พาณิชย์ ชี้ ชัยชนะ ‘ทรัมป์’ ทำการค้า-ส่งออกไทย เสี่ยงมากขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 พ.ย. 2559 19:24

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/778576

 

พาณิชย์ คาด “ทรัมป์” ชนะ ทำการค้า-ส่งออกไทย มีความเสี่ยงมากขึ้น สั่งทูตพาณิชย์ติดตามใกล้ชิด แนะผู้ส่งออก เตรียมรับมือค่าเงินผันผวน เตรียมหาตลาดใหม่ แต่เชื่อ “ทรัมป์” ไม่ทิ้งทีพีพีแน่ อาจขอแก้ไขข้อบทที่คนอเมริกันไม่เห็นด้วย หรือถ้าไม่เอาจริง ต้องแสดงมารยาท ขอแก้ไขข้อบทเรื่องจีดีพี เพื่อให้ข้อตกลงเดินหน้าต่อ …

วันที่ 9 พ.ย.59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า การที่นายทรัมป์ ชนะการเลือกตั้ง คาดว่า จะมีผลกระทบระยะสั้นต่อในตลาดเงินตลาดทุน แต่ภาคเศรษฐกิจจริง คงไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลง ในช่วงที่เหลือของปี สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯและเศรษฐกิจโลกน่าจะยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก ดังนั้น การส่งออกของไทยในช่วง ที่เหลือยังคงมีแนวโน้มขยายตัวได้ตามการคาดการณ์

สำหรับในปีต่อไป ไทยคงต้องจับตาการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านต่างๆ ของสหรัฐฯ ที่อาจจะเริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจชัดเจนขึ้น และอาจส่งผลกระทบด้านต่างๆ เช่น การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ราคาน้ำมัน ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะปรับดอกเบี้ยหรือไม่ ฯลฯ ซึ่งความผันผวนเหล่านี้ จะส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ผันผวน และราคาสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ สูงขึ้น คาดว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯและเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวต่ำกว่าการคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่ 2.2% และ 3.4% ตามลำดับในปี 60 และจะทำให้การส่งออกของไทยในปี 60 มีความเสี่ยงและท้าทายมากขึ้น

ส่วนผลกระทบระยะยาว ด้านนโยบายการค้าระหว่างประเทศ นายทรัมป์ มีแนวโน้มคัดค้านความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี) แต่คาดว่า อาจเจรจาการค้าฉบับใหม่ ที่มีลักษณะปกป้องผลประโยชน์คนอเมริกันมากขึ้น ซึ่งอาจนำมาสู่การขยายแนวความคิดด้านชาตินิยม และไม่ให้ความสำคัญกับการค้าเสรีไปสู่ประเทศต่างๆ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการขยายตัวปริมาณการค้าโลก และของไทย

“การส่งออกไทยจะมีความเสี่ยงมากขึ้น หากสหรัฐฯ เปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าในทิศทางที่กีดกันมากขึ้น ประกอบกับ ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่อาจกระทบต่อเศรษฐกิจและการค้าโลกโดยรวม ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการส่งออกของไทย ทั้งทางตรงและทางอ้อม แต่เศรษฐกิจไทยในขณะนี้แข็งแกร่ง มั่นใจว่า ผลกระทบจะไม่รุนแรงมากนัก แต่อยากให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายเล็กปรับตัว เพื่อรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะจากอัตราแลกเปลี่ยน”

น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ได้มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ติดตามสถานการณ์และผลกระทบต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น หลังจากรู้ผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ โดยมองว่า ในระยะสั้น จะยังไม่มีผลกระทบอะไร โดยเฉพาะภาคการส่งออก แม้ว่าสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกสำคัญ แต่ที่ผ่านมา ไทยได้กระจายการส่งออกไปยังตลาดอื่นๆ ทดแทนแล้ว เช่น อาเซียน จีน อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามดูนโยบายของนายทรัมป์ ที่จะเน้นการช่วยเหลือคนอเมริกัน เพราะอาจมีผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย ที่เข้าไปลงทุนในสหรัฐฯ รวมทั้งต้องติดตามเรื่องการเจรจาการค้าในอนาคตด้วย เพราะนโยบายไม่เหมือนกับรัฐบาลของนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน

ด้าน นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงการค้าโลก เพราะนโยบายหาเสียงของนายทรัมป์ มีแนวโน้มที่ใช้ระบบปกป้องการค้า และโดดเดี่ยวตัวเอง มากขึ้น โดยจะยึดนโยบายต่างประเทศและเศรษฐกิจที่มองผลประโยชน์ของสหรัฐฯเป็นหลัก แทบจะปิดประเทศ ซึ่งจะตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้า และออกมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีมากขึ้น เช่น มาตรการสุขอนามัย สนับสนุนนโยบายซื้อสินค้าอเมริกัน (Buy American) เพื่อให้มีการจ้างงานคนอเมริกันมากขึ้น ซึ่งอาจผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าไทย เพราะสหรัฐฯเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของ ซึ่งจะต้องติดตามดูว่าจะมีผลต่อสินค้าไทยอย่างไร ผู้ส่งออกไทย ต้องเตรียมพร้อม และหาตลาดส่งออกใหม่

สำหรับผลกระทบต่อข้อตกลงความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) นั้น นายทรัมป์ไม่เอาข้อตกลงนี้ ซึ่งอาจทำให้ข้อตกลงนี้ ไม่มีผลบังคับใช้ในอนาคต มีผลต่อความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจในอาเซียน ที่เป็นสมาชิกทีพีพีอยู่แล้วคือ เวียดนาม สิงคโปร์ บรูไน มาเลเซีย ซึ่งหากทีพีพีไม่มีผลบังคับใช้ จะต้องจับตาดูว่า จีนจะถือโอกาสมาสร้างอิทธิพลทางเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้มากขึ้นหรือไม่

ขณะที่ นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า นายทรัมป์ คงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งพิจารณาว่า จะยกเลิกทีพีพีหรือไม่ และต้องแถลงนโยบายก่อน แต่เชื่อว่า การค้า การส่งออก ยังคงดำเนินไปตามปกติ อีกทั้งเห็นว่าคงยากที่สหรัฐฯ จะไม่ซื้อสินค้าจากไทย หรือปิดประตูขังตัวเอง ที่ผ่านมา ไทยส่งออกไปสหรัฐฯเพียง 10% ของการส่งออกรวมเท่านั้น จึงมองว่า ไม่น่าจะกระทบต่อการส่งออกไทยมากนัก อย่างไรก็ตาม ไทยปรับตัวมาระยะหนึ่งแล้ว ในการหาตลาดใหม่ๆ เช่น แอฟริกา อิหร่าน ปากีสถาน และเป็นโอกาสดีที่ไทยจะไปเจรจาทางการค้ากับประเทศเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า สมาชิกทีพีพี ใช้เวลานานในการเจรจาจัดทำความตกลงนี้ และเสียงบประมาณจำนวนมาก เชื่อว่า สมาชิกไม่ทิ้งทีพีพีแน่นอน คงต้องเดินหน้าให้มีผลบังคับใช้ โดยหากนายทรัมป์ไม่เอาทีพีพี สหรัฐฯต้องแสดงมารยาทต่อสมาชิก โดยต้องขอแก้ไขข้อบทในความตกลงกับสมาชิก ที่กำหนดให้ 6 ประเทศสมาชิก มีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) รวมกันไม่น้อยกว่า 85% ของจีดีพีรวม ให้สัตยาบัน ทีพีพีก็จะมีผลบังคับใช้แล้ว หากไม่แก้ไขข้อบทนี้ ทีพีพีจะเดินหน้าต่อไม่ได้ เพราะจีดีพีสหรัฐฯประเทศเดียวก็มีมูลค่าถึง 60% แล้ว

สำหรับไทย หากสหรัฐฯ ออกจากข้อตกลงทีพีพี ก็ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วม เพราะไทยมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับสมาชิกอื่นๆ ในกรอบต่างๆ อยู่แล้ว โดยสมาชิกทีพีพี 4 ประเทศ คือ เวียดนาม สิงคโปร์ บรูไน และมาเลเซีย อยู่ระหว่างการเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซพ) ระหว่างอาเซียน และคู่เจรจา 6 ประเทศ คือ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ส่วนเม็กซิโก ไทยทำการค้าด้วยน้อย ขณะที่ชิลี และเปรู ไทยมีข้อตกลงเอฟทีเอด้วยแล้ว ส่วนแคนาดา อาเซียนอยู่ระหว่างการศึกษาจัดทำเอฟทีเอด้วย ดังนั้น ไทยควรเดินหน้าอาร์เซพให้จบโดยเร็วดีกว่า

อย่างไรก็ตาม เชี่อว่า นายทรัมป์คงไม่ทิ้งทีพีพี เพราะเป็นประโยชน์กับสหรัฐฯมาก และอาจเดินหน้าต่อ ซึ่งนายทรัมป์ต้องอธิบายกับคนอเมริกันให้ได้ว่าเหตุใดจะเดินหน้าต่อ และอาจต้องขอแก้ไขข้อบทในความตกลงบางประการกับสมาชิก ที่คนอเมริกันไม่เห็นด้วย

 

‘ทรัมป์’ คว้าชัย ทำทองไทยผันผวน 19 ครั้ง ขึ้นรวม 200 รูปพรรณ 2.2 หมื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 พ.ย. 2559 18:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/778587

 

ราคาทองผันผวนต่อเนื่องตลอดทั้งวัน ปิดตลาดครั้งที่ 19 ปรับขึ้นรวม 200 บาท ส่งผลให้ทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,400 ขายออก 21,500.00 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,011.76 ขายออกบาทละ 22,000 …

วันที่ 9 พ.ย.59 รายงานสถานการณ์ราคาทองคำในประเทศ พบว่า ราคายังคงมีความผันผวนต่อเนื่อง ปรับขึ้น-ลงตลอดทั้งวัน โดยตั้งแต่ช่วงเช้า สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.46 น. ราคาทองปรับเพิ่มขึ้น 250 บาท จากนั้น ครั้งที่ 2 เวลา 10.10 น. ปรับเพิ่ม 50 บาท ครั้งที่ 3 เวลา 10.17 น. ปรับขึ้นอีก 50 บาท

ความเคลื่อนไหวครั้งที่ 4 เวลา 10.27 น. ปรับเพิ่มอีก 50 บาท จากนั้นใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที รายงานครั้งที่ 5 เมื่อเวลา 10.36 น. ปรับขึ้นต่อเนื่องอีก 50 บาท ครั้งที่ 6 เวลา 11.39 น. ปรับขึ้นอีก 50 บาท ครั้งที่ 7 เวลา 11.54 น. ราคาทองเพิ่มไม่หยุด ปรับขึ้น 100 บาท

ต่อมา สมาคมค้าทองคำ รายงานความเคลื่อนไหว ครั้งที่ 8 เวลา 12.05 น. ราคาทองขยับขึ้น 50 บาท จากนั้นเพียง 2 นาที ราคาทองปรับขึ้น ครั้งที่ 9 ในเวลา 12.07 น. อีก 50 บาท ก่อนที่ในครั้งที่ 10 เวลา 12.27 น. ราคาทองปรับลดลง 100 บาท ครั้งที่ 11 เวลา 13.08 น. ปรับลด 100 บาท จากนั้นในครั้งที่ 12 เวลา 13.16 น. ปรับลดลงต่อเนื่อง 100 บาท

ความเคลื่อนไหวครั้งที่ 13 เมื่อเวลา 13.40 น. ราคาทองพลิกขยับบวก 100 บาท ก่อนที่ในครั้งที่ 14 เวลา 14.10 น. ราคาทองปรับลดลง 100 บาท ครั้งที่ 15 เวลา 14.30 น. ราคาทองปรับเพิ่ม 50 บาท ครั้งที่ 16 เวลา 14.52 น. ปรับลดลงอีก 50 จากนั้นไม่นาน เวลา 15.00 น. ราคาทองปรับลดลงครั้งที่ 17 อีก 50 บาท ต่อมา ครั้งที่ 18 เวลา 15.16 น. ราคาทองร่วงแรง 250 บาท

มีรายงานล่าสุด ครั้งที่ 19 เมื่อเวลา 15.26 น. ราคาทองปรับเพิ่ม 100 บาท ทำให้ตลอดทั้งวัน ราคาทองปรับขึ้นรวม 200 บาท ส่งผลให้ทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,400.00 ขายออกบาทละ 21,500.00 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,011.76 ขายออกบาทละ 22,000.00

 

ขนส่ง เผยผลจัดระเบียบรถตู้เข้าขนส่ง 3 แห่ง จ่อปรับที่รอบอนุสาวรีย์ชัยฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 พ.ย. 2559 18:21

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/778506

 

ขนส่ง เผยผลการจัดระเบียบรถตู้กทม.-ต่างจังหวัด เข้าใช้สถานีขนส่งทั้ง 3 แห่ง ช่วยให้การอำนวยความสะดวก-ความปลอดภัยเป็นไปอย่างทั่วถึง พร้อมปรับพื้นที่ใต้ทางด่วนและรอบเกาะอนุสาวรีย์ชัยฯ แก้ปัญหาจราจร คาดแล้วเสร็จกลางเดือน พ.ย….

วันที่ 9 พ.ย.59 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ในฐานะประธานคณะทำงานจัดระเบียบรถตู้ต่างจังหวัดเข้าสถานีขนส่งผู้โดยสาร 6 ฝ่าย พร้อมด้วย ผู้แทนกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.), กองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.), บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.), องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และกรุงเทพมหานคร ประชุมร่วมกันเพื่อสรุปผลการจัดระเบียบรถตู้โดยสารสาธารณะ ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา

นายสนิท กล่าวว่า จากการย้ายจุดให้บริการรถตู้โดยสารสาธารณะที่วิ่งให้บริการเส้นทางระหว่างกรุงเทพฯ ไปยังต่างจังหวัด ระยะทางไม่เกิน 300 กิโลเมตร จำนวน 4,205 คัน ต้องเข้าใช้สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ ทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ สถานีขนส่งจตุจักร (หมอชิต) จำนวน 2,046 คัน, สถานีขนส่งสายใต้ (ปิ่นเกล้า) จำนวน 1,617 คัน และสถานีขนส่งเอกมัย จำนวน 542 คัน เป็นจุดจอดรับส่งผู้โดยสาร ตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ภายใต้การกำกับดูแลของคณะทำงาน 6 ฝ่าย ส่งผลให้ปัจจุบันรถตู้โดยสารสาธารณะกรุงเทพฯ-ต่างจังหวัด เข้าใช้สถานีขนส่งผู้โดยสารเป็นจุดจอดแล้วทุกคัน ทำให้ภาครัฐสามารถกำกับดูแลความปลอดภัยของผู้โดยสารได้อย่างทั่วถึง ควบคุมคุณภาพการให้บริการ ตารางการเดินรถ สภาพตัวรถ อัตราค่าโดยสาร รวมถึงแก้ปัญหาผู้มีอิทธิพล สิ่งผิดกฎหมาย ยาเสพติด และแก้ปัญหาการจราจรโดยรอบอนุสาวรีย์ชัยฯ

สำหรับการดำเนินการตัดเกาะใต้ทางด่วน เพื่อให้รถตู้ ขสมก. (วิ่งให้บริการในกรุงเทพฯ) ที่ลงจากทางด่วนสามารถลัดไปเกาะพหลโยธินได้ โดยไม่ต้องเข้าไปวนในวงเวียนอนุสาวรีย์ชัยฯ ซึ่งจะช่วยลดปริมาณรถในวงเวียนได้ และขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการเฉือนหน้าเกาะพหลโยธิน ตัดหัวเกาะซอยราชวิถี 12 ซึ่งจะทำให้รถตู้ ขสมก. ออกจากจุดจอดแล้วกลับรถได้ง่ายขึ้น ไม่กีดขวางการจราจรบนถนนราชวิถี คาดว่า จะแล้วเสร็จประมาณกลางเดือนพฤศจิกายน

หลังจากนี้ จะเริ่มดำเนินการจัดระเบียบวินรถตู้ ขสมก. รอบอนุสาวรีย์ชัยฯ กำหนดจุดจอดเหลือ 3 เกาะ คือเกาะดินแดง 8 วิน เกาะพญาไท 11 วิน และเกาะพหลโยธิน 18 วิน โดยเกาะราชวิถีและบริเวณใต้ทางด่วนจะไม่มีจุดให้บริการรถตู้เพื่อคืนพื้นที่ดังกล่าวสำหรับบริหารจัดการระบบจราจรของอนุสาวรีย์ชัยฯ ต่อไป

สำหรับการบริหารจัดการภายในสถานีขนส่งผู้โดยสารทั้ง 3 แห่ง ได้จัดรูปแบบเช่นเดียวกับที่อนุสาวรีย์ชัยฯ โดยแบ่งการตั้งจุดจำหน่ายและชานชาลาเป็นเกาะต่างๆ เช่น เกาะดินแดง เกาะพหลโยธิน เกาะราชวิถี และคิวรถตู้ที่ย้ายมาจากใต้ทางด่วน โดยจัดรถ Shuttle bus วิ่งให้บริการรับส่งฟรี 3 เส้นทางหลักจากอนุสาวรีย์ชัยฯ ไปสถานีขนส่งผู้โดยสาร ได้แก่ อนุสาวรีย์ชัยฯ-สายใต้, อนุสาวรีย์ชัยฯ-เอกมัย และ อนุสาวรีย์ชัยฯ-จตุจักร

ส่วนรถ Shuttle bus ให้บริการโดยรอบสถานีขนส่งอีกจำนวน 3 เส้นทาง คือ สถานีรถไฟฟ้า BTS หมอชิต-จตุจักร, สายใต้ปิ่นเกล้า-สะพานพระปิ่นเกล้าฝั่งธนบุรี และสายใต้ปิ่นเกล้า-สถานีรถไฟฟ้า BTS บางหว้า ให้บริการตั้งแต่ 05.30-20.30 น. โดยในช่วง 15 วันแรกของการจัดระเบียบ ให้บริการรถ Shuttle bus ทุกเส้นทาง รวม 4,810 เที่ยว จำนวนผู้โดยสารทั้งสิ้น 67,990 คน

ขณะที่ มีผู้โดยสารใช้บริการรถตู้กรุงเทพฯ-ต่างจังหวัด รวมทั้งสิ้น 722,169 คน แบ่งเป็นภาคเหนือ/ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจำนวน 335,322 คน ภาคใต้/ภาคตะวันตกจำนวน 272,889 คน และภาคตะวันออกจำนวน 113,958 คน

นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการปรับปรุงบริเวณโดยรอบสถานี เพื่ออำนวยความสะดวกผู้โดยสาร อาทิ จุดขายตั๋ว จุดจอด ทางเข้า-ออกรถ ระบบไฟฟ้า แสงสว่าง ห้องน้ำ จุดพักคอยของผู้โดยสาร เพิ่มเส้นทางเชื่อมต่อเข้าสถานีให้ครอบคลุม โดยเน้นมาตรการอำนวยความสะดวก สะอาด และปลอดภัยสูงสุด และให้ประชาสัมพันธ์การให้บริการ Shuttle Bus ในทุกจุดบริการ เพื่อให้ประชาชนได้ทราบและสามารถใช้บริการได้อย่างสะดวก รวดเร็วยิ่งขึ้น

พร้อมทั้งมีการจัดชุดปฏิบัติการร่วม 4 จุด คือที่สถานีขนส่งผู้โดยสารทั้ง 3 แห่ง และอนุสาวรีย์ชัยฯ เพื่อสร้างความเข้าใจ แนะนำการให้บริการ ข้อมูลการเดินทาง พร้อมลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็นของประชาชนรายวัน เพื่อนำความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ผลกระทบจากการใช้บริการมาพิจารณากำหนดแนวทางแก้ไขและเสริมแผนอำนวยความสะดวก เฝ้าระวังป้องกันการเอาเปรียบ ลักลอบรับส่งผู้โดยสาร หรือการแอบขายตั๋วนอกสถานี มีมาตรการลงโทษพนักงานขับรถปรับ 5,000-20,000 บาท ผู้ประกอบการปรับสูงสุด 50,000 บาท หากพบการกระทำผิดซ้ำซาก พิจารณาเพิกถอนรถออกจากบัญชีประกอบการและเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการเดินรถ รวมถึงเข้มงวดตรวจจับรถตู้ป้ายดำที่ฉวยโอกาสช่วงการจัดระเบียบแอบเข้ามารับผู้โดยสารที่อนุสาวรีย์ชัยฯ ด้วย

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถสอบถามรายละเอียดการเดินทาง หรือร้องเรียนปัญหาจากการใช้บริการรถตู้โดยสารสาธารณะ โทร. 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง

 

WAVE รับทรัพย์ขายหุ้น TSE ดันฐานะการเงินดีขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 9 พ.ย. 2559 18:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/778442

 

(ซ้าย) นายแมทธิว กิจโอธาน (ขวา) นายภาคภูมิ ศรีชำนิ

“เวฟ เอ็นเตอร์เทนเมนท์” รับทรัพย์ 880.27 ลบ. หลังขายหุ้น TSE ให้ STECON ดันฐานะการเงินดีขึ้น ด้าน STECON กินปันผลยาว ลั่นพร้อมจับมือ TSE ลุยพลังงานทดแทนในระยะยาว

นายแมทธิว กิจโอธาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานกรรมการ บริษัท เวฟ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ WAVE เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ดำเนินการขายหุ้นสามัญของบริษัท ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ TSE จำนวน 181.5 ล้านหุ้น จากจำนวนหุ้น TSE ที่บริษัทฯ ถืออยู่ทั้งหมด 363.25 ล้านหุ้น ให้กับบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STECON ในราคาหุ้นละ 4.85 บาท มูลค่าที่ตราไว้ 1 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 880.27 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทฯ ถือหุ้น TSE เหลือ 181.75 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วน 10.01% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วของ TSE และบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STECON เข้าถือหุ้น TSE ในสัดส่วน 10% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วของ TSE

ทั้งนี้ การขายหุ้นดังกล่าวจะส่งผลให้ WAVE มีฐานะทางการเงินที่ดีขึ้น โดยบริษัทจะนำเงินที่ได้จากการขายหุ้น TSE มาใช้ในการชำระเงินกู้บางส่วน ส่งผลให้อัตราหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้น หรือ D/E ลดลงมาอยู่ที่ 1.5 เท่า จากเดิมอยู่ที่ 2.2 เท่า ซึ่งจะส่งผลให้ WAVE มีกระแสเงินสดที่คล่องตัวมากยิ่งขึ้น ทั้งยังสามารถนำเงินที่ได้จากการขายหุ้นดังกล่าวส่วนหนึ่งไปขยายกิจการและเป็นเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มเติมในการดำเนินธุรกิจอีกด้วย

“เรามองว่าการขายหุ้น TSE ออกไป จะส่งผลดีต่อฐานะทางการเงินของบริษัทฯ ที่จะทำให้ cash flow มีสภาพคล่องที่ดีขึ้น และลดภาระดอกเบี้ยจ่ายลงได้ ซึ่งหมายถึงกำไรของบริษัทจะดีขึ้นจากการลดลงของดอกเบี้ยจ่าย และที่สำคัญที่สุดถึงแม้ว่าเราจะถือหุ้น TSE ในสัดส่วนที่ลดลง แต่เราเชื่อว่าผลตอบแทนจาก TSE จะเพิ่มสูงขึ้นตามการเติบโตของ TSE ในอนาคต ซึ่งเรามั่นใจว่าจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่สร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับบริษัทฯ ในระยะยาวได้” นายแมทธิวกล่าว

นายภาคภูมิ ศรีชำนิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STECON กล่าวว่า การเข้าซื้อหุ้นของบริษัทฯ ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ TSE ของบริษัทฯ มีความเหมาะสม และเป็นประโยชน์กับบริษัทฯ โดยการทำรายการดังกล่าว จะสนับสนุนบริษัทในด้านรายได้ที่มีอย่างสม่ำเสมอจากการปันผล รวมถึงเป็นโอกาสที่ดีในการเริ่มเข้าลงทุนในธุรกิจพลังงานทดแทน ซึ่งนอกเหนือจากการเข้าถือหุ้นในฐานะผู้ถือหุ้นของ TSE แล้ว บริษัทฯ ยังเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ TSE อีกด้วย ซึ่งในอนาคตบริษัทฯ ก็หวังว่าจะมีโอกาสร่วมมือทางธุรกิจกับ TSE อีกด้วย

“การเข้าถือหุ้น TSE ของบริษัทฯ นอกเหนือจากการได้รับปันผลตอบแทนที่ดี และสม่ำเสมอแล้ว เรายังมองถึงโอกาสในความร่วมมือทางธุรกิจด้านพลังงานทดแทนในอนาคตอีกด้วย ซึ่งเราเองก็เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญด้านการก่อสร้าง และ TSE ก็ถือว่าเป็นตัวจริงในธุรกิจพลังงานทดแทน และมีโอกาสในการเติบโตที่มีประสิทธิภาพในอนาคต” นายภาคภูมิกล่าว


ดร.แคทลีน มาลีนนท์

ดร.แคทลีน มาลีนนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานกรรมการ บริษัท ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ TSE กล่าวว่า บริษัทฯ ยินดีต้อนรับผู้ถือหุ้นใหม่ของบริษัทฯ และมีความเชื่อมั่นว่าการเข้ามาถือหุ้นบริษัทฯ ของ STECON จะสร้างความแข็งแกร่ง และสร้างโอกาสในการเติบโตร่วมกันของทั้ง 2 บริษัทฯ ในด้านของพลังงานทดแทนได้ ทาง STECON เองก็มีศักยภาพในการงานรับเหมาก่อสร้างของธุรกิจพลังงานทดแทน หรือ EPC ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจทั้ง 2 บริษัทได้เป็นอย่างดี

“เรามีความเชื่อมั่นว่าการเข้ามาของ STECON จะกลายเป็น strategic partner กับทางบริษัทฯ ตรงนี้จะช่วยส่งเสริมการเติบโตในอนาคตของทั้ง 2 บริษัทฯ ได้ เนื่องจากการพัฒนา และการก่อสร้างโรงไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนที่เป็นธุรกิจหลักของบริษัทฯ จะต้องใช้ส่วนประกอบหนึ่งที่สำคัญคืองาน EPC และ STECON เองก็มีความสามารถทางด้านงานรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งในระยะกลาง และระยะยาว เราคาดหวังว่ามีโอกาสในการพัฒนาธุรกิจร่วมกัน” ดร.แคทลีน กล่าว

 

‘พิชัย’ เชื่อ ‘ทรัมป์’ จะทำ ศก.สหรัฐฯ ดีขึ้น พาประเทศออกจากวังวนเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 พ.ย. 2559 17:56

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/778516

 

“พิชัย” เชื่อ “ทรัมป์” ชนะเลือกตั้งไม่เป็นเรื่องน่ากลัว จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ดีขึ้น จากการเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ พาประเทศออกจากวังวนเดิม เผย นโยบายแปลกเกิดไม่ง่าย แนะปรับตัว …

วันที่ 9 พ.ย.59 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และแกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงการรับมือของรัฐบาลไทยต่อผู้นำสหรัฐอเมริกาคนใหม่ว่า เชื่อว่าไม่เป็นเรื่องที่น่ากลัว เพราะประเทศไทยต้องกลับไปอยู่ในสังคมโลกให้ได้ก่อน และเชื่อว่าสหรัฐอเมริกาจะต้องมากดดันไทยให้มีการเลือกตั้งเพราะรัฐบาลจากการเลือกตั้งจะเป็นที่ยอมรับจากสหรัฐอเมริกามากกว่า แต่เมื่อไทยเลือกตั้งแล้ว เชื่อว่าไทยกับสหรัฐฯ จะได้ผลประโยชน์กันมาก เนื่องจากไทยกับสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ทางการทูตมาตั้งแต่ปี 2376 และสถานทูตสหรัฐฯ ในไทย ถือเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน มีบุคลากรมากมาย อีกทั้งต้องยอมรับว่าประเทศไทยสามารถเจริญขึ้นมาจากในอดีตได้นั้นเป็นเพราะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ มาโดยตลอด

นายพิชัย กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ การที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน จะได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีนั้น จะทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาดีขึ้น เพราะเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จและจะนำพาประเทศออกจากวังวนเดิม ซึ่งตนได้ติดตามนายโดนัลด์ ทรัมป์ มาตั้งแต่สมัยเด็กๆ ถือว่าเป็นคนที่มีวิธีคิดที่เป็นผลดีมากกว่าผลลบ ประเทศสหรัฐอเมริกาถ้าศึกษาจริงๆ จะนำโดยแนวคิดของพรรคเดโมแครต การที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีจะทำอะไรที่แปลกประหลาดไปคงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีทั้งสภาต่างๆ ที่จะต้องผ่านขั้นตอนทางกฎหมาย และหากดูประวัติจากนักธุรกิจที่เข้ามาเป็นนักการเมืองนั้น ก็จะมีความคิดที่ออกนอกกรอบ แต่เมื่อเข้ามาสู่เวทีการเมืองจริงๆ แล้วก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ซึ่งนายโดนัลด์ ทรัมป์ จะต้องปรับตัวอีกมาก

 

หุ้นไทยปิดตลาดร่วง 0.41 จุด โบรกฯ แนะติดตามนโยบายสหรัฐฯ ระยะยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 พ.ย. 2559 17:21

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/778552

 

หุ้นไทยปิดตลาดลดลง 0.41 จุด เปลี่ยนแปลง -0.03% ดัชนีอยู่ที่ 1,509.43 จุด มูลค่าซื้อขาย 93,328.59 ล้านบาท ด้าน โบรกฯ แนะนักลงทุนติดตามนโยบายสหรัฐฯ ในระยะยาว เน้นนโยบายการค้าระหว่างประเทศ…

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 9 พ.ย. 59 พบว่าหุ้นไทยปิดตลาดลดลง 0.41 จุด เปลี่ยนแปลง -0.03% ดัชนีอยู่ที่ 1,509.43 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 93,328.59 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท เมืองไทย ลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน)

ด้าน นายธวัชชัย อัศวพรไชย นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลอดทั้งวันนักลงทุนค่อนข้างมีความกังวลจากนโยบายของทรัมป์ กดดันสินทรัพย์เสี่ยง หุ้นจึงปรับตัวลดลงไปหลายจุด ส่วนที่ช่วงบ่ายดัชนีปิดตลาดที่ 0.41 จุด คือเริ่มมีแรงซื้อจากนักลงทุนกลับเข้ามาพอสมควร ในระยะสั้นนี้ ฝากให้นักลงทุนติดตามผลประกอบการบริษัท ประกอบกับติดตามนโยบายของสหรัฐอเมริกาว่าในระยะยาวจะเป็นอย่างไร โดยเน้นนโยบายการค้าระหว่างประเทศ

 

ซุปเปอร์ริช รับรางวัลบุคคลตัวอย่างภาคธุรกิจแห่งปี 2016

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 9 พ.ย. 2559 17:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/778417

 

นายปิยะ ตันติเวชยานนท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซุปเปอร์ริช อินเตอร์เนชั่นเนล เอ็กซ์เชนจ์ (1965) จำกัด รับรางวัล “บุคคลตัวอย่างภาคธุรกิจแห่งปี 2016” ด้านธุรกิจการเงินการธนาคาร จากมูลนิธิสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (มสวท.) ในโครงการ “บุคคลคุณภาพแห่งปี 2016” (QUALITY PERSONS OF THE YEAR 2016) ซึ่งได้รับเกียรติจาก พลเอก พิจิตร กุลละวณิชย์ องคมนตรี มอบเพื่อประกาศเกียรติคุณและยกย่องบุคคลที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิต และอุทิศตนทำกิจกรรมเพื่อประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ โดยมีคณะผู้บริหาร คุณแม่พจมาลย์ ตันติเวชยานนท์, ปราณี สิริพงศาธร, ชิษณุชา – ภรภัทร ปิยะคณิน ร่วมแสดงความยินดี ณ หอประชุมศูนย์ประชุมสภาวิจัยจุฬาภรณ์ เมื่อวันก่อน






ทิสโก้ มอง นโยบาย ‘ทรัมป์’ กีดกันการค้า เพิ่มความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 พ.ย. 2559 17:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/778467

 

ทิสโก้ มอง “ทรัมป์” คว้าชัยชนะเลือกตั้ง ปธน.สหรัฐฯ กดดันตลาดหุ้นกลุ่มเกิดใหม่ ถูกกระทบจากนโยบายกีดกันทางการค้า ส่วนตลาดทองคำ ค่าเงินเยน พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ได้รับผลบวกช่วงสั้น แนะจับตานโยบายต่างๆ ในระยะยาว…

วันที่ 9 พ.ย.59 นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ กล่าวว่า ชัยชนะของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครพรรครีพับลิกัน น่าจะกดดันราคาสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะตลาดหุ้นในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ ซึ่งจะถูกกระทบจากนโยบายกีดกันทางการค้า เช่น การตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าโดยเฉพาะจากจีน และเสนอให้ทบทวนข้อตกลงทางการค้า ทั้ง ข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) และองค์การการค้าโลก (WTO)ใหม่อีกครั้ง นโยบายดังกล่าวนับเป็นความเสี่ยงที่สำคัญต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่การค้าโลกอยู่ในภาวะซบเซา

ด้าน ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ น่าจะอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับค่าเงินเยน และยูโร แต่จะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินบาทและเงินสกุลอื่นๆ ในตลาดเกิดใหม่ ส่วนทองคำ ค่าเงินเยน และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ น่าจะได้รับผลบวกจากกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย

ราคาน้ำมันน่าจะได้รับผลบวกจากท่าทีที่แข็งกร้าวขึ้นของสหรัฐฯ ต่อกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง โดยนายทรัมป์อาจพิจารณายกเลิกข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่าน ซึ่งจะส่งผลให้อิหร่านต้องลดการส่งออกน้ำมันลงและทำให้อุปทานน้ำมันในตลาดโลกกลับมาตึงตัวขึ้น ส่วนราคาถ่านหินจะได้รับผลบวกจากนโยบายสนับสนุนการใช้ถ่านหิน ซึ่งในทางกลับกันจะส่งผลลบต่อราคาก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นสินค้าทดแทน

เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในภาพรวมอาจได้ผลบวกจากมาตรการกระตุ้นทางการคลัง เช่น การลดภาษี ซึ่งนายทรัมป์เสนอให้ลดอัตราภาษีรายได้บุคคลธรรมดาขั้นสูงสุดลงเป็น 25% จาก 39.6% และลดภาษีนิติบุคคลลงเป็น 15% จาก 35% ซึ่งนโยบายดังกล่าวน่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระยะสั้น แต่ในระยะยาวการลดภาษีลงต่ำเกินไปก็อาจเป็นการเพิ่มหนี้ภาครัฐ และเป็นความเสี่ยงต่อฐานะการคลัง ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ น่าจะมีผลตอบแทนของหุ้น มากกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์ที่กลับมาอ่อนค่า ประกอบกับนโยบายลดภาษีจะช่วยสนับสนุนกำไรของบริษัทจดทะเบียน ในขณะที่ตลาดเกิดใหม่จะถูกกดันจากความเสี่ยงต่อการค้าโลกจากนโยบายของนายทรัมป์ และปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ในช่วงที่เหลือของปี เช่น การทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญของอิตาลี ในวันที 4 ธ.ค. และการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในวันที่ 14 ธ.ค. ซึ่งคาดว่าจะขึ้นดอกเบี้ย 0.25%

อย่างไรก็ดีการเคลื่อนไหวของตลาดดังกล่าวอาจเป็นแค่เพียงระยะสั้น แต่ในระยะยาวเรายังต้องจับตามองว่านโยบายต่างๆ ที่นายทรัมป์ เสนอไว้ในช่วงหาเสียงจะสามารถนำไปปฏิบัติจริงได้มากน้อยเพียงใด.

 

‘อนุสรณ์’ ชี้ ‘ทรัมป์’ พลิกโผคว้าชัย สะเทือน ‘หุ้น-ทอง-การเงิน-ค้าโลก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 พ.ย. 2559 16:31

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/778452

 

“อนุสรณ์” เผย “ทรัมป์” คว้าชัยชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐฯ กระทบตลาดเงินผันผวนค่อนข้างมาก มองในระยะสั้น ระบบการค้าโลกมีความเสี่ยง หลังทรัมป์มีทีท่าสนับสนุนลัทธิกีดกันทางการค้า…

วันที่ 9 พ.ย.59 ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและกรรมการตรวจสอบ ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ “ไทยรัฐออนไลน์” ถึงผลกระทบด้านตลาดการเงิน การลงทุนในไทย ภายหลังจากที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนจากพรรครีพับลิกัน เป็นฝ่ายคว้าชัยชนะในการเลือกตั้ง เป็นประธานาธิบดีคนที่ 45 ของประเทศสหรัฐอเมริกา ว่า ผลการเลือกตั้งที่ออกมานั้น น่าจะส่งผลทำให้ตลาดผันผวนค่อนข้างมาก ทั้งตลาดหุ้น ตลาดทองคำ ตลาดเงินตรา เนื่องจากตลาดทางการเงินส่วนใหญ่ ไม่ได้คาดการณ์ว่าทรัมป์จะชนะ จึงพลิกโผค่อนข้างมาก

ทั้งนี้มองว่า เมื่อทรัมป์ชนะ มีหลายอย่างที่เสี่ยงต่อระบบการค้าโลกในระยะสั้น ประกอบกับการมีทีท่าสนับสนุนลัทธิกีดกันทางการค้า แต่ในระยะยาว ต้องคอยติดตามต่อไปว่า นโยบายต่างๆ ที่ทรัมป์ประกาศออกไปนั้นจะเป็นไปในทิศทางใด

อย่างไรก็ตาม เมื่อทรัมป์มีเสียงข้างมากในสภา ความวิตกกังวลเรื่องความชะงักงันทางการเมืองจึงไม่น่าเกิดขึ้น การผ่านกฎหมาย การผ่านมาตรการต่างๆ จะทำได้ง่าย ส่วนการลดภาษีให้ภาคธุรกิจนั้น จะช่วยกระตุ้นการลงทุน การจ้างงานภายในประเทศสหรัฐอเมริกาเพิ่มมากขึ้น.

 

เอื้อฟื้นตัว ศก.-ผลกระทบทัวร์ศูนย์เหรียญ มติ กนง. คงดอกเบี้ย 1.5%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 พ.ย. 2559 15:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/778432

 

ตามคาด กนง. คงดอกเบี้ยนโยบาย 1.5% เอื้อฟื้นตัว ศก. หลังภาคท่องเที่ยวชะลอตัวจากจัดระเบียบทัวร์ศูนย์เหรียญ และความไม่แน่นอนเศรษฐกิจโลก เห็นควรคงนโยบายการเงินในระดับผ่อนปรนต่อเนื่อง…

เมื่อวันที่ 9 พ.ย. นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% ต่อปี โดยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ต่อเนื่องในอัตราที่ใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ก่อนหน้า แม้มีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากปัจจัยทั้งในและต่างประเทศ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น แต่อาจกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายช้ากว่าคาดจากปัจจัยด้านอุปทาน สำหรับภาวะการเงินโดยรวมยังอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายและเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

สำหรับเศรษฐกิจไทยในภาพรวมมีแนวโน้มฟื้นตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ในการประชุมครั้งก่อน โดยการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวดีกว่าคาด ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนโดยรวมยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ แม้ปรับดีขึ้นบ้างในบางอุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อการส่งออก ในขณะเดียวกัน ภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มชะลอลงจากมาตรการจัดระเบียบผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยว (ทัวร์ศูนย์เหรียญ) สำหรับการบริโภคภาคเอกชนยังคงขยายตัวได้ แม้กิจกรรมบางประเภทอาจชะลอลงบ้างชั่วคราว ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนให้แก่เศรษฐกิจได้ต่อเนื่อง

“ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในทิศทางของการฟื้นตัว แต่มีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่คาดว่าจะน้อยกว่าประมาณการเดิม และมีความไม่แน่นอน จากการพัฒนาการทางการเมืองในสหรัฐฯ และยุโรป ปัญหาภาคการเงินในยุโรป และจีน ยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามใกล้ชิด”

ส่วนอัตราเงินเฟ้อในเดือน ต.ค. ชะลอลงเล็กน้อยตามราคาอาหารสด ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังทรงตัวในระดับที่ใกล้เคียงกับที่ได้ประเมินไว้ โดยคณะกรรมการฯ ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ และมีความเสี่ยงที่จะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายช้ากว่าที่ประเมินไว้เดิม โดยขึ้นอยู่กับราคาอาหารสด และพัฒนาการของราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง แต่โดยรวมอัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังมีทิศทางทยอยปรับสูงขึ้น ขณะที่การคาดการณ์เงินเฟ้อในระยะปานกลางของสาธารณชนยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับอัตราเงินเฟ้อเป้าหมาย

ขณะที่ภาวะการเงินโดยรวมยังอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายและเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาเงินบาทโน้มแข็งค่าขึ้นบ้างเทียบกับสกุลคู่ค้าคู่แข่งสำคัญ ซึ่งอาจะไม่เป็นผลดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย โดยเห็นว่าเสถียรภาพการเงินโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ดี สามารถรองรับปัจจัยลบและความผันผวนในตลาดการเงินที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี แต่ต้องติดตามความเสี่ยงในบางจุด อาทิ คุณภาพสินเชื่อของธุรกิจบางกลุ่มที่ด้อยลง และพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น ในภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานาน

ทั้งนี้เห็นว่าการรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบาย ยังมีความสำคัญ เพราะในระยะข้างหน้าเศรษฐกิจไทยยังจะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะบาง และความไม่แน่นอนของทิศทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและนโยบายการเงินของประเทศอุตสาหกรรมหลักที่จะส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายและอัตราแลกเปลี่ยนผันผวนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในระยะข้างหน้า คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินควรอยู่ในระดับผ่อนปรนต่อเนื่อง และพร้อมที่จะใช้เครื่องมือเชิงนโยบายที่มีอยู่อย่างเหมาะสม เพื่อให้ภาวะการเงินโดยรวมเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพการเงินของประเทศ.