พณ. เชิญผู้ค้า 300 ราย ซื้อขายข้าว-มัน คาดขายได้ไม่ต่ำกว่า 6.3 หมื่นล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 พ.ย. 2559 17:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/779456

 

พาณิชย์ จัดบิสสิเนส แมชชิ่ง ซื้อขายข้าวและผลิตภัณฑ์ มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์ 13-16 พ.ย.นี้ หวังเพิ่มช่องทางขาย พร้อมเชิญผู้ซื้อ 300 รายจาก 41 ประเทศ เจรจาตรงกับผู้ประกอบการไทย คาดตกลงซื้อขายกันได้ ไม่ต่ำกว่า 6.3 หมื่นล้านบาท …

วันที่ 10 พ.ย.59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงฯ ได้เตรียมจัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ (บิสสิเนส แมชชิ่ง) โดยเชิญผู้ซื้อ ผู้นำเข้าจากต่างประเทศ ประมาณ 300 ราย จาก 41 ประเทศ เดินทางเข้ามาเจรจาซื้อขายข้าวและผลิตภัณฑ์ รวมทั้งมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการไทยประมาณ 100 ราย ระหว่างวันที่ 13-16 พ.ย.59 เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดในการระบายผลผลิต ที่กำลังออกสู่ตลาด ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ราคาในประเทศสูงขึ้นได้

ด้าน นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ในการจัดบิสสิเนส แมชชิ่งครั้งนี้ จะเกิดการสั่งซื้อใหม่จำนวนมาก เบื้องต้นคาดว่า จะมีการตกลงซื้อขายข้าว และผลิตภัณฑ์จากข้าว มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ทั้งการซื้อขายทันทีและต่อเนื่อง รวมมูลค่าไม่ต่ำกว่า 63,000 ล้านบาท แยกเป็นการซื้อขายข้าว 28,000 ล้านบาท และมันสำปะหลัง 35,000 ล้านบาท

สำหรับการตกลงซื้อขายที่เจรจากันได้แล้ว เช่น การลงนามในสัญญาการซื้อขายข้าวหอมมะลิ 10,000 ตัน ระหว่างบริษัท CEC International Holding Limited จากฮ่องกง ซึ่งเจ้าของซุปเปอร์มาเก็ต 759 แห่ง มีสาขาในฮ่องกงกว่า 250 แห่ง และเคยนำเข้าจากคู่แข่งของไทย แต่ปัจจุบันหันมานำเข้าจากไทย โดยลงนามกับบริษัท สยาม ไดมอน เอ็กซ์ปอร์ต ไรซ์ จำกัด จากไทย

นอกจากนี้ ยังจะลงนามสั่งซื้อจมูกข้าวกล้องงอก 100 ตัน ระหว่างบริษัท Kui Fat Yuen Limited ผู้นำเข้าข้าวหอมมะลิรายสำคัญของฮ่องกง กับบริษัท บางซื่อ เจียเม้ง จำกัด เพื่อขยายตลาดลูกค้ารักสุขภาพ, การลงนามซื้อข้าวไรซ์เบอร์รี่ และเส้นก๋วยเตี๋ยว 600 ตัน ระหว่างบริษัท Dah Chong Hong จำกัด ผู้นำเข้าข้าวหอมมะลิและข้าวเหนียวรายใหญ่อันดับ 2 ของฮ่องกง กับบริษัท ไรซ์แลนด์ ฟู้ดส์ จำกัด โดยจะจำหน่ายในซุปเปอร์มาเก็ตและร้านอาหารในฮ่องกง และการลงนามซื้อขายข้าวไรซ์เบอร์รี่ 400 ตัน ระหว่างบริษัท Kwong Sun Hong Limited ผู้นำเข้าข้าวหอมมะลิของฮ่องกงมากกว่า 50 ปี กับบริษัท ไทย สแตนดาร์ด ไรซ์ จำกัด เพื่อขายให้กับกลุ่มลูกค้าระดับบน

ส่วนมันสำปะหลัง จะลงนามซื้อขายมันสำปะหลังเส้น 800,000 ตัน มูลค่าประมาณ 156 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ระหว่างบริษัท Fulaichun Group ผู้ผลิตเหล้า เอทิลแอลกอฮอล์ หรือเอทานอล มีบริษัทในเครือกว่า 30 บริษัท และมีใบอนุญาตนำเข้ามันเส้นโดยตรง กับบริษัท พี อาร์ อินเตอร์เทรด จำกัด

 

แอร์พอร์ตลิงก์ พร้อมอำนวยสะดวกผู้โดยสาร ช่วงลอยกระทง 14-15 พ.ย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 พ.ย. 2559 16:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/779326

 

รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เตรียมพร้อมมาตรการอำนวยความสะดวก รักษาความปลอดภัย เพื่อรองรับการเดินทางของผู้โดยสาร ช่วงเทศกาลลอยกระทง 14–15 พ.ย. นี้ …

วันที่ 10 พ.ย.59 นายประเสริฐ อัตตะนันทน์ กรรมการ และรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท รถไฟฟ้า รฟท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลลอยกระทงวันที่ 14–15 พฤศจิกายน 2559 รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ได้เตรียมพร้อมมาตรการอำนวยความสะดวกและปลอดภัย เพื่อให้ผู้โดยสารที่ใช้บริการได้รับความสะดวกสบาย และความปลอดภัยในการใช้บริการมากที่สุด โดยได้เตรียมดำเนินการด้านต่างๆ ทั้ง ด้านการอำนวยความสะดวก มีการจัดทำประกาศ และแจ้งประชาสัมพันธ์ข้อกำหนดการใช้บริการตามสถานีต่างๆ ผ่านเว็บไซต์, ให้บริการข้อมูลการเดินทางผ่านเว็บไซต์และ Call Center, จัดจุดบริการเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะ (TAXI STAND) ที่สถานีรถไฟฟ้าพญาไท สถานีรถไฟฟ้ามักกะสัน และตั้งศูนย์ประสานงานอำนวยการและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ส่วนด้านการรักษาความปลอดภัยให้แผนกรักษาความปลอดภัยประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจรถไฟ เพื่อขอกำลังเข้าสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานประจำสถานี รวมถึงจัดชุดตรวจผสม เจ้าหน้าที่ รฟท. และตำรวจรถไฟ ออกตรวจสอบพื้นที่และอำนวยความสะดวกด้านรักษาความปลอดภัย และนอกจากนั้นให้มีการตรวจความพร้อมของพนักงานควบคุมรถไฟฟ้าทุกคนที่จะเข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มงวด พร้อมกำชับสถานีต่างๆ หรือสถานที่ที่ติดตั้งโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ให้ควบคุมติดตามการใช้งานและเฝ้าระวังหน้าจอมอนิเตอร์และตรวจสอบอุปกรณ์ให้ใช้งานได้ดีอยู่เสมอ หากพบว่าขัดข้อง หรือชำรุด ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแก้ไขทันที

นอกจากนี้ ยังได้กำหนดวัตถุต้องห้ามที่ไม่สามารถนำเข้ามาในระบบรถไฟฟ้า ได้แก่  อาวุธ ของมีคม ลูกโป่ง และพลุดอกไม้ไฟทุกชนิด พร้อมทั้งจัดเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่รับผิดชอบคอยเฝ้าระวังโคมลอยและโคมควัน หากพบเห็นโคมลอยและโคมควันที่ส่งผลกระทบต่อการให้บริการรถไฟฟ้า ให้แจ้งผู้ที่เกี่ยวข้องและปฏิบัติตามคู่มือการจัดการเหตุการณ์ และตรวจสอบอุปกรณ์ อาทิ ตู้ดับเพลิง ถังดับเพลิง ระบบการแจ้งเตือนให้มีสภาพพร้อมใช้งาน

ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่า หากได้ปฏิบัติตามแผนงานที่วางไว้ และผู้โดยสารให้ความร่วมมือตามแผนดังกล่าวจะส่งผลให้ผู้โดยสารได้รับความความปลอดภัยและสะดวกสบายในการเดินทางช่วงเทศกาลลอยกระทงที่จะถึงนี้.

 

อย่าประมาท!! TMB เตือนนักลงทุนรับมือ วิกฤติ ‘ทรัมป์ ช็อก’ อาจมาอีก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 พ.ย. 2559 15:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/779371

 

ทีเอ็มบี ชี้ปรากฏการณ์ ”ทรัมป์ ช็อก” คาดเดายาก เตือนนักลงทุนระมัดระวัง สะเทือนตลาดเงิน-ทุนผันผวนระยะสั้น ไปถึง ม.ค.ปีหน้า หลังประกาศนโยบายที่ชัดเจนออกมา เตือนอย่าประมาท อาจช็อกอีกรอบได้…

เมื่อวันที่ 10 พ.ย. มีรายงานว่า ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี หรือ TMB Analytics คาดผลกระทบจากผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ “Trump Shocks” จะส่งผลให้ตลาดเงินและตลาดทุนไทยผันผวนเพียงระยะสั้น ขณะที่ในระยะยาวเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีโอกาสเจอกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ จนส่งผลให้เฟดต้องปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นเร็วกว่าคาด

ทั้งนี้ ภายหลังผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ ครั้งล่าสุดออกมาพลิกความคาดหมายของนักวิเคราะห์ โดยไม่เพียงแต่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีคนที่ 45 สภาครองเกรสก็ยังตกอยู่ภายใต้การควบคุมเบ็ดเสร็จของพรรครีพับลิกัน ทำให้ตลาดทุนทั่วโลกกังวลกับนโยบายสุดโต่งของนายทรัมป์ หลังจากที่เคยชินกับนโยบายเศรษฐกิจแบบเดิมๆ ของพรรคเดโมแครตมาเกือบทศวรรษ แต่หลังจากนายทรัมป์กล่าวสุนทรพจน์ตอบรับชัยชนะ ตลาดกลับคลายกังวลอย่างรวดเร็วมาก ชี้ว่าปรากฏการณ์ “Trump Shocks” อาจส่งผลที่คาดเดาได้ยาก และนักลงทุนควรระมัดระวังการลงทุนช่วงนี้เป็นพิเศษ

สำหรับปรากฏการณ์ “Trump Shocks” เริ่มปั่นป่วนตลาดทันทีที่คะแนนเสียงของนายทรัมป์เริ่มนำนางคลินตันอย่างชัดเจน ทำให้นักลงทุนลดความเสี่ยงอย่างฉับพลันและเข้าถือสินทรัพย์ปลอดภัย ทำให้ดัชนีนิเคอิของญี่ปุ่นร่วงรุนแรงถึง 6.63% และเงินเยนแข็งค่า 3.97% เวลาเดียวกัน ตลาดหุ้นไทยก็ได้ปรับตัวลง 1.47% และบอนด์ยีลด์ลดลงทันที อย่างไรก็ตาม นักลงทุนกลับต้องช็อกอีกระลอกหลังนายทรัมป์กล่าวสุนทรพจน์ตอบรับชัยชนะ และเน้นย้ำถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ไม่เลวร้ายเหมือนในช่วงหาเสียง ส่งผลให้มีแรงเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหนัก ทำให้ดัชนี S&P500 กลับมาบวกและพันธบัตรสหรัฐฯ เผชิญแรงขายอย่างรุนแรง และในตอนเช้าตลาดเอเชียก็รับอาการช็อกด้วยการกลับมายืนที่จุดเดิมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น


จากปรากฏการณ์ Trump Shocks ศูนย์วิเคราะห์ฯ มองตลาดจะมีความผันผวนต่อเนื่องในระยะสั้น เนื่องจากนักลงทุนส่วนมากยังสับสนกับนโยบายของนายทรัมป์และผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และความผันผวนในตลาดจะคงอยู่จนกว่านายทรัมป์จะประกาศนโยบายที่แน่ชัดออกมาในช่วงเดือนมกราคมปีหน้า

ส่วนในระยะยาวศูนย์วิเคราะห์ฯ มองว่า สิ่งที่จะกำหนดทิศทางของตลาดทุนไทยที่แท้จริงคือ นโยบายการเงินของเฟด โดยมองผลลัพธ์ออกเป็น 2 กรณี คือ 1. กรณีที่นโยบายเศรษฐกิจของนายทรัมป์ได้รับอนุมัติทั้งหมด เชื่อว่าจะก่อให้เกิด Trump Shocks อีกรอบ และเงินเฟ้อดีดตัวอย่างชัดเจน อันเป็นผลมาจากนโยบายการค้าและผู้อพยพที่สุดโต่ง ทำให้เฟดจำต้องตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยเร็ว โดยคาดว่า จะขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งในสิ้นปีนี้ 0.25% และเพียง 2-3 ครั้ง 0.25% ในปีหน้า ซึ่งในกรณีนี้จะส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายของเงินทุนโลกเร็วขึ้น ส่งผลให้เกิดแรงขายทั้งในหุ้นและบอนด์ไทย กดดันค่าเงินบาทให้อ่อนค่าได้อีกประมาณ 3% จากสิ้นปีนี้ถึงปีหน้า

2. กรณีที่นโยบายเศรษฐกิจของนายทรัมป์ได้รับการตอบสนองบ้าง แม้เศรษฐกิจจะเติบโตได้น้อยกว่า แต่จะไม่มีแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและระดับหนี้สิน ส่งผลให้เฟดมีโอกาสที่จะใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายได้ต่อ โดยคาดว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้ง ในสิ้นปีนี้และอีก 1 ครั้งในปีหน้า ส่งผลให้ค่าเงินบาทอาจอ่อนค่าเพียงเล็กน้อย 1.5% จากสิ้นปีนี้ถึงปีหน้า

นอกจากนี้ ปรากฏการณ์ Trump Shocks ชี้ให้เห็นว่า ตลาดการเงินหลังจากนี้นั้นยากที่จะคาดเดา ทั้งผลกระทบทางเศรษฐกิจและทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้าย จากนี้ไปจนถึงปีหน้าคงจะยังมีเรื่องช็อกอื่นอีก นอกจาก Trump Shocks ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก การกีดกันทางการค้า การเมืองในยุโรป และปัญหาหนี้เสียในจีน ดังนั้นผู้ประกอบการและนักลงทุนไทย จึงควรตั้งอยู่ในความไม่ประมาท และเตรียมตัวรับกับความผันผวนของตลาดที่จะยังมีมากขึ้นเรื่อยๆ.

2 อดีตขุนคลัง ประเมินผลกระทบไทย-ความเปลี่ยนแปลง หลัง ‘ทรัมป์’ คว้าชัย

‘อนุสรณ์’ ชี้ ‘ทรัมป์’ พลิกโผคว้าชัย สะเทือน ‘หุ้น-ทอง-การเงิน-ค้าโลก’

สมคิด ไม่หวั่นนโยบาย ‘ทรัมป์’ เชื่อ คนอเมริกา อยากเปลี่ยนแปลง

‘ทรัมป์’ คว้าชัย ทำทองไทยผันผวน 19 ครั้ง ขึ้นรวม 200 รูปพรรณ 2.2 หมื่น

 

แรงงาน เร่งขับเคลื่อนศูนย์เทคโนโลยีชั้นสูง นำร่อง 12 แห่งทั่วภูมิภาค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 พ.ย. 2559 15:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/779207

 

กระทรวงแรงงาน ปรับบทบาทสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน ให้เป็นศูนย์เทคโนโลยีชั้นสูง นำร่องใน 12 แห่งทั่วภูมิภาค เตรียมลงนาม MOU กลาง ธ.ค. นี้ …

วันที่ 10 พ.ย.59 นายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญในการวางรากฐานการพัฒนาประเทศให้มีความยั่งยืน โดยกำหนดให้มียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เป็นแนวทางที่จะให้แต่ละหน่วยงานช่วยกันขับเคลื่อนไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เพื่อสอดรับกับสถานการณ์ด้านแรงงาน เทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งภายในไม่เกิน 5 ปีข้างหน้า รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายในการนำพาประเทศเข้าสู่โมเดล “ประเทศไทย 4.0 (Thailand 4.0)” ที่มุ่งปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม”

นายธีรพล กล่าวว่า ในปี 2560 กระทรวงแรงงาน ภายใต้การนำของ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน ได้ปรับบทบาทสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน ให้เป็นศูนย์เทคโนโลยีชั้นสูง นำร่องใน 12 แห่งทั่วภูมิภาค ในแต่ละศูนย์ฯ จะมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยร่วมมือกับภาคเอกชน ภาครัฐ เป็นเครือข่ายในการพัฒนาบุคลากรร่วมกัน ตามแนวทาง “ประชารัฐ” เพื่อปรับกระบวนทัศน์ แนวทางการทำงานให้มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับความต้องการของประเทศ เพื่อให้กำลังแรงงานเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างมีคุณภาพ

สำหรับการปรับบทบาท สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานให้เป็นศูนย์เทคโนโลยีชั้นสูง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้ให้การสนับสนุน เพราะเป็นไปในทิศทางเดียวกันที่จะมุ่งเน้นเตรียมความพร้อมแรงงานไทยก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน เทคโนโลยีชั้นสูง จ.สมุทรปราการ ชลบุรีและระยอง สภาอุตสาหกรรมจะสนับสนุนและร่วมเป็นเครื่องข่ายทั้งด้านบุคลากร เครื่องจักร (ในสถานประกอบการ) เพื่อพัฒนาเสริมทักษะในด้าน Automation and Robotic (Industrial 4.0) พร้อมๆ กับสนับสนุนการดำเนินงานในสถาบันเทคโนโลยีชั้นสูงอีก 9 แห่งพร้อมกันด้วย และจะมีการลงนามความร่วมมือระหว่างกัน (MOU) ในกลางเดือนธันวาคม 2559 นี้.

 

สปส. เตรียมดึงผู้ประกันตนกว่า 9.3 แสนราย กลับมาใช้สิทธิหลังหลุดระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 พ.ย. 2559 15:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/779321

 

สำนักงานประกันสังคม ชงแก้กฎหมาย ดึงผู้ประกันตน มาตรา 39 กว่า 930,000 ราย กลับมาใช้สิทธิเดิม หลังไม่จ่ายเงินสมทบเกิน 3 เดือน จนหลุดจากระบบ คาด ใช้เวลา 3-6 เดือน …

วันที่ 10 พ.ย.59 นายสุทธิ สุโกศล ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน ในฐานะรองโฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมกระทรวงแรงงาน ว่า พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน ได้ให้สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ไปแก้ไขระเบียบ และข้อกฎหมาย เพื่อคืนสิทธิให้กับผู้ประกันตนตาม มาตรา 39 ซึ่งเคยเป็นลูกจ้างบริษัทตามมาตรา 33 ที่ได้ลาออก และยังส่งเงินสมทบต่อด้วยตัวเองเพื่อใช้สิทธิ 6 กรณี แต่ได้หลุดออกจากระบบประกันสังคม เพราะไม่ส่งเงินสมทบติดต่อกัน 3 เดือน อาจหลงลืม หรือเงินในบัญชีที่ใช้หักส่งเงินสมทบมีเงินไม่เพียงพอ จึงทำให้ถูกตัดสิทธิการเป็นผู้ประกันตน ทำให้ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ใน 6 กรณี คือ เจ็บป่วย ทุพพลภาพ คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร เสียชีวิต และเงินชราภาพ สปส.จะเร่งดำเนินการ เพื่อคืนสิทธิให้กับผู้ประกันตนที่หลุดจากระบบประกันสังคมเร็วที่สุด คาดว่า จะใช้ระยะเวลาประมาณ 3-6 เดือน จึงจะมีความคืบหน้า

ด้าน นายสุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการ สปส. กล่าวว่า สปส. กำลังพยายามแก้ไขกฎหมาย หรือกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อคืนสิทธิให้ผู้ประกันตนตาม มาตรา 39 ที่หลุดจากระบบประกันสังคมกว่า 930,000 คน โดยไม่มีเงื่อนไข เดิม สปส. เคยแจ้งเตือนการขาดส่งเงินสมทบทางจดหมาย หลังจากนี้ จะเพิ่มช่องทางการเตือนผ่านระบบข้อความทางมือถืออีกช่องทางหนึ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการขาดสิทธิ เชื่อว่า จะมีผู้ประกันตนหลายแสนคนกลับเข้าสู่ระบบอีกครั้ง

 

ลอยกระทงปีนี้เงียบเหงา คาดเงินสะพัด 9.6 พันล้าน ใช้จ่ายต่ำสุดรอบ 5 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 พ.ย. 2559 14:22

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/779301

 

ม.หอการค้าไทย เผย ลอยกระทงปีนี้เงียบเหงา คาด มีเงินสะพัด 9,638.85 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 15.6% ปรับตัวลงครั้งแรกในรอบ 4 ปี เหตุเป็นช่วงการไว้ทุกข์ คนไทยกำลังโศกเศร้า…

วันที่ 10 พ.ย.59 นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจพฤติกรรมและการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงเทศกาลลอยกระทงปีนี้ จากกลุ่มตัวอย่าง 1,238 ราย ระหว่างวันที่ 1-8 พ.ย.59 ว่า การใช้จ่ายในช่วงเทศกาลลอยกระทงปีนี้ จะมีเม็ดเงินสะพัด 9,638.85 ล้านบาท ลดลง 15.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะเป็นช่วงของการไว้ทุกข์ และเป็นการปรับลดลงครั้งแรกในรอบ 4 ปี นับตั้งแต่ปี 54 ที่เกิดภาวะน้ำท่วมใหญ่ โดยในปี 54 มีมูลค่าการใช้จ่าย 8,100 ล้านบาท ลดลง 16.5% จากปี 53

สำหรับมูลค่าการใช้จ่ายต่อคนเฉลี่ยอยู่ที่ 1,105.31 บาท ต่ำสุดในรอบ 5 ปี นับตั้งแต่ปี 54 ที่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ 1,25.71 บาท และเป็นการลดลงทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยผู้ตอบส่วนใหญ่ 81.6% ระบุสาเหตุที่ใช้จ่ายน้อยลงเป็นเพราะอยู่ในช่วงโศกเศร้าและการไว้ทุกข์ ส่วน 7% ระบุมาจากราคาสินค้าที่แพงขึ้น และ 5.1% มีรายได้ลดลง

“บรรยากาศลอยกระทงปีนี้ ค่อนข้างเงียบเหงา เพราะมีกลุ่มตัวอย่างกว่า 21.7% ที่ตอบว่า ลอยกระทงปีนี้เงียบเหงากว่าเดิมมาก แม้ว่าส่วนใหญ่ 89.5% จะยังออกไปลอยกระทงอยู่ เพราะเป็นประเพณีและเพื่อขอพร แต่ก็เป็นแบบเงียบเหงา ไม่คึกคักเหมือนที่ผ่านมา เนื่องจากอยู่ในช่วงของการไว้ทุกข์ ที่คนไทยกำลังโศกเศร้า”

