เงินไหลเข้าระบบแบงก์ 2 แสนล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 พ.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/777701

 

นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มเงินฝากธนาคารพาณิชย์ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้มีโอกาสเพิ่มขึ้นกว่า 200,000 ล้านบาท ทำให้เงินฝากทั้งปีขยายตัว 2% จากปีก่อน โดยมีปัจจัยหนุนจากกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการและภาคธุรกิจต้องการพักเงินฝากกับธนาคาร เพื่อรอจังหวะลงทุนใหม่ปีหน้า เมื่อเศรษฐกิจในประเทศเข้าสู่ภาวะปกติ รวมถึงเพื่อเตรียมสภาพคล่องไว้ใช้จ่ายในช่วงปลายปี ประกอบกับนักลงทุนรายย่อยบางส่วน อาจตัดสินใจโยกเงินจากการลงทุนในตลาดหุ้นมาฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์

“แม้เงินฝากธนาคารพาณิชย์ช่วง 9 เดือน จะหดตัวลง 0.1% หรือลดลง 11,000 ล้านบาท จากสิ้นปีก่อน มาอยู่ที่ระดับราว 11.24 ล้านล้านบาท แต่คาดว่าสิ้นปีนี้เงินฝากจะกลับมาเพิ่มขึ้น เพราะลูกค้ามักพักเงินในเงินฝากออมทรัพย์ เพื่อรักษาสภาพคล่องรองรับการใช้จ่ายในอนาคต ประกอบกับปริมาณเงินฝากประจำที่ครบกำหนดไตรมาส 4 ปีนี้ จะมีแค่ 1.4 ล้านล้านบาท น้อยกว่าช่วงเดียวกันของปี 58 ที่มีสูงถึง 1.9 ล้านล้านบาท”

ทั้งนี้ เงินฝากที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่ในปลายปี จะเป็นเงินฝากออมทรัพย์และกระแสรายวันมากกว่าบัญชีเงินฝากประจำ ทำให้สัดส่วนเงินฝากออมทรัพย์ต่อเงินฝากรวมในสิ้นปีจะสูงเกิน 60% จากปีก่อนที่อยู่ 57.3% สะท้อนว่าลูกค้าอาจต้องการแค่พักเงินฝากในธนาคารช่วงสั้นๆ แต่ลูกค้าที่ต้องการผลตอบแทนส่วนใหญ่เลือกออมในผลิตภัณฑ์ใกล้เคียงกัน เช่น กองทุนรวม และประกันชีวิตที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า

ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานว่า ทิศทางการแข่งขันระดมเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ช่วงท้ายปียังไม่สูงนัก เนื่องจากการปล่อยสินเชื่อยังขยายตัวในระดับต่ำ แต่อาจเห็นธนาคารขนาดเล็กกลับมาแข่งขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากระยะกลางบ้าง ส่วนสถานการณ์เงินฝาก 9 เดือนที่ลดลง ส่วนใหญ่เป็นการลดลงของเงินฝากประจำในกลุ่มลูกค้าผู้ฝากเงินรายย่อย ภาคธุรกิจ และกองทุนต่างๆ ขณะที่เงินฝากกระแสรายวันและออมทรัพย์ยังโตได้ ขณะที่สถานการณ์ดอกเบี้ยเงินฝากพิเศษปี 59 มีทิศทางลดลงเทียบกับต้นปี 58 สอดคล้องกับดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารที่ปรับลดลง.

 

โชว์เข้ม! จับขายสลากเกินราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 พ.ย. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/777691

 

พลโทอภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะประธานกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (บอร์ด) เปิดเผยว่า จากปัญหาการจำหน่ายสลากเกินราคาที่รุนแรงมากขึ้นในเดือน ต.ค.และ พ.ย.นี้ ทำให้สำนักงานสลากฯต้องใช้มาตรการเข้มงวด โดยตนในฐานะแม่ทัพภาพที่ 1 ดูแลพื้นที่กรุงเทพฯ และอีก 26 จังหวัดในภาคกลาง และยังนั่งตำแหน่งประธานสำนักงานสลากฯ ใส่หมวกถึง 2 ใบ จึงได้ประสานกับตำรวจจับกุมพ่อค้าที่ขายสลากเกินราคา โดยวันที่ 30-31 ต.ค.ที่ผ่านมาสามารถจับกุมผู้ค้าสลากเกินราคาได้ถึง 880 ราย ส่วนทหารที่อยู่ในชุดเฉพาะกิจของสำนักงานสลากฯจับกุมได้อีก 600 ราย รวมแล้วจับกุมผู้กระทำความผิดได้มากถึง 1,480 ราย

พลโทอภิรัชต์กล่าวว่า จากนี้ไปสำนักงานสลากฯจะใช้มาตรการที่เด็ดขาดและรุนแรงมากขึ้น โดยจำนวนผู้ค้าที่จับกุมได้ทั้งหมด ทางตำรวจได้เปรียบเทียบปรับคนละ 10,000 บาท แต่ไม่เอาโทษจำคุก 1 เดือน เพราะเกรงว่าจะสร้างความเดือดร้อนมากเกินไป ซึ่งการเปรียบเทียบปรับ 10,000 บาทนั้น หากถูกจับกุมงวดละ 1 ครั้ง เท่ากับเดือนละ 2 ครั้ง (สลากออกรางวัลทุกๆ 15 วัน) ต้องเสียเงินถึง 20,000 บาท ถือเป็นจำนวนที่มากสำหรับกลุ่มคนเหล่านี้แล้ว แต่หากเป็นตัวแทนจำหน่าย สำนักงานสลากจะยกเลิกสัญญาพร้อมขึ้นบัญชีรายชื่อ (Black list) โดยไม่ทำสัญญาในครั้งต่อไป สำหรับผู้ที่ซื้อ-จองล่วงหน้าก็จะถูกตัดสิทธิ์การลงทะเบียนทันที

“มาตรการที่สำนักงานสลากฯออกมาเพื่อแก้ปัญหาการจำหน่ายสลากเกินราคาใช้ไม่ค่อยได้ผล เพราะผู้ค้าสลากปรับตัวได้ทันกับมาตรการของเรา แต่ครั้งนี้ผมสั่งให้สำนักงานสลากฯ จับปรับอย่างจริงจังและปูพรมทั่วประเทศ เพื่อยุติการจำหน่ายสลากเกินราคาให้ได้ แม้ในแผงค้าสลากจะมีสลากราคาคู่ละ 80 บาทขายอยู่บ้างก็ตาม แต่สัดส่วนลดลง จากเดิมเคยมีสลากราคาคู่ละ 80 บาท มากถึง 60-70% ปัจจุบันเหลืออยู่ 30-40% ขณะที่สลากชุด 5 คู่ และ 10 คู่ มีเพิ่มมากขึ้น ทำให้สำนักงานสลากฯ ต้องปรับวิธีและหามาตรการใหม่ๆเข้าเสริมตลอดเวลา”

สำหรับมติบอร์ดที่สั่งให้สำนักงานสลากฯ ดำเนินการไปก่อนหน้าคือ 1.การปรับวันจองซื้อสลาก จากเดิมทุกวันที่ 2 และวันที่ 17 ของเดือน เปลี่ยนเป็นวันที่ 7 และ 22 ของเดือน ทำให้ระยะเวลาในการจำหน่ายลดลงเหลือ 9 วัน จากเดิม 15 วัน และ 2.การทำสัญญาใหม่ที่จะดำเนินการระหว่างวันที่ 19-25 พ.ย.59 (อายุสัญญาวันที่ 16 ธ.ค.59-วันที่ 1 มิ.ย.60) จะมีการปรับสัญญาให้รัดกุมมากขึ้น หากตรวจพบว่าสลากของตนไปวางอยู่บนแผงของผู้อื่น ให้สันนิษฐานว่าผู้นั้นไม่ขายสลากด้วยตนเอง ถือว่าผู้ค้าสลากได้ทำผิดสัญญา สำนักงานสลากฯ สามารถยกเลิกสัญญาได้ทันทีนั้น บอร์ดก็จะรอและติดตามผลงานอย่างใกล้ชิด แต่ช่วงนี้ที่ราคาสลากแพงมากขึ้นจึงต้องใช้วิธีการจับจริงควบคู่ไปด้วย

นอกจากนี้ ในปีหน้าสำนักงานสลากฯจะเสนอให้บอร์ดเปลี่ยนแปลงวิธีการพิมพ์สลากจากปัจจุบัน พิมพ์สลากทั้งหมด 120 ล้านฉบับ จำหน่ายราคาฉบับละ 40 บาท แต่จะพิมพ์ออกมาเป็นฉบับคู่ ขายราคาคู่ละ 80 บาท ก็ปรับเหลือเพียง 60 ล้าน ฉบับ ขายฉบับละ 80 บาท ยกเลิกการพิมพ์ฉบับคู่ แต่ยังคงเงินรางวัลที่ 1 จนถึงเลขท้าย 2 ตัว เหมือนเดิมทุกประการ ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้สำนักงานสลากฯมีต้นทุนการพิมพ์ลดลง

พ.ต.อ.บุญส่ง จันทร์ศรี รองผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวว่า การพิมพ์สลากใหม่เหลือ 60 ล้านฉบับ จะเสนอให้บอร์ด พิจารณาได้ต้นปีหน้า หลังรายงานในหลักการให้ประธานบอร์ดรับทราบอย่างไม่เป็นทางการแล้ว โดยระหว่างนี้ สำนักงานสลากฯ ต้องวางแผนปรับเปลี่ยนระบบการพิมพ์ การออกแบบสลากใหม่ให้มีความ กะทัดรัดสวยงาม ส่วนการออกรางวัล และเงินจำนวนรางวัลยังคงเหมือนเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างใด.

 

แจงขึ้นภาษีน้ำมันขายปลีกไม่ขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 พ.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/777671

 

ครม.ต่ออายุรถไฟ-รถเมล์ฟรี 6 เดือนช่วยคนจน

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติขยายระยะเวลาให้บริการรถไฟ-รถเมล์ฟรี ออกไปอีก 6 เดือน เริ่มตั้งแต่ 1 พ.ย.59-30 เม.ย.60 โดยกระทรวงการคลังจะชดเชยรายได้ให้กับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก.และการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท.ในวงเงินงบประมาณรวม 2,268 ล้านบาท แบ่งเป็น รถเมล์ ขสมก. 800 คัน ที่วิ่งให้บริการรถเมล์ฟรี ใน 73 เส้นทาง 1,783 ล้านบาท และรถไฟฟรี ชั้น 3 ที่วิ่งให้บริการ 152 ขบวน/วัน 585 ล้านบาท สำหรับสาเหตุที่รัฐบาลยังคงชดเชยค่าโดยสารให้ ขสมก.และรถไฟฟรี เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายการเดินทางของผู้มีรายได้น้อย

ขณะที่นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยกรณีจากที่กระทรวงการคลังจัดเก็บภาษีสรรพสามิต ทั้งน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซินเพิ่ม 20 สตางค์ต่อลิตร โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 9 พ.ย.เป็นต้นไปนั้น ไม่ได้ส่งผลทำให้ประชาชนมีภาระรายจ่ายค่าน้ำมันเพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันขายปลีกไม่ปรับขึ้น นอกจากนี้ จากราคาน้ำมันตลาดโลกที่ลดลงและค่าการตลาดที่สูงเฉลี่ย 1-2 บาทต่อลิตร ผู้ค้าน้ำมันจึงสามารถปรับลดราคาน้ำมันทุกประเภททั้ง เบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล 20 สตางค์ต่อลิตรยกเว้นราคาอี 85 ไม่เปลี่ยนแปลง

วันเดียวกัน นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ครม.ยังเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติกองทุนเพื่อการสนับสนุนกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์) สาระสำคัญจัดตั้งกองทุนเพื่อการสนับสนุนกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทยเป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองการจ่ายผลตอบแทนให้แก่ผู้มีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองตามที่ประกันผลตอบแทนขั้นต่ำไว้ โดยกองทุนสนับสนุนฯจะเป็นแหล่งที่มาของเงิน กรณีกองทุนฯไม่สามารถจ่ายผลตอบแทนตามที่สัญญาไว้ แบ่งเป็น 2 บัญชีคือ บัญชีที่ 1 เป็นบัญชีเพื่อคุ้มครองการจ่ายผลตอบแทน โดยจะมีทุนตั้งต้นที่รัฐบาลจัดสรรให้ 9,000 ล้านบาท และบัญชีที่ 2 เป็นบัญชีสำรองเพื่อจะใส่เงินให้กับ บัญชีที่ 1 ให้ครบ 9,000 ล้านบาทตลอดเวลา หากบัญชีที่ 1 มีการจ่ายเงินไป.

 

รฟม.จุกสายสีม่วงขาดทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 พ.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/777661

 

ผู้สื่อข่าวรายงานจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยว่า หลังจากที่ รฟม.เปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายฉลองรัชธรรม หรือรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-บางใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 6 ส.ค.59 ที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันปรากฏว่ามีจำนวนผู้โดยสารเข้าใช้บริการทั้งสิ้น 524,527 คนต่อเที่ยว หรือเฉลี่ยวันละ 20,000 กว่าคน มีรายได้รวม 15,817,318 บาท และเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการขาดทุน รฟม.จึงได้ประกาศปรับลดราคาลงเหลือ 14-29 บาท ตั้งแต่ วันที่ 1 ก.ย.59 เป็นต้นมา เพื่อดึงดูดให้คนมาใช้บริการเพิ่มมากขึ้น แต่ปรากฏว่าในเดือน ก.ย. รฟม.เก็บค่าโดยสารได้ 14,472,869 บาท มีผู้โดยสารใช้บริการเฉลี่ย 20,990 คนต่อเที่ยว และในเดือน ต.ค. เก็บค่าโดยสารได้ 14,822,907 บาท มีผู้โดยสารใช้บริการเฉลี่ย 20,981 คนต่อเที่ยว ขณะที่ในเดือน พ.ย. มีจำนวนผู้โดยสารใช้บริการเฉลี่ยวันละ 20,942 คนต่อเที่ยวเท่านั้น จึงทำให้ รฟม.ประสบปัญหาขาดทุนจากการปรับลดค่าโดยสารเฉลี่ยวันละ 129,000 บาท หรือเฉลี่ยเดือนละ 3.9 ล้านบาท ทั้งนี้ คาดว่าในวันที่ 9 พ.ย.ที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จะเดินทางมาตรวจเยี่ยมการทำงานของ รฟม. อาจมีการหารือถึงทางออกของการแก้ปัญหาขาดทุนดังกล่าวด้วย.

 

ก๊วนซุป’ตาร์ ‘อาร์สยาม’ ยกขบวนตะลุย AEC

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/238699

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“สบายดีทีวี ช่อง 39” ส่งประสบการณ์ทางดนตรีแห่งความสุขครั้งใหม่ ส่งไกลถึงสุดชายแดน ต้อนรับ AEC บ้านพี่เมืองน้อง กับกิจกรรม “ไฮลักซ์รีโว่ พรีเซ็นต์สบายดีทีวี AEC music caravan” จัดกองทัพศิลปินลอตใหญ่บุกตลาด นำทีมโดยซุป’ตาร์ระดับแม่เหล็กของประเทศ ทำทีมโดย คู่จิ้นสุดฮอต เบิ้ล-ปทุมราช, ธัญญ่า อาร์สยาม,ใบเตย อาร์สยาม, กระแต อาร์สยาม” และ “จ๊ะ อาร์สยาม” พร้อมศิลปินเรตติ้งดีอีกเพียบ รวมทั้งนักร้องรับเชิญสุดฮอตจากประเทศเพื่อนบ้าน ลงพื้นที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจแหล่งการค้าใกล้ในจุดผ่านแดน 3 จุด ลาว, พม่า, กัมพูชา

ประเดิมครั้งแรกใน 4 สถานที่เป้าหมาย…วันที่ 15 ต.ค.2559 ณ ตลาดอินโดจีน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว นำทีมโดยคู่จิ้นสุดฮอต เบิ้ล ปทุมราช-ธัญญ่า อาร์สยาม,ใบเตย อาร์สยาม, กระแต-กระต่าย อาร์สยาม, ลูลู่-ลาล่า อาร์สยาม

วันที่ 29 ต.ค.2559ข้างสถานีรถไฟ อ.เมือง จ.หนองคาย (ใบเตยอาร์สยาม, กระแต-กระต่าย อาร์สยาม,เดือนเพ็ญ อำนวยพร อาร์สยาม, แมน มณีวรรณอาร์สยาม และ นุช วิลาวัลย์ อาร์สยาม)

วันที่ 12 พ.ย. 2559 สนามฝึกยุววรรณเชียงราย (ใบเตยอาร์สยาม, จ๊ะ อาร์สยาม, วิด ไฮเปอร์ อาร์สยาม,ลูลู่-ลาล่า อาร์สยาม และ ลูกตาล อาร์สยาม)

วันที่ 19 พ.ย. 2559 จ.ระนอง (ใบเตย อาร์สยาม,กระแต-กระต่าย อาร์สยาม, บ่าววี อาร์สยาม,ลูลู่-ลาล่า อาร์สยาม และ นุ้ย สุวีณา อาร์สยาม)

‘ทอย’ รับสุดเขินเล่นเลิฟซีนจูบ ‘โฟร์’ แฟนๆ ตั้งฉายา ‘สามี(เด็ก)แห่งชาติ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/238701

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เป็นหนุ่มฮอตที่พ่วงตำแหน่ง “สามีแห่งชาติ” อีกคนของวงการ สำหรับหนุ่มหน้าใส ทอย-ปฐมพงศ์ เรือนใจดี ล่าสุดก็กลับมาเป็นขวัญใจสาวๆ ทั้งประเทศอีกครั้งกับซีรี่ส์ Club Friday To Be Continued ตอน “เธอเปลี่ยนไป” ในบทสามีเด็กของสาวโฟร์-ศกลรัตน์ วรอุไร

งานนี้ทอยเล่นได้น่ารักน่าเอ็นดู จนแฟนๆ ยกฉายา “สามี(เด็ก)แห่งชาติ” ให้ไปอีกตำแหน่ง

“ก็ดีใจครับที่คนดูชื่นชอบผมในเรื่องนี้ ก็เป็นอีกเรื่องที่ผมตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ เพราะภาคที่แล้วมันดังมาก แล้วพอมาภาคนี้เราเป็นตัวละครที่เพิ่มเข้ามา ทำให้ตอนแรกค่อนข้างเกร็งครับ เพราะต้องประกบกับนักแสดงรุ่นพี่อย่าง พี่พุฒ, พี่เจี๊ยบ และพี่โฟร์ ซึ่งเป็นคนที่เราต้องเข้าฉากด้วยกันบ่อยที่สุดครับโดยเฉพาะกับพี่โฟร์ด้วยความที่เราต้องเล่นเป็นคู่รักกัน ทำให้มีทั้งฉากดราม่า ฉากเลิฟซีนซึ่งเยอะพอสมควร จำได้ว่าเข้าฉากด้วยกันวันแรกก็เจอฉากเลิฟซีนจูบกับพี่โฟร์ เขินมากๆ ครับ ตอนนี้ก็มีคนเชียร์ มีแฟนคลับคู่ทิมกับอาปูแล้ว ก็ดีใจมากๆ ครับที่ผลงานของเราได้รับเสียงตอบรับที่ดี ยังไงก็มาคอยเอาใจช่วยคู่ทิมกับอาปูกันเยอะๆ นะครับ”

‘เอ-ไชยา’ ไอเดียพุ่ง! เตรียมทำฟาร์มเห็ด สานต่ออาชีพในฝันที่บ้านเกิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/238702

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เดินทางไปเสาะแสวงหาวัตถุดิบชั้นยอดเพื่อมาทำเมนูเด็ดในหลายต่อหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ล่าสุดพระเอกลิเกเงินล้าน “เอ-ไชยา มิตรชัย” ก็ไปติดอกติดใจการเพาะเห็ดขาย โดนใจถึงขั้นเตรียมวางแผนทำฟาร์มเห็ดที่บ้านเกิด จังหวัดอ่างทองเป็นที่เรียบร้อย โดยจะให้ญาติๆ ไปเข้าคอร์สเรียนการเพาะเห็ดเพื่อช่วยดูแลและเปิดฟาร์มในเร็วๆ นี้ โดย “เอ-ไชยา มิตรชัย” เผยว่า

“ตอนนี้กำลังวางแผนให้น้องที่บ้าน ที่จังหวัดอ่างทอง ไปเรียนรู้ถึงวิธีการทำฟาร์มเห็ด เพาะเห็ดขายแบบจริงจัง ที่อยากทำและสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้เพราะตอนไปถ่ายรายการครัวลั่นทุ่ง เราเห็นถึงขั้นตอนการทำทั้งหมดแล้วมันดูแลง่าย เก็บไปขายได้เร็วก็เลยติดใจอยากทำเองและบุคลากรที่บ้านก็มีอยู่หลายคนให้ช่วยกันดูแลได้ คือไปมาหลายต่อหลายที่มีหลายอาชีพและหลายวัตถุดิบที่น่าสนใจมากๆ แล้วรายได้ดีด้วยนะ แต่ส่วนตัวคือชอบการเพาะเห็ดมากที่สุด เป็นอาชีพในฝันไปแล้ว ถ้าทำได้ก็จะเป็นอีกธุรกิจหนึ่งของเราแต่ก็ไม่ได้ตั้งเป้าหมายอะไรไว้มากขนาดนั้น ขอแค่ให้ได้ทำในสิ่งที่ชอบก็พอ ที่เลือกทำที่บ้านเกิดจังหวัดอ่างทองก็เพราะญาติๆอยู่ที่นั้นและมีพื้นที่สามารถทำฟาร์มเห็ดได้”

‘อั๊ต-อัษฎา’ ทุ่มสุดตัวถ่ายทอดเรื่องราวความรักใน ‘From Bangkok To Mandalay’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/238695

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ไม่บ่อยครั้งนักที่พิธีกรและนักแสดงหนุ่มมากฝีมืออย่าง อั๊ต-อัษฎา พานิชกุลจะตกปากรับคำร่วมเล่นภาพยนตร์ให้แฟนๆ ได้รับชมกัน มาวันนี้หนุ่มอั๊ตถึงกับออกปากสารภาพว่าหลงรักภาพยนตร์เรื่อง “From Bangkok To Mandalay ถึงคน…ไม่คิดถึง”(ฟรอม แบงค็อก ทู มัณฑเลย์ ถึงคน…ไม่คิดถึง) ตั้งแต่เริ่มต้นฟังเพลงประกอบภาพยนตร์และอ่านบท งานนี้เจ้าตัวขอทุ่มสุดตัวติวเข้มดนตรีเพื่อให้สมบทบาทนักดนตรีหนุ่ม อดีตรักครั้งเก่าของนางเอกซึ่งรับบทโดย น้ำหวาน-พิไลพรสุปินชุมภู ลองมาฟังหนุ่ม อั๊ต-อัษฎา เปิดใจถึงบทบาทที่ได้รับในภาพยนตร์เรื่องนี้ดูกันว่า

อั๊ตสนใจรับเล่นหนังเรื่องนี้ เริ่มจากที่ตอนแรกพี่แน็ต-ชาติชาย เกษนัส (ผู้กำกับ) ขอนัดคุยกัน แล้วก็เปิดให้ดูตัวอย่างที่ไปถ่ายที่พม่าให้ดู ตอนนั้นน่าจะถ่ายทำไปได้สัก 70 เปอร์เซ็นต์แล้วครับ พออั๊ตได้ดูก็รู้สึกว่าภาพในหนังที่ถ่ายออกมามันสวยงามมากและมีเนื้อเรื่องค่อนข้างสากลที่ทุกชาติทุกภาษาก็เข้าใจคือจะพูดถึงเรื่องของความรัก ความคิดถึง ยิ่งพอได้ฟังเพลงประกอบฟังๆ อยู่ อั๊ตน้ำตาไหลออกมาไม่รู้ตัวครับ เลยทำให้รู้สึกว่าอยากรับเล่นหนังเรื่องนี้ ยิ่งพอได้มาร่วมงานกับพี่แน็ต (ผู้กำกับ) แล้วยิ่งรู้สึกโอเคมากๆ ตอนเวิร์กช็อปเราได้มีโอกาสคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน การทำงานของผู้กำกับจะเป็นลักษณะ ชอบให้อิมโพรไวฟ์ เวลาทำการแสดงก็อยากให้เป็นอารมณ์สดที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะภาพที่ออกมาจะได้มีความเป็นธรรมชาติที่สุด ส่วนน้องน้ำหวานนางเอกของเรื่องตอนแรกที่ยังไม่ได้เข้าฉากด้วยกัน อั๊ตก็คิดอยู่ว่าเราจะเล่นเข้ากันได้มั้ยแต่พอได้เข้าฉากด้วยกันแล้ว ก็รู้สึกว่าเคมีตรงกันมาก เราสามารถถ่ายทอดรับส่งอารมณ์กันได้เป็นอย่างดีครับ ในเรื่องนี้อั๊ตก็ต้องมีการเตรียมตัวทำการบ้านของตัวเองเหมือนกันครับ ก็มีไปลงเรียนดนตรีเพิ่มเติมเพื่อให้ดูสมบทบาทของนักแต่งเพลงและโปรดิวเซอร์มากขึ้น เป็นหนังอีกเรื่องหนึ่งที่อั๊ตได้ทุ่มสุดตัวเลยครับลองทำอะไรหลายๆอย่างที่สนุก ทุกคนจะได้เห็นอั๊ตในบทบาทที่ไม่เคยเจอมาก่อนซึ่งใกล้เคียงกับตัวจริงครับ ก็อยากฝากให้มาชมความสวยงามของหนังเรื่องนี้ครับเพราะว่าเป็นหนังที่ครบทุกองค์ประกอบจริงๆ”

 

‘ฮอลลีวู้ด ไทยแลนด์’เอาใจคนรักเจ้าตูบสี่ขา ในหนัง‘Who Get The Dog?’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/238678

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ฮอลลีวู้ด ไทยแลนด์ ส่งหนังรักโรแมนติก-คอเมดี้เรื่องWho Get The Dog? (ฮู เก็ท เดอะ ด็อก?) เอาใจคนรักเจ้าตูบสี่ขาไปกับเรื่องราวความรักสุดป่วนชวนฮาระหว่างน้องหมาและเจ้าของ พบการประชันบทบาทสุดมุ้งมิ้งของ Alicia Silverstone (อลิเซีย ซิลเวอร์สโตน) และ Ryan Kwanten (ไรอัน ควานเทน) ร่วมด้วย Randall Batinkoff (แรนดอล บาธิงออฟ) จากผลงานการกำกับของ Huck Botko (ฮัค บอทโก) แถมงานนี้ยังได้ผู้กำกับมือทองอย่าง Steven C. Miller (สวีเว่น ซี.มิลเลอร์) มาร่วมนั่งแท่นโปรดิวเซอร์ควบคุมงานสร้างอีกด้วย

งานนี้ Alicia Silverstone (อลิเซีย ซิลเวอร์สโตน) นักแสดงนำและยังรั้งตำแหน่งเอ็กซ์คลูซีฟ โปรดิวเซอร์ของภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดใจว่า

“…Who Get The Dog? (ฮู เก็ท เดอะ ด็อก?) เป็นภาพยนตร์ที่นำเสนอเรื่องราวชีวิตรักของหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่ถึงคราวต้องเลิกรา แต่ต่างคนต่างอยากได้น้องหมาสดที่รักไปอยู่ด้วย จนเป็นที่มาของการเกิดปัญหาความขัดแย้งไม่ลงรอยกัน ตัวละครทั้งคู่ต้องหาวิธีเอาชนะใจเจ้าตูบ เพื่อให้ได้รับสิทธิ์ดูแลแต่เพียงผู้เดียวค่ะมันเป็นเรื่องราวความป่วนของคนที่พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ครอบครองในสิ่งที่ตัวเองรัก โดยมีเจ้าตูบสี่ขามาเป็นตัวแปรสำคัญค่ะ ฉันเชื่อว่าผู้ชมที่ได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้จะต้องหลงรักเจ้าหมา Wesley (เวสลีย์) อย่างแน่นอนค่ะ มันเป็นน้องหมาที่น่ารักและฉลาดมากๆ จนตอนนี้มันกลายเป็นขวัญใจของคนทั้งกองถ่ายเลยก็ว่าได้ (ยิ้ม) ถ้าสมมุติว่าฉันเกิดเจอเรื่องราวแบบในหนังเรื่องนี้ฉันคิดว่าฉันก็คงต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เลี้ยง Wesley (เวสลีย์) เหมือนกันค่ะ (ยิ้ม) การได้ร่วมงานกับ Ryan Kwanten (ไรอัน ควานเทน)ถือว่าเป็นเรื่องราวที่วิเศษมาก เราคุยกันถูกคอเพราะเราเองก็รักสุนัขเหมือนกัน เขาเป็นคนน่ารักและเข้ากับทุกคนได้ดีค่ะ อยากให้แฟนๆ ที่รักสุนัขลองติดตามชมกันนะคะ…”

Who Get The Dog? (ฮู เก็ท เดอะ ด็อก?) มีคิวเข้าฉายบ้านเรา 6 ตุลาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์

 

กระทรวงวัฒนธรรมไทย-เวียดนาม จัดเทศกาลภาพยนตร์ฉลอง 40 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/238698

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เนื่องในโอกาสครบรอบ 40 ปี “ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-เวียดนาม” ทางกระทรวงวัฒนธรรมแห่งราชอาณาจักรไทย ร่วมกับ กระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ได้จัดงานเทศกาลภาพยนตร์ไทย ณ กรุงโฮจิมินห์ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม Thai Film Festival 2016 @HO Chi Minh City โดยใด้เชิญภาพยนตร์ “เราสองสามคน” จาก M๓๙, ผู้กำกับ “เรียว กิตติกร เลียวศิริกุล” และนักแสดงนำ “พลอย-รัตนรัตน์ เอื้อทวีกุล (กัลป์จาฤก) รวมถึงนักแสดงฝีมือจัด “อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม” จากภาพยนตร์ Love H2O เป็นตัวแทนไปร่วมกิจกรรมในงานนี้ “พลอย-รัตนรัตน์” ในฐานะตัวแทนนักแสดงกล่าวว่า

“ดีใจแทนพี่เรียว-ผู้กำกับนะคะ ก็ถือเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของพลอย ซึ่งตอนนั้นเราไม่เคยรู้เลยว่าประเทศเวียดนามจะมีสถานที่ท่องเที่ยว และวัฒนธรรมที่สวยงามขนาดนี้ แถมยังสามารถขับรถไปเที่ยวได้อีก เป็นประสบการณ์ที่ประทับใจมากๆ ค่ะ พอมาช่วงหลังๆก็เห็นจากอินเตอร์เนตว่ามีคนที่ได้แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์เรื่องนี้ ขับรถไปในเส้นทางที่พวกเราเคยได้ไปมาก่อน แล้วก็ดีใจที่ภาพยนตร์เรื่องเราสองสามคน และ Love H2O ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเวียดนามเพื่อนบ้านของเราด้วย”