูกข้าวในคาบสมุทรสทิงพระ (อำเภอระโนด อำเภอสิงหนคร อำเภอกระแสสินธุ์ อำเภอสทิงพระ) มีพื้นที่ปลูกข้าว จำนวน 300,000 ไร่ เดิมเคยปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมือง เช่น ข้าวเล็บนก แต่ระยะหลังชาวนาหันมาปลูกข้าวเชิงการค้าที่ให้ผลผลิตสูงในระยะเวลาสั้น โดยซื้อพันธุ์ข้าวจากเอกชน ซื้อปัจจัยการผลิต ทั้งปุ๋ย ยา สารเคมี ทำให้มีต้นทุนการผลิตสูง โดยเฉพาะชาวนาที่อยู่นอกเขตชลประทานในพื้นที่อำเภอระโนด มีต้นทุนการผลิตอยู่ในเกณฑ์ที่สูงถึง 7,200 บาท ต่อไร่

หากสถานการณ์ราคาข้าวอยู่ในเกณฑ์ต่ำเหมือนในขณะนี้ ชาวนาคงอยู่ไม่ได้แน่นอน ทั้งนี้ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา มีนโยบายส่งเสริมให้ชาวนาหันมาปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมืองคุณภาพดี เพื่อจำหน่ายให้แก่ประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ 14 จังหวัด เชื่อว่าจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยส่งเสริมอาชีพและรายได้ให้มีความมั่นคงมากขึ้น นอกจากนี้ ปัญหาข้าววัชพืช ข้าวดีด ข้าวเด้ง เริ่มระบาดในพื้นที่ปลูกข้าวภาคใต้มากขึ้น เพราะมีข้าววัชพืชติดมากับรถเกี่ยวข้าว และคุณภาพข้าวปลูกที่ไม่ได้มาตรฐาน แนวทางแก้ไขปัญหาที่ง่ายและรวดเร็วคือ การใช้เชื้อจุลินทรีย์ฉีดพ่น เพื่อย่อยสลายข้าววัชพืช เห็นผลภายใน 7 วัน

อนุรักษ์พันธุ์ข้าว

พื้นเมืองภาคใต้

ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวปัตตานี ได้เปิดบริการคลินิกข้าว ให้ความรู้ และคำปรึกษาเรื่องข้าว ในงานวันเกษตรตำบลแดนสงวน ประจำปี 2558 ณ อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ภายในงานดังกล่าว ศูนย์วิจัยข้าวปัตตานีได้จัดแสดงตัวอย่างพันธุ์ข้าวยอดนิยม ในพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัด ชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ข้าวพันธุ์ซีบูกันตัง ข้าวพันธุ์หอมกระดังงา

คุณจำเนียร เจียมสวัสดิ์ ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวปัตตานี เล่าว่า จากการสำรวจข้อมูลพื้นที่และความต้องการพันธุ์ข้าวของเกษตรกร พบว่าส่วนใหญ่มีความต้องการใช้พันธุ์ข้าวพื้นเมืองถึง 75 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะ ข้าวซีบูกันตัง ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวยอดนิยม ในพื้นที่อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส ข้าวสุกร่วน แข็งปานกลาง นิยมบริโภคในรูปข้าวสวย ปลูกได้ดีทั้งในฤดูนาปีและนาปรัง เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง อายุเก็บเกี่ยว ประมาณ 135-140 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 557 กิโลกรัม ต่อไร่ ข้าวซีบูกันตัง ได้รับความนิยมจนผลผลิตไม่เพียงพอต่อการจำหน่าย ข้าวพันธุ์นี้กำลังอยู่ระหว่างการยื่นขอจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา

ส่วนข้าวพันธุ์หอมกระดังงา เป็นข้าวพื้นเมืองดั่งเดิมของตำบลพร่อน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส มีลักษณะพิเศษคือ มีสีแดง นุ่ม และมีกลิ่นหอมคล้ายดอกกระดังงา เหมาะแก่การแปรรูปเป็นข้าวกล้องและซ้อมมือ ผลผลิต เฉลี่ย 501 กิโลกรัม ต่อไร่ ในสมัยอดีตชาวนามักนิยมปลูกเพื่อนำไปถวายพระสงฆ์ในโอกาสสำคัญต่างๆ และใช้หุงข้าวรับแขกบ้านแขกเมือง

นอกจากนี้ ยังมีพันธุ์ข้าวอัลฮัมสตูล หรือข้าวอัลฮัมดุลิลละฮฺ ในภาษามลายู แปลว่า ขอบคุณพระเจ้า เป็นพันธุ์ข้าวพื้นเมืองในตำบลเกตรี อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล ข้าวอัลฮัมสตูล ที่มีลักษณะเด่นคือ เป็นข้าวขาวที่มีรสชาติหวานมัน มีคุณค่าทางอาหารสูง เป็นพันธุ์ข้าวไวแสง ที่ปลูกง่าย ทนทานต่อโรคและแมลงศัตรูพืช ทนต่อความเป็นกรดของดินในพื้นที่ภาคใต้ได้ดี ผลผลิตเฉลี่ย ประมาณ ไร่ละ 15-40 ถัง

ที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยข้าวปัตตานี ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวปลอดสารพิษ โดยส่งเสริมให้เกษตรกรมีการปรับปรุงคุณภาพดินและขยายพื้นที่เพาะปลูกให้มีผลผลิตข้าวเพียงพอกับการบริโภคในพื้นที่ และยังจะช่วยฟื้นฟูพื้นที่นาให้สามารถผลิตข้าวได้ปริมาณมากขึ้น และเพิ่มมูลค่าข้าวของเกษตรกรให้สูงขึ้นอีกด้วย โดยเกษตรกรสามารถจำหน่ายได้ราคาสูงกว่าข้าวทั่วไป อย่างน้อย 20% เกิดความมั่นคงทางด้านอาหารแก่ผู้ผลิตและผู้บริโภคในพื้นที่ เกษตรกรผู้ผลิตข้าวในพื้นที่สามารถผลิตข้าวได้อย่างถูกต้อง และสร้างรายได้ที่ยั่งยืนแก่เกษตรกรและชุมชน

หลังเกษียณ ลุงสมปอง ชาวเมืองสองแคว เพลิดเพลินกับการทำสวนไม้ผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05040150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

เทคโนโลยีการเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

หลังเกษียณ ลุงสมปอง ชาวเมืองสองแคว เพลิดเพลินกับการทำสวนไม้ผล

อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ถือเป็นทำเลที่ได้เปรียบทางด้านการทำเกษตรกรรม เพราะเป็นพื้นที่ตั้งอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำน่าน และยม ซึ่งเป็นแหล่งการเกษตรที่สำคัญที่สุดของจังหวัด

มีโอกาสได้รู้จักกับ ลุงสมปอง พงษ์ศักดิ์ศรี ซึ่งอดีตเคยรับราชการที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. กระทั่งภายหลังเกษียณ ท่านได้กลับมาบ้านเกิด เลขที่ 99 หมู่ที่ 15 ตำบลบางระกำ อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก อีกครั้ง เพื่อทำในสิ่งที่ตัวเองรักและชอบมากที่สุดในชีวิตนั่นคือ การปลูกต้นไม้ จนนำมาสู่การสร้างสวนผลไม้และไม้ดอกไม้ประดับ ที่ให้ชื่อว่า “สวนสมปอง”

ในพื้นที่ขนาด 23 ไร่ ภายในสวนสมปองที่มองดูสะอาดสะอ้าน ถูกออกแบบจัดวางพันธุ์ไม้ต่างๆ ทั้งไม้ผล ไม้ดอก ไม้ประดับ อย่างเป็นระเบียบ พร้อมแต่งเติมความสมบูรณ์ทางธรรมชาติด้วยการขุดบ่อน้ำขนาดใหญ่ 2 ไร่ ลึก 4 เมตร สำหรับเลี้ยงปลาหลายชนิด อีกทั้งบริเวณโดยรอบพื้นที่ทั้งหมดปลูกต้นมะพร้าวเป็นแถวแนวราวกำแพงทางธรรมชาติ

ลุงสมปองในวัย 70 กว่าปี กับบุคลิกและอัธยาศัยที่เรียบง่าย กล่าวแบบเป็นกันเองว่า เป็นคนที่ชอบต้นไม้มาตั้งแต่เด็ก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะถูกปลูกฝังจากพ่อ-แม่ ให้รักต้นไม้ และชอบต้นไม้ทุกชนิด โดยเฉพาะไม้ดอกพื้นบ้าน อย่างมะลิ บานชื่น และบานไม่รู้โรย

ไม่ได้เรียนจบเกษตร แต่มีใจรักก็ทำได้

แม้ตัวเองจะร่ำเรียนมาทางสายพาณิชย์ และไม่ได้เชี่ยวชาญลึกซึ้งกับการเกษตรเท่าไรนัก แต่ลุงสมปองอาศัยความมีใจรัก พร้อมกับคลุกคลีพันธุ์ไม้หลายชนิดจากครอบครัว ฉะนั้นหากมีเวลาว่างจากงานเมื่อไร ลุงสมปองจะลงมือปลูกต้นไม้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาคิดว่า ถ้าเปลี่ยนมาปลูกไม้ผลบ้างคงสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ อย่างฝรั่ง กล้วยน้ำว้ามะลิอ่อง ที่เป็นไม้ผลพื้นบ้านซึ่งหาไม่ยาก

ตลอดชีวิตราชการของลุงสมปองมีความจำเป็นต้องย้ายไปประจำยังภูมิภาคจังหวัดต่างๆ เพื่อความเหมาะสม ซึ่งถ้าไม่ได้ทำงานประจำอยู่ในกรุงเทพฯ แล้ว ส่วนมากมักย้ายไปประจำในจังหวัดแถบภาคเหนือตอนบนและตอนล่างเสียส่วนใหญ่ อย่างเชียงใหม่ ลำปาง และพิษณุโลกที่เป็นบ้านเกิดตัวเอง

ปลูกมะพร้าวน้ำหอม สร้างทัศนียภาพให้บ้าน

แต่กลับมีคุณภาพ ขายได้ราคาดี

มะพร้าวที่ลุงสมปองปลูกเป็นพันธุ์น้ำหอมจากบ้านแพ้ว สมุทรสาคร เป็นสายพันธุ์ที่คัดเลือกให้มีน้ำหอมโดยเฉพาะ และตั้งใจว่าจะปลูกเพื่อความสวยงาม โดยปลูกไว้บริเวณริมรั้ว กระทั่งมีผลผลิตจำนวนมากและมีรสชาติหวานหอม อีกทั้งละแวกในเขตอำเภอแทบจะหาคนปลูกมะพร้าวยาก

ลุงสมปอง เผยว่า ความจริงมะพร้าวดูแลง่าย เพียงแต่อย่าให้ขาดน้ำเท่านั้น ควรใส่เกลือปีละครั้ง ใส่ต้นละเกือบกิโลกรัม ใส่ปุ๋ยปีละ 3 ครั้ง เป็นปุ๋ยสูตร 16-16-16 และควรผสมขี้วัวด้วย แต่ที่ต้องใส่เพื่อให้น้ำมะพร้าวมีรสหวานหอมคือ ใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 เพียงปีละครั้ง

จากวิธีปลูกที่ใส่ใจในเรื่องคุณภาพจึงทำให้ผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมในสวนสมปองเป็นที่หมายปองของผู้คนทั่วไป และมักแวะเวียนมาซื้อไปรับประทานบ้าง ซื้อไปขายบ้าง จนทำให้ไม่พอ จากนั้นลุงสมปองจึงต้องปลูกมะพร้าวน้ำหอมเพิ่มอีก และในปัจจุบันมีอยู่ถึง 300 ต้น โดยในรุ่นหลังนี้นำไปปลูกบริเวณด้านหลังที่ดิน เป็นการปลูกแบบยกร่อง จำนวน 200 ต้น

ผลผลิตที่เกิดขึ้นจะขายให้แก่ผู้ที่สนใจและเดินทางมาซื้อ โดยขายผลละ 7-8 บาท จากสวน แล้วพ่อค้านำไปขายในท้องตลาด ในราคา 15-20 บาท อย่างไรก็ตาม การกำหนดราคาขายของลุงสมปอง ไม่เน้นเชิงพาณิชย์ เพราะเขามองว่าเป็นความสุขที่ได้ทำในสิ่งที่รัก ส่วนรายได้จะใช้เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้น

ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง เพราะมองตลาดส่งออก

ขณะปลูกมะพร้าว ปรากฏว่าเป็นช่วงเดียวกับกระแสมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ ทำให้ลุงสมปองเกิดความสนใจ เพราะเป็นสิ่งท้าทาย อีกทั้งมองว่าพิษณุโลกเป็นแหล่งปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองได้คุณภาพ

ฉะนั้น จึงเดินทางไปที่อำเภอเนินมะปราง เพราะที่นั่นมีชื่อเสียงด้านการปลูกและทำพันธุ์มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองส่งออก และซื้อมาปลูก จำนวน 300 ต้น แล้วนำมาปลูกในพื้นที่เดิมของกล้วยน้ำว้ามะลิอ่องที่หมดอายุ

มะม่วงน้ำดอกไม้ใช้เวลาประมาณ 4 ปี จึงได้ผลผลิต ลุงสมปอง ชี้ว่า ถ้าปล่อยให้มะม่วงออกผลตามฤดูกาลแล้วอาจทำให้ราคาต่ำ ไม่คุ้ม จากนั้นจึงเปลี่ยนมาทำเป็นมะม่วงนอกฤดูเพิ่มขึ้นไปด้วย โดยได้ศึกษาหาความรู้จากตำรา เอกสาร อินเตอร์เน็ต และสอบถามผู้รู้ แล้วทดลองทำ ในตอนแรกไม่ค่อยประสบความสำเร็จ แต่พยายามแก้ไขมาตลอด 1 ปี จนกระทั่งสามารถทำได้เป็นผลสำเร็จ

“รายได้จากการขายมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองในปีหนึ่งไม่มากนัก เรียกว่าคุ้มทุนดีกว่า แต่ยังรักและชอบ เพราะถือว่าให้ร่มเงาและความสวยงามของทรงพุ่ม ตลอดจนเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมให้สะอาด เปรียบเหมือนมีเครื่องกรองฝุ่นก่อนถึงตัวบ้าน”

ลุงสมปองเน้นปลูกมะม่วงผลสุก ดังนั้น นอกจากน้ำดอกไม้สีทองที่ปลูกอยู่แล้ว เขายังนำพันธุ์มะม่วงมหาชนกที่ให้ผลผลิตได้ดีมาก เป็นพันธุ์มะม่วงที่ปลูกง่าย ดูแลน้อย ราคาดี รสชาติอร่อย เพราะฉะนั้นเมื่อถึงช่วงที่เก็บเกี่ยวผลผลิต จึงรับเงินอย่างเดียว

ปลูกมะนาวแป้นรำไพ มีผลผลิตดี ราคาไม่ธรรมดา

ไม้ผลอีกชนิดที่ลุงสมปองปลูกในช่วงหลังคือ มะนาวแป้นรำไพ สำหรับพันธุ์นี้เขาถูกชักชวนจากเพื่อนร่วมงานที่ชอบการเกษตรได้นำไปปลูกแล้วได้ผลผลิตดีมาก แต่จากข้อมูลที่ได้ศึกษามาพบว่า มะนาวพันธุ์นี้ดูแลยาก อีกทั้งยังไวต่อการเป็นโรค จึงทำให้เขาไตร่ตรองอยู่นาน จนตัดสินใจนำมาทดลองปลูกก่อน จำนวน 120 ต้น เป็นการปลูกในวงบ่อซีเมนต์ สูง 40 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 80 เซนติเมตร แล้วนำดินที่มีคุณภาพมาปลูก จนกระทั่งได้ผลผลิตดีมากในรุ่นแรก

เจ้าของสวนสมปองชี้ว่า การปลูกในวงบ่อซีเมนต์มีข้อดีตรงที่สามารถบังคับผลผลิตให้ออกนอกฤดูได้ง่าย อีกทั้งต้นมะนาวยังได้รับน้ำและอาหารอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม พอใกล้ถึงช่วงที่กำลังมีโรคระบาดจะต้องหมั่นใส่ใจฉีดพ่นยาป้องกัน

“คุณสมบัติเด่นของแป้นรำไพอยู่ตรงมีเปลือกบาง เมล็ดน้อย น้ำหอม ซึ่งตรงกับความต้องการของลูกค้า อีกทั้งยังขายในราคาไม่แพง และต่ำกว่าท้องตลาด ดังนั้น ผลผลิตมะนาวที่ได้อย่างในเดือนมีนาคม ปี 2553 มะนาวที่ปลูก จำนวน 120 ต้น ทำเงินได้ถึง 60,000 กว่าบาท เป็นการขายตรงให้แก่ร้านอาหารหลายประเภทที่อยู่ละแวกไม่ไกลจากบ้าน แต่ละรายสั่งกันไม่ต่ำกว่าพันลูก สั่งวันเว้นวัน”

มะนาวที่ลุงสมปองปลูกมี 2 รุ่น หลังจากปลูกมะนาวรุ่นแรกได้ปีที่ 6 ผลมะนาวมีขนาดลดลง ขาดคุณภาพ ทั้งนี้เป็นเพราะการเจริญเติบโตของรากมีจำนวนมาก ทำให้แน่น เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงจำเป็นต้องรื้อมะนาวที่ปลูกในวงบ่อออก แล้วเปลี่ยนหลักคิดจากมะนาววงบ่อมาเป็นการปลูกมะนาวจากการต่อตอมะขวิด และตอส้มโอแทน จำนวนกว่า 200 ต้น ลุงสมปอง ชี้ว่า ตอมะขวิดมีคุณสมบัติทนแล้ง ทนน้ำขังที่เฉอะแฉะ อีกทั้งยังมีระบบรากที่หากินเก่ง แล้วในอนาคตต้องได้ผลที่มีขนาดใหญ่และมีคุณภาพแน่

ลุงสมปอง เผยว่า การปลูกพืชชนิดใดก็ตาม ควรมีหลักและวิธีที่ถูกต้อง จะอาศัยความชำนาญอย่างเดียวไม่ได้ ฉะนั้นเหตุผลที่ทำให้พืชทุกชนิดที่ปลูกในสวนสมปองมีคุณภาพ อาจมิได้เกิดจากความได้เปรียบทางธรรมชาติของพื้นที่เพียงอย่างเดียว เพราะการวางผังปลูกต้นไม้แต่ละชนิดเป็นความคิดของตัวเอง และมองว่าควรจะจัดเป็นกลุ่ม เป็นประเภท อย่าปลูกคละกัน เพราะพืชแต่ละชนิดมีความต้องการต่างกัน แต่หลักที่กำหนดเกี่ยวกับการปลูกต้นไม้คือ ควรปลูกแบบขวางตะวัน เพราะจะได้รับแสงตลอดเวลา เป็นประโยชน์ที่ดีต่อพืชผลทุกชนิด

ลุงสมปอง มองว่า การทุ่มเทให้กับการปลูกต้นไม้หลายชนิดถือเป็นความสุขทางใจมากกว่าเงิน ทุกวันนี้เขายังคงใช้ชีวิตทั้งหมดอยู่กับต้นไม้ พร้อมกับผู้ช่วยเพียงคนเดียวเท่านั้น แม้วัยจะล่วงเลยมามาก แต่มิได้เป็นอุปสรรคแต่ประการใดเลย

“เพราะฉะนั้นทุกครั้งเมื่อตื่นขึ้นมาตอนเช้า แล้วชงกาแฟมานั่งที่ชานบ้าน มองไปยังต้นไม้หลายชนิดที่ปลูกไว้แล้วเกิดความสุข ความภูมิใจ สดชื่น เสมือนหนึ่งได้รับประทานอาหารเสริมทางใจ จนทำให้เกิดความกระชุ่มกระชวยจนลืมอายุจริงตัวเอง

และเมื่อใดที่คุณคิดจะปลูกอะไรสักอย่างจึงถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการช่วยรักษาความสมดุลของสิ่งแวดล้อม แต่เหนือสิ่งอื่นใดที่สำคัญมากคือ เป็นการช่วยคลายความเหงาจากกิจกรรมต่างๆ ที่บังคับให้คุณมีงานทำทั้งวันโดยไม่เบื่อ แล้วคุณจะรู้ทันทีว่าตัวเองมีค่าเกินกว่าการอยู่เฉย…” ลุงสมปอง กล่าวทิ้งท้าย

ที่สวนสมปอง มีกิ่งพันธุ์ไม้หลายชนิดจำหน่ายในราคาไม่แพง ท่านใดสนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทรศัพท์ (083) 492-6155