ส่วนแหล่งที่มาของการใช้จ่ายส่วนใหญ่ 73.4% ยังมาจากเงินเดือนที่เป็นรายได้ปกติ รองลงมา 23.5% เป็นเงินออม และ 10.6% เป็นเงินที่มาจากเงินโบนัส หรือรายได้พิเศษ โดยส่วนใหญ่จะไปลอยกระทงในสวนสาธารณะและสถานที่ที่มีการจัดงานลอยกระทง

อย่างไรก็ดี สถานการณ์ในปัจจุบันที่ผู้บริโภคมีความเป็นห่วงและคิดว่ามีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวมในขณะนี้ คือเรื่องสถานการณ์ทางการเมือง ภาวะเศรษฐกิจในประเทศ และระดับราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นปรับตัวสูงขึ้น ส่วนเรื่องที่ต้องการให้เร่งแก้ไขคือ ภาวะเศรษฐกิจในประเทศ สถานการณ์ทางการเมือง และความเชื่อมั่น.

 

ประกันสังคมให้ผู้พิการใช้สิทธิเข้า รพ.รัฐได้ทุกแห่ง ไม่ต้องสำรองจ่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 พ.ย. 2559 13:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/779167

 

ที่ประชุมประกันสังคม มีมติให้ผู้พิการใช้สิทธิเข้ารักษาโรงพยาบาลรัฐได้ทุกแห่ง โดยไม่ต้องสำรองจ่าย พร้อมจะเร่งพิจารณาปรับปรุงสิทธิประโยชน์คนพิการให้แล้วเสร็จก่อนสิ้นปีนี้ …

วันที่ 10 พ.ย. 59 นายสุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 58/2559 เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2559 ให้คนพิการที่เป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม มีสิทธิรับบริการสาธารณสุขในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) และได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งได้มีผู้พิการที่ไปใช้สิทธิรักษาพยาบาลในโรงพยาบาล พบปัญหาความไม่สะดวกในการเข้ารับการรักษา สำนักงานประกันสังคม สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกรมบัญชีกลาง กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จึงร่วมกันประชุมหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

นายสุรเดช กล่าวว่า ที่ประชุมมีข้อสรุปให้เพิ่มสิทธิ ผู้พิการสามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลของรัฐได้ทุกแห่ง และในเรื่องของ อวัยวะเทียมและกายอุปกรณ์ สำนักงานประกันสังคมได้ใช้บัญชีเดียวกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยปรับเพิ่มเป็น 95 รายการ ซึ่งได้มีการปรับเพิ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา โดยผู้พิการไม่ต้องสำรองจ่าย และจะเร่งพิจารณาปรับปรุงสิทธิประโยชน์คนพิการให้แล้วเสร็จก่อนสิ้นปีนี้

นายสุรเดช กล่าวอีกว่า ปัญหาการเบิกค่ารักษาพยาบาลของผู้พิการ ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2559 ผู้พิการสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลคืนได้ที่ สำนักงานประกันสังคมทุกแห่งทั่วประเทศ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน 1506

 

การบินไทย แจ้งปรับตารางการบินภาคเหนือ ช่วงเทศกาลลอยกระทง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 พ.ย. 2559 12:21

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/779197

 

การบินไทย แจ้งเพิ่มเที่ยวบิน ปรับตารางการบิน ยกเลิกบางเที่ยวบินไปยังภาคเหนือ ระหว่าง 12-16 พ.ย. 59 เนื่องจากเป็นช่วงเทศกาลลอยกระทง-ปล่อยโคมลอย เพื่อรักษามาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด …

วันที่ 10 พ.ย. 59 เรืออากาศเอกปรารถนา พัฒนศิริ ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายความปลอดภัย ความมั่นคงและมาตรฐานการบิน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลลอยกระทงของทุกปี หลายจังหวัดทางภาคเหนือได้จัดให้มีการปล่อยโคมลอยในช่วงเทศกาลดังกล่าว ทั้งนี้ การปล่อยโคมลอยอาจมีผลกระทบต่อความปลอดภัยในการปฏิบัติการบิน ดังนั้น เพื่อเป็นการรักษามาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดของการปฏิบัติการบิน บริษัทฯ จึงทำการปรับตารางการบิน และยกเลิกบางเที่ยวบินในช่วงวันที่ 12-16 พฤศจิกายน 2559 ดังนี้

1. ยกเลิกเที่ยวบินเส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 14-15 พฤศจิกายน 2559 ได้แก่
1.1 เที่ยวบินทีจี 120 เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ วันที่ 14-15 พฤศจิกายน 2559
1.2 เที่ยวบินทีจี 121 เส้นทางเชียงใหม่-กรุงเทพฯ วันที่ 14-15 พฤศจิกายน 2559

2. ปรับเปลี่ยนเวลาบิน ระหว่างวันที่ 13-15 พฤศจิกายน 2559 ดังนี้
2.1 เที่ยวบินทีจี 116 วันที่ 13 พฤศจิกายน 2559 เดิมออกจากกรุงเทพฯ เวลา 17.20 น. ถึงเชียงใหม่ เวลา 18.30 น. ปรับเปลี่ยนเวลาบินใหม่เป็น ออกจากกรุงเทพฯ เวลา 15.20 น. ถึงเชียงใหม่ เวลา 16.30 น.
2.2 เที่ยวบินทีจี 117 วันที่ 13 พฤศจิกายน 2559 เดิมออกจากเชียงใหม่ เวลา 19.20 น. ถึงกรุงเทพฯ เวลา 20.30 น. ปรับเปลี่ยนเวลาบินใหม่เป็น ออกจากเชียงใหม่ เวลา 17.20 น. ถึงกรุงเทพฯ เวลา 18.30 น.
2.3 เที่ยวบินทีจี 120 วันที่ 13 พฤศจิกายน 2559 เดิมออกจากกรุงเทพฯ เวลา 18.40 น. ถึงเชียงใหม่ เวลา 20.00 น. ปรับเปลี่ยนเวลาบินใหม่เป็น ออกจากกรุงเทพฯ เวลา 15.50 น. ถึงเชียงใหม่ เวลา 17.10 น.
2.4 เที่ยวบินทีจี 121 วันที่ 13 พฤศจิกายน 2559 เดิมออกจากเชียงใหม่ เวลา 20.50 น. ถึงกรุงเทพฯ เวลา 22.10 น. ปรับเปลี่ยนเวลาบินใหม่เป็น ออกจากเชียงใหม่ เวลา 17.50 น. ถึงกรุงเทพฯ เวลา 19.00 น.
2.5 เที่ยวบินทีจี 103 วันที่ 14 พฤศจิกายน 2559 เดิมออกจากเชียงใหม่ เวลา 10.05 น. ถึงกรุงเทพฯ เวลา 11.25 น. ปรับเปลี่ยนเวลาบินใหม่เป็น ออกจากเชียงใหม่ เวลา 09.55 น. ถึงกรุงเทพฯ เวลา 11.15 น.
2.6 เที่ยวบินทีจี 105 วันที่ 14 พฤศจิกายน 2559 เดิมออกจากเชียงใหม่ เวลา 10.40 น. ถึงกรุงเทพฯ เวลา 11.50 น. ปรับเปลี่ยนเวลาบินใหม่เป็น ออกจากเชียงใหม่ เวลา 12.05 น. ถึงกรุงเทพฯ เวลา 13.15 น.
2.7 เที่ยวบินทีจี 116 วันที่ 14-15 พฤศจิกายน 2559 เดิมออกจากกรุงเทพฯ เวลา 17.20 น. ถึงเชียงใหม่ เวลา 18.30 น. ปรับเปลี่ยนเวลาบินใหม่เป็น ออกจากกรุงเทพฯ เวลา 15.50 น. ถึงเชียงใหม่ เวลา 17.00 น.
2.8 เที่ยวบินทีจี 117 วันที่ 14-15 พฤศจิกายน 2559 เดิมออกจากเชียงใหม่ เวลา 19.20 น. ถึงกรุงเทพฯ เวลา 20.30 น. ปรับเปลี่ยนเวลาบินใหม่เป็น ออกจากเชียงใหม่ เวลา 17.50 น. ถึงกรุงเทพฯ เวลา 19.00 น.

3. เพิ่มเที่ยวบินเพื่อรองรับความต้องการเดินทางของผู้โดยสารในเทศกาลลอยกระทง ระหว่างวันที่ 12-16 พฤศจิกายน 2559 ดังนี้
3.1 เที่ยวบินทีจี 8718 วันที่ 12-16 พฤศจิกายน 2559 ออกจากกรุงเทพฯ เวลา 11.05 น. ถึงเชียงใหม่ เวลา 12.15 น.
3.2 เที่ยวบินทีจี 8719 วันที่ 12-16 พฤศจิกายน 2559 ออกจากเชียงใหม่ เวลา 13.15 น. ถึงกรุงเทพฯ เวลา 14.25 น.
3.3 เที่ยวบินทีจี 8716 วันที่ 15 พฤศจิกายน 2559 ออกจากกรุงเทพฯ เวลา 09.10 น. ถึงเชียงใหม่ เวลา 10.20 น.
3.4 เที่ยวบินทีจี 8717 วันที่ 15 พฤศจิกายน 2559 ออกจากเชียงใหม่ เวลา 11.35 น. ถึงกรุงเทพฯ เวลา 12.45 น.

ทั้งนี้ ผู้โดยสารสามารถดูรายละเอียดตารางการบิน สำรองที่นั่ง และออกบัตรโดยสารได้ที่เว็บไซต์ www.thaiairways.com หรือโทรศัพท์สอบถามที่ THAI Contact Center โทร 0-2356-1111 ตลอด 24 ชั่วโมง

 

ทองเปิดตลาดร่วง 100 รูปพรรณขายออกบาทละ 21,900

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 พ.ย. 2559 09:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/779057

 

ราคาทองเปิดตลาดวันที่ 10 พ.ย. ลดลง 100 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,300 ขายออกบาทละ 21,400 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,920.80 ขายออกบาทละ 21,900 บาท ส่วนภาวะตลาดทองคำนิวยอร์กปิดลดลง 1 ดอลลาร์ เหตุชัยชนะ “ทรัมป์” หนุนนักลงทุนแห่ซื้อสินทรัพย์เสี่ยง …

เมื่อวันที่ 10 พ.ย. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.30 น. ราคาลดลง 100 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,300.00 บาท ขายออกบาทละ 21,400.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,920.80 บาท ขายออกบาทละ 21,900.00 บาท

ส่วนสัญญาทองคำตลาดนิวยอร์ก ส่งมอบเดือน ธ.ค. ปิดลดลงเมื่อคืนนี้ (9 พ.ย.) 1 ดอลลาร์ หรือ 0.08% ปิดที่ระดับ 1,273.50 ดอลลาร์/ออนซ์ เนื่องจากชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งผลให้นักลงทุนชะลอการซื้อทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย และหันไปซื้อสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงหุ้น นอกจากนี้ ชัยชนะของทรัมป์ยังส่งผลให้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น และสร้างแรงกดดันต่อตลาดทองคำเช่นกัน

ทั้งนี้ นักลงทุน คาดว่า นโยบายของทรัมป์จะช่วยผลักดันภาคธุรกิจและหนุนภาวะเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่ทรัมป์ยืนยันว่าจะยกเลิกการใช้กฎหมายประกันสุขภาพ หรือ Affordable Care Act, การผ่อนคลายกฎข้อบังคับของภาคธนาคาร, การลดภาษี และกระตุ้นการใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค

อย่างไรก็ตาม สัญญาทองคำปรับตัวลงเพียงเล็กน้อย เนื่องจากภาวะการซื้อขายได้รับแรงหนุนจากผลสำรวจเทรดเดอร์ในตลาดการเงินซึ่งบ่งชี้ว่า โอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ธ.ค.นั้น ลดลงสู่ระดับต่ำกว่า 50% หลังจากทรัมป์ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

 

บีโอไอเชิญผู้ผลิตหารือหลังส่งเสริมลงทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 พ.ย. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/778792

 

ยกระดับและวิจัยอาหารสัตว์ตั้งแต่ต้นทาง

นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้เปิดให้การส่งเสริมกิจการผลิตอาหารสัตว์หรือส่วนผสมอาหารสัตว์อีกครั้ง บีโอไอจะเชิญบริษัทผู้ผลิตอาหารสัตว์มาพบปะในเร็วๆนี้ เพื่อหารือในเรื่องการผลิตและการวิจัยพัฒนาอาหารสัตว์และส่วนผสมอาหารสัตว์ เพื่อให้การส่งเสริมการลงทุนเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ประกอบการ และคุ้มค่ากับสิ่งที่ประเทศไทยจะได้รับจากการลงทุน ทั้งในแง่ของการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน การสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้าเกษตร ที่นำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์และส่วนผสมอาหารสัตว์

“อาหารสัตว์ไม่ได้เป็นเพียงอุตสาหกรรมต้นน้ำของภาคการเกษตร แต่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์ สร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผลิตผลการเกษตร ที่นำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ ดังนั้น บีโอไอ จะหารือกับบริษัทผู้ผลิตถึงแนวทางในการใช้วัตถุดิบจากภาคการเกษตร เพื่อให้การส่งเสริมการลงทุนสามารถช่วยเหลือเกษตรกรด้วย”

ทั้งนี้ ในปัจจุบัน ความต้องการอาหารสัตว์ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอาหารสำหรับสัตว์เศรษฐกิจ เช่น ไก่ และสุกร มีปริมาณความต้องการ 15 ล้านตันต่อปี ขณะที่อาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์ สำหรับสัตว์เลี้ยงในประเทศไทย มีอัตราการเติบโต 10% ต่อปี การส่งออกก็มีแนวโน้มขยายตัว ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการได้ให้ความสำคัญกับการทำวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพและมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง.