2 อดีตขุนคลัง ประเมินผลกระทบไทย-ความเปลี่ยนแปลง หลัง ‘ทรัมป์’ คว้าชัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 พ.ย. 2559 15:29

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/778396

 

“ทนง” เชื่อ ทรัมป์จะพยายามสร้าง ศก.สหรัฐฯ ให้ดีขึ้น เน้นผลักดันธุรกิจ แสดงจุดยืนด้านการต่อรองทางการค้าให้สมดุล ขณะที่ ข้อตกลง TPP คงมีแนวทางใหม่ เป็นทวิภาคีมากขึ้น ด้าน “สมหมาย” เผย สหรัฐฯ เป็นประเทศที่ใหญ่ เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงย่อมส่งผลไปทั่ว ไทยคงไม่กระทบโดยตรง แต่ห่วงความร่วมมือทางภูมิภาค …

วันที่ 9 พ.ย. 59 นายทนง พิทยะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยกับ “ไทยรัฐออนไลน์” ถึงกรณี นายโดนัลด์ ทรัมป์ มหาเศรษฐีจากรัฐนิวยอร์ก วัย 70 ปี ตัวแทนจากพรรครีพับลิกัน เป็นฝ่ายคว้าชัยชนะในการเลือกตั้ง ได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ และเป็นประธานาธิบดีคนที่ 45 ของประเทศสหรัฐอเมริกา ว่า ทรัมป์จะพยายามสร้างเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาให้ดีขึ้น เน้นการผลักดันธุรกิจ การต่อรองเจรจาทางการค้าให้สมดุล เหมือนที่ทรัมป์แสดงจุดยืนที่ชัดเจนมาโดยตลอด ในแง่ของนโยบายเรื่องข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) คงเปลี่ยนไป มีแนวทางใหม่ มีความเป็นทวิภาคีมากขึ้น

นายทนง กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของประเทศไทยเอง ไม่น่ามีปัญหาอะไร เนื่องจากไทยเป็นประเทศเปิดทางธุรกิจ การเจรจาทางธุรกิจไม่น่ามีผลกระทบ ประกอบกับภูมิภาคอาเซียนยังเป็นภูมิภาคเล็กๆ ซึ่ง ทรัมป์ ยังน่าจะให้ความสนใจมาก แต่สิ่งที่น่ากังวลคงเป็นในด้านความมั่นคง เพราะยังไม่แน่ใจว่าทรัมป์จะใช้นโยบายด้านความมั่นคงอย่างไร

ด้าน นายสมหมาย ภาษี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่เป็นประเทศที่ใหญ่ มีพลังทางด้านอาวุธ พลังทางด้านนำเข้าและส่งออกสินค้า มีพลังด้านคนที่มีความรู้ความสามารถ มีพลังด้านนวัตกรรม และมีพลังการเงิน เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงย่อมส่งผลไปทั่วอยู่แล้ว ไม่ใช่เฉพาะประเทศใดประเทศหนึ่ง

ส่วนประเทศไทยนั้น คงกระทบไม่มาก เพราะเราเป็นประเทศเล็กๆ แต่ยังมีสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ เรื่องความร่วมมือทางภูมิภาค และทรัมป์จะไม่สนใจสินค้าที่ผลิตจากจีน ซึ่งจะส่งผลทางอ้อมต่อประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม มองว่า ทรัมป์ ถึงจะดูรุนแรง แต่ทุกอย่างก็อยู่ในกรอบของระบบราชการของเขา และเชื่อว่าองค์กรอิสระในประเทศของเขาก็มีแนวทางปฏิบัติที่ดีอยู่แล้ว ก็จะถ่วงความรุนแรงของเขาได้ สิ่งที่คนไทยทำได้คือ การรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในแง่ต่างๆ ศึกษา ติดตามเหตุการณ์โดยใกล้ชิด ไม่ต้องตื่นตระหนกมาก.

 

ธปท. ชี้ ‘ทรัมป์’ คว้าชัย กระทบตลาดเงินผันผวน ห่วงเอกชนปรับตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 พ.ย. 2559 15:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/778372

 

แบงก์ชาติ ชี้ “ทรัมป์” คว้าชัยประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐฯ จะกระทบตลาดเงินผันผวนพอสมควร ห่วงภาคเอกชน ต้องปรับตัวเพื่อรองรับความผันผวน ทั้งเงินทุนเคลื่อนย้าย และอัตราแลกเปลี่ยน…

เมื่อวันที่ 9 พ.ย. เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ มหาเศรษฐีจากรัฐนิวยอร์ก วัย 70 ปี ตัวแทนจากพรรครีพับลิกัน เป็นฝ่ายคว้าชัยชนะในการเลือกตั้ง ได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่และเป็นประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐฯ โดยนายจาตุรงค์ จันทรังษ์ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คาดว่า จะกระทบตลาดเงินผันผวนพอสมควร แต่เร็วเกินไปที่จะมองผลกระทบหาก นายโดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นรับตำแหน่ง เนื่องจากความไม่แน่นอนของนโยบายยังมีสูง เพราะก่อนที่สหรัฐฯ จะประกาศนโยบายใหม่ออกมาคงต้องใช้เวลา จึงมองว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และการค้าของโลกยังมีความไม่แน่นอน

สำหรับในเรื่องความผันผวนที่เกิดขึ้น ไม่ต้องห่วงว่า ธปท.จะดำเนินการอย่างไร แต่มีความเป็นห่วงภาคเอกชนที่ต้องปรับตัวเพื่อรองรับความผันผวน ทั้งเงินทุนเคลื่อนย้าย และอัตราแลกเปลี่ยน

นอกจากนี้ กนง.ยังไม่ได้มีการพิจารณาถึงการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีการคาดการณ์เรื่องดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนเป็นอย่างไร แต่วันนี้ตลาดมีปฏิกิริยาต่อการเลือกตั้งอย่างหนัก เพราะยังไม่ได้คาดการณ์เรื่องนี้ไว้.

 

บอร์ดเห็นชอบ ขึ้นค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือเพิ่มอีก 12 สาขาอาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 พ.ย. 2559 14:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/778306

 

ปลัดแรงงาน เผย คกก.ค่าจ้าง เห็นชอบอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือเพิ่มอีก 3 กลุ่มอุตสาหกรรม 12 สาขา ตั้งแต่ 380–550 บาท เตรียมออกประกาศ ชง ครม. พิจารณาเห็นชอบภายใน 2 สัปดาห์ มีผลบังคับใช้ภายใน 90 วัน …

วันที่ 9 พ.ย.59 หม่อมหลวงปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการค่าจ้าง แถลงข่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการค่าจ้าง ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 5 อาคารกระทรวงแรงงานว่า ที่ประชุมคณะกรรมการค่าจ้างชุดที่ 19 ได้เห็นชอบอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ 3 กลุ่มอุตสาหกรรม 12 สาขาอาชีพ ซึ่งอยู่ใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรม ประกอบด้วย

กลุ่มแรก กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น 1) ช่างเชื่อมระบบท่อในอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น ระดับ 1 ค่าจ้าง 400 บาท ระดับ 2 ค่าจ้าง 485 บาท 2) ช่างเทคนิคเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่ ระดับ 1 ค่าจ้าง 385 บาท ระดับ 2 ค่าจ้าง 470 บาท 3) ช่างเทคนิคห้องเย็นขนาดเล็ก ระดับ 1 ค่าจ้าง 385 บาท ระดับ 2 ค่าจ้าง 470 บาท 4) พนักงานประกอบเครื่องปรับอากาศ ระดับ 1 ค่าจ้าง 370 บาท ระดับ 2 ค่าจ้าง 455 บาท

กลุ่มที่สองอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ 1) ช่างเทคนิคเครื่องกัดอัตโนมัติ ระดับ 1 ค่าจ้าง 450 บาท ระดับ 2 ค่าจ้าง 540 บาท 2) ช่างเทคนิคเครื่องอีดีเอ็ม ระดับ 1 ค่าจ้าง 430 บาท ระดับ 2 ค่าจ้าง 515 บาท 3) ช่างเทคนิคเครื่องไวร์คัทอีดีเอ็ม ระดับ 1 ค่าจ้าง 430 บาท ระดับ 2 ค่าจ้าง 515 บาท 4) ช่างขัดเงาแม่พิมพ์ ระดับ 1 ค่าจ้าง 380 บาท ระดับ 2 ค่าจ้าง 455 บาท

กลุ่มที่สามอุตสาหกรรมจักรกลและโลหการ 1) ช่างเทคนิคเขียนแบบเครื่องกล ระดับ 1 ค่าจ้าง 460 บาท ระดับ 2 ค่าจ้าง 550 บาท 2) ช่างเชื่อมทิกสำหรับอุตสาหกรรมจักรกลและโลหการ ระดับ 1 ค่าจ้าง 500 บาท ระดับ 2 ค่าจ้าง 600 บาท 3) ช่างเทคนิคระบบส่งกำลัง ระดับ 1 ค่าจ้าง 450 บาท ระดับ 2 ค่าจ้าง 540 บาท 4) ช่างเทคนิคระบบไฮโดรลิก ระดับ 1 ค่าจ้าง 460 บาท ระดับ 2 ค่าจ้าง 550 บาท

ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวต่อว่า คณะกรรมการค่าจ้างเห็นชอบให้ขึ้นอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือเพิ่มอีก 12 สาขาอาชีพ ตั้งแต่ 380-550 บาท ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ จะออกประกาศอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ และตรวจสอบความถูกต้อง ก่อนเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบภายใน 2 สัปดาห์ ซึ่งอัตราค่าจ้างดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ภายใน 90 วัน หลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ยังเห็นชอบให้มีการกำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือเพิ่มเติมในปี 2560 อีก 4 กลุ่มอุตสาหกรรม คือ เหล็ก พลาสติก เฟอร์นิเจอร์ และรองเท้า รวม 16 สาขาอาชีพ โดยให้ตั้งคณะอนุกรรมการกำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือในแต่ละกลุ่มดังกล่าว เพื่อจะได้พิจารณาปรับค่าจ้างในอัตราที่เหมาะสมในลำดับต่อไป

 

พณ. ส่งทีมตรวจสอบเครื่องชั่งข้าวเปลือกเขตภาคเหนือ จับปรับแล้ว 2 ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 พ.ย. 2559 12:17

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/778127

 

กรมการค้าภายใน ร่วมมือกับกองทัพภาคที่ 3 จัดชุดสายตรวจพิเศษ 5 สาย ออกตรวจสอบเครื่องชั่งน้ำหนักรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาในเขตภาคเหนือ ช่วงวันที่ 7-11 พ.ย. 59 เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ป้องกันเกษตรกรถูกโกงน้ำหนัก เผย วันแรกตรวจที่พิษณุโลก จับปรับแล้ว 2 ราย …

วันที่ 9 พ.ย.59 นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นประธานในพิธีปล่อยขบวน รถสายตรวจพิเศษ เพื่อออกปฏิบัติการตรวจสอบเครื่องชั่งน้ำหนักรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ที่ลานสโมสรบันเทิงทัพ กองทัพภาคที่ 3 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิษณุโลก โดยมี นายธัชชัย สีสุวรรณ รอง ผวจ.พิษณุโลก กล่าวต้อนรับ พ.อ.สามารถ มโนรสมงคล รองเสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมในพิธี


นางนันทวัลย์ เปิดเผยว่า ในรอบปีที่ผ่านมา กรมการค้าภายในได้รับการร้องเรียนจากชาวนาว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการชั่งน้ำหนักข้าวเปลือก จากท่าข้าวและโรงสี จึงขอความร่วมมือกองทัพภาคที่ 3 ในการปฏิบัติการครั้งนี้ สำหรับวันนี้ได้จัดกำลังแบ่งออกเป็น 5 สาย โดยความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่สำนักงานสาขาชั่งตวงวัดเขตภาคเหนือตอนล่างทั้ง 8 สาขา และเจ้าหน้าที่ทหารจากกองทัพภาคที่ 3 ออกปฏิบัติงานในพื้นที่ จ.พิษณุโลก นครสวรรค์ อุทัยธานี พิจิตร และกำแพงเพชร ระหว่าง 7-11 พ.ย.2559 โดยใช้รถชั่งน้ำหนักของสำนักชั่งตวงวัด ที่มีตุ้มถ่วงน้ำหนักมาตรฐานตุ้มละ 500 กก. หรือคันละ 10 ตัน ออกตรวจเครื่องชั่งน้ำหนักตามท่าข้าวและโรงสีโดยไม่บอกล่วงหน้า


อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวต่อว่า จากวันแรกที่ออกปฏิบัติการในพื้นที่ จ.พิษณุโลก เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 8 พ.ย. ที่ผ่านมา พบผู้กระทำผิดเครื่องชั่งน้ำหนักตาม พ.ร.บ.มาตราชั่งตวงวัด พ.ศ. 2542 จำนวน 2 ราย รายแรก ปรับ 40,000 บาท ส่วนรายที่สองปรับ 80,000 บาท และในรอบปีงบประมาณ 2559 ที่ผ่านมา กรมการค้าภายในได้ร่วมมือกับกองทัพภาคที่ 2 ออกตรวจเครื่องชั่งน้ำหนักท่าข้าว และโรงสี มาแล้ว และปีที่ผ่านมาได้ดำเนินการจับเปรียบเทียบปรับไปเกือบ 100 ราย ขณะที่ปีงบประมาณถัดไปจะดำเนินการในเขตพื้นที่ภาคกลางและภาคใต้ต่อไป

 

ราคาทองพุ่ง เปิดตลาดขึ้น 250 รูปพรรณขายบาทละ 22,050

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 พ.ย. 2559 10:09

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/778032

 

ทองเปิดตลาดวันที่ 9 พ.ย. เปิดตลาดขึ้น 250 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,450 ขายออกบาทละ 21,550 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,057.24 ขายออกบาทละ 22,050 บาท …

เมื่อวันที่ 9 พ.ย. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.46 น. ปรับเพิ่มขึ้น 250 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,450.00 บาท ขายออกบาทละ 21,550.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,057.24 บาท ขายออกบาทละ 22,050.00 บาท

 

ปตท. สำนักงานใหญ่ เปิดจำหน่ายข้าวจากโครงการรวมพลังซื้อข้าวจากชาวนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 9 พ.ย. 2559 10:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/777446

 

พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เยี่ยมชมการเปิดจำหน่ายข้าว ที่อาคาร ปตท. สำนักงานใหญ่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ โครงการรวมพลังซื้อข้าวจากชาวนา โดยมี คุณเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และคณะผู้บริหารให้การต้อนรับ โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อเพิ่มช่องทางการบรรเทาความเดือดร้อนของชาวนา ซึ่ง ปตท. ได้ประสานงานกับเครือข่ายเกษตรกรจากภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือกลุ่มต่างๆ หมุนเวียนนำข้าวสารคุณภาพมาจำหน่ายรอบแรกในวันที่ 7-11 พฤศจิกายน 2559 ที่อาคาร ปตท. สำนักงานใหญ่ และอาคารเอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ ถ.วิภาวดีรังสิต รวมทั้งสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ในกรุงเทพมหานคร ผู้สนใจสามารถตรวจสอบข้อมูลและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ PTT Contact Center 1365 และ www.pttplc.com

 

“รัฐศาสตร์การเมืองเรื่องข้าว”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 พ.ย. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/777746

 

ดร.โกร่ง แนะรัฐ “นโยบายรายได้” แก้ปัญหาจุกอก

นายวีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ให้ความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ราคาข้าวในปัจจุบันนี้ในหัวข้อ “รัฐศาสตร์การเมืองเรื่องข้าว” ว่า “ข้าว” เป็นพืชการเมืองไม่ใช่พืชเศรษฐกิจมาแต่ไหนแต่ไร สมัยรัชกาลที่ 4 ข้าวเป็นสาเหตุหนึ่งให้อังกฤษนำเรือปืนมาบังคับให้ไทยยกเลิกการผูกขาดการส่งออกและการนำเข้าของพระคลังสินค้า ทำให้ข้าวไทยราคาแพงและขึ้นลงตามราคาตลาดโลกจากนั้นเป็นต้นมา…

…จากนั้นราคาข้าวตกต่ำลงอย่างหนัก หลังวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่ 2 รัฐบาลทุกรัฐบาลเดือดร้อน อาจารย์ ม.ร.ว.ศึกฤทธิ์ เขียนลงในคอลัมน์ “ซอยสวนพลู” ว่า “ทุกข์ของชาวนาคือทุกข์ของแผ่นดิน” รัฐบาลจะอยู่เฉยๆไม่ได้ แต่รัฐบาลไม่มีเงินเลย ฐานะการคลังอ่อนแออย่างหนัก บางเดือนรัฐบาลขาดเงินสดจ่ายเงินเดือน ขณะที่ราคาข้าวเปลือกตกต่ำลงอย่างหนัก ข้าวความชื้น 15% ข้าวเปียกน้ำราคาเหลือเกวียนละ 1,800 บาท รัฐบาลขณะนั้นเสนอมาตรการออกกฎกระทรวงตามความใน พ.ร.บ.ข้าว พ.ศ.2489 ห้ามไม่ให้โรงสีรับซื้อข้าวชาวนาต่ำกว่าเกวียนละ 5,000 บาทซึ่งเป็นราคาประกัน จะมีโทษทางอาญา เมื่อชาวนาเอาข้าวไปขายจะเอาราคาเกวียนละ 5,000 บาท เพราะฟังวิทยุมา เถ้าแก่โรงสีบอกชาวนาว่า “ลื้อ เอาไปขายให้กับวิทยุก็แล้วกัน อั๊วซื้อได้เกวียนละ 2,500 บาทตามราคาตลาดเท่านั้น”

อย่าเหมาโรงสีเป็นผู้ร้ายคนเดียว

รัฐบาลนี้ก็จะทำอย่างเดียวกันโดยให้โรงสีและนักการเมืองเป็นผู้ร้าย เอาทหารไปตรวจว่ามีโรงสีร่วมมือกับนักการเมืองกดราคาข้าวเปลือกหรือไม่ ทุกครั้งที่ข้าวเปลือกราคาตกต่ำ โรงสีจะถูกจับเป็น “แพะรับบาป” ส่วนพ่อค้าคนกลาง ซึ่งส่วนใหญ่คือเจ้าของรถสิบล้อ เจ้าของรถสิบล้อ เกือบทั้งหมดก็คือ ตำรวจทางหลวง รัฐบาลและสื่อคงจะเกรงใจตำรวจ โรงสีจึงกลายเป็นผู้รับบาป ทั้งๆที่โรงสีเป็นกลไกสำคัญอันหนึ่งของตลาดข้าวรองลงมาจากผู้ส่งออกที่จะต้องไปแข่งขันกับนายหน้าค้าข้าวของประเทศอื่นๆ ที่เขามีทางเลือกว่าจะเอาข้าวไทย ข้าวอินเดียหรือข้าวเวียดนาม

สำหรับข้าวนาปรังคุณภาพต่ำ เมื่อข้าวเปลือกราคาตก ซึ่งเป็นทุกปีตอนต้นฤดูเก็บเกี่ยว ช่วงต้นเดือน พ.ย.ไปถึงต้นเดือน ธ.ค.ก็จะมีเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลแทรกแซงตลาดข้าวด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการประกันราคาหรือรับจำนำราคาข้าวเปลือก เมื่อรัฐบาลหอบเงินออกไปซื้อข้าวเปลือกแล้วมาฝากไว้ในยุ้งฉางของโรงสี โรงสีก็จะได้ค่าเช่าโกดัง ค่าขนส่ง ค่าข้าวเสื่อมคุณภาพ โรงสีจะลดการซื้อข้าวเปลือกเข้ายุ้งฉางเพื่อหมุนเวียนในธุรกิจโรงสี แต่ใช้ข้าวของรัฐบาลหมุนเวียนแทนข้าวของตนเอง ด้วยเหตุนี้สต๊อกข้าวทั้งระบบจึงเท่าเดิม ยกเว้นในช่วงที่รัฐบาลใช้นโยบายจำนำข้าวทำให้ไม่สามารถส่งออกได้ เพราะข้าวแพงกว่าข้าวในท้องตลาด ข้าวของรัฐบาลจึงเหลืออยู่มากกว่า 10 ล้านตัน

“ขณะนี้บรรยากาศกำลังเร่าร้อนเพราะข่าวเรื่องราคาข้าวเปลือกตกหนัก รัฐบาลเผลอไปกล่าวว่าโรงสีและพ่อค้าคนกลางเป็นคนกดราคาข้าวเปลือกซึ่งไม่เป็นความจริง อย่างที่กล่าวคือ ราคาข้าวเปลือกข้าวสารซึ่งสัมพันธ์กันและถูกกำหนดโดยราคาตลาดโลกซึ่งก็ตกต่ำ ไม่มีใครกดหรือดึงราคาได้ ไม่ว่าจะเป็นโรงสี ผู้ส่งออกหรือรัฐบาล”

ทุ่ม 2.6 หมื่นล้านผสาน “นโยบายรายได้”

นโยบายของรัฐบาลจึงควรอยู่บนความจริงว่า ไม่มีใครทำราคาอย่างไรได้ ไม่ว่าโรงสี คนกลางหรือผู้ส่งออกในด้านผู้ซื้อ ในด้านผู้ขายคือชาวนา สหกรณ์ รวมทั้งรัฐบาล กล่าวคือการใช้นโยบายราคา หรือ price policy นั้นใช้ไม่ได้ผล วิธีเดียวที่จะดึงราคาข้าวเปลือกได้ก็คือ “ชดเชยการส่งออก” หรือนโยบาย “export subsidy” เพราะไม่ได้ผูกพันการค้าเสรีสำหรับสินค้าเกษตรกับองค์การค้าโลก แต่นโยบายการอุดหนุนหรือชดเชยการส่งออก

สำหรับประเทศไทยคงทำไม่ได้เพราะการเมืองรับไม่ได้ เพราะผู้รับเงินชดเชยหรืออุดหนุนการส่งออกคือผู้ส่งออก อธิบายให้คนเข้าใจได้ยากกว่า การชดเชยราคาส่งออกก็เหมือนกับการยกราคาส่งออกขึ้นให้สูงกว่าราคาตลาดโลก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการทำให้ราคาข้าวเปลือกในประเทศตกต่ำ ถ้าขืนทำรัฐบาลก็คงอยู่ไม่ได้ เพราะดูเหมือนแทนที่จะใช้เงินช่วยชาวนาแต่กลับไปช่วยผู้ส่งออก การเมืองคงรับไม่ได้

เมื่อ “นโยบายราคา” ใช้ไม่ได้ตามหลักวิธีเศรษฐศาสตร์ ก็คงเหลือ “นโยบายรายได้” ตามหลักวิธีรัฐศาสตร์ คือ ทำมาตรการหลายๆอย่างพร้อมๆกัน เช่น การให้สินเชื่อราคาถูกให้ชาวนากักตุนข้าวเปลือกเอง ให้ชาวนาสีข้าวไว้บริโภคเอง รับจำนำยุ้งฉาง ทั้งๆที่ชาวนาปกติไม่มียุ้งฉาง แต่ต่อไปนี้จะได้เห็นชาวนามียุ้งฉางสามารถจำนำได้โดยเจ้าหน้าที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ออกใบประทวนรับจำนำให้ เอากุญแจมาคล้องและมาเฝ้ายุ้งฉาง เพราะการจำนำยุ้งฉาง ผู้รับจำนำต้องรับมอบสิทธิครอบครอง ถ้าข้าวหายผู้รับจำนำต้องรับผิดชอบ

คำนวณแล้วดูจะยุ่งๆ แต่ก็ยังดีกว่านโยบายรับจำนำทุกเมล็ด เพราะไม่สิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินที่จะต้องตั้งงบประมาณใช้หนี้ ธ.ก.ส. เป็นแสนล้านอย่างที่เคยทำมา ธ.ก.ส.จะเป็นหน่วยงานที่ได้ประโยชน์มากที่สุด ส่วนชาวนานั้นก็คงจะขายข้าวเปลือกเมื่อสีได้ให้กับพ่อค้าคนกลางเจ้าของรถ 10 ล้อ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของตำรวจ นำไปขายต่อให้กับโรงสี โรงสีก็สต๊อกข้าวตามปกติเพื่อส่งให้พ่อค้าปลีกข้าวสารและผู้ส่งออกแล้วก็ไปรับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลไร่ละ 1,000 บาท ไร่หนึ่งผลิตได้ 800 กก.บวกค่าเกี่ยว ค่าขนส่ง ค่าเก็บรักษา โดยไม่ต้องเก็บรักษารวมประมาณ 12,000-13,000 บาท โดยรัฐบาลจัดงบประมาณที่ใช้จ่ายเพื่อการนี้ 26,000 ล้านบาท ก็น่าจะเป็นที่พอใจกับทุกฝ่าย

แนะใช้รัฐศาสตร์แทนเศรษฐศาสตร์

รัฐศาสตร์การเมือง คือการทำอย่างไรที่จะทำให้ทุกฝ่ายพอใจภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่ คืองบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีของประชาชน ไม่มีใครได้ทั้งหมดหรือเสียทั้งหมดและไม่เป็นปัญหาการเมืองในระยะยาว

ส่วนเศรษฐศาสตร์การเมือง คือทำอย่างไรที่จะทำให้ประชาชนเป้าหมายได้ทั้งหมด แต่ทำไปทำมามักจะหลงไปเป็นธุรกิจการเมืองที่การเงินการคลังของประเทศรับไม่ได้ แต่จะกลายเป็นปัญหาการเมืองในระยะยาว เพราะเศรษฐศาสตร์การเมืองมักจะกลายเป็นธุรกิจการเมืองได้โดยง่าย จากระบบควบคุมที่ดีไม่พอ เกิดความสงสัยมากมายจนเกิดความไม่พอใจกับกลุ่มประชาชนผู้เสียภาษี เพราะทนไม่ได้กับข่าวความเสียหายที่เห็นอยู่ตำตา

นโยบายข้าวของรัฐบาลทหารจึงเป็นนโยบายที่ใช้หลักรัฐศาสตร์การเมือง คือทำอย่างไรก็ได้ให้ทุกฝ่ายพอใจ ภายใต้ข้อจำกัดของทรัพยากรทางการเงิน นโยบายบางอย่างปฏิบัติไม่ได้แต่ทุกฝ่ายพอใจ รัฐบาลก็ไม่เสียงบประมาณหรือเสียบ้างก็ไม่มาก การคลังของประเทศพอรับได้

เนื่องจาก “ข้าว” เป็นพืชการเมืองแท้ๆ เพราะเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมากและมีปริมาณการผลิตมาก จะใช้หลัก “เศรษฐศาสตร์” อย่างเดียวไม่ได้ ต้องหนักไปทางใช้หลัก “รัฐศาสตร์” จึงจะเอาตัวรอดไปได้ เมื่อกลไกการตลาดทำงาน การผลิตก็คงลดลง จนเกิดความสมดุลระหว่างความต้องการและการผลิตในระยะยาว โดยที่รัฐบาลไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวกับราคา แต่ไปช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของ “ชาวนา” ก็พอ.

 

ครม.อัดฉีดเอกชนจ้างงานคนชรา จัดหนักมาตรการสังคมผู้สูงอายุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 พ.ย. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/777732

 

ลุยสร้างบ้านให้เช่าราคาถูก

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน เห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอมาตรการรองรับสังคมผู้สูงอายุ ด้วยการเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ พ.ศ…และร่าง พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ พ.ศ… และร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่…) พ.ศ…เพื่อรองรับที่ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ในปี 2568 ที่จะมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปไม่ต่ำกว่า 20% ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งปัจจุบันภาครัฐใช้งบประมาณมากขึ้นทุกปีในการจัดสรรสวัสดิการกรณีชราภาพให้กับประชาชน โดยปีงบประมาณ 2559 ต้องจัดสรรงบประมาณสำหรับบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และเงินสมทบเข้ากองทุนการออมเพื่อเกษียณ 287,000 ล้านบาท และคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นอีก 8 ปีถึง 698,000 ล้านบาท

สำหรับสาระสำคัญที่เห็นชอบ ประกอบด้วย 1.มาตรการส่งเสริมให้นายจ้างมีการจ้างงานผู้สูงอายุ โดยให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หักรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายประเภทเงินเดือนและค่าจ้าง สำหรับการจ้างงาน ค่าจ้างไม่เกิน 15,000 บาทต่อคนต่อเดือน โดยนายจ้างใช้สิทธิ์ได้ ไม่เกิน 10% ของจำนวนลูกจ้างทั้งหมด ซึ่งจะช่วยลดภาระให้กับบริษัทที่จ้างงานผู้สูงอายุได้สูงสุด 3,000 บาทต่อคนต่อเดือน 2.สร้างที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Senior Complex) โดยให้กรมธนารักษ์จัดหาที่ราชพัสดุ เพื่อสร้างที่พักอาศัยในจังหวัดชลบุรี 50 ไร่ นครนายก 14 ไร่ เชียงราย 64 ไร่ และเชียงใหม่ 7 ไร่ โดย 3 จังหวัดแรกคิดค่าเช่า 1 บาทต่อตารางวาต่อเดือน และค่าธรรมเนียมการจัดให้เช่า 2 เท่าของค่าเช่า 1 ปี ส่วน จ.เชียงใหม่ คิดค่าตอบแทนตามระเบียบของกระทรวงการคลัง เนื่องจากเป็นพื้นที่ ที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์สูง ส่วนระยะเวลาให้เช่าจะได้รับสิทธิ์ 30 ปี และอาจต่ออายุสัญญาเช่าอีก 30 ปี และให้ธนาคารออมสิน ธอส.สนับสนุนสินเชื่อผ่อนปรนให้ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องการพัฒนาโครงการในวงเงินไม่เกิน 4,000 ล้านบาท

3.สินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Reverse Mortage) เป็นการให้เงินกู้แก่ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปที่มีที่อยู่อาศัยที่ปลอดภาระหนี้เป็นตนเอง โดยวัตถุประสงค์ของสินเชื่อประเภทนี้ต้องการให้ผู้สูงอายุนำสินทรัพย์ที่มีกรรมสิทธิ์มาเปลี่ยนเป็นรายได้ในการดำรงชีพ ซึ่งมูลค่าเงินที่กู้ได้จะขึ้นอยู่กับอายุของผู้กู้ มูลค่าบ้าน และอัตราดอกเบี้ย ซึ่งสามารถเลือกวิธีรับเงินเป็นก้อนเดียวหรือทยอยรับเป็นงวด จนกว่าจะเสียชีวิตหรือจนกว่าจะหมดอายุสัญญาเงินกู้ โดยผู้กู้ไม่ต้องชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ยคืน และหลังจากผู้กู้เสียชีวิต ที่อยู่อาศัยค่อยตกเป็นของธนาคาร โดยให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจเป็นผู้นำร่องผลิตภัณฑ์

4.การบูรณาการระบบบำเหน็จบำนาญ โดยจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายบำเหน็จบำนาญแห่งชาติมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานทำหน้าที่กำหนดนโยบายและทิศทางของระบบบำเหน็จบำนาญในระดับประเทศเพื่อเชื่อมประสานนโยบายกองทุนการออมเพื่อการชราภาพทุกกองทุน และการจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) เป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับสำหรับแรงงานในระบบที่มีอายุ 15 ถึง 60 ปีครอบคลุมลูกจ้างเอกชน ลูกจ้างชั่วคราวส่วนราชการ พนักงานราชการ และพนักงาน รัฐวิสาหกิจ ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพทั้งสิ้น 11.37 ล้านคน เพื่อให้แรงงานในระบบมีรายได้หลังเกษียณเพียงพอหรือไม่น้อยกว่า 50% ของรายได้ก่อนเกษียณอายุ จากปัจจุบันอยู่ที่ 19% เท่านั้น

นายกอบศักดิ์กล่าวว่า สำหรับการเข้าระบบ กบช.จะกำหนดให้กิจการขนาดใหญ่ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป กิจการที่ได้รับสัมปทานของรัฐ กิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน กิจการที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หน่วยงานของรัฐที่ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการและกิจการที่ประสงค์เข้าเป็นสมาชิก กบช. เข้าระบบในปีที่ 1 และกิจการที่มีลูกจ้าง 10 คนขึ้นไป เข้าระบบในปีที่ 4 ทั้งนี้ การจัดตั้ง กบช.จะช่วยเพิ่มระดับเงินออมของประเทศให้สูงขึ้นเฉลี่ยปีละ 68,000 ล้านบาท จะช่วยส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุนในระยะยาวด้วย.

 

คมนาคมชง 30 โครงการ 6 แสนล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 พ.ย. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/777716

 

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า คมนาคมเตรียมเสนอแผนปฏิบัติการด้านคมนาคมขนส่ง พ.ศ.2560 ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งของไทย 20 ปี ซึ่งเป็นระยะที่ 2 ให้ ครม.พิจารณาในสัปดาห์หน้า เบื้องต้นได้จัดทำร่างแผนปฏิบัติการไว้ 30 โครงการ มูลค่า 600,000 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการที่พร้อมขออนุมัติจาก ครม.ทั้งที่ผ่านรายงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และไม่ผ่านอีไอเอ 14 โครงการ คือ รถไฟทางคู่ ช่วงปากน้ำโพ-เด่นชัย ช่วงชุมทางจิระ-อุบลราชธานี ช่วงขอนแก่น-หนองคาย ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ช่วงสุราษฎร์ธานี-หาดใหญ่-สงขลา สายเด่นชัย-เชียงของ ช่วงบ้านไผ่-นครพนม ช่วงหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ นอกจากนี้ยังมีรถไฟสายสีแดงเข้ม ช่วงรังสิต-ธรรมศาสตร์ สายสีแดงอ่อน ช่วงตลิ่งชัน-ศิริราช และตลิ่งชัน-ศาลายา รวมถึงมอเตอร์เวย์ สายนครปฐม-ชะอำ สายหาดใหญ่-ชายแดนไทย/มาเลเซีย (ด่านสะเดา) โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน ที่ท่าอากาศยานอู่ตะเภา และการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ขั้นที่ 3

ทั้งนี้ เป็นโครงการที่อยู่ในขั้นการประกวดราคาได้ 4 โครงการ คือ รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ส่วนต่อขยาย ช่วงพญาไท-ดอนเมือง-บางซื่อ-พญาไท รถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม ช่วงสมุทรปราการ-บางปู ช่วงคูคต-ลำลูกกา และทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือ ตอน N2 และตอนอีสต์-เวสต์ คอริดอร์ ส่วนโครงการที่จะเริ่มก่อสร้างได้มี 8 โครงการ คือ รถไฟทางคู่ ช่วงหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงบางแค-พุทธมณฑล สาย 4 สายสีส้ม ช่วงตลิ่งชัน-ศูนย์วัฒนธรรมฯ ศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งเชียง-ของ จ.เชียงราย ทางพิเศษ สายพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอก กทม. ทางพิเศษ สายกะทู้-ป่าตอง แผนงานจ้างปรับปรุงระบบลำเลียงกระเป๋าสัมภาระ อาคารผู้โดยสารหลัก ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และพัฒนาท่าอากาศยานภูมิภาค.

 

หุ้นสหรัฐฯ บวกเพิ่มรับวันเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 พ.ย. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/777847

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในวันอังคาร จากความคาดหวังของนักลงทุนที่เชื่อว่า นางฮิลลารี คลินตัน ตัวแทนพรรคเดโมแครต จะเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่สูสีในครั้งนี้…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 8 พ.ย. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 73.14 จุด หรือ 0.40% ปิดที่ 18332.74 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 8.04 จุด หรือ 0.38% ปิดที่ 2139.56 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 27.32 จุด หรือ 0.53% ปิดที่ 5193.49 จุด

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ลดลงในช่วงเปิดตลาด ก่อนจะปรับขึ้นมาในช่วงสาย โดยนักวิเคราะห์ระบุว่า นักลงทุนเชื่อว่านางคลินตันจะชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนสูสีแต่ชัดเจน เหนือคู่แข่งจากพรรครีพับลิกันอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ และตลาดพอใจหากนางคลินตันชนะ แต่รีพับลิกันยังครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเหมือนเดิม.