หุ้นสหรัฐฯ พุ่ง หลัง ‘ทรัมป์’ คว้าชัยเลือกตั้งเป็นว่าที่ผู้นำใหม่มะกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 พ.ย. 2559 06:09

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/778892

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างมากในวันพุธ หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างเหนือความคาดหมาย…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 9 พ.ย. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 256.95 จุด หรือ 1.40% ปิดที่ 18589.69 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 23.70 จุด หรือ 1.11% ปิดที่ 2163.26 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 57.58 จุด หรือ 1.11% ปิดที่ 5251.07 จุด

นักวิเคราะห์ระบุว่า ความรู้สึกไม่แน่ใจของตลาดจางหายไปแล้ว แม้หลายคนจะไม่พอใจที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยหุ้นของบริษัทกลุ่มผู้ผลิตยา กำลังได้รับผลกระทบจากนโยบายเพิ่มการตรวจสอบของพรรคเดโมแครต พุ่งขึ้นอย่างมาก เช่น ไฟเซอร์ เพิ่ม 6.7%, เมอร์ค เพิ่มขึ้น 6.1% และ โนวาร์ติส เพิ่มขึ้น 4.3% ขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคารก็พุ่งขึ้นด้วยเหตุผลเดียวกัน.

 

เพิ่มไบโอดีเซลเป็นบี 5

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 พ.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/778781

 

นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) เปิดเผยว่า ตนได้ลงนามประกาศเมื่อวันที่ 4 พ.ย. ที่ผ่านมา ให้มีการปรับเพิ่มส่วนผสมไบโอดีเซล (บี 100) ในน้ำมันดีเซลจาก 3% (บี 3) เป็น 5% (บี 5) โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 25 พ.ย.เป็นต้นไป หลังจากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ได้รายงานปริมาณสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) เพิ่มขึ้นเป็น 300,000 ตัน ซึ่งเป็นปริมาณที่มากเพียงพอที่จะไม่ส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำมันปาล์มเพื่อการบริโภค

“ตัวเลขสต๊อกที่เพิ่มขึ้นก็พบว่าราคา CPO ลดลงมาอยู่ระดับ 27-28 บาทต่อลิตร ขณะที่บี 100 ราคาอยู่ที่ 31-32 บาทต่อลิตร ไม่มีผลกระทบต่อราคาขายปลีก ประกอบกับน้ำมันตลาดโลกก็ลดลง ส่วนจะเพิ่มเป็นบี 7 ก็ต้องดูว่าปาล์มจะมีมากน้อยเพียงใด ซึ่งปกติต้นปีหน้า ก็จะมีปริมาณเพิ่มขึ้น โดยหากมีการเพิ่มสัดส่วนผสม 1% ก็จะทำให้การใช้น้ำมันปาล์มดิบเพิ่มขึ้น 18,000 ตันต่อเดือน เปลี่ยนจากบี 3 เป็นบี 5 ใช้เพิ่มเป็น 36,000 ตันต่อเดือน”.

 

เล็งถกรัฐขยายประกันพืชสวน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 พ.ย. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/778772

 

นายอานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มการชดเชยค่าเสียหายแก่ชาวนาที่เข้าโครงการประกันภัยพืชผลทางการเกษตรปี 59/60 คาดว่าจะมีไม่มาก เนื่องจากการได้รับข้อมูลจากกระทรวงเกษตรฯว่ามีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งและน้ำท่วมน้อยกว่า ซึ่งต่อไปสมาคมมีแผนหารือกับภาครัฐในการขยายการรับประกันภัยไปสินค้าเกษตรชนิดอื่น เช่น สวนผลไม้ ทุเรียน แต่หากยังไม่พร้อมก็อาจให้บริษัทประกันบางแห่งที่มีความพร้อมเปิดรับทำประกันเป็นรายๆไปก่อน

ส่วนการชดเชยค่าเสียหายพื้นที่นา สมาคมได้รับรายงานเบื้องต้นว่า จะต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนรอบแรกแก่ชาวนา จ.พะเยา ประมาณ 10 ล้านบาท เพราะมีพื้นที่เสียหายจากน้ำท่วมประมาณหมื่นไร่ โดยหลังจากนี้จะรอข้อมูลยืนยันทางการจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) หากได้รับเรียบร้อยก็พร้อมจะจ่ายชดเชยให้ทันที

ด้านนายกี่เดช อนันต์ศิริประภา ผู้อำนวยการบริหารสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า การจ่ายชดเชยค่าเสียหายแก่ชาวนาที่เข้าร่วมประกันภัยปีนี้ 27 ล้านไร่ จะไม่มากนัก หลังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประเมินว่าปีนี้ผลผลิตข้าวออกมามากกว่าที่คาดการณ์ไว้จาก 25 ล้านตัน เป็น 27-28 ล้านตัน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการทำประกันภัยสินค้าเกษตรเป็นแนวทางที่ช่วยบริหารความเสี่ยงให้กับภาครัฐที่คุ้มค่า เพราะปกติรัฐต้องจ่ายชดเชยให้เกษตรกรเฉลี่ยปีละ 7,000 ล้านบาท แต่เมื่อประกันแล้วจ่ายเพียง 2,800 ล้านบาทเท่านั้น ก็สามารถดูแลพื้นที่ได้เกินครึ่งจากทั่วประเทศ.

 

“ฐากร”นั่งเลขากสทช.ต่ออีกวาระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 พ.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/778761

 

บอร์ดไฟเขียวช่วยทีวีดิจิตอล ให้เจรจาดาวเทียมลดราคา

พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช.ต่อไปอีกวาระหนึ่ง หรือไปจนกว่าจะครบอายุ 60 ปี โดยตำแหน่งเลขาธิการ กสทช.มีวาระ 5 ปี จากเดิมนายฐากรจะครบวาระในวันที่ 4 ม.ค.60 นี้ และปัจจุบันอายุ 56 ปี ส่วนนายฐากรจะอยู่ในตำแหน่งจนอายุ 60 ปีหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายฐากร

นายฐากรกล่าวว่า ที่ประชุมบอร์ด กสทช.เห็นชอบในการสนับสนุนให้ประชาชนได้รับชมทีวีดิจิตอลอย่างทั่วถึง ด้วยการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมตามประกาศเรื่องหลักเกณฑ์การเผยแพร่โทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไป (มัสต์แครี่) แต่ให้สำนักงาน กสทช.ไปพิจารณา รายละเอียดเกี่ยวกับแหล่งเงินที่จะนำมาสนับสนุนให้ถูกต้องตามกฎหมาย

“จากการคำนวณเบื้องต้น คาดว่า กสทช.จะสนับสนุนค่าใช้จ่ายราว 2,500 ล้านบาท หรือปีละ 838 ล้านบาท เป็นระยะเวลา 3 ปี แต่บอร์ดให้ไปเจรจาต่อรองลดราคา รวมถึงรูปแบบการจ่ายเงินด้วยให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยสำนักงาน กสทช.จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือน ธ.ค.นี้”อย่างไรก็ตาม ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลทั้ง 26 ช่อง โดยผู้บริโภคก็จะได้ดูทีวีดิจิตอลแบบคมชัดแบบเอชดี จากปัจจุบันการรับชมผ่านดาวเทียมจะเป็นเพียงระบบเอสดีเท่านั้น เพราะต้นทุนในการรับชมระบบเอชดีสูงมาก และมั่นใจว่าจะสามารถเจรจากับบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ให้ปรับลดราคาเช่าช่องสัญญาณดาวเทียมลงได้ เพราะ กสทช.จะจ่ายเงินเป็นก้อน ขณะที่ผ่านมาผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลแบ่งจ่ายหรือต่างคนต่างจ่าย ดังนั้นหากจ่ายครั้งเดียว ไทยคมควรจะมีส่วนลดให้ด้วย แต่หากไม่มีส่วนลดก็ต้องเจรจาผู้ให้บริการดาวเทียมรายอื่นๆ โดยกสทช.ก็ต้องพิจารณาเงื่อนไขที่ดีที่สุดด้วย.

 

“บางจาก” โชว์ผลประกอบการ ช่วงไตรมาส 3 ทำกำไรต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 พ.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/778756

 

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 ของปีนี้ ว่า บางจากฯ และบริษัทย่อย มีรายได้จากการขายและการให้บริการรวม 36,686 ล้านบาท ลดลง 2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) รวม 2,798 ล้านบาท ลดลง 32% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้น 28% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไร 1,132 ล้านบาท โดยเป็นกำไรในส่วนของบริษัทใหญ่ 1,178 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.86 บาท หากรวมผลดำเนินงาน 9 เดือน มีกำไร 3,642 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 2.64 บาท

“ในไตรมาสนี้ โรงกลั่นบางจากสามารถกลั่นได้ในระดับที่สูงขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า เฉลี่ยในระดับ 116,000 บาร์เรลต่อวัน คิดเป็น 96% ของอัตราการผลิตรวม มีค่าการกลั่น 5.62 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า เป็นผลมาจากส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซิน-ดูไบ ที่ปรับลดลงจากภาวะน้ำมันเบนซินในภูมิภาคล้นตลาด และราคาในตลาดโลกปรับตัวลดลง โดยราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยในไตรมาสนี้อยู่ที่ระดับ 43.19 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ลดลงจากในไตรมาสที่ 2 ที่อยู่ในระดับ 43.23 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ทำให้ธุรกิจโรงกลั่นมี EBITDA 1,503 ล้านบาท ลดลง 41% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้น 97% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน”.

 

ดัชนีชี้ความวิตกของสังคมโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/778747

 

Trump’s win is stunning repudiation of political elites

ตลาดเงิน-หุ้น-ทองคำ ผันผวนรับ “ทรัมป์”

การรายงานผลการนับคะแนนเสียงของนางฮิลลารี คลินตัน ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต และนายโดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกันในรัฐต่างๆทั้ง 50 รัฐของสหรัฐฯเมื่อวานนี้ (9 พ.ย.) ดำเนินไปด้วยความเข้มข้น เพราะคะแนนของทั้งสองต่างก็ตีคู่กันมาชนิดที่เรียกว่าหายใจรดต้นคอกันจนส่งผลให้ดัชนีชี้วัดอารมณ์ของสังคมเป็นไปในทิศทางที่แสดงถึงความวิตกกังวลและหวาดกลัว กระนั้น นายทรัมป์และพลพรรคจากรีพับลิกันก็กวาดคะแนนเสียงไปได้อย่างท่วมท้น และได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐฯไปในที่สุด


Downjone future ร่วงหนัก 867 จุด – Nikei index ติดลบ 919.84 จุด – Hang seng index ร่วงลง 446.67 จุด

ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยติดลบไปร่วม 20 จุดในระหว่างวัน แต่ปิดตลาดลดลง 0.41 จุด ปิดที่ 1,509.43 จุด มูลค่าซื้อขาย 93,328.60 ล้านบาท เช่นเดียวกับตลาดหุ้นของหลายประเทศในภูมิภาค นี้ โดยดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกงดิ่งลงต่ำสุดในรอบ 3 เดือนร่วงลงไป 446.67 จุด ไปอยู่ที่ระดับ 22,462.0 จุด ดัชนีหุ้นนิเคอิ ติดลบ 919.84 จุดโดยลดลงหนักถึง 5.36% ไปปิดที่ 16,251.54 จุด ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ล่วงหน้าดิ่งลงไป 867 จุด ส่วนตลาดหุ้นในยุโรปก็มีตลาดหุ้นอิตาลีร่วงลงหนักสุด 307.51 จุด ตามด้วยสเปน เยอรมนี ฝรั่งเศส และอังกฤษ

นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายนโยบายการเงิน กล่าวถึงผลกระทบต่อตลาดการเงินของไทยว่าค่อนข้างมีความผันผวนสูงในระหว่างวัน แต่ก็เชื่อว่าจะเป็นไปในระยะสั้น โดยจะค่อยๆปรับตัวและกลับสู่ภาวะปกติได้ กรณีนี้ ธปท.ได้เข้าดูแลอย่างใกล้ชิดแล้ว อย่างไรก็ตาม ธปท.อยากให้นักธุรกิจและผู้ที่เกี่ยวข้องกับเงินทุนเคลื่อนย้ายเตรียมตัวรับมือกับความผันผวนของค่าเงินบาทที่อาจสูงขึ้นกว่านี้

“หลังจากที่ได้ตัวประธานาธิบดีสหรัฐฯแล้ว จะมีการทยอยประกาศนโยบายทางเศรษฐกิจ และการเมืองของสหรัฐฯออกมาเป็นระยะๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินโลก รวมทั้งเงินทุนเคลื่อนย้าย และค่าเงินบาทของไทยให้มีความผันผวนเพิ่มขึ้นและต่อเนื่องอีกในระยะเวลาหนึ่ง จึงอยากให้ภาคเอกชนไทยเตรียมที่จะรับมือเรื่องนี้ต่อเนื่อง โดยในส่วนของ ธปท.จะติดตามดูแลสถานการณ์ในตลาดการเงินอย่างใกล้ชิด”

นายธนรัตน์ พสวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ฟิวเจอร์ส จำกัด เปิดเผยว่า ราคาทองคำในประเทศวันเดียวกันได้ปรับขึ้นลงมากถึง 19 ครั้ง หลังพุ่งขึ้นไปแตะที่ระดับ 800 บาทต่อบาท แต่ก็กลับมาปิดบวก 200 บาท โดยทองคำแท่งซื้อบาทละ 21,400 บาท ขายบาทละ 21,500 บาท ทอง รูปพรรณซื้อบาทละ 21,011.76 บาท ขายบาทละ 22,000 บาท ตามตลาดโลกที่บวกขึ้นไป 5% อยู่ที่ 1,298 เหรียญต่อออนซ์ ขึ้นไปสูงสุดที่ 1,337 เหรียญ

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้า หน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ และนายกสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวว่า นักลงทุนวิตกว่าชัยชนะของนายทรัมป์จะทำให้เกิดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจทั้งของโลกและสหรัฐฯจะเห็นว่าตลาดหุ้นร่วงทั่วโลก ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนลง ขณะที่ราคาทองคำดีดตัวขึ้น “มีความไม่แน่นอนสูงว่าเขาจะเข้ามาทำอะไรได้บ้าง ตามนโยบายที่หาเสียงซึ่งส่วนใหญ่เป็นนโยบายชาตินิยม และต่อต้านกระแสโลกสมัยใหม่ หวังว่านโยบายที่สุดโต่งไม่น่าจะทำได้จริง เพราะจะเกิดผลเสียหายต่อสหรัฐฯเอง”

ส่วนนโยบายที่จะเอาฐานผลิตกลับไปที่สหรัฐฯ และลดการพึ่งพาการส่งออกยกเลิกข้อตกลงการค้า TPP และ NAFTA ต่อต้านการนำเข้าสินค้าจีนโดยตั้งกำแพงภาษีสูงๆ การค้าโลกคงจะเกิดผลกระทบแน่นอน โดยเฉพาะสถานการณ์ขณะนี้ที่การค้าโลกอยู่ ในภาวะที่ไม่ดีอยู่แล้วก็จะยิ่งแย่ลงไปอีก ดังนั้นจึงอาจเห็นการจัดระเบียบใหม่ของการค้าโลก แต่เชื่อว่าหลายนโยบายของนายทรัมป์จะไม่สามารถทำได้ โดยเฉพาะการตั้งแง่เล่นงานจีนมากๆ จีนซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ที่ถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯสูงที่สุด หากขายพันธบัตรออกมา สหรัฐฯจะปั่นป่วนเอง รัฐสภาสหรัฐฯไม่น่าจะเอาด้วย ดังนั้นในระยะสั้นที่ตลาดเงินตลาดทุน และทองคำที่ผันผวนก็เพราะผู้คนตกใจกลัว แต่น่าจะเป็นเพียงช่วงสั้นเท่านั้น เหมือนช่วงที่เกิดกรณี Brexit ที่อังกฤษโหวตออกจากสหภาพยุโรป ที่คนกังวลสุดขีด แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เกิดผลกระทบรุนแรงในทันที กรณีนี้ก็เช่นกัน จะเห็นว่าการกล่าวสุนทรพจน์ของทรัมป์หลังได้รับชัยชนะ ทรัมป์มีท่าทีที่ประนีประนอมมากขึ้น โดยเขาระบุว่าจะหาจุดยืนร่วมกัน เพื่อรวมสหรัฐฯเข้าด้วยกันและจะพยายามทำงานกับประเทศอื่นๆ ตลาดหุ้นทั่วโลกจึงดีดกลับมาดีขึ้น ไม่ปรับตัวลดลงมากเหมือนช่วงแรก

ส่วนกระแสเงินทุนระยะสั้นที่ไหลเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูงเช่นทองคำ คาดว่า สุดท้ายเงินทุนจะไหลกลับมาลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่ทั้งเอเชียและไทย เพราะประเทศเหล่านี้เศรษฐกิจยังมีโอกาสโตได้ดีกว่าเศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้ว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจับตาคือ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะยังคงนโยบายปรับขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ หากเฟดขึ้นดอกเบี้ย ค่าเงินสหรัฐฯก็ต้องแข็งขึ้น เงินบาทไทยก็อาจอ่อนค่า แต่ไทยมียอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมาก เงินบาทก็คงไม่อ่อนค่ามาก ดังนั้นผลกระทบต่อไทยโดยตรงจึงมีไม่มากนัก

นายธิติ ตันติกุลานันท์ ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการที่นายทรัมป์ชนะเลือกตั้งว่า ทำให้ตลาดเกิดอาการช็อกจากที่มีการประเมินว่านางคลินตัน จะเป็นผู้ชนะ ขณะที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเพียง 0.05-0.06 บาทต่อดอลลาร์ มาเคลื่อนไหวอยู่ที่ 34.90 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ต้องรอดูดาวโจนส์เปิดทำการว่าจะปรับตัวลดลงเท่าไร โดยคาดว่าตลาดหุ้นดาวโจนส์จะลดลงทันที 3-5% เมื่อเปิดทำการและระยะสั้นๆเงินบาทของไทยมีโอกาสแข็งค่าขึ้นไปอยู่ที่ 34.50 บาทต่อดอลลาร์.

 

ถกอาร์เซพคืบหน้า ไทย จ่อชง เปิดเสรีย้ายคนทำงานในบริษัทเดียวกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 พ.ย. 2559 22:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/778672

 

เจรจาอาร์เซพคืบหน้ามาก สมาชิกยอมเจรจาเปิดเสรีบุคคลธรรมดาระหว่างกัน แต่ยังไม่กำหนดอาชีพ ไทยอาจเสนอ 2 ประเภท หวั่นกระทบจ้างงานคนไทย ส่วนบริการทั่วไป เสนอเปิดเสรี 50-55 สาขาย่อยให้สมาชิกถือหุ้นได้เกิน 51% ขณะที่เปิดเสรีสินค้า ไร้ข้อสรุป เล็งคุยต่อธ.ค.

เมื่อวันที่ 9 พ.ย. นายวินิจฉัย แจ่มแจ้ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการประชุมรัฐมนตรีความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP หรืออาร์เซพ) สมัยพิเศษ ครั้งที่ 2 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นการจัดทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างอาเซียน จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ว่า การประชุมครั้งนี้ มีความคืบหน้ามาก ทั้งในเรื่องการเปิดตลาดการค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุน โดยเฉพาะในเรื่องบริการ สมาชิกตกลงที่จะให้มีการเจรจาการเคลื่อนย้ายบุคคลธรรมดาระหว่างกัน จากที่ก่อนหน้านี้ หลายประเทศไม่เห็นด้วย

ด้านนายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ในฐานะหัวหน้าคณะเจรจาอาร์เซพฝ่ายไทย กล่าวว่า การเคลื่อนย้ายบุคคลธรรมดาระหว่างกัน ไทยอาจเสนอเปิดเสรีใน 2 ประเภทก่อน คือ การเคลื่อนย้ายคนทำงานในบริษัทเดียวกัน เช่น บริษัทแม่ในต่างประเทศ ส่งพนักงานเข้ามาทำงานในไทย และการอนุญาตให้นักธุรกิจเข้ามาทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น

ส่วนการเปิดเสรีบริการทั่วไป มีการเสนอให้เปิดเสรีบริการ 100 สาขาย่อย จากทั้งหมด 155 สาขาย่อย เช่น โทรคมนาคม การศึกษา การท่องเที่ยว ก่อสร้าง เป็นต้น โดยใน 100 สาขานั้น ต้องเปิดให้สมาชิกอาร์เซพถือหุ้นได้เกิน 51% ใน 50-55 สาขา ซึ่งไทย และอาเซียนรับได้ เพราะในกรอบอาเซียน เปิดตลาดบริการมากกว่านี้อยู่แล้ว

สำหรับการเปิดตลาดการค้า หลายประเทศเสนอท่าทียืดหยุ่น และพร้อมจะเปิดเสรีสินค้าในระดับสูงขึ้น เช่น อินเดีย เสนอจะลดภาษีนำเข้าสินค้าเป็น 0% ทันทีในสัดส่วน 80% ของรายการสินค้าที่ค้าขายในอาร์เซพ ส่วนอาเซียน เสนอสัดส่วนสูงถึงประมาณ 90% นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีแต้มต่อ สำหรับการเปิดตลาดสินค้าอ่อนไหวสูง เช่น กำหนดระยะเวลาที่นานขึ้นในการลด/เลิกภาษี อย่างไรก็ตาม อาเซียนขอสงวนสินค้าบางรายการเป็นสินค้าอ่อนไหวสูง โดยเฉพาะสินค้าเกษตร หากคู่เจรจาไม่เปิดตลาดสินค้าเกษตรให้ อาเซียน รวมทั้งไทยคงไม่ยอมเปิดเสรีประเด็นอื่นๆ เช่น บริการ หรือลงทุน

ขณะที่การลงทุน จะเปิดเสรีเกษตร ประมง ป่าไม้ เหมืองแร่ และการผลิต ส่วนประเด็นการคุ้มครองนักลงทุน โดยนักลงทุนต่างประเทศสามารถฟ้องร้องรัฐบาลประเทศที่เปิดให้เข้ามาลงทุนได้หากมีนโยบายกระทบต่อการลงทุนนั้น ไทยยอมรับได้ เพราะในความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทยกับประเทศต่างๆ ได้กำหนดประเด็นนี้อยู่แล้วนอกจากนี้ ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่หารือกันในการประชุมครั้งนี้ แต่สมาชิกไม่เห็นด้วย เช่น การแข่งขันอย่างเสรี ระหว่างรัฐวิสาหกิจและธุรกิจต่างชาติ การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ ที่หลายประเทศต้องการให้เปิดเสรี แต่ส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมครั้งนี้ได้มอบหมายให้คณะกรรมการเจรจาการค้าความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ เร่งเจรจาอาร์เซพให้คืบหน้ามากขึ้น โดยคณะกรรมการฯจะประชุมครั้งต่อไปวันที่ 6-10 ธ.ค. นี้ที่อินโดนีเซีย คาดว่า น่าจะหาข้อสรุปได้ในประเด็นเป้าหมายการลดภาษีสินค้า แต้มต่อการลดภาษีสินค้าอ่อนไหว บริการแต่ละสาขาจะเปิดเสรีมากน้อยเพียงใด การลงทุน จะมีกฎเกณฑ์อย่างไร และระดับการคุ้มครองการลงทุนอย่างไร เป็นต้น.

 

พาณิชย์ ช่วยชาวนาขายข้าว ทั้งออนไลน์-ออฟไลน์ ผ่านเว็บ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 พ.ย. 2559 21:16

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/778641

 

พาณิชย์ ช่วยชาวนาขายข้าว ทั้งออนไลน์-ออฟไลน์ ผ่านเว็บ ประสานร้านค้าส่งค้าปลีก จัดกิจกรรม “โชห่วย ช่วยชาวนา” เปิดหน้าร้านให้นำข้าวมาวางขาย หรือซื้อขาดไปขายต่อ มั่นใจช่วยชาวนามีโอกาสขายข้าวได้มากขึ้น…

เมื่อวันที่ 9 พ.ย. น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า ได้จัดทำมาตรการเสริมช่วยเหลือชาวนา เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาราคาข้าวตกต่ำ และเพิ่มช่องทางการขายข้าวให้กับชาวนาในทุกพื้นที่ โดยจะผลักดันให้ชาวนาขายข้าวผ่านช่องทางการตลาดที่กรมฯ มีเครือข่ายอยู่ ทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ มั่นใจว่าจะช่วยให้ชาวนามีโอกาสขายข้าวได้เพิ่มขึ้น นอกเหนือจากการขายในระบบการค้าขายปกติ ซึ่งจะทำให้ชาวนามีรายได้เพิ่มขึ้น

สำหรับการขายข้าวแบบออนไลน์ จะเปิดโอกาสให้ชาวนานำข้าวเข้ามาขายผ่านเว็บไซต์ http://www.thaicommercestore.com ซึ่งจะจัดทำแบนเนอร์การจำหน่ายข้าว และมีรูปแบบการช่วยเหลือใน 3 แนวทาง คือ 1.ชาวนาที่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง เมื่อมีคนเข้ามาดูสินค้าที่เว็บไซต์ดังกล่าว จะสามารถคลิกลิงค์ไปยังเว็บไซต์ชาวนาได้เลย เพื่อดูและซื้อสินค้า 2.ชาวนาที่ไม่มีเว็บไซต์ แต่ใช้สื่อโซเชียล เช่น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม เมื่อเข้ามาที่เว็บ จะสามารถคลิกลิงค์ไปยังสื่อโซเชียลมีเดียของชาวนาได้ทันที และ 3.ชาวนาที่ไม่มีเว็บไซต์ และไม่มีสื่อโซเชียล จะนำรายชื่อและเบอร์โทรศัพท์ของชาวนาไปแจ้งไว้ในเว็บไซต์ โดยผู้ที่สนใจซื้อข้าวจากชาวนา สามารถติดต่อได้ทันที

ทั้งนี้การขายข้าวผ่านช่องทางตลาดออฟไลน์ ได้ร่วมมือกับสมาคมค้าส่งปลีกไทย และร้านค้าปลีกค้าส่งต้นแบบที่ได้รับการพัฒนาจากกรมฯ จัดกิจกรรม “โชห่วย ช่วยชาวนา” โดยร้านค้าส่งค้าปลีก จะเปิดพื้นที่ให้ชาวนานำข้าวมาวางจำหน่ายที่หน้าร้านโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือค่าเช่าพื้นที่ และหากเป็นกรณีที่ชาวนาสามารถสีข้าวและบรรจุถุงได้เอง ร้านค้าส่งค้าปลีกก็พร้อมที่จะรับซื้อไว้เพื่อนำไปจำหน่ายให้กับผู้บริโภคต่อไป

อย่างไรก็ตามขณะนี้ มีร้านค้าส่งค้าปลีกต้นแบบได้แจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการแล้ว 70 ราย มีสาขา 366 สาขาทั่วประเทศ ครอบคลุม 43 จังหวัด และคาดว่าจะมีจำนวนร้านค้าส่งค้าปลีกเข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้น เพราะทุกคนพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือชาวนา เนื่องจากเห็นว่า หากชาวนามีรายได้เพิ่มขึ้น ก็จะเป็นผลดีต่อร้านค้าส่งค้าปลีกเอง ที่จะสามารถจำหน่ายสินค้าให้กับชาวนาได้เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ในส่วนของผู้ค้าข้าวที่มีศักยภาพและมีความพร้อมในการส่งออก กรมฯ ได้ประสานกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศในการจำหน่ายข้าวผ่านเว็บไซต์ http://www.thaitrade.com เพื่อขยายตลาดไปยังต่างประเทศให้ได้มากยิ่งขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้รับการยืนยันว่า สมาคมผู้ค้าส่ง-ปลีกไทย ว่า จะช่วยเหลือชาวนาให้มากขึ้น โดยซื้อข้าวไปทำเป็นของขวัญของชำร่วยแจกให้ลูกค้าให้ช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ด้วย.

 

สมคิด จี้ รฟม. ประมูลรถไฟสายสีชมพู-เหลือง ก่อนกลางธันวา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 พ.ย. 2559 21:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/778657

 

“สมคิด” ติดตามคืบหน้าลงทุนรถไฟฟ้าของ รฟม. ประกาศปี 60 เป็นปีแห่งการลงทุนโครงข่ายระบบรางของ รฟม.-รฟท. เชื่อเรียกเรตติ้ง-เชื่อมั่นของประเทศ ขณะที่เอกชนยักษ์ใหญ่ ยืนยันพร้อมร่วมประมูลทุกโครงการ…

เมื่อวันที่ 9 พ.ย. นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีเศรษฐกิจ พร้อมนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หารือร่วมกับผู้บริหารการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และผู้บริหารธุรกิจก่อสร้างและผู้รับสัมปทานให้บริการรถไฟฟ้าในประเทศ ทั้งบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีอีเอ็ม และบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอส

ภายหลังการหารือ นายสมคิดกล่าวว่า ถือเป็นโอกาสดีที่เอกชนที่สนใจเข้าร่วมประมูลก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสีเหลืองร่วมหารือ ซึ่งจะเป็นแนวทางสะท้อนความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่จะขับเคลื่อนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบราง โดยปี 2560 จะเป็นปีที่มีการลงทุนโครงการระบบรางทั้งการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และ รฟม. เชื่อมโยงเป็นโครงข่ายทั้งส่วนภูมิภาคและกรุงเทพมหานคร เชื่อว่าจะมีส่วนสำคัญช่วยสร้างความเชื่อมั่นและเมื่อข่าวสารกระจายออกไปจะช่วยให้เรตติ้งความน่าลงทุนของประเทศปรับตัวในทิศทางที่ดีแน่นอน

นอกจากนี้ได้มอบนโยบายให้ รฟม.เร่งรัดดำเนินการโครงการรถไฟฟ้าใน 2 เส้นนี้ ขอให้ประกวดราคาให้เสร็จก่อนกลางเดือนธันวาคมนี้ เชื่อว่าจะทำให้การเดินหน้าก่อสร้างโครงการเริ่มดำเนินการได้ปี 2560 นอกจากนี้ ยังเร่งรัดให้ผลักดันลงทุนรถไฟฟ้าสายอื่นๆ รวมถึงโครงการระบบรางรถไฟฟ้าในจังหวัดที่มีความพร้อม ซึ่ง รฟม.จะเริ่มดำเนินการแต่ละจังหวัดเพื่อให้พัฒนาโครงการเหล่านี้

ขณะที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวว่า สำหรับการลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสีเหลือง เมื่อมีการก่อสร้างภายใต้การดำเนินการของ รฟม. จะมีการเบิกจ่ายงบลงทุนไม่น้อยกว่า 100,000 ล้านบาท ซึ่งมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นการลงทุนของประเทศได้เป็นอย่างดี

นายพีระยุทธ สิงห์พัฒนากุล ผู้ว่าการ รฟม. กล่าวว่า ตามแผนการลงทุนของ รฟม. นอกจากโครงการรถไฟฟ้าทั้ง 2 สายแล้ว ปี 2560 จะเดินหน้าโครงการอื่นๆ ประกอบด้วย รถไฟฟ้าแก้ปัญหาจราจรในเมืองอีก 6 โครงการ และโครงการพัฒนารถไฟฟ้าในจังหวัดภูเก็ตอีก 1 โครงการ ซึ่งโครงการดังกล่าวอยู่ระหว่างการศึกษรายละเอียดของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ขณะที่โครงการรถไฟฟ้าทั้ง 6 โครงการที่จะมีการดำเนินการขณะนี้ ประกอบด้วย ส่วนต่อขยายสายม่วงใต้ สายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายบางแค-พุทธมณฑลสาย 4 โครงการสายสีส้มตะวันออกและสีส้มตะวันตก รวมทั้งสายสีเขียว ส่วนต่อขยายสมุทรปราการ-บางปู และสายสีเขียวส่วนต่อขยายคูคต-ลำลูกกา ซึ่งโครงการเหล่านี้อยู่ระหว่างการเตรียมเสนอ ครม.อนุมัติเดินหน้าประกวดราคาปี 2560

ส่วนความเห็นภาคเอกชนที่ร่วมหารือวันนี้ เช่น นายปลิว ตรีวิศวเวทย์ ผู้บริหาร ช.การช่าง และนายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการบีทีเอส ทั้ง 2 บริษัทยืนยันความพร้อมที่จะลงทุนระบบรางทุกโครงการที่รัฐบาลจะเปิดประกวดราคาปี 2560 เนื่องจากเห็นว่าโครงการระบบรางจะมีส่วนสำคัญในการแก้ปัญหาจราจรและให้ผลตอบแทนคุ้มค่าต่อการลงทุนในอนาคต.

 

สมคิด ไม่หวั่นนโยบาย ‘ทรัมป์’ เชื่อ คนอเมริกา อยากเปลี่ยนแปลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 พ.ย. 2559 19:51

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/778582

 

“สมคิด” ไม่หวั่น นโยบาย “ทรัมป์” แจง ใครขึ้นมา ไทยเศรษฐกิจดีหมด แต่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เชื่อการเลือกตั้งครั้งนี้ สะท้อนคนอเมริกา ต้องการเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการ…

วันที่ 9 พ.ย.59 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ กล่าวถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ คนสหรัฐฯ ลงคะแนนเสียงให้นายโดนัลด์ ทรัมป์ ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เรื่องนี้มองว่า ไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ เศรษฐกิจไทยก็จะได้รับผลดีอยู่แล้ว แต่ทั้งนี้ เมื่อนาย โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ตำแหน่ง ทางรัฐบาลไทยก็ไม่นิ่งนอนใจ ก็ต้องตามติดนโยบายสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตามมั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ของสหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่า คนประชาชนอเมริกาต้องการที่จะมีการเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการ.